น.451 สำหรับพวกเราล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น. แล้ว เป็น เวลาที่จะได้บรรยายกันต่อไปถึงเรื่องที่ค้างไว้ โดยหัวข้อว่า ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์, และขอย้ำให้ทบทวนอยู่เสมอว่า คำว่า "ศาสตร์" ของเรา มิได้หมายถึงความรู้ที่กว้างขวาง เพ้อเจ้อเหมือนที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป. แต่คำว่า "ศาสตร์" ของ เราหมายถึงอาวุธที่มีคม สำหรับตัดสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน หรือสิ่งที่เป็นอุปสรรคนานาชนิด. ดังนั้นในที่นี้ก็หมายถึง การที่พุทธศาสตร์ จะเป็นอาวุธมีคมตัดสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ ให้ค่อย ๆ หมดไป จนความเป็นพุทธบริษัทของเราถูกต้อง บริสุทธิ์ผุดผ่อง ; ไม่ต้องถือพุทธศาสตร์ปนไสยศาสตร์ อย่างที่เขาพูด ๆ กัน ในลักษณะที่เป็นการ เยาะเย้ยถากถาง. ในคราวที่แล้วมา ได้พูดถึง มหาปเทสโดยทางวินัย ๔, มหาปเทสโดย ทางสุตตันตะ ๔, มหาปเทสเป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่เป็นปัญหา ; และได้พูดถึง ๔๒๓
น.452 กาลามสูตรเป็นเครื่องตัดสินเรื่องที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อ ; และได้พูดถึง โคตมีสูตรที่เป็นเครื่องตัดสินปัญหา เกี่ยวกับความผิดหรือถูก. ขอให้ไปทบทวน ดูใหม่ แล้วเอามาต่อกันเข้ากับเรื่องที่จะได้บรรยายต่อไปในคราวนี้. และที่สำคัญ ที่สุด ก็ขอให้พิจารณาดูให้เห็นการที่มนุษย์เราในโลกนี้ กระทำผิดต่อหลักเกณฑ์ อันนี้อยู่อย่างไร ; ฆราวาสเราจึงเต็มไปด้วยเรื่องยุ่งยาก โดยส่วนใหญ่ทำให้โลกนี้ เต็มไปด้วยความระส่ำระสาย เบียดเบียนกัน เช่นสงครามเป็นต้น. นี่เพราะว่า เรายังเป็นฆราวาสชนิดที่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักของ พระพุทธศาสนา ซึ่งถือเอาปัญญาเป็นที่พึ่ง ; แทนที่จะมีแต่ความเชื่อของ ความเชื่อ ให้มามีแต่ความเชื่อ ที่มาจากปัญญา ; แล้วก็มีความเป็นอิสระจากกิเลส ไม่ให้กิเลสจูงไปตามอำนาจของกิเลส จึงอยู่ในความถูกต้อง หรือในขอบเขตของ ความถูกต้อง เช่นโคตมีสูตร เป็นต้นนั่นเอง. ทีนี้ จะพูดถึงหลักธรรมะโดยตรงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งมีความสำคัญ สำหรับ ความเป็นพุทธบริษัท เรื่องที่จะกล่าวเป็นเรื่องแรก ในวันนี้ก็คือ เรื่อง หลักอนัตตา รวมถึงสุญญตา หรืออะไรอื่น ๆ ที่คล้ายกัน. ความมุ่งหมายสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เมื่อมีความเข้าใจเรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา เป็นต้นแล้ว มันก็ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นเหตุให้ถือ หรือกระทำไปอย่างงมงาย ตาม แบบของไสยศาสตร์ เป็นต้นอีกนั่นเอง. เรื่อง อนัตตา โดยหลักใหญ่ก็คือให้ทำลายความรู้สึกประเภทที่เป็น egoism หรือ egotism ทุกชนิด ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเห็นแก่ตนทุกอย่างทุก ประการ. ความทุกข์ส่วนบุคคลก็มาจากความเห็นแก่ตน, ความทุกข์ที่เกี่ยวพันกัน ทั้งโลกก็มาจากความเห็นแก่ตน. เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของโลก ทั้งหมด. เราจะพูดกันโดยรายละเอียด ในเวลาอันสั้นอย่างนี้ก็ไม่พอ จะเอาไว้
น.453 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๒๕ พูดโดยรายละเอียดเฉพาะเรื่องนั้นในคราวหลัง ; แต่ในที่นี้เอามารวมเข้าในกลุ่ม ที่เป็นหลักพุทธศาสตร์ ซึ่งฆราวาสจะต้องสนใจ. มีคนเข้าใจผิดไม่ยอมให้ฆราวาสเกี่ยวกับเรื่องสุญญตา หรือ อนัตตา. แต่ เมื่อมีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เรื่องอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ฆราวาสตลอดกาล นาน ; พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องสุญญตา. นี้เคยอธิบายไว้ในปาฐกถา หรือคำ เทศนาหลายครั้งหลายหนแล้ว : ใจความสำคัญก็คือว่า ฆราวาสมีเรื่องที่ทำให้ ยึดมั่นถือมั่นมาก ; ถ้าปล่อยไปตามเรื่อง มันก็ตกนรกทั้งเป็น; ยึดมั่นอะไร ที่ไหนก็เป็นความทุกข์ที่นั่น และเมื่อนั้น, จึงอยากจะให้ฆราวาสผู้มีกิจการงาน มากนี้ ไม่ต้องตกนรกทั้งเป็น หรือว่าไม่ตกนรกทั้งเป็นมากเกินไป; จึงสอน เรื่องอนัตตาหรือเรื่องสุญญตานี้ พอที่จะบรรเทาความยึดมั่นเสียได้เป็นส่วนมาก ; แล้วก็เป็นการตั้งต้นที่ดี สำหรับการที่จะก้าวหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางของ พระพุทธศาสนา คือเรื่องนิพพาน. ข้อนี้เราจะต้องเข้าใจหลักสำคัญสั้น ๆ ของมัน มีอยู่ว่า เพราะยึดมั่น ถือมั่น อย่างผิด ๆ นี้ จึงทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ. คำว่า ยึดมั่นถือมั่น ก็หมายถึง ยึดมั่นถือมั่นด้วยความโง่เสมอไป, คือมีมูลมาจากอวิชชา จึงได้เกิดตัณหา - ความ อยาก, อุปาทาน-ความยึดมั่นถือมั่น. แต่ถ้ามันเป็นความต้องการ ความขยัน ขันแข็ง ความตั้งใจจริงของสติปัญญา จะเดินไปในทางที่ถูกต้อง แล้วไม่เรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น, ในภาษาไทยอาจจะเรียก แต่ในภาษาบาลีไม่เรียก ; แล้วแยก กันเด็ดขาด. ความยึดมั่นถือมั่นต้องมาจากความโง่ ; ความขยันขันแข็งที่มาจาก สติปัญญานั้นก็เรียกไปตามเรื่อง, เรียกเป็นความเพียร ความจริง ความตั้งใจมั่น หรืออธิษฐานจิต อะไรก็แล้วแต่จะเรียก; ฉะนั้นเอาไปปนกันไม่ได้. อันหนึ่ง มีรากเหง้ามาจากอวิชชา - ความโง่ ความไม่รู้ ; อันหนึ่งมีรากเหง้ามาจากวิชชา สติปัญญา หรือความรู้.
น.454 เมื่อพูดถึง อนัตตา สุญญตา มันเป็นยอดสุดของสติปัญญา คือเห็นสิ่ง ทั้งปวงตามที่เป็นจริง เป็นเหตุให้ไม่ยึดมั่น, แล้วเป็นเหตุให้เบื่อในความโง่ ความหลง หรือความยึดมั่นถือมั่น ที่เคยยึดมั่นถือมั่นมาแต่กาลก่อน. ความเบื่อ อย่างนี้ไม่ใช่ความเบื่อระอา ชนิดที่ทำให้ท้อแท้ถอยกำลัง ; แต่มันเป็นความเบื่อ ต่อสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่พึงปรารถนา แล้วก็หันไปหาสิ่งที่ควรปรารถนา ; พูด โดยตรงก็คือเบื่อความทุกข์ หรือต้นเหตุให้เกิดความทุกข์. แล้วก็ไปเกิดความ ขยันขันแข็งในสิ่งที่เป็นความดับทุกข์. เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจคำว่า "เบื่อ"ในทาง พุทธศาสนานี้ให้ดี ๆ อีกเหมือนกัน ; ในภาษาบาลีเรียกว่า นิพพิทา แปลว่า ความเบื่อ, ไม่ใช่เบื่อระอา กระสับกระส่าย กระวนกระวาย เป็นทุกข์ทรมาน อยู่อีกแบบหนึ่ง ; อย่างนั้นมันไม่ใช่ความเบื่อที่ถูกต้อง. ความเบื่อที่ถูกต้อง หมายความว่า รู้จริง ในสิ่งที่เคยโง่ เคยหลง เคยเป็นทุกข์กับมันมามากแล้ว ; แล้วก็ไม่เอาด้วย ไม่เล่นด้วย ไม่อะไรด้วย อีกต่อไป ; ก็หันไปหาทางที่ตรงกันข้าม คือไม่รัก ไม่หลง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งเหล่านั้น ; แล้วก็ไปสู่ความสงบ. เพราะฉะนั้นผลของความเบื่อมันก็คือ เป็นความสบาย ไม่ใช่ความอึดอัดรำคาญ. ถ้าเป็นความเบื่อที่อึดอัดรำคาญ ที่มักจะมีกันได้ทุกคนไม่ว่าใคร : นั้นมันเป็นอีกความหมายหนึ่ง เป็นภาษาธรรมดา ภาษาชาวบ้าน ; กินอะไรซ้ำซากก็เบื่อ เห็นหน้ากันอยู่ทุกวันก็เบื่อ อย่างนี้ มันไม่ใช่เบื่ออย่างที่ต้องการในทางธรรม. เรื่องเบื่อนี้มันจำเป็นจะต้องมี ถ้าไม่มีก็ถอนตัวออกไปจากโลกนี้ไม่ได้. เดี๋ยวนี้พอใจอยู่ในความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังในโลกนี้ ไม่รู้จักเบื่อ และมีแต่จะยิ่ง ๆ ขึ้นไป; เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงเป็นโลกของความตะกละตะกลาม ในความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; มันก็เลยได้เป็นทุกข์กันทั้งโดย
น.455 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๒๗ ส่วนตัว และโดยส่วนรวมมากขึ้นทุกที. ถ้าดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า แม้มหาสงคราม ที่กำลังมีอยู่ในโลกตลอดเวลานี้ มันก็มาจากการที่ไม่รู้จักเบื่อต่อสิ่งที่ควรเบื่อ ; มูลเหตุของมันอยู่ที่การกอบโกยวัตถุ อันเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิดเพลิน ทางเนื้อ ทางหนังทั้งนั้น. นายทุนก็ต้องการสิ่งนี้ กรรมกรก็ต้องการสิ่งนี้ ; มันก็เลย ได้แย่งชิงสิ่งนี้กันไปอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด. ถ้าทุกคนเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับความสุขทางเนื้อหนังนี้ อย่างเพียงพอแล้ว ก็จะทำให้ยุติวิกฤตกาลเหล่านั้นได้ ; มันจึงเป็นเรื่องจำเป็น, เป็นความสำคัญ ที่จะต้องมีความรู้เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา ให้ถูกต้องตามสมควรแก่ความเป็น ฆราวาส อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์สุข เกื้อกูลแก่ ฆราวาสตลอดกาลนาน. เกี่ยวกับ ความเบื่อ ที่มีมูลมาจากสุญญตา อนัตตานี้ อยากให้ได้ ทราบกันถึงเรื่องอนุปุพพิกถา. ถ้าพระพุทธเจ้าท่านเห็นว่า ผู้ใดมีสติปัญญา พอสมควรที่จะเข้าใจเรื่องนี้รวดเดียวได้ พระองค์ก็ตรัส ; ถ้ายังโง่มาก ยังหนามาก ยังดิบมาก ไม่อาจเข้าใจเรื่องนี้รวดเดียวได้ ก็ไม่ตรัส. เรื่องที่ตรัสรวดเดียว แก่บุคคลที่อาจจะเข้าใจได้นี้ เรียกว่า "อนุปุพพิกถา" คือ : - จะพูดเรื่องที่ ๑ คือการให้ทาน, การเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ที่เรียกว่า ให้ทานนี้ว่าเป็นอย่างไร ดีอย่างไร ? เรื่องที่ ๒ คือเรื่องศีล, มีความประพฤติดีทั้งโดยหลักใหญ่ และโดย ปลีกย่อย มันมีอยู่อย่างไร มันดีอย่างไร ? เรื่องที่ ๓ พูดถึงสวรรค์ ซึ่งเป็นผลของทาน และศีล. เมื่อเรา มีทานและศีลสมบูรณ์แล้ว เราก็ได้สวรรค์ที่ทุกคนต้องการ ; จะต่อตายแล้ว
น.456 หรือที่นี่เดี๋ยวนี้ก็ได้ทั้งนั้น. ความที่เราอิ่มอกอิ่มใจ ยกมือไหว้ตัวเองได้ ด้วย ความเป็นสุข นี้ก็รวมอยู่ในเรื่องนี้. แต่ว่าที่เขาโง่เขาหลง เขายึดมั่น เขาโง่กัน มากก็คือ เรื่องสวรรค์ เรื่องกามารมณ์ เรื่องสวรรค์วิมานกามารมณ์ต่อตาย แล้ว; ทุกคนจ้องอยู่ที่นั่น นี่ทาน ศีล เป็นเหตุให้ได้สวรรค์. เรื่องที่ ๔ เรื่องความเลวทรามของสวรรค์ : สวรรค์ให้ความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อทางหนังถึงขีดสุดอย่างที่ต้องการ ; แต่แล้วก็แสดงความเลวทรามอยู่ในตัว นับตั้งแต่ว่า กามารมณ์นี้ทำให้เกิดฆ่าฟันกัน. อย่างเดี๋ยวนี้จะเห็นได้ง่ายที่สุดใน หน้าหนังสือพิมพ์ทุก ๆ วัน วันละหลาย ๆ เรื่อง หรือหลายสิบเรื่อง คือการฆ่าฟัน กันเพราะกามารมณ์เป็นมูลเหตุ. อย่างนี้เรียกว่าโทษของสวรรค์ ; สูงขึ้นไปกระทั่ง เพื่อนฆ่าเพื่อน ลูกฆ่าบิดามารดา บิดามารดาฆ่าลูก ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ในเมื่อ มัวเมาในเรื่องสวรรค์นั้น ; นี่ก็เป็นโทษของสวรรค์. ถ้าเป็นเรื่องของสวรรค์ วิมานต่อตายแล้ว มันก็หมายถึง ความโง่ที่สุดที่จมอยู่ในความเพลิดเพลินทาง เนื้อหนังนั้นไม่ลืมหูลืมตา, ไม่ประสีประสาต่อเรื่องมรรค ผล นิพพาน. ที่ ๆ โง่เง่างมงาย มัวเมากันมากที่สุด ก็คือในสวรรค์นั่นเอง. เรื่องที่ ๕ เรื่องออกไปเสียจากกามารมณ์ คือออกไปเสียจากความผูกมัด ของสวรรค์ เป็นอิสระ; จิตใจก็เป็นอิสระในการที่จะเลือกทางเดิน คือการ เป็นอยู่ในชีวิตนี้ให้มันถูกต้อง ไม่ให้เป็นทาสของกามารมณ์. นี่คุณพึงดูเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ โดยเฉพาะแก่บุคคลที่ อาจจะเข้าใจได้โดยรวดเดียวทั้ง ๕ เรื่อง. ถ้าคนที่บ้าจัด เมาจัด โง่จัด มันก็ฟัง ไม่รู้เรื่อง ; ก็จะหยุดอยู่แต่เพียง แค่ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง เรื่อง สวรรค์ของเขานั่นเอง ; มันเปลื้องออกไปไม่ได้. ทีนี้พวกคุณจะอยู่ในชุดไหน พวกไหน กลุ่มไหน ก็ลองไปคิดดู ว่าเราพอจะมองเห็นสิ่งทั้ง ๕ นี้คราวเดียว
น.457 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๒๙ ตลอดทั้งสาย ทั้ง ๕ เรื่องหรือไม่ : เรื่องการทำความดีความงาม ด้วยทาน และศีล ; แล้วก็ได้ผลมาตามที่ตัวต้องการ เป็นกามารมณ์ที่ปรารถนา ; แล้ว ก็มองเห็นว่า ในนั้นมันมีโทษ มีความเลวทรามเจืออยู่ด้วย ; แล้วก็ไม่ไปโง่ ไปหลงกะมัน. ถ้าจะไปกินไปใช้ ไปเกี่ยวข้องกะมันก็ด้วยสติปัญญา ที่ไม่ไปโง่ ไปหลง ไปเป็นทาสมัน. กามารมณ์นี้มันก็คือวัตถุปัจจัย ที่จำเป็นอยู่กับชีวิตมนุษย์ ; แต่ถ้า เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะ ที่มันเป็นกามารมณ์แล้ว มันเป็นพิษ เป็นความทุกข์ ความร้อน. แต่ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน เพียงแต่ในฐานะที่เป็นปัจจัยสำหรับ เครื่องยังชีพ หรือเป็นเพียงอาหาร อย่างนี้ละก็เป็นความถูกต้อง ซึ่งจะได้เป็นอยู่ ปกติอย่างสะดวกสบาย. เพราะฉะนั้นอย่างที่ได้เคยพูดมาแล้วว่า แม้จะเกี่ยวข้อง กับเรื่องเพศตรงกันข้าม ก็ให้เกี่ยวข้องในฐานะที่เป็นอาหารชนิดหนึ่งเท่านั้น คือ เพื่อบำบัดความใคร่ หรือเพื่อการศึกษา, หรือเพื่อการสืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ ; อย่าเป็นเรื่องลุ่มหลงมัวเมาอย่างคนโง่. เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ต้องการความรู้สึกพอใจในทางอายตนะนี้ คือทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; แล้วก็ด้วยอำนาจของต่อมแกลนด์อะไรต่าง ๆ ทางฟิสิคส์, แม้ไม่เกี่ยวกับเรื่องจิตใจ. เรื่องทางฟิสิคส์ล้วน ๆ เมื่อต่อมแกลนด์ อันใดมันสุกถึงขนาด ก็เกิดความรู้สึกที่จะสืบพันธุ์ เป็นต้น ; นี่เป็นเรื่องทาง ฟิสิคส์ ทางวัตถุแท้ ๆ. อย่าได้ไปโง่หลงเป็นวิเศษวิโสอะไรมากนัก ; แล้ว ก็แก้ไขไป หรือบำบัดไปพอให้ถูกวิธี, อย่างนี้มันก็กลายเป็นอาหาร เครื่อง หล่อเลี้ยงความปรกติของจิตใจ ; นี้ก็เรียกว่า "อาหาร". แล้วก็นำมาซึ่งความรู้ ความเข้าใจ อันเกี่ยวกับความลับของชีวิต นี้ก็เรียกว่า "อาหาร". แล้วก็นำผล เป็นการสืบพันธุ์ เป็นลูก เป็นบุตรอะไรออกมา นี้มันก็เป็น "อาหาร". อาหาร
น.458 ก็แปลว่า สิ่งที่จะนำผลอย่างใดอย่างหนึ่ง มาสู่หรือมาให้ ; นี้เรียกว่า "อาหาร" ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นจะมีอาหารทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อะไรก็ตาม เมื่อมันนำผลที่ดี หรือควรจะได้มาให้ สิ่งนั้นก็เรียกว่า "อาหาร" ทั้งนั้น. เช่นว่าเรากินข้าวเข้าไปเป็นคำ ๆ นี้มันก็นำผลมาให้ คือความอิ่ม หรือ ความหายหิว นี้เรียกว่า "อาหาร". เรื่องที่เราทำความดี ความงาม ความถูกต้อง อย่างอื่น มันก็นำผลมาให้ในทางอื่น ซึ่งไม่ใช่ทางปาก เขาก็เรียกว่า "อาหาร" ด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นเราอย่าทำสิ่งที่มันมีอยู่ในโลกนี้ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นี้ อย่าให้เป็นเหยื่อของกามารมณ์ ; แต่ให้เป็นเพียง อาหาร ที่จะนำผลที่ควรจะได้ ควรจะมีให้เข้ามาสู่เราก็แล้วกัน ; แล้วเราก็ไม่ เป็นทาสของกามารมณ์ แต่ก็เป็นนายเหนือวัตถุปัจจัยของกามารมณ์เหล่านี้ คือใช้ มันไปในทางที่ จะไม่ทำอันตรายอะไรแก่เรา ; ไม่โง่ถึงกับไปฆ่าฟันเพื่อนฝูง กระทั่งไปฆ่าฟันญาติมิตร กระทั่งไปฆ่าฟันบิดามารดา เพราะเหตุที่ความโง่ในทาง กามารมณ์มันมีมาก. ความรู้เหล่านี้ ความเข้าใจอันนี้ จะต้องมีมูลมาจาก ความรู้เรื่อง สุญญตา เรื่องอนัตตา เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น. แต่เดี๋ยวนี้ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยของคุณ ไม่มีสอนเรื่องนี้ มันจึงมีการตี การฆ่ากัน แม้ในรั้วของ มหาวิทยาลัย อย่างที่คุณก็ทราบเรื่องดี. นี่คือโทษที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าว่า เรื่อง สุญญตานี้ มันเป็นประโยชน์แก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน. นี่ผมกล่าวมาพอเป็นหัวข้อ พอเป็นตัวอย่าง ไปหารายละเอียดดูเอง ผมได้กล่าวไว้ในที่อื่นมากมายแล้ว ; แต่จะกล่าวเรื่องนี้โดยเฉพาะอีกสักครั้งหนึ่ง เหมือนกัน.
น.459 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๓๑ รวมความว่า เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น เหล่านี้มันรวมกันเป็นเรื่องเดียว ; จะทำให้เกิดความหยุด, หยุดโง่ หยุดหลง ในสิ่งเย้ายวนในโลกนี้ของธรรมชาติ. ธรรมชาติมีให้สำหรับใช้ให้ถูกต้อง แต่ เราใช้มันผิด มันก็เกิดผลมาในทางผิด ; เราจะโทษธรรมชาติไม่ได้. ธรรมชาติ ให้มานี้ เพื่อให้เราใช้อย่างเป็นกามารมณ์ก็ได้ เพื่อให้ใช้เป็นอาหารตามธรรมชาติ ตามปรกติธรรมดาโดย ไม่มีโทษก็ได้ ; ฉะนั้นจึงได้เอาเรื่องอนุปุพพิกถา ๕ อย่างนั้น เป็นหลักก็แล้วกัน. เรื่องถัดไปอีก ก็จะพูดเรื่อง กรรมในพระพุทธศาสนา. พุทธศาสนาเรามีเรื่องกรรม สอนเป็นพิเศษ ให้เชื่อกรรม ซึ่งมัน ค่อนข้างจะเป็นวิทยาศาสตร์ ; คือให้มองที่นี่และเดี๋ยวนี้ มองเห็นการกระทำและ เหตุของการกระทำ และผลของการกระทำ แล้วก็ปฏิบัติให้ถูก; นี้มันเป็น ลักษณะของวิทยาศาสตร์. แต่ถ้าเราจะพูดไปในรูปอื่น หรือมนุษย์พวกอื่นเขา ต้องการจะพูดไปในรูปอื่น เขาก็พูดให้เป็นเรื่องเชื่อพระเจ้า. พอเชื่อพระเจ้า มันก็ไม่ทำอย่างนั้น คือไม่ทำกรรมชั่วอย่างนั้น ๆ ; มันก็ได้เหมือนกัน. หรือ แม้จะพูดไว้ในรูปไสยศาสตร์ มันก็ได้เหมือนกัน ; เช่นกล่าวในรูปความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ทำอย่างนั้นไม่ได้ เป็นตาบู อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องกรรมด้วย เหมือนกัน ; แต่มันโดย อาศัย motive อย่างอื่น เช่นพระเจ้าต้องการไม่ให้ทำ หรือว่าตาบู อะไรก็ไม่รู้ ผีสางเทวดาอะไรก็ไม่รู้ ไม่ให้ทำ; อย่างนี้มันไม่ใช่ หลักของพุทธศาสนา. ถ้าเมื่อถือตามหลักของพุทธศาสนา ก็ให้มีความรู้ลงไปตรง ๆ ตรงการ กระทำ ว่ามันเป็นอย่างไร, เหตุให้กระทำมันเป็นอย่างไร, แล้วผลของการ กระทำนั้นมันจะเป็นอย่างไร. นี่เรื่องกรรม อาศัยปัญญาเป็นรากฐาน ; ก็เลย แบ่งเป็น กรรมดี กรรมชั่ว กรรมที่เหนือดีเหนือชั่ว, มีอยู่ ๓ อย่าง.
น.460 กรรมชั่วมาก่อน มันมีเหตุชั่ว คือกิเลส, แล้วผลก็คือ ความทุกข์ หรืออบาย. กรรมดีก็มาจากเหตุที่ดี ความรู้จักดี, แล้วก็ได้ผลเป็นความสุข สบายตามที่ตนพอใจ ; แต่ก็ยังต้องเสวยผลกรรมอยู่. เช่นไปสวรรค์ เป็นต้น นี้ก็บัญญัติไว้ว่าเป็นกรรมดี. แต่เรื่องชั่ว เรื่องดีนี้ก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น ถือมั่น. คนชั่วก็มีความทุกข์อย่างแบบคนชั่ว, คนดีก็มีความทุกข์อย่างแบบคนดี. เป็นคนดีในโลกนี้ก็ยังมีความทุกข์อีกแบบหนึ่ง ตามแบบของคนดี ; เช่นปัญหา ที่เกิดเนื่องมาจากความดี เกี่ยวกับความดีนี้ มันยังมีอยู่อีกมากเหมือนกัน. มีคน เยอะแยะฆ่าตัวตายทั้ง ๆ ที่มีชื่อเสียง มีความดี มีความร่ำรวย มีอะไร ; แต่มันมี ความทุกข์อย่างอื่น. เป็นเทวดาในสวรรค์ก็มีความทุกข์ตามแบบเทวดาในสวรรค์. เพราะฉะนั้นเพียงแต่กรรมดีเฉย ๆ นี้ยังไม่ใช่สูงสุด มันต้องเหนือชั่ว เหนือดี คือไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวเรา หรือของเรา. กรรมที่ เหนือชั่ว เหนือดี นี้แหละทำให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน. กรรมชั่วทำให้ เวียนว่ายอยู่ในอบาย ในความทุกข์. กรรมดีทำให้เวียนว่ายอยู่ในทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือสวรรค์ ; ก็ยังเวียนว่ายอยู่นั่นเอง. ส่วนกรรมที่ เหนือชั่วเหนือดีขึ้นไปอีก คือมีจิตใจเหนือสิ่งต่าง ๆ นี้ คือไม่เป็นทาสของสิ่งใด ไม่มีตัวเราสำหรับไปเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ; อย่างนี้เรียกว่าบรรลุนิพพาน. ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั้นมันก็ส่วนหนึ่ง ; แล้วก็เป็นหลักของศาสนา ทั่วไป ไม่เฉพาะของพุทธศาสนา. แต่กรรมที่ ๓ ที่ว่าสูงขึ้นไปด้วยการกระทำ ตามหลักพระพุทธศาสนาคือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น, ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ประการ แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ มันจะไปสู่นิพพาน ; มีผลเป็นความหมดความรู้สึกอะไร ที่จะยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู-ของกู นี้มันก็เย็นสบาย มีจิตใจที่สบาย ไม่มีทุกข์เลย. นี่เรียกว่าเหนือชั่ว เหนือดี. เรื่องกรรมมีอยู่ ๓ กรรม อย่างนี้ขอให้เข้าใจ.
น.461 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๓๓ เมื่อเราทำชั่ว ก็ร้อนเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น; เมื่อเราทำดี นี้มัน ก็รู้สึกตื่นเต้นลิงโลด เหมือนกับถูกเชิด. แต่ถ้าเมื่อไรเราสงบ บางเวลาบางนาที เรามีความสงบ ไม่รู้สึกเรื่องดี เรื่องชั่ว ; นั้นคือความพักผ่อนที่ถูกต้อง. ดังนั้น เราจึงไปในที่บางแห่ง เพื่อช่วยให้จิตใจมันหยุด, สงบ, ว่าง ไปจากความรบกวน ของชั่ว ๆ ดี ๆ ; นี้เราก็สบาย. จะไปตากอากาศชายทะเล หรือว่ามาในที่อย่างนี้ อย่างที่สวนโมกข์นี้ เพื่อให้ธรรมชาติเหล่านี้ มันแวดล้อมจิตใจให้มันว่างจากความ รบกวนของความชั่ว - ความดี ; อย่างนี้เป็นเรื่องของความว่าง เป็นเรื่องที่เป็นไป ทางนิพพาน. ขอให้เข้าใจว่า ของขมมันก็ไม่ไหว, ของหวานแรก ๆ มันก็ดีอยู่ ถ้าให้กินเรื่อยไปไม่ยอมให้หยุดมันก็ไม่ไหว มันจะต้องตาย ; ผลสุดท้ายก็ต้อง มากินน้ำจืด ๆ. ฉะนั้นให้เรารู้จักความที่มันจืด หรือมันไม่ดีไม่ชั่ว ไม่หวาน ไม่ขมนี้เสียบ้าง, มันเป็นความสงบ ความพักผ่อน. ในเรื่องกรรมจะต้องรู้ อย่างนี้ ; เมื่อถือหลักกรรมตามแบบนี้ก็เป็นพุทธบริษัทที่สมบูรณ์ คือไปถึง นิพพานได้. ถัดไป ก็อยากจะพูด เรื่องการเกิด หรือ การเกิดใหม่. ขอให้รู้ไว้ว่า ที่เรียกว่า การเกิด หรือเกิดนี้ มันมีอยู่ ๒ ความหมาย : เกิดทางร่างกาย ทางเนื้อหนัง ทางฟิสิคส์นี้ ก็เกิดมาจากท้องแม่ แล้วมีชีวิตอยู่ได้ ประมาณไม่เกินร้อยปีก็เข้าโลงไป; นี่เรียกว่าเป็นการเกิดทางเนื้อหนัง ทางวัตถุ ; จำไว้ให้ดี ๆ ว่า มันเป็นการเกิดของร่างกาย. ความเกิดอีกชนิดหนึ่ง เป็นเรื่องของจิตใจ เกิดทางใจ เกิดอยู่ในใจ, นั่นแหละคือการเกิดแห่งตัวกู เป็น egoistic conception หรือ perception ก็ได้ ;
น.462 แล้วแต่จะหมายถึงระยะไหน. แต่มันหมายถึงเรื่องความรู้สึกเป็นตัวกู เป็นของกู ที่เรียกว่าอหังการ มมังการ ในภาษาบาลี. เมื่อใดเราเกิดความรู้สึกอย่างนี้ ก็ เรียกว่ามีการเกิดครั้งหนึ่งแล้วเดี๋ยวมันดับไป มันสั้นเรื่องของมันก็ดับไป, ก็ตาย ไปครั้งหนึ่ง ; เดี๋ยวมันก็เกิดมาอีก. เพราะฉะนั้นวันหนึ่ง ๆ มันเกิดได้ไม่รู้ว่า กี่สิบครั้ง เรียกว่า egoism ก็ได้ ; แต่เขาระบุชัดออกไปถึงว่ามันเป็น egoistic conception คือค่อนมาเป็นข้างกิเลส, เป็น selfishness ขึ้นมา. selfishness หมายความว่าเป็นกิเลสเต็มที่ เป็นตัวกู - ของกูที่เป็นกิเลสเต็มที่ ; แล้วจะขบกัด บุคคลนั้นให้เป็นทุกข์. นี่วันหนึ่งเกิดได้หลายครั้ง. มันจึงมีความเกิดอยู่ ๒ ชนิด เกิดทางร่างกายทางหนึ่ง คือเกิดทาง ฟิสิคส์, และเกิดทางวิญญาณทาง spiritual นี้อีกทางหนึ่ง, เป็นสองชนิดด้วยกัน. เกิดทางร่างกายทางฟิสิคส์นั้นไม่เป็นปัญหา ไม่มีปัญหา มันไม่ทำความยุ่งยากลำบาก ไม่เป็นนรก ไม่เป็นไฟอะไรขึ้นมาได้ ; มันก็ใหญ่โตขึ้นมากินอาหารแล้วมันก็เติบโต ขึ้นเอง เป็นเรื่องของทางฝ่ายร่างกาย มันมีเพียงเท่านั้น. แต่ทีนี้เรื่องทางฝ่าย วิญญาณมันเกิดได้มากมาย เกิดได้กว้างขวาง เกิดได้ครอบโลก คลุมโลกไปก็ได้ ; มันต้องการจะเป็นเจ้าโลก, กู อยากจะเป็นเจ้าโลกขึ้นมา ; อย่างนี้ก็เป็นความ เกิดของ ตัวกู - ของกู ทางฝ่ายวิญญาณ. เพราะฉะนั้นความทุกข์มันเกิดเพราะ ความเกิดทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณนี้. เด็ก ๆ แรกคลอดออกมาจากท้องแม่ มันยังคิดอะไรไม่เป็น มันก็เกิด มาแต่ร่างกายเท่านั้น มันยังไม่ได้เกิดทางฝ่ายวิญญาณ. จนกว่าเมื่อไรมันจะถูกทำ ให้เข้าใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ จากสิ่งแวดล้อม จนเกิดมีความรู้สึกเป็นตัวกู เป็นพ่อ ของกู แม่ของกู เป็นบ้านของกู เป็นอะไรของกู : รู้จักยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ในสิ่งใด นั่นแหละคือการเกิดในทางฝ่ายวิญญาณ ; มันจึงมีความทุกข์. ก่อน
น.463 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๓๕ หน้านี้มันก็เป็นเรื่องทางฝ่ายร่างกายล้วน ๆ มันไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์มาก จนกว่าจะรู้จักยึดมั่นถือมั่น. แล้วมันก็มีความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้นๆ แล้วมีความ เคยชินเป็นนิสัยในการยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ๆ ; แล้วมันยังถ่ายทอดไปทางกรรมพันธุ์ หรือทางสัญชาตญาณได้ด้วย. เช่นว่าสัตว์เกิดมาแล้วมันก็จะรู้จักยึดมั่นถือมั่นเป็น, มากขึ้นทุกที. เพราะว่าธรรมชาติมันสร้างร่างกาย และจิตใจมาในลักษณะอย่างนี้ ; และสัตว์ทั้งหลายจึงรู้จักมีกิเลสได้มากขึ้น เพิ่มขึ้นตามลำดับ แล้วก็มีความทุกข์ มากขึ้นตามลำดับ. นี้เราต้องรู้จักความลึกลับของธรรมชาติอันนี้ไว้ให้ดี ว่าความเกิดทาง ร่างกายนั้นมันไม่เกี่ยวกับความทุกข์โดยตรง ; ความทุกข์โดยตรงมันเกี่ยวกับทาง จิตใจ. เพราะฉะนั้นต้องมีสติปัญญาและความรู้เกี่ยวกับทางจิตใจ ; จัดการเรื่อง ทางจิตใจนั้นให้ถูกต้อง. ร่างกายนั้นมันเป็นเหมือนเปลือก หรือเป็นเหมือนภาชนะ ; เพราะฉะนั้นถ้าจิตใจเป็นอย่างไร ร่างกายมันก็พลอยเป็นอย่างนั้นไปด้วย ; เรา ต้องจัดการที่จิตใจให้ถูกต้อง แล้วก็อยู่ในเปลือก คือร่างกาย ที่มันมีความถูกต้อง ตามไปด้วย. ความเกิด หรือความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจนี้เป็นปัญหา ; ทางพุทธ - ศาสนาก็เพ่งเล็ง ความเกิดทางจิตใจนี้เป็นส่วนใหญ่ ; เพราะฉะนั้นคำสอนของ พระพุทธเจ้า ที่เป็นตัวพระพุทธศาสนาจึงมุ่งจะแก้ปัญหาทางจิตใจ ทางวิญญาณ, ทาง spiritual. ถ้ามีปัญหาทางร่างกายแท้ ๆ เกิดขึ้น คุณก็วิ่งไปหาหมอ ไปที่ โรงพยาบาลไหนก็ได้ เพื่อแก้ปัญหาทางร่างกาย. หรือถ้ามันเกิดทางระบบประสาท ทางจิตใจที่มันเนื่องกันอยู่กับทางร่างกาย ทาง mental คุณไปหาหมอที่โรงพยาบาล อย่างโรงพยาบาลที่ปากคลองสานก็ได้. แต่ถ้ามันเป็นปัญหาเกิดเกี่ยวกับทาง spiritual ล้วน ๆ ก็ต้องไปหาพระพุทธเจ้า, คือมันเป็นเรื่องของกิเลสล้วน ๆ ก็ต้อง
น.464 ไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า เช่นวัดวาอาราม ที่มีความสามารถ ที่จะช่วย แก้ปัญหาทางวิญญาณเหล่านี้. นี่มันเป็นเรื่องของ "ความเกิด" ทางฝ่าย spiritual ที่เป็นตัวการตัวเรื่องของความทุกข์ของมนุษย์เรา. ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของโลกปัจจุบันนี้ก้าวหน้ามาก จนแก้ ปัญหาทางร่างกายได้ อย่างเช่นผ่าหัวใจเปลี่ยนใหม่ก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น ; แต่ไม่ สามารถจะแก้ปัญหาทาง mental ได้ คนจึงเป็นโรคประสาท หรือเป็นคนวิกลจริต มากขึ้นในโลกนี้. เพราะว่าจิตใจในส่วนนี้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายเพียงส่วนเดียว เขาจึงแก้ไขทางร่างกายส่วนเดียวไม่ได้ เพราะมันไปขึ้นอยู่กับฝ่าย spiritual หรือฝ่าย วิญญาณนั้นด้วย. มันเป็นเรื่องของความรู้ความเห็น ความเข้าใจ ที่ผิดหรือถูก ด้วย เพราะฉะนั้น เราจะต้องไปหาหลักพุทธศาสนา ซึ่งแสดงถึงความรู้ผิด - รู้ถูก แล้วก็มาช่วยปรับปรุงจิตใจ ระบบประสาทนี้ให้มันดี ; มันจึงจะไม่เป็นโรค เส้นประสาท หรือไม่เป็นโรควิกลจริต. คนเราไม่สามารถจะระงับความวิตกกังวลได้ โดยลำพังวัตถุ ; ถ้ากินยาระงับประสาท มันก็เป็นเรื่องหลอก ๆ ประเดี๋ยวเดียว เท่านั้น มันต้องมีอะไรที่ดีกว่านั้น. ที่พูดให้ฟังนี้ก็หมายความว่า คนเรานี้มองให้ดี ๆ มันมีอยู่ถึง ๓ ชั้น คือระบบร่างกายล้วน ๆ ทางฟิสิคส์นี้อย่างหนึ่ง ; แล้วระบบประสาท ครึ่งกาย ครึ่งจิต ที่เรียกว่า mentality นี้ก็อีกส่วนหนึ่ง ; และมันมีส่วนสูงสุดซึ่งไม่มีใคร สนใจ หรือบางคนไม่รู้จักมันก็คือ spirituality ทางฝ่ายวิญญาณ นี้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ, เป็นส่วนหัวใจของมนุษย์ แต่ไม่มีใครสนใจ. เพราะฉะนั้น เรื่องความเกิดนี้ ก็สนใจกันแต่เรื่องเกิดทางร่างกาย ทาง mental ที่เกี่ยวกันอยู่ กับร่างกายเท่านั้น ; ไม่รู้เรื่องในความเกิดแห่งตัวกู - ของกู ที่เกิดทางฝ่าย spiritual นั้น ; แล้วก็มีความทุกข์ทรมานอยู่ด้วยเหตุนี้ แล้วก็ไม่รู้สึก
น.465 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ (ต่อ ) ๔๓๗ นี้จะต้องเข้าใจว่า ความเกิดที่แท้จริงนั้นมันอยู่ที่ เกิดทางฝ่ายวิญญาณ, เกิดความสำคัญเป็น concept ว่าตัวกูขึ้นมาครั้งหนึ่งนี้ นั่นคือเกิดเป็นชาติหนึ่ง ; วันหนึ่งเกิดหลายหน, เดือนหนึ่งก็เกิดหลายพันหน ปีหนึ่งก็เกิดหลายหมื่นหน ทีนี้หลายปีกว่าจะตาย ก็เกิดหลาย ๆ หมื่น หลายแสน หลายล้าน หลายอสงไขย หนูก็ได้. ขอให้มองความเกิดชนิดนี้ให้เข้าใจ แล้วจะเข้าใจพุทธศาสนา นี้ เรียกว่า "ความเกิด". ทีนี้ถ้าว่า "เกิดใหม่" ก็หมายว่า การเกิดครั้งที่สอง ; ฉะนั้นในวันหนึ่ง เราตายแล้วเกิดใหม่ - ตายแล้วเกิดใหม่ - ตายแล้วเกิดใหม่ ได้หลายสิบครั้ง. การเกิดใหม่นี้ก็มีผลสืบเนื่องกันมาจากการเกิดครั้งก่อน. การเกิด ตัวกูครั้งแรกมันทำอะไรเข้าไว้ มันก็ยังมี reaction เหลือมา สำหรับการเกิดแห่ง ตัวกูครั้งที่สอง ซึ่งจะพลอยได้รับด้วย. มันเห็นชัด ๆ อยู่อย่างนี้ ว่ากรรม - ผลกรรม ส่งต่อกันได้ในระหว่าง ชาติ ระหว่างชาตินี้ : ทำเลวหนักเข้ามันก็เลวลงไป, ทำดีมากเข้ามันก็ดีขึ้นมา, จนกระทั่งเบื่อการเกิด เบื่อการเกิดแล้วเกิดอีก อยากจะมีจิตใจสงบเป็นอิสระ เหนือการครอบงำของสิ่งเหล่านี้ เราจึงทำใจให้เป็นนิพพาน ดับสนิทแห่งการ เวียนว่ายตายเกิดทำนองนี้. ความเกิด หรือความเกิดใหม่ในพระพุทธศาสนา มีอยู่อย่างนี้. เพื่อจำง่ายๆ คุณก็จำอย่างนี้ก็แล้วกันว่า พอคิดดีก็เกิดเป็นคนดี, พอคิดเลวก็เกิดเป็นคนเลว, พอคิดอย่างนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ก็เกิดเป็น นักศึกษาในมหาวิทยาลัย : พอคุณคิดอย่างเจ้าชู้ มันก็เกิดเป็นเจ้าชู้ตามไนท์คลับ ตามบาร์ ตามที่อันธพาลต่าง ๆ, คิดอย่างบัณฑิตก็เกิดเป็นบัณฑิต, คิดอย่างโจร ก็เกิดเป็นโจร, คิดอย่างไรก็เกิดเป็นอย่างนั้น. นี่เรียกว่า เกิดแล้วตาย แล้วก็
น.466 เกิดใหม่ ; ๑๕ นาทีนี้คิดเกิดอย่างเป็นนิสิตในมหาวิทยาลัยก็เป็นนิสิตไป ; ต่อไป คิดเกิดเป็นโจร มันก็ตีกันได้ในมหาวิทยาลัย อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องความเกิดที่เป็นความมุ่งหมายที่พระพุทธเจ้าท่านจะสอน และให้ เอาชนะมันให้ได้นั้น หมายถึงความเกิดทางวิญญาณอย่างนี้. คุณจะไปหาราย ละเอียดศึกษาดูได้จากเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือเรื่องอริยสัจจ์ เป็นต้น. ต่อไป จะพูด เรื่องเหตุปัจจัย หรือเหตุผล. พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล นี่ก็ต้องจำไว้ให้ติดปากด้วยว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล, อยู่ในขอบเขตของเหตุผล ไม่เชื่อ ข้างนอก ซึ่งเป็นเรื่องไสยศาสตร์ อันเป็นเรื่องไม่อาศัยเหตุผล. ถ้ายังไม่อาศัย เหตุผล ก็ยังเป็นนักไสยศาสตร์ เป็นผู้ถือไสยศาสตร์อยู่ ; พอมาถือเหตุผล ก็กลายเป็นพุทธบริษัท. เพราะฉะนั้นเรื่องมีเหตุผล และสามารถใช้เหตุผล นี้มัน เป็นเรื่องของความเป็นพุทธบริษัท. เรื่องเหตุผลมันก็บอกชัดอยู่แล้วว่า แยกเป็น ๒ เรื่องคือ เรื่อง เหตุ กับเรื่อง ผล. เหตุ ก็คือสิ่งที่มันทำให้เกิดสิ่งอื่น. ผล ก็คือ ผลที่เกิดมาจากสิ่งอื่น แล้วก็กลายเป็นเหตุต่อไป. เพราะฉะนั้นทุกสิ่งในโลกนี้มันจะเป็นทั้งเหตุ (cause) และผล (effect) แล้วแต่ขณะของมัน; เช่นว่าเรากินอาหารเข้าไป อาหารมัน ก็เป็นเหตุให้เกิดความอิ่ม ความอิ่มเป็นผล. แต่แล้วความอิ่มนั่นแหละมันเป็นเหตุ ให้เกิดความคิดอย่างอื่น เช่นอยากจะขโมย, หรืออยากจะสะสม หรืออยากจะ อะไรอย่างอื่นอีก. ความอิ่มนั่นแหละมันกลายเป็นเหตุ. ความอร่อยเป็นต้น ก็ทำให้เกิดเป็นผล ให้เกิดการกระทำอย่างอื่นต่อไปอีก. แล้วการกระทำนั้นมันก็ กลายเป็นเหตุอีก สำหรับทำให้เกิดการกระทำอย่างอื่นต่อไปอีก. ฉะนั้นมันจึง
น.467 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๓๙ เป็นเหมือนกับห่วงโซ่ ที่ไม่รู้จักขาดสาย ; เพราะว่าสิ่งที่เป็นเหตุนี้มันทำให้ เกิดผลกลายเป็นผล ; สิ่งที่เป็นผลก็กลายเป็นเหตุได้ แล้วก็ทำให้เป็นผลอย่างอื่น อีกได้ ; แล้วกลายเป็นเหตุทำให้เป็นผลอย่างอื่นอีก. นี้เราก็ดูชีวิตของเรา ว่ามันเต็มอยู่ด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ที่ทะยอย กันอยู่อย่างนี้ ในวันหนึ่งๆ คุณต้องการอะไร ก็ทำสิ่งนั้น; พอได้มา แล้วสิ่งนั้นมันก็ทำให้ต้องการอย่างอื่น; แล้วก็ทำอย่างอื่นอีก ส่งทะยอยกัน ไปเรื่อย; นี่เราจึงนั่งอยู่ไม่ได้ จะนั่งกันติดพื้นอยู่ไม่ได้ ; เพราะอำนาจ ของความที่มันเป็นเหตุผลส่งกันไปเรื่อย; ให้คิดและกระทำ - ให้คิดและกระทำ ต่อไป, ต่อไป ๆ ๆ ไม่ได้หยุดอยู่ได้. ง่วงขึ้นมาก็นอน ; นอนมันก็เป็นผล อันหนึ่งทีแรก. พอนอนลงไปมันก็เป็นเหตุให้หายง่วงหายเหนื่อย ; พอหายเหนื่อย มันตื่นขึ้นมามันก็ทำอื่นอีก ; ฉะนั้นเรียกว่าไม่มีการหยุด แม้แต่ในขณะที่นอน. ความมีเหตุ-ผลอย่างนี้ต้องดูให้ดีต้องเข้าใจ แล้วจะเข้าใจหลักพระพุทธ- ศาสนา ซึ่งไม่อิงของอย่างอื่น แต่อิงเหตุผล. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่าน จึงตรัสเรื่องอริยสัจจ์ ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ว่าความทุกข์มันเป็น อย่างนี้ ๆ ที่เรารู้จักกันดี ; มันเป็นผลเกิดมาจากเหตุคือ ความโง่. ความโง่ เป็นเหตุให้อยาก พออยากก็เกิดความยึดมั่นเป็นตัวกู- ของกู ; มันก็เป็นความทุกข์. อยากดี อยากเด่น อยากได้เงินได้ทอง นี่มันมาจากความโง่ ความอยาก ความยืด มันถือมั่น ; แล้วก็เป็นทุกข์. เพราะฉะนั้นอย่าให้มันมาจากความโง่ ; ให้มัน มาจากเหตุที่ดีคือ ความฉลาด ; รู้แล้วกระทำไปโดยไม่ต้องอยาก โดยไม่ต้อง ยึดมั่นถือมั่น มันก็ได้เหมือนกัน. นี่คือ คู่แรก คือความทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์. คู่ที่ ๒ ความไม่มีทุกข์เลย ก็มาจากการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ มรรค มีองค์แปด. มรรคมีองค์แปด ก็คือ ความรู้ ความฉลาด ความถูกต้องทุกอย่าง ทำให้เกิดผลเป็นความหยุด ความสงบ ไม่ทุกข์เลย. มันก็เป็น ๒ คู่กันอยู่อย่างนี้.
น.468 คู่ที่หนึ่งเกี่ยวกับความทุกข์ และเหตุแห่งความทุกข์. คู่ที่สองเกี่ยวกับ ความไม่มีทุกข์และทางที่จะให้ถึงความไม่มีทุกข์ ; นี่เรื่องอริยสัจจ์เป็นเรื่องเหตุผล เต็มตัว. ถ้าจะซอยให้ละเอียดลงไปก็เป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาท, คือซอยให้เห็น process ที่มันละเอียด ๆ ลงไป ๆ ว่าจากความโง่ - ไปสู่ความอยาก - แล้วไปสู่ ความยึดมั่นถือมั่น .... ฯลฯ .... แล้วไปสู่ความทุกข์อย่างไร แจกละเอียดมากขึ้นไป เท่านั้นเอง ; นี่ก็เรียกว่าแจกซอยให้ละเอียดออกไป เป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่จริงก็เรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง. นี่เรียกว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์เต็มตัว ; แต่มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์ฝ่าย physical หรือ mental ; มันเป็นวิทยาศาสตร์ฝ่าย spiritual คือสูงสุด. ทีนี้ พวกที่เรียนรู้แต่เรื่องฝ่าย physical หรือ mental ก็ไม่เข้าใจเรื่อง spiritual ; ก็เลยเอาวิทยาศาสตร์ทางฝ่าย spiritual กลายไปเป็นเรื่อง philosophy หรืออะไร ที่เข้าใจไม่ได้ไปเสีย. philosophy นั้นไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เขาหมายถึงเรื่องที่ยัง ไม่เข้าใจ; เป็นเรื่องที่กำลังกระหายจะรู้ จะต้องค้นคว้ากันต่อไป ซึ่งนั่นมัน เป็นเรื่อง philosophy. ฉะนั้นพอเอาเรื่องนิพพานเรื่อง spiritual มาพูดให้ฟัง ก็ฟังไม่ถูก ; แล้วก็ฟังไปในลักษณะเป็น philosophy ไปเสีย ไม่ใช่วิทยาศาสตร์. แต่พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ท่านเข้าใจเรื่องนี้ ซึมซาบเรื่องนี้ เหมือนกับ เป็นเรื่องวัตถุ. เพราะฉะนั้นเรื่องนิพพาน อะไรทำนองนี้ ไม่ใช่ philosophy สำหรับ พระพุทธเจ้า หรือสำหรับพระอรหันต์ ; มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์. แต่สำหรับ คนธรรมดาแล้ว แม้จะเป็นนักปราชญ์ เป็นศาสตราจารย์อะไรก็ตามจะเข้าใจไม่ได้ ; เลยจัดเอาของเหล่านี้เป็นของลึกลับเป็น philosophy ไป. เพราะฉะนั้นขอให้ ระวังให้ดี ๆ ว่าอย่าได้ไปหลงเข้าใจผิด ว่ามันเป็นเรื่อง philosophy หรือเป็นเรื่อง
น.469 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๔๑ อะไรที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์. พระพุทธศาสนาจะต้องเป็นวิทยาศาสตร์ และเป็น วิทยาศาสตร์ทางฝ่าย spiritual เพราะว่าตั้งอยู่บนกฎแห่งเหตุและผลที่ประจักษ์ชัด อยู่แก่ใจ. วิทยาศาสตร์ทางวัตถุมันก็เอาเรื่องทดลองทางวัตถุเป็นหลัก แล้วทน ต่อการพิสูจน์ อย่างนี้เป็นวิทยาศาสตร์. แต่แล้วก็เอาหลักเกณฑ์อันนี้ไปใช้กับ เรื่องฝ่ายวิญญาณได้ด้วยเหมือนกัน หากแต่ไม่เป็นที่เข้าใจแก่การศึกษาทางฝ่ายวัตถุ ในโลกนี้ ; มันก็มีอยู่เท่านั้นเอง ความลับมันมีอยู่เท่านั้นเอง. เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะแก้ปัญหาข้อนี้ คุณก็พยายามที่จะเข้าใจเรื่องเหตุ - ผลของธรรมชาติ ความ เป็นไปตามเหตุ - ผล ของธรรมชาติให้สูงขึ้นไปจากเรื่องฟิสิกส์ ไปสู่เรื่อง mental ; จากเรื่อง mental ไปสู่ spiritual ; ก็จะเข้าใจพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์ ; ก็จะ มองเห็นชัดว่า อ้อ เป็นศาสนาแห่งเหตุ - ผล อย่างนี้เป็นต้น. ทั้งหมดที่พูดมานี้เป็นหลักพระพุทธศาสนา ที่เป็นขั้นหัวใจ ที่จะต้องรู้ ต้องเข้าใจ จึงจะเรียกว่ารู้พุทธศาสนาชนิดที่กำจัดไสยศาสตร์ได้. ไม่เช่นนั้นมันจะไม่ สำเร็จประโยชน์ แต่เพียงว่าคุณบวช เอาผ้าเหลืองมาห่ม มาคลุมเข้าแล้วมันจะรู้ ; หามิได้. มันไม่สำเร็จประโยชน์เพียงแต่ว่า ไปจดทะเบียนว่า เป็นพุทธมามกะ เป็นพุทธบริษัท นั่นมันก็เป็นเรื่องทะเบียน. จะไปจดทะเบียนว่าเป็นพุทธบริษัท มันก็ไม่ทำให้รู้พุทธศาสนาได้. ฉะนั้นแม้ไม่จดทะเบียนเป็นพุทธบริษัท แต่ถ้า เขาศึกษามาอย่างนี้ ดำเนินมาอย่างนี้ จิตใจของเขาวิวัฒนาการมาอย่างนี้ เขาก็ เป็นพุทธบริษัทได้. พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นนักศึกษาค้นคว้า จนกระทั่งตรัสรู้เป็นพระ- พุทธเจ้า ; แล้วก็เป็นผู้เริ่มแรก นี้แหละมันไม่ใช่สำเร็จด้วยการจดทะเบียน แต่สำเร็จได้ด้วยการรู้สิ่งนี้ เข้าใจสิ่งนี้ เข้าถึงสิ่งนี้, มีจิตใจเปลี่ยนไปแล้วตาม
น.470 หลักเกณฑ์อันนี้ จนมีจิตใจใหม่ชนิดที่ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป, นั่นแหละจึงจะเป็น พุทธบริษัท. แล้วก็อย่าลืมคำว่า "พุทธะ" คำนี้แปลว่ารู้ ว่าตื่น ว่าเบิกบาน. ทางอักษรศาสตร์ อย่าไปสนใจมันก็ได้ ว่าทำไมมันจึงแปลอย่างนั้น อย่าไปสนใจ มันเลย ; แต่ว่าขอให้ยอมรับว่ามันมีคำแปลอย่างนี้ในทางอักษรศาสตร์ ว่าผู้รู้ ผู้ตื่น, ตื่น คือตื่นนอน, แล้วก็เบิกบาน. รู้คือรู้ความจริงทั้งหมดเหมือนที่ได้กล่าวมาแล้ว รู้ความลับทั้งหมด เหมือนที่กล่าวมาแล้ว ของธรรมชาติ ว่าเป็นอย่างไร. นี้เรียกว่า "ผู้รู้" สรุปอยู่ที่ รู้ความทุกข์ รู้เหตุให้เกิดทุกข์ รู้ความไม่มีทุกข์ และรู้ถึงทางที่ทำให้ถึงความไม่มี ทุกข์ ; นี้เรียกว่ารู้. แล้วก็ตื่น, ไม่ใช่หมายความว่าเห่อ เหมือนคนสมัยนี้ ตื่นนั่นตื่นนี่ ตื่นไปโลกพระจันทร์ ตื่นอะไรต่างๆ ทำนองนั้น; อย่างนั้นมัน ตื่นตูม ตื่นในที่นี้หมายถึงตื่นนอน. หลับก็คืออวิชชาหรือความโง่ ; ตื่น จากอวิชชา ก็คือตื่นจากหลับ คือตื่นนอน. พระพุทธเจ้าแต่ก่อนท่านก็เป็นคน หลับเหมือนกัน ; แล้วท่านก็เป็นคนตื่นได้เป็นคนแรกในโลก คือตื่นนอนก่อน คนอื่น. เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วไม่ใช่งัวเงีย ไม่ใช่ต้องไปล้างหน้าเพราะงัวเงีย. เมื่อ ตื่นขึ้นมาทางวิญญาณ อย่างนี้มันก็เบิกบาน แจ่มใส สดชื่น. นี่เรียกว่าผู้เบิกบาน เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. เราบวชอุทิศให้พระพุทธเจ้า, ทุกคนที่บวชนี้ จะบวชกี่วันก็ตามใจ, การบวชที่ถูกต้องนั้น ก็อุทิศให้พระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย : ชีวิตจิตใจก็อุทิศ, วัตถุประสงค์ความมุ่งหมายอะไรก็อุทิศ, หลักเกณฑ์ในชีวิตของเราก็เป็นการอุทิศ คือเดินตามพระพุทธเจ้า ; อย่างนี้เรียกว่าบวชอุทิศให้พระพุทธเจ้า; เพื่อได้ สิ่งเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ นี่คือ ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน. มันก็ จำเป็นที่จะต้องรู้หลักพุทธศาสนา ที่เป็นส่วนหัวใจที่สำคัญ ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ; แล้วผลสุดท้ายที่จะได้ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า "นิพพาน".
น.471 ฆราวาส กับ พุทธศาสตร์ ( ต่อ ) ๔๔๓ เพราะฉะนั้น อย่าเกลียด อย่ากลัวเรื่องนิพพาน เหมือนคนโง่ที่กำลัง มีอยู่มากที่สุด แม้ในประเทศไทย ที่นับถือพระพุทธศาสนา กำลังเกลียดกลัวเรื่อง นิพพาน เพราะไม่เข้าใจ แล้วห้ามไม่ให้เอามาสอนมาพูดกัน ; เพราะว่าจะทำให้ คนหยุดชะงัก ไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้า. นี่เป็นความโง่อย่างนี้ มันเรื่องยืดยาจ เอาไว้พูดกันคราวหลังจะดีกว่า. แต่ขอสรุปสุดท้ายของการบรรยายในวันนี้ว่า นิพพานนั้น แปลว่า ความเย็น. มันเย็นลงไปได้อย่างไรเพียงไร ก็เรียกว่านิพพานตามระดับ ตาม มาตรฐาน ตามขนาดของมัน. ถ้ามันร้อนอยู่ก็เป็นวัฏฏสงสาร ตกนรกหมกไหม้ นี้หมายความว่า ใจมันร้อน เป็นอบาย. ถ้ามันโง่ มันก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ; ในร่างคน ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน. ถ้ามันหิวกระหายไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เป็นเปรต ในร่างคนอย่างนี้ ในร่างนิสิตมหาวิทยาลัยอย่างนี้ หรือในร่างอะไรก็ได้. ถ้ามัน หิวกระหายทะเยอทะยานอยู่มันก็เป็นเปรต. ถ้ามันขี้ขลาดไม่มีเหตุผล มันก็เป็น อสุรกาย ในร่างคนนี้. นี่เรียกว่าร้อน ไม่เย็น. ถ้าเหล่านี้มันไม่มี มันก็เย็น แม้ว่าเย็นน้อย ๆ เย็นชั่วขณะ จนเย็นถึงที่สุด. คำว่า "นิพพาน" ในทางอักษรศาสตร์นี้แปลว่าเย็น ; เช่นถ่านไฟ แดง ๆ ในเตาไฟเอาออกมา พอดำ ดับแล้ว มันก็เย็น เรียกว่า ถ่านไฟมันนิพพาน. หรืออย่างสัตว์เดรัจฉาน ที่ยังมีอาละวาด มันยังเป็นอันตรายแก่มนุษย์ นี่เรียกว่า มันร้อน ; พอฝึกดีแล้ว ราบดีแล้ว ไม่มีทางที่จะขัดขืนเจ้าของ เหมือนสุนัข อย่างนี้ก็เรียกว่ามันเย็น เป็นนิพพานของสัตว์เดรัจฉาน. ส่วนมนุษย์มีความร้อน อยู่ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง. เมื่อใดว่างจากความโลภ ความ โกรธ ความหลง เป็นบางขณะ มันก็เย็นลงชั่วคราว ; เย็นชั่วคราวก็เรียกว่า นิพพานชั่วคราว ; โดยบังเอิญอย่างที่มาที่นี่ มันเย็นเองอย่างนี้ก็ได้ ก็เย็น
น.472 ชั่วคราว. หรือไปทำวิปัสสนาบางชนิด ทำให้เย็นลงได้ชั่วคราว มันก็เย็นชั่วคราว ; เพราะไปข่มบังคับ ให้มันเย็นชั่วคราวได้. แต่เมื่อใดตัดกิเลสได้หมด มันเย็นจริง เย็นตลอดกาล นั่นแหละเป็นนิพพานสมบูรณ์ เย็นโดยสมบูรณ์. มันเย็นอย่าง ชั่วคราวก็มี เย็นอย่างสมบูรณ์ก็มี ขึ้นชื่อว่าเย็นแล้ว เป็นนิพพาน. เพราะฉะนั้นบางเวลา บางนาที คุณก็เย็นโดยบังเอิญ โดยประจวบเหมาะ ของสิ่งแวดล้อม. คุณก็เย็นเป็นนิพพานนิด ๆ เป็นนิพพานชั่วคราว. ถ้าไม่มี สิ่งนี้มาช่วย คุณก็เป็นโรคเส้นประสาท หรือเป็นบ้า ตายไปนานแล้ว ไม่ได้มา นั่งอยู่ที่นี่. เพราะฉะนั้นควรขอบใจเย็นชั่วคราว นิพพานชั่วคราวนี้กันบ้าง ; พยายามทำให้มันมากขึ้นไป ขยายออกไป ๆ จนมันสมบูรณ์ถึงที่สุด. นี้ก็จบเรื่อง ของพระพุทธศาสนาตรงที่คำว่า "นิพพาน". นี้เป็นอันว่า เราได้กล่าวหลักของพุทธศาสตร์ ที่เป็นอาวุธมีคม สำหรับกำจัดทำลายล้างเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมดไปจากจิตใจ ; ก็พอจะเป็นเค้า เป็นโครง เป็นแนว สำหรับเข้าใจได้ หรือจะนำไปปฏิบัติได้ เวลาก็หมด โดยนกกางเขนมันบอก, ก็พอกันทีสำหรับวันนี้.
Buddhadasa