น.499 ตามที่ทราบกันอยู่แล้วว่า วันนี้เรามีการบรรยาย พิเศษ เฉพาะผู้ที่จะต้องลาสิกขาบท. เพราะฉะนั้นก็จะพูด เรื่องที่เกี่ยวกับผู้ที่จะลาสิกขาบท ตามที่จะนึกได้ทุกเรื่อง ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับฆราวาส หรือคฤหัสถ์ แล้วแต่จะเรียก. ข้อแรกที่สุดอยากจะพูดเสียเลยว่า คำสั่งสอนเกี่ยวกับคฤหัสถ์นี้ พระพุทธเจ้าจะได้ตรัสจริงหรือไม่. เรื่องนี้มันต้องถือตามหลักที่วางไว้ทั่วไป คือ เมื่อมีปัญหาว่าเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสจริงหรือไม่ เขาใช้หลัก มหาปเทสเป็นเครื่อง ตัดสิน ว่าถ้ามันลงกันได้กับหลักใหญ่ในพรหมจรรย์นี้ หรือในศาสนานี้ เขา เรียกว่าลงกันได้กับสูตร ลงกันได้ในวินัยแล้ว ก็ถือว่าพระพุทธเจ้าตรัส. การที่ จะเพียงแต่ยืนยันว่า มีอยู่ในพระไตรปิฎกแล้วเป็นพระพุทธเจ้าตรัส อย่างนี้ไม่ถูก ; หรือพระพุทธเจ้าท่านตรัสห้ามเสียเอง. เรื่องเกี่ยวกับคฤหัสถ์นี้ก็มีในพระไตรปิฎก มีสูตรยาวสูตรหนึ่ง ซึ่งว่าแต่เรื่องนี้ ว่าแต่เรื่องคฤหัสถ์นี้ ; ทำให้มีผู้สงสัยว่า ทำไมมันยาวมากอย่างนี้. ๔๗๓
น.500 สูตรพวกยาวที่สุดเรียกว่า ฑีฆนิกาย ; ฑีฆ แปลว่า ยาว. หมวด ที่ว่าเป็นสูตรยาวที่สุดจนไม่น่าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าจะได้ตรัสมาก คราวเดียวยาวถึง อย่างนี้ เช่นมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นต้น. มันพ้นวิสัยที่ว่าจะพูดคราวเดียว ยาวถึงขนาดนั้น ; เลยทำให้สันนิษฐานว่า มันเป็นเรื่องที่รวบรวมมา แล้วเอามา ร้อยกรอง แล้วก็ใส่เข้าไปในพระไตรปิฎก ในคราวทำสังคายนาครั้งหลัง ๆ. เมื่อเป็นอย่างนี้ก็มิได้หมายความว่า ให้เลิกยึดถือเป็นหลัก ; ยังคงถือ ตามหลักเดิมว่า มันลงกันได้ในสูตร มันลงกันได้ในวินัย. แม้ว่าในสูตร หรือ ในวินัยอื่น ๆ ไม่มีพูดถึงเรื่องนี้เลย ; แต่โดยใจความ โดยหลัก โดยความมุ่งหมาย หรืออะไรก็ตาม มันลงกันได้กับในสูตร มันลงกันได้กับในวินัยแล้ว ให้ถือเอา เป็นว่าพระพุทธเจ้าตรัส. เพราะฉะนั้นหลักสำคัญมีอยู่ว่า แม้ได้ยินจากปาก พระพุทธเจ้าโดยตรง จากพระโอษฐ์โดยตรง ก็ยังไม่ให้เชื่อ; ให้ไปทบทวน คิดค้นด้วยความมีเหตุผลเสียก่อน แล้วปฏิบัติดู จึงค่อยเชื่อ. สูตรยาวเกี่ยวกับคฤหัสถ์นี้ก็มีหลัก ที่เราพอจะมองเห็นได้ว่ามันตรงกัน กับหลักของพระพุทธศาสนา, ลงกันได้ในสูตร ลงกันได้ในวินัย ; เช่นพอเริ่มแรก ของสูตรก็มีกล่าวถึง คนที่เขาไหว้ทิศตามแบบเก่าที่สอนกันอยู่ก่อน. ที่นี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ในหมู่อารยชน เขาไม่ไหว้ทิศกันอย่างนี้ ; เขาไหว้กัน โดยวิธีของพระอริยเจ้า หรืออารยชน ; ก็เลยทรงจำแนกทิศทั้งหกเป็น อย่างนั้น ๆ จะต้องปฏิบัติต่ออย่างนั้น ๆ จึงจะเป็น การไหว้ทิศตามแบบ ของอารยชน. ข้อนี้มันมองเห็นชัดอยู่แล้วว่า เป็นความถูกต้องหรือเป็นแสงสว่างที่ ดีกว่า เป็นปัญญาที่ดีกว่า, แล้วก็ลงกันได้กับหลักที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา
น.501 ที่ว่า :- พุทธะ แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. เพราะฉะนั้นการไหว้ทิศชนิดนี้ มันจึงเป็นพุทธะ คือของคนมีปัญญา. ส่วนการไหว้ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวัน ออก ทิศตะวันตก นั้นมันเป็นพิธีรีตองสืบ ๆ กันมา ; หรือว่าแฝงความหมาย อย่างใดอย่างหนึ่งไว้ แต่คนที่ไหว้นั้นไม่รู้จักเสียแล้ว ไปมัวแต่ไหว้ด้วยคิดว่า จะเป็นสวัสดิมงคลเท่านั้นเอง ; ก็เป็นเรื่องงมงาย. ทีนี้พอมากลายเป็นเรื่อง สติปัญญา เป็นเรื่องวิชา ความรู้ เรื่องเหตุผล เรื่องความจริงอะไรขึ้นมา มันก็ กลายเป็นเรื่องที่ลงกันได้ในพระสูตร ในพระวินัยของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นไป เพื่อสติปัญญา. ครั้นเมื่อแปลความหมายของคำว่า "ทิศ" เป็นอย่างนี้ มันก็ยิ่งเป็น สติปัญญาเกิดขึ้นมาในตัว ; เป็นเหตุผลที่เกิดขึ้นมา แสดงอยู่ในตัว ว่านี้เป็น คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะโดยตรง หรือโดยอ้อม ก็ถือว่าเป็นคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า คือโดยอ้อมเขามีหลักว่า ถ้าจะให้พระพุทธเจ้าตรัส ท่านจะว่าอย่างไร ; ก็ต้องตรัสอย่างนี้ ; มันมีเหตุผลที่ทำให้ท่านต้องตรัสอย่างนี้. เพราะฉะนั้นคำที่ กล่าวอย่างนี้ก็เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัส. นี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องออกมาจาก พระโอษฐ์โดยตรงอย่างนี้. อันนี้ก็เป็นหลักที่จะต้องถือทั่วไปว่า พระพุทธเจ้าตรัส หรืออยู่ในฐานะ ที่พระพุทธเจ้าจะต้องตรัสอย่างนี้, จะเป็นคำกล่าวของคนอื่นก็ได้เหมือนกัน. ฉะนั้นสูตรทั้งหลายที่มันยาวมาก อยู่ในสภาพที่ไม่น่าเชื่อว่า พระพุทธเจ้าจะตรัส โดยตรง ก็ได้รับการรับรอง แล้วมาอยู่ในพระไตรปิฎก. ทีนี้ ก็มาถึงตัวเรื่องในสูตร ๆ นี้ที่เรียกกันว่า สิงคาโลวาทสูตร ใน ปาฏิกวรรค ทีฆนิกายนี้ มันก็ถือได้ว่าเป็นหลัก หรือเป็นระบบที่สมบูรณ์อยู่ในตัว สูตรนี้ ที่เกี่ยวกับฆราวาส. เรื่องปลีกย่อยเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะมีอยู่
น.502 มนุษย์เห็นดวงอาทิตย์. เมื่อมนุษย์ยังป่าเถื่อน ไม่มีความรู้อะไร มันก็ยังเห็น ดวงอาทิตย์ เช้า ๆ โผล่ขึ้นมาทางนี้ เย็นตกลงไปทางนั้น. เมื่อหันหน้าไปทาง ดวงอาทิตย์ มันก็เกิด ๒ ข้างขึ้นมา เป็นซ้ายเป็นขวา ; มันก็เกิดทิศทางเป็น ซ้ายขวาขึ้นมา แม้ซอยปลีกย่อยเท่าไร มันก็มีความหมายเป็นทิศอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นคำว่าทิศมันจึงมีความหมายเดียว คือเป็นที่ปรากฏ ที่จะ ต้องมอง ที่จะต้องดู ; ต่อมาก็บัญญัติเป็นทิศตะวันออก ทิศตะวันตก เป็น ทิศเหนือ ทิศใต้ เรียกชื่อภาษาต่าง ๆ กัน ; แล้วในทางศาสนานี้ยังแถม ๒ ทิศ เข้ามาอีก คือทิศข้างบน ทิศข้างล่าง ก็เลยเป็น ๖ ทิศ. มีคำย่อที่ใช้เรียก ทิศนี้อย่างอื่น มีเพียง ๓ คำ คือข้างบน ข้างล่าง แล้วโดยรอบที่เรียกว่าเบื้องขวาง; ภาษาบาลีว่า เบื้องบน เบื้องต่ำ แล้วเบื้องขวาง. อย่างนี้หมายความว่า เพ่งเล็งกันเป็นหลักใหญ่ ๆ ที่สำคัญที่สุด เป็นทางบน ทางล่าง แล้วโดยรอบตัว อีกทางหนึ่ง. โดยรอบตัวนั้นก็คือ แบ่งเป็นทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้. แล้วลองไปคิดดูเถิด เรื่องรอบ ๆ ตัวมันเสมอ ๆ กัน มันเท่า ๆ กัน ; เป็นการแบ่งปลีกย่อยเป็นเหนือ ใต้ ตะวันตก ตะวันออก ; ที่ใหญ่ที่สุด อยู่ข้างบน ข้างล่างเสียมากกว่า. เดี๋ยวนี้แบ่งเป็นทิศ ๖ อย่างนี้มันก็ถูก คือ ข้างบนก็เป็นข้างบน ข้างล่างก็เป็นข้างล่าง ; โดยรอบเบื้องขวาง ก็แบ่งเป็น ส่วน ๆ ไป เป็น ๔ ส่วน, จะเป็น ๘ ส่วน หรือ ๑๖ ส่วนก็ตามใจ; แต่ใน ที่นี้เอาแต่ที่สำคัญ เอาเพียง ๔ ส่วนคือ ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา. นี้ก็มองดูให้เห็นเป็นธรรมชาติ หรือความรู้สึกตามธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดเป็นการ แบ่งทิศอย่างนี้ขึ้นมา ตามความรู้สึกตามธรรมชาติธรรมดา ซึ่งคนเราจะรู้สึกได้เอง ก็เป็นข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างบน ข้างล่าง. เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่ดี.
น.503 ถ้าเรารู้เรื่องทั้ง ๖ นี้ ก็แปลว่ารู้เรื่องหมดเลย รู้ทุกเรื่องที่มนุษย์จะต้อง เกี่ยวข้อง. เพราะข้างบนนั้นมันหมายเรื่อยไป จนกระทั่งถึงพระนิพพานก็ได้ ; ข้างล่างก็หมายลึกไปถึงนรกก็ได้ ; แล้วโดยรอบตัวมีอะไรบ้างก็แล้วแต่มันจะมี ; ก็แปลว่าเป็นเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับมนุษย์จะต้องจัดการด้วย ละเว้นไม่ได้; นี้ เรียกว่า "ทิศ". ที่เรามาบวชสำหรับจะสึกนี้ เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะรู้เรื่องทิศ ; สำหรับผู้ที่จะสึกออกไปก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เรื่องทิศ เพราะจะออกไปแสดง บทบาทเต็มที่ของมนุษย์ ชนิดที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ ไม่ตัดลัดแต่ประการใด มันก็ต้องเกี่ยวแก่ทิศเหล่านี้ทั้งหมดเลย ; ซึ่งมันเป็นภาระมากเต็มที่ ให้เก่งกล้า สามารถ แล้วปฏิบัติถูกต้องไปทุกทิศทุกทาง. ในภาษาไทยมีคำอยู่คำหนึ่งซึ่งน่าหัวคือคำที่เรียกว่า "ทิด" เหมือนกัน, คือทิด กับทิต. เรื่องราวแท้จริง มันก็มาจากคำว่า "บัณฑิต"; บัณฑิต เป็นภาษาอินเดียใช้เรียกคนที่เรียนสำเร็จจากอาศรมใดอาศรมหนึ่งมาแล้ว. หัวหน้า คณะของอาศรมเขารับรองว่า "เสร็จแล้วเธอ", ก็เรียกคนนี้ว่า "บัณฑิต" ; แล้วก็ ไปทำอะไรตามที่ตัวต้องการจะทำ เช่นกลับไปเป็นฆราวาสอีก ไปเป็นผู้ครองบ้าน ครองเรือน แล้วแต่มีความมุ่งหมายตั้งแต่ที่แรกว่าเราไปเข้าอาศรมนี้ เข้าไปศึกษา อยู่ในอาศรมนี้ก็เพื่อจะกลับออกมาครองเรือน อย่างนี้ก็มีอยู่. เรียนจบแล้ว ก็เรียกว่า "บัณฑิต" มาตั้งแต่บรมโบราณ เดี๋ยวนี้ก็ยังเรียก. ก็แปลว่า คนที่ เข้าไปเรียนในหมู่คณะใดคณะหนึ่ง จบหลักสูตรของหมู่คณะนั้น พร้อมที่จะออกไป เผชิญโลก เขาเรียกว่า "บัณฑิต". วัฒนธรรมไทยของเรารับมาจากอินเดีย นี้ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ; เรื่อง ต่าง ๆ ชาวอินเดียมาเป็นครูบาอาจารย์ มาในรูปของวัฒนธรรมและศาสนา.
น.504 จึงมาสอนหมดทุกอย่าง กระทั่งคำพูดที่เป็นภาษาสูง ภาษาราชสำนัก หรือภาษา ชนชั้นสูง หรือภาษาศาสนา. เพราะฉะนั้นภาษาไทยเรา ที่เป็นคำชั้นดีชั้นสูงนั้น มันเป็นภาษาอินเดียหมด คือเป็นภาษาบาลีสันสกฤต ; เพราะฉะนั้นชาวอินเดีย ก็เอาระบบนี้มาให้แก่คนไทย. เรียนอะไรจบแล้วก็เรียกว่า "บัณฑิต". คนที่ ไปเรียนทางศาสนา บวชเรียนเป็นที่พอใจแล้ว กลับออกมาก็เรียกว่า "บัณฑิต" ด้วยเหมือนกัน ; ออกเสียงตามภาษาอินเดียก็ว่า บัณฑิต (บัณฑิต) ; บัณฑิตะ เรียกเป็นไทย เรียกเป็น "บัณฑิต". ปณฺฑิต นี้เป็นภาษาเดิม, อันนี้ ตรงกันทั้งบาลีและสันสกฤต : คำว่า ปณฺฑ แปลว่าตัวปัญญา เป็นคำ ๆ เดียว กับคำว่าปัญญา เรียกว่า ปณฺฑ หรือ ปณฺฑา ; อิต แปลว่าถึงหรือ มี ; บัณฑิต ก็แปลว่าผู้ถึงหรือมีปัณฑา คือปัญญาที่ทำให้เอาตัวรอดได้ ; บัณฑิต ก็คือผู้มีปัญญาเอาตัวรอดได้. ทีนี้ภาษาไทยเรามีการเปลี่ยนแปลงไป ตามภาษาไทยแท้ เอา ป ไป เป็น บ, เอา ฑ มณโฑออกเสียงเป็น ท ทหาร, มันก็เลยเป็นบัณฑิต ; บัณ ไม่ สำคัญอะไรนัก ก็เลยเหลือแต่ ฑิต คือตัวทิตย่อมาจากคำว่า บัณฑิต ก็คงจะ เป็นที่พอใจ เป็นที่ยอมรับในสถาบันทางความคิดอะไรมาพักหนึ่ง สำหรับคำว่า ฑิตนี้ ; เพราะฉะนั้นจึงมีคนชอบให้ลูกสาวแก่ฑิต. ต่อมา ๆ ฑิตมันเลวลง มันเหลวไหลเข้า ; เพราะเมื่อใครเห็นว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสดีแล้ว ก็เลยชิงกัน เข้าไปบวชใหญ่, คนบ้า ๆ บอ ๆก็ไปบวช กลับออกมาก็ได้เป็นทิด, มันกลาย เป็น ทิด (ด เด็กสะกด) เป็นทิดบ้า ๆ บอๆ กลายเป็นคำสำหรับล้อ คนเซ่อซ่า รุ่มร่ามอะไรไปบวชแล้วกลับออกมาก็เป็น ทิด อะไรเป็นอย่างนี้. เพราะภาษา ไทยเราไม่ออกเสียง ฑ ว่า ด, ออกเสียงเป็น ท ; ทิด ก็เลยมี ด สะกดก็มี, ทิต ต สะกดก็มี. ฑิต " สะกดไปตามเดิมเป็นถูกต้อง ; ทิด ด สะกดเป็นเรื่องล้อ
น.505 เป็นเรื่องเซ่อซ่า บ้า ๆ บอๆ. เพราะฉะนั้นสึกออกมาไปเป็นฑิตก็ขอให้เป็น ต สะกด ตามความหมายของคำ ปณฺฑิต ; อย่าให้เป็น ทิด ด สะกดสำหรับล้อ. การที่จะเป็น ฑิต ที่ดีได้ คือเป็นบัณฑิตนั้น ก็จะต้องปฏิบัติให้ ถูกต้องในเรื่องทิศ ๖ ประการนี้ ; เพราะถือว่าเป็นเรื่องฟลุก หรืออะไรก็ตาม ที่คำมันเกิดตรงกันขึ้น. รู้เรื่องทิศแล้วก็ได้เป็นฑิตที่ดี ; ตัวสะกดไม่เหมือนกัน แต่ออกเสียงเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสึกออกไปนี้ จะต้องรู้เรื่องทิศให้ ถูกต้อง แล้วก็ปฏิบัติได้เป็นอย่างดีคือ ทิศ ๖. ต่อไปจะพูดเรื่องทิศ ๖ โดยตรง. ผมอยากจะให้ตั้งข้อสังเกต ตาม หลักของธรรมชาติ หรือวิทยาศาสตร์ก็วิทยาศาสตร์ตามธรรมชาติกันอีกทางหนึ่ง ด้วย ในการที่เราจะเรียงลำดับทิศ. ถ้าเรียงตามลำดับในพระบาลีแห่งสูตรนี้ เขาก็เอาทิศตะวันออกก่อน แล้วไล่ไปทางทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ รอบตัว เหมือนที่เราพูดกันอยู่โดยมาก แล้วจึงไปสู่ทิศข้างบน ทิศข้างล่าง ; อย่างนี้มัน ก็ได้เหมือนกัน มันก็มีหลักเหมือนกัน คือไล่ไปจากทิศตะวันออก ไปทางขวามือ วนไปทางนี้เรื่อยมาจนบรรจบรอบก็ได้ ๔ ทิศ บัญญัติตามหลักนั้นก็ได้เหมือนกัน. แต่ถ้าเราจะเอาตามธรรมชาติ จำง่ายแล้ว ก็เอาว่า ข้างหน้า ข้างหลัง, ข้างซ้าย ข้างขวา, แล้วข้างบนข้างล่าง, เด็ก ๆ ก็จะเกิดความเข้าใจได้ มันเลยเป็นทิศ ตะวันออก ทิศตะวันตก, ทิศเหนือ ทิศใต้, ทิศเบื้องบน เบื้องล่าง. ที่พูดกัน อยู่มากก็พูดตั้งต้นทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ; เมื่อเอาตาม ตำรา ก็เรียงไว้เป็น ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก แล้วทิศเหนือ เป็น วงกลมเวียนประทักษิณ คือเวียนไปทางขวา. มันก็มีหลักอันหนึ่งซึ่งมีลักษณะ ค่อนข้างเป็นการบัญญัติที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เวียนขวาไปเรื่อย เป็นทิศทั้ง ๔ เสียเลย ; แล้วก็เป็นทิศทั้ง ๖ ขึ้นมา. เอาอย่างตามความรู้สึกสามัญสำนึกแม้อย่างเด็ก ๆ
น.506 ก็ว่า ข้างหน้า ข้างหลัง ; เรามีมืออย่างนี้เราก็ว่า ข้างซ้าย - ข้างขวา, ข้างหน้า ข้างหลัง, แล้วก็บนหัว และปลายตีนข้างล่าง. เมื่อมันได้เป็นรูปทิศขึ้นมาอย่างนี้ ก็ให้รู้ความหมายว่า ทิศทางไหนเขา เอามาใช้เป็นสัญญลักษณ์ของเรื่องอะไร. ในพระบาลีนั้นพูดถึงทิศตะวันออกก่อน คือทิศข้างหน้า ; คนเรามีหน้าอยู่ตรงไหน ถือว่าที่ตรงหน้าสำคัญกว่าอะไรหมด ก็เอาบิดามารดาไปบรรจุไว้ที่นั่น เป็นทิศตรงหน้า คือบิดามารดาโผล่ขึ้นมา. ทิศข้างหลังมันก็ต้องเป็นคนที่มีความสำคัญน้อยกว่าเรา หรือว่าที่เราลาก ๆ มา ข้างหลัง มันก็คือต้องเป็นบุตร ภรรยา. ในสูตรนี้พูดถึงบุตร ภรรยา ไม่พูดถึง สามี ก็เพราะว่าตรัสแก่คนหนุ่มผู้ชาย. ถ้าจะให้ใช้เป็นหลักทั่วๆ ไปด้วย ก็ต้อง พูดถึงสามีด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ดูเรื่อยมา ซ้าย - ขวา : ซ้ายคือเพื่อน, ขวา คือครูบาอาจารย์. มันมีความหมายต่างกัน : บิดามารดา บุตรภรรยา, ญาติ มิตร แล้วครูบาอาจารย์. ทีนี้แหงนขึ้นไปข้างบนก็เป็น สมณพราหมณ์, มอง ไปข้างล่างก็เป็นบ่าวไพร่ กรรมกร ทาส คนใช้ ลูกจ้าง. นี่เราจะมองเห็นว่า มันเป็นหลักที่ดีขึ้นมาทันที ครบถ้วนที่เกี่ยวกับฆราวาสขึ้นมาทันที. ถ้าเกิดมีผู้ ถามขึ้นว่า เอาประเทศชาติไปไว้ที่ไหน ไม่เห็นมีพูดถึงประเทศชาติเลย คุณ ก็ลองใช้สติปัญญาดูเองว่า จะเอาไปไว้ที่ทิศไหน. ข้อแรกต้องนึกเสียก่อนว่า เรื่องนี้คำสอนข้อนี้พูดแก่บุคคล ไม่ได้พูด แก่สังคม ไม่ได้พูดเป็นส่วนรวม ; มันก็เลยกลายเป็นเรื่องส่วนตัวบุคคล ภายใน ครอบครัว ภายในตัวบุคคลเสียมากกว่า. แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เว้นที่จะต้องมีการ ระลึกนึกถึงประเทศชาติ ซึ่งมันเป็นที่ตั้งของทุกสิ่งเหล่านี้. ประเทศชาติมันก็ ควรจะอยู่ในทิศรอบตัวเป็นอย่างน้อย, ก็คือรอบตัวไปทุกทิศๆ; ทิศเบื้อง ขวางทั้งหมดรวมกันแล้วมันก็เป็นประเทศชาติ ซึ่งเราจะต้องนึกถึง และมันก็
น.507 เป็นที่รวมของ ๔ ทิศนี้. แต่ถ้าจะตัดบทให้แคบ มันก็อยู่ในพวกที่เรียกว่า ญาติ และมิตร คือทิศเบื้องซ้าย ; เพราะว่า คนในชาติก็คือญาติและมิตรทั้งหมด ของเรา. นี่ ดูจะเห็นไปว่าให้ความสำคัญแก่ชาติน้อยเกินไปก็ได้ สำหรับความ รู้สึกของคนบางคน. แต่ผมว่า รวมอยู่ในทิศเบื้องซ้ายคือ ญาติ และมิตร ทั้งหมดนั่นแหละคือประเทศชาติ. เรามีประเทศชาติก็คืออยู่กันอย่างเป็นญาติ เป็นมิตร เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ; ถ้าไม่จุใจก็เอามารวมกันทั้งหมดทั้ง ๔ ทิศ รวมกันเป็นประเทศชาติ ; หรือว่ารวมทางจิต ทางวิญญาณเข้าไปด้วย ก็เอา ทั้งข้างบนข้างล่างด้วยก็ได้. นี้ถ้าหากว่า ตัวหนังสือมันมิได้ปรากฏ หรือมิได้ มีอยู่ ขอให้รู้จักตีความอย่างนี้, ขอให้รู้จักขยายความออกไปอย่างนี้ โดยไม่ต้อง ตัดประเทศชาติออกไปทิ้งเสีย ซึ่งจะทำให้พระพุทธเจ้าดูกลายเป็นผู้ที่ไม่สัพพัญญู คือรู้อะไรไม่สมบูรณ์ ไม่รอบคอบ. ถ้าเกิดความรู้สึกขัดข้องอย่างนั้นขึ้นมาแล้ว ก็ให้ถือไว้เสียก่อนว่า มัน เป็นความไม่รู้ของเราเอง ที่จะตีความ. ไม่จำเป็นจะต้องไปตีความว่า พระพุทธเจ้า ท่านไม่เป็นชาตินิยม ท่านจะไม่พูดเรื่องชาติ ถือชาติ ; ไม่จำเป็นจะต้องตีความ อย่างนั้น ; จะตีความอย่างนั้นมันก็ได้เหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้เราพูดกันแต่ เรื่องธรรมะ ไม่ใช่เรื่องโลก. แม้จะพูดถึงเรื่องโลก เรื่องลูก เรื่องเมีย อะไร เหล่านี้ แต่มันพูดในแง่ของธรรมะ ; ไม่สร้างความรู้สึกที่เป็นกิเลส เป็นชาตินิยม. อย่างนี้ก็พอจะมองเห็น. แต่อย่าลืมว่า เรื่องชาตินิยมนี้ก็ยังต้องมี และต้องเป็นธรรมะด้วย เหมือนกัน. ฉะนั้น ถ้าเราจะมีชาตินิยม ความรู้สึกที่เป็นชาตินี้ก็ให้มันถูกต้อง ตามหลักของธรรมะ เป็นชาตินิยมที่มีธรรมะ ก็ยิ่งดี คือรับผิดชอบในความเป็น
น.508 มนุษย์ของเรา เป็นพลเมืองของชาติ แล้วทำให้มันเกิดผลดีที่สุด; อย่างนี้ ก็เรียกว่า "ชาตินิยม" ในความหมายที่ดี. ผู้ที่เป็น ฑิต เป็นบัณฑิต ที่สึก ออกไปนี้หลีกไม่พ้น ; เพราะว่าอยู่ในโลกที่ต้องมีชาติ ที่ต้องรับผิดชอบ; ให้ ถือหลักความต้องรับผิดชอบนี้เป็นหลักใหญ่. ถ้าปราศจากความรับผิดชอบแล้ว ก็ไม่ใช่มนุษย์ที่มีอารยธรรม. แล้วอย่าลืมว่า แม้คนป่าสมัยหิน ก็เริ่มมี ความรับผิดชอบ เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ; มนุษย์สมัยนี้ก็ยิ่งมี ความรับผิดชอบ เป็นเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ ก็ต้องรับผิดชอบต่อประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ ; เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นที่ตั้ง ที่รวมของสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นส่วนบุคคล. ทีนี้ ก็มาถึงหลักอีกข้อหนึ่งว่า พุทธศาสนานี้มีหลักที่ว่า จะเล็งไปจาก ส่วนย่อย ; มันเป็นปรัชญาแบบวิเคราะห์ หรือ analyse มันจะถือเอาหลัก ที่ว่าให้คนหนึ่ง ๆ ทำดี แทนที่จะไปเกณฑ์ให้ทุกคนทำดี. เมื่อให้คนหนึ่ง ๆ ทำดี แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเมื่อทำให้ได้ทุกคน ; แล้วทั้งหมดมันก็ดี เพราะมัน practical คือว่ามันอาจจะทำได้ง่ายกว่าที่ว่าจะไปเกณฑ์ให้ทุกคนทำดี มันไปบังคับกันยาก ถ้าแต่ละคนตั้งหน้าหลับหูหลับตาทำความดี เสร็จแล้วมันก็กลายเป็นทุกคนทำดี ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ. เพราะฉะนั้นเราจะพูดเรื่องทิศ ๖ ในลักษณะเป็นส่วนบุคคล ; ในเมื่อทุกคนปฏิบัติตามทิศ ๖ ถูกต้อง ; มันก็กลายเป็นเรื่องส่วนรวมของทุกคน หรือประเทศชาติที่ดี ; เพราะฉะนั้นเราตั้งหน้าปฏิบัติทิศ ๖ ให้ดี มันก็หมด ปัญหาได้เหมือนกัน. นี้คือข้อที่ว่า บวชเข้ามาเป็นนักศึกษาในอาศรมของพระพุทธเจ้านี้ แล้วกลับออกไปเป็นบัณฑิต ; แล้วก็ไปเป็นฑิต คือผู้ที่ปฏิบัติถูกต่อทิศทั้งปวง จึงจะสมกับที่ว่าลาบวชสามเดือน หรือว่า บวชตามธรรมเนียมประเพณีของคนหนุ่ม
น.509 ที่ว่าบวชสามเดือน, หรือพรรษาหนึ่ง - สองพรรษาก็ตามใจ ในระยะเวลาอันสั้น ก็แล้วกัน ; แล้วกลับออกไปเป็นฆราวาส นี้มีความมุ่งหมายอย่างนี้ ; ซึ่งที่แท้ ก็ไม่ใช่ความมุ่งหมายเดิมของพุทธศาสนา. ประเทศที่เขาถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดนั้นเขาไม่สึกกัน เช่นพม่า ลังกา เขาไม่มีระเบียบธรรมเนียมสำหรับสึกมาแต่เดิม ; ประเทศไทยเราแต่เดิม ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ต่อมามีระเบียบให้สึกได้ มีธรรมเนียมให้สึกได้ มีความนิยม ว่าสึกได้. ความหมายมันก็เปลี่ยนเป็นว่า มาเรียนเรื่องที่จะไปเป็นฆราวาสที่ดี กันเสียก่อน ; คนหนุ่มมาบวชเสียสัก ๑-๒ พรรษา แล้วก็ไปเป็นฆราวาสที่มี หู ตา สว่าง ; สำหรับดำเนินชีวิตให้สมบูรณ์ในฝ่ายวิญญาณ. แต่ว่าเมื่อ ก่อนนี้ ไม่มีการศึกษาอย่างโลก ๆ มันก็ไม่มีที่ไหน นอกจากในวัด ; เพราะ ฉะนั้นการมาบวชในวัด ในสมัยโบราณมันก็เพื่อจะศึกษา; ก็ได้ทั้งทางเรื่อง วิญญาณ เรื่องโลก ๆ เรื่องทางร่างกายนี้. อะไรก็เรียนกันในวัด : วิชาอาชีพ ก็เรียนกันในวัด, จนกระทั่งเรียนกันเรื่องพระธรรม เรื่องมรรค ผล นิพพาน ก็เรียนกันในวัด. เพราะฉะนั้นการเข้ามาบวชในวัดจึงได้วิชาทั้งสองฝ่ายทั้งสองซีก; จึง เป็นการถูกต้องแล้วที่คนควรจะบวชกันเสียสักทีหนึ่งก่อน แล้วค่อยสึกออกไป ; เป็นความฉลาด ไม่ใช่ความโง่. ฉะนั้นควรจะต้องถือว่า นี้เป็นความฉลาดของ วัฒนธรรมไทย ที่ให้บวชเรียนกันเสียก่อน ; แม้ไม่ใช่มุ่งหมายเฉพาะของ พุทธศาสนา ซึ่งมีว่าสำหรับคนที่ผ่านโลกเสร็จแล้ว แล้วจะไปหาความสุขชั้นสูง ต่อไปจึงไปบวช นั้นเป็นหลักเดิมทั่วไป. แต่เมื่อมีหลักเฉพาะกาลเฉพาะกรณี ขึ้นมาว่า เรามาเรียนเรื่องนี้ให้รู้หนทางไว้ทุก ๆ อย่าง จะได้ออกไปเดินทางอย่าง ธรรมดาสามัญ ได้ง่ายเข้า อย่างเพศฆราวาส แล้วก็ต้องเรียน ; ก็กลายเป็น วัฒนธรรมอันใหม่ขึ้นมา เกี่ยวกับพุทธศาสนาสำหรับคนไทย.
น.510 หรือบางคนเมื่อหนุ่มไม่ได้บวช ไปเป็นข้าราชการอะไรเสีย ก็เป็น เรื่องลาบวชชั่วคราว เพื่อชดเชย มันก็เข้ารูปเดิม ; คือเพื่อเรียนสิ่งที่ยังไม่ได้ เรียน ; ไม่ควรจะถือว่าบวชเอาเปรียบ บวชพักผ่อนอะไรทำนองนี้ ; เพราะว่า เรื่องที่จะต้องเรียนนี้ยังมีมากกว่าเวลาที่เรามี. แต่ว่าสามเดือนนี้ก็เรียนเรื่องหลัก ธรรมของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป โดยส่วนใหญ่ ; แล้วก็เรียนเรื่องที่เกี่ยวกับ ฆราวาส คฤหัสถ์ โดยไม่ขัดกันกับหลักใหญ่ของพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้น จึงออกไปเป็นพุทธบริษัทที่ดี เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีได้ เป็นการส่งเสริมพร้อมกัน ไปในตัว คือส่งเสริมตัวเองด้วย ส่งเสริมประเทศชาติศาสนาด้วย ให้เป็นไปด้วยดี ; นี้เป็นความมุ่งหมายทั่วไป เป็นทิวทัศน์ทั่ว ๆ ไป จึงขอให้ทุก ๆ องค์ที่จะลา สิกขาบทนี้มองเห็นอย่างนี้. สำหรับครั้งแรกที่จะพูดกันนี้ ก็พูดได้เพียงเท่านี้ คือทิวทัศน์ทั่ว ๆ ไป ในการที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา จะต้องทำอย่างไร ; หรือแม้คน ทั่วไปที่ไม่อยู่ในวงพุทธศาสนา ก็จำต้องทำอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องที่กล้าท้า กล้าพิสูจน์ โดยบทว่า : - เอหิปัสสิโก มาดู - มาดู กล้าท้าคนทุกคนในโลก หรือผู้ถือศาสนา อื่นศาสนาไหนก็ตามว่า " มาดู - มาดู, อันนี้ดี อันนี้ถูก อันนี้ไม่มีทางที่จะถูก พิสูจน์ให้เหลวแหลกไปได้" ; เราก็มีธรรมะที่เป็น เอหิปัสสิโกอย่างนี้ทั้งสำหรับ ผู้ที่จะครองเรือน และสำหรับผู้ที่จะไม่ครองเรือน คือไม่มีเหย้าเรือน ให้อยู่ใน ระดับที่เป็น เอหิปัสสิโก คือที่จะท้าทายผู้อื่นให้มาดูได้. เพราะฉะนั้นขอให้ได้ สิ่งนี้ติดกลับออกไป จากการที่มาบวชแม้ชั่วคราว. วันอื่นเราจะได้พูดกันถึงรายละเอียดเกี่ยวแก่ทิศต่าง ๆ วันนี้พูดแต่ เรื่องทิวทัศน์ทั่ว ๆ ไป เรียกว่าเป็นการริเริ่มของเรื่องนี้ ว่ามันมีรูปร่างอย่างไร. เวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa