Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๒ (ทิศธรรม) — อุดมคติที่ควรมีต่อทิศทั้ง ๖

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.511 บัดนี้เป็นเวลาที่จะได้พูดกันถึงเรื่องทิศ ต่อไปจาก ที่พูดค้างไว้ในวันก่อน. วันก่อนได้พูดกันถึงความหมายของ คำว่า "ทิศ" ในทุกความหมายแล้ว รวม ๆ กันไป; วันนี้ ก็จะได้พูดกันให้ละเอียดเป็นทิศ ๆ เฉพาะทิศ. ความหมายของคำพูดทุกคำ มันมีอยู่เป็นชั้น ๆ ซึ่งต่างกันมาก แล้วแต่ ว่าคนมีการศึกษา มีสติปัญญาอย่างไร มันก็มองเห็นลึกต่างกัน, เพราะฉะนั้น ในวันนี้เราจะพูดถึงความหมายที่มันลึก และที่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ทิศ" กล่าวคือ บิดามารดา บุตร ภรรยา ครูบาอาจารย์ ญาติมิตร สมณพราหมณ์ และบ่าว ไพร่ หกคำนี้เป็นส่วนใหญ่ ; ซึ่งเป็นชื่อของทิศในทางฝ่ายจริยธรรม. สมมุติว่า เรายืนอยู่เป็นจุดศูนย์กลาง แล้วก็มีทิศหน้า ทิศหลัง ทิศซ้าย ทิศขวา ทิศบน ทิศล่าง ก็คือมีรอบตัว; เป็นสิ่งที่เราจะต้องมองเห็น และต้องปฏิบัติให้ได้ผล ของมันด้วย. การมองเห็นนี้ จะมองเห็นกันลึกตื้นกี่มากน้อย ฉะนั้นเราจึงต้อง มาทำความเข้าใจ เกี่ยวกับความโง่ ความฉลาดของเรา หรือของคนทั่วไปในเรื่องนี้ ๔๘๗

น.512 ภาษาพูดมีความหมายหลายชั้น ดังที่กล่าวแล้ว ; ข้อนี้มันแล้วแต่ว่า จะเล็งกันในแนวไหน ในแง่ของอะไร. ถ้าเล็งกันในแง่ของวัตถุ มันก็ไปอย่าง หนึ่ง, ถ้าเล็งในแง่ทางนามธรรม ทางวิญญาณ มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ; เล็งในแง่ ประโยชน์อย่างโลก ๆ ความหมายมันก็เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง, เล็งไปในแง่ประโยชน์ ในทางธรรมอันลึกซึ้ง ความหมายมันก็มีไปอีกอย่างหนึ่ง. ทีนี้ เรามาดูกันในลักษณะที่กว้าง หรือที่เขาจะเรียกกันในบัดนี้ว่า ปรัชญาของมันเป็นอย่างไร ? ปรัชญาของคำว่า พ่อแม่, ปรัชญาของคำว่าลูกเมีย เป็นต้น เหล่านี้มันเป็นอย่างไร ? เมื่อถามว่าอย่างไร ? นี้มันก็ต้องดูกันว่า ในแง่ไหน ? แง่อันแรก ดูในทางวัตถุ เช่นดูกันในแง่ของชีววิทยาทางวัตถุ. ถ้าเราดูกันในแง่ของชีววิทยา พ่อแม่ก็เป็นเพียงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เหมือนที่มันทำ ให้เกิดสัตว์ เกิดพืช เกิดต้นไม้ขึ้นมา ; มันมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เป็นเพศผู้ เพศ เมีย ที่จะให้การผสมกันออกมาเป็นหน่วยใหม่. ดูต้นไม้ ดูสัตว์ พ่อแม่มันก็มีเพียง เท่านั้น ; นี่ในแง่ของชีววิทยา. ถ้าเราไปดูกันในแง่นั้นมันก็ไม่มีจริยธรรม ไม่มีอารยธรรม ไม่มีเรื่องทางจิตใจที่สูงส่งอะไร ; มันก็นำไปสู่ความคิดเท่าที่จะ มองเห็นกันแต่ในทางวัตถุ และเห็นกันแต่ประโยชน์ทางวัตถุ พ่อแม่ก็เลยไม่มี บุญคุณ. มันมีคนเคยเห็นกันมาอย่างนั้น ถือกันมาอย่างนั้น เชื่อกันมาอย่างนั้น ว่าพ่อแม่นี้เป็นเพียงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ให้เกิดลูกออกมา ; หรือยิ่งไปกว่านั้น ก็เพื่อความสนุกสนานของพ่อแม่. ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ทรงนิพนธ์เป็นคำประพันธ์ ผมจำมานานแล้ว หนังสือนั้นเดี๋ยวนี้จำไม่ค่อยได้ จะผิดถูกอย่างไรบ้างลองฟังดู, ใจความยังมีอยู่ว่า "เขาให้ชีวิตเรา มิใช่ให้ดั่งให้ทาน กฎธรรมดาท่าน ว่าเป็นของไม่น่าอัศจรรย์"

น.513 นี้เป็นคำพูดฝ่ายอธรรมพูดชักชวนเกลี้ยกล่อมชาวบ้าน. เขาให้ชีวิตเรา มิใช่ ให้ดังให้ทาน นั้นหมายความว่าที่พ่อแม่ให้ชีวิตเราเกิดมานั้น มิใช่เป็นการให้, ไม่มีผู้ให้ หรือผู้รับอย่างให้ทาน ; แต่มันเป็นกฎธรรมดา ซึ่งสืบพันธุ์กันตาม ธรรมดา ; เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องเห็นแก่พ่อแม่ ไม่ต้องเคารพพ่อแม่ ; นี่คำพูดฝ่ายอธรรมเป็นอย่างนี้. นี่อย่าเห็นว่าเป็นของบรมโบราณ ที่แท้มันเคย มีผลมาแล้วอย่างไร มันก็ยังมีผลมาจนกระทั่งบัดนี้. มีนิทานที่ผมชอบเล่า เรื่องจริงที่ชอบเล่า แล้วก็ไม่ค่อยจะน่าเล่า ว่า ผู้สำเร็จปริญญามาจากเมืองนอกคนหนึ่ง เป็นผู้หญิง กลับมาถึงเมืองไทย ใช้แม่ อย่างคนใช้ จนกระทั่งแม่ทนไม่ไหว. วันหนึ่งทนความกระฟัดกระเพียดของลูก ตนที่ใช้แม่อย่างคนใช้นั้น ไม่ไหว ; แม่ก็ออกปากว่า ลูกช่างไม่รู้บุญคุณของ พ่อแม่เสียเลย. ลูกสาวก็ตวาดเอาว่า แม่ซิไม่รู้บุญคุณของฉัน, ฉันไปเมืองนอก ฉันไปหาเกียรติยศชื่อเสียงมาให้แม่. นี่เรื่องมันกลับกันเสียอย่างนี้ ; เป็นเรื่อง จริงที่ในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องจริงที่ควรจะเล่ากันอยู่บ่อยๆ; ไม่ต้องออกชื่อก็ได้ มันกระทบกระเทือน. นี้เข้ากับรูปเรื่องที่ว่า "เขาให้ชีวิตเรา มิใช่ให้อย่างให้ทาน เป็น กฎธรรมดา มิใช่เป็นของน่าอัศจรรย์" ; คือมองดูในแง่ของชีววิทยา พ่อแม่ เป็นเพียงหน่วยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ที่จะออกลูกออกมาใหม่ ; ไม่มีความหมาย ทางจริยธรรม หรือทางอุดมคติ. การมองในแง่วัตถุอย่างนี้ก็อาจมองได้อีก หลายอย่าง. ในแง่ที่ ๒ มองสูงขึ้นมาหน่อย ก็มองว่า ในแง่ทางสังคมมนุษย์, มนุษยวิทยา หรืออะไรก็ตามใจ ผมก็เรียกไม่ค่อยถูก. พ่อแม่ก็คือผู้ที่เป็นผู้รับ

น.514 ผิดชอบต่อบุตร แก่บุตร ; บุตรอยู่ในความรับผิดชอบของพ่อแม่ทางสังคม. พ่อแม่ก็ต้องรับผิดชอบแก่บุตร ต่อบุตร คือจะต้องเลี้ยงดูบุตรในฐานะเป็นความ รับผิดชอบ หรือหน้าที่ให้มันดี ตามที่เขารู้สึกกันอยู่ทั่ว ๆ ไปในวงสังคม. อย่างนี้ มันก็ยังดีกว่าที่จะมองกันในแง่ชีววิทยา เป็นวัตถุล้วนๆ: คือเกิดหน้าที่ ภาระผูกพันที่จะต้องทำให้ดี แล้วสังคมก็ดี โดยที่พ่อแม่เป็นพ่อแม่จริง ทำลูก ให้เป็นลูกขึ้นมาจริง ๆ. ในแง่ที่ ๓ ระดับสูง คือมองกันในแง่ฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายธรรมะ ฝ่าย ศาสนา ฝ่ายอุดมคติสูงสุด ; เราเรียกกันว่า อุดมคติทางฝ่ายวิญญาณก็แล้วกัน. อุดมคติฝ่ายวิญญาณตามหลักพุทธศาสนาก็คือว่า พ่อแม่เป็นพระพรหมของลูก เป็นอาจารย์คนแรกของลูก เป็นพระอรหันต์ของลูก ; นี้มันมากกว่าความหมาย ในแง่สังคม ที่เขาถือ ๆ กันทั่วไป. ความหมายที่มันรวมที่สุดก็อยู่ที่ พ่อแม่นั้น เป็นผู้ให้ชีวิต ; ชีวิตนี้ได้มาจากพ่อแม่เพราะว่ามันเกิดเองไม่ได้ อะไรทำนองนี้ ; เป็นผู้ให้ชีวิต ให้ตัวตน ให้บุคคลอะไรนั้นมาทีเดียว. แต่แล้วมาเป็นอะไรบ้าง ; คนพาลก็เห็นอย่างหนึ่ง บัณฑิตก็เห็นอย่างหนึ่ง คนมีปัญญาตื้นก็เห็นอย่างหนึ่ง คนมีปัญญาลึกก็เห็นอย่างหนึ่ง. เพราะฉะนั้น เราจึงวางหลักว่า ในแง่ของชีววิทยานี้ มันเป็นอะไร, ในแง่ของสังคมวิทยานี้มันเป็นอะไร, แล้วในแง่ของอุดมคติทางฝ่ายวิญญาณสูงสุด มันเป็นอย่างไร. จำตัวอย่างพระพุทธรูปไว้สักสิ่งหนึ่งก็ได้ : ในแง่ของวัตถุ ว่า พระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ มีค่าเท่ากับปลาทูสองเข่ง ที่ซื้อมาด้วยเงินเท่ากัน. แต่ ในทางสังคมเขาก็ไม่ได้ถือกันอย่างนั้น ไม่ได้ถือทางวัตถุ ; เขาถือเป็นวัตถุ สำหรับให้เกิดประโยชน์อะไรมากกว่านั้น. ยิ่งในแง่อุดมคติ พระพุทธรูปก็เป็น ตัวแทนของพระพุทธ ของพระธรรม ของพระสงฆ์ก็ได้ ; ไม่ใช่มีค่าเท่ากับ

น.515 ปลาทูสองเข่ง. นี่คุณลองจำข้อเท็จจริงอันนี้ไว้สำหรับเปรียบเทียบ ตีค่าของสิ่ง ต่างๆ ในแง่ต่างๆ แล้วจะได้เลือกเอาแง่ที่มันเป็นประโยชน์ที่สุด. พ่อแม่ไม่ใช่เป็นเพียงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ที่ให้เกิดลูกออกมา ; แต่เป็น ผู้ที่เป็นอย่างนั้น เป็นผู้ที่เป็นอย่างนี้ กระทั่งเป็นพระอรหนต์ในครอบครัว ถ้าถือตามอุดมคติของพุทธบริษัทแล้ว พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ประจำครอบ- ครัว ; จงจำไว้บ้าง, เป็นที่ให้เกิดบุญแก่ลูก ; คำว่า "พระอรหันต์" เขามุ่งหมาย อย่างนั้น. ลูกจะตักตวงเอาบุญออกมาได้จากพ่อแม่ คือการปรนนิบัติพ่อแม่ ด้วยความกตัญญูกตเวที ; เพราะฉะนั้นพ่อแม่ก็เป็นที่ตั้งแห่งความกตัญญูกตเวที ; นี้ลองทบทวนดูให้ดี. ในแง่ของชีววิทยาพ่อแม่ก็เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เท่านั้นเอง ; เหมือนพ่อควาย แม่ควาย หรือเพศผู้เพศเมียในต้นไม้. ในแง่ของสังคมวิทยา พ่อแม่นี้เป็นผู้ต้องรับผิดชอบต่อบุตร. แต่ว่าในแง่ของอุดมคติ ทางฝ่ายวิญญาณ ในทางพุทธศาสนา ถือว่าพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของครอบครัว. เพราะฉะนั้น ทิศที่หนึ่ง ทิศเบื้องหน้าคือพ่อแม่ มีความหมายอยู่ อย่างนี้ ; ต้องเพ่งดูในลักษณะอย่างนี้ว่าเป็นทิศเบื้องหน้า มาก่อนและสำคัญกว่า. ระวังให้ดี ให้คงเป็นทิศเบื้องหน้าอยู่เรื่อย ในเรื่องพ่อแม่นี้ ; เดี๋ยวพอไปมี เมียเข้า ไขว้ไปเอาภรรยามาเป็นทิศเบื้องหน้า เอาพ่อแม่ไปไว้ทิศเบื้องหลัง ก็เป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี ; ระวังอย่าให้มันเป็นอย่างนั้น คือเอาอะไรที่ตนชอบ ตนพอใจเป็นเบื้องหน้า มันก็คือเอาเรื่องที่กิเลสชอบนั่นแหละเป็นเบื้องหน้า. ที่ถูกเราต้องเอาสิ่งที่ถูกต้อง ที่เป็นธรรมะ มีอยู่จริงอย่างไร มีความถูกต้องเป็น เบื้องหน้า. ทีนี้เราจะดูรวดเดียวไปเสียให้หมดก่อนจะดีกว่า จะง่ายแก่การเข้าใจ : ทิศเบื้องหลังคือ บุตร ภรรยา บุตรมาก่อนคำว่า ภรรยา สำหรับภาษาบาลี ;

น.516 ถึงแม้ในภาษาไทยก็พูดว่าลูกเมีย ไม่พูดว่าเมียลูก. เราก็ต้องดูกันถึงคำว่า บุตรก่อน. ดูง่าย ๆ ในทางวัตถุ ทางชีววิทยา ลูกก็คือผลของการสืบพันธุ์ เหมือนสัตว์และต้นไม้ ; ทางวัตถุก็มีเพียงเท่านี้ เป็นปฏิกิริยาออกมาตามกฎ ของธรรมชาติ เท่านั้นเอง. นี่ก็ไปเข้ากับบทเมื่อตะก็อีกว่า "เขาให้ชีวิตเรา มิใช่ ให้ดั่งให้ทาน กฎธรรมดาท่าน ไม่เห็นว่าน่าอัศจรรย์"; ทางวัตถุ ลูกก็เป็น แต่เพียงเป็นก้อนอะไรก้อนหนึ่ง ที่มันออกมาจากการสืบพันธุ์ของพ่อแม่. ส่วนทางจริยธรรมของสังคม ที่เขาถือกันมาแต่โบราณ หรือตาม ความรู้สึกตามธรรมชาติในทางโลก ๆ ลูกนี้ก็คือเครื่องปลื้มใจของพ่อแม่ : พอ คลอดลูกออกมา หรือก่อนคลอดก็ตาม ลูกนี้เป็นวัตถุที่หวังที่ปลื้มใจของพ่อแม่. ถ้าความรักตามสัญชาตญาณ มันก็พอใจเหมือนสัตว์รักลูกก็พอใจ ; แต่คนคิดได้ มากกว่านั้น มันจึงเป็นเครื่องปลื้มใจมากกว่า; ควรจะเป็นสิ่งที่มีความหมาย ตามคำว่า บุตร. ปุตตะ หรือปุตระ ศัพท์นี้มีความหมายมาแต่โบราณ ตาม ความเชื่อของชาวอินเดีย ซึ่งเป็นเจ้าของภาษานี้ว่า ผู้ที่จะยกบิดามารดาขึ้นเสีย จากนรก, นรกคือความเป็นทุกข์นานาชนิด. พอบุตรมีมาก็ปลื้มใจว่า ยกนรก ในอกที่มีความร้อนใจออกไปได้ ; ปลื้มใจ ดีใจว่าได้สิ่งที่เรารักที่สุด ที่จะสืบ ตระกูลของเรา ที่จะทำบุญอุทิศให้เราเรื่อยไป ในเมื่อเราตายไปแล้ว ; นี่เป็น เรื่องปลื้มใจอย่างนี้ จึงกำจัดเสียซึ่งนรก คือความร้อนใจ. บุตรเป็นเครื่อง ปลื้มใจแก่บิดามารดาอย่างนี้. ในสังคมธรรมดาสามัญ ก็เห็นว่าบุตรจะเป็นผู้สืบตระกูล ; มันเห็น แก่ตัว เห็นแก่ชาติพันธุ์ก็อยากจะสืบสกุล เรามีทรัพย์สมบัติ เราไม่อยากให้ แก่ใคร ก็ให้ลูก ; ให้ลูกช่วยรักษาตระกูลไว้. เดี๋ยวนี้อาจจะเลวลงไปกว่านั้น คือบุตรในบางแง่บางกรณี กลายเป็นสินค้าไปก็ได้ น่าหัวเราะ; เมืองไทยนี้

น.517 ลูกสาวขายแพง, เมืองอินเดียลูกชายขายแพง. นี่แล้วแต่ความนิยม หรือ ขนบธรรมเนียมประเพณี อุตส่าห์ทะนุถนอมลูกเอาไว้ขายราคาแพง ๆ; พูดกัน ตรง ๆ อย่างนี้มันจะหยาบคายไปบ้าง. นี่เป็นความรู้สึกทางสังคมชั้นที่ค่อนข้าง จะต่ำ. ในแง่ที่ ๓ ที่ว่าทางอุดมคติทางฝ่ายวิญญาณ นี้มันยิ่งกว่า ที่ว่าจะเป็นผู้ ยกบิดามารดาจากนรก มันยิ่งไปกว่านั้นอีก คือว่าลูกนี้ควรจะเป็นผู้ที่ถูกมุ่งหมายไว้ สำหรับเป็นผู้ที่จะเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ามนุษย์จะถึงพระนิพพาน หรือ พระเจ้าก็ตามใจ. วิวัฒนาการของธรรมชาตินั้นมีความมุ่งหมายที่จะให้ดีขึ้น, คือวิวัฒนาการทางจิตนั้น มันหมายความว่าดีขึ้น จนบรรลุถึงความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกับพระเจ้า หรือนิพพาน. เมื่อคนไม่ถึงได้ในชาติเดียว ก็มีบุตร เหลือไว้ สำหรับสืบต่อการเดินทางให้เดินไป ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ชาติพันธุ์ใน นามของมนุษย์นี้จะถึงนิพพาน หรือถึงพระเจ้า. ฉะนั้นถ้าใครจะมีบุตรที่เป็นอุดมคติ ก็อย่าไปคิดในแง่ต่ำ ๆ ให้คิดใน แง่ที่จะสร้างสรรค์บุตรให้มีความสูงทางวิญญาณ จนกว่าจะเดินทางไปถึงนิพพาน หรือพระเจ้า; ในช่วงชีวิตนี้เราไปไม่ถึง ลูกก็จะไปถึง ; ลูกไปไม่ถึงหลานก็จะ ไปถึง เหลนมันจะไปถึง ; ควรจะคิดอย่างนี้มากกว่า แล้วจะไม่มีความทุกข์ จะมีความสบายใจ มีความก้าวหน้า. ทบทวนดูก็จะเห็นได้ว่า ลูกในแง่ของวัตถุ ก็เป็นผลิตผลของการ สืบพันธุ์ของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์. ในแง่ของสังคม หรือมนุษยวิทยา ลูกก็เป็นผู้ สืบสกุล ให้ความสบายใจพอใจแก่บิดามารดา. ตามอุดมคติสูงสุดของพุทธศาสนา หรือศาสนาในลักษณะเดียวกัน ก็มุ่งหมายให้ลูกเป็นผู้รับมรดก การเดินทางไป

น.518 นิพพานเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะถึงนิพพาน. นี่เรามองดูกันระยะยาว มองดูความ มุ่งหมายของชีวิตในด้านลึก บุตรควรจะเป็นอย่างนั้น ทีนี้ มีคำว่า "ภรรยา" พ่วงท้าย ; ภรรยาคืออะไรขึ้นมาอีก. ถ้า มองดูในแง่วัตถุ ชีววิทยาก็อย่างเดียวกันอีก : ภรรยาก็คือแม่พันธุ์ ผู้ที่จะมาเป็น แม่พันธุ์ เหมือนที่เป็นกันในสัตว์เดรัจฉาน ในต้นไม้ ; สตรีก็มาเป็นฝ่ายแม่พันธุ์ จะไม่พูดถึงก็ได้ในแง่นี้. ถ้าในแง่ของสังคมวิทยา มนุษยวิทยาหรืออะไรวิทยา เทือกนั้น เดี๋ยวนี้ก็ดูว่า สตรีเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้นั้นในทางบ้านเรือน ; เป็น คู่ทุกข์คู่ยาก คู่ทำมาหากิน อย่างนี้ก็นับว่ามีความหมายที่ดีอยู่ ; แต่เดี๋ยวนี้มัน ต่ำลงมาถึงขนาดว่า เป็นเครื่องสำหรับหลงใหล, เป็นสิ่งสำหรับความหลงใหล, เป็นสิ่งสำหรับความโอ้อวด, เป็นสิ่งสำหรับวัดฐานะ, เป็นเครื่องวัดฐานะอย่างนี้. ผู้ชายอุตส่าห์เล่าเรียนเกือบเป็นเกือบตาย ก็เพื่อที่จะหาภรรยาที่มีฐานะ เป็น เครื่องวัดฐานะ ว่าสวย หรือว่าดี หรืออะไรก็ตามใจ มันเป็นไปเสียอย่างนี้. ผู้หญิงก็กลายเป็นวัตถุอะไรอันหนึ่ง สำหรับเป็นของเล่น หรืออะไรสำหรับใช้เป็น เครื่องมือทำนองอย่างนี้ ; ไม่เป็นอุดมคติ. มันเป็นไปตามความรู้สึกธรรมดา สามัญของกิเลส ; เป็นเหตุให้ผู้หญิงสาละวนแต่ในเรื่องที่จะทำให้เกิดความสวย ความงาม ไม่มีความคิดอะไรมากไปกว่านั้น ; กลายเป็นหากินด้วยความงาม ไปเสีย มันก็เป็นเรื่องหลอกลวง. ถ้าภรรยาตกอยู่ในลักษณะอย่างนี้แล้ว มนุษย์นี้ ก็ลุ่มหลงมาก โง่หลงมาก ; ถ้าเป็นฝ่ายที่มีความหมายสำหรับเป็นคู่สร้างสรรค์ ความเจริญแก่ครอบครัว เช่นนี้ก็นับว่าดี. ถ้ามองกันในแง่ลึก พ้นเหนือความรู้สึกของกิเลส เป็นอุดมคติทาง วิญญาณอย่างนี้ ก็ต้องพูดว่า ภรรยาสามีนี้เป็นคู่เดินทางหรือเป็นเพื่อนเดินทาง สำหรับไปนิพพาน เหมือนกัน. เรื่องนี้มันต้องพูดกันยาว แต่ก็สรุปได้ว่า

น.519 มนุษย์ทุกคนเกิดมาสำหรับเดินทางไปนิพพาน มันจึงจะจบเรื่อง ; เพราะว่า นิพพานนี้ต้องผ่านโลกดีเสียก่อน. การผ่านโลกดี มันก็หนีการสืบพันธุ์ไปไม่พ้น จะหนีการที่จะมีคู่ผัวตัวเมียสำหรับการสืบพันธุ์ไปไม่พ้น ในเรื่องการผ่านโลกนี้. ผ่านโลกดี มันต้องมีคู่ผัวตัวเมียที่ดี ที่ให้ความรู้ความเจนจัดในทางฝ่ายวิญญาณ ว่าชีวิตเป็นอย่างไร ? บ้านเรือนเป็นอย่างไร ? ลูกผัวเป็นอย่างไร ? อะไรเป็น อย่างไร ? นี้ จนรู้จักสิ่งเหล่านี้ดี จนเฉยได้ จนเบื่อระอาได้. ถ้าผ่านไปได้ไม่ดี ก็ไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักระอา ไม่รู้จักเฉย. เพราะฉะนั้นผัวเมียที่ดีจะต้องช่วยกัน และกัน ให้เกิดความสว่างไสวในทางวิญญาณ ; ไม่ใช่เพื่อให้มาลุ่มหลงอยู่ที่นี้. เพราะฉะนั้นภรรยาก็ควรจะเป็นเพื่อนคู่หูเดินทางไปนิพพานของสามี ; สามีก็ เป็นคู่เดินทางไปนิพพานของภรรยา. พระพุทธภาษิตในสูตรนี้พูดถึงแต่บุตรภรรยา ; เพราะเขาพูดแก่ผู้ชาย คนที่กำลังฟังนั้นเป็นผู้ชาย จึงพูดถึงแต่บุตรภรรยา. ถ้าพูดทั่วไปก็ต้องพูดว่า บุตรภรรยา และสามี. แม้ว่าเวลานี้ คนหนุ่มคนนี้เขาจะนึกไปในทำนองว่าเป็น คู่สนุกสนาน ในการแสวงหาความสนุกสนาน ในทางเนื้อหนังก็ตามใจ มันก็เป็น ชั่วขณะ ; แล้วก็รู้ความหมายทั้งหมดของธรรมชาติ ของวิวัฒนาการนี้ ว่ามนุษย์ ต้องไปนิพพานเป็นที่สุด เป็นที่สุดจุดหมายปลายทาง, เพราะฉะนั้นการมี ภรรยาสามีก็เพื่อจะเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก บุกบั่นไปในการเดินทาง เพื่อจะไปนิพพาน ; อย่ามาติดต้นอยู่ที่นี่ มันจะน่าสมเพช แล้วจะไม่ดีไปกว่าสัตว์ หรือต้นไม้ เมื่อมนุษย์มีใจสูงลิบไปกว่าสัตว์และต้นไม้ ก็ควรจะเดินทางได้ไกลกว่า. คุณอาจจะเห็นว่า นี่เป็นเรื่องมากไปเสียแล้วก็ได้ ที่พูดว่าแม้กระทั่ง ลูกก็จะต้องเป็นผู้รับมรดกการเดินทางไปนิพพาน, ผัวเมียนี้ก็เป็นผู้ที่จะเป็น เพื่อนทุกข์เพื่อนยาก ในการเดินทางไปนิพพาน ไม่ใช่มาติดต้นอยู่ในที่นี้ ; ให้มองไปในแง่เป็นอุดมคติสูงสุด.

น.520 พูดกันแต่เพียง ๓ ชั้นนี้ก็พอแล้ว มากนักมันก็จะยุ่ง ว่าในแง่วัตถุ ทางชีววิทยา บิดามารดา ผัวเมีย ลูกเป็นอย่างนี้ ; ในแง่ทางสังคมวิทยา หรือมนุษยวิทยา หรืออะไรเทือกนั้น พ่อแม่ ผัวเมีย ลูก เป็นอย่างนี้ ; ในทางอุดมคติสูงสุดทางฝ่ายวิญญาณ (spiritual) ก็ไกลไปกว่านั้น คือเป็นเรื่อง เกี่ยวกับจุดหมายปลายทางของมนุษย์คือพระเจ้า หรือนิพพาน. ทิศต่อไปก็พ้นจากเรื่องทางวัตถุแล้ว คือครูอาจารย์ ญาติ มิตร สมณ- พราหมณ์บ่าวไพร่นี้. ทิศเบื้องขวา คือครูบาอาจารย์ ในทางวัตถุ ในทางชีววิทยา ไม่มีความหมายอะไร, คือไม่ใช่เป็นเรื่องทางวัตถุ เพราะฉะนั้นเราจะไม่พูด ; ก็เหลือแต่ทางสังคมวิทยา หรือสังคมมาตรฐาน. เขาก็มักจะเห็นกันว่า ครูบาอาจารย์นี้ เป็นคนรับจ้างสอนหนังสือเป็นอาชีพ. เขามักจะมองอาจารย์ กันแต่เพียงว่า อาจารย์นี้เป็นผู้รับจ้างสอนหนังสือ สอนวิชาความรู้เพราะ เป็นอาชีพ ; อย่างมากก็เป็นเพียงที่ปรึกษาหารือในปัญหาต่าง ๆ แล้วก็ได้ ประโยชน์แก่กันและกันในทางวัตถุ. แต่เมื่อเรามองในแง่ที่สูงขึ้นไป เป็น อุดมคติในฝ่ายวิญญาณแล้ว ก็ต้องมองเห็น แล้วพูดออกมาว่า ครูบาอาจารย์เป็น ผู้นำทางฝ่ายวิญญาณ ; หรือว่าเป็น ผู้ยกสถานะทางวิญญาณของคนเรา ให้สูง ขึ้นในระยะต้นๆ: เพราะว่าครูบาอาจารย์นี้หมายถึง ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ทั่วไป ตามบ้านตามเมือง ที่เป็นการศึกษาในเบื้องต้น, อบรมมารยาทในเบื้องต้น, อบรมศีลธรรมในเบื้องต้น ; แต่ถึงกระนั้นก็ควรมองกันในฐานะเป็นผู้นำของ คนเราในทางวิญญาณ ไม่ใช่ลูกจ้างสอนหนังสือเลี้ยงชีวิต. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ แทบว่าจะทั้งหมดมองครูบาอาจารย์ในฐานะเป็นลูกจ้าง รับจ้างพ่อแม่ของเรา, รับจ้างรัฐบาลซึ่งอยู่ได้ด้วยพ่อแม่ของเรานี้, เป็นลูกจ้าง สอนหนังสือให้แก่เรา ก็เลย ไม่เคารพอย่างเป็นปูชนียบุคคล. สมัยโบราณเขาให้

น.521 เด็ก ๆ มองครูบาอาจารย์เป็นปูชนียบุคคล ผู้มีพระคุณสูงสุด ไม่ใช่ลูกจ้าง. ทีนี้ วัฒนธรรมตะวันตกไม่สอนอย่างนี้ สอนให้เป็นเพื่อนกัน สอนให้ลดลงมา เป็น ทำนองไม่ใช่ปูชนียบุคคล. โลกมันจึงปั่นป่วนวุ่นวาย ระส่ำระสาย เพราะ วัฒนธรรมบ้า ๆ บอ ๆ แบบนั้น พวกเราที่เป็นไทยพุทธบริษัทนี้จะต้องถือว่า ครูบาอาจารย์นี้เป็นปูชนียบุคคลสูงสุด ระดับหนึ่ง, เป็นผู้ยกสถานะทางวิญญาณ ของกุลบุตรให้สูงขึ้นในระดับแรก ; ทิศเบื้องขวามีความหมายอย่างนี้. ทิศเบื้องซ้ายคือ ญาติและมิตร. ญาติก็หมายถึง ผู้ที่สืบสายโลหิต โดยตรง อันได้แก่เป็นญาติทางสายโลหิต ; และเป็นญาติในทางธรรม ก็คือเป็น ญาติโดยทางมีความเข้าใจตรงกัน ในทางอุดมคติ ก็ได้มาเป็นพวกกัน ช่วยเหลือ เกื้อกูลแก่กันและกันในทางธรรม ก็เรียกว่าเป็นญาติในทางธรรม. ความหมาย สำคัญมันอยู่ที่ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน. แม้เป็นญาติโดยสายโลหิต ถ้าไม่ช่วยกัน ก็นับว่าไม่ใช่ญาติ. ส่วนคนที่ไม่ใช่ญาติโดยสายโลหิต แต่เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ช่วยเหลือคุ้นเคยผูกพันกันอยู่ ก็กลายเป็นญาติ, และกลับจะเป็นญาติมากเสียกว่า. คำว่า "ญาติ" มาจากคำว่ารู้ คือรู้สึก ; รู้สึกว่า เป็นผู้ที่เราต้อง รับรู้หรือรู้สึก หรือสนใจอยู่เสมอ. ส่วนคำว่า "มิตร" นั้นหมายถึงความรักใน ทางเมตตา ; พอมีความรักก็เป็นมิตรขึ้นมาทันที. รวมแล้วไปด้วยกันได้ คำว่า ญาติ" กับ "มิตร" นี้มีหัวใจคล้ายกัน; เพราะฉะนั้นจึงเอามาไว้ทิศเดียวกัน ทั้งญาติทั้งมิตร. สองสิ่งนี้ไม่มีความหมายในทางวัตถุ ไม่สามารถบัญญัติความ หมายอะไรได้ในทางวัตถุ ; ไม่เหมือนกับลูกเป็นวัตถุออกมาจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ; แต่จะมีความหมายทางสังคม. คือว่าเห็นอยู่ได้ง่ายๆ ว่า เป็นผู้ที่ช่วยเหลือกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขแก่กัน : เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความปลื้มใจ ในเมื่อธุระการงานเกิดขึ้น. อยู่ในโลกมันเต็มไปด้วยธุระการงาน และการงานเป็นของหนัก. ทีนี้การงานเป็น

น.522 ของเบาไปได้ก็เพราะมีมิตรรอบด้าน ; สิ่งต่าง ๆ สำเร็จไปได้ก็เพราะการร่วมมือ ของคนทุกคนที่เป็นมิตร. นี่ทางสังคมมันก็เป็นอย่างนี้ในระดับกลาง ๆ. ในระดับสูงเป็นอุดมคติฝ่ายวิญญาณ มิตรก็ไม่ใช่อย่างอื่นอีก ก็ต้อง เป็นเพื่อน เคียงข้างกันไป สำหรับไปนิพพานอีกเหมือนกัน ; เพราะฉะนั้น มิตรที่แท้จริงก็ได้แก่ผู้ที่คอยช่วยเหลือตักเตือน ซึ่งกันและกัน, ประคับประคอง ซึ่งกันและกัน ให้ดำเนินไปแต่ในทางดี และสูงไปทางนิพพาน ; เป็นเพื่อนที่ คอยตักเตือนเมื่อเราเผลอ. เพื่อนจะคอยให้สติ อย่าให้ลืม หรือหลงทาง จนกระทั่งว่าไปถึงนิพพาน ; คอยกระซิบข้างหู ไม่ให้ลืมได้ แม้ในวินาทีที่จะ ตายแล้ว. นี้จึงจะเรียกว่าเป็นอุดมคติของคำว่ามิตร. ส่วนอุดมคติที่กินเหล้า ด้วยกัน เที่ยวผู้หญิงด้วยกันอะไรนั้น เป็นมิตรอย่างภูตผีปีศาจ ไม่รวมอยู่ใน ความหมายนี้ ไม่เป็นอุดมคติอะไร ; แล้วจะกลายเป็นเรื่องทางวัตถุ คือเพื่อน กินเหล้า เพื่อนสำมะเลเทเมา เป็นเรื่องเนื้อหนังไป. ความหมายของคำว่า "สมณพราหมณ์" ทิศเบื้องบน เบื้องสูง บนหัว คือสมณพราหมณ์. บางคนอาจจะไม่เคยฟังคำว่า "สมณพราหมณ์" ; จะจำกัด ความสั้น ๆ เพื่อให้ง่ายแก่การจดจำหรือเข้าใจว่า สมณะ หมายถึงบรรพชิต ประเภทที่ไม่ครองเรือน ; พราหมณ์ เป็นบรรพชิต หรือครึ่งบรรพชิต ที่ ครองเรือน แต่ก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน. พระในบ้านเรือน ตามบ้านเรือน มีการครองเรือน มีลูกมีเมีย ก็เป็นพระประเภทหนึ่ง เขาเรียกว่าพราหมณ์. พระที่ไม่มีการครองเรือน คือไปไกลมาก อิสระมาก สูงมาก เขาเรียกว่า สมณะ. เอามาบวกกัน เรียกว่า "สมณพราหมณ์" แปลว่า สมณะ และ พราหมณ์. นี้มันเป็นภาษาอินเดีย ชาวอินเดียพูด พระพุทธเจ้าพูดอย่างภาษา ของชาวอินเดีย ก็พูดว่าสมณพราหมณ์ ; ตามที่มีอยู่จริงในสมัยนั้น.

น.523 สมณะก็คือนักบวชที่ไม่มีการครองเรือน เช่นเดียวกับองค์พระพุทธเจ้า เอง รวมทั้งนักบวชเหล่าอื่น. ทำหน้าที่เหมือนกันคือ การยกสถานะทางฝ่าย วิญญาณ หรือแก้ไขปัญหาทางฝ่ายวิญญาณในระดับสูง. พวกพราหมณ์เป็นพวก ครองเรือน ก็ไปสู่ระดับสูงไกลนักไม่ได้ ; หรือบางทีก็หมายถึงการกระทำ ที่ได้เข้าใจผิดกันมาแต่ดึกดำบรรพ์แรกเริ่มเดิมที. ความสูงทางวิญญาณของพวก พราหมณ์ก็หมายถึงบูชายัญ ให้ได้ตายไปเกิดในสวรรค์ ในโลกที่สูงสุด. พราหมณ์มักจะเป็นเสียอย่างนี้ เป็นที่พึ่งทางวิญญาณชนิดมิจฉาทิฏฐิ ; ทำการ บูชายัญหลายอย่างหลายชนิด กระทั่งฆ่าคนเพื่อบูชายัญให้แก่พระราชา เพื่อตาย ไปเกิดในสวรรค์. ฝ่ายสมณะไม่ทำอย่างนั้น ช่วยให้ทำการบูชายัญเหมือนกัน แต่บูชายัญอย่างอื่น ; เช่นบูชายัญด้วยการสละเสีย ซึ่งตัวกู - ของกู เพื่อไป นิพพานโน้น ไปสู่สิ่งสูงสุดคือนิพพาน. แต่อย่างไรก็ตาม ก็เอาความมุ่งหมาย เดียวกัน ที่ว่าต้องการความสูงสุดฝ่ายวิญญาณจึงเอาไว้ข้างบน เป็นทิศเบื้องบน เป็นสมณพราหมณ์. ทีนี้เรามองดูความหมาย ที่มีอยู่เป็นชั้น ๆ : ความหมายของสมณ- พราหมณ์ในทางฝ่ายวัตถุ ฝ่ายชีววิทยานั้นมีไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องทางวิญญาณ ล้วน ทางจิตใจล้วน. ถ้าจะมองกันอย่างอันธพาลหน่อยก็ว่าเป็นคนขอทาน ; ฝ่ายวัตถุเป็นคนขอทาน ทำข้าวปลาอาหารให้เปลือง โดยไม่ทำการงานอะไร, เอาเปรียบ เหมือนกับเรื่องในพระบาลี ในกสิสูตร ก็มีอยู่สูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้า จะไปทรมานพราหมณ์คนสำคัญคนนี้ ทรงถือบาตรไปยังที่เขากำลังไถนาอยู่. พราหมณ์นี้ก็พูดตะเพิดไล่พระพุทธเจ้าว่า ไปทางอื่นซิ, ไปทำไร่ไถนา ไปทำมา- หากิน,ซิ อย่าเอาเปรียบ, อย่าถือบาตรมายืนขออยู่อย่างนี้ซิ. พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า ฉันก็ทำนานี่ ทำไมแกว่าอย่างนั้น พราหมณ์นั้นก็แย้งถามว่าทำนาอย่างไร ไม่เห็นมีควายมีไถอะไรเลย. พระพุทธเจ้า

น.524 ตรัสตอบเป็นคาถา มีใจความว่า : ศรัทธา เป็นข้าวพืชสำหรับหว่าน ; ตบะความเพียร เป็นน้ำสำหรับทำนา ; มีหิริโอตตัปปะเป็นคันไถ เป็น เชือกชักแล้ว ; ว่าอะไร ๆ ไปอีก จนกระทั่ง พราหมณ์เกิดแสงสว่างขึ้นมาใน เวลานั้น กลายเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นอริยบุคคล. แต่สำหรับพวกวัตถุนิยม เห็นแก่วัตถุก็เห็นว่า พวกสมณะนี้ก็ดีแต่กินข้าวฟรีเท่านั้นเอง ไม่ทำไร่ไถนา ไม่ทำมาหากินคอยแต่จะกินฟรี ; ในสายตาของพวกวัตถุนิยมมันก็เป็นอย่างนี้. ที่เราเห็นกันอยู่ รับรองกันอยู่ สถาบันของสมณพราหมณ์ก็คือ เขายก ไว้ให้เป็นบุคคลอยู่ในระดับสูงและศักดิ์สิทธิ์ สำหรับประกอบทำพิธี แนะนำ สั่งสอน ; พูดง่าย ๆ ก็คือว่า มีไว้สำหรับไหว้ สำหรับประกอบพิธี. ภาพ ในโรงมหรสพทางวิญญาณของเรา ภาพนั้นก็ดีเหมือนกันที่ว่า "สมัยนี้พวกเราเอา แต่ไหว้ พอบอกให้ประพฤติธรรมก็กำหู". คนสมัยนี้มีสมณพราหมณ์ไว้ ก็เพียง สำหรับไหว้ แล้วสำหรับทำพิธีเท่านั้น พอจะให้ประพฤติตามหลักธรรม ก็เฉยเสีย เอามืออุดหูเสีย ; กำลังเป็นอย่างนี้มากขึ้นทั่วโลก. สมณพราหมณ์ก็ลดลงมา เหลือแต่เพียงมีไว้ไหว้. มีไว้ทำพิธีเท่านั้น. แต่ว่าอุดมคติทางฝ่ายวิญญาณนั้น สมณพราหมณ์มีไว้สำหรับยกสถานะ ทางวิญญาณ ให้ถึงระดับสูงสุด ; เป็นผู้นำทางวิญญาณ หรือยกฐานะทางวิญญาณ ให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้ ควรจะถึง. เพราะฉะนั้นจึงเอามาไว้เป็นทิศ เบื้องบน อยู่บนหัว. นี่ต้องมองให้เห็นความสูงนี้ให้ได้ จึงจะรู้จักสิ่งนี้ หรือ ความสูงของความหมายแห่งความเป็นมนุษย์ หรือสิ่งที่มนุษย์ควรจะต้องได้ต้องถึง. นี้เป็นทิศเบื้องบน มีความหมายเป็นชั้น ๆ อย่างนี้. ทิศสุดท้ายทิศเบื้องต่ำ อยู่ข้างล่างเรียกว่าบ่าวไพร่, ใช้ภาษาโบราณว่า บ่าวไพร่. ส่วนสมัยประชาธิปไตยสมัยปัจจุบันเขาเกลียดคำนี้ เขาเขี่ยทิ้งไปไว้ไหน

น.525 ก็ไม่รู้ ; แต่ก็ด้วยความโง่. สิ่งที่เรียกว่า "บ่าวไพร่" มันก็ยังมีอยู่ เพราะ เมื่อคนหนึ่งมีอำนาจ คนที่ไม่มีอำนาจก็ต้องตกอยู่ข้างล่างเสมอไป, เป็น เบี้ยล่างเสมอไป นั่นแหละคือบ่าวไพร่ในความหมายใดความหมายหนึ่ง ทีนี้คำว่า "อำนาจ" นี้มันไม่ใช่เป็นอำนาจอย่างทางอาวุธ ทางกำลังเสมอไป; มันมีอำนาจ เงิน มีอำนาจสติปัญญา มีอำนาจอะไร ๆ อีกหลาย ๆ อย่างที่เขาใช้. เมื่อเขาใช้ อำนาจอะไรสำเร็จ คนที่ถูกใช้ ก็กลายเป็นบ่าวไพร่. ฝรั่งเอาเงินมาล่อคนไทย ให้กลายเป็นบ่าวไพร่ไปเสียเมื่อไรก็ได้. ระวังให้ดี คำว่า "บ่าวไพร่" ยังไม่หมด ยังไม่มีทางที่จะหมดได้ ตลอด เวลาที่อำนาจยังมีอยู่ในโลก; นี้ก็เข้ากับพุทธภาษิตที่ว่า "วโส อิสฺสริยํโลเก" อยู่เสมอไป อำนาจเป็นใหญ่ในโลก. ผู้หญิงก็เอาผู้ชายเป็นบ่าวไพร่ได้ เพราะมีความสวย ความงามของเขาเป็นอำนาจ. ผู้ชายที่มีปริญญายาวเป็นหาง ก็อาจจะมาง้อผู้หญิง ที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความสวยงามนี้ก็ได้. ภาพเขียน ปริศนาธรรม เขาให้ผู้ชายถือดาบ มีเวทมนต์คาถาอาคมอะไรมาอย่างสมบูรณ์ ; ในที่สุดก็มาพ่ายแพ้แก่นางยักขินี ที่ปลอมเป็นผู้หญิงสวย โหนชิงช้าเล่นอยู่ที่ โคนไม้. นี่คืออำนาจที่ลึกลับ ที่ทำคนให้เป็นบ่าวไพร่. เดี๋ยวนี้ก็มีลูกจ้าง มีกรรมกร มีผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาใต้อำนาจ ; มันก็ อยู่ในลักษณะที่เป็นทิศเบื้องล่างนี้ทั้งนั้นแหละ. ผู้อยู่ต่ำกว่าในลักษณะใดก็ตาม ก็ถือว่าอยู่ในทิศเบื้องต่ำทั้งนั้น เราต้องมองดูแล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง. ในทางวัตถุ เขามีทาส มีบ่าวไพร่ เอาไว้ใช้งาน, เอาไว้ทำปู้ยี่ปู้ยำ เล่นตามความต้องการของตน ; นั้นมันเป็นความหมายป่าเถื่อนทางวัตถุ และก็พ้น สมัยไปแล้วในปัจจุบันนี้. ก่อนนี้เขาซื้อขายคนกันได้, เอาไปเป็นทาส แล้วเอาไป

น.526 ทำอะไรก็ได้ทั้งทาสหญิงทาสชาย. เดี๋ยวนี้ก็มีความหมายเป็นผู้รับใช้ ; เรามีอำนาจ อะไรอันหนึ่ง ทำให้เขายอมมาเป็นผู้รับใช้ ; นี้ความหมายทางสังคมทั่วไป บ่าวไพร่มีไว้ใช้สอย มีไว้ประดับเกียรติ ในที่สุด. เขามีบ่าวไพร่ไว้เพื่อประดับ เกียรติก็มี, เอาไว้เป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหาประโยชน์ หรือเป็นเครื่องเอา เปรียบอยู่ โดยความหมายหนึ่งก็มี. คนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแล้วทำอะไร ได้เมื่อไร สติปัญญามันผลิตอะไรได้เมื่อไร ; มันต้องใช้แรงงานลงบนใคร หรือ บนคนหมู่ใดหมู่หนึ่ง ผลผลิตมันจึงจะออกมา. เพราะฉะนั้นคนใช้ หรือกรรมกร หรือบ่าวไพร่ หรือทาสก็อยู่ในความหมายอันนี้ ; เป็นตัวแรงงานที่ผู้มีสติปัญญา จะใช้ให้ผลิตอะไรออกมา. นี่ความหมายทั่วไปทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ปรัชญาอะไรมันก็ไปได้เพียงแค่นี้. ถ้าดูทางฝ่ายวิญญาณ เป็นอุดมคติสูงสุดทางฝ่ายวิญญาณ ก็ขอให้ดูด้วย ความเคารพ ว่าทาส หรือบ่าวไพร่ นี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่จะเดินทางไป นิพพาน ; มันเป็นบทเรียน. ผมอยากจะพูดอย่างนี้ด้วยซ้ำไปว่า บ่าวไพร่ ทาส บริวาร นี้เป็นบ่อเกิดสำหรับบุญ. คนเราต้องสงเคราะห์คนยากจน หรือ ผู้ที่ช่วยตนเองไม่ได้ มันจึงจะได้บุญ. ถ้าไม่มีคนเหล่านี้เสียแล้ว ไม่มีใครจะทำ บุญอะไรได้. เพราะฉะนั้นคนที่ขาดแคลน คนที่ไร้สมรรถภาพ คนช่วยตนเอง ไม่ได้นั่นแหละ มันเป็นบ่อเกิดแห่งบุญ ; กระทั่งคนตาบอด คนพิการอะไรก็ตาม มันเป็นบ่อเกิดแห่งบุญ. บ่าวไพร่เขามาฝากเนื้อฝากตัวให้เราช่วย ก็ควรจะมอง ไปในแง่ที่ว่า เขามาทำให้เราได้บุญ อย่าไปกดขี่ ข่มเหงเขา เอาเปรียบเขา. แม้แต่ลูกจ้าง แม้แต่ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ก็จงมองเขาอย่างนี้ มันจึงจะเป็น อุดมคติทางวิญญาณ. ทีนี้ บุญที่ต่ำ ๆ ก็คือเราเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณา เราก็ได้บุญ บุญที่สูงขึ้นไป ก็เพื่อที่เราจะทำลายความเห็นแก่ตัวของเรา หรือควบคุมกิเลส

น.527 ของเรา. บ่าวไพร่ก็เป็นฝ่ายที่ต้องจำนนจำยอมด้วยความจำเป็น เราค่าเขาก็ได้ เราตีเขาก็ได้ ; นั่นมันจะทำให้เรามีกิเลสมากขึ้น ทำให้เป็นบ้ามากขึ้น ; จะตก นรก. ทีนี้ถ้าเอามาสำหรับเป็นบทเรียน สำหรับเราฝึกหัดบังคับตนเอง ไม่โกรธ ไม่เอาเปรียบ แล้วก็ไม่ด่าเขา อดกลั้นโทสะได้. ถ้าใครอดกลั้นโทสะแก่ บ่าวไพร่ได้ ก็หมายความว่า มันอดกลั้นได้ถึงที่สุด ; เพราะเป็นผู้ที่สำหรับใคร ๆ จะไม่อดกลั้น. ทีนี้เราจะไม่ยอมให้เราลุอำนาจแก่โทสะจริตหรือไม่เห็นแก่ตัว ; ฉะนั้น บ่าวไพร่ก็มาในฐานะเป็นผู้ช่วยสนับสนุนให้ไม่เห็นแก่ตัว ช่วยสนับสนุนให้นาย ดีขึ้น สูงขึ้นจากความไม่มีบุญ มาเป็นผู้มีบุญ, มาเป็นผู้ที่หมดตัวกู - ของกูได้ เหมือนกัน. ถ้าใช้บ่าวไพร่เป็นบทเรียน ฝึกหัดให้ทำลายตัวกู - ของกู มันก็ทำได้ ดีมาก; เพราะตามธรรมดามันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความอดทนของนาย. มันกลาย เป็นเครื่องที่ทำให้นายต้องฝึกฝนตัวเอง ปฏิบัติตัวเองให้เกิดความอดกลั้น อดทน ไม่เห็นแก่ตัว ; นับตั้งแต่ต้องช่วยเหลือเลี้ยงดูเขา เอาใจใส่เขา รักเหมือนลูก เหมือนหลาน ; แม้บ่าวไพร่ไม่สบายเจ็บไข้ ก็ไปเอาใจใส่เหมือนกับลูกกับหลาน ; นั่นคือธรรมเนียมโบราณมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล. เพราะฉะนั้นระบบทาสของพวกพุทธบริษัทไม่จำเป็นจะต้องเลิก ระบบ ทาสของพวกภูตผีปีศาจเท่านั้นจะต้องเลิก จะได้เป็นประชาธิปไตย. ระบบทาส อย่างธรรมะนี้ไม่จำเป็นต้องเลิก ไม่ควรเลิก เพราะคนที่ด้อยสมรรถภาพช่วยตัวเอง ไม่ได้นี้ ยังคงมีอยู่ในโลกทั่วไป ; เราก็ต้องช่วยเขา มาให้อยู่ในความอุปการะ ทุกประการ. มันก็เป็นทาสอยู่ในความหมายนั้นแหละ หลีกไปไหนไม่พ้น ในเรื่องเป็นบ่าวไพร่หรือเป็นผู้ที่จะต้องถูกเลี้ยงดูอย่างบ่าวไพร่ ; แต่นี้มันเปลี่ยน เป็นว่าเอาเป็นบุญเป็นกุศลกันดีกว่า ; ฉะนั้นเราสงเคราะห์ผู้ที่ด้อยสมรรถภาพนั้น อย่างเอาบุญเอากุศลกัน เหมือนที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ ; มันก็ต้องเอาสิ่งอื่นมาล่อ

น.528 มาดึง มาจูงกันเป็นการใหญ่. เหมือนสมัยพุทธกาลเขาก็ใช้ : เศรษฐีเลี้ยง บ่าวไพร่ บริวารไว้มากมาย แล้วก็ช่วยเหลืออุ้มชู ; บางทีหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน อยู่ในความอุ้มชูของเศรษฐีคนหนึ่งเท่านั้น. พระเจ้าแผ่นดินก็มอบหมายให้ ; แล้วไม่มีการกดขี่ มีอะไรมีด้วยกัน เป็นอะไรเป็นด้วยกัน ; ถึงวันพระแปดค่ำ ไปวัด ไปรักษาศีล ไปทำทานทำอะไรด้วยกัน. มันกลายเป็นทาสที่มีความสุข ไม่อยากจะหลุดไปจากความเป็นทาส เพราะตนเองมันด้อยสมรรถภาพ ช่วยตัวเอง แท้ ๆ ไม่ได้. นี่รวมความแล้วก็ว่า ผู้ที่ต้องเข้ามาพึ่งพาอาศัยใบบุญอะไรก็ตาม อยู่ใน ทิศเบื้องต่ำ จะต้องมองดูเขาในลักษณะอย่างนี้ ; อย่ามองดูกันในลักษณะผู้ที่ ควรกดขี่ ผู้ที่ควรเอาเปรียบ ผู้ที่ควรทำนาบนหลังเขา อะไรทำนองนี้ ; นั่นมัน ไม่ถูก ความหมายของคำว่า "บ่าวไพร่" ในทางที่เป็นอุดมคติทางฝ่ายวิญญาณ. ฉะนั้นมันก็เลยเอาทาสหรือบ่าวไพร่นี้เป็นทิศ ๆ หนึ่งที่ต้องให้ความเคารพต้องไหว้, เป็นทิศที่ต้องไหว้ด้วย. เราได้พูดกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าทิศทั้งหลายนี้เป็นสิ่งที่ต้องไหว้ มานพนั้นกำลังไหว้ทิศทั้งหลายอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การไหว้ทิศของอารยชน เขาไม่ได้ไหว้อย่างนั้น ; เขาไหว้กันอย่างนี้ คือให้ความเคารพแก่ทิศเบื้องหน้า - คือบิดามารดา, ทิศเบื้องหลังคือ บุตรภรรยา, ทิศเบื้องขวาคือ ครูบาอาจารย์, ทิศเบื้องซ้ายคือ ญาติมิตร, ทิศเบื้องบนคือ สมณพราหมณ์, ทิศเบื้องต่ำคือ บ่าวไพร่ ; ต้องไหว้. ใช้คำว่าไหว้บ่าว คือให้ความนับถือ ให้ความเคารพ ให้ความเอาใจใส่ ; จัดไว้ในฐานะที่ว่า จะเป็นผู้ร่วมทางเดินกันไป ในทางบุญ กุศล และเดินไปหานิพพานด้วยเหมือนกัน. ทั้งหมดนี้กลายเป็นเรื่องไปนิพพาน. ทั้ง ๖ ทิศเราไหว้ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง แล้วก็จะไปนิพพาน. วันนี้จะไม่พูดอะไรมาก นอกไปจากว่าคำพูดคำหนึ่งมันมีความหมาย หลายชั้นอย่างนี้; ไปลองทบทวนดู. คำว่า "พ่อแม่" ความหมายต่ำเตี้ยก็เป็น

น.529 เรื่องเพียงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เหมือนกับสัตว์ผู้สัตว์เมีย หรือต้นไม้ที่มีการสืบพันธุ์ ทางเพศผู้เพศเมีย. ทางสังคมสูงขึ้นมา พ่อแม่คือผู้รับผิดชอบต่อบุตร. สูงขึ้น ไปถึงอุดมคติ พ่อแม่คือพระอรหันต์ประจำบ้านเรือน. คำว่า “บุตร" ความหมายต่ำก็คือ ผลิตผลที่เกิดมาจากการสืบพันธุ์. ความหมายสูงขึ้นมา ก็เป็นผู้ที่จะทำความปลื้มใจให้แก่พ่อแม่ด้วยการสืบสกุล. ความหมายสูงสุดก็ว่า ผู้ที่จะได้รับมรดก การเดินทางไปนิพพานต่อจากพ่อแม่ ที่จะไปถึงให้ได้. คำว่า "ภรรยา" ความหมายต่ำ ก็เป็นผู้สืบพันธุ์เหมือนพืชและสัตว์. ทางสังคมเอาไว้เป็นเครื่องช่วยบำบัดปัญหาต่าง ๆ ทางความรู้สึก ทางอะไรตาม ธรรมชาติบ้าง ; เป็นเครื่องโอ้อวดกันบ้าง, เป็นเครื่องแสวงหาความสุขอย่าง โลก ๆ บ้าง. แต่ความหมายสูงสุด ภรรยาคู่ผัวตัวเมียนี้ก็จะต้องเป็นผู้แบ่งเบา ภาระหนัก ในการเป็นอยู่ในโลกนี้ เพื่อให้เกิดการศึกษา เข้าใจชีวิตในส่วนลึก เพื่อจะเบื่อหน่าย เพื่อจะพ้นจากโลก เพื่อจะไปเหนือโลกด้วยกัน ; ไม่ใช่เป็น เพื่อนลุ่มหลงกันอยู่ที่นี่ แต่เป็นเพื่อนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้มันก้าวหน้าไป ในทางสูง. "ครูบาอาจารย์" นี้ ไม่ใช่คนที่รับจ้างสอนหนังสือเป็นอาชีพ หรือ ใช้สติปัญญาเป็นสินค้าขายแก่กุลบุตร เอาเงินมาเลี้ยงชีวิต. ครูบาอาจารย์ต้อง เป็นผู้นำทางฝ่ายวิญญาณ เพื่อไปนิพพานแม้ในระยะเริ่มต้น. “ญาติมิตร" ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เพื่อนกินเหล้า เพื่อนอบายมุข หาความเพลิดเพลินให้แก่กิเลส. มันต้องเป็นเพื่อนช่วยเหลือกันและกัน ในหน้าที่ การงานของมนุษย์. ความหมายสูงสุดก็เดินเคียงข้างกันไปเรื่อย กว่าจะถึง นิพพาน.

น.530 "สมณพราหมณ์" ไม่ใช่คนขอทาน กินอาหารของชาวบ้านฟรี เอา เปรียบผู้อื่น เป็นกาฝากสังคม เหมือนที่เขาพูดกัน. ความหมายที่เขาใช้กันอยู่ เดี๋ยวนี้ มันกลายเป็นเอาไว้ไหว้ เอาไว้ทำพิธีเสียมากกว่า. แต่ความหมายสูงสุด ต้องเป็นผู้นำ หรือผู้ยกสถานะทางวิญญาณ ในระดับสูงสุดของโลก ไม่ใช่ของเรา คนเดียว. "บ่าวไพร่" ก็ไม่ใช่บุคคลที่เราจะทำนาบนหลังเขา ต้องเป็นผู้ที่มีไว้ สำหรับให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ตามที่ว่ากรรมมันจำแนกคน สัตว์ทั้งหลาย กรรม เป็นผู้จำแนกให้มีวรรณะ ให้มีชั้น มีวรรณะซึ่งมันเลิกไม่ได้. อย่าอวดดีไปว่า จะให้เลิกชั้นวรรณะ นั้นมันเลิกไม่ได้ พูดไปแต่ปากบ้า ๆ บอ ๆ เท่านั้น. เพราะว่ากรรมมันเป็นผู้จัดให้เกิดชั้นวรรณะ ขึ้นมาโดยธรรมชาติ ไม่ใช่คนจัด ; เพราะฉะนั้นคนจึงเกิดมามีกรรมมาก มีบาปมาก มีพิกลพิการ ด้อยสติปัญญา มันก็เป็นชั้น ; มันจะมีการเป็นอยู่เหมือนกันไม่ได้. ที่จะเป็นอยู่เหมือนกัน นั้นแหละเป็นต้นตอให้เกิด dialectic materialism เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นอะไร ขึ้นมา; นี่ก็เพราะไม่รู้เรื่องกรรม. เราก็ยกสถานะของเขาว่า เขามีกรรม เหมือนเราเหมือนกัน ; แล้วก็ช่วยแก้ไขไปตามเรื่อง. คนที่ด้อยสมรรถภาพ ไร้สติปัญญามาโดยธรรมชาติ มาโดยกำเนิด ทางสติปัญญาก็ตาม ทางร่างกายก็ตาม ต้องช่วยเขาด้วยความเคารพ เหมือนกับไหว้. ความหมายในระดับต่าง ๆ กันของคำแต่ละคำ ที่มาเป็นชื่อของทิศที่เรา จะต้องไหว้ ในเมื่อเราเป็นผู้ครองเรือน เป็นคฤหัสถ์ มันมีอยู่อย่างนี้ ; จะมาก จะน้อย จะหนักจะเบาอะไรก็ตาม ก็ไปคิดดูเอง ; แต่ว่ามันหลีกไม่พ้น จะต้องทำ แล้วก็ต้องทำให้ถูก. ถ้ากลัวก็อย่าไปเป็นคฤหัสถ์, ถ้าอยากเป็นคฤหัสถ์ก็อย่ากลัว ; จะต้องทำให้ถูกต้อง ; ก็เป็นเรื่องประพฤติธรรมที่สูงสุดอยู่ในตัว ในความเป็น คฤหัสถ์นั้น. พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องทิศโดยความมุ่งหมายอย่างนี้. พอกันที่เวลาหมดเท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต