น.333 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้บรรยายเรื่องที่ค้างอยู่ ติดต่อกันไป. ในวันนี้ จะได้กล่าวถึง หายนธรรม ของโลกฆราวาส และโดยเฉพาะ แห่งยุคปัจจุบัน. ขอให้ทบทวนถึงคำบรรยายครั้งที่แล้วมา ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวกับฆราวาส ในหลายแง่หลายมุม. โดยเฉพาะก็คือ สิ่งที่เป็นความมุ่งหมายสำหรับฆราวาส และ วิถีทางที่จะให้ประสบความสำเร็จตามนั้น. ในวันนี้จะได้กล่าวถึงสิ่งซึ่งเป็นอุปสรรค และยิ่งไปกว่าอุปสรรคคือเป็น ความเสื่อม และนำไปสู่ความวิบัติในที่สุด. สิ่งนี้ถ้าเรียกโดยภาษาบาลีก็เรียกว่า "หายนธรรม" สำหรับบางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ ว่า ทำไมจึงไปเรียกว่า ธรรม ชนิดหนึ่งด้วย ? ในกรณีอย่างนี้ ขอให้เข้าใจไว้ว่า คำว่า "ธรรม" เป็นคำกลาง ๆ จะใช้แก่ฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่วก็ได้ จะต้องมีคำคุณศัพท์ประกอบเข้าข้างหน้าเป็น หายนธรรม หรือ วัฒนธรรม เป็นต้น. ถ้าเป็นวัฒนธรรมก็คือว่า ธรรมฝ่ายเจริญ ; ๓๐๑
น.334 หายนธรรม ก็คือ ธรรมฝ่ายเสื่อม. แล้วพึงเข้าใจไว้ด้วยว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า อธรรม ก็หมายถึงธรรมฝ่ายหนึ่ง คือธรรมฝ่ายเสื่อม หรือ ธรรมฝ่ายที่ทำลาย ความประสงค์ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมฝ่ายเจริญ. แล้วคำว่า "ธรรม" หมายถึง รูปธรรม ก็ได้, นามธรรมก็ได้, เจือกันก็ได้, กระทั่งถึงสิ่งที่ไม่ใช่รูป และไม่ใช่นาม. เมื่อเป็นดังนี้ คำว่า "ธรรม" ก็หมายถึงทุกสิ่ง เราจึงแปลคำว่า ธรรม นี้ ว่า สิ่ง เพื่อจะได้หมายถึงทุกสิ่ง มีชีวิตก็ได้ ไม่มีชีวิตก็ได้. หายนธรรมของโลกฆราวาส ก็หมายความว่า ฆราวาสนี้มีแบบการ เป็นอยู่ หรือวัตถุประสงค์มุ่งหมาย หรือทุก ๆ อย่างเป็นที่รับรองต้องกันว่าเป็น อย่างไร ; มีลักษณะเป็นสถาบันอันหนึ่ง ซึ่งเป็นสถาบันที่ใหญ่ที่สุด คือสถาบัน ของฆราวาสต่างจากสถาบันของบรรพชิต ; มีอะไรที่ไม่เหมือนกันอยู่หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะการเป็นอยู่. ทั้ง ๆ ที่วัตถุประสงค์มุ่งหมายก็เป็นอย่างเดียวกัน คือ จะไปถึงจุดหมายปลายทางของมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น ; แต่สถาบันของฆราวาสมีการ ประพฤติ หรือเป็นอยู่ อย่างที่จัดไว้เป็นระเบียบเฉพาะ ; ฉะนั้นจึงเรียกว่า "สถาบันของฆราวาส" หรือ "โลกของฆราวาส" ซึ่งเป็นของสิ่งเดียวกัน. แล้วที่พูดว่า "ในยุคปัจจุบัน" โดยเฉพาะนั้น ก็เพราะว่าเป็นยุคที่แตกต่างจากที่ แล้ว ๆ มายิ่งขึ้นทุกที. เมื่อมันแตกต่างยิ่งขึ้นทุกที ก็หมายความว่า มันจะใกล้หรือ ไกลต่อจุดหมายปลายทางยิ่งขึ้นทุกทีด้วยเหมือนกัน ; แต่ในที่นี้มองเห็นเป็น ความเสื่อม คือไกลจากวัตถุประสงค์มุ่งหมายของฆราวาส หรือสถาบันของ ฆราวาสก็ตาม ยิ่งขึ้นทุกที. พิจารณากันถึงลักษณะของความเสื่อม : ที่เรียกว่า "หายนะ" หรือ ความเสื่อมนี้ ที่เห็นอยู่ชัดก็คือว่า มันเสื่อมไปจากการก้าวไปสู่จุดหมายปลายทาง ของฆราวาสนั่นเอง : คือก้าวไปในลักษณะที่ไม่เป็นความเจริญตามหลักแห่ง
น.335 อาศรม ๔ ประการ ; แต่แล้วก็มาจมอยู่ในลักษณะของความทนทรมานชนิดหนึ่ง เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นโดยไม่รู้สึก. คำว่า "ความเสื่อม" ในที่นี้จึงมี ๒ ปริยาย คือเสื่อมจากการก้าวไปตามหลักของอาศรม ๔, แล้วเสื่อมลงไปสู่ความทนทรมาน โดยไม่รู้สึกตัว. ที่ว่า เสื่อมจากการก้าวไปตามหลักแห่งอาศรม ๔ นั้นก็พอจะเข้าใจได้ เพราะว่าเราได้พูดกันถึงอาศรม ๔ ระดับนั้นมาเป็นที่เข้าใจกันแล้ว. โลกฆราวาส แห่งยุคปัจจุบันย่อมละเลย หรือเหินห่าง จากการที่จะก้าวไปตามหลักแห่งอาศรม ๔ คือเป็นพรหมจารี ก็เละเทะหมด ; เป็นฆราวาสที่ถูกต้องหรือบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ได้ มันก็เละเทะอีกเหมือนกัน, จึงไม่นำไปสู่วนปรัสถ์ คือมีชั่วโมงแห่งความ สงบ หรือศึกษาค้นคว้าในภายใน; เมื่อเป็นอย่างนี้มันก็ไม่มีอะไรที่จะไปสอนใคร ในลักษณะของสันยาสี. นี่พอจะเห็นได้ง่ายๆ ว่า มันไม่เป็นไปตามหลักของ อาศรม ๔ เพราะมันเป็นไปในลักษณะที่เรียกกันว่าเละเทะ ; นี่เป็นภาษาสามัญ หรือค่อนข้างโสกโดก, มันก็เป็นอย่างนั้น. นี่เพราะความที่เละเทะไปเสียทุกอาศรม มันก็เลยผิดพลาดเป้าหมาย ; ดังนั้นชีวิตจึงเป็นชีวิตที่เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น โดยไม่รู้สึกตัว. ตกนรกทั้งเป็น นี้ก็หมายถึงความทนทรมานอย่างชื่นตา คือรู้สึกอยู่ เห็นอยู่ก็มี ; แต่ส่วนมากหรือส่วนใหญ่นั้นมันไม่รู้สึก เพราะว่าถ้ารู้สึกมัน ก็ไม่ตก หรือพยายามดิ้นรนที่จะออกมาเสีย. เพราะฉะนั้น การตกนรกทั้งเป็น ย่อมเป็นเรื่องไม่รู้สึกตัว ; รู้สึกแต่ความอึดอัด หรือความกระวนกระวาย หรือ ความเร่าร้อนบ้าง ก็จริง แต่ว่ามันเห็นเป็นความสนุกสนาน ชนิดที่เห็นกงจักร เป็นดอกบัวไปเสีย. เช่น คนหนุ่ม-คนสาว เห็นความสำมะเลเทเมาเป็นเรื่อง ประเสริฐ วิเศษไปเสีย ; ทั้งที่มันเป็นการทรมานจิตใจอย่างยิ่งอยู่ตลอดเวลา.
