น.70 เวลา ๑๕.๐๐ น. แ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แ ได้ประทานพระกรุณาต่อกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้มีโอกาสสดับพระธรรมเทศนาจากพระภิกษุผู้ทรงคุณความ รู้เยี่ยมในทางธรรม, ทรงนิมนต์ พระราชชัยกวี ( พุทธทาสภิกขุ) มาแสดงธรรมแก่นิสิต และ พระองค์ท่านเองก็เสด็จมาทรงเป็นประธานของการแสดงธรรมปาฐกถาในครั้งนี้ด้วย ปรากฏ ว่ามีอาจารย์และนิสิต ร่วมโดยเสด็จศึกษาพุทธธรรมจากพระราชชัยกวี ที่หอประชุมจุฬา ฯ ประมาณ ๓,๐๐๐ คน และนับเป็นครั้งแรกที่พระราชชัยกวี อ(พุทธทาสภิกขุ) ได้มาแสดง ธรรมปาฐกถาในกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ. อาตมาภาพขอรับพระราชทานพระราชวโรกาส เพื่อกล่าว ธรรมกถาในรูปและวิธีของปาฐกถาอย่างธรรมดาสามัญ เพื่อสำเร็จประโยชน์ แก่นิสิตทั้งหลายเท่าที่จะมากที่สุดได้เพียงใด ขอถวายพระพร. ๔๕
น.71 นิสิต, ท่านสุภาพชน และสาธุชนทั้งหลาย, โอกาสแห่งการบรรยายธรรมกถาในวันนี้ อาตมามุ่งหมายจะกล่าวถึง "ส่วน สำคัญ ๆ เท่าที่นิสิตจะพึงทราบเกี่ยวกับพุทธศาสนา", เพราะฉะนั้นท่านสาธุชน ทั้งหลายได้โปรดให้อภัย ถ้าหากว่าคำกล่าวทั้งหมดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์แก่นิสิตเป็น ส่วนใหญ่, เพราะว่าการกล่าวอย่างกำกวมหรือก้ำกึ่งกันระหว่าง ความมุ่งหมายสำหรับ นิสิต กับสาธุชนทั่วไปนั้น ย่อมจะตัดทอนความแจ่มกระจ่างลงไปเป็นอันมาก, ฉะนั้น ให้ถือว่าความมุ่งหมายส่วนใหญ่นั้นกล่าวเพื่อประโยชน์แก่นิสิต ; ถ้าตรงกันกับความ ประสงค์ของท่านสาธุชนทั่วไป ก็เป็นอันว่าเป็นผลพลอยได้. ที่ว่าส่วนสำคัญ ๆ นั้น หมายถึง ส่วนสำคัญที่เรียกว่าธรรมะหรือศาสนา, เพราะคำว่าธรรมะและคำว่าศาสนาหรือพุทธศาสนานี้ใช้แทนกันได้ และที่เรียกว่า "ส่วน สำคัญ ๆ" นั้น อาตมาขอตั้งเป็นหัวข้อว่า ทำไมเราจึงต้องมาเกี่ยวข้องกับธรรมะ หรือศาสนา; และจะเกี่ยวข้องด้วยวิธีอย่างไร และสิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือ ศาสนานั้นคืออะไร ? และในที่สุดก็มีข้อเบ็ดเตล็ดเช่นว่า อุปสรรค หรืออุปกรณ์ที่ เกี่ยวกับการเข้ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานี้ มีอะไรบ้าง ? นี้เป็นข้อสำคัญ ซึ่งอาตมา จะได้กล่าวถึงข้อที่ว่า ทำไมเราจึงต้องเกี่ยวข้องกับธรรมะหรือศาสนา ? เป็นข้อแรก. ถ้าทุกคนมีความคิดว่า เมื่อมีทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง มีมิตรสหาย พร้อมหน้าเพียงเท่านี้เป็นการพอแล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องของพวกวัตถุนิยมจัด ไม่มีอะไร ที่จะพูดกันอีกแล้วเกี่ยวกับพุทธบริษัทเรา แต่เนื่องจากพุทธบริษัทเราไม่ได้เป็นพวก วัตถุนิยมจัดหรือวัตถุนิยมโดยส่วนเดียว ย่อมมีความคิดสูงไปกว่านั้น คือต้องการจะ ถือเอาประโยชน์จากสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุนั้นได้อีกด้วย จึงมีเรื่องทางฝ่ายที่เรียกว่า “จิตนิยม " หรือ " อุดมคติ" หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือว่าไม่ใช่วัตถุนิยมก็แล้วกัน นั่นอีกส่วนหนึ่ง ;
น.72 แปลว่า เรามีความมุ่งหมายเพื่อจะให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ซึ่งจะเรียกกันง่ายๆ เหมือนที่ใช้เรียกกันเป็นคำกลางระหว่างวิชาธรรมะหรือปรัชญา คือคำสากลที่ใช้สั้น ๆ ว่า Summum Bonum หรือที่ขยายให้ชัดว่า The utmost goodness that man can get in this very life. ขอให้ท่านนิสิตทั้งหลายเปิดดู Dictionary ที่เป็นคำอธิบายของคำว่า Summum Bonum ก็จะพบว่าได้แก่ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะต้องถึงให้ได้ชั่วชาติ นี้ในชีวิตนี้เอง. เราพุทธบริษัททั้งหลายมีความมุ่งหมายที่จะให้ได้สิ่งนี้, เราจึงรู้สึก ว่าเพียงแต่ได้ความสมบูรณ์ในทางวัตถุนั้นมันไม่พอ เพราะว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได. ลองเปรียบเทียบดู ขออภัยในการที่ต้องใช้อุทาหรณ์; เช่นว่า เราอยาก จะมีชีวิตเหมือนผีเสื้อสีสวย ๆ บินลอยไปมา ไม่ชั่วกี่วันก็ตาย อย่างนี้เอาไหม ; ก็คง จะสั่นหัวแม้ที่สุดแต่คนที่รักสวยรักงามอย่างยิ่ง. หรือถ้าว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างยุง ไม่กี่ วันก็ตาย โดยเกิดมาสูบเลือดคน อีกไม่กี่วันก็ตาย ; คงจะไม่มีคนเอา. หรือถ้าตรง กันข้ามกับยุง เราจะเป็นสัตว์ที่แข็งแรง เช่นช้างหรือสัตว์ที่มีประโยชน์อย่างอื่น ทำงาน อย่างเหน็ดเหนื่อย จะเอาไหม ? มากเกินไปก็ไม่มีใครเอา. หรือจะเกิดมาเหมือน ลิงทะโมนนายฝูง ซึ่งมีลิงเพศตรงกันข้ามเป็นบริวารมากมาย เป็นจอมโจกของฝูง เอาไหม ? พวกที่วัตถุนิยมจัดเกินไปเท่านั้น ที่จะพอใจ. แต่ในที่สุดก็จะสอดส่องหา สิ่งที่ดีที่สุด วนไปวนมาจนกว่าจะพบ ก็จะพบว่าสิ่งที่ดีที่สุดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ติดเนื่องกับ วัตถุอย่างเดียว ; หรือว่าลำพังวัตถุอย่างเดียว เราไม่สามารถจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด. เราจะต้องพิจารณาดูให้ดี ว่าคนเราไม่ได้ประกอบด้วยวัตถุ หรือร่างกาย อย่างเดียว ย่อมจะมีจิตใจอยู่ด้วย. ถ้าหากว่าไม่มีความเต็มเปี่ยมทั้งทางกายและทางใจ ความเป็นมนุษย์ของเราก็จะต้องกลวงเป็นโพรง คือว่าเป็นมนุษย์เต็มเบี่ยมแต่ทางกาย หรือทางวัตถุ แต่ทางใจนั้นว่างกลวงเป็นโพรง. ความเป็นมนุษย์ที่กลวงเป็นโพรง
น.73 อย่างนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คิดดูสักหน่อยก็จะเห็นได้ และปัญหายุ่งยากในโลกนี้หรือ โลกอื่นก็ตาม ถ้าจะมีย่อมจะเกิดมาจากมนุษย์ที่กลวงเป็นโพรงเช่นนี้ทั้งนั้น ; คือมีความ เป็นมนุษย์สมบูรณ์แต่ทางวัตถุหรือทางร่างกาย ส่วนทางจิตใจนั้นกลวงเป็นโพรง เพราะไร้ความเป็นมนุษย์ในทางจิตใจ. ทีนี้ เรามาพิจารณาดูว่า ทำไมคนจึงสนใจและลุ่มหลงแต่เรื่องทาง วัตถุ ส่วนทางเรื่องจิตใจนั้นไม่ค่อยจะเหลียวแล และยิ่งกว่านั้น บางคนก็คัดค้าน ขัดขวาง บางคนก็ดูหมิ่นดูถูกเรื่องในทางจิตใจ นี่ก็เพราะมีสิ่งอยู่เหนือความเข้าใจของ บุคคลประเภทนั้น. แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะได้มีอยู่จริงและจริงอย่างยิ่งกว่าทางวัตถุเสียอีก คนเหล่านั้นก็ไม่เข้าใจและไม่คิดว่ามี. เกี่ยวกับเรื่องนี้อยากจะขออธิบายด้วยตัวอย่าง, ขออภัยที่จะยกตัวอย่างด้วยเรื่อง “อ้ายอ๊อด" : ท่านที่เป็นนักเรียน ย่อมเคยอ่านหนังสือแบบเรียนชั้นประถมต้น ๆ เรื่อง ลูกสัตว์ คำว่า " อ้ายอ๊อด" หมายถึงลูกกบ ในระยะที่มันยังว่ายอยู่ในน้ำ ถ้าเผอิญ แม่กบบอกว่า " บกมี" เพราะว่าแม่กบเคยขึ้นไปบนบก แม่กบก็บอกว่ามี และมีลักษณะ เป็นอย่างนั้น ๆ น่าดูกว่าในน้ำ อ้ายอ๊อดมันก็จะไม่ยอมเชื่อว่ามี. ถ้าแม่ขืนพูดมากไป อ้ายลูกนั่นเองจะค่าว่าแม่พูดเท็จพูดไม่จริง พูดอย่างไร มันก็ไม่อาจรู้กันได้ จนกว่า อ้ายอ๊อดนั้นจะได้โตเป็นกบขึ้นไปดูบกได้ด้วยตนเอง. แต่ว่าท่านนิสิตทั้งหลายลองพิจารณาดูเถิดว่า มันมีลูกอ๊อดกี่เปอร์เซ็นต์ที่กลาย เป็นกบขึ้นบกไปได้ มันน้อยเต็มที เพราะมันไม่รู้เรื่องบกแล้วมันยังดื้อ อ้ายอ๊อดย่อม จะดื้อต่อคำแนะนำสั่งสอนของพ่อ มันจึงตายเสียเป็นส่วนมาก ก่อนแต่ที่จะได้ขึ้นบก. ถ้าท่านเข้าใจความข้อนี้ ท่านก็จะพบมูลเหตุของการที่เราไม่ประสบความสำเร็จแม้ใน การศึกษาเล่าเรียน แล้วจะประสบความสำเร็จในการเข้าถึงชีวิตในด้านจิต ด้านอุดม
น.74 ธรรมอันสูงสุดอย่างไรได้ ฉะนั้น เราจะต้องระมัดระวัง "ความเป็นอ้ายอ๊อด" นี้ให้มาก อย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นอุปสรรคเป็นศัตรูอย่างยิ่งทีเดียว. นี่ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า เรื่องบกนั้นเข้าใจยากสำหรับสัตว์ที่เรียกว่าอ้ายอ๊อด ฉันใด เรื่องฝ่ายจิตนิยมหรืออุดมคติที่ไม่ใช่วัตถุนิยมนั้น ย่อมเข้าใจยากสำหรับผู้ที่กำลัง ลุ่มหลงในฝ่ายวัตถุนิยมฉันนั้น. เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักแยกกันออกไปให้เป็น ๒ ส่วน หรือ ๒ ฝ่าย และระมัดระวังให้ดี ทำให้เต็มที่สมบูรณ์ทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายจิตใจ ไม่เป็น มนุษย์ที่กลวงเป็นโพรงดังที่กล่าวมาแล้ว. เพราะฉะนั้น ท่านนิสิตทั้งหลายควรจะได้กำหนดจดจำความข้อนี้ ไว้โดยสรุป สั้น ๆ ว่า มันมีอยู่ ๒ อย่าง เช่นว่าถ้าจะพูดถึงความตาย ก็ต้องมีความตาย ๒ อย่าง คือความตายทางร่างกายอย่างหนึ่ง และความตายทางวิญญาณอย่างหนึ่ง. หรือถ้าจะพูด ถึงความเป็นอยู่ มันก็มีความเป็นอยู่ ๒ อย่าง คือความเป็นอยู่ทางร่างกาย และความ เป็นอยู่ในทางจิตหรือวิญญาณ. หรือจะพูดถึงการได้ คือได้สิ่งที่ดีที่สุด มันก็ต้องแบ่ง ออกเป็น ๒ อย่าง คือได้สิ่งที่ดีที่สุดในทางร่างกาย และได้สิ่งที่ดีที่สุดในทางฝ่ายจิตหรือ ฝ่ายวิญญาณ. เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาในด้านคำพูด ขอให้ท่านนิสิตได้ทราบว่า เรามี คำ ๒ คำนี้ คือคำว่า ทางวัตถุ ทางกาย กับ ทางจิต ทางวิญญาณ เราใช้ คำว่า physical เหมือนที่ใช้กันทั่วไปสำหรับทางวัตถุหรือทางกาย แต่ส่วนทางจิตหรือ ทางวิญญาณ เราไม่ใช้คำว่า mental แต่เราใช้คำว่า spiritual. ทีนี้เผอิญคำว่า spiritual นี้ มักจะมองไปในแง่เป็นผี ปีศาจ หรือวิญญาณชนิดเป็นผีเป็นสางทำนองนั้น, ไม่ใช่เลย ! เราหมายถึงในด้านจิตใจที่เป็นเรื่องที่ละเอียดที่มองด้วยตาเห็นไม่ได้ แต่เป็น ส่วนสำคัญ.
น.75 พราะฉะนั้น เรื่องทางฝ่าย mental ที่เนื่องอยู่ด้วยมันสมองนี้ เราเอามาไว้ ฝ่าย physical คือทางฝ่ายกาย ฝ่ายวัตถุหมด ; เหลือที่ตรงกันข้ามที่คู่กันก็คือ ฝ่ายวิญญาณหรือ spiritual และเราต้องการมากสำหรับการศึกษาธรรมะ หรือพระ- พุทธศาสนา คือเราต้องการสิ่งที่เรียกว่า spiritual experience หมายถึงความเจนจัด ประจักษ์ด้วยใจเองในเรื่องทางฝ่ายจิตหรือทางฝ่ายวิญญาณ, ไม่เกี่ยวกับวัตถุร่างกาย. สิ่งของ ได้แก่การที่เราเคยผ่านสิ่งต่าง ๆ ปัญหายุ่งยากต่าง ๆ ทางใจมาแล้วอย่างมากมาย เพียงพอ อันนี้จะเป็นมูลฐานอันสำคัญที่สุด สำหรับศึกษาเรื่องทางพระธรรมหรือ พระศาสนา. การที่เราไม่มีสิ่งเหล่านี้เพียงพอ นั่นแหละเป็นมูลเหตุให้เราเข้าใจ พระพุทธศาสนาไม่ได้ แม้ว่าเราจะไปทำกรรมฐานหรือวิปัสสนาหรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าเป็นบุคคลที่ไม่เคยผ่านสิ่งที่เรียกว่า spiritual experience มาอย่างเพียงพอแล้ว ก็ไม่ สามารถจะทำได้สำเร็จ มันเป็นกรรมฐานท่องบ่น หรือกรรมฐานพิธีรีตองอะไรไปทำนอง นั้น; จบหรือสำเร็จอย่างที่เขาเรียกหรือตั้งให้ ไม่สามารถจะทำลายกิเลสอันแท้จริงได้ ฉะนั้นให้ทุกคนที่สนใจจะศึกษา จงได้ใฝ่สนใจศึกษาในด้านที่เกี่ยวกับจิต หรือวิญญาณนี้ ให้มากด้วยส่วนหนึ่ง. ทำไมเราจึงต้องสนใจหรือศึกษาส่วนที่เกี่ยวกับจิตใจหรือวิญญาณนี้ ซึ่งเป็น ส่วนที่เกี่ยวกับธรรมะโดยเฉพาะ ? ทั้งนี้เพราะเหตุว่าถ้าทางฝ่ายวัตถุนี้ไม่ได้รับความ ควบคุมด้วยธรรมะแล้ว จะเป็นไปเพื่อความทุกข์ทั้งนั้น เราจะมีทรัพย์มากมายเท่าใด เราจะมีอำนาจวาสนาเกียรติยศชื่อเสียงเท่าใดก็ตาม ถ้าไม่ได้รับการควบคุมที่ถูกต้อง โดยทางธรรมะหรือทางจิตใจทางวิญญาณแล้ว แทนที่ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจวาสนาเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ มันจะกลายเป็นโทษและนำมาซึ่งทุกข์.
น.76 อาตมาชอบชี้ชัด ๆ ด้วยตัวอย่างว่า : สมมุติว่ามีเงินล้านหนึ่ง ถ้าผู้มีเงินนั้น ไม่ประกอบด้วยธรรมะ เขาจะมีความทุกข์ล้านหนึ่งเท่ากับจำนวนเงิน แต่ถ้าเขามีธรรมะ เขาก็จะมีความสุขล้านหนึ่งเท่ากับจำนวนเงิน, ฉะนั้นจึงเป็นอันว่า สุข และ ทุกข์ ไม่ได้ อยู่ที่เงินอย่างเดียว มันอยู่ที่ว่ามีธรรมะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ; ถ้าธรรมะเข้าไป เกี่ยวข้อง เงินหรืออะไรเหล่านี้ ก็จะอำนวยความสะดวก ไม่ทำความลำบากเดือดร้อนใจ หรือทำอันตรายอันใดให้เกิดขึ้น ; แต่ถ้าธรรมะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้วมันจะเป็นอันตราย จนหาความสุขไม่ได้เลย. ฉะนั้นการที่มีเงินอย่างเดียวโดยไม่มีธรรมะนั้น จะเป็น อันตรายหรือเป็นสิ่งที่เป็นไปเพื่อความทุกข์มากกว่าความสุข. นี่แหละจึงเป็นความ จำเป็นที่จะต้องมีธรรมะสำหรับจัดให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปในทางที่จะไม่ให้เป็นทุกข์. เราจะมีทรัพย์ มีชื่อเสียง มีอำนาจวาสนา มีพวกพ้องบริวาร สังคม สมาคมอะไรก็ตาม ถ้าธรรมะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นได้ ; ประโยชน์อันแท้จริงของธรรมะมีอยู่อย่างนี้ในส่วนปัจเจกชน. ส่วนสังคมที่ขยายออกเป็นวงกว้าง เช่น โลก หรือทั่วโลก มันก็อย่างเดียวกัน เพราะเหตุว่าสังคมมันก็คือส่วนรวมของปัจเจกชน : ถ้าปัจเจกชนเป็นอย่างไรสังคมก็เป็น อย่างนั้น, ถ้าเป็นสังคมของคนไม่ฉลาด มันก็หมายความว่าทุกคนในสังคมนั้นไม่ฉลาด อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันว่าธรรมะหรือพระศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหา ทางจิตใจ วิญญาณโดยเฉพาะนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ความเป็นมนุษย์ นี้เป็นมนุษย์ครบทั้ง ๒ ซีก ทั้งภายนอกและภายใน และโดยผลที่ประสงค์อย่างยิ่งก็คือ ไม่ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้น แต่ทำให้ทุกสิ่งเป็นไปในลักษณะที่น่าปรารถนา ; ผิดจากนี้ แล้วก็เป็นไปเพื่อความยุ่งยากโกลาหลวุ่นวายเป็นความทุกข์ในที่สุด โดยส่วนเดียว. เราจะเห็นได้ว่า แม้คนที่ฉลาดมีการศึกษาอย่างที่เรียกกันว่าอย่างโลก ๆ นี้ดี แต่ในที่สุดก็ยังไม่มีความสุข ยังอยู่ในสภาพที่เรียกว่า มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
น.77 ในที่สุดก็ยังต้องฆ่าตัวตาย อย่างนี้เป็นต้น. แต่ถ้าว่าธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว สิ่งที่ ไม่น่าดูน่าปรารถนาเหล่านี้จะไม่มี ไม่เกิดขึ้นได้เลย. เพราะฉะนั้นธรรมะไม่ใช่ยาขม ไม่ใช่เป็นเหมือนยาขมที่ทุก ๆ คนเบื่อ ธรรมะไม่ใช่เหมือนกับของกินที่ไม่จำเป็น แต่ว่า เป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับความเป็นมนุษย์ ธรรมะจึงไม่ใช่ของครึหรือพ้นสมัย เพราะว่า แม้มนุษย์ในสมัยนี้ หรือปัจจุบันนี้ ถ้าปราศจากธรรมะแล้ว จะไม่มีความเป็นมนุษย์ หรืออย่างมากที่สุดก็จะเป็นมนุษย์ที่กลวงเป็นโพรงอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. จึงกล่าว ได้ในที่สุดว่า ธรรมะนี้ก็คือ เครื่องมือที่จำเป็นที่สุดในการที่จะทำให้เราได้ รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้รับให้ทันในชีวิตนี้ ไม่ใช่ผัดไว้ชาติหน้า คือให้ได้สิ่งที่เรียกว่าอุดมธรรมหรือ Summum Bonum เรียกสั้น ๆ อย่างนี้จำง่ายดี. นี่เป็นอันกล่าวสรุปสั้น ๆ ว่าทำไมเราจึงมาเกี่ยวข้องกับธรรมะหรือศาสนา. ต่อแต่นี้ อาตมาจะขอข้ามไปกล่าวถึงหัวข้อที่ว่า ธรรมะคืออะไร ? ขอให้ท่านนิสิตทั้งหลายสนใจจดจำคำแม้โดยพยัญชนะ ไม่เฉพาะแต่โดย ความหมายหรือเรื่องราวโดยส่วนเดียว. ในชั้นแรกเราจะได้วินิจฉัยถึง คำว่า "ธรรม" นี้ โดยตัวหนังสือ คือ โดยพยัญชนะ นั้น มันหมายถึงอะไร ? โดยพยัญชนะมันแปลว่า สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่ได้. สิ่งซึ่งมีการทรงตัวอยู่ได้. ทีนี้มันมีแง่ที่จะอธิบายหรือดูกันให้เข้าใจว่า สิ่งซึ่งทรงตัว อยู่ได้นี้ ได้แก่สิ่งทุกสิ่ง เพราะว่า บรรดาสิ่งที่ไม่เที่ยงและไหลเวียนเปลี่ยนแปลง เรื่อยนั้น มันก็เอาการไหลเวียนนั่นเองเป็นการทรงตัวมันเอง, กระแสแห่งการ ไหลเวียนนั้นเองคือตัวมันเอง, หรือการที่ทรงตัวมันเองอยู่ก็ด้วยความเปลี่ยนแปลงหรือ ไหลเวียน. ส่วนสิ่งที่ตรงกันข้ามไม่เปลี่ยนแปลงไม่ไหลเวียนนั่นแหละก็เป็นตัวมันเอง.
น.78 ฉะนั้น จึงเป็นอันว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม โดยหลักของภาษาบาลีเป็น อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ทราบว่าจะใช้คำว่าอะไรดีในภาษาไทย จึงต้องใช้คำว่า "ธรรม" ไปตามเดิม. ส่วนฝรั่งเขาพยายามที่จะแปลคำว่าธรรมะนี้ออกไปเป็นภาษา อังกฤษเป็นต้น. ทีแรกเขาคิดว่ามันแปลได้ เขาก็แปลเป็นคำต่าง ๆ ตามที่เขาเห็นว่า สมควร เช่นแปลคำว่าธรรมะว่า Truth คือความจริงบ้าง แปลว่า Law คือกฎบ้าง, แปลว่า Norm คือหลักสำหรับยึดถือบ้าง ทำนองนี้ ; ผลสุดท้ายมันไม่พอทั้งนั้น มันใช้ได้แก่กรณีหนึ่ง ๆ เท่านั้นเอง ไม่อาจจะตรงกับความหมายของคำ ๆ นี้ทุกกรณี เดี๋ยวนี้เขาจึงเลิกแปลธรรมคำนี้กันหมด นักศึกษาที่เป็นชาวต่างประเทศ ไม่อุตริไปแปลคำว่าธรรมเข้าอีกแล้ว คงใช้ทับศัพท์ว่า Dhamma ไปตามเดิม เช่นเดียว กับภาษาไทยเรา ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษของเราไม่เคยแปลคำ ๆ นี้ว่าอะไร จึงต้องใช้ คำว่าธรรมะ-ธรรม-ธัมมไปตามเดิม เพราะมันแปลไม่ได้. นี่เป็นหลักที่สำคัญอย่างยิ่ง ภาษาอื่นก็เหมือนกันอีก ฉะนั้นท่านจะต้องทราบไว้ว่าที่เรียกว่าธรรมะนั้นต้องใช้คำนี้ไป ตามเดิม แปลไม่ได้; นี้โดยพยัญชนะ. ทีนี้ โดยอรรถะ คือโดยความหมาย อันนี้หมายความได้หลายอย่าง แล้วแต่ เราจะให้หมายถึงอะไร จัดเป็นฝ่าย ๆ พวก ๆ เป็นเรื่อง ๆ แต่ละกรณีไปทีเดียว แคบบ้าง กว้างบ้าง แล้วแต่เราจะใช้คำว่า "ธรรม" นั้นในกรณีเช่นไร แต่ในกรณีที่สำคัญที่สุด ที่ควรจะทราบก่อนอันอื่นก็ คือว่า : คำว่า “ธรรม” นี้ หมายความถึงเหตุ หรืออำนาจ คืออำนาจที่ บันดาลให้อะไรเป็นไปได้ ตามที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ในฐานะที่เป็นกฎธรรมดาหรืออะไร ทำนองนี้. เมื่อถามว่าอะไรเป็นเหตุ ก็ตอบได้สั้น ๆ ว่าสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่นแหละ เป็นต้นเหตุ.
น.79 ถ้าท่านถูกชาวต่างประเทศถามว่า ในพระพุทธศาสนานี้มีพระเป็นเจ้า หรือ God ไหม ? ก็ต้องตอบได้ว่ามี. ถ้าเขาถามว่าอะไร? ก็คือธรรม. แต่เรา ต้องทราบไว้ว่าการกล่าวเช่นนี้เพียงแต่เรามีความหมายอย่างเดียวกัน แต่ไม่จำเป็น ต้องมีรูปร่างอย่างเดียวกัน. God หรือพระเจ้านั้นมันสำคัญอยู่ที่ความหมาย. เช่น อย่างว่า God the Creater พระเจ้าผู้สร้าง อย่างนี้เราก็มี คือ " ธรรม" นั่นเอง "ธรรม" เป็นสิ่งที่สร้างสิ่งทั้งหลาย บันดาลให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น และเป็นไป โดย อาการอย่างเดียวกันกับที่พระผู้เป็นเจ้าหรือ God สร้างโลกตามลัทธิของศาสนา. นี่คือ พระเป็นเจ้าสร้างโลก และเราก็มีสิ่งสร้างโลก คือ "ธรรม" ต่อไปถึง God the Preserver คือ พระเป็นเจ้าที่ควบคุมโลกให้อยู่ ในสภาพปัจจุบันอย่างนี้ เช่น ไม่ให้พระอาทิตย์กับพระจันทร์ชนกันอย่างนี้เป็นต้น หรือทุก ๆ อย่างต้องเป็นไปตามกฎอย่างนี้ preserve สิ่งต่าง ๆ ไว้อย่างนี้. เราก็มีสิ่งที่ เรียกว่า " ธรรม " อีกนั่นเอง, ธรรมในลักษณะที่ควบคุมโลกนี้ขออย่าเพิ่งเข้าใจเป็น อย่างอื่น ขอให้ท่านเพ่งเล็งถึงว่า มันมีอำนาจอันหนึ่งซึ่งเป็นมูลเหตุที่ควบคุมโลกให้เป็น อย่างนี้ได้ แต่เราเรียกว่า "ธรรม" พระพุทธเจ้าท่านก็เรียกมันว่า "ธรรม" ถ้ากล่าวถึง God the Destroyer คือพระเจ้าที่จะทำลายโลกให้สิ้นสุดลงเป็น คราวๆ มันก็คือ "ธรรม " อีกนั่นเอง. เมื่อโลกนี้หมุนเวียนไปถึงรอบที่จะต้อง สลายไป จะเรียกว่ามันถูกทำลายไปด้วยอำนาจของอะไร ก็ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม” หรือพระเป็นเจ้าในลักษณะเช่นนี้. ทีนี้พระเป็นเจ้าในลักษณะที่เป็น God the Survivor คือเป็นผู้ช่วยให้ รอดพ้น เราก็ไม่มีอะไร นอกจาก "ธรรม". ธรรมเท่านั้นที่จะช่วยสัตว์ให้พ้นจาก ความทุกข์
น.80 ถ้าว่าถึงพระเป็นเจ้า God the Refuge คือเป็นที่พึ่งอาศัย ที่ต้านทานต่อ ความทุกข์ เราก็ไม่มีอะไรนอกจาก "ธรรม" ในความหมายอันอื่นที่แปลกออกไป เช่น God the Guide คือ ผู้นำสัตว์ไป ให้ถูกทาง เราก็ไม่มีอะไรนอกจาก "ธรรม". คำว่า God the Opener คือผู้เปิดสิ่งต่าง ๆ เปิดเผยสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นให้ปรากฏ ออกมา เหมือนกับที่เขาสอนว่า พระเป็นเจ้าเปิดเผยสิ่งต่าง ๆ ให้มนุษย์ทราบ นี้เราก็ ไม่มีอะไรนอกจาก "ธรรม" เป็นพระเป็นเจ้าผู้เปิด. หรือที่จะแยกออกไปถึงกับว่า พระผู้เป็นเจ้ามีในที่ทุกหนทุกแห่ง เช่น God the Omnipresent มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นที่ไหนเลยไม่ว่าในใต้ทะเลหรือก้นเหว ที่ไหนก็ตาม มีพระเป็นเจ้าอยู่ทั้งนั้น คอยดูเราอยู่ทั้งนั้น. พระเจ้าอย่างนี้เราก็มี ก็คือ "ธรรม" อีกนั่นเอง. "ธรรม" จะมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง. หรือถ้าจะว่า God the Omnipotent เป็นผู้สำคัญเป็นใหญ่เหนือสิ่งใดหมด เราก็ไม่มีอะไรนอกจาก "ธรรม", จนถึงกับพระพุทธเจ้าเองท่านได้ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกพระองค์ ทั้งอดีต อีกทั้งอนาคต และปัจจุบันนั้นย่อมเคารพ "ธรรม" อย่างนี้เป็นต้น. นี้ "ธรรม” ในฐานะเป็น omnipotent God the Omniscient หรือรู้สารพัดอย่าง เป็นสภาพที่มีความรู้ บรรจุอยู่ ในสารพัดอย่าง ครบทุกอย่าง เราก็มีพระเป็นเจ้าอย่างนั้น และก็คือ "ธรรม” อีกนั่นเอง. ทีนี้เราเอาความหมายให้มันมากไปกว่านั้นจนถึงกับว่า God the Dictionary "นี่ท่านทั้งหลายบางคนจะนึกขำ อาตมาเคยพบเขาใช้คำนี้กับพระเป็นเจ้า ในคำอธิบาย
น.81 เรื่องพระเป็นเจ้า เพราะว่า Dictionary หรือปทานุกรมนั้น มันมีอะไรไว้หมด หมายความว่า ปทานุกรมที่ดีนั้นเราไปเปิด ค้นอะไรได้ทั้งนั้น. พระเป็นเจ้าก็เป็น เหมือนกับปทานุกรม คือเปิดดูอะไรก็ได้. พระเป็นเจ้าอย่างนี้ก็มี คือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" อีกเหมือนกัน. เป็นอันว่า เมื่อกล่าวโดยความหมายที่ว่าเป็น "เหตุ" ในฐานะอย่างเป็น พระเจ้านั้นเราก็มี คือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม". นี้คือธรรมที่เรียกว่าโดยเหตุหรือโดย อำนาจที่บันดาลให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป และมีอะไรครบถ้วนเหมือนกับที่เขาเรียกกันว่า "พระเป็นเจ้า" สารพัดอย่าง. ถ้าท่านมองเห็นองค์พระเป็นเจ้าองค์นี้ละก็ จะเห็นองค์ "ธรรม" ชนิดที่ดูด้วยตาไม่เห็น แต่ต้องดูด้วยปัญญา อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : "ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรมะ แต่เห็นเนื้อหนังวัตถุร่างกายนี้ไม่ใช่เห็นตถาคต" ดังนี้เป็นต้น ฉะนั้น จึงใช้ สติปัญญาเป็นอย่างมาก จึงจะเห็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ลึกลับเด็ดขาดในทำนองที่เป็นเหตุ เช่นนี้. นี่แหละคือ ธรรม. ท่านลองคิดดูที ว่าจะเอาภาษาไทยคำไหนมาใช้กับลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ หรือสิ่งเหล่านี้ เราก็ต้องเรียกว่า "ธรรม" ไปตามเดิม. ถัดไปอีก คือ "ธรรม " ในฐานะเป็นผล คือเป็นเหตุแล้วก็เป็นผล. คำว่า "ผล" นี้เราหมายถึงปรากฏการณ์ทั่วไปคือ phenomena ทั่วไปที่ปรากฏแก่มนุษย์ นั่นก็เรียกว่า "ธรรม” อีกเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่จะเรียกว่า "ธรรม", สิ่งที่ดีก็เรียก ว่า "ธรรม”, สิ่งที่ชั่วก็เรียกว่า "ธรรม", สิ่งที่มีรูปร่างก็เป็น "ธรรม". ท่านย่อมเคยฟังพระสวดในที่มีศพว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา : - ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล,
น.82 ธรรมทั้งหลายที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล เพียง ๓ คำนี้เท่านั้นก็หมดแล้ว คือ ดี ชั่ว และกล่าวไม่ได้ ว่าดีหรือชั่ว ๓ คำนั้น ทั้งหมดนี้เป็น "ธรรม" เสมอกันหมด. นี้แปลว่าปรากฏการณ์ทั้งหมด ไม่ได้เป็นอะไรนอกจาก "ธรรม" และบาลีก็เรียกกันว่า " ธัมม" นี้จะชวนให้คนแรกศึกษางงไปหมด เพราะอะไร ๆ ก็ "ธรรม" แต่ท่าน ต้องเข้าใจว่า ธรรมะ คำนี้มีความหมายอย่างนี้ ธรรมในความหมายต่อไปคือ ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎ คือกฎ ความจริง กฎธรรมชาติต่างๆ ที่เป็นกฎแล้วก็เรียกว่า "ธรรม" ทั้งนั้น กฎธรรมดา หรือกฎธรรมชาติก็ตาม ตรงกับคำว่า law แต่มันก็รวมอยู่ ในความหมายว่า "กฎ" ทั้งนั้น. "ธรรม” ในบรรดาที่ออกชื่อมาแล้วนี้ ยังไม่สำเร็จประโยชน์ ต้องมี "ธรรม" อีกความหมายหนึ่ง หรือแขนงหนึ่ง คือ "ธรรม ” ที่น่าปรารถนา. ฉะนั้น จึงได้แก่ธรรมที่เป็นไปเพื่อความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรมที่เรา ปรารถนากันนัก ที่จะใช้เป็นที่พึ่ง : ความดีก็คือธรรมะ ความถูกต้องก็คือธรรมะ ความจริงก็คือธรรมะ ความยุติธรรมก็คือธรรมะ. และธรรมะในลักษณะเช่นนี้ ใน ความหมายเช่นนี้แหละที่เราประสงค์กันนัก. แม้ที่เราจัดกลุ่มเพื่อศึกษาพุทธศาสตร์ขึ้นเป็นกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะอย่างนี้ ก็เพราะมุ่งหมายจะเข้าถึงสิ่งนี้คือ "ธรรมะ" ในความหมายที่เป็นความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรมหรืออื่น ๆ ตามที่เราจะเรียก ซึ่งเป็นเหตุให้มนุษย์เราเป็นอยู่ ด้วยสันติสุข ทั้งโดยส่วนตัวหรือโดยทางสังคม. ความหมายของคำว่า "ธรรม" มีอยู่ อย่างนี้ โดยอรรถะหรือความหมาย,
น.83 เราจะทำการวิภาคคือจำแนก หรือ classify ให้เป็นพวก ๆ นั้นไม่ไหว เพราะมีมากมาย แต่เราอาจจะยกพวกใหญ่ ๆ มากล่าวเช่นว่า ธรรมที่เป็นพวกศีลธรรม และสัจจธรรม. ที่เป็นพวก ศีลธรรม ก็คือ ระเบียบวางไว้สำหรับความผาสุกของสังคม สังคมทั่วไปไม่อาจประพฤติธรรมสูงสุดถึงมรรคผลนิพพานได้ แต่สามารถประพฤติเสมอ หน้ากันในส่วนศีลธรรมที่ทำความสงบสุขของสังคม นี้เราเรียกว่า "ศีลธรรม". ส่วน สัจจธรรมนั้น ลึกซึ้งลงไปถึง การทำจิตใจให้เข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ไม่เคยนึก เคยฝัน คือสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน, สัจจธรรมมีความมุ่งหมายอย่างนี้มีหน้าที่ อย่างนี้. นี่แสดงว่า ธรรมส่วนที่เป็นศีลธรรม จำเป็นสำหรับสังคม ธรรมที่เป็นสัจจธรรม ก็มีไว้สำหรับปัจเจกชน, แล้วแต่ใครมีความสามารถแสวงหา และประพฤติ ปฏิบัติได้เพียงไร. นี่แหละคำตอบของคำถามที่ว่า "ธรรมคืออะไร" พอเป็นตัวอย่าง. ยังมีคำที่นักศึกษาทั้งหลาย จะผ่านหูผ่านตามากที่สุด คือคำว่าธรรมที่เรา ได้ยินกันว่า ปริยัติธรรม ปฏิปัตติธรรม ปฏิเวธธรรม. ปริยัติธรรม คือการเล่าเรียน จะเป็นการเล่าเรียนศึกษาอะไร ก็ย่อม สงเคราะห์เข้าในปริยัติธรรม เรียกว่าปริยัติธรรม. ทีนี้พอทำจริง ๆ ไปตามนั้น ไม่หมาย ถึงการเรียน แต่หมายถึงการทำจริง ๆ ตามนั้น เราเรียกว่า ปฏิปัตติธรรม, ที่นี้ถ้า เป็นผลอันใดเกิดขึ้นมาอย่างถูกต้องตามนั้น ก็เรียกว่า ปฏิเวธธรรม. คำว่า " ธรรม" จึงได้เป็น ปริยัติธรรม ปฏิปัตติธรรม และปฏิเวธธรรม. ถ้าทางฝ่ายศาสนา คำว่า " ปริยัติธรรม" ก็หมายถึงพระไตรปิฎก และเรื่อง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎก. "ปฏิปัตติธรรม" ก็หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่าง ที่ได้ยินได้ฟังอยู่ทั่วไปแล้ว. “ปฏิเวธธรรม" หมายถึงมรรค ผล นิพพาน. แต่ว่าทั้ง หมดนี้ เมื่อรวมสรุปแล้วจะเป็นเรื่องเรียนก็ดี เรื่องปฏิบัติก็ดี เรื่องได้ผลก็ดี ต้องเป็นไป
น.84 เพื่อความดับทุกข์. ฉะนั้นเราจึงเรียนเรื่องทุกข์และความดับทุกข์, และปฏิบัติเพื่อ ความดับทุกข์ ได้ผลมาเป็นความดับทุกข์ ; ทั้งหมดเป็น "ธรรม" หมด ไม่มี อะไรเหลือ . สรุปสั้นๆ ว่าสิ่งซึ่งอำนวยความดับทุกข์นี้คือ "ธรรม" ขอให้ ทุกท่านมีความมุ่งหมายที่จะเข้าถึงสิ่งนี้ ใจความสำคัญสั้น ๆ ของคำว่า "ธรรม คือ อะไร?" ก็มีอยู่อย่างนี้. ทีนี้เราจะมาถึงปัญหาข้อที่ ๓ ที่ว่า เราจะเกี่ยวข้องกับธรรมะด้วยอาการ อย่างไร ? ขออภัยที่จะขอแทรกคำว่า " เท่าที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า" เสียก่อน เพราะข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องทราบ เพราะว่าเราได้รับธรรมะจากพระพุทธเจ้า. ถ้าเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักสำหรับศึกษาเกี่ยวกับธรรม เราอาจจะแยกธรรมออก เป็น ๓ ฝ่าย คือ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้, ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่าน นำมาสอน, และธรรมะที่ท่านทรงรับจากภายนอกเข้ามา, จะกล่าวตามลำดับ : อย่างแรก ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ควรจะเข้าใจถึงคำว่า "สัพพัญญู " คำว่า สัพพัญญู แปลว่า รู้ทุกอย่าง, แต่เรามักจะเข้าใจผิด ๆ ท่านที่เป็น นักศึกษาไม่ควรจะเข้าใจผิด, ควรจะเข้าใจให้ถูกว่า คำว่า สัพพัญญู นี้คือรู้ทุกอย่างเฉพาะ ที่ควรรู้: เท่าที่ควรรู้ก็คือเท่าที่จะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. ไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างไปหมด. ขออภัย ไม่ใช่ว่าเราจะลบหลู่พระคุณของพระพุทธเจ้า แต่เพื่อนิสิตทั้งหลาย จะเข้าใจง่าย แม้ว่าท่านเป็นสัพพัญญู ถ้าว่าให้ท่านตรัสพูดภาษาจีนเดี๋ยวนี้ท่านจะพูด
น.85 ได้ไหม ? นี่มันไม่ใช่เรื่องในวงของสัพพัญญู, วงของสัพพัญญูมีอยู่เฉพาะแต่ว่า จะทำความดับทุกข์ได้หมดไปอย่างไรเท่านั้น. แต่ว่าท่านยังคงทำให้สำเร็จ ประโยชน์ในการใช้รถยนต์ หรือท่านสามารถทำให้คนจีนรู้เรื่องของท่านได้ ทั้งที่ท่าน ไม่ต้องพูดภาษาจีนดังนี้เป็นต้น. รวมความแล้วก็คือว่า เรื่องต่าง ๆ ที่จะทำสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงให้พ้น ทุกข์รวมทั้งตัวท่านเองแล้ว ท่านเป็นทราบหมด รู้หมด ไม่มีอะไรเหลือเลย. นี่เรียกว่าสัพพัญญู, ไม่มีความหมาย เหมือนกับรู้ไปหมด รู้อย่างท่วมหัวแล้วเอาตัว ไม่รอด ซึ่งเราเป็นกันมากในสมัยนี้ หรือแทบทั้งโลก. อย่างสมมุติว่าเราจะเอาความ รู้ต่าง ๆ ในโลกที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มารวมเข้ากันหมดแล้ว มันก็ยังไม่ดับทุกข์ให้แก่โลกได้. ความรู้อย่างนั้นไม่ อยู่ในวงของสัพพัญญู. สัพพัญญูจึงหมายถึงรู้ทุกอย่างเท่าที่จะ ดับทุกข์ให้สิ้นไปได้อย่างไร. สัพพัญญูนั้นรู้ธรรมะประเภทที่เรียกว่า อริยะ อริยธรรม. อริยะ แปลว่า ประเสริฐ แต่ความหมายตามตัวหนังสือนั้นแปลว่า ไปจากข้าศึก. อริ แปลว่า ข้าศึก, ยะ แปลว่า ไป, อริยะ แปลว่า ไปจากข้าศึก. หมายความว่าหมดข้าศึก หมดข้าศึก ก็คือว่าหมดกิเลส และหมดทุกข์ ประเสริฐอยู่ตรงที่หมดกิเลสและหมดทุกข์ ฉะนั้น อริยธรรมหรือเญยยธรรม จึงหมายถึงธรรมะที่ทำให้หมดกิเลสและหมดทุกข์ นี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อย่างครบถ้วน อย่างที่เรียกว่าสัพพัญญู. ถ้าเราจะกล่าวธรรมะในฐานะที่เป็นของจริง หรือเป็นกฎ เรียกว่าสัจจะ truth เราก็ยังต้องเรียกว่า อริยสัจจะ ; เราจะพูดว่าสัจจะเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องมีคำว่า อริยะ เข้ามาข้างหน้า. เพราะว่าสัจจะเฉย ๆ จริงไปเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร ก็มี แต่ก็เป็นความจริงหรือของจริงเหมือนกัน. ดังนั้นคำว่าสัจจะจึงกว้างหรือพร่าไป
น.86 ต้องเอาคำอริยะมาใส่ไว้ข้างหน้าเป็นอริยสัจจะ, จึงเป็นของที่ประเสริฐไปจากข้าศึก คือกิเลสและดับทุกข์ได้. นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจให้ดี ๆ ว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือสัจจะหรืออะไรก็ตาม จะต้องมีความหมายของคำว่าอริยะ คือการมีค่าในทางดับทุกข์ เข้ามาเป็นความหมายที่สำคัญเสมอ. เดี๋ยวนี้เราไม่ใช้คำ "ธรรม" กัน แต่ใช้คำว่า "ศาสนา" แทน, เช่นว่า 'นับถือศาสนาอะไร’ ‘พระพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนา’ อย่างนี้เป็นต้น คำว่า "ศาสนา" นี้พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยใช้เลย เราใช้กันเองในภายหลัง ; ท่านใช้คำว่า ธรรม หรือ พรหมจรรย์. อย่างในประเทศอินเดียสมัยพุทธกาล ถ้าเราพูดกันเดี๋ยวนี้ว่า ท่านนับถือ ศาสนาอะไร เขาจะพูดว่า ท่านชอบใจธรรมของใคร คือท่านชอบใจ ธรรมะของ พระสมณโคดม หรือ ธรรมะของนิคันถนาฏบุตร อย่างนี้เป็นต้น ; คำว่าศาสนาไม่มีใช้ ใช้คำว่าธรรมะ. แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้และทรงยืนยันนั้น คือคำว่า "พรหมจรรย์". คำว่า พรหมจรรย์ ไม่ได้แปลว่าเว้นจากการกระทำของบุคคลที่อยู่กันเป็นคู่ระหว่างเพศ นั้นไม่ใช่ นั้นแคบที่สุด ; พรหมจรรย์คือการประพฤติอันประเสริฐ จะประเสริฐอย่างใด ก็ตาม ที่ยกเป็นข้อประพฤติที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้มันประเสริฐอย่างยิ่ง เหนือกว่า ความประพฤติทั้งหลายแล้ว เรียกว่า "พรหมจรรย์" ทั้งนั้น. ฉะนั้นพรหมจรรย์จึงหมาย ถึงการปฏิบัติเพื่อทำลายกิเลสให้หมดไป จนเป็นพระอริยเจ้า. ! นี่เรียกว่าการประพฤติ พรหมจรรย์. ฉะนั้นเมื่อท่านตรัสว่า เอหิ ภิกฺขุ พรหฺมจริยํจรถ แปลว่า "มาเป็นภิกษุเถิด จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดของทุกข์". ท่านใช้คำว่า พรหมจรรย์ แทนคำที่เราใช้กันว่า ศาสนา. ขอให้เข้าใจว่า คำว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้นั้นหมายถึงสิ่งนี้ หมายถึง อริยสัจจะ อริยธรรม หรือ พรหมจรรย์ คือ แบบแห่งการครองชีวิตอยู่อย่างประเสริฐชนิดที่กิเลสและความทุกข์ย่ำยีไม่ได้ นั้นเรียกว่า "พรหมจรรย์" นี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มันต้องเป็นไปเพื่อความ ดับทุกข์ทั้งนั้น. ทีนี้เราไม่ชอบสิ่งนี้เพราะไม่สนุก เราไปชอบเรื่องนอกเรื่องที่เรียกว่า
น.87 ปัญหาโลกแตก. พออยากจะถามปัญหาทางธรรมะเราก็ถามว่า ตายแล้วเกิดไหม ? อะไรไปเกิด ? เกิดอย่างไร ? ดังนี้เป็นต้น นี่มันไม่เกี่ยวกับพรหมจรรย์ ไม่เป็น เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงยอมตอบคำถามเหล่านี้ ท่านทรงปัดออกไปว่าไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. เงื่อนต้นของพรหมจรรย์นี้หมาย ความว่า เรื่องที่ไปจับฉวยเข้าแล้วมันจะนำไปสู่ความดับทุกข์โดยตรง เรียกว่าเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์ เราจะพูดกันแต่เรื่องที่มันจะนำไปถึงความดับทุกข์สิ้นเชิงเท่านั้น จึงจะ เป็นการพูดกันด้วยเรื่องธรรมะหรือเป็นพระพุทธศาสนา. ถ้าถามว่าตายแล้วเกิดไหม ? อะไรไปเกิด ? อย่างนี้ขอยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับธรรมะในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ปัญหา ของพุทธบริษัท ไม่ได้เกี่ยวกับธรรมะเลย. ธรรมะหรือพรหมจรรย์ต้องเป็นไปเพื่อดับ ทุกข์โดยส่วนเดียว. นี่เรียกว่ามันมีความหมายจำกัดอย่างยิ่งอย่างนี้ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้นั้น หมายถึงธรรมะ หรือสัจจะ หรือพรหมจรรย์ รวมกันเข้าแล้วก็คือ แบบแห่งการเป็นอยู่ชนิดที่ความทุกข์และกิเลสจะเข้าครอบงำย่ำยีไม่ได้. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรมะที่พระองค์ทรงสอน ขอให้นักศึกษาทั้งหลายจดจำเอาประโยคข้อความที่สำคัญอย่างยิ่งประโยคหนึ่ง ว่า "ภิกษุทั้งหลาย! แต่ก่อนนี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี เราบัญญัติขึ้นสอนเฉพาะ เรื่องทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น" มันมี ๒ เรื่องเท่านั้น คือ เรื่องทุกข์ กับ เรื่องดับไม่เหลือ เท่านั้น พระพุทธภาษิตยืนยันไว้ชัดอย่างนี้ เรื่องอื่น เป็นไม่ได้ตรัส และไม่ยอมตรัสถึง เพรา ะไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าท่านถูกถามโดยชาวต่างประเทศว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร สอนอะไรก็ต้อง ตอบเขาด้วยพระพุทธภาษิตนี้แหละว่า ปุพฺเพ จาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ แปลอย่างเมื่อตะกี้นั่นเอง ว่า "ภิกษุทั้งหลาย !
น.88 เดี๋ยวนี้ก็ดี ก่อนหน้านี้ก็ดี เราบัญญัติสอนเฉพาะเรื่องทุกข์ และความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์เท่านั้น" ฉะนั้นจึงให้ถือว่า นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน. แต่สิ่งที่เรียกว่า ทุกข์ นั้นอาจขยายออกไปเป็น มูลเหตุของมัน ด้วย และ ความดับทุกข์ นั้นขยาย ออกไปเป็น วิธีที่จะให้ได้มาซึ่งความดับทุกข์ นั้นด้วย จึงเป็น ๒ คู่ หรือ ๔ อย่าง, นี้เราเรียกว่า อริยสัจจ์สี่ หรือจตุราริยสัจจ์ นิสิตทั้งหลายจะเห็นได้ทันทีว่า มันไม่ใช่ เรื่องครึ หรือเรื่องพ้นสมัย หรือเรื่องของใครอื่น แต่เป็นเรื่องสำหรับมนุษย์ทุกคนจะ ต้องรู้และปฏิบัติให้เด็ดขาดลงไปจนทำลายความทุกข์เสียได้. ถ้าจะให้สรุปเป็นรูปปรัชญาหรืออะไรทำนองนั้น มันก็มีอยู่ประโยคหนึ่ง : คือเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ในบรรดาคำสอนทั้งหมดที่ พระพุทธองค์ได้ทรงสอนไปนี้ ถ้าจะสรุปให้สั้นเหลือเพียงประโยคเดียวจะได้ไหม ? และ ว่าอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ได้ และท่านตรัสสรุปว่า "สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรมั่นยึดถือมั่น" เป็นบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ในที่นี้ หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่ามาแล้วข้างต้น โดยไม่ ยกเว้นอะไร นับตั้งแต่ฝุ่นละเอียดเม็ดหนึ่ง จนถึงสิ่งที่มีค่าและถึงที่สุดที่พระนิพพาน รวมอยู่ในคำว่า “ธรรม" ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทุกสิ่งนี้. แล้วทรงยืนยันต่อไป อีกว่า ถ้าฟังข้อนี้แล้วเป็นได้ฟังทั้งหมดที่ฉันสอน, ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้แล้ว เป็นได้ ปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนานี้, ถ้าได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติในข้อนี้แล้ว เป็น อันว่าได้รับประโยชน์ทั้งหมดที่จะได้รับจากพระพุทธศาสนา. ทั้งนี้ก็เพราะว่าความ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา หรือของเรานั่นแหละเป็นมูลเหตุ ให้เห็นแก่ตัว และผิดศีล ผิดวินัย ผิดอะไรต่าง ๆ ที่ไม่ควรจะทำทั้งหมด แล้วก่อให้เกิดกิเลสตัณหาต่าง ๆ นานา ชนิด จนกระทั่งเป็นทุกข์สิ้นเชิง มีมูลมาจากความยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า "เรา" หรือว่า "ของเรา" ทั้งนั้น.
น.89 ถ้าเข้าใจแจ่มแจ้งจนไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็จะไม่มีความเห็นแก่ตัว, เมื่อ ไม่มีความเห็นแก่ตัวก็ไม่มีทางผิดศีล ผิดพระวินัยได้. ไปพิจารณาดูเองจะเห็นได้ว่าขาด ศีลข้อไหนก็ตาม ผิดกฎข้อไหนก็ตามเป็นเพราะความเห็นแก่ตัว อยู่ในลักษณะใดลักษณะ หนึ่งทั้งนั้น. จึงขอให้จำไว้สำหรับโต้ตอบกับชาวต่างศาสนา ต่างชาติ ว่าหัวใจของ พุทธศาสนาทั้งหมดอยู่ที่ประโยค ๆ นี้ ในฐานะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เอง, นอกนั้น ที่เรียกหัวใจพระพุทธศาสนานั้น พวกเราชั้นหลังว่าเอาเอง พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส, สรุปกันอย่างนั้นอย่างนี้ก็มีเยอะแยะไป, แต่ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองมีอย่างนี้. ถ้าปฏิบัติข้อนี้ก็เป็นอันว่าปฏิบัติครบหมดทุก ๆ อย่าง และเพราะว่า ความ ไม่เห็นแก่ตัว คือความที่ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ว่าตัวว่าของตัวนั่นแหละ คือความดับทุกข์ วิธีดับทุกข์ทั้งหมดไม่ว่าวิธีไหน จะต้องสรุปลงมาที่นี่ : เรารักษา ศีลทุกข้อ ก็เพื่อขจัดความเห็นแก่ตัว, สมาธิ ก็ระงับความเห็นแก่ตัวให้ระงับไป, ทำวิปัสสนาหรือปัญญา ก็เพื่อให้ถอนทำลายล้างรากเง่าของความเห็นแก่ตัวให้หมดจาก นิสัยสันดาน. การบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็คือการหมดความเห็นแก่ตัวตาม ลำดับ ๆ จนหมดสิ้นเชิง ไม่มีความยึดถือว่าตัวหรือของตัว; จึงเป็นที่รวม หมดของใจความที่สำคัญของพระพุทธศาสนาทั้งหมดอย่างนี้, นี่เรียกว่าธรรมะที่ พระพุทธองค์ทรงสอน. ทีนี้ ก็จะกล่าวถึงธรรมะ ประเภทที่พระพุทธองค์ทรงยอมรับเข้า มาจากภายนอก หมายความว่า แต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติบังเกิดขึ้นก็มีคน ที่สอนธรรมะอยู่แล้ว พระพุทธองค์ทรงประสบปัญหาที่ว่าจะทรงปฏิเสธหรือรับรอง คำสอนเหล่านั้นอย่างไรดี; ในที่สุดก็เป็นอันยุติว่า สิ่งใดที่เข้ากันได้ กับคำสอนที่ พระพุทธองค์ทรงประสงค์จะสอน ก็ทรงยอมรับเอามา. ข้อนี้ทำให้เกิดมีคำว่า สนนฺตน หรือคำสอนที่เป็นของเก่าขึ้นมา เช่นคำสอนที่ว่า :
น.90 น หิ เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ แปลว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว อเวเรน จ สมฺมนฺติ - เวรย่อมระงับด้วยความไม่มีเวร. แล้ว ก็ลงท้ายด้วยคำว่า เอส ธมฺโม สนนฺตโน - นี้เป็นของเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งไหนไม่มีใคร ทราบมาก่อน พระพุทธเจ้าท่านรับเอามาสอน แล้วยังบอกว่าเป็น สนนฺตน ที่เก่า โบราณ. หรือคำว่า อหึสา ปรโม ธมฺโม ความไม่เบียดเบียนกันเป็นธรรมะ อย่างยิ่ง แม้นี้ก็เป็นของเก่าแก่ เป็น สนนฺตน โบราณ เราไม่อาจจะทึกทักว่าประโยคนี้ เป็นของพระพุทธศาสนา, เราหาไม่พบว่าเป็นพุทธภาษิตในพระไตรปิฎก. แต่ก็ ยอมรับว่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง การสอนไม่เบียดเบียนนั้นเป็นธรรมะอย่างยิ่ง และเป็น สนนฺตนธรรม ในส่วนศีลธรรมก็มีอยู่เก่าแก่อย่างนี้ .. ในส่วนสัจจธรรมก็มี เช่นว่า นิพพาน พระอรหันต์ นี้เขาสอนกันอยู่ก่อน พระพุทธเจ้า แต่มีความหมายเป็นอย่างอื่น พระอรหันต์ของเขามีความหมายเป็น อย่างอื่น, นิพพานของเขามีความหมายเป็นอย่างอื่นมาก่อน. พอพระพุทธเจ้าท่าน ตรัสรู้แล้ว ท่านทรงสอนเกี่ยวกับพระอรหันต์ เกี่ยวกับพระนิพพาน ท่านบัญญัติ ความหมายว่าเป็นอย่างนี้ ๆ เช่นว่านิพพานที่จะเป็นความเพียบพร้อมอิ่มเอิบด้วยกามคุณ อย่างที่คนบางพวกบัญญัติ ดังที่ปรากฏในพรหมชาลสูตร อย่างนี้ไม่ได้ ; หรือว่านิพพาน จะเป็นเพียงสุขที่เกิดจากฌานชั้นลึกอย่าง จตุตถฌาน เป็นต้น เหมือนที่กล่าวไว้ใน พรหมชาลสูตรนั้นอีกเหมือนกัน อย่างนั้นก็ไม่ได้. นิพพานต้องเป็นความสิ้นกิเลส โดยสิ้นเชิงอย่างนี้ ๆ ทีเดียว. นี้เรียกว่าท่านทรงรับเอาคำ หรือรับหลักเกี่ยวกับคำนั้น ๆ มาใช้ แล้วท่าน ก็ให้ความหมายใหม่อย่างนี้ก็มี นี้เรียกว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทรงรับเข้ามาเป็นคำสอน
น.91 ของท่านด้วย เป็นคำสอนในวงของศาสนานี้ด้วย อย่างนี้ท่านก็ต้องเข้าใจไว้. อย่าไป ตู่เขา เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงประสงค์อย่างยิ่งที่จะตู่คนอื่น, หรือจะให้สาวก ของท่านตู่คนอื่น, เพราะฉะนั้น พวกเราที่เป็นสาวกนี้จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะ ไม่ทำให้พระพุทธเจ้าท่านถูกกล่าวหาว่าตู่คำสอนของลัทธิ หรือของศาสนาอื่น. ท่านจะต้องจำไว้เป็นหลักว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน และธรรมที่พระพุทธองค์ทรงรับเข้ามาจากภายนอก หรือลัทธิอื่นที่มีอยู่ก่อนแต่ยังใช้ได้ นี้ก็รวมอยู่ในคำอธิบายของคำว่าธรรมะ คืออะไร . ข้อสุดท้ายที่ว่า เราจะเกี่ยวข้องกับธรรมะด้วยอาการอย่างไร ? เรา จะต้องรู้สึกสำนึกได้ดีว่า เรา ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ก็มี, พร้อมกันนั้นเรา ในฐานะที่เป็นคนไทย เป็นพุทธบริษัท ก็มี, และแคบเข้ามาเราในฐานะที่เป็น นิสิต นักศึกษาที่กำลังเรียนกำลังศึกษาอยู่ก็มี. เราจะต้องรู้จักเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมะให้เหมาะสม : ในฐานะที่เป็น มนุษย์ คือมีจิตใจสูงสมคำว่ามนุษย์ ที่แปลว่า มีจิตใจสูงจนน้ำท่วมไม่ได้. กิเลส คือความทุกข์ เรียกว่าน้ำ นี่แหละท่วมแล้วก็หมดความเป็นมนุษย์. เราต้องอยู่ใน สภาพที่อย่างน้อยก็อยู่เหนือกิเลสไว้ตามสมควร. ในฐานะที่เราเป็นคนไทย ความหมายของคำ ๆ นี้ดีที่สุดอยู่แล้ว แปลว่า อิสระ ; แต่ว่าเราอิสระหรือยัง ก็ต้องวินิจฉัย อะไรเป็นเครื่องทำความอิสระ ? ไม่มี อะไรนอกจากธรรมะ ! ธรรมะจะทำให้เราเป็นอิสระจากกิเลส เป็นอิสระจากความที่รู้สึก ว่าเป็นทาสทุกอย่าง ไม่ว่าทางไหนหมด.
น.92 ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ก็แปลว่า เราจะต้องเป็นพุทธบริษัทได้ ถูกต้องตามความหมาย. พุทธ แปลว่า รู้ ว่าตื่น ว่าเบิกบาน เราจะต้องรู้ว่า อะไรเป็นอะไร ; โดยเฉพาะเรื่องความดับทุกข์ เมื่อเรารู้แล้ว ก็เรียกว่า เราตื่นนอน คือตื่นจากหลับ หลับคือไม่รู้ หลับคือกิเลส พอเราตื่นแล้ว เราก็เบิกบาน เหมือนกับ ดอกไม้ที่กำลังบานอยู่ อย่างนี้. นิสิต นักศึกษาไม่ว่าใครหมด ถ้าจะเป็นพุทธบริษัทกันให้ถูกต้อง ก็จะต้อง ทำตนให้เข้าถึงความหมายของคำว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน จึงจะเป็นพุทธบริษัทได้. ทีนี้ถ้าเรายังเป็นเด็กหรือหนุ่มสาวที่กำลังเรียกตัวเองว่านิสิต กำลังอาศัยผู้รู้ทำการศึกษา อยู่ ก็แปลว่า ผู้ที่จะรู้ จะตื่น จะเบิกบาน กำลังจะรู้ จะตื่น จะเบิกบาน. หรือว่าจัก, จักคือแน่นอน : จักรู้, จักตื่น, จักเบิกบานโดยแน่นอน ขอให้เข้าใจความหมายของ คำว่า นักศึกษา หรือนิสิตในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทไว้อย่างนี้. ถ้าหากว่าความรู้อย่างอื่น ที่เราเรียนเราศึกษากันเป็นควันอยู่นี้ ไม่สามารถ ทำให้เรารู้ เราตื่น เราเบิกบานได้แล้ว ขอได้เข้าใจเถิดว่ามันยังไม่พอ ที่จะทำให้เรา เป็นนิสิตที่ถูกต้อง หรือทำให้เราเป็นพุทธบริษัทที่ดี, ถ้าความรู้ทางโลก ๆ ทั้งหมด ให้ได้แต่เพียงทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ความเด่นในสังคม หรืออะไรทำนอง นั้นแล้ว แต่ไม่ทำให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบานเกี่ยวกับความดับทุกข์ได้แล้ว พึงถือว่ายังไม่พอ ต้องขวนขวายต่อไปจนได้ถึงวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมายนี้. ขอให้ถือว่า อันนี้แหละ วัตถุประสงค์ของการที่เราตั้งกลุ่มเพื่อจะศึกษาพุทธศาสตร์ เพื่อเป็นพุทธบริษัทขึ้นมา เราจะรู้ จะตื่น จะเบิกบาน, เรากำลังจะรู้ จะตื่น จะเบิกบาน, และ เราจักรู้จักตื่น จักเบิกบานให้จงได้. เมื่อเราจะดูให้ละเอียดออกไปถึงข้อที่ว่า ในชีวิตประจำวันของเราผู้เป็นนิสิต อย่างนี้ เราใช้ธรรมะได้โดยวิธีไหนกัน ? ขอให้ระลึกย้อนกลับไปถึงข้อที่ได้กล่าวเมื่อตะกี้
น.93 หยก ๆ ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดรวมอยู่ในประโยคว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ข้อนี้อาจเข้าใจผิดกันไปมาก, เช่น เข้าใจไปว่าถ้าไม่ยึดมั่น ถือมั่นแล้วจะทำไปทำไม ? จะเรียนไปทำไม ? แต่ทางที่ถูกนั้นท่านต้องการ ให้คนเราทุกคนทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้นจึงเข้าใจยากว่า จิตว่าง หรือ จิตไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้มันเป็นอย่างไร ? แล้วทำไมมันจึงทำการงานได้ เรียนได้ ทำอะไรก็ได้ ; ฉะนั้นจะต้องอธิบายคำว่า จิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้ตามสมควร และด้วยการเปรียบเทียบ. เหมือนอย่างว่าคนจะยิงปืน ยกปืนขึ้นมาจะยิง ถ้าเขาจะเป็นนักยิงปืน ที่ดี เขาจะต้องมีจิตว่างไม่ยึดมั่นถือมั่น, คือไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวเราหรือตัวกูนี้ ว่ากูจะยิงให้ถูก จะได้รางวัล จะมีชื่อเสียงเป็นต้น. ความคิดที่เป็นความรู้สึกว่า มีตัวเรา หรือมีของเรานี้ต้องเอาออกไปให้หมด ; ให้เหลือแต่จิตว่าง เหลือแต่จิตที่ ตั้งใจจะยิง และมุ่งหมายที่จะยิงให้ถูกเท่านั้น อย่างนี้จึงจะเรียกว่าสมาธิ คำว่าสมาธินั้นเข้าใจกันผิด ๆ เช่นว่าจะต้องมี ambition ของผู้นั้นรุนแรง แล้วก็ลงมือทำไปอย่างรุนแรง ; ดังนี้แล้วจะยิ่งไม่ได้ คือจะยิ่งยิงผิด. เพราะว่าใจมัน สั่นระรัวอยู่ โดยที่หวั่นว่าตัวเราจะยิงไม่ถูกหรืออะไรทำนองนั้น. ความยึดมั่นว่าตัวเรา ว่าของเรามันเข้าไปทำให้วุ่นไม่ว่าง เอา "ตัวเรา" ออกไปเสีย ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีเรา ในขณะนี้; นี่มีแต่มือหรืออวัยวะพร้อมด้วยความรู้สึก ที่ตั้งใจจะยิงให้ถูกอย่างเดียว มันก็เลยยิงถูกทุกที. ในนิกายเซ็นของญี่ปุ่นบางแขนง เขาจึงมีพวกที่ฝึกยิงศรอยู่เป็นปีๆ โดยวิธีนี้แหละ ยิงศรแม่นเหมือนกับปาฏิหาริย์อย่างนี้เป็นต้น. อย่างที่ง่ายกว่านั้น ที่ว่าจิตว่างนั้น เช่นว่าเด็กคนหนึ่งร้องเพลงอยู่ตาม ธรรมดาของเขา ไม่มีความหมายอะไร อย่างที่เราเรียกว่าร้องเพลงหงิง ๆ; นี่ก็เรียก ว่าในขณะนั้นเขามีจิตว่างอยู่ไม่มีความทุกข์. ที่นี้ถ้าคนนั้นร้องเพลงด้วยความกำหนัด
น.94 ด้วยความรัก หรือด้วยมีความหมายระหว่างเพศนั้น ไม่ใช่มีจิตว่าง เป็นจิตวุ่น และจะ ต้องเป็นทุกข์. อีกตัวอย่างหนึ่งว่า คนแจวเรือจ้างเหงื่อไหลกลางแดดหรือทวนน้ำดังนี้ ถ้า เขามีจิตว่าง เขาก็ร้องเพลงได้ และแจวเรือไปด้วยความสบายใจและร้องเพลงได้ ; แต่เผอิญประเดี๋ยวนั้น ก็เกิดความคิดวุ่นขึ้นมา มีตัวกูตัวตนขึ้นมา คิดถึงลูกเมียครอบครัว ขึ้นมา จิตเขาวุ่นเขาก็ร้องเพลงไม่ออก แล้วเป็นทุกข์เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นขึ้นมาทันที. ฉะนั้น เป็นอันว่าเราสามารถทำอะไรทุกอย่างด้วยจิตวุ่น หรือจิตว่างแล้วแต่ กรณี. และขอให้สังเกตว่าในขณะที่จิตว่างนั่นแหละคือไม่มีความยึดถืออะไร ว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา และเรียกว่ามีจิตว่าง. ในการที่จัดดอกไม้จัดแจกันดังนี้ ที่เขาสอนกันมากในประเทศญี่ปุ่นจะต้อง ทำจิตให้ว่างเสียก่อน แล้วจึงเสียบดอกไม้ลงในที่เสียบ ดังนี้ พอเสร็จแล้วจะมี ความหมายอย่างหนึ่งทีเดียวในดอกไม้ทั้งกลุ่มนั้น. ถ้าตนมีจิตวุ่นอยู่ด้วยความคิดว่าจะ เอาชนะ วุ่นอยู่ด้วยตัวกูจะเด่นในการจัดดอกไม้นี้ เสียบลงไปแล้วมันจะได้เป็นอีก รูปหนึ่งต่างหาก. ตัวครูบาอาจารย์ที่สอนวิชานี้ พอเขามาดูก็ดูออกหมดว่า แจกันนี้ ถูกจัดด้วยคนจัดที่มีจิตวุ่นหรือจิตว่างมากน้อยเท่าใด. เป็นอันว่าจิตว่างจะทำงานไปได้อย่างหนึ่ง, จิตวุ่นจะทำงานได้อีกอย่างหนึ่ง ; นี่เป็นเรื่องที่ขอแก้ปัญหาของผู้ที่เข้าใจว่า จิตว่างแล้วทำอะไรไม่ได้ บางคนมากกว่านั้น คือเข้าใจไปว่าพอจิตว่างก็แข็งเป็นก้อนหินท่อนไม้ไปเลยดังนี้. ในที่สุดเราต้องใช้หัวใจของพุทธศาสนาในประโยคที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา นั่นแหละเอามาเป็นหลักในการพูด การคิด การทำทุกอย่าง ;
น.95 ก่อนทำงานก็ต้องมีจิตว่าง ทำงานอยู่ก็ต้องมีจิตว่าง ได้รับผลของงานก็ต้อง มีจิตว่าง มิฉะนั้นเราจะเป็นทุกข์ตลอดสาย. แต่ถ้าเรามีจิตว่างแล้วเราจะไม่มีทุกข์ ตลอดสาย จนถึงกับอาจจะกล่าวได้ว่า ถ้าจิตว่าง งานทุกอย่างจะเป็นสุขแม้แต่งานถูพื้น หรือว่างานโกยท้องร่องที่เหม็น; งานจะเป็นสุขไปหมดถ้าจิตว่าง. พอจิตวุ่นแล้ว งานอะไรก็ตามจะเป็นทุกข์ไปหมด แม้แต่งานที่เราเคยพอใจว่าสนุกน่าทำ มันก็ยังเป็น ทุกข์ไปหมด. เป็นอันว่า จงพยายามอยู่ด้วยจิตที่ว่างจากความเห็นแก่ตัว ว่างจากเรา ว่างจากการยึดถือว่าตัวตนของเรา ก็เป็นอันว่ามีชีวิตประจำวันอยู่ด้วยหลักธรรมในพระ พุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์. ข้อสุดท้าย ที่เป็นปกิณณกะก็คือ ข้อที่ว่าท่าน จะต้องระวัง กิเลสนี้เป็นสิ่ง ที่ละได้โดยยาก ซึ่งอาตมาจะขอเล่าไว้ในรูปของนิทาน, โดยที่แท้สิ่งที่เรียกว่านิทาน หรือนิทานชาดกนั้น มันเป็นเหมือนกับภาชนะที่ใส่ของมีค่า หรือเก็บรักษาของมีค่าให้ คงอยู่ได้. ขอท่านอย่าได้เห็นว่าภาชนะเป็นของไม่สำคัญ จนถึงกับไม่สนใจไปเสีย. เหมือนอย่างว่าเราจะหุงอาหาร โดยไม่มีหม้อมีถาดเราจะทำอย่างไร ; ฉะนั้นภาชนะจึง เป็นของจำเป็นในกรณีที่จะต้องรักษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ให้สำเร็จประโยชน์; ธรรมะนี้ ก็เหมือนกัน สรุปใส่ไว้ในภาชนะคือ ชาดกหรือนิทาน. ขอให้ไปอ่านพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงวิจารณ์คุณค่าของชาดกไว้ที่เล่มต้น หรือเล่มแรกของหนังสือชุดชาดกที่นิพนธ์ใน รัชกาลนั้น, ท่านจะเข้าใจความหมายของคำว่าชาดกหรือนิทาน. แต่เดี๋ยวนี้ก็อีก นั่นแหละ พอเรามีภาชนะแล้วเราก็ติดอยู่ที่ภาชนะ ; เห็นชาดกหรือนิทานเป็นเพียง เรื่องอย่างนั้นอย่างนี้เสีย เข้าถึงความหมายของชาดกไม่ได้ ; เราจึงเลยดูถูกดูหมิ่นชาดก หรือนิทานที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาตั้งเยอะแยะนั้นแหละ. แต่ให้ลองเอาความจริงของ สิ่งนี้ออกมาให้ได้; และอย่าไปเข้าใจว่า ความจริงมันอยู่ที่ว่า สัตว์พูดได้ ต้นไม้
น.96 พูดได้ดังนี้ไม่ใช่ มันอยู่ที่ว่าเขาพูดว่าอย่างไร ; นั่นมันสำคัญที่สุดอย่างนั้น อย่างนิทาน ที่เราชอบเล่ากันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และอาตมาก็อยากจะนำมาฝากนิสิตทั้งหลาย ก็คือ นิทานเรื่องตากะยาย. ยายกะตาสองคนผัวเมีย อยู่ด้วยกันมานานแล้ว, แต่นิสัยตรงกันข้าม ยายเป็นคนกระด้าง ตานั้นเป็นคนอ่อนโยน เพราะมีธรรมะกับไม่มีธรรมะนั่นเอง. ทีนี้นานเข้าก็เหลือวิสัยที่ตาจะทนไหว เพราะยายกระด้างยิ่งขึ้นทุกที ก็ต้องตัดสินใจ บริจาค. บริจาคก็คือว่า ห้ามว่าอย่าไปเที่ยวในป่า ก็ยิ่งจะไป, ห้ามว่าอย่าเข้าไป ใกล้เหวจะตกเหว ก็ยิ่งเข้าไปใกล้, อย่าทูนก้อนหินหนัก ๆ เข้าไปใกล้เหว ก็ยิ่งจะทูน, แล้วยายก็พลัดตกไปจริง ๆ. ทีนี้เรื่องมันมีต่อไปว่า ปีศาจที่อยู่ในเหวนั้นขึ้นมาได้ เพราะพ้นจากคำสาป ที่ว่าพอมีคนตกลงไปแทนแล้ว ให้ขึ้นมาได้ ; พอขึ้นมาได้แล้วก็อาละวาดคน เที่ยวสิงคน โลกก็โกลาหลวุ่นวายใหญ่ ; เพราะว่าแต่ก่อนนี้ไม่เคยมีผีสิงคน เดี๋ยวนี้ผีสิงคนก็เอะอะกัน ทั้งบ้าน. ตาก็มาดูกับเขาด้วยเหมือนกัน ทีนี้ผีเห็นตามาแต่ไกลก็เลยหนี ; เพราะผิด สัญญาที่สัญญากะตาไว้ ว่าขึ้นมาจากเหวแล้วอย่าไปเที่ยวยุ่งกับคน. ผีวิ่งหนี ตาไล่ตี ในที่สุดผีล้มลงฟาดภูเขา น้ำมันในกระโหลกศีรษะกระเด็นไปทั่วโลก ลงไปในสิ่งที่ต่อมา ล้วนเกิดเป็นปัญหา เป็นความยุ่งยากของโลก เช่น กัญชา ยาฝิ่น ฯลฯ อย่างนี้. น้ำมันผี ลงไปในสิ่งเสพย์ติดของละยากลงไปในบ่อนโป บ่อนไพ่ก็ละยาก ลงไปในน้ำชากาแฟ แม้แต่บุหรี่ที่กำลังสูบกันอยู่ นี้ก็ยังละยาก ทำให้เสียเงินไปปีหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยล้าน หรือว่า มันจะลงไปในที่บางแห่งที่มากขึ้นไปอีก ที่ทำให้นักศึกษาบางคนแอบขายปากกาหมึกซึม ปลอกทองไปเสียค่าเต้นรำ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น, แล้วก็ไปบอกพ่อแม่ว่าหาย หรือไป ซื้อของพอดีพอร้ายมาใช้แทน อย่างนี้คิดดูซิว่ามันเป็นอย่างไร ? มันเป็นความละยาก ของอะไร ?.
น.97 ความละยากของกิเลสนี้ ขอให้แปลความหมายว่า มันเป็นความละยาก อย่างยิ่ง จนถึงกับว่าเหมือนกับน้ำมันผี ไม่มีสบู่ที่จะล้างมันออกได้ ; ปรากฏอยู่แก่ผู้ ที่ได้รับผลร้ายของมันอยู่ทุกคนแล้ว. ว่าแต่ว่านิทานหรือภาชนะนี้ไม่สำคัญ มันสำคัญ อยู่ที่ว่า เขาหมายความว่าอย่างไร เขาหมายความว่าก่อนหน้านี้ไม่มีผีอยู่ในโลก ; มันเพิ่งมีเมื่อมีกิเลสของคนเรา เจริญขึ้นตามความเจริญของโลก. ทีนี้มันเหนียวแน่น ละยาก เพราะมันมีความดึงดูด ด้วยการที่มนุษย์นั้นฉลาดแต่ในการที่จะมอมกันด้วยการ คิดประดิษฐ์ประดอยสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่าง ๆ มอมกันให้มึนเมาในรูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัสอย่างยิ่ง มันจึงละยาก; จนสภาพการณ์อย่างนี้มีขึ้นในโลกทั่วไป จนกระทั่ง นักศึกษา เช่น ลูกศิษย์ก็ไม่เคารพครูอย่างนี้เป็นต้น ; เพราะตกอยู่ในสิ่งที่ดึงดูดเหล่านี้ ความเป็นอ้ายอ๊อดก็ละไม่ได้ คงดื้อต่อบิดามารดาของมันอยู่เรื่อยไป. นี่ถ้าไม่ทราบ ไม่เข้าใจถึงสิ่งนี้ละก็ ไม่มีทางที่จะเข้าถึงสิ่งที่จะพึงได้จากธรรมะแต่อย่างใด. ฉะนั้น จึงหวังว่าบรรดานิสิต นักศึกษาทั้งหลายจะได้พิจารณาใน สิ่งที่เล่าให้ฟังมาแล้วนี้เป็นอย่างดี จนกระทั่งได้ทราบว่า ธรรมะคืออะไร ; และเราไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร โดยไม่มีอุปสรรค; และให้ประสบความ สำเร็จในการมุ่งหวังจากการที่สร้างกลุ่มพุทธบริษัท; แม้เพียงในวงนัก ศึกษาขึ้นมาในสโมสรมหาวิทยาลัยนี้ อย่างสำเร็จประโยชน์ทุกประการเทอญ. ธรรมกถาที่บันดาลเกิดมีขึ้นได้โดยพระเมตตา สิ้นสุดลงด้วยเวลา เพียงเท่านี้ขอถวายพระพร.
Buddhadasa