น.28 ท่านทั้งหลาย ช่วยใส่ใจในถ้อยคำที่ข้าพเจ้าเรียกท่านว่า "เพื่อนร่วมทุกข์ ", โดยขอให้พิจารณาจากเหตุผลดังที่จะกล่าวต่อไป คือว่าข้าพเจ้าไม่อาจจะใช้คำ “เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข”; ใช้แต่เพียงว่า เราเป็นแต่เพื่อนร่วมทุกข์. ทั้งนี้โดยเหตุที่ว่าพวกเรามนุษย์นั้นมีความทุกข์ เป็นเพื่อนร่วมทุกข์โดยธรรมชาติแท้จริง ไม่ต้องเกี่ยวกับการเมือง หรือเกี่ยวกับอะไรหมด มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้ตกอยู่ใน ความทุกข์ การที่มีความสุขเกิดขึ้น หรือที่เรียกชื่อว่า "ความสุข" ในโลกนี้นั้น เป็นการเรียกชื่ออย่างลวก ๆ ไม่ได้เป็นการเรียกอย่างถูกต้องตามหลักแห่งธรรมทั้งหลาย ; กล่าวโดยย่อ ๆ ก็สรุปได้ว่า : ความสุขที่มนุษย์จะได้รับกันบ้าง, หรือกำลังรับกันอยู่บ้าง, หรือเคยรับกันมาบ้างแล้วก็ตาม นั้นมันเป็นเพียงเหยื่อล่อของความทุกข์ ให้จมอยู่ใน ความทุกข์มากเข้าเท่านั้นเอง. ๑
น.29 คำสอนของพระศาสดานี้มีลักษณะอยู่อย่างหนึ่ง ที่เป็นของประหลาดมหัศจรรย์ที่สุด : คือว่าเมื่อไม่สามารถจะทำให้ทุกคนประพฤติตามพระธรรมคำสอนได้, ก็ยังสามารถ จะทำให้คนที่เหลืออยู่ได้รับความสุขได้, ไม่เป็นเครื่องกีดขวางแก่กันและกันแต่อย่างใด. แต่เมื่อประชาชนในโลก จะทวีจำนวนประพฤติตามพระธรรมคำสอนมากขึ้นเพียงใด ก็ยัง เป็นผลดีแก่โลกโดยรวดเร็ว และกว้างขวางมากขึ้นเพียงนั้น. ในการกล่าวปรารภเบื้องต้นนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เรากำลังเป็นผู้ตกอยู่ ในห้วงแห่งความทุกข์ด้วยกันแทบทั้งโลก. และถ้าหากว่ามีใครสักจำนวนหนึ่ง แม้เป็น จำนวนน้อย หรือแม้แต่เพียงคนเดียว มีความปรารถนาที่จะถอนตนออกจากทุกข์ ก็มี หนทางที่จะทำได้, โดยไม่ต้องเป็นห่วงว่า คนที่เหลืออีกตั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์นั้นจะไม่ ทำกัน. เพราะฉะนั้นเราจงมาเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันโดยปริยายอันนี้ หรือในแง่นี้ แล้วสนใจในการที่จะพินิจพิจารณาพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา เท่าที่จะเป็นประโยชน์แก่เราให้เต็มความสามารถของตน. ปาฐกถาในวันนี้ ข้าพเจ้าให้หัวข้อว่า "พระพุทธศาสนาจะช่วยพวกเรา ในปัจจุบันนี้ ให้มีความสุขได้อย่างไร" . คำว่า "พวกเรา" ในที่นี้ ขอให้ เป็นที่เข้าใจกว้างสักหน่อย, คือว่าพวกเราทั้งหมด คือมนุษยชาติทั้งหมด ไม่เฉพาะ ประชาชนของชาติไหน ประเทศไหน, และก็ย่อมไม่หมายเฉพาะพวกพุทธบริษัท เราเท่านั้น. เพื่อที่จะให้เข้าใจข้อความที่จะได้บรรยายต่อไปนี้ได้ง่าย ๆ จะขอแบ่ง หัวข้อเป็น ๓ ตอนคือ : "พุทธศาสนา" ในที่นี้คืออะไร ตอนหนึ่ง; "พวกเรา" คืออะไร ตอนหนึ่ง; “จะช่วยได้อย่างไร" อีกตอนหนึ่ง. ตอนที่หนึ่ง เราจะทำความเข้าใจหรือรู้จักพุทธศาสนาของเรา ซึ่งจะเป็นที่พึ่งแก่เรา ในหัวข้อที่ว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร ? * * *
น.30 เมื่อตั้งปัญหาขึ้นเป็นกลาง ๆ ว่า พุทธศาสนาคืออะไร เช่นนี้ มีคนเข้าใจ ผิดบ้างถูกบ้าง ฉะนั้น อย่าเพ่อเข้าใจไปว่าเอาเรื่องซึ่งทราบ ๆ กันอยู่แล้วมากล่าวอีกให้ เป็นการเสียเวลา. ในที่นี้ตั้งใจจะกล่าวจำกัดความให้ชัดด้วยว่า พุทธศาสนาที่จะช่วย เราได้นั้น คือพุทธศาสนาชนิดไหน ? จะกล่าวถึงคำว่า “พุทธศาสนา" โดยทั่วไป เสียก่อน ท่านทั้งหลายก็คงจะได้ยินได้ฟังมากครั้งมาแล้วว่า หลักของพุทธศาสนานั้น ท่านสรุปไว้เป็น ๓ ประการ มีหลักเป็นภาษาบาลีเป็นพุทธวจนะว่า : ไม่ทำบาป หรือทำชั่วช้า ประการหนึ่ง, การทำดีทำกุศล ประการหนึ่ง, แล้วก็ ชำระจิตใจ ให้หมดจด จากสิ่งที่ไม่ควรจะมาจับเกาะอยู่ที่จิตนี้ประการหนึ่ง, เป็น ๓ ประการ ด้วยกัน ; ซึ่งมีคำบาลีว่า "สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ" ซึ่งเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วไม่จำเป็นจะต้องนำมากล่าวอีก. ลงท้ายว่า เอตํ พุทธานสาสนํ - นั่นแหละคือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ; ใช้คำว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลาย" หรือ "พุทธะทั้งหลาย" . ถ้าท่านเป็นผู้ที่ชอบใช้ความคิด ในตอนแรกที่สุดท่านคงจะคิดสงสัยขึ้นว่า ก็การที่ห้ามไม่ให้ทำชั่วนั้นมันมีอยู่ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล หรือนอกพุทธศาสนา; ใน ศาสนาอื่น ๆ เขาก็สอนกันอย่างนั้น. และที่ให้ทำดีทำกุศลให้มาก ๆ ก็มีอยู่ก่อนพุทธกาล ; ศาสนาอื่นเขาก็สอนกันอย่างนั้น. และข้อที่ให้ชำระจิตให้หมดจด สะอาด จากสิ่งที่ ไม่ควรจะมาเกาะอยู่กับจิตโดยทุกปริยาย ก็มีสอนกันอยู่ก่อนพุทธกาล ; แม้นอกศาสนา ก็มีสอนอย่างนั้น แล้วอะไรจะเหลืออยู่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระพุทธศาสนาล้วน ๆ ; นี่จะเกิดความสงสัยขึ้นอย่างนี้. ข้อที่จะแก้ความสงสัยว่าพุทธศาสนาของเรามีเนื้อมีสาระอย่างไร ? เราต้องคิด ดูอย่างแยบคายที่สุด เพราะว่าพุทธบริษัทไม่ควรตะกรุมตะกรามไปกว้านเอาของคนอื่น มาเป็นของตัว, ควรจะรู้จักของตัวให้ถูกต้อง ; และเมื่อถ้ากล่าวว่านี่เป็นพุทธศาสนา ก็ควรจะกล่าวได้ถูกต้องเต็มปากเต็มคำ. ข้อนี้พิจารณาได้โดยง่ายไม่ยากเลย คือพิจารณา
น.31 ดูคำว่า "เอตํ พุทฺธานสาสนํ" - นี่เป็นคำสอนของพุทธะทั้งหลาย คำว่า "พุทธะ" นั้น ในกรณีทั่วไป แปลว่า "ผู้รู้", คือผู้รู้ทั่วไป. ในกรณีเฉพาะ หรือที่เป็นศัพท์ บัญญัติ หรือที่เป็นศัพท์เทคนิคของพุทธศาสนานั้น คำว่า " พุทธะ" หมายถึง "พระพุทธเจ้า". หลักฐานที่มาแห่งบาลีนี้ มิได้แสดงให้ชัดว่า “พุทธะ" นั้นหมายถึงผู้รู้ทั่วไป, หรือหมายถึงพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ. เราจึงพิจารณาดูด้วยความคิดและเหตุผลของ ตัวเองว่า เมื่อเห็นชัดอยู่แล้วว่าผู้รู้อื่น ๆ ซึ่งไม่ได้มีการขนานนามว่า "พระพุทธเจ้า" เขาก็สอนอย่างนั้นเหมือนกัน; คือสอนให้ละเว้นความชั่ว ให้ทำดี เฝ้าชำระจิต ให้สะอาด อย่างนี้ก็เคยสอนกันมาแล้วก่อนพุทธกาล พระพุทธเจ้าเมื่อทรงอุบัติขึ้น ก่อนเป็นพระพุทธเจ้านั้น ก็ได้ทรงท่องเที่ยวร่ำเรียนในสำนักต่าง ๆ ; นี่เป็นหลัก อันเชื่อได้ว่า ผู้รู้นั้นมีอยู่ก่อนแล้ว, และได้สอนกันมาก่อนแล้ว ว่าไม่ให้ทำบาป ให้ทำบุญ ให้ชำระจิต. การที่พระพุทธเจ้ามาทรงตรัสหลักนี้ซ้ำลงไปอีกก็เป็นการแสดง อยู่ในตัวว่า พระบรมศาสดาของเราทรงรับรองบุคคลที่มีความรู้เหล่านั้นไว้ในฐานะที่เป็น พุทธะด้วยกันทั้งสิ้น. ตามหลักธรรมแห่งพุทธศาสนา ก็แบ่งพุทธะไว้ตั้ง ๔ จำพวก : พวก ผู้รู้ทั่ว ๆ ไปก็เรียกว่าพุทธะ ; - พระสาวกที่ได้ตรัสรู้อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า ก็เรียก ว่าพุทธะ, - พระปัจเจกพุทธที่ตรัสรู้เฉพาะตน ไม่มีสมรรถภาพในทางที่จะสอนผู้อื่น ก็เรียกว่าพุทธะ, - กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือผู้ที่ตรัสรู้และมีสมรรถภาพในการ ที่จะสอนคนอื่นโดยทั่วไป ก็เรียกว่าพุทธะ ; จึงเป็นอันว่าผู้รู้ทั้ง ๔ จำพวกนี้เองได้แก่ คำว่า “พุทธะ" ในหลักที่ว่า "นี่เป็นคำสอนของพุทธะทั้งหลาย". เราจึงได้ความในตอนนี้ว่า พุทธศาสนาคือคำสอนของพุทธะนั้นกว้างมาก ; กว้างจนไปครอบทุกคนที่มีความรู้ จะเป็นก่อนพุทธกาล ในพุทธกาล หรือหลัง
น.32 พุทธกาล, จะเป็นศาสนาพุทธที่เราสมมติว่า นี่เป็นพุทธศาสนา, หรือจะเป็นนอก ศาสนาออกไป เช่นคริสตศาสนา หรือศาสนาอิสลามก็ตามใจ, สิ่งใดที่เป็นไปเพื่อ ให้คนละความชั่ว ทำความดี และเฝ้าชำระจิตใจให้สะอาดแล้ว ก็ถือว่าเป็นคำสอน ของพุทธศาสนาทั้งนั้น. นี่เรียกว่าความหมายทั่วไปอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ของคำว่า "พุทธศาสนา"; พอที่จะเป็นเหตุผลไว้ที่หนึ่งก่อน ว่าพุทธศาสนานั้นยังมีอีกมาก และลึกซึ้งกว่านี้ เพียงเท่านี้ก็เป็นการแสดงชัดอยู่แล้วไม่น้อยทีเดียวว่า พุทธศาสนา เป็นของสากล. นี้เป็นข้อที่ ๑. บัดนี้ เราตั้งปัญหาเป็นข้อที่ ๒ ขึ้นอีกว่า ถ้าคำสั่งสอนที่มีหลัก ๓ ประการนี้ เป็นของสากลทั่วไปแล้ว พระบรมศาสดาของพวกเรา และพระศาสนาของพวกเรา คือพุทธศาสนานี้ จะผิดแปลกแตกต่างอะไรไปจากศาสนาของผู้รู้ทั้งหลายได้อย่างไร ? นี่คือจุดเฉพาะที่เราต้องทราบไว้ให้ชัดเจน ว่า : พุทธศาสนาของพระศาสดาที่มีพระนามว่า สิทธัตถะ โดยชื่อตัว และ โคตมะ โดยชื่อสกุล เมื่อประมาณ ๒ พันปีมาแล้วนั้น มีหลักอย่างไร ? ซึ่งต้องไม่พ้องกับคำสอนของผู้รู้ทั้งหลายทั่วไปในโลก; เพราะ ถ้า คำสอนของพระศาสดาพระองค์นี้โดยเฉพาะ ไม่มีอะไรแปลกแตกต่างไปจาก คำสอนของผู้รู้ทั้งหลาย ที่มีกันอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่ควรกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ของเราอุบัติขึ้นในโลก. คำกล่าวนั้นจะไม่มีความหมายอะไรเลย ; เมื่อเราเป็น พุทธบริษัทก็จะเป็นอย่างลม ๆ แล้ง ๆ คือกว้างออกไปโดยไม่มีขอบเขตเช่นเดียวกับคำสอน ของพวกผู้รู้ทั้งหลาย กว้างจนไม่มีอะไรเป็นขอบเขตและชวนให้เฉื่อยชาได้โดยง่าย. คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะนั้น แม้จะมีหลักเป็น ๓ ประการ : ไม่ทำบาป ทำดี ชำระจิตให้สะอาด เป็นหลักกลาง ๆ เหมือนกันกับ คำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายก็จริง ; แต่ที่แท้นั้นยังมีผิดแผก แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ก็ตรงข้อ ๓ นั่นเอง กล่าวคือข้อที่ชำระจิตให้สะอาด.
น.33 ข้อแรกที่สุด ที่ว่าไม่ทำบาปนั้น ง่ายเกินไปจนคนที่มีความรู้บ้าง ไม่ต้อง เป็นถึงพระพุทธเจ้าก็รู้ได้ว่าไม่ดี จะต้องละ. ข้อที่ ๒ ที่ว่า ให้ทำบุญ หรือทำความดีนั้นก็เหมือนกัน; พอที่คน ธรรมดาและความรู้สึกตามธรรมดาจะเข้าใจได้ และชวนกันบัญญัติขึ้นสำหรับใช้ประพฤติ หรือกระทำได้. แต่พอตกมาถึง ข้อที่ ๓ นี้ ปัญหามากมายหลายปริยาย คือให้ชำระใจให้ หมดจดจากสิ่งที่ไม่สมควรมาเกาะมาเกี่ยวข้องกับใจ ซึ่งปัญหานี้ก็ยากมาแต่เดิมแล้วเช่นว่า ใจ นั้นคืออะไร? อยู่ที่ไหน ? ในปัจจุบันแท้ ๆ คนส่วนมากก็ยังไม่ทราบว่าจิตใจนั้นคืออะไร และแม้จะ ทราบได้บ้างว่าจิตใจคืออะไร ก็ไม่อาจทราบได้ ว่าจิตใจที่กำลังรู้สึกคิดนึกปรากฏอยู่ ภายในของตัวเองนี้ ตามธรรมชาติปรกติของมันเป็นอย่างไรกันแน่ ; คือเป็นจิตใจชนิด ที่ถูกต้องแล้ว หรือว่ายังผิดพลาดอยู่มาก, เป็นจิตใจที่มีอะไรพอกหนามาก ๆ หรือเป็น จิตใจที่เกลี้ยงเกลาอยู่ตามธรรมดาเสมอในตัว. แล้วการที่จะทราบได้ว่าจิตใจนี้เป็นจิตใจ ที่มีอะไรพอกหนาอยู่หรือไม่นั้น เป็นของยากมาก. ไม่ต้องอ้างตำราก็ได้ ท่านลอง นึกดูถึงตัวของท่านเองว่า เมื่อท่านกำลังมีจิตใจ ที่มีปัญญา มีความคิดนึกรู้สึกสมปฤดี, ลองนึกว่าจิตใจนั้นมีอะไรพอกหรือไม่ ? ท่านก็รู้สึกได้เองอยู่แล้ว ว่าบางครั้งบางคราว ก็ไม่มีอะไรมากระทบกระทั่งให้เป็นฟืนเป็นไฟ หรือมืดหน้าตาลายได้. จิตใจของเรา บางครั้งก็มีอะไรหุ้มอะไรพอกอยู่แล้ว เป็นการยากทำนองเดียวกันกับคนที่มีฝ้าในตา หรือตาบอดมาแต่กำเนิด ยากที่จะเห็นอะไรตามที่เป็นความจริงได้. เพราะฉะนั้นพวกที่เป็นผู้รู้ทั้งหลาย เขาก็พยายามจะเป็นผู้รู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จน เป็นอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า คือรู้ยิ่งไม่มีใครยิ่งไปกว่าแล้ว เขาเรียกว่าอนุตตรสัมมา- สัมโพธิญาณ หรืออนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า. พวกผู้รู้ที่พยายามจะรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงได้
น.34 หันมาสนใจในปัญหาข้อ ๓ นี้ คือการชำระจิตใจให้หมดจดจากสิ่งที่ไม่ควรจะมาหุ้มห่อ อยู่ที่ใจนี้มากขึ้น ๆ. แต่โดยเหตุที่ว่าจิตใจนี้ถูกพอกหุ้มหลายชั้นหลายขนาดด้วยกันเหลือ เกิน คืออาจปอกยากยิ่งกว่าการปอกกาบกล้วยหรือต้นพลับพลึง ; บังเอิญท่านผู้รู้คนใด คนหนึ่งไปปอกไว้หนึ่งชั้น ก็ดีใจมาก ประกาศลัทธิของตัว, ประกาศศาสนาของตัว ออกมาว่าเป็นอย่างนี้ ได้ความบริสุทธิ์อย่างนี้ บัญญัติเป็นลัทธิหนึ่ง ศาสนาหนึ่ง เป็น พระศาสดาสูงขึ้นมาชั้นหนึ่ง และบัญญัติสิ่งนั้นว่าเป็นที่สุดของความทุกข์ หรือพระ นิพพานกันมาแล้วด้วย. เพราะเหตุฉะนี้เองเราจึงพบว่า พระศาสดา หรือติตฺถิยะ คือเจ้าลัทธิหนึ่ง ๆ นั้นมีอยู่มากมาย สูงต่ำกว่ากันเป็นชั้น ๆ จนกว่าจะเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกนี้ เป็น อนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นแสนยาก คือเป็นขั้นสุดท้าย เพราะเหตุฉะนั้น คำว่า " นิพพาน" จึงไปมีอยู่ตามลัทธิทั้งหลายทั่ว ๆ ไป โดยที่เขาสนใจในปัญหาข้อที่ ๓ นี้ คือการชำระใจให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง. ยังมีปรากฏอยู่ในพรหมชาลสูตรอย่างชัดเจนที่สุดของทีฆนิกาย ในพระ ไตรปิฎกว่า : คนเคยบัญญัติเอาเพียง "จตุตถฌาน" เท่านั้นว่าเป็นนิพพานไปแล้ว และหลงกันไปพักใหญ่ ; เพราะเหตุว่าความประณีต ความบริสุทธิ์ และความสะอาด ของจิตใจซึ่งอยู่ในภาวะแห่งจตุตถฌานนั้นก็ประณีตไม่น้อย, ประณีตจนเกินกว่าที่คน ธรรมดาจะนึกไปว่า นี่ยังไม่ถึงที่สุด ; ถกเถียงเอาว่าถึงที่สุดแล้ว. แต่ถ้าเราไปถือ เอาความบริสุทธิ์ ที่ยังไม่มีอะไรเป็นหลักเกณฑ์ ว่าใจได้บริสุทธิ์สะอาดจากเครื่องเศร้า หมองถึงที่สุดแล้ว ก็ผิดมากทีเดียว ; เพราะว่าการที่จะละทุกข์ได้เด็ดขาดตามแบบ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยังไปไกลกว่านั้นอีกมาก. เมื่อเราได้หลักชัดเจนว่า เจ้าลัทธิหรือพุทธะนั้นมีอยู่เป็นชั้น ๆ อย่างนี้ และกว่าจะปอกถึงชั้นสุด คือปอกให้หมดจริง ๆ เหมือนการปอกอย่างปอกกาบกล้วยหรือ
น.35 พลับพลึงไปจนที่สุดจริงๆ จนไม่มีอะไรจะปอกอีกแล้ว จึงจะพบของที่บริสุทธิ์ จึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ฉะนั้นใจความ หรือความหมาย แห่งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของ พระบรมศาสดาของเรา โดยเฉพาะก็อยู่ที่ตรงนี้ : คือจิตได้บริสุทธิ์สะอาดปราศจาก เครื่องเศร้าหมองถึงที่สุดแล้ว. ผมจึงอยากจะกล่าวว่า นี่คือพระพุทธศาสนาของเรา โดยเฉพาะ มีแก่นมีความสำคัญอยู่ที่ตรงนี้ กล่าวคือ หันมาสนใจในปัญหาข้อที่ ๓ นี้ คือการชำระจิตใจให้หมดจดจากสิ่งที่ไม่ควรจะมาห่อหุ้มอยู่. ถ้าจะกล่าวว่า คำสั่งสอนสอนไม่ให้ทำบาป ทำชั่ว ให้ทำดี และชำระใจ ให้สะอาด, กว้าง ๆ อย่างนี้แล้ว คำสั่งสอนของใครก็เป็นพุทธศาสนาหมด, ไม่ว่า เป็นของผู้รู้คนไหนก็เป็นพุทธศาสนาหมด, ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นของพระบรมศาสดา โดยเฉพาะที่เรากำลังสนใจอยู่. แต่ทั้งนี้ขอให้เข้าใจว่าเราไม่ได้ปฏิเสธ ว่าพระพุทธเจ้า ที่ได้ ตรัสรู้ถึงที่สุดอย่างนี้มีแต่เพียงพระองค์เดียว, คือเท่าที่เรารับนับถือเป็นพระ ศาสดาอยู่ในยุค ๒-๓ พันปีมานี้ก็หาไม่ ; แม้โดยทางพระคัมภีร์ท่านก็กล่าวไว้ว่ามีมาก เหมือนกัน เป็นองค์ ๆ ยุค ๆ ไป ต่อไปในอนาคตก็ยังจะมีอีก. โดยเฉพาะพระคัมภีร์ ท่านก็ยืนยันอย่างนั้น และโดยหลักเหตุผลของคนธรรมดา เราก็คิดได้ว่าเมื่อมีขึ้นได้ อย่างนี้ ต่อไปก็มีได้อีก; เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าอย่างขนาดนี้ก็ยังมีได้อีกไม่จำกัด จำนวน แม้แต่ว่าพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ถึงที่สุดเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็น อนุตตรบุคคล เช่นนี้จะมีมากสักกี่องค์ในกี่กัปป์กี่ร้อยกัปป์ก็ตาม ก็จะสั่งสอนเหมือนกัน หมดในเรื่องนี้ คือว่าได้แก่การสอนให้รู้จัก ชำระสิ่งที่ห่อหุ้มจิตใจ ให้หมดจดได้ถึง ที่สุดเหมือนกันหมดทุกพระองค์. เป็นอันว่าพุทธศาสนาโดยแก่น โดยสาระแท้ ๆ อยู่ที่ตรงนี้ ตรงที่ สะอาดบริสุทธิ์สิ้นเชิงโดยเด็ดขาด. ถ้าจะกล่าวถึงพระพุทธศาสนาโดยทั่วไปให้กว้าง
น.36 ที่สุด ก็ยืดออกไปได้เป็น ๓ ประการ : ไม่ทำชั่ว ทำดี และชำระจิตใจให้สะอาด. แต่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าเขามีมาก่อนพุทธกาล เป็นความรู้สึกของสามัญชนได้ แม้ศาสนาอื่นนอกจากพุทธศาสนาก็ยังมีได้ เราจึงจำกัดความเอาว่าพระศาสดาของเรานี้ สอนมีหลักพอประกาศอ้างสิทธิว่า "ของฉันเป็นอย่างนี้ ๆ" ได้ที่ตรงนี้เอง. เป็นอันว่า ท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจได้ต่อไปอีกว่า ในการที่เขากล่าวกันอยู่ ทั่ว ๆ ไปในโลกเวลานี้ว่า หลักอนัตตานั้นมีอยู่แต่ในพระพุทธศาสนา; โดย เฉพาะก็หมายถึงสิ่งนี้เอง. พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะและอย่างจำกัด ของพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ท่านชี้ถึงความเป็นอนัตตาของสิ่งทั้งปวงแก่สัตว์ ซึ่งไม่เคย มีใครเชื่อมาก่อน. และอันนี้คือการปอกลอกสิ่งหุ้มห่อจิตใจครั้งสุดท้ายทีเดียว เพราะว่า เมื่อได้ปอกลอกสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นชั้น ๆ หลายชั้นแล้ว ชั้นสุดท้ายก็คือ "ปอกความ ยึดมั่นว่าตัวตน" คือ อนัตตานี้เอง. ไม่มีใครกล้าพอที่จะจับตัวตนนี้ขว้างออกไปเพื่อ ความพ้นทุกข์ ; เพราะว่าคนเหล่านั้นเขาเสียดายอะไร ๆ ที่เขาจะมีจะได้ ในที่สุดเขาจึง ไม่พ้นทุกข์ เพราะเขาห่วงสิ่งที่เขานึกว่าควรจะมีควรจะได้อยู่เสมอ. พระอรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่มีความกล้าพอ และเด็ดขาดพอที่จะปอกไปได้อีกชั้นหนึ่ง จับเอาความยึดมั่นที่ถือมั่นว่า "ตัวตน" ขว้างห่างออกไป ไม่ให้มีอะไร จึงทำจิตใจ ให้บริสุทธิ์สะอาดถึงที่สุดโดยสิ้นเชิง ไม่อาจจะปอกได้อีกต่อไปแล้ว เป็นการพ้นทุกข์ โดยเด็ดขาด. เพราะฉะนั้นในหัวข้อข้างต้น ที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ว่า "พระพุทธศาสนา จะช่วยพวกเราในปัจจุบันนี้ ให้มีความสุขได้อย่างไร" นั้น จึงเพ่งเล็งถึงพระ พุทธศาสนาในขั้นที่ชำระจิตให้บริสุทธิ์สะอาดสิ้นเชิงนี้เป็นส่วนใหญ่. เพราะเหตุอะไร ? เพราะเหตุว่าถ้าถือเอาเพียงว่าไม่ทำชั่ว ทำดี ชำระใจให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง โดยวงกว้าง ๆ เช่นนี้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องชวนให้คนทั้งโลกทำอย่างนั้น ;
น.37 ยิ่งทั่วทั้งโลกก็ย่อมทำไม่ได้ มันเหลือวิสัย. ฉะนั้น จึงตัดทอนลงไปว่าใครทำได้ถึงขนาด บริสุทธิ์สะอาดสิ้นเชิง ก็เป็นผู้ที่จะไปนิพพาน ใครทำไม่ได้ก็พยายามต่อ ๆ ไปก่อน. การที่จะให้คนทั้งโลกละบาปบำเพ็ญบุญ นั้นก็เหลือวิสัยอยู่แล้ว ยิ่งการ ที่จะให้โลกทั้งหมด คนทั้งหมดละอุปาทานละกิเลสได้เด็ดขาด ก็ยิ่งเหลือวิสัยยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาส่วนที่มีสมรรถภาพ ที่จักช่วยกันได้โดยทั่วไปจริง ๆ นั้นต้อง เป็นพระพุทธศาสนาในส่วนที่ไม่ใช่ส่วนสูง ที่จะละตัณหาอุปาทานและกิเลสโดยสิ้นเชิง, และโดยทั่วไปก็คือส่วนกว้าง ๆ ที่กล่าวแล้วว่า ไม่ทำชั่ว ทำดี และชำระใจนั้น, ซึ่ง ควรจะชักชวนประชาชนในโลกให้ทำกันได้เพียงใด ก็ทำเพียงนั้น. จริงอยู่พระพุทธศาสนาในส่วนลึกที่จะช่วยทำจิตใจให้บริสุทธิ์ได้โดยเด็ดขาดนี้ ย่อมยากตรงที่เป็นของลึก อย่างที่ท่านเข้าใจกันแล้ว แต่ความลึกของพระพุทธศาสนานี้ เมื่อพิจารณาดูอย่างผู้ที่อยากรู้ อยากจะช่วยตัวเองจริงๆ แล้ว ก็ไม่เป็นของลึกหรือ เป็นของยากเกินไป จนถึงกับจำต้องไปเรียนพระไตรปิฎกเสียทุกคน เพราะฉะนั้นก็อยาก จะกล่าวขยายออกไปอีกสักหน่อยถึงข้อที่ว่า พุทธศาสนาในส่วนที่ลึกจนที่นึกว่าเหลือ วิสัยนั้น จะกลับเป็นของไม่ลึกได้อย่างไร ? เรามามองกัน เฉพาะในวงพุทธศาสนา ไม่ต้องคิดถึงผู้รู้ทั่ว ๆ ไปนอก พุทธศาสนากันดู. ในพระพุทธศาสนานี้ ก็แบ่งแยกเป็นนิกายออกไปเหมือนกัน แต่ การแบ่งแยกนิกายนี้ไม่ใช่เรื่องโกรธกัน หรือแตกความสามัคคีในทางตัวคน ; เป็นแต่ แบ่งแยกในทางที่จะไปเร็ว หรือก้าวไป ๆ ตามลำดับ. พวกที่อยากจะไปเร็วก็สนใจในทางที่จะทำให้ตนไปได้เร็ว ๆ ; เพราะ ฉะนั้นจึงเกิดมีพวกหนึ่งที่สนใจเรื่องของจิตใจ ขวนขวายแต่ในเรื่องของจิตใจ ปรากฏ ว่าเป็นพวกนิกาย " ฌาน" หรือ "ธฺยานะ" ในภาษาสันสกฤต; และต่อมา
น.38 เมื่อขยายตัวเข้าไปถึงประเทศจีน ก็เกิดนิกาย "ธฺยานะ" หรือ "ฌาน" หรือ "เสี่ยง" ใน ภาษาจีนขึ้น ; เมื่อไปถึงประเทศญี่ปุ่นก็ออกเสียงเป็นนิกาย "เซ็น". พวกนี้ไม่เอาใจใส่ กับหลักถ้อยคำในพระไตรปิฎก โดยเขามุ่งจะทำสิ่งที่ลึกให้มาเป็นของตื้นและใช้ประโยชน์ ได้. พวกที่เป็นฝ่ายพุทธศาสนาทำนองนี้ ก็เป็นฝ่ายหนึ่ง หรือนิกายหนึ่งทีเดียว. ส่วน พวกที่ต้องการเป็นนักศึกษา สนใจในหลักวิชาในทางตำหรับตำรา อย่างกว้างขวาง เป็นพวกปริยัติ ก็มีอีกจำพวกหนึ่ง. พวกที่ต้องการจะอนุโลมคล้อยตาม ความต้องการของประชาชนที่ต้องการบุญ ต้องการสวรรค์ก็จัดดำเนินกิจการของ ตนไปอีกพวกหนึ่ง. เมื่อเกิดแยกพวกกันอย่างนี้ ใครจะสมัครพวกไหนก็ไปพวกนั้น ; แต่เราทั้งหลายเป็นผู้รักตัวเรา เป็นผู้ต้องการที่จะช่วยตัวเอง เราก็น่าจะสนใจพุทธศาสนา ชนิดที่ว่ามันลึกขนาดที่จะช่วยตัวเราได้และไม่เหลือวิสัย. เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะสนใจ ในนิกายพวกนี้ดูบ้าง, จะชื่ออะไรก็ตาม แต่เป็นพวกที่สนใจในเรื่องของจิตใจโดยเฉพาะ, พวกนี้จะพยายามคิดนึกด้วยจิตใจ อาศัยอำนาจความคิดนึกตามหลักเหตุผลธรรมดาไป ในทางจิตใจ, ไม่ข้องเกี่ยวอยู่กับตำรา, ไม่อาศัยความเชื่อตำราเป็นหลักฐาน ซึ่งเขาถือ ว่าเป็นเครื่องหุ้มห่อจิตใจเหมือนกัน. อย่างเช่นจะตั้งปัญหากันขึ้นว่า ตรงไหนเป็นที่ดีที่สุด ที่เราจะไปนั่งพักผ่อน ให้สบาย ให้เย็นที่สุด ? ความรู้สึกของท่านทั้งหลายทั่ว ๆ ไป ก็คงจะบอกว่าตรงที่มีต้นไม้ ร่มเย็น ริมสระน้ำ มีลมพัดเอื่อย ๆ คงเย็นที่สุด. แต่ผู้ที่มีความคิดอย่างนักศึกษา กลับเห็นไปว่า ที่ตรงนั้นมันก็ยังร้อน เพราะความตริตรึกในทางกามคุณยังรบกวนจิตใจ ; แม้ที่สุดความรู้สึกพอใจในเรื่องนั้น ก็ยังรบกวนจิตใจอยู่ ไม่ฟรี ไม่อิสระ. เขาจึง บัญญัติว่า การที่จะไปอยู่ในภาวะที่ไม่มีอะไรรบกวนจิตใจ คืออยู่ในฌานเป็นต้น เป็นที่ที่เย็น; ถ้าไปเข้าฌานได้ตรงไหน ตรงนั้นก็เย็น. เกิดมีพวกที่อยากจะให้เข้าใจ ง่าย ๆ ขึ้นไปกว่านั้น อย่างพวกนิกาย ธฺยานะ กลับบอกขึ้นมาว่า "ตรงกลางเตาหลอม
น.39 เหล็กนั้นแหละเย็นที่สุด" พวกแรกนี้ก็งง. อย่างเราก็นึกว่าในฌานก็เย็นมากแล้ว คือมันเย็นกว่าจะไปนั่งริมน้ำ ลมพัดใต้ร่มไม้ เพราะว่ามันไม่มีความรู้สึกในทางอกุศล และบาปหรือกามคุณอะไรรบกวน. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอะไรรบกวน คือความพอใจ ในตัวเอง หรือความพอใจในรสความเย็นที่ตนได้รับ ; และรู้สึกพอใจขึ้นมาแล้วก็ห่วง ว่ามันจะหายไปเสีย มีความวิตกกังกลอย่างนี้เป็นอย่างน้อย ; อย่างนี้ก็ยังถือว่าไม่เย็น ยังร้อนอยู่จึงต้องพยายามต่อไปอีก. พวก "เซ็น" หรือพวกนิกายธฺยานะ กล่าวว่า ที่กลางเตาหลอมนั้นเย็น ก็เพราะมีความหมายว่าไม่มีอะไรรบกวน; เมื่อกล่าวโดยวัตถุแล้ว จุดศูนย์กลางของ กองไฟในเตาหลอมเหล็กนั้นไม่มีอะไรรบกวนได้ ไฟนั้นมันจึงไม่ร้อน ไม่ใช่ของร้อน ; มันเป็นเรื่องร้อนทางร่างกาย. เมื่อเปรียบกับความร้อนของกิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ แล้วมันยังไม่ร้อนเท่า หรือเมื่อเอาไปเปรียบกับความเบียดเบียน ความบดขยี้ ของความหลงอันเกี่ยวกับอัตตา เกี่ยวถึงตัวตนแล้ว จะเห็นว่ายังร้อนกว่ากันมาก ; เพราะฉะนั้น จะต้องเป็นที่ที่ไม่มีอะไรรบกวน จึงจะเป็นที่ที่เย็นที่สุด. ใจกลางเตาหลอม จะพบว่าไม่มีอะไรรบกวน, เย็นจริงเพราะไม่มีอะไร รบกวน. นี่พูดอย่างวัตถุ เราก็เข้าใจได้โดยเหตุผล, แต่ถ้าพูดอย่างแปลความหมาย ของหลักธรรมแท้ ๆ แล้ว หมายถึงว่าไม่มีอะไรรบกวนจึงจะเย็น. ถ้าท่านไปนั่งที่ ริมสระ มีลมพัดเย็นก็ยังมีอะไรรบกวนท่าน ; อย่างน้อยก็มีความรู้สึกในจิตใจของ ท่านเองรบกวน หรือมีคนมารบกวนได้ ; ท่านอยู่ในฌานก็ยังมีความติดในรสของฌาน ความอาลัยในฌาน และความห่วงใยรบกวนอยู่ ; เพราะฉะนั้นท่านจะต้องอยู่ในที่ที่ไม่มี อะไรรบกวน ; พวกนี้จึงเปรียบว่าเย็นอย่างเดียวกับตรงกลางของเตาหลอมเหล็ก คือ ไม่มีอะไรรบกวน. ที่ยกตัวอย่างนี้ก็เพื่อจะแสดงว่า พุทธศาสนานั้นไปไกลเพียงไร? จะช่วยเราจริงๆ ได้อย่างไร ? ขนาดที่จะช่วยเราได้จริง ๆ นั้นมีอยู่อย่างไร ?
น.40 ทีนี้จะกล่าวถึงลักษณะพิเศษอีกอันหนึ่งของพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้เข้าใจ ในพุทธศาสนาของเรายิ่งขึ้น ; คือว่าพุทธศาสนาของเรานั้นมีลักษณะในการที่จะพุ่งเข้า ไปหาปัญหาเฉพาะหน้า. "ปัญหาเฉพาะหน้า" ในที่นี้ก็คือว่า เราจะเอาความทุกข์ ออกไปเสียจากจิตใจของเราได้อย่างไ ร ? คือเราจะปอกสิ่งที่หุ้มห่อจิตใจได้อย่างไร ? นี่เรียกว่าปัญหาเฉพาะหน้า. เราไม่เอาปัญหาที่ไม่ใช่เฉพาะหน้า เช่นเราเกิดมาจาก ไหน ? ใครสร้างโลกนี้เป็นต้น ? หรือปัญหาอนาคต ที่เราจะไปข้างหน้าอย่างไร ? ตายแล้วจะเกิดเป็นอะไร ? อย่างนี้ยังไม่ใช่ลักษณะของพุทธศาสนาอันแท้จริง และไม่ใช่ เป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนา; เพราะเหตุว่าถ้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือเอา ความทุกข์ออกไปจากจิตใจหรือปอกลอกเอาสิ่งที่หุ้มห่อจิตใจไปเสียหมด จนเหลือแต่ความ บริสุทธิ์ได้แล้ว ปัญหาอดีตอนาคตก็หมดไป ไม่มีความจำเป็น. เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาของเราจึงมีลักษณะตายตัวที่ว่า : อย่าไปห่วง ข้างหน้า ข้างหลังเลย รี่เข้าใส่ปัญหาเฉพาะหน้า ที่ว่าจิตใจเดี๋ยวนี้เป็น อย่างไร ; มีอะไรหุ้มห่อเราอยู่หรือไม่. เมื่อปอกชั้นหนึ่งแล้วยังไม่พอใจ ยังมีอะไรหุ้มห่ออยู่อีก, ยังมีของหุ้มห่อ ซึ่งมีน้ำหนักกดอยู่ในจิตใจอีก ; ปอกอีก ๆ จนถึงสิ่งนั้น. กิริยาอย่างนี้เรียกว่ "การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า" พุทธศาสนามีหลักเพียงเท่านี้ จึงไม่เป็นของยากเกินไปที่จะต้องวิตกกังวลว่าจะต้อง มีครู มีอาจารย์ อย่างนั้นอย่างนี้ และจะต้องอาศัยพระไตรปิฎกมากมาย นี้เป็น ลักษณะที่คู่กันกับพุทธศาสนาในส่วนลึก. พระพุทธเจ้าโดยเฉพาะของพระองค์นี้ ท่านตรัสตำหนิติเตียนผู้ที่สนใจในปัญหาอดีตอนาคตเป็นอย่างยิ่ง. ไหน ๆ ก็ได้พูดถึงหลักพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไรมามากแล้ว ก็อยากขอ กล่าวแถมถึงหลักพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีคนเข้าใจผิดกันอยู่มาก ข้อนี้ก็คือ เรื่อง "กรรม"; มีปัญหาว่า คนที่ทำดีอยู่เสมอกลับไม่ได้รับความสุข คนที่ทำชั่ว
น.41 ลับได้รับผลเป็นที่พอใจ อย่างนี้จะถือว่าเรื่องกรรมเป็นของเหลวไหล เป็นคำที่กล่าวผิด ในพุทธศาสนานี้ไม่ได้. ข้อไขเรื่องนี้มีไม่มาก ขอแต่ท่านทำความเข้าใจคำว่า "กรรม" ให้ดีๆ ; "กรรม" ของพระพุทธศาสนานั้น หมายรวมทั้งผลที่เป็นปฏิกิริยา ของการกระทำอีกด้วย ; คือว่า อย่างคนคนหนึ่งไปขโมย ได้ของของเขามาบริโภค ใช้สอย ยังความไม่สบายใจแก่ตัว อย่างนี้ก็ต้องนับว่าการขโมยและการได้ของมาบริโภค นั้นรวมกันเข้าแล้วเรียกว่ากรรม. และลำดับต่อจากนั้นจึงจะเป็น ผลของกรรม ที่จะ เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ. เช่นขโมยคนหนึ่งขโมยเขาแล้วถูกจับไปลงโทษ อย่างนี้ ก็ต้องรวมทั้งการขโมยและทั้งการถูกจับไปลงโทษนั้นเข้าเป็นกรรม แล้วจึงคอยฟังผล ของกรรมต่อไปข้างหน้าอีก เรื่องก็มีเท่านี้เอง. ถ้าท่านเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็จะไม่เป็นการเข้าใจผิดในเรื่องกรรมของ พุทธศาสนา; เหมือนอย่างว่าแมวตัวหนึ่งขโมยปลาของเรา ถ้าเราจับไม่ได้เดี๋ยวนั้น ก็ยังมีหวังว่าจะจับวันหลังแล้วลงโทษ แมวในขณะนี้ยังไม่ได้ชื่อว่าได้รับผลของกรรม. แต่หลังจากนั้น ถ้าหากว่าหลายวันแล้วยังจับแมวตัวนั้นไม่ได้ ในระหว่างนั้นแมวอุตส่าห์ กระทำความดี ความงาม ปฏิบัติหน้าที่ของแมวทุกอย่าง จนเป็นที่พอใจของเจ้าของ เจ้าของเกิดเปลี่ยนใจไม่ลงโทษแมวก็ได้. นี่จึงถือว่าผลกรรมในทำนองที่เราทำดี แล้ว จะเอาผลดีกันทีเดียวเท่านั้น ถือเอาเป็นผลของกรรมอย่างนี้ไม่ถูก ยังไม่ถูก, หรือถ้าจะ เอาผลสั้น ๆ ในทางวัตถุในขณะนั้นก็ยังไม่ถูก ต้องเอาทั้งกิริยาและปฏิกิริยารวมกันเป็น กรรมเสียก่อน แล้วคอยฟังผลต่อไปข้างหน้า. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเรื่องกรรมจึงไม่ขัด กับหลักธรรมดา พระศาสนาจะมั่นคงในจิตใจของเราที่เป็นพุทธบริษัทมากขึ้น. สรุปความในตอนนี้ว่า พุทธศาสนาโดยความหมายทั่วไปนี้เราจะเอาการไม่ ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องแผ้วมาช่วยพวกเรา. * * *
น.42 ตอนที่ ๒ เป็นปัญหาตอนที่ว่า พวกเราถ้าไม่รู้จักตัวเรา เราก็ไม่ สามารถที่จะช่วยตัวเองได้ หรือไม่สามารถที่จะรู้ว่า ตัวเรานี้เองกำลัง เป็นอย่างไร ? คำว่า "ตัวเรา" นี้ คนมักจะนึกถึงสภาพปัจจุบันกันเสียหมด. ที่ว่า พุทธศาสนาจะช่วยพวกเราในทุกวันนี้ได้อย่างไรนั้น คนมักจะนึกถึงเฉพาะปัจจุบันวันนี้ เสียหมด เลยเป็นเหตุให้ไม่เข้าใจตัวเราอย่างถูกต้อง. เราจะต้องนึกโดยวงกว้าง ๆ ว่า ตัวเราหรือพวกเรานั้นคือใคร ? โดยนัยนี้ต้องมองกว้างถึงว่า เรา ก็คือสัตว์ที่มีจิตใจ รู้สึกนึกอะไรได้สูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย มีร่างกาย มีจิตใจใช้เพื่อการศึกษาได้ทุกวัน ๆ แล้ว แต่จะมีอะไรมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย เหมือนกันหมด. ส่วนเรา, ปัจจุบันคือเวลานี้หรือยุคนี้นั้น ก็คือตัวเราที่ถูกหุ้มห่อหรือเรียกว่า ถูกกลืนมากขึ้น ; ถูกกลืนโดยสิ่งที่เราหลงสร้างกันมาเอง. อย่างเช่น วันวิสาขบูชา แทนที่จะชวนกันมา ประกอบพิธีทางศาสนา คนก็นึกถึงเรื่องไปตากอากาศหรือไปเต้นรำมากกว่า; นี้เพราะ เหตุอะไร ? ก็เพราะเหตุว่าถูกกลืนโดยสิ่งเหล่านั้น, คือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่โลกได้ช่วยกัน สร้างขึ้นมาให้ตรงกับความต้องการของกิเลสและตัณหามีมากขึ้น. ยิ่งสร้างมากขึ้น เท่าใด มันก็ยิ่งกลับพอกตัวมนุษย์ผู้สร้างมากขึ้นเท่านั้น. นี่เรียกว่าถูกกลืนจนกระทั่ง ว่าแม้การหยุดวันวิสาขะเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา คนก็อยากจะไปเต้นรำ ไปยิงนก ตกปลากันมากกว่าไปประกอบพิธีทางศาสนา. นี่เรียกว่าเราถูกกลืน. ผลของการถูกกลืนนี้เองที่ทำความวุ่นวายโกลาหล, เป็นความทุกข์อันใหญ่ หลวงซึ่งครอบงำโลกอยู่ในเวลานี้. ในสมัยนี้เท่าที่ธรรมชาติมีให้นั้น ไม่ยั่วยวนอะไร มากนัก. ท่านลองพิจารณาสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่นความต้องการในทางสืบพันธุ์ ของสัตว์ อะไรเหล่านี้เป็นต้น ตามธรรมชาตินั้น มันไม่มากมายเหมือนกับสัตว์ที่รู้จัก ปรุงแต่งไม่สิ้นสุด; เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นจึงถูกกลืนน้อยกว่าสัตว์ที่มีความคิด มีปัญญารู้จักปรุงแต่งอะไรขึ้นไม่รู้จักสิ้นสุดสักที.
น.43 ความยั่วยวนซึ่งตรงกับความต้องการของกิเลสและตัณหานั้น เรารวมเรียกกัน สั้น ๆว่า "กามคุณ". กามคุณ แปลว่า สมบัติของกาม หรือคุณสมบัติของ สิ่งที่มีความใคร่ของความใคร่. กามคุณนี้เองเป็นต้นเหตุ ของความเดือดร้อน ยากเข็ญทุกหัวระแหงของโลก. มนุษย์ทำสงครามก็เพราะต้องการสิ่งที่เขาอยากจะได้ ; พอหลังจากสงครามแล้ว มนุษย์สิ่งเดียวกันนี้อีก, เมื่อมีโอกาสที่จะกอบโกยเอาประโยชน์ ของผู้อื่นมาเป็นของตัว ก็ถือโอกาสนั้นทันที พระศาสนาจึงลับหายไปเพราะมนุษย์ ถูกกลืน. ตามธรรมดาความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มากมาย จนถึงกับทำให้เกิดความ เดือดร้อนอันนี้ขึ้น; ถ้าหากว่าเราจะต้องการแต่เพียงเท่าที่ธรรมชาติให้ก็จะไม่มีความ เดือดร้อนอย่างทุกวันนี้ ไม่มีพวกที่เซ็งลี้, ขออภัยที่จะต้องพูดอย่างนี้, พวกที่เซ็งลี้ ก็เพราะมีความต้องการเกินขนาด ไม่ยอมลดความต้องการในเมื่อมีความขาดแคลน กลับ ทวีความต้องการขึ้น คอยจ้องหาโอกาส ก็พบโอกาส ; จะเป็นพ่อค้า หรือเป็นนัก การเมือง หรือจะเป็นคนสื่อข่าว หรือเป็นอะไรก็ตาม พอมีโอกาสก็ขยายความต้องการ และทำทุกอย่างที่จะได้มาตามที่ต้องการ เพราะฉะนั้นเรื่องมันจึงยุ่ง. เมื่อความต้องการ ในทางกามคุณของคนหมู่หนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่ที่มีอิทธิพลกุมอำนาจไว้มาก เขาต้องการใน ทางกามคุณขึ้นมาแล้ว จะระส่ำระสายไปทั่วทั้งประเทศ; คือความต้องการจะให้ได้ อะไรตามความสบายใจของตัวในทางกามคุณของคนเพียง ๙ คน ๑๐ คนเท่านั้น จะทำ ความเดือดร้อนให้คนทั้งประเทศ และหลายประเทศได้. พวกเราถูกกลืนอย่างนี้ จึงมีสภาพเป็นอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้ เป็นอย่างอื่น ไม่ได้. นี่เราจะโทษใคร เราจะไปโทษพระเป็นเจ้าหรือจะไปโทษใครก็ตาม ผลสุดท้าย ก็อยู่ที่ว่าเราถูกกลืนเข้าไปลึกแล้ว ; มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ ช่วยให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้.
น.44 ทางเอาตัวรอดก็มีอยู่ว่าเราจะต้องรีบ รีบรู้จักตัวเองและเปลี่ยนแปลงแก้ไข เสียใหม่ ให้เป็นตรงกันข้าม. คำสั่งสอนของพระเถระฝ่ายนิกายธฺยานะ เมื่อจะตัดพ้อต่อว่าบริษัทของตน คนหนึ่งท่านกล่าวว่า : "ท่านเดินมาจนถึงประตูของโพธิ ตั้งนมตั้งนานแล้ว ท่านก็ หาได้ก้าวขาเข้าไปในประตูนั้นไม่" การที่จะเสาะแสวงหาพระนิพพาน หรือความดับทุกข์ โดยทำนองของท่านนั้นมันเป็นไปไม่ได้, มันไม่มีทางจะสำเร็จ ; นี่ก็เหมือนกับพวกเรา ที่ว่าเป็นพุทธบริษัทกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษหลายชั่วบรรพบุรุษแล้ว อุตส่าห์มากันจน ถึงประตูของความรู้; ศึกษาก็ศึกษา ประกอบพิธีทางศาสนา บำเพ็ญบุญ บำเพ็ญทาน บำเพ็ญศีล บำเพ็ญศาสนวิธีทุกสิ่งทุกอย่าง ; ผลสุดท้ายมาอยู่แต่เพียงแค่ประตูของความรู้ ของการตรัสรู้ เข้าไปไม่ได้. ทั้งนี้มีมูลมาจากความที่ไม่รู้จักตัวเราเอง ว่าเรากำลัง อยู่ในสถานะเช่นไร. เพราะฉะนั้นพวกเราในสมัยปัจจุบัน จึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักว่า เราถูกกลืนเข้าไปเพียงไร ? และตามธรรมดาเราก็จมอยู่ในความทุกข์นี้แล้วอย่างไร ? เพื่อจะให้เข้าใจความข้อนี้ง่าย ๆ ข้าพเจ้าอยากจะเล่านิทาน คือนิทานซึ่งเล่า อยู่บ่อย ๆ ไม่ใช่ของประหลาดอะไร แต่อยากจะฟื้นความคิด ความนึกของท่านทั้งหลาย หรือพวกเราอยู่เสมอเท่านั้นเอง. นิทานนั้นมีอยู่ว่า : เมื่อโลกนี้มีขึ้นมาแล้วโดยอำนาจของสิ่งที่มีหน้าที่ สร้างโลก ซึ่งถ้าจะกล่าวตามทางวิทยาศาสตร์ ก็ว่าอำนาจอะไรก็ตามซึ่งทำให้หมอกเพลิง นั้นรวมก้อนแข็งเป็นโลกขึ้นมา ; หรือจะกล่าวตามลัทธิศาสนาว่า พระเจ้าสร้างขึ้นมา ก็ได้. เมื่อมีโลกอันว่างเปล่าขึ้นมาแล้ว สิ่งที่มีอำนาจในการสร้างโลก ก็ได้บันดาล สิ่งทั้งหลายให้เป็นไป ซึ่งเรียกกันว่าพระเจ้าก็ได้. พระเจ้ามีความคิดว่าโลกเปล่า ๆ เช่นนี้ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ควรจะมีมนุษย์หรือสัตว์เป็นผู้อยู่ในโลกนี้. พระเป็นเจ้า
น.45 ก็สร้างสัตว์ชนิดนั้นขึ้นมา. สัตว์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ๆ นั้นก็งงเหมือนกับคนที่เขาเอาผ้า ผูกตาทิ้งไว้ในความมืดนานๆ แล้วจับมาทิ้งหงายอยู่กลางแสงแดด ไม่รู้จักอะไรเลย แม้อย่างเดียว กระทั่งมองดูเนื้อตัวของตัวแล้ว ก็ไม่รู้จักอะไร เขานั้นคืออะไร. พระเป็นเจ้าก็บอกว่าจะสมมุติให้เรียกว่า "มนุษย์". ถามว่ามีหน้าที่ทำอะไร ? ก็บอก ว่าสำหรับจะเป็นผู้อยู่ในโลกนี้ เพื่อจะมีความสนุกสนานอยู่ในโลกนี้. ถามว่าจะ ให้อยู่นานสักเท่าไร ? บอกว่า ๓๐ ปี. มนุษย์นั้นเสียใจมาก เพราะว่าถ้ามีความสุข สนุกสนานแล้ว ๓๐ ปีก็ชั่วพริบตาเดียว แต่ก็ไม่ทราบว่าจะกระทำอย่างไร ก็เลยนึ่งอยู่. ต่อมา พระเป็นเจ้าครั้นเห็นว่ามนุษย์มีแล้ว ก็ควรจะมีเครื่องมือให้มนุษย์ ประกอบการงานด้วย ; สมควรสร้างสัตว์ประเภทที่จะเป็นเครื่องมือของมนุษย์. ใน ที่สุดก็สร้างสัตว์ประเภทวัวขึ้นมา วัวก็ไม่รู้จักตัวเองเหมือนกับมนุษย์. พระเป็นเจ้า ก็บอกวัวให้อยู่ ๓๐ ปี จะให้มีหน้าที่รับใช้มนุษย์. วัวก็ร้องทุกข์ว่า ๓๐ ปีนั้นมากเกินไป สำหรับที่จะอยู่รับใช้คนอื่น เพราะไม่ได้เกิดมาเพื่อสำหรับสนุกสนาน, ถือว่าไม่เป็นการ ยุติธรรม. พระเป็นเจ้าก็บอกว่าจะลดให้ ๒๐ ปี. คนก็เลยกระวีกระวาดเข้าไปพินอบ พิเทากล่าวขอว่า ๒๐ ปีนั้น ขอเอามาต่อให้คนเถิด. พระเป็นเจ้าซึ่งรู้ดีว่า ๒๐ ปีนั้น หมายความว่ากระไร เลยมอบให้. ต่อมา พระเป็นเจ้าเห็นว่า สัตว์ที่จะช่วยประกอบการงานให้คนก็มีแล้ว ฉะนั้นควรจะสร้างสัตว์ประเภทที่รักษาทรัพย์สมบัติที่คนหาได้ไว้บ้าง ; จึงสร้างสัตว์ ประเภทสุนัขขึ้น สุนัขก็งงเช่นเดียวกัน. พระเป็นเจ้าก็บอกว่า สุนัขมีหน้าที่เฝ้าบ้าน รักษาข้าวของ ; ให้อยู่ ๓๐ ปีเหมือนกัน. สุนัขก็อุทธรณ์ว่า ๓๐ ปี มากเกินไป สำหรับการรับใช้คนอื่น ; ไม่ยุติธรรม. พระเป็นเจ้าก็ลดให้ ๒๐ ปี ทำนองเดียวกัน. มนุษย์เห็นดังนั้นก็แข็งใจกระวีกระวาดเข้าไปหาพระเป็นเจ้าอีกครั้งหนึ่งกล่าวว่า ๒๐ ปีนั้น
น.46 ขอเพิ่มให้มนุษย์เถิด. พระเจ้าก็แสนที่จะชังน้ำหน้ามากขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าทางไหนจะดี กว่าทางนั้น ก็มอบให้ไป; รวมแล้วได้เพิ่ม ๒๐ ปี ๒ ครั้ง ก็กลายเป็นมนุษย์มีเกณฑ์ อายุ ๗๐ ปี. ครั้นต่อมาพระเป็นเจ้าเห็นว่า สิ่งที่จะช่วยให้เกิดความครึกครื้นทางอารมณ์ ยังไม่มีแก่มนุษย์ ก็สร้างสัตว์ประเภทนั้นขึ้น ตัวอย่างเช่นลิง มีหน้าที่ทำให้คนขบขัน หรือมีความครึกครื้นทางอารมณ์. แต่ครั้นบอกว่าให้มีอายุ ๓๐ ปี ลิงก็อุทธรณ์ว่ามาก เกินไปอย่างเดียวกัน. พระเป็นเจ้าก็ลดให้ ๒๐ ปีอีก. มนุษย์ก็แข็งใจเป็นครั้งที่สาม เข้าไปบอกว่า ๒๐ ปีนั้นขอมาเพิ่มให้มนุษย์อีกเถิด. ผลสุดท้ายก็ได้เพิ่มขึ้นอีก ๒๐ ปี รวมเป็น ๙๐ ปี แล้วพระเป็นเจ้าก็ปล่อยให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามที่ได้จัดระเบียบไว้แล้ว. ด้วยเหตุดังกล่าว : คนเราในระหว่าง ๑ ปี ถึง ๓๐ ปี นั้น จึงมีความ เป็นตัวของตัว อยู่มาก, เช่นมีความเป็นเด็ก ร่าเริงจนกระทั่งความเป็นหนุ่มเป็น สาว, แต่พอถึงระยะที่ต้องรับภาระมาถึง คือ ๒๐ ปีที่เอามาจากวัวนั้น ก็ลองนึกดูที่ ว่ามันเป็นอย่างไร. คือตั้งแต่อายุ ๓๐ ปี ถึง ๕๐ ปีนั้น มีความหนักอกหนักใจเรื่อง ธุระการงานอย่างไร. ครั้นล่วงสมัยนั้นไปถึง ๒๐ ปี ที่สอง คนเรานอนไม่หลับเหมือน สุนัขอย่างไรบ้าง ; คือว่าความวิตกกังวลนั้นมีมาก, มากจนนอนไม่หลับ, จึงกลายเป็น นอนไม่หลับเหมือนเป็นคนเฝ้าบ้านไป. ครั้นต่อมาถึง ๒๐ ปีหลัง ความวิปริตของ สังขารร่างกายกลายเป็นตัวตลกหรือตัวโจ๊กของพวกเด็ก ๆ, ความ้ปำเป๋อของคนแก่ เหล่านั้นต้องทรมานตัวเองเป็นผู้ที่ให้เขาหัวเราะขบขัน มีความคึกครื้นไปในทำนองนั้น จนกว่าจะเข้าโลง. นิทานเรื่องนี้ใคร ๆ ก็พอจะเห็นได้ว่า เป็นนิทานเรื่องด่ามนุษย์ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เจตนาที่จะนำมาด่าพวกเราในที่นี้ เพียงเพื่อจะแสดงว่า
น.47 สภาพปกติ หรือทั่วไปของมนุษย์นั้น เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ; ครั้นตกมาถึง สมัยนี้โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ ความที่ถูกกลืนก็ยิ่งมีมากขึ้น แต่ความ เป็นมนุษย์หรือความเป็นวัว หรือความเป็นสุนัข หรือความเป็นวานรนั้น มันก็มียิ่งขึ้นไปอีก นี้คือภาวะของตัวเราในปัจจุบัน. พุทธศาสนาจะช่วยพวกเราในภาวะปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ? เราจะต้อง พิจารณาในส่วน "ตัวเรา" นี้ต่อไปอีก : อย่างน้อยถึงข้อที่ว่าเหมือนคนที่กำลังมองดู ที่เนื้อที่ตัวของเราเอง ปรากฏว่าตามธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น ๆ คือเป็นมนุษย์ก่อน แล้วจึงเป็น มนุษย์วัว มนุษย์สุนัข และมนุษย์วานร ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน และอนาคต ตามธรรมชาติแล้ว มันเป็นพื้นฐานอย่างนั้น. และมายุคใหม่ ของ ใหม่นี้มนุษย์ถูกกลืน หรือถูกห่อหุ้มอันเกิดมาจากความหลงใหลที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง มากขึ้น. มนุษย์สมัยนี้เราเชื่อกันว่าฉลาดกว่ามนุษย์สมัยก่อน แต่มนุษย์สมัยก่อนก็ยัง ถูกกลืนน้อยกว่าสมัยที่พากันฉลาดแล้วนี้ เพราะว่าความฉลาดนั้นเอง ยิ่งทำให้รู้สึกคับใจ ตนเองมากขึ้น แปลว่าแทนที่ความคิด ความฉลาดนั้น จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความสงบ หรือความสุขอย่างมนุษย์สมัยก่อน ; มันกลับตรงกันข้าม คือมนุษย์ยิ่งตกลึกลงไปในความ พอใจของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง, เรียกว่าตกบ่อตัวเอง หรือชักใยผูกพันตัวเอง. มนุษย์ในสมัยก่อนตกบ่อตัวเองน้อยเท่า ๆ กับมนุษย์สมัยนี้ตกบ่อตัวเองมาก และยิ่งมาก ขึ้น ๆ ตามลำดับ. การตกบ่อนี้มิใช่ว่าตกรวดเดียวถึงก้นบ่อลึกจมหายไป; มันค่อยๆ ตกไป ทุกคราวที่มนุษย์รู้จักสร้าง สิ่งที่เรียกว่ากามคุณให้ประณีตให้ดียิ่งขึ้นไป. กามคุณ นั้น มีได้ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แม้กระทั่งทางอารมณ์ คือ ทางใจโดยเฉพาะ. เรียกว่ามนุษย์รู้จักสร้าง ฉลาดประดิษฐ์ วัตถุแห่งกามารมณ์และกามคุณนี้; ยิ่งทำได้
น.48 ลึกซึ้งเพียงไรก็เท่ากับเพิ่มการชักใยพันตัวเอง หรือขุดบ่อฝังตัวเองมากขึ้นเพียงนั้น ; ความยุ่งยากที่ต้อง เป็นวัว เป็นสุนัข ยิ่งทวีมากขึ้นตามนั้น. การที่มนุษย์ ค่อย ๆ ตกบ่อตัวเองมากขึ้นตามลำดับนั้น จึงเกิดมีปัญหาขึ้นว่า ทำไมมนุษย์ไม่รู้จักคิด ? ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าจิตใจพอกหนาไป, เมื่อหนาขึ้นทุกที มันก็คือความมืดยิ่งขึ้นทุกที. ความเห็นแก่ตัวของฝ่ายต่ำ หรือธรรมชาติฝ่ายต่ำ ที่ตกอยู่ภายใต้ความเหลวแหลกนั้น มันมีข้อแก้ตัวมากขึ้นทุกที เท่ากับที่มนุษย์ฉลาด หลอกตัวเองมากขึ้นทุกที ; เพราะฉะนั้น จึงตกหลุมลึกลงไปทุกที ๆ หรือใยที่พัน ตัวเองหนาขึ้นทุกที หนายิ่งกว่าใยของตัวไหมที่พันตัวไหม ; เพราะความเจริญของ มนุษย์ในด้านกามคุณมันทำให้มีการเจริญที่จะหลอกตัวเองนั่นเอง. ในเรื่องจิตใจของมนุษย์นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงทราบได้ดี พระองค์ จึงได้ตรัสถึงเรื่องนี้กับพระสาวกอยู่บ่อย ๆ ว่า "เธอต้องระวังในการขุดหลุมฝังตัวเอง หรือตกบ่อตัวเองให้มาก" เพราะฝ่ายความชั่ว หรือฝ่ายอธรรมนั้นย่อมมีข้อแก้ตัว มากเหมือนกัน และมากพอที่จะให้ลุล่วงไปได้ทุกครั้งเหมือนกัน ; เช่นเดียวกับคน โต้วาทีที่ฉลาด สามารถที่จะกลับความเท็จจริงอะไรได้ทั้งนั้น. กิเลสของมนุษย์ก็เป็น เช่นนี้ สามารถที่จะแก้ตัวได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะนำมาเล่าถึงข้อที่ว่า ใน เรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้อย่างไรบ้าง. เมื่อจะกล่าวถึงเรื่องนี้ พระองค์ก็ได้ตรัสเป็นทำนองนิทาน ธรรม กับ อธรรม ธรรมชาติฝ่ายสูงกับธรรมชาติฝ่ายต่ำมาพบกันเข้า มันมีการโต้วาทีกันอย่างไร เนื้อเรื่อง มีกล่าวไว้ว่า :- อธรรมนั้นมีปีก มีหาง บินร่อนไปในโลก เที่ยวผุดขึ้นในจิตใจของสัตว์ ทั้งหลาย ก่อให้เกิดความคิดนึกที่จะทำตามใจตัวเองในด้านกามคุณ. เมื่อไม่ได้ก็ฆ่าสัตว์
น.49 ลักทรัพย์ กระทำกาเมสุมิจฉาจาร ไม่ต้องนึกถึงอะไรหมด. ความรู้สึกที่ไปผุดไปเกิด ขึ้นในจิตใจของสัตว์ทั้งหลายนั้น ก็คืออธรรมผู้มีกายสีดำขี่รถดำ ๆ เวียนโลกไปทางซ้าย มีพลโยธาล้วนแต่ดำมืดทั้งนั้น. แต่บางครั้งในจิตใจของมนุษย์มีธรรมชาติฝ่ายสูงปรากฏขึ้น คือมีความรู้สึก ตรงกันข้ามคัดค้านว่า อย่าทำอย่างนั้นซิ ; ได้แก่ความยับยั้งใจที่เป็นฝ่ายสูงของคนเรา ในบางครั้งบางสมัยนั้นเอง. มีบุคคลาธิษฐานที่ท่านเคยกล่าวว่า เป็นเทวดาสีขาว ขี่รถสีขาว เวียนโลกไปทางเบื้องขวา เที่ยวพูดชักชวนคนให้ให้ทาน รักษาศีล เจริญ ความเมตตาภาวนา. คราวหนึ่ง ธรรมชาติฝ่ายต่ำกับธรรมชาติฝ่ายสูงเกิดมาพบกันเข้า ปัญหา ก็เกิดขึ้นว่าใครควรจะหลีกทางไป เหมือนพ่อค้า หรือนักการเมือง หรือคนสื่อข่าวอะไร ก็ตามสักคนหนึ่ง เกิดความรู้สึกว่าจะเซ็งลี้ดีหรือไม่ดี. ความรู้สึกฝ่ายหนึ่งว่าดี และอีก ฝ่ายหนึ่งว่าไม่ดี จะเกิดความต้านทานขึ้นว่า ดีฝ่ายหนึ่งไม่ดีฝ่ายหนึ่ง ; ลักษณะอาการ อย่างนี้ ฝ่ายไหนควรจะหลีกออกไปจากจิตใจ คือออกไปเสียให้พ้นจากจิตใจ ศีลธรรม ซึ่งเคยได้ยินได้ฟัง ไ ด้เคยบูชา ได้เคยเป็นมา กล่าวคือธรรมชาติฝ่ายสูงก็บอกท้วงไป ตามเหตุผลของฝ่ายสูง, ฝ่ายต่ำก็แย้งตามเหตุผลของฝ่ายต่ำ. ธรรมชาติฝ่ายสูงมันท้วง แก่บุคคลนั้นขึ้นว่า :- - "ท่านคิดดูเถิดว่า การที่ท่านเข้าใจว่าท่านได้เข้ามานั่งในสมาคมอันสูงนี้ เพราะฉัน กล่าวคือฝ่ายธรรมหรือฝ่ายสูง ได้ทำความดีความงามเป็นฝ่ายบุญ. การที่เป็นผู้มีเกียรติอย่างนี้ ได้มาก็เพราะธรรม. - เพราะสมณพราหมณ์ คือผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ เขาเคยเพ่งเล็งแต่ฝ่ายนี้ ของฉัน เขาคอยสั่งสอนฝ่ายนี้ให้ท่าน.
น.50 อย่าว่าแต่มนุษย์เลย เทวดาเองก็ยอมไหว้คุณธรรมที่มีอยู่ในตัวท่าน อันนี้ คือธรรม ท่านควรจะตรองด้วยจิตใจของท่าน จงหลีกทางไปเสียดีกว่า. ดูกร อธรรม เราเป็นธรรม ! เราเป็นธรรม! ท่านจงหลีกทางไปเสียดีกว่า คือเลือนหายไปจากจิตใจดีกว่า ". พระศาสดาได้ตรัสพระคาถาที่สอง เป็นคำโต้แย้งของฝ่ายอธรรม ให้ภิกษุ ทั้งหลายฟัง เป็นใจความว่า :- - "แกไม่ต้องกลัว คือพวกเรามีกำลัง มีเครื่องมืออันแข็งแรงเหมือนกัน เมื่อเรา ต้องการอย่างนี้ เรามีเครื่องมืออันเข้มแข็ง. - เส้นประสาทของเราแข็งไม่สะดุ้งสะเทือน เราจะไม่เกิดความร้อนรนทางประสาท เรามีกำลัง. - เราไม่หลีก! เพราะฉะนั้น เราไม่หลีกหรอก คือเราเชื่อมั่นว่า ด้วยการทำอย่างนี้ เราสามารถจะอยู่ได้ ". นี้หมายถึงธรรมชาติฝ่ายต่ำ ก็มีข้อโต้แย้งในบางครั้งบางคราว. ธรรมชาติ ฝ่ายสูงก็ยังพยายามพูดขึ้นอีกว่า : "ท่านคิดดูให้ดีเสียก่อน เมื่อก่อนนี้ท่านเป็นเด็กท่านมี ความบริสุทธิ์อย่างเด็ก ; นอกจากนั้นเมื่อโลกนี้เกิดขึ้น ความชั่วยังไม่มี มีแต่ความดี ; ความชั่วของดำ ๆ มืด ๆ คืออธรรมเพิ่งมาทีหลัง. เพราะฉะนั้นควรให้ถือว่าธรรมเป็น ฝ่ายพี่ หรือฝ่ายประเสริฐกว่า หรือฝ่ายผู้เฒ่ากว่า เธอผู้เป็นน้องก็จงหลีกไปเสียดีกว่า". นี่แหละเรียกว่าเป็นการอ้างเหตุผล ซึ่งในบางครั้งบางคราวเราได้พยายาม ปลอบตัวเราเองเป็นอันมาก ในการที่เราจะไปประกอบกรรมอันชั่วช้าลงไป. แต่ว่า เหตุผลของฝ่ายอธรรมก็ยังมีอยู่ตามเคย เพราะฉะนั้นพระศาสดา จึงได้ตรัสคาถาให้ฟัง เป็นคำแย้งของฝ่ายต่ำ เป็นใจความว่า :-
น.51 " ด้วยการที่ท่านจะมาอ้อนวอนนี้ก็ตาม ว่าไม่สมควรอย่างนั้นอย่างนี้ก็ตาม เราก็ยังนึกว่าเรายังไม่ควรจะให้หนทางแก่ท่าน ซึ่งมีลักษณะเป็นคนขลาด และเราจะ เอาแต่ความเข้มแข็งของเรา และตามใจเราเท่าที่เห็นอยู่เฉพาะหน้าเป็นดีกว่า; หรือไม่ อย่างนั้นลองปล่อยให้รบกันดู". ดังนั้น สองคนมาลองรบกันดู ใครชนะคนนั้นได้แท่น คือได้ที่นั่ง. ฝ่ายธรรม ความรู้สึกฝ่ายสูงก็ยังจะพิจารณาสอดส่องหาลู่ทางต่อไปอีก พระศาสดาจึงได้ ตรัสคาถาเป็นใจความว่า :- - "ถ้ากล่าวโดยทั่วไป โดยทุกทิศทุกทาง แล้วทั่วโลกเขาชอบฝ่ายสูงกันทั้งนั้น และพวกเราก็มีกำลังพร้อมอยู่แล้ว. - เมื่อพูดถึงเกียรติยศแล้ว ความดีความจริงความยุติธรรมมีกำลังมาก ; ว่าถึง น้ำหนักที่จะสามารถชั่งวัดกันแล้ว ธรรมหรือความดีความจริงนี้มีน้ำหนักมาก ; อธรรมแทบจะไม่มีเลย เบายิ่งกว่าสำลี - ขึ้นชื่อว่าธรรมแล้ว ย่อมประกอบด้วยคุณธรรมทุกอย่างทุกทาง. - จงพิจารณาดูให้ดีเถิด ว่าเมื่อทั้งโลกเขาเห็นฝ่ายธรรมอย่างนี้แล้ว เธอกับฉัน จะมารบกันนั้น จะชนะฉันได้อย่างไร ? เพราะเหตุว่าส่วนใหญ่ของโลกเทวดา และมนุษย์เขาอยู่เป็นฝ่ายฉันทั้งนั้นแหละ". อธรรมหรือธรรมชาติฝ่ายต่ำซึ่งยังไม่ยอมแพ้ก็มีเหตุผลตามเคย จะว่ากันสัก กี่ชั่วโมงก็ได้ เพราะฉะนั้นพระศาสดาจึงได้ตรัสคาถามีใจความว่า :- "แกคิดดูซิว่าในการตีทอง เขาเอาเหล็กตีทองกันให้งามทั้งนั้น ไม่เคยมี ใครเอาทองตีเหล็ก และมันก็เป็นไปได้เหมือนกันที่ว่าอธรรม หรือธรรมชาติฝ่ายต่ำ จะชนะได้ และยิ่งกว่านั้นมันจะทำให้เหล็กนี้เป็นของงามเหมือนกันกับทองด้วย".
น.52 นี่จะเห็นได้ว่ามันเริ่มจะถูไปข้างๆ คู ๆ แล้ว ซึ่งเป็นปกติวิสัยของฝ่ายต่ำ ; แปลว่าอย่างไรเสียฝ่ายต่ำก็จะต้องหาทางออกของตัวจนได้ จนกระทั่งไปทำเซ็งลี้หรือ อะไรอย่างหนึ่งจนได้ ; พระบรมศาสดาจึงตรัสสรุปเป็นคาถาสุดท้ายเป็นข้ออ้างของฝ่าย อธรรมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีใจความว่า :- “เมื่อพูดอย่างไรท่านก็ไม่ฟังเสียงธรรม จะให้ดูอนาคตคือรบกัน และ รบกันให้ดูท่าเดียว ; ก็และอีกอย่างหนึ่งคนแก่คนเฒ่า ครูบาอาจารย์ของท่านก็ไม่มี คือหมายความว่า เมื่อท่านมุ่งขึ้นมาปะทะอยู่อย่าง นี้คนแก่คนเฒ่ามาห้ามท่าน ท่านก็ไม่ เชื่อฟัง, ครูบาอาจารย์ที่เคยเคารพ เป็นอุปัชฌาย์ เป็นอาจารย์ ท่านก็ไม่ยอมฟังเสียง. เมื่อท่านเข้ามาถึงขนาดที่ไม่มีครู ไม่มีคนแก่คนเฒ่าอย่างนี้แล้ว ฉะนั้น ใครจะเห็นว่า ถูกหรือผิดก็ตามใจ ฉันยอมให้ท่านเป็นฝ่ายถูกแล้ว. ยิ่งกว่านั้นฉันจะต้องขอโทษห่าน ที่ได้สั่งสอนอะไรมาบ้าง". ในที่สุดธรรมก็เป็นไปอย่างธรรม อธรรมก็เป็นไปอย่างอธรรม. ทรง กล่าวเป็นอุทาหรณ์สืบไปว่า : "แผ่นดินนั้นทนอยู่ต่อไปไม่ได้ ; พวกดำ ๆ คืออธรรมนั้น ก็จะจมดิ่งลงไปใต้แผ่นดิน สู่อเวจี" นี้เป็นเรื่องที่แสดงว่า ในครั้งโบราณกาลนานมาแล้ว ; ความรู้สึกซึ่งเป็นการ ต่อสู้ ระหว่างธรรมชาติฝ่ายสูง กับธรรมชาติฝ่ายต่ำเป็นของธรรมดา ; และเป็นธรรมดา ที่ฝ่ายต่ำย่อมมีข้อแก้ตัว อย่างนี้เรื่อย ๆ มา. มนุษย์ในโลกหรือในสากล ได้ขุดบ่อฝังตัวเอง และชักใยหุ้มตัวเอง ; คือ ทำตัวเองให้ถูกกลืนเข้ามาลึกถึงขนาดที่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ จนเกือบจะมีศาสนาประจำใจถือ ลัทธิเอาให้ได้ตามต้องการ ในทาง รูป รส กลิ่น เสียง ให้แก่ฝ่ายร่างกายทางอารมณ์.
น.53 เมื่อถูกกลืนลึกมาถึงอย่างนี้แล้ว ก็แปลว่าพวกเราผู้เป็นคนไข้ของสมัยนี้นั้น ไม่สู้เหมือน กับคนไข้ในสมัยโบราณ หรือดึกดำบรรพ์ ซึ่งยังไม่ถูกกลืนมากถึงอย่างนี้. ตามที่กล่าวนี้ ก็คือการประกาศวิธีปฏิบัติ "เพื่อการถอนตน" อยู่ในตัวแล้ว ด้วยการที่มองเห็นความทุกข์ - ก็จะพบความพ้นทุกข์ ; หรือในการที่มีแสงสว่างเกิดขึ้น แล้ว ความมืดก็จะหายไป. เพื่อเราทั้งหลายจะได้พิจารณาดูอย่างละเอียดว่า แต่เดิมทีนั้น คนเราไม่ได้เป็นอย่างนี้ คนเก่า ๆ ไม่ได้เป็นอย่างนี้, หรือจะกล่าวให้ชัด ให้แคบลง ไปอีก คือจิตใจเดิมนั้นไม่ได้เป็นอย่างนี้. เมื่อมาเกิดความแตกต่างจนถึงกับจะตรง กันข้ามอย่างนี้แล้ว ก็ต้องคิดดูต่อไป อันไหนเป็นคนเราแน่, อันไหนเป็น "ตัว" พวกเรา. ความแตกต่างอันนี้เนื่องมาจากเพียงความชั่วเข้ามาหุ้มห่อ; ต่อเมื่อเอา ความชั่วเหล่านี้ออกเสีย จึงจะพบตัวเรา. ถ้าเราพบ "ตัว" พวกเราจะพบความพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นการที่เราจะ ให้พุทธศาสนาช่วยเรา ก็มีอยู่นิดเดียวคือว่า เราจะต้องรู้จักตัวเรา. ดังนั้น จึงได้กล่าวถึงตัวเราอย่างยืดยาวพอใช้ เพื่อที่จะได้ให้รู้จักตัวเรา. ถ้าท่านพยายาม มองตัวเราอยู่เสมอ ๆ เราก็จะพบความพ้นทุกข์, และพระพุทธเจ้าก็สอนอย่างนั้น. นี่เป็นตอนที่สองซึ่งเป็นการกล่าวที่จะชี้ให้เห็นตัวเรา หรือพวกเราเองนั้น มากพอสมควรแล้ว สรุปความได้ว่า พวกเราเดิม ๆ ก็เป็นไปตามธรรมชาติ, มีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามธรรมชาติ, มีลักษณะอย่างมนุษย์ อย่างวัว อย่างสุนัข อย่างวานร ก็เป็นไปอย่างธรรมชาติ, แต่ครั้นในสมัยนี้กลับหนาเปอะไปด้วยโคลน. * * * ตอนที่ ๓ หรือตอนสุดท้ายมีปัญหาว่า พระพุทธศาสนาจะช่วยได้อย่างไร, พุทธศาสนาจะช่วยเราได้อย่างไร ?
น.54 ถ้าจะให้กล่าวกันตรงๆ คือ กล่าวอย่างถูกต้องแล้ว ก็บอกว่าช่วยไม่ได้ ; พุทธศาสนาช่วยไม่ได้แน่ เราจะต้องช่วยตัวเอง. ข้อนี้เป็นอันกล่าวตามพุทธภาษิต และทั้งกล่าวตามเหตุผลสำหรับพุทธบริษัท อย่างที่พระคัมภีร์พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อย่างนี้ว่า "อกฺขาตาโร ตถาคตา - พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้ชี้ทาง การเดินทาง นั้นท่านต้องเดินเอง". สมมุติว่าเราจะไม่เชื่อพระพุทธเจ้าขึ้นมาละ เราก็พิจารณาดูได้โดยไม่ยากนัก ว่า "พุทธศาสนาช่วยไม่ได้ เว้นไว้แต่เราจะช่วยตัวเอง. เพราะว่าการที่เรา ตกหล่มลึกของความชั่วหรือของกิเลสตอนหลังๆ นี้ เรามันสร้างขึ้นเอง, เรากอบโกย ขึ้นมาใส่ตัวเราเอง, ดังนั้นเราจะต้องพยายามรู้จักตัวเราเอง. เมื่อเรามองเห็นสภาพตัว เราเองอย่างเหลือเกินนี้แล้ว เกิดความสลดใจเบื่อหน่าย สังเวช, เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย สังเวชแล้ว ก็จะมีทางที่จะเกิดความอยากในการที่จะช่วยตัวเองขึ้นมาอย่างแน่วแน่. สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสธรรมเทศนาชุดหนึ่ง ซึ่งกล่าวได้ว่า พระองค์ตรัสมากครั้งที่สุด คือพระธรรมที่เรียกว่า "อนุปุพพิกถา" ได้แก่เรื่องที่ พระองค์ตรัสตามลำดับ. ลำดับแรก พระองค์ตรัสถึงเรื่องการสงเคราะห์เผื่อแผ่กัน คือทำตนให้กว้างขวางเป็นประโยชน์ต่อกันในสมาคม. ลำดับที่สอง ตรัสเรื่องศีล คือ ให้เป็นผู้มีกิริยามารยาททางกายวาจา ให้เรียบร้อยไม่มีโทษ. ลำดับที่สาม ตรัสเรื่อง สวรรค์ กล่าวคือผลที่จะได้ตามใจหวังของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เรียกว่าสวรรค์คือกามคุณ นั่นเอง. ในลำดับที่สี่ พระองค์ตรัสถึงกามาทีนพ แปลว่าโทษของกาม หรือพิษสง อันร้ายกาจของสวรรค์ และ ลำดับที่ห้า พระองค์ตรัสถึงเนกขัมมานิสังสะกถา คือเรื่อง ผลดีที่ออกจากกามเหล่านั้น คือออกมาเสียจากสวรรค์เหล่านั้น. ขอสรุปสั้น ๆ ใหม่อีกก็คือว่าเรื่องการให้ทาน เรื่องรักษาศีล เรื่องสวรรค์ เรื่องพิษสงของสวรรค์ แล้วก็ทำความดีชนิดจะได้ออกมาเสียจากสวรรค์ ; ทั้งนี้ก็เพื่อ
น.55 จะแสดงให้เห็นว่า สวรรค์แม้ได้มาจากสิ่งที่มีลักษณะอันบริสุทธิ์ คือได้มาจากทาน และศีลแล้ว พระองค์ก็ยังปฏิเสธว่าเป็นของไม่มีสาระ กลับเป็นของที่เป็นพิษเป็นโทษ. ยิ่งเรานำมาเปรียบกับสวรรค์ที่เราสร้างขึ้นด้วยการเซ็งลี้ หรือคอร์รัปชั่นอะไรเหล่านี้ มันจะเป็นสวรรค์ไปในรูปไหน; และจะเป็นสวรรค์ที่ถูกปฏิเสธกันอีกสักกี่เท่า. จึงเป็น อันว่าเราจะต้องพินิจพิจารณาจนเกิดการรู้จักตัวเอง มองเห็นและเบื่อหน่ายต่อการกระทำ อย่างหละหลวมนั้น ให้เบื่อหน่ายจนเพียงพอเสียก่อน เราจึงจะช่วยตัวเองได้. เราจะให้ พระศาสนามาช่วยโดยอุ้มยกขึ้นจากหล่มนั้นไม่ได้แล้ว, เราจะต้องรู้จักตัวเองให้ถูกต้อง จนเกิดความรู้ความฉลาดในการที่จะออกไปด้วยตัวเอง. รวมความสั้น ๆ ว่า ในการที่เราจะสร้างประเทศชาติหรืออำนวยบันดาล มนุษย์ทั้งโลก ให้มีความสุขความเจริญนั้นต้องสร้างที่ดวงใจ, จะต้องจัดการสะสางปัญหา ในทางด้านจิตใจ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. แม้เราจะไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็น อย่างนั้นได้ ก็ยังมีทางที่จะทำได้ในส่วนตัวเราคนหนึ่งเป็นอย่างน้อย และมีหลายคน ทีเดียวที่จะทำได้ ; ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะจนปัญญา เหมือนเรื่องที่จะเอาลูกพรวนไปผูก คอแมวอย่างนั้น. เมื่อคนพวกหนึ่งนิยมการเบียดเบียน นิยมการมักได้หรือการเห็น แก่ตัวก็ตามใจเขา เรามีหวังในการที่จะออกไปได้ ไม่ว่าพวกนั้นเขาจะร่วมมือมากับเรา หรือไม่มา, ไม่ว่าพวกนั้นจะขัดคอเราหรือสนับสนุนเรา เราก็มีหวัง และจะเป็นไป ของเราได้ ; เพราะนี่มันเป็นเรื่องของจิตล้วน ๆ. อย่างไรก็ดี ในที่นี้ยังอยากที่จะทำความเข้าใจให้ชัด เพื่อให้เกิดความ ปรารถนาดีแก่โลกขึ้นในจิตใจของท่านทั้งหลายอยู่บ้างเหมือนกัน กล่าวคือถ้ามีพวกหนึ่ง แม้แต่สักคนเดียวพยายามที่จะประกอบทำความดี มันก็ยังมีน้ำหนักมากพอที่จะถ่วงโลกที่ กำลังหมุนไปในทางชั่วทางร้าย ให้มันช้าลงไปได้มากทีเดียว ; ถ้าหากว่าไม่มีคนดีใน โลกนี้แม้แต่สักคนเดียว โลกนี้จะหมุนไปสู่ความพินาศล่มจมเร็วกว่านี้มาก. อย่างที่เห็น
น.56 ได้แล้วว่าแม้แต่จะมีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว และจำนวนอรหันต์มีเพียงเลขหลังจุด ของทศนิยมเปอร์เซ็นต์ ของคนทั้งโลกก็ตาม ก็ยังทำโลกให้เย็นได้ ; เพราะความดีหรือ ความถูกต้องนั้นมันมีน้ำหนักมากกว่าความชั่ว ถึงแม้จะมีปริมาณมาก. เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าท่านทั้งหลายคิดไม่ดี ท่านก็จะหมดกำลังใจ ในการที่จะฝืนกระแส. จะต้องคิดให้เห็นว่า การที่โลกเราเป็นมาได้โดยไม่ล่มจม หรือ ลุกเป็นไฟไปเลยนั้นก็เพราะมีธรรมอยู่ในโลกนี้บ้าง ได้แก่ธรรมะซึ่งอยู่ในจิตใจของ บุคคลผู้ที่มีธรรมนั้นเอง. แม้จะมีฝ่ายเห็นแก่ตัวมากมายตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม พวกเหล่านี้ก็ยังเอาไว้อยู่ ; ธรรมยังคงมีอยู่ในโลก อย่าเพ่อหมดหวังในโลกนี้. เพราะฉะนั้น การช่วยตัวเองให้รอดพ้นไปสักคนหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นการช่วยส่วนรวม ; เพราะน้ำหนักอันมหาศาลดังกล่าวนี้เอง. เมื่อเราพิจารณาในเรื่องรายตัวบุคคล ก็ยัง เป็นการปฏิบัติในเรื่องส่วนรวมได้อย่างนี้, นี่ก็เพื่อให้ธรรมมีอยู่คู่กับโลกเสียบ้างเท่านั้น. เราต้องสร้างจิตใจกันเสียใหม่ เพื่อให้เกิดความกล้าขึ้นในเบื้องแรก คือคิดอย่างที่ว่ามาแล้วว่า อย่างไรเสีย ธรรมก็ยังจะต้องเป็นฝ่ายชนะเสมอ ; เพราะเหตุว่าธรรมนั้นคือตัวเดิมของโลก และคือตัวโลกนั่นเอง. ถ้าหากว่าโลกนี้บริสุทธิ์ เหลือแต่ธรรมแล้ว ก็ไม่มีข้อสงสัย. แต่การที่โลกยังไม่บริสุทธิ์ มีรูปร่างอันพิกลพิการ อย่างที่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ ก็เพราะมีอะไรมากลืนมาหุ้มโลกอยู่ ; เราเอาอำนาจนั้นออกไปเสีย ก็จะพบของที่เป็นพื้นฐานเดิม เรียกว่าสร้างกันเสียใหม่ เรียกเอาดวงใจอันเดิมกลับมา. ฉะนั้น การช่วยตัวเอง หรือช่วยโลกซึ่งเป็นอันเดียวกันนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่า ไปเปลี่ยนจิตใจของเราเสียใหม่. จิตใจซึ่งท่านจะถือว่ามันดวงเล็กๆ ริบหรี่อย่างไร ก็ตามที, หรือท่านจะมีความเข้าใจว่าจิตใจนี้มันใหญ่โตกว่าโลกก็ตาม จะต้องสร้างจิตใจ เสียใหม่ คือใครจะจักจิตใจของตัวเองเพียงไหนก็ตาม จะต้องสะสางหรือจัดเสียใหม่ จนกว่าจะได้จิตใจดวงเดิมมา.
น.57 ทั้ง ๆ ที่พระพุทธศาสนา ไม่อาจจะช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเราเองนั้น เราก็ยังต้องหวังพึ่งพาพระศาสนา คือ เราจำต้องช่วยตัวเองไปตามหลักของพระ ศาสนา. วิธีการเอาจิตใจดวงเดิมกลับคืนมา นั่นคือหลักของพระศาสนา. แต่ถ้าจะ กล่าวกันในรูปนี้แล้ว ชวนให้เกิดปัญหายืดยาว เป็นปัญหาข้างหน้าข้างหลัง พะว้าพะวัง. พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงจัดระเบียบในคำสอนของพระองค์ ตรัสประกาศออกมา เป็นไป ในรูปของอริยสัจจ์ ๔ ประการ คือ ทุกข์ เหตุแห่งการเกิดทุกข์ ความดับสนิทของทุกข์ และวิธีที่จะให้ถึงความดับสนิทของทุกข์นั้น. ทุกข์ ก็คือโลกที่กำลังเป็นไปตามอำนาจของความผิดพลาด หรือของ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ หรือของกิเลสตัณหานั่นเอง. มูลเหตุแห่งการเกิดทุกข์ในโลก ก็คือธรรมชาติฝ่ายต่ำและความชั่วเหล่านั้น. ภาวะหรือ สภาพที่เกลี้ยงเกลาจากความ ทุกข์ ก็คือความไม่มีกิเลส ไม่มีความชั่ว ความทุกข์นั่นเอง. และ วิธีที่จะทำให้ จิตใจของคนแต่ละคนเข้าถึงภาวะเกลี้ยงเกลา ไม่มีความทุกข์เลยนั้นก็คือ ได้แก่การปฏิบัติที่ใจของตัว คือจัดการกับจิตใจของตัวเสียใหม่ และพยายาม ที่จะรู้จักตัวนั่นเอง. กล่าวคือ ถ้าถือว่าจิตใจเป็นตัวเรา ก็ให้พยายามรู้จัก ตัวเรา; หรือถ้าจะถือว่าตัวเราเป็นทั้งหมด ก็ให้พยายามรู้จักทั้งหมด คือ พยายามรู้จักโลก แล้วปฏิบัติไปให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ, หรือกฎ ความจริงที่เกี่ยวกับตัวเราหรือจิตใจนั้น เมื่อนั้นก็จะถึงภาวะที่จะเป็นความ ดับทุกข์ได้อย่างเกลี้ยงเกลา. เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด ไม่ใช่จะเป็นของเฉพาะพวกนักปราชญ์ เพราะว่าเราอาจจะพินิจพิจารณาได้ทุกคนโดยเอาปัจจุบันเป็นเกณฑ์ สมกับที่พุทธศาสนา ปรี่เข้าหาปัญหาเฉพาะหน้า. การที่คน ๆ หนึ่งจะมีความเดือดร้อนอะไรในใจขึ้นมาเป็นความทุกข์ มันจะ ต้องมีความอยากอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุเสมอไป; คืออันที่ ๑ อยากได้ คือ
น.58 อยากได้กามคุณอย่างใดอย่างหนึ่ง. อันที่ ๒ อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่นิยมกัน. อันที่ ๓ อยากให้ไม่มี อยากไม่ให้มี ไม่ให้เป็น ตามที่เขาไม่นิยมกัน. ความอยากทั้ง ๓ นี้เองที่บันดาลให้เกิดความเดือดร้อนในเบื้องต้น เมื่อลงมือ กระทำไปตามความอยากนั้น ก็เดือดร้อนไปตามลำดับ. ผลที่ได้มาด้วยอำนาจของ ความอยากก็คือความรุ่มร้อนในกามคุณ. ถ้าคนบริโภคกามคุณนั้น ๆ แล้วในขณะที่ กำลังบริโภคนั้น เขารู้สึกว่าเป็นความเย็น; ในเมื่อคนอีกพวกหนึ่งบอกว่าที่จุดกลาง เตาหลอมนั้นเย็น จิตใจที่อยู่ท่ามกลางกามคุณเป็นของร้อน ; นี่ก็เป็นของที่พอจะหยั่งได้ ไม่ต้องอธิบายในที่นี้. อันนี้เป็นเพียงจะชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างถูกต้อง เพียงไรว่า ความทุกข์และความร้อนใจนั้นมาจากความอยาก อยากได้กามคุณ อยากมี อยากเป็น คืออยากมี อยากเป็นในตำแหน่ง หรือในสถานะที่ เขานิยมยกย่องกัน จนถึงกับลงทุนด้วยการเปลี่ยนจากคุณงาม ความดีหมด มาเป็นความตลบแตลง ประจบประแจงหรืออะไร สุดท้ายจนกระทั่งธรรมะก็ละลาย สูญหายไปหมด. ความร้อนอันนี้เปรียบเหมือนกับน้ำร้อน แต่ว่าร้อนเพราะเหตุว่าเป็นไปใน ทางความเขลา ร้อนตั้งแต่ก่อนจะได้ กำลังได้ และได้แล้วเหมือนกันหมด ; เหมือนกัน กับความอยาก, ความอยาก นี้หมายได้กว้างมาก เช่นอยากไม่ให้หลุดไปจากตำแหน่ง หรือสถานะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือกระทั่งอยากไม่ให้เป็นสัตว์นรก หรือสัตว์ประเภทที่ ไม่ต้องการ อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นความดิ้นรนอย่างหนึ่งเหมือนกัน. ขึ้นชื่อว่าความ อยากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความอยากประเภทไหน ก็ทำให้เกิดความร้อน ทั้งนั้น. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนี้ เป็นประการหนึ่งว่า ทุกข์หรือความร้อน นั้น มาจากความอยาก. จิตใจเดิม ๆ ก่อนที่จะมีความอยากและความร้อนนั้น
น.59 มันไม่อยากและร้อนมากมายเหมือนอย่างนี้ หรือถ้าจะเอาดั้งเดิมกันจริง ๆ แล้ว มันยัง อยากไม่เป็น ร้อนไม่เป็น. เพราะฉะนั้นเมื่อรู้กันแน่นอนเช่นนี้ ก็จะรู้จักปฏิบัติอันที่ ๒ นี้ได้โดยง่าย คือ ความดับร้อน หรือดับความอยาก. และวิธี ดับความร้อน ก็ได้แก่การปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของจิตใจ, รู้เท่าจิตใจว่า ถ้าปล่อยแล้วจะเป็นไปอย่างนี้; เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ปล่อย เราพยายามจะเอาไว้ อย่างนี้. การที่พุทธศาสนาจำแนกออกเป็นกายบ้าง วาจาบ้าง และใจบ้างนั้น ก็เพื่อ จะศึกษากันในส่วนเบื้องต้น ๆ เป็นส่วนศีลธรรมสำหรับผู้มีปัญญาน้อย ; แต่สำหรับผู้ที่ มีปัญญาแล้ว พูดถึงแต่เรื่องจิตใจและปัญญาอย่างเดียว เพื่อสร้างความเห็นอันถูกต้อง ขึ้นมา. มักจะมีคนเข้าใจผิดบ่อยๆ ว่าทางมีตั้งแปด ที่จริงมรรคคือทางนั้นมีอยู่ว่า ความรู้ที่ถูกต้องตรงตามจริงเรียกว่าอริยมรรคญาณ ที่จำแนกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา. แต่อาจสรุปรวมเป็นผลสั้น ๆ ได้ว่า สิ่งที่เราต้องการนั้น คือความรู้อันถูก ต้อง, รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นจึงมีวิธีลัดที่จะปฏิบัติมรรค มีองค์แปดนี้ให้เร็วได้เพียงไรตามความสามารถของตนที่จะลัดได้. บางคน ก็บรรลุมรรคผลได้ในขณะนั้น บางคนก็ต่อมา บางคนจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยัง ไม่ได้; นั่นเกี่ยวกับวิธีลัด. เพราะมีผู้เสาะแสวงหาวิธีลัดเช่นนี้อยู่เสมอ จึงทำให้มีนิกายต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วแต่ว่าจะลัดให้เร็วได้. แต่อย่างไรก็ตามมีทางที่จะอุ่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่าสิ่งเหล่านี้มี สำหรับทุกคนไม่เว้นใคร คนจะฉลาดมาก หรือฉลาดน้อย หรือคนไม่ฉลาดก็มีวิธีที่จะ ทำให้ลุล่วงไปได้ทั้งนั้น. คนฉลาดก็มักน้อย มีอะไรให้ใฝ่ใจแต่น้อย ไม่มากเรื่อง, คนไม่สู้ฉลาดก็มีน้อยลงมา คนที่ไม่ฉลาดก็มีเฉพาะ ๆ เท่าที่จำเป็น. เพราะฉะนั้น
น.60 คำสอนบางลัทธิจึงมีสอนแต่เพียงว่า เฝ้าดูจิตใจของตัวเอง ซึ่งข้าพเจ้า ยอมรับและยืนยันว่า นี้เป็นคำสอนที่ถูกต้องมาก ที่จะเป็นประโยชน์แก่ พวกเราทั้งหลายดังกล่าวมาแล้ว. บัดนี้ เราประสงค์ที่จะสร้างจิตใจเสียใหม่ หรือเปลี่ยนโลกกันเสียบ้าง ; พยายามเฝ้าดูจิตใจของตัวเอง ให้รู้แจ้งตามที่เป็นจริง. เมื่อไหน ๆ ก็ได้กล่าวมามาก พอแล้วถึงนิกายของพวกหนึ่ง ที่พยายามจะมุ่งลัดตัดตรงไปยังเรื่องของปัญญาความรู้ อย่างที่เรียกว่านิกายธฺยานะ อันสอนให้เอาใจใส่แต่เรื่องจิตใจ ไม่เอาใจใส่เรื่องพระคัมภีร์ ก็อยากจะยกอุทาหรณ์ในนิกายนี้เรื่องหนึ่ง คือกล่าวถึงเรื่องว่าให้คนทั่วไปสามารถที่จะ บรรลุถึงพุทธธรรมอันล้ำลึก หรือถึงภาวะที่เรียกว่า จิตใจพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลาย ได้อย่างไร ; เพราะว่านั่นก็เป็นที่พอใจแล้วถ้าได้อย่างนั้น. เรื่องมีว่า ในบรรดานิกายธฺยานะ นิกายที่เอาใจใส่กับจิตใจ โดยเฉพาะ ในพระศาสนาของเรานี้ท่านสังฆปริณายกองค์ที่ ๖ ของนิกายนี้ ถือว่าได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง ที่ดีที่สุดที่จะเป็นประโยชน์แก่ชนชั้นหลัง เพราะฉะนั้น เราควรจะเล่าเรื่องของท่านดู สักนิดหนึ่งว่า ท่านองค์นี้เป็นคนตัดฟืนขาย ไม่รู้หนังสือ แต่อย่างน้อยก็จะต้องมีอุปนิสัย ของการมองดูจิตใจของตัวเองอยู่ วันหนึ่งเอาพืนไปขาย ได้ยินคนข้างถนนเขาบริกรรม บทสวดมนต์ข้อความในสูตรหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงจิตใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ความรู้สึก ของท่านก็โพลงแจ่มแจ้ง ท่านจึงสืบหาต้นตอว่าจะไปศึกษาได้ที่ไหน. ในที่สุดท่านก็สืบหาไปจนพบว่ามีสำนักอยู่ที่นั้น ๆ จึงไปหา. ส่วนพระ สังฆปริณายกองค์ที่ห้าเจ้าสำนัก เมื่อยังไม่รู้จักท่าน หรือไม่เข้าใจท่านดีก็ถือว่าเป็นคน ธรรมดา ครั้นได้ฟังคำที่ท่านกล่าวตอบสั้นๆ ว่า "ใต้เท้าไม่ควรจะกล่าวว่าพวกที่มาจาก ทางใต้นั้นเป็นชาวป่าชาวดง. แม้ว่าจะมีแบ่งกันเป็นพวกชาวเหนือชาวใต้ มีทิศเหนือ ทิศใต้ก็จริง แต่ทิศเหนือทิศใต้นั้น มันไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปเปลี่ยนแปลงภาวะจิตเดิม ๆ
น.61 คนเราให้ผิดไปคนละอย่าง. จากธรรมชาติในตัวมนุษย์ที่อาจจะรู้ความจริงเรื่องความ พ้นทุกข์เด็ดขาดได้นั้น ทิศเหนือทิศใต้จะมาเปลี่ยนให้คนชาวเหนือไปเป็นอย่างหนึ่ง และชาวใต้ให้เป็นอีกอย่างหนึ่งนั้นไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นกระผมทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักหนังสือ ทั้งที่เป็นคนตัดพื้นขาย ก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากใต้เท้า ซึ่งเป็นพระสังฆปริณายก". นี่เป็นอันว่า ท่านสังฆปริณายกก็เห็นแววแห่งปัญญาของท่านผู้นี้ แต่โดยเหตุที่ว่าถ้าจะไป ยกย่องคนตัดฟืนขายซึ่งไม่รู้หนังสือขึ้นมา ก็จะเกิดความในสำนักนั้น ท่านจึงทำเป็นไม่รู้ ไม่ชี้ไว้ หาโอกาสสังเกตดูคนนี้ต่อไปอีก. แต่เพื่อทดลองว่า รวมทั้งคนนี้และหมู่ศิษย์ของท่านทั้งหลาย ใครคนไหน จะเป็นคนรู้อะไรกันเท่าไร ท่านจึงมีบัญชาขึ้นว่า ภายในสองวันนี้จะต้องแต่งข้อความ เป็นคาถาหรือโคลงบทหนึ่งมาให้ ; ทุกคนจะต้องแต่ง ไม่ยกเว้นใคร ไม่ยอมให้ ตรึกตรองมากมายอะไร ; เพราะเหตุว่าผู้ที่เห็นความจริงอันนี้แล้ว จะต้องตอบได้ทันที เขียนได้ทันที, เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องนี้ต้องตอบได้ทันที ต้องตอบได้โดยตรง เพราะ เหตุว่าความรู้หรือความจริงนั้นมันซึมซาบในจิตใจอย่างไร ความแจ่มแจ้งอย่างนั้นก็ แจ่มแจ้งอยู่ในใจเสมอ. อย่าว่าแต่เขาจะคลุกเคล้าอยู่แต่เรื่องโลกเรื่องงานการค้าอะไร แม้เขากำลังถือดาบฟาดฟันกันอยู่ในสนามรบ แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต คลึงเคล้าอยู่ด้วย ความเจ็บปวด ล้มตายในสนามรบนั้น ความสว่างแจ่มแจ้งในสิ่งนี้ก็แจ่มแจ้งอยู่เป็นอย่างดี เช่นนั้น เหมือนกับคนที่ไปนั่งเงียบ ๆ อยู่โคนต้นไม้ริมสระเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ยอมให้ท่านมีเวลาตรึกตรอง ถ้าท่านรู้ท่านก็ต้องเขียนเรื่องนี้และเขียนได้เดี๋ยวนี้. ศิษย์ทั้งหลายงงกันหมด ไม่อาจจะเขียนได้ ; แต่หัวหน้าศิษย์คนหนึ่งผู้ถูก ยกย่องเป็นเชษฐอันเตวาสิกก็มาคิดว่าเราถูกยกย่องเป็นหัวหน้า ฐานะอันนี้มันบังคับเรา ให้แต่งให้ได้ ฉะนั้น จึงพยายามดิ้นรนในการที่จะเขียนส่ง ; แต่เขียนส่งให้ตรงๆ ไม่ได้ ดังนั้น จึงไปเขียนไว้ที่กำแพงโบสถ์เป็นใจความว่า “ร่างกายนี้คือต้นโพธิ์", จิตใจ
น.62 คือกระจกเงาที่ใสสะอาด, เราจะต้องเช็ดกระจกเงาอยู่ทุกๆ ชั่วโมง เพื่อ ว่าอย่าให้ฝุ่นละอองไฝฝ้ามันจับกระจกเงาได้". การเขียนอย่างนี้ท่านทั้งหลายที่ติดตำราติดพระคัมภีร์ก็จะยกนิ้วเป็นอันเดียว กันหมด ว่าถูกต้องถึงที่สุด : ร่างกายนี้เหมือนกับต้นโพธิ์. อย่าเข้าใจว่ามีความหมาย ว่าต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้ หมายแต่เพียงว่าเป็นไม้ชั้นตระกูลมะเดื่อ หรือตระกูล Ficus เช่นต้นโพธิ์ หรือต้นไทร หรือต้นมะเดื่อประเภทต่าง ๆ ; มันไม่มีแก่น มันเป็นไม้ เนื้อนุ่มยุ่ยไปหมด ; ร่างกายเหมือนกับต้นโพธิ์ซึ่งไม่มีแก่นสาร และจิตใจนั้นเหมือน กับกระจกเงาที่ใสสะอาด. อย่าไปยึดถือที่ร่างกายเลย มาระวังกันที่จิตใจดีกว่า เหมือน กับกระจกเงาที่เช็ดทุกๆ ชั่วโมง ให้มันใสเห็นความจริงส่องได้ ไม่มีใครจะมาแย้งได้ ว่าผิดหลักพระพุทธวจนะ หรือผิดหลักเหตุผล. ครั้นคาถานี้ได้เขียนทิ้งไว้แล้ว เขาก็คอยแอบซุ่มดู ว่าเมื่อไรพระสังฆปริณายก จะมาเห็นด้วยตนเอง. ครั้นพระสังฆปริณายกมาเห็น ท่านก็บอกให้คนเอาเครื่องสักการ บูชามาจุดเพื่อบูชา และให้คนทั้งหลายลอกไปท่องจำไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนผู้นั้น ; คือ มีใจความว่า เมื่อกายไม่มีแก่นสาร ใจก็ใสสะอาด แล้วช่วยกันอย่าให้มีไฝฝ้าได้. ครั้นต่อมาชายที่ไม่รู้หนังสือเป็นคนตัดฟืนขายนั้น แกมาได้ยินโคลงคาถาที่ เขียนไว้นั้น, คือได้ยินคนที่เขาเอาไปท่องให้ฟัง เพราะพระสังฆปริณายกสั่งให้ไปท่อง ให้จำได้. แกก็มาดูที่เขียนโคลงนี้ ให้คนอื่นอ่านให้ฟัง ; แกก็บอกว่ามันผิด แล้วแก ก็มีความรู้สึกในใจที่จะเขียนโคลงนี้ใหม่. เมื่อคนเหล่านั้นได้ยินก็พากันงงและหัวเราะ อยู่ในใจว่า คนไม่รู้หนังสือ คนตัดฟืนขาย มาอยู่ที่วัดนี้มีหน้าที่ตำข้าวตักน้ำเท่านั้น จะเขียนโคลงในลักษณะเช่นนี้ได้อย่างไร ? แกก็บอกว่า การดูถูกกันอย่างนั้นไม่สมควร, เป็นบาป. การที่ความจริงมันปรากฏได้เพียงพริบตาเดียว เมื่อปรากฏแล้วก็รู้ทุกสิ่ง
น.63 ทุกอย่างได้ ; เพราะฉะนั้นไม่ควรมาพูดกีดกัน ขอช่วยเขียนโคลงให้ข้าพเจ้าดีกว่า. คนเหล่านั้นก็ยอมช่วยเขียนให้ จึงได้ลบโคลงนั้นเสียแล้วเขียนใหม่ ที่นี้กลายเป็น เขียนว่า "ไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงา; เมื่อทุกสิ่งว่าง คือไม่มีทั้งต้นโพธิ์ และกระจกเงาแล้ว จะไปมัวมาขัดมาเช็ดอะไรกันอีกเล่า ". นี้เราจะเห็นได้ว่าวิธีมันลัดอย่างไร : เมื่อคนพวกหนึ่งมีเรื่องมาก ต้อง สนใจอะไรมาก คนอีกพวกหนึ่งกลับปัดทั้งหมด. ร่างกายนี้มันไม่มี เพราะเหตุว่า มันมีแต่สภาพธรรมชาติ ซึ่งเป็นแต่รูปวัตถุ ; จิตใจนั้นมันไม่มี มันมีแต่สภาพธรรมชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายธาตุจิตไม่ใช่ตัวเรา. พอเราปล่อยทั้งกายและทั้งจิตใจนี้ออกไปเสียให้หมด ไม่ใช่ตัวเราแล้ว การที่จะไปคอยปัดเช็ดชำระล้างมันก็ไม่มี ; แทนที่จะปฏิบัติต่อร่างกาย อย่างไร ปฏิบัติต่อจิตใจอย่างไร มันกลับเททิ้งทั้งกะบะ ทั้งร่างกายและจิตใจ มันกลับ เป็นการปฏิบัติตนอย่างสั้นและลัดที่สุด. ในขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺต า - สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนนั้น" มันก็หมายถึงเรื่องนี้ คือไม่มีทั้งต้นโพธิ์ไม่มีทั้งกระจกเงา. คือไม่มีทั้งกายและไม่มีทั้งใจ แล้วจะไปมัวปัดมัวปฏิบัติอย่างไรกัน. นี้ก็เป็นเหตุอัน สรุปได้ว่า หลัก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - สิ่งทั้งปวงท่านถือเป็นของที่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา. * * * ปัญหาต่อไปก็มีว่า มันจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร ? มันจะแก้ความทุกข์ของพวก เราในสมัยนี้ ในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ? เราก็จะพิจารณากันได้โดยลำดับว่า ทั้งร่างกาย และจิตใจ คือทั้งโลกและทั้งจิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา แล้วความอยากความต้องการก็ไม่มี. เมื่อความอยากความต้องการนี้ไม่มี การประกอบการทุจริตก็ไม่มี, ความคิดที่จะทำ
น.64 ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร เหล่านี้ก็ไม่มี, และความหนักใจอันเกี่ยวกับ อยากนั่นอยากนี่ เสียดายนั่นเสียดายนี่ อาลัยนั่นอาลัยนี่ก็ไม่มี, เป็นอันว่าอริยสัจจ์ ข้อที่ ๒ ทุกขสมุทัยที่เป็นสมุฎฐานแห่งทุกข์ก็มีขึ้นไม่ได้ ; เพราะเหตุว่าไม่มีตัวอยาก เป็นอันว่า นิโรธะ ความดับทุกข์ทั้งหลายนั้นเป็นของปรากฏได้ง่าย ๆ ผู้ที่ประกอบกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นภัยแก่มนุษย์โลกในเวลานี้ ก็ เพราะเหตุความเข้าใจผิด อย่างว่ามีตัวตนซึ่งเป็นของเรา. เมื่อรู้สึกว่าเป็นของเรา อย่างนี้ ก็อยากจะให้ได้มาเป็นของเราอยู่เสมอ จึงพยายามขวนขวาย ; เป็นความร้อน ตามธรรมชาติ. เมื่อไม่ได้มาในทางสุจริตก็ขวนขวายในทางทุจริต เป็นความร้อน เกิดขึ้นตามธรรมชาติเพิ่มขึ้นมาใหม่ เป็นอันว่าโลกได้ร้อน และมีความทุกข์ ก็เพราะ เหตุนี้ คือเพราะเหตุที่ไม่รู้จักตัวเราเอง. เพราะฉะนั้นจึงขอให้พวกเราทุกคนพยายามที่จะดับไฟภายในของโลก คือ ต้องพยายามที่จะรู้จักตัวเองเท่านั้นให้เป็นอย่างดีโดยเด็ดขาด การกระทำอย่างนี้ ย่อมเป็นการกระทำที่ดีกว่าอย่างอื่นหมด, คือการที่จัดการดับตัวเองอย่างเดียวนั้น จะเป็นการแผ่ศาสนาไปด้วย. เพราะว่าการแผ่ศาสนานั้น มันมีความสำคัญอยู่ที่ ตัวเองจะต้องทำได้ ; เห็นกันง่ายๆว่า ถ้ามีแต่คนมุ่งสอนคนอื่นแล้ว ก็จะไม่มีใคร ประพฤติธรรม ; เพราะ ต่างก็มุ่งจะสอนกัน ผลก็คือว่าไม่มีใครประพฤติธรรม มีแต่ การสอน. ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีแต่ผู้ประพฤติด้วยตนเอง ด้วยความเชื่อมั่นด้วย ตนเองแล้ว โลกนี้ก็เต็มไปด้วยผู้ปฏิบัติและไม่ต้องมีผู้สอน. เพราะฉะนั้นการทำดีของตัวเองนั่นแหละ คือการเผยแผ่พระพุทธ- ศาสนาที่ถูกต้อง; และเป็นการได้ผลพร้อมกันไปถึง ๒ อย่าง คือตัวเองได้บรรลุผล มนุษย์โลกก็ได้บรรลุผล. เพราะว่าศาสนาในส่วนลึก สอนกันด้วยปากไม่ได้; และ
น.65 สอนกันด้วยตัวหนังสือก็ไม่อาจจะทำความเข้าใจกันได้ แต่มีการสอนง่ายๆ ด้วยการทำด้วย ตนเอง เฝ้าดูจิตใจของตัวเองที่กำลังหลงอยู่อย่างไรนั้น. คอยปอกคอยลอกความหลง ลอกออกทีละชั้น ๆ. เมื่อปอกได้ชั้นหนึ่งก็พอ ; ชั้นที่ ๒ ไม่ต้องสงสัย เพราะว่าเมื่อ ความทุกข์ในใจยังมีอยู่ ก็เป็นการเชื่อได้ว่ายังมีอยู่อีกชั้นหนึ่ง แต่มันละเอียดประณีตเข้า ก็ให้ปอกเรื่อย ๆ ไป. เมื่อพยายามปอกหรือพยายามลอกได้ คนอื่นก็พลอยเป็นสุขด้วย. และเขาก็พลอยปอกตามไปด้วย. นี้เป็นการแผ่พระศาสนาของพระพุทธเจ้า ที่ พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "เธอทั้งหลายจงไปเพื่อความสุข เพื่อประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งเทวดาและมนุษย์" ก็หมายถึงไปทำการปอกนี้ให้ดู: แม้แต่การ ปอกให้ดูบ้าง โลกก็ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาอย่างนี้. เพราะฉะนั้นเราจึงควรภูมิใจที่ว่าพระพุทธศาสนานี้เป็นของแปลก ในเมื่อ ท่านทำด้วยตนเองก็กลายเป็นการแผ่พระศาสนาแก่ผู้อื่นไปในตัวด้วย; ส่วนที่สอนกัน ด้วยปากนั้นช่วยได้บ้างเป็นส่วนน้อยในภายนอก; และความช่วยเหลือกันด้วยเรี่ยวแรง บ้างก็เป็นการช่วยได้บ้างในภายนอก. ส่วนใหญ่ที่สุดที่เราจะช่วยตัวเราเอง ช่วยศาสนา ของเรา คือเราจะต้องลงมือด้วยกันแต่ละคน ด้วยการชำระล้างจิตใจของเราให้สะอาด คือปอกลอกสิ่งที่หุ้มห่อ. สำหรับ วิธีการบำเพ็ญทางจิตใจ ซึ่งมีการเขียนกันอยู่มากไม่น้อยแล้ว และได้เคยแสดงปาฐกถาเทศนากันอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั่วไปแล้ว ยังเหลืออยู่บัดนี้ก็แต่เพียงว่า เมื่อไรจะลงมือปอกกันเท่านั้น. เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่จึงแสดงไปใน ทางที่เราไม่ได้ทำกันอยู่ ยังขัดข้องกันอยู่ กล่าวคือขาด ความเชื่อถือหรือความ กล้าหาญเท่านั้น. ขอจงยับยั้งการชักใยพันตัวเอง ขุดหลุมฝังตัวเอง และย้อนกลับเข้ามา ปอกสิ่งที่หุ้มห่อจิตใจ คือ "เรา" ที่ถูกห่อหุ้มนี้. ขอให้ย้อนกลับมา คือ อย่างวันหยุด
น.66 วิสาขะ ซึ่งเป็นวันเทศกาลพิเศษของศาสนาอย่างนี้ แทนที่จะไป ยิงนก ตกปลา หรือ เต้นรำ มันควรจะอย่างน้อยก็ร่วมประกอบพิธีทางศาสนา ; อย่างสูงสุดก็คือให้เฝ้าดูจิตใจ ของตัวเอง ให้รู้จักจิตใจที่ค่อย ๆ หมดจากความเศร้าหมอง จนกระทั่งรู้จักจิตที่หมดจด สะอาดอย่างเดียวกับจิตใจของพระพุทธเจ้า, หรืออย่างเดียวกับที่มีอยู่ในจิตใจดั้งเดิม เริ่มแรกของพวกเรา ซึ่งมันก็เป็นอันเดียวกัน ต่างกันก็แต่ว่าเวลานี้พวกเรายังถูกหุ้มห่อ อยู่หลายชั้น, ของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีอะไรหุ้มแล้ว. ครั้นเราปอกของเราออกได้หมด นั่นก็เป็นความสะอาดบริสุทธิ์เป็นความสว่าง และเป็นความสงบอย่างเดียวกัน. นี่คือพระพุทธศาสนาซึ่งมีความมุ่งหมายจะสอนแต่เรื่องนี้โดยเฉพาะ และเป็น พุทธศาสนาของเราจริงๆ ไม่ใช่กล่าวอ้างสิทธิ คือเป็น authority ของพุทธศาสนาเต็มที่ ; ไม่ใช่กล่าวกว้าง ๆ ไปถึงว่า ใครสอนให้เว้นชั่ว แล้วทำดี ก็เป็นพุทธศาสนาหมด ; มัน น่าอับอายขายหน้าที่จะไปกว้านเอาศาสนาอื่นมาเป็นพุทธศาสนาของเราไปหมด. เราเป็น พุทธบริษัท รู้จักพุทธศาสนาของเราในส่วนหัวใจแท้ๆ ได้แก่การที่จะชำระใจให้บริสุทธิ์ อย่างที่ว่ามาแล้ว ; หยุดชักใยหุ้มห่อตัวเอง อย่าขุดหลุมฝังตัวเอง แล้วพยายามปอก สิ่งที่หุ้มห่อออกมาเป็นชั้น ๆ โดยลำดับไป ก็พบว่ามันเป็นความเย็น เป็นความเพลิดเพลิน อันแท้จริงที่พบได้ด้วยตนเอง. ท่านจะเห็นด้วยในข้อที่ว่า ไปนั่งอยู่ที่กลางเตาหลอม นั้นมันเป็นที่เย็นที่สุด ไม่ใช่ไปนั่งกับคนรักตามชายทะเล มันจะเป็นที่เย็นที่สุด. นี้หมายถึงพุทธศาสนา ที่เป็นแก่นนั้นมีอยู่อย่างนี้. ขอจงพยายามที่จะพุ่งเข้าใส่ปัญหาเฉพาะหน้า คืออย่าทำห่วงหน้าห่วงหลัง ห่วงเรื่องพระไตรปิฎก ห่วงเรื่องครู ห่วงเรื่องอาจารย์. มีหลักอยู่ว่า ใจเดิมของเรา มันไม่เป็นอย่างนี้ มันเป็นของที่พอจะเข้าใจอะไรได้ แล้วมันมาถูกหุ้มห่อเสีย ; และ ภาวะของมนุษย์เรามีลักษณะอย่างนิทานที่นักปราชญ์ท่านว่าไว้ ว่า เป็นมนุษย์วัว เป็น มนุษย์สุนัข เป็นมนุษย์วานร เป็นของหลีกไม่ได้ตามธรรมชาติเดิม. การปฏิบัติธรรม
น.67 เรา คือเฝ้าดูจิตใจของเราจนมองเห็นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จริงแล้ว เราก็เปลื้องออกมาเสียได้จากความเป็นมนุษย์วัว เป็นมนุษย์สุนัข เป็น มนุษย์วานร ; เมื่อเป็นตัวเดิมแท้จริงแล้ว ต้นโพธิ์ก็ไม่มี กระจกเงาก็ไม่มี. นี่พุทธศาสนาไปได้ไกลอย่างนี้ ขอวิงวอนในส่วนที่ว่า จะพยายามหาความเย็นในท่ามกลางเตาหลอมนี้ดูบ้าง อย่าเพ่อไปแน่ใจเสียว่า ที่อื่นไม่มีนอกจากที่ใกล้ต้นไม้ลมพัดริมสระน้ำ; ถ้ามี ความคิดเห็นอย่างนั้นแล้วจะช่วยอะไรไม่ได้ ตัวเองก็ช่วยไม่ได้ พุทธศาสนาก็ช่วยไม่ได้ ; และจะนับประสาอะไรกับข้าพเจ้า ซึ่งเป็นมนุษย์อย่างท่านจะช่วยท่านได้. ที่ว่าพุทธศาสนา จะช่วยพวกเราในปัจจุบันนี้ให้มีความสุขได้อย่างไรนั้น มันหมายแต่เพียงว่าเราจะช่วยตัว เราหรือพวกเราได้ โดยอาศัยแนวของพระพุทธศาสนา มันก็มีอยู่อย่างชัดเจนอย่าง ที่ว่ามา ; และแม้ที่สุดสรุปความอย่างง่าย ๆ ว่า จงพิจารณาดู "ตัว" หรือจะเรียก ว่าอะไรก็ตามที ให้รู้สึกว่ามันเป็น "ตัว" เพราะความนึกคิดรู้สึกที่มึนเมา หลงใหลเร่าร้อน ให้รู้สึกว่า "ตัว" เช่นนั้นคืออะไร มันกำลังถูกหุ้มจน เกิดทุกข์อยู่กี่ชั้น. ความมึนเมาหลงใหลหุ้มอยู่กี่ชั้น เหตุไรทั้ง ๆ ที่ของเดิมบริสุทธิ์ จึงมาถูก พัวพันอย่างนี้ และอำนาจของอธรรม คือฝ่ายต่ำ ฝ่ายผิด นั้น มีมากเพียงไร ? มันหวาดเสียวอย่างไร ? มันดึงเอาคนทั้ง ๆ ที่รู้อยู่อย่างนี้ จูงลงไปในการที่เป็นบาป เป็นอกุศลอย่างนั้นได้; ทั้งนี้โดยอาศัยเปรียบเทียบคำนวณ จากพุทธภาษิตที่นำมา ตอนต้น ซึ่งกล่าวถึง ธรรม กับ อธรรม คือ ฝ่ายดำกับฝ่ายขาวที่นำมาเป็นตัวอย่างนั้น. และขอย้ำถึงเรื่องกรรมว่าจงเข้าใจให้ดีดังที่กล่าวมาแล้ว พึงเห็นโดยกว้าง ๆ ให้ถูกต้อง ตามที่เป็นจริง.
น.68 พวกเราในปัจจุบันนี้ แม้จะมีความสะดวกสบายในทางวัตถุ แต่ก็ปรากฏชัด แก่พวกเราว่าในทางจิตใจนั้น แย่ ! เพราะการที่ถูกกลืน เมื่อเป็นอย่างนี้จึงเป็นอันว่า เราได้ฆ่าธรรมะเสียแล้ว ธรรมะจึงได้ฆ่าเรา; หรือเราเบียดเบียนธรรมะ ธรรมะจึง เบียดเบียนเรา แล้วก็ไปเบียดเบียนมนุษย์ด้วยกันอีก; แต่ถ้าเราไม่เบียดเบียนธรรมะ ธรรมะก็จะมีอะไรให้เราได้โดยแน่นอน. เป็นอันว่า วิธีที่จะช่วยกันได้ก็คือ รัก "ตัว" ให้มาก ๆ. ถ้าไม่มีความรักตัว มันสุดวิสัยที่จะช่วยกันได้ ; ไม่ได้ขอมากมายไปถึงว่า รักคนอื่น แต่ขอให้รักตัวก่อน ; และพยายามคิดต่อไปว่า การรักเขานั้นจะทำอย่างไร จึงจะเรียกว่าความรักที่แท้จริง. ถ้าเรารู้จักเข้าใจรักตัว คือรู้จักเคารพตัว รักตัว รักเกียรติยศของตัว อย่างนี้แล้ว ก็นับว่าเป็นผู้มีการศึกษา; เกิดมาในโลกนี้ก็เป็นโลก ที่มีความดีมีค่า เราเป็นผู้ที่จะเอาของดี ๆ ในโลกนี้มาเป็นของเราได้. มีทางเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยเราได้ทั้งหมด คือรีบออกเสียจากความชั่วที่หุ้มห่ออยู่ แล้วจะเป็นการช่วย ตัวเองได้สำเร็จ. การช่วยตัวเองสำเร็จของแต่ละคน มันเท่ากับเป็นการช่วยคนทั้งหมด หรือ ช่วยได้แม้บางคนก็เท่ากับช่วยคนหมู่มากอีกนั่นเอง. ดังที่กล่าวมาแล้ว สรุปว่า พุทธศาสนาช่วยเราไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเอง ด้วยการเฝ้าดูจิตใจของตัวเองอยู่เสมอ ; และเป็นการแน่นอนว่าในระหว่างนั้นเราจะได้ความรู้สึกใหม่ ๆ เกิดขึ้นเองไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องกลัว ในการที่จะปอกลอกออกไปเป็นชั้น ๆ. นายฮัมเฟรย์ เขายังสรุปได้สั้นๆ ว่าเราควรจะทำทันที ไม่ต้องรอเรียนจบพระไตรปิฎกเป็นต้น. ในที่สุดแห่งปาฐกถานี้ ขอวิงวอนอย่างฐานะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกัน คือ ไม่กล่าวว่าเป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ จะขอกล่าวแต่เพียงว่าเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกัน.
น.69 เพราะเหตุว่า ความสุขนั้นเป็นเพียงเหยื่อของธรรมชาติ เพื่อล่อให้เราชักใยพันตัวเอง, หรือขุดบ่อฝังตัวเองมากขึ้นไปเท่านั้น. เพราะฉะนั้นขอเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย จงสำนึกถึงความข้อนี้ เพื่อเอาไปคิดไปตรอง ไม่ใช่จะเกณฑ์ให้เชื่อกันเดี๋ยวนี้ หรือ ไม่ใช่จะเกณฑ์ให้เชื่อกันโดยลำพังความเชื่อ; ให้เอาไปคิดไปตรองว่าเราเป็นเพื่อน ร่วมทุกข์เท่านั้นไม่ได้ร่วมสุขเลย. เพราะตามธรรมดาพวกเราในภาวะเช่นปุถุชน อย่างนี้ หรือในขณะที่ยังไม่บรรลุถึงนิพพานอันเด็ดขาด เรามีแต่ความทุกข์ไม่มีความ พ้นทุกข์, ขอจงช่วยกันพยายามเห็นอกเห็นใจกัน เพราะเหตุว่าเราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ กัน. ขอร้องว่าเราจะพยายามเห็นอกเห็นใจแก่กันและกัน. จงเห็นอกเห็นใจกัน ถึง กับว่าเรายอมเสียสละความสุขซึ่งจะเป็นทางกามคุณ หรือจะเป็นอะไรก็ตามที ซึ่งเรา กำลังมีอยู่หรือได้รับมาก ๆ หรือกำลังจะได้รับต่อไปข้างหน้านั้น. ขออ้างพระคุณแห่งธรรม จงดลบันดาลให้พวกเราทั้งหลาย ซึ่งเป็น พุทธบริษัท ที่มีความซื่อตรงต่อตัวเอง และมนุษยชาตินี้ จงได้รับความสุข ความเจริญ ตามความมุ่งหมายของปาฐกถาวันนี้เทอญ.
Buddhadasa