น.336 เขาแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้กับมันเสียในส่วนนั้น, หรือไปหาอะไรมากิน มาดื่ม มากลบ เกลื่อนในส่วนนั้น; แล้วก็มองแต่ส่วนสำมะเลเทเมา ซึ่งมีรสชาติเป็นความ เพลิดเพลิน. ขอให้ระวังนรกทั้งเป็นนี้ให้มาก ๆ มันไม่ได้แสดงอาการชนิดที่ น่ากลัว น่าวิ่งหนี แต่มันแสดงอาการที่ดึงดูด ลึกลงไปทุกที - ลึกลงไปทุกที. ลองสังเกตดูให้ละเอียด เรื่องอบายมุขต่าง ๆ เช่นไปดูหนัง โดยเฉพาะ ที่มันเป็นเรื่องที่ทำลายศีลธรรม หรือว่าไปเที่ยวที่สำมะเลเทเมา ซึ่งสมัยนี้มีเต็มไป ทั่วทุกหัวระแหง เรียกชื่อต่าง ๆ กัน มีลักษณะต่าง ๆ กัน. เวทนาที่เกิดขึ้นจาก การดู การดื่ม การสัมผัส อะไรเหล่านี้ เป็นของร้อน ; แต่กลับรู้สึกเป็นของ เอร็ดอร่อย สนุกสนาน. จะว่าเย็น มันก็ไม่ถูก มันกระตุ้นให้ฟุ้งซ่าน ให้รำคาญ ให้กระวนกระวาย ; แต่มันมีรสอร่อยฉาบทาไว้ คนก็เห็นเป็นของน่า ปรารถนา แล้วก็ทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมโบราณของตน ; มันก็ยิ่งเห็นเป็นของ ที่ไม่น่ากลัวมากขึ้น ; หรือมีทางที่จะทำให้ลืมตัว จมลงไปลึกมากขึ้น แล้วก็เป็น กันมากขึ้นทั่ว ๆ ไปทั้งโลก. เราจะต้องใช้สติปัญญา หรือใช้ วิจารณญาณ หรือที่เรียกว่า "ดวงตาภายใน" คือหลับตาดู ก็เรียกว่าดวงตาข้างใน มองดูโลกให้กว้างออกไป ให้ทั่ว ๆ มันมองได้จากข่าวคราว หรือจากรายงาน สถานการณ์อะไรต่าง ๆ ที่เขาโฆษณารายงานกันอยู่, กระทั่งที่มาพบเข้าได้ด้วยตนเอง ว่าคนมีอาการ เหมือนกับสุนัขถูกราดด้วยน้ำเดือด, คือมันดิ้นรนกระวนกระวายอย่างไร, ไม่รู้ว่าตัวต้องการอะไร. มีชาวต่างประเทศออกจากประเทศของตัวมาสู่ประเทศ อื่น ๆ มากขึ้น ; ที่ออกมาเพื่อกิจธุระการงาน หรือเพื่อความประสงค์เป็นผลได้ เป็นประโยชน์ เป็นกำไรของเขานั้น ไม่พูดถึงก็ได้ ; แต่มีชาวต่างประเทศที่เขา ออกมาค้นคว้าหาสิ่งที่เขารู้สึกว่าเขาต้องการ แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร เพราะเขารู้สึก
น.337 แต่ความเดือดร้อนกระวนกระวายใจ จนสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศเขาแก้ไม่ได้ ช่วยไม่ได้ จึงออกมาเที่ยวแสวงหาสิ่งที่มันอาจจะแก้ได้ สำหรับความ กระวนกระวายใจ ความไม่เป็นสุขใจ ที่เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุอะไรนั้นก็มี. คนชนิดนี้ก็มีมากขึ้นทุกที กระทั่งมาถึงที่นี่. สอบสวน สอบถามดู มันก็เป็น เรื่องของความมืดมน มืดมนในลักษณะที่ไม่รู้ว่าชีวิตนี้คืออะไร, เกิดมาทำไม นั้นเอง, ไม่รู้ว่า อะไรเป็นต้นเหตุให้เกิดความกระวนกระวาย ไม่รู้เรื่องกิเลส ตัณหา ไม่รู้เรื่องความยึดมั่นถือมั่น ; อย่างนี้มีมากขึ้น ๆ พล่านไปทั้งโลก. แล้ว ส่วนใหญ่ก็พล่านมาทางโลกซีกตะวันออกของเรา ซึ่งเคยเป็นดินแดนแห่งความ สว่างไสวในทางวิญญาณ. นี้มันเป็นเครื่องบอกความที่ถูกนรกทั้งเป็นบีบคั้น โดยไม่รู้สึก ; รู้สึกแต่เพียงว่า ไม่มีความสุข แล้วก็กระวนกระวาย. ทางฝ่าย ตะวันตก ทางฝ่ายที่เราเรียกกันว่า "เมืองนอก" นั้น ไม่มีอะไรจะระงับสิ่งเหล่านี้ได้ มีแต่จะยิ่งส่งเสริมให้มากขึ้น จนมัวเมาจนเรียกว่า ตามืด. อีกทางหนึ่งก็ดั้นไป ในทางเสรีภาพที่เกินขอบเขต เสรีภาพที่ผิดทาง เช่นวิญญาณของฮิปปี้ ซึ่งกำลัง มีระบาดมากขึ้น และไปทั่วโลกด้วยเหมือนกัน. ประเทศที่ไม่น่าจะมีฮิปปี้ ก็พลอยมีกับเขา ตาม ๆ กันไปมากขึ้น. นี้แหละคือ หายนะทางฝ่ายวิญญาณ ของโลกฆราวาสแห่งยุคปัจจุบัน. ขอให้สังเกตดูข้อนี้ให้มาก สำหรับผู้ที่อยู่ใน สถาบันฆราวาส. ทีนี้จะได้พิจารณากันดูเป็นเรื่อง ๆ ไปให้ชัดเจนสักหน่อย. มูลเหตุ อันสำคัญ หรือข้อใหญ่ใจความของเรื่องนี้ ก็คือการที่โลกแห่งยุคปัจจุบันนี้มี ความโง่เขลาชนิดที่แสงสว่างบังลูกตา จนย้อนกลับไปสู่ความเป็นป่าเถื่อน. นี่ฟังดูแล้วก็ฟังยากหรือน่าฉงน ว่าโลกสมัยนี้ เจริญด้วยการศึกษาทุกอย่าง ทุกแขนงจนไม่รู้จะศึกษากันอย่างไรไหว ; แต่แล้วก็ยิ่งโง่ลง เพราะแสงสว่างนั้น บังลูกตา; แสงสว่างบังลูกตา หรือตาพร่าเพราะแสงสว่างที่มันมากมายหลายสิบ
น.338 ให้มัวเมาในทางการเมือง, หรือเป็นความสามารถที่จะเดินแผนการเมือง ให้ เป็นไปตามที่ตัวประสงค์. เมื่อเป็นการเมืองก็คือเรื่องผลเป็นวัตถุ ฉะนั้น เราเรียกว่า เขาจัดการศึกษาทุกแขนงนี้ไปในทางที่มันจะเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ ทางวัตถุ ; เพราะจิตใจมันเป็นทาสของวัตถุ. คำว่า "วัตถุ" ในที่อย่างนี้ หมายถึงความเอร็ดอร่อย ที่จะได้มาจาก วัตถุ ซึ่งเขาเรียกกันอย่างไพเราะเพราะพริ้งว่า "การกินดีอยู่ดี" ที่ไม่มีขอบเขต เสียดายที่ว่าคุณมีอายุเพียง ๒๐ - ๓๐ ปี, คุณก็เห็นความแตกต่างระหว่างยุคได้น้อย : ไม่เหมือนคนที่มีอายุหลาย ๆ สิบปี หรือตั้งร้อยปี. เมื่อสมัย ๗๐ - ๘๐ ปีมาแล้ว เขากินอยู่กันอย่างไร สมัยนี้กินอยู่อย่างไร, สมัยโน้นเล่นหัวอย่างไร สมัยนี้เล่นหัว อย่างไร ; มากมายหลาย ๆ แขนง นี้มันต่างกันแทบจะเป็นหน้ามือหลังมืออยู่แล้ว. ถ้าเลยต่อไปตั้งหลายร้อยปี ก็ยิ่งมีความแตกต่างมาก. ถ้าคุณจะศึกษาประวัติ - ศาสตร์บ้าง โบราณคดีบ้าง ก็ขอให้ศึกษาเพื่อให้รู้สิ่งเหล่านี้. ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นว่า ทำไมวัดวาอาราม พระวิหารเจดีย์อะไรที่ สวยงามใหญ่โตมโหฬาร เกิดขึ้นในรูปอย่างที่เราเห็น เหลืออยู่เดี๋ยวนี้; ซึ่ง ในสมัยนี้ไม่เกิดอย่างนั้น หรือจะไม่เกิดเลย. เพราะว่าในสมัยโบราณนั้น เขาบูชาความสุขทางวิญญาณ รู้สึกเป็นสุขใจเมื่อได้ทำบุญ ทำกุศล หรือมีความ สงบเย็นในทางวิญญาณ ; ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในรูปหนึ่ง. พอมาถึง สมัยนี้ คนต้องการความสุขทางเนื้อหนัง ; เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้น คุณก็ไป ดูซิ ; มันอาจจะมีโรง สถานที่ที่ให้ความเพลิดเพลิน เช่นโรงละครเป็นต้น ; แม้ที่สุดแต่อนุสาวรีย์ที่ยั่วยุให้รักชาติ รักประเทศ ก็มีมากมาย หนาขึ้น ; ไม่ เหมือนกับสมัยก่อน ซึ่งอยากจะให้มันเลือนไปเสีย ให้มันลบเลือนไปเสีย ให้อภัย กันเสีย ไม่เอามานึกมาคิด. สมัยนี้เราจะมายั่วมายุ ให้โกรธชังกัน ตลอด
น.339 กัลปาวสาน เป็นต้น. นี่เป็นเรื่องทางวัตถุ ไม่ใช่เรื่องทางวิญญาณ ; แม้จะ เป็นที่ระลึกทางจิตใจ แต่ก็เป็นเรื่องทางวัตถุ. ทีนี้ มาดูถึงเรื่องการกินอยู่ในบ้านในเรือน, การมีบ้าน มีเรือนอะไร ต่าง ๆ แล้ว ก็ผิดกันไกล ; ล้วนแต่แสดงว่า เห็นแต่วัตถุอย่างเดียว. มีลูกมีหลาน ก็อยากให้มันมีหน้ามีตา มีเกียรติ มีอะไร, ประกวดความงาม อะไรต่างๆ เหล่านี้ เพื่อจะขายได้แพง ๆ อย่างนี้เป็นต้น. ซึ่งสมัยก่อนเห็น เป็นอัปรีย์จัญไรในการทำอย่างนี้ ที่จะเอาเด็กรุ่นสาวมาแสดงอะไร ชนิดที่ แสดงกันอยู่อย่างนี้ ; เขาเรียกกันว่า ลามกอนาจาร อัปรีย์จัญไร. คนแก่มาก ๆ เห็นลูกหลาน ไปยกแข้งยกขาสูง ๆ อยู่ในจอโทรทัศน์ เขาจะเป็นลม อย่างนี้เป็นต้น. นี่ลองเปรียบเทียบความต่างกันของจิตใจอย่างนี้ดู. ทั้งหมดนี้เป็นผลของการศึกษาที่เป็นทาสของวัตถุทั้งนั้น ที่มัน เกิดความนิยมอย่างนี้ขึ้นมาได้. มันไม่มีการศึกษาแขนงไหน ที่เป็นไปเพื่อความ สว่างไสวทางวิญญาณ. ผมเคยเสนอในที่ประชุมบางแห่งในเรื่องอย่างนี้ ก็ถูก หัวเราะเยาะอยู่ในใจ ; แล้วก็ถูกคัดค้านเสียงแข็งเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทำนอง ที่ว่า มันไม่มีที่ว่าง มันไม่มีช่อง ไม่มีโอกาส ไม่มีความเหมาะสมที่จะเอาเรื่อง อย่างนี้ใส่เข้าไปในระบบการศึกษาสมัยนี้ ไปคิดอย่างนี้ ; และนี้แหละคือหายนะ ของสถาบันฆราวาสในโลกทั้งโลก คือจัดการศึกษาให้เป็นทาสของวัตถุ. มองดูต่อไป ถึงการกระทำที่กระทำอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นการเร่งระดม ช่วยกันล้างผลาญทรัพยากรของพระเป็นเจ้า หรือของธรรมชาติอย่างด่วนจี๋ที่สุด. ช่วยกันล้างผลาญทรัพยากรของธรรมชาติ หรือของพระเจ้า อย่างเร่งระดมมือกัน ทุกมือในโลกนี้ เพื่อทำลายให้มันหมดไปโดยเร็วอย่างด่วนจี๋ ที่คุณเรียกกันว่า
น.340 "วิศวกรรม" หรือ "เทคโนโลยี" หรืออะไรที่บูชากันนักนั้นแหละ นั่นคือ เครื่องมือที่จะล้างผลาญทรัพยากรของพระเจ้า. ประเทศที่เจริญมากเพียงประเทศ เดียวในตะวันตก ตามสถิติที่ประกาศออกมา ใช้น้ำมัน ๕๘๐ ล้านแกลลอน ต่อหนึ่งวัน สำหรับใช้เรื่องรถรา เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ต้องใช้น้ำมันนั่นแหละ ; หนึ่งวันยังใช้เท่านี้, หนึ่งเดือน หนึ่งปี หลายสิบปีมันจะเท่าไร ; แล้วก็ประเทศ เดียวเท่านั้น. มันยังมีอีกกี่สิบประเทศ กี่ร้อยประเทศ. ที่ผมเรียกว่าผลาญทรัพยากรของพระเจ้า ก็เพราะว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้ไปนั้น เพื่อประโยชน์ทางวัตถุที่ไม่จำเป็น. นี่ผมก็กลายเป็นคนบ้าบอ ที่มองเห็นความจำเป็น หรือไม่จำเป็น ผิดแปลกแตกต่างจากที่เขามองกัน รถยนต์ รถไฟ เรือบินหรืออะไรต่าง ๆ ที่มากไปกว่าเรือบินนั้น ใช้น้ำมันทั้งนั้น ; แล้วก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องทำทั้งนั้น ; เช่นการไปโลกพระจันทร์ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นจะต้องทำ : นั้นก็ยังนิดเดียว, ถ้ามาดูถึงว่า ที่เขา บินไปบินมา ว่อนอยู่ในโลกเวลานี้ใช้น้ำมันมากที่สุด. หรือขับรถเร็วจี๋อยู่ตลอดวัน ตลอดคืน ในโลกเวลานี้ ใช้น้ำมันมากที่สุดนี้ มันเป็นเรื่องไม่จำเป็น ; มันเป็น เรื่องที่บ้าสร้างมันขึ้นมาให้จำเป็น. คุณไปคิดดูให้เห็นความจริง หรือความลับในข้อนี้. อย่างคุณอยู่ ในกรุงเทพฯ คุณนั่งดูเถิด ขับรถไปบางแสนนั้น มันจำเป็น หรือไม่จำเป็น ; หรือไปหาความสำราญอย่างอื่น จะเห็นได้ว่าไม่จำเป็น นี้จะเข้าไปตั้งครึ่งหนึ่ง ของน้ำมันที่ใช้ไปเสียแล้ว. แล้วที่เขาเรียกว่าธุระการงานนั้น เป็นธุระการแกล้งว่า ทั้งนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องทำ มันก็กลายเป็นธุระการงานขึ้นมา. ผมพลอย รู้สึกละอายตัวเองอย่างแรง เมื่อนั่งรถไปดู หรือไปเที่ยวตามสถานที่เหล่านั้นบ้าง : เนื่องจากมีคนคะยั้นคะยอให้ไปดู กลัวว่าผมจะโง่ ให้ไปดูที่อย่างนั้นเสียบ้าง ;
น.341 ผมก็ไป. แล้วมันก็มีแต่ความเศร้า สลด สังเวช ที่ว่าเราก็มาพลอยถลุงน้ำมัน ส่วนหนึ่งของพระเจ้าไปกับเขาด้วยเหมือนกัน ทั้งที่มันนิดเดียว. เขาถลุงน้ำมันกันอย่างมากมายมหาศาล ในประเทศไทยเรานี้. คุณ ลองทำจิตใจให้เป็นธรรม คิดดูซิว่า เผาน้ำมันกันในลักษณะอย่างไร ? ยิ่งคนที่ มีเงินเหลือใช้ด้วยแล้ว เขาเผากันในลักษณะอย่างไร? นี่เขาคิดว่า เขาหา ความเพลิดเพลินใส่ตัวเขามันคุ้มกันแล้ว. แล้วเขาไปเอาเงินมากมายนั้นมาจากไหน? แล้วมาทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำอย่างนี้ มันเป็นอย่างไร ? ผมเรียกว่าเป็นการ ช่วยกันล้างผลาญทรัพยากรของธรรมชาติ หรือของพระเจ้า. นี่เราพูดกันแต่ เพียงน้ำมันอย่างเดียว สินแร่อื่น ๆ กระทั่งไม้ไร่ กระทั่งสัตว์ที่มีชีวิต เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในโลกนี้, จนที่สุดกระทั่งคนกันเอง มันก็ช่วยกันล้างผลาญให้ หมดไป ; พร้อมที่จะล้างผลาญกันด้วยอาวุธที่ร้ายแรง ล้างผลาญคนกันเอง. นับตั้งแต่ สินแร่ขึ้นมาถึงพืชพันธุ์ธัญญาหาร กระทั่งขึ้นมาถึงมนุษย์นี้ เราเรียกว่า ทรัพยากรของพระเจ้า คือธรรมชาติ; เราช่วยกันล้างผลาญอย่างมุทะลุดุดัน. เอาละเราจะไม่ต้องจาระไนให้เสียเวลา ขอให้ไปดู จนมองเห็นว่า มันเป็นการล้างผลาญโดยไม่จำเป็นวันหนึ่ง ๆ เท่าไร แล้วนี่แหละคือ หายนะ อย่างหนึ่ง อย่างที่น่าหวาดเสียว เพราะปัญหาจะเกิดขึ้นจากการไม่พอกิน ไม่พอ ใช้นี้ เร็วเกินไป. หรือถ้าน้ำมันหมดไปจากโลก จะต้องแสวงหากำลังทางอื่น เช่นกำลังปรมาณูเป็นต้น มันก็ยิ่งยุ่งใหญ่ไปกว่าเดิม. สมัยที่เขาไม่รู้จักใช้น้ำมัน สมัยคนป่า ที่ยังไม่รู้จักใช้น้ำมัน หรือปู่ย่า ตายาย ของเรา เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ ก็ไม่ รู้จักใช้น้ำมันตามตะเกียง ใช้ของอย่างอื่นทั้งนั้น ใช้ของโบราณตามมีตามได้ เช่น ได้อย่างนี้ ; ไม่ได้ใช้น้ำมันเติมเครื่องทำไฟฟ้าอย่างนี้. คนก็อยู่ด้วยความ ผาสุกสงบเย็น ไม่ผลาญสมบัติของพระเจ้าหรือของธรรมชาติ ; ธรรมชาติเลย รุ่มรวยอยู่ในแผ่นดิน แล้วเอามาให้ลูกหลานสมัยนี้ ถลุงกันให้หมด ภายในเวลา
น.342 อันสั้นไม่ชั่วกี่กะพริบตานี้ มันก็จะหมดไปได้. ปัญหาเกิดขึ้นรอบด้าน ซึ่งนำ ไปสู่การแข่งขัน แย่งชิง เบียดเบียน หรือสงครามทั้งนั้น. นี้ก็เป็นตัวอย่างที่เรียกว่าเป็น "ความหายนะทางฝ่ายวิญญาณ" มากขึ้น ๆ เป็นความรกหนา หรือเจริญทางฝ่ายวัตถุมากขึ้น ๆ เพราะฉะนั้นฆราวาส หรือ โลกของฆราวาส เป็นผู้รับบาปอันนี้ รับผลอันนี้. ทีนี้ มาถึงข้อที่แรงร้ายก็คือว่า ยุคปัจจุบันนี้ เอาศาสนาลงมาเป็นทาส รับใช้การเมือง, เอาศาสนาลงมาเป็นทาสตนเองเพื่อเป็นทาสการเมืองคือรับใช้ การเมือง. ตนต้องการประโยชน์ทางวัตถุอย่างหลับหูหลับตาที่สุดแล้ว หาอะไร ที่จะเอามาใช้เป็นเครื่องมือได้ ก็เอามาใช้หมด; กระทั่งเอาศาสนามาใช้เพื่อ ประโยชน์แก่การเมือง. ยกตัวอย่างเช่น คำสั่งสอนในศาสนา ก็จะเลือกเอามา แต่แง่ หรือส่วน ที่จะใช้เป็นเครื่องมือหาวัตถุ. จะพูดเรื่องศาสนากันแต่ เรื่องที่ช่วยกันหาวัตถุ ช่วยกันสร้างวัตถุ. ธรรมะข้อไหนจะมาช่วยให้เกิดความ เข้มแข็งในทางหาวัตถุนั้น เขาเอามาพูด ; นอกนั้นก็ปิดเสีย. เอาศาสนามาพูดเป็นเครื่องกระตุ้นใจ ในทำนองปรัชญา ให้เกิดรักชาติ รักพวก เห็นแก่พวกอย่างนี้ก็มี. ทุกอย่างทุกประการเอาศาสนามาใช้เป็น เครื่องมือของการเมือง แม้ในลักษณะที่เป็นพิธีรีตอง ; หรือแม้ในการสงคราม เขาก็ทำพิธีในศาสนา. บางทีก็จะอ้างว่า เพื่อความอยู่รอดของศาสนา เราต้อง ไปฆ่าคนอื่นให้ตาย อันนี้ถ้าทำถูกตามหลัก ก็ยังพอเป็นสิ่งที่งดงาม หรือดูได้. ถ้าเรารบเพื่อการเป็นอยู่ของธรรมะในโลกจริงๆ มันก็ดี ยังถูก ต้องอยู่. แต่เดี๋ยวนี้รบเพื่อตัวกู-ของกู ; แล้วก็อ้างว่ารบเพื่อศาสนา หรือเพื่อนั่นเพื่อนี่ ; ก็เลยเอาศาสนามาใช้เป็นบริวารแก่ การรบ การฆ่าผู้อื่น เสียด้วย.
น.343 คุณมีปัญญาพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า มีมากมายหลายแขนง ที่เอาศาสนา มาเป็นทาสของการเมือง เป็นทาสของวัตถุ เป็นทาสของการแสวงหาวัตถุ, จนกระทั่งว่ายอมให้พระเจ้าตายไปเสีย. ศาสนาที่เขาถือพระเจ้านี้ เขาว่าพระเจ้า ตายแล้ว เราไม่ต้องคำนึงถึงพระเจ้า ; เรามีพระเจ้าใหม่คือประโยชน์ที่เราต้องการ. พระเจ้าอย่างที่ในพระคัมภีร์กล่าวไว้นั้นน่ะตายไปแล้ว ; แต่พอกลัวขึ้นมาก็ทำพิธี ศาสนา อ้อนวอนพระเจ้าลม ๆ แล้ง ๆ นั้น ; เขามีพระเจ้าจริง คือประโยชน์ ที่จะได้จากวัตถุ หรือการฆ่าผู้อื่น เอาวัตถุมาเป็นประโยชน์ทางเนื้อหนัง. แต่ เนื่องจากว่า คนยังมีเชื้อของพระเจ้าทางศาสนาเหลืออยู่ในใจบ้าง ก็กระทำพิธี ทางศาสนา. อย่างนี้มันเป็นการทำไปด้วยความโง่ ความหลง. ความโง่ทำให้ เข้าใจว่า พระเจ้าตายแล้ว ธรรมะไม่จำเป็น. ทีนี้ความโลภ โลภมากจนหน้ามืด มันก็ยอมเหยียบย่ำ หรือข้ามศาสนาไปหาวัตถุ ; เอาศาสนามาเป็นทาสของวัตถุ นี้เพราะความโลภ. ทีนี้มันร้ายกาจอยู่อันหนึ่งก็คือความกลัว. ความกลัวนี้ถ้ามันลง ครอบงำใครแล้ว มันก็ทำอะไรได้ทุกอย่าง ; เมื่อกลัวมากขึ้นมันก็ทำของถูก ให้เป็นของผิด. พระพุทธเจ้าถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือ เครื่องราง สำหรับ ป้องกันความตาย ในลักษณะที่เราเรียกกันว่า "พระเครื่องราง" นี่ก็เพราะ ความกลัว ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น ; มีความกลัวเป็นเบื้องหน้า มีความเขลา เข้าผสมโรงบ้าง, เป็นความขลาดและความเขลา ; แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงอะไร ต่าง ๆ ได้มาก. พระพุทธรูปแทนที่จะเป็นอนุสรณ์ หรือว่าเป็นเครื่องมือแห่ง พุทธานุสสติ กลายมาเป็นเครื่องราง ป้องกันสิ่งที่เขากลัวหรืออยากที่จะให้ร่ำรวย อยากที่จะให้มีเสน่ห์มีอะไร ก็ใช้อาศัยพระพุทธรูปเป็นเครื่องรางอย่างนั้น ; อย่างนี้ก็เรียกว่าลดศาสนาลงมาเป็นทาสของวัตถุด้วยเหมือนกัน ; แล้วกำลังเป็น มากขึ้น ๆ กว่าจะถึงจุดอิ่มตัวก็คงยังอีกนาน
น.344 ความขลาด ความเขลานี้ ถ้ามันถึงจุดอิ่มตัวแล้ว มันก็ละลายสลายตัว ลงมาทีละน้อย ๆ ได้เหมือนกัน ก็เปลี่ยนเป็นยุค ๆ ไป. เดี๋ยวนี้ก็กำลังอยู่ในยุค ที่เรียกว่า กำลังขึ้น ; กว่าจะถึงจุดอิ่มตัวจึงจะลง. น่าหวัวที่ว่า ฝรั่งที่ไม่เคย มีพระเครื่องรางก็พลอยมีกะเขาด้วย, แล้วก็ซื้อแพงที่สุดด้วย. ถ้าฝรั่งเกิดชอบ พระเครื่ององค์ไหนขึ้นมา ก็ซื้อแพงที่สุด ; ได้ยินว่าอย่างนั้น อย่างนี้ซึ่ง เมื่อก่อนนี้ไม่เคยมี เราเคยบูชาฝรั่งว่าเป็นคนฉลาด แต่แล้วก็มาเป็นลูกน้องของ คนขลาดคนเขลา ก็ได้เหมือนกัน ; เพราะฝรั่งนั้นขี้ขลาดมากกว่าคนไทยเสียอีก. ถึงบทเขลามันก็เขลามากกว่า ; นี้เลยชวนกันลดศาสนาลงมาเป็นทาสรับใช้ การเมือง รับใช้ทางวัตถุ ให้พระเจ้าตายไปเสีย ให้ธรรมะตายไปเสีย เอาแต่พิธี- รีตองไว้ ; อย่างนี้เราเรียกว่า มันเป็น "หายนะทางวิญญาณ" อย่างยิ่งของ มนุษย์ในโลก. ดูต่อไปให้ง่าย ๆ โดยทางกิริยาอาการนั้น มนุษย์กำลังเป็นขบถต่อ พระเจ้า ขบถต่อพระธรรม หรือขบถต่อธรรมชาติ ด้วยอาการอย่างนี้, ไม่ ซื่อตรง ไม่ภักดี ไม่มอบกายถวายชีวิตด้วยความซื่อตรง หรือภักดีต่อสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า หรือพระธรรม หรือธรรมชาติก็ได้. ถ้าไม่อยากจะมีพระเจ้า หรือไม่ อยากจะถือพระธรรม ก็ให้ถือกฎของธรรมชาติที่เที่ยงแท้แน่นอน. มนุษย์กำลัง เล่นตลก หลีกเลี่ยง จะเอาประโยชน์ของตัว ใช้สิ่งเหล่านั้นก็ใช้เพื่อประโยชน์ ของตัว ; ไม่ใช้ด้วยความเคารพ หรือด้วยความภักดี ; เป็นหน้าไหว้ หลังหลอกเสมอ แล้วก็เป็นโจรปล้นพระเจ้า หรือพระธรรม หรือธรรมชาติ เสียเลย. นี่หมายความว่า เอามามากมาย เอามาเป็นประโยชน์แก่ตัว แก่เนื้อ หนังของตัว โดยไม่เห็นแก่ความถูกต้องยุติธรรมอะไรหมด ; แล้วพร้อม ๆ กัน
น.345 นั้นก็โง่จนไม่เห็นว่า พระเจ้า หรือพระธรรม กำลังลงโทษให้อย่างหนัก เหมือนกัน. ใครจะไปปล้นพระเจ้าก็ทำได้ ; แต่แล้วที่พระเจ้าลงโทษนั้น มองไม่เห็น ; นี่เป็นคนที่น่าสงสารที่สุด. มนุษย์กำลังปล้นพระเจ้า แล้ว ก็เดือดร้อนแสนสาหัสโดยไม่รู้ตัว หรือรู้น้อยเต็มที นี่คือพระเจ้าลงโทษให้. ใน ที่สุดก็มีอาการเป็นว่า มนุษย์นี้กำลังทำสงครามกับพระเจ้า. คุณช่วยมองให้ดี ๆ ว่ามนุษย์ทั้งโลกกำลังทำสงครามกับพระเจ้า. ถ้าคุณมองอย่างเด็กอมมือ คุณก็จะ เห็นว่ามนุษย์กำลังรบกันเอง, คอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตยรบกันเอง. นี่ผมขอ อภัยที่จะพูดว่า คุณมองอย่างเด็กอมมือ. การที่ประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ รบกันนี้ คือการรบกับพระเจ้าอีกต่อหนึ่ง. สองฝ่ายนี้รบกันจริง แต่ว่าการรบกัน นั้นมันเป็นการผืนความประสงค์ของพระเจ้า. พระเจ้าห้ามไม่ให้รบกัน แต่คน ก็ดื้อรั้น ก็ท้าทายพระเจ้า รบกันใส่หน้าพระเจ้า. ดังนั้นการทำอย่างผืนความ ประสงค์ของใคร เราถือว่าทำสงครามกับผู้นั้น. พระเจ้าไม่ต้องการให้ทำอย่างนั้น เราก็แกล้งเหยียบย่ำพระเจ้า ทำ อย่างนั้น ให้มันมากขึ้นไปอีก-มากขึ้นไปอีก, พระเจ้าต้องการไม่ให้เรามัวเมาทาง เนื้อหนัง เราก็ประชดพระเจ้า มีความมัวเมาทางเนื้อหนังให้มากยิ่งขึ้นไปอีก, พระเจ้าต้องการให้ประหยัดใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในธรรมชาติ หรือเป็นสมบัติของ พระเจ้านี้ เราก็ไม่ประหยัด เอามาถลุงเสีย ล้างผลาญเสียโดยเร็ว เหมือนที่ พูดกันมาแล้ว ; อย่างนี้มากมายหลายสิบเรื่อง หลายร้อยเรื่อง เป็นการกระทำที่ ประกาศสงครามกับพระเจ้า ทำสงครามกับพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา. นี่ถ้าคุณมอง ออกในลักษณะอย่างนี้ ผมว่า มองอย่างผู้ใหญ่ แล้ว ไม่มองอย่างเด็กอมมือ. การที่มนุษย์ฆ่ากันเองนั้นคือการทำสงครามกับพระเจ้า ฝืนความ ประสงค์ของพระเจ้าอย่างเหลือแสน. นี้เรียกว่าในทางศาสนาเกิดการล้มละลาย
น.346 bankruptcy อะไรก็ตาม, มันล้มละลายหมด ; เพราะศาสนาไม่สามารถคุ้มครอง มนุษย์ เพราะมนุษย์ทำสงครามต่อพระเจ้า หรือต่อพระธรรม หรือต่อธรรมชาติ เสียเอง ; มันก็มีแต่ปาก มันก็มีแต่ความโกลาหลวุ่นวาย อย่างไม่รู้สึกตัว อย่าง แก้ไม่ไหว แก้ไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไรมากขึ้น ๆ ในโลกนี้ รวมทั้ง ประเทศไทยเราด้วย. ในสมัยวัตถุ เราจะเหลืออยู่แต่วัตถุ เช่นวัดวาอาราม โบสถ์วิหาร พระเจดีย์ หรือแม้แต่พระสงฆ์ที่สักว่าบวช ๆ กันนี้ ซึ่งเป็นวัตถุ ขอให้จัดเป็น วัตถุ. ก่อนนี้เขาเป็นตัวแทนของจิตใจ พระเจดีย์เคยเป็นตัวแทนของความ สว่างไสวทางวิญญาณ ; เดี๋ยวนี้เราเหยียบย่ำสิ่งเหล่านั้น เป็นของไม่มีค่าไป ไม่ต้องการไม่อะไรหมด ; พระเจดีย์ก็เหลือแต่อิฐแต่ปูน ไม่เป็นอนุสาวรีย์ของ ความสว่างไสวทางวิญญาณ, ไม่ช่วยให้เกิดความสว่างไสวทางวิญญาณเหมือนแต่ กาลก่อน. เดี๋ยวนี้มีไว้อวดกันเล่น มีไว้เป็นประโยชน์แก่การท่องเที่ยวหรืออะไร ; นี่มันก็กลายเป็นเรื่องทางวัตถุไปหมด และยิ่งขึ้นไปทุกที ; นี่เรียกว่าศาสนาถูก เหยียบย่ำในลักษณะอย่างนี้. ทีนี้มาถึงตัวคน ตัวบรรพชิต คือเจ้าหน้าที่ของศาสนา. บรรพชิต นี่ก็พลอยตกเป็นทาสของวัตถุตามพวกฆราวาสไปด้วย, แม้ไม่ทั้งหมดก็กำลัง จะเป็นอย่างนั้นมากขึ้น. บรรพชิตนี้แหละกำลังตกเป็นทาสของวัตถุตามกันพวก ฆราวาสไปด้วยมากขึ้น. การบวชตามขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ หรือว่าไปทำ หน้าที่บรรพชิตในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับฆราวาส หรือโลกนี้ มันเปลี่ยนไป ๆ จน ไปมีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันกับฆราวาส ; ด้วยเหตุนิดเดียว คือการตกเป็น ทาสของวัตถุ. เมื่อบรรพชิตอยากจะอยู่ดีกินดีอย่างฆราวาส, เผลอไป, อยากจะ อยู่ดีกินดีอย่างฆราวาส ก็กลายเป็นฆราวาสไป คือตกเป็นทาสของวัตถุอย่างเดียว
น.347 กับฆราวาสไป. ฉะนั้นอย่าได้หวังการอยู่ดีกินดีเป็นอันขาด สำหรับพระเรา ; ให้อยู่อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านอยู่. พระพุทธเจ้าท่านก็ฉันข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างตายแล้ว เหมือนพวกเราที่นี่. ฉันอาหารก็ใส่รวม ๆ กันลงไปในบาตรเหมือนอย่างแมวนี้ แล้วท่านก็เป็นอยู่อย่างธรรมชาติที่สุด. กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู มี ความหมายอย่างนี้, ไม่ต้องมีอะไรเป็นพิเศษ หรูหรา สะดวกสบาย อาบน้ำ ในลำธารก็ได้ ; ส่วนมากก็เป็นอย่างนั้น. มิเช่นนั้นแล้วบรรพชิตนี้จะไปทำตามกัน พวกฆราวาส. แล้วก็ประจบพวกฆราวาสในที่สุด นั่นแหละคือล้มละลาย คือว่า ความมั่นคงล้มละลายครืนลงไปเลย ; ไม่สามารถที่จะนำฆราวาสในการต่อต้านกิเลส. บรรพชิตไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำฆราวาสในการที่จะต่อต้านกิเลส นี้คือความล้มละลาย. แล้วบรรพชิตก็เผยแผ่ศาสนาด้วยโมหาคติ คือว่าทำไป ตามความนิยมของฆราวาส หรือว่าทำไปตามความนิยมของกิเลสของตัวเอง, นี้เขาเรียกว่าเผยแผ่ศาสนาด้วยโมหาคติ ; ไม่เป็นผู้ที่ดึงฆราวาสมาสู่หนทาง ที่ถูกต้อง. นี้เป็นเรื่องหายนะของฆราวาสด้วย, ไม่ใช่เป็นเรื่องฉิบหายของพระ แต่เป็นเรื่องฉิบหายของพวกฆราวาส ; คือไม่มีผู้นำที่ดีที่จะต่อต้านกิเลส. นี่เราพูดกันมาเป็นข้อๆ ให้เห็นว่า หายนธรรมะของสถาบันฆราวาส กำลังมีอยู่อย่างไร ? และกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างไร ? ฟังแล้วมันก็น่ากลัว ; เห็นจะ ต้องสรุปตอนท้ายนิดหนึ่งว่า อย่ากลัว คุณอย่ากลัว; เพราะว่า แม้ว่าเรา จะพูดกันไม่รู้เรื่องกับพวกเหล่านั้น เราก็สามารถจะปลีกตัวเองออกมาเสียได้. คุณอย่าโง่ อย่าเขลา จนถึงกับเข้าใจว่า มันปลีกออกมาไม่ได้. คนโง่ก็จะพูดว่า เพื่อนสูบบุหรี่ เราก็ต้องสูบด้วย; "ผมละมาได้ปีหนึ่ง พอเพื่อนมาทีเดียว
น.348 ก็สูบอีก" อย่างนี้ เขาคิดว่าตัวเองปลีกออกมาจากคนเหล่านั้นไม่ได้. ในที่นี้ ผมกำลังยืนยันว่า เราสามารถปลีกตัวเองออกมาเสียได้ จากผู้ที่พูดกัน ไม่รู้เรื่อง. ผมใช้คำว่า “ผู้ที่พูดกันไม่รู้เรื่อง" คุณช่วยจำคำนี้ไปด้วย. เราต้องเข้มแข็งพอ ที่จะปลีกตัวเองออกมาเสียได้ จากผู้ที่พูดกันไม่ รู้เรื่อง ให้เข้มแข็งในข้อนี้ ; และก็อย่าเห่อเรื่องการศึกษาให้มากนัก. ฆราวาส ทั่ว ๆ ไปเป็นบิดามารดา นี้กำลังเห่อการศึกษาจนหลับหูหลับตา ; ให้ลูกเรียน เพื่อเก่ง เพื่อดี เพื่ออะไรนั้น มันก็เพื่อวัตถุ. แม้ไม่มีเงินให้เรียน ก็อุตส่าห์ลำบาก ยากเข็ญ จนตัวเองหมดความสุข หมดหลัก หมดเกณฑ์ หมดความถูกต้อง ; เช่นนี้เป็นการเห่อการศึกษาของลูกหลาน จนทำความลำบากยุ่งยากให้เกิดขึ้นทั้ง ครอบครัวอย่างนี้. ถ้าสมมุติว่าคุณโต ๆ ไปวันหน้า มีลูก มีหลาน แล้วมันไม่มี งานที่จะทำ : แล้วเสียใจว่าไม่ได้เรียน, หรือเรียนแล้วก็ไม่มีงานที่จะทำ ; นี่มันเป็นปัญหาอยู่ข้างหน้า เพราะทุกคนเห่อการศึกษาแบบนี้; ก็อย่าไปเห่อ อย่างนั้น อย่าเสียใจ. ขอให้จำไว้ว่า ความเป็น ผู้ดี หรือเป็น คนดี มีความสุข นั้น มันไม่ได้ เนื่องอยู่กับการศึกษาอย่างในสมัยนี้ ; ไม่เนื่องกันอยู่กับการศึกษาอย่างสมัยนี้ ; ผมท้าทายและประณามอย่างนี้ ว่าการที่มนุษย์เราจะเป็นผู้ดีก็ตาม เป็นคนดีมี ความสุขก็ตาม มันไม่ได้เนื่องกันอยู่กับการศึกษาอย่างสมัยนี้เลย. การศึกษาอย่าง สมัยนี้มันไม่ได้ทำให้คนเป็นผู้ดี เป็นคนดีมีความสุขได้ ; เพราะการศึกษาเป็นทาส ของวัตถุเสียแล้ว ไม่ทำให้เป็นคนดีมีความสุขได้. เพราะฉะนั้นเราจะเป็นคนดี มีความสุขได้ โดยไม่ต้องเข้าโรงเรียนอย่างสมัยนี้ก็ได้. อย่างเช่น ปู่ย่า ตายาย ของเรา บรรพบุรุษของเรา ไม่เคยเรียนอย่างนี้; เขาก็เป็นคนดีมีความสุขได้. เพราะฉะนั้น อย่ากลัว ที่ว่าจะไม่ได้เรียนนั้น ไม่ได้เรียนนี่ ไม่ได้ไปเมืองนอก
น.349 ไม่ได้ไปอะไร ; ก็อย่ากลัว. เราจะเป็นคนดีมีความสุขได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้อง กับการศึกษาชนิดนี้ก็ได้. ถ้าเราไปเกี่ยวข้องได้ มีโอกาสมีกำลังไปเกี่ยวข้องได้ ก็ไปเกี่ยวในฐานะที่จะเอามันมา เป็นอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับเป็นคนดี มีความสุข ได้ ; อย่าไปบูชามันเป็นพระเจ้า. การศึกษาที่มีผลลุ่มหลงในวัตถุนี้ อย่าไป บูชามัน ; จะทำให้เราตกนรกทั้งเป็น เหมือนที่เราได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อพูดถึงการเป็นอยู่แล้ว เราอยู่กระท่อมดินก็ได้ มนุษย์เคยมีความสุข เหลือแสนเมื่ออยู่ในกระท่อมดิน ; แต่มีนรกทั้งเป็น เมื่อมาอยู่บนตึกบนปราสาท อย่างในสมัยนี้. สมมุติว่าเดี๋ยวนี้เราอยู่ในกระท่อมดิน มันก็ยังมีความสุขได้ ; แล้วเราก็อยู่กันอย่างบ้านนอกคอกนา อย่างตำบลเล็กๆ อย่างที่นี่, รอบ ๆ วัดนี้ ก็มีความสุขได้ ; ไม่ต้องอยู่กันอย่างเป็นบ้านเป็นเมือง อย่างกรุงเทพฯ อย่างนิวยอร์คอย่างอะไรที่เรียกว่า เป็นนครมหาศาลนั้น. นั่นคือดงแห่งความ สกปรก ความเร่าร้อนในทางจิต ทางวิญญาณ จนเป็นภูตผีปีศาจไปแล้ว, มีความเร่าร้อน สกปรก ในทางจิต ทางวิญญาณ เป็นภูตผีปีศาจไปเสียแล้วตั้งแต่ เดี๋ยวนี้. เพราะว่าไปอยู่ในที่แข่งขันกันโดยไม่ดูหน้าดูหลัง เต็มไปด้วยการแข่งขัน ในนครหลวงนั้น. คนที่เขาอยู่ตามบ้านนอกคอกนา อยู่กันอย่างนี้ตามเดิมนี้ ไม่มีการ แข่งขันชนิดในเมือง ในหัวใจยังมีความเย็น ยังมีความสะอาดอยู่มาก. ขอให้มอง อย่างนี้ แล้วเราก็ไม่กลัว ว่าเราจะไม่ได้รับการศึกษาอย่างนั้น ไม่ได้ไปอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เจริญอย่างนั้น. เพราะว่า มันเป็นการเจริญอย่างที่เรียกว่าตกนรกทั้งเป็น. ที่พูดนี้ ก็เพื่อเตือนว่า อย่ากลัว ที่เราจะไม่ได้เจริญอย่างนั้น ; เรามีความดี มีความสุขได้ โดยที่ไม่ต้องมีความเจริญอย่างนั้น ; แล้วเราก็ไม่มีหายนะทาง วิญญาณ ; เรายังเป็นฆราวาส หรือยังเป็นพลโลกที่ดี คือที่จะมีความก้าวหน้า
น.350 ไปตามแบบของอาศรม ๔ โดยแน่นอน. เกิดมาทีหนึ่งไม่เสียชาติเกิด ได้ก้าวหน้า ไปตามลำดับของอาศรม ๔ ; ไปเป็นผู้ที่รู้จักโลกดี มีความสงบเย็น แล้วก็ช่วยเหลือ ผู้อื่นในการเป็นแสงสว่างให้แก่เขาได้แน่นอน ; มันถูกทาง. ถ้าเดินผิดทาง เดินไปทางอื่น จะจมลงไป ในเหว ในนรก; ถ้าเดินถูกทางจะไปสู่ความ สะอาด สว่าง สงบ ของจิตของวิญญาณ, เป็นคนดีมีความสุขได้ทั้งเราเองและผู้อื่น. นี่ขออย่าให้หายนะอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้นมาครอบงำ ; ขอให้วัฒนะ ในทางจิตทางวิญญาณนี้จงเจริญก้าวหน้าแก่เรา; ให้เราสามารถปลีกตัวออกมาได้ จากผู้ที่พูดกันไม่รู้เรื่อง. และนี่แหละคือประชาธิปไตยที่พระเป็นเจ้า หรือ พระธรรม หรือธรรมชาติก็ตาม ได้มอบให้แก่เรา ; ขอให้เรารู้จักถือเอาประโยชน์ อันนี้ .. บัดนี้นกกางเขนบอกหมดเวลาแล้ว.
Buddhadasa