น.313 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น. แล้ว เป็นเวลาที่เราจะได้พูดกันต่อไป ถึงเรื่องที่พูดค้างไว้เป็นลำดับ มา คือเรื่องเกี่ยวกับฆราวาส, ในการบรรยายชุดนี้ได้มีความ ตั้งใจไว้แล้วว่าจะพูดกันถึงเรื่องฆราวาส คือว่าเกี่ยวกับฆราวาส เพราะเป็นเรื่องพื้นฐาน, กล่าวคือถ้าเป็นฆราวาสที่ดีได้ ก็จะเป็น อะไรที่ดีได้ต่อไป จนกระทั่งไปนิพพานได้ ; เพราะฉะนั้น เราจึงมองดูกันทุกแง่ทุกมุมในเรื่องอันเกี่ยวกับฆราวาส. ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความรอดพื้นฐาน ของฆราวาส ซึ่งได้แก่ วัฒนธรรม ที่เนื่องมาจากศาสนาโดยตรง หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า "วัฒนธรรมของ ชาวพุทธ". มันเป็นธรรมดาอยู่เองที่ว่า มนุษย์แต่ละหมู่ละพวกย่อมจะมีวัฒนธรรม ของตัวเอง ค่อย ๆ เกิดขึ้นตามความจำเป็น หรือเหมาะสม. ความจำเป็น ๒๘๑
น.314 กับความเหมาะสมนี้แยกกันไม่ได้, หรือที่แท้ก็คือสิ่งเดียวกันโดยใจความ แม้ว่า จะต่างกันโดยตัวหนังสือ. โดยทางภาษาดูจะเป็นคนละอย่าง แต่ทางปฏิบัติแล้ว ก็คือสิ่ง ๆ เดียวกัน. ความจำเป็น ทำให้เกิดอะไรขึ้นมาบางอย่าง แล้วมันต้องเกิดเหมาะสม แก่ความจำเป็นเสมอไป. วัฒนธรรมของคนทุกชาติทุกภาษาก็มีลักษณะอย่างนี้ จนกระทั่งชาวพุทธเราก็มีวัฒนธรรมของเราเองเกิดขึ้น เมื่อเราได้รับพุทธศาสนา. เพราะว่าเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะต้องถือเอาสิ่งที่ดีกว่า, ชะเง้อหาสิ่งที่ดีกว่า. เมื่อ พบอะไรเข้าก็จะสนใจ ในข้อที่มันจะดีกว่าที่เรามีอยู่แล้ว, ก็สนใจที่จะรับเอามา ; แต่มันก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาที่จะพิจารณาสิ่งๆนั้น ถูกหรือผิดมันขึ้นอยู่กับสติปัญญา นั้น ๆ ถ้ามีความโง่ก็ไปรับเอามาอย่างที่เป็นอันตราย, แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไปรับเอามาด้วยความหวัง ว่าจะได้สิ่งที่ดีกว่าอยู่เหมือนกัน. ถ้าโง่ก็ไปเอาสิ่งที่ เลวกว่ามาเป็นสิ่งที่ดีกว่าก็ได้. ดังนั้น ขอให้ระวังในข้อนี้ให้มากที่สุด ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้. สำหรับคำพูดที่ใช้เรียกชื่อสิ่งนี้ อาจจะมีมากคำ ซึ่งคุณก็ได้ยินอยู่เป็น ประจำ เรามีคำว่า : - วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีรีตองอะไร ต่าง ๆ หลายคำด้วยกัน ; มันผิดได้ด้วยกันทั้งนั้น, และมันถูกได้ด้วยกันทั้งนั้น ; แล้วแต่ว่าจะมีความรู้และสติปัญญาเข้าไปแทรกอยู่มากน้อยเท่าไร. คำแต่ละคำนี้ จะมีความสำคัญที่สุดอยู่ที่คำว่า "วัฒนธรรม" - คือเครื่องมือสำหรับให้เกิด ความเจริญก้าวหน้า. เรามีขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีรีตอง ก็คือระเบียบ ปฏิบัติเกี่ยวกับวัฒนธรรม ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ตามพิธีรีตอง จนกระทั่ง งมงายไปในที่สุด, ก็เป็นวัฒนธรรมงมงาย.
น.315 ตรงนี้อยากจะเตือนอยู่เสมอ คำว่า "วัฒนะ" หรือ "ความเจริญ" นี้ มีความหมายเป็นทาง ๒ แพร่ง หรือกำกวม. ตัวหนังสือแท้ ๆ ก็แปลว่ามี มากขึ้น หรือรกหนาขึ้น นั้นคือคำว่า "วัฒนะ". ที่มันรกหนาขึ้น จนเกิด โทษขึ้นก็มี เช่นหญ้ารก หรือผมบนหัวรกอย่างนี้ บาลีเรียกว่าวัฒนะทั้งนั้น มันก็เลยเป็นวัฒนะที่ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากลำบาก. ‘ให้นึกถึงคำว่า "อย่าเป็นคน รกโลก" รก คำนี้ก็คือคำว่า วัฒนะ ด้วยเหมือนกัน; ภาษาบาลีเป็นอย่างนี้. เมื่อเราพูดถึงความเจริญหรือใช้คำว่า พัฒนา อย่างในสมัยปัจจุบันนี้, มันก็คือ ทำให้มากขึ้น. ถ้าพัฒนาผิด ก็มากขึ้นในทางที่ยุ่งยากลำบากมากกว่าแต่ก่อน ; นี้ก็มีอยู่บ่อย ๆ ในที่การพัฒนากันไปในทางที่ยุ่งยาก จนเกิดปัญหาหลายอย่าง ซ้อน ๆ กันขึ้นมา. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึง วัฒนธรรมของชาวพุทธ หมายความว่า เป็นความเจริญที่ถูกต้องทั้งทางรูปธรรม และนามธรรม ตามแบบของชาวพุทธ โดยมีรกรากจากพระพุทธศาสนา ; มีรกรากอยู่ที่พระพุทธศาสนา หมายความว่า วัฒนธรรมนี้งอกงามออกมาจากหลักของพระพุทธศาสนา. ถ้าจะทำกันเป็น ขนบธรรมเนียมประเพณี ก็หมายความว่าทำกันมาจนไม่มองดูว่ามันมาจากอะไร ไม่ต้องมองดูว่ามาจากอะไร เขาทำเป็นแบบฉบับเหมือนที่ปู่ย่าตายายได้ทำและ วางไว้ ; แล้วบางทีก็วางไว้ในรูปของ ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์, ไม่ทำไม่ได้, เป็นเรื่องเสื่อมเสีย เป็นเรื่องโชคร้ายอย่างนี้ก็มี. นี่จะเลยไปเป็นพิธีรีตอง จนกระทั่งว่าเราทำอะไรตามพิธีตามธรรมเนียม ที่เป็นพิธี จนเรียกว่าทำพิธี อย่างนั้นแหละ ; ในที่สุดก็ทำพอเป็น พิธี จนงมงายเรียกว่า รีตอง ไปเลยก็ได้. ถ้าเป็น พิธี ก็ยังน่าดูอยู่บ้าง เพราะคำว่าพิธีก็คือ วิธี นั่นเอง ก็มีความ ถูกต้อง แล้วก็ช่วยกันทำให้เคร่งครัดเป็นพิธี ; แต่ถ้าเลยเถิดไปเป็น รีตอง แล้ว
น.316 ผมคิดว่าคงจะเข้าไปในเขตของความงมงายแล้ว. ฉะนั้นพิธีนั้นใช้ได้ แต่พิธี รีตองนั้นไม่ไหว, เป็นวัฒนธรรมที่งมงายไป. นี่พูดพอเป็นหนทางให้สังเกต ในความหมายความเป็นมาของสิ่ง ๆ นี้, แล้วคุณก็ไปคิดเอาเอง ไปใคร่ครวญ ดูเอง. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "ความรอดพื้นฐาน" มีคำว่า "พื้นฐาน" อยู่ด้วย, หมายความว่าเป็นหลักทั่วไป. ความรอดที่ยิ่งใหญ่ คือความรอดที่เรียกว่า วิมุตติ หลุดพ้น ในพระพุทธศาสนา ไปนิพพานนั้น เป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่ แล้วจุดหมายปลายทางอยู่ที่นั่น. ทีนี้ ความรอดพื้นฐาน หมายความว่าจะต้อง รอดทั่วๆ ไป ในทุก ๆ กรณี ในทุก ๆ ปัญหาหรือหน้าที่การงานของฆราวาส เราจะเรียกรวม ๆ กันว่า "หลักพื้นฐานของความรอดของฆราวาส" หรือเรียกว่า "ความรอดพื้นฐานของฆราวาส" ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมที่งอกออกมาจากศาสนา. นี่ก็เป็นการบ่งอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นฆราวาสพุทธบริษัท, แต่แล้วยังมี พิเศษอยู่ที่ว่าเอาไปใช้กับฆราวาสพวกไหนก็ได้ เพราะธรรมะนี้เป็นของไม่จำกัด สถานที่ หรือเวลา หรือบุคคล. ถ้าเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ก็เป็นธรรมะหมด เพราะธรรมะคือความถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เราพูดสำหรับพุทธบริษัทแล้ว ก็มักจะพูด เป็นของชาวพุทธ หรือว่าเป็นของเฉพาะไปอย่างนี้ เนื่องจากเราต้องรับผิดชอบ ในความเป็นชาวพุทธของเรา. เราไม่ต้องรับผิดชอบในด้านอื่น ในของพวกอื่น แต่เราต้องรับผิดชอบในด้านของเราเอง คือเป็นชาวพุทธ. เรามีวัฒนธรรมที่ เป็นขนบธรรมเนียม ที่ประพฤติกันอยู่ โดยไม่ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์อะไรอีก แล้วก็ประพฤติด้วยจิตใจทั้งหมด ด้วยกำลังทั้งหมด. ต่อไปก็มาถึงการที่เราจะแยกดูว่า มีอะไรบ้างที่พอจะกล่าวได้ว่า เป็น วัฒนธรรมที่มีรากฐานอยู่บนพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงพุทธศาสนา
น.317 เรายังมุ่งหมายเฉพาะพวกฆราวาส ดังนั้นผมจึงใช้คำว่า "ความรอดพื้นฐาน ของฆราวาส" . ถ้าเราจะดูกันเป็นข้อ ๆ เพื่อสะดวกแก่การศึกษา หรือเข้าใจ หรือการปฏิบัตินี้ ก็จะทำได้เป็นข้อ ๆ แล้วก็มีมากจนจะทำให้ฟั่นเฝือ หรือ ยุ่งยาก หรือลำบากก็ได้. เพราะฉะนั้น ตามความรู้สึกของผมคิดว่า จะเพ่งเล็ง กันเพียง ๑๐ ข้อ :- ข้อที่ ๑ อยากจะเรียกว่า ความขยันขันแข็ง. ความขยันขันแข็งนี้ คุณอาจจะคิดไปว่าไม่เกี่ยวกับศาสนา. ถ้าคิดอย่างนั้นก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่า อย่าลืมไปว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องนี้. เมื่อพระพุทธเจ้าออกบวชใหม่ ๆ เป็นแขก แปลกหน้า เข้าไปในประเทศมคธ, พบกับพระเจ้าพิมพิสาร สนทนากันถึงว่า เป็นอย่างไร มาจากไหน เป็นใครนี้; พระพุทธเจ้าท่านตอบว่ามาจากพวก ศากยะผู้ขยันขันแข็ง แล้วก็เล่าอะไรต่อไปอีกตามสมควร. แต่ดูเหมือนว่า ท่านอยากจะยืนยันในข้อที่พวกศากยะมีถิ่นอยู่ที่เชิงเขาหิมพานต์นี้ เป็นพวกที่ ขยันขันแข็ง. เพราะฉะนั้นเราจะนึกถึงความขยันขันแข็ง ซึ่งรวมความกล้าหาญ ความอะไรเข้าไว้หมด. การมีชีวิตอยู่ในโลกจะรอดอยู่ได้ ก็ต้องด้วยความขยันขันแข็ง, ไม่ อย่างนั้นมันก็ไม่เหลือรอดอยู่ได้. การต่อสู้ซึ่งเป็นความรู้สึกทางสัญชาตญาณ, ความขยันขันแข็งก็เป็นสิ่งหนึ่งในการต่อสู้. เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้มาก มันก็ กลายเป็นความกล้าหาญ ; เรารวมเรียกว่า "ความขยันขันแข็ง" คือเข้มแข็ง. เรื่องนี้ไม่ต้องสอนกันมาก เพราะธรรมชาติมันบังคับ ไม่ขยันขันแข็งมันก็ตาย ไม่เหลือรอดอยู่จนบัดนี้. แล้วยิ่งในโลกสมัยนี้ มันก็สอนความขยันขันแข็งโดย ไม่รู้สึกตัวมากขึ้น ๆ. แต่วัฒนธรรมของชาวพุทธนั้น มีความขยันขันแข็งอยู่ด้วย ข้อหนึ่ง เราถือว่ามีรกรากมาแต่พระพุทธเจ้า ผู้ขยันขันแข็ง. ท่านสอนหลัก
น.318 ธรรมะเช่นนั้นอยู่จนมาถึงพวกเรา ชาวไทย ซึ่งมีความขยันขันแข็ง เต็มไปด้วย การต่อสู้ตลอดเวลา, คือเคลื่อนย้ายลงมาสู่ผืนแผ่นดินนี้. นี้ คุณก็รู้ดี ตามประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยที่มีความเข้มแข็งและ ความกล้าหาญเป็นนิสัย สมกับคำว่าเป็นไทย จึงรอดอยู่ได้. ถ้าถามว่าความ ขยันขันแข็งในอะไร ? ก็ตอบว่าในหน้าที่. หน้าที่คืออะไร ? ก็คือความอยู่รอด. ดังนั้นจึงนับความขยันขันแข็งนี้เป็นเครื่องมือของความอยู่รอดพื้นฐานอันแรก. ข้อที่ ๒ ถัดมาก็อยากจะพูดถึง ความสุภาพอ่อนโยน. ความสุภาพ อ่อนโยนเป็นหลักธรรมะด้วยเหมือนกัน อย่าถือว่าเป็นเพียงขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวบ้าน หรือว่าในเลือด ในเนื้อ ในฐานะที่เป็นลักษณะของคน ชาตินั้นชาตินี้ พันธุ์นั้นพันธุ์นี้ : แต่ที่แท้แล้วเป็นหลักธรรมคำสอนในพระพุทธ- ศาสนา. ความสุภาพ นั้นหมายถึงไม่มีอะไรที่น่าเกลียด, ความอ่อนโยน หมายถึง มีอะไรที่ทำให้น่ารัก. แล้วเราไม่มีอะไรที่น่าเกลียด, และมีส่วนที่ทำให้น่ารัก มันก็ชนะผู้ที่ได้มาพบมาเห็น เป็นเครื่องมือ หรือเป็นอำนาจพิเศษอะไรอันหนึ่ง ที่ชนะน้ำใจของผู้ที่ได้เข้ามาพบมาเห็น มาสังคมด้วย. ดังนั้น เราในบางครั้ง บางสมัยบางยุคก็เป็นคนที่มีกำลังน้อยด้วยเหมือนกัน แต่เราก็ชนะคนที่มีกำลังมาก ได้ด้วยความสุภาพหรืออ่อนโยน ในการรู้จักโอนอ่อนไปตามเหตุการณ์ที่ร้ายแรง ช่วยให้ประเทศไทยรอดตัวมาได้จนบัดนี้ .. คนโบราณเขาสอนให้ดูพงหญ้า ลมพัดมันลู่ไปไม่หัก. ต้นไม้แข็ง ๆ กระด้างนั้นมันหักโครมครามไปหมด เมื่อมีพายุมา. เด็ก ๆ ก็เข้าใจได้ในเรื่องนี้. พระพุทธเจ้าท่านจะยิ่งเข้าใจในเรื่องนี้ ท่านจึงสอนให้อ่อนโยน นับไปตั้งแต่ ระเบียบวินัยต่าง ๆ. คุณไปสำรวจดูจากวินัยปาฏิโมกข์ ที่เป็นหลักเป็นประธาน และวินัยนอกปาฏิโมกข์ อภิสมาจารต่างๆ จะพบเรื่องปรับให้เป็นโทษทางวินัย
น.319 คืออาบัตินั้น เพราะความไม่สุภาพอ่อนโยนนั้นมีอยู่มากเหมือนกัน ในเรื่องการพูด กิริยาท่าทาง หรือการใช้สอยวัตถุสิ่งของอะไรต่าง ๆ. ความสุภาพอ่อนโยนนี้ ทำให้เกิดหลักพื้นฐานอื่นๆต่อไปเป็นแขนงๆ ไป, แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือสุภาพอ่อนโยนต่อคนเฒ่าคนแก่ ; พูดง่าย ๆ ก็คือความ เชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งในสมัยโบราณมีมาก เรียกว่าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์. แล้วเดี๋ยวนี้จะเหลืออยู่ ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเด็ก ๆ อวดดี ว่าคนเฒ่าคนแก่นั้น โง่งมงายไม่ก้าวหน้า. เด็ก ๆ ได้เล่าได้เรียนมาก ชนิดที่คนเฒ่าคนแก่ไม่ได้เรียน ความเคารพคนเฒ่าคนแก่ก็น้อยไป, จิตใจก็กระด้างเพิ่มขึ้นตามส่วน ; แต่แล้วก็ยัง คิดว่าตัวเป็นผู้เก่ง ผู้สามารถ ผู้อะไรอยู่ดี. นี่ขอให้สังวรระวังเรื่องนี้ให้มาก. คนเฒ่าคนแก่อาจจะโง่กว่า แต่ผมอยากจะพูดว่า โง่กว่าในสิ่งที่ไม่จำเป็น ในเรื่อง ที่ไม่จำเป็น. เรื่องที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิตนั้นแหละคนเฒ่าคนแก่อาจจะโง่กว่า ลูกหลาน, แต่ถ้าเรื่องที่จำเป็นแก่ชีวิตแล้ว คนเฒ่าคนแก่ฉลาดกว่าเสมอ. หมายความว่าเรื่องเพ้อนั้น พวกคุณอาจจะเก่งกว่าคนเฒ่าคนแก่ในเรื่องที่เพ้อเกิน ความจำเป็น. แต่เรื่องที่จำเป็น เรื่องที่ช่วยให้เอาตัวรอดกันได้จริงๆ แล้ว ไปดูเถิดพ่อแม่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ที่เห็นว่างุ่มง่ามหัวเก่า ๆ นั่นแหละ อาจจะ เก่งกว่าพวกคุณในทุก ๆ กรณี. ท่านรู้จักเลี้ยงเรามาให้รอดชีวิตอะไรเหล่านี้ แล้ว ก็มีหลักง่าย ๆ ตามธรรมชาติ ตามความรู้สึกพื้นฐานของธรรมชาติ ข้อนี้เราสรุปเรียกว่า "ความสุภาพอ่อนโยน" แก่คนทุก ๆ คน ทุก ๆ ฝ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนแก่คนเฒ่า. เรื่องเพื่อนฝูง มิตรสหาย แขกบ้านแขกเมืองอะไรก็ตาม อยู่ในลักษณะที่จะต้องสุภาพอ่อนโยนทั้งนั้น. ที่นี้ สองอย่างแรกนี้มันเป็นของคู่กัน : อันหนึ่งเข้มแข็ง อันหนึ่งอ่อนโยน, แต่มัน ก็ไม่ขัดแย้งกัน มันอยู่กันคนละเหลี่ยมคนละมุม. มันเข้มแข็งต่ออุปสรรคศัตรู ;
น.320 จะสุภาพอ่อนโยนในเมื่อจะต้องสุภาพอ่อนโยน มีความสุภาพอ่อนโยนเป็นเครื่องมือ ซึ่งใช้กันอยู่คนละที ไม่เป็นอุปสรรคแก่กัน. เพื่อป้องกันไม่ให้ความเข้มแข็งนั้น เป็นไปทางกระด้าง เราก็มีความอ่อนโยน ; เพื่อให้ความอ่อนโยนนั้นไม่อ่อนแอ เราก็มีความเข้มแข็ง. ข้อที่ ๓ อยากจะพูดถึงเรื่อง ความกตัญญู. ความกตัญญูเป็นเครื่อง วัดบุคคล ว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี ที่ถือมาเป็นหลักแต่โบราณกาล. ถ้ามีนิสัยไม่ กตัญญูก็หมายความว่าอันตราย คบไม่ได้, คือมีความทารุณโหดร้ายทางวิญญาณ มากเกินไป จนไม่รู้สึกขอบคุณ รักใคร่ผู้ที่มีบุญคุณ. เรื่องนี้เขามักจะอ้างถึง สุนัข ว่าความกตัญญูของสุนัขมีมาก คือมันมีความรู้สึกไวในทางนี้, แล้วสัตว์ บางชนิดไม่อาจจะรู้สึกความรู้สึกข้อนี้ เช่น ลิง ค่าง ชะนี อย่างนี้. ผมสังเกตเห็นว่าชะนีนี้ไม่มีทางที่จะมีความรู้สึกกตัญญู สามารถกัดคนที่ เอาของไปให้มันกินอยู่ทุกวัน สามเณรก็เคยถูกกัด แม่ครัวก็เคยถูกกัด ; อารมณ์ ของมันเดือดพล่านอยู่เสมอ คืออารมณ์ร้ายมีได้ง่าย, แล้วมันก็กัด. เขาให้ช้า ให้กินไม่ทันใจมันก็กัด. ที่กัดแน่นอนก็คือว่ายื่นเข้าไปให้แล้วดึงกลับ ทำว่า จะยังไม่ให้ อย่างนี้จะกระโจนกัดทันที ทั้งที่ให้กินอยู่ทุกวัน. แต่สำหรับสุนัข คุณไปดูเถิด มันผิดกันลิบ แม้แต่ตีมัน มันก็ยังไม่กัด. ความกตัญญูที่เราต้องการนั้น หมายถึงความรู้สึก ที่มากกว่า ระดับสัญชาตญาณ, เป็นเรื่องของความคิดความนึก, แล้วเป็นสิ่งที่จำเป็น จะต้องอบรม. ชาติที่เป็นชาติโบราณอายุหลายพันปี จะมีหลักธรรมข้อนี้มาก. ในโลกนี้ก็มีชาติจีน ชาติอียิปต์ ชาติอินเดีย หรือชนชาติที่โบราณเท่า ๆ กัน. เรื่องกตัญญูของจีนมีชื่อเสียงอยู่ชุดหนึ่ง คือเรื่อง "ยี่จับสี่เห่า" นำเอามาเขียนไว้
น.321 ในตึกแสดงภาพนั้น คุณลองไปพิจารณาดู แล้วก็จะเห็นว่า โอ ! สมัยนี้กลายเป็น เรื่องตลกสำหรับหัวเราะเยาะ. สมัยก่อนเป็นเรื่องที่มีได้จริง เพราะว่าเขาเมา ในความกตัญญูกัน สอนลูกสอนหลานอย่างมัวเมาในเรื่องกตัญญู ; มันก็มีได้. แต่พอมาถึงสมัยนี้ กลายเป็นเรื่องบ้า เรื่องโง่ไปก็ได้. มีเรื่องหนึ่ง เรื่องไปนอนให้ยุงกัดตัวเอง เพื่อไม่ให้ยุงไปกัดแม่, เรื่องไปนอนแช่น้ำแข็งเพื่อให้มีน้ำบ้าง จะหาปลาให้แม่สัก ๒ ตัว อย่างนี้ไม่มีใคร เชื่อว่าเป็นเรื่องที่จริง ที่มีได้; นั่นก็เพราะเอาความรู้สึกของคนสมัยนี้เป็นหลัก. ถ้าเอาความมัวเมาในธรรมะของคนสมัยโบราณเป็นหลัก มันก็เป็นสิ่งที่มีได้, เพราะเขาสอน - สอน - สอน หรืออบรม ๆ จนเด็กมีนิสัยอย่างนั้นมาหลายชั่ว อายุคน หลายสิบอายุคนในเรื่องกตัญญูนี้. แต่เอาละ เราไม่ต้องการมากถึงอย่างนั้นดอก, เดี๋ยวนี้ต้องการ แต่เพียงว่าให้เล่าเรื่องนี้ฟังกันอยู่ หรือว่าเขียนภาพชนิดนี้ ให้ตำตาอยู่ ก็เพื่อ จะช่วยให้เกิดนิสัยกตัญญูบ้างเท่านั้น, เช่นว่าไปดูภาพเด็กนอนแช่น้ำแข็งให้ละลาย เอาปลาไปให้แม่ที่เจ็บไข้นั้น ในจิตใจจะไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง, แต่พร้อมกันนั้น มันสร้างความคิดที่จะกตัญญูบ้างตามสมควรแก่เด็กที่ไปดูภาพนั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงเขียนภาพชนิดนี้ไว้ให้มาก, จะเป็นเครื่องช่วยจุดชนวนในจิตใจให้เกิด ความกตัญญูโดยไม่รู้สึกตัว. คนบางคนก็บ้ามาก ๆ ถึงขนาดที่เห็นว่าเอาเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มา เขียนให้รกให้รุงรัง ให้กีดที่ หรือให้เด็กหัวเราะเยาะ ; แต่แล้วคนเฒ่าคนแก่ก็ ฉลาดกว่าอีกตามเคย คนเฒ่าคนแก่ที่ถูกหาว่าโง่นั้น ก็ยังฉลาดกว่าอีกตามเคย โดย หวังว่าเมื่อเล่าหรือพูดหรือดูภาพเรื่องนี้อยู่นั้น มันจะจุดชนวน หรือจะก่อหวอด
น.322 หรือจะรักษาไว้ซึ่งความรู้สึกกตัญญูในจิตใจของผู้ที่ได้พบได้เห็น. เพราะฉะนั้น คุณสังเกตดูให้ดี อย่าลืมว่าความกตัญญูเป็นเครื่องช่วยให้รอด. ถ้าคนเลิก กตัญญูต่อบิดามารดา โลกนี้ก็ล่มจม, ดังนั้นเราต้องกตัญญูต่อทุกอย่างที่มีประโยชน์ และมีคุณ. ถ้า กตัญญูต่อวัตถุ เครื่องใช้ไม้สอยที่เรามีในบ้านในเรือน มันก็มีอยู่, ไม่ค่อยแตก ไม่ค่อยหาย หรือว่ามีเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกนึกอยู่เสมอ. ที่ จังหวัดนี้ ครั้งโบราณแต่ว่ายังเล่าถึงกันอยู่ พอมีคนทันเห็นตัว เล่าว่ามีคนจีนที่มา จากเมืองจีน เอาไม้คานหาบที่ช่วยตัวให้รอดได้ จนเป็นระดับเศรษฐีนี่ เขาเอา ไม้คานนั้นมาบีดทองไว้ที่หน้าที่บูชา. อันนี้ก็คือนิสัยกตัญญู แม้ต่อวัตถุสิ่งของ. นี่เราก็ต้องกตัญญูต่อทุกอย่าง ถนนหนทาง ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ถ้าไม่ เช่นนั้นเราก็ไม่รักษามัน ก็ไม่มีทางที่จะใช้สอยให้เป็นประโยชน์. ขึ้นมาถึงระดับต่อสัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องกตัญญู, มันเป็นเพื่อน ร่วมโลก มันทำให้โลกนี้น่าอยู่ น่าดู หรือมีประโยชน์ แม้ที่สุดแต่มันสวยงาม. เรามีผีเสื้อ มีนกร้อง ก็ต้องขอบคุณมัน ต้องกตัญญูมัน ช่วยสนับสนุนให้มัน รอดอยู่ได้. ยิ่งมาถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นเพื่อนร่วมโลกกัน ช่วยเหลือกัน โดยไม่รู้สึกตัว ก็ต้องกตัญญูกัน. กระทั่งศัตรู ทำให้เราเข้มแข็งหรือฉลาด เพราะมีศัตรู เราก็ต้องกตัญญู อย่างน้อยก็นึกขอบคุณว่าศัตรูช่วยให้เราฉลาด. แต่ที่จะกตเวทีหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. กตเวทีคือทำตอบแทน, กตัญญูนี้ เรารู้สึกอยู่ในใจ. เราจะตอบแทนศัตรูโดยวิธีใด ? ก็ทำให้เขากลายเป็นคนดีเสีย เท่านั้นเอง ; นี้คือกตัญญูกตเวทีต่อศัตรู. ถ้าเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ เราก็เป็น มนุษย์ที่เลิศที่สุด เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ในแง่ของความกตัญญู. ถ้ามีแต่คนกตัญญู
น.323 แล้วละก็ โลกนี้ไม่มีทางจะรบราฆ่าฟันกันได้เลย. มันเป็นความผูกพันที่แยกกัน ไม่ออก ที่ว่ามนุษย์อยู่ร่วมโลกกัน ก็มีประโยชน์ มีบุญคุณแก่กัน. ข้อที่ ๔ ก็อยากจะพูดถึง ความมีศีลมีสัตย์. จะใช้คำว่า "ซื่อสัตย์" มันน้อยไป ในที่นี้จึงใช้ "ศีลสัตย์". วัฒนธรรมของคนไทยเป็นคนมีศีลมีสัตย์มาแต่ เดิมในชาติพันธุ์อันนี้ก็มีอยู่, แล้วก็มีมากขึ้นเมื่อได้รับพระพุทธศาสนา. มีศีลมีสัตย์นี้ คุณก็เข้าใจได้ หมายความว่าอย่างไร : มีความซื่อตรง ก็เรียกว่ามีความสัตย์, มีศีลก็คือ มีการปฏิบัติ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์. เราไม่มีการกระทำ ที่เป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์ ก็เรียกว่า "มีศีล", เรามีความซื่อตรงต่อ เพื่อนมนุษย์ก็เรียกว่า "มีสัตย์" ถ้ามีทั้งศีลมีทั้งสัตย์ ก็มีการเบียดเบียน ไม่ได้ แล้วก็เป็นผู้ที่ไว้ใจได้. เพราะฉะนั้น อย่าดูถูกว่าเป็นคำในวัด เป็นคำ โบราณ. เดี๋ยวนี้มนุษย์กำลังไม่มีศีลไม่มีสัตย์มากขึ้น เพราะตกเป็นทาสของ ประโยชน์ คือหมายถึงอุปกรณ์สำหรับสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง มันมีอำนาจทำให้เราค่อย ๆ มองข้ามศีลและสัตย์ เหยียบย่ำศีลและสัตย์ไปได้เพราะ ว่ากิเลสมันครอบงำ มันก็เหยียบย่ำศีลและสัตย์ไปได้ ; นี้ ไม่เหมาะแก่ความเป็นไทย ซึ่งมีความรอด หรือมีอะไรอยู่ได้ด้วยความมีศีลมีสัตย์มาตั้งแต่เดิม. คำ ๆ นี้ขยายความได้มาก จนกระทั่งว่าพวกอันธพาล พวกโจรอะไร ก็ต้องมีกฎมีเกณฑ์เกี่ยวกับศีลและสัตย์. พวกโจรจะไม่ปล้นคนที่เคยให้ข้าวกิน แม้ แต่มื้อเดียว อย่างนี้เป็นต้น. โจรบางพวกจะไม่ปล้นเจ้าของบ้านที่เขาเคยให้อาศัย ร่มเงาบังแดดสักครู่หนึ่งอย่างนี้เป็นต้น, อย่างนี้ก็เป็นเรื่องศีลเรื่องสัตย์ ซึ่งถือกัน แม้แต่คนพาล หรือพวกโจรที่มีความรู้สึกว่า "ศีล-สัตย์" นี้ เป็นพระเจ้า หรือ เป็นสิ่งสำคัญ. ถ้าเขาไม่ถือเสียเลย เขาจะฉิบหายวอดวายหมด ทั้งที่เขามีอาชีพ เป็นโจร. เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงคนดี ๆ อย่างพวกเรา ที่จะไม่มีศีลไม่มีสัตย์ จึงอยากพูดในข้อต่อไป เพราะว่าเวลาจะไม่พอ ถ้าพูดละเอียดเกินไปนัก.
น.324 ข้อที่ ๕ ก็เป็นเรื่อง ความประหยัด. เมื่อพูดถึงเรื่องความประหยัด คนส่วนมากก็มักจะคิดไปว่า ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยหลักพระพุทธศาสนา. ที่พูดนี้ ก็หมายความว่า เขาไม่รู้ว่าหลักพุทธศาสนาก็คือเรื่องการประหยัดอย่างยิ่งอยู่ด้วย ก็ขอให้ไปดูเรื่องต่าง ๆ ในวินัย ในหลักธรรมะอีก ในวินัยทั้งปาฏิโมกข์และ อภิสมาจารนั้นแหละ มีอยู่หลายข้อที่ปรับอาบัติภิกษุผู้ไม่ประหยัด, ผู้หยาบคาย ต่อเครื่องใช้ไม้สอย, ไม่ประหยัดเวลา, ไม่ประหยัดเรี่ยวแรง, ไม่ประหยัดสิ่งที่ เป็นประโยชน์ให้คุ้มกัน ; กระทั่งว่ามีวินัยห้ามไม่ให้ถ่ายอุจจาระด้วยการเบ่งแรง. นี่ก็เป็นเรื่องการประหยัด ประหยัดในฐานะที่เราเป็นคนยากจน ไม่มีหยูกยารักษา โรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็ประหยัดโดยไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เพราะว่าการถ่าย อุจจาระเบ่งแรงนั้น เป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่างหลายชนิด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็โรคริดสีดวงที่เกิดที่ทวาร เป็นต้น ; นี่เอามาพูดให้เห็นเป็นเรื่อง สุดท้าย. พอพูดคำว่า "ประหยัด" "ก็ต้องพูดเลยไปถึงคำว่า "สันโดษ" ด้วย, เพราะว่า สันโดษนั้นเป็นรากฐานของการประหยัด สันโดษ มีคน เข้าใจผิดว่า ทำให้อ่อนแอ ทำให้เกียจคร้านทำให้ไม่ขยันขันแข็ง ; นั้นคนโง่พูด คนไม่รู้จักพุทธศาสนาพูด ทั้งที่ตัวเขาเองก็เป็นพุทธบริษัท. สันโดษนั้น ทำให้เกิดกำลังใจ : เมื่อเรามีความอิ่มใจในส่วนที่ได้มา หรือได้อยู่ นั้น ก็เกิดกำลังใจที่หล่อเลี้ยง ทดแทนความท้อแท้ อ่อนแอ ความเหนื่อย. เพราะฉะนั้น ท่านจึงวางเป็นหลักไว้ว่า สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ พระพุทธเจ้าท่านวางหลักอย่างนี้ ว่า ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างสูงสุด คือทำให้อิ่มใจเหมือนกับมีทรัพย์ ทำนองเดียวกับทรัพย์อย่างที่สุด. ชาวนาขุดดินที่หนึ่ง ก็สันโดษพอใจ ว่าขุดดิน ไปได้ที่หนึ่ง เสร็จแล้วไปทีหนึ่ง ก็อิ่มใจ. ทีนี้ ถ้าชาวนาอีกคนหนึ่งว่า
น.325 อุ๊ย, ไม่ไหว ยังอีกนานกว่าจะเสร็จ กว่าจะปลูกข้าวงอกออกรวง, ไปขโมยดีกว่า ; มันก็ต่างกันตรงกันข้ามอย่างนี้. สันโดษ คือสิ่งหล่อเลี้ยงให้จิตใจอิ่มเอมเปรมปรีดาปราโมทย์ อยู่เสมอ, แล้วก็ทำให้ประหยัด ไม่ต้องมีสิ่งที่เกินความจำเป็น. เดี๋ยวนี้เรา กำลังจะมีสิ่งที่เกินความจำเป็นแก่ชีวิต โดยตามกันฝรั่ง โง่ก้มหัวตามกันฝรั่งมา หลายรายการ ; แล้วรายการที่ไปมีสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมี คือไม่สันโดษนี้ก็กำลัง จะครอบงำคนไทยเรามากขึ้น เพราะเห่อเหิมเรื่องเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ฯลฯ ; การประหยัดก็มีไม่ได้. ปัญหาที่เงินเดือนไม่พอใช้อยู่ใน เวลานี้ ก็มีมูลรากอยู่ที่ความไม่ประหยัดอยู่ส่วนหนึ่งด้วยเป็นส่วนสำคัญ. ถ้ามี นิสัยประหยัดแล้วก็จะพอ; ถ้าแม้ไม่พอ มันก็จะไม่เดือดร้อน. เมื่อความ จำเป็นยังมีอยู่ ถ้าแม้ยังไม่พอก็มีความยินดี และพอใจได้เท่าที่มี. ถือเป็น หลักสากลว่า เมื่อเรายังไม่ได้สิ่งที่เราอยากจะได้ เราก็ต้องยินดีในสิ่งที่ เรากำลังมีนั้น. เด็กนักเรียนที่เคยเรียนในโรงเรียน ก็จะได้ยินคำพูดชนิดนี้ เป็นสุภาษิตทั่ว ๆ ไป. เมื่อพูดถึงเรื่องประหยัดแล้ว ก็อยากจะยกตัวอย่างเรื่องในพระไตรปิฎก มาเลย ว่าพระอานนท์ทำให้พระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่นับถือ พุทธศาสนา หันมานับถือพุทธศาสนาเพราะการประหยัด. พระเจ้าแผ่นดิน องค์นั้นพูดอย่างดูหมิ่นท้าทายอะไร ๆ ว่าพระนี้โง่ทั้งนั้น แล้วเผอิญไปถามเรื่องว่า ใช้จีวรอย่างไร พระอานนท์ก็ตอบไปตามลำดับว่า ก็ใช้ป้องกันหนาวเหมือนกับ ป้องกันเหลือบ ยุง ลม แดด เหมือนกับมีกุฏิ มีจีวรเป็นกุฏิ. ถ้าขาดจะทำอย่างไร ? ก็เย็บปะอะไรอย่างนี้.
น.326 ถ้าเก่ามากจะทำอย่างไร ? มันก็ดามเป็น ๒ ชั้นเข้า ถ้าชั้นเดียว มันเปื่อยขาด ก็ตามเป็น ๒ ชั้นเข้า ถ้าดามแล้วมันก็ยังเปื่อยขาดใช้ไม่ไหว จะทำอย่างไร ? ก็เอาไปทำผ้า ปูนอน พับทบ ทบ ๆ ๆ กันเข้าเป็นฟูกปูนอน. ถ้ามันเปื่อยเลยกว่านั้นไปอีกจนทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ จะทำอย่างไร ? ก็เอา มาพับทบไปทบมาให้หนาเหลือเล็กนิดเดียวเป็นผ้ารองนั่ง. ถ้ามันเกินไปกว่าที่จะทำได้อีกล่ะ จะทำอย่างไร ? ก็ทำผ้าเช็ดเท้า. ถ้ามันเกินไปกว่าที่จะทำผ้าเช็ดเท้าจะทำอย่างไร ? ก็นำไปเผาเอาขี้เถ้า มาผสมดินและขี้วัว ฉาบทาฝากุฏิให้เป็นของใหม่ขึ้นมา. นี้หมายถึงกุฏิทำด้วยดิน พอนานเข้ามันเก่า มันน่าเกลียด สกปรก เหม็นสาป เขาใช้ไล้กันใหม่ด้วยน้ำ ที่ผสมแบบนี้ ต้องมีขี้เถ้าอยู่ด้วย. นี่ใช้จนกระทั่งเผาเป็นขี้เถ้าไปผสมน้ำขี้วัว ผสมดิน ไปทาฝากุฏิให้ใหม่ให้สวยให้หายน่าเกลียด. พระเจ้าแผ่นดินอันธพาล แห่งนครนั้นก็เลยเลื่อมใสพระพุทธศาสนานี้. นี่ คุณดูความประหยัดตามหลักพุทธศาสนา คือประหยัดไปในทางที่ เป็นประโยชน์, ไม่ใช่ประหยัดในทางที่ไม่จำเป็น เช่นไปประหยัดเพื่อจะได้ สนุกสนานเอร็ดอร่อย, หรือว่าขี้เหนียวจนไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นปู่โสม เฝ้าทรัพย์ คอยเฝ้าทรัพย์อะไรทำนองนั้น. ประหยัด ในที่นี้ เป็นประโยชน์, ประหยัด กับ ประโยชน์ คู่กัน ไปเรื่อย คู่กันไปเรื่อย จนวินาทีสุดท้าย ; แล้วมาจากความสันโดษ. ไม่ แสวงหาสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมี เอามาให้มันยุ่ง, เสียเวลา ; ก็หา และมีเท่าที่ จำเป็น ; แล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์จนวาระสุดท้าย. ถ้าตั้งใจจะหาเกินจำเป็น
น.327 นี้เป็นบาป, มีไว้เกินจำเป็น นี้เป็นบาป, ใช้สอยเกินจำเป็น นี้ก็เป็นบาป อย่างยิ่ง. คุณจำไว้ก็แล้วกัน ว่ามันบาปอย่างยิ่ง ; มันเป็นต้นตอให้ทำผิดทำเลว อย่างอื่นอีกมากมาย. หาเกินจำเป็นก็เหมือนมนุษย์สมัยนี้ หาเกินจำเป็น แล้วก็ได้รบราฆ่าฟันกันไม่มีทางจะหยุดได้ นี้หาเกินจำเป็น. หลักพระพุทธศาสนามีอยู่ว่า อติโลโภ หิ ปาปโก - โลภเกินนั้นลามก. ยิ่งโลภเกินนั้น ลามก : อติโลโภ - โลภเกิน, หิ = ก็, ปาปโก = ลามก. นี้ก็คือ อยากแล้วแสวงหาเกินความจำเป็น มีไว้เกินความจำเป็น หรือว่าใช้สอยเกินความ จำเป็นก็เป็นของลามก. แม้ศาสนาอื่น เช่นศาสนาคริสเตียนเขาก็บัญญัติอย่างนี้ ; หาเกินความจำเป็นนั้นเป็นบาป เพราะว่าผืนความประสงค์ของพระเป็นเจ้า. ขอให้ รู้จักเรื่องประหยัดและสันโดษในลักษณะอย่างนี้. ข้อที่ ๖ คือ เมตตาใจกว้างใจบุญ. เมตตา แปลว่าความเป็นมิตร, มิตรคือความรู้สึกรัก หรือหวังดี. คนไทยมีเมตตา โดยอาศัยอิทธิพลของ พระพุทธศาสนา. คุณก็มองเห็น ฝรั่งก็ออกปากสรรเสริญความมีใจกว้างใจบุญ ของคนไทย เขียนอยู่ทั่ว ๆ ไปในหน้าหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันนี้ ก็แปลว่าเรามี ความเห็นแก่ตัวน้อยกว่าพวกฝรั่ง, ฝรั่งจะเป็นครูสอนความเห็นแก่ตัวอย่างลึกซึ้ง อย่างที่มีอะไรบังหน้า, ไม่เหมือนกับความไม่เห็นแก่ตัว. เรามีความเมตตากรุณา ทำลายความเห็นแก่ตัวโดยหลักพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน. มีคำพูดมาแต่โบราณว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" ที่นี่มี อยู่ทั่วไป, "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" นี้ หมายความว่า เขาปลูก เขาทำ เขาสร้างโดยไม่หวังจะรับผลเอง ; หรือแม้หวังจะรับผลเองแต่ถ้าไม่ได้กินเพราะ นกกิน สัตว์กินเสีย ก็เป็นบุญ, คนอื่นมาขโมยเอาไปกินเสีย ก็เป็นทาน, ตัวเอง
น.328 ก็ไม่เดือดร้อน ตัวเองก็กลับได้บุญมากกว่าที่จะเอามากินเอง ; นี้เป็นหลักพื้นฐาน อย่างนี้. เพราะฉะนั้นจึงเต็มไปด้วยเมตตา กรุณา ไม่โกรธขโมยที่มาลักเอาไปกิน ไม่ยิงนก ยิงสัตว์ที่มันมากิน ; ก็ให้มันกินบ้าง เพราะว่าปลูกเผื่อไว้แล้ว. ผมไปที่อินเดียตรงใกล้ ๆ กับพระเชตวัน ที่สาวัตถี, เจ้าของนา เกี่ยวข้าวอยู่ตัวเป็นเกลียวพร้อมกับลิงที่กินอยู่ข้างๆ. ลิงที่ไม่มีเจ้าของกินแข่งกับ เจ้าของนาที่เกี่ยวข้าว, นี่ก็รู้สึกว่า โอ้, นี่มันก็เป็นวัฒนธรรมโบราณอย่างเดียวกับ ของคนไทยเรา : "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน". อำนาจอิทธิพลของศาสนา สอนให้คนรักแม้แต่สัตว์. สัตว์นั้นมันก็ต้องกิน เพราะฉะนั้นก็ให้มันกิน. เมื่อทำ ก็เผื่อมันไว้. คนไทยเราจะไม่ถึงอย่างนั้นเสียละกระมัง แต่ว่าก็ยังมีความเมตตา กรุณา นี่เหลืออยู่มาก มีความใจกว้าง ใจบุญ, แขกมาต้องให้กิน แขกชนิดไหน มาก็ต้องให้กิน. บางทีคิดว่าเขาจะมาปล้น ก็ยังต้องให้กิน ; แล้วก็ใช้อันนี้เอง เป็นเกราะป้องกันตัวจากคนพาล คือใช้ความรักนี้เป็นเครื่องมือชนะความเกลียด หรือความโกรธ. ขอให้ไปนึกดูให้มากในข้อที่มีใจกว้างใจบุญ มีเมตตากรุณา. ข้อที่ ๗ ความอดกลั้น. ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า "ขันตี" คน ที่มีความอดกลั้นนี้ คือคนที่มีธรรมะอย่างแรง, เพราะมันยาก. การอดกลั้นนี้ มียาก เราบันดาลโทสะโดยไม่รู้สึกตัว. ถ้าไม่อบรมบ่มนิสัยมาในวัฒนธรรม มาใน สายเลือดแล้ว มันยากที่จะอดกลั้น. บางทีพวกนั้นเสียเอกราชของประเทศไป เช่น พวกประเทศลาว ประเทศเขมร ประเทศในอินโดจีนด้วยกันนั้น เพราะไม่มี ความอดกลั้น. เราไปอ่านประวัติศาสตร์ดู ผู้นำของคนไทย เมื่อฝรั่งข่มเหงนั้น ชนะได้ด้วยความอดกลั้น. ความอดกลั้นเป็นเหตุให้ยับยั้ง ให้ทบทวน ให้คิดนึก ให้ผ่อนผัน ให้ยอมในส่วนที่ควรยอมก็เลยรอดตัวมาได้, นี่เป็นเรื่องโลก แท้ ๆ ยังรอดมาได้ด้วยความอดกลั้น ; เรื่องธรรมะที่สูงไปกว่านั้น ก็ยิ่ง
น.329 จำเป็นมาก. เพราะฉะนั้นคุณยังหนุ่ม ๆ อย่างนี้ อย่าบันดาลโทสะ, อย่าปล่อย ไปตามอารมณ์, ฝึกฝนความอดกลั้นนี้ไว้ให้มาก. อดกลั้นในระยะยาวก็คือ ว่ารอได้ - คอยได้ ; รอได้ มันก็ระยะยาว. ที่เด็ก ๆ เราไม่ค่อยมีความอดกลั้น เสียไปตั้งแต่เล็ก เป็นเจ้าชู้กันตั้งแต่เล็ก การเล่าเรียนเสีย, อย่างนี้ก็เพราะไม่มี ความอดกลั้น. เพราะฉะนั้น คำว่า "อดกลั้น" มันกินความกว้าง, อดกลั้นต่อ ทุกอย่าง แล้วสรุปรวมอยู่ที่ อดกลั้นต่อความบีบคั้นของกิเลส. ทีนี้ อดกลั้นนี้ต้องแจ่มใสด้วย ยิ้มแย้มแจ่มใสไปด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นทุกข์ ทรมาน เหมือนไฟไหม้อยู่ในอก อย่างนั้นมันไปไม่รอด ; ต้องมีการระบายออก มีการแก้ไขทุกอย่าง เพื่อให้มีความแจ่มใส. ในภาษาบาลีเรียกว่า มีขันตี มีความ อดกลั้น, มีโสรัจจะ มีความยิ้มแย้มแจ่มใส. ขันตี กับ โสรัจจะ เป็นลูกฝาแฝด กันไป. ข้อที่ ๘ อยากจะพูดถึง การยอมได้. คือว่ายอมให้ได้ ( tolerance ) เราเป็นฝ่ายยอมได้ ในเมื่อฝ่ายอื่นไม่ยอม, หรือว่ายอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย, ที่เรียกว่า "ให้อภัย". การให้อภัย ไม่ถือโทษนี้ คือการยอมได้. เดี๋ยวนี้มีตัวกู - ของกูจัด ไม่ยอมให้อภัย, แล้วก็บ้าบิ่นว่ากูเป็นฝ่ายถูก กูจะไม่ยอมอะไรเลย, ประนี- ประนอม ปรองดองกันไม่ได้ ; ความผ่อนสั้นผ่อนยาวมีไม่ได้ เพราะความ ยอมไม่ได้ คือไม่ให้อภัย. ที่จริง ผู้ที่ ให้อภัย หรือผู้ที่ยอมนั้นแหละเป็นผู้ชนะ ; คนไม่ยอมนี่แหละคือคนแพ้หรือคนโง่, อย่าเข้าใจไปว่าถ้ายอมแล้วจะเป็นฝ่ายแพ้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสสรรเสริญผู้ที่ยอมได้ ให้เรื่องร้ายที่มันกำลังเกิดขึ้น แล้วจะลุกลามกลายเป็นความพินาศของทั้งหมด แล้วก็มีคนฝ่ายหนึ่งยอมเสีย, ทั้งที่ ตัวไม่ผิด ยอมว่าผิด หรือยอมทุกอย่างที่จะให้เรื่องมันระงับไปได้ ; นี้พระพุทธเจ้า
น.330 ท่านสรรเสริญคนชนิดนี้. ดังนั้นความยอมได้ หรือความให้อภัยนี้จำเป็นอย่างยิ่ง คือมันเป็นวัฒนธรรมพื้นฐาน ; แล้วคนไทยเราก็ยอมได้มาเรื่อย ๆ ในประวัติ- ศาสตร์ จนมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ให้อภัยแก่กันและกันอยู่เสมอ. เขาสอน ให้ยอมได้ด้วยการทำวัตรอย่างพระเราทำวัตร อย่างนี้ นั่นก็เป็นการขออภัยให้อภัย อยู่เป็นหลักประจำ; คุณไม่ได้เข้าพรรษา คุณไม่ได้เห็นพิธีทำวัตร แต่ก็อาจ จะเห็นมาอย่างอื่น. ข้อที่ ๙ ความไม่ตามใจกิเลส. นี้อยากจะแยกออกมาจากข้ออื่น ๆ ที่จริงมันก็มีอยู่ในข้ออื่นๆ, แยกออกมาให้เด่นชัด เป็นหลักสำคัญ. ความ ไม่ตามใจกิเลส คือความไม่ตามใจความรู้สึกฝ่ายต่ำ อย่างที่เขาเรียกกันในภาษา สากลนั้น. จิตมีความรู้สึกฝ่ายต่ำกับความรู้สึกฝ่ายสูง ; ทีนี้ อย่าไปตาม อย่าไป ยอมตามความรู้สึกฝ่ายต่ำ, ให้ยึดมั่นในความรู้สึกฝ่ายสูง ก็เลยไม่ทำตามอำนาจของ กิเลส. อย่ายอมตามอำนาจของกิเลส ให้ยึดธรรมะเป็นหลัก คือตามใจพระธรรม. ถ้าเขียนเป็นคู่ก็ว่า "ไม่ตามใจกิเลส แต่ก็ตามใจพระธรรม" ถือเอาตาม ความมุ่งหมายของพระธรรม. ตามใจกิเลส นี่เป็นมูลเหตุให้ตามกันฝรั่ง, นี่ไม่ใช่ค่าฝรั่ง แต่พูดให้ ประหยัดเวลาสั้น ๆ ว่า ไปเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ทางวัตถุ ทาง materialism . ฝรั่งเขาไม่ถือว่าที่เขาร่ำรวย เพลิดเพลินอยู่นั้น เป็น materialism ด้วยซ้ำไป, แต่ถ้าดูตามหลักพุทธศาสนาแล้ว อย่างนั้นเป็น materialism หมดเลย ในการที่ ไปตามใจความรู้สึกที่ต้องการ ตามเรื่องราวของวัตถุ หรือของกิเลส ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ แล้วเกินพอดี. นี่เราต้องบังคับตัว ไม่ตามใจกิเลส, แต่ตามใจ พระธรรม หรือตามใจพระเจ้า ซึ่งฝรั่งบอกว่า ตายแล้วนั่นแหละ. แต่ว่า "พระเจ้า" ยังอยู่ เราต้องตามใจพระเจ้า คือไม่ตามใจกิเลส ; พระเจ้าก็ป้องกันเรา
น.331 เป็นเครื่องรางคุ้มครองเรา ไม่ให้ไปตามกันฝรั่ง. คุณเขียนไว้นะว่า "ไม่ตามใจ กิเลสเป็นวัฒนธรรมสูงสุดของคนไทย" ; พอไปตามใจกิเลส เป็นทาสของกิเลส ก็สูญเสียความเป็นไทย เพราะว่าไทยนั้นไม่ใช่ทาส ก็พูดกันอยู่แล้ว : ไปตามใจ กิเลสก็เป็นทาสมิดหัวไปเลย จนมิดหัวลงไปในความเป็นทาสเลย. อันสุดท้าย ข้อ ๑๐ พูดรวม ๆ กันว่า ความมีแบบฉบับเป็นของ ตนเอง. ชาวพุทธจะมีแบบฉบับเป็นของชาวพุทธเองในทุกกรณี : ในการ กินอยู่หลับนอน ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย, เท่านี้ก็พอแล้ว. ในการกินอยู่ หลับนอน, ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พอแล้ว; เรามีแบบฉบับของเราเอง ไม่ตามกันใคร. เรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ก็พูดกันมามากแล้วว่า ฆราวาสที่เป็น ชาวพุทธจะต้องทำอย่างไร คือคำบรรยายในตอนต้น ๆ นั้นแล้ว. นี่ก็เพราะว่า เรารู้จักโลก เรารู้จักตัวเอง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในสังสารวัฏฏ์ ในจักรวาลนี้เป็น อย่างไร ; รู้จนไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวกู - ของกู ; นี่รู้จักตัวเอง รู้จักโลก ในขนาดไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู - ของกู ; เพราะฉะนั้นจึงเกิด ระเบียบปฏิบัติในการกินอยู่หลับนอน ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นพิเศษขึ้นมา เป็นแบบของชาวพุทธ. เพราะฉะนั้น ขอให้ถือเป็นหลักที่ใช้แก้ปัญหาทั่วๆ ไปว่า เราจะมีแบบ ฉบับของเราเอง ; เราจะมีแบบฉบับชาวพุทธ - ของเราเอง. เราจะทำตามแบบ ฉบับที่มีอยู่ก่อน หรือว่าเราค่อย ๆ มีขึ้น เพิ่มเติมขึ้นมาก็ได้ทั้งนั้น, โดยมี รากฐานเดียวกัน คือรู้จักสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงอย่างไร. เมื่อเรารู้แล้ว เราก็สามารถจะมีแบบฉบับที่ถูกต้องขึ้นมาได้ นี้เป็นข้อสุดท้าย. ทั้งหมดนี้ ขอให้ถือเป็น วัฒนธรรมของชาวพุทธ และเป็น หลักแห่ง ความรอดพื้นฐาน ของฆราวาส : มีความขยันขันแข็ง กล้าหาญ ยอมตายด้วย พระธรรมนี้เป็นข้อที่ ๑.
น.332 ข้อที่ ๒ สุภาพอ่อนโยนขยายความไปถึงเชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่. ข้อที่ ๓ กตัญญู. ข้อที่ ๔ มีศีลมีสัตย์. ข้อที่ ๕ ประหยัด สันโดษ. ข้อที่ ๖ มีเมตตา กรุณา ใจกว้าง ใจบุญ. ข้อที่ ๗ อดกลั้น อดทน มีความแจ่มใสประกอบอยู่ด้วย. ข้อที่ ๘ ยอมได้ ให้อภัยได้, เป็นฝ่ายยอมเพื่อให้เรื่องต่าง ๆ ระงับไป. ข้อที่ ๙ ไม่ตามใจกิเลส แต่ตามใจพระธรรมหรือพระเจ้า. ข้อที่ ๑๐ มีแบบฉบับเฉพาะของชาวพุทธเองในทุก ๆ กรณี, ในการ กินอยู่หลับนอน เกิด แก่ เจ็บ ตาย. ทั้งหมดนี้ขอให้เรียกว่า "วัฒนธรรมของชาวพุทธ" เป็นพื้นฐาน แห่งความรอดพื้นฐานของฆราวาสที่เป็นชาวพุทธทั่ว ๆ ไป, เป็นพื้นฐานที่ส่งเสริม ให้ไปสู่จุดหมายปลายทาง คือวิมุตติหลุดพ้นจากการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร. นี่แหละ วัฒนธรรมของชาวพุทธ เป็นสิ่งที่มีขอบเขตกว้างขวางอย่างนี้. เดี๋ยวนี้กำลังเป็น ความรอดพื้นฐานของฆราวาสทั่ว ๆ ไป. ขอให้สนใจทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้ง ๔ ระดับของอาศรม คือที่เป็นพรหมจารี, ที่เป็นคฤหัสถ์, เป็นวนปรัสถ์, เป็นสันยาสี. เวลาก็หมด ตามที่นกกางเขนบอกร้องเตือน, เรไรก็ร้อง ; เอาละพอกันที.
Buddhadasa