Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๘ — ผลวิเศษที่เดินใน "ทางสายกลาง"

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.238 ในการบรรยายครั้งที่ ๖ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงผลของการเดินทางสายกลาง ผลของการเดินทางสายกลางก็คือ สิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน ซึ่งโดย ที่แท้ก็คือ การหมดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู-ของกู และการบรรยายครั้งนี้ อาตมาก็พร้อมที่จะรับคำยิ้มเยาะของผู้ที่จะยิ้มเยาะว่า นำเอาเรื่อง มรรค ผล นิพพาน มาพูดแก่นักศึกษา นิสิต คนหนุ่ม คนสาว หรือแม้แต่ลูกสาว หลานสาวที่ยังเล็ก ๆ ร่าเริงอยู่ตามประสาเด็ก แล้วเขาจะฟังเรื่อง มรรค ผล นิพพาน เข้าใจได้อย่างไรกัน เป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ หรือเป็นเรื่องไร้สาระ. คำยิ้มเยาะเหล่านี้อาจมาจากพวกที่เปรียบกันได้กับถ้วยน้ำชาของครูบานำอิน คือโปรเฟสเซอร์คนนั้น ที่เติมอะไรไม่ลงอีกต่อไป เพราะเขาเต็มไปด้วย opinions หรือ speculations ของเขามากเกินไป เป็นโปรเฟสเซอร์ที่ปอบปูล่าที่สุด จนเติม ๒๑๓

น.239 ความรู้เรื่องพุทธศาสนาลงไปอีกไม่ได้ แม้ว่าเขาจะมาขอศึกษาพุทธศาสนา. ครูบานำอิน จึงต้องทำอย่างนี้ ให้เห็นว่าเป็นถ้วยชา ที่เติมอะไรอีกไม่ลง และโปรเฟสเซอร์อย่างนี้ ก็จะมีอยู่ทั่วโลก และแม้แต่ในประเทศไทยเราเอง. ฉะนั้น ก็ขอให้ผู้ฟังทั้งหลาย ตั้งใจฟังเท่ากับที่ว่าอาตมาเสียสละที่จะรับคำ เยาะเย้ยเหล่านั้น และขอให้สนใจฟังเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าคราวอื่น เพราะว่าเรากำลังจะ พูดถึงเรื่องที่เขาประณามกันว่าไม่อาจจะเข้าใจได้สำหรับคนหนุ่มสาว. แต่อาตมาก็จะ พยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้เข้าใจได้ เท่าไรก็เท่านั้น เพราะว่าเรามีความประสงค์มุ่งหมาย อย่างแรงกล้าเป็นจุดเดียว คือข้อที่จะทำให้สมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์เข้าใจพุทธศาสนา สมกับที่ประกาศตัวออกมาอย่างนี้. ในจำนวนท่านทั้งหลาย ที่นั่งฟังนี้ คงจะมีผู้คงแก่เรียน ซึ่งมาพลอยฟัง ไม่ใช่สมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ ; ฉะนั้นถ้าจะมีคำอธิบายอะไรที่แปลกออกไปที่ไม่เหมือน ความรู้ ชนิด orthodox ของท่านละก็ ท่านก็ต้องช่วยรับไปคิดไปวิจารณ์ดู ว่ามันจะ เป็นได้ไหม ในการที่จะเข้าใจ มรรค ผล นิพพาน ในลักษณะเช่นนี้. ทีนี้ก็จะได้กล่าวถึง ความหมายของคำว่า "มรรค ผล นิพพาน” เพราะเหตุที่ว่า คนแก่ ๆ โดยเฉพาะคนที่แก่วัด ได้ยกเอาคำ ๓ คำนี้เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ สูงสุด แสดงกิริยาอาการท่าทางให้เด็กกลัว จนกระทั่งเด็กกลัวคำว่า มรรค ผล นิพพาน ไม่กล้าสนใจ กลับยกให้เป็นการกระทำของคนแก่ชนิดนั้น ซึ่งตัวเองก็ไม่รู้- ไม่รู้เรื่องสิ่งนั้น แล้วก็ทำท่าทางกลัว ยกขึ้นไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องกลัว หรือว่าดีกว่านั้น ก็ในฐานะเป็นสิ่งที่จะถึงต่อเมื่อตายแล้วอีกหลายสิบชาติ ; และยิ่งกว่านั้น ก็ยังเข้าใจว่าเป็น เมืองแก้ว ทำนองเรื่องสุขาวดีของฮินดูหรือของมหายานกลางบ้าน หรือของพวกอาซิ้ม เรื่อง มรรค ผล นิพพาน ก็เลยเข้าใจกันไม่ได้. ฉะนั้นขอให้เรามาตั้งแนว

น.240 อธิบายให้เข้าใจกันให้ได้ และให้ตรงอย่างยิ่ง ตามความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า หรือของพุทธศาสนาก็ตาม. คำว่า "มรรค" แปลว่า ทาง ก็หมายถึง ทางสายกลาง ที่ได้กล่าว มาแล้วคราวหนึ่งเต็ม ๆ. คำว่า "ผล" ก็แปลว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ หมายถึงผลจากการเดินไปตามทางสายกลางนั่นเอง. คำว่า "นิพพาน" ก็แปลว่า สิ้นทุกข์ ดับทุกข์ เพราะถ้าใครได้รับผลจากการเดินตามทางสายกลางแล้ว ก็มีภาวะ เป็นผู้ที่สิ้นทุกข์ หรือภาวะแห่งความสิ้นทุกข์จะปรากฏออกมา ถ้ากล่าวให้ถูกกว่านั้น ก็คือการบริโภคผล เสวยผล หรือเป็นอยู่ด้วยผลของการเดินทางนั่นเอง. คำว่า "มรรค" ถ้าจะเปรียบโดยความหมายทั่วไปแล้วก็คือการกระทำ ทำสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ได้แก่ปฏิบัติธรรม. คำว่า "ผล" ก็แปลว่า ทำถูกจนได้รับผลขึ้นมา นี่คือการ ประสบความสำเร็จในการปฏิบัตินั่นเอง. ทีนี้ "นิพพาน” ก็คือ ได้รับผลของการ ที่กิเลสสิ้นไป ได้รับผลของการที่อยู่ด้วยความว่างจากกิเลส เป็นภาวะของการว่าง จากกิเลส. ถ้านำคำ ๓ คำนี้ คือ มรรค ผล นิพพาน เข้ามาเทียบกันกับความเป็น ไปในพวกเรา ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา มันก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ไม่ยากเลยว่า สิ่งที่ เรียกว่า มรรค ก็คือการพยายามศึกษาเล่าเรียนไปให้ถูกวิธี, และสิ่งที่เรียกว่า ผล ก็คือการสอบไล่ได้, และสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน ก็คือ ผลที่เป็นที่มุ่งหมายที่เกิดขึ้น แก่ชีวิต ตลอดชีวิตไปทีเดียว. ฉะนั้น ความหมายของคำว่า มรรค ผล นิพพาน มาเกี่ยวข้องกันอยู่กับการงาน หรือการกระทำเป็นประจำวันของคนทุกคนไม่ยกเว้น แม้แต่นักเรียนในโรงเรียนด้วยอาการอย่างนี้. ฉะนั้นอย่าได้กลัวคำว่า มรรค ผล นิพพาน และเราอย่าได้หวังว่าจะประสบสิ่งนี้ต่อเมื่อตายแล้วอีกหลายสิบชาติ ซึ่งคำกล่าว เช่นนั้นเป็นไปไม่ได้ จะเป็นจริงไปไม่ได้ เป็นคำกล่าวที่คนโง่ ๆ เขลา ๆ กล่าวออกไป

น.241 ตามความเข้าใจผิดของตัว ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าว แม้กระนั้นเขาก็ยังยืนยัน ว่าถูกต้อง. เราไม่ยอมเสียเวลาที่จะไปวินิจฉัยคำกล่าวที่ผิด ๆ แต่เราจะทำความเข้าใจ ตามแนวของพระพุทธเจ้าโดยตรง. ต่อไปนี้อาตมาก็จะยกเอาคำอุปมาของพระพุทธเจ้าเอง ที่อุปมาด้วยเรื่อง มรรค ผล นิพพานนี้ มากล่าวให้ท่านทั้งหลายฟัง จะเป็นการประหยัดเวลามากกว่า คือพระพุทธเจ้าท่านเปรียบเรื่องของการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ไว้ด้วย การที่เอาตัวรอดจากการจมน้ำ ในที่นี้ท่านชี้ให้เห็นคนที่แตกต่างกันเป็นพวก ๆ : - คนพวกหนึ่งตกน้ำลงไป จ๋อมลง จมหายไม่เคยโผล่เลย แล้วหายเงียบ ไปเลย หมายความว่าเขาตายไปเลย โดยไม่ได้โผล่ให้ใครเห็น. คนอีกพวกหนึ่ง ก็ตกลงไปแล้ว จมลงไปแล้ว ยังโผล่ให้คนเห็นได้ครั้งหนึ่ง แต่แล้วในที่สุดก็จมลงไปอีก แล้วก็หายเงียบไปเลย คือตายเหมือนกัน. คนอีกพวกหนึ่งดีกว่านั้นนิดหน่อย แต่ว่า โผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่งก็ไม่มีใครช่วย โผล่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็ไม่มีใครช่วย เขาโผล่ ๒-๓ ครั้ง หรือหลายครั้ง แล้วก็จมหายเงียบไปเลย คือตายด้วยเหมือนกัน นี่ก็พวกหนึ่งเหมือนกัน คือพวกที่ตาย. คนบางพวก ตกน้ำจมลงไปแล้ว โผล่ขึ้นมาว่ายน้ำอยู่ ชะเง้อคอมองหา ทิศทาง จนกระทั่งเขาเห็นทิศทางที่จะว่ายเข้าไปหาฝั่ง นี่ก็พวกหนึ่ง. อีกพวกหนึ่ง ก็คือ พวกที่ว่ายใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที ๆ. ทีนี้อีกพวกหนึ่ง ก็คือพวกที่เข้าไปถึงเขตน้ำตื้น จนกระทั่งเขายืนถึง เดินถึง และเดินท่องน้ำขึ้นไปบนฝั่ง. พวกสุดท้าย คือพวกที่ขึ้น บกแห้งสนิท นั่งสบาย นอนสบาย อยู่บนบกด้วยความปลอดภัย นี่ ! ท่านลองคิด เปรียบเทียบกันดูเถอะ จะเห็นความแตกต่างกัน.

น.242 ในสามพวกแรกที่ตายไปนั้น เราไม่พูดถึงก็ได้ มันคนตายแล้วจะเอาอะไรมา พูดกันทำไม ; แต่ว่านำมากล่าวไว้เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนที่ไม่ตาย ๔ พวก ซึ่งอยู่ในระดับต่าง ๆ กันเท่านั้นเอง คือคนพวกที่จะรอดตายนั้น เขากำลังอยู่ในระดับ ต่าง ๆ กัน : พวกหนึ่งกำลังว่ายอยู่ท่ามกลางทะเล แต่เป็นคนฉลาดถึงกับมองเห็นทิศทาง แล้ว ว่าจะต้องว่ายไปในทางทิศไหน คือว่ายเข้าหาฝั่ง, ทีนี้ก็พวกที่ว่ายจนใกล้เข้าไปมาก, แล้วก็พวกที่ถึงเขตน้ำตื้น, แล้วก็พวกที่ขึ้นบกได้โดยสมบูรณ์, เป็น ๔ พวก. สี่พวก หลังนี้ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบกันกับพวกที่บรรลุ มรรคผล ๔ ขั้น คือพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์. ชื่อ ๔ ชื่อนี้บางคนก็รู้สึกรำคาญ เพราะรู้สึกว่ามันไกลสุดเอื้อมอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเขาจะเป็นคนที่มีบุญอยู่บ้าง ไม่โง่เขลา เกินไปแล้ว ก็จงฟังดูให้ดี ๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านเปรียบไว้อย่างไร ? ท่านเปรียบไว้ ไม่ไกลนักจากคนที่จมน้ำตาย คือเพียงคนที่ว่ายน้ำอยู่ได้ มองเห็นทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ตะวันออกดี และรู้ว่าฝังอยู่ทางทิศไหน แล้วก็มุ่งหน้าไปหาฝัง นี่เราจะ เป็นคนพวกนี้ไม่ได้หรืออย่างไร ? ถ้าไม่ได้ก็จะเป็นพวกที่จมน้ำตาย ไม่ต้องพูดกัน. พระโสดาบัน จึงเปรียบกับผู้ที่เห็นทิศทางและกำลังมุ่งแนวทางเข้าไปหาฝัง กำลังเดิน ทางด้วยการว่ายน้ำเข้าไปหาฝัง. พระสกิทาคามี ก็คือใกล้เข้าไปทุกที ผู้ที่ใกล้ฝั่งเข้า ไปทุกที ชั่วแต่ทำความพยายามอีกครั้งเดียว แข็งใจอีกทีเดียวก็ถึง. พระอนาคามี ซึ่งถัดไปอีก พระพุทธเจ้าท่านเปรียบกับพวกที่ถึงเขตน้ำตื้นยืนถึง เดินได้ ไม่ต้องว่ายน้ำ แต่ก็ยังอยู่ในน้ำ แค่อก แค่เข่าก็สุดแท้. ทีนี้ผู้ที่เป็น พระอรหันต์ ท่านก็เปรียบกับ ผู้ที่นั่งนอนสบายอยู่บนบก แห้งสนิทแล้ว ไม่ต้องเปียกปอนอะไรแล้ว. ทีนี้ก็ต้องนึกต่อไปว่า ที่ว่าว่ายน้ำนี้ น้ำอะไรกัน ? ทะเลอะไรกัน ? ถ้าจะ พูดให้เป็นภาษานักประพันธ์ก็ว่า ทะเลแห่งชีวิต ทะเลแห่งสังสารวัฏฏ์ก็ได้ แต่ ในที่นี้ ท่านหมายถึงทะเลของการเวียนว่ายอยู่ในกิเลส แล้วประพฤติไปตาม อำนาจกิเลส แล้วก็ได้รับผลของการประพฤติไปตามอำนาจกิเลส คือทนทุกข์

น.243 ป็นทุกข์แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะสิ้นกิเลส ยังมีกิเลส เหลือกิเลส ก่อรูปให้สำหรับทำไปตาม กิเลส และรับผลของการทำไปตามอำนาจกิเลส วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ วนเวียนเป็น วงกลมอย่างนี้ คือว่ารู้สึกเป็นกิเลส แล้วก็ทำไปตามความรู้สึก นี้เป็นกรรม ได้รับผลกรรมก็คือต้องเป็นไปตามกรรมต่าง ๆ นานา ที่ไม่ทำให้สิ้นกิเลสได้ หลงใหลอยู่ในผลที่ได้รับนั่นเอง เพราะก่อกิเลสใหม่ แล้วก็ทำกรรมใหม่ แล้วก็รับผล แล้วก่อกิเลสใหม่วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นวงกลม นี่แหละคือ ทะเลที่พระพุทธเจ้าท่านทรงหมายถึง. ถ้าสัตว์ที่เป็นปุถุชน หนามากด้วยความหลง แล้วก็ไฝฝ้าที่หุ้มนัยน์ตาหนามาก จนไม่รู้ทิศทางที่จะเอาชนะต่อการที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในวงกลมนี้ มันจึงตายอยู่ร่ำไป ในวงกลมนี้ มีกิเลสก็ทำไปตามกิเลส ได้รับผลของการทำไปตามกิเลส ไปตลอดชีวิตเลย ไม่เคยโผล่ขึ้นมาจากน้ำได้ คือ ไม่เคยมีแสงสว่าง ไม่มีความเข้าใจอันถูกต้องที่เกี่ยว กับชีวิต แม้แต่ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร นี้ก็ยังไม่รู้. ฉะนั้นจึงเหมือนกับการ จมน้ำตาย ไม่เคยโผล่ขึ้นมา หรือโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ ก็ยังหลง ไปตามเดิม แล้วก็หลับตาตายไปด้วยความหลง แม้ผู้ที่โผล่ได้สัก ๓-๔ ครั้ง ก็ยังหลงไป ตามเดิม แล้วก็หลับตาตายไปด้วยความหลง. ถ้าจะเป็นผู้ที่อยู่ในพวกเอาตัวรอด ก็ต้องมีความรู้ที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่าความทุกข์คืออะไร ? เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร? ภาวะที่ไม่มีทุกข์เลย คืออะไร? และปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้มา? อย่างนี้เรียกว่าคนที่มีดวงตา มีธรรม- จักษุ ถ้าเรียกอย่างภาษาวัดก็เรียกว่า "ธรรมจักษุ" ถ้าเรียกอย่างภาษาบ้าน ก็คือมีสติ ปัญญาพอที่จะมองเห็นว่า ความทุกข์มันไปทางไหน ? ทางดับทุกข์มันไปทางไหน ? หรือว่าเราเกิดมาเพื่อจะไปที่ไหนกัน ? เพื่อจะทำอะไร ? เพียงแต่เริ่มรู้เริ่มเข้าใจ ได้ถูกต้องอย่างนี้ ก็อยู่ในพวกที่เปรียบได้กับพระโสดาบัน คือพวกที่เห็นทิศทางว่า

น.244 จะว่ายจากทะเลเข้าไปหาฝั่งได้. ถ้าเขาได้เดินเข้าไปมากกว่านั้น ก็หมายความว่าเขา ฉลาดขึ้นมาก ในการที่จะประพฤติผิดน้อยลงทุกที มีความประพฤติถูกต้องมากขึ้น. ถูกต้องในเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าลุ่มหลงในสิ่งสวยงามอะไรด้วย ; หมายความว่า รู้จักทำให้มีความยึดมั่นถือมั่น ว่าเราว่าของเรานี้เบาบางลงไป เบาบางมากขึ้น มีความ รู้สึกว่าตัวเราหรือของเรานี่น้อยลงทุกที น้อยลงทุกที จึงเปรียบได้กับผู้ที่ใกล้ฝั่งเข้าไป ทุกที จนกระทั่งถึงเขตน้ำตื้น. เมื่อถึงขั้นสุดท้าย คือหมดความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราว่าของเรา มีความ ว่างจากตัวเราของเรา แต่เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา ซึ่งได้อธิบายอย่างละเอียดแล้ว ในการ บรรยายครั้งที่หนึ่งครั้งที่สอง เพราะเมื่อถึงสภาพที่มีจิตว่างจากความรู้สึกเป็น “egoism" โดยประการทั้งปวง แล้ว เขาก็มี แต่สติปัญญาแจ่มใส เห็นสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง เรียกว่ามีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ไม่มีชีวิตอยู่ด้วย กิเลสตัณหาอีกต่อไปโดยเด็ดขาด. อย่างนี้เรียกว่า การบรรลุขั้นสุดท้าย ที่เรียกว่า พระอรหันต์ มีความสะอาด สว่าง สงบ เต็มที่โดยประการทั้งปวง ; นี่หมายความว่า นั่งนอนอยู่บนบกแห้งสนิท ไม่ถูกรบกวนด้วยความทุกข์ ซึ่งในที่นั้นเปรียบเหมือนน้ำ หรือทะเล ซึ่งเต็มไปด้วยความเปียกปอนและสัตว์ร้าย. ขอให้กำหนดความหมายของคำว่า มรรค ผล นิพพาน ไว้ในลักษณะ อย่างนี้ และให้เข้าใจว่า ทุกขั้นเราจะได้รับผลอยู่ในตัวทุกขั้น แม้เป็นขั้นพระโสดาบัน เพียงแต่แรกเห็นลู่ทางและเดินไปถูกทาง ก็ต้องถือว่ามีการรับผลของการเดินถูกทางอยู่ ด้วยเหมือนกัน ; ไม่ใช่ว่าขึ้นบกแล้ว จึงจะถือว่าได้รับผล เพียงแต่เห็นทิศทางที่ถูก ต้อง และเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ก็เรียกว่าได้รับผลส่วนน้อย ๆ อยู่แล้ว. ทีนี้ถ้าเดินใกล้ฝั่งเข้าไปอีก ก็ได้รับผลมากขึ้นตามลำดับ และเมื่อขึ้นบกได้โดยสมบูรณ์ ก็เรียกว่า ได้รับผลเต็มที่และสมบูรณ์.

น.245 ขอให้เข้าใจว่า แม้พระอริยบุคคลขั้นต้น ๆ เช่น พระโสดาบัน พระ สกิทาคามี ก็มีการได้รับผลอยู่แล้ว ดับทุกข์ได้เท่าไร ก็เป็นนิพพานของท่านเท่านั้น เพราะว่าท่านสามารถมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยความผาสุกเท่านั้น ; เพราะฉะนั้น เราจึงลด ความหมายของนิพพานลงมาในระดับอีกระดับหนึ่ง ให้มาเหมาะแก่พระโสดาบัน พระ สกิทาคามี พระอนาคามี จนกว่าจะถึงพระอรหันต์ในที่สุด ซึ่งจะได้ชี้ให้เห็นอย่าง ละเอียดทีหลัง. ในชั้นนี้ขอให้ทุกคนสนใจ ในอุปมาของคนรอดตาย ๔ พวกนั้น แล้วก็จะ เข้าใจคำว่า โสดา สกิทาคา อนาคา และพระอรหันต์ได้ดี, แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ความหมายอันแท้จริงของคำพูดเหล่านี้ เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ทุกคน ในบรรดาบุคคลทั้งหลายที่ไม่หลงทาง. ผู้เห็นลู่ทางของชีวิต ที่จะดำเนิน ไปโดยถูกต้องแล้ว ก็เรียกว่า อยู่ในกระแสของพระอริยบุคคลทั้งนั้น. อย่าได้ไปทำลาย ตัวเองด้วยการตีค่าตัวเองให้มันต่ำเกินไป จนถึงกับสมัครเป็นผู้ไม่รู้ไม่ชี้ จะเอาแต่ความ สะดวก หรือความพอใจของตนเป็นประมาณ คือยอมทุกข์ สมัครใจยอมเป็นทุกข์ ซึ่งที่จริงคนเราไม่ควรจะต้องเป็นทุกข์มากถึงขนาดนั้น ธรรมชาติไม่ได้สร้างมาให้ต้อง เป็นทุกข์มากถึงขนาดนั้น แต่ความเข้าใจผิดของเขาเอง ทำให้เขาต้องเป็นอย่างนั้น. พวกเราอย่าเป็นผู้ขาดทุนในเรื่องนี้ คือในข้อที่ธรรมชาติได้สร้าง เรามาให้มีความสามารถที่จะดับทุกข์ได้เท่าไร จะเป็นอยู่ด้วยความสงบสุข เท่าไร เราจะต้องเอาให้ได้เต็มที่ อย่าให้ขาดทุนเลย. คนเขลา ๆ บางคนจะคิด ว่า : ฉันไม่ได้ลงทุน จึงไม่ต้องคิดถึงข้อนี้ คิดเอาแต่ความสนุกสนานเป็นกำไรเรื่อย ; และเขาคิดว่าเป็นกำไรเรื่อย ไม่เห็นว่าเป็นการขาดทุน. แต่ที่แท้มันคือความขาดทุน อย่างย่อยยับ เพราะว่าเขาควรจะได้สิ่งประเสริฐสูงสุดเป็นราคาตั้งล้าน ตั้งร้อยล้าน

น.246 พันล้าน สำหรับแลกเปลี่ยนกับความสนุกสนานไม่กี่สตางค์อย่างนี้ แล้วก็ตายไปด้วย การได้ผลเพียงเท่านั้น นี่เรียกว่าการขาดทุน. ทีนี้อาตมาจะชี้โดยอาศัยคำ ๔ คำนั้นเป็นหลักอีกครั้งหนึ่ง คือ มรรค ผล ระดับแรกที่สุดนั้น คือ พระโสดาบัน. คำว่า "โสดาบัน" ตัวหนังสือแปลว่า ถึงกระแส "โสตา" แปลว่า กระแส อาปนฺน แปลว่าถึง ; โสตาปนฺน ก็แปลว่า ถึงกระแส หรือก้าวลงสู่กระแส. คำว่ากระแสนี้ ก็คือวิถีทางที่จะไปสู่ความ ดับทุกข์ ฉะนั้นผู้ใดมองเห็นชัดเจน ในเรื่องของชีวิต ในเรื่องของความทุกข์ จนไม่มี การเดินผิด ก็คือเดินในทางสายกลาง กำลังตั้งต้นเดิน ริเริ่มเดินเท่านั้น ไม่ใช่เดินไปได้ ครึ่งทางแล้ว ; อย่างนั้นไม่ใช่. เพียงแต่ลงมือเดินไปตามทางที่ถูกต้องเท่านั้น ก็เรียกว่า ผู้ถึงกระแส : คือก้าวลงสู่กระแส กล่าวคือ วิถีทางที่จะไปสู่ความดับทุกข์ สิ้นเชิง คือพระนิพพานอันเป็นจุดหมายปลายทาง อย่างนี้เรียกว่าโสดาบัน. ถัดไป เป็นอริยบุคคลประเภทที่สอง เรียกว่า สกิทาคามี คำนี้แยกได้เป็น สองคำว่า "สกึ" กับ "อาคามี" แปลว่าผู้มาอีกครั้งหนึ่ง "สกึ" แปลว่า ครั้งหนึ่ง อาคามี แปลว่า ผู้มา ขั้นนี้ก็หมายความว่าผู้ที่เดินไปโดยหนทางนั้นแล้ว แต่อาศัย กิเลสดั้งเดิมที่เหลือเชื้ออยู่บางอย่างนั้น ทำให้เกิดการระลึกหวนกลับ ไปได้เหมือนกัน หรืออาจถึงกับเดินกลับอีกครั้งหนึ่งก็ได้ แต่แล้วการกลับเพียง ครั้งเดียวนั้น ไม่ใช่กลับเลย กลับด้วยความอาลัยอาวรณ์ในสภาพเดิมนั้น ด้วยความรู้สึก คิดนึกหรือจะเรียกว่าเดินด้วยเท้าก็ตาม ; แต่โดยที่แท้จริงนั้นหมายถึง การคิดนึกที่หวน กลับมาด้วยความพอใจ หรือหลงใหลในอารมณ์เดิมๆ อย่างคนธรรมดานั้นอีกครั้ง หนึ่งก็ได้ แล้วไม่กี่มากน้อยก็หันกลับ ที่ทำให้เดินแน่ว ยิ่งไปกว่าเดิมไปตามทางต่อไป อย่างนี้จะเห็นได้ชัดว่า มันเป็นกิริยาอาการธรรมดาที่สุดที่มนุษย์เราจะต้องเป็นอย่างนั้น.

น.247 ในการที่จะเดินไปในทางสูง หรือทางประเสริฐนั้น. ยากนักที่จะไม่ให้มีการลังเลย้อน กลับมาสู่สภาพเดิมด้วยความอาลัยอาวรณ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีอาการอย่างนี้อยู่แม้ในพวก พระอริยเจ้า ; ท่านใช้คำว่าพระอริยเจ้าก็คือพวกนี้. ดังนั้นแม้แต่พระอริยเจ้าจำพวก ที่สองก็ยังมีความอาลัยอาวรณ์มาถึงกาม ซึ่งเป็นของประจำโลก ได้แก่อาการอย่างนี้อีก ครั้งหนึ่ง แล้วจึงเดินต่อไป. ถัดไปพวกที่สามก็คือ พระอนาคามี คือผู้ไม่กลับมาสู่สภาพเดิมอีกเลย คือว่า ไม่มีจิตชนิดที่หวนมาสู่โลกที่มีกามนี้อีกเลย. ถัดจากนี้ก็เป็น พระอรหันต์ คือ ผู้ถึงปลายทางแล้วโดยสมบูรณ์ เป็นผู้ถึง ความประเสริฐสุดในสิ่งที่มนุษย์เราจะเข้าถึงได้ ; หมายความว่า ในบรรดาสิ่ง ที่ธรรมชาติสร้างมาให้เราเข้าถึงให้ได้สูงสุดเพียงไรแล้ว มันก็สูงสุดอยู่เพียงแค่ความเป็น ผู้ดับทุกข์โดยสิ้นเชิง คือความเป็นพระอรหันต์นี้เอง. ทีนี้เราพูดสั้น ๆ กันอีกทีหนึ่งใน ๔ พวกนี้ก็ว่า : พวกที่หนึ่งก็คือพวกถึง ต้นทางและออกเดินไป, พวกที่สองหวนกลับครั้งเดียว แล้วเดินไป, พวกที่สามไม่ หวนกลับเลย, พวกที่สี่ก็ถึงปลายทางแล้ว. พวกที่หนึ่งที่ว่าแรกถึงกระแสนั้น อาจจะมีการเดินหวนกลับไปกลับมาก็ได้ แต่ว่าไม่ทำให้หวนกลับเลย มีการเดินไปเรื่อย. ลองนำมาเปรียบเทียบดูกับจิตใจของ เราในการที่จะบังคับมันให้ทำความดี ความงาม หรือสร้างสมคุณธรรม นี่มันมีอาการ อย่างนี้ทั้งนั้น. ฉะนั้นอย่าไปถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้าหิมพานต์ หรือเรื่องที่จะถึง ต่อเมื่อตายแล้ว หลายๆ สิบชาติ ต้องเป็นเรื่องที่เรียกว่าในชาตินี้ คือภาษาชาวบ้าน พูดว่าในชาตินี้ ก่อนเข้าโลงนี้ จะต้องเข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้อย่างมากที่สุดเท่าที่จะ

น.248 มากได้ และว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ต้องให้ได้เป็นพวกประเภทที่หนึ่ง คือถึงกระแส ไม่มี การย้อนกลับ ไม่มีการกลับไปสู่สภาพเดิม แม้จะมีอาลัยอาวรณ์ก็ยังไปข้างหน้าเรื่อย จึงรับประกันได้ตั้งแต่พวกที่หนึ่งเลย. ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระองค์ เองเป็นผู้รับประกัน คือเป็นนายประกัน ว่าพวกที่ก้าวลงสู่กระแสของทาง สายกลาง คืออริยมรรคมีองค์แปดแล้วนั้น ไม่กลับแน่ มีแต่ไปข้างหน้าเรื่อย ฉะนั้นเราควรสนใจคำว่า มรรค ผล นิพพาน ไว้ในลักษณะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต คนเราอย่างนี้. ทีนี้จะพูดอย่างเรื่อง ตัวกู-ของกู, เพื่อความหมดตัวกูหมดของกู. เหมือน กับการบรรยายครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองนั้น ก็พูดได้ง่าย ๆ เหมือนกันว่า คนปุถุชนที่ไม่ใช่ พระอริยเจ้านั้น เต็มอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกูและเป็นอย่างไม่ดีด้วย คือเป็นอย่าง บาป อย่างอกุศลด้วย คือทำตัวเองให้ทุกข์ และทำผู้อื่นให้ทุกข์. ส่วนพระอริยเจ้า ทั้งหลายนั้นมีความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกูนี่น้อยลง แม้ความรู้สึกที่เป็นตัวกูชั้นดี อย่างดี ประพฤติถูก และยึดมั่นถือมั่นในความดีอย่างนี้ก็ต้องน้อยลง น้อยลงตามลำดับ ๆ จนกระทั่งไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวกูเลย ไม่มีตัวตน หรือว่าไม่มีของตนโดยแน่นอน ถ้าความรู้สึกว่า ตัวเราไม่มีแล้ว ความรู้สึกว่าของเราก็ไม่มีเหมือนกัน เพราะ ไม่มีที่ตั้ง ที่อาศัย. ฉะนั้นจงอย่าลืมนึกถึงข้อที่เคยย้ำเสมอว่า ในบางเวลาพวกเรา อย่างน้อยขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ ไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวตนเลย จึงสบาย. ความว่างจากตัวตน มีเมื่อไรแล้ว เมื่อนั้นก็สบายที่สุด ; พอมีอะไรเป็นตัวตนที่รู้สึกเป็นตัวตนเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แล้วจะต้องรับผิดชอบทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีของนั้นของนี่เป็นของตน ที่ต้องรับ ผิดชอบขึ้นมาเมื่อไรแล้ว เมื่อนั้นก็เป็นทุกข์ทันที จะกี่นาทีกี่ชั่วโมงก็ตาม มันจะต้อง เป็นทุกข์ตลอดเวลาที่มีความรู้สึกว่า ตัวเรา-หรือของเรา แม้สักนาทีเดียวก็เป็นทุกข์. คือว่าถ้าเราว่างจากความรู้สึกที่ว่าตัวตนของตนได้มากแล้ว เมื่อนั้นก็จะไม่มีความทุกข์

น.249 หมือนที่เรากำลังนั่งอยู่ที่นี่ ระหว่างนี้แม้จะฟังไปคิดไป ก็ไม่ปรารภตัวตน ไม่ปรารภ ของตนเลย. นี้จึงเป็นการอยู่หรือหายใจอยู่ด้วยสติปัญญาล้วน ๆ อย่างที่กำลังฟังอยู่ หรือคิดอยู่. เวลาที่ว่างจากตัวตนแต่เต็มไปด้วยสติปัญญาอย่างนี้ไม่มีทุกข์ แล้ว ก็เรียกโดยโวหารธรรมะว่า เวลานี้เราว่างอยู่ ว่างจากอะไร ? ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน ของตนนั่นเอง. ทั้งๆ ที่เต็มปรี่ด้วยสติปัญญา คือ คอยฟังคอยคิดคอยนึก ส่งใจไป ตามนี้ ก็เรียกว่ายังว่างอยู่ ; ภาษาธรรมะเขาหมายอย่างนั้น. คำว่าว่างก็หมายอย่างนั้น. ไม่ใช่ว่างชนิดที่ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอะไรเลย ตัวแข็งเป็นท่อนไม้ แล้วเรียกว่าว่าง อย่างนี้ นั่นคือคนพวกหนึ่งว่าเอาเอง ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านว่า. ถ้าว่างตามแบบ สุญญตาของพระพุทธเจ้าแล้ว ต้องหมายถึงว่า ว่างจากความรู้สึกว่า ตัวตน และของตนก็แล้วกัน. พวกเรานี่มันว่างเอง ว่างอย่างที่เรียกว่า co-incident นี้ เพราะว่า เดี๋ยวนี้ท่านกำลังฟังอาตมาพูดอยู่ ท่านไม่ได้นึกถึงตัวตน มัน co-incident อย่างนี้ มันก็เลยว่างได้. แต่ถ้าไม่มีอะไรมาทำให้เป็นอย่างนี้ ก็นึกถึงตัวตน-ของตน กลับไป ถึงบ้านก็มีเรื่องตัวตน มีเรื่องของตน มีอะไรมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก มันก็ เป็นไปในทางตัวตน-ของตน มันไม่ว่าง คือไม่มีสติปัญญาที่เป็นความว่าง แล้วก็มีแต่ ความกลัดกลุ้มอยู่ในตัวตน-ของตน. พระอริยเจ้านั้น ท่านทำให้ว่างได้มากกว่าพวกเรานั่นเอง และว่างมากขึ้น ชนิดที่ว่าจะไม่กลับวุ่นได้ง่าย ๆ กระทั่งว่างขาดไปเลย เป็นอยู่ด้วยความว่างอย่างนั้นแหละ คือนิพพาน. ฉะนั้น เราทุกคนแม้ที่นั่งอยู่ที่นี้ ก็กำลังได้รับรสของนิพพาน เป็นการชิมลองน้อย ๆ อยู่ในระดับหนึ่งที่เดียว คือผลหรือรสของความว่าง

น.250 นั่นเอง ฉะนั้น อย่าได้เกลียดอย่าได้กลัวนิพพานตามคนเขลาที่ไม่เข้าใจ แล้วพูดให้ คนอื่นเข้าใจผิด. ในขณะที่จิตว่างเป็นนิพพานนั่นแหละ เป็นเวลาที่ประเสริฐที่สุด ของคนเรา มีสติปัญญาที่สุด ทำอะไรได้ดีที่สุด จนเหมือนกับเป็นปาฏิหาริย์ทีเดียว. จะยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งว่า ความว่างที่เราจำเป็นจะต้องใช้ และบางที เราก็ใช้อยู่โดยไม่รู้สึกตัว เช่นว่านิสิตคนไหนก็ตาม เป็นนักกีฬาจะขว้างแม่นจะขว้างอะไร ให้ถูกเป้าหมายแม่นในการกีฬาอย่างนี้ ถ้าเขาสามารถหรือฉลาดพอที่จะทำให้เขาอยู่กับ ความว่างในขณะที่ขว้าง เขาจะขว้างได้แม่นเหมือนปาฏิหาริย์ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น เขา ก็ขว้างด้วยจิตที่วุ่นด้วยตัวกูด้วยของกู อย่างนี้มันสั่นไปหมดทั้งมือทั้งใจ มันก็ขว้างผิด เกินกว่าที่ใครจะหวังว่ามันจะผิดถึงขนาดนั้น. ที่ว่าคนที่ขว้างด้วยจิตว่างนั้น บางคนอาจ เข้าใจไม่ได้ หรือฟังไม่ถูก : หมายความว่าในขณะที่เราจับสิ่งที่จะขว้าง แล้วตั้งท่าจะ ขว้างนั้น ขณะนั้นจิตต้องลืม-ลืมความรู้สึกว่าเราจะขว้าง หรือว่าเราเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์ จะขว้างให้ชนะนิสิตมหาวิทยาลัยอื่นอย่างนี้ เห็นแก่มหาวิทยาลัยของเราอย่างยิ่ง แล้วก็ เกร็งข้อ แข็งใจอย่างยิ่งที่จะขว้างให้ถูกอย่างนี้ แล้วมันก็ขว้างด้วยจิตที่วุ่นอยู่ด้วย ตัวกูของกู มันสั่นรัวไปหมด มันก็มีทางผิด. ทีนี้ที่ว่าขว้างด้วยจิตว่างนั้น เมื่อแน่ใจว่า เราจะต้องขว้างแล้ว ก็ลืมตัวเราเสียเลย เป็นสติสัมปชัญญะ เต็มไปด้วยปัญญา เพียง แต่รู้ว่าจะขว้างอย่างไรเท่านั้น มันเหลือแต่ว่าจิตกับร่างกาย ระบบประสาททั้งหลายจะทำ หน้าที่อย่างไรเท่านั้น ความรู้สึกที่จะเป็นตัวเราเป็นของเรานั้น ต้องไม่เข้ามาเจือ ฉะนั้น กำลังจิตทั้งหมดกระทำหน้าที่ขว้างเท่านั้นเอง. นี่ถ้าพูดโดยภาษาธรรมะเขา เรียกว่า ขว้างไปโดยไม่มีตัวผู้ขว้าง. นี่ขอให้จำคำอย่างนี้ไว้บ้างจะมีประโยชน์เป็นอันมาก : กินโดยไม่ต้อง มีตัวผู้กิน นอนโดยไม่ต้องมีตัวผู้นอน เดินทางไปโดยไม่ต้องมีผู้ เดินทาง แต่กลับเป็นการกิน การนอน การเดินทาง ที่ไม่มีความทุกข์เลย แล้ว อยู่เป็นสุขสบาย. ทีนี้ เราขว้างโดยไม่ต้องมีตัวผู้ขว้าง ทำนองนี้แหละ เราจะขว้าง

น.251 แม่นเหมือนกับเป็นปาฏิหาริย์ เหมือนกับเทวดาบันดาล ฉะนั้นขอให้ลองไปฝึกอย่างนี้ดู พระพุทธศาสนานิกายเซ็น เขามีวิธีสอนพวกทหาร พวกอะไรก็ตาม อย่างนี้ทั้งนั้น. เรามีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องมีตัวเรา อย่างนี้ฟังแล้วน่าขัน จะกินโดยไม่ ต้องมีตัวผู้กิน เราทำอะไรไปโดยไม่ต้องมีตัวผู้ทำ แต่สติปัญญาเต็มที่มันทำ จิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาเต็มที่ ไม่มีความรู้สึกเจืออยู่ว่าตัวกู-ของกูนั่นแหละมันทำ. ฉะนั้น จึงไม่มีตัวเรา แต่มีการกระทำทุกอย่าง แล้วกลับทำได้ดีที่สุด ได้ผลดีที่สุด นี่คือ ค่าหรือ value ของนิพพาน มันมีมากอย่างนี้ แต่ว่าจะใช้ได้มากอย่างไรนั้น ไปพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกัน มันถึงกับทำให้เราไม่เป็นทุกข์อยู่เป็นประจำ แล้วทำให้เราสามารถทำการงานได้ทุกอย่างแม้งานฝีมือที่ประณีตที่สุด. อย่าง ช่างเขียนที่เป็นศิลปินเอกของโลก เขาต้องเขียนภาพนั้นด้วยสักว่ามือป้ายสีไปด้วยจิตใจ ที่เป็นสติปัญญา-ลืมตัวกูโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ หรือศิลปินที่กำลังแสดงละครนั้น ก็ต้องลืม ตัวตน แล้วก็แสดงแต่บทบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องของตนเลย นี่, มันจึงทำได้ดี. นี้เรียกว่า ค่าของความว่างหรือค่าของนิพพาน เราว่างอย่างยิ่งเด็ดขาดไม่ได้ ก็ขอให้ว่างให้ได้ตรง ขณะที่เรากำลังจะทำสิ่งที่ยากที่สุด ที่ดีที่สุด หรือที่จะดับทุกข์ที่สุด. ทีนี้ถ้าจะพูดอย่างสำนวนธรรมะที่สูงสุดแล้ว เขายังพูดไว้เลยว่า จงตายเสีย ก่อนแต่ตาย ได้ยินแล้วคงจะงง ตายเสียก่อนแต่ที่จะตาย. ทุกคนจะต้องตายเสียก่อน แต่ที่ตนจะตาย อย่าเพิ่งไปตายต่อแก่ ต่อเจ็บหนัก ต่อที่เขาจะจับใส่โลง แต่ให้ตาย เสียก่อนหน้านั้น คือตายเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ที่นี่ก็ยิ่งดี คือไม่มีตัวเราเสียตั้งแต่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ สำหรับจะตายอีกต่อไป เป็นการดีวิเศษที่สุด และนั่นคือการบรรลุ พระอรหันต์ ไม่ใช่เพียงพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี. คนที่เป็นผู้หมด ความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกูโดยสิ้นเชิงนั้น มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น ฉะนั้นพระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่ไม่ตาย เพราะท่านได้ตายเสียเสร็จแล้ว ก่อนแต่ที่จะตาย. นี่ พูดโดยเป็น สมมติ เหมือนอย่างว่าเราไม่มีความรู้สึกว่าตัวเราอยู่ที่นี่ ตอนนั้นเราก็ไม่ตายเพราะไม่มี ตัวเราที่จะตาย เพราะฉะนั้นให้ทำอย่างนี้เสียให้ได้ก่อนแต่ที่จะถูกจับใส่โลง ก็เรียกว่าตาย

น.252 เสียตั้งแต่ก่อนตาย จะเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์เลย คือมันไม่เกี่ยวข้องกับความตายอีก ต่อไป ไม่มีตัวกูที่จะอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู-ของกู มีแต่จิตที่ประกอบอยู่ ด้วยสติปัญญาล้วน ๆ ทำไป พูดไป คิดไป ทำอะไรทุกอย่างเหมือนที่ทำอยู่ทุก วันนี้ แต่โดยไม่ต้องมีความรู้สึกว่า กูหรือเราเป็นผู้ทำ. นั่นแหละเรียกว่า ทำโดยไม่ต้องมีผู้ทำ กินโดยไม่ต้องมีผู้กิน เป็นสุขโดยไม่ต้องมีผู้เป็นสุข นั่นมันจึงจะเป็นสุขจริง ๆ. ถ้าผิดจากนั้นแล้วมันเต็มไปด้วยตัวกู เต็มไปด้วยของกู มันหนัก มันร้อน มันร้อยรัด พันพัว เสียบแทง เผาลน สารพัดอย่างแล้วแต่ จะเรียก. เดี๋ยวนี้ท่านเห็นได้หรือยังว่า สิ่งที่เรียกว่ามรรค ผล นิพพานนั้น มันเป็น ของสำหรับคนทุกคน จริงหรือไม่ ? และเป็นของคนทุกคนอย่างจำเป็นที่สุด จริง หรือไม่ ? เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้ สิ่งนี้แล้ว ก็แทบว่าไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ เกิดมาเป็นสัตว์นรกชนิดหนึ่ง หรือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานที่หลงใหลในความ เป็นอยู่ง่าย ๆ ชนิดหนึ่งเท่านั้น มันไม่ต่างอะไรกันกับสัตว์ที่ไม่ใช่คน. ฉะนั้นถ้า จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ได้รับคุณค่าของความเป็นมนุษย์แล้ว มันต้องฉลาดถึงขนาด ที่จะเป็นอยู่โดยไม่ต้องมีความทุกข์เลย แล้วทำอะไรได้มากที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด ทั้งแก่ตนและผู้อื่น เพราะว่าเขาเป็นอยู่ด้วยสติปัญญาดังที่กล่าวแล้ว. นี่คือความหมายของคำว่า มรรค ผล นิพพาน ที่ใช้ได้แก่ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเฒ่าคนแก่ สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มีธรรมะนี้ไว้ เพื่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง. ทีนี้เราไม่ได้เดิน ตามทางของท่าน เถลไถลออกไปนอกทางเรื่อย. พูดกันถึงสังคมมนุษย์ทั้งโลกดีกว่า ขอให้ท่านทั้งหลายสำรวมจิตใจเหลือบตา มองไปยังสังคมมนุษย์ทั้งโลก แล้วก็ย้อนหลังให้ยาวเป็นศตวรรษ ๆ ดีกว่าที่จะมองแต่

น.253 ราคนเดียว ที่นี่ เดี๋ยวนี้ หรือมองในประเทศไทย คนไทยที่นี้เดี๋ยวนี้; ให้มองไปทั้ง โลกว่า โลกนี้กำลังเถลไถลไปทางไหน ? หรือว่าได้เดินไป ตามทางที่จะไปสู่ความ ดับทุกข์ ตามแบบของพระพุทธเจ้า ? โลกกำลังเถลไถล หรือจะถึงกับถลำออกนอก ทางโดยไม่รู้สึกตัว หรือว่าเขากำลังมีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวและเดินอยู่. ลองคิดดูว่าสัก ศตวรรษหนึ่งก็แล้วกัน ก็พอจะมองเห็นได้ด้วยตัวเรา หรือมีหลักฐานประจักษ์พยานที่ มีอยู่ ไม่ต้องเชื่อตามคนอื่น. เหมือนอย่างว่า costume แบบแต่งตัว-แบบเครื่องแต่งตัวของสตรีของโลก ที่เจริญสมัยสักศตวรรษหนึ่งมานี้ เขาปกปิดร่างกายมิดชิด ยาวเพียงพอที่จะปกปิด ร่างกายมิดชิดถึงข้อมือข้อเท้า แต่ล่วงมาถึงบัดนี้ สักศตวรรษหนึ่งนี้ เครื่องปกปิด ร่างกายรัดตึงถึงขนาด แสดงรูปร่างได้. นี่ ด้วยอำนาจของอะไร ใครเป็นผู้บันดาล ? พระเป็นเจ้าบันดาล หรือว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีบันดาล หรือว่าสติปัญญาบันดาล ? มนุษย์ทุกคนในโลกเป็นผู้รับผิดชอบหรือเปล่า ? ใครเป็นผู้ต้องการให้เป็นอย่างนี้ ? ถ้าสมมติว่าฝ่ายชายต้องการให้สตรีเป็นอย่างนี้ แล้วอะไรเป็นฝ่ายที่บังคับให้ฝ่ายผู้ชาย ต้องการให้สตรีเป็นอย่างนี้ ? ลองคิดไปก็จะพบว่า ตัวกู หรือความเห็นแก่ตัวกู ของฝ่ายชาย และเป็นกิเลสตัณหา ที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูฝ่ายกิเลส. ทีนี้ ฝ่ายหญิง ก็เป็นฝ่ายที่ตกอยู่ใต้อำนาจของเขา โดยไม่รู้สึกตัว จึงได้ค่อย ๆ ยอมในการที่จะใช้เครื่อง แต่งกาย แบบซึ่งที่แท้ก็ไม่ได้ให้ความสะดวกสบายแก่ตนเลย แต่กลับตามใจแก่บุรุษ มากขึ้น ก็เพราะยอมแพ้ในฝ่ายจิตใจ ในทางจิตใจ. นี่แหละดูเถิดล่วงมาสิบปี สิบปี สิบปี ฯลฯ จนครบหนึ่งศตวรรษโดย สมบูรณ์แล้ว มันเปลี่ยนมากถึงขนาดนี้ ซึ่งบางทีอีกสักศตวรรษหนึ่งก็อาจจะใช้เครื่อง แต่งกายที่ใสเป็นกระจกด้วยซ้ำไป ก็อาจเป็นได้ ด้วยอำนาจของอะไร ที่เถลไถลออกไป นอกทางมากขึ้นถึงอย่างนี้ ใครเป็นผู้บันดาล ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ? ถ้ากล่าวอย่าง

น.254 ธรรมะก็ต้องว่า เป็นเพราะความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวกูแก่ของกู ที่ดำมืดไปด้วยความหลง นั้นแหละ หนักขึ้นทุกที ๆ; ยอมรับความทนทรมานลำบากโดยไม่จำเป็น เป็นการ ทำความทุกข์ให้แก่ตัวเอง โดยไม่รู้สึกตัว. เรื่องที่อาตมาจะเล่า โดยไม่กลัวเสียเวลามีว่า อย่างที่เมืองท่าตากอากาศ แห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ ถอยหลังไปสักสามสิบปี ภาพโฆษณาให้ไปเที่ยวที่เมืองตาก อากาศนั้น เป็นภาพวิวที่สวยสดงดงามของถิ่นนั้น แล้วคนก็ไปตากอากาศตามภาพ โฆษณานั้น. แล้วสิบปีต่อมาเพียงเท่านั้นไม่พอแล้ว ต้องเอาเรือรบลำที่มีชื่อเหมือนกับ เมืองท่าตากอากาศแห่งนั้น เป็นภาพโฆษณา ยั่วยุทางชาตินิยม แล้วจึงมีคนไปอุดหนุน ไปตากอากาศที่นั่น. ภาพโฆษณานั้นยังใช้ได้อยู่ในลักษณะเช่นนั้น แทนที่จะเป็นวิว ธรรมชาติตามธรรมชาติ กลับมาเป็นเรื่องชาตินิยม. ทีนี้ต่อมาอีกสิบปี ภาพโฆษณา ที่จะให้คนไปเที่ยวเมืองนั้น เป็นภาพสตรีในชุดบิกินี. นี่, ลองคิดดูเถอะ ถ้าจะใช้ภาพ เรือรบหรือจะใช้ภาพวิวอย่างแต่ก่อนนั้น ไม่มีใครไปแล้ว ต้องใช้ภาพสตรีในชุดบิกินี คนจึงจะไป. นี้จะคิดว่า คนนี้มันต่ำลงหรือสูงขึ้น มันเลวลงหรือมันดีขึ้น มันสว่างขึ้น หรือมันมืดมัวลง? แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบ ? ใครเป็นผู้บันดาล ? พระเจ้าที่ไหนหรือว่าภูตผีปีศาจเทวดาที่ไหน ? ที่แท้สิ่งที่เรียกว่ากิเลส กล่าวคือความรู้สึกว่าตัวกูของกู ที่ลุ่มหลงจัดนั้นเอง ที่เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ ไม่ต้องมีผู้นั้นผู้นี้ คนนั้นคนนี้ หรือเจ้าบ้านผ่านเมืองคนนั้นคนนี้รับผิดชอบ มันเป็นเรื่องของสังคมมนุษย์ทั้งหมด ที่เถลไถลโดยไม่รู้สึกว่าเถลไถล แต่แล้วก็ยิ่งเถลไถลยิ่งขึ้นไป นอกทางของความสงบสุข ไปสู่หนทางของความเร่าร้อนแล้วก็ไม่รู้สึกตัว แล้วก็บูชาสิ่งที่เร่าร้อนนี่แหละ ในลักษณะ ที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเสมอไป ; น้ำตาไหลก็ยังชอบ. นี่คือมนุษย์ สังคมมนุษย์ หรือสังคมโลกในยุคปัจจุบันกำลังเดินไปในเส้นทางอย่างนี้ ด้วยความรู้สึกอย่างนี้ มันจึงเป็นการช่วยกันสร้างวิกฤตการณ์ถาวรขึ้นในโลก.

น.255 คำที่อาตมาเรียกว่าวิกฤติการณ์ถาวรในโลกนี้ ท่านฟัง ๆ ดูจากสภาพความ เป็นอยู่ ในโลกปัจจุบันก็แล้วกัน เพียงแต่ฟังวิทยุวันละ ๑๐ นาที ก็รู้ว่าโลกนี้ อยู่ในสภาพวิกฤติการณ์ถาวรอย่างไร แล้วไม่มีหวังที่จะสิ้นสุดลงได้ แล้วมันจะ ยุ่งยากมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการทหาร การครองชีพ การอะไร ทุกอย่าง จนเป็นวิกฤติการณ์ถาวรจริง ที่เปิดเผยตรง ๆ ก็มี เร้นลับซ่อนเร้นอยู่ก็มี นี่, เพราะว่าสังคมโลกมันไถลออกไปเอง ต้องมองให้เห็นว่าสังคมโลก คือคนทั้งโลกประกอบ อยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูฝ่ายดำ แล้วก็ไถลออกไปเอง ไม่ใช่พระเจ้าบันดาล ไม่ใช่เทวดาบันดาล แล้วก็ไม่ใช่คนนั้นคนนี้คนใดคนหนึ่งบันดาล แต่ทั้งหมดนั่นแหละ ตกอยู่ใต้อำนาจของความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นกิเลสตัณหา ว่าตัวกูว่าของกู ไม่ต้องมีใคร เข็นใคร ไม่ต้องมีใครผลักใคร และไม่ต้องมีใครล่อ ใครยั่วตรง ๆด้วย มันล่อมันยั่ว ของมันอยู่ในตัวมันเอง แล้วมันก็ไป โลกกำลังไหลไปอย่างนี้ ไหลไปอย่างนี้ หมายความว่าเหมือนกับคนตกน้ำ ก็มีแต่จะจมลงไปในน้ำเท่านั้น ไม่ใช่คน ตกน้ำที่จะโผล่ขึ้นมา แล้วมองเห็นทิศทาง แล้วว่ายเข้าหาฝั่ง นี่, สภาพ ปัจจุบันนี้ แต่ต่อไปข้างหน้านั้น มันจะมีบุญถึงกับว่ายเข้าหาฝั่งกันได้หรือไม่นั้น มันเป็น เรื่องอนาคต ยังพูดไม่ได้ แต่ถ้าหากว่า ความรู้เรื่องมรรค ผล นิพพานของ พระพุทธเจ้าแพร่หลายไปในสังคมโลก ในหมู่มนุษย์โลกแล้ว คงจะกลับ ตัวกันได้โดยแน่นอน ต่างคนต่างจะนิยมหลักของการที่จะมีความสุขได้ โดยไม่ ต้องมอบตัวให้เป็นทาส โดยน้ำใจของเพศใดเพศหนึ่ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนกับ ที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วมันสบายกว่าเป็นไหนๆ. นี่ลองคิดดู เพียงธรรมะ แท้จริงเข้ามาคุ้มครองโลกเท่านั้น โลกจะหยุดหมุน คือว่าจะอยู่ใน ความสงบสุข. ที่ว่าหมุนนั้น หมายถึงว่ามันร้อน. เราเป็นพุทธบริษัททั้งที่ ควรจะได้อะไรบ้างจากพระพุทธเจ้า หรือ จากธรรมะของพระพุทธเจ้า และควรจะช่วยเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกของเรา ที่ยังไม่เป็น

น.256 พุทธบริษัทนั้น อย่างไรบ้าง ? อาตมาต้องพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะมันไม่มีเรื่องอื่น เพราะ ว่าเราจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ แล้วต้องเอาเรื่องนี้ทำประโยชน์ต่อเราเอง แล้วช่วยเหลือ เพื่อนร่วมโลก ให้ตั้งอยู่ในแนวของ มรรค ผล นิพพาน อย่างที่กล่าวแล้วนั่นเอง. ท่านจะเห็นได้ว่า แม้แต่บทเพลง เพลงไทยเดิมเป็นอย่างไร ? เพลงสมัย ปัจจุบันเป็นอย่างไร ? ถ้าเอาตามความรู้สึกของคนธรรมดาแล้วจะรู้สึกว่า เพลงไทย ปัจจุบันนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์มันเหมาะสำหรับหญิงโสเภณีปะเหลาะผู้ชาย หรือว่าผู้ชาย ปะเหลาะหญิงโสเภณี ที่พอจะนับว่าเป็นศิลปะได้ก็สัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ก็ไม่ อยู่ในพวกที่นิยม. ที่นี้ทางวิทยุกระจายเสียง ก็กลุ้มอยู่ด้วยเพลงชนิดที่กล่อมจิตใจให้ เถลไถลออกไปนอกทางของความสงบเย็น มันก็เป็นเรื่องที่ทำให้เถลไถลออกไปโดยไม่ รู้สึกตัว แล้วก็ไม่ต้องไปโทษใคร. อย่าไปโทษพระเป็นเจ้า อย่าไปโทษเทวดา ที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยการเบียดเบียน และเกี่ยวกับทางเพศนี่มากขึ้น ; เราอย่าไปนิยมสิ่ง ซึ่งมันไม่เหมาะกับพุทธบริษัทเรา ฝรั่งเขาจะทำของเขาอย่างไร ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่เราจะต้องไปเดินตามเขา. ถ้าเรามองเห็นอยู่ว่า มันจะพาเข้ารกเข้าพงมากขึ้น. เรามี อะไรของเราเองที่จะทำให้เกิดความสงบเย็น หรือเยือกเย็น เราต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ. ถ้าคนหนุ่มคนสาวไปหลงตามฝรั่งในเรื่องนี้แล้ว ประเทศเราก็ไม่เป็นประเทศไทย จะไม่ เป็นประเทศพุทธบริษัท จะเป็นประเทศที่เป็นขี้ข้าทางวัฒนธรรมโสมม แล้วก็เต็มไป ด้วยความทุกข์ร้อน ; ฉะนั้นพวกเรายุวชนทั้งหลายนี้ รับผิดชอบ-ต้องรับผิด ชอบโดยแน่นอน ถ้าไม่รับผิดชอบ ก็ไม่ควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทย ; แต่จะต้องรับผิดชอบ ในการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศไทย และเป็นพุทธ- บริษัท. นี่เรียกว่าต้องอาศัยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะที่ถูกต้อง ถึงขนาดมรรค ผล นิพพานทีเดียว. ถ้าต่ำกว่านั้นมันไม่พอ คือมันไม่อาจจะปราบปรามภูตผีปีศาจ ที่ ร้ายกาจ กล่าวคือ กิเลสที่เห็นแก่ตัวกู-ของกูนี้ได้ ; ต้องเอาสิ่งที่มีอำนาจพอกันอย่างนี้.

น.257 นี้เราจะเห็นได้ว่า การที่เราปล่อยโลกในสมัยนี้ให้เป็นไปตาม อำนาจของตัวกู-ของกู ที่เป็นกิเลสตัณหานั้น เห็นได้ว่ามันไม่ได้เป็นอยู่ ด้วยสติปัญญาเลย มันไม่เป็นสติปัญญาที่เด็ดขาดแน่นอน ที่จะช่วยให้ ดับทุกข์ได้ แต่มันจะกลายเป็นอยู่ด้วยความรู้สึกที่คุ้มดีคุ้มร้ายไปหมด คือ เป็นเพียงการแต่งตัวชนิดที่ทำความลำบากให้แก่ตัวเอง ; ไปนิยมเพลงชนิดที่มันทำให้จิตใจ ตกต่ำ. แม้ที่พวกฝรั่งเขานิยมกันว่าสูง เราเป็นพุทธบริษัทจะเห็นสูงไปตามเขาด้วยไม่ได้. อย่างอุปรากรเรื่องเฟ้าสท์ อย่างนี้ นางเอกทำชั่วโดยสมัครใจหรือโดยรู้สึกอยู่ แต่ก็ได้ รับอภัยให้ไปขึ้นสวรรค์อย่างนี้. ถ้าจะไปคิดนึก ถือว่าเรื่องนั้นจริงตามนั้นแล้วละก็ คนไทยจะไม่เป็นคนไทย จะไม่เป็นชาวพุทธ ; แต่แม้จะถือว่าเรื่องเฟ้าสท์ เป็นเรื่องล้อ สังคมเล่น มันก็ยังทำให้เราเผลอเข้าใจผิด ให้คนหนุ่มคนสาวเข้าใจผิด อมเอาหลักผิด ๆ ไว้เป็นต้นทุนอยู่ในมันสมอง และอันนี้จะออกมาเป็นพิษทีหลัง. เพราะฉะนั้นขอกล่าว เสียเลยว่า ความเข้าใจผิด เห็นผิด ทำนองที่กล่าวนี้ ถ้าลงได้ฝัง-แว่วอยู่ใน จิตใจแล้ว สักโอกาสหนึ่งมันจะมีโอกาสออกมาแสดงบทบาท; เพราะว่าคน เรานี้ไม่ใช่ว่ามีจิตใจเข้มแข็ง สดชื่น รู้สึกสำนึกตัวดีเหมือนที่นั่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ตลอดเวลา. มันคงมีสักคราวหนึ่ง ซึ่งโรคทางกายเบียดเบียน โรคทางใจเบียดเบียน จนมีอาการคุ้มดี คุ้มร้าย โดย subconscious คือไม่รู้สึกตัวอย่างนี้; ขณะนั้นแหละ กิเลสฝ่ายต่ำ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ ที่มีเชื้ออยู่บ้างจะตรูกันออกมาครอบงำ ยึดตัวเขาให้เดินผิดทางได้. ขึ้นชื่อว่าความผิด หรือเรื่องของกิเลสแล้ว อย่าได้ประมาทว่านิดเดียว มันจะไม่อันตราย, แม้มันจะนิดเดียวก็เป็นอันตราย ไฟนิดเดียวก็ไหม้โลกได้ เมื่อมันได้ เชื้อเพลิงที่เหมาะสม; ฉะนั้นขึ้นชื่อว่ากิเลสหรือความไม่ดีแล้ว นิดเดียวก็อย่า ได้ประมาท อย่าได้ไว้ใจว่าไม่เป็นอันตราย. เราจะไปตามอย่างพวกฝรั่งในลักษณะ เช่นนั้นไม่ได้, เราจะต้องมีหลักของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ของเราเอง : คือรู้จักชีวิต

น.258 ที่เกี่ยวกับความทุกข์ และความดับทุกข์โดยถูกต้องของเราเอง นี่คือเรื่อง มรรค ผล นิพพาน ที่แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น. เพื่อความเข้าใจละเอียด จนถึงกับปฏิบัติได้ ขอให้ทนฟังต่อไปอีกนิดหนึ่ง การที่คนธรรมดาหลับหูหลับตาอยู่ตามประสาปุถุชน จะมาลืมหูลืมตาเป็นพระอริยเจ้า ได้นั้น จะต้องทำอย่างไรบ้าง ? ท่านวางหลักไว้ชัดเจนว่า จะต้องละสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นว่าตัวกูว่าของกูนั่นแหละให้หมดไป. แต่ทีนี้เราจะละ มันได้อย่างไร ? มีลำดับขั้นตามลำดับ ๆ พอที่จะทำได้ตามลำดับนั้นอย่างไร ? เหมือนว่า เราจะเรียนทีเดียวสอบเป็นปริญญาบัณฑิตนี้ มันไม่ได้; มันต้องเรียนมาแต่ประถม มัธยม เตรียมอุดม แล้วก็อุดมในที่สุด. นั้นเป็นของที่เราทำได้ ด้วยอาการที่เรียกว่า ขึ้นบันไดมาตามลำดับ. การปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยสมบูรณ์นี้ ก็เหมือนกัน ก็เหมือนการขึ้นบันไดมาตามลำดับ. ฉะนั้นท่านจึงว่า ให้ละกิเลส ลักษณะหนึ่ง ลักษณะหนึ่ง หรือแบบหนึ่ง ๆ นี้มาตามลำดับของการที่ต้องละก่อน หลังอย่างใด : เรียกเป็นภาษาบาลี ก็เรียกว่า ละสังโยชน์ ที่แท้คือสะกิเลส, หรือที่แท้ กว่านั้นก็คือ : ละความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูในชั้นหยาบ ให้ละเอียดขึ้นมาตามลำดับ นั่นเอง, ให้ตัวกูเบาบางขึ้นมาตามลำดับนั่นเอง. พูดอย่างนี้ฟังง่ายมาก ถ้าพูดว่าให้ ละกิเลสก็ฟังยากหน่อย ถ้าเรียกว่าละสังโยชน์แล้วก็ยิ่งฟังยากทีเดียว เพราะไม่รู้ว่า สังโยชน์นั้นคืออะไร ? จะอธิบายให้เข้าใจเสียเลย คำว่า "สังโยชน์" นั้น แปลว่า "เครื่อง ผูกมัดรัดรึง" คือผูกมัดชีวิตจิตใจ ความรู้สึก. คนเราจะถูกผูกมัดรัดรึงอยู่ด้วย สิ่งที่เรียกว่า สังโยชน์, สิ่งใดที่ผูกมัดจิตใจได้ สิ่งนั้นเรียกว่าสังโยชน์, แล้วสิ่งใด คือสิ่งผูกมัดจิตใจ ? สิ่งนั้น คือความรู้สึก ยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู. ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าสังโยชน์ ก็คือความรู้สึก egoism นับตั้งแต่หยาบที่สุดจนถึงละเอียด

น.259 ประณีตที่สุด จนนิยมกันว่าดีนั่นเอง แม้ข้อนี้ก็ต้องละออกไป นี่เรียกว่าละสังโยชน์. ทีนี้ สังโยชน์ ๓ ชั้นข้างต้นที่ละแล้ว ทำให้เป็น พระโสดาบัน นั้น ท่านระบุชื่อไว้ว่า : ๑. "สักกายทิฏฐิ" นี่คือความเห็นแก่ตัว ๒. "วิจิกิจฉา" ความลังเลในเรื่องของตัว, ๓. "สีลัพพตปรามาส" งมงายไร้เหตุผล. ข้อที่ ๑. สักกายทิฏฐิ ก็คือ ความรู้สึกตามธรรมดาสามัญที่ทำให้ เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวเรา อย่างนี้มันคือ “egoism" ที่แก่มากถึงกับเป็น "selfishness" เห็นแก่ตัวจัด ไม่ดูหน้าใคร ได้เป็นดี. นี่, ปุถุชนเป็นอย่างนี้ แล้วก็มีตัวกูอยู่ที่ ร่างกายนี้ ที่เนื้อหนังทางวัตถุนี้ มีตัวตนอยู่ที่นี่ ไม่รู้สึกว่ามีตัวตนชนิดที่ประณีต ที่เป็นจิต เป็นวิญญาณ นั่นคือพวกวัตถุนิยม. เอาเนื้อหนังร่างกายนี้เป็นตัวตนแล้วยังแถมมั่นยึด ถือมั่นว่า เที่ยงเสียด้วย, เที่ยงแท้ถาวร มั่นคงราวกับภูเขาทีเดียว ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้อง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย ; อย่างนี้ไม่ยอม รับทราบ ไม่ยอมคิดอย่างนั้น คิดว่าเป็นของเที่ยงแท้ถาวร เหมือนกับภูเขาทีเดียว. เขาจึงเมาในความเป็นเด็ก หรือความเป็นหนุ่มเป็นสาวของเขาเอง ไม่รู้จักเรื่องความชรา ความแก่เฒ่า, หรือแม้ความตายที่จะมาถึง ก็ไม่รู้สึก ; หลงอยู่แต่ว่าความหนุ่มสาวของ เรานี้ มั่นคงเหมือนภูเขาหิมาลัย, ความไม่เป็นโรค ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยของเรานี้ มั่นคง เหมือนกับภูเขาหิมาลัย. นี่สำคัญว่าเที่ยงอย่างนี้ แล้วรู้จักกันแต่ในด้านวัตถุเนื้อหนัง, แล้วก็เห็นแต่เรื่องตัวตนอย่างนั้น ทำนองนั้นจัดอยู่. นี้เรียกว่า “สักกายทิฏฐิ" เป็น กิเลสของคนทุกคนที่เป็นปุถุชน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องละก่อน อันไหนหมด จึงจะเปลี่ยนจากความเป็นคนหนาไปด้วยกิเลสนั้น มาสู่ความเป็นคนที่บาง ด้วยกิเลส. ถ้าจะเข้ามาในขอบวงของพระอริยเจ้านั้น ขั้นแรกที่สุดจะต้องละความรู้สึก ที่เรียกว่า "สักกายทิฏฐิ" นี้ก่อน เราต้องมองดูจนเห็นว่าโลกเราปัจจุบันนี้ ลำพัง "สักกายทิฏฐิ" ตัวเดียวนี้เท่านั้นแหละไม่ต้องไปนึกถึงกิเลสอื่น ชื่ออื่น. สักกายทิฏฐิ

น.260 ตัวเดียวนี้เท่านั้น ที่สร้างวิกฤติการณ์ถาวรขึ้นในโลกที่เบียดเบียนกันอยู่ทุก วันนี้, ฉะนั้นตลอดเวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ครึ่งโลกหนึ่งกับอีกครึ่งโลกหนึ่ง ยังละ สักกายทิฏฐิไม่ได้หรือไม่เบาบางแล้ว มันไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้ ; ไม่มีทางที่จะ ช่วยกันทำโลกนี้ให้สงบเย็นได้ จะเป็นวิกฤติการณ์ถาวรเร่าร้อนอยู่ตลอดนิรันดรเท่านั้น. นี่ก็เห็นได้ว่า แม้แต่กิเลสสังโยชน์ตัวแรก ข้อแรกเท่านั้นก็สำคัญ มีความสำคัญแก่ โลกถึงเพียงนี้แล้ว ; ฉะนั้นถ้าเราจะเตรียมตัวสำหรับจะช่วยกันสร้างโลกนี้ให้งดงาม ให้สงบเย็น ให้สะอาด สว่างไสว ด้วยธรรมะนี้ เราจะต้องมีความปักใจแน่วแน่ ที่จะละกิเลสชื่อว่า "สักกายทิฏฐิ" ซึ่งแปลว่า "ความเห็นแก่ตัว" นี้กันให้ได้. ข้อที่ ๒ เรียกว่า "วิจิกิจฉา" นี้แปลว่า ลังเล. ใครไม่ลังเล ใครลังเล คน ๆ หนึ่งนึกดูให้ดี บางทีตั้งแต่เช้าจนกว่าจะค่ำลงนี้ มีความลังเลในสิ่งต่าง ๆ ตั้งสิบ กว่าครั้ง จะทำอะไรดี บางคนมากไปจนถึงกับว่า จะกินอะไรดีด้วยซ้ำไป; โง่หรือฉลาด ลองคิดดูเถิด งงถึงกับไม่รู้ว่าวันนี้จะทำอะไรกินดี ต้องนั่งคิดนึก แล้วก็ยังลังเลอยู่นั้น, แล้วกินเข้าไปแล้วมันก็ไม่ใช่มีอะไรดีกว่ากัน แปลกกัน. คำว่าลังเลในที่นี้เขาหมายถึง ลังเลโดยส่วนใหญ่ก็คือลังเลในเรื่องชีวิตทั้งหมดของตัวนี้ ว่าจะดำเนินไปใน ทางไหน ยังไม่รู้ทั้งนั้น แม้จะได้ยินได้ฟังอยู่บ้างก็ยังลังเล. ถ้าพูดให้สั้นก็คือว่าลังเล ข้างธรรมชาติฝ่ายต่ำ หรือลังเลข้างธรรมชาติฝ่ายสูง ; บางทีก็ว่าเอาสวย เอารวย เอาดี บางทีก็ว่าเอายุติธรรม เอาถูกต้อง เอาจริง-ดี นี่, ลังเลอย่างนี้. ลังเลต่อจุดหมาย ปลายทางสูงสุดของชีวิต ว่าจะไปในรูปไหน ก็ลังเลอยู่นั่นแหละ และใน การงานที่ทำอยู่ประจำวันนี้ก็ลังเล ว่ามันถูกแน่หรือมันผิดแน่ อย่างไหนจะถูกกว่า อย่างไหนจะปลอดภัยกว่า ล้วนแต่เต็มไปด้วยความลังเล จนเป็นนิสัย. หรือแม้ในสิ่งที่ เรียกว่าความสุขนี้ก็ยังลังเล : จะเอาสุขจากเงิน หรือจะเอาสุขจากชื่อเสียง หรือจะเอาสุข จากอำนาจวาสนาบารมี หรือจะเอาสุขจากความสงบเย็น. นี่ลังเลจนกระทั่งว่าจะออก หาความสงบหรือยัง หรือจะทนอยู่ในกองทุกข์ดี, นี้ ก็ยังลังเลถึงขนาดนี้ ทั้ง ๆ

น.261 ที่เห็นว่า ออกไปนั่นแหละ พ้นจากความผูกมัด, อยู่ที่นี่ อยู่ในความผูกมัด ; แม้ อย่างนี้ก็ยังลังเล. เพราะว่ากิเลส ตามสัญชาตญาณทำนองนี้ มันเหนียวแน่นมาก เหนียวแน่นเท่ากับสักกายทิฏฐิที่กล่าวแล้ว. ทีนี่ยังมีการลังเลในธรรมะว่าจะเอา ธรรมะดีหรือว่าจะเอาโลกดี นี้ต่อให้เป็นโปรเฟสเซอร์ ปอบปูล่าของโลก ของ บ้านเมืองขนาดที่กล่าว ๆ มาแล้วนั้น ก็ยังลังเลว่า จะเอาโลกดีหรือเอาธรรมะดี. แล้ว ยิ่งพวกโปรเฟสเซอร์ ทำนองนี้ด้วยแล้ว ยิ่งจะหมุนไปในโลกมากกว่าที่จะหมุนไปในธรรม เพราะเขาเป็นโปรเฟสเซอร์ของโลก. ถ้าจะมีโปรเฟสเซอร์ตามทางธรรมแล้ว ดูเหมือน จะไม่มีทางชี้ไปที่อื่น นอกจากพวกพระอริยเจ้า. ทีนี้พวกเราที่ลังเลในชีวิตทำนองนี้ จึงมีปัญหาง่าย ๆ แม้ที่กำลังเผชิญอยู่ว่า พุทธศาสนานี้ควรนำมาสอนในมหาวิทยาลัย หรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น. หรือที่ไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยก็ว่า เรานี้ควรจะเข้าไปเกี่ยว ข้องกับพุทธศาสนาหรือธรรมะ ในฐานะที่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แก่ชีวิต หรือไม่ อย่างนี้ก็ยังลังเล. โอกาสที่ไปดูหนังยังมีมากกว่าโอกาสที่จะมาศึกษาธรรมะ ตั้งมากมายหลายเท่าหลายสิบเท่า จะไปฟังธรรมะก็ไม่ว่าง. แต่ถ้าไปทำสิ่งที่ให้หมด เปลืองเร่าร้อนกระวนกระวายแล้วก็ ว่าง ! ว่าง ! ว่าง มากทีเดียว และก็นิยมให้มัน เป็นอย่างนั้นจนเคยชินเป็นนิสัย. ทีนี้ถ้าว่าหมดความลังเลในสิ่งเหล่านี้ มีจิตใจเฉียบขาด คมอย่างมีดโกน แน่นอนลงไปว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร ? และต้องถึงอะไรให้ได้ ในชีวิตนี้ ? อะไรคือการงานที่เหมาะต่อสภาพของเราอย่างยิ่ง ? ความสุข ที่แท้จริงเป็นอย่างไร ? ธรรมะจำเป็นแก่ชีวิตโดยแน่นอน จิตใจอย่างนี้ มันเด็ดขาดลงไปแล้วถอยหลังกลับไม่ได้. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกคน ๆ นี้ว่า โสดาบัน คือพวกที่ถึงกระแสชนิดที่ถอยหลังกลับไม่ได้ เพราะหมดความลังเล. ยังมีข้อสุดท้ายอีกข้อหนึ่ง ข้อที่ ๓ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส หมายถึง ความงมงายเดิม ๆ ที่ติดมาด้วยสัญชาตญาณ ส่วนใหญ่ก็อาศัยความกลัว. คนเรา มีความกลัวเป็นสมุฏฐาน ที่เป็นเหตุให้เป็นคนไร้เหตุผล ไม่ตั้งอยู่ในอำนาจของเหตุผล

น.262 ใช้เหตุผลไม่เป็น ; ความกลัวมาสะกิดนิดเดียว ทิ้งเหตุผลหมด เอาไปตามอำนาจของ ความกลัว, หรือถ้าเผอิญมันฟลุค ถึงกับมีใครมาบอกว่า ทำอย่างนี้สิจะไม่ต้องกลัว ก็เอา ตามนั้นเลย. นี่เป็นเหตุให้มีศาลพระภูมิ มีพระเครื่องแขวนคอ มีอะไรต่าง ๆ ซึ่งมัน ง่ายที่สุด แล้วเขาก็โฆษณา ทำนองว่าระงับความกลัวกันทันที ที่นี่เดี๋ยวนี้. ฉะนั้นจึงไม่ สามารถที่จะใช้ความคิดความนึก หรือเหตุผลของตนเอง จึงเป็นคนงมงายตาม ๆ เขา ไปหมด, ไม่มีเหตุผลเลยก็มี ใช้เหตุผลผิดไปหมดก็มี มีเหตุผลมากเกินไปแต่ผิด, ล้วนแต่เหตุผลผิดก็มี กระทั่งไปบำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบากเสียเปล่า ๆ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นก็มี. ทั้งหมดนี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส, คำนี้ถ้าแปล ความหมายก็แปลว่า ความโง่ที่ไปทำให้ขอถูกของดี แปดเปื้อน เป็นของผิด ไปหมด ; เพราะว่าระเบียบปฏิบัติทางศีลธรรม วัฒนธรรม ทางศาสนาอะไรที่เขา วางไว้ดีแล้ว ; ตนเองไปเข้าใจผิด งมงาย นำไปใช้ผิดหมด เช่นว่าพระพุทธรูป มีไว้ใช้ เพื่อประโยชน์อะไร อย่างไร มันมี ; มีถึงขนาดเป็นเทคนิคด้วยซ้ำไป ถ้าเอาไปใช้ ให้ถูกต้องแล้วก็จะเกิดความสว่างไสว แก่จิตใจ. แต่ทีนี้บางพวกก็เอาพระพุทธรูป ไปแขวนคอ สำหรับไปขโมยเขา ไปทำไม่ดี หรือแม้แต่ว่าไม่ไปขโมยเขา นี่ก็ด้วย ความเห็นผิด ว่าจะคุ้มครองได้อย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนกลัว หรือจะให้รวย ให้สวย ต่าง ๆ นานาอย่างนี้ ก็คือไปลูบคลำของที่ดีที่สะอาดอยู่นั้นให้สกปรกไปเสีย. ถึงแม้วัตรปฏิบัติอย่างอื่น เช่นบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทำกรรมฐานอะไรก็เหมือนกัน เขามีแนวที่ดี ที่เป็นไปเพื่อกำจัดกิเลสทั้งนั้น. คนที่มี สีลัพพตปรามาสก็ไปทำให้เขวหมด พาไปทางงมงาย เข้ารกเข้าพง จนกระทั่งยากจน เดือดร้อนเพราะการให้ทานอย่างนี้ก็มี, เพราะรักษาศีลนี้ก็มี เป็นบ้าเป็นบอต้องส่ง โรงพยาบาลโรคจิต เพราะวิปัสสนาที่เขาเจริญผิดและเขวนี้ก็มี. ถ้ายังมีความหลงผิด ชนิดที่ทำสิ่งที่ดีให้กลายเป็นสิ่งที่ผิด ที่สกปรกไปหมดอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่ายังมี สีลัพพตปรามาสอยู่เพียงนั้น. ฉะนั้นจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้ที่อยู่ในอำนาจ

น.263 ของเหตุผลเสียก่อน แล้วใช้เหตุผลให้ถูก แล้วก็ใช้สิ่งต่าง ๆ ที่มีความ มุ่งหมายดีหรือถูกนั้น ให้เป็นไปตามความมุ่งหมายนั้น อย่าให้เขวได้, ถ้าละความโง่แบบนี้ก็เรียกว่า ละสีลัพพตปรามาสได้. เมื่อละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ๓ อย่างนี้ได้ ก็ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ลังเล ไม่งมงาย นี้เป็นพระโสดาบันแล้ว. พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติการละ ๓ อย่าง นี้ได้ ว่าเป็นพระโสดาบัน กำลังเดินอยู่ในกระแสที่แน่นอนต่อความดับทุกข์ขั้นสูงสุด คือนิพพาน ; คนชนิดนี้ท่านเรียกว่า พระอริยเจ้าอันดับแรก. คำว่า อริยะ นี้ เป็นภาษาบาลี ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตก็คือ อา - ร - ยะ ; ถ้าเป็นบาลีก็เป็นอริยะ ถ้าเป็นสันสกฤต ก็เป็นอารยะ ช่วยตั้งข้อสังเกตกันอย่างนี้บ้าง และเดี๋ยวนี้เราก็เอาคำว่า อารยะ นี้มาใช้เรียกพวกเราด้วยซ้ำไปว่า อารยชน คนไทย เป็นอารยชนแล้ว ไม่ป่าเถื่อนแล้ว. มันเป็นคำเดียวกับพระอริยเจ้า แล้วมันเป็นอารยะ จริงหรือเปล่า ? เพราะว่าถ้าเราเป็นอารยะกันจริง เช่นพวกฝรั่งเขารับรอง หรือใครๆ เขาก็รับรองแล้ว มันจะต้องเป็นอารยะชนิดไหน ? ฉะนั้นเราลองเหลือบตามอง มาดูอารยะของพระพุทธเจ้าท่านบ้าง ว่าคนที่โง่ หายจากความเป็นป่าเถื่อน จนไม่เห็นแก่ตัว จนไม่ลังเลในเรื่องของชีวิตจิตใจ และไม่งมงายนี้ พอที่ จะเรียกอารยชนได้ไหม? นี่จะต้องเป็นที่ยอมรับกันได้ทันทีทีเดียวว่า; นี่พอ จะเรียกได้ว่า อารยชนจริง. คนเห็นแก่ตัวยังลังเล ยังงมงายอยู่แล้ว มันก็ป่าเถื่อน ต่อให้เป็นโปรเฟสเซอร์ผิวขาว ที่ popular ที่สุดของโลก ก็ยังป่าเถื่อนอยู่นั่นเอง ถ้ายัง ไม่ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. ลดต่ำลงไปอีก คือลดไปถึงคำว่า "สุภาพบุรุษ" สุภาพบุรุษนี้เป็นคน ชนิดไหนกัน ? ผูกเนคไท เดินโก้ ๆ แล้วก็เป็น ดังนั้นหรือ? อย่างนี้มันคือ

น.264 สุภาพบุรุษที่ป่าเถื่อน. สุภาพบุรุษที่แท้จริง จะต้องสมกับคำว่า "สุภาพ" สุ แปลว่า "ดี", "ภาพ" แปลว่า "ภาวะ" สุภาวะแปลว่าภาวะดี ที่มีความเป็นอยู่ดี จึงจะ เป็นสุภาพบุรุษ. การเป็นอยู่ดีนี้ เป็นอยู่ได้อย่างไร ? ถ้าหากยังมีความเห็นแก่ตัวจัด มีความลังเลแม้แต่เรื่องชีวิตของตัวเอง และมีความงมงายทางศีลวัตรที่สุดนี้ อย่างนี้ จะเรียกว่าสุภาพได้อย่างไรกัน ? ดังนั้นแม้จะสำเร็จออกซฟอร์ดหรือเคมบริดจ์มา ก็ยังเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้ ถ้าหากยังมีความเห็นแก่ตัวจัด ยังลังเลต่อเรื่องของชีวิต และยังงมงายทางศีลธรรมอยู่ ก็ยังไม่เป็นสุภาพบุรุษอยู่นั่นเอง ; ทั้ง ๆ ที่เขานิยมกันว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีชื่อเสียงที่สุดในการสร้างคนให้เป็นสุภาพบุรุษได้มากที่สุด แต่แล้วเราก็ไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ ถ้าหากยังมีความเห็นแก่ตัว ความลังเล และความ งมงาย มันยังไม่พอที่จะเป็นสุภาพบุรุษ ตามความหมาย - ของพุทธบริษัท. ชาวพุทธเรานี้ พุทธบริษัทเรา คนไทยที่ถือพุทธศาสนานี้ ควรจะ จำกัดความหมายของคำว่า “สุภาพบุรุษ” หรือ “อารยชน" ไว้ให้ถูกต้อง ตามความจริงของธรรมชาติ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าหรือของใคร. คำพูดคำนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ คำพูดนี้ต้องเป็นของธรรมชาติ คำพูดที่ว่า "สุภาวะ" คือ "สุภาพบุรุษ" นี้ ก็ดี คำที่พูดว่า " อริยะ" หรือ " อารยะ" "อารยชน" นี้ ก็ดี มันเป็นของธรรมชาติก่อให้เกิดขึ้น และมันมีความหมายของมันเองว่า สุภาวะ คือ ภาวะดี. อริยะ นี้ คือ ประเสริฐ ; ประเสริฐตรงที่พ้นไปจากความทุกข์ ไกลจาก ความทุกข์. แล้วอันไหนเล่าที่เป็นภาวะดีและไกลจากความทุกข์ และมันจะต้องเป็น อย่างไร. ฉะนั้น เราเป็นสุภาพบุรุษ หรือเป็นอารยชนให้ถูกตามความหมาย ของธรรมชาติก็พอแล้ว : เมื่อละได้ ๓ อย่างนี้ ก็เป็นพระโสดาบัน ฉะนั้น ช่วยจำไว้ให้ดีว่า ละสักกายทิฏฐิคือความเห็นแก่ตัว ละวิจิกิจฉา คือความ ลังเลในชีวิตประจำวันนี้ และละสีลัพพตปรามาส คือละความงมงาย ในบรรดาสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับเราและที่เราต้องประพฤติ.

น.265 หมดเรื่องของพระโสดาบันแล้ว ก็มาถึงเรื่องที่สูงไปกว่านั้น คือเป็น พระสกิทาคามี ที่ว่าหวนกลับด้วยความอาลัยอาวรณ์ครั้งเดียว แล้วเลยไปนี้ มันสูง กว่าพระโสดาบัน ซึ่งอาจจะหวนกลับอยู่หลายครั้ง. ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่บัญญัติ อะไรเพิ่มเติมขึ้นมา คงเท่าเดิม เท่ากับพระโสดาบัน ; แต่ถือว่าอยู่อีกระดับหนึ่ง คือ เบาบางลงไปอีกระดับหนึ่ง เบาบางกว่าพระโสดาบันก็แล้วกัน ฉะนั้นจึงไม่มี ชื่อของกิเลสสังโยชน์อันใหม่ที่จะต้องละ ๓ ข้อ ตามเดิม แต่ว่าละให้มากขึ้นไปอีก ระดับหนึ่ง ก็เป็นพระสกิทาคามี. สูงขึ้นไปถึงอันดับที่ ๓ ที่เรียกว่า พระอนาคามี คือ ที่ว่าไม่มาอีกเลย คือไม่หวนอาลัยมาสู่สภาพต่ำอีกเลย สูงขึ้นไปตะพึดนี้ ขั้นนี้จะต้องละเพิ่มขึ้นมาอีก ๒ อย่าง คือ "กามราคะ " ความหลงติดอยู่ในกาม และ "ปฏิฆะ " ความรู้สึก ขุ่นอยู่ด้วยความโกรธ. คำกล่าวเหล่านี้ ท่านทั้งหลายควรจะกำหนดได้ด้วยตนเองแล้วว่า พระอริยเจ้าชั้นพระโสดาบันนั้น ไม่สามารถละกามราคะ คือความหลงติดในกาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านมัวเมาลุ่มหลงอยู่ในกามเหมือนปุถุชน ; ไม่ได้ลุ่มหลง ในกามมากอย่างนั้น แต่ว่ายังมีอยู่ มีความรู้สึกพอใจอยู่ตามสมควรแก่ฐานะ. ฉะนั้นจึงขอแนะให้สังเกตว่า ในบรรดาอริยมรรคมีองค์แปด เมื่อพูดถึง สัมมากัมมันโต - ประกอบการงานชอบนั้น ที่เป็นพุทธภาษิตก็อธิบายคำนี้ว่า ละกาเม- สุมิจฉาจาร ไม่ใช่ " อพรหมจริยา" คือไม่ใช่เว้นจากเมถุนธรรมโดยสิ้นเชิง ; แต่ว่า ประกอบไม่ให้ผิด ประพฤติไม่ให้ผิดในเรื่องเกี่ยวกับกามก็แล้วกัน ; แล้วน่าประหลาด ที่ว่ามรรคมีองค์แปดนี้ ที่ตรัสแก่ภิกษุแท้ ๆ นั้น ยังจำแนกสัมมากัมมันโตว่า ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจารเท่านั้น ไม่ได้ใส่คำว่า " อพรหมจริยา" เข้าไปเลย ; จึงเป็นที่แน่นอนว่า มรรคมีองค์แปดนั้นไม่ได้หมายถึงว่า ละเมถุนธรรม โดยสิ้นเชิง สำหรับฆราวาส แต่ไม่ประพฤติผิดในกามก็แล้วกัน.

น.266 นี่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นชัดว่า แม้พระโสดาบัน ก็ไม่สามารถจะละความรู้สึก ในกามโดยสิ้นเชิง ยังมีอยู่ ; พระสกิทาคามีก็ยังมีอยู่ ; แต่มาถึงขั้นที่ ๓ คือ พระอนาคามีนี้ จึงจะหมดความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง คือไม่เหลืออยู่เลย เรียกว่าเป็นผู้จืดสนิท หรือสะอาดจากกามโดยสมบูรณ์ จึงเอาคำว่า "กามราคะ" มาไว้ถึงขั้นนี้เป็นลำดับที่ ๔ ซึ่งพระอนาคามีจะต้องละ. ขอให้ทราบว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ผู้ครองเรือนนั้น ยังคง บริโภคกามอยู่ตามวิสัยของพระอริยเจ้า อย่าให้ตกมาสู่วิสัยของปุถุชนคนพาลก็แล้วกัน. แต่พระอนาคามี มีจิตใจสูงถึงกับว่า กามเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงไปเลย. และอีก ข้อหนึ่งคือ "ปฏิฆะ" คำว่าปฏิฆะนี่คือความรู้สึกที่พอสักว่าขุ่น ๆ เท่านั้น ไม่หมายถึง โกรธพลุ่ง หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ออกมาข้างนอก หรือโกรธพลุ่ง ๆ อยู่แต่ในใจ ก็ไม่ใช่ ; หมายว่าพอรู้สึกขุ่นอยู่ด้วยความโกรธ นี่พระอนาคามีจะละได้. ส่วน พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ก็ยังละไม่ได้ตามเคย ยังมีขุ่น ยังมีการเกี่ยวข้องกับกาม, ยังมีหัวเราะและร้องไห้อยู่ ตามสมควรแก่วิสัยของพระอริยเจ้าในขั้นนั้น. แต่เมื่อถึงขั้นที่ ๓ ที่จวนจะเป็นพระอรหันต์แล้วจึงจะหมดกามราคะ และปฏิฆะโดยสิ้นเชิง. ทีนี้เรานั้น โกรธถึงขนาดที่เรียกว่าโกรธ ไม่ใช่พอสักว่าขุ่นเท่านั้น. ที่สักว่าขุ่นนั้นมันไม่มากมาย, แล้วที่เรียกว่าโกรธเต็มที่มันก็มากมาย. แต่พระอริยเจ้า ๒ ประเภทข้างต้นนั้น ท่านยังมีเพียงแต่สักว่าขุ่นเท่านั้น ไม่ถึงกับโกรธ. และที่พูดมาก็เพื่อแก้ความ เข้าใจผิด, ที่เข้าใจผิดอย่างงมงายที่สุดกันอยู่เป็นประจำ ; ว่าพอเป็นพระโสดาบันก็ต้อง เหาะได้ ก็ต้องไม่เกี่ยวกับกาม ก็ต้องไม่กลัวตาย ไม่ร้องไห้เหล่านี้ ; ที่เกณฑ์ให้เป็น อย่างนั้น เป็นการว่าเอาเอง คนโง่คนนั้นเขาว่าเอาเอง. แล้วพลอยให้คนอื่นพลอย โง่ตามหลงผิดไปด้วย ฉะนั้นจึงต้องเอา chart ตามแบบฉบับที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ เด็ดขาดนี้ มาพูดให้พังอย่างนี้เลยว่า ท่านจัดลำดับไว้อย่างนี้ ๆ.

น.267 นี้ก็มาถึงอันสุดท้าย ขั้นสุดท้าย คือความเป็น พระอรหันต์ เป็น พระอริยเจ้า ประเภทที่ ๔ นี้ จะต้องละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เป็นสังโยชน์อีก ๕ ชื่อ : รูปราคะ นี้ก็คือ ความพอใจในรูป อรูปราคะพอใจในอรูป. กามราคะนั้น ชัดแล้วว่ายินดีในกาม, ส่วนรูปราคะ อรูปราคะ คงจะแปลกหูสำหรับผู้ที่เพิ่งเคยฟัง คราวนี้. ถ้าจะให้เข้าใจก็ต้องคิดอย่างนี้ว่า ราคะนั้นหมายถึงรักอย่างยิ่งจนถึงกับ หลงใหล แต่ว่าสิ่งที่ถูกรักนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นกามอย่างเดียว สิ่งอื่นก็ยังมี. พวกที่ติดในรูปธรรมบริสุทธิ์ เช่นศิลปวัตถุบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกามนี้ ก็ทำให้หลงใหล จนถึงกับลืมลูกลืมเมียได้เหมือนกัน อย่างนี้เป็นตัวอย่างของรูปราคะได้ดี สำหรับคน ในโลกเรา. แม้ว่าตัวจริงท่านจะเล็งถึงฤๅษี มุนี ที่ยินดีในสมาธิ ถึงขนาดหลงใหลเหมือน คนหนุ่มคนสาวหลงใหลในกามนี้. คนหนุ่มคนสาวหลงใหลในกามอย่างไร พวกฤๅษี มุนี ที่เจริญสมาธิ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ก็หลงใหลในความสุขของสมาธินั้นได้มากถึง ขนาดนั้นเหมือนกัน, ฉะนั้น จึงเรียกมันว่าราคะด้วยเหมือนกัน. ราคะในรูปธรรม ที่ก่อให้เกิดความสงบสุขในทางสมาธิ เหมือนกับคนเราที่หลงใหลในต้นบอน ต้นโกศล ต้นอะไร ; อย่างนี้ซึ่งไม่เกี่ยวกับกาม หรือศิลปวัตถุที่ไม่เกี่ยวกับกาม ; ขนาดหลงอย่างนี้ ก็เรียกว่า รูปราคะ นี้ได้เหมือนกัน เอามาเป็นตัวอย่างได้. อรูปราคะ ราคะในสิ่งที่เป็นอรูป. นามธรรมที่เป็นที่ตั้งของความยึดถือ อย่างนี้ ก็เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียงที่เป็นนามธรรม แต่อย่าเล็งไปถึงว่าเกียรติยศชนิดที่เป็น เครื่องมือหากามอย่างนี้; ไม่ได้. อย่างนี้มันเป็นกามไป. เกียรติยศบริสุทธิ์นี้ใครไป หลงเข้า ก็เป็นอรูปราคะ. หรือว่าทะนงในความเป็นปราชญ์ เป็นโปรเฟสเซอร์ขนาด ที่น้ำชารินเติมลงไปอีกไม่ได้นั้น หลงใหลมากถึงขนาดนี้ มันก็เรียกว่าเป็นอรูปราคะ เหมือนกัน ซึ่งพระอนาคามี ก็ยังละไม่ได้. พระอนาคามีที่ได้ชื่อว่า เป็นพระอริยเจ้า

น.268 ชั้นที่ ๓ แล้ว ก็ยังละสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะพระอนาคามีบางประเภท ก็ยังหลงใหลใน ความสุขที่เกิดจากรูปฌานหรืออรูปฌานนั่นเอง ; อย่างที่คนธรรมดาไปหลงในต้นบอน โกศล หรือว่าไปหลงในเกียรติ ในความเป็นปราชญ์อะไรทำนองนี้. ความพอใจ อย่างยิ่งถึงขนาดหลงใหลแล้วก็เรียกว่าราคะทั้งนั้น. แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้าท่าน หลงใหล ก็หลงใหลในธรรม หลงใหลในธรรมแท้ ในธรรมบริสุทธิ์ที่เป็นนิพพาน ก็เรียกว่า ธรรมราคะก็มี. แต่นี่ไม่ใช่ราคะในกลุ่มอรูปราคะ เป็นราคะที่อยู่นอกวง เป็นฝ่ายโลกุตตระเพราะไม่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ก็เลยใช้คำธรรมดาไปด้วย. ท่านก็พลอย เรียกว่าเป็นราคะไปด้วย. ผู้ที่พอใจในนิพพานเรียกว่า "ธรรมราคะ" หรือ "ธรรมนันทิ"; แต่ไม่ได้อยู่ในราคะเหล่านี้ ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ ๘ "มานะ" ถือตัว นี้ ที่เรียกว่า ตัวกู ของกู อะไรนี่แหละ ต้องมาหมดกันที่ตรงนี้. ที่แล้วมาทั้ง ๓ พระอริยเจ้านั้นท่านละ ไม่ได้หมด ละได้แต่เบาบางเท่านั้น พอมาถึงขั้นนี้แล้ว ละหมด ไม่มีตัว. เมื่อไม่รู้สึกว่า มีตัวแล้ว ก็ไม่สำคัญว่า เราเป็นหญิง เป็นชาย เป็นคนเศรษฐี เป็นคนขอทาน เป็นคนดี เป็นคนเลว หรือคนขนาดกลาง มันไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นหมด. ฉะนั้นจึง ไม่มีความรู้สึกที่ว่า ฉันดีกว่าแก แกดีกว่าฉัน ฉันเลวกว่าแก แกเลวกว่าฉัน หรือ เสมอกันอย่างนี้ก็ไม่มี. เมื่อไม่มีตัวเรา-ตัวตนอย่างนี้แล้ว อะไรจะมาเป็นของตัวก็ไม่มี คือไม่รู้สึกนั่นเอง ฉะนั้นจะมีอะไร ก็เหมือนกับไม่มี หรือว่า ตาย แล้วตั้งแต่ก่อนตาย นี่แหละคือเป็นอยู่โดยไม่มีตัวตนนั้นเอง นี้คือขั้นที่จะไม่มีความทุกข์เลย. ข้อที่ ๙ เรียกว่า "อุทธัจจะ" ความฟุ้งซ่าน ตัวหนังสือ เขาแปลว่า ความฟุ้งซ่านนั้น ชวนให้เข้าใจผิดอย่างยิ่ง ; ที่จริงมันแปลว่า "ความไหวแห่ง จิตใจ". อย่างเราเคยชินกับคำว่า move พอเราเห็นอะไรแล้วเราอด move ในใจไม่ได้ คืออดรู้สึก อดทึ่ง อดสนใจกับมันไม่ได้. บางทีก็กลัวเลย หรืออยากได้เลย นี่, ถ้า move

น.269 นี่มันมาก. แต่ว่าไม่ต้องมากถึงขนาดนั้น เพียงแต่ก่อให้เกิดความสนใจแม้แต่นิดเดียว จิตใจ move ไปในทางตัวกูของกู สงสัยว่าควรจะเอาไหม ? ควรจะได้ไหม? เป็น อันตรายไหม ? มันมีค่าไหม ? หรือมันไม่มีค่าเลย เหล่านี้มัน move ขนาดนี้เท่านั้น ก็เป็นความกระเพื่อมแห่งจิต อย่างนี้เรียกว่า “อุทธัจจะ" ชั้นสูงสุดที่พระอรหันต์ต้องละ. อย่าไปเอามาปนกับอุทธัจจะเลว ๆ ที่ว่าปุถุชนก็ยังละได้. อุทธัจจะฟุ้งซ่านบางอย่าง ปุถุชนก็ละได้, อุทธัจจะบางอย่างเข้าสมาธิเสียก็ละได้, แต่อุทธัจจะอย่างนี้ไม่ใช่ ; อุทธัจจะชนิดนี้ มันขั้นสูง คือขั้นที่เพียงทำให้จิตใจไหวเท่านั้น ถ้าถึงขั้นเป็นพระอรหันต์ แล้วอุทธิจจะอย่างนี้ก็ไม่มี ; ฉะนั้นจึงไม่กระเพื่อม เมื่อได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่ม ลิ้มรส. อย่าไปพูดถึงเรื่องอยาก เรื่องหลงใหลเลย แม้แต่เพียงจิตใจหวั่นไหวกระเพื่อม ก็ไม่กระเพื่อม อย่างนี้เรียกว่าละอุทธัจจะได้. พวกนิกายเซ็นเขาเล่านิทานไว้เรื่องหนึ่ง ลองเอามาเล่าดูก็ได้ เพื่อเข้าใจ คำว่าไม่กระเพื่อม และขออภัยที่ต้องเล่าไปตามเรื่องที่มีอยู่ : อาจารย์เซ็น (zen master) คือผู้ที่จบกิจในเรื่องของพุทธศาสนา แต่ว่าอย่างแบบนิกายเซ็น. คนหนึ่งชื่อ เฮ็กโกอิน, เ-ฮ-โ-ก-อิ-น เป็นภาษาญี่ปุ่นเขาออกเสียงอย่างนั้น ภาษาจีนจะออกเสียงอย่างไร ก็ไม่ทราบ ; อยู่ที่วัดหนึ่ง เป็นคนที่มีความสงบสุขตามแบบของผู้สำเร็จในทางธรรมอย่างนี้ จนประชาชนแถวนั้นก็ยอมรับว่า เป็นผู้สำเร็จ มีความสุข มีความเบิกบานเหมือนกับ รูปกระเบื้อง porcelain ที่ทำเป็นตาแป๊ะพุงโตนั่งยิ้มอยู่อย่างประหลาดนั้น ทำนองนั้น. ที่ใกล้ ๆ นั้นมีร้านชำขายของ มีพ่อแม่แล้วก็มีลูกสาวที่สวยที่สุด. เมื่ออยู่ต่อมา ปรากฏขึ้นว่า ลูกสาวคนนั้นมีครรภ์ พ่อแม่ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟใหญ่ คะยั้นคะยอถาม จนในที่สุดก็ต้องบอก. เขาไม่รู้จะบอกอย่างไรจึงจะเป็นผลดีแก่เขา ในที่สุดเขา ก็บอกว่าหลวงพ่อเฮ็กโกอินเป็นบิดาของเด็กในครรภ์. พ่อแม่พอได้ยินก็เหมือนกับ ไฟติดเลย สองคนวิ่งไปที่วัดก็ไปด่าหลวงพ่อองค์นี้ว่า เสียทีที่นับถืออย่างนั้นอย่างนี้ ด่าอยู่จนเหนื่อยจนไม่รู้จะด่าอย่างไร. หลวงพ่อก็พูดเพียงคำเดียวว่า "Is that so ? "

น.270 "อย่างนั้นเหรอ ?" พอสองคนนั้นกลับไป เดี๋ยวก็มีพวกชาวบ้าน เด็ก ๆ ก็มาด่ากันใหญ่ ด่าอย่างที่ว่านี้ แต่หลวงพ่อก็ไม่พูดว่าอย่างไร นอกจากว่า "Is that so ?" "อย่างนั้น เหรอ ?". ต่อมา นางคนนั้นคลอดบุตรบิดามารดาเขาก็เอาหลานที่คลอดออกมานั้น ไปให้เฮ็กโกอิน zen master คนนั้นบอกว่า นี่, แกต้องเลี้ยง ท่านก็ว่า "อย่างนั้น เหรอ ?" แล้วก็เอาเด็กนั้นเลี้ยงไว้. คนที่เขาไม่เชื่อทีเดียว ก็ยังช่วยเหลืออยู่ ก็ให้นมบ้าง ให้อาหารบ้าง เลี้ยงเด็กนั้นจนโต ข้างแม่ของเด็กนั้นเขาผอมลง ๆ เขาเดือดร้อนเพราะความที่เขาโกหกนั้น. วันหนึ่งเขาทนอยู่ไม่ได้ เขาต้องไปบอกพ่อแม่ ของเขาว่า บิดาที่แท้จริงของเด็กนั้นคือหนุ่มที่ร้าน ขายปลานั่นเอง. พ่อแม่นั้นเกือบจะ ขาดใจตาย ใจร้อนเป็นไฟขึ้นมา วิ่งไปขอโทษหลวงพ่อที่วัด ไปขอโทษตั้งครึ่งชั่วโมง ในที่สุดหลวงพ่อก็ได้แต่ว่า "Is that so ?" "อย่างนั้นเหรอ ?" จนกระทั่งเขากลับไป. ชาวบ้านก็มาขอโทษที่เคยเข้าใจผิดด่าหลวงพ่อกันทั้งบ้านทั้งเมืองนี้. ท่านก็ว่า "Is that so?" "อย่างนั้นเหรอ ?" เท่านั้น. อย่างนี้เขาต้องการแสดงถึงความที่ว่า มีจิตว่างอยู่ตลอดเวลา ไม่เห็นว่ามันเป็นอะไรเลย คือมันอย่างที่ท่านว่า “อย่างนั้นหรือ ?" เท่านั้นพอแล้ว; ไม่มี move ไม่มีกระเพื่อม ไม่มีอุทธัจจะ. นี่เฮ็กโกอินนี้เป็นอาจารย์ zen master ที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่เซ็น ที่เขาชอบเล่ากัน ถึงความมีจิตว่างเป็นตัวอย่าง ความมีจิตว่างจากตัวกูของกูนั้น มันอย่างไรบ้าง? ทีนี้มาเทียบกับเราดูบ้าง ถ้าเราเป็นอย่างนี้ เราเป็นพ่อแม่ของคนนั้นก็ดี หรือว่าเป็นชาวบ้านก็ดี เราจะพูดอะไร, เราจะรู้สึกอย่างไร. นี่ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การมีจิตว่างขนาดนี้ก็มีได้ แล้วมันก็ไม่เหลือวิสัย แล้วมันก็ใช้ให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ ได้ดีอยู่นั่นเอง. เราอย่าไปกลัวคำว่ามีจิตว่าง แล้วก็อย่าไปเข้าใจผิดว่า มีจิต ว่างแล้วมันใช้อะไรไม่ได้ หรือมันทำอะไรไม่ได้, และอย่าไปเข้าใจผิดว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งต่ำต้อย. ความจริงการที่มีจิตชนิดที่ไม่มีอุทธัจจะ ไม่ไหวกระเพื่อมนี้ มันสูงสุด อย่างนี้.

น.271 สุดท้ายข้อ ๑๐ "อวิชชา" นี่ไม่ต้องพูดกันแล้ว เพราะพูดกันมาเรื่อยว่า "อวิชชา" คือความไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุให้เกิดทุกข์ ; รวมความ สั้น ๆ ก็ได้แต่เพียงว่า เป็นผู้ขาดสิ้นสุดในเรื่องอวิชชา ; แต่มีความรู้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ ถึงที่สุด ในเรื่องที่จะต้องรู้ โดยเฉพาะก็เรื่องอริยสัจจ์-เรื่องดับทุกข์นี้ และเรื่อง ความเป็นจริงของกรรม : กรรมที่หนึ่ง, กรรมที่สอง, กรรมที่สาม, คืออริยมรรคเป็นที่สิ้นสุดของกรรมดี กรรมชั่ว นี้เห็นชัดในตัวเองหมด เพราะมัน ถึงเข้าแล้วจริงๆ. เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เห็นชัดว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม : ทำดี - ดีไป, ทำชั่ว -ชั่วไป, และพระอริยเจ้านั้นอยู่เหนือนั้น เพราะทำกรรมคือ อริยมรรค คือการทำกิเลสให้สิ้น นี้เรียกว่า "ทำกรรมที่สาม" อยู่เหนือกรรมดี - กรรมชั่ว ฉะนั้นท่านจึงรู้เรื่อง "กรรม" ดี, หมดอวิชชาในเรื่อง "กรรม" โดยสิ้นเชิง ; ไม่เหมือนพวกเรา เพราะเราไม่เคยเป็นอย่างนั้น. ฉะนั้นเราจึงมี "วิชชา" ในเรื่อง "กรรม" ไม่ได้; แม้แต่เรื่องกรรมดี - กรรมชั่วที่อยู่กับเราแท้ ๆ เราก็ยังรู้ไม่ได้ และเอาชนะกรรมชั่วไม่ได้. นี่มันมากถึงอย่างนี้. หมดอวิชชาแล้ว ก็รู้เรื่องอริยสัจจ์ เรื่องกรรม เรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องไตรลักษณ์ อย่างแจ่มแจ้งหมด, และในที่สุดก็คือ รู้เรื่องความว่างจริง ๆ คือ สุญญตา ความว่างโดยแท้จริง. เมื่อ ๕ อย่างนี้ถูกละไปอีก คนนั้นก็เป็น man - perfected คนที่เต็มเปี่ยม คือเป็นคนที่สมบูรณ์ที่สุด ถึงที่สุดของความเป็นมนุษย์ คือเป็นพระอรหันต์. ในบรรดา สภาพที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ และสูงที่สุดเพียงไรแล้ว; สภาพอย่างนี้ ท่านบัญญัติว่า เป็นสภาพที่สูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนา. ท่านจึงว่า เป็นมนุษย์ที่เต็มที่สมบูรณ์ ไม่บกพร่อง มีความว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิง, มีอิสระ เหนือทุกสิ่ง เหนือโลก เหนืออะไรโดยประการทั้งปวง, เรียกว่าเป็นผู้รู้จริงถึงที่สุดกัน ที่ตรงนี้เอง. ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า มันไม่มีอะไร นอกไปจากความว่าง และที่เรียกว่า

น.272 ว่างนี้ มันว่างอย่างถูกต้อง คือว่าไม่ใช่ว่างชนิดที่คนโง่ ๆ ว่า จนจิตไม่รู้จักคิดอะไร ร่างกายก็แข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ แต่ว่าเป็นความว่างชนิดที่เฉลียวฉลาดที่สุด ว่องไวที่สุด active ที่สุด อะไร ๆ ที่สุดเลย เพราะว่าเต็มไปด้วยสติปัญญาถึงที่สุด อย่างนี้จึงจะ เรียกว่าความว่าง เหมือนกับอุทาหรณ์ที่กล่าวแล้ว. จะเล่านิทานสั้นที่สุด เป็นการสรุปความว่า พระสุภูติ, พระสุภูตินี้ เป็น พระเถระองค์ที่รับฟังวัชรัจเฉทิกาสูตรจากพระพุทธเจ้า ที่จีนเรียกว่า “ กิมกังเก็ง" คือพระสุภูติองค์นี้. ท่านเป็นผู้แตกฉานในเรื่องความว่างจากตัวตน แล้วก็อธิบาย ให้คนอื่นฟัง. มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งท่านนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ ดอกไม้หล่นปรอยลงมาบน ท่าน แล้วมีเสียงกระซิบของเทวดาหรือของอะไรก็แล้วแต่จะเรียก. เขาเขียนว่าพวก เทวดากระซิบว่า นี้คือการบูชาคุณของพระคุณเจ้า ที่ได้กล่าวสอนเรื่องสุญญตา คือความว่าง. ทีนี้พระสุภูติท่านว่าบูชาคุณ ฉัน อะไรกัน? จะเอาตัว ฉัน ที่ไหนมาสอน เรื่องสุญญตากับท่าน ? ท่านว่าอย่างนี้ ท่านตอบเสียงกระซิบของเทวดานั้นว่าอย่างนี้ ว่าจะเอาตัวฉันที่ไหน มาสอนความว่างแก่พวกท่าน. ทีนี้เสียงเทวดาก็ตอบว่า ก็นั่นแหละ คือว่าเมื่อไม่มีตัวท่านที่จะพูด ก็ไม่มีตัวข้าพเจ้าที่จะฟังเหมือนกัน. อันนี้แหละ คือว่างจริงๆ เข้าแล้ว! ที่นี้ดอกไม้ก็เลยหล่นมาพรูใหญ่เป็นห่าฝนเลย. เรื่องมันจบ เท่านี้ คือพระสุภูติท่านตอบว่า จะเอาตัวตนที่ไหนมาพูดกับแก. ทีนี้พวกเทวดาก็ยังคม ไปกว่านั้นว่า : ถ้าท่านไม่มีตัวที่จะพูดกับผม แล้วผมก็ไม่มีตัวมาฟังท่าน แล้วนี่มัน ก็ว่างถึงที่สุดใช่ไหม ? นี่ก็เลยกลายเป็นว่า พระสุภูติต้องสอนเรื่องความว่าง อย่างยิ่ง อย่างแรงที่ตรงนั้นเอง. แล้วดอกไม้ทิพย์ก็หล่นลงมาพรูเป็นห่าฝน หมายความว่า ถึงที่สุดของธรรมะที่จะสอนกันได้. นี่ขอให้ทุกคนจำไว้ว่า "ตัวผู้พูดก็ไม่มี ตัวผู้ฟังก็ไม่มี" ก็ต้อง หมายความว่ามันไม่มีทั้งสองฝ่าย เราไม่มีตัวเรา ไม่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา

น.273 ที่จะกิน จะนอน จะนั่ง จะยืน จะเดิน ให้มีความว่าง คือตัวแท้ของสติปัญญา เป็นจิตเดิมแท้ที่ไม่มีกิเลสตัณหา มีแต่สติปัญญา จะพังก็ได้ อย่างที่ฟังอยู่เดี๋ยวนี้ก็ฟังด้วย ความว่าง ก็คือฟังอย่างนั้น. ทีนี้ถ้าพูดก็เหมือนกัน ถ้าพูดโดยไม่ปรารภตัวกู มันก็พูดถูก ไม่มีทาง ที่จะพูดผิด ฉะนั้น จึงว่า ทั้งผู้พูดผู้ฟังนี้ อย่ามีตัวกูกันเลย และสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน ก็อยู่ใกล้ข้างจมูกนี่เอง หรือที่หน้าผากนี่เอง คลำพบได้ง่าย ถ้ารู้จักคลำ แล้วมันก็หมดปัญหาที่ว่า เป็นสิ่งเหลือวิสัย หรืออยู่นอกฟ้าหิมพานต์ หรือว่าค่อยได้ต่อตายแล้วหลายชาติ. นี่ขอให้สรุปใจความทั้งหมดนี้ ให้ได้เป็นหลักอยู่ว่า ทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่อง ที่จำเป็น สำหรับชีวิตประจำวันของมนุษย์ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เขาจะต้องตกนรกทั้งเป็น และยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น โดยไม่ต้องมีใครมาแช่ง เพราะเขาทำผิดของเขาเอง เพราะ ไม่มีความรู้ข้อนี้. นี่คือลักษณะ ความหมาย คุณค่า และอานิสงส์ ของสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน. อาตมาขอยุติคำบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต