Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๕ (ทิศธรรม) — ทิศเบื้องบน และเบื้องต่ำ

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.574 การพิจารณากันถึงเรื่องทิศ ๖ ของเราในวันนี้ ก็มาถึงคู่สุดท้ายคือทิศเบื้องบนและทิศเบื้องต่ำ. ทิศเบื้องบน ได้แก่สมณพราหมณ์, ทิศเบื้องล่างได้แก่บ่าวไพร่. ทิศบน ทิศล่างนี้มันเป็นภาษาทางศาสนา ; มีวัฒนธรรมที่มันเนื่องมา จากทางศาสนา. ชาวบ้านเขาไม่เรียกกันว่าทิศ อย่างที่เรา เห็นกันอยู่แล้ว. นี้แสดงให้เห็นว่าทางศาสนามองสิ่งที่เรียกว่า "ทิศ" นี้กว้างขวางกว่า หรือว่าละเอียดลออกว่า และยัง เป็นทิศที่สำคัญกว่าเสียด้วย. เราจะได้พิจารณากันดูถึงคำพูดคู่นี้ก่อน บางทีก็พูดว่าบน หรือล่าง, บางทีก็พูดว่าสูงหรือต่ำ, ก็มีความหมายต่างกันบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ มันก็เล็งถึง สิ่งเดียวกัน ถ้าเป็นภาษาทางวัตถุไปอย่างหนึ่ง, เป็นภาษาทางธรรมทาง วิญญาณนี้ไปอีกอย่างหนึ่ง. พูดง่าย ๆ ก็ว่าภาษาสมมุติไปอย่าง. ภาษาจริง หรือความจริงก็ไปอีกอย่าง. ทั้งนี้ขยายออกไปถึงความดีความชั่ว: ทิศเบื้องบน ๕๕๐

น.575 เบื้องสูงก็สมมุติว่าเป็นความดี, ทิศเบื้องต่ำเบื้องล่าง ก็สมมุติว่าเป็นชั่ว เลยไป อย่างนี้ก็มี ; แต่เดี๋ยวนี้เราไม่มีหลักอย่างนั้น. หรือถ้าจะดูโดยความจริงแล้ว คำว่าบน หรือล่างนี้ ก็เป็นคำสมมุติ บัญญัติตามความรู้สึก ซึ่งค่อนข้างจะไม่ฉลาด. ควรจะดูถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ที่เรา รู้สึกว่าข้างบนหรือเบื้องสูงนั้น มันก็อยู่ ทางปลายของกระแสดึงดูดของโลก ; เบื้องต่ำนั้นมันก็อยู่ทางเบื้องต้น หรือจุดตั้งต้นของกระแสดึงดูดของโลก ; เพราะ ฉะนั้นจึงมีได้รอบตัว. เพราะว่าโลกกลม มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์กลางแล้วก็ดึงดูด เข้ามารอบตัว ฉะนั้น เรื่องบน - เรื่องล่าง สำหรับความดึงดูดของโลกนี้ ไม่มี ความหมายอะไรเลย เพราะมันดึงเข้ามารอบตัว. ทีนี้เรามันไม่รู้ข้อนี้ เราเอา แต่ตามความรู้สึกของเราก็รู้สึกว่า ทางต่ำคือทางที่มันจะตกลงไปเรื่อย ๆ; ถ้า ตกลงไปเรื่อยมันก็ไม่ถูก เพราะว่าถ้าดูตามกระแสดึงดูดแล้วมันก็มีตกขึ้น หรือตก ข้างหรือตกอะไรรอบตัว. แต่นั่นมันเป็นวิทยาศาสตร์ หรือเป็นความจริงอะไร ที่มันมากเกินไป ที่มนุษย์ไม่ต้องเกี่ยวข้อง ไม่ต้องรู้ก็ยังได้ ; เว้นไว้แต่เรื่อง เฉพาะพิเศษที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น. ส่วนคนทั่วไปเขาไม่ต้องรู้เรื่องนี้เขาก็ยังอยู่ในโลกนี้ได้ ; เกิดความรู้สึก เป็นสูงเป็นต่ำขึ้นมา และต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง. คนที่เขาไม่รู้เรื่องนี้เราไปบอก เขาว่า ทุกสิ่งมันจะตกไปสู่จุดศูนย์กลางของโลก เพราะโลกมันกลม ; เขาก็ไม่เชื่อ ถ้าเช่นนั้นคนเราก็ห้อยหัวอยู่พวกหนึ่ง ทางด้านหนึ่ง, แล้วก็ชี้ดึงไปทางข้าง อยู่พวกหนึ่ง ; อย่างนี้ก็เถียงกันไปเปล่า ๆ. ให้ตัดออกไปเสียปัญหาอย่างนี้ไม่ต้อง ทะเลาะกัน ; เอาความหมายสูงต่ำไปตามทางความรู้สึกของเรา ; เช่นสวรรค์ อยู่เบื้องบน นรกอยู่เบื้องล่าง. ถือตามทางวิทยาศาสตร์มัน ไม่มีเบื้องบนเบื้องล่าง. หรือว่าเบื้องล่างถ้าจะมีก็ต้องไปมีที่จุดศูนย์กลาง ที่เป็นไส้ของโลก. สวรรค์ก็ห่าง

น.576 จากโลกออกไป ๆ. ถ้าจะเอาทั้งสากลจักรวาลเป็นหลัก มันก็ยิ่งไม่มีอย่างนั้น ใหญ่ ; เพราะมันเคว้งคว้างอยู่เรื่อย ไม่มี บน - ล่าง เหนือ - ใต้ ตก - ออก ; และบน - ล่าง เหนือ - ใต้ ตก - ออก นี้มันก็อยู่ในแถบโลกหน่วยหนึ่ง ๆ ซึ่งมีจุดดึงดูดอยู่ตรงกลางนี้ ; อาศัยหน่วยอื่นเป็นหลักเป็นจุดสังเกต แล้วจึง เกิด หน้าหลัง เหนือใต้ ตกออก ขึ้นมา. เพราะฉะนั้นตามความจริงทางวัตถุ ไปอย่างหนึ่ง, ตามทางธรรมทางศาสนา เขาเล็งไปอีกอย่างหนึ่ง ; อย่าไป มัวทะเลาะกันอยู่ในเรื่องนี้. สำหรับทิศทั้งสองคือ ทิศเบื้องบน เบื้องต่ำนี้กลายเป็นถูก หรือดี ทั้งสองอย่าง ที่จะต้องปฏิบัติ. เบื้องบน คือสมณพราหมณ์, เบื้องล่าง คือผู้ที่ต่ำกว่าเรา เป็นบ่าวไพร่ ; กลายเป็นทิศที่ต้องปฏิบัติให้ถูกให้ดี ต้องไหว้ เหมือนกันเลย, แม้ทิศเบื้องต่ำคือบ่าวไพร่ก็ต้องไหว้. นี้ก็พูดเลยขอบเขต ออกไป จนถึงเรื่องที่เราจะทำความเข้าใจ ในทางที่จะไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน เกี่ยวกับเรื่องคำพูด. ให้ถือเสียว่าทางศาสนาก็มีคำบัญญัติเฉพาะความหมายเฉพาะ อะไรก็ตามเรื่องทางศาสนา. ทางวิทยาศาสตร์เพิ่งรู้แต่เรื่องโลก เรื่องวัตถุ เรื่องสสารกำลังงาน อะไรทำนองนี้ มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ; ไม่จำเป็นจะต้องไป ทะเลาะวิวาทกัน ในเมื่อรู้ความจริงว่า เรามุ่งหมายถึงอะไรกัน อย่างไรกัน. เป็นอันว่า เรื่องทิศทั้ง ๖ นี้เป็นเรื่องที่จะต้องไหว้เสมอกัน แม้จะสมมุติบัญญัติ ไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. ต่อไปนี้ เราก็จะพูดกันถึง เรื่องทิศเบื้องบน - สมณพราหมณ์ นี่เล็งถึงตัวบุคคลซึ่งมีคุณธรรมสูงกว่าในทางจิตทางวิญญาณ ; ไม่ได้เล็งถึงทาง วัตถุทางร่างกาย ทางทรัพย์สมบัติ หรือทางชาติกำเนิดอะไร ไม่ต้องเอามาพูด ถึง. เอาคุณธรรมทางวิญญาณเป็นหลัก จึงเกิดสมณพราหมณ์ขึ้นมา.

น.577 สมณะ แปลว่า สงบ ผู้สงบ; มันมีความหมายสูง ตรงที่ว่า ตามธรรมดาคนมันไม่สงบ, คนทั่วไปนั้นไม่ได้สงบ คือเร่าร้อนทางวิญญาณ กระสับกระส่ายทางวิญญาณ ยุ่งยากในทางวิญญาณ ; คนธรรมดาเป็นอย่างนี้ เพราะยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. ส่วนสมณะเป็นผู้ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถึงที่สุด หรือตามสมควร จึงจะทำให้เกิดความสงบขึ้นมาในใจ; แล้วร่างกายก็สงบ อะไร ก็สงบไปหมด. สมณะเกิดขึ้นมาในโลกได้ก็เพราะความไม่สงบในโลกนี้ มันทำให้ เป็นปัญหาขึ้นมา เขาก็ค้นคว้าจนพบความสงบ ; แล้วก็เกิดเป็นบุคคลจำพวกหนึ่ง ในโลกนี้. มันก็เริ่มมีขึ้น ๆ จนกระทั่งสูงสุดได้ในที่สุด ; คือเป็นคนมีปัญญา รู้จักสังเกต หรือช่างสังเกต ว่าที่เป็นอยู่อย่างนี้ มันก็ยังเป็นการทนทรมาน ก็เลย ไต่ออกไป ๆ ออกไปจนพบที่มันไม่ทนทรมาน. ถ้ามนุษย์สมัยแรกยังเป็นคนป่า ต้องการแต่หากินและต้องการสืบพันธุ์ อะไรทำนองนี้ ; เขาก็มีความสงบอยู่พอใช้ เพราะจิตใจมันไม่ทะเยอทะยาน ; แต่มันเป็นไปเองตามธรรมชาติ ก็ดูคล้ายจะโง่ ; แต่มันโง่ชนิดที่ไม่เป็นทุกข์. ทีนี้มนุษย์เจริญด้วยสติปัญญามากขึ้น ๆ รู้จักทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองหลงรักหลงเกลียด อะไรมากขึ้น ๆ ก็เลยเป็นมนุษย์ที่ไม่สงบมากขึ้น. คนมีปัญญาบางคนมองเห็น ก็หลีกออกไปจากความวุ่นวาย ไปหาความสงบ เป็นอยู่อย่างสงบ อยู่ในที่สงบ ก็เรียกว่าเป็นสมณะขึ้นมา. คำว่า "พราหมณ์" นั้น ตามตัวหนังสือ ก็ว่ามาจากพรหม หรือ เนื่องด้วยพรหม เกี่ยวกับพรหม. คำว่า "พรหม" แปลว่า ประเสริฐ เลิศกว่า สิ่งใดหมด ; พวกพราหมณ์เป็นพวกที่เขาว่าเอาเองว่าเขามาจากพรหมก็ตามใจเขา. แต่เราก็ได้ความว่า เป็นคนที่ดีกว่าคนธรรมดา, เป็นผู้มีความรู้ความฉลาดในด้าน จิตด้านวิญญาณ ดีกว่าคนธรรมดา. แต่ไม่ได้เล็งถึงความสงบ คือไม่ไปถึงขนาด

น.578 สมณะ ; ยังอยู่ที่บ้านที่เรือนช่วยแนะนำอะไรต่าง ๆ ทางจิตทางวิญญาณ พร้อมกัน ไปกับมีบุตรภรรยา. มองไปอีกแง่หนึ่ง พราหมณ์ ก็ยังใช้ไม่ได้หรือยังด้อยกว่าสมณะมาก ; แต่เขามาเหนือเมฆ เขามาจากพรหม. อีกทีหนึ่งเราจะมองในแง่กลับ : ถ้าเขา สามารถทำความสงบได้ทั้งที่มีครอบครัว มันก็ต้องเก่งกว่าสมณะ ที่เอาตัวรอดได้ เพียงคนเดียว. ถึงอย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงก็พิสูจน์แล้วว่า พราหมณ์จะสงบอย่าง สมณะไม่ได้ ; แต่เขาก็มีหน้าที่ ที่จะทำความสงบเท่าที่จะทำได้ ในทางครอบครัว หรือในทางสังคม. เพราะสมณะนั้นหลีกออกไปจากสังคม, ส่วนพราหมณ์อยู่ใน สังคม ก็มีค่าในทางนี้มากกว่า. ได้ยินว่า ในประเทศญี่ปุ่น เขามีพระที่มี ภรรยาได้ เพราะเขาต้องการจะรับหน้าที่ทางสังคม ทำนองเดียวกับพราหมณ์. ส่วนพระที่ไม่เกี่ยวข้องกับสังคม ไม่เกี่ยวกับครอบครัวก็เป็นสมณะไป ; ก็เลยมี ทั้ง ๒ พวก อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน. ครั้งแรกที่สุด เราสันนิษฐานได้ว่า มันตั้งต้นไปจากพระในครอบครัว ก่อน จึงค่อยเขยิบสูงขึ้นไป จนเป็นพระที่กระเด็นออกไปจากครอบครัว คือเป็น สมณะ. ถ้าเกี่ยวกับครอบครัว มันก็เกี่ยวกับสังคมกว้างออกไป ๆ เป็นเจ้าหน้าที่ ทางวิญญาณ ทางฝ่ายสังคม ทำพิธีรีตองอะไรเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องสงบเพื่อจะไป นิพพาน; กลายเป็นเจ้าหน้าที่ทางทำพิธีเสียมากกว่า. คำว่า priest ในภาษาศาสนาคริสเตียนที่แปลว่าพระนั้น เขาหมายว่า พระทำหน้าที่ทางพิธีรีตองอย่างพราหมณ์เหมือนกัน priest มันอย่างเดียวกันกับ พราหมณ์. ส่วนพระที่ตรงกันกับสมณะก็มีเป็นอย่างอื่น พวกคริสเตียนเขามีคำว่า hermit อะไรทำนองนี้ คือว่าไม่ยุ่งในเรื่องพิธี.

น.579 นี่เรารู้จักความแตกต่างระหว่าง "สมณะ" กับ "พราหมณ์" กันอย่างนี้ ว่ามีอยู่เป็น ๒ ฝ่าย ; และถูกจัดไว้ในฐานะเป็นทิศเบื้องบนเหมือนกัน คือดีกว่า ในทางวิญญาณ. ถ้าจะจัดว่า พระที่ทำพิธีรีตองจะโง่งมงายไปเสียหมดมันก็ไม่ได้ เพราะเหตุที่ว่ามนุษย์นั้นมันโง่เอง ; ส่วนใหญ่ของมนุษย์โง่มาด้วยความไม่รู้ ; ฉะนั้น ๘๐ - ๙๐ เปอร์เซ็นต์ยังไม่รู้ มันก็ต้องมีพิธีรีตองเพื่อให้พวกไม่รู้เหล่านี้ ยึดถือไว้ก่อน ; ก็จำเป็นเหมือนกัน ไม่ต้องตัดออก. แต่ขอให้พิธีรีตองนั้น มันมีประโยชน์เถิด. คำว่ามีประโยชน์ก็คือว่า ให้มันเกิดความสงบสุขขึ้นมา ในสังคม. ฉะนั้นเมื่อเขาเชื่อศาสนากันมาก ๆ ทำตามพิธีทางศาสนาอยู่ มันก็ไป เบียดเบียนใครไม่ได้เหมือนกัน; ฉะนั้นพราหมณ์ก็มีประโยชน์ในส่วนนี้. แต่ ส่วนที่มันเตลิดเปิดเปิงออกไปไกลลิบนั้น มันเป็นแขนงออกไปบางสาขา เช่นมี การบูชายัญ เอาคนมาฆ่าบูชายัญ ; อย่างนี้ก็รับไม่ได้ มันกลายเป็นป่าเถื่อน ไปเสียอีก. ความมุ่งหมายของพราหมณ์ ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่จะเอาคนมาฆ่าบูชา ประจบพระเจ้า ; แต่มีความหมายว่า เป็นพระที่อยู่ใกล้ชิดสังคม ฉะนั้นก็ต้อง มีบุตรภรรยาไปตามเรื่อง. ส่วนพระที่กระเด็นออกจากสังคมก็เป็นสมณะเดี่ยวโดด ; แม้จะมาเกี่ยวข้องสั่งสอนสังคม เขาก็ไม่กลับเรียกว่าพราหมณ์ คงเรียกสมณะอยู่ อย่างนั้นเอง. พวกพราหมณ์นี้เป็นคฤหัสถ์เสียมากกว่า, หรือเป็นพระในเพศ คฤหัสถ์. แต่ถึงอย่างไรก็ดียังมีจิตใจสูง ยังมีความรู้สูง รักษาไว้ซึ่งคัมภีร์ มา ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีการเขียนหนังสือ พิมพ์หนังสือ. ถ้าไม่ได้พวกพราหมณ์ คัมภีร์ต่าง ๆ ก็มิได้เกิดขึ้น หรือมิได้มีอยู่ ; เพราะเป็นคนอธิบายคำสอนของ สมณะอีกทีหนึ่ง. คำสอนของสมณะนั้นลึกเกินไป พวกพราหมณ์เขาช่วยอธิบาย อีกทีหนึ่ง. เขาเรียกว่าคัมภีร์พราหมณะ ล้วนแต่เป็นคำอธิบายเรื่องที่ลึกให้ เหมาะสมกับชาวบ้าน, ให้ชาวบ้านเข้าใจได้ในลักษณะที่เหมาะสมกับชาวบ้าน.

น.580 นี่ก็พูดมากไปทางตัวหนังสือ แต่ก็มีประโยชน์สำหรับจะรู้ว่าอะไร เป็นอะไร. เมื่อมองเห็นประโยชน์ หรือความสำคัญของคนทั้งสองพวกนี้แล้ว ก็เกิดหน้าที่ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์. เพราะฉะนั้นจึงเกิด เป็นสิ่งที่ต้องแลดู หรือเหลียวดู คือว่าเป็นทิศขึ้นมาทิศหนึ่ง เป็นทิศเบื้องบน. ทิศเบื้องบนก็ต้องมองแหงนหน้าเป็นธรรมดา ; เพราะว่าเรามีรูปร่างอย่างนี้ จะดูทิศเบื้องบนมันก็ต้องแหงน ให้มีความรู้สึกว่าอยู่สูง ; ทางร่างกาย ทางวัตถุ ก็ต้องแหงน ทางจิตทางวิญญาณก็ไม่ต้องแหงน จิตคิดนึกได้รอบด้าน. เราได้พูดกันแล้วว่า สมณพราหมณ์เป็นที่พึ่งทางวิญญาณ แล้วก็เป็นที่ พึ่งสูงสุดทางวิญญาณคือสมณะ. ผู้ใดต้องการประโยชน์อย่างยิ่งทางวิญญาณถึงระดับ สูงสุด ก็ต้องสนใจกับสมณะ ; เพราะฉะนั้นจึงมีคำกล่าวมาแต่โบราณกาล, แม้ใน พุทธศาสนานี้ก็ยอมรับว่า :- "การได้เห็นสมณะเป็นการดีเป็นความประเสริฐ". เขาถือว่า เพียงแต่ได้เห็น เท่านั้นก็เป็นการประเสริฐ ; นี่เห็นด้วยตา ยิ่งเห็น ด้วยใจ เห็นด้วยสติปัญญา ก็ยิ่งประเสริฐถึงที่สุด. อย่างเราเห็นพระพุทธเจ้า ทางร่างกายนี้ก็เรียกว่าประเสริฐ คือเห็นคนที่มีอินทรีย์สงบระงับ ; ก็เกิดความ คิดนึกรู้สึกอันใหม่ขึ้นมา ว่านี่มันอะไรกัน, ทำไมมันจึงน่าดู น่ารักอย่างนี้ ; มันก็ประเสริฐแล้วในประโยชน์ที่เป็นจุดตั้งต้น. ยิ่งไปรู้จิตใจของท่านเข้าอีกว่า เป็นอย่างไร คือเห็นท่านในทางวิญญาณอีกทีหนึ่ง ก็ยิ่งประเสริฐ คือจิตใจมันวิ่ง ตามไป จนได้รับประโยชน์สูงสุดนั้น. เพราะฉะนั้นการมีสมณะในโลก จึงเป็นโชคดีที่สุดของโลก ; เพราะ เพียงแต่ได้เห็นก็ยังดี. แรกเห็นก็มีความรู้สึกเป็นคนประหลาด ทำไมจึงมี ความสงบรำงับ ? น่าสนใจ น่าเอาใจใส่. ก็เลยเอาใจใส่; มันเป็นเครื่อง จูงใจ มีอิทธิพลจูงใจโดยไม่รู้สึกด้วย แล้วก็โดยต้านทานไม่ไหวด้วย, ถูกจูงไปได้.

น.581 เดี๋ยวนี้เรามาเตือนกันและกันให้ปฏิบัติให้เต็มที่ ในเรื่องเกี่ยวกับสมณะ หรือ พราหมณ์ก็ตาม ; คือให้เคารพ ให้ทำอะไรทุกอย่างที่เราจะได้ประโยชน์จาก สมณพราหมณ์นั้น. นี่คือเป็นการไหว้ทิศเบื้องบนอย่างนี้. รายละเอียดไปดูใน นวโกวาท. รวมความแล้ว ให้เราทำทุกอย่าง เพื่อให้เราได้รับประโยชน์จาก สมณะและพราหมณ์ซึ่งมีอยู่ในโลก. พวกหนึ่งอยู่ใกล้ชิด คือพราหมณ์ ; พวก หนึ่งอยู่ห่างไกลออกไป สำหรับขั้นสูงขึ้นไป คือสมณะ. สำหรับคำว่า "พราหมณ์" อีกคำหนึ่ง มีความหมายพิเศษ ; ก็ยืม มาจากพวกพราหมณ์ หรือศาสนาพราหมณ์ เพราะเขาว่า เขามาจากพรหม เหมือนกัน; เขาว่าเป็นผู้หมดบาปแล้วโดยประการทั้งปวง ; แม้ด้วยการ อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ เขาก็หมดบาปแล้วโดยประการทั้งปวง. ทีนี้เราไม่เอาความหมาย ของพราหมณ์ตรงที่อาบน้ำ; เราเอาความหมายตรงที่หมดบาปทั้งปวง มา พิจารณาดู แล้วก็มาทำให้มันหมดบาปทั้งปวงขึ้นมาจริง ๆ ; ก็เลยเป็นการปฏิบัติ ตามระเบียบของสมณะ ในระดับที่เป็นพระอรหันต์. เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ จึงถูกเรียกว่า "พราหมณ์". คำว่า "พราหมณ์" ถ้าเอามาใช้ในพุทธศาสนา กลายเป็นพระอรหันต์ไป ; พระอรหันต์เท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐสุด, พระอรหันต์ เท่านั้นเป็นผู้หมดบาปแล้ว ลอยบาปแล้ว. ในคัมภีร์มากมาย เช่นคัมภีร์ธรรมบท มีคำว่า "พราหมณ์" มากมาย ในพราหมณ์วรรคที่เป็นคำสอนอยู่ในคัมภีร์ ธรรมบทนั้น หมายถึงพระอรหันต์ทั้งนั้น. ผู้ที่เป็นพราหมณ์ คือผู้ที่หมดกิเลสหมดบาป และเป็นผู้ประเสริฐที่สุด. ทีนี้เราจะถือแต่อย่างนั้นก็ไม่ได้ : เราเป็นฆราวาสอยู่ในโลกปัจจุบันนี้จะถือแต่ อย่างนั้นไม่ได้ เขาให้ถือกว้างลงมา แม้ไม่ถึงพระอรหันต์ ; ยังอยู่ในบ้านในเรือน อยู่ในระดับครองเรือนด้วยกัน ถ้าเขามีสติปัญญามากกว่าเรา ในด้านวิญญาณ

น.582 ในด้านศาสนา ก็ต้องนับถือเขา ; เอาแต่ประโยชน์ที่แท้จริง ที่ควรจะได้รอบด้าน เป็นผู้นำในทางวิญญาณ ในทางสังคม. นี้มันเกือบจะรวบเอาครูบาอาจารย์เข้า ไปด้วย ; แต่มันก็มีความหมายต่างกัน. เพราะฉะนั้นผู้นำและหัวหน้าในการ ทำพิธีทางศาสนา คือคำว่า "พราหมณ์" ในเรื่องทิศหกนี้. หัวหน้าอุบาสก ผู้นำ ทำพิธีทางศาสนานั้น ก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ กันกับพราหมณ์ ในความหมายเดิม. ทิศเบื้องบนคือบุคคลประเภทนี้ มีความสำคัญเต็มที่ เหมือนกับบุคคลที่ เป็นทิศอื่นๆ; เพราะว่า ทิศนี้จะรวมเอาคำว่าศาสนา หรือพระรัตนตรัยอะไร เข้าไว้ด้วย โดยปริยาย. ตรงจุดความหมายของคำว่า สมณะ ซึ่งสงบ และหมด กิเลส นั่นแหละ จึงจะดึงเอาพระ เอาศาสนา เข้ามาไว้ในทิศนี้ด้วย โดย ปริยาย. เพราะฉะนั้นเราจึงมีศาสนา แม้กระทั่งวัฒนธรรมในอันดับสูง รวมอยู่ ในทิศนี้ที่เราจะต้องสนใจ. จะไปแยกบุคคลออกจากศาสนานี้มันก็ยาก เพราะว่า ตัวศาสนานั้นปรากฏทางบุคคล ก็เลยติดเนื่องอยู่ด้วยกันเป็นทิศเบื้องบน. แปลว่า ที่เคารพนับถือ หรือสิ่งที่เคารพนับถือ หรือบุคคลที่ควรเคารพนับถือ ทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณก็รวมอยู่ในทิศนี้หมด ; แล้วไม่ได้ชี้ขึ้นไปบนหัวเหมือนความรู้สึก ไม่ได้ชี้ขึ้นไปเบื้องบน บนฟ้า; เพราะว่าวิญญาณมันอยู่รอบด้าน เป็นของ ไม่มีบน ไม่มีล่าง ไม่มีเหนือมีใต้ ด้วยซ้ำไป. สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณเป็นธาตุ ชนิดหนึ่ง อยู่ในที่ทั่วไป ต้องดูความสูงอย่างนั้น. ทิศทางแห่งความสูงมันก็อยู่ ทั่วไป ; แต่ก็เอามาเปรียบเหมือนกับอยู่เบื้องบนบนหัว บนศีรษะ ; แหงนหน้า ขึ้นไปดูทางสูง. ทิศอีกทิศหนึ่ง คือทิศเบื้องต่ำคือ บ่าวไพร่ ใช้คำแปลว่าบ่าวไพร่ เป็น สิ่งที่ถูกสำหรับสมัยที่มีบ่าวไพร่. แต่คำว่าบ่าวไพร่มันขยายออกไปได้ จนกระทั่ง สถานการณ์เดี๋ยวนี้ก็มีคำว่าบ่าวไพร่ได้เหมือนกัน. เราไม่มีทาส เราก็มีคนอยู่ใต้

น.583 บังคับบัญชาที่เขามีหน้าที่ ที่จะต้องทำตามคำสั่งเรา. ปัญหามันจะเกิดขึ้นในเมื่อ ไม่ดูกันให้ดี : บ่าวไพร่ก็ไม่แหงนดูนายให้ดี, นายก็ไม่ก้มลงดูบ่าวไพร่ให้ดี ; มันก็เกิดปัญหาขึ้นมา. พระพุทธเจ้าเลยบัญญัติว่า เป็นทิศสำคัญทิศหนึ่ง เท่ากัน กับทิศอื่น ๆ. ถ้าว่าคนใช้ หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่จงรักภักดีแล้ว มันจะเกิดอะไร ขึ้น ลองคิดดู ; ฉะนั้นต้องป้องกันในทิศนี้ ต้องทำเครื่องรางป้องกัน ไม่ให้ เกิดอันตรายขึ้นมาจากทิศ ๆ นี้ได้ คือคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา. เพราะว่าเขาเกิด ไม่ซื่อสัตย์ขึ้นมา ไม่จงรักภักดีขึ้นมา ก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง. ภาษิตฝ่ายจีน ซึ่งเขาพูดกัน เป็นคำสอนของขงจื๊อว่า :- "ถ้าไม่ไว้ใจเขาละก็ อย่าใช้เขา คืออย่าเอาเขาไว้". "ถ้าไม่ไว้ใจเขาก็อย่าเอาเขาไว้, ถ้าเอาเขาไว้ก็ต้องไว้ใจเขา" มีเต็มบริบูรณ์อย่างนี้. ถ้าเอาเขาไว้ต้องไว้ใจเขา คืออย่าไปทำหลุบ ๆล่อ ๆ ให้เกิดความ ระแวงอะไรขึ้นมา. เพราะฉะนั้นก็ต้องไม่พูดอะไรแสดงความไม่ไว้ใจเขา ให้เขา เกิดความระแวงขึ้นมา. ฉะนั้นผู้ที่อยู่เหนือ ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชานั้นจะต้องดู ให้ดี ; อะไรก็เก็บไว้ในใจ, ต้องแสดงออกว่า เราไว้ใจเขาอยู่เสมอ. พอถึง จุดที่เพียงพอว่า เราจะไม่ไว้ใจเขาละ เราก็ต้องตัดออกไปทันที คือไม่ใช้เขา ไม่ยุ่งกับเขา เลิกจ้างทันทีเป็นต้น. ถ้ายังมาอยู่ด้วยกันละก็ ต้องไว้ใจเขา ; อย่างลูกจ้างในร้านเขาถือหลักอย่างนั้นกันในพวกชาวจีน ที่เชื่อคำของขงจื๊อ. นี้มันเป็นสิ่งที่ควรจะต้องเอามาพิจารณาดูอย่างยิ่งอยู่เหมือนกัน เพราะว่าบ่าวไพร่ นี้มันก็มีความหมายอย่างนี้. ตามหลักของทางศาสนานั้น เขาสอนให้เอาความรักความเอ็นดูไปผูก พันไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ; เขาจึงรักใคร่ฝากเนื้อฝากตัว แม้ในบุคคลประเภท

น.584 ที่เขาเรียกกันแต่ก่อนว่า ทาสี ทาสา ; มันจึงไม่ค่อยปรากฏในเรื่องราวอันแสน จะมากมายนั้นว่า พวกทาสีทาสาเกิดเป็นกบฏ หรือหักหลังขึ้นมา. ส่วนสมัยนี้ กลับเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ลูกจ้างหรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชานี้จะเกิดกบฏ เกิดหักหลัง กันอย่างไม่มีความหมาย อย่างมากมายกันทีเดียวมากมายที่สุด ; มีโอกาสแล้วเป็น คดโกงหักหลังนายจ้าง, นินทานายจ้าง ผู้บังคับบัญชา ผู้มีพระเดชพระคุณ. แม้ในวงราชการ คนที่ทำราชการก็รู้ดีอยู่แล้ว, ทำเอาหัวหน้าหน่วย เดือดร้อน แสนสาหัสอยู่บ่อย ๆ ; เพราะลูกน้องใต้บังคับบัญชาหักหลัง คดโกง ไม่ซื่อตรง ต่อหน้าที่ ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้. อันนี้ก็เป็นเหตุผลพอที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสชี้ให้เห็นว่า มันเป็นทิศ สำคัญที่ต้องป้องกัน ต้องทำการป้องกันในทิศนี้ ; ให้เรียกว่าไหว้. "ไหว้" ในที่นี้กลายเป็นเรื่องให้ความสำคัญที่สุด และก็เอาใจใส่ที่สุด นั่นแหละคือความ เคารพ. พอเกิดความเคารพ มันก็เกิดความรัก ความอะไรตามมา ก็กลายเป็น ของที่แน่นอนไป ; ผูกพันไว้ด้วยความจงรักภักดีอย่างยิ่ง. บางทีไม่กล้าโกง ; ตัวเองอยากโกงแต่ไม่กล้าโกง เพราะเห็นแก่ผู้บังคับบัญชาที่แสนจะดี ; นี่เป็นสิ่ง ที่มีได้. เพราะฉะนั้นการที่สอนให้ไหว้ทิศๆ นี้ก็ไม่เสียหลาย มีประโยชน์ที่สุด มีความจำเป็นที่สุด. เราก็พูดกันแล้วว่า ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเราก็คือเป็นที่พึ่งของเรา ในด้าน แรงงาน. สมมุติว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อน หรือเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดีสมัยนี้ ถ้าไม่ได้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่ดี เป็นผู้กระทำกิจต่าง ๆ แล้ว จะไปทำอะไรได้ มันทำไม่ได้ ; นี่สำคัญมากถึงขนาดนั้น. คนที่มีปัญญามีหัวสมอง อะไรก็ต้องได้แรงงานจากภายใต้ จากเบื้องล่างมา สำหรับปฏิบัติตามความคิด ตามสติปัญญา มันจึงเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้. ฉะนั้นจึงถือว่าแรงงานจาก เบื้องต่ำนี้สำคัญอย่างยิ่ง ต้องมีพอ, มีดี, มีถูกต้อง.

น.585 รายละเอียดอย่างอื่นก็พอจะมองเห็นกันอยู่แล้ว ; นี้เราพูดกันแต่ว่า ความสำคัญมันมีอยู่อย่างไร ? ถ้าความสำคัญเป็นที่เข้าใจแล้วมันก็ต้องเอาใจใส่เอง, ต้องปฏิบัติไปด้วยดี. ทีนี้ ความหมายของคำ ๆ หนึ่ง เราควรมองให้ดี มันแผ่กว้างออกไป ไกลได้. ถ้าความหมายมันอย่างเดียวกัน แม้จะรูปร่างต่างกันก็ถูกรวบเอาไว้ในนี้. นี่พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นผู้บกพร่อง ในการกล่าวเรื่องทิศเบื้องบนเบื้องต่ำ มันก็กิน ความหมายมาก. เช่นทิศเบื้องต่ำนี้มันอาจจะกินความหมายลงไปถึงวัวถึงควาย สุนัขและแมวก็ตาม ที่มันจะอยู่เบื้องต่ำ ภายใต้ความช่วยเหลือคุ้มครองของเรา. เราจะรู้สึกว่าวัวควายนี้เป็นคนใช้ เป็นบ่าว เป็นไพร่ ก็ต้องเอาใจใส่ให้ถูกตาม เรื่องราว. บางคนจะคิดไกลไปกว่านั้นว่า วัวควายเป็นเพื่อน เราก็ต้องสงเคราะห์ วัวควายอย่างเพื่อน อย่างนี้ก็ได้. ในอินเดียบูชาวัวอย่างพระเจ้าเสียเลยก็มี เป็นสมณะ เป็นพราหมณ์เลยก็มี ; ความหมายของคำนี้มันก็ขยายออกไปได้ตาม ลำดับ ๆ. เราเอาความหมายนี้เป็นหลัก ส่วนรูปร่าง เนื้อตัวนี้ก็ไม่เป็นหลัก อะไรนัก. เดี๋ยวนี้คนไม่เอาใจใส่วัวควาย นี้ก็เป็นคนปฏิบัติผิด เป็นฆราวาสที่ ปฏิบัติผิด ในหลักเรื่องทิศทั้ง ๖ ; เขาจึงไม่ได้รับความเจริญ เพราะว่าปฏิบัติต่อ วัวควายไม่ดี. ยังมีความหมายอย่างอื่นอีก ที่จะกินความไปถึง ความหมายของคนที่ อยู่ระดับต่ำกว่าเรา ทุกชนิดเลย เราจะต้องปฏิบัติต่อเขาให้ดี ; เพราะว่า ถ้าคน ยากจนเข็ญใจ คนขอทานทั้งหลายรุมกันแช่งด่าเรา ; ก็หมดดี. อย่าไปดูหมิ่น ดูถูกเขา ถ้าคนจน หรือคนขอทานทั้งหมดรุมกันด่าแช่งใครสักคน คนนั้นก็อยู่

น.586 ไม่ได้, มีแต่จะเสื่อม, มีแต่จะโชคร้ายได้เหมือนกัน เพราะว่า คนมันดูอะไร คิดอะไรตาม ๆ กันไป. ถ้าส่วนใหญ่ว่านี่เลว แล้วมันก็พลอยว่าเลวตามกันไปหมด ทั้งบ้านทั้งเมือง. เพราะฉะนั้นระวังแม้แต่คนขอทานก็อย่าให้เขาด่าเรา. การที่ ว่ามีสตางค์สักหนึ่งสตางค์ ให้คนขอทานเรี่ยราดไป ก็ยังเป็นการดี ; คนขอทาน ทุกคนจะให้พร นั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เรามีน้ำใจเผื่อแผ่คนที่ต่ำกว่า. เพราะฉะนั้นผมว่า การที่ไปรังเกียจคนขอทานตามข้างถนน หรือตาม ที่ต่าง ๆ ที่มีคนขอให้ช่วยเหลือ กลับไปถ่มน้ำลายรดนั้น ; คนนั้นมันบ้า ไม่รู้จัก คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. ส่วนคนที่อุตส่าห์แลกสตางค์ปลีกเป็นสตางค์แดงไป แจกมันทุกคน นั่นแหละอย่าไปว่าเขาโง่ หรือว่าน่าติเตียน. นั้นมันก็เป็นการ ฝึกใจของเขาให้เป็นคนมีจิตใจเมตตากรุณา มองดูทิศเบื้องต่ำอยู่เสมอ. แต่ถ้าเขา ให้คนขอทานมากไป จนเป็นเหตุให้คนขอทานขี้เกียจ มันก็เป็นเรื่องผิดทางอื่น ; แต่คนที่ช่วยกันเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้าน จนทำให้คนโง่ลงไปนี้ ยังบาปมาก ไปกว่านั้นอีก. การช่วยให้คนอื่นโง่ มันก็ไม่มีผลคุ้มค่า; แต่ว่าทำด้วยความ เมตตาปรานี พอเหมาะพอดี เพราะมองดูเป็นทิศเบื้องต่ำจริง ๆ ก็นับว่าถูกต้อง ตามหลักของพระพุทธเจ้า. ทีนี้เอาเงินไปช่วยคนอื่นตั้งหมื่นตั้งแสน แล้วกลับถูก คนนั้นโกง ; นั่นก็คือคนโง่ ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามทิศ ๆ นี้ ตามหลักเรื่องนี้. ส่วนการช่วยคนในประเทศด้อยพัฒนานั้น มันเป็นเรื่องการเมือง ผม ไม่พูด. เดี๋ยวนี้เราพูดกันแต่เรื่องบุคคล ที่จะมองดูทิศเบื้องต่ำให้ดี ; อย่าให้ มีภัยอันตรายเกิดมาจากทิศนั้น ; แต่ให้ความเจริญ ความสุข ความสวัสดี ความ ปลอดภัยเกิดมาจากทิศ ๆ นั้น. ถ้าแขกยามเฝ้าประตูบ้านเป็นขบถขึ้นมา มันก็ เป็นเรื่องวินาศฉิบหายได้. ถ้าป้องกันทิศ ๆ นี้ไว้ได้ดีก็อยู่สบายไป ; เพราะฉะนั้น อย่าประมาท ต้องเคารพ. ที่เรียกว่า ไหว้- ไหว้ ทิศทั้งหก ล้วนแต่ไม่ประมาท

น.587 ล้วนแต่ให้เคารพทั้งนั้น แต่ไม่ต้องเหมือนกัน : เคารพบิดามารดาก็อย่างหนึ่ง, เคารพบุตรภรรยาก็อย่างหนึ่ง, เคารพครูอาจารย์ก็อย่างหนึ่ง. เคารพญาติมิตร ก็อย่างหนึ่ง, เคารพสมณพราหมณ์ก็อย่างหนึ่ง, เคารพบ่าวไพร่ก็อย่างหนึ่ง ; ก็เลยเป็นการสร้างความปลอดภัยรอบด้าน, เป็นเครื่องรางคุ้มครองป้องกัน รอบด้าน, เป็นทางมาแห่งความสุขสวัสดีรอบด้าน. เพราะฉะนั้นอย่าทำเล่นๆ กับเรื่องทิศ ๖; มันเป็นเรื่องที่พูดกันถึง เรื่องที่ว่า บุคคลจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร ? พูดอย่างสมัยใหม่เพราะ ๆ พูดอย่าง ที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเขาเห่อกัน ก็ต้องพูดว่า นี่คือเรื่องที่จะพูดให้รู้ว่า คนเราจะอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขได้อย่างไร ? ถ้าพูดอย่างคนโบราณคร่ำครึ ก็ว่า เราจะไหว้ทิศทั้งหลายอย่างไร จะไหว้ทิศทั้ง ๖ อย่างไร ? ที่จริงมันเป็นเรื่อง เดียวกัน. เพราะฉะนั้น อย่าดูถูกคำสั่งสอนขนบธรรมเนียมประเพณีทางวัฒน- ธรรม ทางศาสนา. การที่มันจะเกิดขึ้นมาในโลก เป็นเรื่องไหว้ทิศเหนือ ทิศใต้, ไหว้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อะไรขึ้นมา มันก็เป็นจุดตั้งต้นที่ดีด้วยกันทั้งนั้น คือเริ่มให้ ความสนใจในสิ่งที่มันมีอำนาจเหนือเรา หรือมีอำนาจทั่วไป; แล้วก็เริ่มไหว้ ขึ้นมาก่อนจากที่มันจะมองเห็นทีแรก รวมทั้งไหว้ ภูต ผี ปีศาจ ไหว้ศาลพระภูมิ ; มันก็เป็นเรื่องที่เขากลัว เขาหาทางออก. ทีนี้มันไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ มันก็ ค่อย ๆ เปลี่ยนมาจนถูกต้อง นั่นแหละทิศทั้ง ๖ นี้มันไม่มีเรื่องไหว้ภูต ผี ปีศาจ ไหว้ผีสางนางไม้อะไรทำนองนั้น ; มันไม่อยู่ในทิศที่เราจะต้องไหว้ ทั้งๆ ที่ มันมีอยู่รอบตัวเรา. ในที่สุดก็มาถึงเรื่องพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นเรื่องสูงสุด : เรื่องศาสนาเป็นเรื่องสูงสุดรวมอยู่ในทิศเบื้องบนสูงสุด ก็เลยครบหมด.

น.588 ทีนี้ถ้าเกิดถามกันขึ้นว่า ทำไมไม่ให้ความสนใจแก่ประเทศชาติ, ไม่มี ทิศไหนพูดถึงประเทศชาติ หรืออะไรทำนองนั้น ? ก็ให้รู้เถอะว่า นี้มันเป็นคำพูด ทีเดียวหมด : เมื่อทำการไหว้ทิศถูกต้องแล้ว เราก็เป็นคนที่ทำความถูกต้องแก่ ประเทศชาติด้วย. เราเป็นพลเมืองคนหนึ่ง ทำความถูกต้องในทิศทั้ง ๖ ทั้งหมด นั่นแหละคือทำความถูกต้องแก่ประเทศชาติด้วย. ถ้าจะพูดกันอย่างเดี๋ยวนี้ ก็เอา ชาติเป็นใหญ่ เป็นปัญหาสำคัญ. ทีนี้เรื่องทางธรรมในสมัยพุทธกาลนั้น คือ เรื่องศาสนา เขาไม่ได้เอ่ยถึงชาติ; เขาจัดให้มันเป็นเรื่องแขนงเล็ก ๆ น้อย ๆ ฝากอยู่ในความหมายใดความหมายหนึ่ง ; หรือว่ารวมกันทุกความหมายก็ได้. รวมความแล้วก็ว่า เราประพฤติในทิศทั้ง ๖ ให้ดีแล้ว เราก็เป็นพลเมืองที่ดีของ ประเทศชาติ, เราจะเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา, เราจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบา- อาจารย์, เราจะเป็นอะไรที่ดี ๆ ของทั้งหมด. เราจะต้องเป็นให้ถูกต้องให้ดี ด้วยการปฏิบัติในลักษณะไหว้ทิศนี้. ฉะนั้นเกิดมาทีหนึ่ง ก็ให้ได้อย่างนี้ทุกองค์ คือเป็นบุตรที่ดีของบิดา มารดา, - เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, - เป็นเพื่อนที่ดีของญาติมิตร, - เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ, - เป็นสาวกที่ดีของพระศาสดา; ถ้าครอง เรือนก็ทำให้เป็นภรรยาที่ดี เป็นสามีที่ดี อะไรที่ดีของคู่นั้น ๆ ; มันก็หมดปัญหา ประเทศชาติก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด; เพราะว่าประเทศชาติมันคือสิ่งที่ ประกอบขึ้นจากสิ่งทุกสิ่ง. ก็เป็นอันว่า เรามองดู หรือไหว้ทิศที่เรียกว่า ประเทศชาติรวมอยู่ในทิศทั้งหลาย. นี้เป็นคำสอนสำหรับผู้ที่จะครองเรือน, เป็นคฤหัสถ์ เพื่อให้ปฏิบัติถูกต้องและไปเร็ว เพื่อไปนิพพานในที่สุด. มิฉะนั้น จะเป็นเต่าคลานยั้วเยี้ยต้วมเตี้ยมอยู่ที่นี่, วนไปวนมาอยู่ที่นี่ในโลกนี้. นี่สอนให้มีปัญญาฉลาดในเรื่องเหล่านี้แล้ว มันก็จะเป็นสัตว์ที่ไปได้เร็ว ; แม้จะเป็นเต่าก็เป็นเต่าที่เดินได้เร็ว, เดินตรงไปยังจุดได้, ไม่มัววนเวียนต้วมเตี้ยม

น.589 อยู่ที่นี่. ถ้าเป็นคนฉลาดก็เป็นพระอริยเจ้าได้ในบ้านในเรือน กลายเป็นนกที่บิน ไปได้. เป็นฆราวาสอยู่ในนาทีนี้ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ๔-๕ นาที กลายเป็น พระอรหันต์ได้ นี่มันก็เป็นผลจากการเป็นฆราวาสมาอย่างถูกต้องนั้นเอง. มัน ปฏิบัติได้สูงสุด ในเรื่องของความเป็นฆราวาสจนเอือมระอา, จนเกิดความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัดขึ้นมาได้ ; ในนาทีนั้นก็กลายเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาทั้ง ๆ ที่อยู่ในเครื่องแบบฆราวาส ; ต่อไปก็ออกไปเป็นบรรพชิต ไม่ต้องกลัวว่าจะตาย เสียในวันรุ่งขึ้น หรือใน ๗ วัน. เพื่อกันลืม ก็ให้หลับตาเห็นภาพเขียนบนฝาผนัง ด้านทิศเหนือนั้น : มีเรื่องเป่าปี่ขี้วัว. เมื่อเป่าปี่ขี่วัว หนักเข้า ๆ มันเป็นอย่างไรบ้าง? มันเอือม ทั้งวัว มันเอือมทั้งปี มันก็เลยแหงนไปเบื้องบน ; ตัวเองก็พลอยว่าง ไปตาม ความว่าง. ตัวเองหมดตัวเอง กลายเป็นฆราวาสที่เที่ยวแจกของส่องตะเกียงอยู่ ก็ได้ นี่ การเดินทางโดยถูกต้องตามทิศทาง มันเป็นอย่างนี้. ขอให้จำไว้ว่ามันไม่มีอะไรที่จะทำซ้ำซากอยู่ได้ มันต้องเปลี่ยนสูงขึ้นๆ. ทีนี้ถ้าเราจัดทิศทางไว้ให้ดี มันจะต้องเปลี่ยนไปในทางสูงขึ้น ๆ อย่างเป็นที่น่า พอใจอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นความเปลี่ยนนี้มีประโยชน์มาก ; ถ้ามันเป็นสิ่งที่ เปลี่ยนไม่ได้ มันก็ตายเลย, ติดต้นอยู่ที่นั่น. เพราะฉะนั้นความเปลี่ยน มัน เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก ; แล้วก็ต่อเมื่อเรารู้จักเปลี่ยน คือเลื่อนให้มันสูงขึ้นไป ฉะนั้นการไหว้ทิศนั้นมันก็ได้เปลี่ยนมาตามลำดับจนเป็น ความถูกต้อง หรือสูงสุด. ชีวิตนี้ก็เหมือนกัน เมื่อมันถึงจุดอิ่มตัวของเรื่องเนื้อหนังแล้ว มัน ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องทางวิญญาณ, เป็นผลของการที่ไหว้ทิศทางเนื้อทางหนังมาอย่าง ถูกต้อง ทางร่างกาย ทางสังคม ทางวัตถุ มาอย่างถูกต้อง ; แล้วมันก็เปลี่ยน

น.590 เป็นเรื่องทางวิญญาณอย่างถูกต้อง. ความเป็นมนุษย์นั้น ก็เป็นมนุษย์ที่ได้สิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. นี่คือความถูกต้องในการปฏิบัติต่อทิศทั้งหลายรอบตัวเอง ผมสังเกตดูแล้ว บวชมาสอบไล่นักธรรมตรีได้เพียงเพื่อตอบปัญหาได้ ; ไม่ทันสึกก็ลืมเรื่องทิศทั้ง ๖, ท่องทิศทั้ง ๖ ก็ไม่ถูก. พอสอบไล่ได้ก็ลืมได้, พลอยลืมได้ ; แม้จะออกชื่อทิศทั้ง ๖ ก็ไม่ถูก ยังไม่ทันสึกสักที ; พอสึก ออกไปมันก็เหมือนเดิม. เพราะฉะนั้นมัน ไม่สำเร็จเพียงแค่สอบนักธรรมตรีได้. มันต้องเอาสิ่งเหล่านี้ติดตัวไป ; เมื่อสมัครจะสึกแล้วก็เอาไปปฏิบัติ. ถ้าไม่สึก ก็เอาไว้สอนคนอื่น, เอาไปสอนชาวบ้านชาวเมืองเรื่องทิศ ๖. ถ้าสึกก็ต้องเอา ไปปฏิบัติเองให้ดี ทีหลังก็สอนคนอื่นได้ดีเหมือนกัน. ข้อสุดท้ายที่จะพูดก็คือว่า ให้ดูว่าทิศทั้ง ๖ นี้เป็นหน้าที่ที่หนักสักเท่าไร? สิ่งที่เรียกว่า "หน้าที่" แล้วมันก็ต้องหนัก, ขอให้เข้าใจไว้ด้วย ไม่มีหน้าที่ไหนเบา ; ขึ้นชื่อว่าหน้าที่แล้วมันก็ต้องหนัก ; ภาระ หน้าที่ กิจอะไรก็ตาม รวมความแล้ว มันก็ต้องหนักทั้งนั้นเป็นของหนักทั้งนั้น. ถ้าจะออกไปเป็นฆราวาสก็อย่ากลัวหนัก; ถ้ากลัวหนักแล้วออกไปเป็นฆราวาสก็เป็นคนบ้า. ถ้ากลัวหนักก็อยู่เป็นพระ ก็ไปนิพพานเหมือนกัน ; ฆราวาสก็ไปนิพพานเหมือนกัน แต่ไปอย่างหนัก เพราะมันมีเรื่องมาก "พหุกิจฺจา พหุกรณียา" . พูดกันอยู่เสมอ. ฆราวาสมีกิจมาก มีเรื่องที่ต้องทำมาก ; เพราะฉะนั้นจึงหนัก, หนัก ก็อยู่ที่ทิศทั้ง ๖ นี้. มันต้องทำมากกว่าที่อยู่เป็นบรรพชิต ; มันเกิดภาระหน้าที่ เนื่องจากทิศทั้ง ๖ นี้มากกว่า. บรรพชิตนั้นบางอย่างตัดออกไปเลย ; หรือถ้า จะมีอยู่ก็มีอยู่ในความหมายที่เบากว่าสบายกว่า ปฏิบัติได้ง่ายกว่า. แล้วมันจะ ค่อย ๆ หมดไปเหมือนกับไม่มีอะไร. ถ้าเป็นฆราวาสมันผูกมัดอยู่ จะทำอย่างไรได้

น.591 เพราะมันอยู่ในสังคม มันมีบ้านมีเรือน มีบุตรภรรยา สามี มีผู้บังคับบัญชา มีคนใช้ มีหน้าที่การงาน ผูกพันไปหมด นี่เขาเรียกว่าเป็นของหนัก. ฆราวาส สมพาโธ คือเป็นที่คับแคบ, เป็นทางมาแห่งธุลี ; พระพุทธภาษิตมีอยู่อย่างนี้. ที่นี้คนที่มองเห็น เขาก็รู้สึกอย่างพระพุทธเจ้าตรัส เขาจึงทูลพระพุทธเจ้าว่า “ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ; ส่วนความเป็นบรรพชิตนั้น เป็น ความว่าง เป็นความโล่ง เบาสบาย ; เหมือนนกมีเพียงแต่ปีกเป็นของหนัก มีแต่ปีกเป็นภาระสำหรับจะบินไป. ของหนักของนกคือปีก, คือว่าบึกพาให้ นกบินไป. พระพุทธเจ้าเองเมื่อจะออกบวช ก็รู้สึกในคำพูดรูปนี้ ประโยคคำพูด รูปนี้ ; แล้วจึงออกบวช. ไปอ่านดูจากพุทธประวัติจากพระโอษฐ์เสียอีกที. ฝรั่ง ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ชื่อสีลาจาระ เป็นชาวอังกฤษ เมื่อบวช เขาเขียนว่า : - A den of strife, is household life, And filled with toil and need ; But free and high as the open sky, Is the life the homeless leads. ชีวิตฆราวาสเหมือนกับ a den of strife มันเต็มไปด้วย toil- และ need ชีวิตพระมันเหมือน open sky ทั้ง free ทั้ง high เขาแปลไปจากคำบาลีคำนี้ขยาย ความออกไป. เขารู้ความหมายของความเป็นฆราวาสดี จึงจัดว่าเป็น a den of strife ต้องเป็นนักต่อสู้. เครื่องมือต่อสู้ก็คือความรู้เรื่องนี้. พอออกไปสู่ที่โล่ง ที่แจ้งเหมือนกับอากาศ ก็มีผลเหมือนกับ tree is now ! พ้นแล้วโว้ย ! เหมือน กับภาพเขียนที่ฝาผนัง ; ลอยขึ้นไปเหนือเมฆ หรือขึ้นไปเหนือความยุ่งเหยิง หรือ a den of strife มันลอยขึ้นไปเหนือนั้น. ทีนี้เราก็รู้ทิศทางว่าฆราวาสอยู่ที่ จุดไหน ? จะเดินไปอย่างไร? และจะไปจบที่ไหน ?

น.592 เมื่อจะตายอย่าให้ใครต้องคอยเป่าหูว่า "อรห์อย่าลืมโว้ย อรห์ อย่าลืม". นั่นก็เป็นวิธีที่มีความหมายดี. คนจะตายเขาก็บอกทาง บอกหนทาง บอกทิศทาง ให้ไปทางนั้น ; ไปไหว้พระจุฬามณี ที่ชั้นดาวดึงส์ก็มี ยังใช้กันอยู่ พอคน จะตาย คนข้าง ๆ บอกว่าอย่าลืม ; เขาเอาดอกไม้ธูปเทียนใส่มือให้ ; ให้เอา ไปไหว้พระจุฬามณีที่ดาวดึงส์, นี่ดูซิคนเขาจะให้ตายไปสวรรค์ ; ให้เอาดอกไม้ นั้นไปไหว้พระจุฬามณี. จุฬามณีคือขมวดผมของพระพุทธเจ้า ที่ทรงตัดเมื่อวัน ออกบรรพชา เทวดาพาไปไว้บนสวรรค์, เอาไปประดิษฐานอยู่ที่นั่น ; แล้วก็ ว่าทิศทางที่จะต้องไปอยู่ที่นั่น. ดีกว่านั้นก็บอกว่า "พระอรหันต์อย่าลืม !" คนบอก เองก็ไม่รู้ว่า พระอรหันต์คืออะไร แต่ว่าบอกทิศทางให้คนอื่นได้ ; คนตายมัน ก็หลับตาซึมกะทือไป. อย่างนี้มันก็น่าหัวเราะ ; เพราะเดี๋ยวนี้ ที่นี่ นั่งอยู่ตรงนี้ คุณก็ต้องรู้ทิศรู้ทางที่จะไปอย่างถูกต้อง. จากทิศทางที่จะไปอย่างต่ำในโลกนี้ ไปสู่ ทิศทางอันเป็นจุดหมายปลายทาง คือนิพพาน. ผมพูดให้คนเขาคัดค้าน หรือให้คนเขาหัวเราะ ให้คนเขาด่าว่าทุกคน ต้องไปนิพพาน : คู่ผัวตัวเมียต้องจูงมือกันไปนิพพาน. บุตรหลานจะต้องรับ มรดกพ่อแม่ คือการเดินไปนิพพาน ให้ถึงแทนพ่อแม่ให้จงได้. การเป็นเพื่อน กันก็เป็นเพื่อนเพื่อไปนิพพาน. เป็นบ่าวเป็นนายกัน ก็เพื่อจะช่วยกันไปนิพพาน ทิศทางมันมีอยู่อย่างนี้ ตามความเห็นของผม. เวลาของเราก็หมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต