Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๖ (ทิศธรรม) — จุดหมายปลายทาง ที่มนุษย์ต้องเดินไป

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.593 คำบรรยายเรื่องทิศ ในวันนี้จะเป็นการพิจารณา กันในลักษณะที่เป็นการสรุป สรุปความเรื่องทิศ ; คือว่า เราจะมองดูสิ่งเหล่านี้ในวงกว้าง แล้วสรุปความว่ามันเป็น อย่างไร ? คำว่า "ทิศทาง" นี้มันหมายถึงสิ่งที่จะต้องเดินไปหา ให้ถึงจุดหมาย ปลายทาง. ทีนี้เด็ก ๆ ก็จะถามว่า พูดกันถึง ทิศเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องซ้าย เบื้องขวา เบื้องบน เบื้องล่าง ; แล้วคนอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง แล้วก็จะเดิน อย่างไร? ใครจะเดินได้. จะเดินไปทางทิศตะวันออกทีหนึ่ง แล้ววิ่งมาจุด ศูนย์กลาง ; แล้ววิ่งไปทางทิศตะวันตกที แล้วกลับมาจุดศูนย์กลาง อย่างนี้ แล้วจะไปไหน. นี่คือคนหลงทิศ คือคนโง่ รู้เรื่องทิศแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเดินไป ได้อย่างไร. การที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ก็ต้องเป็นเรื่องของความมีสติปัญญา คือความ ไม่โง่ ; ต้องรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร? แล้วก็จะเดินกันอย่างไร ? แล้วก็เดิน ๕๖๔

น.594 ได้ด้วย จึงจะสำเร็จประโยชน์. ขอร้องว่าอย่าลืม ว่าพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของ สติปัญญา ; พุทธะแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. เมื่อรู้อะไรแล้วก็มีสภาพเหมือน กับตื่นนอน ไม่หลับ แล้วจะได้มีการกระทำที่ถูกต้อง ; แล้วก็เบิกบาน. อันนี้ เป็นความหมายของคำว่า พุทธะ. เพราะฉะนั้นเราจึงมีหลักที่ตายตัวลงไปในเรื่อง ที่เกี่ยวกับปัญญา ว่าปัญญาหมายถึงปัญญาที่แท้จริง เป็นเครื่องทำความรอด. มีบาลีสำคัญ ๆ ที่ต้องนึกกันอยู่เสมอ เช่น พระพุทธเจ้าตรัสว่า :- ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ-บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา. อย่างนี้ปัญญาก็เป็นเครื่องชำระบาป ชำระอวิชชา ; แล้วก็บริสุทธิ์แล้ว มันก็พอแล้ว มันไม่มีหน้าที่อะไรอีก. ที่สำคัญ ที่สุดในทางคำพูด เช่นว่า : สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ-เข้าไป ล่วงพ้นความทุกข์ทั้งปวงได้ ด้วยอำนาจของการมีสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐินี้คือ ปัญญา ซึ่งมีความหมายจำกัด รัดกุมที่สุด ผิดไม่ได้ ดิ้นไม่ได้ ทั้งในภาษาไทย และภาษาบาลีก็ตาม. ที่พูดว่า ปัญญาเฉย ๆ มันมีปัญญาเฉโกก็ได้, เช่นมี ปัญญาไปในทางที่จะไม่เป็นธรรม ไม่เป็นบริสุทธิ์อย่างพวกโจรก็มีปัญญาอย่างโจร. แต่เมื่อพูดว่าสัมมาทิฏฐิแล้ว มันดิ้นไม่ได้ ; คำว่า "สัมมา" มันจำกัดไว้ชัด มีสัมมาทิฏฐิก็คือ มีความรู้ความเข้าใจ ความเห็น อะไรที่ถูกต้อง ที่เป็นธรรม ที่ประกอบด้วยธรรม ; แต่ก็คือปัญญานั่นเอง เป็นปัญญาที่ถูกต้องที่บริสุทธิ์ พุทธภาษิตอย่างนี้มีมากหลายบท ตรงเป็นอันเดียวกันว่า เราต้องรอดตัวด้วย ปัญญา. ที่เป็นกลางกว้าง ๆ กว่านั้นก็คือว่า :- ปญฺญา หิ เสฏฺ ฐา กุสลา วทนฺติ, นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ, สีลํ สิรึ จาปี สตญฺจ ธมฺโม ฯลฯ. รวมความแล้วว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวปัญญาว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด เหมือนพระจันทร์เด่นกว่า ดาวทั้งปวง ; คือว่า ศีล สิริ มึงขวัญ ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมอยู่ใน อำนาจของปัญญาที่จะดึงมา. มันจึงกว้างหมด ว่าปัญญาเป็นที่ดึงมาซึ่งธรรม ทั้งหลายเหล่าอื่น แม้แต่มึงขวัญ. สิริ แปลว่ามึงขวัญ คือความมีโชคดี ความ ที่จะเป็นไปแต่ในทางที่ดี.

น.595 เพราะฉะนั้น ต้องมีปัญญา จึงจะรู้ว่า จะเดินไปตามทิศ ตามทางไป ได้อย่างไร. มันก็จะแก้ปัญหาได้ว่า ไม่ใช่ว่าเราจะต้องวิ่งไปวิ่งมา-วิ่งไปวิ่งมา ; แล้วหยุดอยู่ตรงที่จุดศูนย์กลาง แล้วจะเป็นอะไร มันก็ไม่ไปไหน เท่านั้น. นี้มันเป็นคำสอนที่เปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นต้องระวังให้ดี ; อย่าตีความให้ผิด จึงจะเป็นการปฏิบัติได้; มิฉะนั้นก็จะเป็นความรู้ที่ปฏิบัติไม่ได้ เป็นเรื่องที่ น่าสงสาร. แปลความผิด เช่นคำว่า "อัฏฐังคิกมรรค" แปลว่ามรรค ๘ ทาง, มรรค ๘ สาย ; อย่างนี้มันก็ผิดหมด จะเดินอย่างไรได้. มีหนทางตั้ง ๘ สาย แล้วคุณจะเดินอย่างไรได้. อัฏฐังคิกมรรค เขาแปลว่า หนทางสายหนึ่งซึ่ง ประกอบด้วยองค์แปด, องค์คุณ หรือคุณสมบัติ ๘ ประการ ; มันก็เดินได้. คำว่า "ทิศทาง" นี้ก็เหมือนกัน มันเป็นทิศทางเดียว ซึ่งจะพาไปสู่ จุดหมายปลายทางที่มนุษย์จะต้องไป. พูดอย่างถูกต้องที่สุดก็ได้ พูดอย่างกำปั้น ทุบดินที่สุดก็ได้ คือที่สุดของความทุกข์ คือนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง ; ต้องไปที่นั่น. ที่มาพูดเป็นทิศ ๖ มันก็เลยฟังไม่ถูก สำหรับเด็ก ๆ ว่าจะไป อย่างไร. ทิศ ๖ ทิศ ๘ อะไรก็ตาม ก็ควรรู้ว่า เป็นคำอุปมา เช่นเดียวกับว่า มรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง ; หมายความว่า เราจะต้องเดินให้ถูกต้องไปทั้งหมดใน ทุกปัญหา ที่เกี่ยวกับการเดินนั้น. อย่างฆราวาสเดินไปด้วยการแบกภาระหนัก ไปด้วย มีเรื่องบิดา มารดา บุตร ภรรยา สามี ครูบาอาจารย์ ; มันก็เป็น การเดินทาง ที่แบกของหลาย ๆ อย่างไปด้วย ก็ต้องแบกให้ถูก ก็สามารถที่จะ เดินไปตามทิศทางที่จะไปนิพพานได้ตามความมุ่งหมายของคนทุกคน ไม่ว่าคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต. สำหรับคำว่า "ทิศ" นี้ก็คิดดูเถอะ มันเป็นคำพูด สำหรับคนพูด ; คำพูดบางคำ หรือว่า คำเดียวกัน บางคราวเล็งถึงอะไรไปตามสถานการณ์

น.596 หรือภาวะการณ์อะไรในเวลานั้น ที่เรากำลังเอามาพูด. เพราะฉะนั้น คำว่า ทิศนี้ก็มีทิศ อย่างภาษาวัตถุ ภาษาฟิสิคส์ นี้ก็มี, ภาษาจิต ภาษานามธรรมก็มี, และภาษาสูงไปกว่านั้น เป็นภาษาวิญญาณก็มี. พูดว่าทิศอย่างภาษาวัตถุ ก็เอา วัตถุเป็นหลัก ตามที่เรารู้จักมันอย่างไร. ทิศไหนดวงอาทิตย์ ก้อนวัตถุนั้นออกมา ก็เป็นทิศตะวันออก ; ทิศไหนดวงอาทิตย์ลับไปก็เป็นทิศตะวันตกไป ตามสายตา ของคนสมัยนั้นเอาวัตถุเป็นหลัก. เมื่อได้สองทิศแล้ว มันก็มีขวา-ซ้าย ขึ้นมา ; เอามือนั้นเป็นหลัก. ถ้าสมัยนี้ก็เอาเข็มทิศเป็นหลัก ; เข็มทิศมันมีการชี้ไปทิศ ทางหนึ่งคือทิศเหนือ ทางก้นของมันก็เป็นทิศใต้. เอาเข็มทิศเป็นหลักมันก็เป็น เรื่องของทางวัตถุ สำหรับจะเดินเรือ หรือเดินด้วยเท้า หรือคำนวณอะไรก็เป็น เรื่องทางวัตถุไปหมด ในเมื่อ คำว่าทิศ นี้เอาวัตถุเป็นหลัก. จากทิศที่เป็นทางวัตถุอย่างนี้ มันก็เกิดทิศที่เป็นนามธรรม อะไรขึ้นมา ตามลำดับ. เช่นว่า เราเป็นคนอยู่อย่างนี้ มันก็เกิดมีทิศเบื้องหน้า เบื้องหลัง ขึ้นมา ในทางนามธรรมตามลำดับ ตามหลักของทิศทางวัตถุ ; เช่นเราจะต้อง มีการศึกษา มีการอาชีพ แล้วก็มีการสังคม, แล้วก็มีการปฏิบัติตนให้ไม่มี ความทุกข์ ก็เกิดเป็นทิศอย่างนี้ขึ้นมา. เช่นว่า ทิศเบื้องหน้าเป็นการศึกษา ก็ต้องศึกษากันอยู่เรื่อย จนกระทั่งเข้าโลง มันก็ยังต้องศึกษาอยู่นั้น ; แล้วก็ยังมี ทิศที่จะติดตามมาคือการประกอบอาชีพ นี้ก็เป็นทิศทางหนึ่ง ; แล้วก็สมาคม ให้ดีอยู่ในโลกนี้ ก็เป็นทิศทางหนึ่ง ; การรู้จักปฏิบัติในทางจิตใจก็เป็นทิศทางหนึ่ง. นี้ ก็เป็นทิศทางนามธรรมขึ้นมา : เป็นเบื้องหน้า - เบื้องหลัง, เบื้องซ้าย - เบื้องขวา, เบื้องบน - เบื้องล่าง. ทีนี้ก็เกิดทิศตามความหมายที่ลึกซึ้งขึ้นไป ในทางอื่น ๆ อีก กระทั่งว่า บิดามารดาเป็นทิศเบื้องหน้า, บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง ฯลฯ นี้เอาแต่ความ

น.597 หมายที่สูง ไม่ได้เอาตัววัตถุเป็นหลัก. จะสรุปก็ว่า เราเอาวัตถุเป็นหลัก เราก็ ได้ทิศทางอย่างหนึ่ง ; เอาตัวบุคคลเป็นหลักก็ได้แก่ บิดามารดา บุตรภรรยา ฯลฯ เป็นทิศ ๖. เอาตัวบุคคลเป็นหลัก ก็ได้รูปร่างของทิศขึ้นมาอย่างหนึ่ง. ถ้าเรา เอานามธรรมเป็นหลัก เช่นมีการศึกษา มีการอาชีพ มีการสังคม มีการ อะไรต่างๆ ซึ่งมีนามธรรมเป็นหลัก: มันก็ได้ทิศขึ้นมาอีกรูปหนึ่ง. แต่ความหมายเป็นเรื่องทิศทางที่จะต้องไป ; และก็ต้องไปด้วยปัญญา จึงจะ เป็นพุทธศาสนา หรือว่าเอาตัวรอดได้. เพราะฉะนั้นอย่าลืม ปัญญา ซึ่งมาเป็น เครื่องมือสำหรับการเดินทาง. แต่แล้วการเดินทางนั้น ก็ไปสู่ที่แห่งเดียว สิ่งเดียวคือพระนิพพาน, มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่พระนิพพาน. จะเป็น นิพพานชั่วคราวในชีวิตต่ำ ๆ นั้นก็ได้ ; เป็นนิพพานสูงสุดเด็ดขาด เมื่อปฏิบัติ ถึงที่สุดนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงมีหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ว่านิพพานนั้นเป็น จุดหมายปลายทาง ; แม้เป็นฆราวาสก็จะต้องสนใจ เพื่อจะเดินถูกทาง. เดี๋ยวนี้ ยังเดินไม่ถึง ก็ต้องมีความรู้จักทิศทางนี้ไว้ เพื่อให้เดินถูกทางไปเรื่อยๆ ไม่หลง ทาง ไม่วกวนไปมา, แม้จะแบกของหนักรุงรังไป ก็ยังเดินไปถูกทาง ไปช้า ๆ มีพระพุทธภาษิตที่สำคัญที่เป็นปัญหา ว่า เย เต สุตฺตนฺตา สุญฺญตปฺ- ปฏิสํยุตฺตา ; ที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าธัมมทินนสูตร. สูตรนี้คือ อุบาสกผู้ นับถือพระพุทธเจ้า เป็นฆราวาส รุงรังไปด้วยบุตรภรรยา ทรัพย์สมบัติ ; ไปเฝ้า พระพุทธเจ้าทูลถามว่า เรื่องอะไรเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนาน ขอจงแสดงเรื่องนั้น. พระพุทธเจ้าก็เริ่มตรัสอย่างนี้ว่า :- ระเบียบแบบแผน เหล่าใดที่เกี่ยวเนื่องกับ สุญญตา ; ที่ตถาคตกล่าว ที่เป็นเรื่องลึก มีความหมาย อันลึก, เป็นไปเพื่ออยู่เหนือโลก นั่นแหละเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาส ทั้งหลายตลอดกาลนาน. เขาใช้คำว่า "ฆราวาส" จำกัดชัดลงไปด้วยว่า มีบุตร ภรรยา ฯลฯ ตามแบบของฆราวาส. พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนานนั้น คือเรื่องที่เกี่ยวกับสุญญตาทั้งหมด.

น.598 นี่แหละระวังให้ดี ถ้าเข้าใจไม่ดีแล้วก็จะเห็นเป็นการขัดแย้งกันไปหมด ; ว่าทำไมฆราวาสจึงไปถึงสุญญตา. ถ้าไม่มีความมุ่งหมายเพื่อสุญญตาก็หมายความ ว่าฆราวาสเป็นนรก, ความเป็นฆราวาสนี้จะกลายเป็นการจมอยู่ในนรก. ต้องมี ความรู้ที่จะขจัดปัดเป่าสิ่งผูกมัด ผูกพัน เผาลน ทีมแทง เหล่านี้ออกไปตามสมควร มิฉะนั้นจะเป็นบ้า; อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นโรคเส้นประสาทตลอดกาล ถ้าไม่มี เรื่องสุญญตาเข้ามาช่วย. คนโง่ ๆ ก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้ หาว่าฆราวาสนั้นไม่เกี่ยวกับ สุญญตา, อยู่กันคนละทิศคนละทาง หันหลังให้กัน. นักปราชญ์โง่ ๆ ในเมือง ไทยก็ยังมีอีกมาก ที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสุญญตา เรื่องจิตว่าง. ความรู้เรื่องสุญญตานี้มันประเสริฐลึกซึ้ง ; แต่ถ้าเข้าใจผิดก็กลายเป็น สุญญตามิจฉาทิฏฐิ : สุญญตามิจฉาทิฏฐิมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล. จิตที่ ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึกของสุญญตานี้ เราเรียกว่า "จิตว่าง". เมื่อสิ่งที่เรียกว่า สุญญตา มีส่วนที่จะเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว, เรื่อง จิตว่าง มันก็มีส่วนที่จะ เข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นจิตว่างมิจฉาทิฏฐิ เป็นจิตว่างอันธพาล. ทีนี้ คนทั่วไป เขาเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก ; ถือเอาความหมายของคำว่า "จิตว่าง" หรือสุญญตานี้ ไปตามความรู้สึกของตัว ; มันก็เลยเป็นอันธพาลหมด. เช่นว่าถ้าว่างแล้วก็ต้องไม่มีอะไร, ไม่ต้องทำอะไร, ไม่ต้องคิดนึกอะไร, ทำอะไร ไม่ได้ ; นี้ก็เป็นจิตว่างอันธพาล. ที่อันธพาลมากไปกว่านั้นเมื่อไม่มีอะไรแล้ว ก็ทำอะไรตามชอบใจ ; ไม่ถือศีล ไม่ถือระเบียบวินัย เที่ยวรังแกข่มเหงอะไรใคร ได้ตามชอบใจ. นี่เป็นจิตว่างอันธพาลที่เตลิดเปิดเปิงไป. เขารู้กันแต่เรื่องความว่าง หรือจิตว่างอันธพาล ซึ่งไม่สามารถจะเอามา ประยุกต์กันได้กับชีวิตของตน ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสแก่ฆราวาสว่า "สิ่งที่ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนานนั้น คือเรื่องเกี่ยวกับสุญญตา

น.599 ทั้งหมด" ; ใช้คำว่า : เย เต สุตฺตนฺตา ; สุตตันตะ อย่างนี้มันหมายถึง ระเบียบแบบแผน. คำนี้แปลว่าเส้นบรรทัด ; สูตร หรือพระสูตรนี้แปลว่า เส้นบรรทัด ; สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด, สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺต -ที่เนื่อง เฉพาะอยู่กับสุญญตานั้นจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน. ถ้าเราจะเป็นพุทธบริษัทที่ใช้ได้ เราก็ต้องรู้จักประยุกต์เรื่องสุญญตา ให้เข้ากับ ทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับฆราวาส, โดยเฉพาะเรื่องทิศทั้ง ๖ นี้เป็นต้น จะไม่ทำให้ ความทุกข์เกิดขึ้นจากทิศใดทิศหนึ่งเลย ; หรือว่าทิศทั้งปวงนี้ก็จะนำไปสู่สุญญตา. เดินทางไหนก็ตาม เดินไปให้ถูกทิศ, กระทำให้ถูกทุกทิศ แล้วมันก็กลายเป็น เรื่องสุญญตาไปได้เหมือนกัน. ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่ว่า คำว่า สุญญตานั้นเป็นการบอกความจริงของสิ่ง ทั้งปวง ไม่ยกเว้นอะไร ; จะเป็นบิดามารดา บุตรภรรยา มิตรสหาย ครูบาอาจารย์ ก็ตาม, ทั้งหมดที่เป็นบุคคลเหล่านี้, หรือจะเป็นการงานอะไรก็ตาม, ความคิดความนึกอะไรทั้งหมดเหล่านี้ เรียกว่าทั้งปวง มันมีความจริงเป็นสุญญตา, คือเป็นไปตามธรรมชาติ, เป็นเรื่องตามธรรมชาติ, อยู่ใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; ไม่เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง, แล้วมันก็ไม่ได้เป็นบุคคล, มันเป็นแต่เพียง ธรรมชาติที่เป็นไปตามธรรมชาติ, มีกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; เพราะฉะนั้น ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; เพราะ ธรรมชาติไม่เป็นบุคคล นั่นแหละเรียกว่าสุญญตา. เรื่องสุญญตานี้ เอามาเตือนแล้วเตือนอีก พูดแล้วพูดอีก พิรี้พิไร ว่า พวกคริสเตียนก็ยังสอนเรื่องสุญญตา แม้เกี่ยวกับลูกเมีย ทรัพย์สมบัติ, มีคำ กล่าวในคัมภีร์โครินเซี่ยนตอนท้ายของ New Testament เซนต์ปอลสรุปคำสอนของ พระเยซูทั้งหมด ไปสอนชาวบ้านพวกหนึ่งว่า มีภรรยาก็จงเหมือนกับไม่มีภรรยา,

น.600 มีทรัพย์สมบัติก็จงเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีความสุขก็จงเหมือนกับไม่มี ความสุข, มีความทุกข์ก็จงเหมือนกับไม่มีความทุกข์, ซื้อของที่ตลาด อย่า เอาอะไรมา ; นี้เป็นเรื่องสุญญตาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนกับพุทธศาสนา. แล้วก็อยู่ที่บ้านที่เรือน ที่ฆราวาส ; อยู่กับบุตรภรรยา สามี ที่ทรัพย์สมบัติ ที่ความสุขความทุกข์ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน ; กระทั่งไปซื้อของที่ตลาด ก็หมายความว่าการใช้เงินของเรานี้ เราไม่ถือว่าเรามีกรรมสิทธิ์เป็นสิทธิของเรา ไปซื้อของที่ตลาดจึงไม่ได้เอาอะไรมา. เราไม่ถือว่าเงินของเรา ของที่ซื้อมา นั้นเป็นของเรา ก็เท่ากับไม่ได้เอาอะไรมา มันว่างอยู่เรื่อย, บุตรภรรยาก็ว่าง ทรัพย์สมบัติก็ว่าง, ความทุกข์ความสุขก็ว่าง. เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทอย่าโง่ หรืออย่าเลวกว่าคริสเตียนในข้อนี้ ที่ประยุกต์คำว่า สุญญตาเข้ากันได้กับทุกสิ่งที่เกี่ยวกับฆราวาส. เดี๋ยวนี้เรามีเรื่อง ทิศ ๖ ขึ้นมาอย่างนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องสำหรับยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เลยกลาย เป็นไม่ใช่พุทธศาสนาไป. มันต้องกลายเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อด้วยอย่างถูกต้อง จนไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่น แล้วเป็นสุขอยู่ได้ จึงจะเรียกว่าเป็นผู้รู้จักทิศทาง. ทิศทั้งหลายปรากฏเป็นของแจ่มแจ้ง สว่างไสวแก่กุลบุตรนั้น จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ รู้จักทิศ ; จัดการกับปัญหาได้ทุกทิศทุกทาง. ปัญหาไม่มีดึงแข้งดึงขา เราก็ไป ได้สบาย ; ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าเราหาบคอนสิ่งเหล่านี้ไป นั่นเป็นเรื่องทางวัตถุ ; ถ้าเป็นเรื่องทางวิญญาณ ก็หมายความว่า เราขจัดปัญหาเหล่านี้ออกไปได้หมด, ปัญหาที่เกิดขึ้นจากบิดามารดา ครู อาจารย์ ลูก เมีย ในโลกนี้ มันถูกกระทำ ให้ถูกต้องเรียบร้อย ไม่เป็นปัญหา. นี่เราปฏิบัติต่อทิศทุกทิศอย่างถูกต้อง จน ปัญหาหมดอย่างนี้ เราก็ไม่มีความทุกข์, ไม่เกิดกิเลส, ไม่เกิดความทุกข์, ก็เรียกว่าว่างได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจตามนักปราชญ์อันธพาลโง่ ๆ ว่า สุญญตาไม่เกี่ยวกับฆราวาส ซึ่งเป็นการคัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คัดค้านเหตุผลของธรรมชาติ โดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ.

น.601 ขอให้คิด, ในเมื่อยังมองไม่เห็นก็ขอให้คิดพิจารณา ให้รู้ว่าชีวิตนี้เป็น การเดินทาง, คือไหลไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; แล้วแต่จะประพฤติ ปฏิบัติอย่างถูกต้อง หรือผิด. ถ้าผิด ก็ไหลไปผิด ; ถ้าถูกต้องมันก็ไหลไป ถูกต้อง ไปสู่จุดหมายปลายทาง. นี้เราก็มีทางที่จะคิดได้จากความเจนจัด ทุกอย่างทุกประการที่ผ่านมาแล้วในชีวิต. ความเจนจัดที่ถูกต้อง ที่ให้สติปัญญา แก่เรานั้น นั่นแหละก็เรียกว่าอุปกรณ์ หรือ material สำหรับจะเอามาคิด. spiritual - experience คำนี้เขาใช้กันมากแล้วเดี๋ยวนี้ : experience ต่าง ๆ ในทาง ฝ่ายวิญญาณ. คนเคยมีเงินก็รู้ว่าเงินนี้มันเป็นอะไรและเป็นอย่างไร ? คนเคยมีลูกเมีย ก็รู้ว่าลูกเมียนี้มันคืออะไร ? มันเป็นอย่างไร ? มันมีความหมายที่ลึก. เกียรติยศ ชื่อเสียงนั้นมันคืออะไร ? มันเป็นอย่างไร ? อะไรมันเป็นอะไรในด้านลึก ที่ผ่านมา แล้วเรารู้เจนใจเขาเรียกว่า spiritual - experience. experience สิ่งนี้มันผลักดัน มนุษย์ไปตามทางที่ถูกต้อง จนไปสู่พระนิพพาน. ทีนี้เพื่อไม่ให้มันเสียเวลามากนัก ก็มีระเบียบแบบแผน วินัยตั้งขึ้นไว้ให้ปฏิบัติให้ถูก เช่นทิศ ๖ นี้ ปรากฏอยู่ใน สูตรที่ชื่อว่า สิงคาโลวาทสูตร ; พอปฏิบัติตามนั้นมันก็ช่วยประหยัดเวลา หรือ ว่าทำให้เกิด experience ที่ดีที่สูงสุดขึ้นมาในเวลาอันสั้นอันเร็ว. กุลบุตรนั้นก็ ไหลเลื่อนไปสู่นิพพาน แม้ในเพศฆราวาส; ก็เลยเป็นอันว่า เราต้องรู้ว่า เกิดมาทำไม เพื่อจะได้มีการตั้งจุดหมายของการเดินทางให้ถูกต้อง ; เพราะฉะนั้น ผมจึงชอบพูดเรื่องนี้ คือเรื่องเกิดมาทำไมนี้. ถ้าใครตั้งปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ผมก็ตอบว่า ก็คุณไปรู้เรื่อง เกิดมาทำไมเสียก่อนซิ ; แล้วปัญหานั้นมันก็จะตอบไปในตัว. ถ้าเราไม่รู้ว่า เราเกิดมาทำไม เราก็จะทำผิดจุดหมาย ; ทำสิ่งที่เรากำลังจะทำ หรือทำอยู่นั้น

น.602 ผิดจุดหมายหมด. เช่นว่า จะเรียนหนังสือ จะศึกษาเล่าเรียน, จะเรียน หนังสือเป็นการศึกษาของมนุษย์นี้ ถ้าเราไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม การศึกษาของเราจะ ไม่รู้ว่าไปทางไหน คือจะแกว่งเหมือนการศึกษาเดี๋ยวนี้, เหมือนการศึกษา ของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่มีหลักที่ว่า มนุษย์เกิดมาทำไม ; การศึกษาก็เลย พร่า แกว่ง กว้าง ครอบจักรวาลไปเลย, จนในที่สุดมันก็ไม่มีสันติภาพในโลก ; มีแต่ความรู้ที่พร่า ที่ท่วมหัว ที่ช่วยตัวไม่รอดอะไรอย่างนี้ ; เพราะไม่รู้นิดเดียว ว่าเกิดมาทำไม. ถ้าสอนกันให้รู้ว่า เกิดมาเพื่อมีจุดมุ่งหมายปลายทาง คือพระเจ้า หรือนิพพาน เช่นนี้แล้ว การศึกษามันก็จะรวบรัด หรือมันจะจัดรูปของมันเอง ไปในลักษณะที่จะเดินไปเร็วๆ ถึงพระเจ้า หรือถึงพระนิพพาน โลกนี้ก็จะมีสันติ. แต่นี่มันพร่า เลือกจัดไปอย่างตามใจชอบของกิเลส โลกนี้ก็มีวิกฤตกาลถาวร ที่เป็นการถาวร, ฉะนั้นการศึกษาก็กลายเป็นความผิด, เป็นของผิด, ทำโลกให้มี วิกฤตกาลถาวร. ถ้าเรารู้ว่าเกิดมาทำไมเสียก่อนแล้ว ก็จะเล่าเรียนถูกต้อง แล้วจะเล่าเรียนดี, เรียนตรงไปยังจุด. จะทำการงานก็เหมือนกัน ก็ต้องรู้ว่า เกิดมาทำไม ; แล้วจึงทำการงานให้ถูกกับความมุ่งหมายอันนั้น. จะทำอะไร ก็ตามใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์จะทำได้, แม้ที่สุดแต่การเล่นกีฬาเล่นดนตรี ; ถ้าเรารู้ว่า เราเกิดมาทำไมกัน แน่ๆ จริงจังแล้ว เราก็จะพากันเล่นกีฬา เล่นดนตรี ที่เป็นประโยชน์แก่วัตถุประสงค์อันนี้. มิฉะนั้นเราก็จะกลายเป็น เล่นกีฬา เล่นดนตรีที่ส่งเสริมแก่กิเลส ดังที่ทำกันอยู่. เราจะกินจะอยู่ จะแต่ง เนื้อแต่งตัว จะทำอะไรในชีวิต มันก็ต้องรู้ว่าเกิดมาทำไมเสียก่อน มันจึงจะทำให้ ได้ผลอันนั้น. เดี๋ยวนี้ดูซิระบบของการกินอยู่ การแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นอย่างไร มัน ล้วนแต่เป็นไปเพื่อความยุ่งยากลำบาก ทำให้เกิดความเป็นอันธพาลมากไปกว่าเดิม.

น.603 นี้คือผู้ที่ไม่รู้ทิศทาง ว่าเกิดมาทำไม. เพราะฉะนั้น ขอให้ภาวนาไว้ทุกคนว่า เกิดมาทำไม ? ให้พบคำตอบที่ถูกต้องเรื่อย ๆ ไป. ถ้าเราไม่รู้ก็อย่าอวดดี. เด็ก ๆ หรือคนหนุ่มที่เกิดมาในโลกนี้แล้ว เมื่อไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ; ก็อย่าเพ่ออวดดี. ต้องเงี่ยหูฟังคำสอนของบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุข. นี้พูดค่อนข้างจะเอาเปรียบหน่อย มันเป็นภาษาของพุทธศาสนาพูดกัน อยู่อย่างนี้ "บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน" ก็หมายความว่า ผู้มี ปัญญาความรู้ทั้งหลาย เราจะยกเอาพระพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศกว่าใคร ๆ นำหน้าใคร ๆ ว่าบัณฑิตทั้งหลายซึ่งได้กล่าวกันไว้ว่า เกิดมาทำไมนี้ ลองฟังดูก่อน มันจะเป็น เรื่องช่วยให้ง่ายเข้า. ถ้าเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ก็เกิดมาเพื่อไปนิพพานทั้งนั้น. วัฏฏะสงสารมันจะจบลงเมื่อนิพพาน ; ก็กลายเป็นว่า เกิดมาเพื่อไปนิพพาน. ถ้าเป็นวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งเป็นแดนเกิดของพุทธศาสนา และเป็น วัฒนธรรมที่เขาพูดกันมาแล้วก่อนพุทธกาล ก็มีหลักอย่างเดียวกัน ว่าเกิดมานี้เพื่อ ไปสู่จุดหมายปลายทางที่สูงสุด เหมือนที่พูดอยู่บ่อยๆ ว่าอาศรมทั้ง ๔ : เกิดมาเพื่อ เป็นเด็กให้ถูกต้อง คือเป็นพรหมจารี ; เป็นผู้ใหญ่ให้ถูกต้อง คือเป็นคฤหัสถ์ ; แล้วก็เป็นผู้แก่ที่ถูกต้อง คือเป็นวนปรัสถ์ ออกไปหาความสงบทางจิตใจ ; แล้วก็ เป็นผู้เฒ่าที่ถูกต้อง คือเป็นสันยาสีที่ถูกต้อง คือแจกของส่องตะเกียงให้แก่ลูกเด็กๆ. เป็นพรหมจารี เป็นคฤหัสถ์ เป็นวนปรัสถ์ เป็นสันยาสี ให้มันได้ อย่างนี้ ; หรือว่าเรื่องเป่าปี่ ขี่วัว ภาพชีวิต ๑๐ ภาพข้างหลังจอนั้น มันก็เป็น ลำดับของการเดินทาง ที่จะต้องเดินไปอย่างนั้น. ตัวเองเดินจนถึงความว่าง. (ภาพ ที่ ๘) เหลือจากนั้นก็งอกงามไปในทางแจกของ - ส่องตะเกียงให้แก่ผู้อื่น ให้ว่าง ตาม ๆ กันมา. เพราะฉะนั้นเราเดินไปถึงความว่างคือนิพพาน หลังจากนั้นก็ช่วย

น.604 ให้ผู้อื่นได้เดินไปถึงนิพพานด้วย. นี่เกิดมาทำไม ก็ดูเอาจากความคิด หรือคำสอน ข้อนี้. เมื่อเป็นคฤหัสถ์ก็อย่างุ่มง่าม เป็นเต่าต้วมเตี้ยม วกวนไป วกวนมา. นี้เราชอบดูถูกเต่าอย่างนี้ ; แล้วก็ให้นึกดูเต่าหินตาบอดตัวนั้นบ้าง. สัญชาตญาณ ที่เป็นทุนเดิมของสัตว์ ที่มีอยู่ในชีวิตจิตใจนั้นคือความรู้, เรียกว่า “ธรรมชาติ แห่งความเป็นพุทธะ" มีอยู่ในชีวิตทุกชีวิต. มันมุ่งหมายจะไปในทางที่สูงสุดทั้ง นั้นแหละ หากแต่ว่าอวิชชาเข้ามาแทรกแซง. อวิชชาจะเข้ามาแทรกแซงมากน้อย อย่างไร ก็เพราะสิ่งที่เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เป็นประจำวัน ; แล้วมันเกิดบังเอิญให้เป็นไป ในทางที่จะโง่ หรือเป็นอวิชชา เสียเรื่อย. แต่เชื้อแห่งความเป็นพุทธะนั้น มันต้องการจะไปให้ถูกทางอยู่เรื่อย มันก็จะดิ้นรนไปทางนั้นอยู่เรื่อย คือจะกำจัดอวิชชาเสีย. อวิชชาไม่เกิดเมื่อไร มันจะเดินถูกทางเมื่อนั้น ; เพราะว่าโดยหลักธรรมชาติแล้ว มันจะเป็นไปถูกทาง คือมันจะเป็นไปเพื่อความรอด. เพราะฉะนั้นเราจะไม่ดูถูกเต่า เต่าก็ไม่แพ้สัตว์ทั้งปวง คือมันมีธรรมชาติ แห่งความเป็นพุทธะอยู่ในจิต ในกระแสแห่งจิตของมัน. เหมือนกับเต่าของเรา ที่นี่ ลองปล่อยซิ มันกลับบ้านถูกทั้งนั้น มันไม่ไปในทิศทางที่ผิด ; มันจะไปใน ทางที่เป็นความปลอดภัยเสมอ คือไปป่าไปดง มันไม่เข้าไปในตลาด. เคยมีผู้เล่า ให้ฟัง หรือเคยอ่านหนังสือบ้าง ว่าแม่เต่าขึ้นไปไข่ไว้บนบก สูงไกลตั้งหลายเส้น พอลูกเต่าออกเป็นตัวขึ้นมามันวิ่งลงน้ำทุกตัว ไม่มีใครสอน. สัญชาตญาณอะไร อันหนึ่ง ที่ถ่ายทอดอยู่ในจิต มันจะวิ่งไปสู่ทะเล ในน้ำ ในทะเลทุกตัวเลย. ลูกเต่า เล็ก ๆ ไม่มีใครสอน ไม่วิ่งขึ้นไปบนภูเขาเลย. นี่แสดงว่าธรรมชาติมีอะไรลึกลับ อย่างนี้ เป็นคล้าย ๆ กับว่า เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ มีสติปัญญาอย่างนี้อยู่ทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นมันจึงรอด.

น.605 แล้วยังสังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่ง เช่นปลา เราแกล้งจับเอามาปล่อยไว้ที่ แห้งมันรู้จักว่าทิศไหนต่ำ ทิศไหนจะมีน้ำ ; มันรู้จักอย่างน่าประหลาด. มันจะ ไม่แถกไปหาทิศที่ยิ่งแห้งมากขึ้น หรือที่สูง มันจะแถกไปหาที่ต่ำ ; ซึ่งมันจะรู้ได้ ด้วยความรู้สึกอะไรอันหนึ่ง คล้าย ๆกับที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า เรด้า, คือรับ กระแสจากธรรมชาติได้ จนรู้ว่าทิศไหนลุ่ม ทิศไหนทะเล. เพราะฉะนั้นเราไม่ ดูถูกสัตว์ เรายอมรับว่าสัตว์มันก็มีการเดินทาง ที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุด จนเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นมนุษย์ ; แล้วก็ไปนิพพานด้วยกันทั้งนั้น ; จนพูดว่า วัฏฏสงสารแล้วต้องไปจบลงที่นิพพาน. ทางวัตถุก็ตาม ทางวิญญาณ ก็ตาม วัฏฏสงสารจะต้องจบลงที่สิ่งที่ดีที่สุด ที่สัตว์เหล่านั้นควรจะได้ คือ นิพพาน ; ไม่เป็นวัฏฏสงสารตลอดกาล. นี่แหละคือเกิดมาทำไม ? เพราะฉะนั้นขอให้สนใจคำว่า เกิดมาทำไม ? ให้ถูกต้องดีขึ้น ๆ ให้ สูงขึ้น ๆ. แล้วมันจะตอบปัญหาต่าง ๆ ได้ในตัวเอง โดยความรู้สึกของเชื้อแห่ง ความเป็นพุทธะ. ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ มีอยู่ในสัตว์ทุกตน แต่บาน ไม่ออก มันเบิกบานไม่ออก, มันหุบอยู่ มันหดเหี่ยวอยู่ ; เพราะปัจจัยแวดล้อม มันไม่ดี. ทีนี้เรามาทำให้ปัจจัยแวดล้อมดี เหมือนกับใส่ปุ๋ยดี รดน้ำพรวนดินดี นี้คือการปฏิบัติธรรม ; มันก็งอกงามเป็นพุทธะขึ้นมาได้. นี่การเรียนรู้เรื่องทิศ ทั้งหลายก็เพื่อความเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น. จงเป็นอยู่ในลักษณะที่ว่า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะจะงอกงาม ขึ้นทุกวัน ๆ ทุกเดือนทุกปี มันก็มีเท่านั้นเอง. ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้ว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจาก พระอรหันต์". นี้มีอยู่ในตอนท้ายของมหาปรินิพพานสูตร พระพุทธเจ้าตรัส เมื่อจะปรินิพพานอยู่หยก ๆ ซึ่งถือว่าเป็นพินัยกรรมของท่าน ว่า "ภิกษุเหล่านี้

น.606 จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์". คล้าย ๆ จะบอกว่า ไม่ต้องทำอะไรมาก อยู่ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เหมือนกับรดน้ำ ใส่ปุ๋ยพรวนดินให้แก่ต้นไม้ต้นนั้น มันก็จะงอกงามเอง ไม่มีใครไปทำให้มัน งอกงามได้. ให้เป็นอยู่ให้โดยชอบ ชนิดที่ว่าจะไม่มีพิษร้ายอันตรายอะไรเกิดขึ้นมา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางจิตอะไร ; ธรรมชาติแห่ง ความเป็นพุทธะก็จะเจริญงอกงามเบิกบาน ก็เป็นพระอรหันต์ได้ในเวลาอันสั้น เพราะฉะนั้นให้อยู่ให้ถูกต้อง, อยู่เฉย ๆ ก็ได้ แต่อยู่ให้ถูกต้อง. คำว่าเฉย ๆ นี้ มันเป็นความถูกต้อง ; เพราะฉะนั้นความถูกต้องนี้คงไม่ใช่เฉย ๆ; แต่สำนวน พูดมันคล้าย ๆ กับว่าอยู่เฉย ๆ. อยู่ให้ถูกต้อง ไม่ได้อยู่เฉย ๆ โดยไม่ได้ทำ อะไร ; แต่อยู่เฉย ๆ ในความถูกต้อง. มีความถูกต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัว กิเลสเกิด ไม่ได้ นานเข้าก็หมด. นี้ก็รวมอยู่ในความที่ว่า รู้จักทิศทาง ลืมหู ลืมตา ; มีความสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา ทิศทั้งหลายไม่มืดมัวแก่บุคคลนั้น ; ทิศทั้งหลาย ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้น. อยู่โดยชอบอย่างนี้ไซร้ โลกจะไม่ว่างจาก พระอรหันต์. นี่ เราพูดกันคราวนี้ มุ่งหมายสำหรับผู้ที่ยังจะต้องไปแสดงบทบาท เป็นฆราวาส ก็จะเป็นฆราวาสที่ดี มีทิศทางที่สว่างไสว. ชีวิตนี้ก็เป็นการ เจริญงอกงาม วิวัฒนาการไปสู่จุดหมายปลายทางได้ เร็วหรือช้า แล้วแต่สิ่ง แวดล้อมเหล่านั้น, แล้วแต่เหตุปัจจัยเหล่านั้น. ฆราวาสคนหนึ่งเป็นพระอรหันต์ ก่อนผู้ที่กำลังบวชเป็นพระก็ได้ ; อย่าเข้าใจผิด. ตามพยานหลักฐานที่เคย ปรากฎมาแล้วในครั้งพุทธกาล : ฆราวาสไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ ที่นั่น เดี๋ยวนั้น; ทั้งที่พระอีกหลายองค์ หลายร้อยองค์ยังไม่เป็น; นั่งอยู่ใกล้

น.607 พระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป ยังไม่เป็น. นี่เพราะเขาเดินทิศทางที่ไม่ประจวบเหมาะ ไม่เป็นความถูกต้องที่ประจวบเหมาะ. ความประจวบเหมาะเขาเรียกว่า "สมังคี" ; มัคคสมังคี คือองค์ แห่งมรรค ๘ ประการ มีความประจวบเหมาะในลักษณะที่ถูกต้องและพอดี จึงเป็น พระอรหันต์ที่นั่นและเดี๋ยวนั้น. เพราะฉะนั้นถ้าเป็นฆราวาสอย่างเลว อย่างโง่ อย่างบ้า อย่างปุถุชนคนหนาแล้ว มันก็จริงละ ที่จะจมดักดานอยู่ในตมในโคลน นั่นแหละ. แต่ถ้าเป็นฆราวาส เป็นพุทธบริษัทที่ดี ปฏิบัติอยู่ในธรรมของพระ- พุทธเจ้า ก็มีหวังที่จะเป็นพระอรหันต์เมื่อไรก็ได้. ความทุกข์กลายเป็นบทเรียน ความยุ่งยากกลายเป็นบทเรียน, บุตรภรรยา สามีอะไร ๆ กลายเป็นบทเรียน, ทรัพย์สมบัติกลายเป็นบทเรียน, เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ กลายเป็น บทเรียน ; บทเรียนเหล่านี้ส่งเสริมไปนิพพาน คือเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้ ฉะนั้น บุคคลนี้จึงเป็นบุคคลที่มีโชคดีที่สุด. ถ้าใครต้องการเป็นบุคคลที่มีโชคดีที่สุด จงทำอย่างนี้ ; ไม่ต้องไปดูหมอ ไม่ต้องไปทำพิธีไสยศาสตร์. ถ้าต้องการจะเป็นบุคคลผู้ที่มีโชคดีที่สุดละก็ สนใจในเรื่องสุญญตา อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาล นาน. เอาสุญญตานั่นแหละมาเป็นน้ำมนต์ เป็นฤกษ์ยาม เป็นอะไรต่าง ๆ ที่จะมาอาบรด. อย่ายึดมั่นเรื่องตัวกู ของกู ก็จะเป็นฆราวาสที่เยือกเย็นได้. ถ้ายึดมั่นถือมั่นมากเท่าไร ก็จะเป็นฆราวาสที่อันธพาล แล้วกระทบกระทั่ง จะเบียดจะเบียนกันและกันไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้ามีการเป็นอยู่ถูกต้อง ; ตัวกู - ของกู ไม่เกิด หรือเกิดยาก, หรือเกิดแต่น้อย มันก็มีโชคดี. ทีนี้ เราก็อาศัยความไม่เห็นแก่ตัวชนิดนี้ เป็นหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง ต่อทิศทั้งหลายทั้งปวง. การที่เราทำอะไรไม่สำเร็จ หรือเราทำอะไรไม่ได้ ทำอะไร

น.608 ไม่ประกอบด้วยธรรมนี้ เพราะตัวกู - ของกูนี้มันเข้ามาแทรก. คนเห็นแก่ตัว มันก็ไม่เห็นแก่ผู้อื่น ; มันเห็นแก่ตัวกู มันก็จะไม่เห็นแก่บุตรภรรยาด้วยซ้ำไป. ถ้าคนใดเห็นแก่บุตรภรรยามากกว่าตัวเอง คนนั้นมันก็เห็นแก่ของกู, หลีกหนี ตัวกู - ของกูไปไม่พ้น ; มันก็หนีความเห็นแก่ของกูไปไม่พ้น. รักลูกเมียมาก กว่าตัวเอง ก็คือเห็นแก่ของ ๆกู : รักตัวเองมากกว่าลูกเมีย ก็คือเห็นแก่ตัวกู. เรื่องตัวกู - ของกูนี้ คือผ้าที่เกิดขึ้นมาปิดบังกีดกันธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ที่มีอยู่ในทุกคน ไม่ให้เจริญงอกงาม ; ให้มันชะงัก ให้มันตัน หรือให้มันเหี่ยว แห้งไป ให้มันจวนตายอยู่บ่อย ๆ; หรือตายแล้วตายอีกอยู่บ่อย ๆ. นี่เป็นอันว่า เราได้มองดูกันอย่างวงกว้างเป็นการสรุปความรู้เกี่ยวกับ ทิศทั้งปวง แม้สำหรับฆราวาสในลักษณะอย่างนี้. ผมถือว่าอย่างนี้เป็นความรู้ ที่จำเป็นสำหรับฆราวาส เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าเรื่องสุญญตาจำเป็น แก่ฆราวาส. ส่วนข้อปฏิบัติปลีกย่อยอย่างที่มีอยู่ในนวโกวาทนั้น ไปท่องเอาเอง มีคำอธิบายถมไปแล้ว ; ไม่ต้องมาเสียเวลาด้วย. มันก็จะเข้าใจได้ง่ายสำหรับ ผู้ที่มีการศึกษาอย่างนี้ : ปฏิบัติต่อบิดามารดาอย่างไร แล้วจะได้ผลอย่างไร ? ปฏิบัติต่อบุตรภรรยาอย่างไร แล้วจะได้ผลอย่างไร ? ฯลฯ แต่ขอเตือนว่า อย่าไปเข้าใจว่า ไปมัวเป็นลูกหนี้ เจ้าหนี้กันอยู่ อย่างนั้น; มันจะทำให้มีการผูกพันอีกอันหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัว. ถ้าไปอ่านดู ในนวโกวาทแล้ว อาจจะเข้าใจผิดว่า เราปฏิบัติต่อบิดามารดา เพื่อเกิดสิทธิที่จะ ทวงเอาบุญคุณมาให้บิดามารดากระทำแก่เราอย่างนี้. เราปฏิบัติถูกต่อครูบาอาจารย์ แล้วเกิดสิทธิที่จะทวงเอาบุญคุณมา ว่าครูบาอาจารย์จงให้แก่เราอย่างนี้ เป็นการ สนองตอบ ; อย่างนี้แล้วจะไปกันใหญ่. ขอให้เข้าใจว่า เป็นเพียงหน้าที่ ที่บิดามารดาจะต้องปฏิบัติต่อบุตรอย่างนี้ ; แล้วบุตรก็ต้องปฏิบัติต่อบิดามารดา

น.609 อย่างนี้. อาจารย์จะปฏิบัติต่อศิษย์อย่างนี้ ; และศิษย์จะปฏิบัติต่ออาจารย์อย่างนี้ ; อย่าทำให้เกิดสิทธิทางหนี้สินขึ้นมา มันจะน่าหัวเราะ ; แล้วจะกลายเป็นถอยหลัง แน่นอนเลย. แล้วอย่าลืมว่า คน ๆ หนึ่งมันเป็นได้ทั้งหมดนะ. อย่างผมนี้แม้เป็น ภิกษุ ผมก็ต้องมีบิดามารดา ; แม้ตายไปแล้วก็ต้องถือว่ามีบิดามารดา. และผม ก็มีบุตรที่เขาเรียกกันว่า บุตรโดยธรรม ; มีลูกศิษย์ มีอะไรนี้ก็เรียกว่าเป็นบุตร โดยธรรม. คน ๆ หนึ่งเป็นฆราวาส มองไปทางนี้มีลูก, มองไปทางโน้น มีพ่อแม่; ตัวเองก็เป็นทั้งพ่อแม่ เป็นทั้งลูก เป็นทั้งศิษย์ เป็นทั้งอาจารย์ พร้อมกันไปในตัวคนเดียวนั่นแหละ. เพราะฉะนั้นมันก็มีหน้าที่ มีภาระขึ้นมา หลายอย่าง อย่างนี้. อย่าแยกรับเอาแต่เพียงอย่างเดียว ; หรืออย่ายืนยันเอา แต่เพียงอย่างเดียว. คนทุกคนมีภาระหน้าที่ครบรอบด้านทุกทิศทุกทาง. บางทีเราก็อยู่ใน ฐานะสมณพราหมณ์สำหรับลูกเล็ก ๆ ไม่ใช่เป็นแต่ครูบาอาจารย์อย่างเดียว ; เพราะเราจะต้องชักจูงลูกเล็กๆ เด็กๆ ให้เดินทางถูกทางจิตทางวิญญาณ. มันก็ เป็นหมด มันต้องรับผิดชอบหมด ; จะไปหลงว่าเป็นแต่อย่างเดียว ๆ หรือ เป็นทีละอย่าง ๆ ดังนี้ก็เวียนหัว. มันต้องมีอะไรที่ให้ครบถ้วน แล้วให้สิ่ง เหล่านั้นส่งเสริม ให้เดินไป ๆ เคลื่อนไปสู่จุดหมายปลายทาง. ทิศที่ควรไป นั่นคือ นิพพาน จุดหมายปลายทาง. พรหมจรรย์ตัวพุทธศาสนานี้ คือตัวหนทางที่มีเส้นเดียว ; แล้วก็เป็น ทางที่จะปฏิบัติเฉพาะตน คือเดินคนเดียว ; แล้วไปสู่จุดหมายปลายทางอันเดียว คือนิพพาน ; มีแต่เรื่องเดียว ๆๆ เรื่อย. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า มีบุตร มีภรรยา

น.610 มีสามี นี้มันเป็นต่างคนต่างเป็นไปตามกรรมของตน ; แม้เราจะรักใคร่กันอย่างไร จะเป็นคู่ชีวิตจิตใจกันอย่างไร ต่างคนก็ต่างมีกรรมเป็นของตน. นั่นแหละเขา เรียกว่าคนเดียว : ซึ่งจะต้องเดินทางไปเส้นเดียวตามกรรมของตน ๆ. เพราะฉะนั้น เรื่องที่ว่า จะให้เป็นคู่ชีวิตจิตใจกันไปทุก ๆ ชาติอะไรนั้นมันเป็นเรื่องเพ้อฝัน ; แต่มีประโยชน์ในทางผูกพันให้เกิดความรัก ที่กลมเกลียวกัน แตกสามัคคีกันยาก ; นั่นเป็นเรื่องทางโลก ๆ ไม่ใช่ความจริง. ส่วนตามธรรมชาติแล้ว หน่วยหนึ่ง ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ตามเหตุตามปัจจัย ตามกรรมของหน่วยหนึ่ง ๆ; จะต้อง ทำความรอดพ้นให้แก่ตนเองโดยทิศทางที่ถูกต้อง. เพราะฉะนั้น ขอสรุปคำบรรยายเรื่องทิศนี้ ว่ามันใช้ได้ตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงสูงที่สุด. แต่ไปทางสายเดียวกัน ใช้ได้ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ จนถึงคนเฒ่าคนแก่ ทั้งหญิงทั้งชาย ; ถ้ารู้จักแปลความหมายแล้วมันก็ใช้กันได้ แม้บรรพชิต. ธรรมะถ้าแปลความหมายให้ถูกต้องแล้วมันก็เลยใช้กันได้ทั้งฆราวาสและบรรพชิต. อย่าไปเข้าใจว่าธรรมะสำหรับบรรพชิต ฆราวาสใช้ไม่ได้ ; ธรรมะสำหรับฆราวาส บรรพชิตใช้ไม่ได้. ตัวธรรมะนั้นไม่มีบรรพชิต ไม่มีฆราวาส; เราแบ่ง เอาไปใช้ตามมากตามน้อย ตามสัดตามส่วน ตามสมควรแก่เพศของตน. ธรรมะ ไม่มีตัวผู้ตัวเมีย, ไม่มีธรรมะผู้ ธรรมะเมีย, ไม่มีธรรมะหญิง ธรรมะชาย. มีแต่ว่าระดับใดเหมาะแก่ใคร คนนั้นก็เอาไปใช้. นี่เรียกว่าเป็นผู้รู้จักทิศทาง ที่ถูกต้อง. พอกันที หมดเวลาเพียงนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต