น.413 วันนี้จะกล่าวในหัวข้อว่า ฆราวาสกับไสยศาสตร์. ขอให้สังเกตว่า ทุกตอนที่แล้วมา ได้พูดแต่เรื่องที่เกี่ยวกับ ฆราวาส จนได้ชื่อว่า "ฆราวาสธรรม" ไปหมด, และใน ครั้งที่แล้วมา ครั้งสุดท้ายนี้ก็ได้พูดถึงภาวะจิตทรามในความ เป็นฆราวาส. ทีนี้เราจะพูดกันถึงไสยศาสตร์ ก็น่าจะวินิจฉัยกันในข้อที่ว่า มันมี ความเป็นจิตทรามในไสยศาสตร์นี้ด้วยหรือเปล่า. ถ้าเราจะดูกันโดยทั่ว ๆ ไป ด้วยความรู้สึกอย่างสามัญสำนึก เราจะเห็นความแตกต่างกันมาก ระหว่าง ความมี จิตต่ำอย่างไสยศาสตร์ กับ ความมีจิตทรามของยุคปัจจุบัน. คนในยุคปัจจุบัน หรือในอารยธรรมปัจจุบันมีจิตทรามอย่างไร เราก็ได้พูดกันยืดยาวจนเป็นที่เข้าใจ แล้ว ; จะเห็นได้ว่า จิตมีความทรามเพราะความตะกละในความสุขทางเนื้อหนัง หรือทางวัตถุ. ส่วนบุคคลผู้ถือไสยศาสตร์ หรือในยุคที่โลกยังพึ่งไสยศาสตร์นั้น เขาไม่ได้มีความตะกละในวัตถุหรือเนื้อหนัง หากแต่มีความขลาด หรือความเขลา ๓๘๕
น.414 โดยไม่รู้ตัว, โดยไม่มีเจตนาที่จะขลาดจะเขลาเหมือนคนสมัยปัจจุบัน ที่มีเจตนา ที่จะตะกละตะกลามในความสุขทางเนื้อหนัง. เรื่องทางไสยศาสตร์นั้นเป็นเรื่องทางวิญญาณ คือเป็นฝ่ายจิตใจ ไม่ใช่ ฝ่ายวัตถุ ; แม้ว่าจะต้องการผลเป็นวัตถุบ้าง แต่เรื่องมันก็เป็นเรื่องทางฝ่ายจิตใจ นับตั้งแต่เป็นเรื่องของความเชื่อ ความขลัง กระทั่งความเป็นสมาธิจิต ในการ ที่จะประกอบกรรมที่เป็นไสยศาสตร์อย่างสูงสุด ; เพราะอำนาจของความเชื่อที่มี กำลังจิตแรง กระทั่งแสดงฤทธิ์เดชก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นภาวะจิตทรามใน อารยธรรมปัจจุบัน กับความมีจิตต่ำ หรือเขลาในไสยศาสตร์นั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน; เรื่องมันจึงต่างกันมาก. แล้วเราควรพิจารณาในฐานะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฆราวาส เพราะว่าไสยศาสตร์นั้นสัมพันธ์กับชีวิตฆราวาสอย่างยิ่ง ; ซึ่งจะได้พิจารณากันดู จนกระทั่งเห็นว่ามันมีความสัมพันธ์กันกับความเป็นฆราวาสอย่างจะแยกกันไม่ออก. บัดนี้เราจะพูดกันถึงคำว่า "ไสยศาสตร์" โดยเฉพาะก่อน. ผมอยากจะ สรุปชี้ให้เห็นเป็นการประหยัดเวลาว่า ไสยศาสตร์นี้มันเป็นคู่ผัวตัวเมียกันมา กับอารมณ์ของมนุษย์ ที่ปราศจากเหตุผล. คำว่า "อารมณ์" ในที่นี้หมายถึง ความรู้สึกหรือความคิดนึก ที่ปล่อยไปตามความรู้สึกล้วน ๆ ตามธรรมชาติ, ไม่เกี่ยว กับการใช้เหตุผล. เรามีความคิดพลุ่งออกไปอย่างไร โดยไม่ต้องมีเหตุผล อย่างนี้ เรียกว่าอารมณ์ ; แล้วก็สิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” นี้ มันเป็นคู่ผัวตัวเมียกับสิ่งที่ เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ที่ใช้คำว่า "คู่ผัวตัวเมีย" ก็หมายความว่า มันมา ด้วยกัน มันแยกกันไม่ได้, ฉะนั้นมันจะสนิทแน่นแฟ้นที่สุด ; เพราะว่าถ้าเกิด มีเหตุผลขึ้นมาเมื่อไร สิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ก็มีไม่ได้. ฉะนั้นเราจึงถือว่า ไสยศาสตร์นี้คู่กันกับอารมณ์ที่ไม่เกี่ยวกับเหตุผล ; จะเพราะว่าไม่รู้จักใช้เหตุผล หรือมันไม่มีเหตุผล หรือไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้เหตุผล มันได้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น
น.415 จึงพูดได้ว่า ไสยศาสตร์นั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสติปัญญา ที่เนื่องอยู่กับ เหตุผล. ถ้าจะมีสติปัญญามันก็กลายเป็นสติปัญญาอย่างอื่น คือสติปัญญาที่จะ ไม่ต้องใช้เหตุผลนั่นเอง. เราจะรู้จักไสยศาสตร์ดี ก็ต่อเมื่อมองดูในลักษณะเป็น เรื่องในอดีต หรือเป็นโบราณคดี ; ศึกษาในแง่ของโบราณคดีก็จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ได้กว้างขวางขึ้น. เราอาจจะพูดได้เลยว่า ไสยศาสตร์เป็นของดีเลิศ ดีที่สุด ในสมัยที่ยัง ไม่มีการศึกษา, สมัยที่ยังไม่มีการศึกษานั้น ไสยศาสตร์เป็นของดีเลิศกว่าสิ่งใด คือ เป็นวิชาความรู้เท่าที่มีสมัยนั้น ที่ยังไม่มีการศึกษา ที่ไม่รู้จักใช้เหตุผล ; เพราะ ฉะนั้นสิ่งนี้ก็ต้องดีเลิศ. นี่ ผมสันนิษฐานเอาเอง ว่าคำว่า "ไสยศาสตร์" นี้มีความ หมายตามตัวหนังสือของมันอย่างนี้ ; นักอักษรศาสตร์ส่วนมากก็ไม่รู้ ว่าคำว่า "ไสยศาสตร์" นี้มันเป็นอะไรกันแน่ หรือโดยตัวหนังสือมันจะเป็นอย่างไร ; มัน เลยถือเอาความหมาย หรือจับความหมายของคำว่าไสยศาสตร์ได้ยาก. แต่ถ้าเรา จะเขียนกันอย่าง ไสย แล้ว คำ ๆ นี้มันแปลว่า ดี หรือ ดีกว่า. ถ้าสมมติว่า เป็นภาษาบาลี ผมก็เลยสันนิษฐานเอาว่า คำ ๆ นี้เหมาะที่สุดแล้ว ; มันก็แปลว่า ดีกว่า คือมันดีกว่าสิ่งใด ๆ ในยุคนั้น ซึ่งไม่มีการศึกษา หรือไม่มีการใช้เหตุผล ไม่มีสติปัญญา, คำว่า "ดีกว่า" นี้ มันดีกว่าได้ทั้ง ๒ ทาง คือทางส่วนตัวบุคคล มันดีกว่า เพราะมันระงับความขลาดได้. ความขลาดกลัว มันเป็นปัญหาอย่างยิ่ง ของมนุษย์ ; แล้วเมื่อมันกำจัดความขลาดไปได้ มันก็รู้สึกว่าเป็นของดี. แล้ว มันยังดีสำหรับสังคม คือมันเป็นเครื่องมือสำหรับการปกครองบุคคลในยุคนั้น ในยุคที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีการใช้เหตุผล ; หรือแม้ในยุคนี้ ในหมู่คนที่งมงาย เหมือนกับไร้การศึกษา หรือไร้เหตุผล. แม้ในยุควิทยาศาสตร์ยุคนี้ ปัจจุบันนี้
น.416 มันก็ยังมีคนประเภทที่งมงาย ไร้เหตุผล ; การศึกษาไม่เป็นการศึกษาสำหรับคน เหล่านี้, เขาศึกษาไปในทางอื่น ไม่ได้ศึกษาไปในทางที่จะหายงมงาย ก็มีอยู่ เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" นี้มีได้ในโลกสมัย วิทยาศาสตร์ แล้วก็ถือกันอย่างงมงาย ; เพราะว่ามันเป็นเครื่องขจัดความกลัวได้. วิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันเป็นเพียงเรื่องทางวัตถุ เจริญทางเทคโนโลยี ทุกแขนง แต่ไม่เป็นไปในทางจิตหรือวิญญาณ ; เพราะฉะนั้นความกลัวจะยัง เหลืออยู่ และมีมากในยุคแห่งบุคคลผู้ตะกละทางเนื้อหนัง. ด้วยเหตุนี้ไสยศาตร์ จึงยังมีที่อาศัยในโลกปัจจุบันนี้ และจะกล่าวได้ว่า มันก็จำเป็นเหมือนกันสำหรับ โลกปัจจุบันนี้ ที่มีสิ่งเหล่านี้มาช่วยระงับความกลัวและความขลาดอย่างงมงาย. ความกลัวนั้นเกิดมาจากความอยาก นี่พระพุทธภาษิตมีอยู่อย่างนี้ ที่เรากลัวอะไร กระทั่งกลัวตาย กลัวผี นี้มันเกิดมาจากความอยาก คือเราอยาก สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ ; อยากได้สิ่งนั้น ไม่อยากจากไปจากสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นมันจึง มีความกลัว. สมัยนี้มันก็ยิ่งมีความกลัวมาก เพราะมันมีความอยากมาก ; และ สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ก็มีเนื้อที่ สำหรับจะอาศัยอยู่ในโลกปัจจุบันนี้อยู่นั่นเอง. แม้จะไปศึกษามาจนให้มีปริญญายาวเป็นหางก็เป็นเรื่องทางวัตถุ มันก็เลยไม่กำจัด ความกลัว ซึ่งเป็นเรื่องทางวิญญาณ. ทีนี้ถ้าจะพูดกันอย่างยุติธรรมแล้ว เรื่องไสยศาสตร์นี้มันก็เป็นเรื่อง ทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ ในยุคที่มันยังไม่มีความสว่างไสวทางวิญญาณมากพอ. ข้อสำคัญที่สุดที่มันเป็นปัญหา ที่มันเป็นประยุกต์ก็คือว่า มันเป็นการยาก ที่จะแยก เรื่องของไสยศาสตร์ออกจากฆราวาส. คุณต้องรู้ความหมายที่สำคัญของฆราวาส ; คือว่าฆราวาสมีเรื่องมาก ; เมื่อมีเรื่องมากมันก็ทำให้เวียนหัว ; เมื่อเวียนหัว
น.417 มันก็มีทางที่จะงมงายได้ง่าย. ฆราวาสที่มีการศึกษาไม่พอ หรืออะไรไม่พอนี้ มีเรื่อง ยุ่งเวียนหัว จนไม่รู้ว่าจะแก้ไขมันอย่างไร ; ก็เลยไปแก้ด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ ; มันก็เลยแยกออกจากกันยากกับชีวิตของฆราวาส. นี่เราก็ควรดูให้ดี ๆ ที่มันเกี่ยวกันอยู่ แม้กับฆราวาสสมัยนี้. นี้คือ ลักษณะหรือความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" โดยตัวหนังสือก็ตาม โดย เนื้อความก็ตาม โดยพฤติที่มันเป็นอยู่จริงในชีวิตของฆราวาสก็ตาม. ที่นี้ดูกันต่อไปในลักษณะที่เป็นหลักวิชา ว่าการถือไสยศาสตร์นี้ มัน ก็ควรจะเรียกว่า เป็นสถาบันอันหนึ่ง คือรู้จักกันดี และยอมรับกันว่าเป็นอย่างไร และมีการปฏิบัติกันอย่างที่เรียกว่า ยิ่งกว่าเป็นล่ำเป็นสัน ที่มันอยู่ในเนื้อในตัว. เพราะฉะนั้นสถาบันของไสยศาสตร์นี้ก็คือ การที่ถูกยกให้ หรืออุปโลกน์ให้ ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์. สถาบันไสยศาสตร์มันก็เรียกร้องเอาสิทธิที่ว่า ต้องเป็น สิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์ ; เพราะฉะนั้นอย่ามาพิสูจน์ ; แล้วก็เลยเรียกร้องเอามาก ถึงกับว่า ไม่ยอมให้มนุษย์พิสูจน์ ; แล้วขอให้ยกเป็นเรื่องของสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เป็นเรื่องของพระเจ้า ของเทวดา ของผี ปีศาจ ของอะไรก็สุดแท้ ; ให้เรียกว่ามัน เป็นเรื่องของสิ่งหรือผู้ที่พิสูจน์ไม่ได้ก็แล้วกัน. อย่างนี้มันจึงจะเป็นไสยศาสตร์. แต่ในที่สุดมันก็เพ่งเล็งไปยังเรื่องผีสางเทวดา หรือสิ่งที่อธิบายไม่ได้, เช่นฤทธิ์เดช ของดวงดาว อะไรของสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อกันว่ามันอยู่นอกเหนืออำนาจของมนุษย์. ต่อไปเราก็ดูเรื่องที่มันเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ตั้งต้นมาแต่ว่ามีสิ่งที่เรารู้จัก ไม่ได้ มองไม่เห็นตัว, หรือว่าลึกลับเกินกว่าที่เราจะมองเห็น จะรู้จักมันได้ ; ก็มีผีสาง เทวดา หรืออะไรเหล่านี้ที่มนุษย์กลัว ด้วยเหมือนกัน. จนกระทั่ง ดวงดาว หรืออะไรก็ตาม ที่มันเป็นต้นตอของฤกษ์ยาม หรือลางต่าง ๆ จนกระทั่ง
น.418 มาอยู่ในรูปของพิธีรีตองอย่างนั้นอย่างนี้, จนกระทั่งมาอยู่ในรูปของวัตถุล้วน ๆ เช่นวัตถุที่ใช้เป็นเครื่องรางแขวนคอ หรือทำอย่างอื่น. นี้คือปรากฏการณ์ สุดท้ายของสิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ซึ่งมุ่งหมายกันแต่เพียงจะให้ระงับความกลัว เกิดความสบายใจ. ไสยศาสตร์นี้มันมีผลดี ไม่ใช่ว่าไม่มีผลดี ; มันมีผลดี ตรงที่ทำให้สบายใจได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกกันตามความพอใจ ของเขาว่า "ไสยศาสตร์" คือศาสตร์ที่มีความดี หรือดีกว่าศาสตร์หลาย ๆ อย่าง. นี่ความหมายหรือความจริงอาจจะเป็นอย่างอื่นอีกก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้เราพูดในลักษณะ ที่จะเข้าใจได้ หรือมองเห็นง่าย หรือมีประโยชน์ในการที่จะเข้าใจสิ่ง ๆ นี้ ว่ามัน