น.351 สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น แล้ว; เป็นเวลาที่จะได้พูดกันต่อไป ถึงเรื่องอันเกี่ยวกับ ฆราวาส ตามความประสงค์ของคุณที่ได้เสนอปัญหามา ล้วน แต่เกี่ยวกับฆราวาส, ในวันนี้จะได้พูดถึง ภาวะจิตทราม ในอารยธรรมแผนปัจจุบัน ฟังดูแล้วก็น่าสลดสังเวช หรือ ถึงกับน่าสะดุ้ง ; แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรจะพิจารณาอย่างยิ่ง หรือจำเป็น. ถ้าข้ามไปเสียในเรื่องชนิดนี้เราก็จะไม่สามารถ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของฆราวาสได้ ดังนั้น จึงต้องพูด. ขอให้เข้าใจว่าเวลาหัวรุ่งอากาศเย็น ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เวลาสำหรับจะ มานั่งด่าคน หรือด่าใครกันให้สนุกไปเลย. แต่ว่าเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ สำหรับกระทำสิ่งที่เราเรียกกันว่า "เล็งญาณส่องโลก" มีอาการเหมือนกับขึ้นไป บนยอดภูเขาสูง ๆ แล้วก็ดูโลกโดยทั่ว ๆ ไป ว่าอยู่ในสภาพเช่นไร : แล้วท่าน ๓๒๑
น.352 ก็มองไปว่าใครอยู่ในฐานะที่ควรช่วยเหลือ. พอสว่างขึ้นท่านก็พยายามที่จะผ่านไป ทางนั้น เพื่อจะไปช่วยเหลือ. ถึงพวกเราก็เหมือนกัน ในเวลาหัวรุ่ง อากาศเย็น สบายดี อย่างนี้ก็ควรจะใช้เวลาไปในทางที่จะมองดูอะไรด้วยจิตใจที่ปกติ เป็นวง กว้างออกไปทั่ว ๆ โลก ซึ่งรวมทั้งตัวเราเองด้วย เพื่อพบปัญหาต่าง ๆ ตลอด ถึงวิธีที่จะแก้ไขมัน. เดี๋ยวนี้ผมกำลังพูด หรือเอ่ยถึง ภาวะจิตทรามในอารยธรรมปัจจุบัน ก็ขอให้พิจารณาดู ด้วยจิตใจที่ปกติ หรือเป็นธรรม ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ ตามที่ ผมจะได้พูดให้ฟัง ตามความเห็นส่วนตัว หรือความรู้สึกคิดนึกที่มันเกิดขึ้น เพราะอำนาจของสิ่งเหล่านี้ มันทำให้เกิดความคิดนี้ขึ้น. คำว่า “ภาวะจิตทราม" นี้ เกือบจะไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว แต่ โดยใจความ มันหมายถึงการที่จิตของมนุษย์ตกต่ำลงไป จนไม่สมควรแก่คำว่า "มนุษย์". ถ้าคุณชอบคำจำกัดความ หรือบทนิยาม ก็ขอให้เพ่งเล็งกันอย่างนี้ว่า ภาวะจิตทราม นั้น คือ จิตของมนุษย์ตกต่ำลงไปจนไม่เหมาะสมกับคำว่ามนุษย์. ความหมายของ "มนุษย์" นี้ เราพูดกันแล้วพูดกันอีกอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆว่า จิตสูง หรือเหล่ากอของผู้ที่มีจิตสูง สะอาด น่าไหว้ น่านับถือบูชา, และไม่เป็นไป เพื่อความทุกข์ เรียกว่าสูง. เดี๋ยวนี้มันเป็นไปทางต่ำ สกปรก มืดมัว เร่าร้อน เขาเรียกว่า "จิตทราม". สำหรับคำว่า อารยธรรมแผนปัจจุบัน นั้น มันก็พอที่จะเข้าใจได้อยู่แล้ว ; แต่สำหรับคำว่า “อารยธรรม" นี้ ขอบอกกล่าวว่า มันเป็นเรื่องเล่นตลกสิ้นดี. คำว่า อารย หรือ อริย นี้ เป็นคำเดียวกับที่เราเรียกในภาษาไทย อริยเจ้า. อารยธรรม ก็คือธรรมะของพระอริยเจ้า; แต่แล้วมันก็ไม่เป็นไปอย่าง
น.353 สมชื่อนั้น ๆ. นี่เพราะว่าคนบัญญัติคำพูด บัญญัติศัพท์นี่ เขาไม่ได้เล็งถึงอะไร มากไปกว่าความเหมาะสมเฉพาะหน้า เฉพาะเวลา เฉพาะถิ่นเท่านั้นเอง ; ในเมื่อ มุ่งหมายจะพูดเล็งถึงของดี ของสูง ก็เลยเอาอารยะใส่เข้าไป เป็นอารยธรรม. ส่วนคำว่า civilization ของฝรั่งซึ่งเป็นต้นตอของคำนี้นั้นมันจะมีความหมายอย่างไร ก็ยังไม่เป็นที่แน่นอน. แต่ที่แน่นอนก็คือว่า มันคงจะไม่ตรงกับความหมายของ คำว่า อริย หรือ อารย เป็นแน่. ถ้ามันเป็นอย่างนี้จริง มันเป็นความเขลา ของคนที่บัญญัติคำนี้ในภาษาไทย โดยลืมนึกถึงพระอริยเจ้า, หรือไม่สนใจเอา เสียเลยก็ได้. ที่นี้สำหรับคำว่า อารยธรรมปัจจุบัน นั้น คุณก็พอจะมองเห็นอีก เพราะ ผมหมายถึงปัจจุบันหยก ๆ นี้ ในศตวรรษนี้ จนกระทั่งถึงวันนี้. อารยธรรมปัจจุบัน โดยใจความก็คือ อารยธรรมทางวัตถุ, พูดภาษาศาสนาก็เรียกว่า อารยธรรม ทางเนื้อหนัง. มันเป็นเรื่องของเนื้อหนัง เพื่อประโยชน์แก่เนื้อหนัง หรือเป็น อุปกรณ์เพื่อประโยชน์แก่เนื้อหนัง ; ทั้งหมดนี้มันรวมเรียกว่า "อารยธรรม เนื้อหนัง" มีความก้าวหน้าทางวัตถุเป็นหลักสำคัญ. เมื่อพวกอิตาลีไปย่ำยีประเทศอบิสสิเนีย ; คนป่าดำ ๆ ในอบิสสิเนีย นั้นตะโกนบอกกันว่า "อารยธรรมของฝรั่งมาแล้ว !" หมายถึงปืนใหญ่ หมายถึง รถถัง หมายถึงอะไรที่มันไปฆ่าพวกอบิสสิเนีย. พวกอบิสสิเนียตะโกนบอกแก่กัน และกันว่า ระวัง ๆ อารยธรรมของฝรั่งมาแล้ว. นี่คุณลองคิดดูว่าคนบ่าแท้ ๆ ถ้าเราจะจัดว่าเป็นคนป่า โดยการที่ผิวหนังมันดำ, มันยังรู้จักถึงขนาดนี้ ว่านี่ อารยธรรมของฝรั่ง, ไม่ใช่อารยธรรมของพวกเราแต่โบราณ. ดังนั้นอารยธรรมของฝรั่งก็คือ วัตถุเครื่องมือที่จะไปบีบคั้นคนป่า เรียกว่าอารยธรรมปืนใหญ่อย่างหนึ่ง เพื่อผลเป็นการได้มาซึ่งวัตถุ ซึ่งเป็นปัจจัย
น.354 ของกามารมณ์. อารยธรรมปืนใหญ่ กับ อารยธรรมกามารมณ์วิตถาร นี่มันคู่กัน. ดังนั้นพิจารณาดูให้ดีแล้ว อารยธรรมแผนปัจจุบันไม่มีอะไร นอกจากปืนใหญ่ กับกามารมณ์วิตถาร. นี่จะเป็นคำด่าหรือเยาะเย้ย หรืออะไรก็ตามใจ, แต่นี่ พูดไปตามความจริงที่มันมีอยู่. ฉะนั้นคุณเข้าใจคำว่า “อารยธรรมแผนปัจจุบัน ไว้ในลักษณะอย่างนี้ดีกว่า ปลอดภัยกว่า; อีกไม่กี่วันคุณก็จะสึกออกไปปะทะกับ อารยธรรมแผนปัจจุบันนี้อย่างที่เคยมาแล้ว ; เป็นสิ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับ ฆราวาส. เพราะฉะนั้น จึงเอามาพูดในฐานะเป็นสิ่งที่ฆราวาสจะต้องรู้ จะต้อง เข้าใจ จะต้องจัดการกับมันให้ถูกต้อง อย่างที่เรียกว่า "ฆราวาสธรรม" เป็นสิ่งที่ ฆราวาสจะต้องรู้ จะต้องกระทำให้ถูกต้อง. ทีนี้ เราจะพูดถึงตัวเรื่องราวของมันเสียทีว่า ภาวะจิตทราม นั้นคือ อะไร? ที่ว่า จิตทราม จิตทราม นั้น ถ้าถือตามหลักพระพุทธศาสนาก็มีจิตทราม อยู่ ๓ ประเภทตามลักษณะของกิเลส : ๑. จิตทรามที่มาจากโลภะ หรือราคะ, ก็คือเนื้อหนังเพื่อ หรือ กามารมณ์เพ้อ. ๒. จิตทรามที่มาจากโทสะ หรือโกธะ นั้นก็คือการฆ่ากันเพ้อ, ๓. จิตทรามที่มาจากโมหะ หรืออันธการ นั้นก็คือการทำสิ่งที่ไม่ต้อง ทำแล้วก็เฝ้าทำอยู่จนเพื่อ. สรุปสั้น ๆ ก็ว่า จิตทรามด้วยโลภะ คือกามารมณ์เพื่อ เนื้อหนังเฟือ จิตทรามด้วยโทสะ ก็คือฆ่ากันเพื่อ, จิตทรามด้วยโมหะ ก็คือทำสิ่งที่ไม่ต้องทำเพ้อ นี้เป็นหัวข้อที่คุณจะต้องดูให้ดี ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ ในสมัยปัจจุบันนี้ เมื่อมอง ตามหลักของพุทธศาสนา. เราเป็นคนไทย เป็นพุทธบริษัท ยึดหลักพระพุทธศาสนา แล้ว เกลียดชังความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นที่สุด, คือเกลียดชัง โลภะ โทสะ
น.355 โมหะเป็นที่สุด. โลภะนี้มีชื่อแทนว่าราคะ หรืออื่น ๆ อีก, โทสะก็มีชื่อแทน ว่าโกธะ หรืออื่น ๆ อีก, โมหะก็มีชื่อแทนว่าอันธการ ความมืดมน หรือ อื่น ๆ อีก. ดังนั้นเมื่อคุณพบชื่ออย่างอื่น ก็ขอให้รู้จักสังเกต แล้วเอามารวม เข้าในชุด ๓ นี้ อย่างใดอย่างหนึ่งให้จนได้ ; คือว่ามันมีแต่เพียง โลภะ โทสะ โมหะ ที่เราพูดกันติดปาก. บัดนี้เราจะพูดถึง จิตทรามที่มีมูลมาจากโลภะ หรือราคะนี้ก่อนเป็น ประเภทแรก เป็นเรื่องเนื้อหนังเพื่อ หรือกามารมณ์เพ้อ. สิ่งนี้กำลังระบาดอยู่ ทั่วไปทั้งโลก ซึ่งผมไม่ต้องอธิบายเพราะคุณจะทราบดีกว่าผมเสียอีก และคุณก็อยู่ ใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นฆราวาส แล้วก็เพิ่งมาบวชหยก ๆ นี้เอง แล้ว ก็จะกลับไปเป็นฆราวาสอีก. ที่เรียกว่า เนื้อหนังเพื่อ นี้ เราจะต้องนึกถึงคำว่า "เพ้อ" เพราะว่ามัน ใช้ได้ทุกกรณีทั้ง ๓ กรณี. เราจะลองนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า กำลัง หรือ energy นี้. เมื่อเรามีกำลังมากจนล้น แล้วกำลังนั้นมันจะล้นไปทางไหนโดยธรรมชาติ คือโดย อัตโนมัติ. ยกตัวอย่างเช่น เรากินอาหารเข้าไปมาก แล้วเกิดกำลังเหลือล้น สำหรับที่จะทำงานตามหน้าที่ แล้ว energy นั้นล้น มันจะล้นไปทางไหน ? มัน ก็ล้นไปในทางความรู้สึกทางกามารมณ์. คุณจะเรียกมันว่าจิตสูงหรือจิตทราม ? ในที่นี้เราเรียกว่า "จิตทราม” คือมันล้นไปในทางลามกอนาจาร ตามอำนาจ ของกิเลส. ระวังให้ดี แรงงานล้นนี้, ระวังให้ดี. เดี๋ยวนี้เรามีวิชาเทคโนโลยี ในโลก สำหรับสร้างอุปกรณ์ของแรงงาน หรือกำลัง ที่ให้มนุษย์ดื่ม กิน ใส่เข้าไป ทีนี้มันมากจนล้น และมันจะล้นไปทางไหน ? มันก็ล้นไปในทางกามารมณ์ ทาง
น.356 ลามกอนาจาร. ดังนั้นผลได้ทางวัตถุย่อมเป็นไปทางเนื้อหนังทั้งนั้น. ประดิษฐ- กรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกอย่างหนาแน่น, ที่ยกย่องกันมากนักนี้, พอมันล้นหรือ เพื่อ มันก็เฟ้อไปในทางกามารมณ์ ; ไม่ได้เพื่อไปในทางกิจการงานที่จำเป็นแก่ มนุษย์. ดังนั้นคุณจะเห็นได้ว่าสิ่งที่วางเกลื่อนอยู่ สำหรับมีขาย มีอะไรไปทั่ว ทุกหนทุกแห่งนั้น มิใช่เป็นสิ่งจำเป็นแก่มนุษย์. ผมขอร้อง ขอวิงวอนว่า ช่วยทำจิตใจให้ดีๆ ให้เที่ยงตรง ให้เป็นธรรม ให้ยุติธรรม แล้วเดินสำรวจตลาดในกรุงเทพฯ ว่ามันมีสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตมนุษย์ กี่เปอร์เซ็นต์, แล้วไม่จำเป็นแก่ชีวิตมนุษย์ คือไม่ต้องมีก็ได้นั้นกี่เปอร์เซ็นต์. แล้วสิ่งที่หรูหรา สวยงาม แพงมากเหล่านั้น รวมอยู่ในสิ่งเหล่านั้น แล้วก็เป็นไป เพื่อกามารมณ์ ล้นไปทางจิตทราม ; แต่เขากลับบูชาว่านั่นแหละคือสูงสุด เป็นไปในทางสูงสุด หรือน่าปรารถนา ; หรือสิ่งสวยงามเป็นอย่างต่ำ. ถ้ามอง ให้ดี ๆ อย่างนี้ จึงจะพบความเพ้อ ความเหลือความจำเป็น ; เป็นเหตุให้คนเรา โลภจัด ปรารถนาเกินขอบเขต เกินที่พระเจ้ากำหนดไว้. อยากได้หรือแสวงหา หรือมีไว้ หรือใช้จ่ายเกินจำเป็นที่มนุษย์ควรจะต้องทำ อย่างนี้เรียกว่า "เฟ้อ" เป็นความโลภ, ก็มีบาลีว่า "อติโลโภ หิ ปาปโก๋’ - โลภเกินนั้นลามก ; ตามตัวหนังสือว่าอย่างนั้น. โลภเกินนั้นลามก อติโลโภ หิ ปาป โก ช่วยจำ ไว้ด้วย. เราจะดูกันต่อไป อย่างไรเรียกว่าเนื้อหนังเฟ้อ ? มันก็ไม่ยาก โดย แบ่งขอบเขตของความจำเป็น ปัจจัยที่จำเป็นแก่การครองชีพของมนุษย์ : เรื่อง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เรื่องหยูกยาแก้ไข้ ที่จำเป็นมันมีอยู่อย่างไร ที่เพ้อมีอยู่อย่างไร ; เดี๋ยวนี้เราอยากให้มันเพ้อไปเสียทั้งนั้น. เมื่อเพ้อไปทุกอย่าง แล้ว ทีนี้มันก็ล้นไปทางกามารมณ์. เมื่อมันเกินจำเป็นแล้ว มันก็ล้นไปทาง
น.357 กามารมณ์. เรื่องอาหารก็ดี เรื่องเครื่องนุ่งห่มก็ดี ที่อยู่อาศัยหลับนอนก็ดี แม้แต่หยูกยา ; เมื่อมันล้นความจำเป็น หรือเพ้อ มันก็เพ้อไปในทางกามารมณ์ ทั้งนั้น. ถ้ามันเฟ้อไปอย่างนี้แล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า "ปัจจัยที่จำเป็น แก่ชีวิต". ตามหลักของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "ปัจจัยสี่ ที่จำเป็นแก่ชีวิต มนุษย์" นั้น มันอยู่ในขอบเขตจำกัด เท่าที่จำเป็นจริงๆ; พอสิ่งเหล่านี้มันเฟ้อ มันก็ไม่ใช่ปัจจัยในที่นี้แล้ว ; มันกลายเป็นของเฟ้อ เป็น "กามารมณ์ปัจจัย" เป็นปัจจัยของกามารมณ์, แล้วก็นำไปสู่ความวิตถารทางกามารมณ์. นี่ระวังให้ดี ว่ามันอาจจะหลอกเราก็ได้ หลอกว่า "ปัจจัย" นี้ เราต้องแสวงหา แล้วก็เป็น ของจำเป็นแก่ชีวิต ; แต่แล้วมันกลายเป็นไม่ใช่ "ปัจจัย" ไป โดยไม่รู้สึกตัว. อย่างนี้ทำให้เกิดความล้น จนเป็นกามารมณ์ เป็นเนื้อหนังเฟ้อ. ที่ว่าปัจจุบันนี้มีภาวะจิตทรามเพราะสิ่งเหล่านี้เฟ้อนั้น ก็ดูซิ คุณดูให้ ละเอียด ด้วยความรอบคอบถี่ถ้วน จะพบว่ามีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะที่ แสดงให้เราเห็นได้ชัดอย่างยิ่ง ช่วยจำคำนี้ไว้ คือ เจตนารมณ์แห่งการยั่ว, เจตนารมณ์ หรือเจตนาก็ตาม แห่งความยั่ว, มันมีความมุ่งหมาย หรือเจตนา ที่จะยั่ว จะหลอก จะล้วง เอาประโยชน์ของผู้อื่นด้วยการยั่ว อยู่เต็มไปหมด ทุกหัวระแหง ในโลกนี้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เรียกว่า "โฆษณา" นั้น หรือ โฆษณาชวนเชื่อนั้น คือตัวหลอก ตัวยั่ว, เจตนาแห่งการยั่ว. ถ้าเป็นเรื่อง กามารมณ์โดยตรง มันก็มีความยั่วมากไปกว่านั้น. โปสเตอร์โรงหนังโรงละคร, โปสเตอร์ขายสิ่งของเครื่องใช้อะไรก็ตาม มันเป็นการยั่ว การหลอก การทำให้โง่ อยู่ในนั้น. เราจึงไปทำสิ่งที่โง่ ๆ ไปดูสิ่งที่โง่ ๆ เสียเงินไปดูสิ่งที่ทำลาย จิตใจของเราเอง ซึ่งทำให้จิตทรามโดยไม่รู้สึกตัว ; แล้วก็เสียเงินไปซื้อเอา
น.358 แต่ไม่เป็นปัญหาในทางเรื่องที่จะทรามลงไปในความเป็นลามกอนาจาร, นั้นไม่ เป็นปัญหา ไม่เป็นอุปสรรค. แต่เป็นอุปสรรคในทางศีลธรรม ที่โลกนี้จะมี ศีลธรรม. เพราะว่าการนุ่งกระโปรงสั้นนั้น เป็นบาปอยู่ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก. คุณไปบอกเพื่อนคุณที่นุ่งกระโปรงสั้นเถิดว่ามันเป็นบาปอยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก ; เพราะมันทำไปด้วยเจตนาชั่ว คือยั่ว คือตกเบ็ด. ในเวลาที่มัน นุ่งกระโปรงสั้น มันต้องการจะตกเบ็ดคนที่เห็น เพื่อให้อยู่ในอำนาจของมัน ; มันก็คือนางยักษิณีที่มีความหวังจะตกเบ็ด จะจูงจมูก. เจตนาชั่วนี้ถือว่าเป็นบาป แล้วมันเป็นบาปอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกที่นุ่งกระโปรงสั้น ; จนกว่าจะได้ผลัด เสียใหม่. นี้แหละคือเจตนาแห่งการยั่ว ข้อแรกมันก็อยู่ที่กระโปรงสั้น ซึ่งไม่ให้ ความสะดวกสบาย หรือผลประโยชน์อะไรนอกจากความยั่ว แล้วเป็นบาปอยู่ ตลอดเวลา. เรื่องถัดไปเป็นเรื่องเลยกระโปรงสั้นไปอีก ก็เป็นเรื่องเปลือย ; พยายาม หาโอกาสที่จะใช้ความเปลือยเป็นเครื่องจูง, เป็นเครื่องยั่ว, เป็นเครื่องหลอก ให้คนมาอยู่ในอำนาจของตน. เปลือยอวัยวะที่ไม่ควรจะเปลือย แล้วก็นิยม เป็นของสูงสุด จนเมื่อจะกินอาหารก็ต้องมีระบำเปลือยแสดงอยู่ด้วย. ผมไม่เคย เข้าไปในโรงเหล่านั้น แต่คนที่เคยเข้าไปเขามาเล่าให้ฟัง หรือว่าอ่านหนังสือ หลาย ๆ อย่างรู้ว่าเขาทำกันอย่างนั้น. พวกทหารฝรั่ง ทหารรับจ้าง ได้เงินมาแพง, ได้เงินค่ารับจ้างแพง ๆ แล้วก็เอามาถลุง เพื่อจะกินอาหารชนิดที่มีการเปลือย แสดงอยู่ตลอดเวลา. เงินมันก็หมดไป หมดไป; ไปหามาใหม่ก็เพื่อผลอย่างนี้. มันไม่ใช่มีแต่เรื่องอย่างนี้อย่างเดียว มันมีมากมายหลายสิบเรื่อง. เดี๋ยวนี้ก็ได้ยินว่า วัฒนธรรมปีศาจกำลังระบาดเข้าไปทั่วทุกหนทุกแห่ง, แล้วขยับขยายกันอย่างนั้น
น.359 ขยับขยายกันอย่างนี้ ให้มันแปลกออกไป ให้มันวิตถารออกไป. ได้ยินเขาพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ทางแหลมสะแกนดิเนเวีย สองสามประเทศที่ตรงนั้น กำลังนำหน้า ในเรื่องอย่างนี้ จนคนประเทศอื่นอุตส่าห์ขึ้นเรือบินไปเพื่อจ่ายเงินที่นั่น เพื่อผล อย่างนี้. นี่แหละดูมนุษย์ในโลกนี้ หรือโลกของมนุษย์ในเวลานี้ ที่มันมีจิตทราม อย่างนี้ เต็มไปด้วยการยั่ว. ทีนี้มันก็มาถึงเรื่อง แก้ไขศีลธรรม หรือว่าเหยียบย่ำศีลธรรมที่มีอยู่ แต่กาลก่อน. ศีลธรรมข้อไหนมันเป็นอุปสรรคแก่การที่เขาจะลุ่มหลงกันให้มาก ๆ อย่างนี้ เขาจะแก้ไขมันเสีย, หรืออย่างน้อยก็ด้วยการทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย ; นี่เรียกว่า เหยียบย่ำศีลธรรม ถือเป็นเรื่องไม่บาป ไม่กรรม ไม่ชั่ว ไม่ลามกอนาจาร. เรื่องลูก เรื่องเมียของใครก็ตามใจ ไปอยู่ในลักษณะที่หยิบยืมกันได้เหมือนของใช้ หรืออะไร อย่างนี้ มันมากขึ้นทุกที. ถ้าคุณยังถือศีลธรรมดั้งเดิมอยู่ คุณก็จะไม่มีที่อยู่ใน โลกนี้, และเดี๋ยวนี้เขาจะมีอารยธรรมอย่างนี้กันแล้ว. รวมความแล้วก็คือความที่มันทรามลง ทรามลง ทรามลง ตกต่ำลง ; วัดได้จากสิ่งเหล่านี้ ที่มันมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น. นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ แสดงว่าจิตทรามลงอย่างไร ก็คือเรื่องราวที่มันเกี่ยวกับสถานที่ตากอากาศ แห่งหนึ่ง ในประเทศหนึ่ง อย่าไปออกชื่อ เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องค่าเขาตรง ๆ. ประเทศที่มีสถานตากอากาศที่มีชื่อเสียง เมื่อตอนแรก ๆ แผ่นโฆษณาให้ไปเที่ยว ที่สถานที่ตากอากาศเหล่านั้น เมื่อ ๒๐ - ๓๐ ปีมาแล้ว เขาใช้ภาพของธรรมชาติ ที่เงียบสงัดสวยงามตามธรรมชาติ พิมพ์เป็นโปสเตอร์ดึงให้คนไปเที่ยวที่นั่น. นี่ก็แปลว่ายังมีจิตใจที่ยังเป็นศิลปิน แล้วก็ชอบอย่างนี้ จึงไปเที่ยวที่นั่น ไปเที่ยว กันมาก. ต่อมาภาพโปสเตอร์ชิ้นนั้นมันช่วยไม่ได้ ไม่มีใครไปเสียแล้ว ; ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องชาตินิยม เอาภาพเรือรบที่มีชื่อเหมือนกับสถานที่ที่นั่นมาโฆษณา
น.360 มันก็คึกคักกันขึ้นมาพักเดียว ; เป็นเรื่องชาตินิยม ก็ไปเที่ยวที่นั่น. ทีนี้ต่อมา รูปเรือรบมันก็ใช้ไม่ได้ มันก็ไม่ดึงดูดใจได้ ก็เลยกลายเป็นเอาเรื่องกินอยู่ สนุกสนาน เล่นหวัว อะไรที่นั่นมาเป็นภาพโปสเตอร์โฆษณา; ก็ไปได้พักหนึ่ง. ในวาระหลัง ๆ ครั้งสุดท้ายนี้ก็คือภาพบิกินี แล้วก็มาเป็นภาพเปลือยโดยปริยาย คนจึงไปเที่ยวที่นั่น ; ที่ชายหาดนั้นเต็มไปด้วยคนสวมชุดเปลือย หรือครึ่งเปลือย. ทีนี้ คุณก็ดูซิว่า จิตมันตกต่ำหรือทรามลงไปอย่างไร ทีแรกมีวิญญาณ ของศิลปิน ธรรมชาติอันสวยงามมันดึงไป, แล้วก็มีวิญญาณชาตินิยม เรือรบ ชื่อนี้นำไป, ต่อมาก็เรื่องกิน เรื่องเล่น เรื่องหวัว เรื่องชาวบ้านมากขึ้น, แล้วอันสุดท้ายก็คือเรื่องเปลือย. นี่วัดความมีจิตทรามลงไปเป็นระดับ ๆ อย่างนี้. มันก็คงไม่แต่ที่นี่ ที่ไหนก็เหมือนกัน ความมีจิตทรามอย่างนี้. ฉะนั้นเราเรียกว่า ความมีจิตทรามลงไปตามลำดับ ๆๆ ตามที่ความก้าวหน้าทางประดิษฐกรรม แผนใหม่มันเกิดขึ้น มันก้าวหน้าขึ้น. เมื่อประดิษฐกรรมเพื่อการยั่วยุก้าวหน้าขึ้น เท่าใด, จิตของมนุษย์ก็จะทรามลงไปเท่านั้น. นี่ก็ภาวะจิตทรามที่จะพอมองเห็นได้ เป็นตัวอย่างในอารยธรรมแผนปัจจุบัน. เอาละ ทีนี้เราลองแยกกันดูว่าจิตทรามของบุรุษ จิตทรามของสตรี มันมีอยู่อย่างไร ? จิตทรามของฝ่ายบุรุษ มันทรามลงไปในทางที่จะเหยียบย่ำสตรี ; ข้อนี้ ไม่ใช่มีความหมายเล็กน้อย มีความหมายซึ่งเป็นที่มาในพระไตรปิฎก หรือในความ คิดนึกของผู้เป็นบัณฑิต มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. จิตของบุรุษมันทรามเมื่อมัน เหยียบย่ำเกียรติของสตรีลงเป็นของเล่น. เมื่อบุรุษยังเคารพสตรีว่าเป็นภัณฑะ สูงสุด อย่างบาลีว่า อิตฺถี ภณฺฑานมุตฺตมํ - สตรีเป็นภัณฑะสูงสุดของภัณฑะ
น.361 ทั้งหลาย. นี้ก็ยกย่องสตรี ไม่เอาลงมาเป็นของเล่น : อย่างน้อยก็ยกย่องสตรี เป็นเพศของมารดา เป็นเพศที่ควรแก่การบูชา. อีกทางหนึ่งมันเห็นสตรีเป็นของเล่นทางกามารมณ์, ถือเอาประโยชน์ ในทางกามารมณ์ ก็เหยียบย่ำสตรีลงเป็นของเล่น. มีเรื่องเล่าในบาลีว่า พวกลิจฉวี กษัตริย์ลิจฉวี เป็นประเทศเล็กๆ ประชาธิปไตยเล็ก ๆ อยู่ในสมัย พุทธกาลนั้น. ประเทศมหาอำนาจเช่นประเทศมคธ โกศล นี้ทำอะไรไม่ได้ ; ประเทศใหญ่ๆ นั้นน่ะเคยรบแพ้ประเทศเล็ก ๆ คือลิจฉวี. ในคำตรัสของ พระพุทธเจ้า ก็ว่าพวกลิจฉวีเป็นประเทศที่นับถือสตรี. ในบรรดามหาประเทศนั้น มันเป็นประเทศที่เหยียบย่ำสตรีเป็นของเล่นต่าง ๆ แต่มีข้ออื่นประกอบ คือว่า เป็นผู้เคร่งครัด เข้มแข็ง ในเรื่องหนุนหมอนไม้ก็อยู่ในชุดนี้. พวกกษัตริย์ลิจฉวี หนุนหมอนไม้ นอนเสื่อเนื้อหยาบ ตื่นแต่ดึกฝึกอาวุธ, แต่ว่าหลักใหญ่ทางจิต ทางวิญญาณ ก็คือยกย่องสตรี เทิดทูนสตรี. ต่อมามีคนไปยุ คือมีสปาย ทำให้พวกลิจฉวีเลิกความเป็นอย่างนี้ แล้วก็แตกสามัคคีกัน เพราะเหตุที่เหยียบย่ำ สตรีลงเป็นของเล่น มันก็แย่งกามารมณ์กัน. ทีนี้ก็เลยเป็นประเทศที่ล่มจมไปเลย. ประเทศมคธ ประเทศใหญ่นั้นก็เลยยึดเอาเป็นเมืองขึ้น. นี่คำว่ายกย่องสตรีกับ เหยียดหยามสตรีมีความหมายอย่างนี้. ถ้าจิตใจสูง ยกย่องสตรีเป็นเพศของมารดา, จิตใจมันยังมีศีลธรรม เมื่อมีศีลธรรมแล้ว มันก็ดีตลอดไป. พอมันเหยียบย่ำสตรีลงเป็นของเล่น มันก็หมดศีลธรรม, มันก็เป็นสัตว์เลว. เดี๋ยวนี้บุรุษในโลกนี้กำลังเหยียบย่ำสตรี โดยเจตนาบ้าง โดยไม่เจตนาบ้าง โดยไม่รู้สึกตัวบ้าง, เอาเพศของมารดาลงไป เป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหาความเพลิดเพลินทางกามารมณ์ เป็นเบื้องหน้า เป็นหลักใหญ่. คุณจำไว้ว่า ผมพูดว่า เป็นเบื้องหน้า หรือเป็นหลักใหญ่.
น.362 จิตทรามของบุรุษ สรุปความทั้งหมดได้ก็คือว่า ลุ่มหลงสตรีในฐานะ เป็นของเล่น ไม่ใช่เป็นที่ควรให้เกียรติ หรือบูชา ในฐานะเป็นเพศของมารดา. มองดูฝ่ายสตรี จิตทรามของฝ่ายสตรี ที่เกิดแก่สตรี นี้ก็คือตรงกัน นั่นแหละ เข้าคู่กัน คือทำตัวเป็นของเล่นของฝ่ายบุรุษ. ไม่ถนอมเกียรติ ในฐานะเป็นมารดาของโลกไว้. ผมพูดแล้วอย่าว่าดูถูกพวกคุณ ซึ่งมีอายุไม่กี่ปีนี้ คุณ ไม่ทันเห็นคนสมัยปู่ย่าตายายที่เป็นสตรีเขาถนอมเกียรติกันไว้อย่างไร เขาไม่ได้ ปล่อยตัวให้เป็นเครื่องเล่นของบุรุษเหมือนสตรีสมัยนี้ซึ่งยอมนุ่งกระโปรงสั้นเข้าไป สั้นเข้าไป ปีละหลาย ๆ เซ็นติเมตร ; เพราะสตรีสมัยนี้มันยอมเพื่อจะเป็นอย่างนั้น นี้คือจิตทรามของสตรี ; พลอยผสมโรงกับบุรุษ ที่เขาจะเอาสตรีเป็นของเล่น แล้วก็อย่าลืม เมื่อตะกี้ที่พูดว่า เครื่องแบบแต่งตัวของสตรีนี้ บุรุษเป็นฝ่าย ออกแบบนะ จะมีต้นตออยู่ที่ฝรั่งเศส หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม ; แต่ผู้ชายเป็นผู้ ออกแบบเครื่องแต่งกายของสตรี. มันก็มีโอกาสที่จะต้มยำสตรีได้ ; แล้วสตรี ก็โง่พอที่จะรับเอาด้วยความสมัครใจ. นี่ความมีจิตทรามของสตรีก็มีโดยการลวง ของบุรุษ บวกกับความโง่ของตนเอง. ความลวงของบุรุษกับความโง่ของสตรี บวกกันเข้าก็เป็นความมีจิตทรามของสตรี เป็นปรากฏการณ์ชัดอยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป ; แล้วที่มันเป็นพยานหลักฐานชัดเจนก็คือ ยอมรับเอาแบบกระโปรงสั้น หรือ สิ่งอื่น ๆ ที่คล้ายกันเพื่อจะเปิดเผยอวัยวะที่ไม่ควรเปิดเผย. เราก็พูดได้เลยต่อไปอีกว่า จิตทรามของสตรีก็คือ ยอมทำตัวเป็น นะคะระโสเภณี ; แต่ที่ผมกำลังพูดนี้ไม่ใช่นะคะระโสเภณีอย่างที่เขารับจ้างหากิน, นะคะระ แปลว่า นคร. โสเภณี แปลว่า ผู้ทำให้งาม ; นะคะระโสเภณี แปลว่า ผู้ทำนครให้งาม นี้เขาแต่งตัวตามแบบสมัยใหม่ กระโปรงสั้นเพื่อทำเมืองทั้งเมือง ให้ดูงาม ; นี้โสเภณี "นครโสเภณี" ในคำพูดภาษาธรรม ไม่ใช่คำพูดภาษาโลก.
น.363 คำพูดภาษาโลก "นะคะระโสเภณี" คือหญิงรับจ้างหาเงินด้วยการกระทำอย่างนั้น, แต่ภาษาธรรมภาษาที่ลึก ภาษาทางวิญญาณนี้ หมายความว่าผู้ที่จะทำให้บรรยากาศ ทั่วไปดูงดงาม เช่นผู้หญิงแต่งตัวสวยงามทั่ว ๆ ไปนี้ เขาก็ใช้กระโปรงสั้นนุ่งกัน ทั่วทั้งเมือง ทั้งประเทศ ทั้งโลกนี้นะ เพื่อจะทำเมืองให้งาม, สมัครเป็นคนที่ จะทำนครให้งาม ด้วยอาการอย่างนี้. แล้วความงามนี้ มันมีความหมายหลายแง่ หลายมุม งามของภูตผีปีศาจก็มี, งามของมนุษย์ก็มี, งามของบัณฑิตนักปราชญ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขก็มี. ที่นี้นครโสเภณีแบบนี้ คือมันงามชนิดไหน ? ความงามของคนพวกไหน? ผมว่างามของพวกภูตผีปีศาจที่ผู้หญิงทุกคนในประเทศ หรือในโลก จะชวนกันนุ่งกระโปรงสั้นจนแทบจะไม่มีเหลือ, สั้นจนแทบจะไม่มี เหลืออยู่สักกี่เซ็นติเมตรนี้เป็นความงามสำหรับภูตผีปีศาจ ให้มันเป็นโลกของภูตผี ปีศาจ ที่มีความงามอย่างนั้น. คุณก็ดูต่อไป โดยเปรียบเทียบเครื่องนุ่งห่ม costume หรือชุด นุ่งห่มกันนี้ ลองเทียบดูเป็นศตวรรษ ๆ เมื่อศตวรรษที่แล้วมาเป็นอย่างไร ? ศตวรรษนี้เป็นอย่างไร ? หาดูได้ง่ายๆ จากรูปภาพ ผู้หญิงในศตวรรษที่แล้ว ๆ มา เขาปกปิดมิดชิด เหมือนกับว่าหุ้มห่อเพชรพลอย ยากที่จะเห็นเนื้อหนังของเขา ; แล้วแถมบางชาติ บางประเทศหุ้มหน้าเสียมิดชิดเลย เพราะถ้าเห็นหน้าสวย มันเกิดราคะแก่ผู้เห็น ; ฉะนั้นเขาก็ไม่ใช้ ไม่ยอมให้หน้าสวย ๆ ของเขาเป็น เครื่องยั่วให้เกิดราคะแก่ผู้ชายที่เห็น แล้วเกิดความคิดนึกสกปรกในจิตใจต่อความ งามของเขา ; ดังนั้นเขาคลุมหน้ามันเสีย. นี่ศตวรรษที่แล้วมา ผู้หญิงทุกชาติ ทุกประเทศทั้งประเทศไทยเราหรือประเทศฝรั่ง, ฝรั่งก็ยิ่งคลุมมากกว่าอีก. ใน ศตวรรษที่แล้วมาหรือว่าต้นศตวรรษนี้ก็เถอะ ฝรั่งยังคลุมมากกว่าเดี๋ยวนี้มาก. เดี๋ยวนี้ฝรั่งก็นำไปในทางที่เปิดออก เปิดออก เปิดออก เพราะเขาไป บูชาอารยธรรมเนื้อหนังเก่งกว่าเรา ก่อนกว่าเรา แล้วไทยเราก็กำลังจะตามกันฝรั่ง
น.364 เขาในเรื่องนี้ ; เดี๋ยวนี้จะเหลืออยู่ก็แต่ในชุดแต่งงานของพวกฝรั่ง การคลุม ร่างกายมิดชิด มีเหลืออยู่แต่ในชุดแต่งงาน. ส่วนชุดอื่น ๆ นั้น มันก็สั้นเข้าไป สั้นเข้าไป. นี่เราก็ไปตามกันเขา ก็ยังเหลืออยู่แต่ชุดแต่งงานเหมือนกัน. การ แต่งชุดแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมเดิมของไทยไม่มีอย่างนี้เลย. บัดนี้ก็ได้ยินว่ามีชุดยาวขึ้น เป็นชุดไทย ชุดอะไรที่สตรีไทยใช้สวมนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนา. แต่แล้วหาเวลาแต่งยาก, มีแต่แต่งด้วยชุดกระโปรงสั้น ไปในที่ทุกหนทุกแห่ง แม้ในโบสถ์. เพราะฉะนั้นขอแสดงความเสียใจอย่างสูงสุด ไว้ในที่นี้ว่า ชุดที่โบสถ์ฝรั่งเขาไม่ยอมให้เข้านั้น โบสถ์ไทยยอมให้เข้า. นี้แหละ คุณไปคิดดูเถอะ คุณก็คงจะร่วมเสียใจกับผม ว่าชุดที่โบสถ์ฝรั่งเขาไม่ยอมให้ เข้านั้นโบสถ์ไทยยอมให้เข้า. ชุดกระโปรงสั้นจนนุ่งแล้วยุ่งยากลำบากไปหมดนั้น โบสถ์ฝรั่งเขาไม่ยอมให้เข้า แล้วโบสถ์ไทยยอมให้เข้า. ดังนั้นขอแสดงความเสียใจ อย่างสูงสุดไว้ที่นี้ต่อพวกคุณ ว่าพุทธบริษัทไทยเรานี้กำลังจะเป็นทาสของพวกฝรั่ง ในทางวัฒนธรรม. พวกฝรั่งเองนำในเรื่องนี้ พวกไทยตามกัน. ไปดูที่ชายหาดริมทะเล ที่เฉลียงโฮเต็ล หรือที่ไหนต่างๆ นี้ ; ผมดู ; แล้วสะดุ้งว่าที่เดินมาคู่หนึ่ง ไม่รู้สึกว่ามันเป็นมนุษย์คู่หนึ่ง, รู้สึกว่าเป็นคนกับ สัตว์เลี้ยงคู่หนึ่ง. ผู้ชายดูยังเป็นคนอยู่ แต่ผู้หญิงกลายเป็นสัตว์ อย่างกับสัตว์ เลี้ยงไป. มันเดินมาสองคน คนหนึ่งเป็นคนเลี้ยง คนหนึ่งเป็นสัตว์เลี้ยง, ไม่ใช่เป็นมนุษย์คู่หนึ่งเดินมา. ผมไม่ใช่แกล้งจะไปดู แต่เมื่อมีโอกาสไปเที่ยว ชายทะเล หรือตามที่อย่างนั้นบ้างเหมือนกัน เขาพาไป. ผู้ชายแต่งตัวอย่าง เรียบร้อยทุกอย่าง มีเสื้อเชิ้ต มีกางเกงยาว มีอะไร ; แต่ผู้หญิงที่เดินไปด้วย กันนั้น แทบจะไม่มีอะไรเลย แล้วก็ใช้เครื่องนุ่งห่มบีดอวัยวะนั้นโปร่งแสงสีใส อะไรด้วย, เดินไปด้วยกัน จนทำให้เราสะดุ้งว่าคน ๆ หนึ่ง แล้วก็ไม่ใช่คนอีก
น.365 คนหนึ่ง, เป็นสัตว์อะไรชนิดหนึ่ง ซึ่งเดินไปด้วยกัน; ตามริมน้ำก็ตาม, ตามบนริมเฉลียงโฮเต็ลก็ตาม ก็มีอยู่ทั่วไป. มันอาจจะไม่สะดุดตา สะดุดใจ พวกคุณก็ได้ เพราะคุณเกิดมาก็เห็นเสียแล้ว ไม่เป็นของแปลก. ผมนี้มีบาป มันเกิดมาตั้งแต่สมัยที่ไม่มีอย่างนี้ ยังไม่เคยมี และส่วนมากก็ไม่เคยเห็น มาเห็น ครั้งแรกมันก็ต้องสะดุ้ง. นี่คือความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มีจิตทรามของมนุษย์แห่งยุคปัจจุบัน มันก็เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปัญหาแล้ว เพราะว่ามันมุ่งแต่จะแสวงหาความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง. ภาษาในโบสถ์เขาเรียกว่า flesh คำเดียวเท่านั้น เรียกว่า "เนื้อหนัง" คำเดียวพอ พยางค์เดียว. flesh หมายถึงสิ่งสกปรกลามกอนาจาร ตามความหมายทางศาสนา. คือศาสนาต้องการ ให้ควบคุมเนื้อหนังซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลส เดี๋ยวนี้มนุษย์ในโลกกลับส่งเสริม ; นี่เขาเรียกว่าเป็นทาสเนื้อหนัง, ไม่เป็นนายเนื้อหนัง. ศาสนาต้องการให้มนุษย์ ทุกคนเป็นนายเหนือเนื้อหนัง ; แต่มนุษย์เดี๋ยวนี้ยอมเป็นทาสของเนื้อหนัง ; มันตรงกันข้าม. เพราะฉะนั้นเรามองเห็นแล้วสังเวช ที่ว่าสตรีทั้งหลายยอม เป็นทาสแห่งเจตนาทรามของบุรุษ. บุรุษก็ต้องการจะยั่ว จะหลอกสตรี ให้ยอม เป็นเครื่องเล่นด้วยเจตนาทราม. โลกนี้เลวลงอย่างวูบวาบอย่างน่าใจหาย, มันจึงเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา. ถ้าคุณไปคิดทบทวน คุณจะเห็นอีกว่ามีเรื่องระเบิดขวด มันก็มี ต้นเหตุมาจากอันนี้. มันจะระเบิดขวดไปทำไม ถ้ามองดูผิวเผิน มันไม่เกี่ยวกับ เรื่องนี้. แต่ว่าจิตมันทรามลง เพราะเหตุนี้ มันจึงทำระเบิดขวด. ดังนั้น จึงถือว่าแม้ระเบิดขวดก็มีต้นตอมาจากจิตทรามในเรื่องเนื้อหนังนี้. ผู้ที่สามารถจะ ทำระเบิดขวด ขว้างระเบิดขวด ต้องมีจิตทรามทางเนื้อหนังนี้ถึงที่สุดเป็นพื้นฐาน
น.366 เราก็จะต้องนึกกันให้กว้าง มองดูกันให้ลึก ให้ทั่วถึงว่า จิตทรามนี้ คือต้นตอของทั้งหมดของวิกฤตการณ์ในโลก ; การรบราฆ่าฟันกันอย่างน่า สังเวช คือตายกันเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ นี้นั้น มันมีมูลมาจากจิตทราม. พวกทหารที่รับจ้าง ถ้าเป็นทหารจ้างนี้ก็ต้องจ้างด้วยเหยื่อล่อเงินก็เพื่อ เอาไปหาเนื้อหนัง. เขารับจ้างรบ เอาชีวิตเข้าแลกนี่ เพื่อเอาเงินไปหาความสุข ทางเนื้อหนัง หรือเอาไปซื้อเนื้อหนัง. ทีนี้พวกที่ไม่ได้มารบเอง แต่ต้องการ ให้รบนี้ มันเป็นพวกหลงเนื้อหนัง. เช่นพวกนายทุนอย่างนี้ ต้องการมีเงินมาก ต้องการมีทรัพย์สมบัติมากนี้ เงินทรัพย์สมบัตินั้นก็เพื่อประโยชน์แก่เนื้อหนัง อย่างเดียว ; ให้มันมีมากเข้าไว้ มากจนไม่มีขอบเขต. พวกกรรมกรก็เหมือนกัน มันต้องการเนื้อหนัง มันจึงทำลายนายทุน. นายทุนเหมือนกับกำแพงทำนบกั้น น้ำเอาไว้มาก, กั้นน้ำแห่งเนื้อหนังเอาไว้มาก ; ทีนี้พวกกรรมกรชนกรรมาชีพ มันก็ต้องการเนื้อหนังอย่างยิ่งเหมือนกัน มันจึงพยายามที่จะเจาะทะลุกำแพงให้ ทำนบพังทลายลงมา เพื่อตนจะได้เงยหน้าอ้าปากทางเนื้อหนัง. ดังนั้นสงคราม ในโลกระหว่างนายทุนกับกรรมกรนั้น มีมูลมาจากเนื้อหนัง. ต้องมองกันอย่างนี้ มันจึงจะถึงที่สุด ; นี่แหละคือความมีจิตทรามของมนุษย์ในโลกในยุคปัจจุบัน. นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องจิตทรามของสตรี, จะพูดต่อไปถึงข้อที่ว่าสตรีเป็น เพศสวยงาม มีไว้เพื่อความงาม ; นี้สำหรับมนุษย์กลายเป็นอย่างนี้. แต่ถ้า สำหรับสัตว์เดรัจฉานแล้ว บุรุษหรือตัวผู้เป็นฝ่ายสวยงาม ฝ่ายตัวเมีย ไม่ต้อง สวยงาม. แต่มนุษย์นี้กลายเป็นว่าสตรีเป็นฝ่ายสวยงาม บุรุษไม่ต้องงาม. เมื่อสตรีมีความงามเป็นความหมาย หรือเป็นทรัพย์. จึงพูดกันมาแต่โบราณว่า ความงามเป็นทรัพย์ของสตรี ; ถ้าสตรีงามแล้วละก็ มันมีราคา มีค่า อย่างนั้น. แต่มันต้องรู้ก่อนว่าความงามชนิดไหน ความงามอย่างลามกอนาจาร หรือความงาม
น.367 อย่างที่มันถูกต้องตามระเบียบแบบแผน คือความงามที่ไม่เป็นอันตราย. ดังนั้น การที่ว่ามันงามดีอยู่แล้ว มันก็ดีอยู่แล้ว แล้วทำไมมาทำให้เป็นเรื่องลามกอนาจาร ด้วยการหดกระโปรงหรือว่าด้วยการไม่ปกปิดสิ่งที่ควรปกปิด นั้นมันไม่ใช่ความงาม มันไม่ใช่แสดงความงาม. ฉะนั้นการประกวดนางงามที่ไม่ปกปิด ก็คือประกวด ความหน้าด้าน ไม่ใช่ประกวดความงาม. คุณไปดูให้ดีๆ มันประกวดความ หน้าด้านว่ามีกันกี่มากน้อยที่ยอมมากถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นถ้ายังยึดหลักว่า สตรีคือสัญญลักษณ์แห่งความงามแล้ว จะต้องมีความงามที่ถูกต้องตามแบบฉบับ, ไม่ใช่ความยั่วยุเพื่อเนื้อหนังกำเริบลุกลาม เป็นการทำลายศีลธรรม. ทีนี้เราพูดกันถึงเรื่องวัฒนธรรมปัจจุบัน อารยธรรมปัจจุบันพอสมควร แล้ว ก็อยากจะพูดถึง ๒ - ๓ คำเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณของปู่ย่าตายาย. วัฒนธรรมหรืออารยธรรมโบราณของปู่ย่าตายายนั้น เขาจะหุ้มห่อ ประดับประดาผู้หญิงไว้ในลักษณะอย่างที่เป็นของเก็บไว้บูชา หรือมีเกียรติ. นี่เขา จึงพยายามหุ้มห่อให้มิดชิด เหมือนจะเก็บเพชรพลอยแก้วแหวนเงินทอง เขาหุ้ม ห่อให้มิดชิด ให้เหมาะสม. นี่วัฒนธรรมโบราณก็พยายามหุ้มห่อสตรีไว้ในภาวะที่ เหมาะสม, แล้วก็ประดับประดาตกแต่งในภาวะที่เหมาะสม ; ไม่ใช่เปลื้องออก เปลื้องออก ปลดทิ้ง ปลดทิ้ง เหมือนอารยธรรมแผนปัจจุบันนี้. ใช้คำว่า "หุ้มห่อและประดับไว้" ในลักษณะที่เป็นของมีค่า เหมือนกับว่าจะเอาไว้เป็นของ บูชา เพราะว่าเป็นเพศของมารดา. ในครั้งพุทธกาลก็มีพูดถึงโสเภณี โสเภณีครั้ง พุทธกาลยิ่งตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับอื่น ๆ มากกว่าคนธรรมดา ; เขาไม่ใช้การเปลือยเป็นสิ่งยั่วคน เหมือนโสเภณีสมัยนี้. คุณจำไว้เถิด ไปค้นดู ในพระไตรปิฎก ในอรรถกถา จะพบว่า ยิ่งเป็นโสเภณียิ่งใช้เสื้อผ้ามาก ยิ่งใช้ เครื่องประดับประดาตกแต่งมาก, มีความสะอาดมาก มีอะไรมากกว่าคนธรรมดา ;
น.368 แล้วเขามีกันเฉพาะในหมู่คนชั้นที่ร่ำรวยเป็นเจ้า เป็นนาย เป็นเศรษฐี แล้วทั้งนั้น ไม่ได้มีสำหรับสำมะเลเทเมา. ดังนั้น สตรีควรจะถือว่า เป็นภัณฑะสูงสุด, ถูกประคบประหงม ถูกเชิดชูไว้ในฐานะเป็นเพศของมารดา จึงหุ้มห่อมิดชิด แล้วประดับประดาให้น่าดู น่าเลื่อมใส; นี่คืออารยธรรมโบราณของบรรพบุรุษเรา. ดังนั้น จึงไม่มีภาวะ จิตทรามอยู่ในอารยธรรมแผนนั้นในทางโลภะ. เดี๋ยวนี้เราพูดเรื่องโลภะ จิตทราม เพราะโลภะ เต็มไปในอารยธรรมแผนปัจจุบัน ไม่มีในอารยธรรมแผนโบราณของ ปู่ย่าตายายของเรา หรือของชนชาติอื่น ๆ ด้วย ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลง. ชาติ ที่ต่อต้านไว้ดีก็มีอยู่หลายชาติ. บางชาติไม่ยอมเลิกใช้ส่าหรี; ส่าหรีที่พวกลังกา พวกอินเดียใช้พันด้วยผ้าผืนยาวให้มิดชิดขึ้นมาถึงศีรษะนั้น เขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เครื่องนุ่งห่มแบบนี้. เมื่อ ธรรมปาละ แห่งประเทศลังกาก่อนจะตาย ก็ยังขอ ร้องว่า ขอสตรีในประเทศของเราอย่าได้เลิกใช้ส่าหรีเลย. คือเป็นห่วงว่าจะไป นุ่งผ้าแบบฝรั่ง. นี้เพราะเขากลัวความมีจิตทรามอย่างนี้. คนไทยเราก็เคยมีเครื่องนุ่งห่มที่มิดชิด ก็ควรรักษาสงวนไว้ และอย่า ไปตามกันฝรั่ง จะมีจิตทรามด้วยการลดเครื่องนุ่งห่มให้สั้นเข้า, หดเครื่องนุ่งห่ม ให้สั้นเข้า สั้นเข้า สำหรับผู้หญิง, เพื่อเป็นเครื่องยั่ว เครื่องเล่นของผู้ชาย เป็นความเพื่อในทางจิตใจ ที่กำลังเพื่อ ล้น เหลือ ไปสู่กามารมณ์, แล้วก็ ส่งเสริมกันใหญ่ เพื่อให้สำเร็จตามนั้น. การมีจิตทรามเพราะโลภะเป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีเวลาพูดถึงจิตทราม เพราะโทสะ หรือโมหะ ; แล้วไว้ค่อยพูดถึงกันในโอกาสหลัง. เดี๋ยวนี้นกกางเขนบอกเวลาว่าหมดแล้ว เราก็ยุติกันไว้ทีก่อน.
Buddhadasa