Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๑๐ — สนใจในพระพุทธศาสนา ทำไม อย่างไร

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.307 การบรรยายในวันนี้จะได้กล่าวถึงโดยหัวข้อที่ว่า สนใจพระพุทธศาสนา ทำไม ? และ อย่างไร? หมายความว่า ทำไมเราจึงต้องสนใจในเรื่องพุทธศาสนา ? แล้ว จะต้องสนใจโดยวิธีใด ? จะได้กล่าวถึงปัญหา ข้อแรก ก่อน ว่า ทำไม? แต่ว่าก่อนอื่นทั้งหมด น่าจะทราบกันเสียก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนานั้น คืออะไร กันแน่ ในฐานะที่เป็นวัตถุแห่งความสนใจ. เพราะว่าถ้าไม่เข้าใจในข้อนี้ บางทีจะเสียเวลามาก. เราอาจจะสรุปได้เป็นคำสั้น ๆ ก่อนว่า ตัวแท้ของพุทธศาสนานั้น คือ ตัวการปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา นั้นเอง. ตัวการปฏิบัติ ทางกาย วาจา ใจ ทำให้เกิดความเหมาะสมขึ้นทางกาย แล้วก็มีจิตสงบ เหมาะสมที่จะรู้ในทางปัญญา. ตัวการปฏิบัตินี้เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. ที่นี้เนื่องจากการปฏิบัตินั้น ต้องอาศัยหลักวิชา คือการศึกษาเล่าเรียนในเบื้องต้น จึงจัดเอาการศึกษาเล่าเรียน * สมัยดำรงสมณศักดิ์ เป็น พระราชชัยกวี ๒๘๒

น.308 ในเบื้องต้นนั้นมารวมไว้ด้วย ในฐานะเป็นบุพพภาค คือภาคต้น เหมือนกับภาคต้น ของการปฏิบัติ; และเนื่องจากการปฏิบัตินั้น ย่อมเกิดผลตามสมควรแก่การปฏิบัติ ถ้าเต็มที่แล้วก็เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน; นี้เป็นผลของการปฏิบัติซึ่งจะต้องเกิดขึ้น แน่ ๆ เพราะฉะนั้นมันจึงเนื่องอยู่กับการปฏิบัติ. หลักการจึงเลยได้เป็น ๓ อย่าง คือ : - การเรียนที่เรียกว่าปริยัติ, การกระทำตามที่เรียนเรียกว่า ปฏิบัติ, ผลที่ได้ มาจากการปฏิบัตินั้นเรียกว่า ปฏิเวธ. ถ้าจะพยายามจำคำสามคำนี้ไว้ได้ด้วยก็จะดี, เป็นภาษาบาลีว่า : - ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ; ไม่แยกกัน, รวมกันเข้า เป็นตัวศาสนา. คำว่า ปริยัตินั้น แปลว่า เล่าเรียน ก็หมายถึงการเรียน และวัตถุที่ใช้ ในการเรียนการศึกษา เช่น พระไตรปิฎก, นี้เป็นตัววัตถุ เป็นตัวเรื่องราว เป็นที่ รวมหมดของหลักวิชาต่าง ๆ; แล้วก็วิธีเรียน ศึกษา เข้าใจ เข้าใจข้อความเหล่านั้น ให้ทั่วถึง นี้รวมกันเรียกว่า ปริยัติ. ปฏิบัติ ก็คือ การทำ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. พ ส่วน ปฏิเวธ คือ มรรค ผล นิพพาน นั้น บางคนฟังแล้วง่วงนอน เพราะรู้สึกว่ามันไกลจากความที่จะเข้าใจได้ ไปเสียก็มี ; แต่ที่จริงไม่ใช่อย่างนั้น. มรรค ก็คือการที่ ตัดสิ่งที่เป็นข้าศึก, ผล ก็คือสิ่งที่เป็น ข้าศึกถูกทำลาย ลงไป, นิพพาน ก็คือ ภาวะที่เป็นอิสระตลอดกาล. เปรียบด้วยอุทาหรณ์ง่าย ๆ ก็เช่นตัวอย่างเหมือนว่า : - ติดบ่วง ได้รับ ความลำบาก, นกหรืออะไรก็ตามติดบ่วง ได้รับความลำบาก; การที่ตัดบ่วง นั้นคือ “มรรค" ; การที่บ่วงขาดแล้ว แล้วหลุดออกไปได้ นี้คือ "ผล" ; ที่นี้อิสรภาพ หลังจากนั้น เป็นความสุขสบาย นี้เรียกว่า "นิพพาน". ขอให้นักศึกษาทั้งหลายสนใจดูเถอะว่า แม้แต่ใน กิจการประจำวันของพวก เรานี้ ก็มีลักษณะอาการ ที่เป็นความหมายของนิพพานแทรกอยู่ทั้งนั้น ; คือเรา

น.309 จะต้องมีการตัดปัญหา, แล้วปัญหาหลุด คือเราหลุดจากสิ่งที่ผูกพันหรือจากตัว ปัญหานั้น, หลังจากนั้นเราก็เป็นอิสระ. การทำงานในหน้าที่จะต้องเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เช่น การศึกษา นี้ เราจะต้องตัดความไม่รู้ ด้วยอาการที่ เรียกว่ามรรค, แล้วเรา รู้ ด้วยอาการที่ เรียกว่าผล, ทีนี้เราก็ประสบความสุข หรือว่า ประโยชน์ ที่ได้ จากการนั้น ซึ่ง ตรงกับ ความหมายของคำว่า นิพพาน. ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า คำว่า มรรค ผล นิพพาน นั้นโดยที่แท้จริงเป็นชื่อของสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกันอยู่กับชีวิตมนุษย์ ประจำวันทั่วไปด้วยเหมือนกัน ; แต่โดยเหตุที่เอามาเรียกกันอย่างศัพท์แสงสูง ๆ แล้ว เรียกกันแต่ในวงคนแก่ตามวัด จึงกลายเป็นว่า เป็นของสูง มีแต่ในวัด หรือตามบ่า ตามคงไปเสีย. นี้ขอให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ปฏิเวธ ไว้ในลักษณะอย่างนี้ด้วย ว่าสิ่งที่ เรียกว่าศาสนา หรือพุทธศาสนาโดยแท้จริงนั้นคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ รวมกัน. ทีนี้มันมีเปลือก, มีเปลือกนอกที่หุ้มห่อ เป็นวัตถุ เป็นศิลป เช่น พระพุทธรูป หรือ วัดวาอาราม โบสถ์วิหาร หรือเจดีย์, ตลอดจนถึงการกระทำ ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีรีตองต่าง ๆ ซึ่งเนื่องด้วยศาสนานั้น, เหล่านี้ขอให้ เข้าใจในฐานะที่ว่า เป็นเปลือกหุ้มห่อ หรือเป็นภาชนะ; และตามที่เราใช้คำว่า "พุทธศาสตร์ หรือ ประเพณี" ขอให้เข้าใจว่า เราพูดถึงทั้งเนื้อ และทั้งเปลือกที่ หุ้มห่อด้วย โดยเหตุที่เห็นว่าเปลือกก็เป็นสิ่งที่สำคัญอยู่. เปรียบเหมือนอย่างผลไม้ ถ้าไม่มีเปลือกแล้ว มันจะงอกงามมาได้อย่างไร, และที่เห็นกันได้ง่ายๆ โดยทั่วไป ก็คือว่าผลไม้มันงอกเปลือกออกมาก่อน. กล่าวคือ หลังจากดอกบานผสมพันธุ์เต็มที่แล้ว มันจะปรากฏส่วนที่เป็นเปลือกออกก่อนเป็น ส่วนมาก, แล้วเนื้อในค่อย ๆ เจริญมากขึ้นตามส่วนการขยายตัวของเปลือก. เพราะว่า เปลือกมันต้องมาก่อน, ทำหน้าที่สำคัญให้เนื้อ โดยที่ว่าส่วนเนื้อได้อาศัย. ถ้าไม่มี เปลือก แล้ว เนื้อก็เกิด หรือเจริญเต็มที่ไม่ได้ หรือเป็นอันตรายเพราะศัตรู.

น.310 อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนกับภาชนะ; ถ้าเราไม่มีภาชนะ เราจะรับ ประทานอาหารได้อย่างไร. สมมุติว่า เราจะกองบนโต๊ะ โต๊ะก็กลายเป็นภาชนะไป, แม้ที่สุดแต่จะใส่ฝ่ามือกิน, ฝ่ามือก็กลายเป็นภาชนะไป. นี้เห็นได้ทันทีว่า อาหารนั้น ถ้าปราศจากภาชนะแล้วจะไม่สำเร็จประโยชน์ เป็นไปด้วยความลำบากอย่างยิ่ง ไม่มี อะไรจะใส่จะปรุงมัน ; หม้อ กะทะ จาน ชาม อะไรเหล่านี้จึงจำเป็นอย่างนี้. เราจึง ควรสนใจ พร้อม ๆ กันไป ทั้งเนื้อและเปลือก ; แต่ว่า อย่า ได้ไป หลงที่เปลือก มากไปกว่าส่วนที่เป็นเนื้อ ; เพราะว่าที่มันสำเร็จประโยชน์นั้น อยู่ที่ส่วนที่เป็นเนื้อ. ฉะนั้นเราจึงจัดเล่มหนังสือ เช่นพระไตรปิฎก หรืออะไรต่าง ๆ ในทำนองนี้ไว้ในฐานะเป็นเปลือกของ พระธรรม, จัดองค์พระพุทธเจ้า หรือ พระพุทธรูป หรืออะไรทำนองนี้ไว้เป็นเหมือนภาชนะ หรือเปลือกสำหรับ พระพุทธะ, จัดเครื่องหมายวัตถุต่างๆ โบสถ์ วิหาร อาราม ผ้าเหลืองอะไรทำนองนี้ เป็นภาชนะ หรือเปลือกสำหรับสิ่งที่เรียกว่า พระสังฆะ. ทีนี้เนื้อในสุดอีกทีหนึ่ง ก็คือว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นจะ ต้องเป็นอันเดียวกัน. ใจความสำคัญของพระพุทธเจ้า ก็อยู่ที่คุณธรรมในใจ ของท่าน ; ไม่ใช่อยู่ที่เนื้อหนัง ร่างกาย หรือหัวใจของท่าน หรือ สติปัญญา ของท่าน ; อย่างนี้ก็ไม่ใช่. แต่มันอยู่ที่คุณธรรมที่สำเร็จมาจากสติปัญญาของท่าน สิ่งนี้ก็คือ ภาวะแห่งความไม่มีทุกข์, จะเรียกว่า ความสะอาด สว่าง สงบ หรืออะไรก็สุดแท้. หัวใจของพระธรรม นี้ก็เหมือนกัน ไม่ได้อยู่ที่เสียงพูด หรือว่า ความหมาย หรือความรู้ หรือการตัดกิเลส แต่เพียงอย่างเดียว ; มันต้องอยู่ที่คุณธรรม อันสุดท้าย คือ ความพ้นจากทุกข์ ด้วยเหมือนกัน. ภาวะที่ปราศจากทุกข์นั้น เป็นหัวใจของพระธรรม เป็นความสะอาด สว่าง สงบ อีกนั่นเอง.

น.311 หัวใจของพระสงฆ์ ก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวคน หรือจิตใจ หรือความรู้ หรือสติปัญญาของท่าน เหมือนที่กล่าวมา ; แต่มัน อยู่ที่คุณธรรมอันสูงสุดที่มีอยู่ ในใจของท่าน, คือภาวะแห่งความหมดทุกข์อีกเหมือนกัน, ความไม่มีทุกข์เป็น ความสะอาด สว่าง สงบ อีกเหมือนกัน. ใจความสำคัญที่เป็น quintessence หรือ essence นั้นมันอยู่ที่ภาวะแห่งความ ไม่มีทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ; แล้วจึงจัดเอาสิ่งนั้นมาเป็นหัวใจของพุทธศาสนา, เป็นตัว แท้ของพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นจุดมุ่งหมายปลายทางสุดเลย. ทั้งหมดนี้ เรียกว่า เป็นการทำความเข้าใจกันในคำว่า พุทธศาสนา ซึ่งเราจะต้องสนใจ ; แล้วจึงมาถึง ปัญหาว่า สนใจทำไม และสนใจอย่างไร. ถ้าจะถามถึงว่า สนใจทำไม ? มีทางที่จะตอบโต้ได้หลาย ๆ อย่าง ; แต่ รวมความแล้ว ก็เพื่อดับทุกข์ ; และถ้าตอบอย่างนี้ก็เหมือนกับกำปั้นทุบดิน, กล่าว โดยไม่มีทางที่จะผิด แต่ไม่มีทางที่จะทำความแจ่มแจ้งอะไรได้. เพราะฉะนั้น เราจะต้อง แยกแยะ วินิจฉัยกันดูให้เป็นที่เข้าใจ หรือว่าให้เกิดความสนใจขึ้นมา โดยไม่ต้องผืน. การที่เราสนใจในพระพุทธศาสนา ข้อแรก ก็น่าจะกล่าวได้ว่า เพื่อให้การ เกิดมา การศึกษา การเป็นอยู่ การสืบพันธุ์, อย่าให้มนุษย์สูญพันธุ์ การต่อสู้ต่าง ๆ ของมนุษย์ ก็เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไป เพื่อให้มนุษย์ได้เข้าถึง หรือได้อยู่ หรือได้เป็นอันเดียวกันกับสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่า พระเจ้า หรือจะเรียกว่า สิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ - ควรจะถึง ก็ได้ทั้งนั้น. ถ้าเป็นทางฝ่ายศาสนา ต่าง ๆ ที่เขาถือพระเจ้า อย่างคริสเตียน, โมฮัมมัด, อย่างนี้เขาต้องใช้สำนวนว่า "เพื่อ เข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า". แต่ถ้าพูดอย่างชาวพุทธเราก็ว่า เพื่อเข้าถึง ภาวะหรือสภาวะที่สูงสุด ที่ประเสริฐที่สุด เท่าที่มนุษย์ควรจะถึง.

น.312 แล้วถามว่า อันนั้นคืออะไร? มันก็ตอบได้ว่า อันนั้นคือ สภาพที่ ปราศจากความทุกข์. ชีวิตที่เป็นอยู่โดยปราศจากความทุกข์ ไม่มีความทุกข์เจือ หรือว่าอยู่เหนือความทุกข์นั่นเอง เรียกว่า "สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้" อย่างนี้ ดีกว่า. ข้อที่เราต้องสนใจก็คือว่า : เกิดมาทำไม ? ศึกษาไปทำไม ? เป็นอยู่ทำไม ? สืบพันธุ์ของมนุษย์อย่าให้สูญพันธุ์ทำไม ? ต่อสู้ขวนขวายต่าง ๆ นี้ทำไม ? นี้แม้เราจะ แยกออกไปอย่างไร มันก็มารวมอยู่ที่จุดเดียว ว่าเพื่อเข้าถึงพระเจ้า หรือเพื่อถึง พระนิพพาน หรือ เพื่อถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ จะเป็น จะได้ จะถึง นั่นเอง. การเกิดมานี้ถ้าเกิดมาเพื่อการกิน การนอน การเล่นหัว การอะไรต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งสนุกสนาน เพลิดเพลินเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง อย่างนี้มัน ก็หมายความว่า มนุษย์ก็ทำเท่ากันกับสัตว์ ด้วยความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน ; และถ้า ประสงค์เพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องมีพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องมีพระพุทธเจ้า, และผลเพียง เท่านี้ก็เป็นเพียงวัตถุนิยม คือเป็นเพียงเรื่องราวที่จะได้จากวัตถุ เป็นผลทางวัตถุ เป็นไปแต่ในทางวัตถุ. ส่วน ทางจิตใจ นั้น ยังไม่ได้รับความสงบเย็น, แล้วยังจะ เร่าร้อนยิ่งไปกว่าที่จะไม่ได้รุ่มรวยด้วยวัตถุเสียด้วยซ้ำไป; เพราะว่าอำนาจของวัตถุนิยม นี้ ทำให้เกิดความหลงใหล เพลิดเพลิน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายนี้ ชนิดที่ยิ่งได้ยิ่งกระหาย ยิ่งดื่มยิ่งกระหาย ยิ่งกินยิ่งหิว ; นี่มันเป็นเรื่องของวัตถุ มันจึงเป็นเช่นนั้นเอง. เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถจะดับความกระหาย หรือความหิว ได้ด้วยผลทางวัตถุ. เราจึงจำต้องมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสำคัญที่สุด ที่จะใช้ดับความหิวกระหาย ของใจเสียได้ นี้แหละคือ เรื่องทางธรรมะ ซึ่งไม่เกี่ยวกับวัตถุ ; หมายความว่า ถ้าได้อาศัยสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ที่ถูกต้องแล้ว แม้จะไม่มีวัตถุ หรือจะมีวัตถุแต่

น.313 ล็กน้อย หรือจะมีวัตถุมากมายก็ตาม, จิตใจก็ยังหยุดความหิวกระหายได้ แล้วอยู่อย่าง สงบเย็น สดชื่น เยือกเย็นแสนที่จะเย็นได้. แต่ถ้าปราศจากธรรมะ แล้ว เราจะมี วัตถุมากหรือน้อย หรือไม่มีก็ตาม มันล้วนแต่ เป็นความเร่าร้อน กระวนกระวาย ไปหมด, ยิ่งมีมากยิ่งร้อนมาก. เพราะฉะนั้นขอให้จำประโยคซึ่งมักจะกล่าวเสมอว่า "ใครไม่มีธรรมะแล้ว ยิ่งมีอะไรก็ยิ่งทุกข์มาก, ถ้ามีธรรมะแล้ว ยิ่งมีอะไร ก็ยิ่งส่งผลให้สะดวกสบายมาก", ขอให้จำไว้ให้แม่นยำอย่างนี้. การเกิดมาของคนเราไม่ใช่เกิดมาเพื่อวัตถุ เพื่อความสะดวกสบาย สนุก สนานเพลิดเพลินทางร่างกาย โดยส่วนเดียว ; มันมี ส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญ ไปกว่านั้น คือส่วนจิตใจ. เพราะฉะนั้นขอให้เหลือบตามองให้เห็นเสียตั้งแต่บัดนี้ อย่าต้องรอจน ไปเป็นผู้ใหญ่ แก่เฒ่า ; เพราะเหตุว่าแม้แต่เด็ก ๆ ก็ต้องมีทั้งกาย และใจ, คนรุ่น หนุ่มสาว ก็ต้องมีทั้งกายและใจ, คนกลางคนก็มีทั้งกายและใจ; ไม่ใช่ว่าเด็ก ๆ จะมีแต่ร่างกาย ใจไม่มีก็หาไม่. คำว่า "กายกับ ใจ" นี้ ขอกำหนดความหมายลงไปว่า : - กาย นี้ หมายถึงเรื่องที่เกี่ยวกับกาย, คือตัวกายโดยตรง รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับกาย, แม้จิตใจในส่วนที่เกี่ยวกับกาย เช่น มันสมอง ความรู้สึกนึกคิด ระบบประสาทอะไร เหล่านี้ เขาจัดไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับกาย ; แม้จิตส่วนที่มีหน้าที่ทำความรู้สึก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายเสวยรสของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี้ก็เรียกว่า เนื่องอยู่กับกาย, จัดเป็นฝ่ายกายหมด. ส่วนฝ่ายจิต นั้น เรา หมายถึงส่วนที่ ไม่เกี่ยวข้องกับกาย, สูงขึ้นไป บางทีก็เรียกว่าทางวิญญาณ. ถ้าคำว่า กาย หมายถึง physical ละก็, คำว่า จิต นี้เรามิได้หมายถึง mind หรือ mental หรืออะไรทำนองนั้น; แต่เราหมายลึกขึ้นไปเป็น spiritual. คำว่า

น.314 spiritual ไม่ได้หมายถึง ภูต ผี ปีศาจ หรือวิญญาณ ทำนองภูต ผี ปีศาจ; แต่ หมายถึงเรื่อง สติปัญญาอันลึกซึ้งในทางจิตใจ และธรรมะที่ไม่มีรูปร่าง ที่จะต้องรู้ หรือเข้าถึงได้ด้วยสติปัญญาอันละเอียดประณีต แล้วทำให้ดวงจิตหรือวิญญาณนั้นได้รับ ผลเป็นความสงบสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกันกับทางกายเลย. แม้ว่าเรา มีความสุข ในเมื่อมีทรัพย์สมบัติ มีเงิน มีเกียรติยศชื่อเสียง พวก พ้องบริวาร หาความสุข สนุกสนานอะไรมาได้ ; ความสุขเหล่านั้นก็เป็นทางกายหมด. แม้แต่จะได้เสวยสุขที่เป็นของทิพย์ของสวรรค์ในเทวโลก มันก็จัดเป็นวัตถุหมด เป็น วัตถุนิยมหมด เป็นเรื่องทางฝ่ายกายหมด. เพราะมันไม่มีความหมายอะไรมาก ไปกว่าความเพลิดเพลินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจเอง ; ยังเป็นเรื่องที่ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งดื่มยิ่งกระหายทั้งนั้น. ส่วน เรื่องทางใจ นั้น มัน เป็นเรื่องทางสติปัญญา รอบรู้ : ทำลายกิเลสตัณหา ทำลายความหิวเสียโดยตรง, ทำลายกิเลสตัณหาซึ่งเป็นต้นเหตุของความกระหาย ความหิวเสียโดยตรง ; ฉะนั้นมัน จึงไม่หิว ไม่กระหาย, เกิดเป็นความสงบเย็นขึ้นมา เพราะความไม่หิวและไม่กระหาย, อย่างนี้เราเรียกว่า เรื่องทางวิญญาณ หรือทางฝ่าย spiritual. การเกิดมานี้ถ้าได้เพียงทางฝ่ายวัตถุ ทางฝ่ายร่างกาย แม้จะสมบูรณ์ เพียงไร ก็เรียกว่าได้รับสิ่งที่ควรจะได้รับนั้นเพียงซีกเดียว หรือครึ่งเดียว หรือแต่เพียง ส่วนนอกหรือส่วนเปลือก ; เพราะฉะนั้นความเป็นมนุษย์ชนิดนั้น จึงเป็นมนุษย์กลวง เป็นโพรง, เป็นมนุษย์แต่ครึ่งเดียว ครึ่งซีกนอก; ต่อเมื่อใด มาทำความรู้ ทำสติปัญญาให้เกิดขึ้น จนได้รับความสงบสุขอย่างสูง ชนิดที่ไม่ต้องเนื่องด้วยวัตถุ, เมื่อนั้นในทางฝ่ายภายใน คือทางฝ่ายจิตหรือวิญญาณจึงจะเต็มขึ้นมา, ข้างในก็ไม่กลวง เป็นโพรง. นี่การเกิดมาควรจะให้ได้รับ สิ่งที่มีความสมบูรณ์ทั้งสองประเภทอย่างนี้. เมื่อการเกิดมาเป็นอย่างนี้, มีวัตถุประสงค์มุ่งหมายอย่างนี้, การศึกษาก็เพื่อเป็น

น.315 อย่างนี้, การเป็นอยู่ก็เพื่อเป็นอย่างนี้ ; เราจะต้องศึกษาให้ได้รับประโยชน์ทั้งทาง ฝ่ายกาย และฝ่ายวิญญาณ ; เราจะต้องเป็นอยู่ด้วยความผาสุก ทั้งทางฝ่ายกาย และ ทางฝ่ายวิญญาณ. พูดถึงการต่อสู้ : ตามธรรมดาเราก็ต้องขวนขวายต่อสู้จนตลอดชีวิตทุกอย่าง ทุกประการ ก็ควรจะเป็นการต่อสู้ เพื่อให้ ได้มาซึ่งผลอันประเสริฐในทาง ฝ่ายจิต หรือทางฝ่ายวิญญาณด้วย. อย่าได้ต่อสู้ดิ้นรนขวนขวาย เพื่อผลเพียง ทางวัตถุฝ่ายเดียว ซึ่งจะต้องนั่งลงร้องไห้ คู่กันกับการหัวเราะสลับกันไป, เมื่องง, จนปัญญาหรือว่าแก้ไม่ตก มันก็ต้องฆ่าตัวตายโดยแน่นอน ; เพราะว่าไม่มีความรู้ ในทางฝ่ายวิญญาณ ที่จะแก้ปัญหาทางจิตใจ ให้ลุล่วงไปได้, มันหมดปัญญาจึงต้อง ฆ่าตัวตาย. เหล่านี้เรียกว่าการต่อสู้ในชีวิตนี้ ก็หมายความว่า เป็นการต่อสู้เพื่อให้ ได้มาซึ่งสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ในทางฝ่ายวิญญาณ. ทีนี้ว่าถึง การสืบพันธุ์ ก็หมายถึงว่า มนุษย์ไม่ควรจะสูญพันธุ์. มีการสืบพันธุ์เอาไว้ให้ยังคงมีมนุษย์อยู่นี้เพื่อประโยชน์อะไร ? นี้เราน่าจะคิดถึงว่า ถ้าว่ามนุษย์ generation นี้ไม่สามารถจะถึงสิ่งนี้ได้ ก็อย่าท้อถอย จะต้องเหลือพันธุ์ไว้ ให้ขวนขวาย สืบต่อกันไปใน generation หลัง ๆ หลัง ๆ จนคนชั้นหลังนั้นสามารถ เข้าถึงสิ่งนี้ได้. เพราะฉะนั้นจึงน่าสนใจ หรือน่าคิด ในข้อที่ เมื่อนักคิดชาวกรีก เขาประชุมคุยกันถึงเรื่องความรักหรือ การสืบพันธุ์ หลายคนให้ความเห็นไปต่าง ๆ ตามแต่ เขาจะคิด. โสเครติส เขาให้ความเห็นว่า : - ความรัก หรือการสืบพันธุ์นี้ ก็เพื่อ วัตถุประสงค์อย่างที่กำลังกล่าวนี้ คือ เพื่อเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า ; เพราะว่าการสืบพันธุ์ก็คือ อย่าให้มนุษย์สูญพันธุ์ไปเสียก่อนแต่จะเข้าถึงความเป็นอัน เดียวกันกับพระเป็นเจ้า. พระเป็นเจ้าของเขาจะหมายถึงอะไรก็สุดแท้ ; แต่ของเราก็หมายถึง "สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้". เพราะฉะนั้นเราหวังได้ในอนาคต เช่นเดียวกับ

น.316 ที่เป็นมาแล้วแต่อดีต คือว่ามนุษย์เราแรกมีขึ้นมาในโลกนี้ ไม่ได้รู้เรื่องนิพพาน, เพียงแต่จะทำนาทำไร่กินอย่างไรก็ยังไม่ค่อยจะรู้; แล้วมนุษย์ยุคต่อมาก็ค่อยรู้เข้า แล้ว ก็ไม่สูญพันธุ์นี้สืบพันธุ์ไว้เรื่อย. มนุษย์ต่อมาก็รู้สูงขึ้นมา จนรู้จริยธรรม จริยศึกษา ศีลธรรม เป็นลำดับ ๆ ขึ้นมา จนรู้สัจจธรรม จนพระพุทธเจ้าเพิ่งเกิด เมื่อสัก ๒๕๐๐ กว่าปีมานี้. ถ้ามนุษย์สูญพันธุ์เสียตั้งแต่ครั้งกระโน้น ครั้งแต่ยังเป็นยุคหินยุคเหล็กโน้น แล้วการเข้าถึงนิพพาน หรือว่าเรื่องราวของนิพพาน หรือการเข้าถึงพระนิพพานจะ ปรากฏขึ้นในโลกได้อย่างไร ; มนุษย์จึงควรจะรู้ความมุ่งหมายของความรัก หรือของ การสืบพันธุ์นี้ ให้สูงอย่างนี้; อย่าตกต่ำสกปรก ซึ่งสัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น. เพราะฉะนั้นจึง ควรสนใจในเรื่องจุดหมายปลายทางของเรา คือพระ นิพพาน หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นี้ไว้เป็นที่มุ่งหมาย, แล้วสิ่งต่าง ๆ จะไม่เป็น ไปในทางต่ำ จะไม่เกิดการเสื่อมเสียทั้งทางศีลธรรม และสัจจธรรม หรืออะไรหมด, แล้วมนุษยชาติโดยส่วนรวมจะเข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่วันนี้ ก็วันหน้า ไม่ใน generation นี้ ก็ generation ถัดไป ๆ ตามลำดับ; จึงขอให้เราเข้าใจว่า การเกิดมา การศึกษา การเป็นอยู่ การต่อสู้ การสืบพันธุ์ หรือแม้ที่สุดแต่การตายไป, ก็ให้มันตายไปเพื่อเกิดใหม่ เพื่อจะเดินต่อไปให้ถึงอันนี้ให้จนได้. นี้เป็นข้อแรก ที่สุดที่จะถือไว้ เป็นหลักกว้าง ๆ ทั่วไป ว่าทำไมเราจะต้องสนใจพุทธศาสนา. ถ้าเราจะเพ่งเล็งให้แคบเข้ามาเป็นส่วนตัวกันแล้ว เราก็จะกล่าว ได้เหมือน กันว่า เพื่อให้แต่ละคน ๆ นี้ อยู่ในโลกด้วยชัยชนะทุกประการ ; ถ้าเราไม่ อาศัยความรู้ทางธรรมะนี้แล้วจะประสบความพ่ายแพ้อย่างยิ่งคือพ่ายแพ้แก่ กิเลส, พ่ายแพ้แก่สิ่งที่ทำให้เราต้องทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ หรือฆ่าตัวตาย ดังที่กล่าว มาแล้วนั่นเอง. เราไม่มีสติปัญญาพอที่จะรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มันมีสภาพตาม ที่มันเป็นจริงอย่างไร, เราไม่อาจจะเฉยได้ ทนได้ หรือปล่อยวางได้ เหล่านี้เป็นต้น ;

น.317 เราก็จะต้องพ่ายแพ้จนถึงกับต้องนั่งลงร้องไห้ ; หรือแม้ว่าในการประกอบการงานให้ สำเร็จจนประสบชัยชนะ เราก็ต้องอาศัยธรรมะ. เราจะมีชัยชนะในการศึกษา หรือในการแข่งขัน หรือแม้ที่สุดในการต่อสู้ ในระหว่างบุคคล, ทางที่ดีที่สุดก็ยัง ต้องอาศัยธรรมะหมวดใดหมวดหนึ่ง ข้อใด ข้อหนึ่งที่ถูกต้อง จึงจะประสบชัยชนะได้; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่อง รู้จักทำจิตให้ว่าง ไม่เป็นจิตวุ่น ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในการบรรยายครั้งก่อนโน้น ทั้งนี้ก็เพื่อว่า อยู่ในโลกด้วยความพ่ายแพ้นั้นไม่สมควรแก่ความเป็นมนุษย์, มันเหมือน กับตายแล้ว ; ต่อเมื่ออยู่ด้วยชัยชนะจึงเหมือนกับมีชีวิตอยู่ หรือเป็นอยู่, หรือมีค่า เท่ากับเป็นอยู่. เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีที่จะให้มีชัยชนะให้ได้ แล้วส่วนสำคัญมันอยู่ ที่ตรงรู้จักทำจิตใจให้ว่าง ให้อยู่เหนือความวุ่น คืออย่าให้ประกอบไปด้วยกิเลส ตัณหา ความโง่ ความหลง, แต่ให้ประกอบไปด้วยสติปัญญา. อย่าให้หมกมุ่นอยู่ ในเรื่องความเห็นแก่ตัวตน หรือของตน ซึ่งเป็นความวุ่น ใจวุ่น, ให้ความรู้สึกยึดถือว่าตัวตนของตนนั้นหมดไป เหลืออยู่แต่สติปัญญาที่แจ่มใส แล้วจะเอาชนะสิ่งต่าง ๆ ได้ ; เพราะมันฉลาดเต็มที่ : - มีปัญญา มีสติ มีสัมปชัญญะ เต็มที่ ด้วยอำนาจของธรรมะ ; หรือแม้ สติ ปัญญา สัมปชัญญะนี้ ก็ต้องเป็นตัว ธรรมะอยู่ในตัว. ออกชื่อธรรมะเพียง ๓ อย่างว่า ปัญญา สติ สัมปชัญญะ นี้ในฐานะที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับเอาชนะสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรค หรือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น. ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า เราจะเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ได้ในโลกนี้โดยมี ความทุกข์แต่น้อยที่สุด หรือว่าทุกข์กับเขาไม่เป็นเสียเลยก็ได้; ที่คนอื่นเขา ทุกข์กัน เราทุกข์ไม่เป็น จะทุกข์บ้างก็แต่น้อยที่สุด.

น.318 ถ้าเป็นนักศึกษาจะต้องมองให้เห็นว่า เงิน ลาภ ยศ ชื่อเสียง อำนาจวาสนา อะไรเหล่านั้น มัน ไม่เคยขจัดความทุกข์ในโลกนี้ให้หมดไปได้, มีแต่จะสร้าง วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ขึ้นเพราะสิ่งเหล่านั้น; เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น คือไม่ใช่เงิน ลาภ ยศ ชื่อเสียง เกียรติยศ อำนาจวาสนา ที่จะนำมาขจัดความทุกข์ในใจ, แต่มันต้องเป็นวิธีปฏิบัติให้ถูกทางตามเรื่องของทางฝ่ายจิตใจ คือธรรมะ. ในเมื่อเรามี ธรรมะอย่างถูกต้องนี้เท่านั้น เราจึงจะทุกข์กับเขาไม่เป็น; ใครจะทุกข์ ก็ทุกข์ไป เราทุกข์กับเขาไม่เป็นก็แล้วกัน. นี้เรียกว่าอานิสงส์ หรือผลดี ของธรรมะ ย่อมเป็นอย่างนี้. ถ้าเราจะมองกันในแง่การงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของชีวิต เพราะว่า คนทุกคน จะต้องประกอบการงาน ไม่ว่าชาวบ้าน หรือชาววัด แม้แต่ พระพุทธเจ้า ท่านก็ทำงาน ; ผู้หลุดพ้นโดยเด็ดขาดแล้ว กล่าวคือพระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า เป็นประมุขนี้ก็ยังทำงาน, แล้วนับประสาอะไรกับปุถุชนคนเรา ที่จะไม่ต้องทำงาน. เราจะต้องทำงาน นับตั้งแต่พูดได้ เดินได้ ช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้าน, แล้วก็มามี การเรียน การงาน เป็นการงาน การศึกษา การเรียนที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย, แล้วก็จะมีการงานต่อไปข้างหน้าจนตลอดชีวิตของเรา ก็เรียกว่าการงาน ; แล้วการงาน นั้นเป็นของสนุกหรือเป็นของน่าเบื่อ ขอให้ลองคิดดู. เรื่องการงานนี้ก็อีกเหมือนกัน ถ้าหากว่าไม่มีธรรมะแล้ว จิตมันวุ่น ; พอ จิตวุ่นแล้วการงานจะเป็นทุกข์. ที่นี้เราย่อมหลีกการงานไม่ได้ เราก็เลย ตกนรกทั้งเป็น ตั้งแต่เกิดจนตาย, ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ตกนรกกันทั้งเป็น ๆ ในขณะ ที่ยังเดินได้ พูดได้ อะไรได้นี้อยู่ ซึ่งจะ มีค่าเหมือนกับตายแล้ว คือในชีวิตจิตใจนี้ จะมีแต่ความระหกระเหิน เร่าร้อน เต็มไปด้วยสิ่งที่หวั่นไหว โยกโคลง, เหมือนกับว่า เกิด - ดับ เกิด - ดับ เกิด - ดับ อยู่เป็นนิจ. เรื่องนี้เรื่องนั้นแทรกเข้ามา แล้วหายไป,

น.319 เรื่องโน้นแทรกเข้ามาแล้วหายไป, เรื่องนั้นอีกแทรกเข้ามา แล้วหายไป, สลับสับสน วุ่นวายกันอยู่อย่างนี้จนตลอดเวลา ; เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีส่วนไหนที่เป็นความสดชื่น สงบเย็น เบิกบาน เยือกเย็นเลย ; จึงว่าเหมือนกับตายแล้ว แล้วไม่มีชีวิต. ต่อ เมื่อใดมี ธรรมะทำให้จิตใจสงบเย็น เมื่อนั้นแหละจึงจะ เรียกว่า เริ่มมีชีวิต. การเริ่มมีชีวิต จะเริ่มกันต่อเมื่อเป็นผู้ใหญ่ มีความรู้เรื่องโลก เรื่องชีวิต นี้เพียงพอ, จนรู้จักจัด รู้จักทำให้ชีวิตนี้ประสบกับความสงบเย็น. เพราะฉะนั้น คนแก่ ๆ ที่จะเข้าโลงเสียอีก จึงจะเรียกว่าเป็นคนเริ่มมีชีวิต; ถ้ารู้ธรรมะของ พระพุทธเจ้าถึงที่สุด เขาก็มีชีวิตอนันตกาล มีชีวิตถาวร ซึ่งไม่รู้จักตาย. ร่างกาย เปื่อยเน่าไป แต่สิ่งนั้นไม่รู้จักตาย, มันเป็นชีวิตถาวรอันหนึ่ง ซึ่งเป็นของประจำ มากับคนในโลก, เป็นคุณธรรมที่ไม่รู้จักตาย เพราะเขาได้เข้าถึงสิ่งนั้น และเขาสละ ด้านร่างกาย. นี้เรียกว่ามันทำให้คนเรามีชีวิตที่แท้จริง. หรือจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับว่า คนที่ไม่มีธรรมะ ถึงขนาด ที่ทำให้สงบเย็นได้นี้ มันเหมือนกับคนเดือดร้อน ดิ้นรน ไม่นุ่งผ้านุ่งผ่อน ด้วยซ้ำไป; เพราะมันไม่มีความละอาย ไม่มีความสำนึกว่าเป็นสิ่งที่ควรละอาย ในข้อที่ว่า คนเราเกิดมาทั้งที แล้วไม่ได้รับสิ่งนี้ หรือไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ. เพราะเหตุที่ไม่มีธรรมะ, เราจึงเห็นคนส่วนมาก เที่ยวกำเที่ยวหราอยู่ ตามถนนหนทางในโลกทุกหนทุกแห่ง ; ไม่มีความละอายเลยว่า ตนยังไม่ได้รับสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. นี้เราควรจะเรียกเขาว่า คน ไม่ละอาย คน ไม่นุ่งผ้า จะถูกกว่า. เขาไม่มีความละอายในสิ่งที่ควรละอายอย่างยิ่ง เกี่ยวกับมนุษย์ เพราะ ไม่เข้าถึงสิ่งที่ควรจะได้ และยังไม่สนใจ และยังเกลียดอย่างยิ่ง, เมื่อพูดกันถึงสิ่งนี้ ก็ไม่อยากจะฟัง ; บางทีจะค่าประชดประชันเสียอีก ในเมื่อมีใครมาพูดถึงสิ่งนี้ ในฐานะ ที่ควรสนใจที่สุด. นั่นแหละคือความไม่ละอายถึงขนาดที่เทียบกันได้ว่า เขาไม่นุ่งผ้า

น.320 แล้วก็เที่ยวไปตามถนนหนทาง ในที่ทุกหนทุกแห่ง, เทียบกันได้โดยน้ำหนักเท่านั้น จริง ๆ นี้จะเห็นได้ว่า ถ้าชีวิตนี้ปราศจากธรรมะที่ถูกต้องแล้ว มันอยู่ในฐานะ ที่น่าสมเพชเวทนาอย่างยิ่ง, มีอาการเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น. ขอให้เรานึกถึงข้อที่เราจะต้องทำงาน; การงานของเรานั้นจะต้องแบ่ง เป็นระยะ ๆ : - ระยะแรกเราจะต้องคิดทำ และแสวงหามัน แล้วเราก็กำลังทำงานอยู่ เรากำลังดำเนินงานต่อสู้เพื่อการงานไป; เราได้รับผลของการงาน เราเสวยผล ของการงานอยู่ เราเก็บรักษาทะนุถนอมผลการงานที่แสวงมาได้ ; แล้วในบางโอกาส เราก็พลาดหวัง การงานพลาดเราก็สูญเสียผลนั้นไป เราจะต้องต่อสู้อย่างสับสนวุ่นวาย ; รวมกันทั้งหมดนี้เรียกว่าการงาน หรือชีวิตแห่งการงาน หรือการงานแห่งชีวิต, ก็สุดแท้ แต่จะเรียก ; ทำให้เราเห็นได้ว่า ชีวิตก็คือสิ่งที่ทนทรมานอยู่ด้วยการงาน อย่างที่จะหลีกไม่ได้. ชีวิต นั้นคือ ภาวะที่ทนทรมานอยู่กับการงานอย่างที่จะหลีกเลี่ยง ไม่ได้; แต่ชีวิตของพระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้นนั้น ท่านไม่เป็น การทนทรมานอยู่ด้วยการงาน. เพราะเหตุใด ? ก็เพราะท่านมีธรรมะนั่นเอง ; ท่านมี ธรรมะถึงขนาดที่ ระงับความรู้สึกหลงใหล หรือรู้สึกไปว่า เป็นตัวกู เป็นของกู เหล่านั้น เสียได้สิ้นเชิง. นี้เรียกว่าท่านตัดอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เหล่านี้เป็นต้น เสียได้ สิ้นเชิง ; ฉะนั้นท่านจึงไม่ต้องเดือดร้อน, ท่านไม่มีตัวตนที่จะเป็นผู้ทำการงาน หรือรับผลของการงาน; แต่ร่างกายกับใจที่บริสุทธิ์ผ่องใสล้วน ๆ ไม่มีกิเลสสำคัญ มั่นหมายนั้น มันเคลื่อนไหวไปด้วยสติปัญญาอย่างยิ่ง, มันจึงเป็นเหมือนกับ เครื่องจักร ผลิตอะไรที่เป็นผลประโยชน์แก่มนุษย์ออกมาอย่างมากมายโดยไม่เอาอะไร ตอบแทน และโดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย หรือเหน็ดเหนื่อย, ไม่ต้องทนทุกข์ ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ เหมือนพวกเรา. ส่วนพวกเรานั้นพอถูกใจ ได้อย่างใจหน่อยก็หัวเราะ

น.321 พอผิดหวังหน่อยก็ร้องไห้ มากเกินไปก็ฆ่าตัวตาย ; อาการเหล่านี้ไม่มีในพระอริยเจ้า เหล่านั้น ทั้งที่ท่านก็ทำการงานมากเหมือนพวกเรา, การงานของท่านยังสูงกว่าพวกเรา, ยังเป็นประโยชน์กว้างขวางกว่าการงานของพวกเรานี้; ท่าน ทำได้เพราะมีธรรมะ เท่านั้นเอง. ขอให้เรารู้จักประโยชน์อันใหญ่ยิ่งของธรรมะ หรือพระธรรมนี้ หรือจะเรียกว่า พระพุทธศาสนาก็ตามใจ ในฐานะที่ทำให้เรามีชีวิตแบบใหม่ รูปใหม่ ลักษณะใหม่ ชนิดที่ทุกข์กับเขาไม่เป็น ในทุกระยะแห่งการทำงาน ไม่ว่าระยะไหนหมด. นี้ก็ข้อหนึ่งแล้ว ที่ควรจะคิดดูว่า มันมีค่ามากหรือน้อยเพียงไร. ทีนี้จะให้แคบเข้ามาที่สุด ระบุเฉพาะเจาะจงแคบเข้ามาอีกว่า ในวงของการ ศึกษาล้วน ๆ ถ้าจิตของเราประกอบด้วยธรรมะแล้ว การศึกษาของเราจะเป็นไป ในลักษณะที่น่ามหัศจรรย์ คือจะประสบผลสำเร็จอย่างน่ามหัศจรรย์. ขอให้นิสิต ทั้งหลายผู้สนใจ และครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ช่วยพากันไปปรึกษาหารือในข้อนี้ดู ว่าจริงหรือไม่จริง ; เพราะว่าถ้าจิตใจของเราประกอบอยู่ด้วยธรรมะแล้ว การศึกษา ของเราจะเป็นไปอย่างสนุกสนาน, จะประสบผลอย่างน่ามหัศจรรย์, จะชวน เพลิดเพลิน พอใจ ในการศึกษานั้นอย่างยิ่ง; เพราะธรรมะได้ทำให้จิตใจนี้ เปลี่ยนจากสภาพจิตของสัตว์ธรรมดา ไปสู่จิตใจของมนุษย์อย่างที่มีใจสูง, ประกอบ ไปด้วยธรรมะ, ว่างจากสิ่งที่เป็นข้าศึก และเต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นผลดี ; มันจึงมีการคิดเก่ง จำเก่ง เรียนเก่ง ปฏิภาณเก่ง อะไรเก่ง ต่าง ๆ ครบถ้วนบริบูรณ์ ไปหมด. นี้ก็ เพราะทำด้วยจิตว่างจากกิเลส ตัณหา ที่ไปยึดถือว่า ตัวกูของกู ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในปาฐกถาคราวก่อนนั้นเหมือนกัน. แม้ว่าเราจะสนใจแต่ เพียงการศึกษาอย่างเดียว เท่านั้น ก็ต้องอาศัย ธรรมะอย่างยิ่ง เสียแล้ว ; มิฉะนั้นการศึกษาจะเป็นไปอย่างแร้นแค้น เป็นการผืน

น.322 ศึกษา เพราะหวังวัตถุนิยมอะไรข้างหน้า แล้วก็ต้องทนศึกษาเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา. มันเป็นการทนอย่างร้ายกาจชนิดหนึ่ง ซึ่งทรมานอยู่ภายใน ; เราไม่ควรจะเป็น อย่างนั้น, ไม่ควรจะให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างชนิดที่ต้องทนทรมานอย่างนั้น ; แต่ ควรจะเป็นไปด้วยความพอใจเบิกบาน ยินดี และพร้อมกันนั้น เป็นการก้าวหน้าอย่าง เร็วไปด้วย. การที่จะหาความเพลิดเพลินพร้อมกันไปกับการเรียน นั้นเป็น เรื่องของคนโง่เขลา. ผู้ที่ประกอบไปด้วยธรรมะ จะสามารถทำให้การงาน หรือการ ศึกษา โดยตรงนั้น เพลิดเพลินไปในตัวมันเองได้โดยไม่เสียการเรียน แล้ว ยังทำให้การเรียนนั้นสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด. นี้เรียกว่าเป็นการทำให้การงานนั้น เป็นความสุขไปในตัว ไม่ต้องนึกถึงเงิน ; งานเท่านั้น ไม่ต้องถึงเงิน ; เป็นความสุข อย่างยิ่ง เป็นความสุขสมบูรณ์ไปในตัว. ถ้าไปพูดว่า งานคือเงิน - เงินคืองาน, ระวังให้ดี เผลอนิดเดียวจะเป็นวัตถุนิยม แล้วจะต้องตกนรกทั้งเป็น. ถ้างาน คือเงิน - เงินคืองาน ต้องหมายความว่า ในงานนั้นเป็นเงินอยู่แล้วในตัว, ไม่ต้อง รอต่อเมื่อเงินมา. งานนั้นจะเป็นความสุขอยู่ในตัวตามแบบของธรรมะ ถ้า ทำด้วย จิตว่าง ไม่ใช่ทำด้วยจิตวุ่น มันจะสบาย แม้แต่จะไปโกยท้องร่อง ที่เต็มไปด้วย โคลนเหม็น ๆ ก็ยังสนุกสนานอยู่ได้ ถ้าจิตมันว่าง. ถ้าจิตมันวุ่นแล้ว ทำอะไรอยู่ใน ห้องที่ปรับอากาศเย็น มีกลิ่นหอม มีอะไรอบอวลไปหมด, งานก็เบา ; แม้กระนั้น มันก็ไม่สนุกไปได้ เพราะจิตมันวุ่น เท่านั้นเอง. ธรรมะ ทำให้จิตว่างโดยแท้จริง ระงับจิตวุ่นเสียได้โดยสิ้นเชิง เพราะ งานนั้นเองมันเป็นสุขสนุกไปหมด โดยไม่ต้องมีตัวเงินขาว ๆ มาแทรก มาเกี่ยวข้อง. ถ้าเงินคืองาน - งานคือเงิน แล้วหมายความว่าต้องมีธรรมะทำงาน ส่วนเงินเป็นเพียง ผลพลอยได้ อย่างนี้จึงจะไม่เป็นวัตถุนิยม. นี้แปลว่าธรรมะจะช่วยให้ได้สิ่งที่ยิ่งกว่า

น.323 งานและเงิน, คือความสุขตั้งแต่ก่อนทำงาน หรือก่อนมีเงิน ; และ ถ้าจะมีเงินมา ก็มาเป็นข่าวเป็นทาส ไม่ใช่เงินมาเป็นนายอยู่เหนือหัว แล้วเราเป็นทาสเงินนั้น. นี้ต้องระวังให้ดีอย่าเป็นวัตถุนิยม ; ซึ่งจะเป็นทาสเงิน แล้วจะตกนรกทั้งเป็น. ถ้ามี ธรรมะแล้ว มีวิธีใช้ธรรมะ มันมีการคุ้มครอง ไม่ให้เราต้องตกนรกทั้งเป็น ; อย่างนี้จะหาความสุขได้จากในที่ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่ โดยไม่ต้อง เกี่ยวข้องกับเงินเลย ; แล้วเราจะไม่บูชาธรรมะอย่างไรเล่า. ขอบอกกล่าวให้ทราบไว้เสียด้วยว่า ธรรมะนั้นเป็นสิ่งสูงสุด เป็นที่บูชา แม้ของพระพุทธเจ้า ; อย่าว่าแต่ของเรา หรือสัตว์ทั้งหลายทั่วไป. เมื่อพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้ใหม่ ๆ ท่านเกิดความคิดขึ้นมาว่า : การอยู่โดยไม่มีที่เคารพนี้ ไม่ใช่ ขนบธรรมเนียมที่ดี และไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรจะทำ, แล้วพระองค์ก็ตรัสรู้ รู้สิ่ง ที่ควรรู้ เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะเคารพใคร จะเคารพอะไร ; ในที่สุดมองไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่พบว่าอะไรจะเป็นที่ควรเคารพ, พบอย่างเดียวแต่พระธรรม พระพุทธเจ้าจึงเคารพธรรม แล้วตรัสพระพุทธภาษิตว่า : - เย จ อตีตา สมพุทธา เย จ พุทธา อนาคตา, โย เจตรหิ สมพุทโธ พหุนนํ โสกนาสโน สพฺเพ สทฺธมฺมคฺโน วิหริสุ วิชาติ จ, อถาปี วิหริสสนฺติ เอสา พุทธานธมฺมตา ฯลฯ. กล่าวยืดยาวต่อไปอีก, มีใจความว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลายมากมายในอดีตก็ดี จะมาในอนาคตก็ดี แม้ในปัจจุบันนี้ก็ดีล้วนแต่เคารพพระธรรม ; เพราะว่าธรรมดา ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอย่างนั้นเอง. นี้ขอให้คิดดู ; ธรรมะ จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด เพราะว่า สามารถระงับความทุกข์ ทำลายความทุกข์ให้สูญหายไปโดยไม่มีเหลือ ; เราจึง เคารพธรรมเช่นเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าก็ทรงเคารพธรรม. นี้เรียกว่าธรรมะอย่าง เดียวเท่านั้นที่จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ดับทุกข์ต่าง ๆ ทุกอย่างทุกชนิด จนจาระไนไม่ไหว.

น.324 อีกประการหนึ่งซึ่งประเสริฐที่สุดก็คือว่า ธรรมะเท่านั้นที่จะเป็น เครื่องมืออย่างเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้เรารวมมนุษยชาติทั้งหลายทั้งปวงเข้า เป็นหน่วยเดียวกัน. เราต้องนึกถึงว่า ถ้ามนุษยชาติยังแตกแยกกันด้วยความ เห็นแก่ตัวแล้ว วิกฤตการณ์ถาวรก็ต้องคงมีอยู่ในโลก ไม่มีทางช่วย ; แต่ถ้ามนุษย์ รวมเข้าเป็นหน่วยเดียวกันได้ สันติภาพถาวรก็จะต้องมีมาโดยไม่ต้องสงสัย. อะไรจะเป็น เครื่องมือให้มนุษย์ทั้งหมดนี้รวมเป็นหน่วยเดียวกันได้ ? ท่านไปคิดดู ไม่ต้องเชื่อใคร ในที่สุดจะต้องพบว่า ด้วย อำนาจของธรรมะอย่าง เดียวเท่านั้น. แต่มันยากอยู่ในข้อที่ว่า คนในโลกเขาไม่สนใจธรรมะ, ไม่มีอะไร ไปทำให้คนทั้งโลกสนใจธรรมะร่วมกัน ในคราวเดียวกันได้; เพราะฉะนั้นทั้ง ๆ ที่ ของนั้นมีอยู่จริงและดีจริง มีคุณภาพที่พอจะใช้ทำสิ่งที่ประสงค์อันนี้ได้จริง ; แต่ก็ไม่มี ใครสนใจ. มัน เหมือนกับน้ำที่บริสุทธิ์ สะอาดเป็นประโยชน์ มีอยู่ในสระ ไม่มีใครตักมาดื่ม มันก็ไม่มีประโยชน์แก่ใคร. หรือว่า ยาแก้โรคมีอยู่ในโลกนี้ แต่ถ้าไม่รู้จักเก็บเอามาใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครเหมือนกัน ทั้งที่มันมีมาก เหลือกว่ามาก เราก็ยังเก็บเอามาใช้ไม่หมด. มันไม่ใช่ความผิดของยา หรือของ สระน้ำที่ไม่มาช่วยคน, มันเป็นความผิดของคนที่ไม่เข้าไปหายา หรือหาสระน้ำ. เดี๋ยวนี้มัน เป็นความผิด ของมนุษย์ส่วนใหญ่ในโลก ที่ไม่หันหน้าเข้าไป หาธรรมะ. เพราะอะไร? ก็เพราะจิตมันวุ่น อยู่ด้วยภูตผี ปีศาจคือกิเลสตัณหา ที่มีความเห็นแต่แก่ตัวกู - ของกู ; มันจึงรวมกันไม่ได้. แต่แล้วก็ได้อาศัยเหตุปัจจัย อันใดอันหนึ่ง ให้ต่างคนต่างศึกษาธรรมะของตนไว้ได้บ้าง; ฉะนั้นสักวันหนึ่งจะต้อง รวมกันเข้าได้ เพราะธรรมะทั้งหลายย่อมเป็นอันเดียวกัน ; อย่างน้อยที่สุดก็มีหลักเป็น เมตตาสากล คือความรักกันในฐานะที่ว่ามีปัญหาอย่างเดียวกัน เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน มีหัวอกอันเดียวกัน มีความทุกข์เหมือนกัน.

น.325 ขอให้คิดดูว่า ไม่ว่าสัตว์ชนิดไหน สัตว์เดรัจฉานก็ตาม, ไม่ว่ามนุษย์ ชาติไหน ภาษาไหน มุมโลกไหน จะเป็นฝรั่งเป็นไทยเป็นอะไรก็ตาม หรือเป็นเทวดา ในสวรรค์ก็ตาม มีความทุกข์อย่างเดียวกัน, คือมีความทุกข์ส่วนใหญ่ เพราะ ปัญหาเรื่องการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย นี้เป็นสามัญลักษณะเป็นพื้นฐาน; แล้ว ก็มีความทุกข์กันพร้อมหน้า เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง - คือกิเลส ซึ่ง เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวกู และของกู อยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ทั้งนี้ไม่ว่า มนุษย์ชนิดไหน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่อยู่ในกลุ่มไหน ค่ายไหน พวกไหน ถิ่นไหน แถบไหนก็ตาม, แม้เปิดกว้างไปจนถึง สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรกภายใต้, สัตว์ เทวดา มาร พรหม ในเบื้องบน ก็มีปัญหาอย่างเดียวกัน. ควรจะเห็นอกเห็นใจกันว่า เป็นเพื่อนทุกข์กัน แล้วก็แสวงหาธรรมะเป็นเครื่องบำบัดทุกข์ ชนิดที่ว่าธรรมะอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะเป็น เครื่องมือรวมสิ่งที่มีชีวิตมากมายนั้น เข้าเป็นชีวิตเดียวกัน, แล้วเข้าถึงชีวิตที่แท้จริง ที่ถาวร อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เราควรจะมองโดยวงกว้าง แล้วเห็นประโยชน์ เห็นอานิสงส์ของธรรมะว่า โดยส่วนปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ ก็ดี โดยส่วนรวมทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นสากลก็ดี, ธรรมะ เท่านั้นเป็นที่พึ่ง ; นอกจากธรรมะแล้วหามีอะไรเป็นที่พึ่งไม่, นอกจาก ธรรมะแล้วหามีอะไรเป็นที่เคารพไม่. ทีนี้เรามาพิจารณา ดูกันให้ชัดลงไปอีกว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือ ศาสนา ที่เกิดขึ้นในโลกนี้นั้น มันคืออะไรกันแน่ ? ทำไมมันจึงเกิดขึ้น มาได้. แล้วความนึก ความคิด ความรู้สึกของมนุษย์เองเป็นลำดับมาเป็นอย่างไร ? ขอให้ทวนย้อนดูไปข้างหลัง ถึงยุคสมัยหินสมัยเหล็กโดยลำดับ ๆ อีกทีหนึ่ง ; จะเห็นว่า ในขณะนั้นก็ไม่รู้กันว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร ? พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอย่างไร? ดับทุกข์อย่างไร ? ทางกาย ทางวาจา ทางใจ อย่างไร ไม่เคยรู้กัน.

น.326 ราไม่เคยรู้เรื่องดับทุกข์เป็นอย่างไร ; แต่แล้วใครมาสอน ? มันก็ไม่มีเทวดาที่ไหน มาสอนหรอก; มีแต่ว่าชีวิตนั้นเอง มันเป็นตัวการศึกษาอยู่ในตัวมันเอง ; เหมือนกับว่า เราไปคลำเข้าที่ไฟ มันร้อน มันไหม้มือ แล้วก็เกิดความรู้ขึ้นว่า ไฟมันร้อน แล้วเราก็ไม่จับไฟ. ทีนี้เราร้อนใจ เพราะไฟภายใน คือความโลภ ความโกรธ ความหลง หลายหนเข้า เราก็รู้ว่า เจ้านี่เองร้อน และเป็นไฟ; แล้วก็รู้ ว่ามันต้องแก้ไข, ก็ได้สังเกตทดลองเหมือนอย่างหลักทางวิทยาศาสตร์นั้นเอง แต่นี่เป็น เรื่องทางใจ. จนกระทั่งพบว่า ถ้าเราชนะความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วเป็น อย่างนี้; ฉะนั้นจึงค้นพบความรู้นี้มาเรื่อย ๆ ทุก generation ของมนุษย์ จนกระทั่ง ถึงเวลาหนึ่ง เกิดมีคนที่รู้ครบถ้วนสมบูรณ์คือพระพุทธเจ้า ; แล้วก็ยังกล่าวว่า ไม่มีใคร สอนท่านอยู่นั่นเอง. ข้อนี้เพราะว่าสิ่งที่ท่านพบ แปลกใหม่ออกมานี้ มันเป็นผลิตผล ของความรู้ทั้งหลายที่รวบรวมประมวลกันเข้า. เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ชีวิตนี้มัน คู่กันกับธรรมะ, ธรรมะนี้มันคู่กันมากับชีวิต ; ศาสนานี้คู่กันมากับชีวิต, ชีวิตนี้ คู่กันมากับศาสนา. ถ้าใครยังมองไม่เห็นข้อนี้ ก็ต้องจัดไว้เป็นคนบ้าบอที่สุด เหลือ ที่จะแก้ไขได้. เราจะต้องนึกต่อไปอีกว่า ศาสนา หรือ ธรรมะ นี้ มันมี มูลมาจาก ความกลัว ; ศาสนาต่ำ ๆ ที่พากันบูชาอ้อนวอน ผีสาง เทวดา นั้น ก็เพราะว่ากลัว สิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้. ครั้นฉลาดขึ้นมาถึงขั้นไม่กลัวสิ่งเหล่านั้น ก็มากลัวสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือปัญหาภายในเกี่ยวกับ กิเลส ตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่ร้อน, เผาลนยิ่งกว่าเผาด้วยไฟ ก็เลยกลัวสิ่งนี้ จึงหาทางขจัดสิ่งนี้ออกไปอีก. จึงกล่าวได้ อย่างกำปั้นทุบดินโดยไม่มีผิดว่า ศาสนาทุกแบบ ทุกระบบ ทุกชนิดทุกระดับ นั้น มีมูล มาจากความกลัว, ตามที่ความกลัวมันจะมีอยู่หลายระดับอย่างไร. ศาสนาชั้นโง่เง่า ที่สุดก็เพราะกลัวของน่ากลัวบนฟ้าบ้าง ในอากาศบ้าง, กระทั่งกลัวภูตผี ปีศาจ กลัวเทวดา กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นตัว ซึ่งเกิดเชื่อเอาเอง; กระทั่งมากลัวกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง แล้วเอาชนะมันได้. นี้เรียกว่าศาสนาคู่กันมากับสัญชาตญาณ

น.327 อันสำคัญที่สุดที่ประจำชีวิต คือสัญชาตญาณแห่งการหนีภัย หรือกลัวภัยแล้วหนีภัย. เพราะฉะนั้นสัญชาตญาณอันนี้มันยังเป็นมูลฐานของชีวิตอยู่เพียงใดแล้ว ศาสนาก็ต้อง เป็นคู่กับชีวิต อยู่อย่างนั้น เพราะมันเป็นเครื่องขจัดความกลัว. เดี๋ยวนี้ที่เราอุตส่าห์เล่าเรียนกันอย่างไม่เห็นแก่หลับแก่นอนนี้ ก็เพราะกลัว, กลัวว่าจะไม่มีอะไรเป็นเครื่องเลี้ยงชีพต่อไปในอนาคต, กลัวว่าจะไม่มีเกียรติ, กลัวว่า จะไม่สามารถสืบสกุล กลัวว่าจะเป็นที่เยาะเย้ยของเพื่อนฝูง, เพราะกลัวทั้งนั้นจึง อุตส่าห์เรียน .. นี่เห็นได้หรือยังว่า ความกลัว นี้เป็นสิ่งจำเป็น เป็นพื้นฐานของ การงานที่ทำให้เกิดสติปัญญาขึ้นมาที่หลัง. เมื่อชีวิตกับความกลัว และธรรมะ เป็นของที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกกันไม่ออกเช่นนี้แล้ว เราก็ต้องสนใจธรรมะนี้ ตลอด เวลาที่เรายังมีชีวิต. สรุปได้ว่า มันเป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้น สลัดออกไปไม่ได้ และก็จะต้องจัดทำ ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ จึงพอจะสรุปได้เป็นหลัก สำหรับทำความเข้าใจสืบไปว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิต ๆ นี้ ถ้าถามว่ามันคืออะไร? หรือจากอะไร ? หรือเพื่ออะไร ? หรือโดยวิธีใดแล้ว ? ตามหลักของธรรมะนี้แล้ว เขาจะต้องตอบว่า : - ชีวิตนี้คือสิ่งที่ ดิ้นรนไปตามความใคร่ ความปรารถนาอยู่ตลอดเวลา. การกล่าวอย่างนี้เขาเอา ปรากฏการณ์ที่เห็น ๆ อยู่นี้เป็นหลักสำหรับกล่าว. ลองคิดดู ว่าโดยทางวัตถุมันก็เป็นอย่างนั้น ; แม้เราจะพูดทางชีววิทยาว่า ชีวิตคือความสดของ protoplasm ซึ่งมีอยู่ในเซลล์นี้ เราก็จะเห็นว่าชีวิตมันดิ้นรนอยู่ ตลอดเวลา ; ส่วนที่รวมกันเป็นร่างกาย เนื้อหนังนี้ มันก็ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา, ตัวจิตใจซึ่งอาศัยยึดครองอยู่ในร่างกายนี้ มันก็ดิ้นรนอยู่ในกายตลอดเวลา, มันมี ความกลัว มันมีความอยาก มันมีอะไรต่าง ๆ เป็นเหตุให้ดิ้นรน. เพราะฉะนั้น

น.328 ชีวิตจึงมีความดิ้นรนไปตามความใคร่ ความอยาก อยู่ตลอดเวลา ; ไม่ต้อง อธิบายกันมากก็พอจะเข้าใจกันได้ เพราะมีเวลาไม่พอ, ขืนพูดมากไปก็จะเป็น เรื่องอภิธรรม แล้วก็จะยุ่งใหญ่. ทีนี้ถ้าถามว่ามันเนื่องมาจากอะไร ? หรือเพราะเหตุใดชีวิตจึงเป็นอย่างนั้น ? ก็ตอบได้ว่า ชีวิตนี้มันเนื่องมาจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม : อวิชชา - แปลว่าสภาพที่ปราศจากความรู้. ตัณหา - แปลว่าความอยาก มีอยู่ ๓ ประเภท : อยากได้ อยากเป็น อยากไม่ให้เป็น.ในบรรดาความอยากทั้งหลายทุกชนิดที่มีอยู่ในโลกนี้ รวมได้เป็น สามประเภทอย่างนี้เท่านั้น เรียกว่า กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ; ชื่อบาลี จำได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร, แต่เราต้องรู้ความหมายว่า: - กามตัณหา, อยากได้ ก็คือ อยากได้ของที่สวยๆ งาม ๆ เอร็ดอร่อยทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี้เอง. อยากเป็นก็คือ อยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ; อยากเป็นคน ไม่อยากเป็นสัตว์, หรืออยากเป็นสัตว์ไม่อยากเป็นคน ก็สุดแท้แต่. ข้อที่ อยากเป็น คน นี้เป็น ภวตัณหา; ข้อที่ ไม่อยากเป็นสัตว์ เป็นวิภวตัณหา; อยากไม่เป็นสัตว์ หรืออยากอยู่นี้ เป็นภวตัณหา, อยากไม่ตาย คืออยากไม่ให้ตาย นี้เป็นวิภวตัณหา. รวมความแล้ว ความอยากนี้มันมีอยู่เพียง ๓ อย่างเท่านี้, ไม่มีมากกว่านี้; แต่อาจจะ จาระไนไปตามวัตถุที่ตั้ง เพราะมันเป็นได้ตั้งร้อย ตั้งพัน ตั้งหมื่น ตั้งแสน ตั้งล้าน ไม่มีที่สิ้นสุด อุปาทาน - นั้นคือ ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู หรือของกู, นี้ก็ เป็นความรู้สึกที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ. สัตว์ทั้งหลาย ที่ยึดถือว่าตัวตน ว่าของตน, แล้วก็ต่อสู้ ดิ้นรน ขวนขวาย เพื่อมีชีวิตอยู่; อันนี้เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้มี

น.329 สัญชาตญาณทุกชนิด ที่เป็นไปเพื่อการเป็นอยู่ของชีวิตแล้ว เราก็เรียกว่า อุปาทาน. แต่ว่า อุปาทานในพุทธศาสนา นั้น ยังว่าไว้กว้าง ไปกว่านั้น ได้แก่ : อุปาทาน การ ยึดถือในกามคุณ นี้มันก็อย่างหนึ่ง เรียกว่า กามุปาทาน ; ยึดถือในทิฏฐิความเห็น เป็นต้นเหตุให้เป็นคนหัวดื้อหัวรั้น ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง นี้ก็ อย่างหนึ่ง, เช่นว่าแม้แต่ในสัตว์เดรัจฉาน เราก็ว่ามันมีความยึดถือ มีทิฏฐิมานะ ไม่ยอมแก่กัน กัดกัน ชนกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีเรื่องราวอะไรแก่กัน นี้เป็นต้น, นี้เรียกว่า ทิฏฐปาทาน. สีลัพพตุปาทาน - นี้คือ ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่เคยทำมาจนชิน. ระวังให้ดีความยึดมั่นถือมั่นใน tradition ต่าง ๆ นี้ก็อยู่ในข้อนี้, แล้วก็เลือกระวังให้ดี ๆ ให้เป็นไปดีๆ อย่าให้เป็นภัยมาได้. ที่เป็นไปมาก ๆ ชนิดที่ต้องเสกน้ำล้างหน้า ต้องทำพิธีอย่างนั้นอย่างนี้ตามพิธีไสยศาสตร์นั้น มันก็เป็นเรื่องนี้เหมือนกัน คือเพราะมี อุปาทาน. ในที่สุดก็มี อัตตวาทุปาทาน คือ ยึดมั่นว่า ตัวตน ว่าของตน. รวม ทั้งสิ้นมี ๔ อุปาทาน ด้วยกัน. คำว่า "กรรม" นี้หมายถึง การกระทำที่ประกอบไปด้วยเจตนา. ถ้าว่า การเคลื่อนไหวหรือการกระทำใด ๆ ไม่ประกอบไปด้วยเจตนา เราไม่เรียกว่ากรรม เราเรียกว่ากิริยา ; เช่นว่าการที่เรายืน เราเดิน เรานั่ง เรานอน นี้ไม่มีเจตนาอะไร ไม่เรียกว่ากรรม. ถ้าเรามีเจตนาไปฆ่า ไปขโมย ไปอะไรที่เป็นเจตนานั้นเราเรียกว่า กรรม. เพราะฉะนั้นกิริยากับกรรมไม่เหมือนกัน มันแปลว่ากระทำเหมือนกัน แต่ว่า ความหมายไม่เหมือนกัน ; กิริยาไม่เกี่ยวกับเจตนา ไม่มีจิตใจที่เกี่ยวกับเจตนา. กรรมต้องมีเจตนา, กิริยาก็มีผล เป็นเพียงปฏิกิริยา เป็น action เป็น reaction เท่านั้น ; ส่วนกรรมนี้เราไม่รู้จะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ไม่มีศัพท์ภาษาอื่น ที่ตรงกัน, ฝรั่งก็จนปัญญา จึงต้องใช้คำว่า Kamma หรือ Karmma เขียนทับศัพท์ ตามบาลี หรือสันสกฤตไปตามเดิม, จะใช้ว่า action นั้นไม่ถูกแท้.

น.330 กรรม นี้ มีผลเป็น วิบาก คือผลกรรม ; เรามีกิเลสแล้วก็ทำกรรม. คือเรา อยากอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น เป็นกิเลส, แล้วเรา ทำไปตามความอยาก ทำดี ก็เป็นกรรมดี ทำชั่วก็เป็นกรรมชั่ว, ได้รับผลมาแล้วมันก็หล่อเลี้ยงกิเลสนั้นอีก แล้วก็ ทำกรรมอีก, ทำกรรมอีกก็ได้ผลมาอีก ; ได้ผลมาอีกก็ต้องคิดอย่างใด อย่างหนึ่งต่อไปอีก ตามสมควรแก่ผลนั้น ; มันก็ เป็นกิเลสอีก แล้วก็ ทำกรรมอีก. เราตกอยู่ในอำนาจของกรรมอย่างนี้ วันหนึ่งไม่รู้กี่วง กี่รอบ ที่เรียกว่าตกอยู่ใน วัฏฏสงสาร หมายความอย่างนี้. เราขึ้นจากวัฏฏสงสารไม่ได้ เพราะ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม; ตั้ง ๔ อย่าง แต่ละอย่าง ๆ ล้วนมีอำนาจมหึมา, เราต่อต้านไม่ไหว ; ฉะนั้นมันจึงบันดาลให้ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ดิ้นรน, เป็นสิ่งที่มีความ ดิ้นรนอยู่เป็นปกติ เป็นอาการที่เรียกว่า ทนทรมานอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นปกติ. จะถามต่อไปว่า เพื่ออะไร ? ชีวิตนี้เพื่ออะไร ? คือหมายความว่า ชีวิต มีมูลเหตุมาจากอวิชชา ตัณหา ดิ้นรนอยู่ต่อไปนี้ มันดิ้นรนไปทำไม ? ดิ้นรนไป เพื่ออะไร ? ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า ดิ้นรนไปเพื่อให้หยุด เพื่อให้สงบ, ไม่ใช่เพื่ออื่น. ขอให้นักศึกษาที่สนใจไปสังเกตดูว่า การเคลื่อนไหวทุกอย่างมันเคลื่อนไหวไปเพื่อหยุด, การกระทำทุกอย่าง มันกระทำไปเพื่อหยุดทำ : การกินก็เพื่อหยุดกิน การนอนก็เพื่อ หยุดนอน การเดินก็เพื่อหยุดเดิน, ทุกอย่างก็ทำไปเพื่อผลสุดท้าย เพื่อเป็นการหยุด ไม่ต้องทำอย่างนั้น. เราหาเงิน ก็เพื่อให้หยุดหาเงิน ไม่ต้องหาเงิน ; หาชื่อเสียง ก็เพื่อหยุดหาชื่อเสียง. เมื่อหยุด เท่านั้น จึงจะเป็นความสงบสุข ทรุดลง นั่งลง ได้ความสงบสุข ไม่วุ่นวาย. ถ้ายังไม่หยุดก็ยังวุ่นวาย ยังทรมานต่อไป. เพราะฉะนั้นจึงว่า ชีวิตนี้ดิ้นรนไปทำไม ? ก็ดิ้นรนเพื่อหยุด เพื่อสงบ, หยุด อย่างยิ่งก็เป็นนิพพาน กล่าวคือเป็นความที่จิตหยุดเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสกับ

น.331 งคุลิมาลย์ว่า : "ฉันหยุด, เธอไม่หยุด" ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าลอยละลิ่วไปเรื่อย. องคุลีมาลย์ไม่หยุดฆ่า ฆ่าอยู่เรื่อย นี้คือ "ฉันหยุดแต่เธอไม่หยุด". หมายความว่า ใจของฉันหยุดความปรารถนา หยุดกิเลสตัณหาต่างๆ ได้, ไม่มีกิเลสตัณหาที่จะดึง ใจไป ให้วิ่งไปวิ่งมา ทางนั้นทางนี้ จึงว่าหยุด ; หยุดอย่างนี้ก็คือนิพพาน. ชีวิตที่ดิ้นรนมาในระบบนี้ หรือโลกไหน วัฏฏสงสารไหนก็ตามเพื่อหยุด; เราเรียนก็เพื่อหยุดเรียน. คือว่า เราเรียนก็เพื่อให้ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเพื่อหยุดความอยาก ได้, เพื่อถึงวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายปลายทางของเรา แล้วก็หยุดมัน ทรุดนั่ง สงบได้. นี่ในชีวิตนี้ก็เพื่อหยุด ไม่ใช่วิ่งกันตลอดกาล ; ถ้ามีบุญกุศลมากก็ ควรจะให้หยุด ได้เร็ว ๆ ด้วยอาศัยธรรมะ. คำถามข้อต่อไปว่า โดยวิธีใด ? ชีวิตนี้โดยวิธีใดจึงจะหยุดได้ ? โดยวิธีใด ก็คือว่า โดยวิธีที่ทำให้ชีวิตนั้น เข้าถึงความลับของธรรมชาติให้ถูกต้องและ ให้ได้จริง ๆ; ว่าความลับของธรรมชาติ ที่มนุษย์ธรรมดาไม่ทราบได้นั้น มีอยู่อย่างไร นี้เราต้องอาศัย สติปัญญา ของพระพุทธเจ้าท่าน ; การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ได้บอกเราให้ทราบว่า ความลับอันแท้จริงของธรรมชาติ ที่เข้าไปถึงได้ยาก คืออะไร ? พระพุทธองค์ท่านก็บอกเราว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, หรือสรุป แล้วก็คือ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ; อย่างที่ได้เคยบอกให้ทราบมาแล้วว่าพระพุทธวจนะ ทั้งหมดนั้น ท่านทรงสรุปของท่านเองไว้ โดยบอกว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย ซึ่งแปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น. ถ้าเรารู้ ก็ให้รู้ว่า อย่างนี้ ถ้าเราปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อจะให้เป็นอย่างนี้, คือไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ; ถ้าเรา จะได้ผลของการปฏิบัติก็ให้ได้ผลกันในข้อนี้ คือในข้อที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ; แล้วก็จะ

น.332 ป็นได้หมดในพุทธศาสนา ในธรรมะทั้งปวง ไม่มีอะไรสูงสุดไปกว่านี้. เพราะฉะนั้น จึงว่า ชีวิตนี้จะหยุดได้ ก็โดยวิธีที่ให้รู้ความลับของธรรมชาติให้ได้จริงๆ, และสาง ปัญหายุ่งยากอันนี้ให้หลุดออก เป็นความที่ไม่สับสนฉงนสนเท่ห์, ให้หมดความสงสัย มีความรู้แจ้ง สว่างไสว ปฏิบัติถูกต้อง ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีความทุกข์เลย. รวมความว่าชีวิตนี้มันคือความดิ้นรน, มันเนื่องมาจากกิเลสตัณหาอัน มุ่งหมายจะมีความสงบ ในที่สุด; จะทำได้โดยวิธีที่รีบเข้าถึงความลับของ ธรรมชาติ ที่เรียกว่าสัจจธรรมในพระพุทธศาสนา นั้นเอง แต่เราเรียกว่าธรรมะ. ในที่สุดท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ธรรมะนี้ทำไมกัน, ทำไมจึงต้องสนใจธรรมะ ? หรือว่าธรรมะนี้มันดีวิเศษอย่างไร เราจึงต้องสนใจ ? นี้ก็เสร็จไปข้อหนึ่ง. ทีนี้ก็มาถึงข้อสุดท้าย ที่ว่า เราจะสนใจกันโดยวิธีใด ? เท่าที่กล่าว มาแล้ว มันพอจะพูดได้ว่า เมื่อสรุปแล้ว ธรรมะ หรือพระศาสนานี้ คือเข็มทิศ ของชีวิต ; พูดโดยอุปมาอย่างนี้ก็เข้าใจได้แล้ว ไม่ต้องอธิบาย เพราะถ้านักศึกษา ทั้งหลายรู้ดีว่า เข็มทิศนั้นมันหมายความว่าอะไรแล้ว จึงว่าธรรมะนี้มันเป็นเข็มทิศ ของชีวิตในทุกด้านทุกมุมหมดทุกอย่าง. ชีวิตนี้มันมีหลายแง่หลายมุมเท่าไรก็ตาม, ไม่ว่าแง่ไหน มุมไหน จะต้องมีธรรมะเป็นเข็มทิศ. ถ้าผิดจากนี้แล้วจะต้องไป ลงนรก คือหมายความว่า ทนทุกข์ทรมาน ไม่มีสร่าง เช่นเดียวกับที่กำลัง ตกนรกทั้งเป็นอยู่บางคน หรือบางเวลา เพราะมันขาดเข็มทิศ คือธรรมะนี้. เข็มทิศ นั้นมันมีได้หลายอย่าง แล้วแต่เราต้องการว่าชีวิตนี้เรามีแง่ที่จะสนใจมันได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาหรือธรรมะ จึงมีให้หลายอย่าง. กล่าวโดยกว้าง ๆ รวมกันหมดก็ว่า พุทธศาสนา หมายถึงตัวธรรมะนี้ เป็นการเรียน การปฏิบัติ และผลของการปฏิบัติด้วย ; แล้วก็หมายถึง

น.333 พระคัมภีร์ หมายถึงศิลปวัตถุ โบสถ์ วิหาร พระพุทธรูป ตลอดถึงศิลปกรรม วรรณกรรมต่าง ๆ ที่เนื่องพุทธศาสนาด้วย รวมหมดทั้งกลุ่มนี้ เรียกว่า พุทธศาสนา ; ตลอดมาถึง พิธีรีตองด้วย ซึ่งชาวบ้านก็เรียกว่า พุทธศาสนาทั้งนั้น. เช่นว่า เห็นมีพระมากก็ว่า พุทธศาสนาเจริญ, เห็นมีต้นโพธิ์มาก ก็ว่าพุทธศาสนาเจริญ, โบสถ์สวยสล้างไปหมด ก็ว่าพุทธศาสนาเจริญ. ธรรมดาเราก็ใช้พูดกันอย่างนั้นอยู่แล้ว. เราสนใจศาสนา หรือพุทธศาสนา หรือสนใจธรรมะ ได้ในฐานะ ต่าง ๆ กัน เช่น : - ในฐานะที่เป็นศาสนา นี้ก็อย่างหนึ่ง คือเป็น religion, ในฐานะ ที่เป็นศีลธรรม จริยธรรม หรือ สังคมวิทยา นี้ก็อย่างหนึ่ง, ในฐานะที่เป็น ปรัชญา ซึ่งเป็นเรื่องชวนคิดของนักปราชญ์นี้ก็อย่างหนึ่ง, ไม่เหมือนกัน, ในฐานะที่เป็น วิทยาศาสตร์ทางใจ นี้ก็อีกอย่างหนึ่ง, ในฐานะที่เป็นจิตวิทยาที่เร้นลับบางแขนงนี้ก็อีก อย่างหนึ่ง, ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม คือระเบียบที่จะให้ความเลื่อมใส น่าพอใจ เป็นสุข เป็นอยู่ผาสุก นี้ก็ต้องมีอย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นศิลปแห่งการครองชีวิต หรือมีชีวิตเหมือนอย่างกวี นักปราชญ์ก็อย่างหนึ่ง. และในที่สุดก็ยังได้กล่าวว่า ใน ฐานะที่เป็นอนามัยวิทยา กล่าวคือวิทยาที่ว่าด้วยอนามัยก็ยังได้. เราลองวินิจฉัยกันดู ๑. พุทธศาสนา ข้อแรกที่กล่าวว่า สนใจพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นศาสนา หรือ religion นี้เรามุ่งหมายเฉพาะเรื่องทำความดับกิเลส โดยตรง อย่าไปพูดกันในแง่อื่น ซึ่งต่ำไปบ้าง สูงไปบ้าง ยุ่งยาก ไม่จำเป็นบ้าง. ในฐานะที่เป็นศาสนานี้ เราหมายความว่า เราจะต้องรู้จักปฏิบัติใน ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ มรรคมีองค์แปดประการ หรืออื่น ๆ แล้วแต่จะเรียก ที่มันจะชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาด ; เป็นศีล, แล้วก็มีจิตพร้อมที่จะรู้ เป็นสมาธิ, แล้วก็รู้เป็นปัญญา, แล้วก็ได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน. นี่มีอยู่แขนงหนึ่งอย่างนี้ก็ควรสนใจอยู่ เรื่องหนึ่ง แขนงหนึ่งทีเดียว.

น.334 ในฐานะที่เป็นศีลธรรม จริยธรรม หรือสังคมวิทยา ก็ หมายความว่า คนจำนวนมากนั้น ไม่สามารถบรรลุนิพพานพร้อม ๆ กันได้, มีปัญหา ทางสังคมอยู่ส่วนหนึ่ง. เขาต้องมีระบบของศีลธรรม หรือ จริยธรรม ที่จะต้อง ประพฤติเสมอกันหมดทั้งชาติทั้งประเทศ หรือทั้งโลก เป็นศีลธรรมสากลที่สังคม ต้องการ ; นี้ก็อย่างหนึ่ง มันไม่เหมือนกันกับเรื่อง มรรค ผล นิพพาน นี้จึงเรียกว่า ในฐานะเป็นศีลธรรม. ๓. ในฐานะเป็นปรัชญา หรือ philosophy นั้น เราหมายถึงเรื่องส่วน ที่เป็นของลึกซึ้งสำหรับคิด สำหรับใช้เหตุผล สำหรับคำนึงคำนวณ ไม่เกี่ยวกับการ ปฏิบัติ แต่เป็นไปเพื่ออุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง, อย่างนี้เป็นปรัชญา ; บางทีศึกษาจนปวดหัว จนวิกลจริต ยังไม่สำเร็จก็มี. อาตมาไม่แนะให้สนใจในแง่นี้ มีอยู่มากเหมือนกัน ในส่วนที่เป็นอภิธรรม หรือในส่วนสุตตันตะที่เป็นปรัชญา ; ไม่จำเป็นต้องนำมาศึกษา, เอาไว้สำหรับพวกนักปรัชญา ที่เขาเอาไว้สำหรับศึกษา เปรียบเทียบเป็นปรัชญาสากลระหว่างชาติ หรือระหว่างโลก, ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ โดยตรงเลย และไม่เกี่ยวกับศีลธรรมด้วย ; แต่บางทีถ้าไปถึงที่สุดแขนงใดแขนงหนึ่ง เป็นอุดมคติสำหรับศีลธรรม มันก็ใช้ได้. ๔. ในฐานะที่เป็น วิทยาศาสตร์ทางใจ ที่ใช้คำว่า วิทยาศาสตร์นี้ ก็เพราะมันมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับวิทยาศาสตร์ทางวัตถุทั่วไปเหมือนกัน, คือต้อง อาศัยการพิสูจน์ ค้นคว้า ทดลอง ด้วยเหมือนกัน. ถ้าสิ่งใดเรายังไม่สามารถค้นคว้า พิสูจน์ ทดลองได้, แม้ในทางธรรมะนี้ เราก็จัดเป็นพวกปรัชญาไป. แพะ แต่ถ้าเรา สามารถค้นคว้า พิสูจน์ทดลองได้ โดยประจักษ์แก่ใจเราเอง แม้ไม่เป็นวัตถุ แต่มัน ประจักษ์ ใจเราเอง, อย่างนี้ก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป.

น.335 ยกตัวอย่างเรื่องยาก ๆ เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่สับสนวุ่นวายที่สุดนี้, สำหรับพวกเราท่านทั้งหลายนี้ก็ต้องเป็นปรัชญา ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปรัชญา. แต่ว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง ถ้าสำหรับพระอรหันต์แล้ว มันกลายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ไปทันที ; เพราะมันเปิดเผย มันแฉแก่จิตใจของท่าน จนท่านรู้อะไรเป็นอะไร เหมือนกับมี experiment อย่างยิ่งในสิ่งนั้น ๆ มันจึงเป็นวิทยาศาสตร์ไปในทันทีสำหรับ พระอริยเจ้า และพระอรหันต์ โดยเฉพาะ. นี้เราจึงรู้จักแยกว่าพุทธศาสนาก็มีอยู่ หลายเหลี่ยม หลายแง่ หลายมุม หลายชั้น หลายระดับอย่างนี้. ๕. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นจิตวิทยาบางแขนงที่เร้นลับ และ ไม่ซ้ำแบบใคร เช่นเรื่องราวในอภิธรรมปิฎก แสดงลักษณะของจิตไว้ ตามที่ท่านได้ เคยพิสูจน์ทดลองมา แล้วจัดระเบียบต่าง ๆ เป็นกลุ่ม เป็น system น่าดูมาก ซึ่งนัก จิตวิทยาสมัยปัจจุบันไม่ทราบ ; ครั้นมาทราบมาเห็นเข้าแล้ว จะงง จะสนใจ จนฉงนสนเท่ห์ ว่ามันช่างน่าดูอย่างนี้. แม้ความรู้เชิงจิตวิทยาบางส่วนนี้ ก็ยังเป็นไป เพื่อทำให้เราปฏิบัติธรรมะ เพื่อทำลายกิเลสได้ง่ายเข้าด้วย. ถ้าเราไม่รู้จิตวิทยา บางส่วนนี้แล้ว มันก็ยากแก่การปฏิบัติธรรมอยู่บ้างเหมือนกัน ; เพราะฉะนั้นจึงมีอยู่ มุมหนึ่งหรือเหลี่ยมหนึ่ง ในฐานะที่เป็นจิตวิทยาที่ไม่ซ้ำแบบใคร. ๖. ที่ว่า มองดูกันในแง่ของวัฒนธรรม แล้วก็สนใจพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งนั้นมันง่าย. ขอให้ดูที่บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ท่านนำสืบกันมาอย่างไร ในขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธขึ้นมาเกี่ยวกับการเป็น การตาย การแต่งงาน การ อะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเขามุ่งหมายจะมีทุกข์น้อยที่สุด ลงทุนไปน้อย แล้วได้ ประโยชน์กลับมามากที่สุด, อย่าให้เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เหมือน วัฒนธรรมของบางพวกดังที่เขาทำกัน. เช่นพ่อแม่ตายลงอย่างนี้ เราไม่ต้องไปเอา

น.336 อะไรเผา เพื่อเอาควันส่งไปให้วิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว ; แต่เราเอาเงิน หรือเอา อะไรไปสร้างโรงพยาบาล สร้างอะไรต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์. นี้ก็ เป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธขึ้นมา อย่างนี้ ก็เพราะสติปัญญาของพระพุทธเจ้า ที่สอนว่า ไม่ต้องร้องไห้โง่ ๆ เสียเปล่า ๆ ให้เปลืองเงินที่จ้างคนมาร้องไห้ข้างโลง, หรือว่า จะไปลงทุนนั้น ไปลงทุนนี้ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ จนเสียเงินเปล่า ๆ แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่วายที่บางคนอวดมั่งอวดมี ไปเอาขนบธรรมเนียมประเพณีอื่นมาถลุงเงินเล่น เมื่อ บิดามารดาของตนตาย. อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่สนใจให้ถูกเรื่อง ว่าวัฒนธรรม ของชาวพุทธนั้น หรือพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร. ๗. เราจะสนใจ ในฐานะ หรือในแง่ของศิลปะ, พุทธศาสนาใน ฐานะที่เป็นศิลป์. ขอให้นักศึกษาสนใจไว้บ้าง ว่าเดี๋ยวนี้เรากำลังเขลากันอยู่บ้าง ด้วยเหตุที่วัตถุนิยมจัด ; เพราะว่าศิลป์ในพุทธศาสนาแล้ว มักจะมองกันถึงพระพุทธรูป ที่สวย ๆ โบสถ์ วิหาร ที่รูปทรงสวย ๆ ลายกนกวิจิตร อย่างนี้ว่าเป็นศิลปวัตถุ หรือเป็นศิลปะในพุทธศาสนา. ที่จริงไม่ใช่อย่างนั้น คำว่า ศิลป ไม่หมายแต่เพียง วัตถุอย่างเดียว, ทางนามธรรมก็ได้ ความคิดนึก การเสกสรรค์ การประดิษฐ์ในทาง จิตใจก็เป็นศิลป์ได้. เพราะฉะนั้นศิลปะในพุทธศาสนาที่แท้จริง มันคือ ศิลปะแห่งการ เป็นคน ให้น่าดูที่สุด ให้งดงาม เพราะว่าศิลป์นั้น เรามีความหมายตรงที่ ความงาม ความดึงดูดใจด้วยความงาม, จูงผู้อื่นให้ทำความดี โดยอาศัยความงามของศิลปะนั้น. ทีนี้พระพุทธศาสนามีความงาม ในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามใน เบื้องปลาย ; อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านว่าเอง ไม่ใช่เราต้องว่า. งามเบื้องต้น หมายถึงการเรียน, งามท่ามกลาง หมายถึงการปฏิบัติ, งามเบื้องปลาย หมายถึง การได้รับผลของการปฏิบัติ, อย่างนี้. หรือว่า ศีล งามในเบื้องต้น, สมาธิ งาม ในท่ามกลาง, ปัญญา งามในเบื้องปลาย ; แล้วแต่จะเรียก.

น.337 ทุกอย่างถ้าพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า พอเริ่มทำก็น่าดูแล้ว, พอเริ่มเข้ามา เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาจะน่าดูงดงามอย่างยิ่ง, และถ้าไปเกี่ยวข้อง ทำไป, ทำไป จะยิ่งดูงามเข้าทุกที ; พอถึงสุดท้ายแล้วงามอย่างยิ่งเลย, งามจนอยู่เหนือความทุกข์ เป็นอิสระจากกิเลสจากอะไรโดยสิ้นเชิง ; แล้วจึงเป็นมนุษย์ที่มีความงามอย่างนี้ ทั้งกาย วาจา ใจ, งามเพราะไม่มีกิเลส ซึ่งเป็นเหมือนโคลน มันไม่มาฉาบไม่มาได้ มันจึง สะอาดและงดงาม น่าดู. หรือถ้ามีชีวิตอย่างกวี ให้ชีวิตเป็นกวีเสียเอง ; นี้เรา หมายถึงความงาม. บางคนชอบใช้คำว่า poetical life. Poetical life นี้อันเดียวกับ religious life จะแปลว่า ชีวิตกวี หรือ กวีชีวิต หรืออะไรก็สุดแท้แต่จะแปล, แต่ก็หมายถึงชีวิตที่มันงาม เหมือนกับกวีนิพนธ์. ถ้าท่านเข้าถึงรสของ poet คือกวี นี้แล้ว ท่านจะรู้สึกว่า มันมีความงามอย่างยิ่ง ; แล้ว ชีวิตที่มีความงามเหมือนกวีนิพนธ์นั้น คือชีวิตที่เต็มตามความหมายของศาสนาหรือ religious ก็เป็นเรื่อง ศิลป ที่เราจะต้องจัด ต้องทำ ให้ชีวิตนี้มี ความงามอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะมีชีวิตที่งามอย่างยิ่งละก็ อย่าสนใจแต่เรื่องแป้ง เรื่องปูน เรื่องสีเรื่องสรรค์อะไรอย่างนั้น ; ลองสนใจแต่เรื่องธรรมะที่ทำความงามในเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ, แล้วแสดงออกมาที่ผิวเนื้อผิวหนังดูกันบ้าง. ๘. ในที่สุด เราก็มาถึง พุทธศาสนาที่เป็นอนามัยวิทยา หรือวิทยา- อนามัย, หมายความว่าความรู้ในเรื่องป้องกันโรค. อย่าเข้าใจว่า คำว่าอนามัยนี้ เป็นคำที่คนฉลาดคนใดนำมาพูดกันเดี๋ยวนี้ เช่นใช้เรียกว่า อนามัย สถานีอนามัย. การถามถึงอนามัย นี้เป็นคำเก่าแก่บรมโบราณ ก่อนพระพุทธเจ้า; ในภาษาบาลี ในประเทศอินเดียก่อนพระพุทธเจ้า ถ้าเขาทักกัน เขาก็ทักว่า กุสลธเต อนามยํ หมายความว่า อนามัยของท่านยังดีอยู่หรือ. คำทักนี้ทักกันก่อนพระพุทธเจ้า ; ไม่เชื่อเราไปดูคาถาที่ฤๅษีทักชูชก หรือที่อจุตฤๅษีพูด ในต้นฉบับคาถาเดิมนั้นเป็น คำอย่างนี้ ; หรือพวกฤๅษีทักกัน ก็พูดอย่างนี้.

น.338 สิ่งที่เรียกว่า อนามัยนี้เขารู้กันมาก่อนพระพุทธเจ้า, และในสมัย พระพุทธเจ้า ในสมัยต่อมา อนามยํ นี้เรียกว่า มันไม่มีโรค, ป้องกันโรค, ไม่มี สิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดโรค. และอนามัยนี้ อย่าเพ่อเข้าใจว่า มันมีแต่เรื่องทางกาย ; ที่แท้มันมีมูลมาจากทางจิต เช่นว่า ถ้าจิตใจกลัดกลุ้ม เร่าร้อน เศร้าอยู่ตลอดเวลา มันจะเกิด reaction ขึ้นที่กระเพาะอาหาร จนการย่อยอาหารเสื่อมไป, ไม่กี่เดือนกี่ปี มันก็เป็นโรคลำไส้, มันมีมูลอยู่ที่จิตใจ ไม่ใช่มีมูลที่ร่างกาย. ผลสุดท้าย เราก็เห็นว่า อะไร ๆ มันก็เนื่องมาจากใจ สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : - ใจเป็นใหญ่ ใจนำหน้า ใจประเสริฐกว่าสิ่งทั้งหลาย ใจเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น อนามัยทางกายก็เนื่องมาจากอนามัยทางใจ, ชีวิตเป็นอยู่ด้วยธรรมะ จะสมบูรณ์ ด้วยอนามัยทางใจอย่างยิ่ง. ธรรมะจึงป้องกันอนามัยทางกาย และรักษาอนามัย ทางกายไว้ได้โดยสมบูรณ์. อย่างนี้เรียกว่า มีสติปัญญา แล้วมันเอาตัวรอดได้ ทั้งนั้น. คนเราพ้นทุกข์ได้ด้วย สติปัญญา; ธรรมะหรือพระพุทธศาสนา มุ่งหมายให้มีจิตว่างจากกิเลส ตัณหา และเต็มไปด้วยสติปัญญา ; มันจึงรู้จักจัด รู้จักทำ แม้แต่เรื่องทางร่างกายภายนอกล้วน ๆ โดยสัมพันธ์กับภายใน คือจิต และโดย สัมพันธ์กับธรรมะอีกชั้นหนึ่ง. เพราะฉะนั้นแม้เรื่อง อนามัย หรือ ปัญญา ก็ตั้งอยู่ ในฐานะ เป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาด้วย เหมือนกัน จึงถือว่า เรามีทางที่จะ สนใจพุทธศาสนาได้หลายอย่าง หลายทาง หลายวิธี คือ ในฐานะที่เป็นตัวศาสนา จริง ๆ ก็ได้, ในฐานะที่เป็นศีลธรรม จริยธรรม หรือสังคมวิทยาก็ได้, ในฐานะที่ เป็นปรัชญาอย่างปัญหาโลกแตกนั้นก็ได้, เป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้, เป็นจิตวิทยาก็ได้, เป็นวัฒนธรรมก็ได้, เป็นศิลปะ หรือชีวิตอย่างกวีก็ได้, จะเป็นอนามัยก็ได้ในที่สุด. มันมีให้เลือกมากถึงอย่างนี้แล้ว ท่านจะยังไม่สนใจอีกละก็ พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้.

น.339 ทีนี้ เราจะว่ากันถึงผลพลอยได้บางอย่างอีก ที่ยังน่าสนใจต่อไปอีก : ข้อนี้ได้แก่การที่เราอาจจะสนใจพุทธศาสนาได้ในแง่ของอักษรศาสตร์. ใน พระไตรปิฎกนั้น ถ้าใครไปศึกษาให้รู้แล้วละก็ จะเมาเหมือนกับเมายาเสพติด ; เพราะมีลักษณะของอักษรศาสตร์ และมีลักษณะของวรรณคดีอย่างยิ่งอยู่ในนั้น ; แต่เราจะต้องศึกษาภาษาบาลี จนกระทั่งรู้ความงามของภาษาบาลี และกาพย์กลอน อย่างภาษาบาลีและวิธีบรรยายชนิดที่เป็นวรรณคดี คือตัวหนังสือน้อย แต่เต็มไปด้วย ความหมายที่ไพเราะและจับใจอย่างยิ่ง. อย่างนี้มีอยู่มากมายทั่วไป. นักศึกษา วรรณคดีทุกสมัยก็ยอมรับในข้อนี้. เราจะศึกษากัน ในแง่ของประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ก็ได้. เรื่องนี้อวดได้ ในการแต่งประวัติศาสตร์อินเดียยุคโบราณนี้ก็ได้ไปจากพระไตรปิฎก และอรรถกถาของพระไตรปิฎกมากกว่าที่อื่นหมด เพราะว่าคัมภีร์พระเวทของอินเดีย ไม่ได้เขียนไว้ในลักษณะเช่นนี้เลย, ส่วนทางเรามีบันทึกไว้หมดทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับ พระพุทธเจ้า ทั้งบ้านเมือง. มีบันทึกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั้น คราวนั้น มีเหตุการณ์อย่างนั้น และได้ตรัสอย่างนั้น; แล้วมีคำอธิบายถึงเรื่องแวดล้อมเป็นเหตุ ให้รู้เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง การเงินอะไรต่าง ๆ ทางวัตถุ ทางโบราณคดีมากมาย ทีเดียว. เพราะฉะนั้นนักโบราณคดีที่แตกฉานทางวรรณคดีจริง เขาอ่านจาก พระไตรปิฎกเป็นเที่ยว ๆ ไป; นี้เป็นเรื่องของประเทศอินเดียที่เขาเขียนประวัติศาสตร์ ประเทศอินเดียในสมัยโบราณ. ที่นี้ดูกัน ในแง่ตรรกศาสตร์ คือนักพูดตัวยงบ้าง ; อยากจะกล่าวว่า คัมภีร์อภิธรรมบางคัมภีร์ เช่น กถาวัตถุนั้น เดี๋ยวนี้ก็แปลเป็นไทยแล้ว; ขอให้ไป สนใจอ่านดู จะพบวิธีพูดตามแบบตรรกชนิดที่ไม่แพ้ตรรกของฝรั่ง, แล้วก็เป็นตรรก ที่ไม่ซ้ำแบบใคร. เหล่านี้จะเห็นว่า พระพุทธศาสนามีให้เลือกจนกระทั่งเป็นผลพลอยได้ อย่างนี้แล้ว ก็นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง และสนใจได้โดยวิธีดังที่กล่าวมานี้. อาตมาชี้ให้ เห็นได้แต่เพียงหัวข้อ รายละเอียดก็ต้องไปติดตามเอาเอง เพราะมีเวลาจำกัดเพียงเท่านี้,

น.340 นี่แหละคือข้อที่เราจะสนใจพุทธศาสนาโดยวิธีใด ? โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ขอย้ำให้สนใจในฐานะที่เป็นศาสนาเครื่องดับทุกข์ ก่อนอื่นทั้งหมด ; นอกนั้นขอให้จัดเป็นของอดิเรก และเป็นผลพลอยได้ในที่สุด. ขอให้ไปตั้งปัญหา ว่า : - อะไรเป็นทุกข์ ? อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ? อะไรเป็นความดับสนิทไม่ เหลือของทุกข์ ? อะไรเป็นวิธีที่จะปฏิบัติที่จะดับทุกข์นั้นให้ได้จริง ๆ ? สี่ข้อนี้ซึ่งเรียกว่า อริยสัจจ์ จัดไว้เป็นอาทิพรหมจรรย์ คือเป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ หรือการปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์. ถ้าไปจับเงื่อนต้นผิด ไปตั้งปัญหาว่า ตายแล้วเกิดไหม ? เกิดด้วย อะไร? เกิดอย่างไร ? โดยวิธีอย่างไร ? ออกไปนอกลู่นอกทางหมด มันจะ ไม่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์, ไม่ใช่เรื่องดับทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านไม่ยอมตอบ ปัญหาอย่างนี้ ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน. ท่านให้ตั้งต้นเงื่อนว่า: - อะไร เป็นทุกข์ ? อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ? อะไร ภาวะชนิดไหนเป็นความ ดับสนิทของทุกข์ ? และทำอย่างไรจึงจะได้มาซึ่งภาวะอย่างนั้น ๆ แล้วไต่ ไปตามแนวนี้, ในที่สุดจะไปถึงจุดที่เรียกว่า ประสบสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ; หรือที่พวกศาสนาอื่นเขาจะเรียกว่าการเข้าถึง และอยู่เป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า ก็ตามใจ ; ความหมายอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่คำพูด. เป็นอันสรุปความได้ว่า : เราสนใจพุทธศาสนา เพราะจะได้สิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ; แล้วสนใจโดยวิธีที่ศึกษาให้รู้เรื่องความดับทุกข์โดยตรง พร้อมทั้งเรื่องอดิเรกทั้งหลาย ที่ชาวโลก หรือนักศึกษาทั้งหลายเขาสนใจกันในบัดนี้. สรุปความก็เพียงเท่านี้ ขอยุติการบรรยายนำเป็น introduction นำท่านเข้าสู่พุทธศาสนาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต