น.341 การบรรยายวันนี้ขอให้ถือว่าเป็นภายใน ในระหว่างกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ ทั้งนี้ก็เพื่อจะปรับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับกิจการ ซึ่งเห็นว่าเป็นหน้าที่โดยตรง ของกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ นั้นเอง. อีกอย่างหนึ่งขอให้เข้าใจว่า หลักต่าง ๆ ที่ เกี่ยวกับพุทธศาสนาซึ่งเป็นวิชาความรู้นั้น ได้มีการบรรยายเสร็จไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ เป็นชุดใหญ่ชุดหนึ่งแล้ว นั่นเพียงพอที่จะคิดนึกศึกษากันไปได้ระยะยาว ไม่จำเป็น จะต้องกล่าวถึงสิ่ง ๆ เดียวกันนั้นอีก. จึงถือโอกาสนี้ กล่าวถึงสิ่งที่เห็นว่าควรจะ ปรับความเข้าใจกันให้ดี ให้แน่ชัด เพื่อกิจการจะได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น อย่างถูกต้อง ไม่เขว ; เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะกล่าวในวันนี้ ก็คือเรื่อง ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า "พุทธศาสตร์" นั่นเอง. ** แสดงในสมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็น พระราชชัยกวี ๓๑๖
น.342 กลุ่มนี้เราเรียกว่า "กลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ และประเพณีฯ" ความสำคัญอยู่ตรงที่คำว่า "พุทธศาสตร์" ; "ประเพณี" นั้นเป็นแขนงเล็ก ๆ ซึ่งแสดงถึงประเพณีของพุทธบริษัทชาวไทยเราโดยเฉพาะ ; ส่วนคำว่า "พุทธศาสตร์" นั้นควรจะถือว่าเป็นเรื่องสากลทั่วไป. แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเรื่องระหว่างประเทศชาติ ทั้งหลายที่นับถือพุทธศาสนา ข้อนี้จะต้องระลึกไว้ก่อนว่า : - คำว่า "พุทธศาสตร์" นั้น ต้องกว้างพอที่จะครอบคลุมไปถึงสิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" หรือ "จริยธรรม" และ "ศาสนา" ด้วย. พุทธศาสตร์กับพุทธศาสนา จะต่างกันอย่างไรนี้ เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ. คำว่า “พุทธศาสนา" เราหมายถึง ตัวพุทธศาสนาโดยตรง ซึ่งเล็งถึงระเบียบปฏิบัติระบอบหนึ่งในลักษณะที่จำกัด คือเท่าที่ จะจำเป็นหรือพอเพียงแก่การดับทุกข์, เราไม่พร่าออกไปถึงเรื่องทาง "ปรัชญา" หรือทาง "ตรรกวิทยา" "จิตวิทยา" เป็นต้น. แต่คำว่า "พุทธศาสตร์" นั้น มันครอบคลุมไปหมด นอกจากจะครอบคลุมถึงตัวพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นศาสนา ยังครอบคลุมไปถึงส่วนที่เป็นปรัชญา หรือเป็นจิตวิทยา เป็นตรรกวิทยา เป็นต้นด้วย. สมาชิกกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ บางคนอาจจะมีความรู้สึกที่ยังแคบอยู่บาง อย่างก็ได้ จึงพูดเผื่อไป. เพราะฉะนั้น ถ้าอย่างไรเรามาทำความเข้าใจกันในคำว่า " พุทธศาสตร์" นี้ ให้เต็มตามความหมาย แม้จะไม่โดยละเอียด ก็โดยหัวข้อใหญ่ ๆ แต่ว่าให้ครบถ้วนก็แล้วกัน. เกี่ยวกับคำว่า "ศาสตร์" นี่ มันไม่ใช่คำคำเดียวกับคำว่า "ศาสนา" เลยทำให้ ฟันเผื่อไปบางอย่างบางประการ. คำว่า "ศาสตร์" หมายถึงความรู้ซึ่งเป็นคำอธิบาย ออกไปอย่างกว้างขวาง แม้ว่าโดยส่วนใหญ่มักจะถือกันว่า คำว่า "ศาสตร์" นี้ตรงกับ คำว่า “science" มันก็ยังต้องหมายความว่า คำว่า "ศาสตร์" นี้เป็นคำอธิบายอยู่นั่นเอง.
น.343 เราถือเอาตามหลักที่มีอยู่ในภาษาสันสกฤตเขาใช้คำว่า "ศาสตร์" นี้ เป็นคำสำหรับเล็ง ถึงคำอธิบายชั้นดี คู่กันกับตัวบท, คือ ตัว text หรือ ตัวประเด็นสำคัญอะไรอันหนึ่ง ก็ได้. ถ้าคำอธิบายนั้นดี คือตัวศาสตร์นั้นดี ก็เอาตัวศาสตร์นี้เป็นตัว text ไปเสียก็มี. แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเรียกว่า "ศาสตร์" นี้ จะต้องเล็งถึงคำอธิบายที่ดีเลิศ คือที่ เป็นสบหลักวิชา, เป็น scientific คือทนต่อการพิสูจน์, เป็นที่พอใจต่อบัณฑิต นักปราชญ์ อย่างนี้เรียกว่า "ศาสตร์". ที่พวกเรามีกลุ่มขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เรียกว่ากลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ ก็หมาย ความว่า : จะเป็นกลุ่มที่รู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับพุทธหรือพุทธศาสตร์ ซึ่งแวดล้อมอยู่ รอบ ๆ พุทธศาสนา, นั่นก็คือจะต้องรู้ไปถึงเรื่องที่ต่ำลงไป เช่นศีลธรรมของพุทธศาสนา หรือสูงขึ้นมาถึงจริยธรรม ศีลธรรมในที่นี้หมายถึง moral หรือ morality : ส่วนจริยธรรมในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เรียกว่า ethics และสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" นั้น เราหมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันว่า religion. คำอธิบายบางประเภทเป็นไปในลักษณะของปรัชญา ซึ่งเรา เรียกว่า philosophy ของพุทธศาสนา หรือเนื่องกันอยู่กับพุทธศาสนา; แล้วยังมีปลีก ย่อยออกไป คือพุทธศาสนาที่มองดูหรืออธิบายกัน ในแง่ศัพท์ logic หรือ ในแง่ของ จิตวิทยา psychology ก็ยังมีอีกหลายแขนง ; กระทั่งถึงแขนงที่คนสนใจกันมากที่สุด คือแขนงที่ เป็น "ศิลป" หรือเป็น art ซึ่งหมายถึงศิลปถึงการมีชีวิตเป็นอยู่อย่างงดงาม หรือศิลปในการที่จะเอาชนะความทุกข์ ซึ่งเอาชนะได้แสนยาก ไม่มีอะไรจะยากเท่า. อย่างนี้มองดูแล้วเป็นศิลป, อาจเข้าในหลักเกณฑ์หรือความหมายของคำว่า art ทั้งนั้น ซึ่งพวกฝรั่งเขาสนใจมาก. เขาเรียกว่า Buddhist art คือ ศิลปของพุทธบริษัทโดยเฉพาะ คือการต่อสู้กับกิเลสจนชนะนั่นเอง แล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างงดงาม น่าดู น่าชม อย่างยิ่ง ; นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ศิลป์" ในที่นี้. เราไม่ได้หมายถึงเขียนภาพสวย ๆ ตามฝาผนังโบสถ์
น.344 หรือสร้างโบสถ์มีเครื่องประดับสวย ๆ ว่านั้นเป็นศิลปของพุทธ ; ไม่ใช่. นั่นมัน เป็นศิลป หรือศิลปกรรมอะไร ๆ ทั่ว ๆ ไป ; หรือยิ่งกว่านั้น เราอาจจะมองดู พุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ คือเป็นสิ่งที่อาศัยหลักการค้นคว้าและพิสูจน์ ทดลอง. แม้ว่าเรื่องทางพุทธศาสนาจะไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ แต่ก็สามารถที่จะมีหลักเกณฑ์ ที่จะพิสูจน์ค้นคว้าและทดลอง เอาผลแน่นอนเป็นเครื่องยืนยันตรงที่ว่า : ถ้าทำลงไป อย่างนี้แล้วความทุกข์ในจิตใจไม่เกิดขึ้น ; หรือเป็นข้อปลีกย่อยออกไปว่า ถ้าทำลงไป อย่างนี้แล้วความโลภไม่เกิด, ถ้าทำลงไปอย่างนี้แล้วความโกรธไม่เกิด, ถ้าทำลงไป อย่างนี้แล้วความโง่ไม่มี, อย่างนี้เป็นต้น. เมื่อสามารถพิสูจน์ได้อย่างนี้ ก็ถือว่า อาจจะสงเคราะห์นับรวมเข้าในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งได้เหมือนกัน. ทีนี้มันเนื่องจากว่าคนเราเคยชินแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ทางวัตถุอย่างเดียว พอไปกล่าวขึ้นว่า หลักพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ หรือสบหลักวิทยาศาสตร์ อย่างนี้ก็พากันงง ; แต่มันอาจจะงงอยู่แต่ในพวกที่ไม่รู้. ส่วนพวกฝรั่งที่เป็นนักศึกษา เขาก็รู้ดี เขาไม่งง. นั่นแหละขอให้เราทุกคนมองดูให้กว้างอย่างนี้ แล้วจะได้รับผลดี คือว่าจะสามารถทำประโยชน์ได้กว้างขวาง ; และดีกว่านั้นอีกก็คือ พอใจ สนุกสนาน ไปในการกระทำนั้น โดยไม่ต้องไปหาความสุขจากวัตถุหรือจากสิ่งอื่น ; มีความ สนุกสนานไปในการศึกษา หรือปฏิบัติธรรมะนั่นเอง ; เป็นผลเลิศอย่างนี้ ปลอดภัย อย่างยิ่ง ได้รับผลดีอย่างยิ่ง มีความสุขอย่างยิ่ง. ขอให้สมาชิกกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ มี prospect ไว้กว้าง ๆ และมากพอ ถึงขนาดดังกล่าวมานี้; จะเป็นองค์การที่ดีถึงกับประเสริฐ มีประโยชน์กว้างขวางได้ สมกับที่เราอุตส่าห์เสียสละกันจริง ๆ เพื่อดำเนินกิจการนี้ให้ยังคงอยู่ โดยเฉพาะก็คือ บรรดาท่านที่เป็นกรรมการของกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ ซึ่งต้องรับภาระ ต้องเหน็ดเหนื่อย
น.345 ต้องหมดเปลือง. ถ้ามองเห็นแล้วก็จะได้รู้จักเก็บเกี่ยวผล คือความอิ่มอกอิ่มใจ ในขั้นแรก มีความสุขอย่างแท้จริง ที่เกิดมาจากการกระทำอันนี้ ซึ่งเป็นความสุขที่ผิด ไปจากความสุขที่เกิดจากเงินทองหรือวัตถุ, และยังเป็นความสุขที่ประเสริฐยิ่งไปกว่า ความสุขที่เกิดมาจากวัตถุ จึงขอให้สนใจ. สำหรับการบรรยายในวันนี้ จะตั้งใจชี้ให้เห็นถึงความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "พุทธศาสตร์" ของเรา โดยให้มองเห็นกว้างออกไปตลอดถึงขอบเขตทั้งหมดของคำ ๆ นี้. ได้กล่าวมาแล้วว่า ขอบเขตนั้นจะต้องกินความลงไปจนถึงสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม หรือ morality แล้วก็สูงขึ้นมาถึง จริยธรรม หรือที่เรียกว่า ethics แล้วก็มาถึง ศาสนา ตัวศาสนาโดยตรง แล้วก็มาถึง ปรัชญา หรือ จิตวิทยา หรือ ศิลป หรือ ศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์ของพุทธศาสนา; แต่ดูเหมือนว่าใน บรรดาทุก ๆ แขนง แขนงที่เรียกว่า ศีลธรรม และจริยธรรม และศาสนา ๓ แขนงนี้ สำคัญกว่าอย่างอื่นหมด. ดังนั้น เราควรจะเข้าใจคำว่า ศีลธรรม จริยธรรม และ ศาสนากันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. ส่วนที่ ๑ สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม เราจะต้องศึกษาพร้อมกันไปกับสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม; คือ ศีลธรรมนั้น ตรงกับ moral หรือ morality, และจริยธรรมนั้นตรงกับคำว่า ethics ; ethics ขยายความออกเป็น moral philosophy, ซึ่งที่แท้ก็คือ ปรัชญาของศีลธรรมนั่นเอง เรียกว่า ethics หรือ จริยธรรม. การบัญญัติคำต่าง ๆ ขึ้นนี้ คนอื่นอาจจะบัญญัติ เป็นอย่างอื่น แต่เท่าที่เอามากล่าวนี้ ถือเอาตามที่เขาใช้อยู่เป็นสากลระหว่างชาติ ในหมู่นักจริยธรรม หรือ ethicist ของโลก ; เพราะฉะนั้นเราอย่าไปตั้งเอาเอง เอาตามที่เขาใช้กันอยู่มันสะดวกกว่า. และเราจะพูดกับเขาเหล่านั้นรู้เรื่องง่ายกว่า.
น.346 Moral หรือ morality เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ศีลธรรม, ส่วน ethics หรือ moral philosophy นี้ เราเรียกกันว่า จริยธรรม. ๒ อย่างนี้ เรายังไม่ถือว่าเป็น ตัวศาสนา ซึ่งเราเรียกว่า religion. สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้น เขามีขอบเขตไกลลงไป จนถึงมนุษย์สมัย primitive คือสมัยอายุหิน หรือสมัยที่มนุษย์ยังคล้ายกับสัตว์ และ นักศีลธรรมบางคนยัง รวบเอาสัตว์เข้ามาไว้ในขอบเขตของศีลธรรม ที่จะต้องศึกษา จะต้องรับรู้ จะต้องบัญญัติศีลธรรมให้ใช้ได้กับสัตว์ด้วย อย่างนี้ก็มี; ขอบเขตมัน ก็ไกลมากอย่างนี้. แล้วเราไม่อาจจะกล่าวลงไปได้ว่า ศีลธรรมตั้งต้นขึ้นในโลกตั้งแต่ เมื่อไร? หรือยุคไหน? ไม่มีในประวัติศาสตร์, เป็นเรื่องก่อนประวัติศาสตร์, และไม่มีใครอาจจะระบุลงไปว่า ศีลธรรมนี้มันตั้งต้นขึ้นในโลกเมื่อไร ? ดังนั้น จึงได้ แต่กล่าวรวม ๆ ว่า เมื่อมนุษย์รู้จักความยากลำบากในการที่ไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ในการที่จะ ประพฤติต่อกัน จึงเริ่มมีศีลธรรมขึ้นทีละเล็กละน้อย : นับตั้งแต่เรื่องที่ขโมยกัน เบียดเบียนกัน ก็มีการสมมุติให้มีบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาลงโทษคนที่ขโมย หรือทำผิดอย่างอื่น ยกย่องสรรเสริญคนที่ทำถูกทำดีอย่างนี้ ก็เรียกว่าศีลธรรม มันได้ตั้งต้นขึ้นมาแล้ว. อย่างนี้ในคัมภีร์บาลี คัมภีร์เก่า ๆ ที่เรียกว่าคัมภีร์บาลี ก็เรียกว่ายุคพระเจ้าสมมติราช. ฟังดูก็น่าขัน. พระเจ้าสมมติราชนี้ ถือกันว่าเป็นกษัตริย์องค์แรกในโลกที่ประชาชนสมมุติ ขึ้นมาเอง ; เพราะเขาเป็นอยู่ด้วยการเบียดเบียนกัน และเขาเดือดร้อนระส่ำระสาย มากเข้า ; เกิดความคิดว่า ให้สมมุติคนสักคนหนึ่งที่มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างสวยงาม เฉลียวฉลาด เป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป ให้คนนี้เป็นผู้มีอำนาจที่จะลงโทษคน ทำผิด แล้วก็ให้รางวัลคนที่ทำถูก หรือยกย่องคนที่ทำถูก ซึ่งมีหลักส่วนใหญ่ ๆ อย่างนั้น. ทีนี้พอทดลองระบบนี้มาได้ไม่เท่าไรมันก็เกิดผลทันตา คือว่ามีความสงบสุข จนถึงกับว่า ไม่มีอะไรเป็นที่เดือดเนื้อร้อนใจ ขนาดที่ว่านอนก็ไม่ต้องปิดประตูเรือน อะไรทำนองนี้, ไม่มีขโมย ซึ่งมีความหมายว่าอย่างนั้น, มนุษย์ก็เลยร่าเริงกันใหญ่ มีคำที่หลุดออกมา จากปากโดยบังเอิญโดยไม่ได้เจตนา เป็นคำอุทานว่า "ราชา ราชา".
น.347 คำว่า ราชา นี้แปลว่า เป็นที่ยินดีอย่างยิ่ง แสดงความรู้สึกว่าเป็นที่ยินดี อย่างยิ่ง. ถ้าหากจะแปลอย่างสมัยนี้ตรง ๆ ที่จะฟังง่ายหรือเป็นไปได้ คือว่าวิเศษจริง วิเศษจริง พร้อมกับสุดปาก, หรือแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าพอใจเต็มที่ ถึงขนาดที่เรียกว่า มันวิเศษจริง. คำว่า ราชา นี้ ตัวหนังสือแท้ ๆ แปลว่า ยินดี ยินดี ถึงขนาดอย่างยิ่ง; บุคคลที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี พอใจของคนทั้งหลายอย่างยิ่ง เรียกว่า "ราชา" ก็เลยเรียกบุคคลคนนี้ว่าเป็นสมมติราชหรือเป็นพระราชาองค์แรก ของโลก. นี่มันเป็นเรื่องประเมิน กล่าวอย่างประเมิน ๆ ไม่มีใครระบุยุคระบุเวลา อะไรได้ ; เพียงแสดงเค้าเงื่อนว่าสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้น มันได้เป็นมาถึงที่สุด ในหมู่มนุษย์ตามความหมายของคำว่า ศีลธรรม. ทีนี้ก็ลองสังเกตดูที่ว่าในชั้นอย่างนี้ในระยะอย่างนี้ มนุษย์ไม่มีปัญญาที่จะ วิพากษ์วิจารณ์ ในสิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" นี้ ในแง่ของปรัชญาเลย. เพราะฉะนั้น ก็แปลว่า moral philosophy ยังไม่มีเลยในหมู่ชนเหล่านั้น ก็เอากันแต่เท่าที่จะรู้จะเห็น จะรู้สึกได้ด้วยปรากฏการณ์เฉพาะหน้าว่า ทำอย่างนี้มันไม่มีความทุกข์ก็แล้วกัน อยู่กัน เป็นสุขก็แล้วกัน. ศีลธรรมจึงมีขอบเขตเพียงเท่านี้ ; ไม่มาตั้งปัญหาว่าเพราะเหตุไร ? เพื่ออะไร ? มีขอบเขตอย่างไหน ? ซึ่งเป็นเรื่องของ philosophy จึง ในยุคต่อๆ มา. เมื่อคนมีปัญญามากขึ้นจึงตั้งปัญหาว่า : - เพราะเหตุใด ? แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ? และทำเท่าไร ? มีสิทธิพิเศษมีข้อแม้ข้อยกเว้นอะไรอย่างไร ? มันมีปัญหาทางความ คิดนึกสติปัญญามากขึ้นที่จะไปแก้ไขปรับปรุงศีลธรรมเดิม ๆ นั่นเอง. เพราะฉะนั้นจึง เรียกอันนี้เสียใหม่ว่า moral philosophy ซึ่งมักจะเรียกสั้น ๆ ว่า ethics เขาให้คำ นิยามของคำว่า ethics ไว้ว่า The systematic study การศึกษาซึ่งจัดเป็นระบบ "System of the utmost problem" ของปัญหาที่สูงสุด เด็ดขาด of human conduct แห่งการกระทำของมนุษย์.
น.348 มันต้องเป็นเรื่องค้นคว้าศึกษาชนิดที่เป็นระบอบ ระเบียบ หลักเกณฑ์ แล้วก็ต้องเป็นปัญหาที่ลึกที่เข้าใจยาก และเป็นปัญหาเด็ดขาดไป ทำผิดไม่ได้ ต้องถูก ต้องที่สุด ที่เกี่ยวกับการประพฤติกระทำอย่างมนุษย์, human conduct เรียกว่า. กระทำประพฤติอย่างมนุษย์ ซึ่งเหนือขึ้นมาจากการกระทำอย่างสัตว์ซึ่งเรียกว่า animal behaviour. จะต้องสังเกตคำสองคำ หรือคำคู่นี้ไว้ให้ดีว่า : human conduct และ animal behaviour. สำหรับคนก็ใช้คำว่า conduct การประพฤติหรือกระทำนั้น ; แต่ที่สัตว์เขาไปใช้คำว่า behaviour. ทำไมไม่ใช้ว่า conduct ? เพราะว่าการกระทำ ของสัตว์และของคนนี้ มันไม่อาจจะจัดไว้ในลำดับเดียวกันได้ จึงใช้คำต่างกัน. ขอบเขตของ ethics มันจึงหยุดอยู่ แต่ human condut เขาวาง ไว้สูงกว่าขอบเขตของศีลธรรม ซึ่งจะเล็งไปให้เห็นอกเห็นใจกันแก่สัตว์ หรือยก สัตว์ขึ้นมาในขอบเขตอย่างนี้. แต่ถึงอย่างนั้น นักจริยธรรมที่ดีเขาก็แย้งว่า ขอบเขต ของ ethics นี้ควรจะถึงสัตว์เหมือนกัน คือเอาสัตว์เข้ามาสู่วงการพิจารณาวินิจฉัย ว่าจะต้องวางระเบียบอย่างไรที่จะไม่กระทบกระเทือนถึงสัตว์ หรือเป็นการเสียหาย แก่สัตว์ด้วยเหมือนกัน. นี่ลองคิดดูว่ามนุษย์เริ่มจะมีความคิดขึ้นในจิตในใจ เกี่ยวกับ ศีลธรรมและจริยธรรมอย่างไร. ความเป็นมาของศีลธรรมมันก็มีมาในลักษณะที่เรียกว่า common sense ที่สุด เท่าที่จะรู้สึกได้ง่าย ๆ; เหมือนว่าพอถูกเขาขโมยเราก็ไม่ชอบ ไม่อยากมีขโมย แล้วก็ออกกฎไม่ขโมย ออกประเพณีขนบธรรมเนียมไม่ขโมย นี้มันก็พอแล้ว ไม่ต้อง ตั้งปัญหาอะไรให้มากไปกว่านั้น. แต่แล้วไปอิงอาศัยระเบียบขนบประเพณีที่วางขึ้น หรือที่บัญญัติขึ้นว่าต้องทำกันอย่างเคร่งครัด ซึ่งก็เรียกกันว่า Tabu. คำว่า Tabu นี้ แปลว่า "forbidden" forbidden เท่ากับ ห้าม, ถูกห้าม. มีหลักใหญ่ ๆ ของ Tabu
น.349 นี้เกี่ยวกับอาหารอย่างหนึ่ง, เกี่ยวกับการสร้าง หรือการกระทำสิ่งใดขึ้นมา เกี่ยวกับ ความคงอยู่ได้ของลูกหลานที่จะเกิดตามขึ้นมาอย่างหนึ่ง. แปลว่ามนุษย์สมัย primitive นั้นไม่ค่อยสนใจอะไรสักกี่เรื่อง : เรื่องที่ ๑ คือสนใจเกี่ยวกับเรื่องอาหาร เป็นเรื่องแรกว่าจะหาอาหาร อย่างไร จะกินอาหารอย่างไร จึงจะไม่เกิดโทษหรือถึงกับตายขึ้นเพราะอาหารนั้น. เพราะฉะนั้นถ้าอันไหนมันทำไม่ได้ กินเข้าไปแล้วมันตาย หรือว่าไปเกี่ยวข้องแล้วมันตาย เขาก็เรียกว่า Tabu ไปหมด ; เกี่ยวกับอาหารมีมากมาย ตั้งแต่แสวงหา ตั้งแต่ปรุง กระทั่งทำ แล้วก็กระทั่งบริโภค. เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับ product คือ ผลิตกรรม; นี้ก็หมายถึงว่า จะทำ อะไรขึ้นมาใช้สอยในบ้านในเรือน หรือทั่วไปก็ตาม มีอะไรทำได้และมีอะไรห้ามไม่ให้ทำ สิ่งที่ห้ามไม่ให้ทำ สิ่งนั้นก็เป็น Tabu. เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับ survival of the offspring คือว่า คนที่เกิดตาม ๆ กันมา เขาก็รู้จักสังเกตเรื่องเกี่ยวกับความที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาอย่างไร เช่นว่าตั้งครรภ์ อย่างไร เกิดอย่างไร แตกเนื้อหนุ่มอย่างไร มีโลหิตระดูอย่างไร แต่งงานอย่างไร คลอดบุตรอย่างไร, กระทั่งในที่สุด การเป็นการตายลงไปอย่างไรนั้น ; มันเกี่ยวกับ คนทั้งนั้น. ฉะนั้น Tabu ในเรื่องนี้จึงมีมาก มากมายกว่าเรื่องอื่น และเรียกรวมสั้น ๆ ด้วยคำสั้น ๆ ว่า Tabu ภาษาอะไรก็ยากที่จะกล่าวได้ แต่ในวงจริยธรรม เขาใช้คำว่า Tabu เป็นภาษาอะไรก็ยากที่จะกล่าวได้ คำแปลเป็นภาษาธรรมดาว่า forbidden คือห้าม, สิ่งที่ถูกห้าม. เราจะเห็นได้ว่า Tabu นั้นคือศีลธรรมอันแรกของมนุษย์ แล้วมันก็ ถูกปรับปรุงแก้ไขเรื่อย ๆ ขึ้นมาตามลำดับ ; คือว่า คนยุคป่าเถื่อนนี้ฉลาดขึ้นมาเรื่อย ๆ
น.350 รู้จักสังเกตในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคน เช่น เรื่องความกล้าหาญ ความขี้ขลาด นี่คู่หนึ่ง. เขารู้จักสังเกตว่ามันต่างกันอย่างไร ควรจะทำอย่างไร แล้วก็บัญญัติ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนั้นขึ้นมาใหม่ จึงค่อยน่าดูขึ้น สิ่งที่เรียกว่า Tabu นั้นค่อย ๆ ลึกซึ้งและน่าดูขึ้น, กระทั่งความรู้สึกทางจิตใจอย่างอื่น เช่น ความรัก ความเมตตา ความมีใจกว้างขวาง จนกระทั่งความเห็นโทษของ over sex คือความมักมากในทาง กามารมณ์เกินไป เหล่านี้เขาก็รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโน้น และก็บัญญัติเป็น Tabu ที่สูง ขึ้นมาเป็นศีลธรรมที่ดีขึ้น ; ซึ่งในยุคต่อมาก็ได้กลายเป็นสิ่งซึ่งเราเรียกว่า กฎหมาย หรือจริยธรรม หรือศาสนา หรือวัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ ล้วนแต่ตั้งรากฐานขึ้นมา จากสิ่งที่เรียกว่า Tabu ของคนสมัย primitive ทั้งนั้น. เมื่อกล่าวถึงเรื่องทางศีลธรรมมันมีขอบเขตอย่างนี้ แล้วมันดำเนินมาโดย ไม่ต้องใช้เหตุผลทางปรัชญาหรือทางตรรกวิทยา ซึ่งมันไม่เกี่ยวข้องเลย, มันเกี่ยวข้อง กับ common sense เรื่อย จนมาอยู่ในรูปของศีลธรรมที่เราเห็น ๆ กันอยู่ในยุคนี้ว่าจะ ประพฤติต่อกันอย่างไร ; ไม่เอาเหตุผลทาง logic ทาง philosophy ทางอะไร มาเกี่ยวข้อง ; เอาเหตุผลสามัญสำนึกของมนุษย์ที่รู้สึกได้อย่างไร เป็นหลักเสมอไป ; นี่แหละขอบเขตของศีลธรรม หรือ morality อยู่อย่างนี้. นี่ขอให้เข้าใจไว้ว่า เป็นส่วนหนึ่งหรือแผนกหนึ่ง ซึ่งเราจะรวมไว้ในคำว่า “พุทธศาสตร์" ด้วยเหมือนกัน. ส่วนที่สองที่เรียกว่า “จริยธรรม" หรือ "ethics" นี้ก็ได้บอกแล้วว่า ขยายความออกไปว่า moral philosophy คือ ปรัชญาของ ศีลธรรมนั่นเอง. อันนี้มันมาในสายของสติปัญญา คือ ไม่เอาสามัญสำนึก หรือ common sense ละทีนี้. มนุษย์พวกนี้เขาเกิดฉลาด คือ เขานิยมความฉลาด ; เขาจะตั้ง ปัญหาต่าง ๆ โดยไปสังเกตเข้าที่ศีลธรรม หรือ morality นั้นก่อน ; แล้วจึงตั้งปัญหา เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ในรูปของเหตุผล ในรูปของการคำนึงคำนวณเผื่อไปให้ไกล ๆ เพื่อ
น.351 เล็งผลเลิศนี่มากยิ่งขึ้น ; หรือเพื่อค้นคว้าหามูลเหตุที่แท้จริงที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือว่าค้นคว้าหาหลักเกณฑ์ในทางที่จะบัญญัติใหม่ ๆ เราจะเห็นได้ว่า มันไม่ใช่เรื่อง ศีลธรรม แต่มันเป็นเรื่องปรัชญาของศีลธรรมไปเสียแล้ว แล้วมันก็ออกไปจากศีลธรรม นั่นเอง ไม่อาจจะออกมาจากสิ่งอื่นได้ แต่ว่ามัน develop จากส่วนที่เป็น practice ไปเป็นส่วนที่เป็น theory มากขึ้นทุกที จาก moral practice ไปสู่ philosophical มากขึ้น ทุกที นี่ก็เป็นเรื่องจริยธรรม. ในที่สุดก็พบอุดมคติที่ลึก ที่แปลก ที่ใหม่ ๆ ขึ้นมามากจนแยกแขนงออกไปเป็นกฎหมาย หรือว่าไปเป็นศาสนา หรือเป็นวัฒนธรรม ต่าง ๆ อย่างที่กล่าวแล้ว เพื่อให้เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า "จริยธรรม" ให้ดีขึ้น ก็ต้องศึกษาศาสตร์ให้ดีขึ้น แล้ว ก็ต้องศึกษากฎเกณฑ์ที่เขาวางขึ้นเป็นระเบียบ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก แม้ว่ามันเป็นเรื่องที่ชวนง่วงนอน คือว่าสิ่งที่เราจะต้องเอามาเป็นหลักสำหรับพิจารณา วางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ moral philosophy ที่เขาวางไว้ ๕ เรื่องด้วยกัน : - เรื่องแรก เรื่องที่ ๑ ก็คือ ความดีที่สุดของมนุษย์. ลองฟังดูว่า ความดีที่สุดของมนุษย์ เขาก็ใช้เป็นคำกลาง ๆ ทั่วไปทุก ๆ ภาษาว่า Summum Bonum เป็นภาษาลาติน. พวกตะวันตก ถ้าเขาจะบัญญัติคำอะไร ที่เป็นกลาง ๆ ระหว่างภาษาทุกภาษาเขานิยมใช้ภาษาลาติน ฉะนั้นเขาจึงใช้คำว่า Summum Bonum ; เกิดขึ้นในวงการค้นคว้าจริยธรรมทุก ๆ ภาษา. ถ้าแปลออกมา เป็นภาษาธรรมดา ก็คือ highest good นั่นเอง, แปลว่า ความดีอย่างสูงสุดนั้นเอง, แล้วเขาก็ขยายความต่อไปว่า : Utmost goodness that man can get in the very life, -แปลว่า ความดีสูงสุดที่มนุษย์จะต้องถึงให้ได้ในชาตินี้. ทั้งนี้ก็เพราะว่า นัก จริยธรรมไม่ยอมรับพระเป็นเจ้า; ซึ่งพวกที่ถือพระเป็นเจ้ามักจะฝากไว้ว่า เราไป ดีกันต่อตายแล้ว, ไปอยู่กับพระเป็นเจ้าแล้วเป็นดีที่สุด. นี่นักจริยธรรมเขาไม่ยอม เขาจึงมีว่า : in this very life, ทั้ง this ทั้ง very ทีเดียว ให้มันยิ่งขึ้นไป ต้อง ในชาตินี้จริง ๆ.
น.352 ก็เช่นเดียวกับพุทธศาสนาเรา ไม่ยอมให้ตั้งปัญหา ชนิดที่ให้วางหลักเกณฑ์ อะไรเผื่อสำหรับชาติหน้าซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ ; ฉะนั้นการดับทุกข์ต้องดับกันชาตินี้ ; นี่แหละมันเหมือนกัน. เห็นได้ว่าเราสบหลักจริยธรรมสากลอยู่แล้วในข้อนี้ : คือข้อ ที่ว่าไม่ต้องมีโลกหน้าหรือโลกพระเจ้า. ข้อแรก นี้ก็คือว่า อะไรเล่าเป็นความดีที่สุดของมนุษย์ ? หรือแม้จะ หยุดเพ่งเล็งไปในทางความคิดหรือความมุ่งหมายก็ยังได้ จะเป็น human conduct aim, หรือว่าจะเป็น ideal aim ก็ได้. human conduct ทำ ideal aim คือหวัง ๆ อย่าง มีอุดมคติ จะเป็นอุดมคติก็ตาม การกระทำก็ตาม ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน อะไร ๆ ถามกัน อยู่เรื่อย ตั้งปัญหากันขึ้นมาเรื่อย จนกระทั่งค้นพบว่ามันคืออะไร. ข้อที่ ๒ เราก็จะต้องคำนึงถึงทางมาหรือต้นกำเนิดแห่งความรู้ ที่จะทำให้เรารู้ว่าอะไรดีที่สุด. นี่ก็จะเป็นเครื่องรับประกันว่าความเข้าใจนั้นมันถูก ที่ว่าไปนั้นมันถูก. ฉะนั้นก็ต้องมีหลัก คือความรู้ที่ทำให้เรารู้ว่าอะไรผิดหรืออะไรถูก เสียก่อน นี่เป็นข้อที่สองจึงจะรู้ได้ว่าอะไรดีที่สุด เหมือนที่กล่าวในข้อที่หนึ่ง. ข้อที่ ๓ เรียกว่า sanction เราจะต้องคำนึงถึง sanction คือ สิทธิที่จะเข้าไปแทรกแซงผู้อื่น. เราจะเห็นได้ว่า นักบัญญัติจริยธรรมนี้เขา รอบคอบมาก ไม่ใช่เขาเป็นเพียงแต่บัญญัติว่า : จงทำอย่างนั้น จงทำอย่างนี้ ถูกแล้ว ดีแล้ว เพราะเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ; ไม่ใช่; เพียงเท่านั้นก็ไม่ใช่; เขายัง คิดนึกกว้างออกไปอีกว่า สิทธิของการแทรกแซง ; เช่นว่า เมื่อคน ๆ หนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง ประพฤติไม่ดีไม่งาม คนอีกพวกหนึ่งซึ่งหวังในความดีความงามมีสิทธิแทรกแซง, คือเข้าไปขัดขวางทีเดียวว่า, พวกที่ทำนั้นไม่ถูกเพียงเท่าไร? มีขอบเขตอย่างไร ? นี่เรียกว่า "สิทธิแทรกแซง" หรือ "sanction",
น.353 เรามักจะมีปัญหา เพราะว่าเราไม่รู้ในเรื่องนี้ เช่นอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นว่า : เมื่องูมันกัดกบอยู่หรือกัดเขียดอยู่ เราเข้าไปช่วยเขียดหรือกบ มันเป็นการ sanction แล้วมันถูกไหม ? การ sanction นี้ทางจริยธรรมวางหลักไว้ให้ sanction ได้เพียง เท่าไร ? อย่างนี้เป็นตัวอย่างเรื่อง sanction. ฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจบ้างเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเราก็จะรำคาญตัวเอง; เช่นว่า ไม่ช่วยเขียดในปากงูก็นึกรำคาญตัวว่า ไม่ถูกกระมัง, หรือถ้าไปช่วยเขียดก็สงสัยว่ามันจะเสียประโยชน์แก่ง มันก็จะไม่ถูก อีกกระมัง. นี่มันก็เป็นปัญหาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงควรมีความรู้เรื่อง sanction หรือขอบเขตของการ sanction. ข้อที่ ๔ ก็ให้เล็งถึง motive คืออำนาจหรือกำลังที่จะผลักดัน ให้เราประพฤติศีลธรรม หรือต่อต้านฝ่ายอธรรม นี่ว่าจะมีอะไร ? มีกำลัง อะไรมา ? ต้องพิจารณาด้วย. ถ้าวางหลักไว้ไม่ถูกต้องแล้ว มันก็จะตัดหนทาง ของกำลังหรืออำนาจที่จะมาใช้เป็นเครื่องกระตุ้นใจ หรือกำลังใจให้กระทำ เสียเป็น อย่างมากทีเดียว ; ฉะนั้นจึงเรียกว่าปัญหาเกี่ยวกับ motive ซึ่งจะสนับสนุนในการกระทำ ที่ถูกต้องนั้น. ข้อที่ ๕ ข้อสุดท้าย ซึ่งบางพวกก็ไม่นับ บางพวกก็นับเข้ามาใน ขอบเขตนี้ ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า อิสรภาพทางจิตใจ คือ free will เราจะมีหลักให้ อิสระกันเพียงไหน นี้มันไม่ง่ายเลย มันยากอย่างยิ่ง เพราะว่าเราจะอิสระเลยขอบเขต, คิดนึกอะไรตามชอบใจ จนออกไปนอกวงของศีลธรรม, หรือกระทั่งไปเหยียบย่ำเอา พระเป็นเจ้าเข้าก็ได้, ถ้า free will มันมากเกินไปโดยไม่มีขอบเขตหรือหลักเกณฑ์ ในศีลธรรม. ครั้นถ้าเราจะไม่มีเสียเลย เราก็จะขลาดจนไม่กล้าคิด ไม่กล้านึก ในสิ่ง ที่เป็นพวกทำให้เจริญขึ้น. เพราะฉะนั้นจึงต้องรู้ขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า free will นี้ ด้วยเหมือนกัน. เราน่าจะนึกถึงว่า เราเด็ก ๆ รุ่นหลังนี้มีปัญหาเรื่อง free หรือ
น.354 เป็นอิสระกันเกินขอบเขตของศีลธรรมหรือยัง ? นี่เป็นปัญหาเล็กน้อย. พวกเด็ก ๆ เขาอาจจะแย้งว่า เรามีอิสระที่จะ free เขาก็ free จนไม่มีขอบเขต จนผู้ใหญ่ทน ไม่ได้ จนศีลธรรมเสื่อมไป. ผู้ใหญ่ว่าไม่ไหว แต่เด็กว่ายังดีอยู่ นี่แหละ ปัญหาเรื่อง free will ข้อที่ ๕. ฉะนั้นถ้าเรามีสติปัญญา วางหลักเกณฑ์ปฏิบัติเกี่ยวกับหลักทั้ง ๕ ข้อนี้ได้แล้ว ก็เรียกว่า ได้วางกฎเกณฑ์แห่งจริยธรรมที่ถูกต้อง หรือมี moral philosophy ที่ถูกต้อง. นี่มันเป็นเรื่องของสติปัญญาไปทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างศีลธรรมเสียแล้ว ขอให้ สนใจเป็นพิเศษ. ทีนี้อยากจะให้ทราบถึงรายละเอียดของสิ่งทั้ง ๕ นี้เท่าที่ควร ซึ่งอาตมาคิดว่า จะเป็นประโยชน์แก่สมาชิกกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ อย่างมาก : เรื่องที่ ๑ ก็กล่าวแล้วว่า Summum Bonum คือ ความดีที่สุด ของมนุษย์. นี้ถ้าเราจดจำให้แม่นว่า ความดีที่สุดของมนุษย์นี้เขาบัญญัติไว้อย่างไร ; แต่ถ้าตัวเองจะใช้สิทธิพิเศษแหวกความคิดอิสระก็ได้ ก็จงคิดไปตามความคิดของตัว แล้วไปเทียบกัน. ความดีที่สุดของมนุษย์เขาวางไว้ ๔ อย่าง คือ : - ๑. ความสุข. นี่เราเห็นได้ชัดว่า มนุษย์ยุคไหน สมัยไหนก็ตาม จะเล็ง จะเพ่งเล็งถึงสิ่งที่เรียกว่า ความสุข ก่อนสิ่งอื่นเสมอไป. ความสุขในที่นี้ หมายถึง "ความสุขจริง ไม่ใช่ความสุขทางวัตถุ"; แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่สุข ทางวัตถุ เนื่องจากเขาบัญญัติไว้ว่าสุขจริงก็แล้วกัน, สุขที่แท้จริงก็แล้วกัน. ทีนี้สุข ที่แท้จริงจะเป็นเรื่องทางวัตถุไปไม่ได้ : - บางทีเขาใช้คำว่า happiness และบางทีเขา ก็ใช้คำว่า blissfulness. ถ้าใช้คำว่า blissfulness แล้วมันก็รับประกันได้ดีกว่า happiness ; happiness มันอาจจะเอียงไปทางวัตถุบ้างก็ได้ แต่ถ้า blissfulness แล้วมันเรื่องทางจิต ทางนามธรรมล้วน และเป็นธรรมะอย่างยิ่งด้วย. เราจะต้อง
น.355 ได้สิ่งนี้เป็นข้อแรก คือต้องเล็งถึงสิ่งนี้ก่อนเป็นข้อแรก คือให้ "ความสุขเย็น" ก็แล้วกัน, สุข "ข" สะกด ไม่ใช่ "สุกร้อน" ซึ่ง "ก" สะกด ; เรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เนื้อหนังเหล่านี้มันเป็นเรื่อง "สุก" "ก" สะกด ไม่ใช่สุข "ข" สะกด ฉะนั้นต้องมีอะไรที่ถูกต้องจึงจะตรงกับคำว่า blissfulness ; จึงแนะว่าต้องเป็น อย่าง "ข" สะกด. ๒. เรียกว่า ความเต็ม perfection ที่แปลว่า เต็มนั่นเอง. เขาหมายถึง ความเต็มของมนุษย์ นี่เราก็ชักจะร้อน ๆ หนาว ๆ แล้วละ ด้วยสงสัยว่าเรานี่เต็มหรือ ไม่เต็ม? เราทุกคนนี้เป็นมนุษย์ที่เต็ม เต็มตามความหมายของมนุษย์หรือยัง ? ต่อเมื่อเต็มนั่นแหละจึงจะเป็น summum bonum ถ้ามันยังพร่องอยู่ มันก็ยังไม่ใช่. นักคิดบางคนเขาว่า มนุษย์ทั่วไปนี้อย่างดีแล้วก็ยังพร่องอยู่ตั้ง ๑๕ เปอร์เซ็นต์. ใครจะว่าก็ตามใจเถอะ เราอย่าไปออกชื่อ การที่ถือว่า มนุษย์ธรรมดาสามัญที่ว่าอย่างดี ที่สุดแล้ว ยังบกพร่องอยู่ตั้ง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี้คือไม่ perfect ละ ; เพราะฉะนั้น การ perfect มันมีความหมายของมันโดยเฉพาะอย่างหนึ่ง ซึ่งเราจะเข้าใจได้ต่อเมื่อเขา ฟังครบทั้ง ๔ อย่าง เพราะฉะนั้น ขอให้เชิญฟังต่อไป คือที่ว่า "เต็ม" หรือ "ไม่เต็ม" นี้ "เต็ม" หมายถึงมี ๔ อย่างครบ. ๓. เขาเรียกว่า duty duty นี้ฟังดูก็คล้ายกับง่าย ๆ ลุ่น ๆ ว่า หน้าที่ การงาน แต่เขาขยายความไว้ชัดว่า “Duty for the duty's sake หน้าที่เพื่อประโยชน์ แก่หน้าที่". นี่ฟังดูให้ดี หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่เท่านั้น ; ถ้าหน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่เงิน แก่ชื่อเสียงกันละก็ไม่ใช่ ; ไม่มีทางที่จะเป็น summum bonum. ทีนี้ การทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่นั้น มันมีความหมายหรือมีคุณค่าของมัน อย่างไร ? มันจะมีได้ก็แต่มนุษย์ที่เต็มจริง ๆ เท่านั้น มันถึงจะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ;
น.356 ถ้ามนุษย์ที่ไม่เต็ม มันก็จะต้องทำอะไรเพื่อสิ่งที่ยังขาดอยู่เสมอ คือมันอยากอะไรอยู่ มันหิวอะไรอยู่ เราก็ต้องทำหน้าที่เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา เช่น เงิน ชื่อเสียง ทำงานเพื่อเงิน ทำนองนี้ ไม่ใช่ทำงานเพื่องาน. แต่คำว่า summum bonum ของดีที่สุดของมนุษย์ นั่นน่ะเขาทำงานเพื่องาน. พูดอย่างในทางพุทธศาสนานั้นเราต้องเล็งไปถึงพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ทั้งหมดทั้งหลายนั้น ท่านทำงานเพื่องาน ; ไม่มีตัวกูของ กูที่จะรับผลของงาน การทำงาน มันเป็นการเคลื่อนไหว ด้วยสติสัมปชัญญะ สติปัญญาที่ถูกต้อง และก็เพื่อให้หน้าที่ มันเสร็จ ๆ ไปเท่านั้น; เพราะสติปัญญามันบอกอย่างนั้น ; ไม่ใช่ว่าทำงานเพื่อ ชื่อเสียง เพื่อผลอะไร. นี่เราจะเห็นได้ว่ามันออกจะยังไกลจากคนธรรมดาสามัญอีกมาก. แต่ว่าเราเห็นคนบางคนเขาทำงานเพื่อหน้าที่ก็มีอยู่มาก คือเขาทำงานจนลืม เงินเดือน ลืมลูกลืมเมีย ลืมอะไรต่าง ๆ มันก็มีอยู่เหมือนกันในโลกนี้ ก็ได้แก่พวกที่ ค้นคิดอะไรอย่างลึกซึ้งจนลืมกินข้าวกินปลา. มันเพลินอยู่ในหน้าที่ มันไม่ใช่หน้าที่ เพื่อเงินหรือชื่อเสียง ; ถ้าว่าหน้าที่เพื่อเงิน หรือเพื่อชื่อเสียง จิตใจมันคอยกระสับ กระส่าย จะเล็งไปยังเงินและชื่อเสียงอยู่เรื่อย สมาธิ หรืออะไรต่าง ๆ มันไม่สมบูรณ์ เต็มเปี่ยมเลย, สติปัญญาก็ไม่สมบูรณ์เต็มเปี่ยมเลย มันแบ่งแยกไปเสียอย่างนั้น. ถ้าจิตใจบริสุทธิ์ถึงขนาดว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้ว มันค้นอะไรได้ลึกซึ้ง เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะค้นได้ จะคิดได้ จะทำได้ ; แล้วมันประหลาดอย่างยิ่งที่ว่า เขามีความสุขในขณะนั้น, ความสุขที่เขาได้รับมีอยู่ในขณะนั้น. ความสุข ความพอใจ ที่เขาได้รับในขณะนั้น ไม่ใช่ว่าเขากลับไปบ้านไปอยู่กับลูกกับเมีย หรือการใช้เงิน หรือใช้ของที่เขาได้มานั้น, กลับไม่มีอะไรเลย กลับไม่รู้สึกอะไรเลย รู้สึกจืดชืดไปหมด อยากจะวิ่งไปทำงานนั้นโดยเร็ว เพราะว่าในขณะที่ทำงานนั้น มีความสุขอย่างสูงสุด เป็นความสุขอย่างที่กล่าวในข้อหนึ่ง.
น.357 ฟังดูให้ดี ๆ เราจะเห็นได้ว่า คนที่มีจิตใจยังหวัง ยังอยากอะไรอยู่นั้น จะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ไม่ได้ มันจะมีทำได้ก็แต่เมื่อมนุษย์ศูนย์. นี่น่าตกใจไหม มนุษย์ + ๑ ( บวกหนึ่ง) หรือ - ๑ ( ลบหนึ่ง ), มนุษย์ + ๒ หรือ - ๒ นั้น : หมายความว่ามนุษย์ที่ไม่ใช่มนุษย์. นี่เราก็เรียนคณิตศาสตร์กันมาแล้ว รู้ว่าศูนย์นี้ ไม่ใช่บวกหรือไม่ใช่ลบ, zero นี้ไม่เป็นบวกเป็นลบ. เรานี่เป็นมนุษย์ศูนย์กัน หรือเปล่า ? เราเป็นมนุษย์บวก หรือมนุษย์ลบ เป็นมนุษย์บวกเท่าไร ? หรือมนุษย์ ลบเท่าไร ? บางวันเราเป็นมนุษย์ลบเอามาก ๆ จนอยากจะตายก็มี บางวันเราก็เป็น มนุษย์บวกมาก ๆ จนเหลิงเจิ้ง อะไรต่าง ๆ นานาก็มี ไม่เคยเป็นมนุษย์ ๐ ที่อยู่ ตรงกลางพอดีเลย. นี่ก็เห็นได้ว่า ศูนย์นี่ก็คืออะไรอย่างหนึ่งที่ประหลาดที่สุด ซึ่งในทาง moral philosophy จะถือได้ว่าเป็น perfect, ศูนย์ก็เป็น perfect ไม่ใช่บวก หรือไม่ใช่ลบ. มนุษย์ที่มีจิตใจศูนย์ ไม่บวกไม่ลบ นี่คือมนุษย์ perfect อย่างที่กล่าว ในข้อ ๒ เป็น เช่นพระอรหันต์ เช่นพระพุทธเจ้านี้ ท่านเป็นมนุษย์ศูนย์ คือไม่บวก และไม่ลบ จนเรามักจะเรียกท่านว่า "ว่าง, มนุษย์ว่าง" , ว่างทั้งนั้น. นี่ข้อ ๓ ทำหน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่. เราไปสะสางตัวเองก็แล้วกันว่าเราทำงานเพื่อเงิน หรือว่า ทำงานเพื่องาน. ๔. ข้อสุดท้ายเรียกว่า good will คือว่า ใครจะเป็นอย่างไรมา จะดีวิเศษอย่างไรมา ถ้ายังไม่มี good will มาแล้ว ก็ยังใช้ไม่ได้. good will "ปรารถนาดี" ตรงกันข้ามกับ it will แปลว่าปรารถนาร้าย คือว่า จะต้องมี good will คือหวังดีต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ หรือวัตถุสิ่งของ. เราต้องมีจิตใจที่เป็น good will ต่อทุกสิ่ง คือว่า เรามี good will ต่อเขา เขาก็มี good will ต่อเรา เลยโลกนี้ เลยเต็มไปด้วยมีแต่ good will ไม่มี ill will.
น.358 คือทางมาของความสงบสุข หรือสันติภาพอันถาวร. เดี๋ยวนี้เรามี good will หรือเปล่า ? เราลองคำนวณดูว่ามนุษย์ในโลกนี้มีกี่พันล้านคน เราหวังดีต่อคนกี่คน ? หรือว่าในประเทศเรามี ๒๐ ล้านคนนี้ เราหวังดีต่อคนอยู่กี่คน ? และเราไม่หวังดีต่อคน อยู่อีกกี่คน กี่ล้านคน ? และในมหาวิทยาลัยของเรามีไม่กี่พันคนนี้ เราหวังดีต่อกันกี่คน ? หรือไม่หวังดีเลย. ทำไมเราไม่หวังดีต่อเขา ? เขาหวังดีต่อเรา เราหวังดีต่อเขา มันกลายเป็นหวังดีต่อกันหมดทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งโลก ; ฉะนั้น summum bonum เขาจึง วางข้อสุดท้ายว่า good will ที่เต็มไปด้วยความหวังดี. ทีนี้เราเอาทั้ง ๔ ข้อนี้รวมกัน จะพบกับคำว่า "มนุษย์ที่เต็ม", คือมนุษย์ ที่เต็มนั้น จะต้องมี happiness หรือความสุข, จะต้องมี duty ชนิด duty for the duty's sake -งานเพื่องาน, เขาจะต้องมี good will นั้น, เขาคือคนเต็ม. ทีนี้เราดูอีกที เราเห็นได้ว่า กลับกันอย่างไหนก็ได้ เขาจะเอาความสุขเป็นหลัก เป็นคนมีความสุข แท้จริงแล้ว เขาจะต้องเป็นมนุษย์เต็ม, และมี duty ชนิด duty for the duty's sake, และมี good will อีกเหมือนกัน. หรือจะมองอีกทีว่า ถ้าเป็นบุคคลชนิดที่ทำงาน เพื่องาน duty for the duty's sake แล้ว นั่นคือคนมีความสุข, มีความเต็มของมนุษย์, และนั่นแหละ คือคนมีความปรารถนาดีถึงที่สุด. แม้เขาจะไม่ได้นึกถึงใครเลย แต่ถ้าเขาทำงาน อยู่เพื่องาน และงานของเขามันจะส่งความสุข ความหวังดีไปยัง ทุกคนเลย อยู่ในตัวมันเอง, จะส่องรัศมีไปยังความหวังดีไปยังทุกคน มันจะส่องรัศมี เป็นความหวังดีไปยังทุกคนเลยอยู่ในตัวมันเอง. ที่นี้จะกลับเอาข้อสุดท้ายเป็นหลัก ดูบ้างว่า : ถ้าเขาเป็นคนมี good will อย่างแท้จริงแล้ว เขาก็มีความสุข มีความเต็ม แห่งมนุษย์, เขาไม่ทำงานเพื่อตัวเขาเลย เขาทำงานเพื่อผู้อื่นไปหมด มันก็เป็น duty for the duty's sake อีก. Summum bonum ทั้ง ๔ ข้อนี้ มันจึงสัมพันธ์กันหมด เป็นข้อเดียวกัน จะเอาอันไหนขึ้นมาเป็นหลักก็ได้. ที่เขาแยกแขนงออกเป็น ๔ อย่างนี้ เพื่อให้
น.359 เข้าใจง่าย ศึกษาง่าย จำง่าย; จึงขอให้จำไว้อย่างเป็นหลักสำหรับตัดสินวินิจฉัยต่อไป. เราจะมีสติปัญญาของเราเองที่เรียกว่า free will เหมือนอย่างที่กล่าวเมื่อตะกี้นี้ก็ได้. เขาให้โอกาสให้เราคิดเองว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ แล้วมันจะดีไปกว่าเขา วางหลักไปแล้วอย่างนี้หรือไม่; นี่ข้อที่หนึ่งเป็นอย่างนี้ ในการที่จะวางหลักเกณฑ์ ทางศีลธรรมนี้; ในทางจริยธรรมหรือ ethics นี้ลงไปแล้ว จะต้องคำนึงถึงจุดหมาย ปลายทางก่อน, หรือ destination ของสิ่งนี้ก่อนว่า คืออะไร ; ที่สุดก็คือว่าดีที่สุด ของมนุษย์นี้คืออย่างนี้. เรื่องที่ ๒ ความรู้ที่เป็นเหตุให้รู้ว่า อะไรดีไม่ดี หรืออะไรดี ที่สุด อะไรไม่ดีที่สุด นี้มันมีอยู่หลายอย่าง ? เพราะฉะนั้นเขาจึงเล็งถึงความรู้ เราจะต้องมีความรู้ เรื่องความดีที่สุด ข้อที่ ๑ เพ่งเล็งถึงข้อดีที่สุด ส่วนข้อที่ ๒ นี้เล็งถึง ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ความรู้ที่จะรู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี คือให้ตัดสินลงไปว่าอะไรดี อะไรไม่ดี นี้เราฟังเขาแจกไว้ให้ว่า :- ๑. เรียกว่า empiricism หมายถึงว่า ยอมรับเอาไว้ทั้งหมด หลักที่บัญญัติลงไว้ว่าดี หรือชั่วก็ตาม มันต้องเป็นที่ยอมรับกันได้สำหรับ ทุกคน จะไปบัญญัติศีลธรรมชนิดที่คนอื่นเขากลืนไม่ลงอย่างนี้; มัน ไม่ได้. เขาจึงว่าต้องมี empiricism ก่อน. เขาจึงเรียกว่า general agreement of mankind. "mankind" ก็หมายถึงมนุษยชาติ คือมนุษย์ทุกคนในโลกยอมรับได้ ทั่วไป. ในภาษาสากลของเขา เขาใช้คำว่า "concensus gentium" concensus gentium นี้ คือ หลักเกณฑ์ที่จะใช้ตัดสิน summum bonum. เราเรียกกันง่ายๆ เป็น ภาษาธรรมดาว่า empiricism ดีกว่า ว่าที่บัญญัติไปว่าผิด ว่าถูก ว่าดี ว่าชั่ว ดีมาก ดีน้อย อย่างไรนั้นมันต้องเป็น epiricism ด้วย คือยอมรับกันได้ด้วย จะว่าเอาเองข้างเดียว ไม่ได้ มันต้องเล็งถึงผู้อื่นอย่างทั่วถึงด้วย.
น.360 จะต้องมี rationalism คือว่าความเพียงพอแห่งเหตุผล จะเอา แต่ว่าตกลงกันแล้ว ตกลงรับกันทุกคน แต่ว่ามันไม่มีเหตุผล มันก็ไม่ไหว เหมือนกัน เพราะว่าเผื่อมันไปโดนไปถูกเข้าในหมู่คนโง่จะว่าอย่างไร. ฉะนั้นจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า rationalism นี่เข้ามาเป็นองค์ประกอบองค์หนึ่งด้วย เรียกว่า เพียงพอหรือเต็มพร้อมด้วยเหตุผล ด้วย reasoning - sufficiency of reason, ความ เพียงพอของเหตุผล. นี้เราจงดู แล้วเราจะเห็นว่าบางศาสนาเรายอมรับไม่ไหว ; แต่พวกเขาก็ยอมรับไหว ส่วนเรายอมรับไม่ไหวทั้งพวกเหมือนกัน. กี่คน ๆ เขาก็รับไหว แต่เราทำไมจึงยอมรับเอาไม่ไหว ; นี่เพราะว่ามันขาด reason หรือว่า ไม่เพียงพอ. ถ้าเหตุผลเพียงพอมันต้องยอมรับไหวซิ ทุกคนในโลกต้องยอมรับไหว เขาตกลงด้วยเหตุผลเลย ไม่ใช่ด้วยความนึกเดา หรือสามัญสำนึกอะไร. ตอนนี้จะขอกล่าวถึงข้อที่ว่า "ปัญหา" นั้น มีอยู่มากเหมือนกัน ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นปัญหาระหว่างศาสนา ศาสนาของใคร ใครก็มีเหตุผล; ถ้าศาสนานั้นมีเหตุผลจริง มันต้องเป็นที่ยอมรับได้ ทั่วไป. เราน่าจะสงสัยว่าทำไม พุทธศาสนาจึงไม่เป็นที่ยอมรับแก่มนุษย์ทั้งโลก ทั้งที่ เรายืนยันว่า เป็นศาสนาแห่งเหตุผล. นี่ปัญหามันอาจจะยุ่งยากถึงกับว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ไม่มีเหตุผลก็ได้, หรือว่ามันเป็นศาสนาที่มีเหตุผลสมบูรณ์ก็ได้ ; แต่ว่า คนพวกโน้นไม่รู้จักใช้เหตุผลก็ได้ ไม่เข้าใจในเหตุผลก็ได้. ฉะนั้น มันจะต้องนึกดู ให้เป็นธรรม บางทีศาสนาของเราจะไม่ด้อยด้วยเหตุผลเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ก็ยอมรับ กันโดยทั่วไปทั้งโลกไม่ได้ มันคาบเกี่ยวกันอยู่อย่างนี้. ๓. มันยังมีถึงว่า intuitionism คือว่าอาจจะเข้าใจซึมซาบได้ทันที มักจะใช้คำว่า immediate apprehension คือว่าเข้าใจซาบซึ้งได้ทันที. คน ที่มีสติปัญญาตามธรรมดาตามปกติแล้ว จะเข้าใจ หรือยอมรับ หรือเห็นด้วย หรือพอใจได้ทันที,
น.361 ถ้าความรู้ของใคร ให้คุณสมบัติ ๓ ประการนี้แล้ว ถือว่าเป็นความรู้ที่ ถูกต้อง สำหรับที่จะตัดสินว่า อะไรดี หรืออะไรไม่ดี, หรือที่จะชี้ระบุลงไปว่า อะไรดีที่สุดของมนุษย์. นี่แหละ ปัญหาทาง ethics หรือ moral philosophy มันนำ ไปสู่ความยุ่งยากอย่างนี้ และเราจะเห็นได้ว่ามันยุ่งยาก ยุ่งยากยิ่งขึ้นทุกที, คือว่า เปิดโอกาสให้คิดอย่างลึกซึ้ง แหวกแนวของตัวเองออกไปทุกทีจนแย้งกัน จนตกลงกัน ได้ยาก. ปัญหาทางจริยธรรมในโลก จึงยืดเยื้อมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้ง ๆ ที่ นักศีลธรรมต่างก็คิดค้นกันทุกชาติ ทุกภาษา หลายร้อยหลายพันคนเขียนเป็นหนังสือ ออกมานับได้ร้อย ๆ เล่ม พัน ๆ เล่ม มันก็ยังมีปัญหาที่ต้องพูดกันต่อไป เพราะเรื่อง ๓ เรื่องนี้มันตกลงกันยาก. เดี๋ยวเวลาจะหมด จะขอกล่าวต่อไปถึงว่า เรื่องที่ ๓ คือ sanction สิทธิที่จะแทรกแซง ก้าวก่าย คัดค้านอะไรเขาอย่างนี้. การบัญญัติ จริยธรรมที่ดีย่อมยอมรับการ sanction คือว่า ให้ทุกคนมีสิทธิที่จะออกความคิดเห็น คัดง้าง แย้ง ยัน หรือเข้าไปแทรกแซงโดยการกระทำเลยก็ได้ แต่ต้องโดยเหตุผลทาง ศีลธรรม. เพื่อประโยชน์แก่อันนี้ เขามีหัวข้อไว้ให้ ๓ หัวข้อ คือว่า religious sanction, political sanction แล้วก็ social sanction. ๑. Religious sanction หมายถึงว่า สิทธิของศาสนาที่จะเข้าไปแทรกแซง; เช่นว่า ถ้าเห็นว่าทางบ้านเมืองมันบ้าหลังกันนักแล้ว "สิทธิทางศาสนา" เขาทวงสิทธิ ขึ้นมาว่า มีสิทธิที่จะแทรกแซงนั้น เขาก็ยื่นมือเข้าไปแทรกแซง. ถ้าไม่ยอมเขาก็ชวน กันตั้งกองทัพของศาสนา อาจจะรวมกันหลาย ๆ ประเทศก็ได้ เข้าไปแทรกแซงโดยสิทธิ ของศาสนา เพื่อให้ชนหมู่นั้น หรือประเทศนั้น ยุติการกระทำ ซึ่งไม่ถูกต้องตาม กฎเกณฑ์ของจริยธรรม. สิทธิอย่างนี้ เรียกว่า religious sanction จะเป็นวงกว้าง ระหว่างประเทศก็ได้, หรือเป็นวงแคบภายในประเทศก็ได้, หรือเฉพาะในหมู่บ้าน
น.362 หนึ่งก็ยังได้ หรือระหว่างบุคคลคนหนึ่งก็ยังได้. คนที่เขามั่นใจ เขามีจิตใจสูง ยึดถือ พระศาสนาเป็นหลักนี้ เขามีสิทธิที่จะแทรกแซงคนที่ทำไม่ถูกไม่ต้องก็ได้ด้วยความหวังดี ; และแม้ว่าการแทรกแซงนั้นจะกลับเป็นอันตรายแก่เขา เขาก็ไม่โกรธ เพราะเขาเป็นผู้ที่ มีจิตใจที่มอบไว้ให้กับความดี ความถูกต้อง. เขาสงวนสิทธิที่จะแทรกแซง และไม่ถือ ว่าเป็นการรุกล้ำสิทธิของผู้อื่น ไม่ถือว่าผิดศีลธรรม หรือผิดศาสนา หรือผิดกฎบัตรอะไร ก็ตามใจ แล้วแต่จะเรียก, นี้เป็นกฎบัตรของจริยธรรม เปิดโอกาสไว้อย่างนี้. ๒. political sanction นั้น หมายถึง สิทธิที่จะแทรกแซงทางการ เมือง. ข้อนี้เรามองกลับก็แล้วกัน บางทีทางการเมืองก็มีปัญหาด่วนกว่า เขาขอให้ ทางศาสนารอไว้ก่อน อย่ามาขวาง, คือพูดว่า เขาจะต้องเห็นแก่ความรอดของ ประเทศชาติ ก่อนที่จะเห็นแก่ศาสนา อย่างนี้เขาก็มีสิทธิที่จะทำได้. และมันเนื่อง ด้วยว่าสิ่งที่เรียกว่า การเมืองนั้น มันมีอำนาจเพราะมันถือปืน ไม่เหมือนกับศาสนาที่ถือ แต่บาตร นี้มันทำอะไรไม่ได้; แต่เราอย่าลืมว่า สิ่งที่เรียกว่า sanction นั้น มันมีสิทธิ ที่จะทำได้. ทีนี้ ถ้าว่าเอาเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปกันแล้ว ก็คือเพื่อประโยชน์ หรือเพื่อ ผลดีทางการเมืองนั่นแหละจึงยอมลบกฎหมาย หรือยอมแก้กฎหมาย ยอมอะไรบางอย่าง หรือว่ายอมให้มีการกระทำอะไรบางอย่าง ซึ่งผิดไปจากที่ตกลงกันไว้ ก็เรียกว่า social sanction. นักจริยธรรมเขาลงความเห็นกันว่า แม้อย่างนี้ก็ยังถูกต้อง ไม่ใช่ข้อเสียหาย ผิดพลาด. ๓. Social sanction อันสุดท้าย ก็หมายถึง การตั้งกลุ่มชนหรือกลุ่ม มหาชน โดยเล็งถึงประโยชน์ได้เสียของกลุ่มชน กลุ่มหนึ่ง ๆ เป็นหลัก ฉะนั้น เขามีสิทธิที่จะร้องอุทธรณ์ หรือ sanction หรือขัดขวางอะไรต่าง ๆ แม้ที่สุดในเรื่อง เดินขบวน มันก็อยู่ในกรอบ หรือในกฎเกณฑ์ข้อนี้ คือ เรื่อง sanction นี้. ขอแต่
น.363 ให้สิ่งที่กระทำ กระทำไปโดยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทางศีลธรรมก็แล้วกัน อย่าทำไป ด้วยความบ้าหลังไร้สติสัมปชัญญะเป็นเด็กอมมือก็แล้วกัน นี้เรียกว่า กฎเกณฑ์เดียวกับ sanction ในทางจริยธรรม. เรื่องที่ ๔ เขาเรียกว่า motive ในการบัญญัติจริยธรรมอะไรลงไป ให้ใครปฏิบัตินี้ก็ต้องเล็งถึง motive ว่าจะได้อะไรมาสนับสนุนให้คน ประพฤติตามนั้น ถ้ามันเสียหลัก คือไร้ motive แล้ว อย่าบัญญัติดีกว่า ถึงบัญญัติ ก็ไม่มีใครทำตาม ป่วยการพูด ป่วยการสอน บ่วยการเขียน. ที่เรียกว่า motive นี้ มาอาศัยอิงหลักอันเดียวกับ sanction นั้นเหมือนกัน, คือให้หลักเป็น religious motive, political motive, social motive อย่างเดียวกัน. โดยเขาชี้ให้เห็นดังนี้ว่า. ๑. Religious motive คือ การที่คนสมัคร หรือมีกำลังใจแรงกล้าที่จะ ปฏิบัติศาสนานั้น ก็เพราะว่า เขาหวังที่จะได้ความสุข และเพราะกลัวต่อความทุกข์. ถ้าพูดกันในรูปนี้ และเล็งกันในรูปนี้แล้ว มันเป็นรูปศาสนา; คือคนเขากลัวเรื่อง ความทุกข์ ในโลกนี้ก็ตาม ในโลกหน้าหลังจากตายแล้วก็ตาม เพราะเขาหวังที่จะได้ ความสุขในโลกนี้ก็ตาม ในโลกหน้าก็ตาม นี่คือ motive ที่ผลักคนเข้าสู่ศาสนา, หรือ เป็น motive ที่ถือว่าอิงศาสนาเป็นหลักในทางจริยธรรม. ๒. Political motive นั้น มันมีอยู่ว่า เพราะเขากลัวที่จะถูกลงโทษ หรือ ได้รับโทษ, และเขาหวังต่อความก้าวหน้าที่ถือว่า : หลักใหญ่ของทางการเมืองนี้คือ หวังความก้าวหน้าของหมู่ประเทศชาติ หรือของชาติพันธุ์ของชนชาตินั้น ชาตินี้ ; นอกจากนั้นยังกลัวต่อการที่จะถูกลงมติ ลงโทษ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นว่าประชาชน ไม่ร่วมมือ หรือว่ามีผลร้ายทางใดทางหนึ่ง อย่างนี้เขากลัว. ฉะนั้น การปฏิบัติการเมือง มันก็ต้องอาศัยความกลัวข้อนี้ และความหวังข้อที่กล่าวแล้ว เป็นเครื่องผลักดันให้ดำเนิน วิถีทางการเมือง,
น.364 ส่วนทาง social นั้นก็คล้าย ๆ กัน คือกลัวว่าจะถูกเขาลงประชาทัณฑ์ หรือบัพพาชนียกรรม แล้วก็หวังที่จะได้รับความร่วมมือจากประชาชน หรือจากคน ข้างเคียง คนแวดล้อมทั่ว ๆ ไป กลัวเขาจะลงประชาทัณฑ์ และหวังที่จะได้รับความ ร่วมมือจากเขา อันนี้เป็น motive ทาง social motive. การที่จะบัญญัติจริยธรรมใด ๆ จะต้องเล็งถึง ๓ motive นี้เสมอไป มันจึงจะ เป็นไปได้ คือเป็น scientific บัญญัติแล้วไม่เสียหลาย ควรปฏิบัติได้ หรือควรสมัคร ปฏิบัติ. ถ้าบัญญัติลงไปแล้วมันตัดทอนทางมาของ motive อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ถือว่าเป็นการบัญญัติจริยธรรมที่ผิด เป็นนักจริยธรรมที่ใช้ไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นหลัก จริยธรรมก็ตาม หลักทางศาสนาก็ตาม หรือแม้พุทธศาสนาโดยเฉพาะก็ตาม ; เราจะ เห็นได้ว่า เราบัญญัติลงไปแก่บุคคลที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ ๓ อย่างนี้ทั้งนั้น. และ เราจะต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี ๆ คือบัญญัติลงไปให้ตรงกับนิสัย สันดานของสัตว์ทั้งหลาย ที่กลัวต่อความทุกข์ หวังต่อความสุข ที่กลัวต่อการถูกลงโทษ หวังความก้าวหน้า ที่กลัวต่อการถูกประชาทัณฑ์ และก็หวังต่อความช่วยเหลือของคนแวดล้อมข้างเคียง. เรื่องที่ ๕ ข้อสุดท้ายที่เขาเรียกว่า free will ความคิดเป็นอิสระ นักจริยธรรมเขาเล็งถึงขอบเขตของ free will ว่า เราควรจะมีอิสระ ในทางความคิด ความปรารถนา ความหวังกันสักเท่าไร. เขาก็คิดกันมาก บัญญัติ ไว้มาก แต่เราไม่มีเวลาที่จะเอามาจาระไนกันทั้งหมดได้. เราเลยสรุปสั้น ๆ ว่า partial self dissemination คือว่า การตัดสินใจตามลำพังตนเองนั้น เอาเพียงครึ่งเดียว, ที่เหลือนอกนั้น เหลืออีกครึ่งนั้น เปิดโอกาสให้แก่จริยธรรมที่บัญญัติไว้ตามกฎเกณฑ์ ของเหตุผล หรือของปรัชญาอย่างไร. พูดสั้น ๆ กว่านี้ก็ว่า การที่เราจะตัดสินใจเอาเองนั้น อย่าเอาทั้งหมด อย่าตัดสินลงไปเสียทั้งหมด เอาแต่สักครึ่งเถอะ ว่าเราต้องการอย่างนี้ หวังอย่างนี้
น.365 พอใจอย่างนี้ และอีกครึ่งหนึ่งก็ไปคำนึงถึงว่า กฎเกณฑ์ทางศาสนา ทางปรัชญา ทางจริยธรรมนั้น มันมีอยู่อย่างไรแล้ว. นี่มันเฉลี่ยกันคนละครึ่งอย่างนี้ นั่นแหละ เอามาใช้เป็นหลักที่จะมี free will ถึงจะเรียกว่า free will อย่าง ethical คือแนว ของจริยธรรม. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันจะเป็น free will ของพวกอื่น คือ free will ของสัตว์เดรัจฉาน free will ของสัตว์ของคนยุคสมัยหิน หรือ free will ของพวก ยักษ์พวกมาร พวกภูตผีปีศาจ หรือ free will ของคนที่บ้าเลือด หรือว่า free will ของคนที่บ้าวัตถุ บ้ากามารมณ์ไป มันใช้ไม่ได้. free will ของจริยธรรม มันมีอยู่ อย่างนี้. นี้รวมกันแล้วก็เป็น ๕ ข้อด้วยกัน คือว่า ดีที่สุดนั้น มันเป็นอย่างไร ? แล้วความรู้ที่จะรู้ว่าดีที่สุดนั้นมีอยู่อย่างไร ? แล้วสิทธิ์ที่จะไป sanction เขามีอย่างไร ? แล้ว motive อำนาจที่จะให้คนสมัครใจประพฤติศีลธรรม มันมีอยู่อย่างไร ? แล้ว เราจะฟรีกันได้สักเท่าไร ? กฎเกณฑ์อันนี้ เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้กันอยู่ หรือว่ายอมรับ กันแล้วในหมู่นักจริยธรรมของโลกในปัจจุบันนี้ ที่เราเรียกว่า จริยศาสตร์ นี้เราจะเอามา จัดกันเข้าได้กับพุทธศาสตร์ของเราอย่างไรบ้าง ? อาตมาหวังว่า ท่านสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ ฯ ทั้งหลาย มีสติปัญญาพอ ที่จะมองเห็นด้วยตนเองว่าไม่ขัดกันเลย ถึงแม้ว่าจะใช้ชื่อเรียกต่างกัน หรือว่าขอบเขต ของความมุ่งหมายต่างกัน, หรือว่าเราเรียนกันคนละศาสตร์คนละแนวก็จริง แต่หลัก เกณฑ์ที่แท้แล้วมันไม่ขวางกันเลย. ทั้งนี้เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุผลง่าย ๆ นิดเดียว เหมือนที่กล่าวแล้วกล่าวอีกข้างต้นว่า สิ่งที่เรียกว่า "พุทธศาสตร์" นั้น มันคลุมสิ่งที่ เรียกว่าจริยธรรม หรือจริยปรัชญานี้ไว้ด้วย มันเลยเหมือนเป็นลูกเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ใน แม่ที่ตัวใหญ่ ๆ อย่างนั้น แล้วมันจะขัดกันอย่างไรได้.
น.366 เพื่อประโยชน์ที่ดีไปกว่านั้นอีกก็คือว่า ถ้าว่าเรางงเต็มที่แล้วต่อเรื่อง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทางศาสนา ทางจริยธรรมนี้ แล้วเราก็ไม่รู้จะไปคว้าเอาที่ไหนมา ; แล้วเราไม่รู้จะบัญญัติเอาเองอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราเหลือบดูมาที่นี่ก็แล้วกัน ก็จะเห็นว่า นี่มันเป็นหลักเกณฑ์ที่ดีที่สุดแล้ว คือ หลักเกณฑ์ทางจริยศาสตร์ หรือ moral philosophy นี้ดีอยู่แล้ว และเป็นของสากลด้วย และเอามาจัดเข้ากับหลัก พุทธศาสนาให้เข้าใจกันดีเสียก่อน แล้วจึงยื่นกลับไปสู่วงของจริยธรรมของโลก. แต่เราเอาตัวแท้ของพุทธศาสนานั้นใส่ลงไปเลย และถึงแม้ว่าเราจะทำกันภายในขอบเขต อันแคบในประเทศ ในหมู่ชนชาติเรานี้ มันก็มีหลักอย่างเดียวกันนี้ จึงเป็นอันว่า นักจริยศาสตร์ก็คือสัตว์ตัวน้อย ๆ ที่รวมอยู่ในกลุ่มของพุทธศาสตร์มากกว่า. ที่เอามาบรรยายให้ฟัง ก็หวังประโยชน์อย่างนี้ และเพื่อประหยัดเวลานั่นเอง ขอให้ช่วยจดจำเอาไปคิด ไปนึก ในฐานะที่เป็นวิชาความรู้รอบตัวทั่ว ๆ ไปก็ยังได้, หรือ จะเป็นวิชาสำหรับจริยธรรมโดยตรงก็ได้, หรือว่าจะให้เป็นวิชาในส่วนที่เป็นพุทธศาสนา หรือเป็นพุทธศาสตร์ก็ยังได้อีกเหมือนกัน. เมื่อเข้าใจจริยศาสตร์ หรือจริยธรรม อย่างนี้ดีแล้วก็เข้าใจพุทธศาสตร์ได้ง่ายขึ้น ; หรืออย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ได้ถูกสะสางเข้าใจอย่างชัดแจ้งไปแล้ว หมดปัญหาไปแล้ว. ชั่วเวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยนี้ จะเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างเสียสักหนึ่งเลย คือว่า ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด หรือ Summum Bonum ของฝ่าย จริยปรัชญานั้นเขาวางไว้ ๔ อย่างว่า : - "ความสุข" อย่างหนึ่ง "ความเต็มเปี่ยม" อย่างหนึ่ง "หน้าที่" อย่างหนึ่ง "ปรารถนาดี" อย่างหนึ่ง เป็น ๔ อย่างด้วยกัน เขาเรียกว่า Summum Bonum. ถ้าจะเกณฑ์ให้แปลคำนี้เป็นภาษาบาลี ก็ต้องแปลว่า "บรมธรรม" ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้ : Highest goodness นี้มันก็คือบรมธรรม
น.367 นั่นเอง, goodness ก็คือธรรม highest ก็คือสูงสุด ; เราเรียกว่า "บรมธรรม" จะใช้คำอื่นก็ได้ แต่มันก็ต้องมีความหมายอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราใช้คำนี้เสียดีกว่า เพราะว่าเป็นคำที่ได้ใช้อยู่แล้วในพุทธศาสนา. คำว่า บรมธรรม นี้ มันใช้อยู่แล้วในพุทธศาสนา คือในพุทธศาสนามี คำกล่าวอยู่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ วทฺติ พุทฺธา" - แปลว่าพุทธะทั้งหลาย คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าวนิพพานว่าเป็นบรมธรรม. บรมธรรมของเราคือนิพพาน. หรือถ้าจะให้กว้างออกไปอีก คือในพุทธศาสนาก็ดี ก่อนแต่พุทธศาสนาออกไปไกล โน้นก็ดี ในวงศาสนาเครือเดียวกันในอินเดียนั้นเขาถือว่า อหิงสา ปรโม ธมฺโม. ปรโม ธมฺโม คือ บรมธรรม, อหิงสา เป็นบรมธรรม ; อหิงสา คือความไม่ เบียดเบียน ความไม่เบียดเบียนเป็นบรมธรรม. คำว่า ความไม่เบียดเบียนนั้น มันมีความหมายกว้างไปถึงว่า ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่เบียดเบียนตัวเอง. ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นเข้าใจกันดี อยู่แล้ว คือไม่ทำให้เขาเดือดร้อน, ที่เบียดเบียนตัวเองนั้น ไม่มีใครมาทำให้เดือดร้อน แต่กลับทำให้ตัวเองเดือดร้อนยิ่งไปกว่าเสียอีก : คือร้อนอยู่ด้วยราคะ ร้อนอยู่ด้วยโทสะ ร้อนอยู่ด้วยโมหะ ร้อนอยู่ด้วยความโง่ ความหลงมันร้อนอย่างยิ่ง ; ต้องหมด ร้อน ๆ เหล่านี้ จึงจะเรียกว่าไม่เบียดเบียนตัวเอง. ฉะนั้น คำอหิงสาในกรณีอย่างนี้ ก็คือคำ ๆ เดียวกับคำว่านิพพาน ; เพราะอหิงสาอย่างนี้ก็หมายถึงหมดราคะ หมดโทสะ หมดโมหะ จึงจะไม่เบียดเบียนตัวเอง. นิพพาน ก็แปลว่า หมดราคะ หมดโทสะ หมดโมหะ, สิ้นไปแห่งโลภะ โทสะ โมหะ เรียกว่า นิพพาน. อหิงสาก็ดี นิพพานก็ดี มันเป็นอย่างเดียวกัน. นี่เราเอาไปจัดกันดูว่า เมื่อทางจริยธรรม สากลวางไว้ ๔ ข้อว่า ความสุข ความเต็มเปี่ยม หน้าที่บริสุทธิ์ ปรารถนาดี จะเห็นชัดว่า : -
น.368 นิพพานคือสุข นิพพานคือสุขขนาดที่จะเป็น Summum Bonum, จะเป็น blissfulness เต็มที่ได้ ฉะนั้น Summum Bonum ข้อแรกก็คือ "นิพพาน". และนิพพานก็คือความเต็ม ถ้ายังไม่นิพพานเพียงไร ก็ยังพร่องอยู่เสมอ ยังไม่เต็ม ; นั้นแหละคือ Perfection ซึ่งเป็น Summum Bonum ที่สอง มันก็รวม อยู่ในนิพพาน. ทีนี้คำว่าอหิงสา ที่แปลว่าไม่เบียดเบียน มันก็ตรงกับคำว่า good will อยู่แล้ว. good will ปรารถนาดี คือไม่หวังจะเบียดเบียนใคร ไม่เบียดเบียนผู้ใดอยู่แล้ว, และ มีหวังดีต่อตัวเองด้วย คือไม่เบียดเบียนตัวเองด้วย. ทำอะไรไปที่ไม่เบียดเบียนใครอย่างนี้ มันเรียกว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ได้. ถ้ามันยังเบียดเบียนใครอยู่แล้ว ยังกล่าวได้ว่า สิ่งที่มันทำไปนั้นเพื่ออะไร ๆ เข้าไปแล้ว คือมันไปโกรธใครเข้าแล้ว มันไปทำการแก้แค้น อย่างนี้ จะเรียกว่าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ไม่ได้. ไม่ใช่เพราะหน้าที่ อยู่ที่การแก้แค้น ; มันทำเพื่อความแก้แค้น ไม่ใช่ทำเพื่อหน้าที่คือธรรมะ ที่จะต้องทำ; มันไปทำให้ เขาเดือดร้อน มันเป็นหิงสา มันทำหน้าที่เพื่อกิเลส, ทำหน้าที่เพื่อค่าจ้าง ทำหน้าที่ เพื่อคนใดคนหนึ่งที่ใช้ให้ทำ. ฉะนั้น duty for the duty's sake นี้ มันเป็นสิ่งที่กล่าว ได้ว่า จะไม่เบียดเบียนใครเลยแม้แต่ตัวผู้ทำเอง เหมือนที่พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ ท่านทำหน้าที่ต่าง ๆ ของท่านนั้น มันไม่เบียดเบียนท่านเลย แล้วนับประสาอะไรจะต้อง ไปเบียดเบียนผู้อื่น. เราจะเห็นได้ทันทีว่า happiness - ความสุข กับ perfection - ความเต็ม นี้มันตรงกับความหมายของคำว่า นิพพาน. duty for the duty's sake "good will" นี้มันตรงกับความหมายของคำว่า อหิงสา ซึ่งทั้งนิพพานและทั้งอหิงสา มันก็เป็น บรมธรรมอยู่แล้ว เป็น Summum Bonum พร้อมกันไปเลย,
น.369 นี่เพื่อจะพิสูจน์เป็นตัวอย่างสักอย่างหนึ่งว่า หลักจริยธรรมสากลนั้น ยังเอา มาใช้ได้กับหลักของทางศาสนา คือหลักจริยศาสตร์ทั่วไป สามารถจะเอามาใช้กันได้ กับหลักพุทธศาสตร์. ที่นี้เพื่อประโยชน์อะไร จึงพยายามแนะให้เข้าใจ หรือศึกษา เรื่องนี้ ? ทั้งนี้ก็เพราะว่า เราจะต้องเผชิญหน้ากันเข้ากับนักจริยศาสตร์สากลของโลก นักศาสนาสากลของโลก ; ถ้าเราสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ ฯ หรือนักศึกษาคนไหน ออกไปต่างประเทศ ก็จะถูกถามปัญหาในแง่ของจริยศาสตร์, หรือถ้าชาวต่างประเทศ เข้ามา เราจะถูกถามปัญหาของจริยศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ถ้าเราเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรา อาจจะตอบไปผิด ๆ ถูก ๆ รี ๆ ขวาง ๆ เสียชื่อของสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ ฯ ก็ยังมีทาง ที่จะเป็นไปได้; ถ้าเผอิญมันเป็นเรื่องที่ทำให้เขาดูหมิ่นดูถูกประเทศชาติได้ด้วย มัน ก็เสียหายมาก มันไม่ใช่ตัวเราคนเดียว. ฉะนั้นควรจะศึกษาให้เข้าใจ จนถึงกับว่า เราจะมองกันในแง่ของ moral philosophy พุทธศาสตร์ก็เป็นจริยธรรมได้ เราจะมอง กันในแง่ของศีลธรรม พุทธศาสตร์นี้ก็เป็นศีลธรรมได้ เราจะมองในแง่ของศาสนา แง่ของปรัชญา แง่ของศิลป ปรัชญาอื่นเรื่อยไปก็ยังได้. แต่เวลาเราไม่พอที่จะศึกษา ในทุกแง่ เราจึงมาศึกษาหรือเฟ้นกันอย่างละเอียดใน ๒ แง่นี้ก่อน คือแง่ศีลธรรม และจริยธรรมนี้; และขอย้ำว่าอย่าเอาไปปนกัน. อย่าเอาคำไปปนกันจนสับสน ตามชอบใจตัวเอง ถือเอาตามที่เขารู้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปเป็นสากลดีกว่า. ที่บ้านเราเรียกว่า "ศีลธรรม" นี้ให้ตรงกับคำว่า moral หรือ morality, อย่างที่บ้านเราเรียกว่า "จริยธรรม” หรือ “จริยศาสตร์" นี้ ให้ตรงกับคำว่า moral philosophy หรือ ethics ; แล้วเราก็จะคุยกับเขารู้เรื่อง ; แล้วเราก็จะสามารถ อธิบายพุทธศาสนาอันประเสริฐของเราให้เขาเข้าใจได้ดี ในแง่ของ ศีลธรรมก็ตาม ในแง่ของจริยศาสตร์ก็ตาม ก็จะชื่อว่าเราได้ทำประโยชน์ที่เป็นไปเพื่อ เกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์ แล้วก็รักษากิจการ หรือ credit หรือ good will อะไรของ กลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ฯ ของเราไว้ได้ด้วย,
น.370 นี้ขอให้สนใจเอาไปคิดนึกพิจารณาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ขอเตือนย้ำว่า อย่าเอา moral ไปปนกับ ethics มันจะยุ่งกันใหญ่และพูดกันไม่รู้เรื่อง ขอบเขตมัน ไกลลิบกันอยู่อย่างนี้. เท่าที่พูดมานี้ก็พอจะเป็นคำอธิบายหรือคำตอบได้แล้วว่า พุทธศาสนา กับ จริยธรรมสากลนั้นจะไปกันได้อย่างไร ; หรือให้แคบเข้ามาก็ว่า “บรมธรรม หรือ อุดมธรรม" ของพุทธศาสนากับบรมธรรมของ จริยธรรมสากลนั้น มันจะไปกันได้อย่างไร. เราไม่ต้องแกล้งลำเอียง พิจารณา ไปตามตรง ตามหลัก ตามแนวก็เข้ากันได้ดี มันเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่กัน ทั้ง ๒ ฝ่าย. เราไม่ต้องลำเอียงเพราะรักและแกล้งให้มันตรงกัน, หรือว่า เพราะเรา ลำเอียง เพราะเกลียด แล้วแกล้งให้มันต่างกันดังนี้; ขืนเราทำไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. และเรามารู้ความจริงอันถูกต้องเสียก่อน แล้วก็กล่าวไปตามจริง ซึ่งใครค้านไม่ได้, ไปเข้ากับหลักที่ว่า ยอมรับได้ทุกคน มีเหตุผลเพียงพอ เห็นได้เดี๋ยวนั้นเอง ด้วยตนเอง เป็น ปัจจัตตัง. คำอธิบายของเราเมื่อเป็นดังนี้แล้ว ก็มีประโยชน์แก่การที่เสียเวลา อธิบายให้เขาฟัง. ขอให้ท่านสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ ฯ โดยเฉพาะเป็นภายในเข้าใจอย่างนี้ ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่า วันนี้เราพูดกันเป็นภายใน เพื่อจะมอบหมายความคิดที่เป็น เครื่องมืออย่างหนึ่งให้แก่ท่านสมาชิกทั้งหลาย. ไปดำเนินกิจการของตน และก็แก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปได้ ; จะเห็นได้ว่าเราไม่ได้พูดถึงหลักธรรมะโดยตรง เหมือนกับที่เราเสียเวลาพูดกันตั้ง ๗ ครั้ง ๘ ครั้ง ที่แล้วมามันพอแล้ว ไปสนใจ อ่านดูใหม่ ทบทวนดูใหม่ ในเรื่องทางหลักธรรมในพุทธศาสนาที่เป็นวงกว้าง เพียงพอแล้ว. วันนี้ เราพูดกันถึงเรื่องที่จะปรับให้เข้ากันได้กับหลักสากลอย่างไรดีกว่า จึงได้พูดเรื่องนี้. ขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa