Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๒๔ — เคล็ดสำหรับฆราวาสในทางธรรม

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.473 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. แล้ว วันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง เคล็ดสำหรับฆราวาสในทางธรรม ในฐานะเป็นเรื่องสรุปสุดท้าย. เพราะรู้สึกว่าเราจะต้องหยุด การบรรยายกันในคราวนี้แล้ว เพราะผมกำลังไม่มีแรง อ่อนเพลียมากขึ้น. ผู้ที่ยังเหลืออยู่ ถ้าใครยังสนใจก็เปิดเทป คำบรรยายครั้งแรก ๆ ที่ไม่เคยฟังนั้นมาฟังก็แล้วกัน. เพราะ ฉะนั้นจึงถือโอกาสให้การบรรยายครั้งนี้ เป็นครั้งสรุปเรื่อง ทั้งหมดที่แล้ว ๆ มาด้วย แล้วสรุปไว้ในฐานะที่เป็น เคล็ด สำหรับจะได้เอาไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์ด้วย. สำหรับคำว่า "เคล็ด" เกือบจะไม่ต้องอธิบายกันแล้ว เพราะรู้จักกันดี ว่าหมายถึงอะไร. แต่อยากจะชี้ให้เห็น หรือตั้งข้อสังเกตสักนิดหนึ่งว่า คำว่าเคล็ด นี้คือสิ่งที่เขาเรียกกันไพเราะเพราะ ๆ ในภาษาสมัยใหม่ว่า "เทคนิค" หรืออะไร ทำนองนี้. คุณอาจจะไปสนใจบูชาคำว่า "เทคนิค" แล้วเลยมองข้ามคำว่า "เคล็ด" ๔๔๕

น.474 เสียก็ได้. โดยใจความของมันก็คือว่า วิธีที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ตามที่เรา ต้องการโดยง่าย โดยสะดวก มีผลดีมาก ลงทุนน้อย อะไรทำนองนี้ ; คือทำให้ การงานนั้นสำเร็จแน่ ๆ แล้วก็มีผลดีเต็มที่ เหนื่อยน้อย ลำบากน้อย ลงทุนน้อย ทำได้มาก. ความมุ่งหมายของคำว่า เคล็ด กับความมุ่งหมายของคำว่า เทคนิค มันตรงเป็นอันเดียวกันในข้อนี้. อย่าได้เข้าใจคำว่า "เคล็ด" นี้เป็นเรื่องแก้ปัญหา เล็ก ๆ น้อย ๆ. ขอให้นึกถึง ปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษของเรา รู้จักแต่คำว่า "เคล็ด" แต่ไม่รู้จักคำว่า "เทคนิค"; แต่ท่านเหล่านั้นก็มีเทคนิคอย่างเต็มตัว คือทำอะไรได้สำเร็จ สร้างอะไรที่คนลูกหลานสมัยนี้สร้างไม่ได้ ; หรือว่าสร้างได้ ก็แย่ไปเลย. คนสมัยนี้ไปดวงจันทร์ได้ แต่ว่าอาจจะทำอะไรบางอย่างไม่ได้ ; เพราะมันมีเหตุอื่นอีกหลายอย่าง เช่นสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในโลกอย่างนครวัด ; คนเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ; ทำได้ก็แพงกว่า ยุ่งกว่า ลำบากมากกว่า. เพราะฉะนั้น ขอให้มองปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษในลักษณะที่เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีเทคนิค มีเคล็ด จึงรอดตายมาได้จนเกิดพวกเรา. ถ้าบรรพบุรุษไม่มีเคล็ด ไม่มีวิชาเทคนิคอะไรเพียงพอ จะต้องตาย กันเสียหมด ไม่เหลือมาเป็นพืชพันธุ์จนทุกวันนี้ แล้วก็จะไม่สร้างอะไรขึ้นไว้ให้ พวกเราดู อย่างที่เราไม่อาจจะสร้างได้ ; เพราะความเปลี่ยนแปลง เพราะอะไร ๆ หลายอย่าง, ความขี้เกียจ ความขยัน ความเสียสละ ความไม่เห็นแก่ตัว นี้เราก็สู้ ปู่ย่า ตายาย ไม่ได้. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียกว่า “เทคนิค" นั้นก็เป็นของที่มี มาแล้ว ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีขึ้นในโลกนี้แล้วก็ก้าวหน้ามาเรื่อย ๆ; สิ่งที่เรียกว่า "เคล็ด" ก็เหมือนกัน. เราจึงถือเอาแต่ใจความสั้น ๆ ว่าเคล็ดนี้มันมีประโยชน์ คือทำให้ลงทุนน้อย ได้ผลมากทันใจ สำเร็จตามต้องการ.

น.475 ทีนี้ก็มาถึง คำว่า "เคล็ดสำหรับฆราวาสในทางธรรม" ; เราจะไม่ พูดเรื่องทำมาหากิน เรื่องอะไรทำนองนั้น ; แต่จะพูดในข้อที่ว่า เป็นฆราวาสนั้น จะมีวิธีการอันเร้นลับอะไร ที่จะช่วยให้เรามีธรรมะพอตัว ; แล้วก็ไม่มีความทุกข์ ได้. วิธีการชนิดนี้ภาษาบาลีเขาเรียกว่า "อุบาย" . แต่น่าเสียดายที่ในภาษาไทย คำว่าอุบายมีความหมายไปในทางเลวร้ายต่ำ ๆ หรือส่อความหมายไปในทางไม่ สุจริต. แต่ในภาษาบาลีแท้ ๆ คำว่า "อุบาย" มีความหมายไปในทางที่ดี มันเป็นเครื่องให้สำเร็จประโยชน์ เหมือนกับคำว่า "เคล็ด" เหมือนกัน. เอาละ แม้เราจะถือว่า เรื่องอุบายเป็นเรื่องหลอกลวงก็เอา ; แต่มัน เป็นเรื่องหลอกลวงกิเลส เพื่อจะฆ่ากิเลส ; หลอกลวงซาตาน หลอกลวงพญามาร เพื่อจะฆ่าซาตาน ฆ่าพญามาร ; อย่างนี้ก็ใช้ได้. แต่ที่แท้ไม่ใช่การหลอกลวง มันเป็นสติปัญญาที่เป็นเคล็ด หรือเทคนิคโดยเฉพาะ. ปัญญาที่มันกว้างขวาง เกินไปนั้น เป็นเรื่องความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด. ที่นี้ปัญญาชนิดที่มันเฉพาะ แล้วพอดี พอเหมาะ ทำให้สำเร็จประโยชน์ได้ ในเวลาอันสั้น ในเวลาที่เผชิญ กับอันตรายนี้ เขาเรียกว่าอุบายในภาษาบาลี ; พอตกมาเป็นภาษาไทยมันเปลี่ยน ความหมาย. คำเป็นอันมากมาจากภาษาบาลี สันสกฤต พอมาเป็นภาษาไทย เปลี่ยนความหมายไป ไม่มากก็น้อย; หรือความหมายของคำบางคำเปลี่ยนกลับ เป็นตรงกันข้ามก็มี แต่จะไม่เอามาพูดในที่นี้ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องสอนภาษาหนังสือ ขอให้สังเกตดูเอง. ก็ได้เคยพูดให้ฟังมาแล้วหลายหน เช่นคำว่า ตัณหา-ความอยากนี้ ไม่เหมือนกัน ในภาษาบาลี กับภาษาไทย. "ตัณหา" หมายถึง ความอยากที่ต้อง มาจากความโง่ ; ส่วน ความอยากที่มาจากสติปัญญา ไม่เรียกว่า "ตัณหา". แต่ในภาษาไทย เราเรียกว่า "ความอยาก" เหมือนกันหมด ซึ่งทำให้ปนกันยุ่ง.

น.476 คำว่า "อุบาย" นี้สำคัญที่สุด ที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์เหมือนกันกับ คำว่า "เคล็ด" หรือ "เทคนิค". ที่เป็นภาษาบาลีไม่ต้องเติมคุณศัพท์อะไรแล้ว แต่ในภาษาไทยต้องเติมคุณศัพท์ เช่นคำว่า "กุศโลบาย" เป็นต้น คืออุบาย ในทางที่ดี; ภาษาบาลีไม่เคยมีคำว่า กุศโลบายนี้ แม้คำ ๆ นี้เป็นภาษาบาลี ก็เป็นคำบาลีที่เขาผูกขึ้นใหม่ ของเดิมใช้ "อุบาย" ก็พอแล้ว ในภาษาไทย เรามีเคล็ด มีอุบาย มีเทคนิคอะไรก็ตาม เรียกได้ทั้งนั้น ; คือ ให้สำเร็จประโยชน์ ตามที่เราต้องการได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ เพราะเร็ว และลงทุนน้อย มีผลมาก. เมื่อเป็นดังนี้ก็หมายความว่า ฆราวาสเราจะทำอย่างไรจึงจะได้รับประโยชน์จาก พระธรรม หรือพระศาสนามากที่สุด ทั้งที่ไม่ได้บวชเป็นพระ ไม่ได้ปฏิบัติ อย่างพระ ; นี่ผมเรียกว่า "เคล็ดสำหรับฆราวาสในทางธรรม". ถ้าไม่อยาก จะใช้คำว่าเคล็ด ก็อยากจะกล่าวคำที่มันเป็นเคล็ด ๆ คืออยากจะกล่าวว่า เมื่อ ยังบวชไม่ได้ ก็ทำให้มันเหมือนกับบวชแล้วเสียเลยได้. เมื่อยังบวชไม่ได้ก็สามารถ ทำให้เหมือนกับว่าบวชเสร็จแล้ว ; นี่มันเป็นเคล็ดไหม สังเกตดู. ฆราวาสอยู่ที่บ้านที่เรือน และไม่ได้กินอยู่นุ่งห่มอย่างนักบวช จะมา บวช ก็มีลูก มีเมีย มีครอบครัว มีหน้าที่ การงาน จะมาบวชก็ไม่ได้. แต่มีเคล็ด ที่ว่าจะทำให้เหมือนกับบวชเสร็จแล้วอยู่ในตัวได้, บวชเสร็จแล้วอยู่ในตัวความ เป็นฆราวาสนั้นเอง. ข้อนี้ขออย่าได้ลืมนึกถึงคำบรรยายหลายครั้งที่แล้ว ๆ มา ข้างต้น ๆ คือข้อที่ได้บอกให้ทราบว่า ถ้าเรื่องดับทุกข์ทางวิญญาณแล้ว มันไม่มี พระ ไม่มีฆราวาส ; คือพระก็ต้องปฏิบัติเหมือนฆราวาส ฆราวาสก็ต้องปฏิบัติ เหมือนอย่างพระ ; เมื่อตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ต้องดับตัณหาเสียเท่านั้น. เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาและปฏิบัติอยู่อย่างนี้แล้ว ก็เหมือนกับบวชอยู่แล้ว. ทีนี้ ฆราวาสนั้น เสียเปรียบพระ ตรงที่ว่ามีภาระ ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยตน เอง ; มันเพิ่มมาอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ก็แปลว่าฆราวาสทำ ๒ เรื่องพร้อมกัน :

น.477 ปัญหาทางร่างกาย ทางเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ปัญหาเรื่อง ประเทศชาตินี้มันเป็นปัญหาหนึ่ง ; แล้วปัญหาทางจิตใจ ความทุกข์เกิดมาจาก กิเลสทำให้เกิดความทุกข์ร้อน นี้เป็นอีกปัญหาหนึ่ง. ส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องบวช หรือไม่บวช มันอยู่ที่ปัญหาหลัง, ปัญหา ทางจิตใจ. ฉะนั้นถ้าเราลงมือปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา มันก็เหมือน กับบวชอยู่แล้ว ; แต่ว่าบวชอีกประเภทหนึ่ง คือคลานไปช้า ๆ เพราะมันมี ของพ่วง ของถ่วง ; ไม่เหมือนกับนักบวชโดยตรง ที่ออกจากเรือนไม่มีทรัพย์ สมบัติ ไม่มีลูกเมีย มันก็เบาสบาย ; และไม่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเอง ชาวบ้าน เขาเลี้ยง ; ไม่ต้องทำไร่ทำนา หาเงินเอง ก็มีเครื่องบริโภคใช้สอยเป็นอยู่ได้โดย สะดวกในการที่จะปฏิบัติอย่างพระ. นี่ก็ผิดกันเพียงเท่านี้. เมื่อเรายังบวชไม่ได้ เราก็ทำให้มันเหมือนกับบวชอยู่แล้วในตัวโดยการ ปฏิบัติตามหลักอันเดียวกัน เพียงแต่ว่าไปช้า ๆ เพราะไปเสียเวลาตรงที่ทำมาหากิน. แต่ทีนี้ประโยชน์ที่ได้มันคุ้มกัน : ทำหน้าที่ฆราวาสเพื่อหาเงินหาอะไร เลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัวนี้ มันเป็นทางมา หรือเป็นโอกาสของความร้อน หรือ ความทุกข์มากที่สุด : ทีนี้เพื่อจะไม่ให้เกิดความทุกข์ร้อนข้อนี้ จึงต้องไปเอาธรรมะ มาช่วยกำกับไว้ด้วย ; การเป็นอยู่อย่างฆราวาสนั้นก็จะไม่ร้อนเป็นไฟ. ถ้า ปราศจากธรรมะช่วย ความเป็นฆราวาสนั้นจะร้อนเป็นไฟทีเดียว คิดก็ไม่ถูก ปลง ก็ไม่ถูก ทำอะไรก็ไม่ถูก; มีปัญหาทางจิตใจเกิดขึ้น ก็เหมือนกับว่า จะต้องตาย อย่างนั้น. คุณลองอ่านประวัติบางเรื่องบางคน ลูกตายลงไป ตัวเองไม่ต้อง กินข้าวกินน้ำ ไม่ต้องทำอะไรเป็นวัน ๆ เป็นสัปดาห์ จนตัวจะตายเอง อย่างนี้ เป็นต้น นี้คือการที่ขาดธรรมะ ; เป็นประวัติของเจ้านายชั้นสูงด้วยซ้ำไป.

น.478 เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า เรื่องฝ่ายศาสนา หรือฝ่ายธรรมะนั้น มีไว้ เพื่อให้ฆราวาสที่อยู่ในโลกนี้ ให้อยู่ในโลกได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์มากเกินไป ; หรือถึงกับไม่ปรากฏเป็นความทุกข์. ถ้าปราศจากธรรมะแล้ว ความเป็นฆราวาสนี้ เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นจึงมีหลักในบาลีว่า ฆราวาสชื่อว่าเป็นรัง แห่งความทุกข์ ก็หมายความถึงเป็นฆราวาสที่ไม่ประกอบด้วยธรรมะ. ถ้าประกอบ ด้วยธรรมะ ก็มีโอกาสที่จะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี กระทั่งอนาคามี ; อย่างนี้ก็เคยพูดกันแล้วในการบรรยายครั้งต้นๆ ว่าฆราวาสเป็นได้ถึงพระอนาคามี เลื่อนชั้นอีกทีก็เป็นพระอรหันต์. แต่พอเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว หมดความ เป็นฆราวาส หรือหมดความเป็นพระ ; เขาจึงถือว่าเป็นพระไปเสียเลย : พระ อรหันต์ ไม่มีในความเป็นฆราวาส. นี่เรียกว่า "เคล็ด". ไม่กี่วันคุณก็จะสึกออกไปเป็นฆราวาส แล้วก็ยัง บวชไม่ได้ ; แต่คุณจะสามารถเป็นพระอยู่ในตัว สำเร็จรูปอยู่ในตัว ในส่วนทางฝ่าย จิตฝ่ายวิญญาณ ; มีหลักที่จะควบคุมความยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้เกิดความโลภ ความ โกรธ ความหลง เพื่อไม่ให้การงานประจำวันตามหน้าที่ของฆราวาส ในโลกล้วน ๆ นั้นเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา. อย่าเข้าใจว่า เมื่อฆราวาสปฏิบัติตามหลักดิหิปฏิบัติ หมดทุกหัวข้อที่กล่าวไว้ในนวโกวาทแล้วจะไม่มีทุกข์ นั่นมันเป็นเรื่องทางร่างกาย ทั้งนั้น. ข้อปฏิบัติในคิหิปฏิบัติตั้งหลาย ๆ หมวดนั้น ; ปฏิบัติได้หมดนั้นแล้วก็ไม่ พ้นที่จะมีความทุกข์ทางจิตใจ. มันช่วยได้เพียงว่าจะแก้ปัญหา ได้เงินมาอย่างไร มีเพื่อนที่ดีอย่างไร สังคมกันอย่างไร ไม่มีข้อบกพร่องในเรื่องนั้น ๆ; แต่แล้ว เรื่องเงินที่ได้มา จะมาทำให้เกิดความทุกข์ได้ ; ความสำเร็จที่ได้มา ก็ยังทำให้ เกิดความทุกข์ได้. อย่าพูดถึงความไม่สำเร็จเลย. เพราะฉะนั้นเราต้องมีวิชา ความรู้ ที่จะดำรงจิตไว้ให้ถูกต้อง ชนิดที่จะไม่ให้อะไรมาทำให้เกิดความทุกข์ได้ ; ความได้ - ความเสีย ก็ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ได้ ความเป็น - ความตาย ก็ไม่ทำ ให้เกิดความทุกข์ได้ ถ้าความรู้ในทางธรรมะมีมากพอ,

น.479 นี่เรียกว่า "เคล็ด" แปลว่าทำทีเดียวได้ทั้งสองอย่าง : ความเป็น ฆราวาสทางร่างกายนั้นก็มี ทำได้ดี ; ความเป็นฆราวาสในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท เป็นผู้ศึกษาธรรมะอย่างผู้ครองเรือน อยู่ในบ้านในเรือนนั้นก็มี. หมายความว่า เป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ดี ที่ถูกต้อง มีธรรมะในฝ่ายพระพุทธศาสนาเต็มที่ด้วย ; แล้วมีการทำมาหากินอย่างถูกต้อง เหมือนคนทั่วไปที่ไม่ใช่อุบาสกอุบาสิกาด้วย. เพราะฉะนั้นเราจะต้องกลายไปเป็นอุบาสก ไม่ใช่เป็นชาวบ้านธรรมดา. ชาวบ้าน ธรรมดาก็คือไม่มีธรรมะ ไม่มีศาสนา มีแต่เรื่องทำมาหากิน มีแต่เรื่องวัตถุเนื้อหนัง อย่างคนธรรมดา ; ไม่ใช่อุบาสก อุบาสิกา. ทีนี้เราทำอย่างนั้น ก็ทำได้ด้วย แล้วเรายังมีความรู้และประพฤติในทางธรรมะ เพื่อจะไม่ให้สิ่งเหล่าโน้นเกิด ความทุกข์ขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นเราเป็นอุบาสก หรืออุบาสิกาแล้วแต่เพศ ไม่ใช่ คนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป. นี่คือความเป็นพุทธบริษัท. อย่าได้เข้าใจให้มันผิดในเรื่องนี้ แล้วก็ไม่สนใจในความเป็นพุทธบริษัท หรือความเป็นอุบาสก อุบาสิกา. เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรมะเต็มรูปของความเป็น อุบาสก อุบาสิกานั้น มันก็แสดงว่า กำลังมีการประพฤติปฏิบัติเหมือนพระอยู่ อย่างหนึ่งส่วนหนึ่ง ; เพียงแต่ว่ามันไปช้ากว่าพระเท่านั้น เพราะเราต้องลากลูกตุ้ม อะไรไปด้วย. เหมือนกับรถบดถนน มันจะวิ่งเร็วเหมือนกับรถไฟ หรือเรือบิน ไม่ได้ ; แต่มันก็มี "การไป” อยู่ในนั้น ในเมื่อมีความต้องการจะไป มันก็หมุน ไปข้างหน้า. ทีนี้ เราก็ต้องมองดูให้เห็นเคล็ดในข้อที่ว่า เราสามารถในการจับปลา สองมือ ; เราสามารถจับปลาสองมือ. เรื่อง จับปลาสองมือ โบราณเขาห้าม. แต่นั้นความหมายมันอีกอย่างหนึ่งต่างหาก มันไม่ใช่ความหมายอย่างที่ผมกำลังพูด. จับปลาสองมือหมายความว่ามันทำไม่ถนัด มันลื่น แล้วมันเลยหลุดมือไปทั้งสองตัว ;

น.480 แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องจับปลาอย่างนั้น นี้มันหมายถึงทำสองอย่างพร้อมกัน ได้สำเร็จ ทั้งสองอย่าง ; เช่นว่าเรื่องฝ่ายโลกก็ไม่ให้เสีย ฝ่ายธรรมก็ไม่ให้เสีย ; เรื่อง ฝ่ายร่างกายก็ไม่ให้เสีย เรื่องฝ่ายจิตใจก็ไม่ให้เสีย. พวกชาวบ้านเขายังสามารถ ทำชนิด "งานหลวงก็ไม่ให้ขาด งานราษฎร์ก็ไม่ให้เสีย" ; หมายความว่า เขาทำได้พร้อมกันทั้งสองอย่าง ; มันเหมือนกับจับปลาสองมือ. จับปลาอย่างนี้ เขาไม่ได้ห้าม และมันอยู่ในวิสัยที่จะทำได้. ส่วนจับปลาสองมือในน้ำลื่น ๆ ทั้งสองมือนั้น มันมีหวังหลุดไปเสีย ทำแล้วจะไม่ได้อะไรเลย ; แต่ในเรื่องอย่างนี้ (ดังยกมาข้างต้น) แล้ว ทำได้. คนเขลา และคนอวดดีเท่านั้นที่ว่าทำไม่ได้ เขาพูดเพ้อ ๆ ไป; มีครูบาอาจารย์ ที่สมมุติว่าเป็นบัณฑิต นักปราชญ์อะไรก็ตาม พูดเพ้อ ๆ ไปตามความเขลา และ ความอวดดี ว่าทำไม่ได้ ; จะทำให้มีประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมพร้อมกันไป ไม่ได้; จะร่ำรวยด้วยทรัพย์ และร่ำรวยด้วยธรรมะ ไปนิพพานพร้อม ๆ กัน ไม่ได้. นั้นมันเป็นความเขลา และความอวดดีที่เขาพูด. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องสุญญตา กับ ฆราวาส ข้อนี้ผมอธิบาย ละเอียดพอแล้ว. เรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัส เรื่องสุญญตา กับ ฆราวาส นั้น ; ฆราวาสไปทูลถามว่า ธรรมะอะไรจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกข้าพระองค์ผู้เป็น ฆราวาส ตลอดกาลนาน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องสุญญตานั้นคือเรื่องที่ จะบรรลุมรรคผล และไปนิพพานสำหรับฆราวาส ; เพราะฉะนั้น ก็แปลว่า ฆราวาสจะต้องปฏิบัติเรื่องสุญญตา พร้อมกันไปกับเรื่องทำมาหากิน. เรื่อง นิพพานก็มีหวังที่จะได้โดยแน่นอน ; เรื่องปากเรื่องท้องกลายเป็นเรื่องเล็ก. ถ้าคุณไม่ลืมคำพูดข้อนี้แล้ว เคล็ดนั้นจะเป็นไปได้ ; ถ้าคุณเกิดไปลืมคำพูดเรื่องนี้ ข้อนี้แล้ว คิดว่า เรื่องปากเรื่องท้องเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องธรรมะเป็นเรื่องเล็กแล้ว เคล็ดนี้ก็ล้มละลาย.

น.481 เพราะฉะนั้นขอให้นึกถึงคำบรรยายครั้งก่อน ๆ ที่แล้ว ๆ มา ในข้อที่ว่า เกิดมาทำไม ? อย่างนี้ และยังระลึกได้ว่า เกิดมาเพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ จะต้องได้ ; เพราะฉะนั้นเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องทำมาหากิน ไม่ใช่เรื่องปาก เรื่องท้อง ไม่ใช่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ; เรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นเป็น เรื่องเล็ก. มีพอให้มันรู้ว่าเป็นอะไร หรือพอให้รอดชีวิตอยู่ได้ แล้วก็ตั้งหน้า ตั้งตาทำให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือภาวะสูงสุดในทางจิตใจ. จิตใจจะ สูงสุด จะประเสริฐ จะวิเศษที่สุดได้อย่างไรนั้น จะต้องเอาให้ได้. เรื่องอาชีพ เรื่องเงินเดือน นั้นก็เป็นเพียงอาชีพ เพียงเลี้ยงชีวิตอยู่ ; แล้วในขณะที่มีชีวิต อยู่นี้จะต้องได้สิ่งนั้น - คือสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์. ถ้าหลักอันนี้ไม่เพื่อนละก็ เคล็ดมันจะเป็นไปได้สำเร็จ. ถ้าเกิดไปกลับกันเสีย เป็นพวกวัตถุนิยมล้วน ๆ ; เกิดมาเพื่อเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง นอกนั้นไม่มีอะไร ธรรมะเป็นเรื่องเล็ก, เป็นเรื่องมีไว้สำหรับหลอกคนโง่ ; อย่างนี้ไม่มีหวัง. บัดนี้ก็มีปัญหา เรื่องโลกกำลังเป็นวัตถุนิยมจัด แล้วเป็นกันทั้งโลก มากขึ้นทุกที ก็เลยถูกจูง ถูกดึงไปแต่ในทางผิด หรือเข้าใจไม่ได้. ในฐานะ ที่เราเป็นมนุษย์อิสระเลือกได้ มีสติปัญญาของเราเองอย่างนี้ เราควรจะไปให้ถึง ที่สุดจุดหมายปลายทาง ที่มนุษย์ควรจะไปถึง ก็คือไม่ใช่วัตถุนิยม ไม่ใช่เรื่อง เนื้อหนัง เรื่องปากเรื่องท้อง ; แต่เป็นเรื่องสูงสุดในทางจิตใจ. เดี๋ยวนี้เขาถือ กันว่ากิน ดื่ม ร่าเริงเต็มที่ เสเพลอะไรเสียเร็ว ๆ เพราะว่าพรุ่งนี้เราอาจจะตาย เสียก็ได้ ; มันเป็นเรื่องของคนบ้าวัตถุ บ้าเนื้อหนัง; เป็นกันมาแล้วตั้งแต่ ก่อนพุทธกาลโน้น จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ยิ่งมีมากขึ้น ๆ. เมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ทรงแสดงสิ่งประเสริฐที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ในการที่เรามีจิตใจ มีความดี ความ สุข ความประเสริฐ สูงสุดถึงที่สุด ; แล้วเราก็รู้ของเราเอง ไม่ต้องมีใครมารู้ ; เรียกง่ายๆ ก็คือ เรียกว่าได้นิพพาน.

น.482 เกี่ยวกับนิพพานก็มีเรื่องจะต้องพูดโดยสรุปอีกทีหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้คนยิ่งโง่ มาก เพราะไปหลงวัตถุ เนื้อหนังมาก ก็ยิ่งโง่มาก ; ก็เลยเห็นนิพพานว่า เป็น เรื่องไม่เกี่ยวกับมนุษย์. นี้มันผิดทั้งสองพวก ; คือพวกที่แก่วัด เคร่งศาสนา ก็เข้าใจผิดเรื่องนิพพาน เอาไปไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ เอาไปไว้ในอนาคตกี่หมื่นกี่แสนชาติ ก็ไม่รู้ เอาไปไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ กระทั่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ กระทั่งคืออะไรก็ไม่รู้ ; ได้แต่หวังว่า "ขอให้บรรลุนิพพาน ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ” เท่านั้น. นี้ก็ผิดและโง่ที่สุดเลย. อีกพวกหนึ่งก็คือการศึกษาสมัยปัจจุบัน ที่ไม่เข้าใจเรื่อง นิพพานก็หาว่า เรื่องนิพพานเป็นเรื่องบ้า ๆ บอๆ ครึ ๆ กระ ๆ สำหรับคนโง่ สำหรับคนสมัยโบราณ ; นี่ก็ไม่รู้ว่านิพพานคืออะไรไปเสียอีก. พวกคุณกำลัง ตามกันฝรั่งก็จะต้องเป็นอย่างนั้น นิพพานเป็นของครีไม่ใช่เรื่องสำหรับเรา ; นี้ระวังให้ดี ๆ. คำว่า "นิพพาน" แปลว่าเย็น รายละเอียดพูดแล้ว ไม่ต้องพูดซ้ำอีก ; แต่พูดให้ชัดลงไปว่า นิพพาน นั้นคือภาวะที่อายตนะเป็นของเย็น ; ประโยค สั้น ๆ "นิพพานคือภาวะที่อายตนะเป็นของเย็น". อายตนะ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็นสื่อหรือทางสำหรับติดต่อกับของภายนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, อยู่ข้างนอก. เรามีอายตนะภายใน คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับติดต่อกับสิ่งข้างนอกเหล่านั้น. นิพพาน คือภาวะที่อายตนะ นั้นเป็นของเย็น. ถ้าเราปล่อยไปตามความโลภ ความโกรธ ความหลง อายตนะ จะเป็นของร้อนตลอดเวลา : เดี๋ยวร้อนทางตา เดี๋ยวร้อนทางหู เดี๋ยวร้อนทาง จมูก เดี๋ยวร้อนทางลิ้น เดี๋ยวร้อนทางกาย เดี๋ยวร้อนทางใจ. ถ้ามีการปล่อย ไปตามอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ คือไม่มีธรรมะนั้น อายตนะเป็นของร้อน ; ขณะนั้นเรากำลังตกอยู่ในวัฏฏสงสารคือของร้อน.

น.483 ทีนี้ เรามีอุบาย มีเคล็ด มีเทคนิค อย่างที่ว่า ปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง ตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็จะมีผลปรากฏคือ อายตนะกลายเป็นของเย็น ไม่เกิดความร้อนเกี่ยวกับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. มันต่างกันนิดเดียวว่า เย็นนี้ มันมีว่าเย็นตลอดไป หรือเย็นชั่วคราว. ถ้าเรายัง เป็นคนธรรมดาสามัญอยู่มาก มันก็เย็นชั่วคราว เดี๋ยวมันกลับร้อนอีกได้; แล้ว ก็ทำให้เย็นอีกได้ เดี๋ยวมันกลับร้อนอีก แล้วก็ทำให้เย็นอีกได้. ถ้าเราปฏิบัติ ขึ้นไปจนถึงขั้นพระอริยเจ้า ก็สามารถทำให้เย็นได้มากขึ้น ๆ จนไม่กลับร้อนได้อีก เลย ; มันต่างกันเท่านั้น. แต่ส่วนเย็นก็คือเย็นอย่างนั้น เย็นอย่างเดียวกัน นั่นแหละ; ร้อนก็คือร้อนอย่างนั้น. การที่สามารถทำให้เกิดความเย็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ในที่นี่และในเดี๋ยวนี้ ในปัจจุบันชาตินี้ ในกิจการงานทุกอย่างนี้ นั้นเรียกว่า "นิพพาน". อย่างคุณสอบไล่ตก คุณก็ร้อน ; เกิดความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู เสียหายอย่างร้ายแรง แล้วมันก็ร้อน เกิดความเสียใจ โศกเศร้า ปริเทวะอะไรก็ตาม. นี้ก็สร้างความร้อนขึ้นมา เป็นวัฏฏสงสาร. ถ้าคิดถูก คิดไปตามหลักธรรมชาติ ก็ได้ ว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามเรื่องของมัน ไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ; เหตุ ปัจจัยมันเพียงพอก็สอบไล่ได้ เหตุปัจจัยมันไม่เพียงพอมันก็สอบไล่ตก ; แล้ว ไม่ต้องไปร้อนกับมัน ตกแล้วก็เรียนใหม่ได้. นี้ก็เรียกว่าทำให้มันเย็น. แต่ต่อไป ข้างหน้ามันไม่ใช่เพียงเรื่องเรียนและเรื่องสอบไล่ มันเรื่องการงานสารพัด มีงาน สังคม งานอะไรต่าง ๆ ล้วนแต่นำมาซึ่งความร้อน. ที่นี้คุณทำให้มันเย็นได้ใน กรณีใด ก็เป็นนิพพานส่วนหนึ่ง ๆ อยู่ในกรณีนั้นๆ ชั่วคราว ๆ ชั่วคราว ๆ ไปจนกว่ามันจะไม่ร้อนได้อีกเลย จึงจะเป็นนิพพานที่ถูกต้องสมบูรณ์, ทั้งถูกต้อง และสมบูรณ์.

น.484 เพราะฉะนั้นนิพพานไม่ใช่เรื่องที่จะต้องแยกออกไปจากตัวเรา ต้องอยู่ กับสติปัญญาของเรา เพื่อป้องกันสิ่งต่าง ๆ ไม่ให้สร้างความร้อนขึ้นมา; ไม่ใช่ ต่อตายแล้ว อีกกี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่ร้อยชาติ พันชาติ จึงจะถึงนิพพาน ; ไม่ใช่ เช่นนั้น. พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องการอย่างนั้น ; ท่านชี้ระบุว่า นิพพานคือ ความเย็นของอายตนะ มีได้เท่าไรก็เท่านั้น ; มีได้ตลอดกาลก็เป็นนิพพานแท้ และสมบูรณ์. เพราะฉะนั้นเราจะต้องสนใจที่สุด ไม่เช่นนั้นจะต้องตกนรกทั้งเป็น. ในวันหนึ่ง ๆ มันมีเรื่องทำให้ร้อนมากมายหลายเรื่อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย. มากที่สุดก็คือทางใจ เพราะมันคิดได้คล่องแคล่ว. ยิ่งสมัยนี้ การศึกษาให้ผลแต่เพียงว่าเป็นคนคิดเก่ง แต่ไม่ได้รับรองว่า คิดถูก หรือคิดผิด เพราะฉะนั้นการคิดเก่ง มันก็เลยเก่งไปในทางคิดผิด มันก็มีเรื่องร้อนมาก และ เป็นเรื่องร้อนโดยไม่รู้สึกตัว. ผมเรียกว่า "ไฟเย็น" "ไฟเปียก" เหมือนกับ พวกฮิบปี้ก็ได้. มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นไฟที่ไหม้หนังพอง ไฟเย็นไฟเปียก ก็ยังมี ; มันร้อน มีความหมายเป็นความร้อนด้วยกันทั้งนั้น. นี่ถ้าคุณไม่เห็นตามที่เป็นจริง แล้วก็เลยไม่รู้สึกว่า นิพพานนี้เป็น ของจำเป็น ที่จะต้องมีอยู่กับเนื้อกับตัว แม้ที่ยังอยู่ในบ้านเรือน. ถ้านิพพานไม่ จำเป็นแก่พวกฆราวาส พระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสเรื่องสุญญตาแก่ฆราวาส ; นี้มีเหตุผล. พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องสุญญตาแก่ฆราวาส ก็เพื่อให้ฆราวาสมีนิพพานอย่างสำหรับ ฆราวาส อยู่ในบ้านในเรือน; แล้วจะได้ดับร้อนได้. เพราะฉะนั้นคนที่พูดว่า ทำไม่ได้, ทำทางโลกก็ต้องเอาแต่ทางโลกอย่างเดียว ทางธรรมทำไม่ได้ ; ก็เป็น คนโง่และคนอวดดีบวกกัน, ทั้งโง่ทั้งอวดดี. เลิกโง่เลิกอวดดีเสีย จะมองเห็น ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสถูกต้องแล้ว ว่าฆราวาสนี้จะต้องสนใจเรื่องสุญญตาให้มันมี ความเย็นทางอายตนะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจพอสมควร ; จะได้ไม่เป็นโรคเส้นประสาท จะได้ไม่วิกลจริต จะได้ไม่ต้องฆ่าตัวตาย และจะ ได้ไม่เดือดพล่านจนเป็นฮิปปี้ในที่สุด.

น.485 ถ้าคุณเห็นว่านิพพานเป็นของครี มันก็เท่ากับเห็นว่า พระพุทธศาสนา ทั้งหมดนั้นเป็นของครึ ; เพราะว่าพระพุทธศาสนาทั้งหมดนั้นต้องการนิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ; ให้มีนิพพานในกลางวัฏฏสงสาร. ชีวิตฆราวาสอยู่ในกลางวัฏฏสงสาร มีดี - มีชั่ว มีบุญ - มีบาป มีสุข - มีทุกข์ มีอะไรขึ้น ๆ ลง ๆ, มันเป็นวัฏฏสงสาร. ความไม่ต้องเป็นอย่างนั้น ความคงที่ ความสงบ ความสะอาด ความหยุดได้ ความเป็นอิสระ นี้เป็นนิพพาน. นึกถึงสระ ต้นมะพร้าวนาฬิ เกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกก็ไม่ต้อง ฟ้าร้องก็ไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ ผู้พ้นบุญเอย. ท่อง ๆ เอาไว้บ้าง. นี้เรียกว่ามันเป็นเคล็ด ที่คุณเป็นฆราวาสก็เกี่ยวข้องกับนิพพานได้ ; แล้วก็ไม่เป็นการจับปลาสองมือที่ล้มเหลว. แต่เป็นการจับปลาสองมือที่เป็นปลา คนละชนิดที่มีพร้อมกันไปสองมือ แล้วก็สำเร็จด้วย คือปลาตัวนี้ และไม่ทำให้ปลา อีกตัวหนึ่งเป็นของร้อนขึ้นมา. เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อว่าต้องแยกกันเด็ดขาด ว่าเดี๋ยวนี้เป็นชาวบ้านเป็นชาวโลกก็ต้องเอาเรื่องปากเรื่องท้อง ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องสนใจเรื่องศาสนา เรื่องนิพพาน. เราจะต้องมีของสองสิ่งนี้เคียงคู่กันไป เหมือนกับที่ผมพูดในครั้งที่หนึ่ง ในการบรรยายว่า ชีวิตของเราต้องเทียมด้วย ควายสองตัว ; จำควายสองตัวไว้ ควายตัวหนึ่งคือ เทคโนโลยี ตามหน้าที่ การงานนั้น ควายตัวที่สองคือ spiritual enlightenment ความสว่างไสวในทาง วิญญาณชีวิตจิตใจ ; มีควายสองตัวเคียงคู่กันไป ชีวิตนี้ก็สะดวกสบาย ราบรื่น ถึงที่สุด อย่างไม่ต้องโกลาหลวุ่นวาย ; นี่คือเคล็ด. ถ้าอย่างนี้ไม่ใช่เคล็ดแล้ว ก็หมดปัญญา ไม่มีอะไรจะพูดอีก. นี่เป็นเคล็ดที่ให้ได้ผลมากที่สุดโดยลงทุน น้อยที่สุด. ที่จะเข้าใจผิดก็มีอยู่อย่างที่ว่า ไปแบ่งแยกเป็นพระ เป็นฆราวาส มากเกินไป ; จนเข้ากันไม่ได้. ผมบอกว่าให้เป็นพระเสียให้เสร็จในความเป็น

น.486 ฆราวาสนั้นด้วย. เดี๋ยวนี้คุณได้ยินได้ฟังหลักพุทธศาสนาชั้นสูงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเป็นของพระไปหมด. พอพูดเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน ก็เลยเกิดความคิดเข้าใจไปว่า อ้าว เอาของพระมาใช้ บ้าแล้วโว้ย ; อย่างนี้ เอาเรื่องของพระมาศึกษามาปฏิบัติ บ้าแล้วโว้ย. ความจริงไม่ใช่เป็น อย่างนั้น ไม่ใช่เอาของพระไปใช้ ; เข้าใจโง่ ๆ ไปเองว่า เอาของพระไปใช้. มันไม่มี ว่าของพระของฆราวาส เรื่องดับทุกข์ทางจิต ทางวิญญาณไม่มี แยกไว้เป็นของพระของฆราวาส ; เป็นเรื่องต้องดับความยึดมั่นถือมั่น หรือ เรื่องดับตัณหา เรื่องอริยสัจจ์ เรื่องมรรคมีองค์แปด เหมือนกันหมดเลย ไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส ในเรื่องนี้. ฆราวาสก็ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือน กับพระ; พระก็ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือนกับฆราวาส. แล้วก็มีหลักที่จะปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ดับกิเลสตัณหา อย่างเดียวกันกับ ฆราวาส หรือพระก็ตาม ; เพียงแต่ว่า ไปได้ไกลกว่า ไปได้มากกว่า หรือ น้อยกว่า. ส่วนเรื่องของพระทั้งหมดนั้นมันก็เป็นเรื่องของฆราวาสโดยเนื้อหา โดยสาระ โดยใจความ. แต่ถ้าเขาไปบัญญัติชื่อ เรียกกันในหมู่พระ แล้วก็ได้ยิน กันแต่ในหมู่พระ ก็เลยเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องของพระโว้ย. เช่นเรื่อง ทำปาฏิโมกข์นี้ คุณก็คงคิดว่า เป็นเรื่องของพระ ; ถูกแล้ว พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ว่า พระต้องทำปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน. แต่ว่านี่ ไม่ใช่จำกัดว่า พระทำอย่างเดียว ฆราวาสก็ทำได้, ถ้าคุณจะเอาระเบียบวินัย อะไรมาอ่านดู ทุก ๆ สัปดาห์ ทุก ๆ กึ่งเดือน ; แล้วก็เตือนตน อย่าให้ทำผิด พลาดในเรื่องกฎหมาย ในเรื่องระเบียบอะไร มันก็ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น คำว่า "ปาฏิโมกขสังวร" ใช้ได้ทั้งพระทั้งฆราวาส. พระสำรวมระวังในข้อ กฎต่าง ๆ ของพระ ; ฆราวาสก็สำรวมระวังในข้อกฎต่าง ๆ ของฆราวาส ก็เรียกว่า "ปาฏิโมกขสังวร" ได้.

น.487 เมื่อพระมีอินทรีย์สังวร, สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ยินดี ยินร้ายไปตามสิ่งที่มากระทบ, ฆราวาสก็ควรทำเหมือนกัน ; มิฉะนั้นจะตกนรก ทั้งเป็น จะต้องระวังเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่าให้เกิดเป็นพิษเป็นอันตรายขึ้นมา ; แม้ไม่เท่าพระ ไม่เท่ากันกับพระ แต่ก็ทำเหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่มันมีความมากน้อยกว่ากัน เท่านั้น. เรื่องของพระหนักขึ้นไปอีก เช่นว่า ปัจจเวกขณ์ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ พระท่องทุกวันนี้ อย่าเข้าใจว่าฆราวาสไม่เกี่ยว ; ฆราวาสก็ต้องทำ. ถ้าไม่ทำก็เป็นฆราวาสที่เลว แล้วจะมีความทุกข์ด้วย. คำปัจจเวกขณ์จีวร ที่ว่า จะใช้จีวรนี้เพียงเพื่อบำบัดความร้อนหนาว หรือเหลือบยุง ลมแดดอะไรทำนองนี้ ; หรือว่ามันไม่ใช่ตัวสัตว์ตัวบุคคล ทั้งผู้ใช้จีวร ผู้ห่มจีวรและตัวจีวร. ถ้าฆราวาส คิดนึกได้อย่างนั้นก็เป็นฆราวาสที่ดี จะไม่สุรุ่ยสุร่ายเรื่องเครื่องแต่งตัว จะไม่มี ความหงุดหงิดเกิดขึ้นเพราะเรื่องการแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม. เพราะฉะนั้น พระปฏิบัติอย่างไร ฆราวาสก็ปฏิบัติอย่างนั้นเกี่ยวกับเรื่องเครื่องนุ่งห่ม อย่าให้มัน เกินความจำเป็น, ให้เป็นเพียงเท่าที่จำเป็นอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น. เรื่องอาหารบิณฑบาต ปัจจเวกขณ์อาหารบิณฑบาต ก็เพื่อจะเตือนตน ให้บริโภคเท่าที่จำเป็น อย่าให้กลายเป็นเฟ้อ หรือเกินไป หรือด้วยความตะกละ หรือด้วยความรักสวยรักงาม, บำรุงบำเรอ. ฆราวาสก็ปฏิบัติได้ เกี่ยวกับอาหาร การกินให้พอเหมาะพอสม เท่าที่จะมีความสะดวกสบายในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ; ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่กรุงเทพฯ ขับรถยนต์ไปกินอาหารมื้อกลางวันให้อร่อยที่ นนทบุรี เป็นต้น ; นั้นมันเป็นเรื่องบ้า. ถ้าถือหลักอย่างนั้นแล้ว ฆราวาส ก็ตกนรกทั้งเป็น; แต่ถ้าถือหลักตามพระ ถือปัจจเวกขณ์เรื่องบิณฑบาต

น.488 กินอาหารนี้ เท่าที่ร่างกายต้องการ มันจะสะดวกสบายสำหรับปฏิบัติหน้าที่การงาน. คุณก็ท่องจนจำได้กันอยู่แล้ว ผมก็ไม่ต้องพูด. สวดปัจจเวกขณ์ ขอร้องแต่เพียงว่า สึกออกไปก็อย่าลืมเสีย ให้ท่องได้ตามเดิม. เรื่องเสนาสนะก็เหมือนกัน : จะอาศัยเสนาสนะเพียงเพื่อให้ได้รับความ สะดวกสบายในการเป็นมนุษย์, แล้วดำเนินไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของความ เป็นมนุษย์. ถ้าเราไปมัวสร้างที่อยู่อาศัยให้มากมาย มันก็มีภาระเกิดขึ้นมาก เกินกว่าความจำเป็น ; ต้องลงทุนมาก ต้องลำบากมาก กว่าจะได้มานี้ ; บางที ต้องฉิบหายไปเลยตั้งแต่ทีแรก. ถ้ามีอย่างนั้นมันก็ต้องรักษา ต้องมีค่าใช้จ่ายใน การรักษาดูแลมาก ดูแลไม่ทั่วถึง; แม้ทำได้มันก็เป็นห่วง เป็นวิตกกังวลจน จิตใจหม่นหมอง. เพราะฉะนั้นให้มีบ้านเรือนเท่าที่จำเป็น อย่างโคลงสุภาษิตว่า "นกน้อย ทำรังน้อย แต่พอตัว" นี้ ถ้าทำใหญ่เกินไปคนก็หัวเราะ; ให้พอดีพอ สะดวกแก่ความที่จำเป็นที่จะอยู่จะอาศัย เพื่อทำหน้าที่การงานของมนุษย์. นี้เรื่อง เสนาสนะ หมายถึงบ้านเรือน เครื่องใช้สอยในบ้านเรือน เครื่องเรือนอะไรก็ตาม ที่มันเนื่องด้วยเรือน ๆ ; ให้เหมือนกับพระปัจจเวกขณ์นั่นแหละ. ไม่ได้ หมายความว่า คุณจะต้องอยู่กระต๊อบอย่างนี้ ; ไปเป็นฆราวาสแล้วคุณจะต้องอยู่ กระต๊อบเล็ก ๆ อย่างนี้, ไม่ใช่ ; แต่จะอยู่อย่างพอเหมาะพอสมอย่างไรก็ได้ แต่ รู้ความหมายของมัน อย่ามีจิตใจที่ลุ่มหลงไป. ข้อสุดท้าย เรื่องหยูกยา ปัจจเวกขณ์ก็เพื่อให้ ไม่ต้องลำบากมากเกินไป ; เอาแต่พอที่ถูกที่ควร. ถ้ามันเหลือวิสัยเกินกว่าความจำเป็นแล้ว ให้มันตายไปก็ได้ ร่างกายนี้ไม่ต้องดิ้นรนจนลำบากเกินไปเลย. แต่ว่าเมื่อปฏิบัติในหลักการเป็นอยู่ อย่างอื่นถูกต้องแล้ว โรคภัยไข้เจ็บมันก็ไม่มี ; และโรคภัยไข้เจ็บนี้จะบำบัดได้ด้วย หยูกยาที่ไม่ต้องแพง ไม่ต้องวิเศษวิโสอะไร. เรื่องถึงขนาดที่จะต้องผ่าตัดเปลี่ยน

น.489 หัวใจอะไรนั้น เป็นเรื่องบ้า ไม่จำเป็นจะต้องทำ, ควรปล่อยให้เป็นไปตาม ธรรมชาติ คือตายหรืออะไรก็ตามใจ ; เป็นผู้สันโดษแม้ในเรื่องหยูกยา ที่จะเยียวยา ชีวิตนี้ด้วย. เป็นอันว่า เรื่องปัจจเวกขณ์ ๔ ของพระนี้, ของฆราวาสก็เหมือนกัน. แต่มันเรียกชื่อเป็นแบบของพระเสียแล้ว พอฆราวาสได้ฟังเข้าก็ตกใจเลย ; กลัวจะ เป็นพระอยู่วัด. ที่จริงโดยเนื้อหา โดยความหมายแล้วมันก็เป็นอันเดียวกัน. เรื่องประมาณในโภชนะ นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง. เมื่อพระต้องการทำความ เพียรทางจิต ก็กินอาหารน้อยกว่าฆราวาส ; ฆราวาสต้องการใช้กำลังทางกาย ก็ต้องกินมากกว่า แต่ว่ามีประมาณ ประมาณที่พอดี. ความพอดีในการกินอาหารนี้ ก็ต้องปฏิบัติเคร่งครัด อย่างเดียวกัน ทั้งพระทั้งฆราวาส. เรื่องของพระแท้ ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก เช่น ชาคริยานุโยค - คือนอนน้อย ก็เหมาะแล้วสำหรับพระที่นอนน้อย เพราะมีเรื่องฝึกฝนทางจิต ทางวิญญาณ. ฆราวาสต้องใช้กำลังทางกาย จะนอนน้อยเท่าพระไม่ได้ ; แต่แล้วก็ต้องนอนน้อย เหมือนกัน ฆราวาสก็จงนอนให้น้อยเท่าที่จะเหมาะสมแก่ฆราวาส. เรื่องธุดงค์, เตลิดไปธุดงค์เสียเลย ซึ่งใครๆ ก็เข้าใจว่ามีบัญญัติไว้ เฉพาะพระ. ฉะนั้นคุณก็พิจารณาดูเถิด กินข้าวหนเดียว ภาชนะใบเดียว อะไร ทำนองนี้; เอาแต่ความหมายของมันซิ คือเราอย่าสุรุ่ยสุร่าย ; กินเกินจำเป็น กินจำนวนมื้อเท่าที่จำเป็น, ภาชนะเท่าที่จำเป็น เท่าที่สะดวกหรือเหมาะสม อย่าให้มันเฟ้อ อย่างจีวรสามผืนอย่างนี้, ฆราวาสก็มีเครื่องนุ่งห่มเท่าที่จำเป็น, เท่าที่พอเหมาะพอสม อย่าให้มันเพ้อ. เรื่องอื่นก็เหมือนกัน รวมความแล้วมัน เป็นเรื่องสันโดษ ไม่มีทางผิดที่ฆราวาสจะถือธุดงค์ คือชีวิตเป็นอยู่ไม่พุ่มเฟือย

น.490 เอาแต่พอเหมาะพอดี เท่าที่จะเป็นอยู่ได้ โดยสะดวกแก่หน้าที่การงาน. นี้เรียกว่า ธุดงค์ ฆราวาสก็ยังถือธุดงค์ได้. เรื่องอื่น ๆ อีกก็เหมือนกัน จะเอามาพูดหมดทุกเรื่องมันก็ไม่ไหว. อยากจะเตือนเรื่องสุดท้ายก็คือ เรื่อง อุดมคติของโพธิสัตว์ เป็นฆราวาสนั่นแหละ เป็นโพธิสัตว์ได้. ถ้าเป็นวงกว้างไม่ได้ ก็เป็นแต่เพียงในครอบครัวก็แล้วกัน ; บำเพ็ญบารมีสงเคราะห์คนในครอบครัว หรือคนข้างเคียงออกไปๆ ให้สุดความ สามารถ สุดฝีไม้ลายมือ ก็เรียกว่ามีอุดมคติของโพธิสัตว์ได้. เพราะฉะนั้นเป็น ฆราวาสที่อยู่ในบ้านเรือนนั้นทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ตามเนื้อหาสาระของพระพุทธ- ศาสนา; นี้ก็คือ "เคล็ด". ทีนี้อยากจะแนะต่อไปถึงข้อที่ว่า ให้ถือปฏิบัติโดยใจความ หรือโดย ความหมาย หรือโดยเนื้อแท้ หรือโดยสาระนี้ ไม่ใช่โดยอ้อม : คุณอย่าทำให้ ปนกันยุ่ง "โดยใจความ" นี้ไม่ใช่ "โดยอ้อม" , โดยอ้อมคือเฉไปจาก ใจความ, โดยใจความนี้คือโดยตรง. ถ้าฆราวาสเอาเรื่องของพระมาปฏิบัติ โดยใจความ นี้ก็คือปฏิบัติโดยตรง ไม่ใช่โดยอ้อม ; อย่าพูดว่าโดยอ้อม. ข้อ ปฏิบัติต่างๆ ที่ออกชื่อมาแล้วสำหรับพระปฏิบัตินั้น ฆราวาสเอามาปฏิบัติได้ โดยตรงไม่ใช่โดยอ้อม ; หากแต่ว่าเป็นไปโดยใจความ เอาใจความมาใช้ให้ถูกต้อง. ส่วนปริมาณหรืออะไรนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากัน, ระดับไม่จำเป็นจะต้องเท่ากัน ; แต่ใจความนั้นตรงกันเสมอ. เพราะฉะนั้นเราคงมีใจความสำคัญเหมือนกัน ทั้งพระทั้งฆราวาส; คือบุคคลผู้กำลังเดินไป ๆ เดินไป ๆ จากความเป็นทุกข์ สู่ความดับทุกข์ ; นั้นคือใจความ. ฆราวาสก็ต้องเดินช้าเพราะแบกสองบ่า ; พระก็ไปเร็วเพราะแบกบ่าเดียว หรือไม่แบกเลยก็สุดแท้.

น.491 ที่เรียกว่า "ใจความ" นั่นแหละสำคัญที่สุด ; อะไร ๆ ก็ขอให้ถือให้ถูก ให้ตรงตามใจความ. อย่างหลักพระพุทธศาสนาเดี๋ยวนี้เราถือไม่ตรง, ผิดใจความ ผิดหลัก เลยยุ่งไปหมด ; เป็นพุทธศาสนาเก๊จอมปลอม เนื้องอกออกมาใหม่ ๆ เพราะถือเอาใจความไม่ได้ จับใจความไม่ได้ ; แม้จะรุ่งเรืองด้วยวัตถุทางศาสนา มันก็ไม่มีพุทธศาสนา หรือดับทุกข์ไม่ได้. จะสร้างวัดให้เต็มบ้านเต็มเมือง, สร้างพระเจดีย์ให้เต็มบ้านเต็มเมือง ให้เหลืองอร่าม ไปทั้งประเทศ มันก็ช่วยอะไร ไม่ได้ ; ถ้าถือเอาใจความผิด. ใจความของมันอยู่ที่ว่า มีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบนี้ ; ไม่ใช่เต็มไปด้วยโบสถ์ วิหาร หรือเจดีย์ หรือผ้าเหลือง หรืออะไร ทำนองนี้. เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า ใจความนั่นแหละสำคัญ : ตัวหนังสือ ก็ไม่สำคัญ, พิธีรีตองอะไรต่าง ๆ ก็ไม่สำคัญ ; ต้องถือเอาใจความให้ถูกต้อง นั่นแหละเป็นส่วนสำคัญ. เดี๋ยวนี้เขาเน้นหนักไปในทางประเพณี. สมาคมชื่อว่า พุทธศาสตร์ และประเพณี ฯลฯ; เรื่องประเพณีระวังให้ดี มันจะไปโดนเปลือกมาก ๆ เข้า ก็ได้. พุทธศาสตร์ก็ต้องระวังให้ดี มันจะเป็นปรัชญาเพ้อเจ้อก็ได้ ; มันไม่ ถูกใจความ. ถ้าเรื่องพุทธศาสนากลายเป็นปรัชญาไปแล้ว มันไม่ใช่ใจความ ; จะไม่ดับทุกข์เลย. ประเพณีพิธีรีตองนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามันผิดความประสงค์ ผิด ใจความแล้ว มันก็เป็นเรื่องงมงายไปเลย. พุทธศาสตร์ต้องให้ได้ใจความว่า เป็น ศาสนา ไม่ใช่ศาสตร์ปรัชญา. ศาสตร์ที่เป็นศาสนา จะต้องเป็นศาตรา. ศาสตร์นั้นคือ ศาตรา; ศาตราคือเป็นของมีคม, มีคมสำหรับตัดความโง่ ตัดความเห็นแก่ตัว ตัดกิเลสตัณหา. ถ้าเป็นศาสนาจริงต้องเป็นของมีคม ตัดความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยตรง ; นี้เรียกว่าใจความ. ถ้าเป็นประเพณีก็เพียงแต่ให้มันเกิดความสะดวกแก่การกระทำอย่างนั้น ; ถ้าเราไม่มีประเพณี มันไม่สะดวกแก่การที่จะทำอย่างนั้น. ถ้าเราตั้งขึ้นไว้เป็น

น.492 ประเพณี เช้านี้ทำอย่างนี้ เย็นนี้ทำอย่างนั้น, เดือนนี้ทำอย่างนั้น เดือนนั้นทำ อย่างโน้น ; แล้วเป็นประเพณีที่ถูกต้องและเป็นระเบียบ ; อย่างนี้ประเพณี มันก็มีประโยชน์. แต่ถ้าทำไปอย่างหลับหู หลับตา งมงาย มันก็ยิ่งไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นขอให้จำว่า "ถูกต้อง" แล้วก็ "พอดี" แล้วก็ "ครบถ้วน" ; ฟังดู คล้ายหลักปรัชญา แต่ว่าไม่ใช่. ผมเกลียดที่สุดเรื่องปรัชญา แต่นี่ฟังดูมันคล้าย หลักปรัชญา ว่า "ถูกต้อง" แล้ว "พอดี" แล้ว "ครบถ้วน" มันจึงจะใช้ได้. ใจความมันอยู่ที่นั่น, ใจความมันอยู่ที่ถูกต้อง, แล้วก็พอดี, แล้วก็ครบถ้วน. คุณจะทำอะไรก็ขอให้นึกถึง ๓ คำนี้ไว้ : - ให้ถูกต้อง แล้วยังต้องพอดี; ถูก เกินไปก็ไม่ไหว, ถูกเกินไปนั้นคือผิด ; ดีเกินไปนั้นคือเลว ถูกต้อง ต้องถูกต้องแน่, และต้องพอดี ; ถูกต้องมันก็ต้องพอดี เกินไม่ได้ แล้วก็ต้อง ครบ; ครบที่มันควรจะมี. นั่นแหละคือใจความ. ถ้าเราพูดว่า "ใจความของพระพุทธศาสนา" ก็หมายความว่า มัน ถูกต้อง แล้วก็พอดี แล้วก็ครบ ตามหลักของพุทธศาสนา ที่คน ๆ หนึ่งจะปฏิบัติ ที่ฆราวาสคนหนึ่ง ๆ จะปฏิบัติ. อย่างนี้เรียกว่าเราเอาใจความของพุทธศาสนามาได้ คือเอาหัวใจของพุทธศาสนามาได้ ไม่ใช่เปลือกข้างนอก. ขอทบทวนอีกทีหนึ่งว่า โดยใจความ นั้น ไม่ใช่โดยอ้อม ; โดย ความหมาย หรือโดยใจความนั้นไม่ใช่โดยอ้อม, มันเป็นโดยตรง. โดยใจความ นั้นก็ คือถูกต้อง พอดี แล้วก็ ครบถ้วน. เมื่อฆราวาสถือหลักอย่างนี้แล้ว ก็สามารถจะเป็นพระได้ทั้ง ๆ เป็นฆราวาส; คือเอาใจความของเรื่อง หรือของ พุทธศาสนา หรือของพระ มาใส่ไว้ในชีวิตของตนแผนกหนึ่ง, ในฐานะเป็น เรื่องทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายวิญญาณ. ส่วนเรื่องของฆราวาสแท้ ๆ เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องลูก เรื่องเมีย เรื่องทำมาหากินนั้นเป็นส่วนเรื่องร่างกาย ให้เป็น

น.493 ส่วนของเรื่องร่างกาย. เรามีควายสองตัวเทียมชีวิตคือ เรื่องกาย กับเรื่องใจ ; ชีวิตนี้ก็จะครบถ้วน ถูกต้องบริบูรณ์ เป็นไปได้ด้วยดี. ทำอย่างนี้จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน เร็วกว่าพวกพระโง่ ๆ ที่ไปทำอะไรดุ่ม ๆ อยู่กลางป่าเสียอีก. นี่พูดหยาบคายไปหน่อยต้องขออภัย ; แต่มันเป็นความจริงที่สุด ฆราวาสที่ปฏิบัติ อยู่อย่างถูกต้อง นี้จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน เร็วกว่าพระบอ ๆ อะไรองค์ หนึ่งเสียอีก ซึ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องของพระมากเกินไป ; ไปทำอะไรอยู่ ในป่าคนเดียวนั้น ก็ยังจะอยู่ล้าหลังฆราวาสคนนี้เสียอีก. เพราะฉะนั้นขอให้เป็น ฆราวาสที่ลืมหู ลืมตา มีสติปัญญาแจ่มใส ในความถูกต้อง พอดี ครบถ้วน ; มีพุทธศาสนาโดยใจความอยู่ในเนื้อในตัว. เราพูดกันถึงเรื่องเคล็ดมันก็เป็นเคล็ดอย่างนี้ ; เอาหัวใจมาให้ได้นั่นมัน เป็นเคล็ดที่สุด ; ไม่มีเคล็ดใดจะมากไปกว่านี้ ; จับกล่องดวงใจให้ได้นั้นคือเคล็ด เวลาเหลืออีกนิดหนึ่งก็อยากจะพูดเรื่องเคล็ด จับหัวใจ นี้อีกหน่อย ; ซึ่งจะสรุปเป็นคำพูดง่ายๆ อีกทีก็คือว่า ขอเตือนให้ระลึกนึกถึงคำบางคำ ที่ได้ บรรยายมาแล้วหลายครั้งอีกเหมือนกัน ว่าผมอาศัยการที่ทำงานนี้มานานหลายสิบปี สังเกตอะไรมาเรื่อย ๆ ก็พบว่า ที่สรุปความสั้น ๆ ให้เขานี้ก็มีประโยชน์มาก. เพราะ ฉะนั้นจึงเกิดคำสรุปความขึ้นมาหลาย ๆ คำ ดังที่ใช้มาแล้ว. คำสรุปความนี้มัน แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะแก่คนหลายๆ ประเภท ; แต่ที่ใช้ได้แก่คนทุกประเภทนี้ ผมเคยสรุปอย่างที่ได้ยินกันอยู่เสมอว่า "ตายเสียก่อนตาย". ใครมาอยู่สวนโมกข์ก็มาเพื่อรับปริญญา " ตายเสียก่อนตาย" ให้ตัวกู- ของกู ประเภท egoism ที่จะเป็นเรื่องเห็นแก่ตัวนี้ ตายเสียให้เสร็จหมดก่อนแต่ ร่างกายนี้มันจะตาย. ร่างกายยังไม่ทันตาย ให้อหังการ มมังการ ตัวกู-ของกู มันตายเสร็จ นี่เรียกว่า ตายก่อนตาย ; พยายามตายก่อนตาย ไม่มีตัวกู-ของกู

น.494 ที่จะยกหูชูหาง จะดื้อจะดัน จะโลภ จะโกรธ จะหลงอะไร นี่เรียกว่าตายเสียก่อน ตาย เย็นสนิท อายตนะจะเย็นสนิท ถ้าเราถือหลักตายเสียก่อนตาย. คุณไปคิด เอาเองก็ได้ นี้เป็นตัวอย่างที่ให้ไป สำหรับไปคิดเอาเองบ้างก็ได้. อาจจะมี คำพูดอย่างอื่นที่คุณคิดได้เอง ที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณยิ่งกว่าคำนี้ก็ได้ แต่ผม มีความคิดอย่างนี้ ได้พูดกับชาวบ้านชาวเมือง อุบาสก อุบาสิกา ก็พูดเรื่องตาย เสียก่อนตาย ; วันหนึ่งพูดไม่รู้ว่ากี่สิบครั้ง พูดคำว่า ตายเสียก่อนตายนี้. นี้มัน เป็นเรื่องหลักอันหนึ่งที่สรุปไว้ในคำพูดเพียง ๓ พยางค์. ถ้าพูดตรง ๆ บางทีไม่สนุก ไม่กินใจ, ก็พูดอ้อม ๆ เป็นปริศนา. เดี๋ยวนี้กำลังพูดมากอยู่อีกคำว่า "ปากอย่าง ใจอย่าง ทางดับทุกข์". พวก ชาวบ้านนั้นเขาได้ยินแต่คำว่า ปากอย่างใจอย่าง นั้นคือมันคบไม่ได้ เป็นคนขี้โกง คนไม่ซื่อ อย่าไปคบมัน ; คนปากอย่างใจอย่างนั้นเป็นคนโกหกมดเท็จ ; นี้เป็น เรื่องชาวบ้าน เป็นภาษาชาวบ้าน. แต่ "ปากอย่าง ใจอย่าง" ในภาษาธรรมะนี้ มันมีความหมายอย่างอื่น ; หมายความว่า ปากนี้ต้องพูดเหมือนคนอื่นพูด แต่ใจ ไม่เป็นอย่างนั้น ปากพูดโดยโวหารชาวบ้านพูด ; ส่วนใจนั้นยังมีความ แจ่มแจ้งอยู่ในความจริง. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถึงพระองค์เองอย่างนี้ว่า "ตถาคตต้องพูดด้วยโวหารชาวบ้านพูด แต่จิตไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน เหมือน ชาวบ้านยึดมั่น". เมื่อชาวบ้านพูดว่า "บ้านของฉัน" นี้มันเป็นบ้านของฉันจริงๆ จัง ๆ ร่างกายของฉัน ก็เป็นร่างกายของฉันเอาจริงๆ จัง ๆ. มันเป็นด้วยความโง่ ความหลง ด้วยตัณหา อุปาทาน-เป็นของกูเสียจริง ๆ. แต่ถ้าพระพุทธเจ้าจะพูดว่า "ร่างกายของฉัน" "ร่างกายของตถาคต" นั้น ปากพูดอย่างนั้น ; แต่ใจไม่ได้ ยึดมั่นว่า ร่างกายของตถาคต แต่เป็นของธรรมชาติ; ไม่มีความยึดมั่นด้วย

น.495 อุปาทาน ว่าร่างกายนั้นเป็นของกู. ชาวบ้านพูดว่าอย่างไร ก็ยึดมั่นอย่างนั้น ทั้งนั้น ; ฉะนั้นก็เลยมาสอนกันเสียใหม่ว่า หัดเป็นคนปากอย่าง ใจอย่างกันเถิด. เมื่อปากพูดว่า ของกู ใจอย่าเป็นของกู : ปากพูดว่าตัวฉัน ใจอย่าเป็นตัวฉัน ; เดี๋ยวมันจะยกหูชูหาง. นี้เรียกว่า "ปากอย่างใจอย่าง". ปากพูดว่า "ตัวกู" อยู่ตามเคย ใจอย่าเป็นเช่นปากเอ่ย เหวยพวกเรา. ที่เขียนอยู่ใต้รูปภาพที่ ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ปากพูดว่าตัวฉัน ว่าของฉัน, ว่าลูกเมียของฉัน, ความ รับผิดชอบของฉันอะไรก็ตามใจ ; ก็พูดตามภาษาธรรมดาให้มันรู้เรื่องกันเท่านั้น. ส่วนใจให้มันรู้อยู่เสมอว่า ทุกอย่างมันเป็นของธรรมชาติ เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน ให้ถูกวิธี ให้สำเร็จประโยชน์ ก็ไม่มีความทุกข์. นั่นแหละผลที่มุ่งหมายมันอยู่ที่ ไม่มีความทุกข์ ; แล้วมันจะเป็นของฉันไม่ได้. แล้วก็อย่าลืมที่เคยเตือนว่า อย่าให้เสียเปรียบ หรือขายหน้าพวก คริสเตียนที่ในไบเบิลของเขาก็มีสอนอย่างเดียวกัน : มีภรรยา ก็จงเหมือนกับไม่มี ภรรยา : มีทรัพย์สมบัติ ก็จงเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีทุกข์ก็เหมือนกับ ไม่มีทุกข์, มีสุขก็เหมือนกับไม่มีสุข, ไปซื้อของที่ตลาดไม่เอาอะไรมา อย่างนี้ เป็นต้น. กิริยาภายนอกทำอย่างไร ก็ตามใจ แต่ในใจไม่เป็นอย่างนั้น ; ไม่ เหมือนกับที่ปากพูด หรือกิริยาอาการมันแสดง. หมายความว่า ใจไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู-ของกู. โดยทางสมมุติ ว่าตัวกู ว่าของกู กูซื้อมา เป็นของกู อย่างนี้ ; แต่โดยความจริงแท้นั้นเป็นของธรรมชาติ. จิตไม่ยึดมั่นว่า ของกู ; จะใช้สอย จะกิน จะใช้อย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องยึดมั่นว่า เป็นตัวกู-ของกู. นี้เรียกว่ามีชีวิตอยู่ ด้วยสติปัญญา ; ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ด้วยความโง่ ความหลง ด้วยกิเลส ตัณหา, สติปัญญาทำให้มองเห็นว่า ทุกอย่างเป็นของ ธรรมชาติ ; เราอย่าเป็นโจรปล้นธรรมชาติมาเป็นของเรา. เราจงกิน จงใช้ จงเกี่ยวข้องกับมัน ในฐานะที่มันเป็นของธรรมชาติ ก็จะได้ความสุขสบายไปตลอด

น.496 ๔๗๐ ยโต โข คหปติ อริยสาวกสฺส ปญฺจ ภยานิ เวรานิ วูปสนฺตานิ โหนฺติ จตฺหิ โสตาปตฺติยงเคหิ สมฺนาคโต โหติ อริโย จสฺส ญาโย ปญฺญาย สุทิฏฺโฐ โหติ สุปฺปฏิวิทฺโธ .... ฯเปฯ .... ฯเปฯ .... อิธ คหปติ อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อิติ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ อิมสฺสฺปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ ยทิทํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ....ฯเปฯ ........ฯเปฯ .... ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสา สมุภวนฺติ ฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ ........ (เวรสูตร ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๕/๙๒.) ดูก่อนคหบดี ! เมื่อ ภัยเวร ๕ ประการ อันอริยสาวก (คฤหัสถ์) ทำให้สงบรำงับได้แล้ว ในกาลใด; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมจะ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการด้วย ; และ อริยญายธรรม ย่อมจะเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอด แล้วด้วยดีด้วยปัญญา ด้วย.....ฯลฯ ....... ฯลฯ .. คืออริยสาวกในธรรม- วินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็น ดังนี้ว่า เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ; เพราะ ความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ท .; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ....ฯลฯ ....ฯลฯ ....ฯลฯ เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ท. จึงเกิดขึ้นครบถ้วน. ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ........

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต