Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๔ — ทำอย่างไร ธรรมะจึงจะคู่ไปกับชีวิต

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.119 ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวถึงใจความสำคัญที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้นเป็นของคู่กันมากับชีวิต และจำเป็นที่จะต้องคู่กันต่อไป เสมอไป สิ่งที่เรียกว่าชีวิตจึงจะไม่ระส่ำระสาย ไม่เป็นทุกข์ ; นี่เป็นข้อความที่ท่านผู้ฟัง ทั้งหลายจะต้องกำหนดไว้เป็นหลัก โดยมองให้เห็นความจริงข้อนี้ เป็นพื้นฐานเสียก่อน จึงจะเข้าใจคำบรรยายต่อไปได้. การมีชีวิตเป็นมนุษย์นี้ ต้องประกอบอยู่ด้วยธรรมะ เสมอไป ทั้งในการแสวงหาสิ่งที่ประสงค์และการบริโภคสิ่งนั้น ซึ่งได้เปรียบให้ฟังแล้วว่า เหมือนกับการจับปลา ก็ต้องทำให้ไม่ถูกเงี่ยงปลาตำ, และการบริโภคปลาก็ต้องไม่ถูก ก้างปลา, เราจะต้องมีชีวิตอยู่ในโลกในลักษณะเช่นนี้เสมอไป. เมื่อเราเรียนหรือ เมื่อประกอบอาชีพนั้น เปรียบเหมือนกับเมื่อเราจับปลา เราต้องไม่มีความผิดพลาด ในส่วนนั้น กล่าวคือต้องไม่ถูกเงี่ยงปลาตำ; ครั้นเราประสบความสำเร็จในอาชีพ ๙๔

น.120 จะบริโภคผลของอาชีพ เราก็ต้องบริโภคในลักษณะที่ไม่หลงใหล ไม่ประกอบไปด้วยโทษ เหมือนกับบริโภคปลาแล้วไม่ถูกก้างปลา เป็นอันว่าเป็นความปลอดภัย ซึ่งในบาลี เรียกว่าเขมะ หรือเกษม คือ เป็นเขมะหรือเป็นเกษมอยู่ตลอดชีวิต. นี้เป็นใจความ สำคัญที่ส่อให้เห็นว่า ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่การที่จะมีชีวิตอยู่อย่างยิ่ง จนถึงกับ เรียกว่าเป็นของคู่ชีวิต ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ซึ่งคนถือกันว่าเป็นของคู่ชีวิต. ในบรรดาสิ่งที่ เป็นของคู่ชีวิตกันแล้วไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะ อย่างไรก็ดีท่านทั้งหลายอย่าได้คิดไปว่า อาตมาเป็นคนเดินตลาดเพื่อขาย สินค้าของพระพุทธเจ้า เพราะว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำอย่างนั้น เพื่อพระ พุทธเจ้าก็ดี เพื่ออาตมาเองก็ดี ; แต่ว่ากระทำเพราะมีความรู้สึกต่อเพื่อนมนุษย์ตาดำ ๆ ด้วยกัน. คำว่า "ตาดำ ๆ ด้วยกัน" ในที่นี้ หมายถึงว่า คนเรามีปัญหาอย่างเดียวกัน, มีความทุกข์อย่างเดียวกัน, มีสิ่งที่จะต้องทำเฉพาะหน้า คือการดับทุกข์นี้อย่างเดียวกัน ; เพราะฉะนั้น จึงนำสิ่งเหล่านี้มากล่าว หรือนำธรรมะมาเผยแพร่ด้วยความสำนึกใน ประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ฉะนั้นขอให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ที่จะได้ศึกษา กันต่อไปนี้ ในลักษณะเช่นนี้ .. ในการบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ จะได้ชี้ให้เห็นในข้อที่ว่า เราจะใช้ธรรมะให้ คู่ไปกับชีวิตของเราได้นั้นด้วยการทำอย่างไร ? เพราะในครั้งที่หนึ่งได้บอกแต่ เพียงว่า ธรรมะตั้งอยู่ในลักษณะเป็นของคู่ชีวิตเท่านั้น มันยังไม่สำเร็จประโยชน์ จะต้องบอกให้เห็นชัดว่า ด้วยการทำอย่างไร ธรรมะจึงจะมาเป็นคู่ชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตได้. ฉะนั้น เราจะต้องทำความสนใจกันถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั้น ให้ละเอียดสักหน่อย ให้เข้าใจได้จริงๆ ; เพราะคำว่า “ธรรมะ" นี้ มีลักษณะและความหมายต่าง ๆ กัน มากมายหลายชนิด. โปรดอย่าได้สะเพร่าหรือประมาทถึงกับคิดว่าพอได้ยินว่า "ธรรมะ" แล้วจะเข้าใจหรือเข้าใจได้หมด. จะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ เช่นถ้าถามว่า ธรรมะ

น.121 รือพระธรรมคืออะไร ? คนก็มักจะตอบกันตามแบบฉบับว่า คือคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า. แบบฉบับมันมีอยู่อย่างนี้จริง แต่ก็ต้องรู้ว่าการตอบเพียงอย่างนั้นไม่มี ประโยชน์อะไร, ยังไม่สำเร็จประโยชน์อะไร ; เพราะอย่างน้อยก็ยังไม่ได้บอกว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่างไร และต้องทำอย่างไรเป็นต้น. นี่บอกแต่เพียงว่า เป็น คำสอนของพระพุทธเจ้า คล้าย ๆ แบบกำปั้นทุบดิน มันจะต้องบอกว่าสอนอย่างไร ? ทำอย่างไร ? คำว่า "ธรรมะ" นั้น มันมีความหมายไปไกลกว่านั้นมาก จึงอยากจะให้ ทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า คำว่า "ธรรมะ" นี้ แปลว่า "สิ่ง"; เพราะไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ ธรรมะ มันเป็นธรรมะไปหมด. "ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ" นี่ขอให้เข้าใจคำนี้ด้วย ; คือว่าจะเป็นรูปธรรม เป็นวัตถุ เป็นสสาร ทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าอย่างไหน ก็เรียกว่า "ธรรมะ". นี่ได้แก่ฝ่ายที่เป็นรูปธรรม คือ ธรรมะที่เป็นวัตถุ; ถ้าฝ่าย จิตใจซึ่งไม่มีรูป ไม่ปรากฏรูปร่าง เรียกว่า "นามธรรม" : ธรรมะส่วนที่เป็นนาม เราเรียกกันโดยชื่อ เพราะไม่มีรูป ให้จับ ให้ต้อง นี้ก็ได้แก่พวกจิตใจ. ทีนี้เราลอง คิดดูต่อไปว่ามันยังมีอะไรอีก นอกจากรูปธรรม นามธรรม แล้ว ; เราจะต้องมอง ให้เห็นอีกว่า เมื่อนามธรรม คือจิตใจไปกระทบสัมผัสกันเข้ากับส่วนที่เป็น รูปธรรม คือ รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้นนี้ มันเกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาอีก, จะเกิดความรู้สึกต่าง ๆ ขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง ต่างหากออกไปจากจิตใจล้วน ๆ เป็นความรู้สึกที่เป็นเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ ชอบใจ ไม่ชอบใจ กระทั่งเกิดความคิดนึกต่างๆ สิ่งที่เกิดใหม่นี้ ก็เรียกว่า "ธรรมะ" เหมือนกัน. เมื่อคนเรากระทบกันกับสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะอย่างนั้น ในลักษณะอย่างนี้ มีผลเป็นความเจ็บปวดบ้าง เป็นความสนุกสนานบ้าง ก็ย่อมจะเกิดสิ่งอื่นสิ่งใหม่ ขึ้นมาอีก : สิ่งนั้นก็คือความรู้หรือสติปัญญา เกิดขึ้นทุกคราวที่มีการกระทบกับสิ่ง

น.122 ทั้งหลาย ที่เรียกว่าทำผิดก็เป็นครู ทำถูกก็เป็นครู. เราทำผิดพลาด บางทีได้ความรู้ มากยิ่งกว่าทำถูกเสียอีก; เพราะการทำผิดนั้นต้องได้รับผลเป็นความเจ็บปวดมันสอน มากกว่าการทำถูก ; การทำถูกมักจะให้แต่ความสนุกสนาน. เป็นอันว่าเมื่อกระทบ เข้ากับสิ่งใด มีความรู้สึกในทำนองที่เป็นเวทนา หรือเป็นความคิดความนึกแล้ว ต่อมา ก็จะเกิดความรู้ หรือสติปัญญา ความรู้ หรือสติปัญญาที่เกิดขึ้นในสิ่งทั้งปวงนั้นก็เรียกว่า “ธรรมะ" อีกเหมือนกัน. ถ้าเรา เอาธรรมะนั้นมาศึกษาก็เรียกว่า ปริยัติธรรม ก็เป็นธรรมะอีก เหมือนกัน. ถ้าเรา เอาธรรมะนั้นมาปฏิบัติ ก็เรียกว่า ปฏิปัตติธรรม ก็คือ ธรรมะ อีกเหมือนกัน. ได้เกิดผลมาจากการปฏิบัติเป็นมรรค ผล นิพพาน ก็เรียกว่า ปฏิเวธธรรม นั่นก็คือธรรมะอีกเหมือนกัน. ถ้าส่วน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ส่วนใดที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์โดยตรง ไม่เป็นไปเพื่อความรู้อันเหลือเพื่ออย่างอื่น แต่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์โดยตรงแล้ว เราก็เรียกธรรมะทั้งหมดนั้นว่า "เญยยธรรม" แปลว่า ธรรมะที่ควรรู้; ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ และท่านได้นำมาสอน และพวกเราได้นำมาศึกษาและปฏิบัติ เหล่านี้เรียกว่า "เญยยธรรม". เญยย แปลว่า ควรรู้ หรือต้องรู้ หรือจำเป็นจะต้องรู้. ถ้าเป็นส่วนที่ไม่ลึกซึ้งนักเราก็เรียกว่า ธรรมะเฉย ๆ ถ้าเป็นส่วนที่ลึกซึ้ง เราก็เรียกว่า ปรมัตถธรรม หรืออภิธรรม หรือ อะไรก็สุดแท้ เติมคำไปข้างหน้าให้มันลึกซึ้งลงไป ก็คือธรรมะอีกนั่นเอง. นอกนี้ยังมี แบ่งเป็นชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง แล้วแต่จะแบ่ง, หรือพวกหนึ่งก็เป็นไปเพื่อเอาชนะ ในโลกนี้ เพียงแต่ว่าอยู่ในโลกนี้ได้เป็นผาสุก เพราะเป็นธรรมะชั้นโลก ๆ, และใน ชั้นสูงขึ้นไปที่เป็นปรมัตถธรรม ก็คือสามารถที่จะทำผู้ปฏิบัติให้มีจิตใจอยู่เหนือโลก จน สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ครอบงำจิตใจเขาไม่ได้ นี้ก็เรียกเป็น โลกุตตรธรรม ไป. คำเหล่านี้ ล้วนแต่เล็งถึงคำสั้น ๆ ว่า "ธรรมะ" ทั้งนั้น.

น.123 ฉะนั้น จึงเป็นธรรมะทุกสิ่ง ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นธรรมะ ; จะเป็นฝ่ายชั่ว ฝ่ายผิดฝ่ายดำ ฝ่ายให้เกิดทุกข์ ก็เรียกว่าธรรมะ คือ เป็นธรรมะฝ่ายอกุศล. ที่เป็น ฝ่ายดี ฝ่ายถูก ฝ่ายขาว ฝ่ายให้เกิดสุข ก็เรียกว่าธรรมะ เป็นฝ่ายกุศล. ที่สูงขึ้นไป คือ ฝ่ายที่อยู่เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ มีความว่าง เป็นลักษณะ ซึ่งเป็นโลกุตตรธรรม นี้ก็เป็นธรรมะ. นี่แหละธรรมะ มันมีอยู่อย่างนี้ ขอวิงวอนท่านนักศึกษาทั้งหลาย ให้จดจำไว้เป็นหลักเป็นพื้นฐาน สำหรับเข้าใจ ข้อธรรมะต่าง ๆ ต่อไป. เพราะว่าในพระบาลีนั้น ใช้คำว่า ธรรมะ คำเดียวนี้ในลักษณะ ต่าง ๆ กัน : ในประโยค ๆ หนึ่ง ใช้ธรรมะในความหมายที่เล็งถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง, แต่ใน ประโยคอื่นอาจจะเล็งถึงสิ่ง ๆ อื่น. ถ้าไปเข้าใจผิดว่า เล็งถึงสิ่ง ๆ เดียวกันแล้ว ก็ เข้าใจไม่ได้ สับสนหมด เลยพาลไม่ชอบธรรมะ หาว่าเป็นคำกล่าวที่ผิดไปเลย. นี่จึงขอชี้แจงในเบื้องต้น ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้ว่า : คำว่า ธรรมะนั้น หมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไรเลย นับแต่ฝุ่นละเอียด ไม่มีค่าอะไรเม็ดหนึ่ง จนถึงสิ่งที่ มีค่าสูงสุดคือนิพพาน ก็รวมอยู่ในคำว่า ธรรมะทั้งนั้น. ฉะนั้น ที่เราจะให้ธรรมะ เป็นคู่ชีวิตนี้ เราหมายถึงธรรมะชนิดไหน ? ถ้าท่านจาระไนดูไปตามลำดับ ๆ ท่านย่อม จะพบได้ด้วยตนเองว่า ธรรมะ อย่างน้อย ก็เป็นธรรมะประเภท เญยยธรรม คือธรรมะ ที่ควรรู้ เพราะว่า รู้แล้วสามารถจะปฏิบัติให้มีจิตใจที่เป็นอิสระอยู่เหนือความครอบงำ ของอารมณ์ต่าง ๆ ได้ เราจะได้มีจิตใจที่เป็นปกติ เหมือนกับว่าอยู่กับธรรมะ นี้เป็น ใจความสั้น ๆ. ยังมีข้อที่อยากจะแนะหรือชี้อีกส่วนหนึ่งว่า การที่เราจะชอบธรรมะได้นั้น เราจะต้องมีความเห็นชัดกระจ่างในคุณค่าของธรรมะจริง ๆ โดยเรามองเห็นชัดว่าเรา เกิดมานี้เพื่อความไม่ทุกข์ หรือว่าเราต้องเป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อความไม่ทุกข์. ถ้าเรายัง หลงผิดจนกลายเป็นว่า เราเกิดมาเพื่อทุกข์หรือสุขก็ไม่ว่า ขอแต่ให้ได้ทำอะไรตามใจเรา

น.124 หรือตามที่เราเคยชินอยากจะทำก็แล้วกัน. ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วไม่ได้ เพราะแสดงว่าเรา ไม่ได้ยึดหลักว่า เราเกิดมาเพื่อไม่ทุกข์ แต่ยึดหลักว่าเราจะเกิดมาเพื่อทำอะไรตามที่เรา อยากจะทำ. ฉะนั้น เราจะเห็นคนที่เขาไม่สนใจกับธรรมะนั้นเขาจะไปทำอะไรตามที่เขา อยากจะทำ ตามความเคยชินบ้าง ตามความเชื่อถือยึดถืองมงายปรัมปราบ้าง หรือ ว่าตามกิเลสตัณหาของเขาบ้าง ซึ่งนำมาให้ได้ก็แต่เพียงความสนุกสนาน ความเพลิด เพลินทางวัตถุ หรือทางเนื้อทางหนังเท่านั้นเอง ซึ่งในนั้นมีความทุกข์อยู่ แต่เขาก็ไม่ สนใจ แถมยังมีคำพูดว่า "ถ้าจะกินปลาก็ไม่ต้องกลัวก้าง" ก็แปลว่า เขาสมัครที่จะ ถูกก้าง พร้อมกันไปกับการกินปลา. นี้แปลว่าเขาไม่ได้มีความแน่นอนว่าจะเกิดมาเพื่อ ไม่ทุกข์ แต่เขาจะเกิดมาเพื่อหัวหกก้นขวิดไปตามความต้องการ. ฉะนั้น เราจะต้องแยก กันดูให้ดีว่าความสนุกกับความสุข หรือความทุกข์นี้มันเป็นอย่างไรกันแน่, เพราะว่า คำเหล่านี้ในภาษาไทย หรือภาษาอื่นก็ตาม ล้วนแต่มีความหมายกำกวม และสับสนด้วย กันทั้งนั้น ; และยิ่งกว่านั้นก็คือ มันไม่ตรงกันกับภาษาของธรรมะในพระพุทธศาสนาเลย. และถึงแม้ในพระพุทธศาสนาเองก็เหมือนกัน บางทีคำว่า ความสุข นี้เล็งไปถึงความ สุขตามที่สามัญชนเขารู้และต้องการกันอยู่, แต่ในบางคราวคำว่า ความสุข นี้เล็งไปถึง ความสุขตามทางของธรรมะที่แท้จริง ซึ่งเป็นความสุขเกิดจาก มรรค ผล นิพพาน ก็มี. นี้แปลว่า แม้ในพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ก็ยังใช้คำว่าความสุขนี้ต่างกันอยู่เป็น ๒ ความหมาย เราจะต้องรับทราบหรือเข้าใจไว้. ทีนี้มาถึงคำอีกคำหนึ่งคือคำว่า "สนุก" ซึ่งที่แท้ก็มักจะถูกยึดถือว่าเป็นความ สุขของคนธรรมดาสามัญ ชั้นที่มีความรู้สึกต่ำ ๆ โดยเฉพาะอย่างเด็ก ๆ ก็จะเล็งเอาความ สนุกนั้นเป็นความสุขเสมอไป ผู้ใหญ่มองดูแล้วจะรู้สึกสงสาร สมเพช หรือน่าขบขัน เหมือนว่าเด็กคนหนึ่งเขาจะถือว่า ถ้าได้กินเนื้อสะเต๊ะให้อิ่ม แล้วไปขี่ประตูแกว่งเล่น อ๊อดแอ๊ดไปมา นี้เป็นสุขอย่างยิ่ง ถ้าให้ผู้ใหญ่ไปสุขอย่างนั้นดูบ้าง จะรู้สึกอย่างไร นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าความสนุกนั้นถูกถือเอาเป็นความสุข อยู่ด้วยส่วน

น.125 นึ่งเหมือนกัน เพราะว่าผู้ใหญ่ก็มีการสนุกไปอีกแบบหนึ่งตามประสาของผู้ใหญ่ และ ก็บัญญัติเอาความสนุกสนานทางวัตถุ ทางเนื้อหนังเหล่านั้นเป็นความสุขไป. ถ้าความ สุขอย่างนี้จัดเป็นความสุขละก็ ต้องรู้ทีเดียวว่า ไม่ใช่ความสุข ตามความมุ่งหมายของ พระพุทธศาสนา ; เพราะว่าเป็นความสุขชนิดที่เหมือนกับปลาที่กินเหยื่อที่มีเบ็ดอยู่ข้างใน เมื่อกินก็อร่อย แต่แล้วก็ตกอยู่ใต้อำนาจของเจ้าของเบ็ด แล้วแต่เจ้าของเบ็ดจะลากพาไป ทางไหน ซึ่งหมายถึงหมดอิสรภาพ นี่แหละเป็นความสุขในลักษณะอย่างนั้น มีอยู่อีก แบบหนึ่งต่างหาก ; ที่จริงแล้วมันคือความทุกข์. ฉะนั้น จึงเกิดมีสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์อันซ่อนเร้น หรือความทุกข์อันปิดบัง คือไม่ประจักษ์, เรื่องมันก็คือ มีความทุกข์เป็น ๒ ประเภท คือ ความทุกข์โดยประจักษ์, และความทุกข์ที่ไม่ประจักษ์. ความทุกข์โดยประจักษ์ คือ ที่ต้องนั่งลงร้องไห้โฮ ๆ ด้วยความเจ็บปวด โวยวายไป นี่เป็นความทุกข์โดยประจักษ์ ทุกข์อย่างนี้คนกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ; แต่ก็ยัง ไม่มีใครฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงมันได้. ความทุกข์ที่ไม่ประจักษ์ นั้นย่อมซ่อนอยู่หลังฉากของความสนุก หรือ ความสุขตามแบบของคนธรรมดาสามัญเสมอ, อย่างที่ต้องทนยากลำบาก เพื่อได้ความ สนุกสนานมา แม้จะมีความหมดเปลืองมาก ลำบากมาก เสียเวลามาก แลกด้วยอะไรก็มาก จึงจะได้มาซึ่งความสนุก; แต่ความทุกข์นั้นถูกกลบเกลื่อนไว้ด้วยความสนุก ถ้าคิด อย่างคิดบัญชีกันแล้ว ก็เป็นเรื่องขาดทุนยุบยับ แต่เราก็ยังบูชาสิ่งนั้น และเสียสละ เพื่อสิ่งนั้นกันอยู่เป็นประจำวัน และเกลียดหรือเบื่อต่อสิ่งที่เป็นความสุขอย่างแท้จริง. นี้ต้องถือว่าเป็นลักษณะธรรมดาของบุคคลที่ไม่มีความรู้สึกตัว ว่า เราต้อง เกิดมาเพื่อความไม่ทุกข์ เพราะเขามีหลักว่าต้องเกิดมาเพื่อได้สนุกตามใจของเขา ; แม้

น.126 ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คนแก่ที่ยึดมั่น ถือมั่น เพราะ เอาแต่จะได้ทำอะไรตามที่เคย ยึดมั่นถือมั่น, เรียกว่า ไม่มีความเข้าใจอันถูกต้องว่าเกิดมาเพื่ออะไร, แล้วก็ไป หลงความสุขหรือความทุกข์นั้น ผิดตัวจริงไปหมด. ถ้าจะพูดกันถึง ความสุขในแง่ที่ว่าไม่มีเหยื่อล่อ ซึ่งในบางคราวก็อาจจะ กล่าวได้เหมือนกัน ; แต่ว่าเราก็ยังพอจะแบ่งได้ว่า : เป็น ความสุขฝ่ายวัตถุ, คือ ทางฝ่ายร่างกาย ฝ่ายเนื้อหนัง นี้ก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่อันเดียวกันเลยกับความสุข หรือความสงบสุขในทางฝ่ายจิตใจ หรือฝ่ายวิญญาณ. ทางฝ่ายเนื้อหนังนั้นควรจะ เรียกว่าสุขเวทนาเท่านั้น แต่เราก็ไปเรียกว่าความสุข. สุขเวทนาหมายความว่าความ รู้สึกที่สนุกสนานไม่ต้องทนอย่างทรมาน ชนิดที่ปรากฏเป็นการทนทรมานอย่างลึกซึ้ง มองไม่เห็น รู้สึกกันอยู่แต่ความสนุก ความพอใจ รู้สึกพอใจอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น หรือหลงผิด. นี่ถ้ามีความพอใจในความสุข ทางฝ่ายวัตถุฝ่ายเนื้อหนังก็จะเป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น และควรจะเรียกว่าสุขเวทนา, ไม่ใช่ความสงบสุขตามความหมายของทางฝ่าย จิตใจหรือฝ่ายวิญญาณ. ความสงบสุขทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายวิญญาณนั้น เพ่งเล็งถึงความเป็น ปกติของจิต คือจิตไม่หวั่นไหว ไม่โยกโคลง ไม่เสียอิสรภาพ ไม่ระส่ำระสาย เป็นจิตที่อยู่ในสภาพปกติ เรียกได้ว่า เป็นตัวเอง หรือเป็นอิสระ ไม่มีอะไรกวน ไม่มีอะไรบีบบังคับ ; นี้เป็นความสงบสุขทางฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญาณ. ส่วน สุขเวทนา ทางฝ่ายเนื้อหนังนั้น เป็นสิ่งที่กล่าวได้ว่า หมดอิสรภาพ ถูกตบตี ถูกมัด รัดรึง แผดเผา ครอบงำ อะไรอยู่อย่างเต็มที่ เต็มไปหมดโดยไม่รู้สึกตัว, เพราะว่า กำลังยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างแรงในความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนานั้น. ส่วนความสงบสุขทาง ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณนั้น ต้องไม่เกี่ยวกับความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีความรู้สึกที่เป็นตัวกูหรือ เป็นของกูเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย มันจึงเป็นจิตที่เป็นปกติที่สุด ; ซึ่งเขาเรียกกันว่า

น.127 "จิตว่าง ", หรือจะเรียกว่า "จิตเดิมแท้" หรือจะเรียกอย่างไรก็ได้ แต่ใจความ สำคัญก็คือว่า จิตที่ไม่ถูกกระทำ, จิตที่เป็นอิสระตามสภาวะเดิม. ฉะนั้น ถ้าเรามีความฉลาดจนมองเห็นว่า เกิดมาต้องเพื่อไม่ทุกข์ ถ้าเรา ไม่ได้สิ่งนี้ละก็ ยังไม่สมกับที่เราได้เกิดมา. อย่างนี้จึงจะรู้สึกชอบหรือรัก หรือ พอใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ เพราะว่า ธรรมะจะเป็นเครื่องอำนวยให้ได้รับสิ่งนั้น. แต่ว่าถ้าเขาไม่รู้สึกอย่างนั้นแล้ว เขาจะมีลักษณะตรงกันข้ามคือเกลียดธรรมะ หรือถึงกับ ขยะแขยงต่อสิ่งที่เขาเรียกกันว่าธรรมะ ไม่ชอบ ไม่เข้าใกล้ ไม่สนใจ อย่างดีที่สุดก็คิดว่า เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระหมดความจำเป็นแล้วสำหรับสมัยนี้ ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนี้เป็นต้น. นี่แหละการชอบธรรมะหรือการเกลียดธรรมะนี้ มีอยู่โดยลักษณะอย่างนี้; ฉะนั้นเมื่อไรเรามองให้เห็นความจริงของชีวิตจิตใจว่า มันมีมาเพื่ออะไร ? อะไรเป็นจุด ประสงค์ มุ่งหมายปลายทาง ? แล้วจะได้มาโดยวิธีอย่างไร? รวมความว่าจะต้องเห็น สิ่งสูงสุดที่มนุษย์เราควรจะถึงให้ได้เสียก่อน ซึ่งสิ่งนั้นเราเรียกกันว่า "บรมธรรม ”. ธรรมแปลว่า สิ่ง บรมแปลว่า อย่างยิ่ง, สิ่งอย่างยิ่ง ก็คือ บรมธรรม, ซึ่งได้กล่าว แล้วในการบรรยายครั้งแรกว่า จะเรียกว่า พระเป็นเจ้าก็ได้ จะเรียกว่านิพพาน ก็ได้ คือหมายถึงสภาพที่ปราศจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง. เมื่อนั้นเราจะชอบธรรมะ อย่างยิ่ง จะบูชาธรรมะอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าสิ่งใด. สิ่งใด ๆ รวมกันหมด ก็ยังไม่เท่าธรรมะ ; เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ที่มีความพอใจในธรรมะ ถึงขนาดที่มีคำเรียกในบาลีว่า " ธรรมราคะ". คำที่ว่า " ราคะ" เป็นคำเดียวกับที่ใช้ในทางกิเลสตัณหา; แต่มามี ความหมายไปในทางธรรมะ, ธรรมราคะ แปลว่า กำหนัดยินดีในธรรม ซึ่งใน ที่นี้หมายถึง พระนิพพาน เอาความหมายของคำว่า " ราคะ" แต่เพียงว่า : พอใจ อย่างสูงสุด ในลักษณะและปริมาณ ที่เท่า ๆ กันกับคนที่หลงงมงายยินดีใน รูป เสียง

น.128 กลิ่น รส สัมผัส เหล่านั้นเป็นต้น. บางทีก็เรียกว่า " ธรรมนันทิ"; นันทิ แปลว่า ความพอใจ คือความพอใจในธรรมะ. เมื่อมองเห็นค่าของธรรมะถึงลักษณะอย่างนี้ แล้ว ก็เรียกได้ว่า เป็นผู้ที่ไม่อาจจะเกลียดธรรมะ, แต่กลับจะพอใจและบูชาธรรมะ เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิอย่างยิ่ง. มีคำอีกคำหนึ่งซึ่งอยากจะขอร้องให้สนใจเป็นพิเศษคือ "สัมมาทิฏฐิ" คำ ๆ นี้ เป็นต้นเงื่อนของความสำเร็จในทางธรรม. ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น หรือความรู้ ความเข้าใจหรือความเชื่ออะไรก็ตาม รวมกันแล้วเรียกว่า "ความเห็น ", สัมมาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นชอบ คือความเห็นที่ถูกต้อง, บางทีก็แปลกันว่า " ความเข้าใจที่ ถูกต้อง" ซึ่งมันบวกความเชื่อ ความแน่ใจอะไรเข้าไปทุกอย่างอยู่ในความคิดเห็นหรือ ความเชื่อนั้น, เรียกสั้น ๆ ว่า "ทิฏฐิ". เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็เป็นความเห็นที่ ถูกต้อง ตรงกันข้ามกับ มิจฉาทิฏฐิ ที่เป็นความเห็นที่ผิด. สัมมาทิฏฐินี้ เหมือนกับผู้นำทาง หรือเครื่องส่องทาง ที่จะให้เดินถูกทาง ไม่ว่าทางต่ำ ทางกลาง หรือทางสูง ทางโลก หรือทางธรรม ทางไหนหมด, เรากำลัง อาศัย สัมมาทิฏฐิ อยู่ด้วยกันทั้งนั้น จึงรอดตัวอยู่อย่างนี้ได้. แต่ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ขั้นต้น ๆ ขั้นต่ำ ๆ ก่อน ส่วนสัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์นั้นต้องถึงขนาดที่เห็นสิ่งที่เป็นความจริง อันลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตหรือความทุกข์โดยตรง, สามารถจะนำไปสู่ความไม่มีทุกข์โดย สิ้นเชิง, จึงจะเรียกว่า " สัมมาทิฏฐิโดยสมบูรณ์ ". จะบอกกล่าวเสียเลย เพื่อความเข้าใจที่แน่นอนว่า : "สัมมาทิฏฐิ อย่าง ต่ำ ๆ นั้น จะได้แก่สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นไปในทางที่เห็นว่า มีความดี มีความชั่ว มีบุญ มีบาป มีนรก มีสวรรค์ มีบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ที่เราจะต้องยอมรับนับถือเป็น บิดามารดาครูบาอาจารย์, กระทั่งมีการเกิดชนิดที่เกิดทันทีอย่างที่เขาเรียกกันว่า

น.129 ทวดา, แต่ที่จริงคือการเกิดทางจิตใจ. การเกิดทันทีเป็น อุปปาติกะกำเนิด เหมือนเช่นว่า ถ้าเราคิดต่ำไปเราก็เกิดเป็นสัตว์, เราคิดสูงอย่างมนุษย์เราก็เกิดเป็น มนุษย์ คิดดีอย่างเทวดา ก็เกิดเป็นเทวดา, ถ้าเราคิดอย่างพระอริยเจ้า เราก็เกิดเป็น พระอริยเจ้าได้ ที่นี่ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ณ ที่นั่งนี้เป็นต้น. ถ้าเชื่อว่า " การเกิด" ในลักษณะอย่างนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เป็นการเกิดจริง ซึ่งเราจะต้องยอมรับอย่างนี้ เป็นต้น ก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ. ถ้าใครมีความเชื่อ มีสัมมาทิฏฐิในขั้นต่ำ ๆ อย่างนี้แล้ว ก็เกลียดชั่ว รักดี บำเพ็ญความดี หลีกเลี่ยงความชั่ว ปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อบิดา มารดา ต่อครูบาอาจารย์ ; แล้วเกลียดกลัวต่อการเกิดชั่ว ระมัดระวังแต่ที่จะเกิดดี อยู่เสมอ, อย่างนี้ก็เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" เหมือนกัน; แต่ยังเป็นขั้นต้น ๆ เป็น ขั้นโลกิยะ ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในส่วนที่ดี ส่วนที่ชั่ว. แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่ามี ประโยชน์มาก เอาตัวรอดได้มากทีเดียว คือว่าจะไม่ตกไปในทางต่ำ จะเป็นอย่างที่ เรียกว่าสนุกสนานที่ใคร ๆ ก็ชอบ, จะสนุกสนานอยู่ในฝ่ายดี หรือฝ่ายสูง ฝ่ายบุญ ฝ่ายกุศล หรือในสวรรค์, ถ้าเป็น สัมมาทิฏฐิขั้นที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้น คือการเห็นชัดลงไปว่า : ทุกสิ่งทั้งหมดนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, ยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวเราหรือว่า ของเราอย่างนี้ไม่ได้ นี้ส่วนหนึ่ง. อีกส่วนหนึ่ง เห็นชัดลงไปว่า : ความทุกข์ ความหนักใจ นานาประการนั้น มันมีอยู่ ที่ความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. - ตัณหาคือความอยากไปตามความหลงความเข้าใจผิด เป็นความอยากนานา ชนิด นี้เรียกว่าเป็น เหตุให้เกิดทุกข์. - ถ้าว่างจากความอยาก คือทำลายความอยากเสียได้ เป็นสภาพที่ว่างจาก ความอยากแล้ว นั่นคือ ความไม่ทุกข์ .

น.130 แล้วก็จะต้องทำได้ด้วยการ เดินให้ถูกทาง, ที่เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" มีความเข้าใจถูก ดำริถูก พูดถูก ทำถูก เลี้ยงชีวิตถูก พากเพียรถูก. ระลึกถูก ตั้งมั่นใจเป็นสมาธิถูก นี่เป็น ทางมีองค์แปด. เห็นชัดอย่างนี้ก็เรียกว่ามี “สัมมาทิฏฐิในขั้นสูง" หรือในขั้นเป็นโลกุตตระ. ในกรณีของเราที่กล่าวเกี่ยวกับชีวิตนี้ เราจะต้องเห็นไปตามที่เป็นจริงลงไปว่า ธรรมะ กับ ชีวิต นี้ได้คู่กันมาแล้วเหมือนกับที่อธิบายวันก่อน, และจะต้องคู่กันต่อไป จนกว่าจะถึงที่สุด. นี่จึงจะชื่อว่าเห็นถูกในลักษณะที่จะทำให้ธรรมะนี้เข้าเป็นอันเดียว กันกับชีวิต. ถ้าจะให้เห็นชัดหรือว่าถูกมากไปกว่านั้นอีก จะต้องเห็นไปถึงกับว่า ธรรมะ กับชีวิตนี้คือสิ่ง ๆ เดียวกัน, ไม่จำเป็นจะต้องแยกเป็นธรรมะกับชีวิต แต่มันเป็น สิ่ง ๆ เดียวกัน. เพราะเหตุผลอย่างที่กล่าวมาแล้วเมื่อตะกี้หยก ๆ นี้ว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ ธรรมะ ; เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น มันก็คือ ธรรมะ อย่างหนึ่งด้วย เหมือนกัน. ท่านจะเล็งเอาตรงไหนเป็นชีวิตนั้น มันแล้วแต่ความรู้สึกหรือความรู้ ที่ท่านได้ศึกษามา. คนที่มองไปในทางวัตถุก็มีชีวิตในทางวัตถุ เช่นว่าความสดชื่น ของเซลล์ชีวิต หรือ protoplasm ที่ยังสดอยู่ ยังเจริญได้ นี่เป็นชีวิตทาง biology. อย่างนั้นมันก็เป็นชีวิตตามแบบของคนนั้น ไม่ใช่ชีวิต ตามแบบของธรรมะ หรือปรัชญา ซึ่งเราหมายถึง ความเป็นอยู่ ดำรงอยู่ ของจิต ที่กำลังเป็นไปตามสิ่ง แวดล้อม หรือจะไม่เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมก็ตาม แล้วแต่เขาจะมีชีวิตแบบไหน. ความเป็นไปของจิตที่อาศัยร่างกายเป็นเหมือนกับเปลือกหรือภาชนะนี้ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เอาไว้รับอารมณ์โดยรอบด้านนี้ มันเป็นไปได้ นั่นก็คือมีชีวิต. แล้วมันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะ ; เพราะว่าทุกสิ่งมันเป็นธรรมะอยู่แล้ว รูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี ความรู้สึกคิดนึกก็ดี สติปัญญาก็ดี กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสิ่งเหล่านี้ก็ดี

น.131 ความรู้ความปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ก็ดี ล้วนเป็นธรรมะหมด ฉะนั้น ตัวชีวิตนั้นเอง มันก็เป็นธรรมะ มีชื่อว่าธรรมะอยู่แล้ว มันจึงเป็นสิ่งเดียวกัน. ทีนี้เรามาดูกันอีกทีว่า มันเป็นธรรมะชนิดไหน ในบรรดาธรรมะหลาย อย่างหลายประเภทนั้น ชีวิตที่เป็นตัวเดียวกับธรรมะนั้น มันเป็นธรรมะชนิดไหน ? ถ้ามันเป็นธรรมะประเภทแท้จริง มันก็เป็นชีวิตจริง ไม่ใช่ชีวิตปลอม ; ถ้ามันเป็น ธรรมะประเภทไม่จริง เท็จเทียม มันก็เป็นชีวิตปลอม. ฉะนั้น ธรรมะท่านจึงแบ่ง ให้เห็นเป็น ๒ ประเภท ธรรมะในที่นี้คือสิ่งทั้งปวง ไม่ใช่ธรรมะ คำสอน หรือ การปฏิบัติ; ธรรมะคือสิ่งทั้งปวงนี้แบ่งเป็น ๒ ประเภท : ประเภทที่หนึ่งหมายถึงสิ่งที่อะไรต่ออะไรเข้าไปปรุงแต่งมันได้ กระทำได้ ทำให้เปลี่ยนแปลงได้. นี่เรียกธรรมะประเภทที่ปรุงแต่ง ถูกปรุงแต่ง มีการไหลเวียน เปลี่ยนแปลงเรื่อยอยู่ทุกขณะจิต ; ไม่มีอะไรเป็นตัวมันเองยั่งยืน ว่าจะเป็นลักษณะอย่างไร ที่คงที่ ; ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ฉะนั้น จึงต้องเอาตัวกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง นั่นเองว่าเป็นตัวธรรมะ. มองดูให้ดีว่าคนเรานี้คนหนึ่ง ๆ แท้ที่จริงก็คือกระแสสายหนึ่ง ของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ไม่มีอะไรจะคงที่อยู่แม้แต่ชั่ววินาทีเดียว; มันเป็นความ เปลี่ยนแปลงที่ยังมองไม่เห็น, ต่อเมื่อหลายนาทีหลายชั่วโมงหลายวันจึงจะมองเห็น. แต่ถ้าฉลาดมองแล้ว ก็จะมองเห็นว่า ธรรมะชนิดนี้หรือชีวิตร่างกายนี้ เป็นธรรมะ ประเภทเปลี่ยนแปลง จึงเรียกว่า ธรรมะประเภทที่ไม่จริงหรือเท็จเทียม. ธรรมะอีกประเภทหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามด้วยประการทั้งปวง ไม่มีการ เปลี่ยนแปลง, เป็นของเห็นยากยิ่ง ไม่มีตัว เป็นของว่างอย่างยิ่ง ; เป็นธรรมะ ประเภทที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ไม่เปลี่ยนแปลง, เป็นอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้นเรื่อย, จึงเรียกว่า ไม่มีตั้งต้น ไม่มีตรงกลาง ไม่มีเบื้องปลาย ไม่มีเกิด ไม่มีตั้งอยู่ และไม่มี

น.132 ดับไป; ไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคตในสิ่ง ๆ นั้น ; ซึ่งอธิบายด้วยโวหาร คำพูดธรรมดานี้ยากที่สุด เพราะคนเรารู้จักกันแต่ธรรมะฝ่ายที่ปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลง เช่นมีเกิด มีตั้งอยู่ มีดับไป มีอดีต มีปัจจุบัน มีอนาคต มีข้างต้น มีตรงกลาง มีเบื้องปลาย. เหล่านี้ ถ้าหากว่า จิตซึ่งเป็นธรรมะอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกันนี้ ไม่ประกอบไปด้วยความรู้แล้ว มันก็ยังคงเป็นธรรมะที่ไม่จริง, คือ เป็นธรรมะที่ ปรุงแต่งอยู่เรื่อย, รู้จักแต่ธรรมะชนิดนั้นอยู่เรื่อย. ชีวิตนั้นก็เป็นชีวิตที่ยังไม่ใช่ ชีวิตจริง ไม่ใช่ตัวจริง, มันเป็นตัวการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น. ถ้าว่าจิตนี้ได้รับการศึกษาอบรม จนมองลึกซึ้งเห็นถึงธรรมะประเภทที่ไม่ เปลี่ยนแปลง จิตนี้ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในลักษณะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร, คือ เป็นอันเดียว กันกับธรรมะที่แท้จริง. ธรรมะที่ไม่ปรุงแต่ง คือเป็นลักษณะเดิมแท้ ก่อนการ ปรุงแต่งทั้งหมด. ฉะนั้น ทำให้เราเห็นได้ว่า ธรรมะหรือสิ่งซึ่งเพิ่งเกิดใหม่ ๆ นี้ มันเป็นสิ่ง ปรุงแต่งและเปลี่ยนแปลง ; ส่วนธรรมะประเภทที่ไม่มีการเกิดและไม่เปลี่ยนแปลงนั่น เป็นของเก่าหรือของเดิม. ที่จริงจะพูดว่าเดิม ก็ไม่ถูก เพราะมันยิ่งไปกว่าเดิมเสียอีก มันไม่เกี่ยวกับเวลา ไม่เกี่ยวกับการเกิด และการดับไป เป็นต้น, แต่เราไม่มีคำจะ เรียกก็เรียกว่า " สภาวะเดิม" หรือธรรมะจริงแท้ที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง. ฉะนั้นชีวิต ที่ว่าเป็นสิ่งเดียวกับธรรมะนี้ มันจึงถูกแบ่งเป็น ๒ ชนิดไปตามประเภทของธรรมะ คือ ธรรมะชนิดที่เปลี่ยนแปลง หรือไม่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง. ในทางภาษาธรรมะชั้นสูง จึงถือเอาการบรรลุพระนิพพาน ว่าเป็นการได้ ชีวิตใหม่ ได้ชีวิตที่เป็นธรรมะแท้ และไม่เปลี่ยนแปลง ; แต่ว่าชีวิตของคนธรรมดา สามัญตามปกตินี้ เป็นชีวิตมายา ชีวิตหลอกลวง เพราะมีแต่กระแสแห่งความ

น.133 ปลี่ยนแปลง; ซึ่งที่ถูกไม่ควรจะเรียกว่าชีวิตเลย แต่ก็เรียกโดยสมมุติว่าชีวิต เพราะ เป็นอันเดียวกับธรรมะที่เปลี่ยนแปลง ปรุงแต่ง ไหลเวียน เกิดดับ อยู่เสมอ. เมื่อจิตใจได้เข้าเป็นอันเดียวกับธรรมะที่ไม่เป็นความเปลี่ยนแปลง คือ ความว่างหรือ ความสงบอย่างยิ่ง คือ พระนิพพานแล้ว นั่นควรจะเรียกว่า "ชีวิตเดิมแท้", แทนที่ จะเรียกว่า "ชีวิตใหม่". เราอาจจะเรียกว่า "ชีวิตใหม่" เพราะเราเพิ่งพบ เพราะตามธรรมดามันก็เป็นชีวิตนิรันดร อนันตกาล ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมี การเกิดและการดับไป อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าจิตได้เข้าถึงธรรมะประเภทนั้นแล้ว ก็เรียก ว่าเป็นอันเดียวกันกับธรรมะที่แท้จริง และไม่เปลี่ยนแปลง ; ดังนั้น เราจะมองใน แง่ไหน ธรรมะกับชีวิตจะต้องเป็นสิ่งเดียวกันเสมอ. ถ้าเป็นอย่างธรรมะมายา ก็เป็นชีวิตชนิดมายา ; ถ้าเป็นธรรมะแท้จริง ก็เป็นชีวิตแท้จริง. เราจะทำอย่างไร จึงจะเข้าถึงธรรมะแท้จริง ที่ไม่ใช่มายานั้น ? เราจะมีชีวิตแบบไหนกัน ใน ๒ อย่างนี้ ? นี่มันก็แล้วแต่ว่า จิตของเราทุกคนในขณะนี้ มันเข้าถึงธรรมะประเภทไหน เข้าถึงธรรมะฝ่ายไหน, แล้วเราก็กำลังมีชีวิตตามแบบ นั้น. เพราะฉะนั้น ถ้ามองให้ดีแล้วจะเห็นว่า ธรรมะนี้มันเป็นอันเดียวกันกับชีวิต อยู่แล้ว ; แต่ว่าถ้าไปเป็นอันเดียวกับธรรมะที่ไม่น่าปรารถนา, คือ ธรรมะ ที่เป็นไป เพื่อความเปลี่ยนแปลงหรือเป็นทุกข์แล้ว ก็ยังไม่ไหว. ถ้าจะจัดให้ธรรมะมาเป็นคู่ชีวิตนี้ เราจะต้องหมายถึงธรรมะที่ไม่ ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาได้เลย จึงได้แก่ธรรมะประเภทที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ประกอบด้วยความโง่ ความหลง, ไม่ประกอบไปด้วยของปรุงแต่งใหม่ ๆ คือ ไม่มีการปรุงแต่งใหม่ ๆ ทุกคราวที่ตากระทบรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัสทางผิวหนัง หรือใจนึกคิดอะไรนั่นเอง. เพราะว่ากิจประจำวันของจิตก็คือ การรับอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางจิตใจเอง ;

น.134 เมื่อมันได้รับอารมณ์อย่างนี้แล้ว ถ้ามันประกอบอยู่ด้วยอวิชชา คือ ความโง่ ความหลง มันก็ปรุงธรรมะมายา หลอกหลวง ขึ้นมาทั้งนั้น ; ทำให้ชีวิตนั้นเป็นตัวเราที่มายา หลอกลวง เต็มไปด้วยความทุกข์. เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ถ้าเป็นชีวิตที่ไม่มีความทุกข์ในสภาพเดิมแท้แล้ว ต้องปราศจากการถูกปรุงแต่งชนิดที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู. ถ้ามีการ แวดล้อมหรือถูกปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกูหรือของกูอยู่เสมอแล้ว ก็เป็นชีวิตมายา เป็นชีวิตใหม่ ที่เกิดดับ เกิดดับ แทรกแซงเข้ามา, เหมือนกับลมที่มาพัดให้น้ำ เป็นคลื่น แล้วคลื่นนั้นก็เป็นเพียงมายา เป็นของชั่วคราว. น้ำที่แท้จริงนั้นต้อง ไม่เป็นคลื่น คือ เงียบ หรือเรียบสนิท สงบ, แล้วมีลมมาพัดให้มันเป็นคลื่น. จิตนี้ก็เหมือนกัน เวลาที่รับอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือ ทางใจเอง, หากประกอบอยู่ด้วยความโง่แล้ว มันก็จะต้องเกิดของที่เป็นคลื่นใหม่ ๆ ขึ้นมาเสมอ : เป็นเวทนาอย่างนั้น เป็นเวทนาอย่างนี้ สนุกสนานอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นของใหม่ ๆ หุ้มห่อจิตอยู่เสมอ ; ข้างในนั้นทั้งหมด เต็มไปด้วยความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกู. ขอให้ฟังคำ ๆ นี้ แม้เป็นคำหยาบคายหรือโสกโดก ก็ไม่ทราบว่าจะเรียก อะไรดี แต่ที่จริงเราก็รู้สึกกันอยู่อย่างนั้น คือ ความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู, และ ความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกูนี้พึงเข้าใจว่าเป็นของใหม่หยก ๆ ใหม่ชั่วขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบอารมณ์ นั่นเอง ; ไม่ใช่ของเก่า ไม่ใช่ของดั้งเดิม ; แต่มันเก่งฉกาจตรงที่มันเกิดขึ้นทุกที ที่มันได้กระทบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ; เพราะว่าจิตยังต่ำเตี้ย ยังต่ำต้อย คือยังประกอบด้วยอวิชชา. ฉะนั้น จึงเป็นตัวตนที่เป็นมายา, ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง. ถ้าจะเรียกว่าชีวิต ก็เป็นชีวิตที่ปรุงแต่ง คือชีวิตที่ไม่มีตัวมันเอง ; เป็นชีวิตที่ถูก

น.135 ปรุงแต่ง หรือถูกชักหุ่น, เป็นหุ่นที่ถูกชัก. ถ้าว่าเป็นธรรมะ หรือมองดูในแง่ที่ เป็นธรรมะ ชีวิตนี้ก็เป็นธรรมะ ; แต่ว่าเป็นธรรมะประเภทปรุงแต่ง, คือธรรมะ ประเภทที่ต้องเป็นทุกข์อยู่เสมอไป เพราะจิตประกอบอยู่ด้วยอวิชชาคือความไม่รู้ ถ้าเมื่อไรประกอบด้วยปัญญาหรือวิชชา เมื่อนั้น มันตรงกันข้าม : คือว่า เมื่อได้กระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งคน ธรรมดาเขาจะเกิดความรู้สึกอยากได้ อย่างนั้น อย่างนี้ เกี่ยวกับตัวกู หรือของกู อย่างนั้นอย่างนี้. ถ้ามีปัญญา มีวิชชาแล้วจะไม่รู้สึกอย่างนั้น, คือ ไม่เดินไปตามทาง ของคนธรรมดา ; แต่มันแยกทางเดิน วกไปในทางของสติปัญญา ไปเกิดเป็นสติปัญญา ขึ้นมาใหม่ ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้; คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เข้ามากระทบนี้เราจะจัดการกับมันอย่างไร ก็จัดการไปด้วยสติปัญญา ; ไม่ลุ่มหลง ไปยึดมั่นถือมั่นเป็นเรา เป็นของเรา ไม่ลุ่มหลงไปด้วยกิเลสตัณหา. นี้เรียกว่าถ้าเป็นสามัญปุถุชน คนหนา เขาก็เดินไปตามทางของกิเลสตัณหา ; เมื่อได้รับอารมณ์คือรูปเสียง กลิ่น รส แล้ว ก็เกิดตัณหา ความอยาก เป็นอุปาทาน ยึดมั่น ถือมั่น มีความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู แล้วก็ดิ้นรนระส่ำระสายวุ่นวายทางจิตใจ ; เพราะความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกูนั่นเอง . พวกที่มีปัญญา มีวิชชานั้น ย่อมรู้ทัน ท่วงทีเสมอ ; เมื่ออารมณ์มากระทบทางตา ทางหู ฯลฯ ทางใจเอง ก็ตาม ; มันมีสติปัญญาโพล่งออกมาจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ตามที่ควรจัด. คำว่า "ตามที่ควรจัด" นี้หมายความว่าในลักษณะที่ไม่หลงไปเป็นทาสของอารมณ์เหล่านั้น ; แต่จะจัดการให้ อารมณ์เหล่านั้นมาเป็นทาสของเราเสียเอง ; คือจะรู้จักใช้จ่ายมันอย่างไร จะบริโภคมัน อย่างไร จะกินมันอย่างไร จะทิ้งขว้างมันอย่างไร. ควรจะทำอย่างไร ก็ทำได้ทั้งนั้น ตามสติปัญญา.

น.136 อย่างนี้เรา จะเห็นได้ ว่า เมื่อความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู เข้ามาแล้ว ละก็ สิ่งที่เรียกว่าสติปัญญาก็ต้องกระเด็นออกไป, ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ; มันอยู่เป็นคู่ พร้อมกันไม่ได้. ถ้าสติปัญญาเข้ามา สิ่งที่เป็นความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู กระเด็นออกไป, ไปอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครค้นได้ แปลว่า สองสิ่งนี้มันอยู่พร้อม กันไม่ได้. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ทาง" ที่จะต้องเลือกเดิน, ให้เดินให้ถูก คือจะต้อง เลือกว่าเดินไปตามทางปุถุชนคนหนา เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู นี้ดี ; หรือจะแยกเดินไปในทางของพระอริยเจ้า เป็นทางของสติปัญญา รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ คืออะไร เป็นอย่างไร โดยอะไร แล้วจะจัดการกับมันอย่างไรดี. ฉะนั้น จึงมีอยู่ว่า เมื่อมีการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเองนั้น เราจะเลือกเดินทางไหน คือจะเดินไปทางตัวกู-ของกู หรือจะเดินไปทางของสติปัญญา ; ขอให้รู้สึกตัวตรงนี้ก็แล้วกัน. เพราะว่าในวันหนึ่ง ๆ นั้นมันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือความคิดที่รู้สึกทางใจมากระทบมาแวดล้อมเรานับไม่ถ้วนเลยว่ามีกี่ครั้ง. เราพลาดไป กี่ครั้ง หรือว่าเรารู้สึกตัวกี่ครั้ง, หรือว่าเราพลาดทั้งหมดเลย. นั่นแหละเป็นเครื่อง ชี้ให้เห็นว่ามันมีชีวิตชนิดไหน ? คือมีชีวิตปลอมหรือชีวิตแท้ ; ชีวิตที่เป็น ธรรมะแท้ หรือชีวิตที่เป็นธรรมะปลอม. ดังนั้น การที่จะมีชีวิตอยู่กับธรรมะแท้ เป็นชีวิตแท้นั้น มันจึงอยู่ ตรงที่ว่า ต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยสัมมาทิฏฐิอย่างยิ่ง ในขณะที่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบเรานั่นเอง. ฉะนั้น จึงเป็นอันว่า สิ่งที่เราจะ ต้องรู้เท่าและควบคุมมันให้ได้ ก็คือความรู้สึกว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" นั่นเอง. ขอให้สนใจในคำนี้เป็นพิเศษเสมอ "ตัวกู-ของกู" นี้เป็นความรู้สึกที่ทุกคนรู้สึกใน ใจจริง ๆ. ถ้าพูดว่าตัวเราหรือของเรานี้ มันเป็นภาษาหนังสืออยู่ในพระคัมภีร์ ใน

น.137 พระบาลีเรียกว่า "อัตตา" แปลว่า ตัวตน, "อัตตนียา" แปลว่า ของตน ; นี่ก็คือ "ตัวกูของกู" บางทีก็เรียกว่า "อหังการ" "มมังการ" ; อหังการ แปลว่า ทำความ รู้สึกว่า เรา, มมังการ คือ ทำความรู้สึกว่า ของเรา, นี่ก็คือ ตัวกู-ของกู. ปรัชญาในอินเดีย หรือ ธรรมะชั้นสูงในอินเดียทุกแขนง เขามุ่งหมายจะ กำจัดอหังการ มมังการกันทั้งนั้น. ขอให้เปิดดูลัทธิ เวทานตะ สางขยะ ฯลฯ โยคะหรืออะไรก็ตาม ; เขามีจุดมุ่งหมายจะทำลาย อหังการ มมังการ ด้วยกันทั้งนั้น ; แต่มันต่างกันอยู่ที่ว่า เมื่อทำลายอหังการ มมังการ เสร็จแล้วได้อะไรมา; เขาเอา อันนั้นเป็นตัวตนหรือเป็นอาตมัน เป็นปรมาตมัน ขึ้นมาอีก. แต่ทางพุทธศาสนา เราไม่เอาอย่างนั้น ; เพราะว่า เมื่อทำลายอหังการ มมังการ หมดแล้วจะมีแต่ จิตที่ว่างหรือจิตที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นตัวเรา ไม่ยึดถือว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. เพราะฉะนั้น จึงแปลว่าทุกลัทธิศาสนารู้เรื่องพิษ หรือโทษอันร้ายกาจของ ตัวกูหรือของกูด้วยกันทั้งนั้น. เขารู้กันว่าไม่มีอะไรที่เป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ เท่ากันกับความรู้สึกว่า ตัวกู หรือ ของกู ; และมันยากอย่างยิ่งก็ตรงที่ว่าความรู้สึก อันนี้มันเกิดเอง เป็นสัญชาตญาณ : คือว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมมีความรู้สึกที่เป็น ตัวกู หรือของกูอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. มันเป็นตัวมันเองเสียแล้ว แล้วใครจะไปควบคุมมัน. มันยากถึงขนาดที่ว่า จะให้ตัวมันเองฆ่าตัวมันเองอย่างนี้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ; หรือถ้าเราจะพูดว่าให้ตนเป็นที่พึ่งแก่ตนอย่างนี้ มันจะเป็นได้อย่างไร. ถ้าตนมันเป็น ผู้ตกทุกข์เสียแล้ว ตนจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้อย่างไร. มันมีทางอยู่ ที่จะต้องทำความเข้าใจ กันให้ละเอียด. ความยากลำบากในการเข้าใจธรรมะมันก็อยู่ที่ตรงนี้, ตรงนี้แห่งเดียว เท่านั้น คือที่จะทำลายความรู้สึกว่า ตัวตนหรือของตน ให้สิ้นไปเท่านั้น. เราก็มี หลักหรือมีวิธีที่จะทำลายตัวตนหรือของตน ซึ่งเมื่อกล่าว ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้วก็มีอยู่อย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้ :-

น.138 ชั้นแรก ต้องมีความรู้ความเข้าใจเสียก่อน ว่า ความรู้สึกว่า ตัวกู ว่า ของกู หรือรู้สึกว่า อัตตาตัวตนนี้ มันเกิดอยู่เป็นประจำ เกิดง่าย ทุกคราวที่มีการ เห็นรูปฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ฯลฯ. ขอให้สังเกตตามไปทุกขั้น ที่เราได้กระทบ กับรูป เสียง กลิ่น รส. เมื่อเรากระทบกับรูป เสียง กลิ่น รส ที่เรียกว่า "ผัสสะ", หลังจากผัสสะแล้ว มันจะเกิด "เวทนา" คือรู้สึกว่า สวย ไม่สวย หอมหรือเหม็น อร่อยหรือไม่อร่อย สุขหรือทุกข์. พอเกิดเวทนาอย่างนี้ขึ้นมาแล้วก็เกิด "ความอยาก" อย่างใดอย่างหนึ่ง ; ถ้าถูกใจก็อยากเอาอยากได้ อยากมี อยากเป็น ; ถ้าไม่ถูกใจ ก็ไม่อยากเอา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น, และยังแถมอยากจะตีให้ตาย อยากจะทำลายด้วยซ้ำไป. นี้เรียกว่าเกิดตัณหา, เป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา แล้วแต่กรณีของสิ่ง ที่มากระทบ. เมื่อเกิด ตัณหา ซึ่งเป็นความอยากแล้ว มีความรู้สึกเป็น "ตัวผู้อยาก" คือ ตัวกูผู้อยากขึ้นมาทันที ; ความรู้สึกส่วนหนึ่ง เป็น ความรู้สึกที่เป็นตัวผู้อยาก คือ ตัวกูนั่นเอง. อยากอย่างไร ? ก็คือ อยากจะได้เอามาเป็นของกู. ฉะนั้น จึงมี ความรู้สึกเป็นของกู ตามขึ้นมาด้วย. หรือถ้าว่าอยากเป็น คือ ได้รู้สึกคิดนึกในทาง ที่ว่ามีเกียรติ มียศ มีหน้า มีตา เพราะตัวมันอยากเป็น ตัวกูก็อยากเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นผู้เก่งในทางธรรมะอย่างนั้นอย่างนี้ก็ตามเถอะ, มันก็เป็นความอยาก เหมือนกัน คืออยากได้เกียรตินี้มาเป็นของกู เป็นต้น. ถ้าความรู้สึกเกินเลยต่อไปกว่าความอยากมาเป็นความรู้สึกว่า ตัวกูอยาก นี้ก็

น.139 ก็เรียกว่า อุปาทาน. อุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น, หรือรู้สึกว่า ตัวกู ว่าของกู. ถ้าลงเป็นอย่างนี้แล้ว จิตก็สูญเสียความปกติที่จะต้องเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา. ถ้าความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู นี้ เบ่งบานเต็มที่แล้ว ก็เรียกว่า "ชาติ" : คือความเกิดมีขึ้นทางจิตใจแล้ว แล้วก็ต้องหนักหรือเป็นทุกข์ทรมาน เพราะความ ยึดมั่นถือมั่นนั้น. มันไม่ใช่แบกด้วยบ่า ไม่ใช่ต้องหิ้วต้องหาบ ต้องถือต้องทูน อย่างนี้หรอก ; แต่มันกดทับอยู่บนจิตใจของบุคคลนั้น : สิ่งสวยงามก็กดทับ จิตใจไปอย่างหนึ่ง, สิ่งไม่สวยไม่งามก็กดทับจิตใจไปอย่างหนึ่ง, เป็นความทุกข์ เหมือนกับผู้ที่แบกหรือหาบ หรือหิ้วหรือทูนของหนักเสมอ, นี้เราต้องดูให้รู้ ว่าตัวกู หรือ ของกู นั้น มันจะเกิดหลังจากที่มีความ อยากในสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดเวทนา; แล้วอันนี้เราเรียกว่าตัวตน ตัวกู ของกู หรือ อัตตา ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอัตภาพร่างกายนี้. อย่างภาษาลาตินก็เรียกว่า ego แปล เป็นภาษาอังกฤษว่า soul หรือ อัตตา หรือ self. ความรู้สึกว่ามีตัวกูนี้เรียกว่า egoism มันตั้งอยู่เป็นศูนย์กลาง, คำว่า ego เป็นภาษาลาตินนี้ตรงกับภาษากรีกว่า kentrikos หรือ centical ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า centre. kentrikos หมายถึงศูนย์กลาง ซึ่งเขาถือว่าชีวิตจิตใจทั้งหมดนี้มันมีอันนี้เป็นศูนย์กลาง คือสิ่งที่เรียกว่า kentrikos นี้ หรือว่าศูนย์กลางนี้ เป็นศูนย์กลางซึ่งตรงกับคำว่า ego. ฉะนั้น ความรู้สึกที่แก่ ego หรือ centre นี้ เราเรียกกันว่า egoism. egoism จะเกิดทุกทีที่เรามีความอยาก คือ ตัณหา. คำว่า egoism นี้ คือสิ่งที่เรียกในพุทธศาสนาว่า "อุปาทาน". ทีนี้มันมีอยู่แต่ว่าเราจะควบคุมมันได้ หรือไม่ egoism นี้ ? ถ้ามากออกไป ถึงขนาดหยาบขนาดเลวแล้ว มันก็เป็น selfishness ที่เรารังเกียจกันที่สุด, คือความเห็น แก่ตัวจัดอย่างที่ไม่ดูหน้าใคร ; นั้นเป็น egoism ที่เลวมาก. egoism ที่เป็นไปใน

น.140 ทางดีก็คือ รักดี อยากดี ตั้งใจทำดี อย่างนั้น ค่อยยังชั่ว ; ยังไม่เป็นอันตรายมาก เหมือน selfishness. แต่ถึงอย่างนั้นก็พึงเข้าใจไว้ว่า ขึ้นชื่อว่า egoism แล้วละก็ เป็นทุกข์หรือเป็นของหนักทั้งนั้น ; ซึ่งเราจะต้องนึกถึงพระบาลี ที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้อย่างมีความสำคัญอย่างยิ่งว่า ในบรรดาความทุกข์นานาชนิดจะจาระไน แจกอาการอย่างไร ๆ กี่ชนิดก็ตาม แต่ถ้าสรุปแล้ว มันอยู่ที่ความยึดมั่นถือมั่น. บทที่สวดมนต์เช้าเย็น ว่า สงฺขิตเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา แปลว่า : เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ ที่ประกอบด้วยอุปาทานนั่น แหละเป็น ตัวทุกข์. ข้อนี้หมายความว่า เมื่อกล่าวสรุปเอาแต่ใจความแล้ว ตัวความทุกข์นั่นคือ ตัวสิ่งที่กำลังถูกยึดถือว่าเป็นตัวกู หรือเป็นของกู. พอสิ่งใดถูกยึดถือว่าเป็นตัวกู หรือของกูขึ้นมาแล้ว ความทุกข์อยู่ที่นั่น, คืออยู่ที่ตัวความยึดถือนั่นเอง ; และความ ยึดถือนั้นก็อยู่ที่จิต เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นทุกข์ ที่จิต. ความเกิดเป็นทุกข์ ก็เพราะ ว่ายึดถือในความเกิด, ความแก่เป็นทุกข์ก็เพราะยึดถือในความแก่, หรืออะไร ๆ ก็เป็น ทุกข์, ได้อย่างใจ ไม่ได้อย่างใจ ถ้ามีความยึดถือแล้วล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น ; จึงถือ ว่าความทุกข์อยู่ตรงความที่มีความยึดถือ ซึ่งมีอยู่ที่สิ่งที่เราเรียกกันว่าความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกู หรือ egoism นั่นเอง. เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้วิธีที่จะควบคุมสิ่งที่ เรียกว่า egoism นี้ให้ถูกวิธีที่สุด จนกระทั่งมันหมดไป ; เราไม่อาจจะทำให้หมดไป เดี๋ยวนี้ทันทีได้ ในฐานะที่เป็นคนธรรมดา แต่เราควบคุมได้. ฉะนั้น เราควรจะแบ่งเป็นชั้น ๆ กันอย่างนี้จะง่ายกว่า : คือว่า ถ้าจะพูด อย่างมี ตัวกูของกู กันละก็ มีตัวกูอย่างเลวเช่นนี้ชั้นหนึ่ง, แล้วก็มีตัวกูอย่างดีนี้ ชั้นหนึ่ง, แล้วก็มีตัวกูอย่างดีนี้จางลง ๆ นี้อีกชั้นหนึ่ง, และชั้นสุดท้าย ก็คือหมด ความรู้สึกว่าตัวกู โดยประการทั้งปวง นี้ชั้นหนึ่ง. ใน ๔ ชั้นนี้ เรากำลังทำได้ ที่ชั้นไหน : คือ เรากำลังมีความรู้สึกว่าเป็นตัวกูอย่างเลว หรือมี ตัวกูอย่างดี หรือมี

น.141 ตัวกูที่เบาบาง จางลงแล้ว หรือว่ามี ตัวกูที่หมดแล้ว. ตามหลักนั้น ผู้ที่หมดตัวกูโดย สิ้นเชิงนั้น มีแต่จำพวกพระอรหันต์เท่านั้น ; แม้แต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามีอันดับ รอง ๆ ลงมานี้ก็ยังมีตัวกูทั้งนั้น แต่มีตัวกูที่จางมาก. ส่วนปุถุชนนั้น มีตัวกูชั้นดีบ้าง ชั้นเลวบ้าง ; ปุถุชนชั้นเลวก็มีความรู้สึกว่าตัวกูของกู-ชั้นเลว, ปุถุชนชั้นดีก็มีความ รู้สึกตัวกูของกู-ชั้นดี. นี่ก็หมายความว่า ในขณะที่ควบคุมความรู้สึกที่เป็นการยึดมั่นถือมั่นไว้ได้ ให้หลีกทางชั่วมาเดินทางดี นี้ก็เป็นการมีตัวกูชั้นดี, ก็ได้ผลตามที่เป็นตัวกูชั้นดีหรือ อย่างดี ; แต่ที่จะไม่ให้ทุกข์เสียเลยนั้นเป็นไปไม่ได้. เพราะว่าคนชั่วก็ต้องมีความทุกข์ ไปตามแบบตามประสาคนชั่ว, คนดีก็ต้องมีความทุกข์ไปตามแบบตามประสาของคนดี ; หรือกล่าวอีกทีหนึ่งก็ว่า คนมีบาปก็ต้องมีความทุกข์ไปตามประสาคนมีบาป, คนมีบุญ ก็ยังต้องมีความทุกข์อีกแบบหนึ่งไปตามประสาคนมีบุญ ; หรือคนที่กำลังเสวยทุกข์ ก็มีแต่ทุกข์ไปตามแบบคนทุกข์, คนที่กำลังเสวยสุขก็มีทุกข์ไปตามแบบของคนที่กำลัง เสวยสุข. เพราะว่าถ้ายังมีความรู้สึกว่าฉัน ว่าเรา ว่าตัวกู ผู้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เสวยนั่น เสวยนี่ ได้นั่น ได้นี่ มีนั่นมีนี่แล้ว มันย่อมมีความหนักกดทับอยู่ ในจิตใจซึ่งเป็นตัวความทุกข์. ฉะนั้น การที่จะทุกข์น้อยลง ๆ ก็ต้องให้ความรู้สึกที่เป็น egoism นั้นน้อยลง ๆ, เป็นตัวกูที่จางลง ๆ บางลง. ฉะนั้นพุทธบริษัทที่มีความ หมายว่า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส นี้ โดยที่แท้ท่านเล็งถึงผู้ที่มี ตัวกูจางลง ; มีความยึดมั่น ถือมั่นในตัวกูจางลงเท่าใด ก็มีความสดชื่นแจ่มใสมากขึ้น เท่านั้น มีความเป็นหนุ่มสดชื่นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น. เพราะฉะนั้น คนอายุมาก เป็นคนแก่แล้วก็อาจจะเป็นคนหนุ่มที่ไม่รู้จักแก่ ก็ได้ ถ้าเป็นผู้ที่เข้าถึงธรรมะที่ไม่รู้จักแก่ คือว่า ธรรมะที่ทำให้จิตใจปกติ ไม่ ระหกระเหิน นี่เอง; เพราะมีตัวกูจางลง ๆ นั่นเอง. หมดตัวกูเมื่อไร แล้วจะมี

น.142 ความรู้สึกที่สดชื่น เป็นความหนุ่ม หรือความสาว หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก มีลักษณะที่สดชื่นถึงที่สุดและเป็นนิรันดร. นี่แหละคนแก่มีหวังที่จะเข้าถึงความสดชื่น นิรันดรยิ่งกว่าคนที่เป็นเด็กๆ หรือคนหนุ่มที่ยังไม่รู้เรื่องของชีวิตจิตใจ; เพราะว่าถ้า สามารถจะเข้าถึงธรรมะที่แท้จริง คือ สะอาดปราศจากความรู้สึกว่าตัวกู ของกู แล้ว จะมีความสดชื่นอย่างยิ่ง; นี่เรียกว่าเป็นธรรมะที่แท้จริง. เมื่อชีวิตเข้าถึงธรรมะ อย่างนี้แล้ว เลยกลายเป็นชีวิตจริง เป็นชีวิตที่สดชื่นแจ่มใสจริง และเป็นนิรันดร ในลักษณะของความสดชื่น. ฉะนั้น จึงเป็นการทำให้เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า การที่จะทำธรรมะให้เป็น คู่ชีวิต ให้ได้มาเป็นคู่ชีวิตนั้น มันจะต้องอยู่ตรงที่ควบคุม egoism, ควบคุมความ รู้สึกว่า ตัวกู ของกู อย่าให้เป็นตัวกู ของกูที่เลวจัด ให้เป็นตัวกู ของกูที่ดีอยู่เสมอ ; แล้วให้เป็นตัวกู ของกูที่จางลง ๆ คือยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ของกูนี้น้อยลง ๆ จนกระทั่งไม่ รู้สึกเลย, เป็นความว่างอย่างยิ่ง คือว่างจากตัวกู. ว่างอย่างยิ่งนี้ท่านเรียกว่า นิพพาน "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ" แปลว่า ว่างอย่างยิ่ง นั่นแหละคือนิพพาน, กล่าวคือ ว่างจากตัวกู ของกู. ปัญหาที่จะควบคุมความรู้สึกที่เป็น ตัวกู ของกูนี้ เป็นปัญหาใหญ่. แต่ถ้าว่าจะกล่าวกัน พอให้ทราบแนวทางก็พอจะกล่าวได้ว่า ให้ถือเอาโดยหลักที่ว่า เมื่อ ได้เห็นรูปก็สักแต่ว่าได้เห็น, เมื่อได้ฟังเสียงก็สักแต่ว่าได้ฟัง, เมื่อได้ดมกลิ่นก็สัก แต่ว่าได้กลิ่น, เมื่อได้รู้รสทางลิ้น ก็สักแต่ว่าได้ชิม, เมื่อสัมผัสทางผิวหนังก็สัก แต่ว่ากระทบ, หรือเมื่อรู้สึกขึ้นในใจก็เพียงแต่ว่ามันคิด ; หมายความว่า อย่าปล่อย ให้การกระทบนั้นเกิดเป็นเวทนาที่รู้สึกว่า ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ, หอมหรือเหม็น คือว่า รักหรือเกลียดนั่นเอง ; อย่าให้เกิดรู้สึกเป็นว่า รักหรือเกลียด ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ ขึ้นมา; นี่เป็นการดีอย่างยิ่ง ถ้าทำได้อย่างนี้.

น.143 ถ้าทำไม่ได้, ควบคุมไว้เพียงแค่ผัสสะไม่ได้ ; มันกลายเป็นความ รู้สึกรักหรือเกลียด สุขหรือทุกข์ พอใจหรือไม่พอใจ คือกลายเป็นเวทนาขึ้นมาเสียแล้ว อย่างนี้ ; ก็ยังมีทางกระทำอีกทีหนึ่ง คือ ควบคุมความรู้สึกอย่างนั้นไว้ให้หยุดอยู่ เพียงแค่นั้น ; อย่าให้ปรุงต่อไปเป็นว่าอยากอย่างไร. อยากจะเอา อยากจะได้ แล้วมีแผนการที่จะเอา-จะได้ อย่างนั้นอย่างนี้ต่อไป, ให้หยุดเสียเพียงแค่รู้สึก เป็นเวทนา. จะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น อย่าเผลอตัวจนถึงกับ อยากอย่างลืมตัว ในสิ่งเหล่านั้น จนตกเป็นทาสของอารมณ์. นี่แหละเรียกว่าควบคุมไว้ได้, คือ ควบคุมไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู ในระยะของตัณหาอุปาทาน นั่นเอง ; เพราะว่าหลังจากเวทนาแล้วย่อมเกิด ตัณหา ย่อมเกิดอุปาทาน คือความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู. แต่ถ้าเราควบคุมความรู้สึก ที่เป็นเวทนาคือถูกใจหรือไม่ถูกใจนี้ ให้หยุดเสียได้เพียงแค่นั้น คือ รู้สึกว่า ถูกใจ แล้วก็หยุดแค่นั้น, ถ้าไม่ถูกใจ แล้วก็หยุดเพียงเท่านั้น ; อย่าให้เกิดอยากจะเล่นงาน มันอย่างนั้น อย่างนี้, หรือมีแผนการที่จะเอามันอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งเป็นตัณหา แล้วมี ความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู กูกระทำอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา. อย่างนี้เรียกว่าควบคุม ตัวกู ของกูไว้ได้. พร้อมกันนั้นสติปัญญาก็จะเกิดขึ้นมาแทน ดังที่ได้กล่าวแล้ว ข้างต้นว่า ของ ๒ อย่างนี้อยู่พร้อมกันไม่ได้; ถ้ากันเอา ตัวกู ของกู ที่เป็นความรู้สึก ฝ่ายอวิชชาออกไปได้, ความรู้สึกที่เป็นฝ่ายปัญญา หรือ วิชชา ก็เกิดขึ้นมาแทน, คือ มีความฉลาด มีความรู้แจ้ง มีความเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ ; แล้วความรู้แจ้งนั้นเอง มันบอกว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ตาม ที่มา กระทบรายนี้ เป็นความรู้สึก ถูกใจหรือไม่ถูกใจนี้ ควรจะจัดการกับมันอย่างไร ควร จะจัดการด้วยสติปัญญาอย่างไร. ฉะนั้น จึงเป็นอันว่า สติปัญญา จัดการทำสิ่งต่าง ๆ ไปได้ ถ้าเห็นว่าสิ่งนี้ ต้องเลิก ไม่ต้องเกี่ยวข้องอะไร ก็เลิกไม่ต้องเกี่ยวข้องอะไร ; แต่ถ้าสิ่งนี้จะต้องใช้

น.144 จะต้องบริโภค จะต้องมี จะต้องใช้สอยอะไร ก็จัดการไปตามที่ควรด้วยสติปัญญา ; เลยเป็นอันว่า ความรู้สึกว่า ตัวกู ว่าของกู หรือว่าอหังการ มมังการ นั้นไม่เกิดขึ้น มาได้ ไม่โผล่ขึ้นมาได้. นี่ถ้าเราทำอยู่อย่างนี้เรื่อย, ทำได้อย่างนี้เรื่อย ทุกคราวไป ทุกกรณีไป, ก็แปลว่า ตัวกู ของกู ไม่อาจจะเกิดขึ้นเลย ไม่เหมือนกับที่มันเกิด วันหนึ่งตั้งหลายสิบครั้ง อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ; เดี๋ยวนี้มันไม่อาจจะเกิดเลย เพราะ การควบคุมที่ถูกต้อง. นี่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก่อน ยังไม่ใช่; แต่ก็ต้องพิจารณาดูให้เห็นว่า มันมีผลอย่างยิ่งอยู่อย่างหนึ่ง คือมันเป็นการที่ไม่ให้โอกาสเกิด, นี่มันเท่ากับเป็นการ boycott ไม่ให้กิเลสได้อาหาร. เหมือนอย่างว่าเราจับสัตว์หรือว่าล้อมสัตว์ เช่นเสือ ตัวร้ายตัวหนึ่งไว้ได้ในวงล้อม แล้วเราก็ตัดทางมาแห่งอาหารของมันเสียหมด, ไม่ให้ อาหารผ่านวงล้อมไปให้มันกินได้. เราไม่ต้องฆ่ามัน มันก็ตายเองได้. นี่ ถ้าเรา ฉลาดจนถึงกับควบคุม ไม่ให้ egoism เกิดขึ้นได้ ในเมื่อกระทบ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่างนี้อยู่เสมอแล้ว ก็แปลว่าเท่ากับไม่ได้ให้อาหารแก่กิเลสประเภท ตัณหาอุปาทาน นั่นเอง ; นานเข้ามันก็ขาดอาหารผอมลง ๆ, และวันหนึ่งมันจะ สูญสิ้นไป. นี่จึงจะถึงความเป็นพระอรหันต์. แต่ถ้าใครฉลาดถึงกับสามารถตัดฟัน มันลงไปในขณะนั้นได้ ก็เป็นการเก่งมาก. ในกรณีปกติที่เป็นการปฏิบัติตามหลัก ที่วางไว้ ก็ให้ถือว่า : เป็นอยู่ให้ถูกต้องตามแนวของอริยมรรคมีองค์แปดเท่านั้น กิเลส ตัณหา ก็ขาดอาหารและตายลงไปเอง. อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านต รัส อย่างที่ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เชื่อหรืออาจจะหัวเราะเอาก็ได้เช่น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์". เป็นบาลีก็ว่า อิเม เจ ภิกฺขเว ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยยุํ อสุญฺโญโลโก อรหนฺเตหิ อสฺส, แปลว่า ถ้าพระภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบไข้ร โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์.

น.145 ใจความสำคัญมันอยู่ตรงวรรคที่ ๒ คำว่า สมฺมา วิหเรยฺยํุ ; สมฺมา แปลว่า โดยชอบ ; วิหเรยฺยุํ แปลว่า พึงมีชีวิตอยู่, พึงมีชีวิตอยู่โดยชอบเท่านั้น แล้วโลกจะไม่ว่าง จากพระอรหันต์. ท่านอาจจะนึกว่า แหม ! มันง่ายเกินไป, หรือมันแทบจะไม่ต้องทำอะไร มากมาย. มันก็ถูกเหมือนกัน มันไม่ต้องทำอะไรมากมาย, อยู่ให้ดี ๆ เท่านั้น ไม่ต้อง ทำอะไรเลย, ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ได้. แต่ที่ ว่าอยู่ดี ๆ ไม่ทำอะไรเลยนั้น มันทำมาก, มันทำมากอย่างยิ่ง, มันทำมากตรงที่ว่า มันเป็นการ boycott อาหารของกิเลส ตัณหาสิ้นเชิงนั่นเอง. เพราะว่าเรามีการควบคุม ผัสสะ และเวทนา ไว้ได้ดี จนตัวกู หรือของกูนี้ไม่อาจจะเกิด คือแม้แต่ egoism ธรรมดา ก็ไม่อาจจะเกิด, ไม่ต้องพูดถึง selfishness หรืออะไรที่เลวร้ายไปกว่านั้น . เมื่อเป็นอย่างนี้มันก็เป็นการอยู่เฉย ๆ ก็จริง แต่ไม่ได้ให้อาหารแก่กิเลสเลย แล้วกิเลสจะทำอย่างไร ; ผลสุดท้ายมันก็ผอมลง แล้วมันก็เหือดแห้งไปในที่สุด. นี่เรียกว่ามันอยู่ด้วยปัญญา มันไม่ได้อยู่ด้วยความเห็น แก่ตัว, หรือตัวกู ของกู; แปลว่า มีลมหายใจอยู่ด้วยสติปัญญา คือเป็นพุทธะ, เป็นพระพุทธเจ้าอยู่นั่นเอง, มีจิตใจเหมือนกับพระพุทธเจ้าอยู่, หรือว่าเป็นพระพุทธเจ้า อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ในลักษณะที่กิเลสไม่ได้อาหารมากินเลย ไม่เท่าไรมันก็สลายตัว. นี่เรียกว่าเราอยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ไม่ปรุงให้เกิดสิ่งใหม่หรือ ธรรมะใหม่ ซึ่งเป็นของปรุงแต่งหรือความคิดปรุงแต่ง ; แต่ว่าอยู่ด้วยสภาพเดิมแท้ ธรรมะเดิมแท้ จิตเดิมแท้, หรือความว่างเดิมแท้ อยู่อย่างนี้เรื่อยไป. นั่นแหละ คือการที่สามารถเอาธรรมะมาเป็นคู่ชีวิตของตนอยู่ได้ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องพูด ถึงกลางวันกลางคืน หลับ ตื่นอะไร พูดแต่ว่าทุกลมหายใจเข้าออก; เพราะว่าอยู่ด้วย สติปัญญา ทุกลมหายใจเข้าออก ตัวกู ของกู ไม่เกิด ไม่อาจจะเกิด ; แต่กลับมี แต่สติปัญญา ที่ไม่ยึดมั่น ถือมั่น สิ่งใด ให้กลับเป็นตัวกู ของกู ขึ้นมา. นี่แหละมี

น.146 ธรรมะโดยบริบูรณ์ เรียกว่ามีธรรมะเต็มเปี่ยม มีธรรมะถึงที่สุด, มีอะไร ๆ ครบ ในนั้นหมด คือมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีมรรคผล นิพพาน อยู่ในนั้นครบหมด ในคำว่า ว่ างจากตัวกู ที่เรามีอยู่อย่างถูกต้อง. เพราะฉะนั้น เรากลายเป็นผู้ที่มีศีล สมาธิ ปัญญา กระทั่ง มรรค ผล นิพพาน, หรืออย่างน้อยก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่จริงๆ ไม่ใช่มีแต่ปากเหมือนกับ ที่เขามี ๆ กัน. เขามีศีล สมาธิ ปัญญา แต่ปาก แต่ท่าทาง ; ไม่มีตัวจริง เพราะ ว่าเขาไม่ได้อยู่ด้วยจิตใจที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะในลักษณะเช่นนี้. ส่วนผู้ที่อยู่ด้วย จิตใจที่มีธรรมะในลักษณะเช่นนี้ มันมีศีลจริง สมาธิจริง ปัญญาจริง ไปคิดดูก็เห็น เอง; คือว่า ผู้ที่อยู่ในลักษณะเช่นนั้น ขาดศีลข้อไหนก็ไม่ได้ แล้วยังมีความมั่นคง แห่งจิตซึ่งเป็นสมาธิจริง ๆ อยู่แล้ว, แล้วความรู้อย่างนั้นมันเป็นปัญญาอย่างยิ่งอยู่แล้ว. ฉะนั้นจึงเป็นมรรค หรือเป็นผล คือเป็นความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ในตัวมันเองแล้ว จึงเรียกว่าในขณะนั้นเขาอยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล หรือนิพพานขั้นน้อย ๆ คือขั้นที่ยังมีกิเลสเหลืออยู่บ้าง อยู่เป็นประจำเหมือนกัน; ซึ่งจะเรียกว่ามี ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน ก็ได้. ที่ดีกว่านั้นก็น่าคิดอีกว่า นี่แหละคือการให้ทานทั้งหมด เพราะใน ขณะนี้เราไม่มีอะไรเป็นตัวกู หรือของกูเลย สิ่งต่าง ๆ บริจาคออกไปหมด มันจึงเป็นการให้ทานที่แท้จริง ไม่ใช่ให้ทานอย่างที่เขาให้กัน; ให้บาทหนึ่งแล้วเอา วิมานหลังหนึ่งอย่างนี้เป็นต้น. ที่กล่าวมาดังนี้มิใช่เป็นเรื่องเยาะเย้ยถากถางใคร แต่ว่าเป็นเครื่องเปรียบ เทียบให้เห็นว่า ทานก็ดี ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ของพระพุทธเจ้านั้นท่าน หมายความอย่างนี้ แล้วมรรค ผล นิพพานนั้นมันเป็นผลของการกระทำอย่างนี้,

น.147 นี่แหละทำให้เราเห็นได้ว่า ในขณะนั้นเขาเป็นพระพุทธ เขาเป็นพระธรรม เขาเป็น พระสงฆ์อยู่ในตัว. หัวใจของเขามีความหมายหรือมีเนื้อแท้แห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในหัวใจของเขา; เขาจึงถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก. นี่เป็นการถึงอย่างแท้จริง ไม่ใช่ถึงแต่ปากอย่างนกแก้ว นกขุนทองว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ วันหนึ่งไม่รู้กี่หน แล้วก็ไม่ถึงได้, เพราะมันถึง แต่ปากไม่สามารถเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นคู่ชีวิตได้. แต่ถ้าเป็น อยู่อย่างที่ว่ามาแล้วในลักษณะที่ไม่มีตัวกู ของกู เกิดขึ้นในความรู้สึกเลยนั้น มันกลาย เป็นมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นคู่ชีวิต, มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต อยู่ทุก ลมหายใจเข้าออก. ทีนี้วิธีจะป้องกันความเข้าใจผิดอันสุดท้ายก็คือ ว่า อย่าได้เข้าใจไปว่า ผู้ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง ตัวกู ของกู นี้ ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่ทำอะไร. ที่จริงกลับทำอะไรได้มากที่สุด ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด. คนที่กลุ้มไปด้วยความรู้สึกว่า "ตัวกู ของกู" นั่นแหละมันจะทำอะไรผิดไปหมด, ทำอะไรก็เป็นการกระทำอย่างภูตผี ปีศาจไปหมด, มันจะทำบ้าบอ จนถึงกับเสียสละชีวิตโดยไม่ได้อะไรตอบแทนก็ได้. มันมากถึงอย่างนั้น มันหลงไปในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู บ้าง ว่าของกูบ้าง ; มันทำอะไรเป็นควันไปหมด ก็ล้วนแต่เพื่อเป็นทุกข์ทั้งนั้น. ส่วน ผู้ที่มีสติปัญญาอย่างนี้ จะมีจิตใจแจ่มใส จะทำหรือจะพูดจะคิดอะไรก็ล้วนแต่จะเป็นไป ในทางถูกทั้งนั้น ; และ บางทีจะยิ่งกว่าถูกไปเสียอีก คือว่าไม่เกี่ยวข้องกับ ความยึดมั่นถือมั่นแต่ประการใด ถึงกับว่างอยู่เหนือความผิดความถูก ซึ่งไม่ เป็นความทุกข์เสียเลย. ความผิดหรือความถูกนี้ยังเป็นสมมุติขอให้เข้าใจว่าอย่างนั้น; เป็นเรื่อง สมมุติบัญญัติของคนในโลก. ถ้าไปยึดมั่นในทางถูก ใจมันก็กลุ้มไปด้วยความ

น.148 ยึดมั่น เท่า ๆ กับไปยึดมั่นในความผิดเหมือนกัน. ฉะนั้น ทางที่ดี มันไม่ควรมีความ ยึดมั่นในอะไรหมด, เป็นจิตที่ไม่ยึดมั่น ไม่มีอะไรเอามาถือไว้; มันเป็นจิตว่าง เหมือนกับมือที่ว่าง ที่ไม่ได้ถืออะไรไว้. แต่ว่าสติปัญญามันกลับมีมาเองโดยไม่ต้องถือ เพราะจิตที่ไม่ยึดถือนั้น มันเป็นตัวเดียวกันกับ ปัญญา, ตัวเดียวกันกับ ธรรมะ, ตัวเดียวกันกับ พุทธะ, หรือตัวเดียวกับ ความว่าง, แล้วแต่จะเรียก. นี่คืออาการ ที่ว่าเราจะเข้าถึงธรรมะ ให้เป็นตัวเดียวกันกับธรรมะ หรือมีธรรมะเป็นชีวิต, มีชีวิต เป็นธรรมะ เป็นสิ่งเดียวกันได้อย่างไร ; โดยการตอบคำถามที่ว่า ถ้าจะใช้ธรรมะให้ เป็นคู่ชีวิตแล้ว เราจะทำอย่างไร. เมื่อท่านทั้งหลายได้เข้าใจหลักใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐาน และเป็นเรื่อง หัวใจของธรรมะแล้ว อาตมาเชื่อว่า ต่อไปนี้จะเข้าใจคำอธิบายอื่น ๆ ได้ง่ายที่สุด, ตลอดถึงจะเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ที่เขาพูดพล่ามกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ทุกวัดวาอาราม นั้นได้ง่าย ที่สุด ; แล้วยังจะรู้จักตัดสินได้โดยตนเองด้วยว่าคำพูดอย่างไรผิด คำพูดอย่างไรถูก หรือปฏิบัติอย่างไรผิด ปฏิบัติอย่างไรถูก ซึ่งนับว่ามันเป็นการได้ธรรมะหรือความรู้ทาง ธรรมะที่มากพอที่เดียว. อาตมาขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต