Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๓ — ธรรมะเป็นของคู่กับชีวิต

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.98 ท่านสมาชิกกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ และท่านที่สนใจทั้งหลาย ในข้อแรกที่สุดนี้ อยากจะพูดถึงข้อความเบ็ดเตล็ดที่เนื่องกัน ข้อนี้คือข้อที่ว่า ศิลปะเกี่ยวกับการฟัง, หรือที่ในพุทธศาสนาเรียกว่าฟังด้วยดี เรียกว่า สุสฺสูสํ แปลว่าฟังอยู่ด้วยดี ทั้งนี้ก็เพราะว่าการฟังด้วยดีกับฟังไม่ดีนั้นผิดกันมาก. ที่ว่า ฟังด้วยดี นั้นก็คือ ขอให้ฟังด้วยความสนใจถึงขนาดที่ว่าธรรมะ นั้นเป็นสิ่งที่คู่กันมากับชีวิต ; ฟังในแง่ที่ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต, ไม่ใช่ ฟังในแง่ว่ามันเป็นการศึกษาเพื่อประดับสติปัญญา, หรือเป็นการศึกษาอดิเรก, หรือเป็นการศึกษาให้รอบรู้เพื่อความเป็นนักปราชญ์. ความเป็นนักปราชญ์ ไม่ถือว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตหมายถึงข้อที่จะต้องเอาตัวรอดไปได้ด้วยดี ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป. ๗๓

น.99 การฟังด้วยดี นี้ มีความหมายกว้างมาก ฟังอย่างเพื่อจำได้ หรือว่าฟังเพื่อ แตกฉาน เพื่อความเป็นปราชญ์ ฯลฯ เหล่านั้นยังไม่เรียกว่าฟังด้วยดี ถ้าฟังด้วยความ สนใจว่า นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต ยิ่งกว่าวิชาแขนงอื่น นั้นจึงจะเรียกว่าฟังด้วยดี เพราะความจริงเป็นอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่งฟังด้วยดีหมายถึงคำที่จนเป็นธรรมเนียมที่ พระเทศน์ ท่านก็ต้องเตือนผู้ฟังว่า ให้ตั้งโสตประสาทเหมือนภาชนะทอง คือภาชนะโลหะ ใช้ใส่น้ำมันได้ ถ้าเป็นภาชนะอื่นน้ำมันซึมหนีไปหมด โดยเฉพาะน้ำมันที่บางหรือใสที่สุด เพราะมีการเจียวมาก อย่างที่เรียกว่าน้ำมันพญาราชสีห์เจียวได้ร้อยครั้ง นั่นเป็นอุปมา เปรียบกับพระธรรม. พระธรรมเป็นของละเอียด จนซึมผ่านภาชนะดิน กล่าวคือหู หรือการฟังที่ไม่ดี. แต่ว่าถ้าตั้งใจฟังด้วยดีเหมือนกับว่าเป็นภาชนะโลหะแล้ว ย่อมจะ สำเร็จประโยชน์ ; นี้ก็แง่หนึ่ง. แล้วอีกแง่หนึ่ง ก็ขอให้ฟังถึงขนาดที่จะทราบโดยหลักใหญ่ ๆ ว่า สิ่งที่กล่าว ถึงนั้น คืออะไร ? หรือว่าสิ่งนั้นมาจากอะไร ? และเพื่ออะไรต่อไป ? และจะสำเร็จ ตามนั้นได้โดยวิธีใด ? คำว่า คืออะไร? จากอะไร? เพื่ออะไร? โดยวิธีใด ? นี้ถือว่าเป็น logics ของพุทธศาสนา เพราะเป็นหลักของเรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง. เพราะ ฉะนั้น ถ้าจะฟังเรื่องอะไรให้ดี ก็ต้องฟังจนได้ความว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร ? และมาจาก อะไร ? และเพื่อประโยชน์อะไร ? และโดยวิธีใด ? เมื่อฟังในฐานะ เป็นสิ่งจำเป็น แก่ชีวิตและเหมือนกับว่าตั้งโสตประสาทเป็นภาชนะทอง และฟังจนรู้ว่า คืออะไร จากอะไรเพื่ออะไร โดยวิธีใดแล้ว ก็ถือว่าฟังด้วยดี คือ สุสฺสูสํ แล้วก็มีกล่าวต่อ ไปว่า ลภเต ปญฺญํ ฟังด้วยดีย่อมได้ความรอบรู้. สิ่งที่ว่า จำเป็นแก่ชีวิต ที่จริงควรจะนึกถึงคำว่า คู่กับชีวิต. ถ้าพูดถึงคู่ชีวิต คนก็มักจะนึกว่าหมายถึงบุคคลที่เป็นเพศตรงกันข้าม เป็นคู่ ๆ ซึ่งเขาก็เรียกว่าคู่ชีวิต เหมือนกัน เพราะว่าจะต้องทำอะไรร่วมกันจนตาย. แต่ว่าธรรมะนั้นเป็นคู่ชีวิตยิ่งไป กว่านั้น คือทั้งเพศหญิง เพศชาย จะต้องมีธรรมะเป็นของคู่กันกับชีวิต ถ้าเราปราศจาก

น.100 สิ่งที่เรียกว่าธรรมะในฐานะเป็นของคู่กันกับชีวิตแล้ว จะเป็นชีวิตที่ระหกระเหิน จะเต็ม ไปด้วยความสับสนกระวนกระวายไม่ราบรื่น ทั้งๆ ที่คนทั่วไปเขาอาจจะคิดว่าราบรื่น หรือสนุกสนาน ฉะนั้น คำว่า "ราบรื่น" ทางธรรมะนี้มีความหมายละเอียดสุขุมลงไป อีกมากทีเดียว ขอให้ตั้งใจฟังต่อไป : ชีวิตที่ราบรื่นนั้น มีได้แต่บุคคลผู้เป็นบัณฑิต นี้กล่าวตามหลักของ ภาษาบาลี. เราควรจะสังเกตว่า สมัยปัจจุบันนี้ คนที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เขาก็เรียกว่า บัณฑิต, บัณฑิตในแขนงนั้น แขนงนี้ แล้วเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปเรียกว่า บัณฑิต, เพราะว่าสอบไล่ได้ตามหลักสูตรนั้นๆ ตามระเบียบที่วางไว้. แต่ว่าคำว่า "บัณฑิต" ในพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้หมายความแค่นั้น คือมันเพียงเกือบจะคล้ายกัน. คำว่าบัณฑิต ในพระพุทธศาสนาย่อมหมายว่าผู้ดำเนินประโยชน์กิจไปด้วย ปัญญา หรือดำเนินชีวิตไปด้วยปัญญา จนกระทั่งเอาตัวรอดได้ พ้นจากความทุกข์ ทั้งปวง. บัณฑิต คำนี้ถ้าในประเทศอินเดียในสมัยโบราณ ก็หมายถึงฆราวาสที่สำเร็จ การเรียน การศึกษาเหมือนกัน เช่น ไปศึกษาจบหลักสูตรที่วางไว้แล้ว ก็เรียกว่าเป็น บัณฑิต แม้ในพระพุทธศาสนาเราก็เกิดขนบธรรมเนียมประเพณีขึ้นในประเทศไทยนี้ว่า คนที่ไปบวชตามสมควรจนมีความรอบรู้ในการที่จะดำเนินชีวิตแล้ว ก็เรียกว่า "บัณฑิต" ; แต่คำว่าบัณฑิตนั้นออกเสียงเป็นบัณฑิต แล้วต่อมามันเหลือแต่ทิต, เรียกคนบวช สึกมาว่าทิตนันทิตนี่. ต่อมาคนเหล่านั้นไม่มีความรู้สมกับที่ได้บวชแล้ว คำว่าทิตก็กลาย เป็นคำล้อเลียนไป หมายถึงคนที่บวชแล้วกลับออกมาอย่างโง่เง่างุ่มง่าม ; แต่ถึง อย่างนั้นก็จะต้องทราบไว้ว่า คำว่าบัณฑิตนั้น มีความหมายตรงที่ว่าคนนั้นเป็นผู้ที่ สามารถ ดำเนินชีวิตไปด้วยปัญญา ด้วยความรอบรู้แต่ต้นจนปลาย. ที่ว่า ดำเนินประโยชน์กิจ ก็หมายความว่า กิจที่จะต้องทำคือตามที่มัน เกี่ยวข้องกันกับชีวิต. "ประโยชน์" นี้ แปลว่า เกี่ยวข้องหรือผูกพัน, "กิจ" แปลว่า

น.101 หน้าที่. สิ่งที่เราเกี่ยวข้องผูกพันกันได้นั้นเรียกว่าประโยชน์ ; เพราะฉะนั้นจึงหมายความ ได้กว้างขวางหมด คือหมดเลย, จะเป็นการเรียนก็ดี เป็นการกระทำซึ่งหลังจากการเรียน ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพก็ดี แล้วการบริโภคผลของสิ่งที่กระทำได้ก็ดี เรียกว่าเป็นการ ดำเนินประโยชน์กิจ หรือดำเนินชีวิตด้วยกันทั้งนั้น. เราจะต้องดำเนินไปด้วยปัญญา ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจไว้ทีก่อนว่า การเรียนก็ต้องเป็นอย่างบัณฑิต การทำ การงานต่อไปเกี่ยวแก่การทำนั้นก็ต้องเป็นอย่างบัณฑิต และในที่สุดการบริโภคผลของ การทำที่กระทำได้ ก็ต้องกระทำอย่างบัณฑิต. ส่วนการเป็นบัณฑิต โดยที่ว่าเรียนจบหลักสูตรแล้วก็เป็นบัณฑิตนั้น ยังเป็น เพียงว่าเป็นบัณฑิตหนึ่งในสาม หรือไม่มากไปกว่าหนึ่งในสามของความเป็นบัณฑิต ; เพราะว่าในชีวิตนี้ เราจะต้องมีการศึกษาเล่าเรียน และมีการกระทำการงานอาศัย ความรู้ที่ได้เรียนมานั้น ; แล้วจึงต้องมีการบริโภคผลของการงาน ซึ่งจะต้องระมัดระวัง เท่ากันกับการเรียนและการทำเหมือนกัน. คนประมาทอาจจะคิดว่า ในตอนที่เป็นการ บริโภคผลของการกระทำนั้น คงจะเป็นไปได้ง่ายๆ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ถือว่าเป็น สิ่งที่ต้องศึกษาหรือระมัดระวังอะไร. มันยากลำบากอยู่ตรงที่จะต้องเรียนให้มีความรู้ มาก ๆ แล้วจึงไปกระทำ ; อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด. อยากจะขอให้ถือว่าการเรียนใน วัยเรียนก็ดี, การกระทำในวัยที่ประกอบการงานก็ดี, และการบริโภคผลของการงาน ตลอดเวลาจนกระทั่งถึงเบื้องปลายสุดท้ายของชีวิตก็ดี ต้องทำในลักษณะที่เป็นบัณฑิต ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาท หรือ อย่าเพ่อเข้าใจว่าพอเรียนจบหลักสูตร ถึงขั้นมหาวิทยาลัยแล้วก็เป็นบัณฑิต นั่นเป็นบัณฑิตอย่างภาษาโลก ๆ ไม่ใช่ เป็นบัณฑิตอย่างภาษาธรรมะ และโดยเฉพาะในพระพุทธศาสนา, แต่ถึงอย่างนั้นความ หมายก็เหมือนกัน คือว่าเป็นผู้ดำเนินสิ่งที่กระทำ หรือว่าดำเนินชีวิตนั้นไปด้วยปัญญา

น.102 แล้วก็เรียกว่าบัณฑิต หมายความว่าเมื่อเราเรียนจบในหลักสูตร เราก็สามารถ ; แปลว่าสามารถดำเนินชีวิตในขั้นการเรียนนั้นสำเร็จมาจนถึงขั้นที่เป็นบัณฑิต. เราออก จากสถานศึกษาไป ในฐานะที่มีปริญญาบัณฑิตติดตัวไปนี้ มันก็หนึ่งในสามเท่านั้น. ฉะนั้นมันต้องไปมีการกระทำอย่างบัณฑิตตลอดต้นจนปลาย คงต้นคงวาจึงจะเป็นบัณฑิต ในการกระทำ, แล้วในที่สุดก็ยังต้องเป็นบัณฑิตในการบริโภคผลของการกระทำ. นี่ก็คือข้อที่อยากจะปรารภเป็นข้อเบ็ดเตล็ดตอนแรก ว่า "ฟังด้วยดี" และ ความหมายของคำว่าบัณฑิตนั้นเป็นอย่างไร ท่านก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า ได้ฟังเรื่องธรรมะ ในฐานะที่เป็นเหมือนกับคู่ชีวิตนี้ด้วยดี และ ให้สำเร็จประโยชน์ในการที่จะเป็น บัณฑิตข้างหน้า ทั้งในการเรียน การกระทำ และการบริโภคผลของการ กระทำ. เราได้กล่าวแล้วว่า ในวันนี้โดยเฉพาะ จะได้กล่าวถึงในส่วนหนึ่งที่แสดงให้ เห็นว่า “ธรรมะนี้เป็นคู่ชีวิต ของชีวิตทุกชีวิต" ครูบาอาจารย์บางคนแม้จะเป็นครูบาอาจารย์แล้ว ก็อาจคิดว่าธรรมะไม่ จำเป็น. นี่ก็เพราะว่าเข้าใจคำว่าบัณฑิต แต่ในแง่ของการเรียนเท่านั้นเอง. เพราะ ฉะนั้นการที่เราจัดการอบรมธรรมะ ศึกษาธรรมะขึ้น บางคนก็จะดูถูกว่าไปทำสิ่งที่ไม่ จำเป็น ผู้ใดที่เห็นว่าธรรมะไม่จำเป็น ผู้นั้นกำลังดูถูกตัวเอง, ถ้าครูบาอาจารย์ คนใด เห็นว่าการอบรมธรรมะในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยไม่เป็นสิ่งจำเป็น นี้ก็ หมายความว่าครูบาอาจารย์คนนั้น กำลังดูถูกตัวเองเป็นอย่างยิ่ง : คือว่าดูถูกความเป็น มนุษย์ของตัวเอง โดยไม่สนใจว่ามันวิเศษกี่มากน้อย, มันจะทำอะไรได้บ้าง. ไปดูถูก ธรรมะเข้าเท่านั้นจะกลายเป็นการดูถูกตัวเอง, ไปดูถูกธรรมะว่าไม่จำเป็นแก่คน ในฐานะ เป็นของคู่ชีวิตจนตลอดชีวิตอย่างนี้ เรียกว่าเป็นคนโง่ เป็นคนพาล และเป็นคนเขลา

น.103 ซึ่งในพระพุทธศาสนาเรียกว่าคนประมาท, แล้วยังไปดูถูกคนอื่นที่เขาสนใจธรรมะว่าเป็น คนที่มาทำสิ่งที่ไม่จำเป็น ครึคระโง่เง่างมงาย. การกระทำอย่างนั้นมันเป็นการดูถูกตัว ผู้กล่าวเองนั้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าไม่รู้ว่า ธรรมะนั้นเป็นคู่ชีวิตของชีวิตทุกชีวิต ในทำนองนั้น ; เพราะฉะนั้นขอให้เห็นในข้อที่ว่าธรรมะเป็นคู่ชีวิตของสิ่งที่มีชีวิต. เราจะต้องนึกถึงข้อที่ว่า ชีวิตเป็นชีวิตมาได้ของคน ๆ หนึ่งก็ตาม หรือของ โลก ของธรรมชาติทั้งหมดก็ตาม มันเป็นมาได้ด้วยอำนาจของธรรมะ แม้ที่สุดแต่คำที่ กล่าวว่า The survival of the fittest ที่ถือกันเป็นหลักทั่วไปในการที่ชีวิตจะวิวัฒนาการ มาได้กี่ล้าน ๆ ปีมานี้ ก็เข้าใจว่า the fittest ที่เหมาะที่สุดนั้นมันคือเป็นมาตามหลักของ ธรรมะ, คือความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น มันหมายความได้ถึงทุกสิ่ง แม้แต่ตัวธรรมชาติเอง, และแม้แต่ตัวกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นั้น ๆ แม้แต่ความรู้ที่เรารู้เกี่ยวกับธรรมชาติและกฎของธรรมชาตินั้น ๆ และแม้แต่ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ, และแม้ผลเกิดจากการที่ได้ปฏิบัตินั้น ๆ, ทั้งหมดนั้น เราเรียกว่า " ธรรมะ" ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ด้วยความเหมาะสม ที่ทำให้ชีวิต วิวัฒนาการมาได้. อันไหนไม่เหมาะสมอันนั้นสูญหายไปจากโลกแล้ว, อันไหนอยู่มาได้ ด้วยความเหมาะสม อันนั้นก็คืออยู่มาได้ด้วยอำนาจของธรรมะ, แม้ว่าจะเป็นธรรมะที่ ไม่เจตนา คือ สัตว์เหล่านั้นไม่รู้สึกตัว ไม่มีความรู้ว่านี้คือธรรมะ แล้วเขาก็รอดมาได้, อย่างนี้ก็เรียกว่าด้วยอำนาจของธรรมะนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่เขาไม่รู้สึกตัว. เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ แม้แต่ที่มันตายไป มันก็ตายไปตามกฎของการที่ดำเนินไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมแก่ธรรมะ ซึ่งเป็นกฎของ ธรรมะด้วยเหมือนกัน. ที่รอดมานี้มันก็รอดมาเพราะความเหมาะสมที่ดำเนินมาถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมะด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะหมุนไปทางไหน ก็จะพบแต่ธรรมะซึ่งเป็นของกำกับกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ในฐานะที่เป็นกฎของ

น.104 ธรรมชาติ ; ผิดกฎนี้ก็สูญหายไป ; ถูกกับกฎนี้ก็ยังเหลืออยู่ ; หมายความว่าที่เหลืออยู่ มาถึงทุกวันนี้ก็ด้วยอำนาจของธรรมะ. จึงกล่าวได้ว่า ธรรมะนั้นมันคู่กันมากับชีวิต นับตั้งต้นตั้งแต่เริ่มมีสิ่งที่มีชีวิตขึ้นในโลกหรือในจักรวาลนี้ นับตั้งแต่ชีวิตเซลล์เดียวหรือ อะไรก็สุดแท้ที่เรียกว่าชีวิต เพราะว่าชีวิตนั้นก็คือ สิ่งที่ปรุงแต่งไหลเวียนมาตามอำนาจ ของเหตุของปัจจัยไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ตัววัตถุนั้นก็คือธรรมะในส่วนรูปธรรม, ความรู้สึกคิดนึกที่เกิดขึ้นในสิ่ง ที่มีชีวิต ก็เป็นธรรมะในส่วนนามธรรม ; แล้วกฎที่บังคับให้มีการปรุงแต่งและการ เปลี่ยนแปลงนั้นก็คือธรรมะในส่วนที่เป็นกฎธรรมชาติ หรือเป็นสัจจธรรมประเภทหนึ่ง. ดังนั้นจะเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะไม่ใช่ธรรมะ และไม่ได้ดำเนินมาตามกฎเกณฑ์ของธรรมะ จนทำให้กล่าวได้ว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่คู่กันอยู่กับชีวิต. นี่หมายถึงคนคนหนึ่ง ๆ ตั้งแต่เกิดจนตายนี้ ในส่วนที่เป็นธรรมชาติแท้ ๆ ไม่เกี่ยวกับการประพฤติธรรมะใน หลักของศาสนานั้น ก็เรียกได้ว่าชีวิตนั้นดำเนินมาตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติหรือกฎของ ธรรมะ ชนิดเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. แต่ที่ดีไปกว่านั้นก็คือว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎความจริงของธรรมชาติ ส่วนที่จะเป็นความรู้ สูงขึ้นไปกว่าที่จะรู้ตามสัญชาตญาณนั้น โดยเรียกว่าพระธรรม ; ก็คือธรรมะนั่นเอง. ถ้าได้เข้ามาเป็นคู่กันกับชีวิตหรือเป็นคู่ของชีวิตแล้ว ก็จะเป็นชีวิต ที่ดำเนินไปในทางสูง จะสมกับความหมายของคำว่า "ชีวิต" คือความเป็นอยู่อย่างน่าดู หรืองดงาม. ถ้าผิดไปจากนั้นแล้วมันก็จะเหมือนกับตายแล้ว, ตายแล้วทั้ง ๆ ที่ยัง เดินได้ ยังพูดได้ หรือยังหายใจอยู่. ลองปราศจากคุณสมบัติในทางธรรมะ สัตว์นั้น หรือคนนั้น ก็จะเหมือนกับตายแล้วทั้ง ๆ ที่หายใจได้ เดินได้ พูดได้ กินได้ ; เราจึงได้ คำว่า "ชีวิต" ในความหมายของนามธรรมขึ้นมาอีกคำหนึ่ง คู่กันกับชีวิตในความหมาย

น.105 ของวัตถุ, หรือรูปธรรม, หรือทาง physics ; หรือจะกล่าวโดยฝ่ายรูปธรรม คือ physics หรือจะกล่าวโดยฝ่ายนามธรรม คือ spirit ก็ตามนี้ มันก็ต้องอาศัยธรรมะ เป็นของคู่กันมากับชีวิตทั้งนั้น. ทำไมต้องมีธรรมะนี้ เป็นของคู่กัน ? ก็เพราะว่ามันเหมือนกับสิ่ง อุปถัมภ์ ค้ำจุน ควบคุม ; เพราะว่าถ้าจะกล่าวโดยอุปมาแล้ว ชีวิตไม่ว่าชนิดไหนหมด เป็นเหมือนกับการเดินทาง, คือวิวัฒนาการนี้ เป็นเหมือนกับการเดินทาง ; เพราะว่า วิวัฒนาการทั้งหลาย ย่อมมีอยู่เรื่อย ไปสู่จุดหมายจุดหนึ่ง และอยู่ในลักษณะที่สูงขึ้น หรือดีขึ้น หรือน่าดูขึ้น ; แล้วก็ไปสู่จุดสูงสุด ที่เรียกว่า "สิ่งที่ดีที่สุด" ที่ชีวิต ทั้งหลายควรจะเข้าถึง". สิ่งนั้นคืออะไร ? เอาไว้วินิจฉัยกันคราวหลัง. ในที่นี้ขอให้มองเห็นก่อนในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิตแล้วก็ต้องมี ลักษณะเหมือนกับการเดินทาง คือเดินใกล้จุดหมายเข้าไปทุกที ทั้งของปัจเจกชน คือเป็นคน ๆ ไปก็เป็นการเดินทาง ทั้งของส่วนรวมคือ ของสังคมโลก ทั้งโลก หรือ ยิ่งกว่าทั้งโลก คือทุกโลก อะไรทำนองนี้, และทั้งของมนุษย์ ทั้งของสัตว์เดรัจฉาน ทั้งของเทวดาหรือสัตว์นรกก็ตาม, มีลักษณะเหมือนกับการเดินทางทั้งนั้น ไม่หยุดนึ่ง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย. สำหรับชีวิตของคน ๆ หนึ่งโดยเฉพาะนั้นเป็นการเดินทางตั้งแต่เกิดมาจาก ท้องแม่จนกระทั่งตาย แต่ว่าจะได้เดินผิดหรือเดินถูก หรือจะถึงจุดหมายหรือไม่นั้น มันอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก. แต่ในตัวชีวิต จะต้องเป็นการเดินทางเสมอ ทั้งเดินถูก หรือเดินผิด; นี้ใคร ๆ ก็พอจะมองเห็นได้. ถ้าพูดถึงสังคมของโลกทั้งโลก รวมเป็นสิ่ง ๆ เดียวหรือเป็นชีวิตเดียว เป็น โลก มันก็เป็นการเดินทาง ; มันจะเดินไปสู่การแตกดับวินาศ หรือมันจะเดินไปสู่

น.106 สันติภาพอันถาวร ก็สุดแท้แต่ว่าคนในโลกนั้น คือ ชีวิตทุกชีวิตนั้น มันประกอบอยู่ ด้วยอะไร ? คือประกอบอยู่ด้วยธรรมะ หรือไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะนั่นเอง. พูดสั้น ๆ ก็เพียงเท่านี้ พอจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ว่า ชีวิตนี้เป็นการ เดินทางไม่ว่าจะมองกันในแง่ไหน : ในแง่คน ๆ หนึ่ง หรือว่าในแง่สังคมทั้งโลก และทุกโลก. เราจะเห็นได้ว่า การเดินทางกว่าที่จะเป็นมาได้จนกระทั่งมีพวกเราในโลก อยู่กันในยุคนี้ อย่างในลักษณะอย่างนี้นั้น มันก็ต้องเดินทางมาในลักษณะที่เหมาะสม คือ มีธรรมะที่เหมาะสมแก่การที่จะมาเป็นอยู่อย่างนี้, ที่กำลังเป็นอยู่อย่างนี้ ; จะเรียก ว่าโง่หรือฉลาด ทุกข์หรือสุขก็สุดแล้วแต่เราจะเรียก. แต่ว่า การที่จะมาเป็นอยู่ อย่างนี้ มันต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ที่สัตว์เหล่านั้นถือเอาเป็นคู่ชีวิต ของเขาด้วยความฉลาดที่ฉลาดมากฉลาดน้อย หรือโง่มากโง่น้อยก็ตาม ; ทั้งโลกได้ เป็นมาในลักษณะเช่นนี้. ความเข้าใจผิดความเข้าใจถูกของคนรวมกันทั้งโลก มันก็เป็น ธรรมะ คือเป็นธรรมะที่ผิดหรือธรรมะที่ถูก. ถ้าทำไม่ดีมันก็เป็นไปในทางของธรรมะ ที่ผิด มันก็เป็นพิษเป็นอันตราย เป็นความวินาศของโลก; เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจ คำว่า “ ธรรมะ" ในลักษณะอย่างนี้ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายกว้างเต็มตามความหมาย ของคำ ๆ นี้. ส่วนธรรมะที่เป็นฝ่ายดี ที่คุ้มครองมนุษย์นั้น เราจะเติมคำเข้าอีก พยางค์หนึ่งคือคำว่า "พระ" เป็น "พระธรรม" เพื่อไม่ให้ปนเปกัน. แต่ถ้าภาษา บาลีแล้วเป็นคำ ๆ เดียวกันตลอด เป็นตัวธรรมะตัวเดียวเท่านั้นไม่มีมากกว่านั้น. แล้ว ธรรมะ นั้น ถ้ามีปัญญา มองเห็นกันอย่างลึกซึ้งแล้ว มันก็มีสิ่งเดียวเท่านั้น คือสิ่งทั้งปวง. ถึงแม้เราจะเห็นธรรมะในรูปของพระธรรม ที่คนเอาไปปฏิบัติแล้ว พ้นทุกข์ มันก็ต้องเห็นที่ สิ่งทั้งปวง ต้องดูที่ สิ่งทั้งปวง สมกับคำว่า “ ธรรมะ" นี้ หมายความว่า "สิ่ง" เท่านั้นเอง.

น.107 “ธรรมทั้งปวง" ก็คือ "สิ่งทั้งปวง" ไม่ยกเว้นอะไรหมดเลย เหมือนกับ บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา หรือว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้. คำว่า "ธรรม" ในที่นี้หมายถึง "สิ่ง" เท่านั้น คือสิ่งทั้งปวง ไม่ยกเว้นอะไรหมด; เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจคำว่าธรรมะไว้ในลักษณะอย่างนี้ก่อน จะเข้าใจต่อไปได้ง่ายขึ้น. แล้วในสิ่ง ทั้งปวงนั้น มันมีส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์ ธรรมะในส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์. ธรรมะในส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์นี้ มันมีกฎเกณฑ์ฝ่ายถูกกับกฎเกณฑ์ฝ่ายผิด ; เราจะให้กฎเกณฑ์ฝ่ายถูกเป็นธรรมะอย่างเดียว แล้วจะเกียดกันให้กฎเกณฑ์ฝ่ายผิดไม่ เป็นธรรมะนั้นไม่ได้. เราจะไปว่าเอาเองไม่ได้ ตามธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น แม้ จะไปเรียกการกระทำฝ่ายผิดนั้นว่า "อธรรม" ที่แปลว่าไม่ใช่ธรรมะ แต่แล้วมันก็เป็น ธรรมะ คือ ธรรมะฝ่ายที่เป็นอธรรม. คำ ๆ นี้ในภาษาบาลีมีความหมายอย่างนี้ เพราะฉะนั้นรู้ธรรมะจึงรู้ทุกสิ่ง ; แต่ว่าคนธรรมดาสามัญ จะรู้ทุกสิ่งไปไม่ได้ จึงจำเป็น ต้องรู้เฉพาะ ๆ เท่าที่จำเป็น คือเท่าที่จะเอามาเป็นคู่ชีวิตของตนเท่านั้น. ถ้าจะถามว่า สักเท่าไร ? ก็จะตอบว่า "กำมือเดียว" พระพุทธเจ้าท่านมักจะทรงชี้ให้สาวกทั้งหลาย ทราบในข้อนี้. คือครั้งหนึ่งในขณะที่เดินทางไปในป่าแห่งหนึ่ง ท่านทรงกำใบไม้ขึ้นมากำมือ หนึ่ง แล้วทรงถามว่าใบไม้ในกำมือนี้เทียบดูกับใบไม้ทั้งป่านี้มันมากน้อยกว่ากันเท่าไร ? พระสาวกเห็นได้ชัดด้วยตนเองว่า มันมากกว่ากัน อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้; หรือว่า ใบไม้เท่าที่อยู่ในกำมือของพระพุทธเจ้านั้น มันน้อยเกินไปกว่าที่จะไปเทียบกันกับใบไม้ ทั้งป่าได้. ความรู้สึกอันนี้ทำให้สาวกทั้งหลายทราบว่า ธรรมะทั้งหลายที่จะต้องเรียน ต้องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นั้น มันกำมือเดียวเท่านั้น ; คือไม่ต้องรู้ไปถึงทั้งหมดทุกสิ่ง

น.108 ทุกอย่าง ของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั่นเอง ; แต่มารู้เพียงกำมือเดียว คือในแง่ที่เป็นกฎ และเป็นกฎที่ปฏิบัติแล้วจะทำให้ไม่มีทุกข์ ฉะนั้นจึงกล่าวว่าเรารู้เพียงกำมือเดียวก็พอ. แต่ว่าถ้าเราไม่ฉลาดพอ ก็คงจะไปคว้าเอาส่วนเพียงกำมือเดียวนั้นผิดเรื่อยไป ไม่ได้ กำมือเดียวชนิดที่จะสำเร็จประโยชน์ไปได้เลย ; เพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษา ต้องเล่าเรียน หรือ ต้องคิดต้องนึกมาก ในการที่จะคว้าเอามาสักกำมือหนึ่ง เท่าที่จำเป็นแก่ชีวิต เพื่อเป็นคู่ชีวิตของชีวิต. ต่อไปเราจะได้พิจารณากันถึงข้อที่ว่า ชีวิตที่เป็นเหมือนการเดินทางนั้น มันต้องการธรรมะอย่างไร ? หรือทำไม? ในการเดินทางของชีวิตนี้ เราจะต้องแบ่งออกเหมือนกับที่ได้แบ่งแล้วว่า เป็นการเรียน, เป็นการกระทำตามที่เรียน, และบริโภคผลของการกระทำนั้น ๆ ; แบ่งอย่างนั้นมันเป็น ๓. ทีนี้เราแบ่ง ๒ อย่างจะดีกว่า : คือว่าเป็นการแสวงหา และ การบริโภค เท่านี้ก็พอแล้ว. ชีวิตในส่วนที่เป็นการแสวงหา ก็หมายถึงการเรียนและ การกระทำรวมกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ประสงค์ แล้วก็มีส่วนที่บริโภค. ถ้าจะเปรียบ ให้ง่ายไปกว่านี้อีกก็เหมือนกับว่า เราจะใช้รถยนต์อย่างนี้ เราจะต้องทำจนกระทั่งมี รถยนต์ขึ้นมาให้ได้เสียก่อน นี่เรียกว่าการแสวงหาโดยวิธีใดก็ตาม ; แล้วเราจึงจะขับ รถยนต์ไปตามความประสงค์ของเรา. ทีนี้การแสวงหารถยนต์นั้น มันต้องประกอบ อยู่ด้วยธรรมะ ; แม้แต่การขับรถยนต์มันก็ต้องประกอบไปด้วยธรรมะ จึงจะเป็นการ สำเร็จประโยชน์. หรือให้ชัดกว่านี้ ที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ก็ว่า ถ้าจะกินปลา มันต้องมีการ หาปลา ; ได้ปลามาแล้วจึงจะมีการกินปลา. การหาปลานั้นอยู่ในพวกการแสวง ; การกินปลาอยู่ในพวกการบริโภค. การหาปลานั้นมันจะต้องหาโดยไม่ถูกเงี่ยงหรือไม่ถูก

น.109 พิษอะไรของปลาอันเกิดจากการหาปลา. ถ้าหาไม่เป็น ก็ถูกเงี่ยงของปลา ตำเอา ยอกเอา เป็นพิษถึงตายก็มี. ครั้นได้ปลามาแล้ว ก็จะต้องรู้จักกินปลานั้นอีก ; ถ้ากินปลานั้นไม่เป็น มันก็จะถูกก้างปลาและจะต้องตาย เพราะการกินปลา. ฉะนั้นมัน ต้องเป็นทั้งการแสวงหาและการบริโภคเสมอไปทั้งนั้น ; มิฉะนั้นแล้วชีวิตนี้จะประสบ เข้ากับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แม้ตั้งแต่ในขณะกำลังแสวงหา และแม้ในขณะที่บริโภค ผลของการแสวงหา. นิสิตทั้งหลายที่ศึกษาจนจบหลักสูตรของการศึกษานี้ อาจจะทะนงมากไป ถึงว่ารู้อะไรหมด. ที่จริงยังไม่ค่อยรู้อะไร เป็นแต่เพียงเรียนวิธีจับปลาหรือหาปลา เท่านั้น ยังไม่เคยจับปลาด้วยซ้ำ; เพราะว่าสิ่งที่เรียนนั้นน่ะมันเป็นแต่เพียงความรู้ เพื่อการแสวงหาเท่านั้น. เพราะฉะนั้นผู้ที่เพียงแต่สำเร็จการศึกษานี้ อย่าเพ่อได้ไปคิด ว่าตัวเองรู้ทุกสิ่งที่จะออกไปดำเนินชีวิตของตนเอง เป็นบัณฑิตได้ตลอดรอดฝั่ง. อยาก จะบอกว่าเป็นเพียงได้ศึกษาเพียงเรื่องการจับปลาเท่านั้น และยังไม่เคยไปจับปลาสักที ถ้าไปจับปลาแล้วจะถูกเงี่ยงปลา หรือจะถูกอะไรบางอย่างที่เป็นอันตราย ; แล้วยังมี อีกชั้นหนึ่งว่า เมื่อได้ปลามาแล้ว ยังจะต้องบริโภคผล คือปลานั่นแหละ โดยไม่ถูกก้าง อีกด้วย. โลกนี้มันเหมือนกับปลาที่มีก้าง การที่เราจะไปเกี่ยวข้องกับโลกนี้เหมือนกับ ไปเกี่ยวข้องกับปลาที่มีก้าง ในการจับก็ต้องไม่ถูกเงี่ยง ไม่ถูกของแหลมมีคมของมัน แล้วการบริโภคก็จะต้องไม่ถูกก้างของมัน. เปรียบกับเรื่องการมีรถยนต์ นิสิตทั้งหลายต้องไม่นึกว่าเราเป็นผู้จบการ ศึกษา รอบรู้ในการที่จะขับรถยนต์ คือชีวิตนี้ไปถึงที่หมายปลายทาง. ที่จริงมัน ก็เปล่า มันก็เพียงแต่เรียนเรื่องจะหารถยนต์มาได้อย่างไรเท่านั้น, หรืออย่างมากก็เพียง ว่าหารถยนต์ได้แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะขับไปลงคลอง หรือไปชนเสาไฟฟ้า หรืออะไรอีก. เพราะฉะนั้นต้องมีการศึกษาอบรม ในส่วนที่จะไม่ขับรถยนต์ชีวิตนี้ไปลงคลองหรือไปชน

น.110 เสาไฟฟ้า. รถยนต์ชนิดไหนแพงเท่าไร ดีวิเศษอย่างไรก็ตาม ถ้าขับไปลงคลองหรือ ชนเสาไฟฟ้าแล้ว มันก็เหมือนกันหมด. เพราะฉะนั้นการที่เรียนมากได้เปรียบคนอื่น หาอะไรได้สูงกว่าคนอื่น เหมือนกับได้รถยนต์คันสวย คันแพงที่สุดในโลกก็ตาม ; แต่ถ้าขับไปชนเสาไฟฟ้าหรือลงคลองแล้ว มันก็ไม่ดี หรือวิเศษไปกว่าคนที่เขามีรถ หรือเกวียน หรือเลื่อนที่ใช้ควายลากด้วยซ้ำไป. นี่แหละมันจะต้องนึกถึงข้อที่ว่า ชีวิตนี้มันมีความหมายหลายชั้น ชั้นที่ เราจะทำการแสวงหา และชั้นที่เราจะทำการบริโภคผล ของสิ่งที่ชีวิตนี้ต้องการ เพราะฉะนั้นท่านคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี้ ท่านจะเอาไปใส่เข้าที่ตรงไหน ? จะไปใช้ ที่ตรงไหน ? ที่กล้าพูดว่าวิชาธรรมะไม่จำเป็น นักศึกษาในมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นที่จะ ต้องศึกษาธรรมะ ไม่มีประโยชน์อะไร ครึคระ งมงายเปล่า ๆ; เพราะว่าความรู้ เท่าที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยหรือจากใครในทั้งโลกสมัยใหม่เรานี้ พอแล้วที่จะดำเนินชีวิต ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางได้ ; อย่างนี้ก็คือความบ้าหลังที่สุด แม้จะเป็นคำกล่าวของ ครูบาอาจารย์ ถ้ากล่าวอย่างนี้ หรือแม้จะเป็นโปรเฟสเซอร์ของโลก มันก็จะเป็นคำกล่าว ที่บ้าหลังที่สุด เพราะเขาไม่รู้ว่าชีวิตนั้นมันมีอะไรบ้าง. มองในแง่ว่าเรียนและหาเงิน ได้แล้ว ก็ใช้กันอย่างสนุกสนาน แล้วก็เน่าเข้าโลงไป เท่านี้พอแล้ว ; อย่างนี้มันไม่ถูก คือมันง่ายเหมือนกับว่าสัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น. นี่พูดกันอย่างนี้ทีเดียวเป็นการตัดบทเลย. แต่ถ้าจะกล่าวว่าในการที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ นับตั้งแต่ขั้นต้น คือมีการศึกษาเล่าเรียน แล้วก็มีการประกอบการงาน แล้วก็บริโภคผลของการงานนี้ ; ทุกขั้นทุกตอนจะต้อง ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ในขั้นที่เป็นการศึกษาเล่าเรียน จะเป็นตั้งแต่ชั้นเตรียม ชั้นประถมขึ้นมาจนถึงชั้นมหาวิทยาลัยก็ตาม.

น.111 ถ้าการศึกษาหรือนักศึกษาผู้นั้น ไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะแล้ว จะไม่ได้รับผลเต็มตามความหมายของคำว่าการศึกษา. ถูกแล้วเขาอาจจะ เล่าเรียนได้ สอบไล่ได้เป็นปริญญา มีปริญญาเป็นบัณฑิตออกไปจากมหาวิทยาลัยได้ ; แต่ก็ในลักษณะที่ไม่รู้สิ่งทั้งปวง ตามที่ควรจะรู้. เพราะฉะนั้นจึงมีการกระทำที่ไม่น่าดู ในหมู่บัณฑิตที่มีปริญญาเหล่านั้น จึงดำเนินชีวิตไปไม่สำเร็จได้ ถึงขนาดฆ่าตัวตายก็มี ถึงขนาดที่ทำสิ่งที่น่าบัดสีอย่างอื่นก็มี ทั้ง ๆ ที่ได้ปริญญา มีปริญญาเป็นบัณฑิตไปแล้ว. ถ้าหากว่ามีธรรมะ โดยที่ได้รับการอบรมมาดี จากครอบครัวของบุคคลที่มี ธรรมะแล้ว เขาจะมีจิตใจชนิดที่เหมาะสมที่จะเป็นนักเรียน คือว่าจะเรียนเก่งกว่านี้ จะจำเก่งกว่านี้ จะคิดเก่งกว่านี้ จะตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ เก่งกว่านี้ และทำไปด้วยความ สงบเย็นที่สุด. อย่าไปคิดว่าเราจะไปพบความสงบเย็นเอาในบั้นปลายของชีวิต หรือ ต่อเมื่อถึงบั้นปลายของชีวิต. เราจะต้องคิดว่าเราจะต้องพบความสงบเย็นตั้งแต่เป็นเด็ก ไปทีเดียว ในระดับหนึ่ง ๆ ในสัดส่วนอันหนึ่งทีเดียว. เด็ก ๆ ที่มีจิตใจเร่าร้อน ไม่ประกอบด้วยธรรมะนั้น มันก็ทุกข์เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่เป็นทุกข์ ; ฉะนั้นมันไม่ ควรที่จะเป็นทุกข์ มันควรจะได้รับการอบรมอย่าให้มีความทุกข์ แม้ในวัยเด็ก ในวัย ศึกษาเล่าเรียนนั้น. ถ้าใครกลุ้มอยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็นกิเลสตัณหา คือความเห็นแก่ตัวจัดนั้น มัน ร้อนทั้งนั้น. เมื่อเล่าเรียนอยู่มันก็มีความเร่าร้อน ฉะนั้นนักเรียนก็ยังมีการกินยาตาย มีการฆ่าตัวตาย มีวิกลจริต มีโรคเส้นประสาท มีวัณโรค มีอะไรต่างๆ ทำลาย ชีวิตนักเรียน ; เพราะว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง คือให้ธรรมะเข้าไปควบคุม หรือประกอบอยู่ด้วย. ขอให้เป็นผู้มีจิตใจสงบเย็นแล้วจึงเล่าเรียนเถิด เพราะว่าจิตใจที่ สงบเย็นประกอบอยู่ด้วยธรรมะนี้ จะทำให้เรียนดี คิดดี จำดี ตัดสินใจดี.

น.112 อย่าได้เข้าใจผิดเหมือนกับที่เข้าใจกันอยู่อย่างงมงายว่า ถ้าประกอบอยู่ด้วย ธรรมะหรือเคร่งศาสนาแล้ว จะโง่งุ่มง่ามไม่ทันเพื่อน, จะเรียนทางโลกไม่สำเร็จ หรือ เรียนไม่ได้, อย่างนี้เป็นคำกล่าวที่ผิดอย่างยิ่ง และตู่ธรรมะอย่างยิ่ง คือ ปรับเอา ธรรมะอย่างผิดอย่างยิ่ง ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง. ที่เขากล่าวกันว่า เป็นนักศาสนาเกินไป แล้วงุ่มง่ามทำอะไรไม่ได้นั้น มันไม่ใช่ศาสนาของพระพุทธเจ้า, หรือไม่ใช่ธรรมะของ พระพุทธเจ้า. มันเป็นธรรมะชนิดที่เปลี่ยนรูป แปรรูป, เป็นไม่ใช่ธรรมะหรือ ไม่ใช่ศาสนาของพระพุทธเจ้าไปแล้ว, นี่เราต้องรับรู้ไว้ด้วยว่ามันมีอยู่เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จะต้องเลือกเก็บเอาสิ่งที่กำมือเดียวนั้นมาให้ถูกธรรมะของพระ พุทธเจ้า แล้วอบรมลูกหลานให้ดี ก็จะมีธรรมะได้ตั้งแต่แรกคลอด กระทั่งนั่งได้ เดิน ได้ วิ่งได้ เข้าโรงเรียนได้ทีเดียว ; เพราะว่าธรรมะทั้งหมดนั้น มันเป็นหลักเกณฑ์ อันเดียวกันทั้งนั้น คือ ความไม่เห็นแก่ตัว นั่นแหละเป็นตัวธรรมะ. แต่ว่า คำว่า "ไม่เห็นแก่ตัว" คำเดียวเท่านั้น มีหลายระดับหลายชั้น จนกระทั่งถึงชั้นที่ กระทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์ชั้นที่สุด มันก็เรื่องความไม่เห็นแก่ตัว. ความไม่เห็นแก่ตัวที่ต่ำ ๆ ลงมา สำหรับเด็ก ๆ อาจจะมีได้ ที่ไม่ถึงขั้นเป็น พระอรหันต์นั้นมันก็มีอยู่ระดับหนึ่ง คือไม่รู้สึกยึดถือ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในตัวกู ของกู จัดเกินไปนั่นเอง. ให้บรรเทาความเห็นแก่ตัวลงเสียตามสมควร ก็จะมีจิตใจสงบ, และสอนให้เป็นอยู่ด้วยสติปัญญา ซึ่งมันตรงกันข้ามกันอยู่กับการเห็นแก่ตัว. ตามหลัก ธรรมะที่ว่า ถ้ามีความเห็นแก่ตัวแล้วสติปัญญานั้นจะกระเด็นหายไปหมด ; ถ้ามี สติปัญญาเข้ามาแล้ว การเห็นแก่ตัวก็กระเด็นหายไปหมด. เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เห็นแก่ตัวนั้นไม่ใช่ปัญญา. สติปัญญาที่แท้จริงต้องปราศจากความเห็นแก่ตัว ต้องตรงกันข้ามกับ ความเห็นแก่ตัว ; เพราะฉะนั้นเราต้องสอนเขาให้ถูกวิธี ที่ว่าถ้ามีสติปัญญาแล้ว

น.113 ก็จะสามารถดำเนินตัวนั้นไปในทางที่ถูก. ถ้ามีสติปัญญาที่เป็นธรรมะแล้ว เขาอาจ จะเป็นผู้ที่ดำเนินตัวไปในทางที่ถูก ; ถ้าเขามีความเห็นแก่ตัวตามสัญชาตญาณล้วน ๆ แล้วเขาจะดำเนินตัวไปในทางที่ผิด. เพราะฉะนั้น เราจึงมีการแบ่งตัวนี้เป็นตัวที่ชั่ว หรือตัวที่ดีด้วยเหมือนกัน. ถ้าเขาจะมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง ก็ต้องเห็นแก่ตัวที่ดี อย่าไปเห็นแก่ตัวที่ชั่ว. คำพูดที่ว่า “เห็นแก่ตัว" ตามธรรมดานั้น มันเป็นการเห็นแก่ตัวที่ชั่วทั้งนั้น มันไม่เห็นแก่ตัวที่ดี ; ฉะนั้นความเห็นแก่ตัวที่ดีนั้นต้องเห็นด้วยสติปัญญาจริง ๆ ไม่ใช่ เห็นด้วยความเห็นแก่ตัว ที่เรียกกันอย่างว่า selfishness นั้น เข้มข้นกว่า egoism. egoism นั้นหมายถึงความรู้สึกว่ามีตัว แล้วก็เห็นแก่ตัว รักตัวเป็นพื้นฐาน นั้นมันยังไม่เท่าไร แต่ถ้าเข้มข้นถึงขนาดที่เรียกว่า selfishness นี้ละก็เป็นการเห็นแก่ตัวด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา, อันนี้ต้องขจัดออกไป. เขาก็จะเหลือแต่ความเห็นแก่ตัวที่เป็นไปตามทาง ของสติปัญญา เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเขาก็จะเรียนดี ด้วยการที่ว่าจำเก่ง คิดเก่ง ตัดสิน ใจเก่ง รู้สิ่งทั้งปวงดี สอบไล่ตกก็ไม่ต้องร้องไห้ หรือไม่ต้องไปกินยาตายอย่างนี้ เป็นต้น; แล้วก็เรียนด้วยจิตใจที่ว่าง ว่างจากความเห็นแก่ตัว แล้วจึงเรียนดี. ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าธรรมะนี้ จำเป็นแม้แต่ในขั้นที่เป็นการศึกษาเล่าเรียนใน ขั้นต้น; ขอให้เป็นสิ่งที่คู่กันมากับชีวิตตั้งแต่แรกคลอด อย่างนี้ก็จะมีการเรียนดี แล้วจะได้รับความรู้จากสถานศึกษานั้นดี มากกว่าที่ได้รับกันอยู่. เราไม่ได้รับการอบรม กันมาตามหลักนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงได้รับความรู้จากสถาบันการศึกษานี้น้อยกว่าที่ควร จะได้รับ ; แต่ว่าเราก็พอใจเสียแล้ว เพราะว่าเพียงแต่สอบไล่ได้ไปประกอบอาชีพได้ เราก็พอใจเสียแล้ว; นี่คือความโง่ ความหลง หรืออวิชชาอันหนึ่งซึ่งมีอยู่โดยที่เรา ไม่รู้สึกตัว. เมื่อเราผ่านการเรียนไปแล้ว เราจะต้องมีการกระทำที่ประกอบอาชีพ นี้ก็ยิ่ง จะต้องมีธรรมะสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งที่จะควบคุมตน, ควบคุมชีวิตของตนนี้ ให้เป็น

น.114 ไปในลักษณะที่เรียกว่า จะขับรถยนต์ไม่ลงคลอง, หรือว่าหาปลาโดยไม่ได้รับอันตราย จากปลานี้ เพราะว่าโลกนี้เหมือนกับปลาที่มีเงี่ยง มีก้าง; นี้ยังต้องอาศัยธรรมะอย่างยิ่ง ในการที่จะไป ที่จะเกี่ยวข้องเข้ากับโลกที่เป็นเหมือนกับปลาที่มีก้างนี้. สิ่งที่เรียกว่า "โลก" นี้ เขามุ่งหมายอยู่ตรงที่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส; คือสิ่งที่จะกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และทางผิวหนังทั่วกายนี้ ; สิ่งเหล่านี้คือความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "โลก". เราจะต้องกระทบกับสิ่งเหล่านี้ ในการประกอบการงาน, แล้วสิ่งเหล่านี้จะมีอิทธิพลเหนือเราอย่างไรนั้น เราลองคิดดู. สิ่งเหล่านี้จะสูงไปในทางไหน ทางใดทางหนึ่ง แล้วแต่ว่าเราจะมีธรรมะ หรือไม่มีธรรมะ คือจะโง่หรือจะฉลาดต่อสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง. เพราะฉะนั้น การประกอบการงานของเรา ที่เป็นอาชีพไม่ว่าชนิดไหนหมดนี้ จำเป็นที่จะต้องมีธรรมะในขั้นนี้เป็นคู่กันอยู่ด้วย ตลอดเวลาทีเดียว. ลำพังความรู้ในหลักวิชาล้วน ๆ นั้น ไม่พอแน่ๆ; เหมือนอย่างเราอาจ จะกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธิศึกษานั้น ไม่พอที่จะเอาตัวรอดได้ จะต้องมีจริยศึกษา เข้ามาเคียงคู่กันด้วย. สิ่งที่เรียกว่าพุทธิศึกษา จึงจะช่วยให้เขาเอาตัวรอดได้ เพราะว่า ถ้าไม่มีจริยศึกษาแล้ว พุทธิศึกษาก็จะเกิดเป็นยาพิษขึ้นมาทันที, จะเป็นยาพิษ ที่ล้างผลาญผู้เป็นเจ้าของความรู้นั้นขึ้นมาทันที. อย่าเข้าใจว่าความรู้ ๆ แล้วมันจะ ไม่เป็นพิษ ถึงแม้ในฝ่ายศาสนานี้ก็เหมือนกัน ปริยัติธรรมหรือพระปริยัตินี้เป็นพิษ ล้างผลาญผู้ที่แตกฉานในปริยัตินั้นเมื่อไรก็ได้. เพราะฉะนั้นจะต้องมีธรรมะอีกประเภทหนึ่ง คือเป็นธรรมะที่แท้ เป็น ธรรมะส่วนปฏิบัติ มันจึงคุ้มครองผู้นั้นไว้ได้. ฆราวาสก็เหมือนกัน ลำพังของ พุทธิศึกษาแล้วถ้าไปลงคลอง มันก็ลงอย่างยิ่งทีเดียว ถ้าจะไปชนเสาไฟฟ้า มันก็ชน

น.115 ยิ่งทีเดียว และวินาศอย่างยิ่งด้วย. เพราะความฉลาดในแง่ของพุทธิศึกษา อย่างเดียวนั้นไม่พอ มันจึงต้องมีความฉลาด หรือมีสติปัญญาตามแบบของพระพุทธเจ้า กำกับตลอดเวลา คือทั้งในเวลาแสวงหา ทั้งในเวลาบริโภคผลที่แสวงหาได้มานั้น. ในวันนี้ก็มีเวลาเพียงเท่าที่จะชี้ให้เห็นว่า ธรรมะนี้มันจำเป็นอย่างนี้ ทุกคน ควรที่จะสนใจหามาให้ได้ ; เพราะว่าชีวิตมีลักษณะเป็นการเดินทาง. ทีนี้ จะเดินไป ยังที่ไหน ? จุดหมายปลายทางนั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องวินิจฉัยกันเป็นเรื่องยืดยาวมาก. แต่ถ้ากล่าวสั้น ๆ แล้ว มันก็ต้องกล่าวว่า จุดหมายปลายทางคือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ปรารถนา หรือที่มนุษย์ควรปรารถนา และเข้าถึงให้ได้. ถ้ากล่าวอุปมาตาม ลัทธิศาสนาของพวกที่ถือพระเป็นเจ้า ก็ต้องกล่าวว่า จุดหมายปลายทางนั้น คือเข้า เป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้านั่นแหละ อย่าไปดูถูกเขา แม้ว่าเขาจะใช้คำว่าพระเป็นเจ้า เพราะคำ ๆ นี้ก็มีความหมายได้หลายอย่าง มากอย่าง เช่นเดียวกับคำว่า " ธรรมะ" ด้วยเหมือนกัน; และอาจจะกล่าวได้ว่า แม้สิ่งที่เรียกว่าพระเป็นเจ้านั้น ก็รวมอยู่ ในสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” เพราะคำว่าธรรมะหมายถึงทุกสิ่งดังที่กล่าวมาแล้ว แต่มัน เป็นธรรมะอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมะชนิดที่เป็นจุดหมายปลายทาง ; จะไปเรียก ธรรมะนั้นว่า "พระเป็นเจ้า" หรือเรียกอะไรก็ได้. การเข้าเป็นอันเดียวกับพระเป็นเจ้านี้ มีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เมื่อเข้ามาถึงภาวะอันนี้แล้ว มันเป็นความเต็มเปี่ยมของชีวิต และของความเป็นมนุษย์ คือเป็นอยู่อย่างสดชื่น หรือควรที่จะเรียกว่าชีวิต; หมายความว่าไม่ใช่ความตาย หมายความถึงความเป็นอยู่ และความเป็นอยู่นั้นจะต้องสดชื่น สงบเย็น คือไม่เป็นทุกข์. พวกที่ถือพระเป็นเจ้านี้ เขาจะมองกันในแง่นี้หรือไม่ก็ตาม แต่คำกล่าวนี้ไม่ผิด. การเข้าเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้านั้น หมายถึงการเข้าเป็นอันเดียวกับสิ่งสูงสุด คือ ธรรมะประเภทที่เป็นธรรม ที่เป็น "บรมธรรม".

น.116 คำว่า "บรมธรรม" นี้ มีเรียกกันมาแต่โบราณกาล ปรมะ หรือ บรม นี้ แปลว่าอย่างยิ่งหรือสูงสุด. "บรมธรรม" ก็คือธรรมที่สูงสุด ในพระพุทธศาสนาหมายถึง นิพพาน : คือมีคำกล่าวว่า นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทธา - พระพุทธเจ้าท่านกล่าว นิพพานว่าเป็นบรมธรรม. สำหรับพุทธบริษัทเรา ก็หมายถึงบรมธรรม คือนิพพาน ; หรือถ้าพวกถือพระเป็นเจ้า บรมธรรมก็คือพระเป็นเจ้า; แต่แม้จะเรียกว่านิพพาน หรือเรียกว่าพระเป็นเจ้า มันก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะยังไม่รู้ว่าอะไร. เพราะฉะนั้นเราต้องถือเอาความหมายหรือคุณค่าอันแท้จริงของสิ่งนั้น ซึ่งจะตรงเป็น อันเดียวกันก็ได้ : คือชีวิตที่เต็มเปี่ยมอยู่ด้วยความสดชื่น ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่หลังจาก ตายแล้ว. การที่มีความมุ่งหมายปลายทางเป็นความเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้านี้ มีผลดีอยู่ว่า จะได้ใช้เป็นคำสากล สากลแก่คนทุกคนในโลก ทุกพวกทุกเหล่า ทุกศาสนา ทุกอะไรก็ได้, คือเข้าถึงสิ่งสูงสุดที่ชีวิตจะเข้าถึงได้ หรือว่าเข้าถึงความเต็มเปี่ยมของสิ่งที่ เรียกว่าชีวิตนั่นเอง. คนที่ถือพระเป็นเจ้าอย่างงมงาย ก็จำเป็นที่จะต้องงมงายไปก่อน เพราะยังไม่รู้ความหมายของคำว่าพระเป็นเจ้า. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อเขามีการ ถือลัทธิอย่างนั้นแล้ว เขาก็จะต้องประพฤติปฏิบัติไปตามทางของธรรมะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเขาปฏิบัติไป ๆ ก็จะต้องเข้าใจ และถึงเข้าสักวันหนึ่ง. นี้แหละเรากล่าว สำหรับพวกที่ถือพระเป็นเจ้าและลัทธิศาสนาอย่างเคร่งครัดและงมงาย. ที่นี้สำหรับบุคคลที่เป็นนักปราชญ์ เช่นนักปรัชญาเรียกว่าไม่งมงายกันละ ยกตัวอย่างเช่นโสเครตีส ใครจะหาว่าคนอย่างโสเครตีสเป็นคนงมงายนั้น คงจะไม่มี ; แต่ถึงอย่างนั้นคนอย่างโสเครตีส ก็ยังกล่าวว่า "ความรักระหว่างเพศ เพศหญิง เพศชายนี้ มีความมุ่งหมายอันแท้จริงอยู่ที่การเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับ พระเป็นเจ้า". คนอื่นเขาก็พูดถึงความรักระหว่างเพศ ว่าเป็นไปเพื่อผลอย่างโน้น

น.117 นั้น อย่างนี้, หลายคนต่างออกความเห็น ; แต่พอมาถึงโสเครตีส เขามีคำนิยาม ของเขาออกมาว่า ความรักคือสิ่งที่มีความมุ่งหมายเพื่อการเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับ พระเป็นเจ้า หมายความว่ามนุษย์เรามีความสัมพันธ์ระหว่างเพศ มีลูก มีหลาน มีเหลน สืบต่อกันไปนี้ ก็เพื่อว่าในที่สุดท้ายปลายทางนั้น ลูก หลาน เหลน นั้นจะเข้าถึง พระเป็นเจ้า. ถ้าหากว่าไม่อาจจะเข้าถึงพระเป็นเจ้าในชั้นบิดา หรือ ปู่ ย่า ตา ยาย นี้แล้ว. เขาก็ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ หรือสูงไปกว่านี้ . สำหรับความหมายของคำว่า ความรักระหว่างเพศ นี้จะเห็นได้ว่า ความ มุ่งหมายที่จะเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระเจ้านี้ เขารู้กันมานานแล้ว และเขา มุ่งหมายกันมานานแล้ว และมีจุดหมายที่สูงหรือที่บริสุทธิ์ ที่เราจะเอาไปใช้ได้กับ ทุกสิ่งที่มนุษย์หลงใหลบูชากันนัก ; แม้แต่เรื่องความรักระหว่างเพศ ก็จะได้ไม่ตกลง ไปเป็นฝ่ายลามกอนาจาร หรือโง่เง่า หรือทนทุกข์ ชนิดที่ว่ากินปลาเข้าไปทั้งก้าง แม้แต่จะหาปลาก็ยังถูกเงี่ยงของปลาอย่างนี้เป็นต้น. การเข้าเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้านี้ จึงหมายถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต. อย่างที่พระอรหันต์นี้เราถือว่าเป็นคนที่เต็ม - The man perfected. เขาชอบแปลคำว่า พระอรหันต์กันว่าอย่างนี้ : ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์และความเต็มเปี่ยมของ ชีวิต, เป็นชีวิตจริงและชีวิตเต็มนั่นแหละ คือจุดหมายปลายทาง. ผู้ได้เข้าถึงความ เป็นอย่างนั้นแล้วละก็ เรียกว่าเข้าถึงชีวิตนิรันดร ชีวิตที่ไม่มีความตาย หรือเป็น พระเป็นเจ้า. นี้เป็นความมุ่งหมายของชีวิตสำหรับพุทธบริษัทเรา ซึ่งจะอาศัยธรรมะ เป็นเครื่องมือ และยังกล้าท้าทายว่า แม้แต่คนพวกอื่นก็ไม่ได้แปลกไปจากนี้. เพราะฉะนั้น จึง ให้ถือไว้เป็นหลักขั้นหนึ่งก่อนว่า ธรรมะนี้เป็น สิ่งที่ควรจะถือว่าเป็นคู่ชีวิตของชีวิตและทุกชีวิต เพื่อจะให้ชีวิตนี้เป็นชีวิต ที่แท้จริง ที่เต็มเปี่ยมและสมบูรณ์ ; เพราะฉะนั้นชีวิตคือการเป็นอยู่ทุกขั้นทุกตอน

น.118 นับตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดา และศึกษาเล่าเรียน แล้วประกอบการงาน แล้วบริโภคผลการงานนั้น ถ้าจะเป็นไปเพื่อวิวัฒนาการที่น่าชื่นอกชื่นใจแล้ว ต้องอาศัย ธรรมะทุกขั้นทุกตอน. นี่คือการบรรยายครั้งแรก ซึ่งเป็นเหมือนกับการนำการบรรยายครั้งหลัง ๆ อาตมาขอเสนอความรู้ความคิด เพื่อการพินิจพิจารณาในแง่ที่ว่า ธรรมะนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น แก่ชีวิตอย่างนี้. ขอยุติการบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต