Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๑๙ — ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนปัจจุบัน (โทสะ โมหะ)

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.369 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้บรรยายต่อจากที่ค้างอยู่สืบไป. เรากำลังพูด กันถึง เรื่องภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่. ในครั้ง ที่แล้วมา ได้พูดถึงความมีจิตทรามในแง่ของโลภะว่าได้เกิด ขึ้นเนื่องมาจากอารยธรรมแผนใหม่อย่างไร ? ในวันนี้จะได้ พูดกันถึงความมีจิตทรามในแง่ของโทสะ และโมหะต่อไป. ขอให้ระลึกนึกถึงความหมายของคำว่า "อารยธรรมแผนใหม่" อยู่เสมอ และให้ชัดเจนด้วย. อารยธรรมแผนใหม่ ก็คือ เทคโนโลยี เป็นอารยธรรม เทคโนโลยี่ หรืออารยธรรมอุตสาหกรรม. อารยธรรมแผนโบราณ ก็คือความ สว่างไสวในทางวิญญาณ. ถ้าสังเกตอะไรไม่ได้ก็สังเกตแต่เพียงว่า อารยธรรม แผนใหม่ พอค่ำลงก็จะนึกถึงแต่ว่า พรุ่งนี้จะฆ่ากันอย่างไร จะเอาเปรียบกัน อย่างไร ; อารยธรรมแผนโบราณนั้น พอค่ำลงก็นึกถึงว่า สพฺเพ สตฺตา อเวรา อพฺยาปฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรฺตุ อย่างนี้เป็นต้น ; คือค่ำลง ๓๔๑

น.370 ก็แผ่เมตตาเจริญภาวนา นึกถึงเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, นึกถึงสัตว์ทั้งหลาย, นึกถึงพระเจ้า, นึกถึงศาสนา. นี่อารยธรรมแผนโบราณ ที่คนเดี๋ยวนี้เขาจัดไว้ เป็นของครึกระเป็นอย่างนี้. ส่วนอารยธรรมแผนใหม่ก็ว่า พรุ่งนี้จะฆ่าเขาอย่างไร? ให้ได้มากออกไปเท่าไร ? หรือเอาเปรียบเขาให้ได้เท่าไร มากออกไปเท่าไร ? นี่ใจความสำคัญสั้น ๆ ที่พอจะให้เข้าใจความหมาย ของความแตกต่างระหว่าง อารยธรรม ๒ สาย หรือ ๒ แผน. ทีนี้ จะพูดกันถึง เรื่องความมีจิตทรามในแง่ของโทสะ. อยากจะ ขอย้ำสำหรับผู้มาใหม่อยู่เสมอว่า โลภะ โทสะ โมหะนี้ ถ้าคุณไม่รู้จะแบ่งกัน อย่างไร หรือจำกัดความมันอย่างไร ? ก็ขอให้จำกัดความง่าย ๆ ว่า กลุ่มที่ ๑ หรือกลุ่มของโลภะทั้งกลุ่มนั้น ก็เพื่อจะเอาเข้ามา. กลุ่มที่ ๒ คือ โทสะทั้งกลุ่ม มันก็เพื่อจะผลักออกไป หรือเพื่อจะทำลายเสีย. มันต่างกันลิบ อันหนึ่งจะเอา เข้ามา ถนอมกอดรัดเสวยอารมณ์เข้าไว้ ; อีกอันหนึ่ง มันจะผลักออกไป จะทำลายเสียให้ไม่มีเหลือ. กลุ่มที่ ๓ คือโมหะนั้นมันโง่ มันสงสัย มันลังเล วิตกกังวล จนมองดูอยู่รอบ ๆ ด้วยความหวัง ด้วยความงมงาย ; อย่างนี้ไม่มี อาการที่ว่า จะดึงเข้ามา หรือจะผลักออกไปโดยเฉพาะ. สรุปว่า ๑. เอาเข้ามา ๒. ผลักออกไป ๓. วนอยู่รอบ ๆ. ถ้าถือหลักอันนี้แล้วก็จะแบ่งแยก โลภะ โทสะ โมหะ ออกได้เป็นพวก ๆ ไปได้โดยง่าย. กลุ่มที่ ๑. เราพูดถึงโลภะมาแล้ว คือหมายถึงกลุ่มที่จะเอาเข้ามากอด รัดไว้ บริโภคเสวยอารมณ์ เป็นความสุขของตน ; ต่อไปเป็นกลุ่มที่ ๒. กลุ่มที่ ๒. มีโทสะ-ประทุษร้าย, โกธะ-โกรธ, พยาบาท-จองเวร และอะไรอื่น ๆ อีกหลายชื่อ ; แต่อยู่ในกลุ่มที่อยากจะทำลาย หรืออยากจะผลัก ออกไปทั้งนั้น. สำหรับกลุ่มโทสะหรือมุ่งร้ายนี้ มันก็มีมูลมาจากความเห็นแก่ตัว.

น.371 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ) ๓๔๓ ขอให้จำ ปีศาจตัวร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ เอาไว้ ก็คือความเห็นแก่ตัว. อยาก จะตั้งต้นมาตั้งแต่ว่า เมื่อเทคโนโลยี หรืออุตสาหกรรมได้ทำให้เรามีเงิน มีของ มีทรัพย์สมบัติมากจนเหลือใช้เหลือสอย ; เพราะวิชาความรู้ที่สามารถเพิ่มการผลิต ที่มีอำนาจมหาศาลนี้ มันทำให้เรามีเงินมีของเหลือใช้ ; เมื่อมีเงินเหลือมากขึ้น มันก็ชวน หรือมีช่องที่จะให้ทำบาปมากขึ้น. คุณจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ที่ผมกำลังพูดว่า เมื่อมีเงินเหลือใช้มาก มันมีช่องและชวนให้ทำบาปมากขึ้น : มันยั่วให้ทำบาปมากๆ และช่องที่จะให้ ทำบาปใหญ่โต มันก็มีมาก เพราะมีเงินมาก. มันแสดงอยู่ในตัวในการที่หาเงิน มาจนเกินความจำเป็นนั้น มันเป็นเรื่องความไม่เป็นธรรม, เป็นความโลภ เป็นอะไรไปอยู่ในตัวแล้ว ; มันมีรากฐานมาจากสิ่งนั้นแล้ว. แล้วพอมีมากเข้า ความคิดก็ไหลไปในทางที่จะทำบาปมาก แทนที่จะทำความเป็นธรรม หรือทำบุญ. เพราะว่ายิ่งมีเงินเหลือใช้มาก ก็ยิ่งชวนให้ขยายความเห็นแก่ตัวออกไปให้มาก. ความเห็นแก่ตัวที่เรามีอยู่เท่าไรแต่เดิมนั้น มันก็ทำให้หามาได้เท่านั้นเท่านี้ ; พอมันได้มามาก มันก็ชวน หรือยุให้ขยายความเห็นแก่ตัวนั้น ให้กว้างออกไป ให้ลึกซึ้งออกไป. จะมองเห็นได้ง่าย ๆ : หาเงินมาด้วยความเห็นแก่ตัว พอได้เงินมามาก ยิ่งเหลือใช้เท่าไร ยิ่งขยายความเห็นแก่ตัวมากออกไปเท่านั้น. ทีนี้ยิ่งขยายความ เห็นแก่ตัวมากออกไปเท่าไร ก็ยิ่งมีการแข่งขัน แย่งชิง อิจฉาริษยามากเท่านั้น. จะเห็นอยู่ได้ชัดในโลกนี้ ยิ่งมีการแข่งขัน แย่งชิงอิจฉาริษยากันมากขึ้น เท่าที่ ความเห็นแก่ตัวมันมากขึ้น; เพราะความฉลาดในการทำตามความเห็นแก่ตัว. ยิ่งมีการแข่งขัน แย่งชิง อิจฉาริษยามากเท่าไร ก็ยิ่งมองข้ามคุณค่าแห่งชีวิต ของผู้อื่น หรือของสัตว์อื่นมากขึ้นเท่านั้น.

น.372 ความแข่งขัน หรือความริษยามันมีอำนาจปกคลุมจิตใจให้มืดมน มัน จึงมองข้ามชีวิตสัตว์อื่น ชีวิตของผู้อื่น โดยความไม่เป็นชีวิต. ก่อนนี้เราเคารพ ในชีวิต หรือสิทธิในชีวิตร่างกายของผู้อื่นมาก ในอารยธรรมแผนโบราณมีความ สว่างไสวทางวิญญาณ. พอมาถึงอารยธรรม เทคโนโลยี อุตสาหกรรมนี้ เมฆ ความเห็นแก่ตัวมันครอบคลุมโลก เพราะฉะนั้นก็มองเห็นชีวิตอื่น สัตว์อื่นเป็น ของไม่มีความหมาย ; ในที่สุดก็นำไปสู่ลัทธิอาณานิคม ล่าเมืองขึ้นไปทั่วโลก. ลัทธินี้ หรือสิ่งนี้ ไม่เคยมีในสมัยที่มนุษย์รุ่งเรืองอยู่ด้วยแสงสว่างทางวิญญาณ ; หรือว่าในซีกโลกของมนุษย์ที่รุ่งเรืองด้วยแสงสว่างทางวิญญาณมาแต่ก่อน มัน ไม่มี ลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้น ; มันมีก็แต่ในซีกในส่วนที่หมุนไปหาอารยธรรมทาง วัตถุดังที่ว่ามาแล้ว. พอมีเงินมีสมบัติมีอำนาจวาสนาเหลือใช้ มันก็ขยายความเห็นแก่ตัว ออกไป เป็นลัทธิอาณานิคม ล่าเมืองขึ้น นี้ความมีจิตทรามถึงสุดขีด ในการที่ จะเบียดเบียนซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง. ลัทธิล่าเมืองขึ้นนี้ คุณก็เข้าใจดีอยู่แล้ว : อาศัยเครื่องมือไม่ใช่เพียงแต่อาวุธ มันอาศัยเครื่องมือใต้ดิน เช่นวัฒนธรรม เช่นศาสนา เช่นศิลปอะไร ปรัชญาต่าง ๆ อะไรเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ในการล่าเมืองขึ้นทั้งนั้น. การล่าเมืองขึ้นในทางวัฒนธรรม คือใช้วัฒนธรรมเป็น เครื่องปราบปรามผู้อื่น หรือดึงเอามาเป็นเมืองขึ้นของตัว ; นี่ร้ายกว่าการล่าเมือง ขึ้นโดยทางที่ใช้กำลังอาวุธไปอีก. เพียงแต่การล่าเมืองขึ้นโดยการใช้กำลังอาวุธ เราก็ทนกันไม่ใคร่จะไหวอยู่แล้ว. ในประวัติศาสตร์ไทยก็เคยเจ็บปวดชอกช้ำ แสนสาหัสมาแล้ว ในเรื่องการล่าเมืองขึ้นโดยใช้อำนาจอาวุธนี้; แต่มันยังไม่ร้าย เท่ากับการเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรม โดยทางจิตใจ, คือที่เขาเอาลัทธิหรืออะไร มาใส่ให้ในจิตใจของเรา ; แล้วก็บูชาลัทธิของเขา : ยอมตามเขา อย่างนี้ เป็นการล่าเมืองขึ้นในทางจิตใจ.

น.373 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ ) ๓๔๕ ทีนี้มีระดมกำลังกันทั้ง ๒ อย่าง คือพวกล่าเมืองขึ้นนั้น ไม่ได้ด้วยอำนาจ ก็เอาด้วยเวทมนต์, ไม่ได้ด้วยกำลังก็เอาด้วยเวทมนต์, นี่ภาษาพังเพยเขามีอยู่ อย่างนี้ ต่างคนต่างล่าเมืองขึ้นแข่งกัน ในบรรดาผู้ที่มีเงินเหลือใช้ มีอำนาจ มากมาย. รวมความว่า มันเห็นแต่จะได้ ไม่นึกถึงชีวิตของใคร ไม่นึกถึง เกียรติยศของใคร ไม่นึกถึงอารยธรรมของใคร ; เอาแต่จะได้. เอาเขามาอยู่ ในอำนาจของเรา แล้วกอบโกยประโยชน์ทางวัตถุมาเป็นของเรา. ไม่ใช่เรา ไปเป็นเมืองขึ้นเขา เพื่อจะถือศาสนาของเขา ; ไม่ใช่ฝรั่งจะมาเอาพวกเรา เป็นเมืองขึ้นเพื่อจะถือลัทธิศาสนาของเขา ; มันไม่เคยมีอย่างนี้. มันเคยมีแต่ว่า ไปเอาเขาเป็นเมืองขึ้นเพื่อจะทำนาบนหลังเขาเท่านั้น. นี้มันเป็นการเห็นแต่จะได้ เพาะนิสัยใจคอในการเห็นแต่จะได้ - เห็นแต่จะได้ มากขึ้น ๆ จนมองข้ามชีวิต หรือค่าของชีวิตของผู้อื่นจนเกิดชินเป็นนิสัย. ขอให้สังเกตดูว่า ลัทธินี้ มันตั้งต้นขึ้นมาจากสัตว์เดรัจฉาน. ในสมัย โบราณเขาเห็นสัตว์เดรัจฉานมีค่าเท่ากับมนุษย์ในทางความตาย. แต่พอมาถึง สมัยนี้ สัตว์เดรัจฉานกลับเป็นสิ่งที่ไม่มีค่า, คือฆ่ามันได้ตามที่เราชอบใจจะฆ่า ; แล้วก็ดูเครื่องมือสำหรับใช้ในการฆ่าซิ เช่นยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืชอย่างนี้, ใช้เครื่องบินโปรย. ถึงแม้ไม่ใช้เครื่องบินโปรย ที่คนชาวบ้านใช้อยู่เป็นประจำวัน มันก็มีฤทธิ์แรงมาก ที่จะฆ่าสัตว์มีชีวิตเล็ก ๆ อึดใจเดียวตั้งหมื่นตั้งแสนตั้งล้าน ; ขอให้ดูอำนาจของยาฆ่าแมลงสมัยนี้. ถูกแล้วมันมองกันในแง่ที่ว่า เราต้องการ ประโยชน์ต้องการกำจัดแมลง เราก็จะได้พืชผลมา ; แต่แล้วไม่ได้มองว่าเรามี จิตใจเป็นยักษ์ - เป็นมาร มากขึ้น โดยไม่รู้สึกตัว; ไม่รู้สึกตัวโดยสนิทเลย ไม่รู้สึกตัวว่า จิตใจของเราทารุณโหดร้ายเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นภูตผีปีศาจมากขึ้น ด้วยการฆ่าสิ่งที่มีชีวิตคราวละแสน ละล้าน ละโกฏิ ฯลฯ โดยไม่สะดุ้งสะเทือนใจ

น.374 อะไรสักนิดหนึ่ง, ไม่มีการเวทนาสงสารเลยสักนิดหนึ่ง ; แล้วในที่สุดมันก็เกิด เป็นปัญหาทางวิญญาณขึ้นมา. ดังนั้นการที่รักษาจิต รักษาวิญญาณไว้ในลักษณะที่เมตตา กรุณา มองเห็นชีวิตอื่นเหมือนกับชีวิตเรานี้ มันมีผลลึกซึ้งในทางฝ่ายวิญญาณ. อาจจะ ขัดกันได้กับประโยชน์ทางฝ่ายวัตถุในบางกรณี ; แต่ถ้าเทียบราคากันแล้วมัน น้อยมาก กว่าที่เราเสียไปในทางฝ่ายวิญญาณ มันมีค่ามาก ; เพาะเชื้อแห่งความ ทารุณโหดร้ายเข้าไปในจิตใจ แล้วต่อไปมันก็ฆ่าคน. หลังจากฆ่าแมลง แล้วมัน ก็จะกลายเป็นฆ่าสัตว์ที่ดีกว่าแมลง แล้วก็กลายมาเป็นฆ่าคน โดยวิธีเดียวกัน ดังนั้นเราพร้อมที่จะทิ้งระเบิดปรมาณูลงไปในหมู่มนุษย์ด้วยกัน ; เหมือนกับที่ เราฉีดยาฆ่าแมลง. ทีนี้สิ่งที่เราไม่ต้องการอย่างอื่น ๆ มันก็ตามมา ; ศัพท์ว่า "สังหารหมู่" อย่างนี้ มันก็มีเกิดขึ้นมาในลักษณะที่ว่า ฆ่าเพื่อนมนุษย์กันอย่าง ชื่นหน้าชื่นตา ; สงสัยอะไรนิดหน่อย แม้ยังพิสูจน์ไม่ได้ ว่าเขาเป็นศัตรูหรือไม่ ก็พร้อมแล้วที่จะทำการสังหารหมู่ ; ชีวิตเพื่อนมนุษย์ไม่มีค่า. ถ้าเป็นคนโบราณ เขายอมตายเอง ดีกว่าที่จะไปฆ่าผู้อื่น. สมัยนี้พอสงสัยอะไรนิดหน่อยก็สังหารหมู่ หมู่เล็กหมู่น้อย. คุณก็ดูเอาเองก็แล้วกัน ในประวัติศาสตร์การเมือง ในประวัติศาสตร์ สงคราม มาถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นยุคของการสังหารหมู่เต็มที่ ; นี่คือผลของ อารยธรรมแผนใหม่ ไม่มีในอารยธรรมแผนเก่า แล้วการที่มีอะไรยั่ว หรือ หลอกให้คนฆ่ากันนั้น มีมากขึ้นจนคนสมัครไปตาย หรือถูกบังคับให้ไปตาย. คำว่า "บังคับ" นี้ คุณถือเอาความหมายให้หมดจดสิ้นเชิงหน่อย : อาจเป็นว่า เขาบังคับด้วยเงิน เขาบังคับด้วยกามารมณ์ก็ได้. ทหารที่ไปรบยอมตาย เพื่อ หวังกามารมณ์ เพื่อหวังเงิน นี้ก็มีอยู่มาก ; หรือจะมากกว่า ที่ว่าบังคับเพราะ กฎระเบียบ ว่าไม่ไปไม่ได้เพราะกฎหมายมีอยู่. ฉะนั้นการหลอกล่อก็คือการบังคับ

น.375 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ) ๓๔๗ เหมือนกัน; ใช้การหลอกล่อด้วยอะไรที่มันรัก มันชอบ บังคับจิตใจมันให้มัน ไปตายได้. ฉะนั้นในอารยธรรมแผนใหม่ จึงมีการกระทำ หรือว่าความสามารถ กระทำในการที่จะใช้คนให้ไปตาย เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านก็ได้ในที่สุด เพราะเครื่องมือในการฆ่าคนมันมีมากขึ้น มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น. ขอให้คุณมองดูในแง่ที่ว่า ความมีจิตทรามในแง่ของประทุษร้ายผู้อื่นนี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ความเห็นแก่ตัวเป็นรากฐานตามเคย. ที่นี้ความเจริญ แผนวัตถุนี้เป็นแผนใหม่, แผนเทคโนโลยีอุตสาหกรรม นี้มันทำให้เรามีเงิน มีอำนาจ, เรียกว่ามีอำนาจอย่างเหลือใช้มากขึ้น ก็ขยายความเห็นแก่ตัวไปใน ทางครอบงำผู้อื่น จนกระทั่งมีนิสัยเลวทราม ขนาดที่ไม่เห็นคุณค่าแห่งชีวิต ของผู้อื่น. อาจจะทิ้งระเบิดลงมา ฆ่าเขาทีเดียวเป็นหมื่น เป็นแสนได้ ; ซึ่งสมัยโบราณทำไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมในทางจิตทางวิญญาณมันถูกอบรมไว้ เป็นอย่างอื่น. ยอมวิ่งหนีเองดีกว่าที่จะฆ่าเพื่อนมนุษย์ทีเดียว เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน. เปรียบเทียบกันอย่างนี้ก็ได้ ว่าในสมัยโบราณดึกดำบรรพ์นั้น ถ้ามีการ รบราฆ่าฟันกัน หรือการทะเลาะวิวาทกันเล็ก ๆ น้อย ๆ จนขยายเป็นสงคราม ระหว่างหมู่ ระหว่างพวก ระหว่างประเทศอะไรก็ตาม ; สงครามนั้นมันก็เพื่อ ป้องกันตัวอย่างหนึ่ง, แล้วสงครามนั้นเพื่อจะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว อีกอย่างหนึ่ง, มีเท่านั้นเอง. มีเพียง ๒ ข้อง่าย ๆ ว่า เราจะป้องกันตัวเรา เมื่อมีคนอื่นมาเบียดเบียน ก็ต้องรบกัน ; ถ้ามากกว่านั้น หรือเลวกว่านั้นก็คือว่า จะไปเอาของคนอื่นมาเป็นของตัว. พอตกมาถึงสมัยเทคโนโลยีนี้เขาทำสงคราม กันเพราะกลัวว่า ฝ่ายอื่นจะเป็นเจ้าโลก ; มันไม่เหมือนสองข้อที่แล้วมา.

น.376 ก่อนนี้เราทำสงครามป้องกันตัว กับไปปล้นเอาวัตถุ เอาสมบัติของ ผู้อื่นมาเป็นของตัว. ที่นี้ความเจริญแผนใหม่ขยายออกไปมาก จนกระทั่งทำ สงคราม ด้วยความกลัวว่า ผู้อื่นจะเป็นเจ้าโลก. ทีนี้ต่างฝ่ายต่างกลัวว่าฝ่ายอื่น จะเป็นเจ้าโลกก็เกิดสงครามมหาประลัย. เขาจะถือว่าเป็นของดีวิเศษอย่างไรก็ตาม แต่ผมมองในแง่เป็นจิตทราม. ความทะเยอทะยานที่จะเป็นเจ้าโลกนี้เป็นจิตทราม ; แล้วความกลัวว่า ผู้อื่นจะเป็นเจ้าโลก แข่งขันกัน, หรือกลัวเขาจะเป็นเจ้าโลกเสีย แล้วเขาจะเบียดเบียนเรา อะไรก็ตาม, มันก็เป็นโรคจิตทราม ; เป็นความหวัง ไม่ชอบด้วยเหตุผล เป็นความกลัวไม่ชอบด้วยเหตุผล. สิ่งที่เรียกว่า "สงคราม" ก็เปลี่ยนไปตามยุค ตามสมัย ตามแบบของ อารยธรรม. ถ้าพูดถึงสงครามป้องกันตัว มันก็ยังมีขอบเขต ; ป้องกันตัวเกิน ขอบเขตก็ถือว่าเป็นความผิดเป็นอาชญากรรม. ถ้าถือตามลัทธิศาสนาแล้ว การ ป้องกันตัวกระทำได้ในขอบเขตที่จำกัดที่สุด เฉพาะที่เป็นการป้องกันตัวจริง ๆ. ป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ ป้องกันตัวชนิดที่วาดไว้ไกล อย่างนี้ไม่ยอมให้ ; แล้ว กลับสอนไปในทางให้อภัย ให้ยอมเสียมากกว่า. ส่วนการที่จะไปปล้นเอา ประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัวนี้ ยิ่งไม่มี ยิ่งทำไม่ได้. เดี๋ยวนี้ไม่ต้องคิด เรื่องป้องกันตัว หรือว่าปล้นเอาประโยชน์ผู้อื่น ; เราต้องการเป็นเจ้าโลก ต้องการจะเอาโลกทั้งหมดไว้เป็นของเรา อยู่ในอำนาจของ เรา. นี่มันทรามทั้งในแง่โลภะ มันทรามทั้งในแง่โทสะ, มันทรามทั้งในแง่โมหะ. มันโลภมากเกินไป, มันประทุษร้ายผู้อื่นมากเกินไป, แล้วมันโง่ไปทำสิ่งที่ไม่ควร ทำมากเกินไป; แล้วก็มีผลเป็นอย่างไร ? คุณดูเอาเถิด. มันเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่นเหลือประมาณ. ในการที่อยากเป็นเจ้าโลกนั้นมันต้องเกลี้ย กล่อมกันเอง ให้ยอมตาย ยอมไปรบ ไปทำอะไรต่างๆ ให้ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ;

น.377 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ ) ๓๔๙ ฉะนั้นคนจึงสมัครไปตายมากกว่าสมัยโบราณ ; ในสมัยประชาธิปไตยแท้ ๆ นี้ยัง หลอกกันให้ไปตายได้มากกว่าสมัยโบราณ ; เพราะว่าเป็นประชาธิปไตยที่มึนเมา ไปด้วยวัตถุนิยม. สมาชิกของประชาธิปไตยทั้งหมดมึนเมาด้วยวัตถุนิยม มันก็ สมัครตายเพื่อวัตถุนิยม ฉะนั้น จึงหาคนไปตายได้มากในสมัยประชาธิปไตยนี้ ยิ่งกว่าในสมัยก่อน ซึ่งเป็นเผด็จการ หรือเป็นอะไรก็ตาม. นี่ก็เป็นผลของเทคโนโลยี ของอุตสาหกรรม ของอะไรด้วยเหมือนกัน. หมายความว่าสิ่งนี้มันทำให้คนหลงในเนื้อหนัง. เมื่อหลงความเอร็ดอร่อยทาง เนื้อหนังแล้ว ก็สมัครตายได้อย่างชื่นหน้าชื่นตา. เขาก็เอาเรื่องเอร็ดอร่อยทาง เนื้อหนังนั้น ไปล่อให้รบ, รบเพื่อให้ได้มาซึ่งความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ของ ส่วนรวม ของประเทศชาติ. แต่แล้วเขาก็พูดไพเราะกว่านั้น ว่าเพื่อเกียรติยศ เพื่อความถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรม เพื่ออะไร ; แล้วคุณดูเถิดว่า มันมี ความเป็นธรรมที่ตรงไหน ? ที่ทำกันอยู่ในเวลานี้ มันเพื่อประโยชน์ของตัว. ประเทศมหาอำนาจก็พูดออกมาโต้ง ๆ เปิดเผยโต้ง ๆ ชัดถ้อยชัดคำเลย ว่า เพราะกลัวฝ่ายโน้นจะยึดครองเอเซีย หรือจะยึดครองโลก ; นี่พูดกันชัด ๆ อย่างนี้ พูดกันดัง ๆ พูดกันชัด ๆ ว่า เพราะกลัวอีกฝ่ายหนึ่งจะยึดครองโลก. นี้ไม่ใช่เพียงแต่ว่าชวนคน ชวนบุคคลในประเทศของตัวไปรบ มัน ชวนประเทศอื่น ๆ ให้เข้ากลุ่มกันรบ ; เพราะฉะนั้นมันจึงรวมเป็นกลุ่มใหญ่ คือหลาย ๆ ประเทศรวมกันเป็นกลุ่มหนึ่ง, แล้วก็รบกันเพื่อความตาย เพื่อความ วินาศ. นี่ไม่ใช่ชวนคน ๆ หนึ่งมารบกัน, เขาชวนประเทศเป็นประเทศ ๆ เข้ามาเป็นพวกกันแล้วเพื่อรบกันเท่านั้น ไม่ใช่เพื่ออะไร; เพื่อฝืนคำสั่งของ พระเป็นเจ้า ที่สอนไว้ว่า ให้อภัย. นี่คือความมีจิตทรามของมนุษย์ ในยุค อารยธรรมแผนใหม่ ในแง่ของโทสะ ความคิดที่จะประทุษร้ายผู้อื่น.

น.378 โทสะนี้ พอลงไปกระทำเข้า, โทสะที่ตอนต้นเป็นเพียงประทุษร้ายผู้อื่น อยู่ในใจนั้น, มันก็ขยายออกไปเป็นความโกรธ. พอประจันหน้า พอรบกัน มีการรบกันเลือดตกยางออก นิดเดียวเท่านั้น, มันก็มีความโกรธ. โกรธมาก ขนาดเลือดเข้าตา มันก็ไม่เห็นว่าชีวิตเป็นชีวิต ; มันไม่ได้นึกถึงชีวิต ไม่ได้ นึกถึงคุณธรรม, ไม่ได้นึกถึงพระเจ้าอะไรทั้งนั้นแล้ว มันก็ฆ่าอย่างฆ่าเนื้อฆ่าปลา เหมือนเราฆ่าแมลงอย่างนั้น. การทิ้งระเบิดปรมาณู ใส่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็เหมือน กับการที่เราฉีด ดี.ดี.ที. ฆ่าแมลง ; มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน. ทีนี้ พอเป็นความโกรธมันก็งอกงามไปในทางระยะยาว ; ความโกรธ ระยะยาวก็กลายเป็นความพยาบาท อาฆาต จองเวร. นี่คำว่าโทสะ คำว่าโกธะ และคำว่า พยาบาทจองเวร อาฆาต มันมีอยู่เป็น ๓ ตอน, ทำงานประสานกันไป, ส่งเสริมประสานกันไป. เดี๋ยวนี้โลกเราเต็มไปด้วยความอาฆาต จองเวร ; บรรยากาศรอบ โลกนี้ ถ้าคุณมีตาทิพย์ คุณจะมองเห็นว่าเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความอาฆาต จองเวร. เห็นได้ง่าย ๆ จากวิทยุกระจายเสียงทั่วทั้งโลกนี้ พูดออกมาแต่ความ อาฆาตจองเวรทั้งนั้น. เรียกว่าบรรยากาศของโลกกลุ้มไปด้วยความมุ่งร้าย ; ฝ่ายนี้ก็มุ่งร้ายฝ่ายนั้น ฝ่ายนั้นก็มุ่งร้ายฝ่ายนี้ ; ประเทศไทยเราอยู่ฝ่ายไหนก็มุ่ง ร้ายต่อฝ่ายตรงกันข้ามเหมือนกัน. นี่บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นไอของความ อาฆาตจองเวร ; จากโทสะ มาเป็น โกธะ, จากโกธะ มาเป็น อาฆาตจองเวร ; แล้วก็กลายเป็น "อาณาจักรแห่งความกลัว" . คำนี้ก็เข้าทีเหมือนกัน ที่ว่า โลกนี้ทั้งโลกเป็นอาณาจักรแห่งความกลัว คือว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกกลัว ; ไม่มี ใครมีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบได้ เพราะเต็มไปด้วยความกลัว. ฝ่ายที่แพ้อยู่ ก็กลัว, ฝ่ายที่ชนะอยู่ก็กลัว. ชนะนั้นก็รู้ว่ามันชนะไม่จริงชนะชั่วคราวเดี๋ยวมัน

น.379 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ ) ๓๕๑ ก็กลับแพ้อีก; เพราะฉะนั้นมันก็กลัว. คุณดูซิ เขารบกันในโลกทั่วทั้งโลก เวลานี้ ใครบ้างที่ไม่เต็มไปด้วยความกลัว. เพราะฉะนั้น ความมีจิตทรามต่อความประสงค์ของพระเจ้า คือไม่ อำนวยตามความประสงค์ของพระเจ้าอย่างนี้มันก็รบกันทั้งโลกมากขึ้นทุกที ; รบกัน ทั้งโลก และก็มากขึ้นทุกที. ดังนั้นอาณาจักรแห่งความกลัว มันก็ขยายออกไป ทุกที เต็มโลก ; แล้วก็จะล้นไปโลกอื่น ๆ ถ้ามันไปถึงเข้า ด้วยมนุษย์พวกนี้. ต่อให้ไปอยู่โลกพระจันทร์ มันก็ไม่พ้นจากความกลัว. ผลก็คือว่าทำให้เกิดมี ความสะดุ้งหวาดเสียว ในทางจิตในทางวิญญาณอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงมีความ วิปริตเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ทางด้านจิตด้านวิญญาณ ; แล้วเป็นไปในทางทราม ไม่ได้เป็นไปในทางสูง ; มันตรงกันข้าม คำว่า "ทราม" กับคำว่า "สูง" นี้มัน ตรงกันข้าม. เมื่อไม่สูงแล้ว มันก็ไม่สวย ไม่สดชื่น ไม่มีอะไรต่อไปอีก ; เรา ก็พอจะมองเห็นทันทีว่ามันทราม ; ในฝ่ายวัตถุก็ทราม ในทางฝ่ายวิญญาณ ก็ทราม ซึ่งเป็นการทรามอย่างใหญ่หลวงลึกซึ้งที่สุด. นี่ผมคิดว่า จะพอกระมังสำหรับชี้ให้เห็นภาวะจิตทรามของอารยธรรม แผนใหม่, ในอารยธรรมแผนใหม่, หรือโดยอารยธรรมแผนใหม่ ในฝ่ายโทสะ คือประทุษร้ายผู้อื่น ต่อไป มองดูกันในเรื่องที่ ๓ คือว่า จิตทรามในแง่ของโมหะ. สำหรับคำว่าโมหะ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ มันแปลว่า มืด. คำแทนชื่อ หรือ ไวพจน์ของโมหะมีว่า อันธการ. อันธะ - แปลว่า มืด, การะ - แปลว่า การกระทำ, อันธการ - แปลว่า กระทำความมืด เหมือนตาบอด, กระทำ ความมืดเหมือนกับตาบอด ; สมกับที่เราจะเรียกยุคนี้ว่า "ยุคมืดในทาง วิญญาณ".

น.380 ยุคมืดในทางวิญญาณ คือ ลูกตาของเรานี้ไม่ได้บอด และมนุษย์เรา มีความก้าวหน้าในทางการแพทย์ อาจจะเปลี่ยนลูกตาได้ อย่างนี้เป็นต้น ; ลูกตานี้ ไม่ได้บอด แต่แล้วมันบอดในฝ่ายวิญญาณ, ในทางดวงตาฝ่ายวิญญาณ, หรือบอดในตัววิญญาณนั่นเอง, มันมืดในทางวิญญาณ. นี่คือโลกในยุคมืด มันมืดอย่างนี้ เพราะอำนาจของโมหะ ซึ่งเป็นอันธการ คือการกระทำที่เป็น ความมืด เหมือนกับตาบอด. โมหะ หรือ อันธการ นั้น คือสิ่งเดียวกัน. ทีนี้เมื่อมืดแล้วมันก็เป็นพาลไปได้ทุกอย่างทุกประการ, พาละ หรือเป็นพาล นั่นแหละ, มันจะมีความเป็นพาลได้ทุกอย่าง ทุกประการ ในเมื่อเรามันมืด, มันมีวิญญาณมืด. คำว่า "พาล" นี้คุณเรียนแต่หนังสือไทย คุณไม่รู้ว่าคำว่า "พาล" นี้ เขาแปลว่าอ่อน, แปลว่าโง่ ; ไม่ใช่แปลว่าอันธพาลรังแกผู้อื่น. เขาแปลว่า มันอ่อน ยังอ่อนอยู่, แล้วก็โง่. พอมันโง่ แล้วก็รังแกผู้อื่น นั้นเป็นธรรมดา ตัวหนังสือแท้ ๆ มันแปลว่า อ่อน หรือโง่ ; เด็กคลอดออกมาจากท้องแม่ ยังเล็ก ๆ เป็นทารก นี้ก็เรียกว่าเป็น "พาละ" เหมือนกัน เป็นพาลทั้งที่มันไม่ได้ ทำผิดอะไร ไม่ได้รังแกใครสักที, แต่ภาษาบาลีก็เรียกว่า "พาละ" แปลว่า ยังอ่อนอยู่. ผลไม้ยังอ่อนอยู่ อะไรยังอ่อนอยู่ ก็เรียกว่า "พาละ". ที่นี้สูง ขึ้นมาจนโตแล้ว ความเป็นพาลนั้นมันไปอยู่ที่ความโง่. เราอาจจะพูดได้ว่า เด็ก ๆ เพิ่งคลอดออกมานี้ ยังไม่รู้อะไรก็เหมือนกับโง่ คือยังไม่รู้อะไร, หรือว่า ปัญญายังไม่ develop ออกมา, นี้ก็ยังถือว่าโง่. ความเป็นพาลก็คือ ความอ่อน, อ่อนต่อทุกสิ่ง อ่อนต่อวิชาความรู้ อ่อนต่อความเจริญทางร่างกาย อะไรก็อ่อนไปทั้งนั้นแหละ; แล้วมันก็มี ความหมายเป็นความไม่รู้ ยังไม่รู้ ; นี้เรียกว่า "โมหะพื้นฐาน" ; เรามีความ เป็นพาลเป็นโมหะพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว. คนพาล คือ คนโง่ หรือคนอ่อน ;

น.381 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ ) ๓๕๓ แล้วจะทำอะไรได้บ้าง มันก็ทำผิดหมด, ทำผิดหมดเลยทุกอย่างที่มันจะผิดได้ สำหรับคนอ่อนและคนโง่. ที่นี้สำหรับยุคปัจจุบันนี้ โลกในอารยธรรมเทคโนโลยี่ อะไรนี่มันยิ่งเป็นพาลมากขึ้น. คุณจะฟังถูกหรือฟังไม่ถูก : มันเฉลียวฉลาด ที่สุดในเทคโนโลยี หรืออุตสาหกรรม แต่มันมีความเป็นพาลมากขึ้น ; เป็น คนอ่อน หรือคนโง่ ไม่ประสีประสาต่อพระเจ้า หรือต่อสิ่งสูงสุดมากขึ้น, จนกระทั่งไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม. มันหลับหูหลับตาด้วยเรื่องวัตถุนิยม แล้วมัน ก็ไม่ต้องรู้ว่าเกิดมาทำไม. คุณดูให้ดี ๆ ว่า ยุคนี้ ยุคอารยธรรมแผนใหม่นี้ เป็นยุคที่มนุษย์ ไม่มี บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ไม่มีพระเจ้า ไม่มีศาสนา ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์นะ; แต่ในโบราณเขามีแต่ความคิดเรื่องที่จะมี, หรือเคารพ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ คนเฒ่าคนแก่ ; กลุ่มนี้เอาเป็นกลุ่มหนึ่งก่อน คือบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ คนเฒ่าคนแก่. เอาละ ผมไม่อยากจะพูดดูถูกคุณอีก ตามเคยว่า คุณมีอายุน้อย ไม่ทันเห็นสมัยที่คนเรานี้เคารพคนเฒ่าคนแก่อย่างยิ่ง เหมือนในสมัยโบราณเมื่อ ๕๐-๖๐ ปี ๗๐-๘๐ ปี. ผมเมื่อเด็ก ๆ เป็นเด็กวัด อยู่วัด ; ไหว้คนแก่ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง เพราะอาจารย์บังคับ. เราวิ่งเล่นอยู่กลางสนามหญ้ากลางลานวัด ถ้าคนแก่ผ่านวัด เดินไปธุระ ก็ต้องไหว้ ; ไม่ไหว้ก็ถูกเฆี่ยน ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ทำงาน อยู่แท้ ๆ ทำงานขุดดินทำสวนครัวอยู่ ; เผอิญวัดที่ผมอยู่เป็นทางผ่านกลางวัด ไปสู่ฝ่ายโน้น ; มีคนแก่มา, ต้องทิ้งจอบไหว้ คุกเข่าไหว้. คนแก่ในที่นี้ไม่ จำเพาะว่าคนดี คนไม่ดี คนบ้าคนบออะไร ไม่ต้องวินิจฉัย ; เพราะเราไม่อาจ จะวินิจฉัยได้ว่า เป็นคนแก่ที่ดีหรือไม่ดี. ถ้าเห็นคนแก่แล้วไม่ไหว้ละก็ถูกเฆี่ยน.

น.382 คนแก่ที่ดี ที่มีเกียรตินั้นก็รู้กันอยู่แล้ว ก็ไหว้ด้วยความเต็มใจ ; แต่ที่ไหว้คนแก่ ที่ไม่รู้จักนี้มันกระอักกระอ่วน ; แล้วบางคนเราก็เหมากันเอาเองว่า เป็นคน บ้า ๆ บอๆ แต่ทีนี้หัวของเขาหงอกขาว ก็ต้องไหว้. นี้สมัยผมเป็นเด็ก, สมัยคุณคงจะไม่ได้เห็นกระมัง, คือเป็นอะไรกันไปเสียตั้งแต่เด็กแล้ว. ทีนี้โดย ทั่วไปประชาชนพลเมืองนี้ก็เคารพคนเฒ่าคนแก่, หมู่บ้านหนึ่งต้องมีคนเฒ่าคนแก่. ถ้าจะวานขนทราย ไปบอกคนแก่ประจำหมู่บ้านคนเดียว, ลูกหลานมาทั้งบ้าน เป็นหางไปเลย, ขนทรายพักเดียวได้กองเบ้อเร่อ. เดี๋ยวนี้ทำได้ที่ไหน ในสวนโมกข์เวลานี้ทรายกองนั้นตั้ง ๕,๐๐๐ บาท ต้องซื้อ รุ่นนี้รุ่นหลังนี้ ทั้งหมด ที่เราซื้อ ; ถ้าเป็นสมัยก่อนอำนาจของคนแก่ดึงดูดลูกหลานมาเป็นหาง-เป็นพวง ขนทรายได้ไม่ต้องเสียสตางค์. นี่มันเนื่องกันอยู่อย่างนี้. ความไม่มีคนเฒ่าคนแก่ กับมีคนเฒ่าคนแก่ มันผิดกันลิบลับเลย. สมัยนั้นคนเฒ่าคนแก่ห้ามทีเดียวมันหยุดหมด, อันธพาลไม่มี. ดังนั้นคนสมัย นั้นจึงนอนบนแคร่ใต้ถุนเรือน ตากลมได้จนสว่างอย่างสบาย. เดี๋ยวนี้ไปนอน อย่างนั้นเข้า ถูกยิงตาย ; เพราะว่าวัฒนธรรมที่มีจิตใจอ่อนโยนสุภาพมันหมดไป เพราะไม่มีคนเฒ่าคนแก่. เพราะฉะนั้นการเคารพคนเฒ่าคนแก่นั้น มันเป็นอะไร ที่วิเศษสูงสุด, แม้จะรวมคนแก่โง่ ๆ บ้า ๆ บอ ๆ เข้าไว้ในกลุ่มนั้นด้วย ก็ยังดี, คือมันทำให้เด็ก ๆ มีจิตใจอ่อนโยน. การเคารพบิดามารดาก็ไม่เหมือนสมัยโน้น ซึ่งต้องกราบเท้าพ่อแม่ ทุกคืน เดี๋ยวนี้ก็ไม่ทำกัน. ครูบาอาจารย์ สมัยนี้ก็เป็นของสำหรับล้อเล่น, เรียกอ้ายเรียกอะไรเหมือนกับศัตรู อย่างนี้ก็มี. ครูบาอาจารย์ ในระเบียบ มหาวิทยาลัยที่เมืองนอก ผมไม่เคยไปเรียน แต่ได้ยินได้ฟังเขาเล่ามาว่า ไม่มี ครูบาอาจารย์, ไม่มีความรู้สึกเคารพอย่างครูบาอาจารย์, หยอกล้อเล่นเหมือน

น.383 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ) ๓๕๕ เพื่อนกัน. ครูบาอาจารย์ต้องทำเฉย เพราะเป็นประชาธิปไตย. ลูกศิษย์ อยากจุดประทัดโยนใส่ตีนครูอาจารย์ก็ทำได้ ; ไม่ถือว่าผิดอะไร ไม่ถือว่าเสียหาย อะไร. มันเกิดเป็นความไม่มีครูบาอาจารย์ขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัวเลย. ความหมาย ของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ คนเฒ่าคนแก่ หายหมด ; ในโลกสมัยปัจจุบัน อารยธรรมแผนปัจจุบันมันนำผลมาอย่างนี้ เพราะทุกคนมันบูชาเนื้อหนัง. ทีนี้ก็มองต่อไป ถึงพระเจ้า ถึงศาสนา ซึ่งสูงไปกว่า มันก็ไม่มีอีก, พระเจ้าตายแล้ว ; ศาสนาก็ไม่จำเป็น เอาไว้เพียงเป็นเครื่องมือการเมือง. พวกหนุ่ม ๆ ชาวต่างประเทศที่เราเรียกว่า ฝรั่ง ชาติไหนบ้าง ผมก็ไม่ทราบ พวก Peace Corps โดยมากที่มาที่นี่. เราถามว่า นับถือศาสนาอะไร ? ส่วนมาก ตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์, เฉลี่ยแล้วราว ๆ นั้นตอบว่า "ผมไม่มีศาสนา" ด้วยความ ภาคภูมิใจที่ตอบอย่างนี้ ว่า "ผมไม่มีศาสนา" "แล้วเลือดเนื้อของคุณเป็นศาสนา อะไร ?" ทดลองถามอย่างนี้ ; หมายถึงบิดามารดาเป็นคริสเตียน เป็นอะไร ? เขาตอบว่า "ผมเป็นคนไม่มีศาสนา, กำลังเป็นคนไม่มีศาสนา, ไม่อยากมีศาสนา" "แล้วมาที่นี่ทำไม ?" "เพื่อศึกษาวิชาสำหรับแก้ปัญหาชีวิต". นี่แหละคือโง่ ที่สุดเลย ; นั่นแหละคือศาสนา ; เครื่องแก้ปัญหาในชีวิตนั้นแหละคือศาสนาแล้ว. แต่เขาปฏิเสธ เป็นคนไม่มีศาสนา ทั้งๆ ที่กำลังมาหาสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา. เขาถูกสอนให้มองอะไรไปในแง่ของวิทยาศาสตร์ หรือกฎของธรรมชาติ เรื่อง วิทยาศาสตร์ไปหมด, ไม่มองไปในลักษณะที่จะเรียกว่าศาสนา ; แต่นั่นแหละ คือศาสนา การทำตนให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั้นแหละคือศาสนา อย่างยิ่ง มันดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. นี่ เขามองข้ามศาสนา จนสมัครเป็นผู้ไม่มีศาสนา ไม่มีพระเจ้า, พระเจ้าตายแล้วทั้งนั้น. ทีนี้มันก็พลอยไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์

น.384 ไปเลย. บุญบาป ไม่รู้ไม่ชี้, จะรู้จะชี้แต่ประโยชน์ที่ตนจะได้, มันจะเป็น เรื่องบุญ หรือเรื่องบาป ไม่รับรู้ ต้องการแต่ประโยชน์เป็นวัตถุ. ถ้าจะให้เรียก ว่าบุญ ก็ว่า นั่นแหละคือบุญละ, คือได้นั่นแหละดี ; ส่วนนรกสวรรค์ไม่ต้อง พูดถึงกัน. ที่เขียนไว้ในคัมภีร์หรือฝาผนังโบสถ์ ถือว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไม่ต้องพูดกัน ; ประโยชน์นั่นแหละคือสวรรค์. นรกก็ไม่ต้องกลัว เพราะว่า ประโยชน์นั้นมันเป็นสวรรค์เสียแล้ว. เดี๋ยวนี้ ถ้าจะถามว่าเขามีศาสนาอะไรกัน ? มันก็คือสิ่งที่เขาบูชาสูงสุด เป็นสิ่งสูงสุด ; มันก็ ศาสนาเงิน ศาสนาวัตถุ, บูชาวัตถุ บูชาความ เพลิดเพลินทางเนื้อหนัง. ในที่สุดก็ไปบูชาเครื่องมือ ที่จะให้ได้สิ่งเหล่านี้มา มันก็บูชา เทคโนโลยี่ ; หายใจเป็นเทคโนโลยีทั้งเข้าทั้งออก. หายใจออกก็ เทคโนโลยี่ หายใจเข้าก็เทคโนโลยี่ ; เพราะมันเป็นเครื่องช่วยให้เราได้ในสิ่งที่ เราอยาก กระหาย คอแห้งอยู่ตลอดเวลา. นี้ก็เรียกว่าโลกปัจจุบันนี้ถือ ศาสนา เทคโนโลยี ; ผมว่า เป็นโรคจิตทราม ไปบูชาเครื่องมือที่จะได้ความเอร็ดอร่อย ทางวัตถุแทนพระเจ้าแทนศาสนา นี้เป็นโรคจิตทราม, เป็นโมหะ, ประเภทโมหะ เป็นโรคจิตทราม เพราะฉะนั้นจึงมีการกระทำสิ่งที่เป็นโมหะ ที่ว่าเป็นพาลนั้น คืออ่อนปัญญา อ่อนกำลัง อ่อนความคิด อ่อนไปทุกอย่าง ; ไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เต็มไปด้วยสิ่งไม่ควรจะทำ. เหมือนที่เคยพูดว่า ให้คุณไปเดินสำรวจตลาดที่กรุงเทพ ฯ, ตลอด ย่านการค้าทั้งหมด, ไปดูว่าอะไรจำเป็นแก่ชีวิต ที่มีขายอยู่ในร้าน ในห้าง ในอะไรเหล่านั้น, จะพบว่าตั้ง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต. แต่ ทำไมมันจึงมีได้ตั้ง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ? นี่เพราะมันเป็นความโง่ ความเป็นพาลของ มนุษย์เหล่านั้น. สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตมีสัก ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่จำเป็นเลย ; และยิ่งแพง-ยิ่งแพง ๆขึ้นไป ก็ล้วนแต่สิ่งที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิต

น.385 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ) ๓๕๗ ทั้งนั้น. ทีนี้ความโง่ความเป็นพาลนั้น มันเห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต. นี่ช่วยระวังให้ดี รวมทั้งตัวคุณเองด้วย จะไปเห็นสิ่งที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิต กลายเป็น สิ่งที่จำเป็นที่สุดแก่ชีวิตไปก็ได้ ถ้าความเป็นพาลมันยังมีอยู่มาก ; มัวไปทำสิ่ง ที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ. ไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ นั้นมันยังเบาไป; สิ่งที่ไม่ต้องการ กระทำเลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้ นี่มันก็ไปทำ. แล้วมันก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ และมีเกียรติที่สุด. ผมมีความเห็นอย่างนี้ รู้สึกอย่างนี้ มันก็อาจจะเป็นเพราะความเมา ในศาสนา ในพระเจ้าอะไรไปมากก็ได้ ; แต่ผมรู้สึกอย่างนี้ ผมก็พูดอย่างนี้ ว่าเดี๋ยวนี้กำลังทำในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำนี้มากขึ้น. จะยกตัวอย่างเช่นการที่กำลังนิยมกันว่าวิเศษที่สุด มีฝีไม้ลายมือสูงสุด เช่นการเปลี่ยนหัวใจของมนุษย์ หรือเปลี่ยนอะไรก็ตามในระดับนั้น, ความรู้ความ สามารถในระดับนั้น ; ผมว่าไม่จำเป็นจะต้องทำ. ถ้าทำก็เป็นเรื่องทำด้วยความโง่ คือหลงไปว่า มันประเสริฐ มันวิเศษ มันยาก มันมีเกียรติ แล้วเราจะต้องทำ ให้ได้. แม้การกระทำถึงขนาดนี้ ถึงขนาดที่เปลี่ยนหัวใจนี้ มันโง่, พระเจ้า ไม่ต้องการให้ทำ เพราะมันไม่มีผลคุ้มค่า. การที่ลงทุนทำนั้น มันก็ยุ่งยากลำบาก กระทั่งเสียเวลา เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า. ถ้าถึงขนาดที่จะต้องเปลี่ยนหัวใจ แล้วก็ไม่ต้องทำ, ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า. การเปลี่ยนหัวใจ หรือทำอะไรขนาดนี้ มันจะได้ผลชั่วขณะเล็กน้อยเท่านั้น, มันให้ผลชั่วขณะ เล็กน้อยเท่านั้น เพราะมันฝืนธรรมชาติมากเกินไป. มันจะมีผลให้ใช้ได้เพียง ชั่วเวลาเล็กน้อยเท่านั้น ไม่คุ้มค่าทำ. แล้วมันเป็นการฝืนความประสงค์ของ พระเจ้า นั้นก็หมายความว่ามันทำความยุ่งยากมากเกินกว่าเหตุ, โดยเหตุผลแล้ว ไม่ควรทำ ไม่คุ้มค่ากัน. ที่ไปอ้างว่าเพื่อเมตตากรุณาเพื่ออะไรนี้ มันกลายเป็นเพื่อ

น.386 ทรมานมากกว่า, เพื่อทำให้ได้รับความทรมานมากขึ้นไปกว่าที่ควร. แม้มีชีวิต อยู่ต่อไปได้อีกก็คล้าย ๆ กับเป็นคนพิการ เป็นคนครึ่งพิการไปเท่านั้นแหละ. นี่แหละไปทำในสิ่งที่ไม่ต้องทำ ที่พระเจ้าบัญญัติไว้ว่าไม่ต้องทำ ; ไม่ใช่ไม่ควรทำ มันยิ่งกว่าไม่ควรทำ, คือไม่ต้องทำ อย่างนี้ต่อไปจะมีมากขึ้น, จะไปทำสิ่งที่ ไม่ต้องทำ ในลักษณะอย่างนี้มีอีกหลาย ๆ อย่าง จะมากขึ้น. กิจการ อวกาศ จะไปโลกพระจันทร์ โลกอังคารนี้ ก็เป็นเรื่องที่ ไม่ต้องทำ, ผืนความประสงค์ของพระเจ้า เป็นเรื่องบ้าเรื่องบอ ในโลกนี้ก็จัดให้มี สันติภาพก่อนเถิด นี้แหละพระเจ้าต้องการ. ทีนี้ไปทำอย่างนั้นมันไม่ต้องทำ มันไม่คุ้มค่าเหมือนกับการเปลี่ยนหัวใจเหมือนกัน. มันจะต้องลงทุนด้วยความยาก ลำบาก หมดเปลืองด้วยอะไรต่าง ๆ แล้วก็ได้ผลนิดเดียว ชั่วเวลาอันสั้นนิดเดียว หรือว่าความรู้นี้เป็นความรู้ที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ ยังไม่เกี่ยวกับสันติภาพในโลก. ความรู้ที่จำเป็นจะต้องรู้คือ ต้องเกี่ยวกับสันติภาพในโลก. ดังนั้นถ้าเอา เวลา เรี่ยวแรง ความคิด หัวสมอง หรือเงินทอง ที่ใช้ไปเพื่อการไม่ควรทำนั้น ไม่ต้องทำ; มาทำในสิ่งที่ต้องทำนี้ โลกจะดีกว่านี้. ดังนั้นเมื่อทำไขว้กันเสีย อย่างนี้ ก็จัดเป็นโมหะ. โครงการอวกาศของชาติหนึ่ง ๆ มันเป็นแสน ๆ ล้านบาททั้งนั้น ; เอาเงินนั้นมาจัดให้โลกดีขึ้นกว่านี้ ก็ยังทำได้, แล้วก็ยังได้ผล, ได้ผลเต็มเม็ด เต็มหน่วย เป็นชิ้นเป็นอันในระยะยาว. ฉะนั้นสิ่งที่ยังไม่ต้องทำก็ไม่ต้องทำ ; ไปทำเข้า นี้เป็นโมหะ เป็นจิตทรามคือ ไปทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ แล้วสิ่งที่ควรทำแท้ ๆ ต้องทำแท้ ๆ กลับไม่ทำ; เพราะไปหวังที่จะได้เกียรติ หรืออะไรแปลก ๆ ออกไป เป็นความเห็นแก่ตัว. แต่ว่าโครงการอวกาศนี้เขาถือกันว่า เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการสงคราม ; อย่างนี้มันก็ยิ่งเลวร้ายไปใหญ่. เพื่อจะเป็นโอกาส เป็น

น.387 ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ ) ๓๕๙ เครื่องมือ สำหรับทำลายผู้อื่น ด้วยความรู้ด้านอวกาศ ; อย่างนี้มันยิ่งเลวร้าย ไปใหญ่. แม้แต่ค้นคว้าเพื่อหลักวิชาแท้ ๆ มันก็ยังเป็นความโง่ ไปทำสิ่งที่ยัง ไม่ต้องทำ ยังไม่ควรจะทำ ; แล้วละเลยสิ่งที่ต้องทำ จึงถือว่าเป็นโรคจิตทราม. เรื่องเบ็ดเตล็ด แต่ว่ามันก็โด่งดังอยู่ในโลก เช่นเรื่องคุมกำเนิด โดยทางฟิสิคส์ ว่าพลเมืองจะล้นโลก จะต้องคุมกำเนิด ; แล้วก็ใช้วิธีทางฟิสิกส์ ไม่เกี่ยวกับทางจิตใจ. นี่คือความโง่ ไปทำสิ่งที่ไม่ต้องทำเหมือนกัน, แล้วก็ ได้ผลร้ายแทนผลดี. ควบคุมกำเนิดทางฟิสิคส์ คือหมายความว่าใช้ยา ใช้วัตถุ ใช้วิธีการทางเนื้อหนัง ; มันก็เลยเป็นของง่าย จนกระทั่งเด็ก ๆ ก็ทำได้. ทีนี้ ไม่เท่าไร ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงของเด็ก ๆ รุ่นสาวรุ่นหนุ่มนี้ก็จะเต็มไป ด้วยเครื่องมือคุมกำเนิด ; แล้วศีลธรรมของมนุษย์จะเป็นอย่างไร ? นี่ขอให้มอง กันในแง่นี้ ว่าเมื่อการคุมกำเนิดทางฟิสิคส์มันแพร่หลายอยู่อย่างนี้ ศีลธรรมของ คนในโลกจะเป็นอย่างไร ? มันก็ไม่มีศีลธรรมประเภทที่เกี่ยวกับ กาเมสุมิจฉาจาร หรือว่าศีลธรรมทางเพศเหลืออยู่เลย ; แล้วมันก็จะบูชาเนื้อหนังมากขึ้น ๆ กระทั่ง เป็นมนุษย์ที่บูชาเนื้อหนังเป็นพระเจ้ามากขึ้น ; ก็เลยเป็นโลกของมนุษย์ที่เลว กว่าเดิม มีจิตทรามกว่าเดิม. การคุมกำเนิดจะต้องคุมทางวิญญาณ คือเหมือนกับที่สมัยโบราณเขาได้ ใช้มาแล้ว หรือสั่งสอนอยู่ คือการบังคับทางจิตใจ อย่าไปทำทางฟิสิคส์ ; ทำทาง จิตใจ ตามระเบียบของศาสนา วัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ ที่เขาวางไว้ จนเป็นของ ทำได้ตามธรรมดา. วัฒนธรรมโบราณของชนชาติยิว หรือชนชาติฮิบรูอะไร อย่างนั้น ผมมานับดูแล้ว ในหนึ่งเดือนไปสู่ห้องนอนของภรรยาได้สัก ๓ - ๔ วัน เท่านั้น; เพราะมีระเบียบชัดเป็นกฎตายตัวชัดเจน : วันพระไปไม่ได้, เดือนหนึ่งก็เป็นวันพระเข้าไปหลายวันอยู่แล้ว. วันสะบาธ (sabbath) , วันนัก-

น.388 ขัตฤกษ์เข้าไปไม่ได้, ในระยะมีโลหิตระดูก็เข้าไปไม่ได้, เจ็บป่วยเข้าไปไม่ได้ ; มันก็เหลืออยู่สัก ๓ - ๔ วันต่อหนึ่งเดือน ; แล้วยังมีบัญญัติว่า อยู่ในห้องภรรยา ได้ไม่เกินสามชั่วโมง, ไม่นอนอยู่ในห้องภรรยาตลอดคืน เหมือนคนเดี๋ยวนี้. แล้วก็ต้องเข้าไปอย่างมีระเบียบ แต่งตัวตามระเบียบ, จะไปนอนเปลือยกันอยู่ ในห้องด้วยกันตลอดวันตลอดคืน ทั้งเดือนทั้งปี นี้ทำไม่ได้. มันมีห้ามไว้ชัด นี้คือการคุมกำเนิดทางวิญญาณ. มันก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องพลเมืองล้นโลกได้ ง่าย ๆ นัก. ถ้าสมมติว่า พลเมืองมันจะมากขึ้น ก็ต้องหาทางออกอย่างอื่น ไม่ใช่ ให้หาทางควบคุมกำเนิดทางฟิสิกส์ ซึ่งทำลายศีลธรรมในจิตใจของคนรุ่นหนุ่ม รุ่นสาวเสียหมด. นี้ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ต้องทำ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง, ก็มาทำ มาหลงว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ หรือต้องทำ; แล้วโลกนี้ก็จะเป็นโลกที่ไม่มีศีลธรรม เพราะเหตุนี้. นี่แหละคือความเสื่อมทางวิญญาณ ที่เกิดมาจากการคุมกำเนิดทาง ฟิสิกส์. พระเจ้าไม่เห็นด้วย, ธรรมชาติไม่เห็นด้วย, พระธรรมก็ไม่เห็นด้วย. ลองปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ของพระธรรม ของ ธรรมชาติ แล้วปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ; หรือว่าจะเกิดขึ้นในลักษณะที่พอจะ แก้ไขได้ ควบคุมได้. นี้เราก็พูดกันมามากพอแล้ว เป็นตัวอย่างเท่านั้น ว่าความมีจิตทราม ทางฝ่ายโมหะในโลกนี้ได้เจริญหนาแน่นขึ้นอย่างไร. ดูต่อไปอีกสักอันหนึ่ง ชิ้นสุดท้าย คือการศึกษาของโลกสมัยปัจจุบันนี้ กำลังเป็นโมหะอย่างยิ่ง, ยิ่งเรียนมากขึ้นยิ่งเป็นโมหะ, ยิ่งเรียนมากยิ่งเป็นโมหะ ; คือไปรู้ในสิ่งที่ไม่ต้องรู้ แล้วไม่รู้ในสิ่งที่ต้องรู้; ก็เกิดความมืด ความเป็น อันธพาลทางวิญญาณขึ้นในจิตใจของคนหนุ่มสาวในโลก. เพราะฉะนั้นการศึกษา

น.389 ภาวะจิตทราม ในอารยธรรม แผนใหม่ (โทสะ โมหะ ) ๓๖๑ ที่จัดตามแผนปัจจุบันนี้ จึงมีผลนำไปสู่ความเป็นฮิปปี้เต็มโลก ; ไม่ใช่เฉพาะ มีที่จุดนั้นจุดนี้ ความเป็นฮิปปี้จะเต็มโลกยิ่งขึ้นทุกที. ดังนั้น ถือว่าการศึกษา แผนปัจจุบัน หรือปรัชญาแผนปัจจุบัน หรืออะไรแผนปัจจุบันนี้ เป็นการกระทำ ที่นำไปสู่ความมีฮิปปี้เต็มโลก มีความมืดบอดทางวิญญาณสูงสุด. สรุปแล้วก็ว่าอารยธรรมแผนใหม่คือเทคโนโลยีนี้ นำไปสู่ความมี โลภะ โทสะ โมหะ มากขึ้น ; ส่วนอารยธรรมดั้งเดิมคือ spiritual enlightenment นั้น มันป้องกันหรือปราบปราม โลภะ โทสะ โมหะ ตลอดเวลา. ฉะนั้นความมีจิต ทรามในอารยธรรมแผนใหม่ ก็คือมันเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ มากขึ้น ตาม รายละเอียดเท่าที่ยกมาพอเป็นตัวอย่างเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด. เท่าที่เราพูดกันแล้ว เป็นเพียงตัวอย่าง ทางโลภะ อย่างนั้น, ทางโทสะ อย่างนั้น, ทางโมหะอย่างนั้น, เหลือนอกนั้นคุณ ไปคิดดูเอง. บัดนี้นกกางเขน บอกว่าหมดเวลาสำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต