น.433 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้บรรยายต่อจากที่ได้กล่าวค้างไว้. ขอให้ ทบทวนในครั้งที่แล้วมาว่า ได้พูดกันถึงเรื่อง ฆราวาสกับ ไสยศาสตร์ ส่วนในครั้งนี้จะได้พูดกันถึง ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์. คำว่า ไสยศาสตร์ กับคำว่า พุทธศาสตร์ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่ กับพุทธบริษัท ในฐานะที่ว่า เป็นมนุษย์. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" นั้น เราได้จำกัดความลงไปแล้วว่า เป็นวิชาของมนุษย์ชนิดที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ เหตุผล. การที่จะใช้คำว่า วิชา เรียกสิ่งชนิดที่ไม่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล ก็หมาย ความว่าเป็นความรู้ชนิดที่สอนสืบ ๆ กันมา หรือทำให้ดู แล้วทำตามสืบ ๆ กันมา จะเรียกว่าเป็นวิชาสำหรับดับความทุกข์ชั่วขณะก็ได้ ; หรือจะเป็นวัฒนธรรม สำหรับมนุษย์ ที่ยังไม่สามารถจะใช้เหตุผล หรือหลักวิชา เกี่ยวกับสิ่งที่ลึกซึ้ง ไปกว่าธรรมดาก็ได้ ; เป็นของสืบเนื่องกันมาแต่มนุษย์ในสมัยโบราณซึ่งยังไม่มีการ ๔๐๕
น.434 ศึกษา หรือการใช้เหตุผลตามหลักวิชานั่นเอง เราเรียกรวม ๆ กันว่า เป็นวิชา ไสยศาสตร์นี้อย่างหนึ่ง. ส่วนในวันนี้ เราจะได้กล่าวถึง สิ่งที่เรียกว่า "พุทธศาสตร์" ซึ่งเป็น ของตรงกันข้าม. พุทธะ แปลว่ารู้ ว่าตื่น ว่าเบิกบาน ; ดังนั้น มีความหมาย อยู่ในตัวแล้วว่า มันเกี่ยวกับหลักวิชา เกี่ยวกับความรู้ประเภทที่มีการศึกษาเพียงพอ มีการใช้เหตุผลที่เพียงพอ. เมื่อพูดถึงคำว่า "ศาสตร์" อยากจะให้ถือเอาความหมาย ที่ตรงตาม ตัวหนังสือ. คำว่า สตฺถ ในภาษาบาลีก็ดี, ศาสฺตฺร ในภาษาสันสกฤตก็ดี มีความหมายที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ หมายถึงอาวุธ หรือของมีคม. อาวุธชนิดที่มีคม เราเรียกว่า ศาสตรา. คำว่า มีคม มันก็หมายความว่า สามารถจะตัด ; เพราะฉะนั้นความหมายสำคัญ ก็อยู่ตรงที่เป็นเครื่องตัด หรือทำลายสิ่งที่เราไม่ ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือความทุกข์. คือถ้ากล่าวถึงเหตุก็คือ กิเลสหรือ ความโง่ ; ถ้ากล่าวถึงผล ก็คือตัวความทุกข์ ; นี้เป็นสิ่งที่ต้องตัด. ไสยศาสตร์ก็ตัดไปตามแบบ ตามประสาของไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นผล ชั่วคราว หรือชั่วขณะ; อย่างที่เราเรียกว่า "ระบบยาแอสไพริน". ส่วน พุทธศาสตร์ มันเหมือนกับระบบที่จะตัดต้นเหตุ ; หลังจากที่กินยาระงับความ ปวดชั่วคราวแล้วเราก็มีการตรวจสอบ แก้ไข ที่ต้นเหตุ ด้วยความรู้ หรือการ กระทำที่จริงยิ่งไปกว่า. คำว่า ศาสตรา มีความหมายเป็นสองอย่างขึ้นมาได้อย่างนี้. ทีนี้ก็จะดูกันถึงความเป็นฆราวาส. ได้กล่าวมาแล้วในครั้งที่แล้วมา ว่าฆราวาสได้เกี่ยวข้องกันอยู่กับไสยศาสตร์อย่างไร. ในที่นี้ก็จะได้กล่าวถึง
น.435 การที่ฆราวาสจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสตร์นั้นอย่างไร, โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ฆราวาสที่เป็นพุทธบริษัท. เราได้พูดกันแล้วว่า ฆราวาสทั่ว ๆ ไป ที่เป็นพุทธบริษัท หรือไม่เป็น พุทธบริษัท ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ อย่างที่ไม่อาจจะแยกกันได้ มาแล้วแต่กาลก่อน ; แต่บัดนี้มาถึงขั้นที่จะต้องเป็นพุทธบริษัทกันให้ถูกต้อง. เรื่องมันก็กลายเป็นว่า จะต้องเลื่อนชั้นจากความมีอยู่แต่ไสยศาสตร์นั้น ให้มามี พุทธศาสตร์ หรือกลายเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงขึ้นมา, เรียกว่าเป็นการเลื่อนชั้น ตัวเองเสียใหม่ให้ถูกต้อง ; แต่แล้ว สิ่งนี้ก็เป็นไปไม่ค่อยจะได้ เพราะเหตุที่เห็น ได้ง่ายๆ ว่า มันมีความเคยชินเป็นนิสัย หรือติดอยู่ในนิสัยของบุคคล ที่มี ความเขลา และความขลาดมามาก นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้ หรือการศึกษานั้น มันไม่เพียงพอที่จะแก้ความขลาด และความเขลา; การ เปลี่ยนจากไสยศาสตร์ มาเป็นพุทธศาสตร์ มันก็เลยยาก. ปัญหามันมีอยู่ว่า เราจะเป็นพุทธบริษัทกันสักเท่าไร คือจะให้ถูกต้อง จริง ๆ ยิ่งขึ้นสักเท่าไร ? ถ้าต้องการความเป็นพุทธบริษัทที่สมบูรณ์ หลักเกณฑ์ มันก็มีอยู่ว่า จะต้องละไสยศาสตร์โดยสิ้นเชิง. โดยทั่วไปก็ละกันไม่ได้สิ้นเชิง จึงมีอาการอย่างที่เรียกกันว่า พุทธ ฯ ปนไสย ฯ นี้อยู่โดยทั่วๆ ไป. จงมองดู ในส่วนชั้นนอก ๆ ชั้นโลก ๆ มันก็พอจะเป็นไปได้, เรียกว่าอย่างมนุษย์ธรรมดา สามัญ มันก็พอจะเป็นไปได้ ; เหมือนกับที่คนชอบกินยาระงับปวดชั่วคราว มากกว่าที่จะไปรักษาอย่างจริงจัง ให้หายโรคโดยเด็ดขาด. แต่แล้วความมุ่งหมาย ของพุทธศาสนา หรือพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทรงประสงค์เพียงเท่านี้; ท่าน ต้องการจะให้ละเรื่อยไป จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง คือเป็นพุทธบริษัท ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้เต็มที่. นี่แหละคือ ข้อที่เราจะต้องนึกถึงกันในเวลานี้
น.436 ว่าความเป็นพุทธบริษัทของเรา มันยังมืดมัว เศร้าหมอง หรือว่า ยังเป็น ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือว่าแจ่มกระจ่างแล้ว. ต่อไป เราจะได้ดูกัน ถึงการที่ว่า เราจะค่อยๆ เปลี่ยนให้มันดีขึ้น อย่างไร, หรือว่าจะค่อย ๆ ละให้มันถึงที่สุดได้อย่างไร. สิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ไม่ได้อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล และเชื่อ สิ่งภายนอก. ส่วนสิ่งที่เรียกว่า "พุทธศาสตร์" นั้น เป็นสิ่งที่อยู่ในอำนาจแห่ง เหตุผล, เป็นไปตามอำนาจของเหตุผล, แล้วก็เชื่อภายในคือเชื่อตัวเอง เชื่อ เหตุผล เชื่อสติปัญญา เชื่อสิ่งที่ได้ประสบมาแล้วในชีวิตของตน ในทางที่เป็น เหตุผล. ฉะนั้นมันจึงเป็นคู่ตรงกันข้าม. ที่ว่าพุทธบริษัทเชื่อเหตุผล และเชื่อ ตัวเองนี้ กินความหมายกว้างไปถึงกับว่า ไม่ต้องเชื่อแม้แต่พระพุทธเจ้า. ข้อนี้ บางคนฟังแล้วสะดุ้ง หรือเห็นว่า มันขัดขวางกัน. พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ให้ เชื่อท่าน. หมายความว่า ไม่ให้เชื่อโดยเหตุเพียงสักว่าท่านพูด ; จะต้องมี ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจของตัวเอง ว่ามันถูกต้อง หรือมันจริง หรือ มันตรงตามที่ท่านตรัสท่านสอน แล้วจึงจะเชื่อ. พระสาวก เช่นพระสารีบุตร ก็ได้ทูลยืนยันกับพระพุทธเจ้าอย่างนี้ สมตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงต้องการให้เชื่อ กันอย่างนี้. เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมมีความเห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านคงจะทรงเล็งเห็น ในข้อที่ว่าให้ความจริงมันสอน หรือให้ธรรมชาติมันสอน นั่นแหละมันจึงจะได้ผล คือดีกว่าคนสอน. บุคคลสอนซึ่งกันและกันนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี หรือไม่มี ประโยชน์ ; แต่ถ้าเชื่อโดยเพียงสักว่า ได้ฟังเขาพูด ได้ฟังเขาสอน แล้วเชื่อ อย่างนี้ มันตายด้าน มันติดต้นอยู่ที่นั่น. มันต้องเอาไปคิดไปนึก จนเข้าใจ
น.437 และยิ่งกว่าเข้าใจ คือเห็นแจ้ง ; แล้วมันก็จะเป็นความเชื่อขึ้นมาเองทันทีจาก ภายใน ; อย่างนี้เรียกว่า เชื่อตัวเอง หรือเชื่อสิ่งที่มีอยู่จริงในภายใน ปรากฏ อยู่อย่างชัดเจน. อย่างนี้เขาเรียกว่าเชื่อตัวเอง ไม่เชื่อผู้อื่น. พระพุทธเจ้าท่าน ก็ทรงขอร้องอย่างนี้ ; ให้ธรรมชาติแห่งความจริงมันสอน. เช่นว่าเมื่อเราไม่มี กิเลส จิตว่างไปจากกิเลสชั่วขณะ มันมีความรู้สึกอย่างไร, สบายอย่างไร ; ก็ให้ สิ่งนั้นมาปรากฏขึ้นในใจ แล้วสอนอย่างที่เรียกว่าเป็นหลักเป็นฐาน ; ความเชื่อ นั้นเลยเป็นความเชื่อที่แท้จริง ไม่ใช่เชื่ออย่างหลับตา. มันเป็นการเชื่อของ ความเข้าใจในชั้นแรก ; และแล้วยิ่งกว่าเข้าใจ คือรู้แจ้งซึมซาบอยู่ในใจ เป็นสักขี พยานอยู่ในใจ; นับว่าเป็นความเชื่อที่ถึงที่สุด เป็นญาณ หรือเป็นความรู้ไป ในตัวมันเอง ในตัวความเชื่อนั้น มันเป็นสิ่งเดียวกันเสีย. สำหรับความเชื่อ ในขั้นต้น ๆ ที่เราจะต้องได้ยินได้ฟัง แล้วสนใจ แล้วเอาไปคิดไปนึก ไปพิสูจน์ อย่างนี้ยังไม่เรียกว่าความเชื่อก็ได้ ; เพราะว่าเรายังไม่ปลงความเชื่อลงไปในสิ่ง ที่สักว่าได้ยินได้ฟัง ; ต่อเมื่อมีความเข้าใจ แล้วเลยไปถึงความเห็นแจ้งแทงตลอด แล้ว ความเชื่อมันก็ปลงลงไปเอง ก็เรียกว่า มีความเชื่อ. พุทธบริษัทมีวิธีศึกษา และเชื่อของตนอย่างนี้ ซึ่งไม่เหมือนกับวิธีการ ของคนพวกอื่นก็ได้ ; ซึ่งบางพวกมักจะเอาความเชื่อเป็นเบื้องหน้า. อย่างนี้เรา ถือว่าพ้นสมัยแล้ว, มันเป็นสมัยของไสยศาสตร์ หรือถอยเลยไปถึงสมัยตาบู แต่บรมโบราณดึกดำบรรพ์โน้น ; เขาถือว่าพ้นสมัยแล้ว. ถ้าเราได้ยินได้ฟัง อะไรที่อยู่ในรูปของไสยศาสตร์ หรือตาบูมา ก็เอามาพิจารณาดูจนเห็นเหตุผล แล้วก็ปฏิบัติตรงตามนั้นก็ได้ ; เหมือนที่ผมพูดให้ฟังว่า ผมเองก็ถือไสยศาสตร์. อาบน้ำตอนเช้า รดศีรษะก่อน อาบน้ำตอนเที่ยงรดที่หน้าอกก่อน อาบน้ำตอนเย็น หรือตอนค่ำ รดที่เท้าก่อน ; มันเข้ารูปกันกับธรรมชาติของร่างกาย ป้องกัน การเป็นหวัดได้เป็นอย่างดี. แต่ถ้าพูดว่า ตอนเช้าสิริมงคลอยู่ที่ศีรษะ ตอนเที่ยง
น.438 สิริมงคลอยู่ที่หน้าอก ตอนเย็นสิริมงคลอยู่ที่เท้า : อย่างนี้มันก็กลายเป็น ไสยศาสตร์ไป. แต่เมื่อมาดูกันถึงความจริงของมันแล้ว มันก็กลายเป็น วิทยาศาสตร์. นี่แหละพุทธบริษัทเราได้รับอะไรมา จะเป็นคำสั่งสอน ซึ่งแม้อยู่ในรูป ของไสยศาสตร์ ก็เอามาพิจารณาดู หรืออย่างน้อยก็ทดลองดู สอบดู ทำ experiment อย่างวิทยาศาสตร์ก็ได้ จนรู้ว่านี่มันมีเหตุผล มีความจริงอย่างนี้ แล้วก็ถือปฏิบัติได้ ; แล้วก็หัวเราะชอบใจความรู้สติปัญญาของคนสมัยดึกดำบรรพ์ มันก็ยังมีประโยชน์. แต่ถ้าสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ ไม่มีเหตุผล ก็ไม่ต้องเอา ; ถ้าจะเอา ก็เอามาอย่างทดสอบเสมอ. นี่คือหนทางที่เรียกว่า จะทำให้เราค่อย ๆ ละสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ให้หมดไป-หมดไป ; แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสตร์ เกิดขึ้นมาแทน. ไม่จำเป็นจะต้องประณามว่า สิ่งที่เขาประพฤติปฏิบัติกันอยู่ ที่เป็นมาแล้วแต่ดึกดำบรรพ์นั้น มันเป็นเรื่องบ้าบอไปเสียทั้งหมด หรือเป็น ไสยศาสตร์อย่างที่ไม่มีเหตุผลไปเสียทั้งหมด. เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีหลักเกณฑ์ สำหรับพิสูจน์ สำหรับทดสอบ แยกแยะดูว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร หรือ เพียงไหน. เมื่อเราจะเป็นพุทธบริษัท เราก็ใช้หลักของพระพุทธเจ้า ในการ ที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ คือชำระสะสางความเป็นไสยศาสตร์ให้ค่อย ๆ หมดไป แล้ว ก็มีความเป็นพุทธศาสตร์เข้ามาแทนให้มากขึ้นแล้วก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับฆราวาส ทีนี้ผมก็จะได้ประมวลเอาหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในพุทธศาสนา มาชี้แจงให้ฟังพอเป็น ตัวอย่างเป็นเรื่อง ๆ ไป. สำหรับ หลักเกณฑ์อันที่ ๑ เกี่ยวกับระเบียบวินัย หรือกฎหมาย หรือ อะไรเหล่านี้ พุทธบริษัทมีหลักเกณฑ์สำหรับทดสอบ หรือสำหรับตัดสิน วินิจฉัย เรียกว่า "มหาปเทส" ทางฝ่ายวินัย มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน ; หลักเกณฑ์นี้มีอยู่ว่า :
น.439 ข้อ ๑. สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสห้ามไว้ เราก็เอามาพิจารณา ดูว่าสิ่งนี้เข้ากันได้กับสิ่งที่ได้ทรงห้ามไว้ มันก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ควร นี้อย่างหนึ่ง. ข้อ ๒. ถ้ามันตรงกันหรือเข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ได้ทรงห้ามไว้ สิ่งนี้ ก็กลายเป็นสิ่งที่ควร. ข้อ ๓. อีกคู่หนึ่งก็มีว่า : สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ แต่สิ่งนั้นเข้ากันได้กับสิ่งอื่น ๆ ที่ทรงอนุญาตไว้ แล้วก็ถือว่าถูกว่าควร. ข้อ ๔. แต่ถ้ามันไปเข้ากับสิ่งที่ไม่ทรงอนุญาต ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ควร. ๒ คู่มันก็กลายเป็น ๔ อย่าง. มีปัญหาเกิดขึ้นว่า บางสิ่งบางอย่าง หรือการกระทำบางอย่าง บุคคล หรือสถานที่บางอย่างอะไรก็ตาม ที่เรียกว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นเป็นของใหม่ ของแปลก หรือหาไม่พบในบทบัญญัติ ; เราก็ต้องเอามาเทียบเคียงกันดูว่า สิ่งนั้นเข้ากันได้กับสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาต หรือทรงห้าม ; ถ้าเข้ากันได้ กับฝ่ายไหน เราก็ถือว่า เป็นฝ่ายนั้น คือ เป็นสิ่งที่ทรงห้ามหรือทรงอนุญาต. นี่คือปัญหาที่มีอยู่จริงสำหรับสมัยนี้ ซึ่งมันมีอะไรมากมาย เกิดขึ้นใหม่ ๆ แปลกๆ ไม่มีอยู่ในพระคัมภีร์ ไม่มีอยู่ในบทบัญญัติมาแต่ก่อน เราก็ใช้หลักอย่างนี้ตัดสิน แล้วก็ปฏิบัติไปตามนั้น เราก็เป็นพุทธบริษัทที่ดีได้. อย่างปัญหาครึกโครม เช่นปัญหาคุมกำเนิด หรือปัญหาอะไรทำนองนี้ ก็มิได้มีอยู่ในบทบัญญัติโดยตรง ; เราก็ไปเทียบเคียงดูว่า การกระทำอย่างนี้ มันจะเข้ากันได้กับเรื่องอะไรที่ทรงห้าม หรือทรงอนุญาตไว้ ; แล้วก็ถือว่า เป็นเรื่องที่ทรงห้าม หรือทรงอนุญาต อย่างนี้เป็นต้น. นี้เรื่องเกี่ยวกับ ระเบียบวินัย-คือสิ่งที่บังคับ.
น.440 หลักเกณฑ์อันที่ ๒ ถัดไป เล็งถึงเรื่องการศึกษา หรือ วิชาความรู้ ไม่เกี่ยวกับวินัย เรียกว่าเรื่องสูตร เรื่องพระสูตร-คือแบบฉบับ หรือแนวทาง สำหรับให้มนุษย์ปฏิบัติ. อย่างนี้ก็มีหลักเกณฑ์ที่เรียกว่า "มหาปเทส" อีก เหมือนกัน, แล้วก็มี ๔ อย่างด้วยเหมือนกันคือ มหาปเทสทางวินัยก็มี ๔ อย่าง ; มหาปเทสทางสูตรก็มี ๔ อย่าง. ๔ อย่างสำหรับสุตตันตะนี้ก็มีว่า :- ข้อ ๑. ถ้ามีคนมาพูด มาแนะ มาบอกมาสอนอะไรขึ้น แล้วก็อ้างว่า สิ่งนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ; อย่างนี้ก็อย่าเพ่อเชื่อ. จะต้องเอาข้อความที่เขา กล่าวนั้นไปเปรียบเทียบดู ในสูตร ในวินัย ส่วนใหญ่ที่เรารู้ เราเข้าใจ, หรือ พอจะรู้ พอจะเข้าใจ ; ถ้าสิ่งที่เขาเอามาพูดใหม่นั้นมันลงกันได้ มันเข้ากันได้ กับเรื่องในสูตรในวินัยส่วนใหญ่แล้ว ก็ให้รับฟังว่า คงจะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสจริง ; แล้วจึงเอาไปพิสูจน์แยกแยะ ด้วยการปฏิบัติต่อไป แล้วจึงเชื่อ นี้อย่างหนึ่ง. ข้อ ๒. ถ้ามีคนมาพูด มาอ้างว่า สิ่งนี้คณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้า สั่งสอน, หมายความว่าไม่ใช่องค์พระพุทธเจ้าเองสั่งสอน, เขามาอ้างว่า คณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้าสั่งสอน : เราผู้ฟังก็ย่อมทำอย่างเดียวกันอีกคือ ไม่ถือเอา ไม่รับเอาทันที ; แต่จะเอาคำที่เขาพูด หรือหลักที่เขามาบอกใหม่นี้ ไปเปรียบ เทียบกันดูกับส่วนใหญ่ในสูตร ในวินัย คือหลักเกณฑ์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนา นั้นว่าที่เขาเอามาพูดให้ฟังนี้มันลงกันได้ไหมกับหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่. ถ้ามันไม่ ลงกันได้ก็ไม่เอา ถ้ามันลงกันได้ก็รับฟัง ; แล้วก็เอาไปพิสูจน์ ไปแยกแยะ สำหรับเชื่อ สำหรับปฏิบัติต่อไปอีก. ข้อที่ ๓. ถ้าเขามาบอกว่า คณะบุคคลในพระพุทธศาสนาที่เชื่อถือได้ ที่เขาเชื่อกันอยู่นั้น เป็นผู้บอก ผู้พูด ข้อความว่าอย่างนี้ ๆ ; เราก็ไม่เชื่อ ไม่
น.441 รับเอาทันที. ต้องเอาข้อความนั้นไปเทียบ ไปเปรียบ ไปสอบ ไปปรับกันดูกับ หลักเกณฑ์ส่วนใหญ่ ในสูตร ในวินัยเสียก่อน ; ถ้ามันเข้ากันได้ ก็รับเอามา พิสูจน์ มาแยกแยะ มาปฏิบัติ. ข้อ ๔. ถ้ามีบุคคลบางคนที่มีเกียรติ มีหลัก มีเครดิต ว่าเป็นผู้ที่ เชื่อถือได้พูด, เขาพูดกันอย่างนี้ เราก็ไม่รับเอาทันที. ต้องเอาข้อความนั้นไป เทียบกับหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่ ในสูตร ในวินัยทั้งหมดเสียก่อน ถ้ามันลงกันได้ จึงค่อยรับฟัง เอาไปพิสูจน์ แยกแยะและปฏิบัติ. ทั้งสี่นี้เรียกว่า "มหาปเทส". อย่างหมวดแรก สำหรับเกี่ยวกับ ระเบียบวินัย คือว่าห้าม หรืออนุญาต ทำลงไปมันผิด หรือถูก เป็นมหาปเทส ส่วนวินัย. สิ่งที่ไม่ได้ตรัสห้ามไว้ มีอยู่สอง คือมันเข้ากันได้กับสิ่งที่มันควร และถ้ามันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ไม่ควรแล้ว ให้ถือว่าควร. ถ้าเข้ากันได้กับสิ่งที่ ไม่ควร, มันแย้งกันกับสิ่งที่ควรแล้ว ก็ว่านี้ไม่ควร. ถ้าว่าสิ่งใดที่ไม่ได้อนุญาตไว้ ก็เหมือนกันอีก : มันเข้ากันไม่ได้กับสิ่งที่ควร แต่ไปเข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร ก็เรียกว่ามันไม่ควร. ถ้าเข้ากันได้กับสิ่งที่ควร แต่เข้ากันไม่ได้กับสิ่งที่ไม่ควร ก็ถือว่ามันควร. วินัยเขามีหลัก ๒ อย่างคือ ห้ามไว้ หรืออนุญาตไว้ ; มีอยู่เป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ ; ประเภทหนึ่งก็แยกออกได้เป็นสอง อย่างนี้ คุณเอามาใช้อย่างปัจจุบันนี้ มันก็ยังใช้ได้อยู่สำหรับสิ่งที่ยังเป็นปัญหา. ทางฝ่ายพระสูตร ทางฝ่ายคำสั่งสอน ก็อย่าถือเอาโดยเหตุที่เพียงว่า มีคนมาพูดว่า พระพุทธเจ้าตรัส, หรือคณะสงฆ์สอน, หรือว่าคณะบุคคลสอน, หรือว่า คนมีปัญญาสอน. แต่ให้เอาทั้งหมดนั้นไปสอบดู ปรับกันดูกับส่วนใหญ่ ที่เป็นตัวพุทธศาสนานั้น ; ถ้ามันเข้ากันไม่ได้กับหลักพุทธศาสนาส่วนใหญ่แล้ว แม้เขาจะมาอ้างว่าพระพุทธเจ้าตรัสก็อย่าได้เชื่อเลย.
น.442 นี่ขอให้คิดดูให้ดีเถิด จะมีความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ยิ่งขึ้น; คือเห็นข้อที่ท่านมีสติปัญญาอย่างไร, ท่านมีความสุขุมรอบคอบ อย่างไร, ท่านป้องกันพวกเราไว้ให้ปลอดภัยอย่างไร ; แม้ว่าท่านจะปรินิพพาน ไปนานแล้ว ก็เหมือนกับท่านยังคุ้มครองเราอยู่เดี๋ยวนี้. เรื่องเกี่ยวกับวินัย เรื่อง เกี่ยวกับพระสูตรเป็นอย่างนี้. ต่อไป จะมาถึง เรื่องความเชื่อโดยตรง. หลักที่เกี่ยวกับความเชื่อนี้ เราเรียกกันง่ายๆ ว่า หลักกาลามสูตร. ที่มีสูตรชื่อนั้น ชื่อ กาลามสูตร - คือ สูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ชนชาวหมู่บ้านกาลามะเกี่ยวกับความเชื่อ ; แล้วก็น่า อัศจรรย์ที่สุด ที่ว่ายังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แม้สำหรับคนสมัยนี้ ที่เป็น พุทธบริษัททุกคน. เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงหมู่บ้านนี้ ชาวบ้านหมู่หนึ่งเข้ามา ทูลถาม ว่าพวกเราอยู่กันที่นี่ เดี๋ยวก็มีครูบาอาจารย์ หรือผู้อ้างตัวเป็นพระศาสดา องค์นั้นองค์นี้, ผ่านมาทางนี้ แล้วก็สอนอย่างหนึ่ง ๆ ต่าง ๆ กัน ไม่เหมือนกัน จะเชื่อใครดี. พระพุทธเจ้าท่านก็เลยตรัสหลัก ๑๐ ประการนี้ ที่เรียกว่า "กาลามสูตร" แก่คนเหล่านี้ มีข้อความดังนี้. ข้อ ๑ : มา อนุสฺสเวน - ท่านอย่าเชื่อเอาโดยเหตุที่ว่า มันเป็นสิ่ง ที่เขาบอกเขาสอนสืบ ๆ กันมา. มา อนุสฺสเวน คำแปลว่า อย่าได้ถือเอาด้วยเหตุ เพียงว่าฟังตาม ๆ กันมา, ฟังตาม ๆ กันมา คือบอก ๆ - บอกแล้วฟังตาม ๆ กันมา แต่กาลก่อน. ข้อ ๒ : มา ปรมฺปราย -อย่าถือเอาโดยเหตุที่ว่า เขาได้ทำตาม ๆ สืบ ๆ กันมา. ข้อ ๓ : มา อิติ กิราย - อย่าถือเอาโดยเหตุที่ว่า มันเป็นข่าวลือ ข่าวแตกตื่นเล่าลือกันมาอย่างครึกโครม เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลก.
น.443 ข้อ ๔ : มา ปีฎกสมุปทาเนน -อย่าถือเอาโดยเหตุที่ว่ามันมีอยู่ในปิฎก. แท้จริง สี่ข้อตอนแรกนี้มันคล้าย ๆ กัน เราพิจารณาคราวเดียวกันได้ : อย่าเชื่อหรือรับเอาคำสอนนั้น โดยเหตุที่ว่าได้บอก และสอนสืบ ๆ กันมาตั้งแต่ ดึกดำบรรพ์ : นี้มันเล็งถึงการพูด การบอก การสอน. ส่วนข้อที่ ๒ นั้นเล็ง ถึงการประพฤติปฏิบัติตาม ๆ กันมา. หรือเห็น ๆกันอยู่ ไม่ต้องบอกไม่ต้องสอน, เช่นศาลพระภูมิ อย่างนี้ก็ทำตาม ๆ กันมา. หรือว่าจะมองไปในแง่ว่า บอก กันให้ทำก็ได้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ได้ทำตาม ๆ กันมา เห็นชัดอยู่. ที่ว่า ตื่นข่าวลือนั้น มันเป็นของชั่วขณะ ชั่วยุค ชั่วคราว ชั่วขณะเล่าลือกันเป็นคลื่น บอกกล่าว ไปทั่วประเทศทั่วโลกนั้น, ซึ่งในกรุงเทพฯ ก็มีอะไรอยู่บ่อย ๆ ที่เป็นการ ตื่นข่าว ตื่นตูมในทางวิญญาณ. อันที่ ๔ ที่ว่ามันมีอยู่ในตำรา หรืออ้างตำรา เอาตำรามาอ้างได้ ; นี้ใช้คำที่เราชวนฉงน ที่ใช้ว่า ปิฎกสมุปทาเนน - ว่า มีอยู่ในตำราในปิฎก. คำว่าปิฎกแปลว่า ตำรา. ตำราอย่างที่คุณมีกันในโรงเรียน นั่นแหละ. พระไตรปิฎกก็ใช้คำ ๆ นี้เหมือนกัน. คือเขียนขึ้นเป็นตำรา เป็น วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธัมมปิฎก. อภิธัมมปิฎกนี้เป็นของทีหลังก็เรียกกันว่า ปีฎก. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ใช้เรียกคำสอนของท่านเป็นปิฎก, แต่มันถูกเขียน ขึ้นเป็นปิฎก ๆ ก็เลยกลายเป็นตำรา. นี้ก็อย่าเชื่อว่ามันมีอยู่ในตำรา หรือเป็นตำรา เป็นปิฎก. นี้แปลว่าตัดออกไปหมดที่จะไม่เชื่อทางการได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้อ่าน ได้อะไรเข้ามา กลุ่มถัดไป ข้อที่ ๕-๖-๗. ข้อที่ ๕ ว่า มา ตกฺกเหตุ - อย่าได้ถือเอาโดยตรรก ดูตามตัวหนังสือดีกว่า ถ้าแปล แล้วมันยิ่งยุ่ง. ข้อ ๖ ว่า มา นยเหตุ - อย่าถือเอาโดยนัย ข้อ ๗ ว่า มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าถือเอาโดยการตรึกตามอาการ.
น.444 ข้อที่ ๕ ที่ว่า อย่าถือเอาโดยตรรกนั้น ก็เห็นได้ชัดเลยว่า คือตรรก อย่างที่เราเรียกกันอยู่อย่างสมัยนี้ว่า logic นี้ อย่าถือเอาโดยเหตุที่ว่ามันเข้ารูป ในทาง logic. เดี๋ยวนี้คนสมัยใหม่ คนปัจจุบัน หรือนักศึกษานี้เขาว่า logic นี้ เป็นของวิเศษ ประเสริฐไปเลย ; ถ้ามันถูก logic แล้วก็เอา. พระพุทธเจ้า ท่านยังห้ามไว้ ว่ารอก่อน, อย่าเพ่อ. วิธีของตรรกก็คือวิธีของ reasoning ; reasoning มันก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุและผล. ทีนี้เหตุและผลมันเปลี่ยนได้ หรือ มันเอามาไม่หมดก็ได้โดยไม่รู้สึกตัว เหตุผลไม่สมบูรณ์ก็ได้ เพราะฉะนั้นตรรกนั้น มันก็ผิด. พระพุทธเจ้าท่านจึงว่าอย่าถือเอาโดยตรรก อย่าถือเอาโดย logic คือตรรกอย่าง logic ที่ยังมีอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้. ข้อที่ ๖. อย่าถือเอาโดยนัย. คำว่านัย ในที่นี้มันมีความหมายเป็นนัย แห่งการคาดคะเน. เช่นพอมีอะไร เราก็ตั้งสมมติฐานขึ้นมาอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็คาดคะเนไปตามสิ่งที่มันเคยเป็นหลักฐาน หรือเป็นเหตุผลแสดงอยู่ ; มันได้ แก่ inference อย่างเดี๋ยวนี้นั่นเอง ; มันจะอาศัย induction หรือ deduction ก็ตาม เพื่อจะคืบไปหาความจริงที่ยังไม่รู้ จากสิ่งที่รู้อยู่แล้ว อะไรอย่างนี้: นี้เรียกว่า โดยนัย อย่ารับเชื่อโดยเหตุสักว่าโดยนัย อย่างนี้. ข้อที่ ๗. ที่ว่า อย่าถือเอาโดยตรึกตามอาการ นี้คือ speculation ซึ่ง เป็นวิธีการของปรัชญาอย่างสมัยปัจจุบันนี้. เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่าวิธีการทาง ปรัชญานั้นก็ใช้ ไม่ได้กับการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา. วิธีการทางปรัชญา นั้นจะไม่ช่วยให้มีการบรรลุมรรคผลอะไรได้ ; และพุทธศาสนาก็ไม่ใช่ปรัชญา พุทธศาสนาต้องเป็นศาสนา. ถ้าจะเป็นก็เป็นวิทยาศาสตร์ทางวิญญาณมากกว่า ที่จะเป็นปรัชญาหรือเป็นตรรก เป็นจิตวิทยาอะไรทำนองนั้น. เพราะฉะนั้น หลักของตรรกวิทยาก็ดี จิตวิทยาก็ดี ปรัชญาก็ดี เอามาใช้เพื่อเป็นการตัดสิน
น.445 ที่แน่นอนไม่ได้. นี่เป็นกลุ่มที่ ๒ คือคำสอนข้อที่ ๕ - ๖ -๗ ; พูดสั้นๆ ว่า ไม่ถือเอาตามหลักของตรรก, ไม่ถือเอาตามหลักของจิตวิทยา, หรือปรัชญา เป็นต้น. กลุ่มสุดท้ายข้อ ๘ : มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าถือเอาโดยเหตุ ที่ว่ามันตรงกันกับลัทธิ ความเชื่อที่เรามีอยู่แล้ว. ตัวหนังสือว่า อย่าถือเอา เพราะว่ามันทนอยู่ได้ ด้วยการเพ่งพิสูจน์ตามความคิดของเราเอง, แม้ว่าสิ่งนั้น มันทนอยู่ได้ต่อการเพ่งพิสูจน์ ด้วยความคิดของเราเอง. ความคิดของเราเอง ในที่นี้หมายความว่า มันยังโง่มันยังหลงอยู่. เมื่อเรายังโง่ยังหลงอยู่ สิ่งใดเข้ามา ใหม่แล้วเผอิญมาเข้ากันได้ คือมันทนอยู่ได้กับการที่เราตั้งข้อสงสัยลงไป แล้วมัน ทนอยู่ได้ ; อย่างนี้ก็ยังเป็นความผิด เพราะมันเป็นความเพ่งพิสูจน์ของคนโง่. นี้ขอเตือนให้ระวังไว้ว่า พระธรรมในพระพุทธศาสนาต้องทนได้ต่อการ พิสูจน์ ; ถ้าทนไม่ได้ต่อการพิสูจน์ ไม่เรียกว่าพระธรรมในพุทธศาสนา. แต่ว่า การพิสูจน์ในที่นี้ หมายถึงการพิสูจน์ของผู้มีปัญญา หรือเป็นจอมปัญญา ไม่ใช่การพิสูจน์ของคนโง่. ตัวหนังสือมันเหมือนกันอยู่ ระวังให้ดี ; ทนได้ต่อการ พิสูจน์นี้ ต้องถามว่าทนได้ต่อการพิสูจน์ของคนโง่ หรือการพิสูจน์ของคนที่ รอบรู้. ถ้าทนได้ต่อการพิสูจน์ของคนที่รอบรู้ แล้วก็ถือว่าใช้ได้ ; แต่ เดี๋ยวนี้มันของคนธรรมดาสามัญทั่วไป มันใช้ไม่ได้ นี้จึงจำกัดความลงไปว่า : - อย่าถือเอาเพราะเหตุที่ว่า มันเข้ากันได้กับความเชื่อเดิมของตน คือเราเชื่ออยู่ อย่างไร ; อันนี้มาใหม่แล้วมันเข้ากันได้ละก็ อย่าเพ่อเชื่อ อย่ารับเอาด้วยเหตุผล เพียงเท่านั้น, จะต้องเอาไปหั่นแหลกเสมอไป. คำว่า "หั่นแหลก" นี้ก็ หมายความว่า เอาไปใคร่ครวญ ทบทวน หรือลองพิสูจน์ดู ปฏิบัติดู จนเห็นว่า มันมีผลอย่างนั้นจริงจึงจะเรียกว่าควรเชื่อ.
น.446 ข้อที่ ๔ : มา ภพฺพรูปตาย - อย่าเชื่อโดยเหตุที่ว่า ผู้พูดอยู่ในฐานะ ที่ควรเชื่อ. คือว่าเรามักจะดูคนพูด พอเห็นว่าคนพูดนั้นน่าเชื่อก็เห่อกันไปฟัง เห่อกันไปเชื่อ. นี่เป็นวิธีที่ปฏิบัติกันอยู่ แม้ในกรุงเทพฯก็เป็นอย่างนี้ ; เห่อ ไปว่าผู้พูดมีเครดิต อยู่ในฐานะที่ควรเชื่อก็เชื่อ ; แต่พระพุทธเจ้าท่านว่าไม่เอา. นี่เป็นการแนะนำในข้อที่ ๙. ข้อที่ ๑๐ : มา สมโณ โน ครูติ - อย่ารับเอาโดยเหตุที่ว่า สมณะนี้ เป็นครูของเรา. อย่างที่คุณมานับถือผม เป็นอาจารย์ เป็นครูอย่างนี้ แล้วก็ เชื่ออย่างนี้ มันก็ผิดหลักข้อนี้. นี่เป็นเรื่องชนิดถึงที่สุดแล้ว คือว่า ผู้พูดนั้น เป็นสมณะด้วย ไม่ใช่เป็นชาวบ้านด้วยกัน, ผู้พูดเป็นบรรพชิต เป็นสมณะ, แล้วสมณะนั้นก็เป็นครูของตนอยู่ด้วย ; ก็ยังถูกห้ามว่า อย่าเชื่อ โดยรับเอาด้วย เหตุที่ว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา. ข้อนี้หมายความว่า ไม่ได้ห้ามว่า อย่าฟัง, ท่านพูดอะไรอย่าฟัง ; ก็ฟัง แล้วก็เอาไปย่อย อย่างหั่นแหลก ด้วยความรู้แจ้ง ประจักษ์ในใจของตนเอง ว่าสิ่งนั้นทำแล้วมันมีผลขึ้นมาอย่างนั้น หรือมันให้โทษ อย่างนั้น แล้วจึงเชื่อ. รวม ๑๐ ข้อ นี้เรียกว่า กาลามสูตร. คุณควรจะท่องจำไว้ให้ขึ้นใจทั้ง บาลีและทั้งคำแปล ; นี้จะช่วยให้มีความเป็นพุทธบริษัท อย่างที่เรียกว่าผุดผ่อง อย่างไม่มีตำหนิ. คุณลองทบทวนดูให้เห็นว่า : - อย่าเชื่อเพราะได้ฟังตาม ๆ สืบ ๆ กันมา ; - อย่าเชื่อเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ได้ปฏิบัติแล้วตาม ๆ กันมา; - อย่าตื่นข่าวลือ ; อย่าอ้างตำรา : อย่าเชื่อเพราะมีการอ้างไว้ในตำรา. นี่กลุ่มแรกเกี่ยวกับเรื่องฟัง.
น.447 กลุ่มที่ ๒ ว่า โดยเหตุสักว่าอาศัยวิธีคำนวณทางตรรก หรือคำนวณ ทางจิตวิทยา ; คำนวณทางปรัชญา. กลุ่มที่ ๓ ว่า มันถูกกับลัทธิที่เราถืออยู่แล้ว ; และผู้พูดอยู่ในฐานะ ควรเชื่อ ; หรือว่าเขาเป็นครูของเราและเป็นสมณะด้วย. นี่ผมเห็นว่าไม่มีอะไรเหลืออีกแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เอามากล่าว ; มันเป็นเครื่องซักฟอกที่ดีที่สุด และรับประกันได้ดีที่สุด. เรื่องของความเชื่อก็มี อยู่อย่างนี้. ต่อมาถึงเรื่องความผิด - ความถูก ; อย่างไรเรียกว่าผิดว่าถูก ? ถ้าถือ เอาตามวิธีของปรัชญา หรือทางตรรกมันไปอย่างอื่น ยุ่งไปหมด. อย่างไรเรียกว่า ผิด, อย่างไรเรียกว่าถูก, พระพุทธเจ้าท่านตรัสก็ไม่เอาตามนั้น เป็นที่แน่นอน. สำหรับเกี่ยวกับความผิดความถูกนี้ เรามีสูตรชื่อ โคตมีสูตร ; เกี่ยวกับโคตมีสูตร นี้ระบุหลักที่จะตัดสินได้ด้วยตนเองว่า อย่างไรผิด อย่างไรถูก อย่างไรควร อย่างไรไม่ควร. ทั้งหมดมีอยู่ ๘ ข้อ ; ถ้ามันเป็นไปไม่ถูกในลักษณะ ๘ อย่างนี้แล้ว ให้ถือว่าไม่ควร ไม่ถูก, พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน. ต่อเมื่อมันตรงกันข้าม จึงจะ ถือว่าถูก หรือว่าควร ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอน. ข้อที่ ๑ ถ้าการกระทำนั้นมันเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ นี่แปลตาม ตัวหนังสือ. ถ้ามันเป็นไปด้วยความกำหนัดย้อมใจ ยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้นรอบด้าน ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่ควร ไม่ถูก พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน. ข้อที่ ๒ มันเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ คือทำให้ลำบากโดยไม่จำเป็น, ทำให้ลำบากมากขึ้น กระทั่งเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ; อย่างนี้เรียกว่าไม่ถูก ไม่ควร พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน.
น.448 ข้อที่ ๓ มันสะสมกิเลส มันไม่ยอมลดกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อลดกิเลส. มันเพิ่มกิเลส เช่นเพิ่มความอยาก เป็นต้น; นี้ไม่ถูก ไม่ควร พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอน. ข้อที่ ๔ เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ทะเยอทะยานไม่มีขอบเขต ไม่มี ความหมาย เช่นเดี๋ยวนี้จะไปโลกพระจันทร์ หรือจะไปโลก ๆ อื่น ต่อไปอีก หรือจะไปยิ่ง ๆ กว่าโลกพระจันทร์ ; นี้เป็นเรื่องอยากใหญ่. ข้อที่ ๕ ไม่สันโดษ หรือหิวอยู่เรื่อย เป็นเปรตอยู่เรื่อย เพราะสิ่งที่ ได้มาเท่าไร มันไม่ทำให้เกิดความพอใจ หรือสนองความต้องการ ; มันต้องการ อยู่เรื่อย เป็นเปรตอยู่เรื่อย. ข้อที่ ๖ คลุกคลีกันเป็นหมู่. ตัวหนังสือว่า สงฆ์นั้นไม่อยู่กันเป็นหมู่ คือว่าปลีกตัวไปทำความเพียร เพื่อจิตใจมีอิสระ มีความเหมาะสมที่จะรู้. สำหรับ คนทั่วไปคลุกคลีกันเป็นหมู่นี้ เช่นชอบไปอัดแอกันอยู่ในกรุงเทพฯ แม้ว่าจะเพื่อ การเล่าเรียน เพื่ออะไรก็ตาม ; แต่ว่าส่วนลึกที่น่ากลัวก็คือว่า ชอบไปอยู่รวมกัน เป็นหมู่ เพื่อมีอะไรชนิดที่มันเป็นที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน พออกพอใจ ทางเนื้อหนังมากกว่า. อะไรให้ความเพลิดเพลินทางเนื้อหนังก็เร่เข้าไปที่นั่น ; มันเกิดความคลุกคลีเป็นหมู่ขึ้นมา. ถ้าอยู่กันเงียบ ๆ ง่าย ๆ ตามชนบทบ้านนอก เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ห่าง ๆ กัน เหมือนชนบทนี่ อย่างนี้ เรียกว่ามันไม่คลุกคลีกันเป็นหมู่. แต่ถ้าไปอัดกันอยู่ในนครหลวง ที่เต็มไปด้วย การแข่งขันแย่งชิง ; มันก็เป็นการคลุกคลีกันเป็นหมู่ในความหมายนี้ด้วยเหมือนกัน. คำสอนที่สอนแก่ภิกษุ เอาไปใช้เป็นหลักสำหรับสอนแก่ฆราวาสได้ในลักษณะ อย่างนี้. ข้อที่ ๗ เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน. เกียจคร้านคือขี้เกียจทำงาน ด้วยแรง มันไม่อยากเหนื่อย ; นี้ก็เห็นชัดอยู่แล้ว. แต่ผมอยากจะขยายความ
น.449 ออกไปถึงว่า แม้การที่สมัยนี้มีเครื่องทุ่นแรงใช้ จนคนไม่ต้องทำงานนี้ มันก็เป็น เรื่องผิด เรื่องให้โทษ. เพราะมีเครื่องทุนแรงขึ้นในโลก ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการอะไรต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย. อย่างในประเทศอินเดียแล้ว น่าสงสารที่สุด คือเครื่องทุ่นแรงเข้าไปทำให้เกิดการปั่นป่วนจนทำให้คนเป็นล้านๆ ไม่มีงานทำ ไม่มีทางทำมาหากิน อย่างนี้เป็นต้น. ปัญหาเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ อย่างร้ายกาจ เพราะประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงขึ้นมาได้ : คุณไปคิดเอาเอง ไปมอง เอาเองก็จะเห็น ในแง่ของเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งคนสมัยนี้เห็นว่าเป็นผลดี ว่าประเสริฐ ว่าเจริญ ว่าก้าวหน้า นั้นแหละมันมีเบื้องล่าง หรือเบื้องหลัง เป็นเหตุที่ทำให้ยุ่งยากโกลาหล และเป็นไปทางมีความทุกข์มากขึ้นในโลก. ผมเลย สงเคราะห์เข้าไว้ในเรื่องว่า เกียจคร้านทำการงานแต่ละคน ๆ. ข้อที่ ๘ ข้อสุดท้ายว่า เลี้ยงยาก. อย่างเป็นพระเป็นเณรเลี้ยงยาก นี้มันไม่ไหวแล้ว มันไม่มีความเป็นพระเป็นเณร. แต่ถึงชาวบ้านฆราวาสก็เถอะ ถ้าเลี้ยงยาก เดี๋ยวนี้กินจุบกินจิบ พิถีพิถัน มีพิธีรีตองมากในเรื่องกิน. กินข้าว กลางวัน ต้องขับรถหนึ่งชั่วโมงไปกินที่ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงต่างจังหวัด นี้ก็มี, อย่างนี้คือพวกเลี้ยงยาก ซึ่งผิดหลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่สอน. ต่อเมื่อใด มันกลับกันอย่างตรงกันข้าม จึงจะเป็นความถูกต้องในหลักพระพุทธ- ศาสนา และพระพุทธเจ้าสอน. ที่ว่าเป็นไปถูกหลักพระพุทธศาสนา และพระพุทธเจ้าสอนนั้นคือว่า - มันไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ. - ไม่ประกอบทุกข์. - ไม่สะสมกิเลส. - ไม่อยากใหญ่. - เป็นไปเพื่อสันโดษ. - เป็นไปเพื่อไม่คลุกคลีกันเป็นหมู่. - เป็นไปเพื่อไม่เกียจคร้าน สมัครทำงาน. - แล้วก็เลี้ยงง่าย กินอยู่ง่าย Plain living, high thinking มีได้ด้วยข้อนี้.
น.450 พวกฝรั่งที่ตื่น หรือหลงในอารยธรรมของตัวเอง เห็นพวกพระ พวกคุณกวาดขยะนี้ก็บอกว่า งานหนักเสียแล้ว. พวกฝรั่งมาเห็นพระกวาดขยะ ก็พูดว่า งานหนัก; ซึ่งที่จริงตามหลักของพวกเราไม่ใช่การทำงานอะไรเลย, แล้วเป็นสิ่งที่นิยมอยู่ในพุทธศาสนา ; ไม่ใช่งาน มันเป็นระเบียบ เป็นวินัย อะไรมากกว่า. แต่เขากลับเห็นเป็นงานหนัก ต้องให้คนอื่นทำ ต้องให้ลูกจ้างทำ หรือให้คนใช้ทำ หรือใช้เครื่องจักรทำแทน. ถ้าจิตใจมันเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้แล้ว มันไม่มีหวังที่จะเป็นไปตามทางของความดับทุกข์ คือการบรรลุมรรค ผล นิพพาน. เพราะฉะนั้น ขอให้ตีความหมายของคำแต่ละคำ ในพระพุทธศาสนานี้ ให้ดีๆ ; อย่าให้เพียงแคบ ๆ แค่ตัวหนังสือ เป็นเรื่องของเด็กอมมือ อ่านแล้ว รู้สึกว่าอย่างนั้น. ผู้ใหญ่มีสติปัญญา ต้องรู้จักเอาความหมายของตัวพยัญชนะ นั้นๆ ให้ครบถ้วน ; แล้วให้มันตรงกันอยู่จริง ๆ กับที่มันเป็นอยู่จริง ในหมู่ มนุษย์ปัจจุบันนี้ ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งโง่ลงทุกที - โง่ลงทุกที. ผมพูดอย่างนี้ ก็เพราะว่า มันไกลหลักพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าออกไปทุกที. นี่คุณอาจจะ ไม่เชื่อ เพราะว่าคุณกำลังตามกันฝรั่งอยู่ก็ได้ ; แต่ผมไม่ตามกันฝรั่ง แต่ตามกัน พระพุทธเจ้า จึงเอาเรื่องอย่างนี้มาพูด. วันนี้เราพูดได้ไม่จบ ในเรื่องฆราวาสกับพุทธศาสตร์ เพราะเวลาหมด เอาไว้พูดต่อในวันหลัง.
Buddhadasa