ทำให้คนขลาดคนเขลาสบายใจได้. คนที่ตะกละเนื้อหนังสมัยนี้ ก็ยังเป็นคนขลาด คนเขลา อยู่นั่นเอง ; แล้วก็พลอยสบายใจได้เพราะไสยศาสตร์. เรื่องความขลาด ความเขลานี้ มันเป็น ไปมากเข้า ๆ แล้วมันก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นตามมาอีก. ผมพูดว่า คนเดี๋ยวนี้ทั้งขลาดทั้งเขลา ยิ่งกว่าคนป่าเถื่อนสมัยโบราณ. ขอให้มองให้ดี ๆ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ความกลัวมาจากความอยาก". เมื่อคนสมัยนี้ อยากอะไรมากกว่าคนสมัยโบราณ. ฉะนั้น ความเขลาของคนสมัยนี้มันก็ต้องมี มากกว่าความเขลาความขลาดของคนสมัยโบราณ. ดังนั้น มันจึงเปิดโอกาสให้ ไสยศาสตร์เพิ่มมากขึ้น หรือเปลี่ยนรูปไปในลักษณะที่จะเหมาะสมแก่คนสมัยนี้. คนเดี๋ยวนี้มีความขลาดและเขลามากขึ้น ในทางหนึ่ง ก็เลยเป็นช่อง ทางทำให้เกิดความปนเป สับสน จนกระทั่ง สิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" นี้มัน ครอบคลุมเข้ามามีอำนาจเหนือพระเจ้า เหนือบุญกุศล เหนือศาสนา หรือศาสนพิธี. มองดูให้ดีจะเห็นว่า เพราะความขลาด และความเขลาของมนุษย์ที่มีมากขึ้น เกินไปนี้แหละ มันทำให้สิ่งที่ไม่ใช่ไสยศาสตร์ถูกครอบงำโดยไสยศาสตร์มากขึ้น
น.419 จนมีคนถือพระเจ้าอย่างถือผีถือสางไป ; ก็มีบางคนไม่ใช่ทุกคน ที่เป็นพุทธบริษัท มีการถือพระพุทธเจ้าอย่างเทวดา ผีสาง อ้อนวอนอย่างนั้นอย่างนี้. ในกรุงเทพ ฯ ก็มีเอาไข่กับปลาร้าไปถวายพระพุทธรูปบางองค์ อย่างนี้เป็นต้น. นี่คือไสยศาสตร์ ที่มันมากจนครอบคลุมศาสนา, แล้วพุทธศาสนาก็ถูกครอบคลุมอย่างนี้. ไสยศาสตร์ ยังครอบงำไปถึงบุญกุศล ; แทนที่จะเป็นเรื่องของกรรม ก็ถือว่าบุญกุศลเป็นเครื่องราง เป็นอะไรไป ในลักษณะที่จะช่วยป้องกันความ หวาดกลัวภัย เป็นเครื่องอุ่นใจ. นี่เป็นความหมายที่เอียงไปทางไสยศาสตร์. ทีนี้ศาสนพิธีต่าง ๆ ก็เลยกลายเป็นไสยศาสตร์ ไปโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งที่เป็นพิธีในทาง ศาสนา แม้ของพุทธศาสนา ก็เอาไสยศาสตร์ ไปผสมปนเปลงไป จนบางทีมากกว่า ตัวศาสนาเองเสียอีก. เพราะฉะนั้น จึงมีภิกษุสงฆ์เป็นเจ้าหน้าที่อ่านโองการ เชิญเทวดา ซึ่งผมก็เคยผ่านมาแล้วตามหน้าที่ราชการ. นี่คือความแผ่กระจาย ของสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ ซึ่งมีอำนาจในบางคราวมากขึ้น เพราะความขลาด ความเขลาที่มันมากขึ้น, จนเราทำยุ่ง สับสนพัวพันกัน แยกไม่ออก. นี่เรียกว่าเมื่อขลาดและเขลาหนักเข้า ไสยศาสตร์ก็ครอบงำ แม้แก่สิ่งที่ เคยเป็นแสงสว่าง หรือเป็นการศึกษา หรือเป็นความถูกต้องตามเหตุผล. เช่นเรื่อง กรรมนี้ถือว่าเป็นเรื่องความถูกต้องตามเหตุผล หรือมีเหตุผล ; แต่พอขลาดและ กลัวมากเข้า ก็ถือลัทธิกรรมนี้เป็นไสยศาสตร์ไปเลย, เป็นของลึกลับอะไรอันหนึ่ง กลายเป็นการอ้อนวอน เป็นตัวกรรมไปเสีย. เราดูกันต่อไปก็จะเห็นได้ว่า มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตามความขลาด และความเขลาของมนุษย์. พระพุทธเจ้า หรือพุทธบริษัทของพระองค์นั้น หมายความว่า ไม่มี ความขลาดและความเขลา. เพราะว่าคำว่าพุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.
น.420 จำคำว่า "พุทธะ" ไว้ ที่สวดกันอยู่เป็นประจำวันนั้น. คำว่า พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; ความขลาด ความกลัว ความเขลา ไม่มีเนื้อที่ในจิตใจของ คนชนิดนี้. เดี๋ยวนี้พุทธบริษัทที่เป็นพุทธบริษัทแต่ทะเบียน หรืออะไรทำนองนี้ มีมากเข้า ๆ เข้าไปถือพุทธศาสนาก็ด้วยความงมงาย หรือความกลัว หรือเห่อ ตาม ๆ กันไป ; ไม่ได้มีปัญญาเห็นธรรมะเป็นธรรมจักษุเสียก่อน แล้วจึงถือ พุทธศาสนา เหมือนยุคแรก ๆ. เพราะฉะนั้นพุทธบริษัทดังกล่าวคือคนธรรมดา ชนิดนี้ ที่มีความขลาด ความกลัวชนิดนี้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ก็ด้วย ความมุ่งหมายอย่างเดียวกับที่เขาเคยมุ่งหมายทางไสยศาสตร์ ; เพียงเพื่อขจัด ความกลัว เพื่อความอุ่นใจ. มันดีอยู่หน่อยหนึ่ง ที่ว่าหากไปเกี่ยวข้องกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ถูกต้อง มันก็ดีขึ้นตามลำดับ ; แล้วก็จะละความขลาด ความเขลานั้นได้ พ้นจากภาวะของไสยศาสตร์ มาเป็นพุทธศาสตร์ หรือเป็นอะไร ทำนองนี้ไปได้ในที่สุด. ดูต่อไป ว่ามันแยกจากกันที่ตรงไหน ? ก็คือว่า ไสยศาสตร์ก็อาศัย ความเชื่อ; พุทธศาสตร์ก็อาศัยความรู้ หรือสติปัญญา ซึ่งอาจจะพบกัน ในระหว่างกลาง คือเจือกันทั้งสองอย่าง ; แล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้นว่า อะไรจะนำ อะไร ? ถ้าความเชื่อ หรือศรัทธายังนำปัญญาอยู่ ปัญญามีกำลังน้อยกว่า มัน ก็เป็นไสยศาสตร์ หรือยังเป็นไสยศาสตร์. ถ้าปัญญามีกำลังมากกว่า มันนำ ความเชื่อ ก็พ้นจากความเป็นไสยศาสตร์ มาเป็นพุทธศาสตร์อะไรไปได้ในที่สุด. เพราะฉะนั้นคุณจงดูความรู้สึกในชีวิตจิตใจของตนเอง ว่าความเชื่อนำปัญญา หรือว่าปัญญานำความเชื่อ. ต่อเมื่อปัญญานำความเชื่อ เราจึงจะเป็น พุทธบริษัท ; ถ้าความเชื่อยังนำปัญญาอยู่แล้ว เราก็เป็นสมาชิกของไสยศาสตร์ ไปตามเดิม. มันก็เปรียบได้ง่ายๆ ว่า เป็นระบบยาแอสไพริน คือยาในระบบ ที่ระงับความปวดชั่วคราว คือความเชื่อ.
น.421 เมื่อไสยศาสตร์อยู่ในลักษณะระงับความปวดชั่วคราวเหมือนยาแอส- ไพริน ผมเลยเรียกว่า "ระบบยาแอสไพริน" ; มันก็ดีกว่าไม่กิน ที่จะได้ระงับ ความปวดไปเสียชั่วคราว แล้วค่อยไปหามูลเหตุ ไปเอ็กซเรย์รักษาอะไร ทำให้ หายขาดไปโดยสิ้นเชิง. พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ตำหนิไสยศาสตร์ ในฐานะ เป็นของที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ; ดังบท พหุํ เว สรณํ ยนฺติ ฯลฯ ที่เราสวด กันอยู่ทุก ๆ วัน ในบทเขมาเขมสรณทีบีกคาถานั้น. ว่าพวกที่ถือ ต้นไม้ ภูเขา วัตถุศักดิ์สิทธิ์ ยาศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ อะไรศักดิ์สิทธิ์ เหล่านั้น ก็มีอยู่มาก ในโลกนี้; พหุํ - คือมีอยู่มากในโลกนี้ ; แต่ว่า "เนตํ โข สรณํ เขมํ" - นั่นไม่ใช่สรณะอันเกษม. ที่ว่าไม่ใช่สรณะอันเกษม ไม่ใช่สรณะอันอุดม นี้ก็ไม่ใช่ว่า ไม่เป็นสรณะเสียเลย ; แต่เป็นสรณะที่ไม่เกษมไม่อุดม มันเพียง บรรเทาความขลาด ความกลัว ของคนได้บ้างเท่านั้น. ต่อเมื่อใดมีความรู้แจ้งในเรื่องความทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่อง ความดับทุกข์, เรื่องหนทางให้ถึงความดับทุกข์, คืออริยสัจจ์สี่ นั่นแหละจึงจะเป็น เอตํ โข สรณํ เขมํ, เอตํ สรณมุตฺตมํ. เพราะฉะนั้นในธรรมะจริง ๆ นั้นเป็น เหมือนกับยา ที่แก้โรคโดยเด็ดขาด, หรือเป็นการผ่าตัด รื้อรังโรคออกไปเสียได้. ก็เลยมีสรณะขึ้นมา ๒ ชนิด คือสรณะชั่วคราว ไม่เกษม ไม่อุดม กับสรณะที่ เที่ยงแท้ถาวรแท้จริง ที่เกษมและอุดม. เพราะฉะนั้นไสยศาสตร์ก็ยังมีเนื้อที่ ที่อาศัยอยู่ในพวกสรณะที่ชั่วคราว คือไม่เกษม หรือไม่อุดม. นี้เราก็มองเห็นชัด ในความแตกต่างระหว่างของ ๒ สิ่งนี้ ว่า ไสยศาสตร์ ต้องมีรากฐานอยู่บนความเชื่อ หรือเอาความเชื่อมาก่อนปัญญา, หรือว่าไม่มี ปัญญาเสียเลยก็ตามใจ. ถ้าเป็นพุทธศาสตร์ก็เอาปัญญามาก่อนความเชื่อ ; แล้ว ความเชื่อก็ถูกทำให้เชื่อที่ถูกต้อง คือมีเหตุผลเป็นปัญญาไป.
น.422 สำหรับเรื่องของไสยศาสตร์ที่อาศัยรากฐานคือความเชื่อ มันก็ต้องทำ ไปตามความเชื่อ ; เพราะฉะนั้นจึงมีรูปร่างอยู่ ๒ รูป กล่าวคือรูปร่างของการ ปฏิบัติในทางไสยศาสตร์มีอยู่ ๒ รูป คือว่า อ้อนวอน กับปฏิบัติไปตามความเชื่อ. อ้อนวอนตามความเชื่อ แล้วก็กระทำลงไปตามความเชื่อ. อ้อนวอนตาม ความเชื่อ นั้นไม่มีการกระทำอะไร มากไปกว่าอ้อนวอน ; ส่วน ปฏิบัติ หรือการ กระทำตามความเชื่อ นั้น ทำลงไปจริง ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่เขาบัญญัติไว้ อย่างไร แล้วเราก็ไม่พิสูจน์ เราก็ทำไปตามบทบัญญัตินั้นๆ ก็กลายเป็นพิธี รีตองไป. ยกตัวอย่าง ไสยศาสตร์ในเรื่อง เสกน้ำล้างหน้า กระทั่งมาถึงสิ่งที่ เป็นวิทยาศาสตร์โดยไม่รู้สึกตัวว่า ต้องหันหน้าทางนั้น ต้องหันหน้าทางนี้, เวลาเช้าทำอย่างนั้น เวลาเย็นทำอย่างนี้ ; จนกระทั่งผมก็ถือไสยศาสตร์อย่างยิ่ง อยู่บางอย่าง. ที่เรียกว่าผมถือไสยศาสตร์ก็หมายความว่า ทำตรงตามที่เขาบัญญัติ ไว้ว่า อย่างนั้น ๆ ตามแบบของไสยศาสตร์. เช่นอาบน้ำตอนเช้า ต้องรดที่ ศีรษะก่อน, อาบน้ำตอนกลางวัน เที่ยง ต้องรดที่หน้าอกก่อน, อาบน้ำตอน ค่ำต้องรดที่เท้าก่อน. นี่ปู่ย่า ตายาย ก็พูดมาอย่างนี้ ในลักษณะที่เป็นไสยศาสตร์ ไม่อธิบาย และห้ามพิสูจน์ ; แต่แล้วเมื่อปฏิบัติเข้าจริงมันเป็นวิทยาศาสตร์. เมื่อทำถูกต้องตามเวลาทั้งสามอย่างนั้น มันป้องกันการเป็นหวัด หรือได้ผลดี ในการที่จะไม่ให้เป็นหวัด เป็นต้น. ถ้าผมอาบน้ำค่ำ ๆ จะราดที่เท้าจนโชกก่อน, ถ้าไปรดหัวก่อนแล้วเกิดเรื่อง. คนโบราณเขาว่า เช้า ๆ สิริอยู่ที่บนหัว, เที่ยง ๆ กลางวัน สิริอยู่ที่หน้าอก, ค่ำ ๆ สิริอยู่ที่เท้า อย่างนี้ห้ามอธิบาย ห้ามพิสูจน์ แต่แล้ว มันกลายเป็นวิทยาศาสตร์. อย่างนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์โดยตรง แต่เป็นไสยศาสตร์
น.423 ไสยศาสตร์ กับ ฆราวาส ๓๙๕ ของคนที่เขาฉลาด มีปัญญา, แล้วเขาฝากไว้ในไสยศาสตร์ก็ได้, คือเขา ฝากวิชาความรู้ หรือพุทธศาสตร์ฝากไว้ในไสยศาสตร์ก็ได้. หรือว่าคนป่าอาจจะ พบโดยบังเอิญ ไม่มีเหตุผลมากทางหลักวิชา แต่เขาเผอิญพบมันอย่างนี้แล้ว ปฏิบัติตาม ๆ กันมา แล้วบัญญัติไว้ในฐานะเป็นไสยศาสตร์ ก็ได้เหมือนกัน. แต่รวมความแล้ว เนื้อแท้ของมันเป็นวิทยาศาสตร์, แต่หน้าตาของมันเป็น ไสยศาสตร์. ผมก็ถือไสยศาสตร์มาจนทุกวันนี้ กระทั่งเดี๋ยวนี้ เมื่ออาบน้ำ โดยเฉพาะ ; ทั้งนี้ไม่ได้หมายความรวมถึงอย่างอื่น. นี้เราก็รู้ว่ามันเป็นอะไร เราจะปฏิบัติตามในฐานะเป็นวิทยาศาสตร์ ; แต่เพราะไสยศาสตร์เขาพูดไว้ก่อนอย่างนั้น เราก็เลยยอมรับเสียดีกว่า ว่าเราก็ถือ ไสยศาสตร์. อย่างนี้เรียกว่ามีการปฏิบัติด้วย ไม่ใช่อ้อนวอนเฉย ๆ. เมื่อไปนั่ง ยกมือไหว้ฟ้า อ้อนวอนเฉย ๆ อะไรนั้น เป็นเรื่องอ้อนวอนเฉย ๆ; ถ้ามีการ ปฏิบัติด้วย คือเขาบัญญัติไว้ให้ทำอย่างไร ๆ ก็ปฏิบัติด้วย มันก็เป็นการปฏิบัติ. เพราะฉะนั้น อย่าลืมว่าไสยศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่โบราณ กระทั่งปัจจุบันนี้ มันก็มีทั้ง ๒ แบบ คือ อ้อนวอนเฉยๆ กับมีการปฏิบัติด้วย. ทีนี้อ้อนวอน เฉย ๆ นั้น ก็เป็นเครื่องช่วยให้หายความกลัวได้, มันก็มีประโยชน์เท่านั้น. ส่วนการปฏิบัติด้วยนั้น ไม่ใช่เพียงให้หายความกลัว แต่ได้รับผลทางวัตถุ ทาง ร่างกายด้วย ; อย่างที่ผมพูดถึงเรื่อง อาบน้ำ อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้เราก็มองดูให้ดีว่า ถ้าไสยศาสตร์ชนิดที่มีการปฏิบัติด้วย มันมี วิทยาศาสตร์อยู่ในนั้น ; เพราะฉะนั้นมันจึงช่วยรักษาความหมาย หรือความ ศักดิ์สิทธิ์ของไสยศาสตร์ไว้ได้ แม้อย่างงมงาย. เช่นคุณไม่มีความรู้เรื่องนี้ แต่คุณเชื่อเรื่องศรี เรื่องสิริ ว่า เช้าอยู่ที่บนหัว กลางวันอยู่ที่หน้าอก เย็นอยู่ที่เท้า, ทำไปแม้อย่างงมงาย มันก็ได้ผลจากการกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน. ไสยศาสตร์
น.424 ก็เลยมีเนื้อที่ อาศัยอยู่ในโลกมาได้ เป็นคู่แข่งกันมาเรื่อยไป, ก็เลยให้ชื่อ ใหม่อีกชื่อหนึ่งว่า "ไสยศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์". เราต้องศึกษาโบราณคดีของมนุษย์ เกี่ยวกับเรื่องความเป็นมาของ วัฒนธรรมสายนี้. ในสมัยที่มนุษย์ในโลกยังไม่มีการศึกษาอย่างสมัยนี้ เขาค้นคว้า ไปตามความงมงายนั้น เขาก็พบอะไรมาก แต่ไม่พบเหตุผล, เขาพบผลของมัน ไม่ต้องพบทั้งเหตุและผล ; คือไม่พบ reason, reasoning แต่พบ result เป็นผล ; เช่นว่าทำอย่างนี้แล้วก็สบายดี ก็เลยบัญญัตินี้ว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์, เป็นของหมู่คณะที่จะต้องถือ. การปฏิบัติชนิดนี้ไม่เนื่องด้วยการใช้เหตุผล เพราะฉะนั้น จึงถือว่าเป็นความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ; ให้ใช้ความขลัง ความ ศักดิ์สิทธิ์นี้เป็น motive เป็นสิ่งที่บังคับให้คนต้องทำตาม เรียกกันว่า "ตาบู" ตาบู คือว่าสิ่งที่บัญญัติไว้ อย่างที่ไม่ยอมให้มีการพิสูจน์ ; ตั้งต้นขึ้นสำหรับ คนป่าสมัยโน้น. เขาบัญญัติว่า อย่างนี้เป็นตาบูละก็ ทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด ; อย่างนี้ไม่เป็นตาบูละก็ ทำได้. เป็นภาษาอะไรก็ไม่ทราบ เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ใน วิชาวัฒนธรรม หรือการศาสนา. มนุษย์สมัยนั้นเริ่มรู้จักว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นคุณขึ้นมาบ้างแล้ว ; เช่นคนแก่พบว่าอันนี้กินเข้าไปไม่ได้ แทนที่จะบัญญัติว่ากินไม่ได้ด้วยเหตุผล ก็บัญญัติว่าเป็นตาบ. คนมีครรภ์กินสิ่งนี้ไม่ได้ นี้เป็นตาบู ; คนมีครรภ์ก็ไม่ กล้ากิน ไม่กล้าแตะต้อง. ทีนี้ก็บัญญัติมากขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ ก็เป็นตาบูที่เป็นระบบ ครบถ้วน. มนุษย์มีการตั้งต้นอย่างไร ก็มีตาบูเป็นไปจนตลอดสาย นับแต่คน ตั้งต้นตั้งแต่มารดามีครรภ์ แล้วมีข้อปฏิบัติอย่างไรบ้างที่มารดาจะต้องปฏิบัติ นั้น เรียกว่าเป็น ตาบู ; สิ่งที่ทำไม่ได้นั้นเรียกว่า ตาบู. กระทั่งมีโลหิตระดูก่อน การมีครรภ์นั้น ก็จะต้องมีการปฏิบัติ เกี่ยวกับการมีโลหิตระดูนั้นตามแบบที่ไม่ต้อง
น.425 อธิบายด้วยเหตุผล เรียกว่า ตาบู. อย่างนี้ผู้หญิงก็ปฏิบัติมา จนมีครรภ์ จนคลอดลูก จนกระทั่งเลี้ยงลูกจนโต ก็มีตาบูเป็นระยะ ๆ มา. ให้ถือศักดิ์สิทธิ์ ถือขลังเลย ไม่อธิบาย ; แย้งไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ จนกระทั่งเป็นสาวเป็นหนุ่ม มีตาบูอย่างไร ก็ปฏิบัติเคร่งครัด ; เพราะฉะนั้น จึงมีศีลธรรมจรรยาเรื่องเพศดีกว่าคนสมัยนี้ ที่ตะกละกามารมณ์ในยุคปัจจุบัน. กระทั่งเป็นคนเฒ่าคนแก่ กระทั่งตายเข้าโลง ฝังศพอย่างไร ก็เป็นตาบูหมด ; เขาทำด้วยความเชื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ; และ ความเชื่อนี้มันก็ทำให้ปฏิบัติเคร่งครัดกว่าคนสมัยนี้ ซึ่งไม่อาศัยความเชื่อ, อาศัย เหตุผลของเนื้อหนังเป็นหลัก. เพราะฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่า คนป่าสมัยโน้นนั้น เขาเลว ไม่มีความเป็นผู้ดี ; ที่จริงเขามีความเป็นผู้ดียิ่งกว่ามนุษย์สมัยปัจจุบัน สมัยอารยธรรมใหม่ ที่เราพูดกันมาแล้วว่า เต็มไปด้วยความมีจิตทราม. เมื่อไสยศาสตร์ ได้ตั้งต้นขึ้นมาในลักษณะอย่างที่เป็นตาบูแบบนี้ มัน ก็เป็นเครื่องประคับประคองมนุษย์ให้รอดชีวิตอยู่ได้, แล้วเจริญขึ้นมา จนเกิด ลูกหลานคือพวกเรานี้. ทีนี้เราก็แหกคอกออกไป เป็นเรื่องทางวัตถุ ทางเนื้อ หนังมากขึ้น ความเป็นไสยศาสตร์ส่วนที่มีประโยชน์มันก็สูญหายไป ; พอมาเจอะ เข้ากับความเขลา ความขลาด ความกลัว สมัยใหม่ที่มีมากขึ้น มนุษย์สมัยนี้ก็ไป มีไสยศาสตร์แบบอื่นโดยไม่รู้สึกตัวได้อีก. พวกนักวิทยาศาสตร์ที่ไปเรียนเมืองนอก ก็ยังถือฤกษ์ถือยาม ถือนั้น ถือนี่อะไร ไปรดน้ำมนต์อะไรอยู่นั่น มันช่วยไม่ได้. แม้ว่าไปเรียนวิทยาศาสตร์ มาจากเมืองนอก ปริญญายาวเป็นหาง เขียนกันไม่ไหว ก็ยังไปรดน้ำมนต์ ; เพราะมีความขลาด และความเขลา ในส่วนอีกส่วนหนึ่งมาก. แต่แล้วดูเอา เถอะว่า ไสยศาสตร์อย่างยุคตาบูนี่แหละ คือวิทยาศาสตร์ที่ไม่เปิดเผย ที่ไม่ อาศัยการใช้เหตุผล หรือเปิดเผยด้วยการพิสูจน์. แต่ที่ต้องจัดเป็นไสยศาสตร์
น.426 ก็เพราะว่าทำไปโดยไม่มีการพิสูจน์ ทำไปด้วยความกลัว, ทำไปด้วยความขลาด ค้นไปอย่างนั้นเอง จนพบพิธีรีตอง ธรรมเนียมอะไรขึ้นมาอย่างนี้ มันก็เป็น ไสยศาสตร์. แล้วต่อมามันก็แยกทางกันเดิน : ส่วนที่วิวัฒนาการมาทางแนว เหตุผล อย่างนี้ก็มี, วิวัฒนาการไปทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ทางงมงายยิ่งขึ้นไป ๆ ยิ่งขึ้นไป ๆ อย่างนี้ก็มี ; นั่นแหละมันเป็นไสยศาสตร์เต็มตัว อาศัยอยู่เหลืออยู่ ; โดยอาศัยคำนิยามเป็นหลักกว้าง ๆ ว่า ไปคิดพึ่งพาสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ ที่ตัวกลัว ที่ตัวหวัง ด้วยความขลาด ด้วยความเขลานั้น. เมื่อหาสิ่งที่มีความหมายชัดแจ้ง ไม่ได้, หรือสิ่งที่มีความชัดแจ้งมันไม่เป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้ ก็หันไปหาสิ่งที่ไม่รู้ ว่าเป็นอะไร ; ก็มีเท่านี้เอง. ทางรอด ทางออกก็คือว่า เมื่ออาศัยกำลังความเชื่อ เชื่อมั่นก็มี กำลังจิตแรง เป็นประเภทสมาธิ เป็นมิจฉาสมาธิ ; มันก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าฤทธิ์ หรือปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้ ด้วยอำนาจมิจฉาสมาธินั้น ; แล้วก็เป็นมิจฉาฤทธิ์ หรือมิจฉาปาฏิหาริย์ไป มันก็น่าอัศจรรย์เหมือนกัน ; แล้วเมื่อเป็นเรื่องน่า อัศจรรย์แล้ว ก็หาลูกค้าได้ คือหาสมาชิกที่จะไปนับถือ ไปบูชา เข้าไปเป็น สมาชิกได้ ; นี่ก็เลยเป็นสถาบันอันหนึ่ง ซึ่งใหญ่โตเหมือนกัน. นี่ คุณขอให้อธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับฆราวาส ผมก็บอกอย่างนี้ ว่าระวัง ให้ดี ฆราวาสนี้มีส่วนที่พลัดเข้าไปสู่วงของไสยศาสตร์ล้วน ๆ คือความงมงายได้ เมื่อไรก็ได้ เท่าไรก็ได้. นี้เราต้องรักษาเกียรติของพุทธบริษัทไว้ ว่าพุทธศาสนา นี้ไม่มีทางที่จะเป็นไสยศาสตร์ เพราะเป็นผู้รู้ รู้ตื่น ผู้เบิกบาน เอาปัญญามาก่อน. ศาสนาอื่นที่มีเชื่อพระเจ้าอะไรนั้นแหละ ระวังให้ดี มันหวุดหวิด เผลอเข้าไป ทำพระเจ้าเป็นไสยศาสตร์ไปก็ได้. ทั้งๆ ที่พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า ไม่มีอาศัย ความเชื่อ ก็ยังเผลอเอาไข่ต้มกับปลาร้าไปถวายพระพุทธรูปได้. ทีนี้ฝ่ายศาสนา
น.427 ที่เชื่อพระเจ้าอะไรอยู่แล้ว ก็มีทางที่จะเป็นไปได้ง่ายกว่า. ผมจึงใช้คำว่า 'หวุดหวิด". พวกที่ถือศาสนาพระเจ้านี้ หวุดหวิดที่จะกลายเป็นไสยศาสตร์ ถ้าไม่ระวังให้ดี. พระพุทธรูปที่สวนโมกข์เก่าของเรา ที่พุมเรียงนั้น เป็นที่บนบานขอลูก ; คนที่ไม่มีลูกบนบานเข้าก็สำเร็จ รายสองราย ก็เลยระบือลือชากันใหญ่. เมื่อไป ขอกันตั้งหลายสิบราย หลายร้อยราย ก็ไม่มีสักรายหนึ่งละหรือ ? ที่มันจะฟลุค มีลูกขึ้นมาได้ ก็เลยยกให้เป็นอานุภาพของพระพุทธรูป. นี่มันเป็นไปได้มากถึง อย่างนี้ ; ความเชื่อก็เลยเฉหันเหไปในทางทำพระพุทธรูปให้กลายเป็นเครื่องมือ ของไสยศาสตร์ไป. นี่ เราโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา ก็ขอให้ถือ ให้ถูก ให้ตรง ให้มั่นคงไว้ โดยอาศัยปัญญามาก่อน. ถ้าว่าเราจะช่วยคนโง่ คนขลาด คนเขลา เราก็ฝากพุทธศาสนาไว้ในไสยศาสตร์ก็ได้ พูดอะไรไว้ในรูป ของไสยศาสตร์ก็ได้; เพราะไม่อย่างนั้นเขาไม่เชื่อ เขาไม่ทำตามโดยเคร่งครัด. เราก็เอาพุทธศาสนาใส่ลงไปในไสยศาสตร์ ที่ไม่น่าเกลียด ที่พอดูได้ ให้คนเชื่อ ถือขลังอย่างถือไสยศาสตร์ ก็พอไปกันได้ ; เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็น ระบบยาแอสไพริน อย่างนี้ก็พอได้ ; ซึ่งเป็นการอนุญาต หรือยอมให้ทำได้ เหมือนกัน ถ้าทำไปด้วยสติปัญญามีเหตุผล. เดี๋ยวนี้มันน่าละอาย หรือน่าอันตราย ที่ว่าเราขลาดและเขลามาก เกินไป จนทำพุทธศาสตร์ ให้เป็นไสยศาสตร์, ทำให้ไสยศาสตร์มีโอกาสครอบงำ พุทธศาสตร์, เราต้องลืมหูลืมตาในข้อนี้ ต้องทำพุทธศาสตร์ให้ครอบงำ ไสยศาสตร์ ไว้เรื่อย แล้วก็ใช้ไสยศาสตร์นั้นเป็นตัวเครื่องมือ เป็นตัววัตถุ เป็น
น.428 ภาชนะ เป็นรูปร่างภายนอก ; แต่เนื้อในของมันเป็นสติปัญญา ดังที่ผม ยกตัวอย่าง เรื่องอาบน้ำนั้น. ถ้าคุณจะไปบอกแก่เด็ก ๆ ว่า ทำอย่างนี้ซิเป็นสิริ มงคลสมบูรณ์ที่สุดเลย เด็ก ๆ ก็อาจจะทำ แล้วมันก็เป็นวิทยาศาสตร์คือได้ผลดี ที่ไม่เป็นหวัดอะไรทำนองนี้; แล้วก็เป็นพุทธศาสตร์ คือเป็นเรื่องของ สติปัญญา. บัดนี้สิ่งที่น่าสังเวชก็คือว่า การถอยหลังเข้าคลองของมนุษย์ในยุค ปัจจุบันนี้ ; เพราะว่าคนไปหลงวัตถุมาก ทำให้มีความอยากมาก ; ความอยากมาก ก็ทำให้มีความขลาด และมีความเขลามาก. ช่วยเอาไปคิดดูให้ดี ๆ ถ้าเรา ไปเพิ่มความอยากเข้าเท่าไร ความขลาด ความเขลา มันจะมีมากขึ้นเท่านั้น. นี่เทคโนโลยีต่าง ๆ มีมูลมาจากความอยาก, เพื่อความอยาก เพื่อความต้องการ ทั้ง ๆ ที่เป็นเทคนิเซี่ยน เทคโนโลยิสต์ อะไรก็ตาม ก็เลยยิ่งเป็นไสยศาสตร์ โดยไม่รู้ตัวได้ ; คืออาณาจักรของความกลัวนั้นครอบงำแล้ว ก็เชื่อพระเจ้า อย่างไสยศาสตร์ เชื่ออะไร ๆ อย่างไสยศาสตร์ไปหมด ; ฉะนั้นพวกนักวิทยาศาสตร์ หรือเทคนิเชี่ยน เขาก็ทำพิธีรีตองทางศาสนา อ้อนวอนพระเจ้า, ในกองทัพ ก็อ้อนวอนพระเจ้าเป็นไสยศาสตร์ไปหมด เพราะมาจากความขลาด และความเขลา ซึ่งมาจากความอยากอันต้องการมหาศาลอีกทีหนึ่ง. กิจกรรมมันใหญ่ขึ้น จน จะฆ่ากันทั้งโลกนี้ ; ความขลาด ความเขลามันก็มากขึ้นตามตัว ก็ทำความงมงาย ได้มากขึ้น. โดยส่วนตัวบุคคล เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักศึกษา อย่างพวกคุณ อย่างนี้ จะกลับไปเป็นผู้งมงาย อย่างสมัยตาบู มันก็น่าหวัว ; แต่แล้วมันเป็นสิ่ง ที่เป็นไปได้. ถ้าจะป้องกันหรือแก้ลำได้ ก็ต้องรีบมีปัญญา, รีบมีปัญญาก็คือรีบทำ ให้ไม่ขัดขวางกัน ให้ประสานกันตามโอกาส ตามความเหมาะสม เกี่ยวกับ เวลา บุคคล สถานที่ อะไรเหล่านี้; มันก็จะช่วยแก้ปัญหาทางสังคมไปได้
น.429 โดยอาศัยพื้นฐานของมนุษย์ทั้งหลาย ที่มีความขลาด ความเขลา พึ่งสิ่งซึ่งไม่เข้าใจ มองไม่เห็นตัวอยู่แล้วเป็นธรรมดา ; เรียกว่าเรายอมรับความศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ที่มีรากฐานเป็นสติปัญญา. อย่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นความ โง่เขลา เป็นความขลาด ความเขลาเลย. ฆราวาสก็มาได้เพียงเท่านี้ .. หลังจากนั้น ฆราวาสที่ต้องการจะเดินทางต่อไป ก็ไม่มีอะไรนอกจาก ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า. ทีนี้ก็เริ่มตั้งต้นละความอ่อนแอที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ นี้เสีย. คุณไปศึกษาหาอ่านเสีย ผมบรรยายไว้มากมายแล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับ อัฏฐังคิกมรรค-เดินทางไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้านี้. เริ่มต้นก็มีการละสังโยชน์ : ในอันดับแรกก็ละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพัตต์ปรามาส ; นี่เป็นหลัก ที่ดีที่สุดในพระพุทธศาสนา แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ที่จะละจากความเป็นฆราวาส หรือคนธรรมดา ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า. นี้เป็นเรื่องละความเชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์เป็นข้อแรกก่อน, เป็นบทเรียนอันแรก เป็นการสอบไล่อันแรกก่อน. ข้อที่ ๑ สักกายทิฏฐิ เป็นความเขลา ว่ามีตัวกู มีผีสาง มีวิญญาณ เกิดไปเกิดมา, จุติ ปฏิสนธิ ; คนเดียวกันนั่นแหละ เกิดแล้วเกิดอีก อย่างนี้ มันเป็นความเขลา ต้องละก่อน. ข้อที่ ๒ วิจิกิจฉา คือความลังเลระหว่างไสยศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ คือความที่อยู่ในอำนาจเหตุผล กับความที่ไม่อยู่ในอำนาจเหตุผล ซึ่งกำลังตีกันยุ่ง นี้แหละเรียกว่าวิจิกิจฉา. คุณอย่าเพ่ออวดดีว่า คุณเป็นมนุษย์ที่อยู่ในอำนาจแห่ง เหตุผล ; ความไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลมันมีเมื่อไรก็ได้ ในเมื่อมีเชื้อเป็น รกราก ที่ฝังอยู่ในสันดานของมนุษย์ ที่มีความขลาดความเขลา มาแต่เดิมนั้น ;
น.430 แล้วความที่มี conflict กันอยู่ระหว่างสองสิ่งนี้ บางเวลาเรามีเหตุผล บางเวลา เราก็ไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลเลย, นี้ก็ต้องละ เป็นข้อที่ ๒. ข้อที่ ๓ สีลัพพัตตปรามาส นี้แหละเป็นไสยศาสตร์โดยตรง คือการ ประพฤติกระทำไปโดยไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล. ถ้าละสามอย่างนี้ได้จึงเป็นพระ โสดาบัน, เป็นพระอริยบุคคลในอันดับแรก. การที่มนุษย์จะวิวัฒนาการทางวิญญาณ ไปในทางสูงนี้ อันแรกที่สุดก็มา ปะทะกันเข้ากับเรื่องไสยศาสตร์ ; ถ้าผ่านด่านนี้ไปไม่ได้ ก็ไม่ต้องหวังที่จะเป็น พระอริยบุคคล หรือว่าอารยธรรมทางวิญญาณในพุทธศาสนา, ไม่ใช่อารยธรรม ทางวัตถุแห่งยุคปัจจุบัน ; ชื่อเหมือน ๆ กันระวังให้ดี. คำว่า อริยะ กับคำว่า อารยะ นั้นเป็นคำเดียวกัน, ตัวหนังสือเป็นคำคำเดียวกัน เขียนเป็นบาลี เป็นสันสฤตเท่านั้นเอง. แต่แล้วอารยะแท้จริงนั้น ต้องสูงและถูกต้องทาง วิญญาณไปเลย ; ส่วนอารยะตกต่ำไปสู่ความทรามนั้น คืออารยะทางวัตถุ. ยิ่งกินยิ่งเมา, ยิ่งเมายิ่งเอาใหญ่ ; มันก็เลยตกไปทางความมีจิตทราม ก็เรียกว่า อารยธรรมแผนปัจจุบันทางวัตถุ. อารยธรรมฝ่ายวิญญาณของพระพุทธเจ้านั้น เป็นอารยธรรมฝ่ายวิญญาณ ก็เลยมามีบทเรียนตรงที่ว่า ต้องปะทะกันกับ ไสยศาสตร์ แล้วละ หรือทำลายให้ได้ ผ่านไปให้ได้; รวมความแล้วก็คือ ความไม่มีเหตุผลเพียงพอ. สักกายทิฏฐิถือตัวจิตวิญญาณที่ไม่มีเหตุผล ; แล้ว วิจิกิจฉามันก็ไม่มีเหตุผล มันกำลังตีกันยุ่งระหว่างเหตุผลกับความโง่นี้; สีลัพพัตต์- ปรามาสก็คือความไม่มีเหตุผล. ถ้าเราผ่านอันนี้ไปได้ ก็เรียกว่า ละเครื่อง กีดกั้นอันดับแรก เป็นด่านหน้าของความกีดกั้น ที่ไม่ให้ไปสู่โลกพระอริยเจ้า นั้นได้; เราผ่านไปไม่ได้. นี่ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ ในอันดับสุดท้าย ในวาระสุดท้ายว่า เป็นเครื่องกีดกั้น ขวางทาง ของการไปสู่โลกของพระอริยเจ้า.
น.431 ทีนี้เราเคยอาศัยมันมา เหมือนเรือเหมือนแพ เหมือนยานพาหนะตาม ลำดับมาแล้วแต่หนหลัง ก็ขอบใจมันเถิด; แต่พอมาถึงตอนนี้ ก็ถือว่า ต้อง แยกกันละ; จะไม่แบกเอาเรือแพขึ้นบกไป หรือไปสู่ยานพาหนะที่ดีกว่า หรือไป หาเรือหาแพอย่างอื่นกันดีกว่า ; พอถึงบกจริง ๆ ก็ไม่แบกอะไร ไม่แบกเรือแบก แพเอาไปด้วย ฉะนั้น เรือแพอย่างอันดับแรกๆ ตอนต้น ๆคือไสยศาสตร์นี้ ต้องละกันที ไปหาเรือแพหรือเรือบินที่มันดีกว่า; ในที่สุดเมื่อไปถึงจุดหมาย ปลายทางแล้ว ก็โกยทั้งหมดเลย. เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะพูดว่า อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ดีโดยส่วนเดียว ; สิ่งที่ไม่ดีนั้น มันหมายความว่า มันไม่เหมาะแก่กาละเทศะ ที่จะเป็นประโยชน์ แก่เราในเวลานั้น. มนุษย์ก็ตั้งต้นมาด้วย ความโง่ ความไม่รู้ เป็นคนบ่า หรือ ไม่ถึงกับเป็นคน ยังเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์. แล้วก็เรื่อย ๆ มา จนมีความสูงขึ้นมา มันก็พูดอะไรโดยส่วนเดียวไม่ได้. สิ่งที่ว่าเคยดีสำหรับสมัยนั้น มันไม่ดีสำหรับ สมัยนี้ก็ได้ๆ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีอยู่เสมอไปก็คือ มันใช้เป็นประโยชน์ได้ ตามเวลา ตามกาละ ตามสถานที่ ตามความเปลี่ยนแปลง, ในที่สุดก็ขึ้น เหนือความดี พ้นไปจากความดี พ้นไปจากความผูกพันของความดี, ก็เป็น พระอริยเจ้าไป เป็นโลกุตตระไปได้. เรื่องดี เรื่องชั่ว นี้จะสับสนปนเปกันอยู่เรื่อย : ที่เคยคิดว่าชั่ว มันก็ยังมีประโยชน์ในข้อที่ว่า ทำให้คนฉลาดขึ้น เพราะความชั่วมันกัดเอาเจ็บ ๆ คนก็ฉลาดขึ้น. ความดีนั้นทำให้คนเหลิง หลงใหล ลืมตัว มันก็กัดเอาเจ็บ ๆ เหมือนกันในอีกลักษณะหนึ่ง. ผลสุดท้ายมันก็เป็นเรื่องที่ขบกัดมนุษย์ทั้งนั้นใน บรรดาเรื่องดี เรื่องชั่วนี้ ; เราก็เลยหาทางที่อยู่เหนือขึ้นไป พ้นขึ้นไป ขึ้นไป เหนือ เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า เป็นเรื่องของมรรค ผล นิพพาน. เพราะฉะนั้น
น.432 เรื่องไสยศาสตร์นั้นเป็นเรื่องนิดเดียว ที่จะป้องกันอันตรายนิด ๆ หน่อย ๆ เป็น ระบบยาแอสไพริน ; รู้จักมันอย่างนี้แล้วก็อย่าได้เผลอ หลงเป็นทาส เป็นบ่าว ของไสยศาสตร์. จงใช้มันเหมือนระบบยาแอสไพริน หรือว่าที่มันไม่ควรจะใช้ ก็เลิกไปเสียเลย ทิ้งมันเสียเลย. แต่อย่าลืมว่า มนุษย์นี้สัมพันธ์กันมากับ ไสยศาสตร์ ตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แยกกันไม่ออก. ขอให้ฆราวาสรู้จักความเป็นฆราวาส ที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ที่มันจะ ครอบงำเอา ; เพราะฆราวาสอยู่ในวิสัยที่ไสยศาสตร์จะครอบงำเอา เมื่อไรก็ได้ เท่าไรก็ได้. นี่เราเป็นฆราวาสพุทธบริษัท เราก็ลืมหู - ลืมตา อย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขึ้นมาตามลำดับ ๆ ก็เปลืองสิ่งเหล่านี้ออกไปได้ ; กลายเป็นผู้พ้น จากความมืดมัว จากการไปถือสรณะอันไม่เกษม อันไม่สูงสุด มาเป็นผู้มีสรณะ อันเกษมสูงสุด ; แล้วก็พ้นจากความเป็นผู้ต้องถือสรณะ ในที่สุด คือ เป็น โลกุตตระไป. ที่พูดกันยาวยืดนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้มองเห็นว่า มันคาบเกี่ยวสัมพันธ์กันมา อย่างแยกกันไม่ออก จนกระทั่งบัดนี้. คุณต้องการเป็นฆราวาสที่ดี ก็จงมองดูสิ่ง เหล่านี้อย่างถูกต้อง. ผมพูดเรื่องฆราวาสกับไสยศาสตร์ ด้วยความมุ่งหมายอย่างนี้. นกกางเขน กับเรไร ก็บอกว่า หมดเวลาสำหรับวันนี้.
Buddhadasa