Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๙ — การถือศาสนา กับ การถึงธรรม

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.274 ในการบรรยายครั้งสุดท้ายนี้ อาตมาจะได้ชี้ถึงข้อเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เพื่อช่วย ให้เข้าใจในวิธีที่จะศึกษา ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา อย่างที่กล่าวมาแล้ว ในครั้งก่อน ๆ ให้ยิ่งขึ้นไป เป็นข้อปลีกย่อยบ้าง ที่เนื่องกันบ้าง. จะขอทบทวนความจำ มาตั้งแต่ต้น ว่าการบรรยาย ได้ชี้ให้เห็นว่า ธรรมะนั้นควรจะเป็นสิ่งคู่กันกับชีวิต หรือเป็นของคู่ชีวิต ด้วยเหตุผลที่เพียงพอที่จะเห็นได้ และตามความจริงนั้นมันยิ่งกว่านั้น คือเป็นตัวชีวิตเสียเลย. ถ้ามีสติปัญญามองธรรมะเห็นถึงขนาดสูงสุดจริง ๆ แล้วจะเห็น ว่ามันเป็นตัวเดียวกันกับชีวิตเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะแยกกันได้; ถ้าแยก ก็หมายความว่ามันผิดธรรมชาติ ผิดความมุ่งหมายของธรรมชาติ. การที่ผิด ความมุ่งหมายนั้นก็คือ ความวุ่นวายระส่ำระสาย เพราะไม่สมดุลย์ หรือเพราะอะไรก็ตาม ๒๔๙

น.275 มันจึงมีอาการที่เรียกว่าเป็นความทุกข์เกิดขึ้น. ถ้าธรรมะนี้เป็นสิ่งที่คู่กันไปกับชีวิต หรือเป็นอันเดียวกันกับชีวิตเสียเลยแล้ว มันถูกตรงตามความหมายของธรรมชาติ ตามอำนาจของธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว มันจึงราบรื่น คือไม่เป็นทุกข์. และได้ชี้ให้เห็นมาแล้วว่า ธรรมะมีความหมายหลายอย่างหลายนัย เพราะฉะนั้นเราต้อง รู้จักถือเอานัยที่จะใช้ให้ถูกต้องตรงตามความประสงค์. และครั้งต่อมาก็ได้บรรยาย ให้ทราบว่า เราจะถึงธรรมะได้ก็ด้วยการปฏิบัติ ชนิดที่ขจัดความรู้สึกว่า ตัวกู ว่าของกู ที่เรียกว่า egoism นั้นออกไปอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งไม่มีความ รู้สึกทำนองนั้นมารบกวน ก็จะมีแต่ธรรมะที่เป็นสติปัญญาเป็นความสะอาด สว่าง สงบ อยู่กับจิตใจได้, และโดยมากเข้าใจธรรมะไม่ได้ ก็เพราะว่า เข้าใจคำบางคำในภาษา ธรรมะโดยเฉพาะนี้ผิด เช่นคำว่า "ชาติ" ความเกิด และคำว่า "โลก". คำว่า " ชาติ" เราไม่ได้หมายความว่าคลอดจากท้องมารดา แต่หมายถึง ความรู้สึกที่เป็น egoism วันหนึ่งเกิดขึ้นครั้งหนึ่งหรือหลายครั้งก็ได้. ชาติอย่างนี้ คือความเกิดในทางความหมายของพุทธศาสนา, หรือคำว่า "โลก" หมายถึงสิ่งที่มีพิษ มีอำนาจต่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา เราต้องรู้จักโลกในลักษณะอย่างนี้ จึงจะควบคุมสิ่งทั้งปวงไม่ให้ปรุงเป็นความทุกข์ขึ้นมาได้. และได้บอกต่อไปว่าเราจะต้อง หัดมองกันทั้งสองด้าน คือทั้งด้านนอกและด้านใน คือมองทั้งส่วนภายนอก และส่วนลึก ซึ่งเป็นด้านในของสิ่งทั้งปวงที่มองเห็นยาก ต้องมองด้วยปัญญา. พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้มองสิ่งทั้งปวงในด้านใน เมื่อเราอยากจะรู้เรื่อง ของท่าน เราก็ต้องหัดมองสิ่งทั้งปวงในด้านในตามแบบท่าน, และในที่สุด เราจะมองสิ่งต่าง ๆ ออก ซึ่งเป็นเหตุให้เราสามารถเดินในทางถูก คือที่เรียกว่า ทางสายกลาง ชนิดที่ไม่เปิดโอกาสให้แก่ความทุกข์ ชนิดที่ไม่ให้อาหารแก่กิเลสเลย นี่คือทางสายกลาง. ในที่สุดก็จะประสบสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล และนิพพาน

น.276 คือการที่ตัดความชั่ว หรือกิเลสที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านั้นออกไปได้, และ ได้รับผลของความหมดกิเลส จะเป็นอย่างไหนก็ได้จะเป็นอย่างต่ำ อย่างกลาง อย่างสูงก็ได้ ล้วนแต่เรียกว่า มรรค ผล นิพพานได้. และ แม้แต่เด็ก ๆ เราก็ ประสงค์จะให้ใช้หลักเกณฑ์อันนี้ คือหลักเกณฑ์ที่ว่า ถ้าว่างจากความรู้สึก ว่าตัวกูว่าของกูเมื่อไรแล้ว ก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น, ว่างจริงก็เป็นนิพพานจริง ว่างชั่วคราวก็เป็นนิพพานอย่างชั่วคราว ; แม้เป็นการชิมลองก็ยังดี ก็จะเป็นเหตุ ให้เข้าใจนิพพานจริงได้ยิ่งขึ้น แล้วก็เดินไปได้ถูกทางโดยเร็ว. เท่าที่ได้บรรยายมาแล้ว มีแนวอย่างนี้ มีใจความอย่างนี้. ส่วนในครั้งที่เจ็ดนี้ อาตมาอยากจะกล่าวโดยหัวข้อว่า การถือศาสนา กับการถึงธรรม. การ ถือ กับการ ถึง สองความหมายด้วยกัน เราถือศาสนา โดยความมุ่งหมายก็เพื่อให้ถึงธรรมะ. เราจะต้องพิจารณาดูกันต่อไปว่า การถือ ศาสนาของเรา ที่กำลังเป็นอยู่ จริง ๆ เดี๋ยวนี้นั้น จะช่วยให้ถึงธรรมะได้หรือไม่ ? มันยังมีอะไรผิดพลาด บกพร่อง ? เมื่อกล่าวโดยส่วนใหญ่คือดูทั่ว ๆ ไป แล้วนำมานึกคิดดูก็จะเห็นว่า เรายังถือ ศาสนากันในลักษณะที่ไม่ตรงและไม่เต็มตามความหมาย ของการถือศาสนา ตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้. แต่ถ้าจะเปรียบกันอย่างง่าย ๆ กับการที่เรา ทำอะไร หรือต้องการอะไร ที่เป็นเรื่องทางโลก กับที่เราต้องการศาสนานั้น เราจะเห็น ชัดว่า เราทำเรื่องที่เป็นเรื่องทางกายหรือทางโลกนี้ด้วยชีวิตจิตใจจริง ๆ ; แต่พอถึงที เรื่องของธรรมะหรือศาสนาแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย, เพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจเพียงพอ เป็นส่วนมาก เข้าใจบ้างก็ไม่มีอำนาจพอที่จะต่อสู้กับความดึงไปในทางฝ่ายโลกหรือ ฝ่ายต่ำ ; เพราะฉะนั้นจึงมีการถือศาสนากันในลักษณะที่ไม่เพียงพอ จนบางทีดูคล้าย ๆ กับว่าทำเล่น ๆ ทำตามธรรมเนียม ทำตามประเพณีไป.

น.277 ลองคิดดูว่าเราต้องการธรรมะหรือศาสนากันอย่างจริงจัง เหมือนกับเรา หิวข้าวแล้วต้องการจะกินข้าว อย่างนี้หรือเปล่า ? หรือว่าเมื่อเราเป็นโรค เราดิ้นรน ที่จะหายจากโรคจริง ๆ เราต้องการธรรมะหรือศาสนากันในลักษณะเช่นนั้นหรือเปล่า ? หรือว่าเมื่อไฟไหม้ที่เนื้อที่ตัวเรา ไหม้อยู่บนศีรษะเรา เราก็ต้องการจะดับมันอย่างแรง เราต้องการธรรมะหรือศาสนามากเท่านั้นหรือเปล่า? คิดดูให้ดีในเรื่องนี้ จนกระทั่งเห็นว่าเราต้องการศาสนากันจริงจังหรือเปล่า? หรือว่าเมื่อสัตว์ ติดบ่วง มันอยากจะหลุดออกจากบ่วงอย่างยิ่ง ; ขอให้ทำมโนภาพน้อมถึงสัตว์ที่ติดบ่วง มันอยากจะหลุดออกจากบ่วงอย่างยิ่ง ; นี่เราอยากจะหลุดจากบ่วงทุกข์อย่างยิ่ง เช่นนั้น หรือเปล่า ? หรือว่าสัตว์เล็ก ๆ เช่น เขียดถูกงูจับ เมื่ออยู่ในปากงูยังไม่ตาย มันดิ้น อยากจะหลุดออกจากปากงูจริงเท่าไร ? เราต้องการอยากจะพ้นจากทุกข์ ตามแบบของ ธรรมะหรือศาสนาจริงเท่านั้นหรือเปล่า ? นี้มันเทียบกันได้อย่างนี้. แล้วความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า เราไม่รู้เรื่องของชีวิตโดยแท้จริงว่า เรากำลังมีทุกข์อยู่ชนิดหนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นตัว ; ถ้าเรามองเห็นตัว เราคงจะ กระตือรือร้นกัน เช่นนั้นได้เหมือนกัน. แต่เมื่อมองไม่เห็นตัว ก็มีความทุกข์ทรมาน ชนิดที่ไม่รู้สึกตัวนั้นเรื่อยๆ ไป; ถึงแม้ความทุกข์ที่เห็นได้ชัด เช่นความทุกข์ ของสังคม อันเกี่ยวกับความตกต่ำทางศีลธรรม มีการเบียดเบียนกันอย่างนี้ ที่พอจะเห็นได้ เราก็ยังเห็นกันน้อยเกินไป. ไม่มีใครรับผิดชอบภาวะของสังคม ทั้งหมด หรือของทั้งโลก หรือทั้งของมนุษยชาติ แม้ในทางภาวะสังคมในประเทศเรา ; มันก็เป็นระยะยาวเกินไปที่จะแก้ไข จนไม่มีใครรับผิดชอบในระยะยาวเช่นนั้นได้ จึงไม่ได้กลัวความทุกข์เหล่านั้น ในลักษณะที่น่ากลัว เหมือนอย่างที่กล่าวมาแล้ว. ทีนี้ลดลงมา เหมือนอย่างว่า เราต้องการธรรมะ ; เหมือนกับว่าพอเรา รู้สึกร้อนขึ้นมา เราอยากจะอาบน้ำแก้ร้อนอย่างนี้, หรือเมื่อมือเปื้อน เท้าเปื้อน

น.278 หน้าเปื้อน อยากจะล้างหน้าให้สะอาด จึงอยากจะพบน้ำ เพียงเท่านี้ก็นับว่ายังดี. ถ้าเราต้องการธรรมะ หรือศาสนาเพียงในลักษณะเช่นนี้ เช่นว่าร้อนก็อยากอาบน้ำ ให้หายร้อน, เท่านี้ก็ยังดี ไม่ต้องถึงกับว่าไฟไหม้ศีรษะแล้วอยากดับ ซึ่งมันรุนแรงมาก. แต่พวกเรา แม้ขนาดแต่เพียงว่าร้อนอยากจะอาบน้ำ มือเปื้อนอยากจะล้างมือ ให้สะอาดนี้ เราก็ไม่ต้องการธรรมะในลักษณะระดับอัตราเท่านี้เสียแล้ว ; คล้าย ๆ กับว่ามือเปื้อนก็ช่างหัวมัน ปล่อยให้มันเปื้อนอยู่อย่างนี้, แล้วมันก็เปื้อน มากขึ้น ก็ช่างมันอยู่เรื่อยไป, ร้อนก็ทนเอาไม่อยากจะอาบน้ำ เพราะขี้เกียจ. ถ้าใครมีความตั้งใจ ในอัตราที่ว่าร้อนก็อยากอาบน้ำให้ได้, มือเปื้อน ก็อยากล้างให้สะอาด ต้องการธรรมะแต่เพียงเท่านี้เท่านั้น, ความเป็นไปในทาง จริยธรรมหรือศีลธรรมของมนุษย์เราจะยังดีกว่านี้มาก. เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ส่วนมาก เป็นเรื่องทำตาม ๆ กันไป ; และยิ่งกว่านั้นเป็นเรื่องเห่อ ทำนองเดียวกันกับเด็ก ๆ เห่อจะสวมแว่นตา. ตาก็ยังดูเห็นไม่ต้องใช้แว่นตา แต่เด็ก ๆ ก็เห่อที่จะสวมแว่นตา กันทุกคน ; นี้เรียกว่าตาไม่ต้องการแว่นตาแต่เขาเห่อแว่นตา เหมือนกับคนเห่อธรรมะ ที่ไม่รู้ว่าธรรมะคืออะไรก็ทำตาม ๆ เขาไป ว่าดูมันเป็นเครดิตอะไรอยู่บ้าง หรือมันเก๋ดี อย่างนี้. หรือว่าคนหนุ่มบ้านนอกชาวนานี้ เห่อปากกาหมึกซึม เอาไปเสียบกันที่กระเป๋า แล้วก็ไม่เคยเขียนเลยก็มี, หรือว่าเห่อกระทั่งนาฬิกาข้อมือ ซึ่งไม่ต้องใช้เลย เพียงแต่ ให้ได้ผูกเท่านั้นเอง. เดี๋ยวนี้มีการเห่ออย่างอื่นกันอีกมากมาย หมายความว่าไม่ได้ มุ่งหมายประโยชน์อันแท้จริงของสิ่งนั้น ; แต่ว่าเขาทำไปตามความเห่อ นี้เป็นระดับ ที่ต่ำมาก ในหมู่พุทธบริษัท เช่นว่าเห่อวิปัสสนาหรือเห่อธรรมะ เห่ออะไรก็ตาม ผลมัน จึงได้แต่เพียงว่า ได้ทำตามที่เห่อ ๆ. อีกทีหนึ่งที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ซึ่งนับว่าบริสุทธิ์อยู่มาก เช่นคนแก่ ก็ต้องถือ ศาสนาไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะว่า ปู่ ย่า ตา ยาย เคยถือมา มันเป็น

น.279 ของศักดิ์สิทธิ์ที่เราต้องถือ ก็พลอยถือตาม ๆ ไปด้วย: หรือบางทีก็กลัวตาย หรือว่ากลัว หลังจากตายแล้ว กล้วยมบาลจะจับไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็อุตส่าห์เข้าวัดเข้าวา ถือธรรมะ ถือศาสนาพอได้เป็นเครื่องอ้างกับยมบาลตามที่เขาเล่าไว้. หรือบางทีก็ คิดสูงยิ่งไปกว่านั้นเป็นการค้ากำไรเกินควร ว่าทำบุญหน่อยหนึ่งก็ได้วิมานหลังหนึ่ง, คือทำบุญแลกสวรรค์ หรือต้องการให้เป็นคนมีโชคดี อย่างนี้ก็มีอยู่มาก ไม่น้อยเลย. ถ้าเป็นไปในลักษณะเช่นนี้แล้วย่อมเป็นการหวังได้ยากที่จะเข้าถึงตัวธรรมะ ซึ่งมันมีอะไร จริงยิ่งกว่านั้นมาก มีอะไรเด็ดขาด เฉียบขาดยิ่งกว่านั้นมาก ; มันต้องเป็นเรื่องที่ถูก ต้องกัน ที่ถูกฝาถูกตัวกัน เป็นเหตุและเป็นผลบริบูรณ์อยู่ในตัวของมันทีเดียว. เรามองดูการถือศาสนาของเราในโลกปัจจุบันนี้กันแล้ว ไม่เฉพาะแต่ในพุทธ- ศาสนาเท่านั้น, ถึงแม้ศาสนาอื่นก็มีโรคอย่างเดียวกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน กล่าวง่าย ๆ ก็คือมีการเล่นตลกกับศาสนาของตน โดยรู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง ในลักษณะเช่นเดียว กันหมด, แล้วจะให้ศาสนาทั้งหลายเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร คุ้มครองโลกให้ประสบสันติภาพ ที่ถาวรได้อย่างไร, เพราะว่าแม้แต่สันติภาพชั่วขณะก็ไม่ได้เสียแล้ว. นี่เพราะว่าการ ถือศาสนาของมนุษย์ ในโลก ไม่ได้เป็นการถืออย่างดี หรือสมาทานเอาอย่างถูกต้องตาม ความหมายของศาสนานั่นเอง. ถ้ามีการกระทำในข้อนี้ถูกต้องไม่บกพร่องเมื่อไร, เมื่อนั้นก็จะได้รับประโยชน์จากพระศาสนา, และแต่ละศาสนาก็ล้วนแต่ สามารถจะช่วยกันทำโลกนี้ให้เป็นโลกของพระศรีอารย์ ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ทุกศาสนามีความหวังในโลกพระศรีอารย์ด้วยกันทั้งนั้น มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น Messiah ก็หมายถึงพระศรีอารย์; กรรติเกยยะ ของพวกพราหมณ์ก็หมายถึงพระศรีอารย์, รวมความว่าเราหวังในสภาพที่น่าชื่นใจที่สุด โดยที่จะมาถึงข้างหน้า แต่แล้วก็ยังไม่เห็น วี่แวว. ถ้าเพียงแต่เราถือธรรมะ ถือศาสนากันให้ถูกเรื่องถูกราวกันจริง ๆ เท่านั้น โลกของพระศรีอารย์ก็จะเกิดขึ้นที่นี่ เดี๋ยวนี้ และทันที; และ

น.280 ถ้าไม่เกิดขึ้นทั่วไปสำหรับคนอื่น ก็จะเกิดขึ้นแก่บุคคลที่ปฏิบัติถูกต้องของตนเอง เป็น ส่วนตัวของบุคคลนั้นทันที เพราะฉะนั้น เราควรจะปรับปรุงสภาพของการถือธรรมะ หรือศาสนาของเรากันเสียใหม่. ต่อไปนี้อาตมาจะได้กล่าวต่อไปถึง ลักษณะของศาสนาที่มีอยู่ในลักษณะ ต่าง ๆ กัน ซึ่งเราจะต้องเลือกดูให้ดี คือให้ถูกศาสนาที่เป็นตัวแท้ของศาสนา. ถ้าจะ กล่าวกันให้หมดจด สิ้นเชิงเกลี้ยงเกลา เราก็ควรจะมองดูกันโดยหลักเกณฑ์อันหนึ่งที่ เป็นหลักสำหรับให้ใช้วินิจฉัย หรือวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ และจำเป็น แก่มนุษย์อย่างยิ่ง ; เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ นั้น มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย, มีการ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยเรื่อย; แม้สิ่งที่เรียกว่าศาสนานี้ก็ตกอยู่ในภาวะ เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นจึงมีหลักเกณฑ์ที่ให้เราเอามาใช้สังเกตดูว่า เราจะ ระมัดระวังอย่างไรจึงจะได้ตัวแท้ของสิ่งนั้น. เพื่อเป็นความรู้ทั่วไปอาตมาอยากจะบอกกล่าวว่า หลักเกณฑ์ที่จะมองสำหรับ ศึกษาสิ่งต่าง ๆ ในด้านศิลป์ก็ดี ในด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือ อะไรต่างๆ ก็ดี กระทั่งถึงด้านศาสนาในที่สุดนั้น ย่อมจะมีแนวที่ดำเนินมาแต่ต้นจนถึง ปัจจุบัน. กล่าวคือจากยุคแรกเกิดมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้นั้น อย่างน้อยที่สุด ก็จะต้องมีอยู่ สัก ๖ อย่าง หรือ ๖ ระยะ หรือ ๖ ชนิด ซึ่งนักศึกษาในทางศิลป์ หรือทางวัฒนธรรม เขาถือเอาหลักเหล่านั้นมาเป็นหลักสำหรับวินิจฉัย สำหรับตัดสิน สำหรับตรวจสอบ และ ยึดถือเอาให้ถูกต้อง ; เพราะฉะนั้นขอให้เราสนใจดูบ้าง อาตมาเชื่อว่าจะมีประโยชน์มาก. คือว่าเมื่อเราจะพูดถึงศาสนา หรือโดยเฉพาะพุทธศาสนาก็ตาม เราจะต้องระลึกย้อน ไปถึงความเป็นมาโดยลำดับ ๖ ระยะดังนี้: - (๑) ต้นกำเนิดแท้ ๆ คือ origin ของพุทธศาสนาแท้ ๆ คือว่าเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้ายังอยู่นั้น มันมีอยู่อย่างไร ? และเกิดขึ้นมา

น.281 ย่างไร ? ในลักษณะเช่นไร ? เรียกว่าต้นกำเนิดแท้ ๆ นี้ เราก็จะต้องศึกษา อย่างน้อย ก็ต้องให้เข้าใจหรือจับหลักที่เป็นใจความสำคัญให้ได้. (๒) ต่อมาก็คือ ความคลี่คลายได้ในตัวมันเอง ที่เรียกว่า evolution, ท่านต้องทราบ ต้องเชื่อ และต้องมองให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะไม่คลี่คลายในตัวมันเอง ไม่ว่าทางรูปธรรม วัตถุธรรม หรือว่าทางนามธรรม หรือว่าทางจิตใจ; สิ่งต่าง ๆ ย่อมมี evolution คือคลี่คลายไปในตัวมันเอง โดยตัวมันเองได้ทั้งนั้น โดยอาศัยอำนาจ ของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าศาสนานี้ก็เหมือนกัน เมื่อ พระพุทธเจ้าท่านได้วางหลักไว้อย่างไรแล้ว ; การสืบต่อของสาวกนั้นมันมีอะไรบางอย่าง แม้โดยไม่ตั้งใจ, ก็มีอาการชนิดที่เรียกว่าคลี่คลายไปในตัวมันเอง ตามอำนาจบังคับ ของเวลา ของสถานที่ ของความเปลี่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อม ; มันคลี่คลายไปใน ตัวมันเอง ไม่ใช่เจตนาของผู้ใด เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงมีการเปลี่ยนรูปไปบ้าง ตามความคลี่คลายในตัวมันเอง เรื่อย ๆ มา. (๓) การดัดแปลงเอาตามใจชอบ หรือ พัฒนา หรือ development, ซึ่งเราจะเรียกว่าพัฒนา หรือดัดแปลงเอาตามใจชอบ. พระพุทธศาสนาก็ได้รับการ ดัดแปลงเอาตามใจชอบ คือการพัฒนานี้เช่นเดียวกัน ; ดังนั้นจึงมี Developed - Buddhism เกิดขึ้นตามลำดับ ๆ แม้สมัยที่ยังอยู่ในประเทศอินเดียเอง แล้วก็ออกไปถึงประเทศ มองโกเลีย ประเทศธิเบต ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น : ทางเหนือเป็นมหายาน หรือว่า ลงมาทางใต้เป็นประเทศพม่า ลังกา ไทย ลาว เป็นต้น. อาการที่ว่าเป็น development นี้มีเรื่อย; เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงเปลี่ยนรูปมา ตามอำนาจของการดัดแปลง ของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ เจ้าหน้าที่ที่สืบอายุพระศาสนานั้น เอง. บางทีเขาเห็นเป็นความจำเป็นที่จะต้องดัดแปลง เพื่อความอยู่ได้ของศาสนานั้นเอง, หรือเพื่อต่อสู้กับศาสนาอื่นเป็นต้น ; เพราะฉะนั้นจึงมีการอธิบายความก็มี การร้อยกรอง

น.282 กันใหม่ก็มี เช่น คัมภีร์อภิธรรม เป็น Developed - Buddhism ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๕๐๐-๖๐๐ ในยุค นาลันทามหาวิทยาลัย อย่างนี้เป็นต้น. มันเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ ที่จะไม่ให้เขาจัดการปรับปรุงขยับขยายตบแต่งสิ่งต่าง ๆ เพื่อความอยู่ได้แห่งสิ่งที่เขาต้อง การจะ preserve เอาไว้ จึงเกิดมีพระพุทธศาสนาชนิดที่เรียกว่า Developed -Buddhism ขึ้นมา. (๔) ในระยะที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่พุทธศาสนาถูกย่ำยี จะล่มจม หรือว่า พุทธศาสนาที่จะออกจากประเทศอินเดีย จากอินเดียไปสู่ธิเบต จะเป็นแบบธิเบต ก็ยัง ไม่ใช่ จะเป็นแบบอินเดียเดิมก็ยังไม่ใช่ มันเป็น transition คือ การถ่ายทอด ; ในระยะที่กำลังเป็นการถ่ายทอด นี้ก็ต้องเป็นพุทธศาสนาอีกรูปหนึ่งแบบหนึ่งเหมือนกัน. ทีนี้เรามองดูพุทธศาสนาที่มองโกเลีย เราจะเห็นว่ามันไม่เหมือนกับในอินเดีย และมัน ไม่เหมือนกับในธิเบต เราจะถือเอาศาสนาในมองโกเลียเป็นพุทธศาสนาในแบบ transition ก็ได้; นี่พอเป็นตัวอย่าง. หรือว่าพุทธศาสนาในยุคที่ถูกศาสนาฮินดูย่ำยี กระทั่ง ในยุคที่พุทธศาสนาถูกพวกมุสลิมเชื้อสายเตอร์กเผ่าซอลญีย่ำยี ถึงกับแทบจะไม่เหลือซาก อยู่ในอินเดียอย่างนี้เป็นต้น ; พุทธศาสนาในลักษณะอย่างนี้ มันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ถ้าใครไปรับเอามาตอนนั้น มันก็ได้มาเป็นแบบหนึ่ง. (๕) พุทธศาสนาชนิดที่ถูกอิทธิพลโดยตรงครอบงำ ด้วยอำนาจ ของอะไรก็ตาม ; คือว่า เมื่อตกไปถึงประเทศนั้น ๆ แล้ว มีอิทธิพลอย่างอื่นครอบงำ มันก็ต้องเปลี่ยนรูปไปบ้าง ทั้งในทางด้านหลักธรรมะ และทั้งในทางด้านวัตถุธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี หรือตัวเจ้าหน้าที่ ผู้สืบอายุพระพุทธศาสนาคือ ภิกษุสงฆ์; เช่นว่าเมื่อพุทธศาสนาไปถึงประเทศจีน ในยุคเดียวกันนั้นมันก็มี ลัทธิ ขงจื๊อหรือเล่าจื้อระบาดอยู่ทั่ว ซึ่งทำให้คนฉลาดหัวแหลมอย่างยิ่ง. ดังนั้นพระพุทธ ศาสนา เมื่อไปถูกอิทธิพลอย่างนั้นเข้า ก็ต้องมีการพัฒนา มีการดัดแปลง มีการอาศัย

น.283 อิทธิพลสิ่งแวดล้อม จึงมีการอธิบายพุทธศาสนาใหม่ด้วยคำพูดที่คมคาย ให้ทันกับความ คมคายของลัทธิ เช่นลัทธิเล่าจื๊อเป็นต้น. ที่เป็นทางวัตถุหรือทางบุคคลนั้น เราจะเห็นได้ง่าย ๆ เช่นว่า เมื่อพุทธศาสนา มาถึงประเทศไทย วงการพุทธศาสนาก็มีอิทธิพลของราชสำนักเป็นต้นเข้าครอบงำ, ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ก็ต้องถูกดัดแปลงไปบ้าง แม้แต่คำที่ใช้พูดจากันก็ดี, หรือแม้แต่การเป็น อยู่ของพระเจ้า พระสงฆ์ก็ดี, ยิ่งเมื่อเกิดมีการจัดให้ภิกษุนี้เนื่องด้วยพระราชามากขึ้น จนถึงกับมีการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ แปลว่าคณะของพระราชา เกิดเป็นพระสงฆ์ ที่เป็นคณะของพระราชา คือราชาคณะขึ้นมา แล้วมันจะอยู่ในรูปเดิมได้อย่างไร ; ในเมื่อพระสงฆ์นั้นถูกแต่งตั้งได้ และถูกถอดได้โดยพระราชา ซึ่งเห็นได้ว่ามีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นร่องรอยมาแล้ว แล้วมันก็มีมาตามลำดับ แม้ในประเทศอื่น ๆ ก็มี แต่ที่ชี้ระบุเฉพาะประเทศไทยนี้ ก็เพราะมันเห็นได้ง่ายและทุกคนเข้าใจได้ดี. (๖) ประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนถึงวัตถุต่าง ๆ ก็ถูกอิทธิพลนั่นนี่ ครอบงำ เราจึงมีโบสถ์ วิหาร วัดวา อาราม ชนิดที่ไม่เหมือนกับที่พระพุทธเจ้า ท่านมี : ที่ทำให้มีปัญหามากมายยุ่งยากหลายประการ ที่เรากำลังมีวัดวาอารามที่มีหลัก การอย่างที่เป็นอยู่ และที่มันไกลกับที่พระพุทธเจ้าท่านมี. นี่เรียกว่าพุทธศาสนาที่ถูก influence โดยสิ่งแวดล้อมรุนแรงมาก. หรือว่ามีอย่างอื่นมากไปกว่านี้อีกก็ได้ ท่านทั้งหลายไปนึกดูเอาเองก็แล้วกัน เพื่อให้เห็นว่าพุทธศาสนานี้ เปลี่ยนรูป เปลี่ยน ปรากฏการณ์. แม้ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ใครเปลี่ยนไม่ได้ ธรรมะตายตัวเด็ดขาด ใครเปลี่ยนไม่ได้โดยเด็ดขาด ; แต่ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวเนื่องกับธรรมะ ที่เรา เรียกกันว่าศาสนา อันเป็นเปลือกภายนอกนี้มันเปลี่ยนอย่างยิ่ง ในลักษณะที่กล่าว มาแล้ว

น.284 ถ้าอย่างนั้นอย่างไหนเล่าที่จะเป็น application ? คืออย่างไหนเป็นธรรมะหรือ เป็นศาสนาที่เราจะใช้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตจิตใจอย่างน่าชื่นอกชื่นใจ เพราะดับทุกข์ได้ ? พุทธศาสนาอย่าง origin แท้ เราก็เหลือวิสัยที่คนธรรมดาจะจับฉวยเอามาได้ อยู่ใน อินเดียตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว, หรือพุทธศาสนาอย่าง evolution, development, transition, เหล่านี้ มันก็รวนเรเรื่อยมาตามลำดับ ยิ่งพวก influence Buddhism ด้วยแล้วละก็ยิ่งไปกันใหญ่. ที่นี้อันไหนจะเป็น application ซึ่งเป็นพุทธศาสนาที่ practical เหมาะแก่เราอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้; นี่เป็นปัญหาที่เราจะต้องวินิจฉัยกันเดี๋ยวนี้ วินิจฉัยกันในยุคนี้ เพื่อเราเองและเพื่อประเทศชาติของเรา. ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพยายามที่จะมองดูใน ๖ แง่นี้ แล้ว จงสนใจแง่ สุดท้าย คือ application นี้ให้มากที่สุด. แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีการศึกษาเพียงพอ สามารถที่จะวินิจฉัยว่าอะไรเป็น origin อะไรเป็น evolution อะไรเป็น development อะไรเป็น transition อะไรเป็น influence ของพุทธศาสนา ที่ถูกกระทำมาตามลำดับ ด้วยก็ยิ่งดี ก็จะช่วยให้เข้าใจถูกตัวพุทธศาสนายิ่งขึ้นโดยเร็ว. ทั้งหกอย่างนี้ เป็นอันว่าจะอย่างไร ๆ เสียก็ต้องถูกเรียกว่าพุทธศาสนาทั้งนั้น แม้แต่ระเบียบปฏิบัติที่เฉออกไปมากจนแทบจะกลืนไม่ลงอย่างนี้ เขาก็ยังเรียกว่า พุทธศาสนาอยู่นั่นเอง. เช่นพุทธศาสนาอย่าง Bon-pa ของธิเบตเป็นต้น. ที่เกี่ยวกับ บอนปะนี้ ถ้าเอามาให้คนไทยเราเดี๋ยวนี้ แทบจะกลืนไม่ลง, ยิ่งเป็นพุทธศาสนาแบบ Tantric Buddhism ที่ผิดด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้ขยะแขยง " พุทธศาสนา" ในรูปนั้น. เพราะฉะนั้นเราก็นับว่ามีโชคดีอยู่มาก ที่ประเทศไทยเรานี้มีพุทธศาสนาที่พอจะดูออก หรือว่าพอจะแยกคัดออกไปได้ ว่าจะเอาไปใช้ดับทุกข์ ได้อย่างไร. ขอให้สนใจศึกษาให้มากหน่อย ระมัดระวังสังเกตให้มากหน่อย, ให้แยก คัดเพชรออกมาจากหิน เพื่อจะใช้ประโยชน์อย่างเพชรได้จริงๆ แล้วก็รู้จัก

น.285 เจียระไนมันด้วย. ทั้งนี้อยู่ด้วยการทำจริง เอาจริง ; อย่าทำพอสักว่าแล้ว ๆ ไป คือ ละเลย ขนาดว่าแม้ร้อนก็ยังไม่อยากอาบน้ำ มือเปื้อนก็ยังไม่อยากล้างมือ เหมือนอย่าง ที่ไม่สนใจพุทธศาสนาให้พอเหมาะพอสมกัน. สิ่งที่น่าขันที่สุดซึ่งเราประสบกันอยู่เช่น ยังมีคำถามกันอยู่ว่า : ควรสอน พุทธศาสนาในโรงเรียนหรือไม่ ? มันน่าขันสักเท่าไร ? ขอให้ลองคิดดู แทนที่เรา จะถามกันว่าเราจะสอนพุทธศาสนาให้คืบหน้าต่อไปอย่างไร ? แต่เรามัว ถามกันอยู่ว่า เราจะสอนพุทธศาสนาในโรงเรียนกันหรือยังอย่างนี้เป็นต้น. นี้ก็หมายความว่า เราไม่รู้ว่าธรรมะนี้มันเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชีวิตทุกระดับทุกวัย, หรือทุก ลมหายใจเข้าออกอย่างไรนั่นเอง. เพราะเหตุนี้แหละ เราจึงยังกำลังขาดครูและ นักเรียนตามอุดมคติของพุทธศาสนา ; ทำให้ไม่เข้าใจพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง และมีเหตุผล. ข้อนี้ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นอย่างมากมาย, เป็นเหตุให้เกิดการ ยึดมั่นถือมั่นอย่างงมงาย แทบว่าจะกระดิกตัวไม่ได้; เป็นต้นว่าถ้าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามหลักของพุทธศาสนา มันทำให้คิดว่าการถือพุทธศาสนาเป็นอุปสรรคแก่การทำมาหากิน หรือการพัฒนา, มันจะไม่มีใครกล้าทำหน้าที่ที่ทำให้เกิดการต้องเสียชีวิตกันขึ้น ; และเถียงกันอยู่ในปัญหาทำนองนี้. ส่วนผู้ที่เข้าใจพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ย่อมไม่มี ปัญหาทำนองนี้เลย. ตัวอย่าง เช่น ตำรวจ ทหาร ตุลาการ เพชฌฆาตก็ตาม, ที่เขาปฏิบัติ หน้าที่ของเขาอย่างถูกต้องนั้น ; หากเขามีความรู้อย่างถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้องเป็น สัมมาทิฏฐิแท้จริงต่อธรรมะแล้ว การที่เขาปฏิบัติหน้าที่ของเขานั้น แม้ว่าจะต้องมีเหตุที่ ทำให้คนบางคนเสียชีวิต ; เขานั้นก็ไม่มีเจตนาจะฆ่าคน แต่เขามีเจตนาจะผดุงธรรมะ นั่นเอง คือผดุงความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมของโลก หรือของธรรมะเอง.

น.286 อย่างทหาร ถ้ายิงปืนออกไปด้วยความเกลียดชังฝ่ายตรงกันข้ามมันก็เป็นการ ฆ่าคน ; แต่ถ้าในใจของทหารทุกคนเต็มไปด้วยความรู้เรื่องธรรมะที่ถูกต้องตามหลักของ พระพุทธศาสนา เจตนาในขณะที่ลั่นไกปีนออกไปนั้นเพื่อผดุงธรรมะ, เพื่อผดุง ความเป็นธรรมที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของโลก ; อย่างนี้แล้ว ย่อมไม่มีเจตนาฆ่าคน อยู่ในใจของทหารเหล่านั้นแม้แต่สักนิดเดียว. ผู้พิพากษาตุลาการ ก็เป็นอย่างเดียวกัน ให้เขามีจิตใจว่างจากตัวกู-ของกู โดยถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงจะอ่านบทกฎหมายวินิจฉัยอรรถคดีลงไป ว่าการกระทำของ ใคร มันตรงกับตัวบทกฎหมายข้อไหนที่ระบุไว้อย่างไร แล้วก็ประกาศออกไปอย่างนั้น ; ไม่มีเจตนาที่จะฆ่าคน. เพชฌฆาต, ถ้าเขามีความรู้เรื่องปรัชญา เรื่องธรรมะให้ถูกต้องจริงๆ เท่านั้น เขาก็ไม่มีเจตนาฆ่าคนในการที่จะฟันลงไปหรือยิงออกไป. เขาจะภาวนา หรือจะ ยิ่งกว่าภาวนา คือรู้สึกอยู่เต็มใจว่า สิ่งนี้ต้องทำเพื่อผดุงความเป็นธรรม, ผดุงธรรมะ นั่นเอง ให้ยังคงมีอยู่เป็นเครื่องคุ้มครองโลก ; เพราะฉะนั้น เขาจะไม่เป็นบาปกรรม เพราะการฆ่าคน หรือต้องตกนรกเพราะเหตุนั้น. แต่ส่วนข้อที่ว่าเขาจะมีบาปอย่างอื่น หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เอาไว้วินิจฉัยกันในเวลาอื่นมันยืดยาว มันมีข้อ เท็จจริงที่จะต้องพิสูจน์กันมาก. ในที่นี้เราเอาแต่เพียงว่า ถ้าธรรมะเข้ามาคุ้มครองแล้ว แม้แต่ตำรวจ ทหาร ตุลาการ เพชฌฆาต ที่ทำให้คนถึงตายก็ไม่ต้องเป็นบาป และไม่ ต้องตกนรก. นี่ขอให้เล็งถึงความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งของธรรมะ ว่ามันคุ้มครองได้ ออกมาถึงระดับนี้. แต่ถ้าว่าโดยที่จริงแล้ว มันยังมีกว่านั้นอีก, คือว่าจะคุ้มครองโลก ให้สงบสุข ประสบสันติภาพอันถาวร ในด้านที่ลึกไปกว่าที่ไม่เบียดเบียนกัน; คือไม่ใช่

น.287 แต่เพียงว่าเบียดเบียนกันแล้วก็เป็นความวุ่นวาย ; อย่างนั้นไม่ใช่. แม้เราจะไม่ฆ่า กันเลยในโลกนี้, แต่ถ้าเราไม่มีธรรมะถึงที่สุดแล้ว เราจะมีความหม่นหมอง อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในใจด้วยกันทุกคน : ด้วยปัญหาเรื่องเกิด เรื่องแก่ เรื่องเจ็บ เรื่องตาย ด้วยปัญหาเรื่องความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งไม่ยกเว้นใครเลย. แต่ถ้าธรรมะมีมากเพียงพอแล้ว มนุษย์ที่ไม่มีการเบียดเบียนกันทางร่างกาย ภายนอกแล้วนั้น จะไม่ถูกเบียดเบียนโดยกิเลส หรือความทุกข์ในภายใน. มันก็เลยสดชื่นแจ่มใสทั้งภายนอก และภายใน เป็นมนุษย์ที่สดชื่นอย่างยิ่ง สมตามความหมายของมนุษย์ ที่ว่าเราจะเกิดมาเพื่อเอาชนะสิ่งทั้งปวง. อาตมาขอพูดว่า ธรรมะนี้ถ้ามีอยู่แล้วจะป้องกันปัญหาทุกอย่างที่ไม่ พึงปรารถนาได้หมด ; อย่างว่าเดี๋ยวนี้เรามีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับปราบคอมมิวนิสต์ นี่เพราะว่ามันขาดธรรมะ. ถ้ามีธรรมะแล้วคอมมิวนิสต์ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ ; ปัญหา ที่จะต้องปราบคอมมิวนิสต์ด้วยความยากลำบากก็ไม่มี. นี้เราไม่ได้วินิจฉัยกันว่า อะไรถูก อะไรผิด; แต่วินิจฉัยกันในข้อที่ว่าปัญหามันเกิดขึ้นเพราะไม่มีธรรมะ. ทั้งสองฝ่าย หรือทุกฝ่าย, ถ้าหากว่าลัทธินี้เกิดขึ้นมาเพราะความไม่เอื้อเฟื้อกัน ระหว่างนายทุน กับกรรมกรอย่างนี้ ก็ต้องมองให้เห็นชัดว่า มันเพราะขาดธรรมะเท่านั้นที่ทำให้นายทุน ก็ไม่เอื้อเฟื้อกรรมกร ; และกรรมกรก็ไม่สันโดษอยู่ได้ตามแบบของกรรมกร ก็เพราะ ว่าขาดธรรมะ. ปัญหายุ่งยากทั่วโลกจึงเกิดขึ้น ขนาดท่วมโลก ; แต่ถ้ามีธรรมะ ขึ้นมาอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งรบกวนมนุษย์ในทำนองนี้ คือความเข้าใจกันไม่ได้นี้จะไม่มี. นี่อานุภาพหรือความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมะมีมากอย่างนี้; เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องการ ธรรมะอย่างยิ่ง. สิ่งที่เราควรจะภาวนาไว้ ในฐานะเป็นคำขวัญ เป็น motto หรือเป็นอะไร ทำนองนั้น มันควรจะมีคำว่า : "ธรรมะ ธรรมะ", หรือจะขยายออกไปว่า

น.288 " ความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม ความสงบ นี้คือ ยอดปรารถนาของพวกเรา". ความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม ความสงบ นี่คือยอดปรารถนาของพวกเรา ; เพราะว่าธรรมะนั้นเราอาจจะกระจายออก เป็นความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม หรือความสงบเป็นต้น สัก ๕ คำนี้ ก็พอแล้ว. ที่ว่าดีนี้ก็คือดีจริง, ไม่ใช่ว่าชั่วแต่เพียงมาสวมหัวโขนให้เป็นดี เหมือนกับที่นิยมกันอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นส่วนมาก. ถ้าดีมันก็ต้องดีจริง, เป็นผู้ที่รู้ อะไร ๆ ดี แล้วก็พูด-คิด-ทำอะไรไปแต่ในทางดี. ถ้ารู้ว่าความขยันขันแข็งในการ ปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จเป็นความดี ก็บากบั่นในความดีและในการกระทำอย่างนั้น มันก็ เป็นการประพฤติธรรมะ. ถ้าพูดถึงความงามแล้ว ไม่มีอะไรจะงามยิ่งไปกว่าธรรมะ ; งาม รูปร่างก็ดี งามทรัพย์เพราะร่ำรวยก็ดี งามวิชาความรู้ วิทยะฐานะสูงก็ดี มันยังไม่งาม เท่ากับงามด้วยอำนาจของธรรมะ คือความสะอาดสว่างสงบ. เราต้องร้องไห้น้ำตาไหล เพราะความงามรูป งามทรัพย์ งามวิทยะฐานะนั้น กันอยู่เป็นประจำ ; แต่เรา จะไม่ต้องร้องไห้เพราะความงามทางธรรมะ ของบุคคลผู้มีความงามทางธรรมะเลย. ความจริง, ความยุติธรรมนี้, ความจริงเราหมายถึงกฎความจริงที่ เป็นไปตามความจริง โดยไม่ต้องเนื่องกับคนอื่น เรารู้จักสิ่งที่จริงแท้ ที่จะต้อง ประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้องไปตามความจริงนั้น ตามลำพังของเรา. ส่วน ความ ยุติธรรมนั้นเราหมายถึงเมื่อเกิดเป็นปัญหาขึ้นในระหว่างคนสองฝ่าย, ซึ่งเรา จะเห็นได้อีกว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นความยุติธรรมได้นอกจากจะเอาธรรมะ เข้ามา เท่านั้น. ส่วนเรื่องของโลกนั้นมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของโลก มันก็เป็น

น.289 ความยุติธรรมอย่างโลก ; มันจริงไปไม่ค่อยได้ บางทีก็เอาอำนาจบาทใหญ่เข้าข่มกัน เอาเงินเข้าข่มกัน แม้เรื่องระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ มันก็ยังยุติธรรมไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องโลก ต้องธรรมะเท่านั้น จึงจะยุติธรรมจริง. ถ้าว่าถึงความสงบนั้น, ไม่มีความสงบอย่างไหนจะเกิดได้นอกจาก อาศัยธรรมะ; นอกนั้นเป็นความสงบหลอก ๆ บ้าง เป็นความสงบชั่วคราวบ้าง ไม่น่าชื่นใจอะไร. เพราะฉะนั้น ความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรม และความสงบ ที่รวมกันเป็นคำ ๆ เดียวว่า "ธรรมะ" นั่นแหละ คือยอดปรารถนาของ พวกเรา. เราควรจะภาวนา หรือถือคำขวัญเหล่านี้กันเพื่อเป็นเครื่องช่วยให้มันเดิน ไปตามทางของธรรมะได้ง่ายขึ้น หรือโดยไม่รู้สึกตัวก็ได้ ว่า : "ความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม ความสงบ คือยอดปรารถนาของเรา" ไม่มีสิ่งอื่น ที่เป็นยอดปรารถนาของเราเท่ากับสิ่งเหล่านี้. ถึงแม้คำขวัญของรัฐบาลที่ชักชวนเรื่อง "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" นี้ก็เหมือนกัน ถ้าเข้าใจถูกจึงจะเป็นคุณ, ถ้าเข้าใจผิดจะเป็นโทษ. ถ้าเข้าใจถูกก็หมายความว่า งานนั้นก็หมายถึงควบคุมอยู่ ด้วยธรรมะ และเงินนั้นก็ควบคุมอยู่ด้วยธรรมะ ; มันจึงเป็นงานธรรมะ เงินธรรมะ. ถ้างานไม่ถูกควบคุมอยู่ด้วยธรรมะแล้ว มันเป็นอะไรท่านก็นึกได้เอง ; เงินก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เงินที่ได้มาโดยธรรมะแล้ว มันเป็นเงินชั่ว ทำเจ้าของให้เป็น ภูตผีปีศาจ คือเอาไปกิน-ไปใช้ มันก็หล่อเลี้ยงความเป็นภูตผีปีศาจมากขึ้น มันเป็น ได้ถึงอย่างนี้. เราจะเห็นได้ว่า จะเป็นคำขวัญหรือหลักเกณฑ์ หรืออะไรก็ตาม ; ใจความสำคัญต้องอยู่ที่ธรรมะ ตรงที่ธรรมะเป็นใจความ เป็นแกนกลาง เป็น

น.290 นิวเคลียสอยู่เสมอไป. ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย คือพวกเรานี้สนใจธรรมะใน ฐานะที่จะเอาไปใส่เป็นนิวเคลียสของสิ่งทุกสิ่ง ที่เราหวังจะช่วยตัวเราและสัตว์ทั้งหลาย ให้รอดจากทุกข์ได้ ; ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว งานก็ตามหรือเงินก็ตาม หรือชื่อเสียง เกียรติยศอย่างอื่นก็ตาม มันจะเป็นไปในทางวัตถุนิยมไปหมด ไม่เป็นไปในทาง ธรรมะเลย ; และสิ่งที่เรากลัวกันนักอย่างคอมมิวนิสต์นี้ ก็เพราะเรากลัวความเป็น วัตถุนิยม หรือความเป็น dialectic materialism ของเขานั่นเอง. แต่แล้วที่ของเรา ทำไมจึงไม่ระวังว่าอย่าให้มันก่อเชื้อโรคอย่างนั้นขึ้นมา; เพราะว่าถ้าเราไปลุ่มหลง ทางวัตถุไม่เห็นแก่ธรรมะแล้ว germ หรือเชื่อของ communism ชนิดใหม่จะเกิด ขึ้นในจิตใจของเรา โดยไม่ต้องรับมาจากภายนอก. นั่นแหละคือการตั้งต้น หันหลังให้แก่ศาสนานั้น ๆ แล้ว โดยไม่ต้องให้ใครมาชักชวน. เราเองนั่นแหละจะ หันหลังให้แก่ศาสนาของตัวเองมากยิ่งขึ้นทุกที, แล้วมันจะเป็นภัยที่ร้ายกาจ ที่เป็น คอมมิวนิสต์ประเภทที่ยิ่งไปกว่าคอมมิวนิสต์ก็ได้. การที่ขอให้เอาธรรมะเป็นหลัก ป้องกันตัวเรา และประเทศชาติของเราและโลกทั้งสิ้น ให้ปลอดภัยจากสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนาทุกอย่างทุกประการ ก็เพราะว่า ภัยที่น่ากลัวอย่างยิ่งนั้น ไม่ใช่มีแต่ คอมมิวนิสต์ มันจะมีอะไรที่น่ากลัวกว่าก็ได้ และมันอยู่ตรงที่ไม่มีธรรม นั่นเอง, เพราะฉะนั้นธรรมะจะป้องกันได้ทุกอย่าง . เราควรจะระลึกถึงธรรมะอยู่เป็นประจำ ทุกลมหายใจเข้าออกเป็นวิเศษ ที่สุด ; เพราะว่าเรามีทางที่จะทำเช่นนั้นได้ ในเมื่อเราศึกษาธรรมะเพียงพอ. ถ้าไม่ศึกษาเพียงพอแล้ว เราจะมีธรรมะในขณะที่เราทำการงานชุลมุนวุ่นวายอยู่ไม่ได้. แต่ถ้าเราฉลาดศึกษาธรรมะเพียงพอ เราจะมีธรรมะได้แม้ในขณะที่มีการงาน อย่างชุลมุนวุ่นวาย ; โกยท้องร่อง โกยคูที่สกปรก ขณะที่อยู่ในคูนั้นก็ยังมีธรรมะได้, ก็คือมีจิตว่างจากตัวกู-ของกูได้นั่นเอง. เมื่อใดจิตว่างจากตัวกู-ของกูแล้ว นั่นแหละคือธรรมะ, มีจิตว่างอย่างนั้นมันมีสติปัญญาอย่างยิ่ง แล้วมันทำอะไร

น.291 ไปได้โดยถูกต้องและสนุกสนานดี. พอเกิดความรู้สึกว่าตัวกูของกูขึ้นมาเท่านั้น มันก็อึดอัดทันที, แล้วก็เป็นทุกข์อยู่ในขณะที่โกยโคลนอยู่ในท้องคูนั่นแหละ. แต่ถ้า มีธรรมะแล้วการโกยโคลนในท้องคูนั้น มันยังสนุกสนาน ; เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการ พัฒนาคูที่สกปรกกันแล้วก็จะต้องมีธรรมะอย่างยิ่ง มันจึงจะสนุกสนานในการที่โกยท้องคู, ถ้ามิฉะนั้นแล้วมันจะดีแต่ยุคนอื่นให้โกย แต่ตัวเองก็หาลงไปโกยไม่ เพราะมันขยะแขยง เพราะมันเกลียดชังอย่างเต็มที่. งานมันไม่สนุก เพราะใจไม่ว่างจากตัวกู ไม่ว่างจาก ของกูซึ่งเป็น egoism อย่างยิ่ง ; เพราะฉะนั้นเราจึง ต้องมีธรรมะอยู่ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก. แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างไรขอให้ลองคิดดู วันหนึ่งคืนหนึ่ง เ รามีธรรมะ กันกี่มากน้อย กี่เวลา, หรือแม้แต่เพียงว่าเรานึกถึงธรรมะกันกี่เวลา; และใน วันหนึ่งเราไม่ได้นึกถึงธรรมะเลยก็ได้ บางทีสัปดาห์หนึ่ง เดือนหนึ่งก็ยังมี. สำหรับ ชาวบ้านนอกพอเห็นพระปลงผม อย่างอาตมาปลงผมเมื่อวานซึ่งเป็นวันโกนอย่างนี้ เขาก็รู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันพระ แล้วเขาก็เตรียมอะไรต่าง ๆ ที่จะทำให้มันสมกับที่เป็นวันพระ, คือเลิกละสิ่งที่ยุ่งเหยิงมาบำเพ็ญตัวในวันพระนี้ ให้มีความสะอาด สว่าง สงบ. อย่างนี้ มันน่าชื่นใจ แม้แต่ที่จะใช้ศีรษะของพระเป็นกาลันเดอร์ อย่างนี้. ถ้าอย่างนี้แล้ว พวกพระก็ยินดีที่จะอุทิศโดยโกนผมทุกสิบห้าวันก็ได้ ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านอนุญาต ไว้ว่าสองเดือนจึงโกนครั้งหนึ่ง. ถ้าหากว่าเขาจะขยันกันให้มากกว่านั้น จะให้ พระช่วยโกนหัวทุกสัปดาห์ก็ได้ ถ้ามันจะมีประโยชน์ช่วยได้มาก อย่างนี้; เพื่อให้เตือนใจว่า มันถึงวันพระอีกแล้ว เพื่อจะทำตนให้มีจิตใจอย่างพระ คือ สะอาด สว่าง สงบ กันบ้าง อย่างนี้พระก็พร้อมที่จะเสียสละ. ท่านคิดดูซิว่า วันหนึ่งท่านไปที่อ่างล้างหน้า เพื่อล้างมือ ล้างหน้า วันหนึ่ง กี่ครั้ง มันคงจะหลายครั้ง, ยิ่งคนที่ยึดถือในเรื่องสวยงามแล้วคงจะไปที่อ่างล้างหน้า

น.292 ล้างมือ ไปที่กระจกแต่งตัววันหนึ่งตั้งหลายครั้ง, แต่แล้วท่านไปหาธรรมะวันหนึ่งกี่ครั้ง คือมีจิตใจส่งไปยังธรรมะนี้วันหนึ่งกี่ครั้งกี่หน ; ถ้าเราจะไปหาธรรมะกันวันหนึ่งให้ หลาย ๆ หน ก็จะวิเศษที่สุด. เดี๋ยวนี้ เราจะต้องชมเชยอิสลามิกชน ที่ว่าอย่างน้อยเขาจะต้องมี ละหมาด วันหนึ่งห้าครั้ง, คือพอถึงเวลานั้นแล้ว เขาจะต้องเข้าอยู่กับพระเป็นเจ้า มีจิตใจเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า ระลึกนึกถึงพระเป็นเจ้า ลืมโลก ลืมสิ่งต่าง ๆ ลืมตัวเอง ลืมการงานอะไรหมด มีจิตใจอยู่กับพระเป็นเจ้า ๕ นาที ๑๐ นาที แล้วแต่ เขาจะทำได้, แล้ววันหนึ่งก็จะต้องไม่น้อยกว่าห้าครั้ง. นั่นแหละมันเป็นเครื่อง รับประกัน เป็นเครื่องป้องกันอย่างกับว่าพระเป็นเจ้ามาคุ้มครอง เพราะชั่วเวลาไม่กี่ ชั่วโมงนี้ เราคงไม่เผลอตัวมากเกินไป; แต่แล้วถ้าเราไม่นึกถึงพระเป็นเจ้าเป็นวัน ๆ เป็นสัปดาห์ เป็นเดือนแล้ว มันก็เอียงไป ๆ, เอียงไปในที่สุดหล่นโครมลงไปเลย, ถ้าเราไปซ้อมไว้ทุก ๆ วัน วันละ ๕ นาที ๑๐ นาที หรือชั่วโมงอย่างนี้ มันก็ปลอดภัย อย่างยิ่ง. ผู้มีศาสนา, ขอให้นึกถึงธรรมะ อย่างน้อยก็ให้เท่ากับจำนวนครั้งของการ ที่ท่านไปที่อ่างล้างหน้าล้างมือ หรือที่กระจกส่องหน้า; อย่างนี้จะเป็นความปลอดภัย แก่ตัวเอง ตั้งตนเป็นหลักขึ้นมาได้ในโลกด้วยกันทุกคน ในลักษณะที่ความทุกข์ครอบงำ ย่ำยีไม่ได้ ธรรมะจะคุ้มครองเราต่อเมื่อเราหันหน้าให้ธรรมะ และจะต้อง คอยซ้อมความเข้าใจไม่ให้ลืมธรรมะอยู่เป็นประจำ. พูดเรื่องโลก ๆ กันบ้าง เพราะว่าแม้แต่เรื่องโลก ๆ เรื่องปรารถนาอย่าง โลก ๆ ก็ยังต้องใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือ; อย่าว่าแต่เรื่องจิตใจ-เรื่องทางจิตใจล้วน ๆ และส่วนตัวล้วน ๆ เลย, แม้แต่เรื่องที่รัฐบาลขอร้องให้ประหยัดและให้เร่งมือ

น.293 ในการพัฒนา. เรื่องนี้อยากจะขอให้สนใจให้ดีว่า มูลเหตุที่ทำให้ไม่สามารถประหยัด และไม่สามารถพัฒนาด้วยความสนุกสนานนั้นมันอยู่ที่ตรงไหน ? อาตมากล่าวยืนยันลง ไปเดี๋ยวนี้เลยว่า มันอยู่ตรงที่ไม่มีธรรมะ เพราะไม่มีส่วนของธรรมะเข้ามาเจืออยู่ด้วย ; เพราะคนไม่นึกถึงธรรมะ จนไม่มีจิตใจเป็นธรรมะ ไม่มีเนื้อตัวที่เป็นธรรมะ การประหยัดและการพัฒนา จะเป็นสิ่งที่น่าเอือมระอาไปหมด. แต่ถ้าคน มีธรรมะ ไม่เห็นแก่ตัวกู-ของกู ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาอุปาทานแล้ว ประกอบ อยู่ด้วยสติปัญญาแล้ว, จะยิ่งชอบประหยัดและพัฒนาโดยที่ไม่ต้องมีใครมาชักชวน เพราะสติปัญญาย่อมบ่งไปอย่างนั้นอยู่เองแล้ว อยู่ในตัวมันเองแล้ว. การที่เราประหยัดไม่ได้ แม้แต่การที่จะทิ้งบุหรี่ก็ทิ้งไม่ได้ นี้เพราะ มันขาดธรรมะอย่างเลวที่สุด ; ที่ต้องใช้คำว่า อย่างเลวอย่างหยาบที่สุดก็หมาย ความว่า ธรรมะนี้เป็นธรรมะที่หยาบที่สุดแล้ว ต่ำที่สุดแล้ว เราก็ยังมีไม่ได้ แล้วจะไป มีธรรมะที่ละเอียดที่ละความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้อย่างไร. เพราะฉะนั้น เรื่องสุรายาเมา อบายมุขต่าง ๆ สุรานารีอะไรก็ไม่ทราบ ทั้งหมดนั้นรวมเป็นชื่อเดียวกัน มันประหยัดไม่ได้ มันละไม่ได้ หรือมันบรรเทาลงให้น้อยลงก็ไม่ได้ เพราะมัน ขาดธรรมะ มันจึงเดินตรงกันข้ามเสมอ. ส่วนการสร้างสรรค์หรือการพัฒนา นั้นมันเป็นเรื่องของบุคคล ผู้มีจิตใจเป็นธรรมอยู่มาก; ถ้าจิตใจไม่เป็นธรรมแล้ว มันคอยจ้องที่จะ เอาเปรียบกัน. อย่างว่าทำขนมอย่างนี้ คนที่จะไปหาฟืนหาน้ำตำแป้งกวนขนมนี้ มันหายาก, แต่คนที่พร้อมที่จะกิน มันมีอยู่เสมอ. เพราะฉะนั้นการจะพัฒนาคูคลอง ถนนหนทาง วัดวาอารามต่าง ๆ มันก็ทำนองเดียวกันนั้น ; คนที่คอยจ้องที่จะใช้สิ่ง เหล่านั้นเมื่อเขาพัฒนากันเสร็จแล้วนั้น มันมีอยู่ตั้ง ๙๙.๙๙ % เป็นอย่างนี้, หรือถ้าเรา

น.294 จะใช้ความสนุกสนานไปล่อเขามา หรือเกียรติยศไปล่อเขามา นี้มันได้ชั่วครู่ชั่วยาม มันเป็นไปไม่ได้ ; แต่ว่าถ้าอาศัยธรรมะเข้ามาช่วยแล้ว มันพัฒนายิ่งกว่าพัฒนา. เราจะเห็นได้ว่า ปู่ย่าตายายของเรา สร้างวัดวาอารามกันขึ้นได้ด้วยการ ใช้เงินน้อยที่สุด ; เพราะทุกคนมีศรัทธา มีธรรมะพร้อมที่จะร่วมมือกัน ช่วยกัน ทำงาน ด้วยจิตใจที่เป็นธรรม. มีคนชี้ให้ดูโบสถ์หลังหนึ่งที่แปลกประหลาดมาก ระหว่างเส้นทางรถไฟแถวบ้านกรูดนั้น เป็นโบสถ์ที่สวยงามสมบูรณ์เหมือนกับโบสถ์ ทั้งหลาย ; แต่ว่าสร้างขึ้นได้ด้วยแรงธรรมะ ไม่ใช่ด้วยเงิน. ชาวไร่ชาวนา เสร็จไร่ เสร็จนาแล้วมาจุดตะเกียงเจ้าพายุ ย่อยหิน กระทั่งก่อสร้างกันอยู่จนดึกจนดื่น โบสถ์นั้น ก็เสร็จได้เหมือนกัน แต่มันด้วยแรงของธรรมะ โดยแท้จริง. ถ้าเราจะไปดูถ้ำอาชันตา ที่ประเทศอินเดีย จะรู้สึกว่าแทบจะเหลือวิสัย ที่มนุษย์ทำขึ้น คือสลักภูเขาให้เป็นวิหาร เป็นอะไรในเนื้อภูเขาตั้ง ๒๙ ถ้ำ แต่ละถ้ำ ลึกหลาย ๆ สิบฟุต สูงหลาย ๆ สิบฟุต, ในถ้ำเหล่านั้นสวยเหมือนท้องพระโรง, ที่สลักเนื้อหิน มีภาพเขียน มีอะไรต่าง ๆ ตั้งพันสองร้อยปีมาแล้ว. พิสูจน์ค้นคว้า อย่างไร มันก็ไม่เชื่อว่าถ้ำเหล่านี้ทำด้วยแรงดาบ หรือแรงหวาย; แต่ว่า ทำด้วยแรงศรัทธาของธรรมะ. อย่างนครวัดเราไม่เชื่อว่าจะทำได้ด้วยแรงศรัทธา ล้วน, ยังมีช่องให้คิดว่าทำด้วยแรงหวายแรงดาบ แต่ในที่บางแห่งไม่มีทางที่จะคิด เป็นอย่างนั้น. นี่ธรรมะช่วยให้เกิดความรู้สึกที่จะพัฒนาขึ้นมาเอง พร้อมเพรียงอยู่เสมอ ที่จะวิ่งด้วยธรรม ด้วยเรี่ยวด้วยแรง ด้วยทุนด้วยรอน ด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ ของตนเอง. ถ้าโลกเรามีหลักในการยึดถือธรรมะอย่างนี้แล้ว การสร้างโลก ให้สวยสดงดงามนั้น มันจะเป็นไปได้ง่ายเหมือนกับปอกกล้วยเข้าปาก หรืออะไรทำนองนั้น.

น.295 ทีนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะวัตถุนิยม บดขยี้บุคคลนั้นแหลก ละเอียด ไม่มีจิตใจเหลืออยู่สำหรับจะรองรับธรรมะ, มันจะต้องเดือดร้อน ระส่ำระสาย หรือถึงกับล่มจมไปในที่สุด. อย่างเรื่องในมูลบทบรรพกิจ ที่ว่า พาราสาวัตถี ต้องล่มจมไป เพราะว่าคนเกลียดธรรมะ หันหลังให้ธรรมะ ถึงขนาด ที่เรียกว่า : ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอ ล่อกามา. คนที่เคยอ่านมูลบทบรรพกิจก็คง เคยได้ยินได้ฟังคำกลอนนี้ : คำว่า "ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ" นี้ อธิบายอยู่ในตัวมันเองแล้ว, ทุกค่ำทุกเช้าก็หมายว่า มัวเมาอยู่แต่เรื่อง บำรุง บำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้, "เข้าแต่หอล่อกามา" นี้ ก็หมายว่าเข้าไปในสถานที่ ๆ จัดไว้สำหรับหาความเพลิดเพลิน ทางกามารมณ์เป็นประจำ ; นี่อย่างนี้แล้วมันจะประหยัดได้อย่างไร, จะพัฒนาได้อย่างไร. นอกจากนั้นแล้วยังมีสิ่งที่เราควรระวังกันอย่างยิ่งว่า การมีวิทยุกระจายเสียง ขึ้นหลายสิบสถานีในประเทศไทยนี้ แล้ว ๙๕% ของเรื่องที่จะส่งออกไปนั้น เป็นเพลง ชนิดยั่วยวนทั้งนั้น จนเหลือที่จะเปิดฟัง, อยู่ในรูปที่ว่า ค่ำเช้าเฝ้าสีซอไปเป็นส่วนมาก. คนหนุ่ม ๆ ที่บ้านนอกเดี๋ยวนี้ ทำไร่ทำนา เหงื่อไหลไคลย้อย พอรวบรวมเงินได้จะต้อง ซื้อวิทยุก่อนอื่นใดทั้งหมด ; มันจึงขายเป็นเทน้ำเทท่า ประหยัดหรือเปล่า ที่เอามาฟัง เพื่อความหมายที่ว่าค่ำเช้าเฝ้าสีซอนี้. วิทยุช่วยให้เกิดอาการที่ว่าค่ำเช้าเฝ้าสีซอนี้ ขึ้นแล้ว. ถ้าผู้มีอำนาจอิทธิพลจะช่วยแก้ไขเรื่องนี้เสีย ก่อนที่มันจะเป็นพิษ มากเกินไป; นี้ก็จะเป็นบุญกุศลของพระพุทธศาสนาและของคนไทยเรา คือพุทธบริษัท หรือของโลก. สิ่งที่ส่งออกไปทางวิทยุนั้น มันควรจะมี สิ่งที่ให้เกิดความเข้าใจอันถูกต้องในชีวิต ในการงาน ในการประหยัด ในการพัฒนา มากกว่าที่จะเอาเพลงชนิดที่เหมาะสำหรับโสเภณีปะเหลาะผู้ชาย หรือผู้ชายปะเหลาะโสเภณีนี้มาส่งกันตั้งหลายสิบเปอร์เซ็นต์ของรายการที่ส่งทั้งหมด.

น.296 นี่เรากำลังจะเป็น "พาราสาวัตถี ใครไม่มีปรานีใคร" มันเกิดขึ้นมาเพราะตกเป็นทาส ของวัตถุนิยม. ขอให้พวกพุทธบริษัทเราทุกคนได้ช่วยกันต้านทานในเรื่องนี้, อย่าไป เอาใจใส่สนับสนุน. ได้เคยเห็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย นิสิตบางคนนี้ ทำการบ้าน ไปพลาง ฟังเพลงวิทยุชนิดนี้ไปพลางพร้อมกันไป; นี่คือตัวอย่างที่เห็นด้วยตาเอง. ทั้งที่มันจะเป็นส่วนน้อยมาก ก็ขอร้องว่า ให้คิดดูให้ดีเถอะ ว่ามันจะเป็นคุณหรือเป็นโทษ ; และนิสิตคนนี้ที่ทำการบ้าน แล้วก็ฟังเพลงชนิดนี้ไปพลางนี้ จะประสบผลของการศึกษา เล่าเรียนอย่างไร. ขอวิงวอนว่า อย่าได้มีแก่นิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งมี ความหมายมีอะไรมากเกินไปกว่าที่จะทำอย่างนั้นได้. มันจะสร้าง germ ของโรคที่ ร้ายกาจอะไรขึ้นมาในจิตใจอย่างที่ตัวเองไม่สามารถจะแก้ไขได้. การที่เราไม่รู้จักใช้อำนาจหรือกำลังของธรรมะมาช่วยเรานี้ มันทำให้เรา ประหยัดก็ไม่ได้, พัฒนาก็ไม่ได้อย่างที่ว่ามาแล้ว; แล้วจะเป็นการทำลายให้ หมดเปลือง. สมมติว่ารัฐบาลจะประหยัดเงินได้ปีละหมื่นล้านบาท แต่มันไม่คุ้มกับ เรื่องที่ "ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ" นี้; มันสุรุ่ยสุร่ายเกินไป เพราะมันเปลืองอะไรต่าง ๆ ทุกอย่าง ทุกประการ. แต่ที่เปลืองมากที่สุดนั้นคือ เปลืองชีวิตจิตใจของประชาชนของ ประเทศชาตินั่นเอง ; ชีวิตจิตใจเป็นสิ่งที่เปลืองได้ คือเป็นไปในทางต่ำ ไม่เป็นไปในทางสูง มีจิตใจที่จะทำไปในทางดีทางสูงนั้นเหลือน้อยลงมาก. นี่ถ้าตีราคาเป็นเงินเป็นทองแล้ว คนเดียวเท่านั้นจะต้องตีเป็นแสนเป็นล้าน; แล้วถ้า คนตั้ง ๒๐ ล้านคนไปมัวค่ำเช้าเฝ้าสีซอ หรือไปทำวัตถุนิยมอย่างอื่นอยู่แล้ว ; รัฐบาล ประหยัดเงินได้ปีละหมื่นล้านบาท ก็ยังไม่คุ้มกัน, มันยังไม่คุ้มกับความรั่วไหลที่มอง ไม่เห็นตัว, เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะอย่างที่ว่า ถี่รอดตาช้าง ห่างรอด ตาเล็น.

น.297 ขอให้เราจงช่วยกันรักตัวเรา รักประเทศชาติของเรา รักพระศาสนา ของเรา และรักโลกทั้งโลกตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนา; แล้วจงช่วยกัน ขจัดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของวัตถุนิยมนี้ออกไป, แล้วก็ให้มีธรรมะ มาใช้เป็นกำลังอันมหาศาลที่จะบันดาลให้สิ่งที่เราปรารถนานั้น เป็นไป อย่างดี ประหยัดได้ พัฒนาได้. ยกตัวอย่างเช่นว่า คนชาวไร่ชาวนาไม่มีใคร อยากเป็น; ต้องการจะเป็นข้าราชการ มาอัดแอกันอยู่ในเมืองหลวง หาช่องทางเป็น ข้าราชการด้วยกันทั้งนั้น. อีกสิบปีข้างหน้า แม้จะมีกระทรวงเช่นกระทรวงศึกษาธิการ สัก ๑๐ กระทรวงก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องไม่มีที่เรียนหรือว่าคนล้นงานได้ ; เพราะมัน เข้าใจผิด มันเกลียดการทำนาทำไร่ ซึ่งเหน็ดเหนื่อยและสกปรก. แต่ถ้าเขามีความ สันโดษเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะแก้ปัญหานี้ได้ ; ลูกชาวนาสมัครจะเป็นชาวนา ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ลูกชาวสวนสมัครจะเป็นชาวสวนยิ่ง ๆ ขึ้นไป. คำว่าสันโดษนี้มันทำให้อิ่มใจ เป็นสุขเหมือนขึ้นสวรรค์อยู่ทุกลม หายใจเข้าออก. อย่างว่าชาวนาฟันดินลงไปที่หนึ่งในการทำนาของเขา มันก็อิ่มใจ อย่างยิ่ง ว่ามันฟันลงไปทีหนึ่งแล้ว มันใกล้ความสำเร็จเข้าไปที่หนึ่งแล้ว, แล้วถ้าฟัน ๒ ที่ ๓ ที่ ก็อิ่มอกอิ่มใจอยู่นั่นเอง. มันฟันดินพลางร้องเพลงไปพลาง เพราะสันโดษ จึงทำให้จิตใจว่างจากความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวกูของกูซึ่งเป็น egoism ซึ่งเป็น มูลเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย ; เพราะฉะนั้นมันจึงสนุกสนานในการฟันดิน ทำนา แม้กลางแดดกลางลม กลางฝน มันอิ่มใจทุกที่ที่ฟันดิน. ธรรมะอย่างนี้มีกำลังมหาศาล ที่ทำให้เราทำอะไรก็ได้ที่ควรทำ ไม่ต้องไปยื้อแย่งเบียดเบียนกัน จนเกิดเป็นความยุ่งยากวุ่นวายขึ้นมา. ถ้าเรามีเงิน บาทหนึ่งเราก็อิ่มใจได้ มันก็เป็นความสุขขึ้นมา; แต่ถ้ามันมีเงินล้านหนึ่ง เรายังไม่อิ่มใจได้ เราก็มีความจนล้านหนึ่ง ไม่ใช่จนเพียงบาทเดียว. เพราะฉะนั้น

น.298 พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํ - สันโดษนี้เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ; ปรมํ ธนํ - คือเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เป็นสุขได้ แม้แต่การฟันดินทีเดียว สองที สามที มากขึ้นตามลำดับ เหมือนกับตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว ; เพราะว่า ทรัพย์นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าเครื่องทำความพอใจ. นี่ขอให้เราทุกคนใช้ธรรมะให้เป็น แล้วธรรมะจะคุ้มครองเราจะช่วยเหลือเรา อย่างมหาศาลทีเดียว. ขออย่าได้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าผิด ๆ แล้วไปเกณฑ์ ให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้พูดผิด : เช่นที่พระองค์ตรัสว่า "สันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง" นั้นกลายเป็นของผิดไป. ขอวิงวอน ให้ช่วยกันศึกษาพระพุทธศาสนา ให้เข้าใจ อย่างถูกต้อง อย่าให้ไขว้เขวแต่ประการใดได้, แล้วจะเป็นลู่ทางให้ธรรมะ เป็นที่พอใจแก่เรา, แล้วเราก็จะเข้าใจธรรมะและรักธรรมะ, และหวัง ในธรรมะยิ่งกว่าสิ่งอื่นจนเอามาเป็นคู่ชีวิตทีเดียว. แล้วการบรรยายที่กล่าว มาแล้วทั้งหมดก็จะเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปฏิบัติได้ไม่ยากเลย เพราะความเข้าใจถูกต้อง ต่อธรรมะ. แต่เดี๋ยวนี้การถือศาสนา และการถึงธรรมะของเราทั้งหลาย ได้เป็นไปใน ลักษณะที่กล่าวนี้หรือเปล่า ? คำว่า ถือ กับคำว่า ถึง นั้นควรจะดูให้ดี ๆ ว่ามันยังต่างกัน อยู่บ้าง. การถึงศาสนา คือถึงธรรมะ นั้น มันถึง ได้จริงๆ, ส่วนการถือนั้น มันถือด้วยปากก็ได้ ; เหมือนอย่างกับคนนี้พูดว่า ฉันถือพุทธอย่างนี้มันก็ถือแต่ปาก ก็ได้มันไม่ถึงพุทธ, ฉันถือธรรมถือแต่ปากก็ได้มันไม่ถึงธรรม. เพราะฉะนั้นการถือ สรณคมน์; พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ นี้มันถือแต่ปากทั้งนั้น จะว่าอย่างไรมันก็ว่าได้ มันก็เป็นการถือแต่ปากอยู่ร่ำไป. ต่อเมื่อใจในขณะนั้นว่างจากตัวกู ว่างจากของกู สะอาด สว่าง สงบ นั้นจึงว่าข้าพเจ้าถึงธรรม ; ถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระ สงฆ์. ถือ กับ ถึง นั้นไม่เหมือนกัน หรือว่าจะอธิบายให้เหมือนกันก็ได้ ; แต่ว่า

น.299 เมื่อมองดูไปตามความหมายธรรมดาแล้ว "ถึง" ปลอดภัยกว่า ขอให้ถึง ธรรมะ ให้ถึงศาสนาจริง ๆ. เราจึงมีพุทธบริษัทเกิดขึ้นเป็นสองความหมาย เพราะถึงจริงถึงไม่จริง เท่านี้เอง. เราเป็นพุทธบริษัทนี้ดูให้ดีว่า ส่วนมากเราเป็นโดยเลือดเนื้อเชื้อไข เพราะว่าบิดา มารดา ปู่ย่าตายายของเราเป็นพุทธบริษัท, และเราคลอดออกมาจาก ร่างกายของท่าน มีเลือดมีเนื้อเป็นอย่างนั้นมา, เราก็ถือว่าเราเป็นพุทธบริษัท โดย พ่อแม่เป็นพุทธบริษัท . โดยกำเนิดเราเป็นพุทธบริษัท. แต่ว่าถือหรือถึงอย่างนี้ มันใช้ได้หรือยัง ? มันพอหรือยัง ? นี้มีความหมายหนึ่ง. ทีนี้ต่อมาเราโตขึ้น เรา ปฏิญาณตัวเป็นพุทธมามกะ เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นอะไรตามพิธีตามธรรมเนียม อีกครั้งหนึ่ง นี้มันก็เป็นหรือยัง ถึงหรือยัง ; มันล้วนแต่เป็นเรื่องถือหรือถึงก็ตาม ตามธรรมเนียมตามประเพณี เป็นพิธีเท่านั้น. ส่วน การถึงจริง ๆ นั้นต้องจิตใจถึง คือจิตใจถึงกันเข้ากับความสะอาด ความสว่าง ความสงบ จิตใจถึงกัน เข้ากับความว่างจากความรู้สึกว่าตัวกว่าของกูนี้ มันจึงจะถึงจริง. ถ้าถึงจริงมันก็ถึงจริง, ถ้าเพียงแต่ถึงตามพิธีมันก็ถึงตามพิธี, มันมีอยู่ เป็นสองความหมาย. เรากำลังเป็นพุทธบริษัทในความหมายไหน แล้วพุทธบริษัท ในความหมายไหนเล่าที่จะทำความยุ่งยากให้แก่พุทธศาสนาเสียเอง ไม่มีที่จะทำความ ยุ่งยากให้แก่ใครที่ไหน, มีแต่ตนเองไปทำความยุ่งยากให้แก่พุทธศาสนาหรือวงการของ พุทธศาสนานั่นเอง ; ก็แปลว่าพุทธบริษัทนั่นเองทำลายพุทธศาสนา และก็โดย ไม่รู้สึกตัว และยังนิยมกันมากด้วย. ตัวอย่างการถึงธรรมะจริง ชนิดที่เรียกว่า เป็นความว่าง อันเป็นธรรมะถึงขนาดที่เรียกว่ามันยากที่จะอธิบายได้นั้น อาตมาอธิบาย ด้วยการเปรียบเทียบบางทีจะดีกว่า. มีเรื่องมาแต่ครั้งเมื่อพระโพธิธรรมที่มาจากอินเดีย

น.300 ไปสอนพุทธศาสนาในประเทศจีนอยู่เก้าปี จนเกิดเป็นนิกายเซ็น," พุทธศาสนาอย่างเซ็น ขึ้นในประเทศจีน. ขอแทรกตรงนี้สักนิดหน่อยเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า เดี๋ยวนี้ พุทธศาสนานิกายเซ็นนี้ เป็นที่สนใจของนักศึกษาสากล คือทั่วโลกกันมากที่สุด. เราอาจจะมัวหลับตาอยู่ที่นี่ก็ได้ ในเมื่อทางเมืองนอกนั้น ได้มีหนังสือพุทธศาสนาอย่าง เซ็นนี้ พิมพ์ขึ้นแล้วหลายสิบเล่ม เพราะมีความต้องการอย่างยิ่ง; ถ้าใส่ตู้ธรรมดา ๆ ขนาดกว้างสักเมตรหนึ่งนี้ ที่เรียงตับอย่างนี้ เต็มไปด้วยคำว่าเซ็น. นั่นคือพุทธศาสนา ที่เกี่ยวกับเซ็นหรือว่า Dhyana - Buddhism ซึ่งหมายถึงเซ็นทั้งนั้น, ไม่ใช่มีเพียง ๔-๕ เล่ม. นั่นแหละขอให้เข้าใจว่าพุทธศาสนาอย่างเซ็นกำลังเร้าความสนใจยิ่งกว่า พุทธศาสนาแบบอื่น ; เพราะมันจะ practical หรือเป็น application ดีกว่า หรือถูก กับจิตใจของชาวยุโรป ชาวอเมริกา ที่มีการศึกษาอย่างนั้นมากกว่า. ก็ควรจะถือว่า นิกายเซ็นนั้น มันคงไม่ไร้สาระ. เมื่อท่านโพธิธรรมอยู่ในประเทศจีน ๙ ปี ท่านอยากจะกลับไปอินเดีย ที่นี้ ก่อนจะกลับนี้ท่านนึกสนุกขึ้นมาอย่างไรก็ตามเถอะ ท่านได้เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมดเพื่อ สอบสวนดูว่า ใครเข้าใจธรรมะสูงสุด คือธรรมะแบบของท่านนี้บ้าง เมื่อที่ประชุมพร้อม แล้วท่านก็ให้โอกาสคนที่เรียกว่ารู้ดีที่สุด ให้พูดออกมาทีละคน ๆ ว่า : ธรรมะนี้ คืออะไร ? ลูกศิษย์คนแรก ชื่อดูโฟกุ, ชื่อนี้ออกเสียงอย่างญี่ปุ่น. ภาษาจีน ตัวอักษรจีนเมื่อออกเสียงอย่างญี่ปุ่น มันเปลี่ยนเสียงไป เราไม่อาจรู้ ได้ว่าเสียงจีนออก เสียงเป็นอย่างไร; เพราะเราอ่านจากภาษาอังกฤษที่แปลมาจากฉบับญี่ปุ่น มันจึงเป็น เสียงญี่ปุ่นไปหมด. ดูโฟกุนี้เขาเข้าไปให้คำนิยามแก่ท่านโพธิธรรมว่า อยู่นอกเหนือ การยอมรับ และการปฏิเสธ. "อยู่นอกเหนือการยอมรับ และการปฏิเสธ

น.301 นั่นแหละคือธรรมะ" ; นี่ก็นับว่าแยบคายมากนะ ท่านลองคิดดูเถอะ เหมือนกับ ที่อธิบายมาสักสองสามครั้งนั้น ธรรมะนี้ใครจะวิ่งแจ้นเข้าไปรับเอา เป็นตัวเราของเรา นี้มันก็ไม่ได้; แต่เขาจะปฏิเสธว่ามันไม่จำเป็น มันไม่เกี่ยวกับเราหรือไม่มีอยู่ อย่างนี้ ก็ไม่ได้. เพราะฉะนั้นดูโฟกุ เขาบอกว่าสิ่งที่อยู่เหนือการยอมรับ อยู่เหนือการปฏิเสธ นั่นแหละคือธรรมะ. ท่านโพธิธรรมก็ผงกศีรษะเพราะมันมีส่วนถูกอยู่มาก แต่แล้ว ก็บอกว่า เอาละแกได้หนังของฉันไป - หนังที่หุ้มเนื้อคือผิวหนังนี้. ทีนี้นางชี ชื่อโซจิ ซึ่งเป็นสาวกชั้นเดียวกันนั้นแต่เป็นผู้หญิง เขายืนขึ้น ถวายคำนิยามของคำว่า "ธรรมะ" ต่อท่านอาจารย์ว่า "เห็นครั้งเดียวแล้ว ก็เห็นตลอดไป". นี้อธิบายว่า ธรรมะนี้ถ้าเห็นครั้งเดียวเท่านั้นมันก็คือเห็นทั้งหมด และเห็นตลอดไป; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นแล้วเลื่อน - สิ่งที่เราเห็นแล้วเลือนนั้น ยังไม่ใช่ธรรมะ, ให้เรียนจนเป็นเปรียญ ๙ ประโยค หรือให้ปฏิบัติอยู่ในป่าจนตายนี้ มันกลับไปกลับมา กลับไปกลับมา ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็นที่รู้นั้น แม้เขาจะเรียก กันเอาตามใจชอบว่า ธรรมะ แต่มันก็ไม่ใช่ธรรมะอย่างที่แท้จริง ; "มันต้องครั้งเดียว และตลอดไป". พูดสั้น ๆ เท่านี้ อาจารย์ก็เข้าใจ แล้วก็ผงกศีรษะว่าแกมีส่วนถูก แล้วยังยกย่องว่า แกได้เนื้อของฉันไป; คนแรกได้แต่เพียงผิวหนังเท่านั้น นางชีคนนี้ กลับได้เนื้อไป. บุคคลที่สามยืนขึ้นเสนอว่า "ไม่มีความหมายแห่งตัวตนนั่นแหละ คือ ความจริง"; ไม่มีความหมายแห่งตัวตนหรือของตน นั่นแหละคือความจริง หมาย ความว่า ความจริงหรือสิ่งทั้งปวงก็คือ ความไม่มีส่วนที่ควรจะถูกยึดถือว่าตัวตน. ท่านโพธิธรรมผงกศีรษะให้มากกว่าคนก่อน, เอาละแกได้กระดูกของฉันไป. คนสุดท้าย ชื่อ เอก้า ยืนขึ้นทำความเคารพแล้ว หุบปากนิ่งอยู่, หุบปาก นึ่งอยู่แล้วยังเม้มลึกเข้าไป. ท่านโพธิธรรมพอใจอย่างยิ่ง บอกว่าแกได้เยื่อในกระดูก ของฉันไปทั้งหมดแล้ว.

น.302 นี่ลองดูรูปภาพ โพธิธรรม ที่เขาเขียนรูปภาพโพธิธรรม จะเขียนปาก อย่างนี้ ปากเม้มเข้าไปข้างในจนน่ากลัวเลย. เพราะว่าถ้าธรรมะที่แท้จริง นั้นมัน ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร พูดออกไปนิดมันก็ผิดธรรมะนิดหนึ่ง, ขึ้นพูดมากตั้ง ชั่วโมงก็ผิดธรรมะตั้งชั่วโมง, อาตมาพูดมาหลายชั่วโมงแล้วมันก็ไกลธรรมะ ออกไปหลายชั่วโมง, คือไกลตัวธรรมะจริงออกไปได้หลายชั่วโมงเหมือนกัน. มันมีอยู่ ว่า ท่านทั้งหลายจะต้องเข้าให้ถึงธรรมะตัวจริงด้วยตัวท่านเอง; เพราะฉะนั้น ขืนพูดมากมันก็จะผิดหรือไกลตัวธรรมะออกไปมาก. แต่มันได้วาดภาพวิว สิ่งแวดล้อม บริเวณของธรรมะนั้นให้หมดสิ้น จนท่านสามารถจะเลือกหนทางเดินหรือวิธีเดินนี้ เข้าไปให้ถึงธรรมะชนิดที่ ทำให้หุบปากได้. เราเองก็อย่าได้ตีปีกตีอะไรโลดเต้นให้มากไปกว่าเรารู้ธรรมะแล้ว ; ทำวิปัสสนาสัก ๒-๓ อาทิตย์ก็ได้ถึงธรรมะแล้ว, หรือได้ครูบาอาจารย์สอนอย่างนั้น สอนอย่างนี้ ที่นั่นที่นี่ แล้วก็ถึงธรรมะแล้ว ; มันยังห่างไกลต่อธรรมะที่แท้จริง ; ที่เมื่อท่านถึงเข้าแล้วก็จะสั่นหัวและหุบปากเหมือนกัน. นั่นแหละคือธรรมะสูงสุด. ส่วนธรรมะที่เราต้องการกันอยู่ พอเป็น practical สำหรับพวกเรานี้ อย่า เอาถึงขนาดนั้นเลย ; เอาแต่เพียงเท่าที่จะทำให้เราเป็นอยู่ด้วยกันเป็นสันติภาพถาวร ในโลกนี้; แล้วในส่วนจิตใจแท้ ๆ นั้นก็ดีขึ้น ๆ คือข้างนอกไม่เบียดเบียนกันก็จริง แต่ข้างในนั้นตัวเองอย่าเบียดเบียนตัวเอง. ขณะใดมี egoism เกิดขึ้นในรูปใด วิธีใด นั่นแหละคือการเบียดเบียนตัวเอง. . นี่ขอให้เราจำเรื่องเกี่ยวกับท่านโพธิธรรม ซึ่ง นามภาษาจีนว่า ตั๊กม้อโจวซือ นี้ไว้ให้ดี ๆ. ในที่สุดนี้อยากจะพูดชั่วเวลาที่เหลืออยู่นี้ว่า เราจะต้องมีชีวิตของเรานี้เป็น ตัวเดียวกันกับธรรมะ โดยไม่ต้องมีการพูดหรือมีการอะไร. ชีวิตก็ดี การงานก็ดี

น.303 ศาสนาก็ดี ศิลปะก็ดี หรืออะไรก็ดี ให้หลอมเข้าเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นธรรมะ, ให้ชีวิตนั้นมันเป็นอยู่ด้วยธรรมะ, ให้การงานนั้นเป็นการงานอยู่ด้วยธรรมะ, ให้ศาสนา คือการประพฤติ ปฏิบัติ กาย วาจา ใจ ตามระเบียบศาสนานั้น. อย่าเป็นเปลือก ของธรรมะ ให้เป็นธรรมะจริง ๆ. อนึ่งสิ่งที่เรียกว่าศิลป์ ที่เรานิยมกันนัก ว่าศิลปะ ศิลปินอย่างนี้; ให้มัน เป็นศิลป์อยู่ตรงที่การทำที่ฉลาดที่สุด น่าดู งดงามที่สุด, ตรงที่สามารถทำชีวิตนี้ไม่ให้ เป็นทุกข์เลย, ให้มันงามอยู่ ตรงที่ไม่มีความเศร้าหมอง หม่นหมอง เร่าร้อนเลย ; นั่นแหละคือความงามอย่างยิ่ง. เมื่อรู้จักทำอย่างนี้ก็เป็นศิลป์หรือศิลปินอย่างยิ่ง, เป็นศิลป์ ศิลปินของชีวิต. เพราะฉะนั้นศาสนาก็คือศิลปะ, พุทธศาสนาแท้ๆ ก็คือศิลปะ ; เพราะว่าเป็นอุบายอันหนึ่งที่ทำให้ชีวิตนี้งามอย่างยิ่ง, มีปรากฏ การณ์ออกมาเป็นความงามอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรงามเสมอเหมือน แล้วประณีตละเอียด เป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง ในการที่จะทำอย่างนั้นได้ คือการเดินไปตามทางสายกลาง ดังที่ได้อธิบายแล้วแต่วันก่อน ๆ นั้น นั่นแหละคือศิลปะอย่างยิ่ง. ถ้าให้ระบุก็คือ อริยมรรคมีองค์แปด ประการ นั่นแหละคือศิลปะสูงสุดของทั้งหมดของมนุษย์ หรือของ สิ่งที่มนุษย์จะรู้จักได้. ศาสนาก็คือศิลปะ เพราะฉะนั้นการงานของเรา เมื่อเนื่องอยู่ด้วยศาสนา ด้วยธรรมะแล้วมันก็เป็นการงานศิลป์, ชีวิตก็เป็น ชีวิตศิลป์. มองดูในแง่ชีวิตก็เป็นชีวิต มองดูในแง่การงานก็เป็นการงาน มองดู ในแง่ศาสนาก็เป็นศาสนา มองดูในแง่ศิลป์ก็เป็นศิลป์ ; ทีนี้มันมากนัก หลอมเป็น สิ่งเดียวกันเสียดีกว่า เป็นธรรมะ, ธรรมะ, ธรรมะ, คำเดียวพอ. นี่เราจงมีอะไรเป็นของตัวเราเองอย่างนี้ เราจะได้เอาตัวรอดได้ เราอย่าไป เดินตามฝรั่งไปเสียตะพึด, เพราะว่ามันไม่เหมือนกัน ; และกล่าวได้ว่า ฝรั่งยังไม่ รู้ธรรมะที่จะดับทุกข์ได้ดีไปกว่าเรา เพราะฉะนั้นเราอย่ายกเขาเป็นผู้นำทาง

น.304 วิญญาณของเรา, เราดูเขาแต่ที่จะใช้แก้ปัญหาในทางวัตถุและเท่าที่จำเป็นเท่านั้น. ส่วนใหญ่ใจความเราจะต้องใช้ของเราเอง ; ถ้าเราไปหลงวัฒนธรรมตะวันตก ทุกแขนงทุกอย่างนั้น ก็คือกระโดดลงเหวที่มืดที่สุดและไกลจากธรรมะ ยิ่งขึ้นไปทุกที ; มันคนละอย่างคนละแบบ. เหมือนอย่างตัวอย่างที่ว่า อุปรากรเรื่องเพ้าสท์ที่อาตมาเคยเอ่ยถึงทีหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นชัดว่า อุปรากรเรื่องเพ้าสท์ เป็นวรรณกรรมและเป็นศิลปะ เป็นดนตรี ที่ดีที่เขานิยมเรื่องหนึ่ง. แต่ในเรื่องนั้น นางเอกที่สมัครใจทำผิด, ทำผิดด้วย ความสมัครใจนั้น ได้รับผลเป็นการขึ้นสวรรค์ หรือการให้อภัยอย่างไม่มีเหตุผล. ทีนี้เราก็เอามาเปรียบเทียบกันดูกับทางพุทธศาสนาเรา ว่าในวรรณกรรมของเรา ในบาลี ก็ดี ในอรรถกถาก็ดี แสนจะมากมายนั้น มันมีไม่ได้โดยหลักเกณฑ์อันนี้ หรือโดย ทำนองนี้. ทำผิดด้วยความสมัครใจ ตามกฎเกณฑ์ธรรมดา โลภ โกรธ หลงธรรมดา อย่างนี้ ไม่มีทางที่จะให้รางวัลเป็นการขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเป็นเจ้า, จะต้องเป็นไป ตามสมควรก่อน จนกว่าจะรู้จักผิดชอบชั่วดี. ทีนี้คนก็จะแย้งว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ทางดนตรี เนื้อเรื่องเป็นเรื่องล้อสังคมเล่น อย่างนี้ก็ได้ แต่ต้องนึกต่อไปว่า การล้อทำนองนั้น มันเพื่อประโยชน์แก่ใคร ; มันต้องเพื่อประโยชน์แก่บุคคลชนิดเดียวกับตัวผีในเรื่อง เพ้าสท์นั่นเอง, หรือเพื่อนของผี ก็คือเพ้าสท์นั่นเอง; ก็เมื่อมันเพื่อประโยชน์ แก่คนเหล่านั้น จะนำมาใช้เพื่อประโยชน์แก่เราอย่างนี้มันจะได้ที่ไหน. หรือว่าการ ชุบตัวให้เป็นหนุ่ม ในเรื่องเพ้าสท์นั้น มันเพื่อกามารมณ์, ไม่อยากตายเพื่ออยู่ครอง กามารมณ์ ซึ่งค้นพบยาอายุวัฒนะชุบแล้วก็กลับเป็นหนุ่ม ; แล้วก็ไปทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น มันไม่ใช่อยู่เพื่อมนุษยธรรม เพื่อความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม ความอะไร

น.305 ของตัว ; แต่เพื่อกามารมณ์ ที่เดินตามอย่างผี แล้วมันจะเป็นหลักแห่งความนิยมว่า เราจะนิยมความคิด ความนึก หลักเกณฑ์ ศิลปะ อะไรอย่างของฝรั่งได้อย่างไร ถ้าเรา เป็นพุทธบริษัท. ถ้าเราจะมองในแง่ดีก็ได้เหมือนกัน; แต่เราต้องมองว่า ดีก็เป็นสิ่ง ที่ต้องระวัง เพราะว่าเราอาจจะยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องที่นิยมกันว่าดี. ถ้าเราเผลอไป ในเรื่องนี้แล้ว เราก็จะสมัครเดินตามผี ซึ่งเขาถือกันว่าดีในแบบนั้น ; หรือว่าทุก ๆ คน กำลังคิดว่าอย่างนี้มันดี ; เพราะฉะนั้นการที่แสดงให้เห็นว่า การเดินตามผีนั้น มันไม่ไหว. ในเรื่องเพ้าสท์ ถ้ามองในแง่นั้นก็จะเห็นได้เหมือนกันว่า ถ้าเดินตามผี นั้นมันไม่ไหว. ทีนี้เราก็มาดูว่าเรานี้ เดี๋ยวนี้ใครบ้างที่กำลังมีผีเป็นแฟน หรือเป็น อะไรอยู่ เป็นคู่คิดคู่นึกอยู่, ถ้าเราได้รับวัฒนธรรมทางตะวันตกแล้ว เราจงดูในแง่ หลังคือมองในแง่หลัง แล้วส่วนที่ว่าความชั่วนั้นมันมีได้ประหลาด ลึกลับ ซับซ้อน อย่างไร ทีนี้เราก็สามารถที่จะเลือก หรือ discriminate โดยแยกคัดว่าฝ่ายไหนเป็น อะไร ฝ่ายไหนเป็นอะไร. อีกอย่างหนึ่ง แล้วเราจะรับเอาวัฒนธรรมของฝรั่ง ที่ว่าอ้ายสัตว์ตัวนี้ มันแก่แล้ว ขืนเลี้ยงไว้ต่อไปมันก็ทุเรศ เลยยิ่งมันเสียเลย ยิ่งให้มันตายเร็วเสียเลย ; อย่างนี้ถ้าว่าพ่อแม่แก่ก็ยิงเสียด้วยซิ. ถ้าม้าแก่ลากรถไม่ไหวทุเรศก็ยิ่งมันเสีย, สุนัขนี่ แก่แล้วก็ยิงมันเสีย, ทีนี้พอพ่อแม่แก่แล้วทำไมไม่ยิงเสียบ้าง. นี่เราจะรับวัฒนธรรม ตะวันตกมาเป็นหลักเกณฑ์ของพวกเรา ซึ่งเป็นพุทธบริษัทโดยเลือดโดยเนื้ออยู่แล้วนั้น มันไม่ได้. ลองแยกธาตุดูว่าในเลือดของเรานี้ มันเป็นเลือดของความเป็นพุทธบริษัท มากี่ชั่วบิดามารดาแล้ว คือบิดามารดาของบิดามารดา, บิดามารดาของบิดามารดานี้, ถอยหลังไปถึงยุคสุโขทัยหรือยุคนานกว่านั้นอีก นั่นมันกี่ชั่วแล้ว เรามีเลือดของความเป็น พุทธบริษัทที่เข้มข้นอย่างไร.

น.306 ขอให้เรารู้จักให้ความเป็นอิสระแก่เรา โดยการอาศัยบารมี ของธรรมะ ; โลกจะมีสันติภาพเพราะธรรมะ ไม่ใช่เศรษฐกิจการเมือง หรือวัตถุต่าง ๆ หรือการทำสงครามชนิดที่ไร้ธรรมะ. ถ้าเราหวังความสงบ เราต้องเตรียมตัวเพื่อธรรมะ ไม่ใช่เตรียมขยี้ธรรมะ. ส่วนการที่เตรียมขยี้ธรรมะ, เตรียมหันหลังให้ธรรมะ, นี่ไม่ใช่เตรียมสงบ. ถ้าเตรียมสงบต้องเตรียมรับธรรมะ เราต้องฉลาดชนิดที่ฉลาดจริง เป็นสติปัญญาที่เห็นของจริง เดินไปตามธรรมะ. เราอย่า ฉลาดอย่างเฉโก เป็นแต่เพียงหัวแหลม แล้วเดินไปตามโลก. คำว่า intelligence นั้น คงเป็นปัญญาเฉโก หัวแหลมเดินไปตามโลก ; แต่ wisdom คือปัญญาแท้จริงนั้น คือเห็นของจริงในส่วนลึก และเดินไปตามธรรมะ. ถ้าจะมีปัญญาก็ขอให้มี อย่าง wisdom และให้เป็นอย่างพุทธนี้มากขึ้น; อย่าเอาเพียงปัญญาเฉโก บาลี เรียกว่าเฉโก ไม่ใช่คำภาษาไทยเราเรียกกันเอง, เป็นภาษาบาลีเดิม ๆ เรียกว่าเฉโก คือปัญญาอย่าง intelligence นั่นแหละ. มันเพียงแต่หัวแหลมเท่านั้น แต่มันจะ แหลมไปทางไหน ตามธรรมดาก็แหลมไปทางโลก ; ส่วน wisdom ที่ถูกวิธี กล่าวคือมาจากการศึกษาค้นคว้าทดลองแล้วนั้น มันเห็นของจริง แล้วมันก็เลือกเดินได้, มัน discriminate ได้, คือแยกจากโลกไปตามทางของธรรมะได้. ในที่สุดนี้ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนที่เป็นลูกชายลูกสาวของพระพุทธเจ้า จงเป็นลูกชายลูกสาวของพระพุทธเจ้าทุกคน คืออย่าให้สิ่งอื่นใดลากพาไป นอกจาก ธรรมะอย่างเดียว ขอให้ธรรมะลากพาไป; แล้วก็ควรสมัครใจเสียดี ๆ ที่จะหลอมตัวเข้าเป็นอันเดียวกับธรรมะ, แล้วก็จะไม่ขับรถยนต์ลงคลอง แล้วก็ จับปลาไม่ถูกเงี่ยง กินปลาไม่ถูกก้าง เหมือนความมุ่งหมายที่กล่าวแล้วข้างต้น. นี่ขอยุติการบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต