น.551 วันนี้จะพูดเรื่องทิศเบื้องหลัง คือบุตรภรรยา ต่อ จากทิศเบื้องหน้า คือบิดามารดา ซึ่งได้พิจารณากันแล้วใน วันก่อน ในฐานะที่เป็นเรื่องคู่กัน. อยากจะขอให้ทุก ๆ องค์ ทบทวนถึงหลักที่เราจะต้องถือเป็นหลักสำคัญทั่ว ๆ ไป ไว้เสมอ ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อไปนิพพาน. มนุษย์ที่กำลังอยู่ในสภาพ อย่างไร สถานะอย่างไร ก็ต้องมีความมุ่งหมายเพื่อไปนิพพาน, คือไปสู่ที่สิ้นสุดของการที่จะต้องเป็นอะไร หรือเป็นอย่างไร ; อย่างน้อยก็โดยทางจิตใจ ที่เราหมดความรู้สึกว่าเราเป็นอะไร จึงจะจบเรื่อง. ทีนี้ก็จะได้ความคิดขึ้นมาว่า ทุกอย่างนี้มันเป็นไป เพื่อสิ่งที่ควร จะเป็นไป; แปลว่ามองชีวิตในลักษณะที่ไม่น่าเกลียดน่ากลัวอะไร ; คือไม่มอง ในแง่ร้าย. แต่แล้วก็ไม่มองในแง่ดีจนถึงกับว่า น่าพิศมัย น่าหลงใหล ในทาง เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง. เรามองชีวิตในแง่ที่เป็นการเดินทาง : ถ้าเดินดี ก็น่าชื่นใจ, ถ้าเดินไม่ดีก็น่าเศร้า มีแต่อย่างนั้น. ๕๒๗
น.552 ทีนี้เราก็มองดูตัวเอง ในฐานะเป็นจุดศูนย์กลางที่มีอะไรแวดล้อม อย่าง ที่เรียกว่าทิศทางต่าง ๆ เพราะว่ามันจะต้องไปด้วยกัน อย่างที่เรียกว่าไปคนเดียว ไม่ได้สำหรับฆราวาส. เพศฆราวาสไม่ควรจะถือว่าเป็นบาปเป็นกรรมอะไร ควร จะถือว่าเป็นการเดินทางที่มันเป็นพวง ๆ พ่วงกันเป็นพวง ๆ. สำหรับพระหรือ บรรพชิต ก็มีความมุ่งหมายที่จะไม่ให้เป็นพวง ; ให้มันไปเดี่ยว หรือไปสะดวก. ถึงอย่างนั้นการไปเป็นพวงก็ไม่ควรจะถือว่า มันเป็นโชคร้าย หรือเป็นบาปกรรม ; ควรจะถือว่าเป็นการแสดงความสามารถ, ถ้าใครต้องการจะไปเดี๋ยวก็มีสิทธิ์ที่จะ ทำได้ และเรียกว่ามีโชคดีกว่า. ก็เป็นอันว่าไม่ต้องถือว่าชีวิตนี้เป็นบาปกรรม หรือสิ่งที่เป็นไปในแง่ร้าย เหมือนที่คนเข้าใจกันอยู่เป็นอันมาก โดยเฉพาะ พวกฝรั่ง. บางคนเอาพุทธศาสนาไปเปรียบว่าเหมือนกับปรัชญา ของ โชเปนเฮา- เออร์ ที่มองทุกสิ่งในแง่ร้าย ผมไม่เห็นด้วย ; ถือว่าธรรมชาติแท้ ๆ ของธรรมชาติ นี้ไม่ใช่แง่ดี หรือแง่ร้าย ; มันแล้วแต่เราจะจัดจะทำมัน. ถ้าเราจะไปมัวจัดมัวทำ ให้เป็นดีเป็นร้ายมันก็ยุ่ง สู้ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันไม่ได้. เราจะต้อง การแง่ไหน ที่เป็นประโยชน์ เราก็เอาในแง่นั้น ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ให้เป็น การเดินทางดีกว่า. ที่เขาไปจัดสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือภาวะอย่างนั้นอย่างนี้ ความคิด อย่างนั้นอย่างนี้ว่าเป็นบุญ - เป็นบาป เป็นดี - เป็นชั่ว เป็นกุศล - เป็นอกุศลนั้น เป็นเรื่องสมมุติบัญญัติไปตามความรู้สึกของคน ผู้มีความต้องการ. ถ้าไม่ต้องการ มันก็ไม่เป็นดีเป็นชั่วอะไรได้ ; หรือถ้าเกิดมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน คนหนึ่ง ก็จะเห็นเป็นดี, คนหนึ่งก็จะเห็นเป็นชั่ว. ฉะนั้นให้ถือว่าโดยธรรมชาติทั่วไปแล้ว ธรรมชาติเหล่านั้นไม่ได้เป็นดีหรือเป็นชั่ว ; หมายความว่าเปิดโอกาสให้มนุษย์ ปรับปรุงเอาตามความต้องการของตนได้ ; หากมนุษย์โง่ก็ปรับปรุงไปอย่างหนึ่ง,
น.553 มนุษย์ฉลาดก็ปรับปรุงไปอีกอย่างหนึ่ง. ฉะนั้น การรู้จักธรรมชาติที่ถูกต้อง นั่นแหละเรียกว่าเป็นการดี ที่แท้จริงเป็นกุศล. เพราะฉะนั้นผมจึงพิรี้พิไร ขอให้ทุกคนมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลึก, อย่า มองแต่เพียงแค่สมมุติบัญญัติ หรือการแต่งตั้งอย่างนั้นอย่างนี้. ถ้าเป็นอย่างนั้น เรียกว่ามันถูกกักขังโดยทางวิญญาณ ไม่เป็นอิสระ ; ก็คือความโง่. ฉะนั้นต้อง มองสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ แล้วก็เลือกได้ในทางที่จะอยู่เหนือ คือไม่มีความทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านั้น. นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจะต้องพิจารณาสิ่งต่าง ๆ แม้ที่สุด แต่เรื่องภายในครอบครัว เรื่องโรแมนติคต่าง ๆ นี้ ก็ยังต้องพิจารณากันใน ลักษณะที่ลึกซึ้งเป็นปรมัตถ์เหมือนกัน. สำหรับเรื่องบุตรภรรยา ซึ่งเป็นทิศเบื้องหลัง หรือว่าเป็นคู่กันกับทิศ เบื้องหน้า ; ฉะนั้นการพิจารณาก็เป็นไปได้ในทางเปรียบเทียบมาก่อน. คำว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังนี้มีหลายความหมาย ; ภาษาไทยก็ดั้นได้ บางทีหน้ากับหลัง ก็เหมือนกัน; "ต่อภายหน้า" "ต่อภายหลัง" นี้กลายเป็นสิ่งเดียวกัน. แต่ เบื้องหน้าในที่นี้หมายความว่าอยู่ข้างหน้า เห็นก่อน ดูก่อน ต้องดูก่อน ต้อง จัดการก่อน, ต้องนึกไว้เป็นเบื้องหน้า คือออกหน้าสิ่งใด ๆ ส่วนเบื้องหลัง นั้นมันก็ตรงกันข้ามในทางที่จะมอง แต่ว่ามันก็มีภาระไม่น้อยกว่ากันในทางที่จะ ปฏิบัติ คือปฏิบัติให้เหมาะสมแก่การที่เรียกว่าเบื้องหลังข้างหลัง. ถ้าเรามองกันตั้งแต่ระดับต่ำ ๆ คือความคิดในระดับต่ำ ๆ มันก็มอง เห็นไปว่า คนโดยมากไม่เห็นว่าเป็นทิศเบื้องหลังก็ได้ ; อาจเห็นบุตรภรรยาเป็น ทิศเบื้องหน้า เป็นภาระข้างหน้า. ถ้ามีความหลงรักด้วยกิเลสแล้วก็ยิ่งเป็น เบื้องหน้ายิ่งขึ้นไปอีก; นี้ก็ต้องระวัง มันจะกลายเป็นโง่มากขึ้น ๆ แล้วก็กลาย เป็นทำผิดก็ได้.
น.554 ทีนี้ สูงขึ้นมาอีก จากความที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ก็เป็นกำลังใจ อย่างที่เคยแนะให้ดูว่าทุกคนมีบุตรภรรยาเป็นกำลังใจ สำหรับปฏิบัติหน้าที่การงาน อาชีพ สร้างสรรค์อะไรต่าง ๆ สุดฝีไม้ลายมือ. นี้มันก็เป็นระดับของบุถุชนที่ รู้จักในสิ่งที่ดีที่สุดเพียงเท่านั้น หรือเขากำลังเข้าใจอย่างนั้นด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าไม่มีบุตรภรรยาเป็นเครื่องคอยเป็นกำลังใจแล้ว ดูจะไม่ใคร่ทำอะไรอย่าง จริง ๆ จัง ๆ. ทีนี้ก็มองได้จากข้อนี้ทำให้เห็นชัดอยู่ในตัวแล้วว่า บุตรภรรยา แม้จะจัด เป็นข้างหลัง มันก็เป็นกำลังดันให้ไปข้างหน้า ไม่ใช่เป็นเครื่องถ่วง, ถ้าเป็นของ หนักเป็นเครื่องถ่วงก็หมายความว่า มันดึงมันกระชากรั้งให้ถอยกลับไปทางหลัง. ทีนี้ถ้ามีกำลังใจเกิดมาจากบุตรภรรยา นี้ก็เท่ากับบุตรภรรยานั้น เป็นกำลังดัน ให้รุดไปข้างหน้า, คือดุนให้ไปข้างหน้า. มันก็ควรจะถือเอาเป็นคติที่ดีกว่า ที่จะถือว่า เป็นเรือพ่วง เป็นของหนัก เป็นของดึงขารั้งแขนอะไรไว้. เราก็เลยถือเอาคติอันนี้ ว่าดุนไปข้างหน้า นั้นไปไหนกันต่อไป ? ก็ให้ มันกลายเป็นว่า ไปให้ถึงที่สุดยังจุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์, อย่าให้ ดุนไปเพียงเพื่อกิน เพื่อกาม เพื่อเกียรติ เป็นเรื่องโลก ๆ ของคนที่หลงใหลอยู่ ในเนื้อหนัง. นั่นแหละจึงแนะนำให้มองให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคนจะต้องไปนิพพาน มีบุตรภรรยาก็ไม่เกิดเป็นภาระหนัก ; ถ้าเราทำให้เขาเข้าใจในอุดมคติอันนี้ ว่าทุกคนเกิดมาเพื่อไปนิพพาน. ตามที่ผมได้ฟัง ได้สังเกตมองเห็นอยู่ชัด หรืออย่างน้อยก็ได้ยินแว่ว ๆ พอเป็นรูปเป็นร่างว่าวัฒนธรรมไทยแต่โบราณ เขามีการพร่ำถึงสิ่งที่เรียกว่านิพพาน กันอยู่ให้แซ่ไปหมดในบ้านในเรือน จะมีการพูดถึงคำว่านิพพาน, จะสอนให้อุทิศ ตั้งใจทำสิ่งใด เพื่อเป็นนิสัยปัจจัยแก่พระนิพพานเสมอ. เพราะฉะนั้นเด็กๆ
น.555 ก็จะได้ยิน; เพราะผมจำได้ เมื่อผมเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ก็ได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดกัน แต่เรื่องว่า "ขอให้เป็นนิสัยปัจจัยแก่พระนิพพาน" อย่างนี้เสมอไป จนมันกลาย เป็นวัฒนธรรมประจำปากไปเลย. ก็แปลว่าเราทำให้เรื่องของพระนิพพานเป็น เรื่องจุดหมายปลายทางของมนุษย์กันทุกคน. เด็ก ๆ ก็มีการได้ยินได้ฟังสิ่งนี้แล้ว. แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจว่านิพพานคืออะไร ; มันก็ค่อยติดตามต่อไป. เรื่องนี้มัน สำคัญมาก คือว่ามันจะตัดบท ตัดปัญหายุ่งยาก ความทุกข์อะไรต่าง ๆ. ตามที่เราสังเกตเห็น เวลานี้ปัญหาในครอบครัว ที่ว่าไม่มีเงินพอให้ ลูกจะเล่าเรียนเป็นดิบเป็นดีได้ ; พ่อแม่ก็เลยทรมานใจ ทุกข์ระทมอยู่เสมอ. นี้มันเป็นบาปกรรม เกิดขึ้นมาโดยการที่ตั้งใจไว้ผิดเท่านั้นเอง. ถ้าถือตาม วัฒนธรรมเก่าว่า จะไปนิพพานกันแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะหาเงินให้พอ สำหรับส่งให้ลูกไปเรียนเมืองนอก. ปัญหาที่มันเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมาก็เพราะ ไม่เข้าใจจุดหมายปลายทางของมนุษย์. ถ้าพ่อแม่มีความเข้าใจถูกต้องในเรื่องนี้แล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด สำหรับถึงกับจะเป็นทุกข์. จะหาเงินให้มาก จะมีอะไร ให้มาก ให้ลูกได้เรียนดี มันก็ทำได้ ; แล้วก็ไม่ต้องเป็นทุกข์. ทีนี้ มันมีข้อแตกแยกเหมือนกันว่า พ่อเกิดต้องการจะให้ลูกดีไปในทาง ธรรม ทางศาสนา หรือเพื่อไปนิพพาน ; ส่วนแม่เขาไม่เอาด้วย เขาไม่รู้ ไม่เห็น ด้วย ไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย มันก็เป็นความยุ่งยากลำบากที่เกิดขึ้น ถึงกับเป็นทุกข์ ทรมาน ; เป็นปัญหาที่เรียกว่า ทำให้ปวดหัวกันบ่อย ๆ. ข้างพ่อมีความคิด หรือ มีความตั้งใจตัดสินใจ ในเรื่องที่จะต้องให้ดีไปในทางนิพพาน อย่างนี้ปัญหามันก็จะ ไม่มีมากมายอะไรนัก เพราะคนจนเท่าไรมันก็ทำได้ ; มีเพียงแต่พอกินพอใช้มันก็ ทำได้, มีเงินมากก็ทำได้. ถ้าคิดแต่เรื่องดี เรื่องเด่นทางโลกกันแล้ว มันต้องเกี่ยว กับเรื่องเงิน เรื่องอะไรไปในทำนองนั้น. มันก็เลยดึงไปหามิจฉาทิฏฐิ, ดึงไปหา
น.556 คอรัปชั่น ทุจริตบ้าง อะไรบ้าง ; ฉะนั้นมันก็ต้องเอามาคิดดู ในปัญหาเรื่องบุตร ภรรยา. ถ้าเผอิญทั้งคู่สามีภรรยามีความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าชีวิตตรงกัน เรื่องก็จะ ราบรื่นมาก แล้วก็จะเป็นอยู่อย่างสงบเย็นเหมือนคนโบราณ ; และมีความดีไป ในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความเห่อทะเยอทะยานอย่างโง่เขลา อะไร ๆ มันก็เลยพอ ไปหมด ; สติปัญญาของลูกมันก็พอสำหรับที่จะไปนิพพาน แม้มันไม่พอสำหรับ ที่จะไปเรียนเป็นผู้เก่งกาจสามารถในโลกนี้. การทำมาหากิน ทรัพย์สมบัติอะไร มันก็พอไปหมด. ทุกอย่างไม่เป็นไปเพื่อการถ่วง หรือผูกพัน หรือผูกมัด เผาลน ทีมแทง ; มันดีอย่างนี้. เลยเกิดเป็นเรื่องสะดวกสบายที่จะไปข้างหน้า เพราะ ไม่มีทางที่จะเกิดบาป เกิดอกุศลอะไรได้. เพราะฉะนั้น เราจะต้องมองดูบุตรภรรยา ในลักษณะที่จะไม่เป็นทุกข์ คือเป็นเรือพ่วงอะไรทำนองนั้น ; แต่จะเป็นไปเพื่อเป็นเพื่อนคู่หูไปนิพพาน. สำหรับภรรยาก็เป็นผู้แบ่งเบาภาระในการเดินทางไปนิพพาน ให้เหลือคนละครึ่ง มันก็เหลือน้อยเข้า. ส่วนบุตรนั้นมีสำหรับว่าถ้าบิดามารดาไปไม่ถึงในชาตินี้ บุตรก็รับภาระ รับมรดก ที่จะเดินทางต่อ เพื่อให้มนุษยชาติมีวิวัฒนาการไปถึง จุดหมายปลายทางคือนิพพาน. อย่างพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เดินทางไปถึงนิพพาน แล้วเปิดเผยหนทางอันนี้ เพื่อมนุษย์ทุกคนจะได้สิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้บ้าง : ทุกคนก็เข้าใจ ก็สมัครดำรงชีวิต ชนิดที่เป็นการเดินทางไปนิพพานอยู่เรื่อย ; แม้ยังไม่ถึงก็ยังเยือกเย็นไปตามสมควร มีส่วนเยือกเย็น ไม่ใช่มีส่วนเร่าร้อน. อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์อยู่แล้ว. ฉะนั้นการมีครอบครัวก็ไม่ควรจะมีให้มันขัดกันกับอุดมคติอันนี้ ; เพียง แต่ว่าไปช้าหน่อยสำหรับความเป็นฆราวาสนั้น มันก็ดีเหมือนกัน เป็นการแสดง
น.557 สมรรถภาพอย่างสูง. ถ้าเรามองกันในแง่นี้ ปฏิบัติกันอยู่ในแง่นี้ คำว่าบุตรภรรยา ก็ไม่ใช่เครื่องถ่วง, ไม่ใช่เรือพ่วงที่ถ่วง ; แต่กลายเป็นเครื่องสนับสนุน, แล้วก็เป็นเครื่องสำรอง ; เรือลำใหญ่คือพ่อแม่ เมื่อถึงวาระสิ้นสุดลงไป เรือพ่วงคือลูกก็รับภาระสำรองหน้าที่ต่อไป. คำว่าลูกควรจะเป็นอย่างนี้; อย่าให้ มันเป็นเพียงก้อนอะไรก้อนหนึ่งออกมาจากพ่อแม่, หรือเหมือนกับลูกไม้เป็นของ ต้นไม้. แต่ถึงอย่างไรก็ดี มันก็เป็นการรับมรดกทางร่างกาย : ลูกไม้หล่นออกมา จากต้นไม้ คือที่เป็นพ่อแม่เรื่อย นั่นก็เป็นผู้รับมรดกทางร่างกาย ; เดี๋ยวนี้ เราก็ให้เป็นเรื่องรับมรดกทางวิญญาณด้วย. ลูกควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะ มนุษย์มีจิตมีวิญญาณสูงกว่าต้นไม้ หรือสูงกว่าสัตว์. คำว่าลูก มันก็มิได้หมายความถึงลูกที่เกิดออกมาจากอก จากเลือด จากเนื้ออย่างเดียว ; แม้ ไม่ได้เกิดมาจากอก ก็ยังเป็นลูกได้อยู่นั่นแหละ. ลูกเกิด จากอกมันเป็นเรื่องร่างกาย เป็นลูกทางฝ่ายเนื้อหนังร่างกาย. มันควรจะมีลูก ที่คลอดออกมาจากวิญญาณ หรือลูกทางวิญญาณด้วย คือเป็นเรื่องของ ความหมายในทางจิตใจ. เพราะฉะนั้นเราจึงมีลูกในลักษณะอย่างอื่น นับตั้งแต่ ลูกจ้างขึ้นไป; ในภาษาไทยลูกจ้างก็คือผู้ที่จะทำตามความประสงค์ของเรา ; แล้วก็มีลูกอะไร อีกหลาย เช่นลูกคู่ ลูกสมุน อะไรก็สุดแท้, มันมีคำว่า "ลูก" กระทั่งลูกศิษย์ ; ก็ล้วนแต่เป็นผู้จะรับสนองความประสงค์ ความมุ่งหมาย ในหน้าที่การงานต่อไปทั้งนั้น ; จนบรรพชิตก็ยังมีลูก คือลูกศิษย์ มีภาระ หน้าที่อย่างพ่อแม่ อย่างกว้างขวางเสียอีก. บรรพชิตถ้ามีลูกศิษย์เป็นร้อย ๆ มันก็ต้องทำอย่างเดียวกับที่พ่อแม่จะ พึงกระทำต่อลูก ; เพราะมันเป็นเรื่องทางวิญญาณเสียมากกว่า ในการที่มีลูกศิษย์. ทำไมในภาษาไทยเอาคำว่า "ลูก" ไปใช้ ? ผมเห็นว่าเป็นนิมิตที่ดีมาก ที่จะให้
น.558 มองผู้ที่มาเกี่ยวข้องด้วยกันนี้ มีความผูกพันมากอยู่ในฐานะ ถึงกับเป็นลูก เช่น ลูกจ้าง ถ้ารักอย่างลูกมันก็หมดปัญหา. เดี๋ยวนี้คนไม่รักลูกจ้างอย่างลูก มันก็เกิด ปัญหาอันตรายขึ้นมา. คำว่า ลูกศิษย์ไม่ได้เกิดจากอก หรือเกิดมาทางเนื้อหนัง มันก็เลยเป็น ลูกในทางฝ่ายวิญญาณ. ผู้ที่เป็นพ่อก็เลยมีภาระที่จะต้องทำอย่างที่เป็นพ่อขึ้นมา. เช่นพระพุทธเจ้าเขาเรียกว่า "พระพุทธบิดา" เป็นบิดาทางฝ่ายวิญญาณ, อาจารย์ เขาก็เรียกกันว่า "พ่อ" เพราะเป็นพ่อทางฝ่ายวิญญาณ. ทางภาคเหนือมีคำว่า "พ่อเลี้ยง" อะไรอีกประเภทหนึ่ง, เป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณอยู่ด้วยเหมือนกัน คือความรักความเมตตาความกรุณา ต่อคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จึงจะเป็น "พ่อเลี้ยง" ที่ถูกต้อง. ส่วนพ่อเลี้ยงอันธพาล ทำนาบนหลังคน ที่เข้ามาเกี่ยว ข้องนั้น ไม่ควรถือเอาเป็นประมาณ. นี้พูดกันแต่เรื่องลูกมีความหมายทางวิญญาณที่จะต้องได้รับความรักใคร่ เมตตา ปรานี จับจูงไปให้ถูกทาง จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง และก็เป็นลูก ในทางวิญญาณอีก. อะไร ๆ ก็เป็นเรื่องทางวิญญาณไปหมด จนเขาจะเรียกว่า บ้าวิญญาณ. เพราะเรื่องทางเนื้อหนังทางร่างกายนั้น มันมีสาระน้อย เป็นเพียง เปลือกซึ่งเป็นที่ตั้งของเนื้อใน มีความสำคัญอย่างนั้น. ทีนี้ การที่ฆราวาสจะมีทิศเบื้องหลัง มีทิศ ๆ นี้ให้เป็นที่สะดวกสบาย ชื่นใจ เป็นไปเพื่อกุศลนั้น มันต้องมองไปในแง่อย่างนี้. อย่ามองกันไปในเรื่อง ที่น่าทุเรศ เท่าที่รู้สึกกันอยู่. เราอาจจะพูดว่า แม้เป็นคนยากจน ชาวไร่ชาวนา อาบเหงื่อต่างน้ำ ก็ยังมีโอกาส หรือสามารถที่จะมองสิ่งต่างๆ ในแง่อย่างนี้ เหมือนกับปู่ย่า ตายาย สมัยโบราณก็ได้. เขาไม่มีความทุกข์ มีลูกก็คือไปด้วย กันเรื่อย ; พ่อทำอย่างไรลูกทำอย่างนั้น, พ่อไถนาลูกก็ไถนา ; ลูกก็พอใจ
น.559 ที่จะดูพ่อไถนา. มันไม่มีปัญหาที่จะทุกข์ร้อนทางวิญญาณ ; เพราะมันเดินตาม ทางกันไปเรื่อย ซึ่งมันเปิดให้มากถึงกับว่า ไม่รู้หนังสือก็ไปนิพพานได้. ครั้งโบราณในประเทศอินเดีย คนที่บรรลุพระอรหันต์ ไปนิพพาน ไม่รู้หนังสือกันมาก. เดี๋ยวนี้เรียนหนังสือ ไปมีปริญญาไม่มีที่สิ้นสุด. มันเกิด เป็นปัญหาโง่ ๆ เขลา ๆ ขึ้นมาให้มีความทุกข์ ; ไม่ต้องการเรื่องที่จะดับทุกข์ ต้องการที่จะเดินดุ่มไปในทางที่มีอะไรยั่ว ; เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ มันยั่วให้ไปวนเวียนอยู่แต่ในทางนั้น เลยเรื่องที่ว่าคนไม่รู้หนังสือไปนิพพานได้นี้ ก็เป็นหมัน สำหรับคนเหล่านั้น. ทำให้เรามองเห็นภาพของมนุษย์ปัจจุบันนี้ กำลังบ้าคลั่ง เดือดจัด วิ่งอย่างสุดเหวี่ยงไปในทิศทางไหนก็ไม่รู้- ลองหลับตา ทำมโนภาพทางวิญญาณดู : มนุษย์สมัยนี้กำลังวิ่ง วิ่ง จนหกล้มหกลุก คือวิ่งสุดเหวี่ยง แล้วไปทิศทางไหนก็ไม่รู้ ; แล้วก็ปรากฏว่ามี แต่จะไปในทิศทางที่เป็นทุกข์มากขึ้น ดูโลกในสมัยนี้ก็แล้วกัน มันยุ่งมากขึ้น มัน ทุกข์มากขึ้น ; เพราะมันวิ่งไปสุดเหวี่ยง จนไม่รู้ว่าจะไปไหน, คือไม่มีความ สำรวมระวัง ไม่มีความเยือกเย็นอะไร. ทั้งๆ ที่รู้หนังสือมาก รู้อะไรมาก ; รู้จนกระทั่งไปโลกพระจันทร์ได้ นี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น สำหรับที่จะเยือกเย็น ; สู้คน สมัยที่ไม่รู้หนังสือก็ไม่ได้. เพราะฉะนั้นอย่ากลัวกันนักเลย เรื่องลูกจะไม่มีเงินไปเมืองนอก หรือ อะไรทำนองนั้น ; แล้วก็อุตส่าห์ทำให้เขามีความเข้าใจให้ถูกต้องเสียตั้งแต่แรก ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อไปนิพพาน แล้วทำให้ดีที่สุดสำหรับที่จะเป็นอย่างนั้น จะทำ อะไร จะทำมาหากิน จะมีลูกมีเมีย จะมีชื่อเสียง จะทำอะไรก็สุดแท้ แต่ต้องไม่ขัด กันกับเรื่องที่จะไปนิพพาน. ถ้าสมมุติว่าจะไม่ได้ปัจจัยทางโลก ๆ เหล่านั้น เราก็ยัง คงไปนิพพานได้ ก็เลยไม่ต้องกลัว, ไม่ต้องมีความหวาดกลัวในชีวิต ว่าจะไม่ได้
น.560 สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. เดี๋ยวนี้เราอยากจะให้ได้อะไรให้มาก มันก็ได้ เหมือนกัน ; แต่ให้ถือว่าเป็นเรื่องแสดงความสามารถ หรือฝึกฝนความสามารถ. ถ้าอยากจะมีเงินสัก ๑๐ ล้าน ถ้าอยากจะมีปริญญายาวตั้งวา ก็เพื่อฝึกหัด ฝึกฝนแสดงความสามารถ ; ฝึกในเนื้อในตัวเพื่อไปนิพพาน เพราะว่า สิ่งที่จะ ได้มาจากเงิน ๑๐ ล้าน หรือว่าปริญญายาวเป็นหางนั้น มันก็เป็นเศษขยะมูลฝอย หรือเป็นสวะทั้งนั้น ; ได้อะไรมามันก็เป็นสวะทั้งนั้น. ของดีแท้ ๆ นั้นก็คือการได้ นิพพาน. ทีนี้เขาก็ไม่หลง เขาก็ใช้เครื่องมือเหล่านั้น เป็นเครื่องฝึกฝนความ สามารถไปตั้งแต่เล็ก, เรียนเก่ง สอบไล่ได้ดี ต้องการอะไรก็ได้. ครั้นเมื่อได้ มากเข้า ๆ มันก็รู้ว่า นี่มันเป็นเรื่องสวะทั้งนั้น. ไม่ควรยึดมั่นว่าเรา ว่าของเรา ; มันก็ทำให้เขาบรรลุถึงนิพพานในฉับพลันกระทันหันได้. สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นเครื่อง ถ่วง แต่เป็นเครื่องสนับสนุน ; แต่มันเป็นเรื่องยากกว่า ที่ว่าจะเอาแต่พอสมควร. ฉะนั้นอย่าไปหวังอะไรให้มากเกินสมควร ; ความรู้ก็ดี เกียรติยศ ชื่อเสียงอะไรก็ดี อย่าไปหวัง จนทำให้นอนไม่หลับ ; ก็ให้ทำไปอย่างถูกต้อง แล้วมันก็มาเอง และมันก็มาในลักษณะที่ถูกต้องและสมควรในปริมาณที่สมควร แล้วมันก็สบายไปเท่านั้น. หลักเรื่องวา "พอสมควร" นี้ ช่วยจำไว้ให้ดี เป็น หลักของพุทธศาสนา; จะต้องมีอะไรพอประมาณ. ผู้ที่จะไปสู่ความดับทุกข์จะต้องเป็น อปฺปกิจฺโจ, คือมีกิจการงานหน้าที่ พอประมาณ คือพอเหมาะ พอดี, ให้มีการกระทำที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา พอเหมาะพอดี, ไม่ใช่น้อยไม่ใช่มาก. แต่คำว่าน้อย หรือมากนี้ไม่ได้วัดโดย จำนวนเครื่องตวงเครื่องวัดที่เขาวัด ๆ กันอยู่. ถ้าคนฉลาดมาก ก็ทำอะไร ได้มาก ; เหมือนที่ผมเคยเปรียบให้ฟังว่า เมื่อฉลาดแล้วสามารถทำโรงสี
น.561 ๑๐๐ โรงพร้อมกันไปได้ ไม่มีภาระหนักอะไรสำหรับคนที่ฉลาดในเรื่องนั้น. ถ้าเป็น คนที่ไม่ฉลาดแล้ว โรงสีครึ่งโรงก็ทำไม่ได้. ฉะนั้นให้ทำพอประมาณ และพอดี แก่กำลังความคิดสติปัญญา ของตน ๆ. มันก็เลยต่างกัน คนหนึ่งทำได้ครึ่งโรง อีกคนหนึ่งทำได้หลายโรง ๑๐ โรง ๑๐๐ โรงก็ได้. นั่นก็เรียกว่าพอประมาณ คือพอดีแก่กำลังสติปัญญา ความสามารถ กำลังกายกำลังใจ; มันก็เดินสบาย. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม น้อยกว่ามันสบายกว่า สะดวกกว่า; เพราะฉะนั้นจึงเอา เท่าที่มันจำเป็นก็แล้วกัน. บทว่า มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ นี้มีการกินอยู่แต่พอประมาณพอสมควร นั้นเป็นหลักในพระพุทธศาสนา. ฉะนั้นการหามันก็พอประมาณพอสมควร เรา ก็เลยไม่มีปัญหาว่าจะอดตาย ; ไม่มีปัญหาว่าจะไม่มีสิ่งที่จะทำให้เป็นมนุษย์ที่ดีได้. ถ้าบุตรภรรยามีความเข้าใจกันไปอย่างนี้แล้ว ครอบครัวนั้นก็จะมีความผาสุก คือมี พระนิพพานอยู่ในครอบครัวในระดับใดระดับหนึ่ง. ถ้าผิดจากนี้ก็ต้องเป็นคน ทนทุกข์ทรมานแบบใดแบบหนึ่งเหมือนกัน, เป็นวัฏฏสงสารที่น่าสมเพชเวทนา ในการเกิดมา. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจทิศเบื้องหลัง - บุตรภรรยา ในลักษณะที่มี ความหมายแตกต่างกันเป็นลำดับ ๆ มา ตั้งแต่โง่ที่สุด เรื่อยมาจนถึงค่อย ๆ ฉลาดขึ้น ๆ ฉลาดขึ้น ๆ จนถึงฉลาดที่สุด ; เรื่องมันก็หมดปัญหา. เขาเรียกว่า "ทิศกระจ่าง สว่างไสว" นี่ภาษาบาลีใช้คำอย่างนี้. "ทิศนี้ปรากฏความสว่างไสว แก่ข้าพเจ้า" สำนวนอย่างนี้มีพูดในภาษาบาลี. เพราะว่าเขาเข้าใจและทำถูกต้อง ในทิศนั้น ๆ. "ทิศมืดมัว" ก็หมายความว่า เขาไม่มีความเข้าใจถูกต้องเพียงพอ ในสิ่งนั้น มันก็เลยมืดมัว. เรียกว่าทิศมืดมัวกับทิศสว่างไสว.
น.562 คำว่า "ทิศ" ตามตัวหนังสือก็แปลว่า สว่างไสว ; แต่มันไปทำให้มืดมัว เพราะความโง่. ทิศเบื้องหน้า บิดามารดา มีความสว่างไสวอย่างที่พูดมาแล้ว ; ทิศเบื้องหลังก็มีความสว่างไสวอย่างนี้. ทีนี้ ก็มาถึงทิศถัดไป คือ ทิศเบื้องขวา คือครูบาอาจารย์ ; ซึ่งควร จะรวมผู้บังคับบัญชา ผู้นำ ผู้อะไร อยู่ในทิศนี้ด้วย สำหรับในโลกสมัยปัจจุบัน ; แม้กระทั่งนายจ้างก็ควรจะบรรจุไว้ในทิศนี้. เพราะว่าเป็นผู้นำในทางกิจการงาน หรือส่วนหนึ่งของชีวิต ; หมายถึงนายจ้างที่ดี ผู้บังคับบัญชาที่ดี ผู้นำที่ดี. "ครูบาอาจารย์" ในภาษาไทยมีความหมายเปลี่ยนไปจากรูปศัพท์ ในภาษาบาลีของเดิม. คำว่า "ครู" ของเดิมแปลว่าผู้นำทางวิญญาณ (spiritual guide) ไปดูปทานุกรมที่ดี ๆ ภาษาสันสกฤตภาษาบาลีแปลว่าเป็นผู้นำทาง spiritual. "อาจารย์" แปลว่าผู้ฝึกสอนมารยาทเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในโลกนี้ ซึ่งแปลเพียงว่า ผู้ฝึก. ครูแปลว่า ผู้นำทางวิญญาณ ; อาจารย์แปลว่าผู้ฝึกมารยาท เพื่อเป็นอยู่ ในโลกนี้. ส่วนคำว่า "อุปัชฌาย์" ในภาษาโบราณ ในอินเดียแปลว่า ครูสอน อาชีพ. อาชีพอะไรก็ตามอย่างที่เขามีกันอยู่บัดนี้ อาชีพชนิดไหนก็ตาม ผู้สอน เรียกว่าอุปัชฌาย์. สอนให้ขี่ช้างขี่ม้า, สอนให้เล่นดนตรีอะไรก็ตาม เขาเรียกว่า อุปัชฌาย์ในวิชานั้น ๆ ที่เอามาใช้ในภาษานักบวช ศาสนานี้ก็คือว่า สอนอาชีพ สมณะ เขาเรียกว่าสาชีพ ; สิกขา และสาชีพ. สาชีพนี้แปลว่าอาชีพของสมณะ อาชีพของบรรพชิต ; อุปัชฌายะเป็นผู้สอนอาชีพนี้. อุปัชฌายะแปลว่าผู้ที่บุคคล จะต้องเพ่งตาดู, เข้าไปเพ่งตาดูว่าท่านทำอย่างไร แล้วก็ต้องทำตาม ; หรือเพ่งดู ตามที่ท่านบอกให้ทำอย่างไร แล้วจะต้องทำตาม. พอมาถึงความหมายในภาษาไทย มันเปลี่ยนไปหมด : อุปัชฌาย์แปลว่าผู้เสกคนให้เป็นพระ อะไรทำนองนี้ไป ไม่รู้ว่าตามความหมายเดิมมันหมายทั่วไปหมด ไม่เฉพาะบวชเป็นพระ จะเป็นอาชีพ อะไรก็ได้.
น.563 อุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ นี้มีความหมายต่างกันอยู่ แล้วความหมาย ก็เปลี่ยนจนทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้น เพราะเหตุนี้บ้างก็ได้. กระทั่ง "ครู" เป็น เพียงลูกจ้างสอนหนังสือ อย่างนี้มันก็แย่มาก ; เป็นโลกที่โง่มาก "ครู" จะต้อง เป็นผู้นำทางวิญญาณตามความหมายเดิม "อาจารย์" เป็นผู้ฝึกให้ได้ตามนั้น, "อุปัชฌาย์" เป็นผู้สอนวิชาอาชีพ เพื่อเป็นอยู่ได้ในทางฝ่ายร่างกาย. รวมความ แล้วก็เป็นผู้ที่จะสร้างพื้นฐานแห่งชีวิตให้ดำรงอยู่ได้ ให้เจริญก้าวหน้าไป. ถ้า จะเรียกเป็นที่พึ่งก็เป็นที่พึ่งทางสติปัญญาในขั้นเริ่มแรก, ครูบาอาจารย์ อุปัชฌาย์ เป็นที่พึ่งขั้นเริ่มแรกต้นๆ ในขั้นตั้งเนื้อตั้งตัวตั้งแต่เราเกิดมา ; จะไปสูงสุด ที่สมณพราหมณ์ ที่จะนำวิญญาณในเบื้องสูง แต่เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงทิศเบื้องขวา - ครูบาอาจารย์ที่เกี่ยวข้องอยู่ในบ้านเรือน ก็เลยมองความหมายของคำ ๆ นี้ ในฐานะเป็นผู้นำ หรือให้แสงสว่างขั้นต้นของการเริ่มชีวิตในโลกนี้. ถ้าเรามีผู้บังคับบัญชา ก็ต้องหมายความว่า เขาจะต้องเป็นผู้นำเราใน เรื่องนี้ ; เพื่อนำหมู่พวกของเราไปในทางนี้ ในเรื่องนี้ ; เพราะว่าเขาฉลาด กว่าเรา. ถ้าเรามีนายจ้างเราก็สมัครจะทำตามเขา ; นี่เรียกว่าผู้นำในเรื่องโลก ๆ มีอยู่หลายประเภท ความหมายอยู่ที่ตรงนี้. นี้ถูกจัดไว้เป็นทิศเบื้องขวา. ข้างขวานี้ภาษาบาลีให้ความสำคัญแก่คำว่าเบื้องขวา คือว่าสำคัญกว่าเบื้องซ้าย, คือต้องเอาใจใส่มากกว่า หรือถนัดกว่า. เพราะฉะนั้นการแสดงความเคารพ เขาจึงให้เอามือข้างขวาหันไปทางผู้ที่เราจะแสดงความเคารพ; เช่น ในการเดิน ประทักษิณ เขาให้เวียนเอามือขวาไว้ทางสิ่งนั้น. ถ้าเราจะลุกออกไปต่อหน้าผู้ที่เราเคารพ ต้องให้มือขวาของเราอยู่ข้าง ฝ่ายนั้นเรื่อย ; เกิดเป็นธรรมเนียมมาจนบัดนี้ ว่าถ้าเราจะนั่งข้างพระพุทธรูป ก็ให้มือขวาของเราอยู่ทางพระพุทธรูป จึงจะเรียกว่าเคารพ. เพราะฉะนั้นผู้ที่
น.564 เป็นลูกน้องหางแถว ก็จะนั่งไปทางซ้ายมือเรื่อยไป. อย่างนี้เรียกว่าทำถูกต้อง ตามธรรมเนียมประเพณีแห่งความหมายของคำว่า ขวา หรือมือขวาเป็นสำคัญ. แล้วก็มาเป็นความหมายของคำว่า ถูกต้อง และ ดีงาม ไปเลย. กิจกรรมต่างๆที่เป็น เบื้องขวาก็เลยเป็นกิจกรรมฝ่ายกุศล ; กิจกรรมฝ่ายเบื้องซ้ายก็จะถือเป็นเรื่อง ตรงกันข้าม ; เพราะขวาเป็นชื่อของของดี ที่จะให้ จะบูชา อย่างทักษิณาทาน เป็นต้น. คำนี้ก็แปลว่าขวาอีกเหมือนกัน ต้องให้ด้วยมือขวา ต้องทำด้วยมือขวา เป็นของดี, ฉะนั้นทิศเบื้องขวาก็มีความสำคัญตามความหมายนั้น. ที่ว่าเราจะต้องมีผู้นำตั้งแต่แรกลืมตาขึ้นมาดูโลกนั้น บิดามารดาก็เป็น บูรพาจารย์, ครูคนแรก อาจารย์คนแรก แล้วเป็นต่อมาจนตลอดชีวิต. ส่วน ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียน ที่วิทยาลัย ที่วัดที่ว่าอะไรก็ตาม ก็ทำหน้าที่อันนี้ ในส่วน ที่บิดามารดาทำไม่ได้ หรือไม่มีโอกาสจะทำ ; ก็เลยเอามาให้เป็นทิศเบื้องขวา ต่อจากทิศเบื้องหน้า. ความเคารพในครูบาอาจารย์จึงถือเป็นสิ่งสำคัญ บัญญัติ ไว้ในฐานะเป็นสวัสดีมงคล เป็นสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุด ; แล้วก็ลามปามไปถึง คนเฒ่าคนแก่. คนเฒ่าคนแก่นี้เกิดมาก่อน รู้อะไรมาก เห็นอะไรมาก ก็อยู่ในฐานะที่ จะเป็นครูอาจารย์ไปหมด. ก็เลยขยายขอบเขตออกไปจนถึงว่า จะต้องไหว้ คนเฒ่าคนแก่ เคารพคนเฒ่าคนแก่ เคารพพ่อแม่ เคารพครูอาจารย์ มันไป ทางเดียวกันหมด. อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ว่า การเคารพคนเฒ่าคนแก่นี้ ถือกันเคร่งมาก ในวัฒนธรรมไทยโบราณ. ถ้าเห็นคนแก่แล้วจะต้องไหว้ ทั้งนั้น ; แม้จะเป็นคนบ้า ๆ บอๆ ก็ต้องไหว้ ; เดินสวนทางมาเห็นคนแก่ ก็จะต้องยกมือไหว้ ทำความเคารพคนแก่นั้น แม้จะบ้า. เราไม่ได้ไหว้ความบ้า ของเขา ; แต่ไหว้สัญญลักษณ์ของความเป็นผู้รู้ราตรีนาน คือว่าเกิดก่อน รู้จัก
น.565 โลกมากกว่า ; เป็นสัญญลักษณ์เหมือนกับเราเห็นผ้าธงชาติก็ไหว้ อย่างนั้น, เราก็ไม่ได้หมายความว่าไหว้เศษผ้าไม่กี่สตางค์นั้น แต่เราไหว้ความหมายของชาติ ผมเมื่อเด็ก ๆ ก็เคยไหว้คนแก่ที่เดินผ่าน แม้เป็นคนบ้า; ซึ่งเรา ก็รู้อยู่ว่าเป็นคนบ้า; แต่อาจารย์บังคับให้ไหว้ก็ต้องไหว้ ไม่ไหว้ก็ต้องถูกตี. ไม่ต้องรู้ว่า คนเฒ่าคนแก่นั้นจะเป็นอะไร, เป็นคนเฒ่าคนแก่ก็แล้วกัน. นี่ก็เป็น การทำให้หัวใจของเรานี้อ่อนโยน สุภาพ ไม่กระด้างด้วยมานะ. มันก็เป็นนิสัยที่ดี เป็นอะไรที่ประเสริฐอยู่ในจิตใจ จะไม่กระด้างด้วยมานะ. ขอให้นึกถึงคำว่า "รัตตัญญู" แปลว่า ผู้รู้ราตรีนาน ราตรียาว นั้นคือ คนเกิดก่อน. เขาทำอะไรได้ก่อน. เดี๋ยวนี้เขามีคำพูดว่า กูกินข้าวก่อนมึง, กูกินนมแม่ก่อนมึง ฯลฯ; หมายความว่าเขาเกิดก่อน ต้องรู้อะไรดีกว่า ; อย่างน้อยเขาก็รู้ว่า รสของข้าว รสของน้ำนมนั้นเป็นอย่างไร ก่อนเด็ก ๆ คนนี้. เพราะฉะนั้นเขาก็มีความรู้มากกว่าเรา ก่อนเรา. รัตตัญญู ตามปกติแล้วก็ต้อง เห็นอะไรมามาก , ก็ต้องพูดอะไรเป็นประโยชน์ได้เป็นธรรมดา ; คนบ้าบอนั้น มันยกเว้นไป. ทีนี้ ผมจะเอาธรรมชาติเป็นหลัก เช่นสุนัขตัวนี้มันแก่กว่าเพื่อน มัน ฉลาดกว่าเพื่อนเพราะอายุมันมากกว่าเพื่อน. อีกตัวหนึ่งนี้มันเพิ่งเกิด มันโง่ หลายอย่างต่อหลายอย่าง ; แต่แล้วมันก็ฉลาดขึ้น ฉลาดขึ้น โดยที่มันสอนกัน อยู่ตามธรรมชาติ ; ไม่มีครูที่ไหนมาสอน. นี่คือผลของการที่ว่า รู้ราตรีนาน - รัตตัญญู. มันจะโง่จะฉลาดโดยพื้นฐานของมัน โดยกรรมพันธุ์อย่างไรก็ตามใจ แต่ความที่มีอายุมาก มันก็ต้องรู้อะไรขึ้นมามากกว่าเสมอ เพราะมันถ่ายทอด กันได้ เพราะมันเอาอย่างกัน; ทีแรกก็ทำอะไรไม่เป็น แล้วต่อมามันก็ทำเป็น
น.566 เพราะมันเอาอย่างตัวที่เกิดก่อน มันก็เลยถ่ายทอดกันมา. สำหรับสุนัขนั้นอย่าง วิชาที่จะกัดงูให้ตายนี้มิใช่ง่าย; แต่ตัวแรก ๆ มันทำเป็น ตัวหลังมันก็ทำเป็นตาม แล้วก็ไม่มีอันตราย ; กัดงูให้ตายได้. นี่คือผลของการเกิดก่อน รู้ราตรียาว นานกว่า. เพราะฉะนั้น จะต้องถือว่าคนที่มีอายุมากกว่านี้ เป็นครูบาอาจารย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง แง่ใดแง่หนึ่งแม้เขาจะเป็นคนบ้า. ถ้าเขาพูดไปตาม experience ของเขาแล้ว มันจะมีประโยชน์แก่คนฟังเสมอ. เพราะฉะนั้นอย่าได้ดูถูกคน เกิดก่อน หรือคนเฒ่าคนแก่; เขาเป็นผู้ที่ควรทำความเคารพอย่างหนึ่งใน สามอย่าง คือวัยวุฒิ ชาติวุฒิ คุณวุฒิ. เขาดีกว่าเราโดยเขาเกิดก่อนคือวัยวุฒิ, ดีกว่าเราโดยชาติตระกูล, เขาดีกว่าเราโดยคุณวุฒิ. นั่นแหละคือทิศเบื้องขวา คือผู้ที่รู้อะไรมากกว่า ในฐานะที่จะเป็นผู้นำได้ เรียกว่าทิศเบื้องขวา อยู่เบื้องขวา จะต้องทำอะไรด้วยมือขวา. เดี๋ยวนี้โลกกำลังจะไม่มีทิศเบื้องขวา ; ครูบาอาจารย์ถูกทำลายให้เป็น ลูกจ้างสอนหนังสือไปทั้งโลก, ไปเป็นเพื่อนเล่นของเด็กเสียแล้ว. ถ้าเด็ก ๆ แม้สมัยนี้ถูกอบรมให้เป็นผู้ที่เห็นว่า ครูบาอาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา แล้วโลกทั้งโลก ก็จะดีกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้. อย่างที่เห็นอยู่ในบัดนี้, พูดให้มันชัดก็คือ ฮิปปี้จะ เกิดขึ้นในโลกไม่ได้ถ้าวัฒนธรรมอันนี้ยังอยู่. ที่มันนอกคอกไม่เชื่อครูบาอาจารย์ ไม่เชื่อบิดามารดา ไม่เชื่อคนแก่ ไม่มีกตัญญูกตเวที นี้เป็นบาปกรรมของมนุษย์ ในโลกที่ละทิ้งทิศเบื้องขวา ; ทำทิศเบื้องขวาให้มืดมัว จนมืดมิดไปหมด. การที่จะปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์อย่างไรเท่าที่มีอยู่ในนวโกวาทนั้นผมจะ ไม่พูด เพราะว่ามันจะเปลืองเวลาโดยไม่จำเป็น. ไปอ่านเอาเอง ไปดูเอาเอง
น.567 แล้วปฏิบัติให้เคร่งครัดตามนั้น ; ผลมันก็จะได้ตามนี้ ตามที่เรากำลังพูด แล้ว คุณก็ท่องกันอยู่ในเวลาที่ไหว้พระสวดมนต์ ท่องนวโกวาท. ให้ถือว่า เราต้องมี ทิศเบื้องขวานี้ คือสว่างไสวอยู่จนตลอดชีวิต. ตั้งแต่เกิดมา จนตลอดชีวิตจะต้อง มีทิศเบื้องขวาที่แจ่มแจ้งชัดเจน สว่างไสว ปฏิบัติถูกต้องอยู่อย่างน่าชื่นใจ จน ตลอดชีวิต. ทิศเบื้องขวาหมายความถึงที่พึ่งทางสติปัญญาในระยะเริ่มแรก ; เป็น การตั้งต้นที่ดีที่ถูกต้องเพื่อจะสร้างพื้นฐานแห่งชีวิตของคนที่เกิดมา ให้มีพื้นฐาน ที่ดีและงอกงาม เจริญไปตามจุดหมายปลายทาง คือนิพพาน. ครูบาอาจารย์ เป็นผู้นำในทางวิญญาณในระยะเริ่มแรก เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางคือนิพพาน เป็นที่สุด. นี่เรื่องครูบาอาจารย์ มันเกี่ยวกับนิพพานอย่างนี้. แม้จะสอน ก. ข. ก. กา. ก็ถือว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่จะให้มีสติปัญญาฉลาด ; รู้หนังสือนี้มันฉลาดกว่า ไม่รู้หนังสือ จึงให้เรียนหนังสือ ; แล้วก็ฝึกความฉลาดอย่างอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ๆ แล้วนำไปใช้ให้ถูกวิธี สำหรับจะไปนิพพาน อย่ามาหลงอยู่ในวัฏฏสงสาร. สมมุติว่า จะต้องหลงอยู่ในวัฏฏสงสาร ก็ให้มันเกิดความฉลาดขึ้น ใน กองทุกข์นั้นเอง ; ก็จะไม่หมกอยู่กับกองทุกข์จนตลอดชีวิต เพราะมันมีสติปัญญา ฉลาดไปตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีแล้ว ; มันไม่โง่อะไรนาน มันไม่โง่อะไรดักดาน มันก็เปลี่ยนเป็นความฉลาดไปตามลำดับ. ต่อไป ทิศเบื้องซ้าย - ญาติ และ มิตร. คำว่า "ซ้าย" ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า ผิดตรงกันข้ามจากเบื้องขวา แล้ว เพียงแต่มีความสำคัญรองลงมาในทำนองนั้น. คำว่าซ้ายในความหมายอื่น ๆ หมายความว่าตรงกันข้ามจากขวา กลายเป็นผิดไปก็มี; เราไม่เอาความหมายนั้น
น.568 เราเอาความหมายตรงที่ว่า มันคู่กันกับขวา ; มือขวาเก่งกว่ามือซ้าย ; มือซ้าย เป็นรอง เป็นลูกน้องของมือขวา : มีทั้งซ้ายทั้งขวาก็ทำอะไรได้ดี. เมื่อคนเรา เกิดมามีทั้งมือซ้ายมือขวา ; หน้าที่ของมือขวาก็อย่างหนึ่ง หน้าที่ของมือซ้าย ก็อย่างหนึ่ง พอรวมกันเข้าทั้งสองมือ ก็สมบูรณ์เท่านั้น. เพราะฉะนั้นเราต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง. คนบางคนอุตริใช้มือซ้ายแทนมือขวา ก็ต้องเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ ว่ามือข้างนั้นของเขา เขาเอาเป็นมือขวา. คนที่เขียนหนังสือด้วยมือซ้ายนั้น ก็ให้รู้เสียว่ามือที่เขียนนั้นมันมือขวา. มันถนัดซ้าย มือนั้นก็ถือว่าเป็นมือขวา. อย่างนี้เราก็ไม่หลงในความหมายของคำว่า "ซ้าย" - "ขวา". ทิศเบื้องขวาคือทิศใต้ ทิศเบื้องซ้ายคือทิศเหนือ มันกลับกันอยู่อย่างนี้; นั้นในทางภาษาพูด ทิศเหนือเลยดูเลวกว่าทิศใต้. คนไทยแต่โบราณเรียกทิศใต้ ว่า "หัวนอน". ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า "เบื้องหัวนอน" มันหมายถึง ทิศใต้ ; เพราะฉะนั้นเขาจึงนอนหันหัวไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นเรื่องไสยศาสตร์ หรืออะไรก็ตามที. คนโบราณเห็นความสำคัญของทิศใต้ จะนอนหันหัวไปทาง ทิศใต้ เป็นสวัสดิมงคล ; นอนหันหัวไปทางทิศเหนือ หรือตะวันตก เป็น อัปมงคล ; นี่เป็นไสยศาสตร์ ส่วนวิทยาศาสตร์จะมีอย่างไรก็ไม่รู้. แต่ว่า ทางธรรมะ ทางศาสนา เขาว่าครูบาอาจารย์ อยู่ทางทิศใต้ อยู่ทางทิศหัวนอน. เพราะฉะนั้นเราจึงหันหัวนอนไปทางทิศใต้มันก็ถูกเหมือนกัน คือเราจะไม่กระดาก หรือขยะแขยงว่า เราเหยียดเท้าไปทาง ครูบาอาจารย์ ; เมื่อนอนก็คงจะทำให้ จิตใจสบายขึ้นมา. ทิศเบื้องซ้ายมันก็เป็นทิศสนับสนุนทิศเบื้องขวา เอากันอย่างนั้นก็แล้ว กัน ; มือซ้ายสำหรับสนับสนุนมือขวา ให้มันมั่นคงขึ้นอีกกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตามใจ ; ได้แก่ญาติ และมิตร. ทีนี้ถ้าเราจะมองกันในฐานะเป็นที่พึ่ง มันก็เป็นที่พึ่ง
น.569 รอบ ๆ ตัว ; เพราะเรามีญาติและมิตรรอบตัว เป็นที่พึ่งในความหมายทางสังคม ; คือร่วมมือกันเป็นจำนวนมาก ทำของยากให้เป็นของง่าย, ทำของหนักให้เป็น ของเบา . คำว่า "ญาติ" แปลว่าผู้ที่เราต้องรับรู้อยู่ในใจเสมอ ว่าเขาเป็นญาติ ก็ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ที่เราจะต้องประพฤติต่อญาติ. คำว่า "ญาติ" ธาตุศัพท์ แปลว่ารู้, ความหมายก็คือต้องรับรู้ ต้องนับไว้ในใจ. "มิตร" แปลว่าผู้มีความรัก. มิตต - แปลว่า ความรัก; แต่ไม่ใช่รักทางกามคุณ. มิตฺต, มิตร อะไร ก็ตาม แปลว่าความรัก รักอย่างบริสุทธิ์ ; เพราะว่า เป็นผู้เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่กันและกัน. เพราะเรามีทั้งผู้ที่เราจะต้องรับรู้ด้วยความรัก. ใช้คำว่า วิสาสะ ; วิสาสะ แปลว่าเกี่ยวข้องกันเป็นประจำ ; แล้วก็เกิดกำลังมั่นคงขึ้น มาทางสังคม. เช่นหมู่บ้านนี้ ถ้าทุกคนรักกันอย่างญาติมิตรก็เจริญ ศัตรูก็ทำ อะไรไม่ได้ ; ความเจริญก็เป็นไปอย่างง่ายดาย. ที่พึ่งทางสังคมเป็นอย่างนี้ ; เพราะฉะนั้นเราก็ขจัดศัตรูออกไปเสียโดยวิธีที่ดี คือให้ทุกคนเป็นมิตร. ถ้าทำผิดไป ความเป็นศัตรู หรือความไม่เป็นมิตรนี้จะเกิดขึ้น แม้แก่ พี่น้องร่วมสายโลหิต ; มันก็สำคัญมากอย่างนี้. ต่อให้เป็นญาติพี่น้องร่วมสาย โลหิต ที่เรียกว่าคลานตามกันมา ; มันจะเป็นศัตรูกันขึ้นมาได้ ถ้าทำผิดในทิศนี้ ; และจะเป็นศัตรูที่ร้ายแรง เพราะว่ามันอยู่ใกล้ชิด. เพราะฉะนั้นจึงสอนให้ แผ่เมตตาจิต ไม่มีใครที่เป็นศัตรู ; พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น. เราจึงต้อง ย้อมจิตใจของเราไปในทางที่ไม่มีใครเป็นศัตรู ; แม้เขาจะมาฆ่าเรา เราก็ไม่ ถือว่าเขาเป็นศัตรู จะพยายามทำความดีชนะความชั่ว. มีเรื่องตัวอย่าง ในกกจูปมสูตร พุทธภาษิตที่เคยเอามาเล่าให้ฟังบ่อยๆจะ เป็นหลักในเรื่องนี้. ที่จะทำให้ใครในโลกนี้ไม่เป็นศัตรู เพราะถือเป็นมิตรหมด.
น.570 มีเรื่องว่า โจรมาจับเราผูกเข้าแล้ว เอาเลื่อยมาเลื่อย ; กกจะ แปลว่า เลื่อย. พอเลื่อยมันเลื่อยผิวหนังขาด เขาก็ไม่คิดประทุษร้ายแก่โจรนั้น ; ถ้าประทุษร้าย ก็ไม่ใช่คนของตถาคต. ถ้ามันเลื่อยเนื้อขาด ก็ไม่ประทุษร้ายแก่โจรนั้น ; มันเลื่อยถึงกระดูก ก็ไม่ประทุษร้ายแก่โจรนั้น ; แม้เลื่อยถึงเยื่อกระดูก ก็ไม่ ประทุษร้ายแก่โจรนั้น. อย่างนี้เป็นคนของตถาคตเรียกว่าไม่มีศัตรู ; ในบาลี เรียกว่า กกจูปมสูตร ในมัชฌิมนิกาย ถือเป็นจุดสำหรับเพ่งเล็งที่ว่าจะไม่มีศัตรู ; แม้ตายไปก็ไม่มีศัตรู เพราะว่าไม่คิดว่าใครจะเป็นศัตรู. แล้วก็มีวิธีที่จะทำศัตรู ให้กลายเป็นมิตรด้วยวิธีต่าง ๆ กัน. ไปคิดเอาเอง ว่าจะชนะความชั่วด้วยความดีได้ อย่างไร ? มันก็คือทำให้มีเมตตาจิตต่ออยู่ด้วยเสมอ, ตายก็ตายไปด้วยเมตตาจิต ; เพราะฉะนั้นเราไม่มีศัตรู. เราพูดได้ในส่วนตัวเรา ภายนอกเขาจะดูว่าคนนี้ฆ่าคนนี้ คนนี้ก็ต้องเป็นศัตรูคนนี้. แต่คนที่ตายไปนั้น ไม่รู้สึกว่าใครเป็นศัตรู เพราะตั้ง ความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่เรื่อย. ในบทสวดเมตตา ก็ต้องมีการพิจารณา อย่างนี้ ไม่มีใครที่จะเป็นศัตรู ; มีเคล็ดมีอุบายที่จะทำศัตรูให้กลายเป็นมิตร โดย การตั้งจิตเมตตาเป็นเบื้องหน้า แล้วกระทำต่อเขาตรงตามจิตที่เมตตา. นี่ถือว่า เราทำตัวให้เป็นคนของพระพุทธเจ้า เป็นคนของตถาคต ; ทำศัตรูให้ไม่เป็น ศัตรูได้. ถ้าพูดอย่างศาสนาคริสเตียนก็มีว่า ตบแก้มซ้ายให้ตบแก้มขวาด้วย, ขโมยเสื้อไปแล้วให้ตามเอาเสื้อคลุมไปให้ด้วย. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า แม้ เอาเลื่อยมาเลื่อยก็อย่าไปโกรธมัน. นี่เพื่อจะทำศัตรูให้กลายเป็นมิตรไปทั้งหมดเลย ทั้งโลกเลย, จะเป็นผีสาง เทวดา สัตว์ดุร้าย เดรัจฉาน เสือ สิงห์, อะไร ก็ตาม มันจะต้องเป็นมิตรไปหมดสำหรับจิตใจของคน ๆ นั้น. เพราะฉะนั้นเรื่อง ฆ่ากันยิงกัน หรืออะไรมันก็มีไม่ได้ ; มีความหมายว่า มองดูกันด้วยสายตาที่แสดง ความรัก เข้ากันสนิทเหมือนน้ำและนม ; นี่เป็นสำนวนบาลี ; เป็นโลกแห่งมิตร
น.571 ไม่มีศัตรู. เดี๋ยวนี้เป็นโลกแห่งศัตรู ค่ากันระงมไปในบรรยากาศทางวิทยุ ไม่รู้ว่า ใครเป็นใคร ล้วนแต่เป็นคนเลวไปทั้งสองฝ่าย ; ก็เป็นโลกแห่งศัตรู, โลกแห่ง ความอาฆาต, โลกแห่งความกลัว. ถ้าเรามีเมตตาจิต เป็นมิตรไปหมด ก็เป็นโลก แห่งความอบอุ่น. หน้าที่ ที่ปฏิบัติต่อมิตร เพื่อสร้างความเป็นมิตร ก็มีอยู่ในบาลีแห่งหนึ่ง ว่าถ้าสูงกว่าโดยลักษณะใดก็ตาม ให้แสดงความเคารพ, ถ้าเสมอกันให้แสดง ความเป็นกันเอง, ถ้าต่ำกว่าให้แสดงเมตตาปรานี. ถ้าเอาตัวเราเป็นหลักมัน จะมีต่ำกว่า หรือเสมอกัน หรือสูงกว่า. ทีนี้ถ้ามีคนที่ต่ำกว่าเรา ก็จะมีตัวของ เขาเองเป็นมาตรฐาน ; แล้วก็จะมีคนที่ต่ำกว่าหรือเสมอกัน และสูงกว่าเขา. ทั้ง หมดนี้กล่าวตามบัญญัติความหมายทางโลก ๆ; เพราะมีกรรมเป็นผู้จัดให้สัตว์โลก เป็นต่าง ๆ กัน ตามอำนาจของกรรมนั้น. มันก็เกิดความต่ำกว่า เสมอกัน สูงกว่าขึ้นมา. ถ้ากรรม-การกระทำของเขา จัดเขาไว้ในฐานะที่มันสูงกว่าเรา โดย เหตุไรก็ตาม, โดยอายุแก่กว่าก็ตาม โดยชาติสูงกว่าก็ตาม โดยอะไรสูงกว่าก็ตาม หรือสมรรถภาพสูงกว่า, ก็เรียกว่าสูงกว่า. ถ้ามีสิ่งเหล่านี้เท่า ๆ กัน ก็เรียกว่า เสมอกัน. ถ้าด้อยกว่าเราก็เรียกว่าต่ำกว่า. ไม่มีช่องไหนที่จะไปดูถูกดูหมิ่นใคร ได้เลย. ใครมีจิตใจดูหมิ่นผู้อื่น คนนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ปฏิบัติตามคำสอน ของพระพุทธเจ้า. ที่สูงกว่าให้เคารพ, ที่เสมอกันให้แสดงความเป็นกันเอง, ที่ต่ำกว่าให้เมตตาปรานี ; แล้วจะเอาตรงไหนมาดูถูกดูหมิ่นกัน. พระก็ไม่มี โอกาสที่จะดูถูกเด็กวัด หรือเณร หรือคนที่เลวไปกว่านั้น. เพราะฉะนั้น ขอให้ ถือหลักอันนี้ซึ่งเป็นหลักพุทธศาสนา มีอยู่ในรูปของพุทธภาษิต พระบาลี, หรือจะมีมาก่อนพระพุทธเจ้าก็ตามใจ ; เราถือว่าพระพุทธเจ้าท่านรับรองหลัก เกณฑ์อันนี้.
น.572 ที่เป็นกันอยู่โดยมาก สูงกว่าให้แสดงความเคารพ มันก็ยังไม่แสดง ความเคารพ ; มันจะแข่งดี มันจะปัดแข้งปัดขาให้หกคะเมนลงไป ; นี่มันไม่สร้าง ความเป็นมิตร. ถ้าเสมอกัน มันก็อยากจะกดให้ต่ำลงไปเสีย, มันอิจฉาริษยา. ทีนี้พอต่ำกว่าก็เอาเป็นลูกไล่ไปเลย, มันดูหมื่นดูถูกโดยประการทั้งปวง. เพราะ ฉะนั้นขอให้เปลี่ยนเสียใหม่ ว่าในโลกนี้ไม่มีบุคคลใดที่เราควรจะไปดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ข่มเหงเขาเลย. สูงกว่าก็เคารพ, เสมอกันก็เป็นกันเอง, ต่ำกว่า ก็เอ็นดูเมตตา, มีอยู่เท่านั้น ; จะสามารถพลิกศัตรูให้กลายเป็นมิตรไปหมดได้ มันมีปัญหาปลีกย่อยของคนคิดแคบ ๆ บางคน ว่าเราไปเคารพเข้า มันก็เลย ข่มเหงเอา ; นั้นมันเป็นอันธพาลด้วยกันทั้งสองฝ่าย, มันเป็นโลกในยุคที่เต็ม ไปด้วยอันธพาล. คนชั้นผู้บังคับบัญชาก็เป็นอันธพาล ลูกน้องมันก็เดือดร้อน ; ยิ่งไปเคารพมันเข้าก็ยิ่งเดือดร้อน. แล้วมันก็ไม่มีอะไรจะน่าเคารพเลยสักอย่างเดียว มันก็ยากที่จะเคารพ ; ก็เลยไปกันใหญ่เลย. อย่างนี้เราอย่าไปคิดอย่างนั้นเลย ; อย่างน้อยเขาก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่มีโชคดี ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นั้น เราก็เคารพในส่วนนี้ก็แล้วกัน; แต่มิได้หมายความว่า เราจะต้องไปทำ ความชั่วตามเขา ตามคำสั่งของเขา. คำว่าเคารพ ไม่ได้หมายความว่า ก้มหัวลงไปแล้วต้องทำตามทุกอย่าง, หรือไปพลอยเป็นอย่างนั้นไปด้วย. เคารพนั้นหมายถึงเอาใจใส่ให้ถูกต้อง ตามวิธี ตามเหตุตามผล เรียกว่าเคารพเอื้อเฟื้อ. เราเคารพต่อสุนัข หมายความว่า เรา เอาใจใส่มันให้ถูกต้อง ตามเรื่องของการที่เราเป็นคน มันเป็นสุนัข, จะต้อง ปฏิบัติต่อกันอย่างไร ก็เรียกว่าเคารพเอื้อเฟื้อในสิ่งนั้น. เขาสูงกว่าโดยปริยายใด ก็เคารพ นั้นแหละเราอาจจะแก้ไขนิสัยของเขาได้. ถ้าเราไปแข่งดีเข้าด้วย ที่นี้ มันก็จะเกิดอันธพาลต่ออันธพาลฟัดกัน. ทีนี้เสมอกันให้แสดงความเป็นกันเอง
น.573 นี้ก็ไม่ใช่เป็นเพื่อนสำมะเลเทเมา ; แต่ต้องประพฤติต่อกันอย่างถูกต้องกลมเกลียว กันไป. ถ้าต่ำกว่าก็เมตตาปรานี อย่าไปดูถูกเขา, เห็นอกเห็นใจเขาซิ. เรื่องมันก็มีเท่านี้. การที่จะปฏิบัติต่อสังคม คือผู้ที่จะต้องเป็นมิตร กันและกันทั้งโลก เป็นทิศเบื้องซ้าย ; แม้จะต่ำกว่าเบื้องขวา แต่มันก็ใหญ่กว้าง กว่าเบื้องขวา เป็นเรื่องรอบตัวเราเสียมากกว่า. ถ้าปฏิบัติตามหลักที่พระพุทธเจ้า สอน ทิศเบื้องขวาหรือทิศเบื้องซ้ายนี้ก็จะปรากฏสว่างไสว ราบรื่นแก่กุลบุตรนั้น โดยไม่ต้องสงสัย. นี่ทิศเบื้องขวากับซ้าย ทิศคู่นี้จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างนี้; ไม่ใช่ ว่าตรงกันข้ามไปเลย. เวลาของเราก็หมดสำหรับวันนี้.
Buddhadasa