น.206 การบรรยายได้ดำเนินมาถึงครั้งที่ ๕ ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตว่า การ บรรยายทุกคราว เรามุ่งกล่าวถึงสิ่งที่จะต้องมองกันในด้านใน หรือในด้านจิตใจทั้งนั้น และอาตมาก็ยังได้กล่าวถึงวิธีการมองด้านในไว้แล้วครั้งหนึ่งเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้าใจการ มองในด้านในของทุก ๆ สิ่ง จึงจะสามารถเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านกล่าว ถึงสิ่งทั้งปวงในด้านใน เพราะว่าท่านเป็นผู้มองสิ่งทั้งปวงในด้านใน นั่นก็คือธรรมะหรือ กฎความจริงของสิ่งทั้งปวง. ตัวสิ่งทั้งปวงอาจจะมีรูปร่าง แต่ว่ากฎของสิ่งทั้ง ปวงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าธรรมะจึงไม่มีรูปร่างที่จะสัมผัส ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้น ; เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่ต้องมองด้วยปัญญา เสมอไป. ถ้าจะเรียกว่าตา ก็เรียกกันว่า "ปัญญาจักษุ" จักษุคือปัญญา หรือบางที ก็เรียกว่า “ธรรมะจักษุ" คือจักษุสำหรับเห็นธรรมะ จักษุในธรรมะ จักษุต่อธรรมะ ดังนี้เป็นต้น. และอาตมาจะได้กล่าวในลักษณะเช่นนี้เสมอไปเพื่อความรวบรัด และได้ ๑๘๑
น.207 กล่าวในลักษณะที่เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะต้องมองน้อมเข้าไปในตัวเองทั้งนั้น ไม่มีอะไร ที่อยู่นอกตัวเราเอง สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องความทุกข์ก็ดี เหตุให้ เกิดความทุกข์ก็ดี ภาวะแห่งความดับสนิทของความทุกข์คือนิพพานก็ดี และ วิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงภาวะอันนั้นก็ดี ล้วนแต่มีรวมอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณ วาหนึ่งนี้พร้อมทั้งสัญญาและใจ; หมายความว่าร่างกายที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่ร่างกาย ที่ตายแล้ว. ต้องในร่างกายที่มีชีวิต จึงจะมีความจริงที่เป็นตัวธรรมะทุกอย่าง รวมอยู่ ในนั้น ให้เรามองเห็นได้ เข้าใจได้ หรือถึงได้ด้วยใจอีกนั่นเอง. สำหรับครั้งนี้จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกกันว่า "ทางสายกลาง" คำนี้โดย ที่แท้ก็เป็นชื่อของพุทธศาสนา เพราะว่าคำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสาย กลางนั่นแหละคือตัวพระพุทธศาสนาแท้ ; แม้จะเรียกว่าพรหมจรรย์ สิ่งที่เรียกว่า "พรหมจรรย์" ก็ยังได้แก่มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นเมื่อ กล่าวว่า "ทางสายกลาง" ท่านจะต้องทำความรู้สึกว่า หมายถึงทางในทางจิตใจ ไม่ใช่ทางทางวัตถุที่จะเดินด้วยเท้าเหมือนที่เราเดินกันอยู่ ; แต่ว่าเป็นทางในทางฝ่าย นามธรรม เป็นทางที่จิตใจเดิน ; หรือถูกกว่านั้นอีกก็ต้องว่าเป็นทางที่สติปัญญาเดิน หรือทิฏฐิความคิดความเห็น หรือความเชื่อเป็นต้นเดิน; นี้ ท่านเรียกว่า "ทาง". เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนี้ ? ถ้าทราบความจริงแล้วมันก็อธิบายได้ง่าย นิดเดียว ซึ่งท่านทั้งหลายก็ควรจะได้ทราบไว้ด้วยว่า ศัพท์ทางธรรมะหรือจะเรียกว่าคำ บัญญัติเฉพาะคือ technical term ก็ตาม ในทางธรรมะนั้น ล้วนแต่เอาคำธรรมดา ที่พูดกันอยู่ตามชาวบ้านทั้งนั้นนำมาใช้เรียก แล้วก็เปลี่ยนความหมายใหม่, แม้ที่สุดแต่ คำว่า "นิพพาน” ก็หมายถึงอาการที่ของร้อน ๆ ดับเย็นลงไป เช่นไฟดับเย็นลงไป, หรือแม้ที่สุดแต่ข้าวต้ม ที่กำลังร้อนแล้วเย็นลง อย่างนี้ในภาษาบาลีตามธรรมดาก็ใช้คำ คำเดียวกันกับคำว่า "นิพพาน" เมื่อชาวบ้านพูดกันอยู่ตามบ้านเรือนหรือในครัว.
น.208 เพราะฉะนั้นเราอย่าได้หลงยึดถือ ถึงกับว่าคำนั้นเป็นคำพิเศษมาจากสวรรค์โดยเฉพาะ. แต่ท่านผู้สอนธรรมะนั้นได้เอาคำที่ทุกคนรู้จักกันดี ตามบ้านตามเรือนมาเป็นคำสำหรับ เรียกชื่อธรรมะ ซึ่งพออธิบายนิดหน่อยก็เข้าใจได้. เช่นคำว่า "เย็น" นี้; ใคร ๆ ก็รู้ดีว่าคำว่า "เย็น" นี้ มันหมายความว่าอย่างไร ? ถ้าว่าเย็นทางธรรมะ ก็คือเย็น ทางจิตใจ เพราะกิเลสที่เป็นเหมือนกับไฟนั้นไม่มาทำให้เร่าร้อน; พอพูดอย่างนี้มัน เข้าใจได้เร็วดีกว่าจะไปเอาคำอื่นที่คนเขาไม่รู้เรื่องมาพูด. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ท่านจึงได้ใช้คำอย่างนี้ทั้งหมดเช่นเดียวกับศาสดาองค์ก่อน ๆ ก่อนพระพุทธเจ้า เพราะ เหตุผลอย่างที่กล่าวแล้วนั้นอย่างหนึ่ง และเพราะเหตุผลที่ว่าเขากล่าวอย่างนั้นกันอยู่แล้ว เขาเรียกอย่างนั้นกันอยู่แล้ว เขามุ่งหมายที่จะได้สิ่งเหล่านั้นกันอยู่แล้ว เช่นคำว่า "นิพพาน" อย่างนี้ เขาพูดกันมานานก่อนพระพุทธเจ้า เขามุ่งหมายสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ซึ่งหมายถึงความเย็นหรือความที่ไม่ร้อยรัดเสียบแทง. ทีนี้ต่างคนต่างอธิบายคำว่านิพพาน ไปตามความคิดความเห็นของศาสดาองค์นั้น ๆ : อย่างบางองค์เอาความสมบูรณ์ทาง กามารมณ์เป็นนิพพานก็มี, เอาความสงบเย็นของฌาน ของสมาบัติเป็นนิพพานก็มี, แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เอาอย่างนั้น ท่านเอาความที่จิตสงบเย็นเพราะไม่มีกิเลสโดยสิ้นเชิง ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด แล้วก็ไม่เกิดกิเลสเลย และมีความเย็น อย่างนี้เป็นนิพพาน. ทีนี้เรื่องของ "ทาง" ก็คือทางสำหรับเข้าถึงความเย็นอย่างนั้น เพราะ ฉะนั้นจึงได้แก่ทางปฏิบัติ แนวของการปฏิบัติ หรือสายของการปฏิบัติที่จะต้องปฏิบัติ พร้อมกันไปทางกาย ทางวาจา ทางใจ เพื่อถึงจุด ๆ นั้น. และคำว่า "ทาง" นี้ ใช้กันมากในลัทธิอื่นก็ใช้ แม้แต่คำว่า "เต๋า" ของจีนก็ยังแปลว่า "ทาง". ศาสนา โซโรสเตอร์ก็มีใช้คำว่า "ทาง" นี้ ซึ่งหมายถึงตัวศาสนาหรือตัวพรหมจรรย์อย่างนี้ เป็นต้น. เพราะฉะนั้นเราจงเข้าใจว่าคำว่าทางนี้ ไม่ใช่คำพูดเล่น ๆ หรือว่าจะเข้าใจได้ ทันที มันเป็นคำพูดที่หมายถึงตัวศาสนาทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาแล้วเดินไป ให้ได้.
น.209 ทีนี้จะได้กล่าวถึงคำว่า "สายกลาง" เมื่อพูดว่า "ทางสายกลาง" ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่คงรู้สึกว่าเป็นคำที่ชินหูกันอยู่ไม่น้อย เพราะในประเทศอย่าง ประเทศไทยเรานี้ มีวัฒนธรรมที่เนื่องมาด้วยพระพุทธศาสนา ; ความหมายของคำ ๆ นี้ หรือคำ ๆ นี้ย่อมคุ้นเคยกันมาก อย่างจะพูดอะไรก็ว่า "ทำโดยสายกลางนะ อย่า ให้มันตึงเกินไป หย่อนเกินไป" เป็นทำนองนี้ ก็เอาอย่างมาจากเรื่องของพระ พุทธเจ้าที่ว่า แม้ในการทำความเพียรเพื่อตรัสรู้ ท่านก็ถือหลักสายกลาง. แต่ด้วยเหตุ ที่เรามักจะนึกอะไร ๆ เร็วเกินไปว่า “เข้าใจ ๆ" แล้วก็ไม่สนใจมากไปกว่าที่เข้าใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคำว่า "สายกลาง" ของเรา มันจึงเป็นไปแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ. มัน ก็ถูกเหมือนกัน ไม่ใช่ผิด มันก็ตั้งต้นไปตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ต้องไปจนถึง เรื่องที่ลึกซึ้งที่สุด ซึ่งก็ในความหมายว่า "สายกลาง" อยู่นั่นเอง. อาตมาอยากจะบอกไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าจะพูดว่า "เดินสายกลาง" อย่างนี้ละก็ ในชั้นลึกสุดนั้น มันหมายถึงกับว่า การที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวงหรือโลก ทั้งโลกนี้ด้วยจิตที่ไม่ยึดถือ เป็นใจความสำคัญอยู่ตรงนี้ จึงจะชื่อว่าผู้นั้นเดินทางสาย กลาง. การที่ จิตเป็นอิสระ ไม่เข้าไปยึดถือสิ่งใดเป็นตัวตน เป็นของตน ไม่ตกเป็น ทาสของสิ่งใดนั่นแหละ เรียกว่า ผู้นั้นรู้จักเดินอยู่ในทางสายกลาง ไม่เข้าไปติดนั้น ไม่เข้าไปติดนี่ ทั้งทางซ้ายหรือทางขวา. นี่ดูความหมายของคำว่า ทางสายกลาง ในอันดับสุดท้าย ทีนี้เราจะตั้งต้นมองกันไปตั้งแต่ขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ก็จะดีเหมือนกัน และอีกอย่าง หนึ่งก็เพื่อจะป้องกันความเข้าใจผิด ที่อาจเกิดขึ้นจากคำบรรยายครั้งที่แล้วมา; และ พร้อมกันนั้นก็จะถือเอาหลักที่บรรยายในครั้งที่แล้วมา มาชี้ให้เห็นถึงความเป็นสายกลาง. "ทางสายกลาง" หรือ "ความเป็นกลาง" นี้ อย่าเอาไปปนกับคำว่า ครึ่ง ๆ กลาง ๆ. ถ้าทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้น มันเป็นเรื่องของคนโง่ หรือคนที่ทำ
น.210 อะไรไม่สำเร็จ เพราะเป็นคำที่รู้กันอยู่แล้วว่าใช้ไม่ได้ ทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันใช้ ไม่ได้ ; หรือบางคนอาจจะพูดว่าคุ้มดีคุ้มร้าย คือครึ่งดีครึ่งร้ายนี้ แล้วจะเอาเป็นทาง สายกลาง อย่างนี้ยิ่งร้ายใหญ่ เพราะคำว่าคุ้มดีคุ้มร้ายนั้นมันใช้ไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่า ครึ่งดีครึ่งร้าย แล้วก็จะอยู่เป็นทางสายกลาง อยู่ตรงกลางอย่างนั้นไม่ใช่ นั้นมันเป็น ไปทางฝ่ายผิดในระดับหนึ่งทีเดียว. เพราะฉะนั้นคำว่าทางสายกลาง จึงไม่ใช่คำว่า ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือคุ้มดีคุ้มร้าย หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งยังมีอีกมาก ; เรากันออก ไปเสียเลย ไม่ข้องแวะกันเลย. ทีนี้เรามาเทียบคำคู่ อย่างที่อธิบายในปาฐกถาคราวก่อน ในระหว่าง คำว่า "มี" กับคำว่า "ไม่มี" คำว่ามีเราก็ชอบกันโดยมาก ชอบที่จะมีนั่นมีนี่ ; แต่คำว่าไม่มีเราไม่ชอบ. แต่แล้วคำว่า "มี" นี่ก็เป็นมูลเหตุของความทุกข์ แล้วเราจะ ทำอย่างไร จึงจะเดินอยู่ในสายกลางระหว่าง "ความมี" กับ "ความไม่มี" ฉะนั้น ถ้าถือตามหลักธรรมะแล้วเราจะต้อง "มีโดยไม่ยึดถือว่ามี" มันมีอะไร ๆ ก็มี มีทั้งนั้นเลย แต่ไม่ต้องยึดถือว่าตัวเรามี หรือมีเป็นของเรา ; หรือถ้าจัดขึ้นมาก็เป็น ตัวกูมี มีเป็นของกูทำนองนี้; ให้มีโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นว่ามี. นี้มันหมายความว่า เราจะมองกันในแง่มีก็มี และจะมองกันในแง่ไม่มีก็ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ ยึดถือว่ามี ซึ่งมันมีค่าเท่ากับไม่มี โดยทางความรู้สึกคิดนึก ; มันมีในทาง สมมติ คือตามที่ขนบธรรมเนียมประเพณี ตามกฎหมาย ที่ว่าสิ่งนั้นมันเป็นกรรมสิทธิ์ ของคนนี้ คนนี้มีสิทธิครอบครองอย่างนี้ มันก็มีตามกฎหมายสมมติ แต่ในใจจริง ของคน ๆ นั้น ที่เขารู้ธรรมะนั้นเขาไม่คิดว่ามี เขาไม่ยึดมั่นถือมั่นว่ามี แม้เขาจะรู้สึก หรือรับรู้ว่ามี แต่ในด้านลึกของวิญญาณหรือจิตใจของสติปัญญานั้น ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า เรามีหรือมีเป็นของเรา. นี่เรียกว่าท่านรู้จักปฏิบัติเป็นทางสายกลางต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ท่าน มีอยู่บนบ้านเรือนเต็มไปหมด ในฐานะว่ามันไม่มี คือไม่มีด้วยความยึดถือ มีตามสมมติ.
น.211 อย่างนี้ต่างหากจึงจะเรียกว่ารู้จักวางจิตเป็นกลาง ซึ่งหมายถึงมัน เดินอยู่ในสายกลาง ในกรณีที่เกี่ยวกับการมีและไม่มี. ในคู่ต่อไปจะกล่าวถึง เปลือก กับ เนื้อ. เปลือกกับเนื้อนั้น ถ้าคนหลงมาก ๆ ก็จะถึงกับเกลียดเปลือกแล้วก็รักเนื้อ แต่ว่าคนที่เดินสายกลางแล้ว ถึงเขาจะใช้เปลือกก็ใช้ อย่างเปลือก เกี่ยวข้องกับเปลือกก็เกี่ยวข้องอย่างที่เป็นเปลือก; ถ้าใช้เนื้อหรือเกี่ยวข้อง กับเนื้อ หรือบริโภคเนื้อก็ใช้อย่างที่มันเป็นเนื้อ; ใช้เปลือกอย่างเปลือก ใช้เนื้ออย่างเนื้อ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเดินสายกลาง. เพราะได้กล่าวมาแล้วว่าเปลือกกับเนื้อนั้น เป็นสิ่งที่ แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันแล้วมันก็สูญหายไปหมดทั้งสองอย่าง. เปลือกก็รักษาเนื้อ เนื้อก็เป็นประโยชน์ต่อผู้มีทำนองนี้. เพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติให้ถูกทั้งต่อเปลือก และต่อเนื้อ จึงจะเรียกว่าเป็นคนเดินสายกลาง. เช่น ต่อร่างกายเราจะปฏิบัติอย่างไร ที่เป็นเหมือนเปลือก; ต่อจิตใจ ต่อสติปัญญา เราจะต้องปฏิบัติอย่างไรที่เป็นเหมือน เนื้อ. หรือจะให้ง่ายลงไปอีกจนถึงกับคนธรรมดาเข้าใจก็ว่า อย่างภาชนะที่ใส่อาหาร กับอาหารที่อยู่ในภาชนะนั้น เราจะต้องปฏิบัติต่อมันให้ถูกต้อง ทั้งที่จะปฏิบัติต่อจาน หรือชามที่เป็นภาชนะ และทั้งต่อสิ่งที่มีอยู่ในจานหรือชาม. อย่างผลไม้ก็เหมือนกัน ต้องรู้จักจัดการกับเปลือก ให้ถูกต้องกับเรื่องของเปลือก หรือจัดการกับเนื้อให้ถูกต้อง กับเรื่องของเนื้อ ; อย่างนี้ก็เป็นผู้เดินอยู่ในทางสายกลาง. นี่แหละต้องการจะให้ เข้าใจความหมายของคำว่า ทางสายกลาง ในลักษณะเช่นนี้. ทีนี้คู่ที่ได้ชี้ให้เห็นในวันก่อนว่า พระพุทธเจ้าในส่วนเปลือก และ พระพุทธเจ้าในส่วนเนื้อ. ธรรมะจริง คุณธรรมที่แท้จริง คือความสะอาด สว่าง สงบ นั่นเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงในส่วนในหรือส่วนเนื้อ; ส่วน พระพุทธรูป หรือว่าองค์ร่างกายของพระพุทธเจ้า ที่เดินไปมาได้อยู่ในอินเดีย เมื่อ ๒๐๐๐ กว่าปีนั้นเป็นพระพุทธเจ้าส่วนเปลือก. แต่เราก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อเป็นประโยชน์
น.212 แก่ส่วนเนื้อ เช่นว่ามีพระพุทธรูปนี้ ต้องมีให้ถูกตามวัตถุประสงค์ของพระพุทธรูป คือว่าอย่างน้อยที่สุด เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งเป็นที่มุ่งหมายของอนุสาวรีย์ อันนี้ คืออนุสาวรีย์อันนี้เขาสร้างขึ้นเพื่อมุ่งหมายถึงใครแล้ว ก็จะต้องใช้วัตถุอนุสาวรีย์นี้ ให้เราเข้าถึงในสิ่งที่เขามุ่งหมาย. ถ้าหมายถึงพระพุทธเจ้าที่เสด็จเดินไปมาได้อยู่ในอินเดีย ครั้งกระโน้น เราก็มุ่งหมายถึงพระพุทธเจ้าในชั้นเปลือกที่รองลงไปอีก คือเปลือกชั้นใน. ทีนี้ถ้าหลังจากเปลือกชั้นในก็ถึงพระพุทธเจ้าองค์จริง ที่ตรัสว่า เห็นธรรมะ คือ เห็นตถาคต เห็นตถาคต คือเห็นธรรมะ อย่างอื่นไม่ใช่ นี้ก็หมายความว่า เราทะลุเปลือกชั้นในเข้าไปถึงเนื้อจริง คือธรรมะ คือความหลุดพ้นไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด นี่ก็โดยอาศัยเปลือกชั้นนอกซึ่งเป็นจุดหรือเป้าหมายในทางตาก่อน คือพระพุทธรูป เป็นต้น หรือวัตถุอื่นก็ได้ แล้วก็ถึงเปลือกชั้นใน แล้วก็ถึงเนื้อชั้นในอย่างนี้. อย่างนี้เราก็เรียกว่า เดินอยู่ในทางสายกลาง เหมือนกัน. ถ้าคนใดไปติดที่เปลือก ชั้นนอกจนถึงกับเอาพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้า และมากไปกว่านั้นอีกก็ คล้ายกับว่าในนั้นมีจิต มีวิญญาณ แล้วก็เอามาแขวนเป็นเครื่องราง อะไร เหล่านี้มันก็มากออกไปในทางเป็นเปลือกชั้นนอก ใกล้ต่ออันตรายมากขึ้นทุกที ถ้าทำ ไม่ดีแล้วก็จะกลายเป็นผลตรงกันข้ามขึ้นมา. เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักทำให้ถูกต้อง ไปหมด คือมีสติปัญญา ลืมหูลืมตาทำให้ถูกต้องหมด ทั้งส่วนเปลือกชั้นนอก เปลือก ชั้นกลาง เปลือกชั้นใน แล้วก็ถึงเนื้อใน. ถ้าเราดิ่งไปทางใดทางหนึ่ง คือ นอกเกินไป หรือในเกินไปแล้ว มันเรียกว่าเป็นความยึดมั่นถือมั่นไปทั้งนั้น. ฉะนั้นเราต้องค่อยๆ ศึกษาให้รอบรู้ ทั้งเรื่องของชั้นนอกและชั้นใน และสัมพันธ์กัน อย่างไร. อีกคู่หนึ่งอย่างว่า วัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เช่น วัดวาอาราม นี้มันก็เป็น ชั้นนอกหรือเปลือกอย่างหนึ่งเหมือนกัน ที่เป็นชั้นในนั้นก็มีความหมายว่า นี่ต้องเป็น สถานที่ที่ให้เกิดแสงสว่าง การเกิดแสงสว่างขึ้นมาในใจนั่นแหละ คือความ
น.213 มุ่งหมายของการสร้างวัดวาอาราม เพราะวัดวาอารามเป็นออฟฟิศสำหรับให้แสงสว่าง ในทางจิตใจ. ฉะนั้นถ้าเราทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นมาในจิตใจได้ ก็เหมือนกับเรามีวัดวา อารามที่แท้จริง มันก็คือธรรมะจริงอีกเหมือนกัน ที่เป็นเนื้อแท้ของวัดวาอารามจริง. ทีนี้ก็มาถึงอีกคู่หนึ่ง คือ ประเพณี กับ ธรรมะจริง . ประเพณีนั้นมองดู ให้ดีเถอะ มันเป็นได้ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายหนึ่งสำหรับยึดมั่นถือมั่นจนเกิดโทษก็ได้ และ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสื่อเป็นสะพานนำไปสู่ธรรมะจริง ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจงใช้ประเพณีนี้ ให้ถูกตรงตามความมุ่งหมาย และตามความฉลาดของผู้ที่บัญญัติลัทธิประเพณีขึ้น. อย่างเรามารวมกลุ่มกันนี้ เรียกว่ากลุ่มพุทธศาสตร์และประเพณี ซึ่งหมายถึงประเพณี ทางพุทธศาสนา ก็ต้องมีความหมายว่า ถ้าเราประพฤติตามประเพณีใด ๆ ที่มี อยู่ในพุทธศาสนาแล้ว ประเพณีนั้น ๆ จะช่วยบังคับหรือแวดล้อมให้เราเข้าถึง ตัวแท้ๆ คือธรรมะตัวจริงของพุทธศาสนาโดยไม่มีทางที่จะเป็นอื่นไปได้. แต่เดี๋ยวนี้มีคนที่เรียกว่าฝ้าในดวงตาหนามากเกินไป ฝ้าที่ปิดตามากเกินไป กลับหลงทำ ประเพณีนั้นให้มีผ้าหุ้มห่อมากยิ่งขึ้น ยึดมั่นประเพณีมากไปทุกที ๆ จนเป็นเรื่องประเพณี ศักดิ์สิทธิ์ ขลังศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่รู้ความหมาย แล้วก็ทำไปอย่างที่เขาเรียกกันง่ายๆ ว่า “เถรส่องบาตร" หมายถึงทำอะไรไปตามที่เคยชิน หรือตามประเพณีโดยไม่ต้อง รู้ความหมาย นี่เรียกว่า “เถรส่องบาตร". เพราะฉะนั้น ต้องรู้จักใช้ประเพณี ให้เป็นเงื่อนต้นที่ดี นำไปสู่ความมุ่งหมายของประเพณีนั้นคือธรรมะจริง. อย่างนี้ก็ไม่ติด ทั้งประเพณี และไม่ติดทั้งธรรมะจริง รู้จักใช้ให้สำเร็จประโยชน์ ซึ่งเรียกว่าอยู่ในระหว่าง กลาง. ถึงพิธีรีตองต่างก็เหมือนกันกับประเพณี มันเพื่อธรรมะจริง มันมีเหตุผล อยู่ในทีแรก แต่คนละเลยในส่วนนั้นเสีย ไปติดอยู่แค่ตัวประเพณีล้วน ๆ มันก็เลยกลาย เป็นคนติดประเพณี จะเรียกว่าติดซ้ายหรือติดขวาก็ได้ มันไปติดข้างเปลือก ถ้าสมมติ เปลือกเป็นซ้ายก็เรียกว่าติดซ้าย ธรรมะสอนให้ไม่ติดทั้งติดซ้ายและติดขวา มันจึงจะ อยู่ในทางสายกลาง.
น.214 อีกคู่หนึ่งก็อยากจะนำมากล่าว คือว่า ทรัพย์ข้างนอก กับ ทรัพย์ข้างใน คือทรัพย์ไม่จริงกับทรัพย์จริง. ทรัพย์ข้างนอก เช่นเงินทอง ทรัพย์สมบัติข้าวของ และทรัพย์ข้างใน ก็คือธรรมะสำหรับทำความดับทุกข์. คนที่หลงก็จะเกิดติดฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งมากเกินไป แม้จะติดทรัพย์ข้างในมันก็ยังหลงอยู่นั่นเอง. มันจะต้องไม่ติด ทั้งสองฝ่าย อยู่ตรงกลาง คือทำให้สำเร็จประโยชน์ เกื้อกูลแก่กันและกันทั้งทรัพย์ ข้างนอกและทรัพย์ข้างใน. ไม่เป็นทาสเงิน แต่ก็รู้จักใช้เงินให้เป็นประโยชน์ ; แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นธรรมะที่เป็นทรัพย์ข้างในอย่างวัตถุศักดิ์สิทธิ์ มองไม่เข้าใจ มอง ไม่เห็น ก็ยังบูชาอย่างวัตถุศักดิ์สิทธิ์. ในกรณีอย่างนี้จะต้องใช้การปฏิบัติตน โดย อาศัยทรัพย์ข้างนอกเป็นเครื่องอำนวยให้ชีวิตเป็นอยู่ สำหรับการศึกษาและผ่านชีวิตใน หลายรูป หลายแบบไปตามลำดับ ๆ เกิด spiritual experience ขึ้นเรื่อย ๆ ไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ก็ถึงทรัพย์ข้างในได้. นี่มันสัมพันธ์กันอย่างนี้ จนเราไม่ต้องแยก เป็นของตรงกันข้าม เป็นคู่ ๆ ที่เลือกเอาข้างหนึ่ง แล้วก็ไม่เอาข้างหนึ่งเสมอไป. เรา รู้จักเดินตรงกลาง อย่างนี้ก็คือรู้จักทำให้สัมพันธ์กัน ทีนี้ถ้าจะให้เด็กเล็ก ๆ เข้าใจอีก อย่างที่ครูบาอาจารย์จะไปสอนเด็ก อย่างที่ ว่าเรื่องการเล่นกับการงาน ถ้าใครติดการเล่นเกินไป มันก็ไม่มีการงาน ; ถ้าไปเมาแต่ การงาน มันก็ไม่มีการเล่นเสียบ้าง แล้วมันก็จะเป็นคนพิกลพิการไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นประโยคเก่าแก่ดั้งเดิมที่เขาพูดกันอยู่เสมอว่า "All work and no play makes Jack a dull boy". นี่เป็นภาษิตเก่าแก่บรมโบราณเห็นอยู่ในหนังสือเก่า ๆ คือถ้าทำงานอย่างเดียวและไม่มีการเล่นแล้ว ก็ทำให้เด็กนั้นทึบได้ ฉะนั้นมันต้องเล่น และเรียน พอสมส่วนกัน ด้วยสติปัญญาอันแท้จริง ไม่ใช่หลอกลวงตัวเอง ตบตาตัวเอง เอาเล่นมากเข้าไว้ ทำงานน้อย แล้วก็แก้ตัวว่าอย่างนั้นอย่างนี้. เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์ที่รู้จักจัดให้เด็กได้เล่นและเรียน เป็นทางสายกลางได้แล้ว ก็จะสำเร็จ ประโยชน์เต็มที่ทั้งการเล่นและการเรียน ทั้งร่างกาย ทั้งอนามัย ทั้งจิตใจ อะไรไปหมด
น.215 พร้อมบริบูรณ์หมด. เพราะฉะนั้นท่านจึงควรจะรับทราบไว้ว่า สิ่งที่เรียกว่าทางสายกลาง ซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนาโดยตรงนั้น จะต้องนำไปใช้แม้แก่เด็กตั้งแต่แรกคลอดออกมา ทีเดียว จะต้องมีอะไรที่เป็นทางสายกลาง ตั้งแต่แรกคลอดมาตามลำดับ แล้วก็สูงขึ้นมา ตามลำดับ. นี่เรียกว่าต่ำที่สุดแล้ว. ทีนี้ถ้าว่ามองทีเดียวสูงที่สุด เรื่อง "ได้กับเสีย" เรื่อง “ดีกับชั่ว" หรืออะไรทำนองเป็นคู่ ๆ อย่างนี้ ถ้าเดินสายกลางก็ต้องไม่ยึดไม่ติดทั้งสองฝ่าย หรือทั้งสองอย่าง. ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง "เสีย" จนนั่งร้องไห้หรือฆ่าตัวตาย โดดน้ำตาย ; ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง "ได้" งกไปหมดในเรื่องได้ หัวเราะจนตาย หรือว่าเป็นโรคเส้นประสาทเพราะการหวง การเป็นห่วง วิตกกังวล ; นั่นมันเป็นเรื่อง ยึดมั่นในเรื่อง "ได้ " ฝ่ายหนึ่ง ในเรื่อง "เสีย" ฝ่ายหนึ่ง มากเกินไป ไม่อยู่ใน ทางสายกลาง. ถึงแม้ดีกับชั่วก็เหมือนกัน จะไปติดชั่วติดดีด้วย ความหลงอย่างใด อย่างหนึ่ง ข้างใดข้างหนึ่งนั้น มันเป็นเรื่องเกิดผลร้ายเท่ากัน เพราะว่าความดีนั้น มันแปลก ถ้าไปหลงผิดทำเข้าแล้วมันจะโง่จนถึงกับไม่รู้จักว่า "ดี" นั้นเป็นอย่างไร ; มันก็ไม่ถูกสิ่งที่ "ดีจริง". ส่วนเรื่องชั่วนั้นไม่เป็นปัญหา ไปหลงผิดก็คือไปเล่น กับสิ่งที่เป็นอันตราย. แต่ที่นี้การที่รู้จักหลีกชั่ว และทำดีให้ได้ด้วยความไม่ยึดมั่น ถือมั่นอย่างหลงใหล อย่างเพ้อคลั่ง นี้ก็เรียกว่าเดินอยู่ในทางสายกลาง. เพราะว่า ถ้าเรื่องดีนี้เป็นเรื่องถึงที่สุดแล้ว พระพุทธเจ้าก็จะไม่ทรงสอนให้ละความยึดมั่น ถือมั่นทั้งเรื่องชั่วและเรื่องดี. อย่างหลักพุทธศาสนาทั่วไปที่ว่า เว้นชั่วเสีย แล้ว กระทำดีให้สมบูรณ์ แล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์; นี่ยังมีเติมเข้ามาอีกขั้นหนึ่ง ว่าทำจิตใจ ให้บริสุทธิ์ คือว่าอย่าได้ไปหลงยึดถือเข้าทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว จิตจึงจะบริสุทธิ์อยู่เหนือสิ่ง ทั้งปวง. เพราะฉะนั้นข้อปฏิบัติที่ทำจิตให้บริสุทธิ์นั้นจึงเป็นการเดินตามทางสายกลางแท้ ที่จะไปสู่พระนิพพานได้.
น.216 ทางสายกลางในความหมายต่ำ ๆ มันจะต้องรู้จักพิจารณากันด้วยสติปัญญา ของตนเองบ้าง อย่าหวังแต่ที่จะเอาอะไรจากพระคัมภีร์ หรือจากทางวัดมากเกินไป. คิดดูด้วยตนเอง สังเกตดูด้วยตนเอง พิจารณาดูด้วยตนเองก็จะพบไปทุกสิ่งทุกอย่าง ว่ากฎอันนี้ช่างสำคัญเสียจริงๆ จะต้องนำมาใช้ในที่ทั้งปวง. เหมือนอย่างว่ารับประทาน อาหารอย่างนี้ จะรับประทานข้าวเท่าไร จะรับประทานกับเท่าไร นี่มันก็ต้องมีความ พอเหมาะพอดี ซึ่งเรียกว่าอยู่ตรงกลาง ; อะไรมากไป มันเป็นผลอย่างไร ทุกคนก็รู้ดี อยู่แล้ว. และโดยเฉพาะกับข้าวไทยอย่างนี้ซึ่งล้วนแต่รสจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ถ้าไม่ เอาข้าว ซึ่งเป็นของจืดเข้าไปเจือให้เหมาะส่วนแล้ว มันก็ยากที่จะรับประทานได้. อย่างกับข้าวไทยนี้ลองรับประทานโดยไม่มีข้าว ก็จะเจ็บป่วยขึ้นมาทันที ; แต่ถ้าได้ข้าว เป็นของเจือให้จางลง มันก็เป็นไปได้. ทีนี้เราอาจจะใช้ไม่ได้กับกับข้าวฝรั่งซึ่งมันจืด อยู่แล้ว ไม่ต้องเอาข้าวไปช่วยก็ยังรับประทานแต่กับข้าวได้ อย่างนี้ก็มี. เพราะฉะนั้น ไม่อาจจะพูดอย่างใดลงไปโดยตายตัวได้ มันต้องอยู่ที่ความพอเหมาะพอดีทั้งนั้น. ทีนี้จะชี้ในส่วนลึก ในส่วนจิตใจให้มากขึ้น ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทีเดียวว่า ในขณะใดจิตอยู่ด้วยความไม่ยึดถืออะไรทั้งข้างซ้าย ข้างขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน ข้างล่าง อะไรเหล่านั้น อย่างนี้เรียกว่าจิตดำเนินอยู่ในทางสายกลาง ซึ่งได้ อธิบายมาตั้งสองสามครั้งแล้วว่า อาการอย่างนี้เราเรียกว่า “ว่าง” คือจิตกำลังว่าง ไม่ไปวุ่น ไม่ไปติด ไม่ไปผูกพันอยู่กับสิ่งใด. ในขณะใดจิตกำลังว่าง นั้น เรียกว่า เป็นการเดินอยู่ในทางสายกลาง และเป็นการเดินของจิตแท้ด้วย ไม่ใช่ "เดินด้วยเท้า. และในขณะที่จิตว่าง มันไม่มีอะไรไปผูกพัน นั้นมันเป็นอิสระ เรียกว่า มันเหมือนกับอยู่ตรงกลาง และตอนนั้นก็เป็นการเดินอยู่แล้ว ไม่ต้องไปปลุกปล้ำให้มัน เดินอีก มันเป็นการเดินอยู่แล้ว. หมายความว่า ในขณะนั้นถ้าจะทำอะไร ก็ทำได้ ดีที่สุด คิดอะไรก็คิดได้ดีที่สุด จำอะไรก็จำเก่ง มันจะเคลื่อนไหวไปในทางไหน
น.217 มันเป็นเรื่องสติปัญญาไปหมด นี่เป็นทางสายกลางชนิดออโตเมติคอยู่ในตัวมันเอง คือ มันเดินของมันเอง เดินถูกของมันเองแล้ว. อาตมาอยากจะเล่านิทานสั้น ๆ นิด ๆ เพื่อเป็นเครื่องช่วยความจำให้ลืมยากว่า อย่างนิทานพวกนิกายเซ็นเล่าถึงคนหนุ่มคนหนึ่ง เขาเกิดในตระกูลนักฟันดาบ เขาไปหา อาจารย์จะไปขอเรียนฟันดาบ เขาถามอาจารย์ที่จะสอนให้เขานั้นว่า ผมต้องใช้เวลา สักกี่ปี อาจารย์ก็ว่า ใช้เวลาราว ๗ ปี นายหนุ่มคนนั้นก็นึกท้อว่ามันนานตั้ง ๗ ปี ก็เลยคะยั้นคะยอขอร้องต่ออาจารย์ว่า ถ้าผมจะทำให้สุดความสามารถทุกอย่าง คือจะ พยายามอย่างยิ่งเอาจริงทุกอย่างในการฝึกฝนนี้ เขาจะใช้เวลาสักกี่ปี ท่านอาจารย์ก็บอกว่า ต้อง ๑๔ ปี. คราวนี้ก็เลยชักหนาว ๆ ร้อนๆ เขาขอร้องอีกครั้งหนึ่งว่า ผมนี้จะต้อง ศึกษาการฟันดาบให้เสร็จทันก่อนพ่อตาย พ่อแก่แล้ว พ่อจะตาย ผมจะต้องไปแสดง วิชาฟันดาบให้พ่อทันเห็น ทีนี้ผมจะพยายามศึกษาทำตามคำแนะนำของอาจารย์อย่าง สุดความสามารถ มันจะใช้เวลาสักกี่ปี ? ท่านอาจารย์บอกว่า ถ้าอย่างนั้นต้อง ๒๑ ปี. ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร อาจารย์ไม่ใช่คนพูดเล่น แกเลยซังกะตายอยู่กับอาจารย์ไป เพื่อศึกษาการฟันดาบนี้ แทนที่จะสอนฟันดาบอาจารย์ใช้ให้ไปทำงานในแผนกโรงครัว ผ่าฟืน ตักน้ำ ปรุงอาหาร. แต่ในขณะใดที่นายหนุ่มคนนี้กำลังนั่งเหม่อ ๆ คือว่า นั่งทำงานอะไรอยู่ในครัวนั่นแหละ อาจารย์ก็ถือดาบตรงเข้าไปบุกตลุยฟันเขาโดยไม่เลือก ; เขาก็มีเลือดนิสัยฟันดาบอยู่แล้ว ก็ต่อสู้ไปตามแกน ไปตามเพลง อย่างนั้นทุกทีไป. แต่เมื่อเขาต่อสู้อาจารย์ก็เลิก แล้วคอยดูโอกาสอย่างนั้นอีก ชอบแอบเข้ามาทำอย่างนี้ บ่อย ๆ ไม่กี่ครั้งการฟันดาบของนายหนุ่มคนนั้นเป็นไปอย่างประหลาด ว่องไวรวดเร็ว เฉลียวฉลาดอย่างประหลาดที่สุด ไม่ถึงปี อาจารย์บอกว่าแกกลับบ้านได้ เสร็จแล้วใน การสอน ; แล้วนายหนุ่มคนนี้ก็เลยกลายเป็นนักฟันดาบมีชื่อเสียงสูงสุดของยุคนั้น
น.218 นี่ ! ท่านลองอธิบายดูทีว่า ทำไมมันจึงเป็นอย่างนี้ เพราะว่าถ้าเขาตั้งใจ จะทำให้ดีนั้น จิตของเขากำลังไม่เป็นกลาง คือกำลังวุ่นเพราะจะทำให้ดี. ที่นี้ยิ่งเขาไป คิดถึงพ่อว่าพ่อจะตาย ไม่ทันเห็น อย่างนี้ยิ่งจะเอาดีมากขึ้น เร็ว ๆ มากขึ้น อย่างนี้ มันยิ่งไม่ว่าง มันยิ่งวุ่นมากขึ้นกว่าเดิม เขาไม่อาจจะทำให้มันดีได้. ที่นี้อาจารย์มีอุบาย ให้เขาปล่อยความยึดมั่นแบบนั้นให้หมดเสียก่อน. ระหว่างที่มีความรู้สึกซังกะตายอยู่ ๆ ไปนั้นเองมันมีจิตที่มีลักษณะเป็นกลาง เพราะว่ามันหมดความหวังที่ว่าจะทำให้ทัน พ่อเห็น หรือกำหนดปีให้เสร็จเมื่อนั้นเมื่อนี้เสียแล้ว จิตอยู่ในระดับปรกติตามธรรมชาติ หรือเป็นกลาง. ที่อาจารย์บุกทะลวงเข้าไปฟันในขณะที่เขาไม่รู้ตัวนั้น ก็เพื่อว่าจะให้เขา ใช้อำนาจของธรรมชาติ หรือจิตที่เป็นกลาง หรือจิตตามธรรมชาติ หรือจิตเดิมแท้ หรืออะไรก็ตามให้มากที่สุด คือปลุกมันขึ้นมาให้มากที่สุด แล้วเขาก็เป็นผู้จบการเรียน ฟันดาบได้ในเวลาไม่กี่เดือน โดยไม่ได้สอนกันอย่างตรงไปตรงมา แต่สอนด้วยวิธี ปลุกธรรมชาติเดิมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยวิธีที่ฉลาดของอาจารย์คนนั้น. ตัวอย่าง อย่างนี้เป็นตัวอย่างให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าจิตที่กำลังเป็นกลางที่สุด กำลังว่างที่สุดนั่นเอง. ทีนี้ ถ้าว่ามันไม่เป็นกลาง ไม่อาจจะเปลี่ยนให้เป็นกลางในลักษณะเช่นนี้ ได้แล้ว มันจะเกิดการชน กระทบกระทั่ง ชนกันอยู่ร่ำไป. ความรู้สึกฝ่ายต่ำกับความ รู้สึกฝ่ายสูง คือดีหรือชั่วนี้จะชนกันอยู่เรื่อยไป เหมือนกับสัตว์กัดกัน ชนกัน นี้ความ ลังเลใจก็จะมีอยู่เรื่อยไป. ความลังเลทางดีบ้าง ทางชั่วบ้าง ทางสูงบ้าง ทางต่ำบ้าง จะได้หรือจะเสียล้วนแต่วิตกกังวลไปทั้งนั้น นี่เรียกว่ามันชนกันอยู่เรื่อย แต่เจ้าตัวนั้น คงจะโง่พอที่จะไม่รู้ว่ามันชนกันอยู่เรื่อย แล้วคงประมาทอยู่ตามเดิม. ที่มันชนกันอยู่เรื่อยนี้ อยากเล่านิทานที่สั้นที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของพวกนิกาย เซ็นมีว่า คนที่ปฏิบัติวิปัสสนาคนหนึ่ง ในการควบคุมของอาจารย์คนหนึ่ง อาจารย์ก็ถาม คนที่กำลังศึกษาวิปัสสนาอยู่นี้ว่า เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรบ้าง เห็นอะไรบ้าง ? คนผู้ปฏิบัติ
น.219 นั้นบอกว่าไม่เห็นอะไร เห็นแต่ควายสองตัว เป็นควายที่ปั้นด้วยดิน ตัวหนึ่งดำ ตัวหนึ่งขาวชนกันอยู่เรื่อย ไม่เห็นอะไรเลย. พอบอกประโยคที่สั้นเท่านี้ อาจารย์ ก็หันหลังขวับ แล้วกลับไปเลย เพราะทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์เขารู้กันดีว่ามันหมายความว่า อย่างไร. ที่นี้ต่อมานานพอสมควร อาจารย์มาถามอีกว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร เห็นอะไร บ้าง? คนผู้นั้นก็ตอบสั้นที่สุดว่า เดี๋ยวนี้ควายดินสองตัวตกน้ำละลายหายหมดแล้ว อาจารย์ก็หันหลังขวับ กลับไปเลย ไม่ได้พูดอะไรอีก และคนนั้นก็เป็นผู้ที่จบการปฏิบัติ วิปัสสนาตามแบบเซ็น. ที่ว่าควายดินสองตัว ตัวหนึ่งดำตัวหนึ่งขาวนั้นก็หมายความว่า ไปยึดมั่น ในกุศลหรือในอกุศล หรือในความดี หรือในความชั่ว เขาก็เห็นมันชนกัน คือ มันกระทบกันเรื่อย มองไปทางนี้ก็เป็นอย่างนี้ มองไปทางโน้นก็เป็นอย่างโน้น ที่ว่ามัน เป็นควายดินก็เพราะว่ามันไม่จริงจังอะไร มันเป็นมายาหลอก ๆ; พอมันมาถึงน้ำ คือมาถึงปัญญา ความจริง มันละลายหมด เดี๋ยวนี้มาถึงขั้นของความว่าง มันก็เลย ละลายหมด เพราะฉะนั้น การที่เขาใช้นิทานสั้น ๆ อธิบายอย่างนี้ ก็เพื่อให้รู้ว่า ทางสายกลาง หรือดำรงอยู่ในสภาวะเป็นกลางนี้มันไม่มีการชนกับอะไร มันไม่ชนกับ อะไรได้ ถ้าเปะปะไปข้างใดข้างหนึ่งแล้วมันชนกันอยู่เรื่อย ถ้าคนโง่ยึดดียึดชั่วแล้ว ก็จะชนกันอยู่เรื่อย. ตัวอย่างเท่าที่ยกมานี้พอที่จะมองเห็นได้ว่า ความเป็นกลาง หรือการเดิน ตามสายกลาง หรือการดำรงจิตไว้ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลางที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดใน พระพุทธศาสนานั้น มันมีลักษณะอย่างที่ว่ามานี้ ด้วยตัวอย่างหรือนิทานช่วยความจำ อย่างนี้ก็แล้วกัน. ทีนี้อาตมาก็จะได้กล่าวถึงคำว่าทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทาตาม แบบฉบับ คือถ้าเราจะไม่เอาแบบฉบับจะไม่เป็น orthodox เสียเลย ก็ดูจะอันตราย
น.220 “ทางสายกลาง" ในความหมายอย่างพุทธศาสนา ๑๙๕ เพราะฉะนั้นจึงขอชักชวนให้ท่านทั้งหลายลองนึกถึงคำว่า “ มัชฌิมาปฏิปทา" ซึ่งมีที่มา อยู่ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร. ในพระบาลีพุทธภาษิตที่เอ่ยถึงมัชฌิมาปฏิปทา แล้วก็มีว่า ที่สุดโต่งมีอยู่สองข้าง ข้างหนึ่งตกไปในทางกาม ข้างหนึ่งตกไปในทางเคร่งเครียด ไม่ยอมเกี่ยวข้องกับกาม. นี่พูดง่าย ๆ ก็ว่าข้างหนึ่งรักกาม ข้างหนึ่งเกลียดกาม จนตั้งตน เป็นปฏิปักษ์ จึงได้ทรมานกายอย่างเจ็บปวดเพื่อให้ไม่เยื่อใยในกาม ไม่ให้มีความ สามารถเยื่อใยในกาม ไม่ให้มีคุณสมบัติพอที่จะไปเกี่ยวข้องกับกามอย่างนี้เป็นต้น หมายความว่ามันเดินไปคนละทางจนสุดเหวี่ยง. ข้างโน้นก็สุดไปในทางกาม ข้างนี้ ก็สุดไปในทางเกลียดชังต่อกาม เรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านกวาดทั้งหมดเพราะเป็น อนตฺถสญฺหิโต คือไม่ประกอบไปด้วย ประโยชน์อะไรเลยทั้งสองฝ่าย แล้วก็ตรัสว่ามัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง "อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม" ที่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งสุดโต่งสองอย่างนั้น "ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา" ที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ; " จกฺขุกรณี" เป็นเครื่องกระทำให้เกิดดวงตา จักขุ คือดวงตา; "ญาณกรณี" เป็นไปเพื่อให้เกิดญาณคือความรู้: “ เสยฺยถีทํ" คืออะไรบ้าง; ท่านทรงจำแนกเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมา กัมมันโต ฯลฯ รวม ๘ ข้อที่ชินหูกันมากที่สุด. นี่ลองคิดดูว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ แล้วท่านก็สอนทางสายกลางซึ่งไม่เอียงไปทางสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง และทรงยืนยันว่า พระองค์ตรัสรู้เอง และทรงยืนยันว่าทางนี้เป็นจักขุกรณี คือเป็นเครื่องมือให้เกิดดวงตา ขึ้นมา. ก่อนหน้านี้ไม่มีตา หรือตาบอด หรือเท่ากับไม่มีตา เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีญาณ ไม่มีความรู้ แต่ว่าทางสายกลางนี้ทำให้เกิดความรู้. ทีนี้จะขออธิบายคำว่า กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค กันสักหน่อยว่า : ความพัวพันในทางวัตถุ จนตกเป็นเหยื่อของกามารมณ์ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค เพราะว่าในสมัยพุทธกาลนั้นมีลัทธิอย่างนี้เต็มทั่วไปหมด. พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาในท่ามกลางประชาชนที่กำลังลุ่มหลงในความเชื่อ หรือลัทธินี้
น.221 อยู่ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคือประชาชนฝ่ายที่มีความคิด หรือเป็นนักคิด หรือ ฝ่ายที่เป็นนักคิดสูงกว่าระดับบุคคลธรรมดา ก็ไปหลงจัดการกับร่างกาย บำเพ็ญตบะ อย่างทรมานร่างกาย. ทางหนึ่งก็หลงมัวเมาไปในทาง materialism อีกพวกหนึ่ง ก็มัวเมาไปในทาง asceticism หรือยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครเดินอยู่ตรงกลาง. พระพุทธเจ้าจึงทรงถือว่าชมพูทวีปกำลังอยู่ในยุคที่มืดมนที่สุด ไม่มีดวงตา ไม่มีญาณ เกิดขึ้นเลย จึงได้ทรงสอน มัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ มรรคมีองค์แปดประการนี้ขึ้น พวกที่เป็นกามสุขัลลิกานุโยค เขาก็มีตำรับตำราเขียนเหมือนกับพระไตรปิฎกด้วย เหมือนกัน อย่างลัทธิที่มีศาสดาชื่อจารวกะ เป็นต้น เขาสอนลัทธิวัตถุนิยม. อีกพวกหนึ่งเรียกว่าสูชิคชิท (sushikshit) สูชิคซิท ค่อนข้างจะเป็นภาษาเปอร์เซีย คือเป็นภาษาอารยันอินเดียเก่า พวกนี้พอจะยอมเชื่อว่า soul หรือจิต หรือวิญญาณ นั้นมีเหมือนกัน ไม่ใช่ปฏิเสธเสียทีเดียว แต่ว่ามีเท่าที่เนื่องกันอยู่กับร่างกายเท่านั้น พอร่างกายตายแล้วก็เลิกกัน นี้พวกหนึ่ง. อีกพวกหนึ่งเรียกว่าโธระตะ (dhurt) พวกนี้ไม่ยอมเชื่อเลยว่ามีจิตหรือมีนามธรรมเลย เขาถือว่ามีร่างกายล้วน ๆ เขาถือว่า ชีวิตนี้คือ combination ของธาตุ ๔ เท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น มันเป็น materialism อย่างยิ่ง ; นี่มันมีอยู่อย่างนี้ทางหนึ่ง. อีกทางหนึ่งก็เห็นว่า ร่างกายนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย ไม่เอาใจใส่เลย ตีราคาเป็นของเน่าของเหม็น ของไร้สาระ ไม่มีความหมายเลยแม้แต่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ เลยไปสนใจแต่เรื่องจิต และเห็นว่าถ้ามีร่างกายอยู่เพียงใดแล้ว ร่างกายนี้มันจะคล้อง จิตลงไปสู่ทางต่ำ ไปลุ่มหลงในกิเลสกามารมณ์ แล้วก็เลยเล่นงานเอาร่างกาย ทรมาน ร่างกาย บ่มจิตใจในวิธีที่เขาคิดว่ามันจะเป็นได้ถึงที่สุดอย่างไร. นี้เรียกว่าไม่เดินทาง สายกลาง และไม่เดินทางสายกลางอย่างยิ่ง โลกจึงกำลังอยู่ในสภาพที่น่าทุเรศ เต็มไปด้วย ความโง่ความหลงอย่างยิ่ง.
น.222 พระพุทธเจ้าจึงมีบุญคุณแก่ชมพูทวีป คือแก่โลกในที่นั้น ทรงเป็นผู้ส่อง แสงสว่างให้ ด้วยการบอกขึ้นเป็นคนแรกว่า ทางสายกลาง. แม้จะมีคนพูดหรือ ไม่พูดก็ตาม พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่ารู้เฉพาะด้วยพระองค์เองขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้. "กลาง" อย่างนี้ท่านจะเห็นได้เองทันทีว่า มันไม่ไปทางไหน มันไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป และมันก็ไม่ขาดแคลนเกินไป. คนเราเดี๋ยวนี้มักจะรักข้างฟุ่มเฟือย แต่ก็ไม่เห็นว่า ฟุ่มเฟือย ได้มาจนฟุ่มเฟือย แต่ก็ไม่เห็นว่าฟุ่มเฟือย มันเป็นอย่างนี้เสียเรื่อย ดังนั้น ความขาดแคลนมันก็มีอยู่เรื่อย เพราะเรามันเพ่งเล็งความฟุ่มเฟือยเกินไปอยู่เรื่อย ฉะนั้น เศรษฐีที่จนที่สุดก็คือผู้ที่ไม่รู้จักมีความสันโดษ. พระพุทธเจ้าท่านถือหลักว่า "สนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํ" ถ้ามีความสันโดษ มีความพอใจแล้ว มันไม่ขาดแคลน ไม่ รู้สึกว่าขาดแคลน มันจึงเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง. อีกทีหนึ่งก็เห็นได้ชัดว่า คนเหล่านั้น บางคนมองในแง่สนุกตามใจตัวเอง อะไรดีไปหมด. บางคนก็มองในแง่ร้าย หรือ บางคนก็ไม่รู้ว่ามากหรือน้อยนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เลยทำมากเกินไปบ้าง น้อยเกินไป บ้าง เช่น ในทางร่างกายก็ไม่ควรหลงใหลมากเกินไป มันควรจะเกี่ยวข้องพอถูกวิธี ; น้อยเกินไปก็เหมือนกันอีก. น้อยหรือมากนี้มันวางอัตราลงไปไม่ได้ มันมีเหตุผลเฉพาะ ของเรื่องนั้น ๆ แต่คนเราก็ไม่รู้ความพอดีข้อนี้ ทั้งที่ตัวล้นหรือมากเกินไปก็ไม่รู้. เพื่อจะเตือนสติกันในเรื่องนี้ เขาเล่านิทานกันสั้นๆ ว่า โปรเฟสเซอร์ที่ popular คนหนึ่งของเมืองนั้น หรือของนครนั้น เข้าไปหาอาจารย์ นำอิน เป็นอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในทางพระพุทธศาสนานิกายเซ็น เพื่อขอเรียนพระพุทธศาสนาอย่างเซ็น กับอาจารย์คนนี้. อาจารย์คนนี้ก็รู้เหมือน ๆ กับคนทั่วไป คือรู้ว่าโปรเฟสเซอร์คนนี้ popular อย่างไร พอโปรเฟสเซอร์ไปถึง ท่านก็เอาน้ำชามาต้อนรับ ครูบาคนนี้ก็ริน น้ำชาใส่ถ้วยเพื่อจะต้อนรับโปรเฟสเซอร์คนนี้ ท่านริมน้ำชาลงในถ้วยเรื่อย ๆ จนน้ำ เต็มถ้วย น้ำเต็มถ้วยแล้วท่านก็ไม่หยุด ยังคงริน ๆ จนล้นปากถ้วย ลงไปในจาน ลงไปที่พื้นนองไปหมด ก็ยังรินอยู่นั่นเอง ทีนี้โปรเฟสเซอร์คนนั้นเหลือที่จะทนอยู่ได้
น.223 จนหมดความเกรงใจ จึงพูดขึ้นว่า ท่านจะใส่มันลงไปได้อย่างไร อาจารย์นำอินก็บอกว่า ถึงอาตมาก็เหมือนกัน จะใส่อะไรลงไปให้ท่านได้อย่างไร ในเมื่อท่านก็ full of your own opinion and speculation ซึ่งหมายความว่าท่านเองก็ล้นอยู่ด้วย opinion ต่าง ๆ ของท่านเอง แล้วฉันจะใส่พุทธศาสนานิกายเซ็นนี้ลงไปได้อย่างไร. เพียงเท่านี้ ศาสตราจารย์คนนั้นก็สะดุ้ง คือว่าหายจากมืด รู้สึกว่าขาวสว่างไปทั่วท้องฟ้าทั้งบ้าน ทั้งเมือง คือเป็นการบรรลุเซ็นตามแบบเซ็น. นี่อะไรมันมากเกินไปนี้ มันหมายความ ว่าอะไร. แล้วเพียงเท่านั้นก็เป็นการสอนที่เพียงพอแล้ว ที่เรียกว่าบรรลุอย่างฉับพลัน หรือบรรลุอย่างเซ็นนั้น เขาแทบไม่ต้องพูดกันเลย แต่ว่าความรู้สึกของคนที่ถูกกระทำนั้น ด้วยสติปัญญาที่เขามีอยู่ หรือเขาทำจิตใจอย่างนี้ให้เกิดขึ้นได้ นี้มันก็โพลงไปหมดได้ จนรู้ว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องยึดถือ หรือว่ามีอะไรที่ควรจะล้นหรืออะไรทำนองนี้. หรือ ว่าอย่างน้อยที่สุดเขาก็ทำให้คนนี้รู้จักว่า อะไรมันมากไปอะไรมันน้อยไป เอาออกเสียให้ พอดี หรือ adjust ให้พอดีอย่างนี้เป็นต้น ก็เรียกว่าใช้วิธีที่เป็นสายกลางเหมือนกัน. ถ้าโปรเฟสเซอร์คนนั้นล้นอยู่ด้วยความคิด ความเห็น ความรู้ สติปัญญาของแก สม กับที่แกเป็นคนป๊อบปูล่าแล้ว มันใส่อะไรไม่ลง. ดังนั้นศาสตราจารย์ของโลกเวลานี้ หรือของประเทศเราสมัยนี้ก็คงจะมีลักษณะอย่างนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ฉะนั้นจึงใส่ พระพุทธศาสนาลงไปไม่ลง เพราะมันล้น ; มันมากเกินไป มันก็ไม่ไหว มันน้อยเกินไป มันก็ไม่ไหว. ทีนี้เราจะปรับกันอย่างไร ที่จะไม่ให้มากเกินไป ไม่ให้น้อยเกินไปนี้. ทีนี้เรื่องทางวัตถุ หรือทางจิตใจนี้มากเกินไป เพราะเห็นแก่รูปธรรมเกินไป เห็นแก่นามธรรมเกินไปนี้ก็เหมือนกัน. รูปธรรม หรือเรื่องฝ่ายวัตถุ ฝ่ายร่างกายล้วน ๆ ; แล้วฝ่ายนามธรรม หรือฝ่าย mentality ; นี้ เขาก็แยกออกไปได้เป็นฝ่ายจิตใจล้วนไม่ เกี่ยวกับร่างกาย. คนโง่ ๆ ก็ไปคิดว่าร่างกายนี้มันแยกออกจากจิตใจได้ เขาก็เลยพยายาม จะทำวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อให้มันแยกออกได้จริง ๆ. การทำไปอย่างโง่หลงอย่างนี้มันไม่อาจ จะสำเร็จ หรือมันอาจจะเป็นโรคจิตเสียก่อน เพราะนั่นแหละคือไม่รู้จักวิธีที่จะให้เป็น
น.224 ไปในทางสายกลาง ซึ่งที่แท้จริงแล้ว ร่างกายกับจิตใจหรือรูปธรรมกับนามธรรมนี้ต้อง สัมพันธ์กัน. ในบาลีจะพูดว่า นามรูปํ เสมอ. นามะ คือนามธรรมหรือใจนั่นเอง, รูปํ ก็คือ รูป. คำว่า อํ หรือ ปํ นี้ ผู้ที่เคยเรียนบาลีมาบ้างแล้ว ก็จะรู้ด้วยตนเองว่า หมายถึงเอกะวัจนะ หรือ singular number เขาไม่แยกนามเป็นอย่างหนึ่ง รูปเป็น อีกอย่างหนึ่ง เป็น ๒ อย่าง. ในทางทฤษฎีมันแยกกันได้เพราะเราพูดเท่านั้น แต่ใน ทางปฏิบัติที่เป็นจริงแล้วมันไม่อาจจะแยก มันต้องไปคู่ด้วยกัน ; ถ้าขืนไปแยกแล้ว ก็เลยหายไปหมดทั้งสองอย่าง คือทำอะไรไปไม่ได้ทั้งสองอย่าง. ต่อเมื่อเอามารวมกัน เป็นสิ่งเดียวกัน มันจึงเป็นเหมือนกับสิ่งเดียวกันมันจึงทำหน้าที่อะไรได้. โดยกฎเกณฑ์นี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ให้ติดในส่วนสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง แต่ให้อยู่ตรงกลาง. เกี่ยวกับเรื่องร่างกายกับใจนี้ เขาให้คำเปรียบที่จำง่าย ๆ ว่า เหมือนกับ คนหนึ่งเป็นง่อยเดินไม่ได้เลย แต่ตามันดี ; อีกคนหนึ่งมันสบายดี แข็งแรงใหญ่โต แต่ตามันบอด คนตาบอดจะไปหากินอย่างไรได้ ทำอะไรได้. คนง่อยก็เหมือนกัน มันลุกไปไหนไม่ได้ มันก็หากินไม่ได้แม้ตาดี. ถ้าเอาสองคนรวมกัน คือว่าคนแข็งแรง ยอมแบกคนง่อยตาบอดนี้ไปไหนไปด้วยกัน มันก็เป็นไปด้วยกันได้ ไปทำมาหากินได้. ตรงข้ามถ้าคนตาบอดแยกอยู่ฝ่ายคนตาบอด คนตาดีแยกอยู่ฝ่ายคนตาดี ในกรณีนี้ ซึ่งเรียกว่าไม่เดินสายกลาง มันก็ล้มเหลวหมด. เพราะฉะนั้นจึงว่าอย่าไปแตะเข้าที่สุด โต่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันจึงจะเป็นทางสายกลาง. ทางสายกลาง ของพระพุทธเจ้าท่านทรงจำแนกเป็นองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต ฯลฯ สัมมาทิฏฐิ หรือสัมมา อะไรทั้ง ๘ นี้ ขอให้จำไว้อย่างง่าย ๆ แต่เพียงว่า ความพอเหมาะพอดี ความเป็นไป อย่างถูกต้องพอเหมาะพอดี ๘ ประการ และความพอเหมาะพอดีทั้งแปดประการนี้มัน ต้องรวมกันเป็นสิ่งเดียว อย่าไปแยกกันเป็นอันขาด ที่เราปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ ปฏิบัติ
น.225 ไม่สำเร็จ ก็เพราะมันเกิดไปติดเข้าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งแยกออกจากกัน ไม่รวมเป็น อันเดียวกันได้ คือไม่เป็นทางสายกลางขึ้นมาได้. บางคนติดทานทำทานจนไม่รู้จะทำ อย่างไรแล้ว ก็ยังเป็นโรคเส้นประสาท เหมือนอย่างคุณย่า คุณยายบางคนทำทานจน ไม่รู้จะทำอย่างไร สร้างโน่นสร้างนี่ แล้วก็ยังไม่พ้นที่จะเป็นโรคเส้นประสาทจนกระทั่ง เดี๋ยวนี้ เพราะแกติดทานมัวเมาในทาน ซึ่งมุ่งหมายถึงดี ถึงสวรรค์ หรืออะไรทำนองนั้น ของแก. บางคนติดศีล ก็รักษาศีลอย่างงมงายที่สุด บางคนติดสมาธิก็ทำสมาธิอย่าง งมงายที่สุด จนต้องนำไปส่งโรงพยาบาลโรคจิต แม้เพราะการทำอานาปานสติก็มี นี่ชื่อเสียงอานาปานสติพลอยเสียไปด้วย เพราะคนที่ไม่รู้จักเดินในทางสายกลาง. เพราะฉะนั้น ขอให้ช่วยกันสนใจในคำว่าทางสายกลางนี้ ว่าจะต้องประกอบ พร้อมไปด้วยความเหมาะสมหลายๆ อย่างพร้อมกัน คือเจือกันพอเหมาะพอดี เกิดเป็น ทางขึ้นมา : อันแรกเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ แปลว่ามีความคิดความเห็น หรือความเชื่อ ความเข้าใจที่ถูกต้อง. อันที่สองเรียกว่า สัมมาสังกัปโป หมายว่ามีความ มุ่งหมาย ปรารถนาใฝ่ฝันที่จะให้เป็นไปอย่างถูกต้อง. อันที่สามกลุ่มศีล เรียกว่า สัมมาวาจา ต้องมี คำพูดหรือมีการพูดจา วิธีพูดจาที่ถูกต้อง. สัมมากัมมันโต มีการกระทำ มีวิธีกระทำ ทางกายที่ถูกต้อง. แล้ว สัมมาอาชีโว ดำรงชีวิตหาเลี้ยงชีวิตมาบริโภคใช้สอย หาก็หา อย่างถูกต้อง บริโภคก็บริโภคอย่างถูกต้อง เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ในการบรรยายวันก่อน. ถัดไปคือ สัมมาวายาโม มีความพากเพียรขยันขันแข็งกล้าหาญต่อสู้ อดทนดิ้นรนอยู่อย่าง ถูกต้อง. ถัดไปอีกคือ สัมมาสติ มีการควบคุมระลึกประจำใจ คือควบคุมตัวเองด้วย สตินี้อยู่อย่างถูกต้องเสมอ เพราะการดำรงสตินี้มีทางผิดได้เหมือนกัน มันระลึกผิดได้ เหมือนกัน มีมิจฉาสติเหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องพูดย้ำว่า สัมมาสติ คือระลึกสติคุมตัวอยู่ อย่างถูกต้อง. แล้วก็มี สัมมาสมาธิ ดำรงจิตมั่นอยู่อย่างถูกต้อง การดำรงจิตมั่นนี้มัน ดำรงผิดได้เหมือนกัน เพราะว่ามีมิจฉาสมาธิเหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องจำกัดว่า สัมมาสมาธิ ดำรงจิตของตนไว้ในสภาพที่ถูกต้องอยู่เสมอ และอย่างมั่นคง.
น.226 ท่านลองคิดดูว่าทั้ง ๘ ถูกต้องนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง ? มันไม่เกี่ยวกับชีวิต จิตใจของใครบ้าง ? ไม่ต้องพูดถึงมนุษย์หรอก แม้เทวดาข้างบนหรือว่าสัตว์เดรัจฉาน ข้างล่างก็ดูเหมือนว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีความถูกต้องทั้ง ๘ ประการนี้ด้วยเหมือนกัน. นั่นแหละจะต้องรู้สึกว่าความถูกต้อง นั่นแหละคือความพอเหมาะพอดี ดำเนินอยู่ใน ความพอเหมาะพอดีนั่นแหละคือทางสายกลาง : ความเป็นทางสายกลาง หรือ กำลังเดินอยู่ในทางสายกลาง. ที่นี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ตามสมควร อาตมาก็จะ อธิบายทีละอย่าง สัมมาทิฏฐิ แปลว่าความเห็นชอบ. ข้อนี้ยังเป็นสิ่งที่เข้าใจกันอยู่มาก กล่าวคือความเห็นในที่นี้รวมทั้ง ความเชื่อ ความเข้าใจ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ทั้งหมด รวมกันต้องถูกต้อง. ข้อนี้มีพระบาลีว่า " สฺมมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ" ช่วยจำไว้ด้วยว่า : คนพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ก็เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ. ในที่นี้พระพุทธเจ้าท่านรวบอะไรต่าง ๆ มาไว้ที่สัมมาทิฏฐิ คือมีความเห็น ความรู้ ความ เข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว เราก็ไม่พูดผิด ทำผิด คิดผิด คือว่า ความถูกต้องอีกเจ็ดอย่าง ที่จะตามมานั้น มันตามมาได้โดยง่ายคือมันถูกต้องได้โดยง่าย. ท่านให้ "ผู้นำ" คือ สัมมาทิฏฐิ ตัวนำนี้ถูกต้องเสียก่อน : ความรู้ ความคิด ความเห็น ความเข้าใจ ความเชื่อถูกต้องแล้วไม่ต้องกลัว ; ความปรารถนาก็จะเดินไปถูก พูดจาก็จะถูก ทำก็จะถูก เลี้ยงชีวิตก็จะถูก ความเพียรก็จะถูก สติก็จะถูก สมาธิก็จะถูก. เราเห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ มันจริงอย่างนี้ : พอมีสัมมาทิฏฐิ เห็นถูกต้องแล้ว มันก็กระตุ้นเอง เพราะว่าความเห็นถูกต้องมันจะบอก ว่านึ่งอยู่ไม่ได้ ขี้เกียจไม่ได้ อะไรไม่ได้ มันก็ต้องมีการกระทำ แล้วมันก็ทำไปอย่างถูกต้องไปหมด ; เลยเกิดเป็นทางขึ้นมา เกิดเป็นการไหลเลื่อนลงไปหาความดับทุกข์ หรือนิพพานได้ โดยง่าย จนพระพุทธเจ้าท่านเปรียบไว้ว่า ทางไปนิพพานนี้เอียงต่ำ ลาดไหลไปได้ง่าย เหมือนกับว่าแผ่นดินมันเอียงไปทางมหาสมุทร ดังนั้นของที่ไหลลงไปในแม่น้ำ มันก็ ไหลไปหาทะเลได้ง่าย. ทางสายกลางนี้ก็เหมือนกัน มันเหมือนแม่น้ำที่มีความเอียง
น.227 ไปสู่มหาสมุทรอยู่แล้ว ; ฉะนั้นจงพยายามใช้ทางสายกลางนี้กำกับชีวิตไว้เสมอ ก็จะเลื่อน ไปสู่ความไม่มีทุกข์ ความสะอาด สว่าง สงบ ในลักษณะที่ง่ายเหมือนกับกลิ้งครกลงจาก ภูเขา. ทีนี้ไปทำผิดวิธี ไม่ถูกวิธีของทางสายกลาง : ที่เขาทำ ๆ กันอยู่ตามวัดวาอาราม นี้ไม่ใช่จะดูหมิ่น ดูถูกใคร แต่ที่มันเป็นไปไม่ได้ มันอึดอัด ๆ เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา นั้น เพราะมันยังไม่ได้ทำให้ครบถ้วนถูกต้องตามทางสายกลาง. ชีวิตในครอบครัวใด ครอบครัวหนึ่งก็เหมือนกัน มันไม่อยู่ในแนวแห่งทางสายกลาง มันจึงมีการกระทบ กระทั่งซึ่งเป็นความไม่สงบอยู่เรื่อยไป เพราะว่ามันไม่มีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำ. อนึ่ง ต้องสังเกต ท่านใช้คำว่า "สมาทาน" ; สมาทานสัมมาทิฏฐิ หมายความว่า ถือเอาซึ่งสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างดี. พวกเราเดี๋ยวนี้ไม่ได้สมาทาน คือไม่ได้ถือเอา สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างดี ถือเอาแต่ปาก ถือเอาตามธรรมเนียม ถือเอาตามประเพณี ว่า ๆ ท่อง ๆ บ่น ๆ ไปเท่านั้นเอง อย่างนี้ไม่เรียกว่าสมาทาน. ที่ว่า "สมาทาน" คือถือ เอาอย่างดี ต้องรู้เรื่องนี้จริงแล้วปฏิบัติลงไปจริง ๆ มันจึงได้ผลจริง ๆ อย่างนี้เรียกว่า สมาทาน. เหมือนอย่างสมาทานศีล สมาทานศีลแต่ปาก ขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ถึงแต่ปาก อย่างนี้ไม่เรียกว่าสมาทาน ศีลก็เกลื่อนอยู่ตรงที่รับนั่นเอง เพราะเขาไม่ได้สมาทาน คือ ไม่ได้เอาไปกับเนื้อกับตัว. ถ้าสมาทานต้องเอาไปกับเนื้อ กับตัว เพราะฉะนั้นศีลจะอยู่ที่ผู้นั้น อยู่ที่กาย วาจา ใจของเขา เขาก็เป็นคนมีศีลได้. ฉะนั้นอย่าไปเยาะเย้ยคำว่าสมาทานศีล หรือสมาทานอะไร ที่คนแก่ท่านชอบพูด ; คนหนุ่มคนสาวอย่าได้ไปเยาะเย้ยคำว่าสมาทานของท่าน เพราะว่าเอามา ใช้ได้แม้ใน มหาวิทยาลัยนี้ เพราะว่านักศึกษาหรือคนที่ไม่สมาทานบทเรียน หรือการศึกษา หรือ วิชาที่เรียนเป็นอย่างดี จะล้มเหลวทั้งหมด ฉะนั้นถ้ายึดหลักสมาทานแล้วก็จะไม่ล้มเหลว. ตอนนี้มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ทุกอย่างต้องมีปัญญาเป็นฝ่ายนำ : สัมมาทิฏฐิคือปัญญา เราต้องเอาปัญญามานำ สิ่งต่าง ๆ จึงจะเป็นไปถูกทาง คือศีล สมาธิ หรือทานอะไร ๆ ก็จะถูกทาง เพราะมีปัญญานำหน้า. ฉะนั้นจึงกล่าวว่า
น.228 "ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนบริสุทธิ์ด้วยปัญญา ไม่ใช่ บริสุทธิ์ด้วยทาน ด้วยศีล สมาธิเป็นต้น แต่ต้องบริสุทธิ์ด้วยปัญญา คือสัมมาทิฏฐิ. นี้หมายความว่า ให้เราเอาปัญญานี้ไปจูงทาน จูงศีล จูงสมาธิ จูงข้อปฏิบัติทุกอย่าง อย่าให้ไปตกหลุมตกบ่อหรือออกนอกทาง จึงว่าบริสุทธิ์เพราะปัญญา ; จึงตรัสว่า ปัญญา ประเสริฐกว่าธรรมทั้งปวง เหมือนกับดวงจันทร์ย่อมเด่นกว่าดาวทั้งหลาย เป็นต้น. เกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิ นี้ควรจะทราบเสียเลยว่า บางอย่างยังเป็นประเภทต่ำ คือเป็นไปอย่างโลก ๆ เรียกว่า โลกิยสัมมาทิฏฐิ. ถ้าอย่างนี้ละก็ศาสนาไหน ๆ ก็มักจะมี แม้ในโลกปัจจุบันก็มี อย่างเช่น ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว บิดามารดามี นรกสวรรค์มี สัตว์ที่อุบัติหรือบังเกิดในนรกสวรรค์ก็มี อย่างนี้ ที่จริงก็นับว่ามีสัมมาทิฏฐิอยู่มาก ซึ่งคนเรายังขาดกันอยู่มาก ๆ ยังเบียดเบียนกัน ก็เพราะขาดสัมมาทิฏฐิข้อนี้. แต่ พระพุทธเจ้าท่านถือว่าสัมมาทิฏฐิเพียงแค่นี้ยังเป็นโลกียะอยู่ ยังไม่พอ ยังจัดสัมมาทิฏฐิ อย่างนี้ว่าเป็นโลกิยสัมมาทิฏฐิ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอให้มีเถอะ มันจะแก้ปัญหาในทาง โลกได้ คือจะเป็นไปในทางดีได้ถึงที่สุด ละชั่ว ทำดี อยู่ในโลกอย่างดีได้ ; แต่ว่ายังไม่ พ้นจากโลก. ฉะนั้นจึงมีสัมมาทิฏฐิ คือมีความเห็นถูก เข้าใจถูก อีกประเภทหนึ่ง ท่านเรียกว่า "โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ" คือสัมมาทิฏฐิที่จะพาไปเหนือโลก. ข้อนี้ได้แก่ ความรู้เรื่องอริยสัจจ์ ความรู้เรื่องกรรม ความรู้เรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา หรืออะไรทำนองนี้ คือความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ นั่นแหละ เป็นโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิอย่างนี้นำไปพ้นโลก พ้นเกิด พ้นแก่ พ้นตาย พ้นทุกข์ โดยประการทั้งปวง. ส่วนโลกิยสัมมาทิฏฐินั้นนำไปให้เป็นอย่างดี อยู่ในโลก อย่างดี. เราจะสมัครเอาข้างไหนก็สุดแท้ เรื่องทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว นั้น จะไม่อธิบาย ในที่นี้ เพราะมันเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจกันได้ อธิบายอยู่ในที่อื่นแล้ว. สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ เช่นเรื่องอริยสัจจ์นี้ ก็คือเรื่องสัมมาทิฏฐิ เห็นชัดถูกต้องว่า อะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรคือความไม่มีทุกข์เลย
น.229 อะไรเป็นทางให้ได้ความไม่มีทุกข์เลย เรียกว่าอริยสัจจ์ ซึ่งเราถือกันว่าเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา. ที่นี้ไตรลักษณ์ที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือบอกว่าสิ่ง ทั้งปวงมันมีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันใน ฐานะที่มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่าหลงไปยึดถือเข้า ; ไปเกี่ยวข้อง ก็ได้ แต่ต้องเกี่ยวข้องให้ถูกวิธี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ทำอันตรายเราได้; นี่สัมมาทิฏฐิ อย่างนี้ลองคิดดูมันสูงสักเท่าไร. ตลอดถึงว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น อย่างที่ได้อธิบายแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๑ อย่างละเอียด นั้นก็คือสัมมาทิฏฐิ ข้อนี้. และแม้ที่สุดแต่ในเรื่องกรรม คือกรรมดี กรรมชั่ว ก็ไม่ใช่มันมีเพียงเท่านั้น ไม่ใช่สิ้น สุดเพียงเท่านี้. เรื่องกรรมที่ว่า ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว นั้น ที่ไหนก็มี ศาสนาไหน ก็สอน. เพราะฉะนั้น สัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับเรื่องกรรมนี้ จึงบอกว่ายังมีกรรมอีกอันหนึ่ง เป็น กรรมที่สาม คือการทำกิเลสให้สั้น หรือเรียกว่า อริยมรรค คือทำกิเลสให้สิ้น. ถ้าประพฤติกระทำอยู่อย่างนี้จะเป็นกรรมที่สามขึ้นมา จะระงับกรรมดีกรรมชั่วเสียได้ทั้งหมด ไม่ต้องเป็นไปตามอำนาจของกรรมดีกรรมชั่ว ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นดีเป็นชั่ว แต่จะหยุดดับเป็นนิพพาน. ฉะนั้นกรรมนี้จึง เป็นไปเพื่อนิพพาน คือ กรรมที่สามนี้ กรรมไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ดำไม่ขาว; กรรม คืออริยมรรค. ความรู้อย่างนี้ ความคิดอย่างนี้เคยมีในพวกเราหรือเปล่า ลองคิดดู ; ความรู้ความเข้าใจ เรื่องกรรมอย่างนี้ มันสูงต่ำสักเท่าใด โดยเฉพาะเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ทำนองนี้ละก็ ยิ่งมีมาก มีทางที่จะต้องคิดนึกอีกมาก ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดคราวอื่น. รวมความแล้ว ในที่สุดนี้ก็ว่า สัมมาทิฏฐิ นี้เป็นอะไรทั้งหมดที่จะเอาตัวรอด จะเป็นเรื่องของเด็กอมมือ เด็กเพิ่งคลอด เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาว คนเฒ่า คนแก่ คน พ่อบ้านแม่เรือน ชาวบ้านชาววัด แม้มนุษย์ แม้เทวดา แม้อะไรก็ตาม ใจความสำคัญ อยู่ที่ต้องมีสัมมาทิฏฐิในระดับที่ถูก ที่เหมาะที่สมกับตัวเองที่สุด : อย่างโลก ก็ต้องให้มีสัมมาทิฏฐิอย่างโลก ต้องทำให้ถูกต้องด้วยเหมือนกัน ; อย่างที่จะพ้นทุกข์จริง
น.230 คือโลกุตตระ ก็ต้องสนใจตามควร ปฏิบัติตามควร เข้าใจไว้ตามควร ; มิฉะนั้นแล้ว มันจะเอาชนะความทุกข์ไม่ได้ จะได้แต่นั่งหัวเราะอยู่นั่น. ถึงแม้จะไม่ต้องร้องไห้แล้ว แต่ก็ยังจะต้องนั่งหัวเราะอยู่ ซึ่งมันเป็นเรื่องกระหืดกระหอบเต็มทีเหมือนกัน ; ฉะนั้น จึงต้องมีปัญญาอย่างเพียงพอ ที่จะทำให้เราไม่ต้องทนนั่งร้องไห้ หรือนั่งหัวเราะ ทั้งสองอย่าง ให้อยู่ว่าง ๆ สงบสบายประเสริฐกว่า. สัมมาสังกัปโป ข้อถัดไป ก็คือมุ่งหมายชอบ มุ่งที่จะออกจากทุกข์ให้ได้. คนเรามุ่งหมายผิด ก็เพราะไม่รู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ; อย่างว่าเราเรียนมาก ๆ อย่างนี้ ลงทุนเรียนเป็นหลายปี เสียเงินมากมายอย่างนี้ มุ่งหมายกันที่ตรงไหน ควรจะมุ่งหมายให้ถูกต้อง อย่าได้มุ่งหมายเป็นแบบเห็นกงจักร เป็นดอกบัว หรือเห็นงูเป็นปลาขึ้นมาอีก. ถ้าได้อาศัยความรู้ทางพระพุทธศาสนาแล้ว จะรู้จักมุ่งหมายถูกต้องตรงที่ทำให้เราไม่ต้องเป็นทุกข์เลย ในขณะที่เรียนอยู่ก็ไม่เป็นทุกข์ ขณะที่ไปประกอบอาชีพก็ไม่เป็นทุกข์ ประกอบอาชีพสำเร็จมีผลมาบริโภคใช้สอย เป็นอยู่ก็ไม่เป็นทุกข์. ; นั่นแหละจึงจะเรียกว่า รู้จักปรารถนาถูกต้อง. ทีนี้ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต นี้ เห็นชัดได้เอง : พูดจาถูกต้อง ทำการงานถูกต้อง ตลอดถึง สัมมาอาชีโว ด้วย เพราะว่ามีสัมมาทิฏฐิเป็นมูลฐานคุ้มครอง. ที่เราไม่ค่อยสัมมาวาจา ไม่ค่อยสัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโวกัน ก็เพราะบังคับตัวเอง ไม่ค่อยจะได้ : มีอะไรมาครอบงำเสียแล้ว บังคับตัวเองให้อยู่ในร่องในรอยของทางสาย กลางนี้ไม่ได้ ฉะนั้นปัญหาจึงไปอยู่ที่ว่า พยายามทำสัมมาทิฏฐิให้มากจนบังคับ ตัวเองได้ ให้สัมมาทิฏฐิ มีอำนาจพอที่จะเหนี่ยวรั้งเราให้เข้ามาอยู่ในร่อง ในรอยของทางสายกลางนี้ให้จนได้ ; แล้ว สัมมาวายาโม พากเพียรชอบก็เป็นไป. สัมมาสติ ระลึกคุมตัวอยู่เสมอนั่นแหละจะเป็นเครื่องช่วยสัมมาทิฏฐิ หรือปัญญา อีกทีหนึ่ง. สัมมาสมาธิ มันก็ลงหลักปักมัน. ถ้าลงได้เข้าใจในเรื่องความถูกต้อง
น.231 ความดี ความจริง หรือธรรมะจริงละก็ ต้องลงหลักปักมั่นก่อน แล้วเอามากำหนด เป็นอารมณ์ให้ใจมั่น อยู่ที่สิ่งจริง สิ่งดี สิ่งถูกต้องเหล่านี้ มันจะควบคุมให้เป็นไป แต่ในทางถูกต้องเรื่อย ให้แน่วแน่ไป. เหมือนกับว่าเราจะขับรถยนต์รถม้าอะไรก็ตาม เราต้องปรับให้มันลงร่องทาง แล้วก็คุมไปตามร่องทางเรื่อยไปกว่าจะถึงที่. นี่เพราะ อาศัยสัมมาสมาธิเป็นกำลังดันไป. อาศัยสัมมาทิฏฐิข้างหน้าเป็นเครื่องจูงให้เดินทาง ถูกต้อง แล้วอาศัยความถูกต้องอย่างอื่นช่วยสนับสนุนพร้อมกันหมด มันจึงมีอาการ แล่นไปสู่ทิศทางที่เราไม่เคยไปถึงมาแต่ก่อน. ทิศทางที่เราไม่เคยไปถึงมาแต่ก่อน นั้น ขอให้เข้าใจว่าเราทุกคนตั้งแต่ เกิดมานี้ เราเคยไปถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการจะถึงกันหรือเปล่า ? ถ้าเปล่า ก็แปลว่า เรายังไม่ถึงจุดหมายปลายทางนั้น จึงเรียกว่าจุดหมายปลายทางที่เราไม่เคย ไปถึงมาแต่ก่อน นี่ มันใหม่อย่างยิ่งต่อเรา อย่าได้ประมาทในข้อนี้เลย. นิสิต นักศึกษา นักเรียน หรือแม้ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน อย่าได้ประมาทในเรื่องทิศทาง หรือจุดหมายปลายทางที่ไม่เคยไปถึงมาแต่ก่อน. จงเพ่งเล็งให้ดีให้ชัดเจนแจ่มใส ด้วยสัมมาทิฏฐิ แล้วอย่าได้ประมาทในการ ที่จะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไป แล้วอาศัยกำลังใจอย่างแรงที่สุด คือ สมาธินี้ให้เดินทาง ไปตามความควบคุมที่ถูกต้อง. กำลังใจ นี้ ถ้าใช้ผิดหรือเดินผิด มันยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งกว่าไม่มีกำลังใจเสียอีก. อย่าได้คิดว่าเป็นสมาธิแล้วมันจะปลอดภัย มันต้องเป็นสมาธิ ที่เนื่องกันอยู่กับปัญญา หรือ สัมมาทิฏฐิ เท่านั้น. ฉะนั้นอย่าได้คิดว่าเรามีกำลังทรัพย์ มีกำลังอำนาจวาสนา บุญญาบารมี เฉลียวฉลาดอะไรนี้ จะช่วยเราได้ อย่าเพ่อประมาท ; เพราะว่ายิ่งมีอะไรมากอย่างนั้น ยิ่งตกลึก ถึงกับตกนรกได้ เกินกว่าตกนรกลงไปก็ได้. ดังนั้น เราจึงต้องระมัดระวังทุกอย่าง ให้พอเหมาะพอสมเป็นทางสายกลาง เป็นมัชฌิมา- ปฏิปทา แล้วก็เป็นทางเส้นเดียวเรียกว่า “ เอกายนมรรค" อย่าไปพูดผิด ๆ ตามเขาว่า
น.232 มรรค ๘ ; มักจะพูดกันเกร่อว่ามรรค ๘. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่า มรรค ๘ ท่านตรัสว่า มรรคเดียว แต่ประกอบอยู่ด้วย 8 factors ถ้า factors ไม่ครบ ๘ หรือทั้ง ๘ ไม่กลมเกลียวกันแล้ว มันไม่เป็นทางขึ้นมาได้. ถ้าเป็น factor อันหนึ่ง ๆ มันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ หรือมันใช้ได้น้อยเกินไป มันไม่สำเร็จประโยชน์เป็น ทางสายกลางที่ไปสู่จุดหมายปลายทางได้. ฉะนั้น เราจะทำอะไร เราจะต้องระมัดระวัง แม้แต่การศึกษาเล่าเรียนจะต้องครบองค์อย่างนี้ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้เมื่อเดินอยู่ในทางสายกลางนี้ มันไม่มีความยากลำบาก; คือมันเหมือน กับกลิ้งครกลงจากภูเขา ; ต่อเมื่อไม่เดินทางสายกลางแล้ว มันจึงจะยุ่งยากไปหมดเลย คือเหมือนกับกลิ้งครกขึ้นภูเขา. มันง่ายเหมือนกับที่เคยเล่าให้ฟังในการบรรยาย ครั้งก่อนว่า ถ้าเสือถูกล้อมไว้ ไม่ให้กินอาหาร ไม่ต้องฆ่ามันก็ตายเอง. นี่หมายความว่า ถ้าเราเป็นอยู่ชอบด้วยองค์ ๘ ประการของมรรคนี้แล้ว มันเหมือนกับว่า เสือคือกิเลส ถูกล้อมหมดแล้ว : ความชั่วต่าง ๆ ถ้าจะมีอยู่ในสันดาน มันก็ถูกล้อม หมดแล้ว แล้วมันไม่ได้กินอาหารอีกต่อไป ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันไม่ได้กินอาหารอีกต่อไป มันก็ผอม และตายลงในที่สุด นี่คืออุบายอย่างยิ่ง ของท่านเป็นอย่างนี้. ท่านจึงท้าว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า; ท่านใช้คำว่า "อนุตฺตโร" ไม่มีอะไรดีกว่า ไม่มีอะไรดีกว่านี้. ปุถุชน อยู่ข้างฝ่ายนี้ เต็มไปด้วยทุกข์ ; พระอรหันต์ เป็นพระอเสขะ อยู่ข้างฝ่ายนิพพาน ไม่ทุกข์เลย ; แล้วใครอยู่ตรงกลาง ? นี่ขอให้คิดดูใหม่อีกนิดหนึ่ง ว่าปุถุชน คนพาล คนโง่ คนเขลา หนาไปด้วยกิเลส อยู่ข้างฝ่ายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ; ส่วนพระอรหันต์ ผู้อเสขะ เป็นพระอรหันต์คืออยู่ฝ่ายนิพพาน ไม่มีทุกข์เลย ; แล้ว ใครอยู่ตรงกลางที่กำลังเดินอยู่ตรงกลางที่จะไปสู่ความดับทุกข์. ท่านเรียกคนพวกนี้ว่า เสขะ คำว่า เสขะ แปลว่าผู้ศึกษา. อเสขะ แปลว่า จบการศึกษาแล้ว สิ้นสุด
น.233 ของการศึกษาแล้ว คือเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว. ทีนี้ เสขะ คือ ผู้กำลังศึกษา จะต้องศึกษาอยู่ นี่คือผู้ที่กำลังปฏิบัติ เพื่อมาจากความเป็นปุถุชน ไปสู่ความเป็น พระอรหันต์. ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังเป็น เสขะอยู่ตลอดเวลา แม้เป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ยังเรียกว่าเสขะ คือยังเป็นนักศึกษาอยู่ ตลอดเวลา. ฉะนั้น พวกเราที่นี่ เดี๋ยวนี้ที่กำลังเรียกตัวเองว่านักศึกษานี้ คิดดูเถอะว่าเรา กำลังอยู่ตรงไหน ถ้าไม่อยู่ตรงกลาง. ข้างนี้คือผู้ที่ยังไม่ได้เรียนอะไรเลย ข้างโน้นคือ ผู้ที่จบการเรียนแล้ว ; ที่นี้ ตรงกลางนี้ คือผู้ที่กำลังเรียนอยู่ แล้วจะหลีกเลี่ยงอย่างไร จะออกตัวอย่างไร ที่ว่าจะไม่เดินสายกลาง. มันก็ต้องเป็นผู้ที่เดินสายกลาง และกำลัง เดินสายกลางอยู่ โดยที่จะปฏิเสธไม่ได้ จะค้านหรือปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะว่าเรากำลัง เดินอยู่ตรงกลางทาง. ฉะนั้นขอให้นักศึกษา เรียกตัวเองว่า "ผู้กำลังศึกษา" คือกำลังเดินอยู่ตามทาง และทางนั้นเป็นทางที่ถูกต้อง ครบถ้วนทุก ๆ factors นั่นแหละ จึงจะเป็นนักศึกษา อย่าให้อันใดมากไป อันใดน้อยไป เช่น พุทธิศึกษามากเกินไป จนไม่มีจริยศึกษาอย่างนี้ไม่ต้องอธิบายหรอก เป็นอย่างไรไปดูเอาเองก็แล้วกัน นี้เพราะ มันไม่พอเหมาะพอดี ไม่เป็นทางสายกลาง ทีนี้ถ้าสูงขึ้นไปอีก คนอยู่ที่ตรงกลางตรงนี้ คือไม่ใช่พระอรหันต์และไม่ใช่ ปุถุชนนี้ ในบาลีเรียกว่าพวก มามัญญี อันนี้แปลกมากสำหรับคนที่ไม่เคยได้ยิน ภาษา บาลีคำนี้ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่รู้ความหมายของคำว่า มามัญญี ไว้ก็แล้วกัน "มามัญญี" แปลว่าผู้ จะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น. พวกที่ยึดมั่นถือมั่นเต็มที่เป็นปุถุชน ; พระอรหันต์หมด ความยึดมั่นโดยประการทั้งปวง ; แต่พวกเราที่เป็นนักศึกษา กำลังปฏิบัติ กำลังศึกษา นี้เป็น "มามัญญี" คือผู้ที่ กำลังจะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น. ข้อนี้หมายความว่าเรากำลัง ศึกษาเรื่องความไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วกำลังพยายาม ละ ปล่อย วาง ขูดเกลา
น.234 ความยึดมั่นถือมั่น ที่ยึดมั่น ว่าตัวตน ว่าของตน ว่าตัวกู ว่าของกู ที่ทำให้จิตวุ่น ไม่ว่างอย่างที่กล่าวมาแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๑-๒. ทีนี้ถ้าเรายึดมั่นถือมั่น วุ่นไป ด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จิตใจของเราไม่อยู่ในสภาพที่เป็นกลาง ไม่เหมาะสมที่จะทำ อะไรเหมือนอย่างอุทาหรณ์ที่เล่ามาข้างต้น ๆ แม้แต่จะเป็นนักฟันดาบอย่างนี้. แต่ถ้า เราทำจิตให้ว่างเป็นกลางได้แล้ว เราจะเรียนเก่ง จำเก่ง พูดเก่ง คิดเก่ง สอนเก่ง ตัดสินใจเก่ง คือไม่ผิดเลย ทำเก่งคือไม่ผิดเลย พูดเก่งคือไม่ผิดเลย. นี่ขอให้ นักศึกษาหรือผู้ศึกษารู้ความหมายของคำว่า "ผู้ศึกษา" ในลักษณะเช่นนี้ : อยู่ตรงกลาง คือ กำลังจะไม่ยึดถือ จะปล่อยวางความยึดถือ คือจะ develop จิตให้สูง ให้บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ. โดยทั่วไปจะเห็นได้ว่า ความเป็นกลาง นี้มันอยู่ที่ ความพอเหมาะพอดี ฉะนั้นจำคำว่า พอเหมาะพอดี ไว้ก็ได้ มันจะเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความเป็นกลาง เหมือนกัน. ทำอะไร over หรือ under อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นกลางได้เลย เราก็ชอบ ด่าคนนั้นว่า over ด่าคนนี้ว่า under ทีตัวเองทำไมไม่ดูว่ามัน over หรือ under. ตัวเอง ก็ไม่เป็นกลาง ไม่อยู่ในลักษณะที่กำลังเดินไปอย่างสม่ำเสมอ สู่จุดหมายปลายทาง. สำหรับการทำความพอดีนี้ ท่านให้หัวข้อไว้ว่า จะต้องรู้ความพอดี คือรู้ ในเหตุ รู้ในผล รู้ในตน รู้ในประมาณ รู้ในกาล รู้ในบริษัท รู้ในบุคคล ออกจะยืดยาว จำได้หรือไม่ได้ แต่ก็ขอแนะนำให้ไปดูเรื่องสัปปุริสธรรมที่ครูบาอาจารย์สอนอยู่ในแผนก ธรรมะอยู่แล้ว ที่เรียกว่า สัปปุริสธรรมก็คือ การประพฤติของสัตบุรุษ. การประพฤติ ของสัตบุรุษ ก็คือการทำพอเหมาะพอดีในเรื่องของ เหตุ ในเรื่องของ ผล ในเรื่อง ของ ตน ในเรื่องของอัตรา ประมาณ มาตรฐาน และในเรื่องของ กาลเวลา ในเรื่อง ของบริษัท หรือ สังคม และในเรื่องของบุคคล คือ ปัจเจกชน. เราต้องรู้ในเรื่องของ สิ่งที่เป็นเหตุ, ในเรื่องของสิ่งที่เป็นผล, และรู้เรื่องสิ่งที่เป็นสถานะ สภาวะ ของตัวเอง,
น.235 และรู้เรื่องประมาณ หรืออัตรา ประมาณมาตรา measure ต่าง ๆ ว่า มันมีอยู่อย่างไร, แล้วรู้เรื่องกาลเวลาตอนไหน เป็นอย่างไร เหมาะแก่กาละ, แล้วรู้เรื่องบริษัท คือ สังคม : สังคมนี้ สังคมประเทศนี้ สังคมประเทศโน้น หรือสังคมทั้งโลก หรือแม้ แต่จะแบ่งแยกสังคม ครอบครัวแต่ละครอบครัวอย่างนี้จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้อง ให้ถูกตามเรื่องของสังคมนั้น ๆ. อันสุดท้าย คือรู้เรื่องของปัจเจกชน บุคคลเป็น คน ๆ ไป นี้มันผิดกันมาก อย่าไปเข้าใจว่า คน คน แล้วก็คล้าย ๆ กัน อย่างนั้นไม่ได้ ; บางทีจะผิดกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน. ฟ้าและดินเสียอีก ที่จะใกล้หรือคล้ายกัน ; แต่คนระหว่างคนประเภทหนึ่ง กับคนอีกประเภทหนึ่งไกลกัน ต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน. เช่นเอาพระอริยเจ้าไปเทียบกับปุถุชน หรือเอาพระอรหันต์ไปเทียบกับปุถุชนอย่างนี้ มันไกลกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน. ฉะนั้นเราต้องระวังว่า เราจะประพฤติต่อสิ่งเหล่านี้ต่อเอกชน ต่อสังคม เรื่องกาลเวลา เรื่องประมาณพอเหมาะพอดี เรื่องตัวเอง เรื่องสิ่งที่เป็นผล เรื่องสิ่งที่เป็นเหตุ ๗ อย่างนี้เป็น factors สำหรับศึกษา เพื่อเข้าใจความพอเหมาะ พอดี. เมื่อเราเข้าใจความพอเหมาะพอดีแล้ว ไม่ต้องมีใครบอก เราก็รู้เองว่า ตรงไหนกลาง ตรงไหนเป็นสุดโต่ง ตรงไหนเป็นสุดโต่งข้างซ้าย เป็นสุดโต่งข้างขวา ไม่มีการเหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา สุดโต่งอีกต่อไป ฉะนั้นมันจึงไม่ระหกระเหิน ไม่ชอกช้ำ : จะเป็นเรื่องหาก็ดี เรื่องได้มาก็ดี เรื่องบริโภคใช้สอยก็ดี เรื่องศึกษาเล่าเรียนก็ดี เรียกว่าเป็นผู้เดินอยู่ในทางสายกลางทั้งสิ้น. ทีนี้ คำสุดท้ายที่จะกล่าว คือว่าพระพุทธเจ้า ท่านทรงยืนยันข้อนี้อย่างยิ่ง คือพระพุทธองค์ตรัสแก่สาวกที่สำคัญของพระองค์ องค์หนึ่งว่า "ดูก่อนกัจจายนะ ! ข้อที่ กล่าวกันว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรืออะไร ๆ ก็มีอยู่ นี้มันก็เป็นสุดโต่งข้างหนึ่ง ; แล้ว ข้อที่กล่าวว่า อะไร ๆ ก็ไม่มีไม่ได้มีอยู่นี้ คือตัวตนก็ไม่มีอยู่ แม้นี้ก็เป็นการเหวี่ยง
น.236 ไปสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง ตรงกันข้าม. ตถาคตย่อมกล่าวโดยท่ามกลาง ไม่เข้าไป เกี่ยวข้องกับสุดโต่ง ทั้งสองข้างนั้นเลย" นี้ก็หมายความว่า พูดว่ามีไปเสียตะพึดนี้ ก็เหวี่ยงซ้ายไปเลย, พูดว่าไม่มีเลย ก็เป็นเหวี่ยงขวาสุดไปเลย, ไม่อยู่ตรงกลาง. ในตอนต้นที่สุดของการบรรยายนี้ อาตมาได้บอกแล้วว่า ให้มีด้วยความ ไม่ยึดถือว่ามี ซึ่งมีค่าเท่ากับไม่มี. นี่คือวิธีของพระพุทธเจ้า ไม่ยึดมั่นใน ความมี ไม่ยึดมั่นในความไม่มี เป็นเรื่องปฏิบัติอย่างถูกต้อง มีไปตามประสาโลก ๆ หรือสมมติ ในจิตใจหรือทางธรรมนั้นไม่รู้สึกว่ามี อย่างนี้มันไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เรื่องขึ้น เรื่องลง เรื่องดีใจ เสียใจ. ขออภัยที่จะต้องกล่าวตรง ๆ ว่า จะมีเงินทอง มีสามี มีภรรยา มีอะไรก็ตามใจ ที่คนเขากำลังมีมีกันอยู่นี่ ให้มีแต่ในเรื่องของฝ่ายที่สมมติว่ามี ตามเรื่องของโลก ; แต่ด้านลึกของจิตของวิญญาณแล้ว อย่าได้ไปโง่ถึงกับไปรู้สึกว่า เรามี เพราะว่าเราไม่อาจจะมีอะไรได้ : ธรรมชาติมันไม่ยอมให้เรามีอะไรเป็น กรรมสิทธิ์ของเรา ! ธรรมชาติสงวนสิทธิ์ของมันเสมอ คือมันเป็นของธรรมชาติ เท่านั้น เราอย่าได้ไปหลงเอาอะไรมาเป็นของเราโดยสมบูรณ์ได้. พอเราไปคิดอย่างนั้น เพียงสักว่าคิดเท่านั้น เราจะเป็นทุกข์ทันที; แล้วต่อมาจะทุกข์มากขึ้น เมื่อสิ่งนั้นมัน แสดงอาการเหมือนกับว่า มันไม่ได้เป็นของผู้นั้น แล้วจะน้ำตาไหล ; ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องข้าว เรื่องของ เรื่องสามีภรรยา เรื่องอะไรทุกเรื่องไปหมด. ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ฉันไม่ยุ่งกับเรื่องมี และไม่ยุ่งกับ เรื่องไม่มี แต่จะกล่าวเป็นสายกลางว่า จะต้องปฏิบัติให้ถูก ให้ตรง ให้เหมาะ ให้สม ต่อความหมาย ทั้งของคำว่า "มี" และคำว่า "ไม่มี ". นี่เป็นเครื่องกำกับในครั้ง สุดท้ายว่า พระพุทธเจ้าท่านยืนยันอย่างนี้ ยืนยันโดยหลักมัชฌิมาปฏิปทาว่า ฉันไม่เข้า ไปเกี่ยวข้องกับข้างไหนหมด เพราะฉันรู้ของฉันอย่างนี้ด้วยตนเอง และให้เกิดปัญญา ให้เกิดดวงตาเห็นธรรมะ แล้วกำกับอยู่ว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่นข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
น.237 ทุกคู่ไป ให้อยู่ในสายกลาง ปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสิ่งทั้งปวง : ปฏิบัติอย่างโลก ๆ ก็ปฏิบัติอย่างโลก ๆ ปฏิบัติอย่างธรรมะ ก็ปฏิบัติอย่างธรรมะ; ไม่ให้มีอะไรฝืนกัน ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมะ แล้วก็เรียกว่าเป็นคนเดินสายกลาง ตรงแน่วไปสู่ความดับทุกข์ โดยไม่มีใครอาจจะต้านทานได้ หรือป้องกันได้. ขอกล่าวสรรเสริญ คุณของพระธรรม ที่พระพุทธเจ้าประกาศออกไปนี้ว่า "อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา เทเวนวา พฺรหฺมุนา วา" เป็นต้น ว่าธรรมะที่พระพุทธองค์ ได้ทรงประกาศให้เป็นไปนี้ อันใคร ๆ ตีโต้ให้ถอยกลับไม่ได้ แม้จะเป็นเทวดา เป็น มารเป็นพรหม เป็นอะไรก็สุดแท้ นี้หมายความว่าไม่มีใครพิสูจน์ว่าคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าผิดได้. อปฺปวตฺติยํ สมเณน วา ฯลฯ เทเวน วา ในบาลีธัมมจักกัปปวัตน- สูตร และเป็นเสียงกล่าวป่าวร้องอย่างกึกก้องของพวกเทวดาที่กล่าวอย่างนี้ ในสูตรนั้นว่า อย่างนี้. ฉะนั้นขอให้รับเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านได้ประกาศไว้ชนิดที่ว่าใครค้านไม่ได้นี้ ที่เป็นไปเพื่อดับทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะทำถูกต้อง ๘ ประการ รวมกันเป็นทางสายเอก เป็นทางสายกลาง ไปสู่ความดับทุกข์. ถ้าว่าการอธิบายในวันนี้ ได้ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันแท้จริง จน เปลี่ยนความรู้สึกคิดนึกของท่านผู้ใดได้ ก็ควรจะยินดีอย่างยิ่ง เพราะว่านี้เป็นตัวแท้ ของธรรมะ ตัวแท้ของพระศาสนาทั้งหมด เป็นตัวพรหมจรรย์ทั้งหมด ที่รวมเข้าไว้ได้ ในคำ ๆ เดียวว่า "ทางสายกลาง". ขอให้ธรรมะเป็นจริยศึกษาบ้าง คือให้เปลี่ยนแปลง นิสัยจิตใจของพวกเราบ้าง อย่าให้เป็นแต่เพียงพุทธิศึกษา คือ ฟัง ๆ จำ ๆ พูด ๆ กัน อย่างเดียวก็แล้วกัน. ขอยุติคำบรรยายในวันนี้ ลงเพียงเท่านี้.
Buddhadasa