Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๓ (ทิศธรรม) — หลักปฏิบัติ ต่อ ทิศเบื้องหน้า

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.531 คำบรรยายสำหรับฆราวาสเรื่องทิศ ตอนนี้ก็จะได้ พูดถึง ความหมายที่จะต้องใช้ทั่ว ๆ ไป. ในตอนที่แล้วมา เรามองดูความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "ทิศ" กันอย่างวงกว้าง และสูงถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นเรื่องไปนิพพานไปทั้งหมดก็ได้ ; ทีนี้คนที่เขาไม่มองอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมรับ. ถ้าเราพูดว่า การมีสามีภรรยานี้ก็เพื่อจะเป็นเพื่อน หรือภาษาโสกโดกก็ว่า เป็นคู่หูสำหรับที่จะเดินทางไปนิพพาน ; อย่างนี้ก็มีแต่คน หัวเราะ. ยิ่งสมัยนี้แล้วก็ยิ่งจะมีแต่คนหัวเราะ คือหาว่า อะไร ๆ ก็เพื่อจะไปนิพพาน ; แต่ผมก็ยังยืนยันอย่างนั้น อยู่เสมอด้วยเหตุผลหลายอย่าง. แต่เหตุผลที่ดีที่สุดก็จะต้องมี ในข้อที่ว่าเราจะได้ประโยชน์มากที่สุด. ถ้าเราถือหลักอย่างนี้ เราก็จะได้ประโยชน์มากที่สุด ; นี่เป็นเหตุผลที่ดีที่สุด. เหตุผลอื่น ๆ มันก็มีและมันก็จริงเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ดีเท่า ที่ว่าอันไหนมันจะได้ประโยชน์มากที่สุด อันนั้นก็เป็นเหตุผล ที่สุดและควรจะถือหลักอย่างนั้น. ๕๐๗

น.532 เรื่องที่จะไปนิพพานนี้ อย่าเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของทางศาสนา หรือ ของทางอุดมคติที่สูงเหนือโลกไปเสียหมด ; ให้ถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ตามหลักของวิวัฒนาการ. evolution นั้นอย่าถือว่ามีแต่ทางร่างกาย มันต้องมี ทางจิตด้วย. ถ้าไม่โง่เกินไป ก็จะเห็นว่า เรื่องทางกายกับเรื่องทางจิตนี้แยกกัน ไม่ได้. ถ้าแยกกันแล้วมันไปไม่ได้ มันเหมือนกับขาหัก หรือเหมือนกับตาบอด มันไปไม่ได้. มีแต่จิตก็เหมือนกับตาดีแต่ขาหัก ; มีแต่กายก็เหมือนขาดีเดินได้ แต่ตาบอด. คน ๆ หนึ่งในทางธรรมเขาใช้คำว่า "นามรูป" นี้ไม่ใช่ของสองอย่าง แต่เป็นของรวมกันเป็นอย่างเดียว. ถ้าขืนแยกกันก็จะไม่มีทั้งนาม และรูป ต้องอยู่ด้วยกันจึงจะมีทั้งนามและรูป ; นั่นแหละคือคน ๆ หนึ่ง. เพราะฉะนั้น ในวิวัฒนาการทางวัตถุล้วน ๆ มันก็มีไม่ได้ ทางจิตล้วน ๆ มันก็มีไม่ได้ ; เพราะว่ากายกับจิต มันต้องมีด้วยกัน ไปด้วยกัน คือต้องรวมตัวอยู่เสมอ. evolution ก็ต้องมีแก่สิ่งที่มันรวมกันอยู่ทั้งกายและจิต. ทีนี้มันจะวิวัฒน์ไปทาง ไหน ? พูดอย่างกำปั้นทุบดิน หรือพูดอย่างคนธรรมดาพูด ก็ต้องวิวัฒน์ไปในทาง สูงกว่าดีกว่าเจริญกว่า. ส่วนทางธรรมเขามองกันในแง่ที่ว่า ไปสู่ความสิ้นสุด หรือความดับ. วิวัฒนาการชนิดไหนก็ตาม ในที่สุดจะเป็นความสั้นสุด หรือความดับ สำหรับคำว่า "เจริญ" นั้นเขาไม่ค่อยให้ความสำคัญอะไร มันเป็นเรื่องของคนโลก หรือเป็นเรื่องของกิเลส; มันต้องการความเจริญโดยไม่มองว่า ความเจริญนั้น มันคือความทรมานชนิดหนึ่ง. นี่แหละผลสูงสุดก็คือไปสู่ความสิ้นสุด ความหยุด ความดับ ไม่ต้องเจริญกันต่อไปอีก. อันนั้นแหละเป็นจุดของสิ่งที่เรียกว่า "นิพพาน" ทางกายก็ได้ ทางจิตก็ได้ ; รวมกันก็คือทั้งหมดมันหยุดลง วิวัฒนาการ มันก็ไปจบลงที่นั่น.

น.533 เมื่อพูดถึงสุขหรือทุกข์ ทางธรรมะในชั้นสูง ไม่ได้ถือว่าความเจริญนั้น เป็นความสุข ; เพราะมันทรมานชนิดใดชนิดหนึ่ง. แต่เขาไปเอาความสิ้นสุด ความหยุด ไม่ต้องเจริญนั่นแหละมาเป็นความเย็น หรือเป็นความสุข. ถ้าใจเรา ยังหวังความเจริญ ยังดิ้นรนต่อความเจริญ มันยังหิวมันยังกระหาย มันยังกระวน กระวายโกลาหลอยู่ละก็ ไม่มีความเย็น. ถ้าเราต้องการเย็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ เราก็ ต้องหยุดหวังความเจริญ, หยุดบ้าความเจริญ, หยุดชนิดที่ว่าจะทำให้มันเกิดความ ทรมานชนิดนั้นขึ้นมา ; แต่แล้วเราก็ยังคงทำหน้าที่ต่าง ๆ ไปได้ ตามหน้าที่ ที่จะต้องทำ. เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ตาย ก็มีกินมีใช้ ; มันก็เป็นอยู่ได้เหมือนกัน, และนี่คือคำว่า นิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้. ถ้าจะเอานิพพานต่อตายแล้ว, ตายแล้วตายอีก - ตายแล้วตายอีก ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติ นั้นมันเป็นความเพ้อฝันมากไป ; แต่ว่าจะถือหลักอย่างนั้น ก็ได้เหมือนกัน เพราะมันต้องทำอย่างเดียวกัน, ต้องทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เพื่อให้มันสิ้นสุดหยุดการเวียนว่าย. เพราะฉะนั้นผัวเมียอาจจะเป็นคู่คิดนึก ศึกษา เพื่อหยุดเรื่องบ้าหลัง เรื่องอะไรต่างๆ แล้วก็อยู่กันอย่างเย็น ๆ ก็ได้เหมือนกัน ; ชีวิตผัวเมียนี้ก็ยังเป็นความเย็นขึ้นมาได้. นี่อุดมคติของวิวัฒนาการควรจะเป็น อย่างนี้; ฉะนั้นไม่ควรจะถือแต่เพียงว่า มีผัวเมียก็เพื่อจะมีความสนุกสนาน ทางเนื้อทางหนัง ทางกิน ทางกาม ทางเกียรติ นี้เป็นอย่างมาก. โดยเหตุ ที่คนธรรมดารู้จักแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องคู่ผัวตัวเมียก็เป็นเพียง เท่านี้ ; ก็เป็นเรื่องของชาวบ้าน เรื่องโรแมนติคของเด็กเสียมากกว่า; ไม่ใช่ อุดมคติทางพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นจึงถือหลักว่า ถ้าเป็นเรื่องของพุทธศาสนา ทุกอย่างต้อง เดินไปนิพพาน : จะเป็นนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ก็ได้, นิพพานต่อตายแล้ว

น.534 กี่ร้อยชาติกี่พันชาติก็ได้, แล้วแต่จะเข้าใจหรือชอบ. นิพพานอีกกี่ร้อยกี่พันชาตินั้น จะเป็นเรื่องที่ทำให้เพ้อฝัน ทำให้เหลวไหลได้ในที่สุดเพราะมันนานเกินไป ; มันมีทางที่จะเลิกล้ม หรือโลเล ; แต่นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้นั้นมันเป็นสิ่งที่จริงจัง, แล้วปฏิบัติได้ดีกว่า อยู่ในวิสัยที่ปฏิบัติได้กว่า เพราะเราหวังผล หรือมองเห็นผล อยู่ทุกคราวที่ทำได้. ถ้าเราช่วยกันคิดอย่างนี้ ช่วยกันทำอย่างนี้ ช่วยกันมีหลักในครอบครัว อย่างนี้ มันเย็น ; จะเย็นชั่วคราว หรือเย็นมาก เย็นน้อย มันก็แล้วแต่จะทำได้. เพราะฉะนั้นผมจึงถูกหาว่าบ้า หรือแหวกแนว หรืออะไรก็ตามแต่เขาจะหา. แต่ ผมก็ต้องเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะต้องการจะชี้ในส่วนที่เขาไม่ มองกัน. และที่เขาจะมีคู่ผัวตัวเมียเพียงเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี่ผมว่า มันยังไม่พอสำหรับพุทธบริษัท ; คือต้องให้ได้อะไรมากที่สุดเท่าที่ฆราวาสจะมาก ได้ จึงได้ชี้ที่อุดมคติของทิศทั้ง ๖ ทิศนี้ ในลักษณะที่กล่าวแล้วในครั้งที่แล้วมา. การที่จะมาทะเลาะกันระหว่างผมกับผู้ฟัง นี้ก็ไม่จำเป็น ; เอาไปคิด ไปนึกดูก็แล้วกัน เมื่อชอบก็ลองเอาไปเป็นหลักปฏิบัติ, ไม่ชอบก็ไม่จำเป็นจะต้อง ทะเลาะกัน. เรียกว่าพูดให้ฟังเพื่อจะทำให้ดีที่สุดอย่างไร แล้วจะได้ประโยชน์ มากที่สุดอย่างไร ; และว่าเมื่อถือหลักอย่างนี้แล้ว ก็มิใช่ว่าจะต้องเสียประโยชน์ อย่างอื่นไป. แม้จะถือหลักว่าการมีคู่ผัวตัวเมียนี้สำหรับไปนิพพาน ก็ไม่ได้ทำให้ เสียหลัก หรือเสียประโยชน์ หรือเสียอะไรอย่างอื่นไป. เพราะมันยังคงต้องทำ อยู่ตามหน้าที่ ที่ต้องทำ ; แต่มันทำให้เป็นบทเรียนเพื่อจะไปนิพพาน. มีภรรยา ก็เป็นบทเรียนเพื่อไปนิพพาน, มีสามีก็เพื่อเป็นบทเรียนไปนิพพาน, มีลูกก็เป็น บทเรียน ไปนิพพาน มีทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อเป็นบทเรียนไปนิพพาน ไม่ให้หยุดอยู่ ที่นี่. นี่คือความก้าวหน้า หรือวิวัฒนาการ และเป็นความเจริญตามทางธรรม ; ไม่ใช่ความเจริญทางวัตถุ.

น.535 คำสอนของพวกคริสเตียน อย่างที่เคยเอามาพูดให้ฟัง มันก็ไปไกลถึง อย่างนี้ แต่คนก็ไม่มองกัน ; พวกคริสเตียนเองก็ไม่มองกัน คือข้อที่กล่าวไว้ใน คัมภีร์ โครินเธียนว่า : มีภรรยาก็จงเหมือนกับไม่มีภรรยา มีทรัพย์สมบัติก็จง เหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ. ลองคิดดูว่า นี้ว่าอย่างไร ; มันไม่ได้หมายความว่า ให้มาบ้า มาหลงเรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องผัวเรื่องเมีย ; แต่มีภรรยาก็จงเหมือน กับไม่มีภรรยา ก็คือไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เพื่อมี จิตใจชนิดที่ไม่มีความทุกข์. เพราะฉะนั้นภรรยาก็เหมือนกัน จงทำให้เป็นว่ามี สามีก็เหมือนกับไม่มี ; ทุกคนมีทรัพย์สมบัติ ก็ทำให้เหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ ; มีลูกมีหลาน ก็ทำให้เหมือนกับไม่มีลูกไม่มีหลาน. นี่ ถ้าคนอันธพาลฟังก็พังไปในทางอันธพาล หมายความว่า เอาไป ทิ้งเสีย เอาไปฆ่าเสีย ; นี้เป็นเรื่องของคนโง่ ก็รู้แต่เรื่องทางวัตถุ. ที่นี้คนมี ปัญญาก็ต้องมองลึกลงไปในทางจิตใจว่า เราต้องมีชนิดที่จิตใจไม่เป็นทุกข์ เนื่อง มาจากบุตรภรรยาสามี. อย่างนี้จะไม่ให้ถือว่า นี้เป็นเรื่องที่ฆราวาสจะต้องรู้ หรือจะต้องปฏิบัติได้อย่างไร. ที่แท้มันเป็นเรื่องที่ฆราวาสจะต้องรู้ จะต้องปฏิบัติ อยู่ในอันดับสูง ; ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. มัน ไม่ใช่มนุษย์เฉย ๆ ไม่ใช่คนเฉย ๆ, เป็นมนุษย์ที่พบพระพุทธศาสนา. เพราะ พบพระพุทธศาสนานั่นแหละ จะเต็มไปด้วยอุดมคติที่สูง. เพราะฉะนั้นขอให้สนใจฟังในส่วนนี้ ในลักษณะอย่างนี้ ในทิศทาง อย่างนี้กันบ้าง จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ แม้ในเพศฆราวาสนั้นเอง. นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมจึงให้มองทุกสิ่งที่เป็นวิวัฒนาการนี้ว่าเป็นไปเพื่อนิพพาน แม้ แก่ชีวิตที่ครองเรือน ; เป็นบ้านเรือนก็ต้องเป็นบ้านเรือนที่เป็นไปเพื่อนิพพาน. ถ้าไม่เช่นนั้นก็เป็นเรื่องไปนรก. ฉะนั้นเราจะอยู่ที่ตรงจุดไหน ก็ต้องบากหน้า

น.536 บ่ายหน้าไปสู่นิพพานทั้งนั้น. ฆราวาสจะอยู่ในที่รกรุงรัง อยู่ในจุดที่ไกลหน่อย ก็จะต้องดิ้นรนออกมาสู่ที่โล่งที่เตียน ; แล้วก็ใกล้เข้าไปเหมือนกัน. ให้มอง ความเป็นคฤหัสถ์โดยหลักที่กว้างที่สุด หรือสูงที่สุดอย่างนี้ไว้ แล้วทุกอย่างมันก็จะ เป็นไปเพื่อผลอย่างนั้น. ถ้าเรามองเพียงเพื่อกิน เพื่อกาม เพื่อเกียรติละก็ มันก็ตกนรก หรือ ไปสู่ความเป็นสัตว์เดรัจฉาน ; สัตว์เดรัจฉานมันก็กิน มันก็กาม มันก็เกียรติ. ไก่ตัวผู้มันยกหูชูหาง นั่นแหละมันแสดงความมีเกียรติ หลงเกียรติ อะไรของมัน. เพราะฉะนั้นเพียงเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินี้ มันยังไม่พอสำหรับจะเป็น มนุษย์ ที่พบพระพุทธศาสนา. มันต้องไม่มีปัญหาอย่างอื่น ที่เป็นความทุกข์ เข้ามาด้วย ; แล้วเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินี้ ก็เป็นเรื่องใต้ฝ่าเท้า แต่ เดี๋ยวนี้คนยกเอาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติมาทูนไว้บนหัว มาเทิดไว้ บนศีรษะ; มันออกจะไขว้กันอยู่อย่างนี้. ถ้าใครเอาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ มาทูนไว้บนศีรษะ มันก็ต้องอยู่ต่ำอย่างนั้น. ถ้าเอาเรื่องเหล่านี้ ไว้ใต้ฝ่าเท้า มันก็คืออยู่สูง. เราลองมองดูซิ ที่อยู่กันทั่ว ๆ ไปนี้ ใครอยู่ต่ำหรืออยู่สูง, รวมทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายของเราด้วย อยู่ต่ำหรืออยู่สูง ก็ควรจะมองดู. ทีนี้เราที่เพิ่งกำลัง เป็นหน่ออ่อน งอกออกมาใหม่นี้ มันจะงอกไปทางไหน, ไปทางที่อยู่ต่ำหรือ อยู่สูง. ถ้าต้องการว่าจะให้มันอยู่สูง สมกับคำว่า มนุษย์ แปลว่าใจสูง, ให้สมกับ คำว่า พบพระพุทธศาสนา ด้วยแล้ว มันก็ต้องคิดมากหน่อย ; อย่าขี้เกียจหรืออย่า รู้สึกว่ามันเหน็ดเหนื่อย แล้วก็ไม่อยากจะคิด. นี่คือข้อที่ขอให้คิดให้ไกล ให้กว้าง ให้สูงเข้าไว้ จะเป็นช่องทางให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด.

น.537 คิหิปฏิบัติเป็นเรื่องของฆราวาส แล้วก็ถูกเหมาให้เป็นเรื่องต่ำ ๆ. แม้พระพุทธเจ้าจะได้ตรัสสูตร ๆ นี้ แสดงในเรื่องของชาวบ้านธรรมดาสามัญ แสดงคิหิปฏิบัติ และผลของปฏิบัติตามธรรมดาสามัญ ; ก็มิได้หมายความว่า มันจะจำกัดอยู่เพียงแค่นั้น ขอให้ถือว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไร สอนอะไร ก็ต้องเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์เพื่อวิมุตติทั้งนั้น ; แม้พรหมจรรย์ ของฆราวาสก็ต้องเป็นไปเพื่อวิมุตติ, ให้หลุดพ้นจากกองทุกข์. ถ้าขึ้นชื่อว่า พรหมจรรย์ แล้วก็ต้องเป็นไปเพื่อวิมุตติทั้งนั้น. การปฏิบัติที่ฆราวาสจะต้องปฏิบัติให้ดีที่สุดก็เรียกว่า “พรหมจรรย์ของ ฆราวาส" มันก็ต้องไปให้ดีที่สุด ให้ถึงวิมุตติในความหมายใดความหมายหนึ่ง ; แต่ว่าความหมายรวมก็คือ หลุดพ้นจากกองทุกข์ อยู่เหนือทุกข์. นี่ก็ต้องไม่ลืม เหมือนที่พูดซ้ำพูดซาก จนอาจจะรำคาญนี้ก็ได้ ที่ว่า พระโสดาบัน พระ- สกิทาคามี พระอนาคามี นี้ในบ้านเรือนก็มี ไม่ใช่มีแต่ในป่า หรือในวัด ; ดูตามบันทึกที่เขากล่าวไว้ที่ล่วงมาแล้ว. การที่เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี โดยเฉพาะนี้ยังเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า กิน กาม เกียรติ เหมือนอย่างชาวบ้าน ; แต่อยู่ในลักษณะที่ผิดกัน คือว่าสูงกว่า. เพราะฉะนั้นการมีบุตรภรรยา - สามีของ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ที่เป็นฆราวาสก็ต้องต่างจากฆราวาสบุถุชนที่หนา ไปด้วยกิเลส. พระอนาคามีก็อยู่ในบ้านเรือนได้ ในลักษณะที่ไม่มีความทุกข์, หมายความว่าเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้. แล้วเราก็มองดูให้กว้าง มองให้กว้างให้เพียงพอ ที่จะครอบคลุม ความหมายเหล่านี้ไว้ได้ทั้งหมด ว่าพระอริยเจ้าก็มีอยู่ในบ้านในเรือน แล้วจะเรียก ท่านว่าคฤหัสถ์หรือไม่. ความหมายของคำว่า "คฤหัสถ์" หรือ "คิหิ" นี้มัน กินความกว้างอีกเหมือนกัน ; ยังต้องอาศัยบ้านเรือนอยู่ หรือยังเนื่องกันอยู่กับ

น.538 บ้านเรือนก็ได้ ; ก็เรียกว่าเป็นคฤหัสถ์ หรือฆราวาสได้. แม้ภายนอกยัง เนื่องกับเรือน แต่ภายในมันก็ยังต่างกันได้, คือจิตใจมันต่างกันได้. พระโสดาบัน, พระสกิทาคามี, พระอนาคามี แม้เป็นฆราวาสครองเรือน ก็ต้องมีจิตใจสูงกว่า ชาวบ้านธรรมดา. เพราะฉะนั้นเราเพ่งเล็งระดับที่สูงไว้อย่างนี้ ก็ไม่ใช่เป็นคน อวดดี หรือไม่เป็นคนที่น่าตำหนิว่าใฝ่อะไรเกินหน้าเกินตัว อย่าเข้าใจไปอย่างนั้น. เป็นฆราวาสก็ต้องมีหลักว่า ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ไว้เสมอ. แม้จะ หวังพระนิพพานก็ไม่เข้าในบทว่า ใฝ่สูงเกินศักดิ์ หรือใฝ่อะไรซึ่งเป็นคำด่า. นี่เราจึงต้องพิจารณาเรื่องศิหิปฏิบัติกันในลักษณะอย่างนี้. ถ้าจะพูด กันแต่เพียงเท่าที่มีอยู่ในนวโกวาท ผมก็ไม่ต้องพูด ; เพราะว่าคุณก็ไปอ่านเอาได้. นวโกวาทก็มีอยู่ด้วยกันทุกคน แล้วก็เปิดอ่านเอาได้ ว่าสอนให้ปฏิบัติต่อ บิดา มารดา บุตรภรรยา สามีอะไรอย่างไร ตามทิศเหล่านั้น แต่นี่มันยังมี ความหมายลึก ที่ซ่อนอยู่ตามระหว่างบรรทัด ที่มันไม่มีตัวหนังสือปรากฏ; ก็ต้อง ดูให้ดีด้วยเหมือนกัน. เมื่อดูกันละเอียดลึกซึ้งมากไปอย่างนี้ มันก็เป็นไปในรูปของปรัชญา โดยไม่มีทางหลีก. แต่ว่าเราไม่ใช่ปรัชญาเพ้อเจ้อ ; ปรัชญาเท่าที่จำเป็นแก่การ ปฏิบัติในทางศาสนา อย่างนี้ไม่ใช่ปรัชญาเพ้อเจ้อ. ปรัชญาที่เขาถกเถียงกัน ไม่มี ที่สิ้นสุด เตลิดเปิดเปิงไกลออกไปจากจุดหมาย หรือว่า ไกลออกไปจากการปฏิบัติ ไปสู่จุดหมายมากขึ้นทุกที ; อย่างนี้เรียกว่าปรัชญาเพ้อเจ้อ. เดี๋ยวนี้คำว่าปรัชญา มันมีแต่ที่อยู่ในลักษณะเพ้อเจ้อ. คำว่าปรัชญานั้นทำความยุ่งยากมาก เพราะ เขาใช้คำมันผิดจากตัวหนังสือ ที่มีใช้กันอยู่ในสมัยโบราณ. ถ้าปรัชญาจริงตามตัวหนังสือ มันก็แปลว่า ปัญญารู้สิ่งที่ควรจะรู้ แล้ว เรื่องมันก็ยุ่ง. เดี๋ยวนี้ปรัชญามันกลายเป็นปัญญาสำหรับรู้ไม่มีขอบเขต และ

น.539 รู้เพื่อยกหูชูหาง ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เลยยุ่ง ; คิดนึกอย่างคนบ้าไม่มีจุดจบ. แต่ความหมายของคำว่าปัญญา หรือปรัชญานี้ มันต้องจำกัดเฉพาะ กระทัดรัด ตรงไปยังจุดที่จะต้องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. แต่ความหมายส่วนใหญ่ มันก็ยังมีอยู่ในข้อที่ว่า มองดูกันอย่างคนมีปัญญา. เพราะฉะนั้นเรามองดูชีวิต ฆราวาสอย่างคนมีปัญญา มันก็ต้องมองอย่างในรูปปรัชญา; คืออุดมคติที่มันสูง สูงสุดเลย คือมุ่งไปนิพพาน. การที่จะพูดว่า มีผัวมีเมียเพื่อเป็นคู่หู เดินทางไป นิพพานนี้ มันกลายเป็นปรัชญาชนิดหนึ่งไปก็ได้ ; แต่เป็นปรัชญาที่นำไปสู่การ ปฏิบัติที่จำเป็น; แล้วก็มารวมอยู่ที่การปฏิบัติ เป็นเรื่องของทางศาสนาไปเลย ไม่เป็นปรัชญา แต่หัดมองอย่างนักปรัชญา. ยกตัวอย่างคำสักคำหนึ่งที่สำคัญมาก คือคำว่า "สรณ" หรือที่พึ่ง, สรณะที่พึ่งนี้จำเป็นและต้องการกันทุกคน. ที่นี้เรื่องทิศ ๖ นี้มันเป็นเรื่องที่พึ่ง เป็นเรื่องทำที่พึ่ง ; ถ้าไม่อย่างนั้นจะต้องไปไหว้กันทำไม. ไหว้ทิศทั้ง ๖ แสดงว่า ไปไหว้ ไปนอบน้อม. ไปไหว้ไปนอบน้อมทำไม ? มันก็เพื่อเป็นที่พึ่ง. สิงคาล- มานพโง่ ๆ ก่อนพบพระพุทธเจ้านั้น ก็ไหว้ทิศทางต่าง ๆ ตามที่บรรพบุรุษสอนมา ก็เพื่อเป็นที่พึ่ง เพื่อความรอดของตัว. ต่อเมื่อพบพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ให้ไหว้เสียใหม่อย่างนี้ คือไหว้ทิศ ๖ นั้นก็เพื่อที่พึ่ง มันก็กลายเป็นการเลื่อนชั้น ของ ที่พึ่ง ให้สูงขึ้นไป. เพราะฉะนั้น ทิศทั้ง ๖ นี้ก็หมายความถึง สิ่งที่อาจจะเป็นที่พึ่งใน เมื่อเราประพฤติต่อมันอย่างถูกต้อง. ที่เรียกว่า "ไหว้" นั้นไม่ใช่พนมมือไหว้ เฉย ๆ; เราต้องประพฤติต่อทิศอย่างถูกต้องด้วย. แล้วทำไมจึงเรียกว่าไหว้ ? ก็เพราะว่าให้ความสนใจเต็มที่ เอาใจใส่ รับรู้ สนใจ เสียสละเพื่อจะรับรู้อย่างเต็มที่, นั่นคือการเคารพ. การเคารพครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เพียงแต่ไหว้ด้วย

น.540 กิริยาท่าทาง ด้วยร่างกาย ต้องให้ความเอาใจใส่ทุกอย่างถึงที่สุด จึงจะเรียกว่า เคารพ. คำว่า "เคารพ" นี้ความหมายทางอุดมคติ ทางลึก ๆ นั้นหมายถึง ให้ความสนใจสูงสุด, ให้ความสนใจทั้งหมดลงไปในสิ่งนั้น, ก็เรียกว่าเคารพ. แต่ทางร่างกาย ทางวัตถุนี้ ก็คือยกมือไหว้บ้าง โค้งบ้าง กราบบ้าง อะไรก็ได้ ; ก็ไปดูเอาเองว่า ทางไหนมันจะช่วยได้. การไหว้ทิศก็เหมือนกัน จะพนมมือไหว้ หันรอบตัวไหว้ ข้างบนข้างล่าง อย่างแบบโบราณนั้นมันก็แบบหนึ่ง. ทีนี้ ไหว้ ทิศด้วยการให้ความสนใจ ด้วยความเคารพ ในความหมายของทิศที่ดีกว่านั้น ทิศตะวันออก คือที่นั่น, ทิศตะวันตก คือที่นี่, มันก็กลายเป็นเรื่องอย่างที่พูด คือกลายเป็นเรื่องทำที่พึ่ง เท่านั้นเอง. ทิศเบื้องหน้า - บิดามารดาเป็นที่พึ่งสูงสุดอย่างหนึ่ง ถ้าเราทำถูกต้อง ; เพราะว่าเราคลอดออกมาวันนี้ เรายังทำอะไรไม่ได้ บิดามารดาเป็นที่พึ่งทุกอย่าง จนรอดเนื้อรอดตัว เป็นเด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา; นี้ก็คือเป็นที่พึ่ง ให้การ ศึกษา ให้การคุ้มครอง ดูแลตักเตือน จนกลายเป็นทิศเบื้องหน้าไป. ทิศเบื้องหลัง - บุตรภรรยา ก็อย่ามองเขาในลักษณะที่ดูหมื่น ; เพราะ เป็นที่พึ่งชนิดหนึ่งเหมือนกัน. มันเป็นที่พึ่งข้างหลัง คือมีหน้าที่ที่จะต้องดุนอยู่ ข้างหลัง, คุณอยู่ข้างหลังเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้า. ผมอยากพูดทั้ง ๆ ที่ผม ไม่เคยมีภรรยา ; พวกคุณบางคนที่มีภรรยา คุณก็อาศัยภรรยาเป็นกำลังใจ คุณจะไปทำอะไร ๆ เพื่อภรรยามากกว่าคนอื่นกระมัง. ภรรยาเป็นกำลังใจให้คุณ ทำงาน อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่า เขาเป็นที่พึ่ง คุณอยู่ทางหลัง, เป็นที่พึ่งในทาง กำลังใจ. เพราะฉะนั้นคนที่จะออกไปเป็นฆราวาส มีภรรยาในอนาคตก็ต้องระวัง ให้ดี; มันจะไม่พ้นการที่จะต้องอาศัยกำลังใจจากภรรยาอยู่เหมือนกัน.

น.541 ทิศเบื้องขวา - ครูบาอาจารย์ จะเป็นที่พึ่งอย่างไร นี้เกือบจะไม่ต้อง อธิบายกันแล้ว ; แต่มันเป็นที่พึ่งในทางวิญญาณ. บิดามารดาเป็นที่พึ่งทางกาย ทางชีวิต, ครูบาอาจารย์ก็เป็นที่พึ่งทางวิญญาณ ทางสติปัญญา. แม้ว่าจะเป็น ปัญญาทางโลก ๆ ก็ตาม มันก็ยังเป็นเรื่องสติปัญญา เป็นเรื่องวิญญาณชั้นโลก ๆ. ทิศเบื้องซ้าย - มิตรสหาย ก็เป็นที่พึ่งทางสังคม, เรามีญาติ มีมิตรก็เพื่อการสังคม เพื่อการอยู่ในสังคม เพื่อชัยชนะทางสังคม. ญาติก็ตาม มิตรก็ตาม เป็นที่พึ่งทางสังคม หรือฝ่ายสังคม. ธุระการงานอะไรเกิดขึ้น เรามีมิตรมีเพื่อน มันก็เสร็จได้ในพริบตาเดียว. ทิศเบื้องบน - คือสมณพราหมณ์ ยิ่งเป็นที่พึ่งทางวิญญาณในระดับ สูงสุด. ทิศเบื้องต่ำ - อยู่ใต้ฝ่าเท้า คือบ่าวไพร่ ก็เป็นที่พึ่ง ; เป็นที่พึ่งใน ทางการให้แรงงาน. มีแต่หัวสมอง ไม่มีแรงงานจะทำอะไรได้อย่างไร. ลัทธิ ยุ่งยากในโลกเวลานี้ ก็เกี่ยวด้วยเรื่องแรงงานนี้แหละ. เกิดลัทธินายทุนที่ต้องมี แรงงาน ; แรงงานคือพวกกรรมกร เขาก็ไม่ยอมให้นายทุนเอาเปรียบ ; วิกฤตกาลของโลกเกิดมาจากสิ่งเหล่านี้ ; เพราะนายทุนไม่นับถือกรรมกร ว่าเป็นที่พึ่งชนิดหนึ่ง. ถ้านายทุนนับถือพุทธศาสนา ก็จะให้ความเคารพและ สนใจแก่กรรมกร จนไม่เกิดเรื่อง อย่างที่เกิดอยู่เดี๋ยวนี้. นี้คือการทำผิดในเรื่อง ทิศเบื้องต่ำ ทำให้โลกระส่ำระสายทั้งโลก นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย. เพราะฉะนั้น ขอให้เอาคำว่า "ที่พึ่ง" หรือสรณะนี้ ไปพิจารณาดูให้ดี ไปใช้ให้ถูกต้อง ให้มีประโยชน์ แล้วปัญหาจะหมด. ทุกสิ่งมันเป็นที่พึ่งได้ ในความหมายใดความหมายหนึ่งรอบตัวเรา ; เช่นว่าเรามีหลังคา หลังคาก็เป็น

น.542 ที่พึ่งกันฝน. เราไม่มีหลังคา เราก็มีต้นไม้ใบไม้ มันก็เป็นที่พึ่งกันฝนได้ตามเรื่อง ตามราวของมัน. คนฉลาดเขาจึงรู้ว่าทุกอย่างมันต้องเกื้อกูลแก่กันและกัน เป็นที่ พึ่งแก่กันและกัน มิเช่นนั้นโลกนี้มันอยู่ไม่ได้. ถ้าโลกนี้ไม่มีมด ไม่มีแมลง โลกนี้ก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ; เพราะว่าปลวกมันช่วยทำ ให้ใบไม้ที่หล่นลงมา นั้นหมดไป ; แบคทีเรียช่วยทำให้สิ่งเหล่านั้นหมดไป ไม่ให้เกะกะกีดขวางอยู่ได้ ; ปลวกหรือแบคทีเรียมันก็เป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกด้วยเหมือนกัน มันทำหน้าที่ของ มันอย่างหนึ่ง ให้เราอยู่กันในโลกได้. เมื่อสิ่งชนิดนี้มันก็ยังเป็นที่พึ่ง หรือมี ประโยชน์แล้ว ก็ไม่ต้องพูดกันแล้วถึงสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้. เพราะฉะนั้นเราจะต้องหมดความโง่ในลักษณะนี้ หมดการยกหูชูหาง ว่า กูอยู่ในโลกคนเดียวได้ ; มีความเข้าใจที่แน่นแฟ้นลงไปว่า เราอยู่ในโลก คนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกันทุกทิศทุกทาง ; แล้วให้ถือว่าที่มันใกล้ชิดตัวเรา มากที่สุดนั้น ก็คือทิศทั้ง ๖ นี้เป็นสำคัญก่อน ; นอกนั้นมันก็อยู่ทิศใดทิศหนึ่ง สงเคราะห์อยู่ได้ในทิศทั้งหกนี้เหมือนกัน. สิ่งใดอยู่ต่ำกว่าเรา เลวกว่าเรา มัน ก็อยู่ทิศข้างล่าง ; สิ่งใดเก่งกว่าเรา เหนือกว่าเรา ก็อยู่ทิศข้างบน ; นอกนั้น มันก็อยู่โดยรอบ. เพราะฉะนั้น เราทำตัวเป็นผู้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ช่วย เหลอเรา ไปทุกทิศทุกทาง จะไม่ดีอย่างไร. ความรู้เรื่องทิศนี้มีความมุ่งหมายอย่างนี้ : ให้เราอยู่ในจุด ๆ หนึ่ง ซึ่งมีสิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือเราทุกทิศทุกทาง ; ขอให้ประพฤติปฏิบัติต่อทิศ ทั้งหลายเหล่านี้ ให้ได้ผลอย่างนี้. นี่พูดถึงคำว่า "ที่พึ่ง" หรือสรณะ เพียง คำเดียวก็มองเห็นได้ว่า ทุกอย่างถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างถูกต้องแล้ว ย่อมเป็น สรณะ เป็นที่พึ่งได้ ตามมาก ตามน้อย ตามสัด ตามส่วน ตามชนิดหรือลักษณะ ของสิ่งนั้น. เราต้องปฏิบัติต่อทิศทั้งปวงอย่างนี้ ด้วยความมุ่งหมายอย่างนี้.

น.543 ทีนี้จะพูดถึงแต่ละทิศกันเป็นรายทิศกันใหม่ ในระดับที่พอสมควร ; จะไม่พูดถึงอุดมคติสูงสุดคือนิพพาน เพราะว่าเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ; แล้วก็ปฏิบัติ ที่สมควร ที่ถูกต้อง ที่พอดี นี้จะนำไปสู่นิพพานด้วยเหมือนกัน. บิดามารดาเป็นทิศเบื้องหน้า ; ขอให้รู้จักบิดามารดา ในฐานะที่ว่า เป็นอะไรแก่บุตร. อุดมคติที่สูงเกินไปก็คือว่า ที่คลอดบุตรมา เพื่อให้บุตรเดิน ทางไปนิพพาน ; นี้ก็สูง หรือว่ายังไม่ต้องปฏิบัติอะไรก็ได้. แต่ที่ขอให้ปฏิบัติ ก็คือ อย่างที่ว่ามาแล้วว่า ให้บิดามารดาเป็นผู้ให้ชีวิต. บิดามารดาเป็นผู้ให้ชีวิต ถ้าไม่ได้ให้ เราก็ไม่มีชีวิต เราก็ไม่ได้เกิดขึ้น มาในโลก. เพราะฉะนั้น เราควรจะมอบกายถวายชีวิตนี้ให้แก่บิดามารดา โดย เห็นว่า เป็นผู้ให้ชีวิต. ฉะนั้นอย่ามีเรื่องที่ทำให้บิดามารดาเป็นทุกข์ ; ควร บูชาความปรารถนาของบิดามารดาเป็นสิ่งสูงสุด. ถ้าตกลงกันไม่ได้ เราก็ต้อง ยอมเสียสละให้บิดามารดาเป็นฝ่ายชนะ. เด็ก ๆ ก็คงจะค้านว่า ถ้ามัวเอาแต่ข้าง ปฏิบัติตามบิดามารดา เราก็ไม่มีโอกาสจะไปเมืองนอก, ไปเรียนเมืองนอก ไปได้ ดิบได้ดีอะไรมา. นั้นมันเป็นความคิดอย่างเด็ก มันก็ไม่มีอุดมคติอย่างที่เราพูด. แต่ทางที่จะออมชอมกันได้ก็คือ ต่อรองกันได้ ; เพราะบิดามารดาก็ต้องการที่จะ ให้ลูกดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่จำกัดเหมือนกัน ; อุตส่าห์จำนำจำนองที่ดิน ทั้งที่ยากจน ให้ลูกไปเรียนที่กรุงเทพ ฯ อย่างนี้เป็นต้น ลองคิดดูซิว่า บิดามารดาหวังอย่างไร เว้นไว้แต่เรื่องมันไม่ลงกันได้จริงๆ มันจึงจะเกิดขัดขวางกันขึ้นมา. ถ้าสมมุติว่า เกิดขัดขวางกันขึ้นมา เราก็ควรจะมอบกายถวายชีวิต ให้บิดามารดา, ให้เป็นพระพรหม หรือเป็นพระอรหันต์ในบ้านเรือน ; ให้สมกับที่ว่า ชีวิตนี้ได้มาจากบิดามารดา. ชีวิตของเราทั้งชาติไม่ได้ไป สนุกสนานเอร็ดอร่อยที่เมืองนอก, แต่จะรับใช้บิดามารดา ทำไร่ไถนาอยู่ที่นี่

น.544 เราก็ต้องทำได้. ผมยังเลือกเอาข้างฝ่ายนี้, ข้างฝ่ายที่ว่าบูชาความปรารถนาของ บิดามารดา. ขอยกตัวอย่างตัวผมเอง อย่าเห็นเป็นเรื่องส่วนตัว. ถ้าผมไม่บูชา ความปรารถนาของมารดาแล้ว ผมไม่ได้บวช, แล้วไม่ได้มาพบคุณที่นี่ในสภาพ อย่างนี้ ; เพราะว่าผมไม่อยากบวช. เมื่อเป็นหนุ่มไม่อยากบวช, ไม่เห็นว่า มีความสำคัญอะไร, ไม่มีความรู้ว่าเรื่องบวชนี้มันจะช่วยอะไรได้. แต่เพราะ มารดาต้องการให้บวช จึงต้องบวช อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นการที่บูชาความปรารถนาของบิดามารดาคงจะไม่ใช่ความ บาป หรือเลวร้าย, ไม่มีโอกาสที่จะเป็นเรื่องบาป หรือเลวร้าย; มีแต่จะ ให้ได้ดีได้งามตามทางธรรม. เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดเราก็เป็นผู้บูชาบิดามารดา ; เราไม่ได้ไปเมืองนอก ไม่ได้ดีได้เด่นอะไร แต่เราก็ยังได้ชื่อว่าบูชาบิดามารดา ซึ่งเป็นของที่ทำยากและสูงสุด. เพราะฉะนั้นขอให้รู้จักบิดามารดาในฐานะที่ว่า เป็นพรหมในบ้านเรือน, เป็นพระอรหันต์ในบ้านเรือน, เป็นผู้ให้ชีวิต หรือ เป็นผู้ที่ธรรมชาติสร้างมา ให้คลอดบุตรออกมาสำหรับจะให้เดินทางไปนิพพาน ให้ไปในทางสูงเรื่อย. หวังว่าสึกออกไปคราวนี้คงจะรักพ่อแม่มากกว่าก่อน, เคารพ พ่อแม่มากกว่าก่อน, บูชาความปรารถนาของพ่อแม่มากกว่าก่อนบวช ; จึงจะ ได้ผลของการบวช หรือรู้จักไหว้ทิศทางอันนี้. ในนวโกวาทก็มีว่า บิดามารดาเป็นทิศเบื้องหน้า ; เราต้องรู้สึกว่า มีหน้าที่ ที่ว่า - ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ, - ทำกิจของท่าน, - ดำรงวงศ์ ตระกูลของท่าน, - ประพฤติตนให้สมควรรับทรัพย์มรดก, - เมื่อท่านล่วงลับ ไปแล้วทำบุญอุทิศให้ท่าน. นี่เขาวางหน้าที่ของบุตรเล็กๆ อย่างเด็กสิงคาล

น.545 มานพนั้น จะต้องรู้สึกอย่างนี้ ; มันก็ถูกต้องแล้วสำหรับเด็ก ๆ. มีหลักทั่วไป ที่จะอยู่ในโลก เท่านี้มันก็พอ. - เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ, ความหมายนี้ดูให้ดีนะ มันไม่ใช่ เพียงแต่ให้ข้าวให้น้ำ, ไม่เพียงแต่แบ่งเงินเดือนให้ มันต้องเลี้ยงจิตใจของท่านด้วย. - ช่วยทำกิจของท่านนี้ มันต้องรู้ว่าท่านประสงค์อะไร ถ้าบิดามารดา ของเรามีใจสูงต้องการอะไร ? นั่นแหละคือกิจ ที่เราจะต้องทำ. คำว่า "กิจ" ไม่ได้หมายความแต่เพียง หน้าที่การงาน; บางทีแปลว่า รส ก็มี. ความหมาย ของคำว่า กิจนี้แปลว่า รส ที่ต้องการ ก็มี. เพราะฉะนั้นบิดามารดาประสงค์ อะไร ก็ต้องเอาสิ่งนั้นเป็นของเด็ดขาด เป็นคำประกาศิต อุทธรณ์ไม่ได้ ; แต่ว่า ต่อรองกันได้ ; เพราะว่ามีสติปัญญาที่จะพูดจากัน ซึ่งท่านก็ไม่มีอะไรที่จะขัดขวาง ความประสงค์ของเรา. เราก็ไม่มีอะไรที่จะขัดขวางความประสงค์ของท่าน. - ประพฤติตนเป็นคนสมควรรับทรัพย์มรดก ; นี่ความหมายมันกว้าง มันต้องเป็นคนดี. ไปเข้าใจเอาเองก็แล้วกันว่า "ดี" หมายความว่าอย่างไร. ทรัพย์มรดกนี้ต้องถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ; เพราะมันเกิดมาจากเหงื่อไคลของ บิดามารดา. ถ้าเอามากินเหล้า มาเที่ยวผู้หญิงละก็มันตกนรกชั้นมหาโลกันต์อเวจี. เหมือนกับเด็ก ๆ ที่หลอกลวงบิดามารดาไปเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ เอาเงิน ไปถลุงหมด ; อย่างนี้มันตกนรกอเวจี หรือโลกันต์มหานรกอะไรก็ตาม ; เพราะว่านั่นมันมาจากเหงื่อไคลของบิดามารดา ที่ตนเอาไปใช้ ; อย่างนี้ ไม่ควร แก่การรับมรดก.

น.546 ข้อสุดท้ายว่า ทำบุญอุทิศให้ท่านเมื่อตายแล้ว ; นี้ตามธรรมเนียม ตามประเพณีของคนที่มีความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิด. ก็หมายถึงว่าทำด้วยน้ำใจ ทั้งหมดที่เราจะรักใคร่บูชานับถืออย่างไร แม้แต่ตายแล้ว. มีภาพเขียนเล็ก ๆ ที่ เสาในโรงมหรสพทางวิญญาณ เรื่องเด็กคนหนึ่ง เข้าไปกอดเสาที่หลุมฝังศพ ของมารดาทุกคราวที่ฟ้าลั่นฟ้าร้อง นั่นต้องทำอย่างนั้น ; แม้ตายไปแล้วก็ยัง ต้องทำเหมือนกับยังอยู่ ด้วยความกตัญญู ไม่มีเวลาจำกัด. เพราะฉะนั้นประเพณี ที่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดากันเรื่อยนี้ดี เช่น ทำบุญตายายของไทย, เช็งเหม็งของจีน, มันอยู่ในข้อนี้. ทำทั้งทางกาย ทำทั้งทางวัตถุ ทำทั้งทางจิตใจ ทำหมดทุกอย่างที่จะทำได้ นี่มันจึงจะสมกับที่ว่าบิดามารดาเป็นอะไร. แล้วก็อย่าลืมว่า ภาษาบาลีใช้คำว่า "มารดาบิดา", ภาษาบาลี หรือ ภาษาสันสกฤตว่า มาตาปีตุ ; ภาษาอินเดียใช้คำว่า มารดาบิดา เอามารดา มาก่อนบิดา, จะโดยความหมายอะไรไปคิดเอาเองก็แล้วกัน. แต่ผมสมัครจะถือว่า ท่านให้นึกถึงมารดาก่อน เพราะว่ามารดาร้องไห้ง่ายกว่าบิดา ; ว่ากันตามเหตุผล ของเด็ก ๆ ก็ได้. หรือให้มองกันไปในแง่ที่ว่า มารดาเหน็ดเหนื่อยกว่า เจ็บปวด มากกว่า ทนทรมานมากกว่า ในการที่คลอดลูกออกมา หรือให้มีลูกออกมานี้ ; จึงต้องนึกถึงก่อน. หรือจะนึกกันไปในแง่ไหนก็ตาม ให้ทั้งมารดาบิดาเป็น ปูชนียบุคคลก็แล้วกัน. ในที่นี้พูดกันอย่างเป็นทิศที่ต้องไหว้; มารดาโผล่มา ก่อนบิดา ตามภาษาที่ใช้อยู่ก่อน ในประเทศอินเดีย. ผมอยากจะพูดเพื่อให้ช่วยสนับสนุนข้อความในพระบาลีนั้น เรียกว่า เราจะต้องถือว่าบิดามารดาเป็นผู้ให้ชีวิต ผู้ให้ตัวตนมา. เพราะฉะนั้นค่าของเรา มันก็อยู่แค่การให้ของบิดามารดา. อย่าไปถือหลักอย่างที่อันธพาลถือ ที่พูดกันว่า "ท่านให้ชีวิตเรา มิใช่ให้อย่างให้ทาน กฎธรรมดาท่าน มิใช่ของน่าอัศจรรย์".

น.547 เพราะบิดามารดาอาศัยความสนุกส่วนตัวท่านทำให้เราเกิดมา นี้พวกอันธพาลเขา ถืออย่างนี้. ทีนี้เราจะไม่ถืออย่างนั้น ; แม้ว่าบิดามารดาบางคู่จะเป็นอย่างนั้น แต่เราก็ไม่ถือว่าเป็นอย่างนั้น ; บิดามารดาของเราไม่เป็นอย่างนั้น. บิดามารดา ของเราสร้างชีวิตเรามาด้วยความอยากจะมีเราเป็นที่ปลื้มใจ, บุตรเป็นสิ่งให้ความ ปลื้มใจสำหรับบิดามารดา. ทีนี้เราจะต้องถือว่า บิดามารดาเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ก่อนใคร และ ยิ่งกว่าใคร. บิดามารดาเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดก่อนใคร ยิ่งกว่าใคร ในบรรดา ผู้ที่เรียกว่าเป็นเจ้าหนี้ ; คือว่าเราเป็นหนี้ชีวิต คือท่านให้ชีวิตเรา โดยการยอม เสียสละชีวิตท่าน เพื่ออะไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้. มีคำบาลีว่า มาตา ยถา นิยํ ปุตฺติ อายุสา เอกปุตฺตมนุรกฺเข แปลว่า มารดามีความรู้สึกในใจ ถึงกับอาจจะถนอม บุตรนั้นไว้ได้ด้วยชีวิตของตน; คือว่า ยอมเสียสละชีวิตของตนเพื่อเอาลูกไว้. ไปดูเถอะ แม้แต่แม่หมา แม่ไก่ เป็นต้น มันสู้เพื่อลูกไม่คิดตาย ; ส่วนคนนั้น ยิ่งกว่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงถือว่าเป็นเจ้าหนี้ชีวิต รายใหญ่ที่สุดกว่าอะไรหมด ก่อนใครทั้งหมด, ก่อนเจ้าหนี้ใดๆ ยิ่งกว่าเจ้าหนี้ใด ๆ. เพราะฉะนั้น เราต้องยอมเป็นลูกหนี้อย่างสิ้นเนื้อประดาตัวเลย มันจึง จะเป็นไปตามความประสงค์ของบิดามารดาได้. ฉะนั้นเราจะไม่เอาไปไว้ในทิศ เบื้องหน้าอย่างไรได้ ; จะมีใครอย่างนี้บ้าง ที่ควรเอามาไว้ทิศเบื้องหน้า. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ถูกแล้ว ต้องเอาบิดามารดามาไว้เป็นทิศเบื้องหน้า. สึก ไปได้ลูกได้เมียจะเอาบิดามารดาไปไว้ทิศเบื้องหลัง เอาลูกเอาเมียมาไว้เป็นทิศ เบื้องหน้า อย่างนี้ละก็มันจะเป็นขบถ. คนโบราณเขายังแต่งบทสอนศีลธรรม ให้ถือบิดามารดาว่า เหมือนกับแขนขา ; ส่วนลูกเมียเป็นของข้างนอก หามา เมื่อไรก็ได้. บิดามารดาเป็นของข้างในติดมา ตัดออกไม่ได้. ให้ความสำคัญ บิดามารดายิ่งกว่าบุตรภรรยา. ดังนั้นจึงเอามาไว้เป็นทิศเบื้องหน้า.

น.548 เมื่อเอาบิดามารดามาไว้เป็นทิศเบื้องหน้าแล้ว ก็มีแต่จะต้องเดินตาม เท่านั้น เพราะอยู่ข้างหน้า เราก็ทำได้แต่เพียงเดินตาม. แต่คำว่าเดินตามนั้น มิใช่หมายความว่า จะต้องเดินตามอย่างหลับหู หลับตา ; ทำให้ได้ดีกว่าก็เรียกว่า เดินตาม. บิดามารดาเป็นชาวนา เราเกิดมาเดินตาม ก็เป็นชาวนา ; แต่เป็น ชาวนาที่ดีกว่า ยิ่งใหญ่กว่า. บิดามารดาเป็นข้าราชการ เราก็เป็นข้าราชการ ในตำแหน่ง หรือมีเกียรติอะไรที่มันสูงกว่า. เราก็มีหน้าที่ ที่จะต้องทำตามความ ประสงค์, เดินตามให้มันดีกว่า. สมัยก่อนชาวนาไถนาด้วยควาย เราก็เป็นลูกที่ไถนาด้วยรถแทรคเตอร์. อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน ; เป็นเรื่องเดินตาม. หรือจะเปลี่ยนเป็นอะไรอย่างอื่นก็ได้ เขาเรียกว่าปัจจัยเครื่องดำรงอยู่แห่งชีวิตนี้, มันกว้าง. บิดามารดาก็ต้องการ ให้เราหาปัจจัยเป็นเครื่องดำรงอยู่แห่งชีวิต, อะไรที่มันเป็นอย่างนั้นได้ก็ได้ ให้มันดีกว่า มากกว่า ก็เรียกว่าดีกว่าบิดามารดาในส่วนนี้ ; แต่เราก็ไม่พ้นไปจาก ที่จะเป็นลูกหนี้ของบิดามารดา บาลีเขามีพูดไว้ที่อื่นว่า บุตรมี ๓ จำพวก : บุตรที่เลวกว่าบิดามารดา, บุตรที่เสมอด้วยบิดามารดา, บุตรที่ดีกว่าบิดามารดา ; คือ อนุชาตํ อวชาตํ อภิชาตํ. เลวกว่าบิดามารดานี้ไม่ใช่หมายความว่าเลว ทำเสียหาย แต่ทำอะไรได้ น้อยกว่าบิดามารดา. เสมอกันกับบิดามารดา ก็คือว่า ทำให้มีฐานะเท่า ๆ กัน. ดีกว่า ก็คือยกฐานะของวงศ์ตระกูล ได้ดีกว่า สูงกว่า มากกว่า; ความหมาย ก็มีเพียงเท่านี้. แต่มีพระพุทธภาษิตคำสุดท้ายว่า ในบุตร ๓ อย่างนั้น บุตรที่ เชื่อฟัง เป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุด ; คือหมายความว่าไม่ถือว่าบุตร ๓ อย่างนั้น อันไหนจะดีไปไม่ได้ นอกจากบุตรที่เชื่อฟังบิดามารดา เพราะฉะนั้นบุตรที่ดีกว่า บิดามารดาก็ต้องเป็นบุตรที่เชื่อฟัง, บุตรที่เสมอด้วยบิดามารดาก็ต้องเป็นบุตร

น.549 ที่เชื่อฟัง, บุตรที่มีอะไรด้อยกว่าบิดามารดาก็ต้องเป็นบุตรที่เชื่อฟัง. ทีนี้ทรง ระบุบุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรประเสริฐที่สุด. บุตรที่เชื่อฟัง คือบุตรที่ไหว้ทิศ อย่างถูกต้องนี้แหละ ทุ่มเทความเคารพ ความอะไรทั้งหมดลงไปในบิดามารดา. นี่เรื่องทิศเบื้องหน้าคือบิดามารดามีอยู่อย่างนี้. ฉะนั้นขอให้ประมวล ความหมายต่างๆ หรือคำบรรยายที่ได้บรรยายมาแล้วนี้ไว้ให้ครบถ้วน ; ให้รู้จัก ทิศเบื้องหน้า ว่าเป็นทิศเบื้องหน้าอย่างไร ? มีความสำคัญจนถูกยกเอาไว้เป็น ทิศเบื้องหน้าอย่างไร ? บิดามารดาเป็นอาจารย์คนแรก นี้เราอย่าเอาไปปนกับอาจารย์ที่เป็น ทิศเบื้องขวา. หรือว่าถ้าจะแยกบิดามารดาออกไปเป็นหลายส่วน บิดามารดาก็เป็น ได้ทุกส่วนได้เหมือนกัน ; คือบิดามารดาจะเป็นเพื่อนก็ได้, เป็นครูบาอาจารย์ก็ได้, หรือเป็นอะไรได้ทุกอย่างที่ท่านจะทำได้. แต่โดยส่วนใหญ่ส่วนประธานนั้นเป็นผู้ ให้ชีวิต, แล้วก็เริ่มเป็นครูคนแรก. ให้ไปดูลูกสัตว์ที่เกิดมา แม่เป็นครู คนแรก ; ลูกไก่ ลูกสุนัข ลูกหมู ลูกวัว ลูกควายอะไรก็ตาม แม่เป็นครูคนแรก สอนอย่างนั้นอย่างนี้. คนก็เหมือนกัน นิสัยใจคอจะมาจากแม่ทั้งนั้น ; เพราะพอ คลอดออกมาก็ดื่มน้ำนมแม่ อยู่กับแม่ ต้องการอะไรก็เอาจากแม่ เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงอยู่ที่แม่ ; จึงสร้างนิสัยของเราให้เหมือนแม่มากกว่าคนอื่น ; นี้ก็เป็นครู คนแรก. มารดาบิดาเป็นครูคนแรก มารดามาก่อน เลยเป็นครูคนแรกกว่าบิดา ; แล้วมากไปกว่าที่ว่าให้ชีวิตทางร่างกายอย่างเดียว ; ยังให้ชีวิตทางวิญญาณทาง นามธรรมด้วย คือมีชีวิต ๒ ความหมาย - ชีวิตทางฟิสิคส์ กับชีวิตทาง spiritual เราก็ได้ชีวิตทั้งสองทางนี้จากบิดามารดา ; แล้วฝ่ายมารดาใส่ความรู้หรือความสูง ทางวิญญาณให้ทีละน้อยๆ นับตั้งแต่วันแรกเกิดมา ตั้งแต่พอลืมตาขึ้นมาเห็น ; ส่วนชีวิตที่เป็นการสืบพันธุ์ทางกายนั้นก็เป็นชีวิตเท่านั้น. บิดามารดาเป็นครู คนแรกตั้งแต่ลืมตามาในโลก จึงต้องบูชาเป็นทิศเบื้องหน้า.

น.550 บิดามารดาเป็นพรหม ข้อนี้เอาความหมายทั่วไป ก็คือความรักหรือ เมตตา ; ไม่มีใครจะรักเรายิ่งไปกว่ามารดาบิดา ; เพราะฉะนั้นท่านจึงเป็นพรหม ของบุตร. ทีนี้คำว่าพรหมมีความหมายไกลไปถึงว่า ประเสริฐที่สุด สูงที่สุด ก็ได้. ทางพุทธศาสนาก็ไปอยู่ที่คำว่า อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ - คือเป็นผู้ที่บุตร ควรบูชา ราวกะว่าเป็นพระอรหันต์. เพราะฉะนั้นบิดามารดาเลยเป็นพระอรหันต์ ในบ้านเรือนของลูก. ลูกต้องปฏิบัติต่อบิดามารดาอย่างนี้ ตามหลักในพุทธศาสนา. แล้วสิ่งที่กล่าวไว้ใน นวโกวาท ก็เป็นของง่าย ๆ เหลือที่จะง่ายในการปฏิบัติ. จึงหวังว่า เราจะมีอุดมคติเทิดทูนบิดามารดาเป็นทิศเบื้องหน้าใน ลักษณะอย่างนี้ ; แล้วสึกออกไปก็จะรักพ่อแม่ยิ่งกว่าเก่า, จะบูชาพ่อแม่ยิ่งกว่า เก่า, จะเสียสละให้พ่อแม่ได้ยิ่งกว่าเก่า ; ไม่เสียทีที่ว่ามาบวช แล้วสึกออกไป เป็นบัณฑิต. เวลาของเราก็หมดเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต