น.177 ในการบรรยายครั้งนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งสำคัญที่สุด แต่ว่า คนส่วนมากอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องรุ่มร่าม ไม่จำเป็นอีกตามเคย สิ่งที่ว่าสำคัญที่สุดนี้ ก็คือ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. สิ่งที่เรียกว่า การมองสิ่งทั้งปวงในด้านในนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการที่จะเข้าใจธรรมะ หรือเข้าใจพระพุทธศาสนา. การที่มอง ไม่ตรงกัน เป็นเหตุให้เข้าใจกันไม่ได้ เหมือนอย่างว่า การที่คนทะเลาะวิวาทกัน ก็เพราะคนหนึ่งมันมองไปอีกทางหนึ่ง ไม่อาจจะเข้าใจคำพูดของกันและกันได้. ฉะนั้น คนที่ทะเลาะวิวาทกัน ก็เป็นเพราะมองไปในทัศนะต่างกัน. เพราะฉะนั้น การที่เราจะเข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องมองในด้านใน เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน ๑๕๒
น.178 และคำที่ท่านทรงนำมากล่าวมาสอน ก็เป็นการบรรยายสิ่งทั้งปวงในเมื่อมี การมองกันในด้านในนี้. เรื่อง ความทุกข์ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่กล่าวอยู่ในเรื่องอริยสัจจ์ก็ดี ในเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทก็ดี ในเรื่องอื่น ๆ ก็ดี มันเป็นเรื่องของความทุกข์ที่มองกันในด้านใน ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่พยายามที่จะมองสิ่งทั้งปวงในด้านในตามอย่างพระพุทธเจ้า แล้ว ย่อมหวังได้ยาก หรือหวังไม่ได้เลย ในการที่จะเข้าใจพระธรรมคำสอนของ พระองค์. เพราะฉะนั้นอาตมาจึงเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณากันถึงเรื่องนี้ อย่างละเอียดลออ. แม้ว่าในการบรรยายสามครั้งที่แล้วมา ก็เป็นการบรรยายถึงการมองสิ่งทั้งปวง ในด้านในด้วยกันทั้งนั้น. มองชีวิตในด้านในจึงจะเป็นอันเดียวกับธรรมะ และต้องมอง สิ่งต่าง ๆ ในด้านใน จึงจะสามารถเอาธรรมะมาใช้ให้เป็นของคู่กันกับชีวิต หรือว่าเป็นอันเดียวกันกับชีวิตได้. แม้การชี้ให้เห็นความหมายอันแท้จริงของคำว่า "ความเกิด" ในการบรรยาย ครั้งก่อน หรือ โลก ในความหมายทางด้านในนั้น ก็เพราะความจำเป็นข้อนี้ ล้วนแต่เป็น การมองสิ่งที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกันกับคนเราในด้านในด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นเป็นการ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้ศึกษาพุทธศาสนา จะต้องหัดมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. พวกคนที่เขาจะว่าเรารุ่มร่าม พูดสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องพูดนั้น ก็คือพวกที่ เข้าใจว่า เด็ก ๆ หรือคนอายุน้อยหรือเยาวชนนี้ ไม่อาจจะมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. นั่นมันเป็นเรื่องของคนแก่ที่ไม่อาจจะมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน แล้วก็พาลหาเรื่องว่าเด็ก ๆ นี้ไม่อาจจะมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องสนใจกับถ้อยคำชนิดนั้น
น.179 ก็ได้ คือ ว่าเราไม่ต้องสนใจถึงเรื่องใครจะมีความเห็นอย่างไร เราสนใจแต่ว่า เราจะ เข้าใจสิ่งที่จำเป็นที่สุด คือธรรมะ นี้ได้อย่างไรก็แล้วกัน. ทีนี้ ก็มาถึงข้อที่ว่า ทำไมจะต้องพูดเป็นด้านนอกด้านใน? ข้อนี้ เชื่อว่าท่านทั้งหลายอาจจะเข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอธิบายกันมากนักก็ได้ ว่าสิ่ง ทั้งปวงนี้จะต้องมีเป็น ๒ ชั้น คือชั้นนอกและชั้นใน หรือด้านนอกด้านใน ด้วยกันทั้งนั้น. คำในทางปรัชญามีอยู่คำหนึ่ง และเป็นคำธรรมดานั่นเองว่า quintessence ; quinta แปลว่า ที่ห้า ; essence แปลว่า เนื้อใน หรือสาระ; quintessence ก็แปลว่าสาระอันที่ห้า. พวกนักปรัชญา พวกนี้เขาถือว่า สาระทั้งสี่ก็คือ ธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้มันเป็นส่วนภายนอก ทั้งสี่อย่างนี้มันเป็นภายนอกทั้งนั้น. ส่วนอันที่ห้า ไม่ใช่ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่เป็นอะไรอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ซึ่งเขาเรียกว่า essence ที่ห้า นั่นแหละคือด้านใน ซึ่งหมายถึงเรื่องทางฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญาณ. เพราะฉะนั้น เราจะต้องสนใจกับสิ่งที่เรียกว่า มูลธาตุที่ห้าหรือ essence ที่ห้านี้ กันให้ถูกต้องหรือให้ เพียงพอ. อยากจะบอกกล่าวเสียเลยว่า ในพระพุทธศาสนาเรานั้นยังมี essence ที่หก คือยังมีธาตุอีกธาตุหนึ่ง ซึ่งจะนับให้ฟัง สี่ธาตุตอนต้นก็คือดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วอันที่ห้าเรียกว่า วิญญาณธาตุ วิญญาณนี้คือธาตุทางฝ่ายวิญญาณ, แล้วอันที่หก เรียกว่า "ความว่าง" ธาตุแห่งความว่าง หรือ "นิพพานธาตุ" ก็เรียก ; แต่เรียกตรง ๆ นั้นเรียกว่า ความว่าง ; เพราะฉะนั้นเราจึงมีธาตุหก คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และธาตุวิญญาณ หรือวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) แล้วก็ธาตุความว่างหรือ
น.180 "สุญญตธาตุ" : วิญญาณธาตุ หรือ สุญญตธาตุนี้ คือ essence ที่ห้า และ essence ที่หก ซึ่งลึกเข้าไปเป็นด้านใน. เพราะฉะนั้นมาลองมองดู ด้วยการทบทวนดู ตามการบรรยายที่กล่าวมา แล้ว ซึ่งอาตมาได้กล่าวถึงด้านใน คือส่วนที่เป็นจิตหรือวิญญาณ ที่เป็นความรู้สึก ว่าเป็นตัวกู-ของกู เป็นเหตุให้ทำดีทำชั่ว นี้เป็นธรรมะประเภทหนึ่ง. ส่วนอัน ที่หกนั้นหมายถึงความว่างจากตัวกู ว่างจาก ของกู คือว่างจากความรู้สึก ที่เป็นตัวกู ของกู ก็หมายความว่าว่างจากกิเลสนั่นเอง. เมื่อว่างจากกิเลสก็เป็น การว่างจากความทุกข์ แปลว่าว่างจากสิ่งซึ่งเป็นความทุกข์โดยประการทั้งปวง. การที่ท่านจัดสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นธาตุ ธา-ตุ หรือบางทีก็เรียกว่า element ขึ้นมานี้ มันเป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง แต่ว่าคนธรรมดาสามัญอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่อง เหลวไหลก็ได้ เพราะเขารู้จักธาตุกันแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือธาตุอื่น ๆ ทางด้านวัตถุ เท่านั้น พอเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ และเรื่องที่ลึกไปกว่านั้นอีก เขาก็ ไม่รู้สึกว่ามันเป็นธาตุ พอได้ยินคำว่าเป็นธาตุขึ้นมาก็ชักจะรวนเรไม่สนใจ. ที่จริง คำว่าธาตุ หรือ ธา-ตุ ในที่นี้ มันหมายถึงสิ่งที่มีอยู่จริง เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงอะไรมากไปกว่านั้น. สิ่งที่เป็นของภายนอกมันก็มีอยู่จริง อย่างภายนอก ; ส่วนที่อยู่ลึกในทางฝ่ายภายใน ถึงกับมองไม่เห็นตัวหรือคว้าไม่ถูกนี้ มันก็ยังมีอยู่จริงด้วยเหมือนกัน. เราก็เลยถือเอาความที่มันมีอยู่จริง-มีอยู่จริง ๆ นี้เป็น essence ชนิดหนึ่งเหมือนกัน แล้วมันก็เป็นธาตุหรือเป็น element ที่เป็นมูลธาตุ ของสิ่งทั้งปวงด้วยเหมือนกัน. เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน อาตมาอยากจะเพิ่มเติมคำอธิบายเรื่องนี้อีก นิดหนึ่งว่า ในทางหลักพุทธศาสนานั้น เมื่อพูดกันถึงเรื่องธาตุที่ถูกต้องแล้ว ท่านนิยม พูดว่า มีอยู่ ๓ ธาตุเท่านั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ และ นิโรธธาตุ.
น.181 รูปธาตุ อันแรก ก็หมายถึงธาตุที่เป็นวัตถุเป็นตัวตน เป็นชิ้น เป็นก้อน เห็นได้ ดมได้ คลำได้ อย่างนี้ เรียกว่า รูปธาตุ อรูปธาตุ ก็หมายถึงสิ่งที่มันไม่มีรูปร่างทำนองนั้น แต่มันก็มีอยู่จริง หมายความว่าต้องรู้ได้ด้วยใจเพราะเป็นเรื่องทางใจนั่นเอง. เหล่านี้ทั้งหมด เรียกว่า อรูปธาตุ. ที่นี้มาถึงอันที่สาม เรียกว่า นิโรธธาตุ นิโรธธาตุนี้แปลว่าดับ คือ ความดับ. ธาตุนี้ก็มีอยู่จริง แต่ว่าเป็นที่ดับแห่งธาตุทั้งปวง. สองธาตุที่กล่าวมาแล้ว คือ รูปธาตุ และ อรูปธาตุ นั้น ถ้ามันถึงเข้ากับ นิโรธธาตุเมื่อไรแล้ว มันก็ดับไป ไร้ความหมายหรือเหมือนกับว่าไม่มี. เพราะฉะนั้น นิโรธธาตุ นี้จึงไม่ใช่รูปธาตุและอรูปธาตุ ; มันยิ่งกว่านั้นอีก จะว่ามี รูปก็ไม่ได้ จะว่าไม่มีรูปก็ไม่ได้ เพราะว่ามันอยู่เหนือการที่จะกล่าวว่ามีรูป หรือไม่มีรูป เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกว่า "ธาตุแห่งความดับ" หรือ "ธาตุแห่งนิพพาน" หรือ "ธาตุแห่งความว่าง" แต่ชื่อที่มีอยู่ชัดนั้นเรียกว่า นิโรธธาตุ แปลว่าธาตุแห่งความดับ. นี่แหละเข้าใจไว้เถิดว่า คำว่าธาตุนี้มันมีมากออกไปถึงอย่างนี้ แล้วอย่าเข้าใจ ว่ามีเพียงเท่าที่เรียนในเรื่องวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ซึ่งถือว่าดิน น้ำ ลม ไฟ หรือว่า จะแยกเป็นธาตุแท้ อย่างที่เรียนกันในตำราเคมีอย่างนั้นก็ตาม ทั้งหมดนั้นมันเป็นแต่ เรื่องของทางฝ่ายรูปธาตุ-ธาตุเดียวเท่านั้น ; แล้วยังเหลืออีก ๒ ธาตุ คือ อรูปธาตุ กับนิโรธธาตุ ซึ่งท่านทั้งหลายอาจยังไม่เคยนึกถึงมันเลย บางคนจะยังไม่ เคยเรียนเลย บางคนยังไม่คิดว่ามีอยู่ด้วย.
น.182 เพราะฉะนั้นการที่ได้มาฟังคำอธิบายที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้นี้ มันคงจะ ทำให้ฉลาดขึ้นบ้าง คือทำให้รู้ว่ามีสิ่งอะไรอีกบางอย่างซึ่งเร้นลับ แต่มันเร้นลับสำหรับ พวกเราเท่านั้น มันไม่เร้นลับสำหรับบุคคลประเภทพระอริยเจ้า หรือโดยเฉพาะคือ พระพุทธเจ้า. สำหรับพระพุทธเจ้า แล้ว เรื่องอรูปธาตุหรือนิโรธธาตุนี้ มันก็เป็น เรื่องธรรมดา ง่ายๆตื้น ๆ เหมือนกับที่พวกเรารู้เรื่องธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม หรือธาตุอะไรต่าง ๆ เก้าสิบเก้าหรือร้อยธาตุ แล้วแต่จะค้นพบได้เรื่อย ๆ. เพราะฉะนั้นเราจึงตั้งสมมุติฐานของเราใหม่ หรือสูงขึ้นมาถึงกับว่า สิ่งที่ เรียกว่า "ธาตุ" นี้มันมีอยู่ถึงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นธาตุประเภทใดที่มันเป็นส่วน ลึกนั้น เราจะต้องรู้จักมองมันในด้านใน ต้องมองมันด้านใน เราจึง จะรู้จักหรือเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เราง่ายต่อการเข้าใจศาสนาของ พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนักมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. ไหน ๆ ท่านทั้งหลายก็สนใจ ที่จะศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว และกลุ่มพุทธศาสตร์ก็จัดขึ้นด้วยความมุ่งหมายจะเข้าใจพระพุทธศาสนา ฉะนั้นก็จำเป็น ที่จะ ต้องศึกษากันไปในทางที่เป็นหลักเกณฑ์อันมั่นคง ของพระพุทธศาสนา จะเอา ตามสบายใจเรา ตามชอบใจเรา หรือตามสะดวกแก่เรานั้นมันทำไม่ได้. ถ้าฝืนทำ มันก็ได้ผลน้อยที่สุด มันไม่คุ้มกันกับเวลา แล้วมันก็จะต้องเลิกล้มไปโดยแน่นอน มัน ไม่มีอะไรที่จะทำให้เป็นประโยชน์อันแท้จริงขึ้นมาได้. เพราะฉะนั้นจึงขอร้องหรือถึงกับวิงวอนว่า เราจำเป็นแล้ว ที่จะ ต้องหัด มองหรือศึกษาสิ่งทั้งปวงในด้านใน ให้รู้จักธาตุที่ห้าและธาตุที่หก ลึกเข้าไป ตามลำดับ .
น.183 การมองสิ่งทั้งปวงในด้านในนี้ เข้าใจได้ง่ายๆ จากคำธรรมดาสามัญที่รู้จัก กันดี หรือที่พวกนักปรัชญาก็เอาไปใช้ คือคำว่า objectivity กับคำว่า subjectivity ซึ่งเป็นคำคู่และตรงกันข้าม. คำว่า objectivity ตามตัวก็แปลว่าภาวะที่ปรากฏเมื่อเรามอง หรือเรารู้สึก กันในแง่ทางวัตถุธรรม หรือในแง่ของสิ่งที่ถูกกระทำ. ส่วน subjectivity นั้นก็คือภาวะ ที่ปรากฏ ต่อเมื่อเรามองหรือรู้สึกกันในแง่ของนามธรรม และเป็นไปในแง่ของผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ. ท่านควรกำหนดความหมายไว้ให้ดี ๆ ว่า objective นี้มันในแง่ของวัตถุธรรม คือฝ่ายที่เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นฝ่ายถูกกระทำเสมอไป ; แต่ฝ่าย subjective นั้น มันจะมองกันในแง่ของฝ่ายนามธรรม คือเล็งถึงจิตใจ เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นฝ่ายที่ กระทำตรงกันข้ามจากการถูกกระทำ. คำ ๆ นี้ ถ้าถือตามหลักของภาษาบาลีแล้วยิ่งชัดเจนมาก เพราะ คำว่าจิต หรือนามธรรมนี้ รูปศัพท์มันแปลว่า เป็นฝ่ายสร้างหรือฝ่ายกระทำ หรือฝ่ายรู้ หรือฝ่ายน้อมนำสิ่งอื่นไป. ส่วนฝ่ายรูปธรรมนั้น มันเป็นฝ่ายที่ถูกสร้างขึ้น แตกง่าย ทำลายง่าย ถูกรู้สึก ถูกน้อมไปหรือถูกกระทำ. เพราะฉะนั้นเราในที่นี้ก็จะต้องหัดมองกันในฝ่าย subjectivity คือจะมอง กันในฐานะที่เป็นนามธรรม และในฐานะที่เป็นฝ่ายกระทำ ไม่ใช่ถูกกระทำ. เพียงเท่านี้ก็จะเข้าใจได้แล้วว่า ถ้าเราไปหลงติดหรือหลงมองในฝ่าย objective แล้ว เราจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ ข้อนั้นหมายความว่าเราจะตกเป็นทาส เป็นบ่าว
น.184 ของอารมณ์ไปทีเดียว. แต่ถ้าเราจะมองกันในฝ่าย subjective แล้ว เราก็จะกลาย เป็นฝ่ายตรงกันข้าม คือเป็นฝ่ายจิตและจะเป็นผู้กระทำ. นี่มันได้เปรียบกันอย่างนี้. ถ้ามองกันในฝ่าย objective แล้ว เป็นฝ่ายถูกกระทำ; ถ้าเป็นฝ่าย subjective แล้วเป็นฝ่ายกระทำ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการควรอย่างยิ่ง ที่ว่าจะหัดมองกัน ในฝ่ายที่ได้เปรียบ คือฝ่ายที่อยู่เหนือ คือฝ่าย subjective นั่นเอง. นั้นแหละคือ ประโยชน์ของการมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. คนเราเกิดมาไม่ได้รับการศึกษาอบรบที่ถูกต้อง ตามทางธรรมะหรือทาง ปรัชญา เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ เราจึงถูกปล่อยให้ตกอยู่ในฝ่ายวัตถุ คือไปติด ในฝ่ายวัตถุ แล้วก็มองอะไรแต่ในฝ่ายวัตถุหรือฝ่าย objective ไปหมด ฉะนั้นจึงคล้าย ๆ กับว่า ฝืน ในการที่จะมองกันในฝ่ายเหนือหรือฝ่ายตรงกันข้าม. แต่นี่มันช่วยไม่ได้ อีกแล้วที่ว่าเราจะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น : เราต้องตั้งต้นกันใหม่ ที่จะเป็น ผู้มองสิ่งทั้งปวงในฐานะเป็นผู้ชนะ ไม่ใช่เป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้. นี่คือความจำเป็นที่ว่า เราจะต้องหัดมองสิ่งทั้งปวง ในลักษณะที่เป็นฝ่าย subjective ; ให้ภาวะที่เป็นด้านในหรือฝ่ายในนั้น ปรากฏชัดแจ้งแก่เราให้จนได้ คือให้ subjectivity ต่าง ๆ นั้นไม่เป็นของลึกลับแก่เราอีกต่อไป. อาตมาจะได้กล่าวถึง การมอง ด้านนอกด้านใน ในลักษณะที่เห็นได้ง่ายสืบไปอีก ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญที่สุด. การมองด้านนอกกับมองด้านในนั้น มันจะตรงกันข้ามเสมอไป ทั้ง ๆ ที่ว่าด้านนอกกับด้านในนี้ มันเป็นของร่วมกัน ไม่แยกกันได้ เพราะว่า ของด้านในมันก็ต้องอาศัยอยู่บนของด้านนอก เช่นว่าร่างกายนี้ มันเป็นที่อาศัยของใจ ใจก็อาศัยอยู่ที่ร่างกาย มันไม่แยกกันได้ แต่มันก็ยังแบ่งกันได้ว่าเป็นด้านนอก และ ด้านใน.
น.185 เหมือนอย่างผลไม้ มันมีเปลือกและมีเนื้อใน แต่มันก็เนื่องกันอย่างนี้ ไม่อาจจะแยกกันได้. ถ้าเรามองด้านนอกมันถูกเปลือก มันกินได้เมื่อไร ลองคิดดู ; แต่ถ้าเรามองด้านในก็ถูกเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็บริโภค. เพราะฉะนั้นถ้าไม่สามารถ จะแยกออกจากกันได้ เราก็กินไม่ได้. คือขืนกินเข้าไปให้ได้ทั้งเปลือกทั้งเนื้อ มันก็ รู้สึกกระอักกระอ่วนเต็มที. ฉะนั้น การที่รู้จักมองในด้านในและแยกให้เห็นชัด จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง การมองด้านในนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ก็อย่าได้ไปตั้งแง่ด้วยทิฏฐิมานะ จนถึง กับจะรังเกียจด้านนอก เกิดเป็น pessimism ต่อด้านนอกขึ้นมา อย่างนี้ก็ไม่ถูก มันเป็นความผิดอย่างยิ่งเหมือนกัน. เราต้องเห็นคุณของเปลือก หรือด้านนอกอยู่เสมอไป อย่างว่าผลไม้นั่นแหละ ถ้าไม่มีเปลือกแล้ว เนื้อในจะอยู่ได้อย่างไร ? ถ้าไม่มีเปลือกแล้วมันก็ออกเป็นลูกมา ไม่ได้ เนื้อในล้วน ๆ นั้นมันงอกออกมาไม่ได้ และมันไม่เจริญจนแก่จนสุกให้เรากินได้ มันอยู่ได้ด้วยเปลือกแท้ ๆ. แต่ถ้าเราจะไปหลงใหลในเปลือก มันก็น่าสงสาร. ถึงอย่างไรก็ดี การมองอย่างด้านนอกนี้ถูกเปลือก การมองอย่างด้านใน มันก็ย่อมถูกเนื้อใน ; และ การมองด้านนอกก็จะตกเป็นทาสของอารมณ์ แต่การ มองด้านในจะกลายเป็นนายเหนืออารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งได้กล่าวแล้วแต่วันก่อน ว่าอารมณ์ต่าง ๆ ก็คือโลก. รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มีอยู่ในโลกคืออารมณ์. ถ้าเรา ปล่อยให้จิตใจตกต่ำไปอยู่ใต้อำนาจของการมองในด้านนอกแล้ว มันก็ตกเป็นทาสของ อารมณ์ จะถูกอารมณ์ครอบงำบังคับลากจูง เหมือนกับเขาจูงจมูกไปตามต้องการของเขา แต่ถ้ามองด้านในแล้วเป็นอิสระขึ้นมาทันที ไม่มีอะไรมาจูงไปได้; แล้วจิตที่เป็น อิสระเท่านั้นจึงจะไม่เป็นภาวะที่ทนทุกข์ทรมาน.
น.186 ทีนี้การมองด้านนอกนั้น มันทำให้เข้าใจธรรมะไม่ได้ แต่ว่าการมองด้านในนี้ ทำให้เข้าใจธรรมะได้. ลองคิดดูเทียบคู่เช่นนี้กันไปเรื่อย. เพราะเหตุใด ? ตอบง่าย นิดเดียว เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น มันเป็นเรื่องทางด้านใน เป็นความลับ ของด้านนอก. ที่ว่าเป็นความลับนี้ หมายความว่า เป็นความจริงที่มองเห็นยากขนาดที่เป็น ความลับทีเดียว. ความลับของอะไร ? ก็ความลับของด้านนอกนั่นเอง. เรารู้กันแต่ เรื่องด้านนอก ไม่รู้ถึงเรื่องด้านในซึ่งเป็นความลับของด้านนอก นั่นแหละ คืออวิชชาของเรา เรียกกันง่ายๆ ก็คือความโง่ ความหลง ความเป็นพาล ความเป็น คนเขลา ความเป็นปุถุชนคนหนา อะไรทำนองนี้ แล้วแต่จะเรียก ; ในโวหารศาสนา เขาเรียกกันอย่างนั้น เพราะว่าธรรมะเป็นความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง คือเป็นด้านในของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง. แต่ถ้าถือเอาตามคำอธิบายที่ได้กล่าวมาแล้ว ๒-๓ วันก่อนนั้น ก็กล่าวได้ ชัด ๆ ในวันนี้ว่า การมองด้านนอกนั้น มันดับตัวกู-ของกูไม่ได้ ; แต่การ มองด้านในนั้น มันดับความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูนี้ได้. เพราะเหตุใด ? ก็ตอบ ได้ง่ายนิดเดียวอีกเหมือนกันว่า เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าตัวกู-ของกูนั้น มันแสนจะลึกลับ มันอยู่ด้านในสุด ; ด้านในชนิดที่ไม่เห็นตัว คว้าไม่ถูก หรืออะไรทำนองนี้. แต่ถ้าเราหัดมองด้านใน ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ มัน จะมาปรากฏแก่เรา ชัดเจนง่าย ๆ เหมือนของด้านนอกเหมือนกัน. การมองด้านใน อย่างน้อยก็ตามวิธีที่กล่าวมาแล้วในการบรรยาย ที่แล้วมา มันจะมองเห็นตัวกู-ของกูชัดเจน, ชัดเจนในฐานะที่ว่า นี่เอง!
น.187 มันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ ที่แก้กันไม่ตกและไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นจะต้อง ฆ่ามันให้ตายด้วยอุบายที่ชอบ เช่น ไม่ให้มันได้กินอาหารแล้วมันผอมลง แล้วมันตาย ไปเอง เหมือนกับสัตว์ร้ายที่ล้อมคอกไว้ แล้วไม่ให้กินอาหารฉันใดก็ฉันนั้น. ยิ่งกว่านั้น อาจจะมองเห็นต่อไปว่า การมองอย่างด้านนอกนี้มันตกไป ฝ่ายวัตถุนิยม การมองด้านในนั้นมันทำให้เป็นไปในฝ่ายของอุดมคตินิยม. materialism ตรงกันข้ามกับ idealism ซึ่งท่านทั้งหลายก็พอจะรู้อยู่แล้วสำหรับคำอย่างนี้ ไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย เพราะว่าการมองด้านนอกนั้นมันเป็นตัว materialism อยู่ในตัวมันเอง แล้วมันนำผลเป็น materialism ยิ่ง ๆ ขึ้นอีกมากมาย แล้วมันก็เกิด อาการที่ว่าจะต้องเป็นทาสของวัตถุนิยม และเกิดปัญหายุ่งยากไม่มีที่สิ้นสุด. โลกเราสมัยนี้มีปัญหายุ่งยากเพราะตัวนี้ตัวเดียว คือตัววัตถุนิยมนี้อย่างเดียว เท่านั้น. ไม่ว่าฝ่ายไหนหมด ที่มันรบกันได้นี้ มันเป็นฝ่ายวัตถุนิยมด้วยกัน ทั้งนั้น ; แต่มันเป็นฝ่ายวัตถุนิยมคนละรูป คือว่าหยาบไปบ้าง ละเอียด ประณีตไปบ้าง เอาจัง ๆ ตรง ๆ ซึ่งหน้าบ้าง เอาอย่างละเอียดประณีตแนบเนียน เร้นลับบ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายนี้ลุ่มหลงในวัตถุนิยมด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นไม่มีทางอะไรที่จะแก้ได้ หรือแก้ตกได้ในเรื่องวิกฤตการณ์ ของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ เว้นเสียแต่ว่าทั้งสองฝ่ายนั้น หายโง่ในเรื่องวัตถุนิยม แล้วก็รู้จัก idealism, คือรู้จักสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุนิยม ที่เป็นอุดมคติสูงสุด ที่เป็นภายใน หรือเป็นด้านในขึ้นมาเท่านั้นเอง ไม่ต้องมีใครห้ามเขาหรอก เขาก็จะหยุดเบียดเบียนกัน แล้วก็จะแสวงหาความสุขที่แท้จริงได้ โดยไม่ต้องเสียเลือด เสียเนื้อ เสียวัตถุหรือเสีย อะไร อยู่กันเป็นผาสุกอย่างยิ่ง ที่เรียกกันว่าสมัยพระศรีอารย์ หรืออะไรก็ได้.
น.188 ลองพิจารณาดูเถิดว่าโทษของการมองด้านนอก กับคุณของการมองใน ด้านในนี้ มันมีอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงขอให้สนใจอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นหนทางเดียว เท่านั้นที่จะเข้าใจถึงธรรมะหรือพระพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้ใดเกลียดวัตถุนิยม และบูชาอุดมคตินิยมแล้ว ก็ต้อง หัดมองด้านในตามแนวของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ซึ่งอาตมารับรองได้ในส่วน พระพุทธศาสนานี้ว่าย่อมสำเร็จประโยชน์โดยแท้จริง แต่เราไม่พูดถึงศาสนาอื่น ซึ่งก็มีได้ เหมือนกันด้วยกันทุก ๆ ศาสนา. แต่เดี๋ยวนี้ เรากำลังพูดถึงพระพุทธศาสนา แล้วกล้า ยืนยันว่า ตามอุดมคติของพุทธศาสนานั้น ไม่เกี่ยวกับวัตถุนิยมเลย และยิ่งไป กว่านั้นอีกก็คือว่า จะเป็นนายเหนือวัตถุนิยม. สิ่งที่เป็นโลกุตตระ นั้น ก็หมายความว่า มันอยู่เหนือโลกซึ่งเป็นที่ตั้งของ วัตถุนิยม ความลุ่มหลงในโลกนั้นแหละเป็นตัววัตถุนิยม เพราะฉะนั้นเราจะต้องมองใน ลักษณะที่อยู่เหนือโลกเสมอไป. มีคำอีกคู่หนึ่ง ซึ่งพวกเราเกี่ยวข้องกันมากที่สุด คือธรรมะนี้มันมีวิธีพูด หรือวิธีกล่าวอยู่เป็น ๒ ฝ่าย หรือ ๒ แง่ ฝ่ายหนึ่งก็คือ บุคคลาธิษฐาน คือกล่าว เป็นเรื่องของคนไปเลย เป็นตัวสิ่งของ เป็นตัววัตถุไปเลย ; แต่อีกทางหนึ่งก็กล่าว เป็นเรื่อง นามธรรมล้วน ไม่ใช่คน เป็นเรื่องธรรมะล้วน เขาเรียกว่า ธรรมาธิษฐาน. ยกตัวอย่าง เช่นว่าเมื่อพูดกันขึ้นว่าพญามารอย่างนี้ ; ว่าพญามารเป็นยักษ์ ขี่ช้างขี่ม้า ถือหอกถือดาบอย่างนี้ การพูดถึงพญามารอย่างนี้ก็เรียกว่า พูดอย่าง บุคคลาธิษฐาน. แต่ถ้าพูดว่าพญามาร แล้วเล็งถึงสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดที่ทำลายมนุษย์ อย่างยิ่ง คือกิเลส เช่น ความโง่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เหล่านี้ก็เรียกว่า พญามารในลักษณะของธรรมาธิษฐาน คือกล่าวในแง่ของธรรมะ หรือฝ่ายนามธรรม.
น.189 ถ้าท่านไม่หัดมองในด้านในแล้ว จะไม่สามารถรู้จักธรรมะฝ่าย ธรรมาธิษฐาน จะรู้จักแต่ฝ่ายบุคคลาธิษฐานเสมอไป. ถ้าโง่มากก็จะกลาย เป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อให้ทำบุญ ไปสวรรค์ หรือทำบุญพ้นบ่วง ของพญามารทำนองนี้ก็ได้. เมื่อเราหัดมองให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง คือลึกเข้าไป ถึงความจริงที่เป็นธรรมาธิษฐานแล้วจะเป็นผู้รู้ความจริง ไม่มีใครหลอกเราได้. คำคู่ต่อไปที่นิยมเรียกในพระบาลีนี้ ท่านเรียกว่า “ ทรัพย์-ทรัพย์สมบัติ" นี่แหละ ทรัพย์สมบัติมีอยู่ ๒ ประเภท คือ ทรัพย์ของปุถุชนเป็นทรัพย์ภายนอก และทรัพย์ของพระอริยเจ้า เป็นทรัพย์ภายใน อย่างนี้ไม่ต้องพูดอธิบายมากมาย ก็รู้กันอยู่เป็นส่วนมากแล้วว่า แก้วแหวน เงินทอง ที่ดิน ไร่นา ช้าง ม้า วัว ควาย กระทั่ง เกียรติยศ อำนาจวาสนา ชื่อเสียงอย่างนี้ เป็นทรัพย์ภายนอกของปุถุชนทั้งนั้น ส่วนทรัพย์ภายในนั้นเขาเรียกว่า อริยทรัพย์ แปลว่า ทรัพย์ที่ประเสริฐหรือทรัพย์ของ พระอริยเจ้า นี้เขาหมายถึงธรรมะ ที่ทำให้เกิดความดับทุกข์ได้ ; นั้นเรียกว่า อริยทรัพย์. เพียงเท่านี้ท่านก็เห็นได้ทันทีว่า ทรัพย์ของปุถุชน หรือทรัพย์ภายนอก นั้น มันเป็นสิ่งที่มองกันด้านนอก จึงไปลุ่มหลงอยู่ที่ทรัพย์อย่างนั้น ส่วน อริยทรัพย์หรือทรัพย์ภายในของพระอริยเจ้านั้น ไม่มีทางอื่น ต้องมองด้วย จิตใจที่ประณีตละเอียด ที่มองลึกได้ในด้านใน ก็จะพบอริยทรัพย์. ในเรื่องประโยชน์ของสิ่งนี้ ท่านแสดงไว้มากมาย แต่จะยกมาเป็นตัวอย่างว่า อันทรัพย์ภายนอกนั้นมันไม่อยู่กับเรา และไม่อยู่กับเราอย่างแท้จริง โจรขโมยไป ก็ได้ ไฟไหม้ไปก็ได้ หรือเป็นอันตรายอย่างอื่นก็ได้ เรียกว่ามันไม่อยู่กับเราอย่าง แท้จริง ; และเท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นพิษต่อเราอยู่บ่อยๆ คือพูดง่าย ๆ มัน
น.190 เล่นงานเรา ทำความลำบากยากเข็ญไปตาม ๆ กันนี้บ่อย ๆ ส่วนอริยทรัพย์ที่เป็น ภายในนั้นตรงกันข้าม ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ไม่เคยเป็นพิษขึ้นมาเลย ไม่เคยทำให้ ใครน้ำตาไหล และบางทีก็ไม่เคยทำให้ใครหัวเราะด้วย; เพราะว่า การหัวเราะ หรือการร้องไห้นี้มันกระหืดกระหอบด้วยกันทั้งนั้น สู้อยู่เป็นอิสระ ว่าง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้. ดังนั้น อริยทรัพย์ที่เป็นภายในนี้ จึงไม่ทำให้ใครหัวเราะหรือร้องไห้ ; ให้แต่ ความสงบเย็นอย่างเดียว. นี่ ! เราจะต้องใช้สติปัญญามองทะลุภายนอกเข้าไปถึงภายใน เราจึงจะได้ทรัพย์อย่างนี้มา เป็นทรัพย์ของพุทธบริษัทโดยเฉพาะ. เรามามองดูกันในแง่ร้ายบ้างว่า คนที่มองแต่ด้านนอกนั้น เขาจะรู้จักแต่ โรคภัยไข้เจ็บ หรืออันตราย แต่เพียงด้านร่างกาย หรือด้านวัตถุเท่านั้น แล้วก็จะ ตกอกตกใจกันใหญ่โตเป็นวักเป็นเวร นอนไม่หลับ; แต่ส่วนอันตรายโรคภัยไข้เจ็บ ในด้านในนั้นไม่รู้ว่ามีอยู่ และมันร้ายกาจยิ่งกว่านั้นอีก; และเขายังไม่รู้ว่าโรคภัย ไข้เจ็บธรรมดาสามัญด้านนอกนี้ มันมีเหตุอันแท้จริงมาจากโรคภัยไข้เจ็บด้านวิญญาณ. ถ้าเราเป็นโรคภัยไข้เจ็บด้านวิญญาณ คือภายในอยู่แล้ว โรคภัย ไข้เจ็บด้านนอกนี้มันจะประดังกันเข้ามา แม้ที่สุดแต่โรคลำไส้ซึ่งเป็นปัญหากันมาก หรือแทบทุกคนนี้ หมอหรือการค้นคว้าทางแพทย์ก็ต้องรับรองว่ามันมีมูลมาจากความ เป็นคนเจ้าวิตกกังวล นานพอสมควร แล้วก็ต้องเป็นโรคลำไส้ เพราะว่าทุกคราว ที่วิตกกังวลนั้น เลือดไม่ได้มาหล่อเลี้ยงลำไส้อย่างเพียงพอ แต่ไปหล่อเลี้ยงมันสมอง ที่บ้าคลั่ง หรือกำลังเดือดพล่านเสียหมด เมื่อเป็นอย่างนี้ทางลำไส้ก็เกิดวิปริตขึ้นมา ฉะนั้น ท่านจะรู้สึกได้ด้วยตนเองว่า ถ้าเสียใจมาก ๆ มันปวดท้องถึงกับกินข้าวไม่ได้ ขืนกินเข้าไปจะตาย เพราะว่าลำไส้มันไม่ยอมรับอาหารอย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นอันว่ามันมีโรคภายใน คือทางวิญญาณอยู่ก่อน คือความวิตกกังวล. ความวิตกกังวลนี้ก็มาจากการที่คิดผิด หรือว่ามีมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดในสิ่ง
น.191 ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนั่นเอง มันจึงได้เกิดความยึดมั่นถือมั่นชนิดที่ทำให้ เกิดความวิตกกังวลมีโรคทางวิญญาณ แล้วก็เป็นโรคทางกายหรือทางฝ่ายวัตถุ. หรือถ้าจะกล่าวให้ครอบคลุมไปหมดก็อาจจะกล่าวได้ว่า เมื่อคนเรามี สภาพทางวิญญาณ ทางจิตใจเสื่อมทรามแล้ว เชื้อหรืออำนาจที่จะต้านทาน โรคภัยไข้เจ็บในตัวเราจะลดน้อยลงไปทันที เพราะฉะนั้นเชื้อโรคอะไรเข้ามา เพียงนิดเดียว ก็เป็นเรื่องใหญ่โตทำให้เจ็บป่วยได้. ถ้าเราไม่เป็นโรคทางวิญญาณเลย จิตใจเข้มแข็งเหมือนพวกโยคี พวกมุนี ที่อยู่ตามป่านี้ ต่อให้เชื้อโรคเข้าไปเป็นกอบเป็นกำมากมาย มันก็ไม่เป็นอะไร มันมี ความต้านทานเพียงพอ ไม่เป็นโรค แล้วก็ไม่ต้องกินยา อย่างนี้เป็นต้น. หมายความว่า ความเข้มแข็งและแกร่งกร้าวในทางวิญญาณนั้น เป็นมูลเหตุของการต่อต้าน โรคภัยไข้เจ็บในทางร่างกายด้วย. นี้เราควรจะมองกันให้ลึก ถึงโรคภัยไข้เจ็บด้านนอกด้านใน และมูลเหตุ ของมันทั้งด้านนอกและด้านในอย่างนี้ ซึ่ง ก็ไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมะ อันจะ เป็นยา หรือเครื่องป้องกันโรคในทางภายในโดยสิ้นเชิง แล้วโรคทางภายนอก ก็จะกระเด็นไป สูญหายไปตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์. ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ตามแบบของธรรมะเป็นฤๅษี เป็นมุนี อะไรก็ตาม นั้นแข็งกร้าว ไม่ค่อยรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าจะเอาอายุยืนกันละก็ต้องเป็นอยู่ใน ลักษณะอย่างนี้ด้วย. ถ้ามองดูกันในแง่ของความสุขบ้าง ก็มีเป็นคู่ ๆ อย่างเดียวกันอีก ในบาลี ท่านเรียกว่า ความสุขที่ต้องอาศัยบ้านเรือน เรียกว่า "เคหสิตสุข" เป็นความสุขที่
น.192 ต้องเนื่องอยู่กับบ้านกับเรือน คือ การครองเรือน นี้เป็นความสุขด้านนอกซึ่งรู้จักกัน ดีมาก ส่วนความสุขที่ตรงกันข้าม หรือด้านในนั้น ท่านเรียกว่า "เนกฺขมฺมสิตสุข" แปลว่าความสุขที่เกิดมาจากการออกไปจากบ้านเรือน ซึ่ง ในที่นี้ก็หมายถึงการออก โดยจิตใจ คือจิตใจอยู่เหนือความรู้สึก ที่จะรู้สึกว่าเรามีบ้านเรือน เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็เรียกว่า เนกฺขมฺมสิตสุข อยู่แล้ว. แม้ว่าคนแก่คนหนึ่ง คลานไปไหนไม่ไหว ต้องนอนอยู่ในเรือน แต่ถ้า รู้ธรรมะในระดับนี้แล้ว เขาจะได้รับความสุขที่เรียกว่า เนกฺขมฺมสิตสุข คือความสุข ที่อาศัยการออกไปจากบ้านเรือนเหมือนกัน ทั้งที่นอนอยู่ในเรือนนั่นแหละ. เพราะว่าคำว่า “ ออกไปจากบ้านเรือน" นี้ หมายถึงออกด้วยจิตใจ มีจิตใจ อยู่เหนือโลกเป็นโลกุตตระ อย่างที่กล่าวมาแล้วแต่วันก่อน. เพราะฉะนั้น นอนอยู่ในเรือนนั่นเอง จะเอาความสุขอย่างในเรือนก็ได้ จะเอาความสุขอย่างนอกเรือน ก็ได้ เพราะว่าเขาสามารถมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน โดยอาศัยธรรมะเป็นเครื่องมือ หรือเป็นวิธีที่จะมอง. ความสุขในบ้านเรือนเขาเรียกว่า โลกิยสุข ความสุขเหนือ บ้านเรือนเขาเรียกว่า โลกุตตรสุข คือเอาจิตใจเป็นเกณฑ์. ถ้าจิตใจอยู่ ใต้โลกแล้ว ต่อให้ไปอยู่ที่วัด หรือไปอยู่ในป่า มันก็มีความสุขอย่างบ้านเรือนอยู่นั่นเอง เพราะว่าคนที่อยู่วัด ก็ยังกระหายดิ้นรนเหมือนกับใจจะขาด อยากจะออกจากกรง เพื่อ กลับไปอยู่ที่บ้าน; ฉะนั้นลำพังวัดหรือสถานที่มันช่วยไม่ได้ มันช่วยได้ก็ต่อเมื่อใจมัน รู้จักมองในด้านใน. เพราะฉะนั้น จะอยู่ที่ไหน มันก็สามารถจะมองโลกลึกในด้านใน และอยู่ เหนือโลกเหนือบ้านเรือน. นี่ ! ถ้าจะดูให้ดีแล้วก็จะต้องรู้สึกว่า เป็นกำไรอย่างยิ่ง ;
น.193 เป็นกำไรอย่างยิ่งที่ได้ความสุขที่ประเสริฐ เพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องลงทุนอะไร เลย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสของท่านไว้ว่า นิพพานนี้ให้เปล่า คือไม่เอาสตางค์ ว่า "ลทฺธา มุธา นิพฺพุตี ภุญฺชมานา" ; ประโยคนี้มีใจความว่า นิพพานนี้ให้เปล่า หรือว่าเป็นสิ่งที่ได้เปล่า ไม่ต้องลงทุน มันมีแต่ทิ้ง ใช้คำว่าทิ้งก็ได้, คือโยนมันเสีย ให้หมดก็แล้วกัน มันก็ได้นิพพานมา. หมายความว่ามีจิตใจอยู่สูงจนไม่ติดอยู่ในโลก โดยประการทั้งปวง. นี่ ! ทำอย่างนี้เท่านั้น คือโยนโลกไปเสียให้หมด มันก็ได้นิพพานมา แทบว่า ไม่ต้อง ทำอะไรและไม่ต้องลงทุนด้วยอะไร อยู่เฉย ๆ อยู่ว่าง ๆ ให้ถูกวิธีเท่านั้น นิพพานก็ได้มา คือปรากฏขึ้น. และที่ร้าย ที่น่าตกใจนั้น คือว่า คนที่มองสิ่งทั้งปวงในด้านนอกนั้น มันจะหลงผิดชนิดที่เห็นงูเป็นปลา ส่วนคนที่มองโลกหรือมองสิ่งทั้งหลาย ในด้านในอย่างถูกต้องนั้นมันเห็นอะไร ตามที่เป็นจริงไปหมด : เห็นงูเป็นงู เห็นปลาเป็นปลา เห็นอะไรก็เป็นอะไรอย่างถูกต้อง ตามที่เป็นจริง คนที่เห็นงูเป็นปลา แล้วก็กอดรัดเอาไว้นี้ มันอันตรายเท่าไรก็พอจะเห็นได้. สำนวนอย่างอื่นก็ว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" มีความหมายเหมือน ๆ กัน แต่อาจจะร้ายแรงไปกว่ากัน คือมีนิทานเล่าว่า คน ๆ หนึ่งเห็นเปรตมีกงจักรอยู่บนหัว พัดเลือดแดงฉาน กลับเห็นเป็นดอกบัว ไปวิงวอนขอเอามาใส่หัวของตน. ที่เล่าเป็น นิทานอย่างนี้ มันเป็นเรื่องเพื่อให้จำง่าย. แต่ความหมายของเขา เขาต้องการจะ อธิบายคำว่าด้านนอกด้านใน. บางคนที่สำคัญผิดเห็นงูเป็นปลา เห็นกงจักร เป็นดอกบัวนี้ หมายความว่ามันเห็นผิดเกี่ยวกับ อารมณ์ทั้งปวง แล้วมันตก เป็นทาสของอารมณ์ แล้วมันยิ่งกว่าติดคุกติดตะราง หรือถูกทรมานในนรกไปเสียอีก.
น.194 เท่าที่ยกตัวอย่างมาเป็นคู่ ๆ ให้ท่านทั้งหลายเห็นนี้ก็พอแล้ว ขืนยกตัวอย่างอีก มันจะค่ำ เพื่อให้เห็นสิ่งที่ตรงกันข้ามว่า มันต่างกันอย่างยิ่ง ; พร้อมกันนั้นก็แสดง ให้เห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักมองในด้านใน เพื่อให้จิตใจนี้เอาตัวรอดอยู่เหนือ สิ่งทั้งปวงได้. ทีนี้เรามามองดูกันถึงอาการที่เรากำลังเป็นผู้ผิด เป็นผู้ทำผิดเสียเองในเรื่องนี้ ดูบ้าง เรามามองดูกันถึงเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นรก สวรรค์ นิพพาน หรือศาสนา ความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรม อะไรเหล่านี้ที่เรา ยกย่องบูชา ปรารถนากันนักนี้ ว่ากำลังเป็นอย่างไร ? กำลังอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง หรือไม่ ? อย่างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ คนโง่ ๆ ก็ถือว่ามันเป็นหญ้าปากคอก นี้มันง่ายเหมือนกับปอกกล้วยใส่ปาก เพียงว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิฯ เสร็จแล้วก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; เขาจึงว่ามันง่าย. แต่ที่จริง นั้นมันเป็นเรื่องเปลือกยิ่งกว่าเปลือก ยิ่งกว่าเปลือกหลายเท่าทีเดียว เพราะนั่นไม่ใช่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เลย มันเป็นเปลือก. การ เห็น หรือ ถึง พระพุทธเจ้า ถ้าเขามองด้านนอกเขาก็จะเห็นถึงขนาด ว่าเห็นพระพุทธรูปนี้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า หรือแม้แต่จะเห็นบุคคลที่เดินได้ เดินโปรด สัตว์อยู่ในอินเดียเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ว่าเป็นพระพุทธเจ้า นี้ก็ยังไม่ถูก พระพุทธเจ้า ท่านห้ามขาดไม่ให้เขลาไปถึงอย่างนั้น โดยตรัสว่า "เห็นธรรมะคือเห็นตถาคต เห็นตถาคตคือเห็นธรรมะ" ไม่ใช่เห็นร่างกายที่เดินไปเดินมาอยู่นั้น. เพราะฉะนั้นคนที่แม้จะเกิดในเมืองพระพุทธเจ้า เกิดในนครกบิลพัสดุ์ มี เยอะแยะมากมายที่ไม่เห็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง เห็นแต่เปลือกของพระพุทธเจ้า แล้ว
น.195 ก็ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า จึงมีคนที่ตั้งหน้าเป็นศัตรู เป็นปฏิปักษ์ล้างผลาญพระพุทธเจ้าอยู่ จำนวนหนึ่งมากมายเหมือนกัน. นี่คือโทษของการที่ไม่มองให้ถูกต้อง หรือเพราะไม่อาจจะมองอย่างถูกต้อง ; อย่างนี้พวกเราก็มีอยู่มาก; แต่ว่าเราจะยกไปให้เป็นเรื่องของพวกเด็ก ๆ หรือคนที่ยัง ด้อยการศึกษา. ที่นี้สำหรับนิสิตของมหาวิทยาลัยนี้จะอยู่ในระดับไหน เป็นเรื่องที่ไป คิดเอาเองก็แล้วกัน. เราจะมองพระพุทธเจ้าที่พระพุทธรูป ; หรือจะมองพระพุทธเจ้า ที่รูปกาย ที่เดินไปเดินมาอยู่ในอินเดียครั้งกระโน้น; หรือว่าจะมอง พระพุทธเจ้าที่ภาวะแห่งความว่าง จากตัวกู ของกู เป็นความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ที่มีประจำอยู่ในจิตใจของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า ธรรมะ ใน ประโยคที่ตรัสว่า "เห็นธรรมะคือเห็นตถาคต เห็นตถาคตคือเห็นธรรมะ" การถึงพระธรรม, เกี่ยวกับพระธรรม ถ้ามองด้านใน ก็จะถึงองค์พระธรรม ได้อย่างน่าชื่นอกชื่นใจ แต่ถ้ามองด้านนอก ก็ติดอยู่ที่เล่มหนังสือใบลานพระไตรปิฎกบ้าง ติดอยู่ที่เสียง ที่ถือกันว่าเป็นเสียงธรรมะ เสียงแสดงธรรมของพระเทศน์บ้าง แล้วติด อยู่ที่พิธีรีตองทางศาสนา หรือ ปฏิบัติธรรมะเป็นท่าเป็นทาง แม้แต่ทำวิปัสสนา ก็มีท่าทางอย่างนี้เป็นต้น มันก็ไปติดอยู่ที่ท่าทางนั้นหมด ไม่ถึงธรรมะ. นี่ ! เรากำลังถึงพระธรรมกันในลักษณะไหน ? สิ่งที่เป็นหัวใจของพระธรรมหรือ พระธรรมที่แท้จริง ก็คือภาวะที่ว่างจากตัวกู ของกู มีความสะอาด สว่าง สงบ อย่างยิ่ง คืออย่างที่มีอยู่ในหัวใจของพระพุทธเจ้าอย่างเดียวกันนั่นเอง. การถึงพระสงฆ์ ถ้ามองด้านนอก ก็คือบุคคล ลูกคนนั้น หลานคนนี้ บวชวัดนั้น บวชวัดนี้ เป็นนั่นเป็นนี่ไปเลย ถ้ามากไปกว่านั้น เห็นแต่ผ้าเหลือง ๆ
น.196 ก็เรียกว่าพระสงฆ์ไปแล้ว คือ ชายผ้าเหลืองก็สมมติเป็นพระสงฆ์ไปแล้วก็มี. อย่างนี้ มันเป็นเปลือก. แต่ว่าการไปหลงเปลือกอย่างนี้มีอยู่มากที่สุด : เช่นไปตั้งข้อรังเกียจ ภิกษุ นักบวช บางองค์บางรูปนี้ แล้วก็พาลหาเรื่องว่าพระสงฆ์เป็นอย่างนี้ไปทั้งหมด อย่างนี้มันเป็นความเขลา และเป็นการตู่พระสงฆ์อย่างยิ่ง. เพราะว่าพระสงฆ์ไม่ได้อยู่ ที่จีวรเหลือง ๆ หรืออยู่ที่คนที่บวช พระสงฆ์ที่แท้จริง คือ ธรรมะหรือภาวะแห่ง ความว่างจากตัวกู ของกู เบาบางจากตัวกู ของกู สะอาด สว่าง สงบ อยู่เต็มที่หรือตามส่วน นั้นคือเป็นธรรมะอย่างเดียวกันกับที่เป็นหัวใจของพระธรรม หรือธรรมะอย่างที่มีอยู่ในหัวใจของพระพุทธเจ้า. เพราะฉะนั้น คนที่มองทะลุข้อที่เท็จจริงถึงที่สุดแล้วเขารู้ว่า ไม่มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่มีสิ่งเดียวเท่านั้น คือเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันเลย ; เปลือกข้างนอกอาจจะเป็นสามอย่างก็ได้ แต่เนื้อในเหมือนกัน เอาเปลือกออก มันก็ เหลือแต่ของสิ่งเดียว คือภาวะที่ว่างจากตัวกู เป็นธรรมะที่เป็นความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ในตัวมันเองโดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับอะไร นี้เรียกว่า “ความว่าง". แม้ในบาลี ก็มีกล่าวว่า "ถ้ากล่าวโดยวัตถุก็เป็นสาม; ถ้ากล่าวโดยปรมัตถ์ คือ เนื้อความ อย่างยิ่ง ใจความอย่างยิ่งก็มีเพียงอย่างเดียว" อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องนรก สวรรค์ คนมองทางวัตถุ ก็สนใจเรื่องนรกอย่างที่เขียนไว้ ตามผนังโบสถ์ เป็นเรื่องนรก ทำทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ ที่แท้ก็เป็นวิธีลงโทษคน ทำผิดในสมัยครั้งพุทธกาล ที่มีอยู่ประมาณ ๓๐ วิธีนั่นเอง. ไปอ่านประวัติศาสตร์ดู อย่างน้อยในสมัยพระเจ้าอโศกนี้ ก็ยังมีการทำทรมานลงโทษนักโทษในลักษณะอย่างนี้ คือเขาเอาอาการที่น่ากลัวที่สุดในการลงโทษนี้ มาวาดภาพเป็นนรก ก็เป็นนรกข้างนอก. บางคนก็ฉลาดถึงกับว่า คุกตะรางอย่างธรรมดานี้ก็คือนรก อย่างนี้ก็ยังเรียกว่านรก ด้านนอก. มันไม่เผาหัวใจมากเหมือนนรกด้านใน.
น.197 นรกด้านใน คือ ความโง่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล นั่นคือนรกที่น่ากลัวกว่า และเป็นนรกที่ ป้องกันยากที่สุด. นรกอย่างที่เขียนตามผนังโบสถ์นั้น เรากล้าท้าเลย ว่าทำอย่างไร เราก็ไม่ตกแน่! แต่ถึงที่นรกจริงอย่างที่ว่านี้ใครบ้างกล้าท้า ? แต่ถ้ามองดูเข้าไปในด้านในแล้ว จะรู้สึกว่าน่าหวาดเสียว มันกำลังเผาอยู่ โดยไม่แสดงอาการเผา, มันกำลังผูกอยู่โดยไม่แสดงอาการผูก, มันล่ามมันมัดอยู่โดยไม่ แสดงอาการล่ามและอาการมัด ; นี่! คือนรกแท้จริง ที่เห็นได้ในเมื่อมองใน ด้านใน. เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ก็จะขมีขมันกุลีกุจอหาที่พึ่ง แล้วก็หาพบได้ง่าย และ ปฏิบัติได้โดยง่าย. ถ้าเราไปมัวหลงนรกข้างนอกอยู่แล้วละก็จะโลเลอยู่เรื่อยไป. สวรรค์ก็เหมือนกัน : สวรรค์ที่แท้จริง มันควรจะเป็นความพอใจ รู้จักสร้างความพอใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้มา ที่เรามีอยู่โดยชอบธรรม หรือโดยธรรม เมื่อมีความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ แล้วมันก็เป็นสวรรค์. ส่วนสวรรค์อย่างที่เขียนไว้ตามผนังโบสถ์ก็เหมือนกันอีกนั่นแหละ เป็นเรื่อง มัวเมาในทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเป็นทาสของอารมณ์อย่างเต็มที่. พวก เทวดาเก่งกว่าพวกมนุษย์อีก พวกคนร่ำรวยก็ทำได้มากกว่าคนยากจน. อย่างนี้เขาก็คิดว่า มันเป็นสวรรค์ เพราะเขามีปัญญาเพียงเท่านั้น แต่มันเป็นสวรรค์ที่เผาลน เป็นความสุก ชนิดที่ "ก" สะกด เช่น ต้มสุก เผาสุก จี่สุก ปิ้งสุก ทำนองนี้ มันไม่ใช่เรื่องของ ความสงบเย็น. ฉะนั้น ความ สันโดษ คือ รู้จักพอใจยินดี ในสิ่งที่มีอยู่ ได้อยู่นี้ ทำให้มีความรู้สึกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เป็นสวรรค์อย่างยิ่งขึ้นมา. ถ้าใครไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ได้มาหรือมีอยู่แล้ว คนนั้นเหมือนกับ ตกนรกทั้งเป็น เป็นคนยากจนอยู่ตลอดกาล แม้เขาจะเป็นเศรษฐีมีเงิน
น.198 ในธนาคาร นับเป็นล้านหรือร้อยล้าน พันล้าน แต่เขาก็เป็นคนจนอย่างยิ่ง เพราะว่ามีแต่ความกระหาย คอแห้งอยู่เสมอ อยากอยู่เสมอ. เพราะฉะนั้นพวกเราจะไป หาสวรรค์ด้วยความสำคัญผิดนั้นไม่ได้ จะต้องหาสวรรค์ด้วยความเข้าใจถูก หรือสำคัญถูก ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "นิพพาน" เราได้ยินคนแก่ ๆ พูดว่าตายแล้วขอให้ไป เกิดในเมืองแก้ว อมตนคร : เมืองแก้วกล่าวคือพระนิพพาน มีปราการเจ็ดชั้น อะไรทำนองนี้ เพราะมีใครสอนเขาอย่างนั้น ว่าเป็นนคร เป็นเมืองอยู่ที่นั่นที่นี่ บางที ก็เอาไปปนกันกับสุขาวดีของฝ่ายฮินดู หรือฝ่ายมหายาน อย่างนี้เป็นนิพพาน. บางคนก็เข้าใจไปว่า นิพพานก็คือสวรรค์นั่นเอง แต่ว่าคูณด้วยสิบ คูณ ด้วยร้อย คูณด้วยพัน คูณให้มาก ๆ เข้าไปก็แล้วกัน ; สวรรค์นี้คูณกำลังสิบ กำลังร้อย กำลังพัน แล้วก็คือนิพพานอย่างนี้ก็มี. นี้คือพวกวัตถุนิยมที่มัวเมาในกามคุณ ไปเอาความหมายของ นิพพานเป็นอย่างเดียวกับสวรรค์ นั่นแหละโทษของการที่มองสวรรค์ด้านนอก ใน ฐานะที่เป็น objective อยู่เรื่อยไป. ทีนี้ทางที่ถูกต้อง สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้นก็คือ ความว่าง สะอาด สว่าง สงบที่สุด เพราะไม่มีความรู้สึกที่เป็นกิเลส หรือเป็น ความทุกข์ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ใกล้เข้ามาถึงสิ่งที่เรามักจะเข้าใจผิดอยู่มาก ก็คือคำว่า ศาสนา ; จะเป็น พุทธศาสนา หรือศาสนาไหนก็ตาม คำว่าศาสนานั้น คนแก่ ๆ ก็หมายถึงวัตถุที่วัด ที่ต้นโพธิ์ ที่พระเจดีย์ คือ หมายถึงสถานที่ เป็นที่นั่น ที่นี่ สถานที่ทางศาสนาตรงนั้น
น.199 ตรงนี้เป็นศาสนา หรือพิธีรีตองต่าง ๆ ที่เขาทำทางศาสนาว่านั่นเป็นศาสนา แล้วก็เป็น ศาสนาตามแบบ เป็นชิ้น เป็นก้อน เป็นวัตถุไปหมด ไม่เป็นศาสนาที่แท้จริงอย่างของ พระพุทธเจ้า. คำว่า "ศาสนา" ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านเล็งถึงสิ่ง ๓ สิ่ง คือความรู้ อย่างหนึ่ง, และการปฏิบัติตามความรู้นั้นอย่างหนึ่ง, และการได้ผลเป็น ความสะอาด สว่าง สงบขึ้นมานั้นอีกอย่างหนึ่ง, รวมกันสามอย่างนี้ เรียกว่า ศาสนา. เรียกเป็นบาลีก็ว่า : เป็นปริยัติธรรม, ปฏิปัตติธรรม, ปฏิเวธธรรม สามอย่างนี้รวมกันเรียกว่าพระศาสนา. เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจะต้องเข้าถึงศาสนา อย่างนี้ และมีศาสนาอย่างนี้ เพื่อความรู้ก็ตาม เพื่อปฏิบัติก็ตาม เพื่อเอาเป็นที่พึ่งก็ตาม ต้องมีศาสนาอย่างนี้ นี้เป็นคำกล่าวที่กว้างที่สุด และใช้ได้แก่ศาสนาทั้งปวง. ทีนี้เรามาถึงเรื่องเบ็ดเตล็ด เป็นคำเบ็ดเตล็ด แต่ว่าสำคัญมาก เป็นสิ่งที่ สำคัญแก่มนุษย์เรามาก เป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์ และความสุขทีเดียว เช่นว่า ความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรมเหล่านี้ ลองคิดดูว่าอะไรเป็นความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรม. ความงาม ทางฝ่ายวัตถุ นั้น คงจะเข้าใจกันได้ดีมาก ว่าความงามทาง ฝ่ายวัตถุก็คือรูปงาม ; บางคนเอาความงามของร่างกายเป็นอาชีพก็มี จึงได้นึกหลงใหล กันในความงามมากถึงอย่างนั้นทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายที่เป็นเจ้าของความงาม และผู้ที่จะ มาซื้อหาความงามจากบุคคลนั้น อันนี้ก็คือความงามที่วัตถุที่ร่างกาย หรือที่เนื้อหนัง ทีนี้ ความงาม เพราะว่าเขาร่ำรวย บางคนก็เอาความงามที่ร่ำรวย เพราะมีทรัพย์มาก อย่างนี้ก็มี. ทีนี้บางคนก็วัดความงามที่มีวิชาความรู้สูง ; งาม อย่างนี้ก็มี.
น.200 อย่างที่เขาจะเลือกคู่ครองอย่างนี้ จะต้องนึกถึงรูป นึกถึงทรัพย์ นึกถึง วิทยฐานะอะไรทำนองนี้ แต่ว่าความงามเหล่านี้ มันเป็นเรื่องวัตถุ และมองกันใน ด้านนอก หรือภายนอกเท่านั้น. ส่วน ความงามที่แท้จริงนั้น เป็นเรื่องทางภายในด้านจิตใจ คือ ความงามของธรรมะที่มีอยู่ในบุคคลนั้น คือเขางามด้วยอำนาจของธรรมะที่มีอยู่ ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจของเขา ไม่คำนึงถึงรูป หรือทรัพย์สมบัติหรือ วิทยฐานะเลย ; ถ้ามันมีหมด มันก็ยิ่งงามทั้งข้างนอกข้างใน. แต่ถ้าจะต้องเลือกเอา อย่างเดียวแล้ว จะเลือกเอาอย่างไหน ? ไปคิดดูกันเอง. เรื่องของความดี พวกวัตถุนิยมก็ต้องเอาว่า "ได้" นั่นแหละดี ได้มา เป็นของกู เป็นตัวกูแล้ว นั่นแหละดี; อย่างอื่นไม่ดี. นี่ ! ขอให้ดูไปเถิด ดูที่เราเอง ดูที่คนอื่น ดูที่คนทั้งเมือง ว่าเขากำลังเอาอะไรเป็นความดี; เขากำลังเอาสิ่งที่ได้ หรือการได้นั้นเป็นความดีหรือเปล่า ? บางคนก็เอาตามที่โลกเขานิยมกันว่าดีก็แล้วกัน เพราะเขาว่าดีกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว เราจะไปไม่ดีอยู่คนเดียวอย่างไรได้; อย่างนี้ก็มี. แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ว่าอย่างนั้น คนทั้งเมืองจะว่าอย่างไร ฉันไม่รู้ ; ถ้าดีมันต้องดีจริง และดีจริงอย่างยิ่ง ก็ตรงที่มันไม่เศร้าหมอง มันไม่เร่าร้อน มันไม่ทุกข์ร้อน มันไม่โง่เขลา, มันต้องดีอยู่ที่ความ สะอาด สว่าง สงบ ด้วยเหมือนกัน. บางคนเป็นเอามากกว่านั้นอีก คือ โลกนิยมนั้นมันยังเป็นสมัย ๆ อีกด้วย ซ้ำไป อย่างแบบเสื้อหรืออะไรอย่างนี้มันยังเป็นสมัย ๆ ชั่วเวลาไม่กี่เดือน. ทีนี้ความดี อย่างอื่นก็เหมือนกัน ที่โลกเขานิยมแล้ว ยังเป็นสมัย ๆ เป็นเฉพาะถิ่นเฉพาะแห่งไปก็มี.
น.201 บางคราวเขานิยมว่า นั่นนี่เป็นดี พอถึงคราวอื่นเขาไม่นิยมเสียแล้ว. นี่เป็นความดี อย่างหลอกลวง อย่างมายา ตามประสาของโลก. ส่วนความดีที่แท้จริงที่มนุษย์ ควรจะได้ให้ทันในชาตินี้นั้น ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่า ความสงบเย็นชนิดที่ หาจากทางอื่นไม่ได้ นอกจากจะหาจากธรรมะอย่างเดียว จึงจะเรียกว่าเป็น ความดี. ถ้าพูดถึง ความจริง คนมันมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย เป็นเครื่องสัมผัส เพราะฉะนั้นมันก็จริงเท่าที่เขาสัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายของเขาเอง คือเท่าที่เขา พิสูจน์ได้ ทดลองได้ทางวัตถุ ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าความจริงของชาวโลก ที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะนั้น มันก็คือเท่าที่เขาเห็นหรือเขารู้สึก หรือเขาเชื่อว่ามันจริง. เพราะฉะนั้นมันจึงถูกหลอกด้วยอารมณ์ หรือแม้แต่ถูกหลอกด้วยเหตุผล ที่มัน เปลี่ยนแปลงได้ เป็นความจริงในขณะหนึ่ง และไม่เป็นความจริงในอีก ขณะหนึ่ง. แม้แต่กฎวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นั้น ผู้ศึกษาก็รู้ได้ดีว่า มันเปลี่ยน อยู่บ่อย ๆ ครั้งหนึ่งสมมุติว่า จริงอย่างยิ่ง กฎวิทยาศาสตร์ข้อนี้ แล้วต่อมาก็ไม่จริงแล้ว. นี้เพราะว่ามันจริงเท่าที่เขารู้สึกได้ด้วยตัวเขาเฉพาะขณะนั้นเวลานั้น ด้วยเหตุผลอย่างนั้น ด้วยการพิสูจน์ทดลองอย่างนั้นเท่านั้น. อย่างนี้ยังไม่ใช่ธรรมะเลย เป็นความจริงอย่าง โลก ๆ ทางภายนอก. ความจริงที่แท้จริงมันต้องจริงชนิดที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าทุกข์ก็ต้อง ทุกข์จริง ถ้าไม่ทุกข์ก็ต้องไม่ทุกข์จริง ถ้าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ต้องให้เกิดทุกข์จริง ๆ ไม่หลอกใคร ; และถ้าดับทุกข์ได้ก็ต้องดับทุกข์ได้จริง ๆ แล้วก็ไม่หลอกใคร นี่! จึง จะเรียกว่าความจริงที่ประเสริฐของพระพุทธเจ้า หรือของพระอริยะเจ้า. ขอให้เรามอง ความจริงหรือสิ่งที่จริงกันในลักษณะเช่นนี้.
น.202 ความมุ่งหมายของการศึกษาทั่วไป ทั้งหมดทั้งสิ้นก็เพื่อเข้าถึงความจริง ; ความมุ่งหมายของปรัชญาทั้งหมดทั้งสิ้น ก็มุ่งหมายเพื่อจะเข้าถึงความจริง ; แต่ทีนี้ การศึกษาหรือปรัชญาแขนงนั้น ๆ หรือสิ่งนั้นมันไม่สมบูรณ์ มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้ว มันถึงกับป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ก็มี นี่ ! แล้วมันจะจริงหรือเข้าถึงความจริงได้อย่างไร. ทีนี้เราก็เอาเรื่องที่สำคัญที่สุดมาเป็นตัวเรื่อง เช่นเรื่องความทุกข์ และ เรื่องดับทุกข์ เราค้นหาความจริงของเรื่องนี้ให้พบ นี้มันจึงจะพบของจริง และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด. ส่วนของจริงที่ไม่มีประโยชน์ หรือว่าเพราะไม่อาจจะเอามาใช้เป็นประโยชน์อะไรได้นั้น ก็มีอยู่เยอะแยะ. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า ฉันบอกแกกำมือเดียวเท่านั้น ที่ไม่ บอกอีกเยอะแยะ. ที่จำเป็นจะต้องบอกกันนี้กำมือเดียว ซึ่งกล่าวให้ฟังแล้วแต่ วันแรกว่าจริงแท้ด้วย แล้วก็กำมือเดียวเท่านั้น แล้วก็มีประโยชน์ทั้งหมดทั้งสิ้น. คำสุดท้ายที่จะพูดคือ "ความยุติธรรม" หรือความเป็นธรรม ในโลกนี้ อำนาจอาจจะเป็นยุติธรรม หรือเป็นธรรมขึ้นมาเมื่อไรก็ได้, หรือว่าตัวประโยชน์ นั่นแหละ อาจจะเป็นความยุติธรรมขึ้นมาเมื่อไรก็ได้, หรือว่าวัตถุพยานเท่าที่เขาจะหา มาได้เท่านั้น ที่จะให้เป็นเหตุผลแก่ความยุติธรรม. ทีนี้ถ้าพยานมันเท็จ หรือมันไม่ อาจจะรู้ได้ว่าพยานเท็จแล้ว ความยุติธรรมนั้นมันก็หลอกทั้งที่ไม่รู้. เพราะฉะนั้นความยุติธรรมที่แท้จริงนั้นจึงหาไม่ได้ ถ้าไม่เกี่ยวกับธรรมะ ; ถ้ามันเป็นเรื่องโลกแล้วมันก็เป็นความยุติธรรมไปตามแบบของโลก ความยุติธรรม อย่างโลก ๆ เป็นเรื่องด้านนอกเสมอไป ; แต่ถ้าธรรมะแล้วมันไม่เข้าใครออกใคร เด็ดขาดโดยประการทั้งปวง. เช่นกฎแห่งกรรมก็ดี กฎแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็ดี เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางให้ถึงความดับทุกข์
น.203 ก็ดี เหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เด็ดขาดและยุติธรรมอย่างยิ่ง ไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่มีผู้ได้สิทธิ พิเศษหรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นธรรมชาติที่มีอำนาจเด็ดขาดตายตัว, ขอให้เรารู้จักมองเอาความยุติธรรม ชนิดที่อาจจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ นั่นแหละมาเป็นที่พึ่งแก่เรา. อย่าได้มัวลุ่มหลง คือไปรัก หรือไปโกรธความยุติธรรม ที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของโลก เพราะว่าความยุติธรรมของโลกแล้ว มันจะต้องเป็นอย่างนั้น. บางคราวเราจะไม่เห็นด้วย บางคราวเราจะคัดค้าน บางคราวเราจะไปดีใจด้วย บาง คราวเราก็จะต้องร้องไห้ เพราะความยุติธรรมนั้น อย่างนี้ไม่ไหว ; เราไม่ยอมร้องไห้ ไม่ยอมดีใจ ไม่ยอมตื่นเต้น ไปตามเรื่องของโลก คงยึดหลักธรรมะ เป็นหลักที่ให้ ความเป็นธรรมดีกว่า แล้วเราจะหัวเราะข้างใน ไม่ใช่หัวเราะข้างนอก คือจะยิ้มอยู่ ภายในได้เสมอไป นั่นแหละคือไม่ทุกข์. ทีนี้อยากกล่าวอีกสักนิดหนึ่งถึง เรื่องเครื่องราง เครื่องรางข้างนอก เครื่องรางข้างในอีกนั่นเอง : เครื่องรางข้างนอกก็แขวนไว้ที่คอบ้าง ผูกไว้ที่หน้าผากบ้าง ที่สะเอวบ้าง แล้วแต่จะมีกัน มากมายจนไม่ต้องอธิบาย แต่มันคุ้มอะไรได้บ้าง ? เราไปดูที่ศพของคนถูกฆ่าที่แขวนเครื่องรางอย่างนี้ก็ได้ หรือคนที่ยังเป็น ๆ อยู่นี้ มันทุกข์ร้อนยิ่งกว่าถูกไฟเผาเสียอีก มันกลัดกลุ้มร้อนรุมมากขึ้น ก็เอาเครื่องราง มาแขวนมากขึ้น รดน้ำมนต์มากขึ้น ทำอะไรมากขึ้น มันก็ยิ่งร้อนมากขึ้นไปกว่านั้นอีก และมันยิ่งโง่มากไปกว่าเดิมอีก พร้อมกันไปในตัว. นี่ ! อานิสงส์ของเครื่องรางข้างนอก อย่างด้านนอก. ทีนี้ อานิสงส์ของเครื่องรางอย่างด้านใน ของพระพุทธเจ้านั้น ตรง กันข้าม ถ้าใครมีมาแขวนไว้เป็นสงบเย็น สะอาด สว่าง สงบขึ้นมาทันที; แต่ถ้า
น.204 ถึงที่สุด คือเครื่องรางชั้นสูงแล้ว ว่างไปเลย ไม่มีอะไรมาแผ้วพาน ให้ระคายขนได้ แม้แต่สักเส้นเดียว นี่เครื่องรางของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้. ทั้งหมดเท่าที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นลักษณะอาการของการที่จะทำความ เข้าใจกัน ในการที่จะมองด้านนอกหรือจะมองด้านใน ? มองอย่างไร ? และอันไหน มีความจำเป็นกว่า ? และเมื่อภักดีต่อพระธรรม หรือต่อพระศาสนา หรือต่อ พระพุทธเจ้าแล้ว มันไม่มีทางอื่น นอกจากรีบหัดมองด้านในกันเสียเท่านั้น ; และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะต้องเอาความดับทุกข์ในด้านใน ความดับทุกข์ที่จะดับทุกข์ ได้จริง ต้องเป็นเรื่องของความดับทุกข์ที่เป็นด้านใน และดับทุกข์ภายใน. เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่วัตถุศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่พิธีรีตองศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่อำนาจศักดิ์สิทธิ์ บุคคลศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ว่าต้องเป็นธรรมะอันศักดิ์สิทธิ์ ธรรมะที่แท้จริงเป็นสัจจธรรม เราไม่ต้องพูดถึงศักดิ์สิทธิ์หรอก เพราะมัน ยิ่งกว่าศักดิ์สิทธิ์ คำว่าศักดิ์สิทธิ์นี้มีค่านิดเดียวไปทันที หรือน้อยไปทันทีในเมื่อเอา เข้าไปเทียบกับคำว่าธรรมะ เพราะว่าธรรมะนี้มันยิ่งกว่าศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นเลิกวัตถุศักดิ์สิทธิ์ พิธีศักดิ์สิทธิ์ บุคคลศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะไรอย่างนั้นกันเสียบ้างก็จะดี เพราะว่าถ้าไปมัวศักดิ์สิทธิ์อยู่แต่ที่นั่นแล้ว จะไม่พบ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง คือธรรมะ. เราจะไปมัวหวังพึ่งหรือนอนใจไว้ใจ อยู่แต่ กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างนอก ๆ เปลือก ๆ นี้ มันจึงเลยเข้าไม่ถึงเนื้อใน ก็กิน เปลือกมังคุดไปเรื่อย ไม่ได้กินเนื้อมังคุด : คือไม่ได้รับผลที่น่าชื่นใจ ทั้งที่มันมีอยู่ ในโลก และทั้งที่ธรรมชาติก็สร้างมาสำหรับเรา และสร้างเรามาสำหรับให้มีความสามารถ เพียงพอที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทั้งสิ้น.
น.205 นี่คือประโยชน์หรืออานิสงส์ของการที่เราจะมองในด้านใน ให้เข้าถึง essence ที่ห้า หรือเข้าถึง essence ที่หก คือความว่างได้ มันก็ยิ่งดี ; เรียกว่าเป็น การมองในด้านใน เข้าถึงใจความ หรือศูนย์กลางของสิ่งทั้งปวง ; แล้วในที่สุดก็จะ ถึงความเป็นอันเดียวกันกับความว่าง ว่างจากตัวกู ของกู. นี่ ! ทั้งหมดนี้เป็นผล เป็นอานิสงส์ของการที่จะรู้จักมองในด้านใน เข้าถึง ภาวะที่เป็น subjectivity จะเป็นภาวะที่ปรากฏต่อเมื่อมองกันในด้านใน และเป็นไปในลักษณะของฝ่ายที่กระทำ ไม่ถูกกระทำ แต่เป็นฝ่ายกระทำ คือเป็นผู้ชนะตลอดกาลนั่นเอง แล้วเราก็เป็นผู้ชนะไม่พ่ายแพ้ สมกับที่เป็นลูกศิษย์ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีนามว่าผู้ชนะ. ชินะ แปลว่าผู้ชนะ เช่นชินสีห์ก็แปลว่าราชสีห์ ผู้ชนะ เช่น ชินราชก็เป็นพระราชาผู้ชนะ ; คำว่า "ชินะ" นี้เป็นชื่อเฉพาะชื่อหนึ่ง ของพระพุทธเจ้าด้วย. เพราะฉะนั้นเราจึงถือว่าท่านเป็นผู้ชนะสิ่งทั้งปวง เราอาศัยวิธีของท่านเรา ก็เป็นผู้ชนะสิ่งทั้งปวงได้ และ ทั้งหมดนี้ก็สำเร็จมาได้จากความฉลาด สามารถ มองในด้านใน ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. อาตมาขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa