น.149 ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา มีใจความซึ่งท่านทั้งหลายจะต้องทบทวนในข้อ ที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิตเป็นสิ่งที่คู่กันมากับธรรมะและต้องคู่กันกับธรรมะเสมอไป; สิ่งที่ เรียกว่าชีวิต จึงจะมีความหมายที่ถูกต้อง คือเป็นสิ่งที่น่าชื่นใจ. และการที่เราจะทำให้ ธรรมะเป็นสิ่งที่คู่กันกับชีวิตหรือเป็นอันเดียวกันอยู่กับชีวิตนั้น ย่อมหมายถึง การประพฤติปฏิบัติให้มีสติสัมปชัญญะ; รู้สึกตัวทันท่วงทีอยู่เสมอไม่ว่า กระทบกันเข้ากับอารมณ์ใด ๆ ก็มีสติสัมปชัญญะ ไม่ปล่อยให้เกิดเป็นความรู้สึก ที่รู้สึกเป็นตัวเราหรือของเรา, หรือถ้าพลุ่งจัดก็เป็นตัวกู หรือของกูขึ้นมา แต่ให้ เลี้ยววกไปในทางให้เกิดสติปัญญา , มีความรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มากระทบเหล่านั้น ว่ามันมีความเป็นจริงอย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้น ให้ถูกต้องด้วยสติปัญญา โดยไม่ต้องมีความรู้สึกว่าตัวกูหรือของกู. ตัวอย่างง่ายๆ เช่นร้อนขึ้นมา อย่างนี้ ก็จัดการแก้ไขความร้อนนั้นได้ โดยไม่ต้องให้จิตใจพลุ่งพล่านเป็นความกระวนกระวาย ๑๒๔
น.150 ซึ่งเป็นความหมายของความรู้สึกที่ว่าตัวกู หรือของกู. นี้เป็นหลักสำคัญ. เมื่อไม่มี ความรู้สึกทำนองตัวเราหรือของเราเกิดขึ้นแล้ว จิตก็จะผ่องใสเป็นปกติ เรียกว่า ประกอบอยู่ด้วยธรรมะเสมอไป. คนธรรมดาสามัญนั้นไม่สามารถ หรือไม่ค่อยสามารถในการมีสติสัมปชัญญะ ควบคุมความรู้สึกที่เป็นตัวกูหรือของกู ทั้งที่อย่างธรรมดาและอย่างที่พลุ่งจัด จึงเกิด ความนิยมหรือความรู้สึกที่เป็นไปในทำนองตรงกันข้าม, ที่เรียกโดยโวหารธรรมะว่า ล้วนแต่มีชีวิตอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นสิ่งนี้ทุกสิ่งไป, ในฐานะที่เป็นตัวกู หรือของกู; และใจความสำคัญที่สุดก็คือ การเกิดขึ้นแห่งความรู้สึก ว่าตัวกู หรือของกูนั่นเอง. ท่านทั้งหลาย อย่าได้เข้าใจว่า การที่เกิดความรู้สึกว่า เรา ว่าของเรา ตัวกู-ของกู อย่างนั้น อย่างนี้ ขึ้นมาในใจนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ โดยที่แท้แล้วเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องทั้งหมดของ ความทุกข์ ดังนั้นจึงต้องมีความรู้ที่เพียงพอที่จะควบคุม. สำหรับในการบรรยายครั้งนี้ อาตมาก็จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู หรือ ของกูนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นพิเศษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่องความเกิดขึ้น แห่งความรู้สึกว่า ตัวกู หรือของกู นั่นเอง. ถ้าจะกล่าวให้เป็นที่เข้าใจง่ายสำหรับท่านทั้งหลาย ก็อยากจะกล่าวว่า การที่ พวกเราส่วนมากหรือแทบทั้งหมดเข้าใจธรรมะไม่ได้, เข้าใจพุทธศาสนาไม่ได้ ; ก็เพราะเข้าใจคำว่า “ชาติ" หรือความเกิดนี้ผิด ; เข้าใจผิดไปจากความหมาย อันแท้จริงของคำว่า "ชาติ", หรือความเกิด ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา. ตามธรรมดาสามัญ ก็จะถือว่า ความเกิดก็คือเกิดจากท้องมารดา แล้วก็มีชีวิตอยู่ ระยะหนึ่ง กี่สิบปีก็สุดแท้ แล้วก็แตกดับ ตายลง. การที่ไปเข้าใจความเกิดในลักษณะ
น.151 ช่นนี้นั้น ไม่สามารถจะทำให้เข้าใจหลักพระพุทธศาสนาได้ ; ทั้งนี้ เพราะว่าความเกิด ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น มีความหมายอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ; ซึ่งเป็นเรื่อง สำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องวินิจฉัยกันโดยละเอียด. และให้เข้าใจว่าการที่มีคนเข้าใจ พุทธศาสนาไม่ได้ หรือเข้าใจได้โดยยากจนกระทั่งฟั่นเฝือไปหมด; ก็เพราะเข้าใจ คำบางคำไม่ถูกไม่ตรงตามหลักของพระพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นในวันนี้เราพูดกันถึง เรื่องคำบางคำจะดีกว่า คือว่า คำบางคำที่เป็นเหตุให้ไม่เข้าใจพุทธศาสนา เพราะเข้าใจ ความหมายของคำ ๆ นั้นผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ คำว่า "ความเกิด". เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ชัด ๆ ขอให้ท่านผู้สนใจทั้งหลายรู้จักแบ่งความเกิดออก เป็น ๒ ความหมาย คือ : ความเกิดในทางร่างกาย ทางวัตถุ ทางรูปธรรมนี้ ประเภทหนึ่ง, และความเกิดในทางจิตหรือทางวิญญาณ ที่เกี่ยวกับความคิด ความเห็นนั้นอีกความหมายหนึ่ง เป็น ๒ ความหมายด้วยกัน. มันมีคำที่เข้าใจกัน ดีอยู่แล้วแทบทุกคน คือคำว่า physics หรือ physical กับ mental นี้ประเภทหนึ่ง. แล้วก็มีคำอีกประเภทหนึ่งได้แก่คำว่า spiritual. การเกิดทาง physical นี้ หรือทาง mental นี้ มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน. แต่ความเกิดทาง spiritual นั้นมีความ หมายอีกอย่างหนึ่ง. ความเกิดทาง physical ก็หมายความว่า เรามีร่างกายที่เกิดขึ้นโดยอาศัยบิดา มารดาเป็นแดนเกิด. ความเกิดทาง mental ก็หมายถึงจิตใจในขั้นธรรมชาติ ธรรมดา สามัญ ที่เนื่องกันอยู่กับร่างกายที่ไม่อาจจะแยกจากกันได้. แสดงว่าคนหรือสัตว์ เกิดมามันก็ต้องมีทั้งร่างกายทั้งจิตใจ เป็นผู้ที่มีความคิดนึกได้. นี่เป็นการเกิดขึ้นมาทั้ง ร่างกายและทั้งจิตใจ; แต่ว่าจิตใจส่วนนี้เป็นเพียงจิตใจส่วนที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย เราเรียกว่า mental. การเกิดทางร่างกายกับทางจิตใจในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งเป็นเรื่อง ของทาง physical หรือ mental นี้ ไม่ใช่ความเกิดตามความหมายในทางพุทธศาสนา.
น.152 ต่อเมื่อเป็น ความเกิดในทางวิญญาณ ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความคิดความเห็น หรือ ความยึดมั่นถือมั่นซึ่งเรียกว่าทาง spiritual นั้น ความเกิดนั้นจึงจะ เป็นความเกิดที่มีความหมาย ตามหลักของพระพุทธศาสนา. ข้อนี้จะเข้าใจได้ต้องเพ่งเล็งไปยังตัวเราเอง คือว่า ตามธรรมดาเกิดมามี ร่างกาย มีจิตใจ คิดนึกได้นี้ เป็นการเสร็จไปแล้วในการเกิดฝ่ายร่างกาย, ซึ่งรวม ทั้งจิตใจอยู่ด้วย แยกกันไม่ได้. แต่ความเกิดในทาง spiritual นั้น ต้องหมายถึง ความเข้าใจหรือความสำคัญว่า มีตัวกู มีของกู อย่างที่กล่าวแล้วนั่นเอง.เพราะ ฉะนั้นเด็กที่เพิ่งคลอดออกมาหยก ๆ นั้น ไม่อาจจะมีความเกิดชนิดที่เป็นฝ่าย spiritual คือ ยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู. เวลาต้องล่วงไป จนกระทั่งเขาได้กระทบกันกับ อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือทางใจก็ตาม ซึ่งเป็นเหตุให้เขาเกิด ความรู้สึกรัก โกรธ เกลียด กลัว เป็นอารมณ์ทำนองนี้ขึ้นมา. และมีความรู้สึกว่า ตัวเองเป็นผู้รัก โกรธ เกลียด กลัว มีความยึดมั่นถือมั่น ตัวตนและของของตนแล้ว อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า เป็นความเกิดทาง spiritual, และเป็นความเกิดที่สมบูรณ์ เป็นความเกิดที่มีความหมายเต็มเปี่ยม ตามความหมายของคำว่า ความเกิด. จะเห็นได้ง่าย ๆ โดยการนึกต่อไปว่า ถ้าหากว่า คนเราเกิดออกมาแต่เพียง ร่างกาย ไม่มีจิตใจอย่างนี้มันก็ไร้ความหมาย, มันก็มีจิตใจที่อยู่ในระดับต่ำที่เป็น แต่ความรู้สึกตามธรรมดาที่ร่างกายจะต้องรู้สึก เช่น ระบบประสาท ความคิดนึก ตาม ธรรมดาอย่างนี้ มันก็ยังไม่เป็นต้นเหตุให้บุคคลนั้นทำอะไรลงไป ในลักษณะที่อาจจะเกิด เป็นความทุกข์ขึ้นมาได้. ฉะนั้นความเกิดทางร่างกายนั้นจึงไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าไม่มีการเกิดของความรู้สึกคิดนึกที่เป็นทาง spiritual ที่เป็น ตัวเรา หรือเป็นของเรา ในความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่น. นี่ความเกิดย่อมมีอยู่ ๒ อย่าง อย่างนี้.
น.153 ทีนี้ก็มาถึง ปัญหาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ความเกิดเป็นทุกข์, และอะไร ๆ ที่เนื่องกันกับการเกิดล้วนแต่เป็นทุกข์หมด; แล้วสรุปว่า ที่เป็นทุกข์นี้ ก็เพราะยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเรา ว่าของเรา ; สรุปความทุกข์ทั้งหมดลงไปที่นี้. นี่เรา จะเห็นได้ว่า ความทุกข์ของมนุษย์ ไม่ได้มีมูลอยู่ที่เนื้อหนังร่างกายโดยตรง แต่ไปมีมูลอยู่ที่ความรู้สึกคิดนึกชนิดที่เป็นความยึดมั่น ถือมั่น ด้วยความโง่ ความหลงในสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นตัวเราบ้าง ว่าเป็นของของเราบ้าง แล้วแต่ว่า จะเป็นภายนอกหรือภายใน. ถ้าเป็นภายในตัวก็ยึดมั่นว่าเป็นตัวเรา ถ้าเป็นภายนอก ก็ยึดมั่นว่าของเรา ; ต่อเมื่อความรู้สึกที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นความเกิดจึงจะสมบูรณ์. พูดกันให้ชัดเลยก็ได้ว่า เกิดมาจากท้องมารดาเสร็จแล้ว แต่ถ้าในขณะใดที่ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวเราตัวกูนี้ ชีวิตนั้นก็ยังไม่มีความหมายอะไร ; เพราะว่าไม่มีตัวเหตุ หรือตัวการที่เป็นเหตุให้ทำอะไรไปตามอำนาจของความอยาก หรือของกิเลสตัณหา ; ปัญหาเรื่องความทุกข์มันก็ไม่มี. เมื่อปัญหาเรื่องความทุกข์ไม่มี มันก็เท่ากับว่า ไม่มีเรื่องอะไรเลย ไม่มี เรื่องอะไรเกิดขึ้น ต่อเมื่อความรู้สึกคิดนึกว่า ตัวเรา ว่าตัวกู นี่เกิดขึ้น เมื่อนั้นแหละ ร่างกาย หรือจิตใจล้วน ๆ จึงจะพลอยมีค่า มีความหมาย เป็นความเกิดที่สมบูรณ์ขึ้นมา. ถ้ามีความเกิดแต่ทางร่างกาย หรือทางจิตใจที่เนื่องกันอยู่กับร่างกายแล้ว มัน ก็ยังเกิดได้ไม่ถึงครึ่ง, ไม่ควรจะเรียกว่ามีความเกิดขึ้นมาถึงครึ่ง, ไม่ต้อง พูดถึงความสมบูรณ์. ต่อในขณะใดหรือชั่วเวลาเท่าไร ก็ตาม มีความรู้สึก ว่าตัวเรา หรือของเราเต็มรูปอยู่ในนั้นแล้ว ชั่วเวลาเท่านั้นแหละ เรียกว่า มีความเกิดที่สมบูรณ์. เพราะฉะนั้น วันหนึ่ง ๆ นั้น เวลาที่เรามีความเกิด เป็นตัวเราอยู่โดยสมบูรณ์นั้น มีน้อยมาก ; เวลาที่ว่างจากความรู้สึกว่า ตัวเรา- ตัวกู นี้มีอยู่มากกว่า.
น.154 ฉะนั้น ขอให้เข้าใจเรื่องนี้ให้ดีจริงๆ เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้าใจ หัวใจของพระพุทธศาสนา. จงได้ศึกษาเรื่องความรู้สึกในทางจิตใจว่า ความรู้สึก ชนิดไหนเป็นความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู, ซึ่งถ้ารู้สึกขึ้นมาแล้วก็เรียกว่าทำให้อัตภาพ ทั้งหมดนี้เป็นความเกิดอย่างสมบูรณ์ขึ้นมา. ส่วน ความรู้สึกคิดนึกตามธรรมชาตินั้น ที่ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกคิดนึกว่าตัวกูหรือของกูนั้น ไม่มีความหมายที่เป็น การเกิด เรียกว่ายังว่างอยู่. ว่างจากอะไร ? ก็คือว่างจากความรู้สึกว่าตัว ตนนั่นเอง. ยกตัวอย่าง เด็ก ๆ เขาร้องเพลงเล่นไปตามประสาเด็ก ๆ ไม่มีความหมาย อะไร, แม้ว่าถ้อยคำที่ร้องนั้นจะพาดพิงไปถึงเพศตรงข้ามหรืออะไรก็ตาม ; แต่ ความรู้สึกของเขาไม่มี เขาไม่รู้ความหมาย, ร้องเพลงเล่นหงิง ๆ ตามประสาเด็ก ; อย่างนี้ก็ยังเรียกว่า จิตใจของเขายังว่างอยู่จากความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู, เรียกว่า ความเกิดของเขานั้นยังไม่สมบูรณ์ในขณะนั้น. ในขณะนั้นไม่ใช่เป็นความเกิดที่สมบูรณ์, เป็นความเกิดแต่ในทางร่างกายในทางวัตถุหรือจิตใจส่วนที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย. แต่ ถ้าคนใดคนหนึ่งร้องเพลงด้วยความกำหนัด, ร้องเพลงด้วยมีความหมายในความหมาย ของเพลงนั้น, ด้วยจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตน และตัวตนของบุคคลอื่น ซึ่งมีความหมายเป็นที่มุ่งหมายของเขา ; การร้องเพลงนั้น มันแสดงว่ามันร้องออกมา ด้วยความรู้สึกที่เป็นตัวตนที่สมบูรณ์, คือมีจิตใจที่วุ่นวายอยู่ ด้วยตัวกู - ด้วยของกู ; ดังนี้แล้ว นั่นเป็นจิตใจที่ไม่ว่าง คือเป็นจิตใจที่กำลังวุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกคิดนึกว่า ตัวกู - ของกู. นี่แหละขอให้ท่านจำตัวอย่างนี้ไว้ตัวอย่างหนึ่งก่อน. อีกทีหนึ่งจะยกตัวอย่างถึงคนขอทาน เขาก็อาจจะร้องเพลงได้ ; คนขอทาน ในบางเวลาเขาก็ร้องเพลงได้ด้วยความสนุกสนาน ไม่มีความรู้สึกในตัวตน ไม่ได้น้อม นึกไปถึงสภาวะอันตกยากลำบากยากเข็ญของตน ; ใจเขาก็ยังว่างอยู่เหมือนใจของคนอื่น.
น.155 ขาก็ไม่มีความทุกข์ เพราะใจยังว่างจากตัวตน หรือตัวกูอยู่ ; แต่ถ้าเผอิญในขณะใด เขาเกิดหวนระลึกไปในทางตรงกันข้าม จนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นอยู่ของเขา คือเป็นคนขอทานยากจนทรมานอย่างนี้, แล้วก็น้อยอกน้อยใจ เสียใจอย่างนี้; นั่นแหละเรียกว่า ความเกิดแห่งตัวตนหรือของตนนั้น ได้เกิดขึ้นเต็มรูปแล้ว ; เขา จึงมีตัวตนขึ้นมา. ในขณะนั้นเขาไม่ว่างเสียแล้ว ขณะที่เขาไม่ว่างเขาก็ต้องเป็นทุกข์ ; ในขณะที่ใจเขาว่างจากตัวตนเขาก็ไม่เป็นทุกข์. นี่ก็เป็นตัวอย่างแห่งการเกิดหรือไม่เกิด ในทางจิตใจของคนขอทาน. ยกตัวอย่างให้เห็นได้ง่ายกว่านั้นอีก เช่น คนแจวเรือจ้าง เขาอาจจะแจว เรือจ้างเฉิบ ๆ ไปพลางร้องเพลงไปพลาง ทวนน้ำ กรำแดดอะไรก็ได้ ; เพราะเขา กำลังไม่มีความคิดที่น้อมไปในทางตัวตน กลับสนุกสนานสรวลเสเฮฮา. เวลานั้นใจ ของเขาว่างจากความรู้สึกนึกคิดว่า ตัวกู-ของกู ; ก็แปลว่าในขณะนั้น ตัวกู-ของกู ของเขาไม่ได้เกิด ใจก็ยังว่าง. ที่นี้ บางคราวเขาไม่ได้แจวเรือ เขานั่งอยู่เฉย ๆ ในเรือ หรือนั่งอยู่บนเรือนก็ตาม เขาเกิดนึกถึงสภาวะยากจนของเขาขึ้นมาก็กลับกลุ้ม, เขาเกิด ความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู ; อย่างนี้ก็เรียกว่ามันเกิดเป็นคนแจวเรือจ้างขึ้นในขณะนั้น. ถ้าไม่ใช่เวลาอย่างนี้ ก็แปลว่าเขาไม่ได้เกิดเป็นคนแจวเรือจ้าง ; เพราะว่าเขายังว่างอยู่, จิตใจของเขายังว่างอยู่, คือเขาไม่ได้เกิดเป็นอะไร. เด็ก ๆ ที่เขามีจิตใจว่างอยู่นั้นก็เหมือนกับไม่ได้เกิดมาเป็นเด็กหรือเป็นอะไร, หรือว่าคนขอทาน เมื่อไม่มีความรู้สึกในความเป็นคนขอทานของตน, ก็เหมือนกับ ไม่ได้เกิดมาเป็นคนขอทาน ในขณะนั้นไม่ได้มีการเกิดมาเป็นคนขอทาน. ต่อเมื่อใดมี ความรู้สึกในความเป็นคนขอทานของตน เมื่อนั้นเรียกว่าเขาได้เกิดเป็นคนขอทานขึ้นมา ชั่วเวลานั้น ตลอดเวลานั้น กี่นาที หรือกี่ชั่วโมง ก็ตามใจ จนกว่าความรู้สึกอันนั้น จะดับไป เขาจึงจะไม่เกิดอีก คือดับไป หรือว่างไปอีก.
น.156 เพราะฉะนั้นให้สังเกตให้ดีถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็น egoism เป็นตัว เราก่อน, แล้วก็มีความเห็นแก่ตัวเราเป็น selfishness นี้ขึ้นมา; เมื่อนั้นแหละเป็น การเกิด. เมื่อมีการเกิด จะมีบุคคลผู้เกิดอยู่ เป็นนั่น เป็นนี่ ตามความหมายที่ เขายึดมั่น ถือมั่น ; ฉะนั้น เขาก็ได้เกิดเป็นคนขอทาน หรือเกิดเป็นคนแจวเรือจ้าง หรือเกิดเป็นคนอย่างอื่นที่ตรงกันข้าม กระทั่งเกิดเป็นคนรวย เป็นเศรษฐีเป็นมนุษย์ เทวดา อะไรก็แล้วแต่. คำว่า "เกิด" มันมีความหมายอย่างนี้ทั้งนั้น. เมื่อเข้าใจ ความเกิดในลักษณะเช่นนี้แล้ว จึงจะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นเรื่องทุกข์และ เรื่องดับทุกข์ได้. และให้เข้าใจคำว่า "ความเกิด" ชนิดที่ทำใจให้วุ่นไปด้วยความรู้สึก ว่าตัวกู-ของกู ว่านั่นแหละ คือความเกิดที่แท้จริง, หรือ ที่เราเรียกว่าเกิดทาง spiritual กล่าวคือ เกิดด้วยทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ความยึดมั่น ถือมั่น หรือความสำคัญเอาด้วยความคิดเห็น มันเจืออยู่กับ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นมูลเหตุของสิ่งที่เรียกว่าความเกิด. ถ้าความรู้สึกคิดนึกที่เดินไปด้วยสติปัญญา ไม่เกี่ยวกับ ตัณหา อุปาทาน หรือ อวิชชาแล้ว ไม่ใช่ "ความเกิด" ในที่นี้; ยังว่างอยู่, ยังว่างจากตัวตน ว่าง จากบุคคลนั้นอยู่. ในขณะใดไม่มีการเกิดในทาง spiritual ในขณะนั้น จิตเป็นอันเดียวกันกับธรรมะ, หรือธรรมะเป็นอันเดียวกันกับจิต คือจิตจะ อยู่กับธรรมะนั่นเอง; นั่นเป็นสภาวะที่น่าชื่นใจที่สุด, เพราะว่าสวยสดงดงาม ไม่มีความทุกข์เลย, มีแต่ความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ตามธรรมชาติ. นี่จึงเรียกว่า เป็นสภาวะที่น่าชื่นใจ ในขณะที่ไม่มีการเกิดทาง spiritual คือ ตัวกู-ของกู. เราจะทำอย่างไรกันดี ? พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า เกิดทุกทีเป็นทุกข์ ทุกที ไม่ได้มีการยกเว้นว่าเกิดที่ไหนที่ไม่มีทุกข์ : ทุกขา ชาติ ปุนปฺปุนํ -การเกิด ทุกทีเป็นทุกข์ทุกที ไม่มีการเกิดที่ไม่เป็นทุกข์ ; นั้นก็เพราะว่าการเกิดนั้น มันเป็น
น.157 ความรู้สึกแห่งตัวกู-ของกูทั้งนั้น, ไม่มีการเกิดชนิดไหนที่ไม่ประกอบอยู่ด้วยความ รู้สึกอย่างนี้. เพราะฉะนั้น จึงว่าเกิดทุกที เป็นทุกข์ทุกที คือขึ้นชื่อว่าการเกิดแล้ว ต้องเป็นทุกข์. เมื่อว่างอยู่ไม่มีความรู้สึกเกิดเป็นตัวตน มันก็ไม่ทุกข์, เมื่อใดเกิด ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ก็มีความทุกข์และทุกข์ทุกทีอย่างไม่ยกเว้น. เป็นไปในทางดีก็ทุกข์อย่างดี, เป็นไปในทางไม่ดีก็ทุกข์อย่างไม่ดี. เพราะฉะนั้น เราลองนึกถึงความทุกข์ในลักษณะเช่นนี้ที่เกิดขึ้นแก่เราเองเป็นประจำวันนั้นให้มาก ให้เข้าใจให้จงได้ แล้วจะเข้าใจพระพุทธศาสนา นอกจากนี้แล้วจะไม่มีทางที่จะเข้าใจ พระพุทธศาสนา. ลองนึกดูว่า เมื่อใดเรารำพึงถึงตัวเราเอง ด้วยความเห็นแก่ตัวเรา, ขอให้ ฟังให้ถนัดชัดเจนว่า รำพึงถึงตัวเองด้วยความเห็นแก่ตัวเอง เกิดขึ้นเป็น selfishness ; เมื่อนั้นเราจะหนักอกหนักใจอย่างยิ่ง. ไม่ว่าจะรำพึงไปในแง่ดีหรือแง่ร้าย แง่ได้หรือ แง่เสีย แง่ไหน ๆ ก็ตาม ถ้ามีการรำพึงไปถึงตัวเองในลักษณะที่รู้สึกว่ามี ตัวเรา หรือ ของเราแล้ว เป็นทุกข์ขึ้นมาทันควัน ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสมอไป, แม้ในขณะ เป็นนักเรียนอยู่ หรือเป็นผู้ใหญ่แล้ว หรือเป็นคนเฒ่าคนแก่แล้วก็ตาม. ขอให้ สังเกตธรรมชาติอันนี้ให้ได้ คือจับกฎเกณฑ์อันนี้ให้ได้เสียก่อนว่า เมื่อใดการรำพึง ถึงตัวเรานั้น ไม่ได้เป็นไปในลักษณะของความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ; แต่เป็นความคิดที่เฉลียวฉลาด คิดเกี่ยวกับตัวเรานี้แหละ แต่คิดอย่าง เฉลียวฉลาด, คิดด้วยสติปัญญา กล่าวคือความรู้สึกว่า ตัวเราหรือ ของเรานั้น ไม่เข้ามาเจือมาปนอยู่เลย หากแต่เป็นความคิดที่เต็มไปด้วยสติปัญญา ที่เป็นอิสระ เพราะไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกูเข้ามาเจือ เมื่อนั้นแหละ เรียกว่า คิดอยู่ด้วยสติปัญญาที่เป็นอิสระ. ในการบรรยายวันก่อนก็ได้กล่าวยืนยันแล้วว่า เมื่อใดรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู เข้ามาแล้ว สติปัญญาก็กระเด็นไป, เมื่อใดสติปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึก
น.158 ที่เป็น ตัวกู-ของกู ก็กระเด็นไป. ของ ๒ อย่างคู่นี้อยู่รวมกันไม่ได้ จะต้องมา คนละทีเสมอ. ในขณะใดเรารำพึงถึงตัวเองด้วยสติปัญญา ในขณะนั้นจะไม่มี ความทุกข์เลย. คือรำพึงไปด้วยสติปัญญานั้น มันหมายความว่า ไม่ได้รำพึงไปด้วย ความหวังด้วยความห่วง ด้วยความที่มีกิเลส ตัณหา อย่างใดอย่างหนึ่ง; แต่รำพึง ด้วยสติปัญญาที่แจ่มใส เข้มแข็งเป็นอิสระ ว่าเราเป็นอย่างไร, เราควรจะทำอย่างไร, หรือเราจะทำอะไรบ้าง, เราทำเสร็จแล้วหรือยัง; หรือถ้ามีอุปสรรคเกิดขึ้นอย่างนี้ เราจะต้องทำอย่างไร ; หรือแม้ที่สุด แต่ว่าเราจะมีแผนการว่า กว่าร่างกายนี้จะแตกดับ ตลอดชีวิตนี้เราจะต้องมีอะไรบ้าง จะต้องทำอย่างไรบ้าง รำพึงไปด้วยสติปัญญา ล้วน ๆ อย่ามีตัวกู-ของกูเจือเข้ามาอย่างนี้ จะรำพึงสักกี่ชั่วโมงหรือกี่วัน ก็ได้ จะไม่มีความทุกข์เลย. เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นมันไม่โผล่ขึ้น มาได้, มันมีแต่สติปัญญาที่พิจารณาสิ่งทั้งปวงไปตามเหตุผลหรือตามความจริงเท่านั้นเอง. นี่คือการที่เรียกว่าไม่มี ตัวกู หรือ ของกู เกิดขึ้นมา แต่มีสติปัญญาเกิดอยู่แทน. สติปัญญานี้เป็นอันเดียวกับธรรมะ ธรรมะเป็นอันเดียวกับความว่าง แล้วแต่เรา จะเรียก; จิตในขณะนี้ก็เป็นจิตว่าง ไม่ใช่จิตวุ่น. ทีนี้ ถ้าใครสามารถเป็นอยู่ได้ ด้วยลักษณะเช่นนี้ คนนั้นก็ไม่มีความทุกข์เลย, และมีจิตใจที่เป็นลักษณะอย่างเดียว กับจิตใจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นธรรมะโดยสมบูรณ์อยู่ในตัวชีวิต จิตใจนั่นเอง คือเป็นอันเดียวกันไปเลย. อย่างนี้ลองคิดดูเถิดว่าจะเอาไหม ? ถ้าไม่เอา มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะ มาศึกษาพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า; เพราะว่า ธรรมะหรือพระศาสนาของ พระพุทธเจ้านี้มันมีหลักใหญ่อยู่ที่ตรงนี้ : มีหลักใหญ่อยู่ตรงที่ว่าทำอย่างไร ตลอดเวลาที่มีลมหายใจ มีชีวิตอยู่นี้ เราจะไม่เป็นทุกข์เลย. เรามีอุบาย เรามีกลเม็ด เรามีเคล็ดลับ เรามีศิลปะ เรามีอะไร ก็ตามใจ แล้วแต่จะเรียก ที่ทำ ให้เราไม่ต้องเป็นทุกข์เลย.
น.159 ในทางศาสนาก็เรียกว่า "อุบาย" เหมือนกัน, เรามีอุบายคือการปฏิบัติ ธรรมะในลักษณะที่เป็นอุบาย. ที่เราต้องใช้คำว่าอุบายนี้ เพราะว่าจิตนี้หากมันถูก สิ่งยั่วยวนครอบงำแล้ว มันเล่นตลกเก่ง มันกลับกลอกว่องไวยิ่งกว่าลิง. เขามักจะ เขียนรูปภาพเป็นคำเปรียบของจิตด้วยลิงเสมอ แล้วไปเขียนรูปภาพคำเปรียบของ ร่างกายเหมือนกะก้อนหินหรือหม้อน้ำ เหล่านี้เป็นต้น; มันต่างกันลิบอย่างนั้น .. โดยเหตุที่จิตเป็นสิ่งที่ไว เบาหวิว กลับกลอกเร็วว่องไว เล่นตลกเก่งนี้ จึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า อุบายที่ทันกัน ที่สามารถควบคุมมันได้, และอุบาย นั้นก็คือ สติปัญญานั่นเอง คือสร้างสม อบรม บ่มสติปัญญา. ดู ๆ แล้วก็คล้าย กับว่า พูดไม่เป็นเรื่องเป็นราว คือว่า ใครเป็นคนมีสติปัญญา และใครเป็นคนทำผิด คือ เป็นทุกข์. นี่เพราะว่าจิตเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างนี้, เป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง แล้วแต่ว่า มีอะไรเข้าไปปรุงแต่ง. ฉะนั้น ควรจะถือได้ว่า ไม่มีอะไรเป็นของแปลกประหลาด เหมือนกับจิต, และก็ ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนเหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าจิต. แต่ แล้วก็ไม่มีอะไรที่เป็นความสำคัญมากเท่ากับสิ่งที่เรียกว่า จิต. ฉะนั้น เราไม่ ต้องสงสัยว่า : จิตดวงเดียวนี้ ทำไมมันจึงไปทำหน้าที่เป็นโจทก์ก็ได้ เป็นจำเลยก็ได้ เป็นผู้สละกิเลสก็ได้ เป็นผู้มีกิเลสก็ได้. มันมี automatic อยู่ในตัวมันเอง คือ แล้วแต่ ว่ามันจะปรุงไปทางไหน เหมือนอย่างที่ว่ามาแล้ว. เราลองนึกย้อนไปดูในสิ่งที่มันผ่าน มาแก่เรานี้ ทำไมบางวันบางคราวเราเป็นคนคิดไปในทางต่ำ, และในบางวันบางคราว เราจึงคิดไปในทางสูง, และบางวันเรากำลังคิดอยู่ในทางสูง ก็มีอะไรมาดึงให้เราคิด ไปในทางต่ำด้วยจิต ๆ เดียวกัน, บางคราวคิดไปในทางต่ำ, แล้วก็มีอะไรมากระชาก ให้ไปคิดในทางสูง. ลักษณะอัตโนมัติอย่างนี้เป็นจิตวิทยาอย่างยิ่ง. เราไม่มีเวลาพอ ที่จะเอามาพูดกันในที่นี้ แต่ก็เป็นสิ่งเชื่อได้ว่า มันเป็นได้อย่างนั้น.
น.160 เพราะฉะนั้น เราจึงปฏิบัติตามแบบ หรือตามอุบายที่พระพุทธเจ้าท่านวาง ไว้ :- เมื่อมากระทบอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรืออะไร ก็ตาม ให้ mechanism อันนี้เดินไปโดยอัตโนมัติ ไปในทางที่จะเกิดสติปัญญา, อย่า ให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวกู ของกู. แต่ ทว่าอาการที่จะเลื่อนไหลเลยไป เกิดในทางความรู้สึกว่า เป็นตัวกู ของกู นี้เป็นของธรรมดามาก คล้าย ๆ เป็น instinct อย่างหนึ่งที่เดียว; ส่วนที่จะให้วกเลี้ยวมาเกิดสติปัญญานี้เป็น สิ่งที่ต้องฝืน. ในทางที่จะน้อมไปในทางเกิดกิเลส ตัณหา เป็นตัวกู ของกูนั้น มันเคยชินเป็นนิสัย เหมือนกับว่าทางเดินใหญ่ ที่เดินกันมาก ที่เตียนโล่งเดินง่าย, ส่วน ทางที่จะวกกลับมาเป็นสติปัญญา ควบคุมไม่ให้เกิดความรู้สึก ตัวกู ของกู นี้มันเหมือนกับทางที่ไม่มีใครเดิน, มันเล็กลงทุกที, สังเกตได้ยากลงทุกที ; แต่ถ้าหากว่าเราเฉลียวฉลาดพอ เราก็จะถือเอาทางนี้ได้. เพราะว่าโดยที่แท้ แล้วก็มีพระอริยเจ้าจำนวนมากที่เดินอยู่ในทางนี้; มันเนื่องจากสายตาของเรา หรือ ลูกตาของเรานี้ไม่ฉลาดพอ ที่จะสังเกตเห็นทาง ๆ นี้. นี่คืออุบายวิธีที่เราจะป้องกัน การเกิดไม่ให้มันเกิดขึ้นมา ไม่ให้มีการเกิด เกิดขึ้น แล้วมันก็ไม่เป็นทุกข์. ในบทที่ว่า "เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที" นี้ เมื่อเราไม่ให้เกิดมันก็ไม่ เป็นทุกข์. มันไม่มีความรู้สึกเป็น ตัวกู ของกูเกิดขึ้น เป็นจิตที่ว่างอยู่เสมอ, เป็นภาวะ ที่ว่างอยู่เสมอ, เป็นสติปัญญาอยู่ในตัวมันเองเสมอ ; ดังนั้นเราจะเป็นเด็กเป็นหนุ่มสาว หรือเป็นผู้ใหญ่อะไรก็ตาม เมื่อมีจิตว่างอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ทุกข์. นอกจากไม่ทุกข์แล้ว ยังมีสติปัญญาสมบูรณ์ ; และด้วยสติปัญญาสมบูรณ์นั้น เราจะทำอะไรก็ได้ แม้จะ เล่าเรียนก็เรียนเก่ง คิดเก่ง จำเก่ง ใช้เหตุผลเก่ง, แม้ทำการงานก็ทำได้ดี จะบริโภค ผลของการงาน ก็บริโภคได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์. เหมือนที่กล่าวเป็นคำเปรียบไว้แต่ วันก่อนแล้วว่า : จะจับปลาก็ไม่ถูกเงี่ยงปลา จะบริโภคปลาที่จับมาได้ ก็ไม่ ถูกก้างปลา อย่างนี้เป็นต้น; นั่นก็คือลักษณะของการที่มีจิตว่างจาก
น.161 ตัวกู ของกู สมบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญา. ทำอะไรถูกไปหมดโดยอัตโนมัติ เพราะว่า มันไม่เป็นทุกข์นั่นเอง และถือว่า มันถูกอยู่ก็ตรงที่มันไม่เป็นทุกข์ ; ถ้าเป็นทุกข์ ก็ถือว่าเป็นผิด. เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจคำว่า "การเกิด" นี้ให้ถูกต้องตาม ลักษณะอย่างที่ว่ามานี้, แล้วเราก็ประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ไม่ให้มีการเกิด คือ ไม่เกิด เป็นตัวกู เป็นของกุ ขึ้นมา ก็ไม่มีความทุกข์. ในเรื่องหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่าถึง "ความเกิด" ที่เรียกกันว่า ปฏิจจสมุปบาท นั้นว่า เป็นหลักสำคัญ หรือเป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ท่านเรียงลำดับไว้ว่า : เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียงเป็นต้น เป็นผัสสะ ; แล้ว ก็จะ มีเวทนา คือ ความรู้สึกที่พอใจหรือไม่พอใจ. เมื่อมีเวทนาแล้วก็ต้อง มีตัณหา คือ อยากไปตามความรู้สึกที่พอใจ หรือไม่พอใจ, พอใจก็อยากได้ ไม่พอใจก็อยาก ทำลายอะไรทำนองนี้ แล้วจะมีความรู้สึกเป็น "ตัวกู" พลุ่งขึ้นมาทันทีว่าเป็นตัวผู้จะได้ หรือจะเสีย จะฆ่ามัน หรือจะเอามันอะไรทำนองนี้. นี่เป็นอุปาทานขึ้นมาอย่างนี้ เพื่อเป็นนั่น เป็นนี่ เอานั่น เอานี่ ขึ้นมาทีเดียว อย่างนี้คือการเกิด. เมื่อ มีอุปาทาน อย่างนี้แล้ว อุปาทานนั้นก็ปรุงให้เป็น ภพ ภพคือความเป็นความมีขึ้นมา. เมื่อ มีภพ แล้วก็ต้องมี ชาติ คือความเกิด ; เมื่อมีความเกิดแล้ว ก็ ต้องเป็นทุกข์ อย่าง ที่ว่ามาแล้ว. เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ตามหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่า การ เกิดในทาง spiritual นั้น มันตั้งปฏิสนธิขึ้นมาในเมื่อมีผัสสะ หรือเมื่อมี เวทนานั่นเอง. ระวังให้ดีว่า เมื่อไรมีการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น เกี่ยวกับ รูป เสียง กลิ่น รส เมื่อนั้นเรียกว่ามันมีปฏิสนธิ หรือตั้งปฏิสนธิของการ เกิดขึ้นมาแล้ว ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหลังจากผัสสะแล้วจึงมีเวทนา คือรู้สึก พอใจหรือไม่พอใจเป็นต้น.
น.162 เมื่อมันปฏิสนธิแล้วก็ตั้งครรภ์ ; ระยะที่ตั้งครรภ์ ก็คือเวทนาได้ปรุงเป็น ตัณหา เป็นอุปาทาน อยากอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วเกิดความรู้สึกเป็นตัวกู ผู้อยาก อย่างนั้นอย่างนี้ จะเอานั่น เอานี่ ได้นั่น ได้นี่ ; นั่นแหละ เรียกว่าตัณหา อุปาทาน ; นี้เป็นการตั้งครรภ์. เมื่อครรภ์นี้มันแก่ มันก็มีอาการที่จะคลอด คือเป็นภพเป็นชาติ ออกมาโดยสมบูรณ์ เรียกว่า การเกิดโดยสมบูรณ์ ตรงที่คำว่า "ชาติ". หลังจากชาติแล้วก็ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส จำแนกได้มากมาย, คือสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่ ตัวกู ของกูนั้น เป็นความรู้สึกต่าง ๆ นานาล้วนแต่เป็นความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น. ยึดมั่นในความแก่ ก็เป็นทุกข์เพราะแก่, ยึดมั่นในความตายก็เป็นทุกข์ เพราะตาย, แล้วแต่จะนึกเขลา ๆ ไปว่าเกิด หรือแก่ หรือตาย หรือได้นั่น ได้นี่ เสียนั่นเสียนี่ มีนั่นมีนี่. สรุปแล้วความเกิดหมายถึง ความเกิดทางความยึดมั่นถือมั่น ; ความแก่ก็หมายถึงความยึดมั่นถือมั่น รายนั้นมันร่อยหรอลงไป เ ป็นลักษณะของการแก่ ; และความยึดมั่น ถือมั่นรายนั้นดับลงไป เป็นลักษณะของความตาย. ฉะนั้น ในวันหนึ่งเราจึง เกิด แก่ ตาย รอบหนึ่ง ๆ นี้หลาย ๆ ครั้ง : คือ ทุกคราวที่เรามีความยึดมั่นถือมั่น แล้วความคิดนั้นสำเร็จไปเรื่องหนึ่ง ๆ แล้ว แล้วก็เปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่เรียกว่า ตาย. ฉะนั้น ในวันหนึ่ง ๆ เราจึงมีการปฏิสนธิ มีการตั้งครรภ์ มีการคลอด ออกมา แล้วมีการแก่ และมีการตายลงไปนี้ วันหนึ่ง ๆ หลาย ๆ ชุดหรือหลาย ๆ รอบ เราจะต้องมองเห็นเอง, มองลักษณะอย่างนี้ให้เข้าใจให้ได้ ว่าเป็นความเกิด ; แล้ว เข้าใจให้ได้ตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่า : ความเกิดเป็นทุกข์อยู่ในตัวมันเอง, และเกิด ทุกทีเป็นทุกข์ทุกที. นี่คือการเกิด แล้วแก่ แล้วตาย แล้วเกิดใหม่. เกิดใหม่ก็ หมายความว่า เมื่อเรื่องนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว มันกระทบอารมณ์ทางหู ทางจมูก ต่อไปอีก มันก็เกิดอย่างเดียวกันอีก, แปลว่ามันไม่ได้ตายเลย คือไม่นิพพาน มันยังเกิดใหม่ได้.
น.163 การเกิดใหม่นี้มันก็ต้องมีอะไรที่เป็น re-action เหลือมาจากการเกิดกรณีก่อน หรือคราวก่อนด้วยเสมอไป. คิดดูจะเห็นได้ว่า : เช่น เราเห็นของสิ่งนี้แล้ว ก็ชอบใจ คิดจะขโมย อย่างนี้เสร็จไปเรื่องหนึ่ง, แล้วความคิดนั้น ก็ตายไป ; แล้วเกิด ความคิดใหม่ เกิดเป็นขโมย แล้วก็ไปขโมย แล้วก็ตายไป. หลังจากนั้นก็ถูกจับ ก็เกิดเป็นคนถูกจับ แล้วก็ตายไป, แล้วก็มาเกิดเป็นจำเลยในศาล แล้วก็ตายไป, แล้วก็เกิดเป็นนักโทษในคุก แล้วก็ตายไป, . . ฯลฯ . . นี่ท่านจะเห็นว่าการเกิดทุกคราวมีผลเนื่องกัน ซึ่งเป็นการแสดงว่า ผลดี หรือผลชั่ว หรือการกระทำของชาติหนึ่งนั้นมีผลส่งไปถึงอีกชาติหนึ่งได้โดยประจักษ์ชัด ; ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ต้องรับผลกรรม เป็นไปตามกรรม ข้ามภพข้ามชาติ ได้โดย ลักษณะอย่างนี้. นี่คือ ความหมายและคำอธิบายของคำว่า "ชาติ" การเกิด ตาม ความหมายของพระพุทธเจ้า, และการเกิดเป็นภพ วนเวียน เกิดตาย เกิดตาย ตาม ความหมายของพระพุทธเจ้า ; และมีการรับกรรม หรือผลกรรม คาบเกี่ยวกันระหว่าง ชาติ ระหว่างภพ ตามความหมายของพระพุทธเจ้า. แล้วท่านก็จะเห็นชัดแจ้งต่อไปว่า มันมีทางที่จะทำได้ คือ มีทางที่จะเอาชนะได้, มีทางที่จะดับทุกข์ได้ ; เพราะเห็น ชัดว่าการเกิดนี้มันเกิดขึ้นมาด้วยเหตุไร ? ในลักษณะอย่างใด ? ด้วยวิธีใด ? เราจึงสามารถใช้ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เราศึกษาจนเข้าใจนี้มาปฏิบัติ แล้ว กำจัดความทุกข์ที่มาจากการเกิดนั้นเสียได้, แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด. แต่ขออย่างเดียวเท่านั้นว่า อย่าไปเข้าใจว่า เกิดนี้เกิดมาจากท้องแม่ แล้ว ก็ตายเข้าโลงไป, หลังจากเข้าโลงแล้วก็ไปเกิดใหม่ เป็นคนเดียวกันนั้นไปเกิดใหม่ อย่างนี้ ไม่ใช่เป็นคำอธิบายหรือมีความหมายตามที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมาย. ถ้าไป เอาความเกิดอย่างทางร่างกาย ทางวัตถุ คือทาง physical หรือ mental โดยตรง
น.164 อย่างนี้แล้วเป็นคนละเรื่องทีเดียว ไม่ใช่เป็นพุทธศาสนาเลย เป็นอะไรไปก็ไม่ทราบ, และเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านไม่เกี่ยวข้องด้วย, และท่านไม่ยอมตอบปัญหาที่ใครจะ ถามว่า ตายแล้วเกิดไหม ? เพราะท่านรู้ว่าเขาถามถึง เกิดจากท้องแม่แล้วตายเข้าโลงไป และหลังจากนั้นจะไปเกิดอีกไหม ? ถ้าอย่างนี้แล้วท่านว่าเป็นเรื่องที่ท่านไม่ตอบ เรียกว่า เป็น อัพพยากตวัตถุ ; วัตถุแปลว่าเรื่อง อัพพยากตะ แปลว่าไม่ยอมพยากรณ์ คือ เรื่องที่ไม่ตอบ. นอกจากจะเป็นเรื่องที่ไม่ตอบแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เหลวไหล, ไม่เป็นเงื่อนต้นที่จะพาไปสู่ความดับทุกข์ มีแต่จะพาเข้ารกเข้าพงไปไม่มีที่ สิ้นสุด, ไม่วกเข้ามาสู่เรื่องของความดับทุกข์เลย. นี่ท่านจะเห็นได้เองทันทีว่า การถามเรื่องเกิดทางเนื้อหนังแล้วตายเข้าโลง แล้ว ว่า เกิดหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ยอมพูดด้วย. ที่ว่าไม่เป็น เงื่อนต้นของความดับทุกข์นั้น ก็เพราะว่า เมื่อผู้ถามถามอย่างไร ผู้ตอบตอบให้ฟัง ผู้ถามก็เห็นด้วยตนเองไม่ได้. มันจึงได้แต่โง่ลงเป็นครั้งที่สองอีก, คือเชื่อตามที่ผู้พูด พูด หรือผู้บอก บอก. ครั้นยังไม่เข้าใจก็ถามอีก ผู้บอกก็บอกอีก คนฟังก็ต้องโง่ เชื่อไปตามคำบอก เรื่อยไปๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ; เพราะมันไม่อาจจะเห็นได้ด้วยตา ว่าหลัง จากเข้าโลงไปแล้ว มันจะไปเกิดได้อย่างไร, เป็นคน ๆ เดียวกันหรือเปล่า, แล้วบุญ กุศลนั้นมันจะไปถึงจริงหรือเปล่า. นี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา ว่ามันไม่ได้ หมายถึง "ความเกิด" อย่างนั้น. ถามไปเท่าไรมันก็เป็นเรื่องไกลออกไปทุกที ไกล ออกไปทุกที จนไม่มีทางที่จะพูดถึงเรื่องดับทุกข์, แล้วผู้ถามก็ต้องเชื่อตามผู้บอก ซึ่งบอกเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประโยชน์อะไร. พระพุทธองค์ตรัสว่า มาพูดถึงเรื่องที่จำเป็น หรือที่สำคัญดีกว่า คือมา พูดถึงเรื่องที่ว่า เกิดอยู่นี่มันเป็นทุกข์ แล้วทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ ; อย่าไปพูดว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด อันเป็นเรื่องข้างหน้าโน้น. พูดเดี๋ยวนี้ ที่นี่เลยว่า ที่เกิดอยู่นี่
น.165 เป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ ถ้าเป็นทุกข์ละก็จะแก้ทุกข์อย่างไร ? ท่านทรง ชี้ให้เห็นว่า ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกูนี้มันเป็นทุกข์. พูดกัน พักเดียว คนฟังนั้นเขาฟังเข้าใจ, ไม่ต้องเชื่อพระพุทธเจ้า แต่เขาเชื่อตัวเองเท่านั้น. พระพุทธเจ้าท่านก็กำชับว่าอย่าเชื่อตถาคต แม้พระสารีบุตรก็กล้าปฏิญาณต่อหน้า พระพุทธเจ้าว่าไม่เชื่อพระพุทธเจ้า แต่เชื่อตัวเอง อย่างนี้ในกรณีของธรรมะ, เป็นอันว่าในกรณีของธรรมะในพุทธศาสนานี้แล้ว ต้องเชื่อสิ่งที่เห็นได้ด้วยตนเอง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านสามารถที่จะทรงแสดงให้เขา ทราบ เขาเห็นด้วยตนเอง ว่าการ ยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ว่าของกู นี้มันเป็นทุกข์, และความเกิดนั่นมันเป็นความเกิดที่ ทำให้เป็นทุกข์ขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีความยึดมั่น ถือมั่น ว่าความเกิดของกู นั่นเอง. เมื่อเห็นว่าความยึดมั่นว่า ตัวกู-ของกู นี้เป็นความทุกข์แล้ว เสร็จไป ขั้นหนึ่งแล้ว. ท่านก็อธิบายต่อไปอีกขั้นหนึ่งว่า : ความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกูนี้ มันเป็นมายา มันไม่ใช่ตัวจริง, คือมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อได้เห็นรูป ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ที่เรียกว่าสัมผัส ; แล้วเกิดเวทนา - แล้วเกิดตัณหา - แล้วเกิด อุปาทาน มันเพิ่งเกิดหยก ๆ ตรงนี้และชั่วครู่ชั่วขณะเท่านั้น มันเป็นมายาอย่างนี้ ; โดยที่แท้จริงแล้วมันไม่มี ; ตัวกู-หรือตัวเรา ของกู-หรือของเรานี้มันไม่มี. มัน เป็นความเข้าใจผิด, เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้นมาจากความไม่รู้หรืออวิชชา ในขณะที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส หรือคิดนึกด้วยใจนั่นเอง. ท่านอุตส่าห์ทรงพร่ำสอนตรงนี้ จนผู้ฟังนั้นเห็นเองอีก เห็นได้ด้วยตนเองว่า มันไม่มี ตัวกู, มันมีแต่ความสำคัญผิดว่าตัวกู เกิดขึ้นเป็น egoism อย่างที่อธิบายแล้วแต่ วันก่อนนี้ขึ้นมาในใจ, แล้วไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งนั้นว่า ตัวกู. แท้จริงแล้วตัวกู ไม่มี; มีแต่จิตที่ประกอบด้วยอวิชชา หรือด้วยสติปัญญา ๒ อย่างเท่านั้นเอง. ถ้าประกอบอยู่ด้วยอวิชชามันก็ต้องรู้สึกว่า ตัวกู เสมอไป, ถ้าประกอบด้วย
น.166 สติปัญญา คือ ว่างแล้วก็ไม่มีตัวกูเสมอไป. แล้วอันไหนเป็นความเท็จ อันไหนเป็นความจริง ; ผู้นั้นก็จะเห็นได้ด้วยตัวเองทันที ว่า ที่ ว่างจากตัวกูนั่นแหละ คือความจริง, เลยกลายเป็นบุคคลที่เห็นได้ว่าตัวกูไม่มี เมื่อตัวกูมันไม่มีแล้ว ใคร มันจะตาย แล้วใครมันจะเกิด. การที่มาถามทีแรกว่า ตายแล้วเกิดไหม ? นั้น จึงเป็นปัญหาที่โง่ที่สุด , คือมันไม่เป็นปัญหาเลย มันก็เลยหยุดไปเอง ; เพราะ มันเป็นการตอบเสร็จไปเลยในตัวเอง ว่าไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด, ในทำนองที่ เกิดทางเนื้อหนัง ที่ตายเข้าโลงแล้วเกิดอย่างนี้มันไม่มี, มันมีแต่จิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตามสิ่งปรุงแต่งเท่านั้น, มีความเกิดขึ้นแห่งความยึดมั่น ถือมั่น ว่า ตัวกู-ของกู เท่านั้น. พอเรารู้แจ้งเห็นจริงในข้อนี้ เราขจัดมันไปเสียได้; สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู-ของกู ไม่มี, เรื่องก็จบกัน คือ สิ้นสุดกันลงเพียงเท่านั้น. สิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็น เพียงจิตที่ว่าง ไม่มีความทุกข์เลย, ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู มาวี่แววเลย. ปัญหาเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่ก็เลยเป็นหมัน. ทุก ๆ อย่างนั้นเห็นได้ด้วยตนเองหมด ว่าที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ความเกิด ความแก่ ความตายนั้น มันหมายถึงอะไร ? แล้วก็รีบขจัดสิ่งเหล่านี้ ออกไปให้หมด จนไม่มีการเกิดขึ้นมาเลย แล้วเรื่องก็สิ้นสุดลง. ไม่ต้องพูดถึง ชาติโน้นไม่ต้องพูดถึงชาตินี้, ไม่ต้องพูดถึงชาติที่แล้วมา, พูดแต่เรื่องเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันอย่างยิ่ง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ที่จะต้องรีบศึกษาให้เข้าใจจนไม่มีความรู้สึกว่าเป็น ตัวกู-หรือของกูนั่นแหละ. แล้วร่างกายนี้, อัตภาพนี้ ซึ่งประกอบอยู่ด้วยร่างกายและ จิตใจนี้ จะเป็นของเด็กหรือผู้ใหญ่ ของคนแก่ คนเฒ่าอะไรก็ตาม จะสะอาดปราศจาก ตัวกู-ว่างจากตัวกู แล้วก็ไม่มีความทุกข์เลย. ในพระบาลีก็ยังมีพูดถึงผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่อายุเพียง ๑๕ ปี นี้ก็หมายถึงเป็นเด็ก แต่มีน้อยมาก; มีแต่ที่พูดถึงผู้สูงอายุ ได้เป็นพระอรหันต์นั้นเป็นจำนวนมากที่สุด เพราะว่าสามารถผ่านสิ่งต่าง ๆ มา ประจักษ์ ชัดด้วยตนเองทั้งนั้น กล่าวคือมีความแจ่มแจ้งในทางจิตหรือทางวิญญาณ เป็นเรื่อง ๆ ไป
น.167 อยู่เป็นประจำ เรียกว่า spiritual experience, คือว่า experience อันนี้ไม่ใช่สัมผัส ทางเนื้อ ทางหนัง ทางวัตถุ ; แต่เป็นสิ่งที่เคยถูกเข้าแล้วโดยทางจิตใจโดยทาง วิญญาณ, รู้รสมาแล้วทางจิตใจ, รู้รสมาแล้วทางวิญญาณในส่วนลึกว่ามันเป็น อย่างไร, ซึ่งคนเราตั้งแต่เกิดขึ้นมาแล้วกว่าจะตายนี้มันประสบกับสิ่งเหล่านี้นับไม่ถ้วน .. ถ้าเขาเป็นคนฉลาดสังเกตแล้ว สิ่งเหล่านี้มันจะมีประโยชน์มากที่สุด คือ มันจะสอนให้ ทุกคราวไป ว่า ไม่มีสิ่งที่ควรเรียกว่า ตัวกู หรือของกู ทุกคราวไป; ไม่เท่าไรเขา จะมีความรู้มากพอ อย่างที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสะกิดคำเดียว เขาก็เป็นพระอรหันต์แล้ว คือไม่กี่นาทีที่ได้คุยกับพระพุทธเจ้า ก็กลายเป็นพระอรหันต์ไป. นี้เรียกว่าเป็นผล ของสิ่ง ๆ เดียว คือความ เข้าใจถูก, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เข้าใจถูก เรื่องความทุกข์, หรือในเรื่องที่ว่า "ความเกิด เป็นตัวความทุกข์" อันเป็นคำที่สำคัญคำแรกที่สุด ที่ท่านทั้งหลายจะต้องสนใจและเข้าใจ. อาตมายอมรับและเห็นใจ ว่าท่านทั้งหลายสนใจ ใคร่ที่จะเข้าใจ พระพุทธศาสนา มีความปรารถนา มีความพยายามอย่างยิ่ง ที่จะเข้าใจพุทธศาสนา ; อาตมาจึงได้พยายามอย่างยิ่งเหมือนกันที่จะเลือกคำอธิบาย และลำดับของการอธิบาย ว่าจะชี้แจงให้ท่านเห็นอะไรก่อน, แล้วท่านจะเข้าใจธรรมะได้โดยง่าย. ฉะนั้น จึงได้ เอาเรื่องคำว่า "ความเกิด" มาอธิบายให้เป็นที่เข้าใจอย่างถูกต้อง เป็นพื้นฐานเสียก่อน, แล้วต่อจากนี้จะเข้าใจหัวใจของพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก. เมื่อพูดถึงความเกิดแล้ว ก็ควรจะได้พูดถึง "การเกิดรวม ๆ กัน" ที่เรียกว่า "โลก" นี้เสียด้วย. สิ่งที่เรียกว่าโลกนี้, ท่านที่เป็นนักศึกษาเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยเป็นอะไร ก็ตามนี้ ท่านหมายความถึงอะไร ? ท่านคงจะหมายความถึง สิ่งที่เราเรียกกันว่าโลก ในเวลานี้ มัววุ่นอยู่ด้วยเรื่องประหัตประหารกัน หรือว่าท่านกำลังจะถูกระเบิดปรมาณู
น.168 เมื่อไรก็ไม่รู้ อย่างนี้; เพราะโลกกำลังอยู่ในสภาวะที่เป็นวิกฤติการณ์อยู่. ถ้าท่าน เข้าใจคำว่า "โลก" ในลักษณะอย่างนี้แล้ว ก็อย่างเดียวกันอีก, คือแทบจะไม่มีหวัง ที่จะเข้าใจพุทธศาสนา. เพราะว่า นั่นมันเป็นโลกทาง physical, หรือเป็นโลกทางวัตถุ ทางรูปธรรม อย่างเดียว ; แม้ว่าชาวโลกจะมีความรู้สึกคิดนึกเป็นฝ่าย mental บ้าง มันก็ยังเป็นฝ่ายที่เนื่องกันอยู่กับ physical ไม่เป็นถึง spiritual ได้. ฉะนั้น เราจะต้องมีโลกในความหมายของฝ่าย spiritual, คือความรู้สึก ในทางจิต หรือทางวิญญาณด้านลึกอีกที่หนึ่ง. พระพุทธเจ้าตรัสโลกในทางลึกว่า มันได้แก่สิ่งซึ่งมีอยู่ในนั้น คือสิ่งที่ทำให้เราหลง, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความรู้สึกทางใจ ที่เราประสบอยู่เป็นประจำวันนั้นเอง ; ว่านี่คือตัวโลก. ไม่ใช่ตัวโลก ที่เป็นแผ่นดิน บ้านเรือน หรือต้นไม้ ภูเขา หรือที่ โลกกลม ๆ, sphere ดวงนี้ หรือดวงอื่นนี้ ; ไม่ใช่อย่างนั้น. แต่เพ็งเล็งเอาค่าของมัน ที่มีอยู่ที่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่น ถือมั่น ในทางจิตใจ, ซึ่งมีเต็มอยู่ในโลกนี้ต่างหาก. นั่นคือ essence หรือตัวแท้ของโลก. เราต้องขยับเลื่อน จากวัตถุมามองโลกกันที่ตรงนี้ก่อน แล้วเราจึงจะเห็นสิ่งที่เรียกว่า “สัตว์โลก". สัตว์โลกก็คือสัตว์ที่ลุ่มหลงอยู่ในโลก เพราะฉะนั้นจึงลุ่มหลงอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั่นเอง ; ฉะนั้น สัตว์โลกก็ไม่มีอะไรอื่น นอกจาก ผู้ที่กำลังหลงใหลอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, แล้วเต็มอยู่ด้วยความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู ; นี้คือสัตว์โลก. เมื่อมองดูสภาวะอันแท้จริงของสัตว์โลก ว่าเป็นอย่างไรแล้ว, และ สัตว์โลกนี้คือสัตว์ที่เต็มอยู่ด้วยความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู อย่างนี้แล้ว, โลกหรือ สัตว์โลกก็คือ ตัวทุกข์นั่นเอง; เพราะว่าเป็นตัวทุกข์อยู่ในความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวกู-ของกู. ฉะนั้นสัตว์โลกที่ปล่อยไปตามยถากรรมนั้น ก็คือผู้ที่เต็มไป ด้วยความรู้สึกว่า ตัวกู ว่าของกู วันหนึ่งไม่รู้กี่ครั้งกี่สิบครั้ง และยังแถมกลางคืนด้วย.
น.169 ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า "สัตว์โลก" นั้น จึงมีค่าเท่ากันกับความทุกข์. พระพุทธเจ้า ท่านจึงตรัสอย่างความหมายทาง spiritual ว่า : "โลกคือความทุกข์ " หรือ " ความทุกข์คือโลก" เพราะเหตุนี้. เพราะว่าความทุกข์คือความยึดมั่นถือมั่น, ความยึดมั่นถือมั่นก็คือสิ่งที่เต็มอยู่ในหัวใจของสัตว์ในโลก อันเนื่องมาจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสในโลก. ท่านชี้โลกในลักษณะเช่นนี้; ไม่ได้ชี้โลกในลักษณะที่คน ตามธรรมดาเขาเรียกกันอยู่หรือรู้สึกกันอยู่. เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้จักสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า "โลก" นี้ ให้ถูกต้อง เราจึงจะสามารถรู้ธรรมะของพระองค์. ถ้าเราไปรู้จักโลกใน แง่วัตถุเสียเรื่อยแล้ว เราจะไม่สามารถรู้เรื่องโลกอย่างของพระพุทธเจ้าและ รู้ธรรมะของพระองค์ได้. เพราะพระองค์ต้องการจะตรัสธรรมะที่เรียกว่า "เหนือโลก" คือ โลกุตตระ : โลกะ แปลว่า โลก, อุตตระ แปลว่า เหนือ, โลกุตตระ = อยู่เหนือ อำนาจของโลก, นี่คือโลกุตตระ. เมื่อโลกคือความทุกข์แล้ว ; อยู่เหนือความทุกข์ นั่นแหละคือโลกุตตระ ฉะนั้น ท่านอย่าได้เกลียดได้กลัวคำว่า โลกุตตระ หรือ คำว่า "นิพพาน" เหมือนกับคนหนุ่มสาวทั่วไป ซึ่งพอได้ยินคำนี้แล้วก็ขยะแขยงว่า เป็นคำครึคระ บ้าบออะไรก็ไม่รู้ ไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย, แต่ว่าโดยที่แท้แล้ว คำว่าโลกุตตระ หรือนิพพานนี้ มันเป็นสิ่งที่จะต้องเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง, จะต้อง คู่กันอยู่กับชีวิต ไม่เช่นนั้นแล้วจะต้องเป็นบ้าตาย เสียก่อนที่จะได้มานั่งฟังกัน อยู่อย่างนี้; เพราะว่าความรู้สึกที่เป็น ตัวกู-ของกูนั้น มันพลุ่งพล่านเผาผลาญมาก เกินไป . ทีนี้ เรามานึกดูว่า ตามปรกตินั้นเราก็มีเวลาที่โลกไม่เบียดเบียน, คือมี จิตใจว่างจากโลก ดังที่เปรียบเทียบไว้ในอุทาหรณ์ เรื่องเด็กร้องเพลง หรือคนขอทาน ก็ร้องเพลง คนแจวเรือจ้างก็ร้องเพลง ในขณะที่เขาจิตว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น ;
น.170 แม้ขณะนั้นเขาก็ไม่เกี่ยวข้องกับโลก ไม่มีโลก. นี้เรียกว่าเขาเวลานั้นอยู่เหนือความรู้สึก ต่อโลก โลกกำลังไม่ครอบงำเขาอยู่เหมือนกัน, นับประสาอะไรกับพวกเราที่จะไม่ฉลาด พอที่จะอยู่เหนือโลก คือเป็นโลกุตตระอย่างนั้นบ้างเชียวหรือ; เพราะว่ามันได้แก่การ ที่ไม่เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู นั่นเอง. ในขณะใดเด็กคนไหนก็ตาม, ไม่ ต้ องพูดถึงผู้ใหญ่, เขาว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกูแล้ว ; ในขณะนั้น ให้ถือว่าเขากำลังอยู่เหนือโลกเหมือนกัน ในอีกแบบหนึ่ง ในระดับหนึ่ง แม้ไม่ใช่ เต็มที่. และเขากำลังอยู่ในสภาวะของนิพพาน คือ ว่างจากทุกข์ด้วย เหมือนกัน, แต่ว่า อีกแบบหนึ่งหรือระดับหนึ่งไม่ใช่เต็มที่. ฉะนั้น หน้าที่ของเราก็มีอยู่ตรงที่ว่า จะทำให้มันสมบูรณ์แบบเท่านั้นเอง, กล่าวคือ ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ คืออยู่เหนือโลกอย่างแท้จริง และเด็ดขาดยิ่งขึ้นเท่านั้น. ถ้าเรามัวแต่ เกิดตาย เกิดตาย ในลักษณะดังกล่าวแล้ว วันหนึ่งไม่รู้ว่ากี่สิบครั้ง; นี่เรียกว่า เราว่ายอยู่ในน้ำในทะเลวน คือวัฏฏสงสาร. ฉะนั้น ถ้าใครเกิดมีความเห็นว่า วัฏฏสงสารเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรา ก็ต้องถือว่า กำลังเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ; เพราะว่ามันคือตัวท่านเป็นประจำวันนั่นเอง. สิ่งที่เรียก ว่า "วัฏฏสงสาร" ก็คือการ เกิด-ตาย เกิด-ตาย อยู่วันหนึ่งตั้งหลาย ๆ หน ในชีวิต ; แล้วสิ่งที่ตรงกันข้ามจากวัฏฏสงสาร ก็คือ นิพพาน. สองสิ่งนี้ มันจึงสลับกันอยู่ในเรา : ในขณะที่มีตัวกูเกิดขึ้นมาก็ว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ; ใน ขณะที่ความรู้สึกว่าตัวกูเงียบไปว่างไป ก็เป็นนิพพาน ; ซึ่งเป็นสิ่งเกี่ยวข้องกันอยู่ กับจิตนี้อยู่เป็นประจำ เราควรจะมองสิ่งนี้ในลักษณะเช่นนี้. ขอให้เข้าใจถ้อยคำเหล่านี้ของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องในลักษณะเช่นนี้ แล้ว จะเป็นการง่ายอย่างยิ่งในการที่จะปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ จนกระทั่ง ให้เราได้บรรลุสิ่งที่เรียกว่านิพพาน หรือว่าขึ้นจากการว่ายน้ำในวัฏฏสงสารได้, มาอยู่
น.171 บนบกได้ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย คือไม่ต้องเป็นทุกข์, มีความเป็นอยู่ที่สะอาด สว่าง สงบ ซึ่งไม่ควรจะรังเกียจหรือไม่น่าจะรังเกียจ. เรื่องที่ไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ นั่นแหละน่ารังเกียจ. ใจความสำคัญที่พอจะสรุปได้ดังนี้ : สิ่งที่เรียกว่า "ชาติ" ก็คือ ตัวกู คือเกิดความรู้สึกว่า ตัวกู. ทีนี้ไม่เกิดหรือไม่มีชาตินั้น ก็คือไร้ความรู้สึกว่า ตัวกู. สภาพที่ไร้ความรู้สึกว่า ตัวกู นั่นแหละ คือ นิพพาน คือไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ; แล้วสภาพที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า ตัวกูนั่นแหละคือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นวัฏฏสงสาร. ทีนี้เราก็ปรับหลักเกณฑ์อันนี้มาเข้ากับตัวเรา ว่าเราจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กี่มากน้อย ? เราควรจะถามตัวเราว่ามันมีเรื่องอะไรที่ดีกว่าเรื่องนี้ ? เกิดมานี้เกิดมา ทำไม? ที่เกิดมาจากท้องแม่ชาติหนึ่งแล้วก็เข้าโลงในวาระสุดท้ายนี้ มันเกิด ขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไร ? หรือว่าไม่ได้เพื่อประโยชน์อะไรเลย ? หรือจะถาม ตัวเองว่าในบรรดาสิ่งที่เราปรารถนาอย่างยิ่งอยู่นั้นมันมีสิ่งไหนบ้าง ที่มันประเสริฐ กว่าผลคือการไม่เกิด ไม่มีการเกิดที่เป็นความรู้สึกเป็น ตัวกู-ของกู คือไม่ทุกข์เลย ? หมายความว่าที่เราเกิดมา มีชีวิตอยู่ระยะหลายสิบปีนี้ อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เรา ควรจะได้. อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ให้ทันแก่เวลาในชาตินี้ ในเวลานี้ ? ข้อนี้ควรจะคิดนึกไปตามลำดับว่า : เรามาเรียน เราต้องการความรู้ ความรู้นั้นเอาไป ทำอะไร? ความรู้นั้นก็เอาไปทำอาชีพ อาชีพนั้นทำทำไม? ก็เพื่อได้ปัจจัยที่จะเป็นอยู่ โดยเฉพาะก็คือเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยให้เราได้สิ่งที่ต้องการ. ได้เงินแล้วไปแสวงหาสิ่งที่ ต้องการ จะเป็นบ้าน เป็นเรือน เป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นหยูกเป็นยา ที่เป็น ส่วนทรัพย์สมบัตินี้. แล้วก็ไปหาเกียรติยศ ชื่อเสียง ความดี ความเด่น ; แล้วก็
น.172 ไปหาพวกพ้องบริวาร อำนาจวาสนา หาให้หมด ซึ่งเป็นทางที่ให้ได้มาซึ่งการบริโภค รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์เต็มตามที่กิเลสตัณหาต้องการ ; นี่มันก็หมดกัน เพียงเท่านี้. ที่นี้ลองมาช่วยกันดู ว่าสิ่งนี้มันเป็นลักษณะอย่างไร คือเป็นลักษณะของการ ทนทรมาน หรือว่าเป็นการว่างจากทนทรมาน ? มันเป็นการอยู่ภายใต้โลก หรือว่าเป็น การอยู่เหนือโลก? มันอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา หรือว่าอยู่เหนือกิเลสตัณหานั่นเอง ? แปลว่า ความลุ่มหลงอยู่ในสิ่งเหล่านี้ มันมีลักษณะเหมือนกับการกินก้างปลาเข้าไป ใช่หรือไม่ ? คล้าย ๆ กับว่าเราเจอก้างปลากินเข้าไปใช่หรือไม่ ? เพราะว่าเราต้องมี ความชอกช้ำระหกระเหินในทางจิตใจ เพราะความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู-ของกูอยู่เสมอ ; นี่แล้วจะทำอย่างไร ? ก็จะต้องทำอย่างที่ว่ามาแล้วว่า เมื่อหาปลาก็ต้องไม่ถูกเงี่ยงปลา, เมื่อกินปลาก็ต้องไม่ถูกก้างปลา. ฉะนั้น เมื่อเรายังเรียนก็ดี เมื่อเราประกอบอาชีพก็ดี เมื่อเรามีเงินก็ดี เมื่อเราใช้เงินนั้นก็ดี แสวงหาทรัพย์สมบัติมาบริโภคใช้สอยแวดล้อม ก็ดี จะต้องไม่ถูกก้างปลา; คือจะต้องเป็นอยู่ด้วยสติปัญญา มีจิตใจที่สดชื่นสงบเย็น สะอาด สว่าง สงบ อยู่ตลอดเวลา นี้อย่างหนึ่ง. ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือ มีตัวกู-ของกู จัดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเต็มไปด้วยความหนัก ความทนทรมานอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ อย่างไหนมันจะดีกว่ากัน ? คนที่มีความยึดมั่นถือมั่น ตัวกู-ของกูแล้ว จะต้องมีความทุกข์เสมอ ; ถ้าเขามีเงินล้านหนึ่ง เขาก็จะเป็นทุกข์ล้านหนึ่ง. ส่วนคนที่ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวกู-ของกูนั้น เขาจะไม่ทุกข์เลย. เขามีเงินล้านหนึ่ง เขาก็จะมีความสุขล้านหนึ่ง. นี่จะ เห็นได้ว่า เราจะไปโทษเงินไม่ได้ ว่าเงินนี้ เดี๋ยวทำไมให้ความสุข เดี๋ยวก็ให้ความทุกข์ เพราะว่าที่จริง เงินนั้นมันไม่ได้ให้ความสุข หรือไม่ได้ให้ความทุกข์เลย, มันก็เป็นของกลาง ๆ ว่าง ๆ เหมือนกับสิ่งอื่นเหมือนกัน แต่มันขึ้นอยู่ที่โง่ หรือฉลาดของคน ๆ นั้นต่างหาก ที่ไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา
น.173 หรือไม่เท่านั้น. ครั้นไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู-ของกู เกี่ยวกับเงินขึ้นมา เงินก็ทำให้ เป็นทุกข์ ; พอมันมีสติปัญญาที่ขจัด ตัวกู-ของกู กระเด็นออกไป แล้วไปเกี่ยวข้อง กับเงิน เงินก็ไม่ทำให้เป็นทุกข์ กลับจะเป็นเครื่องอำนวยความสุข. พูดอย่างเปรียบเทียบก็คือว่า ถ้ามีตัวกู-ของกู เข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินแล้ว เงินมันก็เป็นนายเป็นเจ้านายเหนือศีรษะคนนั้น, แต่ถ้าตัวกู-ของกูออกไป มีสติปัญญา เข้ามา แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินแล้ว เงินก็จะกลับเป็นบ่าวเป็นทาสของบุคคลนั้น. ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าเงินที่ยกเป็นตัวอย่างนี้ มันเป็นได้ทั้งนายและเป็นได้ทั้งบ่าว ; มันแล้วแต่ว่าเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันโดยเอาตัวกูแบกร่าเข้าไป, หรือว่าเอาสติ ปัญญาส่องแสงโชติช่วงเข้าไป. นี่คืออานิสงส์อันแท้จริงของธรรมะ ที่จะขจัด ความทุกข์ออกไปโดยสิ้นเชิงให้หมดสิ้น, แล้วเหลืออยู่แต่ความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งไม่เป็นความทุกข์ ที่เรียกว่า มีสภาพอยู่เหนือโลก หรือเป็นนิพพาน ไม่ตกน้ำ ไม่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร. ที่อาตมากล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่มุ่งหมายอย่างอื่นเลย มุ่งหมายเพียงจะชี้ ความหมายของถ้อยคำที่ใช้พูดกันใช้สอนกันในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ; มีอยู่หลายคำที่ ท่านเข้าใจผิดอยู่ และเห็นว่าท่านกำลังเข้าใจผิดอยู่ จึงรวบรวมคำที่จำเป็นเหล่านี้มาพูด เสียก่อน ให้รู้ที่ไปที่มาของคำ ความหมายของคำ ที่มันชี้ระบุถึงความรู้สึกที่รู้สึกอยู่ใน ใจของเราจริงๆ. เช่น คำว่า "ชาติ" - ความเกิด, และคำว่า "โลก" , และคำว่า "วัฏฏสงสาร". แล้วฝ่ายตรงกันข้ามก็คือ "ไม่เกิด", แล้วอยู่ "เหนือโลก", แล้วก็เป็น "นิพพาน". และทั้งหมดนั้นไม่ได้อยู่ที่อื่น ไม่ได้อยู่ที่นอกฟ้าหิมพานต์ ไม่ได้มีต่อเมื่อหลังจากตายแล้ว แต่ว่าอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้, และกำลังสลับสับสน กันอยู่อย่างน่าเวียนหัวที่สุด เพราะว่าคน ๆ นั้นไม่รู้จักตัวเอง ยังไม่รู้จักตัวเองว่า ประกอบอยู่ด้วยอะไร ? แล้วเกิดอยู่ด้วยลักษณะอย่างไร ? เกิดอยู่แท้ ๆ ก็ไม่รู้สึกว่าเกิด
น.174 กลับไปคิดว่าตายแล้วเข้าโลงแล้วจึงจะเกิด. แล้วไม่มองเห็นอยู่จริง ๆ เป็นทุกข์อยู่จริง ๆ ว่าเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที ตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอก แล้วจะให้ไปเข้าใจคำสอนของ พระพุทธเจ้าได้อย่างไร. ฉะนั้น เรื่องของนิพพานจึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง และยังแถม น่ากลัว น่าเกลียด ; ทุกคนหันหลังให้ไม่อยากจะพูดถึง. มีคนบางคนเข้าใจผิดว่า ถ้าเอาเรื่องนิพพานมาสอนแก่นักศึกษาในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยแล้ว มันก็เป็นเรื่องบ้าบอ เป็นเรื่องเกินความจำเป็น หรือไม่ถูกตรง กับเรื่อง. อาตมาอยากจะพูดว่า การกล่าวอย่างนั้น เป็นเรื่องบ้าบอ เพราะว่าเรื่องนี้ มันจำเป็น; แม้แก่เด็ก ๆ ที่เพิ่งคลอดออกมาทีเดียว จะต้องถูกอบรม ถูกสั่งสอนให้ รู้จักตัวกู-ของกู ให้รู้จักความว่างจาก ตัวกู-ของกู, หรือว่าอย่างน้อยก็ให้เห็นแก่ ตัวกู-ของกูน้อยลง, ไม่ให้มีความเห็นแก่ตัวกู ที่เป็น selfishness นี้จัดเกินไป, ให้มัน จางลงๆ แล้ว egoism ความรู้สึกว่ามีตัวกูนี้จะค่อยๆ จางลง ๆ เพราะเขามีสติปัญญา ได้ด้วยเหตุนั้น แล้วเขาจะรู้ว่า เขาคืออะไร ? เกิดมาทำไม ? จะไปทางไหน ? ในที่สุด เขาจะเป็นมนุษย์ที่สมแก่คำว่า "มนุษย์" ที่แปลว่ามีจิตใจสูง คือสูงพอที่จะมองเห็นว่า อะไรเป็นอะไร เหมือนกับอยู่บนยอดเขามองลงมาข้างล่าง มันสะดวกดี. ถ้าเรามีปัญญาอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า เรามี “พุทธะ" อยู่ในเรา, มี "ธรรมะ" อยู่ในเรา, มี "สังฆะ" อยู่ในเรา; นั่นคือผลของการเข้าใจคำว่า "เกิด หรือไม่เกิด", "ใต้โลก หรือ เหนือโลก", "สังสารวัฏฏ์ หรือ นิพพาน". นี่แหละ มันมีประโยชน์อย่างนี้ มันน่าจะนำมาสอนในโรงเรียนหรือไม่ ลองคิดดูเอง. แม้คน ที่สูงอายุขึ้นไปก็เหมือนกัน จะต้องคิดว่านี่เป็นปัญหารีบด่วนหรือไม่ ? สิ่งที่เรากำลังถือ กันว่ามันเป็นปัญหารีบด่วน และสนใจอยู่อย่างกุลีกุจอเป็นประจำวันนั้น ลองเอาเรื่อง เหล่านั้นมาเทียบกับเรื่องเหล่านี้ดูที ว่าเรื่องไหนรีบด่วนกว่ากัน จำเป็นกว่ากัน ; เรื่อง ไหนที่กำลังจำเป็นเหมือนกะไฟไหม้ศีรษะอยู่ ที่จะต้องรีบดับ ; แล้วท่านก็จะเดินถูกทาง
น.175 ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ. เป็นการเดินชนิดที่ไม่ต้องเดินให้เหน็ดเหนื่อย คือเดินชนิดที่แวบเดียวถึงเลย, คือเพียงแต่ว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ. เดินใน ลักษณะอย่างนี้ กลายเป็นผู้ที่ไม่อาจจะทุกข์กับเขาได้ หรือว่าจะทุกข์ก็ทุกข์แต่น้อยที่สุด. แล้วท่านจะรู้ได้เองว่าสิ่งต่าง ๆ นั้น มันมีค่าน้อยเกินไปเสียแล้ว ในเมื่อนำ มาเทียบกันกับความว่าง คือความที่มีจิตใจว่าง-ว่างจากตัวกู-ของกู, มีความ สงบเย็นอยู่ได้ด้วยอำนาจของธรรมะ, มีจิตเป็นธรรมะ. มีชีวิตเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นชีวิต อย่างนี้มันมีค่าอย่างยิ่ง กว่ารถยนต์ กว่าตึก กว่าชื่อเสียง กว่าอำนาจวาสนา หรือกว่าอะไรทุกอย่าง อย่างที่เขาพากัน มุ่งหมาย เอาเข้ามาเพื่อสุมเผาตัวเอง; เพราะฉะนั้น เขาต้องได้สิ่งนี้เสียก่อน . ได้ธรรมะคือชีวิต ชีวิตคือธรรมะนี้เสียก่อน ตึก รถยนต์ อะไรต่างๆ ที่ เอาเข้ามานั้น จึงจะไม่มาสุมเผาตัวเอง, จะไม่ตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา เหมือนกับว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ซึ่งไปคว้าเอาสิ่งที่จะทรมานตัวมาสวมใส่ให้แก่ตัว ด้วยความยินดีด้วยความสมัครใจ; นั่นมันโง่มากถึงอย่างนั้น. ทีนี้ เราจะต้องมี เครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน กล่าวคือธรรมะ ในลักษณะเช่นนี้ เป็นเครื่องราง เป็นพระเครื่องที่แท้จริง ; ไม่ใช่เป็นพระองค์ดำ ๆ แขวนคอ แต่เป็นพระเครื่องที่อยู่ เป็นอันเดียวกันกับจิตใจ คือป้องกันไม่ให้ความทุกข์มาแผ้วพานแต่ประการใดเลย แม้แต่ความตายก็ครอบงำไม่ได้. ฉะนั้น สิ่งที่ว่านี้จึงเป็นเครื่องคุ้มครองอย่างดี มีพระอย่างแท้จริง เหมือน ที่เรากำลังต้องการพระเครื่อง หรือต้องการอะไรต่าง ๆ ที่จะเป็นเครื่องคุ้มครองเรานั้น ; ขอให้เราเอาธรรมะที่ทำให้จิตใจชนะสิ่งทั้งปวงนั่นแหละเป็นพระเครื่อง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง มาประดิษฐานอยู่ในหัวใจจริง ๆ; แล้วก็จะเป็น พระเครื่องจริง. ความทุกข์ก็แผ้วพานไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ ไม่อาจจะผิด นับตั้งแต่ที่นี่
น.176 เดี๋ยวนี้ วันนี้ จะไม่มีการคิดผิด พูดผิด ทำผิด; จะเป็นในการเรียน ในการงาน การ อาชีพ หรือการสังคม หรืออะไรทุกอย่าง ซึ่งล้วนแต่เราต้องคิด ต้องพูด ต้องทำ มันไม่มีทางที่จะผิดได้เลย. นี่แหละอานิสงส์ของการที่เราเข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" ถูกต้อง, เข้าใจ "ชีวิต" ถูกต้อง, เข้าใจ "ความเกิด" ถูกต้อง, "ความไม่เกิด" ถูกต้อง, เข้าใจ "โลก" ถูกต้อง, เข้าใจ " สิ่งที่เรียกว่าอยู่เหนือโลก" ถูกต้อง ; เพื่อเข้าใจ "สังสารวัฏฏ์" และ "นิพพาน" อย่างถูกต้อง นั่นเอง. นี่เป็นคำบรรยายที่จะ ใช้เป็นพื้นฐานสำหรับเข้าใจธรรมะที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไป. อาตมาขอยุติคำบรรยายวันนี้เพียงเท่านี้
Buddhadasa