Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๑๒ — ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.371 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, ธรรมกถาในวันนี้อาตมาตั้งใจจะกล่าวโดยหัวข้อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" เพียงคำเดียว, ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะเพียงคำเดียว. สำหรับในวันนี้โดยเฉพาะก็มุ่งหมายจะกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" นั้น คือสิ่งใด แต่ว่าก่อนที่จะกล่าวถึงตัวธรรมะคือสิ่งใดนั้น เราควรจะได้พูดกันถึงเรื่องว่า ธรรมะทำไมกัน ? เสียก่อนจะดีกว่า เพื่อให้เกิดความสนใจและรู้จักแนวที่จะเข้าไปสู่ ธรรมะตั้งแต่ต้น. เดี๋ยวนี้มีพูดกันอยู่เหมือนกันว่า ธรรมะทำไมกัน ? เสียงหนึ่งก็พูด ไปในทำนองที่สงสัยว่า ธรรมะทำไมกัน ? แต่อีกเสียงหนึ่งก็ดูจะพูดไปในทำนองเยาะเย้ย ว่าธรรมะ ธรรมเมอะทำไมกัน มีกินมีใช้ก็พอแล้ว ! อย่างนี้ไปเสียก็มี. และอาจจะมี ความรู้สึกอย่างอื่น ๆ อีกก็ได้ แต่เมื่อสรุปความแล้วก็มีปัญหาเหมือนกันหมด คือในข้อ ที่ว่า ธรรมะทำไมกัน ? เราควรจะตั้งปัญหาขึ้นว่า ธรรมะทำไมกัน ? แล้วก็พิจารณา กันดูในข้อนี้. ๓๔๖

น.372 ผู้ที่คิดว่ามีกินมีใช้ก็พอแล้ว ธรรมะทำไมกัน? นี้ก็ดูจะยังห่างไกลกว่า พวกอื่นในการที่จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" เพราะฉะนั้นขอให้ถือเอาพวกนี้เป็น หลักสำหรับการพิจารณา. เราจะต้องนึกถึงตัวเราเองก่อนสิ่งอื่นทั้งหมดเสียก่อน ว่าเรา กำลังเป็นอะไรกันบ้าง? ท่านนิสิตท่านนักศึกษาหรือท่านสาธุชนทั่วไปก็ตาม จะต้อง นึกถึงข้อที่ตัวเป็นอะไร ? หมายความว่ามีหน้าที่อะไรอยู่บ้าง, หรือมีอยู่กี่อย่าง ? เช่นจะถือเอานิสิตเป็นหลักก็ยังจะมองกันได้ในหลายแง่หลายมุมว่า ในขั้นพื้นฐานทั่วไป เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ; นอกจากเป็นมนุษย์คนหนึ่งให้ได้แล้ว เราก็ยังจะต้องเป็น บุตรธิดาที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นนักศึกษาที่พอตัว สำเร็จประโยชน์ในการศึกษา เป็นพลเมืองที่ดี กระทั่งโดยเลือดเนื้อก็ยังจะต้องเป็น พุทธบริษัทที่ดีอีกด้วย นี่แหละลองคิดดูเถิดว่าเรามีอะไรหลายๆ อย่างที่เราจะต้องเป็น ให้ดี เป็นให้ถูกต้อง และให้สมบูรณ์. ถ้ามีความสงสัยว่าอะไรจะช่วยให้เป็นดี ให้ถูกต้อง ให้สมบูรณ์ได้แล้ว มันก็ไม่มีอะไรนอกไปจากสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" นั่นเอง. เราจะต้องมี ธรรมะอย่างมนุษย์ จึงจะเป็นมนุษย์ที่ดี เราจะต้องมี ธรรมะ สำหรับบุตร จึงจะเป็นบุตรที่ดี ต้องมี ธรรมะสำหรับศิษย์ จึงจะเป็นศิษย์ที่ดี ดังนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวโดยทั่วไปเราก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีธรรมะอยู่แล้ว แล้วทำไมจึงมีการพูดว่า ธรรมะ ธรรมเมอะ ทำไมกัน มีกินมีใช้ก็พอแล้ว ; อย่างนี้ เป็นต้น. เมื่อเป็นดังนี้เราจะต้องมองกันให้ประณีตละเอียดจนพบวิธีที่เราจะเป็นมนุษย์ที่ดี เป็นพลเมืองที่ดี เป็นพุทธบริษัทที่ดีกันให้จนได้. สำหรับผู้ที่ถือว่า มีกินมีใช้เต็มที่แล้ว นั่นยังจะต้องการธรรมะทำไมกันอีก. ข้อนี้หมายความว่า ธรรมะจะช่วยให้เขามีกินมีใช้อย่างดี คืออย่างถูกต้อง ไม่เป็น เหมือนกับว่ากินไฟเข้าไป หรืออยู่ในกองไฟ ; หรือแม้ที่สุด แต่ในการที่จะหามา เพื่อกินเพื่อใช้ เขาก็จะได้มีการหาที่ไม่มีอาการเร่าร้อนเหมือนกับอยู่ในกองไฟ ไม่ต้อง

น.373 ตกนรกทั้งเป็น ในการหาอะไรมากินมาใช้ หรือกินหรือใช้อะไรอยู่. เพราะฉะนั้นแหละ ขอให้ผู้กล่าวอย่างนั้นเอาไปคิดไปนึกดูให้ดีว่า แม้จะมีกินมีใช้สมบูรณ์แล้ว มันก็ยัง ต้องการธรรมะอยู่นั่นเอง. เพราะถ้าปราศจากธรรมะแล้ว สิ่งที่กินที่ใช้นั้นก็จะกลาย เป็นไฟขึ้นมาได้; หรือเมื่อหาก็จะหาอยู่ด้วยความทนทุกข์ทรมาน, เมื่อมีไว้ เก็บรักษาไว้ ก็จะมีความทนทุกข์ทรมาน, คือมีจิตใจชนิดที่เป็นความทนทุกข์ทรมาน ; เพื่อไม่ให้จิตใจมีความทนทุกข์ทรมานโดยประการทั้งปวง เราจึงต้องมีธรรมะ. ขอให้นึกกันว่าก่อนแต่มีพระพุทธเจ้าเกิด เขาก็มีกินมีใช้กันทั้งนั้น แต่แล้ว ทำไมพระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาต่าง ๆ ยังจะต้องเกิดขึ้นมาด้วยเล่า ? นี่คำตอบที่แรก ก็เพราะว่าเพื่อจะไม่ให้มีความทุกข์ร้อนในการมีชีวิตอยู่ ในการแสวงหา ในการกิน การใช้นั่นเอง ; แล้วยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ยังหวังสูงขึ้นไปถึงกับว่าจะต้องได้รับสิ่งซึ่งเป็น ความสุขที่ดีไปกว่าเพียงแต่มีกินมีใช้. ขอให้เข้าใจว่า แม้จะมีกินมีใช้แล้วก็ยังไม่ใช่ สิ่งที่เป็นความสงบสุขอันแท้จริง ยังมีสิ่งที่ดีกว่านั้นอีก คือสิ่งที่จะได้มาจาก การมีธรรมะนั่นเอง. เราจะเห็นว่าคนที่มีกินมีใช้ เขาก็ยังมีความกระวนกระวาย, คนที่ร่ำรวย มีเกียรติมีอำนาจก็ยังฆ่าตัวตาย ; คนเหล่านี้ ก็ยังถูกติฉินนินทาไม่มีใครเคารพนับถือ อย่างนี้ ก็มีอยู่เป็นอันมาก; รวมความว่าเขายังไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้รับนันเอง ฉะนั้นเราจะต้องสนใจถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ และจะได้รับ ก็ต้องโดยอาศัยธรรมะ. โดยหลักพื้นฐานในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง นี้ เราจะต้อง ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ อันนี้เป็นตัวปัญหาที่สำคัญที่สุด แต่ไม่มีใครให้ ความสำคัญแก่ปัญหานี้เลย เพราะเหตุว่า เขาถือเสียว่าเขากำลัง ได้สิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ที่ไหนอีก. เด็กเล็ก ๆ ก็คิดว่าได้สิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ;

น.374 เหมือนกับเด็กคนหนึ่งพูดว่าจะกินเนื้อสะเต๊ะให้หมดจาน แล้วไปขี่ประตูแกว่งเล่นอ๊อด ๆ แอ๊ด ๆ อยู่ อย่างนี้ก็เป็นความสุขที่สุด เป็นความดีที่สุดของเขาแล้ว เขาก็ไม่เคยคิดว่า จะต้องมีความดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ที่ไหนอีก. คนหนุ่มคนสาวก็เหมือนกัน เมื่อ ได้สิ่งที่ตนปรารถนาอยู่ในขณะนั้น ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เสียแล้ว. พ่อบ้านแม่เรือนที่ได้ทรัพย์สมบัติ มีบุตรมีหลานเหมือนกับที่เขามีกันก็รู้สึกว่า ได้สิ่งดี สูงสุดที่ควรจะได้แล้ว. คนแก่คนเฒ่ามีเงินใช้มีลูกหลานประคบประหงม ก็จะถือว่า ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เสียแล้ว. เพราะเหตุนั้นจึงไม่มีใครสนใจว่ายังมีอะไร ที่ไหนดีอีก. แม้จะมีบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนา โดยคิดว่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็ยัง ไม่รู้ว่ามันดีอย่างไร ได้แต่ว่าตาม ๆ กันไปว่ามันดี ก็เลยกระทำไปอย่างที่เรียกว่างมงาย. สิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือศาสนาไม่เกิดเป็นของจริงขึ้นมา ไม่เป็นตัวจริงขึ้นมา เป็นเพียง พิธีรีตองที่งมงายอยู่อย่างนี้ แล้วมนุษย์นั้น จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ อย่างไรกัน. ฉะนั้น เราควรจะคิดนึกถึงข้อเท็จจริงอันนี้กันใหม่ ในฐานะเป็นหลัก พื้นฐานเป็นจุดตั้งต้น ว่าในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่งนั้นควรจะได้สิ่งไรซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด. ถ้ายังไม่ทราบไม่เข้าใจก็ต้องตั้งเกณฑ์ไว้ก่อนว่า ยังมีสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้จะถึง เป็นแน่นอน ; สิ่งที่เรากำลังได้อยู่เดี๋ยวนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. นี่เรา จึงเริ่มขวนขวายหาวิธีที่จะรู้และจะหามาให้ได้ตามลำดับไป โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่าธรรม. ดังนั้นเราจึงมีการศึกษาธรรมตามโอกาส เช่นที่ให้มีการบรรยายในวันนี้ ก็นับรวมอยู่ใน การศึกษาธรรมเพื่อให้รู้ลู่ทาง ที่จะให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อย่างหนึ่งด้วย เหมือนกัน. ปัญหาที่ควรคิดต่อไปสำหรับนิสิตทั้งหลายมีว่า เราเป็นบุตรที่ดีของ บิดามารดา แล้วหรือยัง ? นี่ก็หมายความว่าเรามักจะคิดกันแต่ว่า เราเป็นตัวเรา ไม่ยอมรับผิดชอบนอกไปจากนั้น ไม่นึกถึงบิดามารดา นึกถึงแต่ตัวเอง; อย่างนี้

น.375 จะเรียกว่าเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาไม่ได้. บุตรที่ดีของบิดามารดาก็คือบุตรที่ทำ ความพอใจให้แก่บิดามารดาอย่างยิ่ง หรืออย่างสูงสุด. ในทางกลับกันก็คือไม่จับ บิดามารดาใส่ลงไปในนรกแห่งความร้อนใจ แต่จะช่วยให้ได้ขึ้นสวรรค์แห่งความพอใจ หรือสบายใจ. บุตรที่ทำความยุ่งยากลำบากใจให้แก่บิดามารดาในเรื่องใด ๆ ก็ตาม เรียกว่าจับบิดามารดาใส่ลงไปในนรกที่ร้ายกาจยิ่งกว่านรกไหน ๆ หมด เพราะนรก หมายถึงความร้อนใจ. ส่วนที่ช่วยให้บิดามารดาได้รับความพอใจก็คือ ตรงกันข้าม ได้แก่ช่วยให้มีสวรรค์ ให้เกิดเป็นสวรรค์ขึ้นมาในทันตาเห็นนี้ ในชาติทันตาเห็นนี้ คือในปัจจุบันนี้. ฉะนั้น ผู้ที่เป็นบุตรเป็นธิดานี้มีความหมายสำคัญมาก ที่จะช่วยสร้าง นรกหรือสร้างสวรรค์ขึ้นมาในโลกนี้ โดยเฉพาะในอกในใจของบิดามารดานั่นเอง ; แล้วในที่สุดก็จะต้องลามมาถึงในอกในใจของตัวเองด้วย ไม่ใช่เฉพาะแต่ในอกในใจ ของบิดามารดา. ฉะนั้น ความบกพร่องของนักเรียน ของนิสิต ซึ่งเป็นผู้ที่ยังอยู่ ในอุปการะของบิดามารดานี้จะต้องระวังในข้อนี้ คือจะต้องเป็นบุตรที่ดีที่ทำบิดามารดา ให้มีความรู้สึกเหมือนกับว่าอยู่ในสวรรค์ ; ฉะนั้นเราจะต้องอาศัยเครื่องมือคือธรรมะ อีกเหมือนกัน. ขอให้สังเกตไว้ข้อหนึ่ง ที่ได้พูดว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะเพียงคำเดียว" นี้ มันมีหลักเกณฑ์หรือมีแนวของมันอย่างนี้. ในการที่จะ เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ต่อไป ก็หมายความว่า เราจะเป็นผู้สามารถรับเอาความรู้ที่ควรจะรู้ทั้งหมดทั้งสิ้นจากครูบาอาจารย์ และมีความรู้ ที่เป็นส่วนความประพฤติดี มีความเป็นมนุษย์ที่ดีนั่นแหละ เป็นหลักเกณฑ์. การไม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่คนสมัยนี้เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย จนกระทั่งส่วนมากเป็นศิษย์ที่ไม่มีครูบาอาจารย์ คือไม่ได้นับถือครูบาอาจารย์ในฐานะ ที่เป็นครูบาอาจารย์ อย่างนี้เขาเรียกว่า ไม่มีครูบาอาจารย์ เมื่อไม่มีครูบาอาจารย์ มันก็ ไม่มีความเป็นศิษย์ เพราะฉะนั้นตัวเองก็ไม่ได้เป็นศิษย์ อย่าว่าแต่จะเป็นศิษย์ที่ดีของ

น.376 ครูบาอาจารย์ที่ดีเลย. เมื่อไม่มีความเป็นศิษย์เป็นอาจารย์ที่ถูกต้อง วัตถุประสงค์ของการ ศึกษาก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จ ในที่สุดก็มีแต่ความเห็นแก่ตัวทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ไปเลยก็ได้. เมื่อความเป็นศิษย์เป็นอาจารย์ไม่มีอยู่ในโลกนี้แล้ว โลกนี้ก็หมดที่พึ่ง คือไม่มีสิ่งเคารพ ยำเกรง ซึ่งจะชักจูงวิญญาณของมนุษย์เราให้เป็นไปในทางถูกต้อง เหลืออยู่แต่ต่างคน ต่างหาประโยชน์ใส่ตน ; มาเรียนหนังสือก็เพราะจำเป็น มาสอนหนังสือก็เพราะจำเป็น อย่างนี้มันผิดกับระบบที่มีศิษย์ที่ดี หรือมีครูบาอาจารย์ที่ดี ในการที่เราจะเป็นศิษย์ที่ดี มีศิษย์ที่ดี เราต้องมีสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั้นอีกเหมือนกัน. ในฐานะที่เป็นนักศึกษา คำว่า "ศึกษา" นี้ควรจะมีความหมาย กว้างขวาง ถึงขนาดที่เรียกว่าผู้มีการศึกษานั้น คือผู้ที่เป็นมนุษย์ได้ถูกต้อง ได้รับ สิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ได้จริงในที่สุด; ไม่ใช่ศึกษาเพ้อเจ้อ หรือว่าไม่ใช่ ศึกษาเพียงแต่พอได้ขายความรู้กิน ; มันจะต้องมีการศึกษาชนิดที่มีความเป็นมนุษย์ สมบูรณ์ได้จริง. โลกนี้มีสันติภาพได้ก็เพราะคนมีการศึกษาชนิดนี้. เดี๋ยวนี้มานึก กันเสียแต่เพียงว่าศึกษาเพียงเพื่อทำมาหากินได้ก็แล้วกัน และบางทีก็เลยเถิดไปถึงว่า หาเงินได้ก็แล้วกัน ไม่ต้องคำนึงถึงว่ามันจะเป็นอย่างไร. นี่ไม่เรียกว่าเป็นนักศึกษา และรวมกันทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่มนุษย์ คือไม่สามารถที่จะเป็นผู้ที่มีใจสูง ทำตัวเอง หรือโลกนี้ให้มีสันติภาพได้ แต่มีความวุ่นวายไปหมด นี่เพราะขาดธรรมะ นี่แหละคือ คำอธิบายที่ว่า ธรรมะทำไมกัน ? มนุษย์นี้จะต้องมีธรรมะไปทำไมกัน ? และเนื่องจากธรรมะมีเรื่องที่ค่อนข้างจะลึกซึ้ง และลึกซึ้งไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องขวนขวายศึกษาธรรมะนี้เป็นระยะยาวนานพอ ด้วยความพากเพียร ขะมักเขม้นที่มากพอ จึงจะรู้ธรรมะที่ลึกซึ้งนั้นได้ และเราจะต้องทำให้ถูกวิธีด้วย ถ้าไม่ถูกวิธีแม้จะทำมากหรือทำนานเท่าไร มันก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ ในการ ที่จะเข้าใจธรรมะอันลึกซึ้ง,

น.377 บัดนี้เราก็จะมองดูกันต่อไปถึง สิ่งที่เป็นอุดมคติ ที่มีอยู่ในธรรมะ. ธรรมะนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่มีตัวมีตน บางคนเห็นไปว่าเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่เงิน ที่ซื้อของกินได้ ไม่ใช่วัตถุที่ใช้กินได้ใช้สอยได้ ; ธรรมะมีลักษณะเป็นอุดมคติ และเป็นแนวสำหรับชักจูงบุคคลไปตามอุดมคติ. ถ้าหากว่าเกลียดสิ่งที่เรียกว่าอุดมคติ เสียแล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะเกี่ยวข้องกับธรรมะได้. ผู้ที่เป็นวัตถุนิยมจัดคือเห็นแต่วัตถุ รู้จักแต่วัตถุ ต้องการแต่วัตถุ อย่างนี้ไม่มีทางที่จะชอบธรรมะได้ ไม่มีทางที่จะมี อุดมคติจากธรรมะได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นมนุษย์เพียงแต่ทางวัตถุ มีความนิยมแต่วัตถุ. เขาอาจจะเรียกความนิยมทางวัตถุว่าเป็นอุดมคติของเขาก็ได้ แต่ในทางพุทธศาสนาเรา ไม่ถืออย่างนั้น ; ฉะนั้นถ้าเรามีความเป็นพุทธบริษัท หรือจะสนใจอย่างพุทธบริษัท เราต้องสนใจในเรื่องอุดมคติ ที่เป็นตัวธรรมะหรือเป็นแนวของธรรมะ. เราจะต้องยอมรับว่า อุดมคตินี้มันยิ่งไปกว่าสิ่งที่กินได้ หรือสิ่งที่จะ เอาไปซื้ออะไรกินได้ เพราะว่าถ้าเราไม่มีธรรมะในฐานะเป็นอุดมคติแล้ว ก็จะกินไฟ เข้าไป จะซื้ออะไรมากินก็จะกลายเป็นไฟไปหมด จงดูตัวอย่างหรือผลกรรมที่พวก วัตถุนิยมกำลังได้รับอยู่ทั่ว ๆ ไปในโลกก็แล้วกัน. ฉะนั้นจะต้องเข้าใจกันในฐานะที่เป็น พุทธบริษัทมีเลือดเนื้อเชื้อไขมาอย่างพุทธบริษัท หรือในศาสนาใดก็ตาม ในข้อนี้ย่อม ตรงกันหมดคือจะต้องนิยมอุดมคติ. ธรรมะที่เป็นอุดมคตินี้กว้างขวางมากมาย สรุปแล้วมันก็มารวมอยู่ตรงที่ว่าจะให้ได้ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง และ สูงสุดเต็มเปี่ยมนั่นเอง. ยกตัวอย่างเหมือนคำว่าสถาบันแห่งนี้ มีชื่อว่า "จุฬาลงกรณ์" เราเรียกกัน สั้น ๆ ว่า "จุฬา" คำว่า จุฬา นั้นมีอุดมคติของธรรมะหรือมีความหมายเป็นธรรมะ อยู่ในตัว คือธรรมะนั่นแหละเป็นจุฬา อย่างนี้เป็นต้น. ทำไมจึงเรียกธรรมะว่าเป็นจุฬา หรือเรียกจุฬาว่าเป็นธรรมะ นี่ต้องเล็งถึงความหมาย ไม่ใช่แต่ตัวหนังสือ. ถ้าเล็งแต่

น.378 ตัวหนังสือ มันก็ไปกันคนละทิศคนละทาง แล้วบางทีจะเป็นอันตรายก็ได้. ขออภัย จะกล่าวพอเป็นตัวอย่างอย่าหาว่ากระทบกระเทียบ เช่นคำว่า " จุฬา" ถ้าเอาตามตัว หนังสือก็แปลว่า "หัวจุก” หรืออย่างดีที่สุดก็คือ "โมลี" หรือ "กระหม่อม" ที่อยู่ บนศีรษะ นี้มันเป็นตัวหนังสือและเป็นวัตถุ. ส่วนอุดมคติหรือความหมายของมันนั้น หมายถึงความสูง ความสูงสุด ; กระหม่อมคือความสูงสุด สิ่งที่เป็นกระหม่อมของคน หรือเหนือสิ่งทั้งปวงนั้นคือธรรมะ, ธรรมะตั้งอยู่ในฐานะเป็นโมลีของศีรษะ คือของ ชีวิตของวิญญาณของคน และของคนทุก ๆ คน หรือของโลก. ถ้าโลกทั้งโลกมีโมลี ธรรมะก็อยู่ที่นั่น ถ้าคนมีกระหม่อมหรือโมลี ธรรมะก็อยู่ที่นั่น ; ไม่ใช่หมายแต่เพียง หัวจุก ถ้าเอาธรรมะเป็นหัวจุกก็เป็นเรื่องตัวหนังสือ เป็นเรื่องวัตถุมันก็เป็นเรื่องของเด็ก มันก็จะข่วนหน้ากันเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเรื่องของเด็ก ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องของ ความหมายหรืออุดมคติ มันก็คือธรรมะที่สูงที่มีอยู่เหนือกระหม่อม. ถ้าทุกคนมี ธรรมะอยู่ที่กระหม่อมเป็นประจำ จะเป็นอย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู. มันจะ ปลอดภัย จะไม่มีการข่วนหน้ากัน หรือจะไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา มีแต่ความก้าวหน้า มีความเจริญตามวิถีทางของผู้ที่มีธรรมะอยู่ที่กระหม่อมในฐานะที่เป็นจุฬา. นี่ขอให้ พิจารณาตัวอย่างอันนี้ในฐานะเป็นตัวอย่างสำหรับการศึกษา ไม่ใช่คำพูดที่กระแนะ กระแหนอะไร. ทีนี้จะกล่าวถึงคำอื่น ๆ ชื่อมหาวิทยาลัยอื่น ๆ สถาบันอื่น ๆ ก็ดูให้ดีเถอะ แต่ละคำ ๆ ผู้มีปัญญาท่านเอาคำที่ดีมาตั้งชื่อของสถาบันนั้น ล้วนแต่มีอุดมคติเป็น ธรรมะทั้งนั้น. ถ้ายิ่งมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่างนี้ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเห็นชัดว่าตัวธรรมะเด่นอยู่ที่นั่น มันก็ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมะโดยตรง. ทีนี้บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ทำไร่ทำนา ทำกสิกรรมเล่า มันจะเป็นธรรมะได้อย่างไร ? นี่ก็เพราะว่าเขาได้ยินได้ฟังน้อยเกินไป ไม่ได้ยินได้ฟังเรื่อง

น.379 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ ตถาคตก็เป็นชาวนา" ในการโต้ตอบสนทนากับพราหมณ์ คนหนึ่งซึ่งเป็นชาวนาขี้เหนียว พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ท่านก็เป็นชาวนา แล้วก็เลย โต้ตอบกัน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านาของท่านมีความเชื่อเป็นพืชพันธุ์ มีความเพียร เป็นน้ำฝน มีปัญญาเป็นไถ มีหิริเป็นงอนไถ มีใจเป็นเชือกชัก มีสติเป็นผาลเป็นปฏัก อย่างนี้เรื่อยไป; นาของท่านทำเสร็จแล้ว มีอมตะเป็นผล. นี่พระพุทธเจ้า เป็นชาวนา ธรรมะก็คือการทำนา หรือเรื่องของการทำนาชนิดหนึ่ง. ดังนั้น ธรรมะ จะมีลักษณะเป็นอุดมคติ ของคำทุกคำที่เราสรรเอามาเป็นชื่อของสถาบัน หรือของสิ่ง ที่เราหวังไว้เพื่อการทำความเจริญก้าวหน้า. ถ้าหากว่าทุกคนเข้าถึงอุดมคติ รักษาอุดมคติของตน โดยแปลความหมาย ของคำนั้น ๆ ให้มีอุดมคติเป็นธรรมะอยู่เสมอไปแล้ว ธรรมะนั่นแหละจะคุ้มครอง จะคุ้มครองยิ่งกว่าเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ให้นิสิตทั้งหลาย ให้คนทั้งหลาย คือให้ทุกคน อยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตนเป็นลำดับ ๆ ไป. นี่คือสิ่งที่เรียกว่าอุดมคติจากธรรมะ หรือธรรมะมีลักษณะเป็นอุดมคติ อยู่ในตัวธรรมะเอง สำหรับทุกคน และทุกกรณี ขออย่าได้พูดเลยว่า "ธรรมะทำไมกัน มีกินมีใช้ก็พอแล้ว" เหมือนที่คน พูดกัน ; หรืออย่าได้พูดว่ามีวัดวาอารามมีศาสนา เพื่อเอาไว้อ้อนวอนเมื่อจวนตัว จนตรอกคิดอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก มีแต่ความกลัวครอบงำ. ทำอย่างนั้นไม่เป็น ธรรมะ ไม่เป็นศาสนา เป็นการกระทำของคนโง่ คนงมงาย แม้จะทำไปในนาม ของศาสนาก็เป็นเรื่องที่ว่าแต่ปาก. เดี๋ยวนี้เราต้องการจะให้เป็นธรรมะจริง ให้ เป็นศาสนาก็เป็นศาสนาจริง เพื่อความเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์จริงของเรานี่แหละ. เราจึงต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะกันให้เพียงพอ และให้ความสำคัญแก่ธรรมะในลักษณะ

น.380 “ธรรม" เพียงคำเดียว ที่ได้กล่าวเป็นหัวข้อว่า : "ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะเพียง คำเดียว". อาตมาเชื่อว่ามีท่านหลาย ๆ คนในที่นี้คงไม่เชื่อในเมื่อได้ยินคำเหล่านี้ เพราะยังคิดว่าจะมีสิ่งอีกหลายสิ่งที่ไม่ขึ้นอยู่กับธรรมะก็มี คงจะคิดอย่างนั้น. ถ้าผู้ใดคิด อย่างนั้น ก็ขอให้เข้าใจไว้ก่อนว่าเพราะยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" อย่างถูกต้อง และครบถ้วน เราควรจะได้ศึกษากันถึงสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" ต่อไป. สิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" นั้นเป็นคำ ๆ เดียวที่ตอบปัญหาได้หมดทุกข้อ ในโลกนี้. ขอย้ำว่า คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ก็ตาม เพียงคำเดียวเป็นคำพูด ที่สามารถตอบปัญหาได้ทุกข้อที่มีอยู่ในโลกนี้. ลองคิดดูตามที่จะยกตัวอย่างมาให้ดู : เช่นถ้าจะถามว่า ทำไมคนจน ? จนเพราะเหตุอะไร ? ตอบว่าธรรมะ เพราะธรรมะ ตอบได้ด้วยคำเดียวสั้น ๆ ว่า ธรรมะ ; คือ เขามีธรรมะของคนโง่ ของคนขี้เกียจ ของคนไม่รู้จักความเป็นมนุษย์ ; ธรรมะฝ่ายชั่วฝ่ายบาป ฝ่ายอกุศลที่ทำให้โง่ ให้ขี้เกียจ ให้ไม่รู้หน้าที่ของตน ธรรมะ ประเภทนั้นเขามี; นี่ก็บอกว่า "ธรรม". ที่นี้ ทำไมคนจึงจะรวย ? คำตอบ ก็คำเดียวกันว่าธรรมะ เพราะธรรมะ : ก็เพราะว่าเขามี ธรรมะของผู้ที่มีสติปัญญา ธรรมะฝ่ายดี. ทำไมเด็ก ๆ จึงข่วนหน้ากัน ? ก็เพราะว่าธรรมะ คือธรรมะ ฝ่ายอวิชชา ฝ่ายที่เป็นกิเลสที่เป็นฝ่ายอวิชชา ธรรมะฝ่ายดำ. ทำไมเด็ก ๆ จึงรักใคร่ อารีอารอบเมตตาปรานีกัน ? ก็ตอบว่าธรรมะ คือธรรมะที่เป็นฝ่ายขาว ฝ่ายกุศล. ทำไม เราจึงต้อง เป็นทุกข์ ? ก็ตอบได้ง่ายว่าธรรมะ คือ ธรรมะฝ่ายดำ. ทำไม เราจึง มีความสุข ? ก็ตอบว่าเพราะธรรมะ ธรรมะฝ่ายขาว. ทำไมนักเรียนบางคน เรียนหนังสือไม่สำเร็จ เพราะเหตุไร ? เพราะธรรมะ คือธรรมะที่เป็นฝ่ายบาป ฝ่ายอกุศลครอบงำเขา เขามีธรรมะส่วนนั้น. ทำไมเด็กคนหนึ่งเรียนหนังสือสำเร็จ เพราะเหตุไร ? ก็เพราะธรรมะ.

น.381 ความหมายประเภทที่ ๒ คือ หมายถึง กฎของธรรมชาติ กฎที่ว่า อะไรจะต้องเป็นอย่างไรนั้นมีอยู่ในธรรมชาติ ; ตัวกฎนี้ก็เรียกว่า "ธรรม" เหมือนกัน. แม้แต่กฎวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ เคมี กฎทางชีววิทยา อะไรก็ตามทุก ๆ อย่างนั้นมันก็ เป็นกฎของธรรมชาติ. ที่นี้กฎที่พูดถึงในทางศาสนา ทางศีลธรรม เรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เรื่องไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เรื่องกรรม เรื่องอริยสัจจ์ทั้งหมด เลยไม่ยกเว้นอะไร ก็เรียกว่า "กฎของธรรมชาติ". กฎของธรรมชาติ นี่ ดูให้ดี ๆ เถอะว่ามันมีอยู่อย่างไรและอยู่ที่ไหน. ธรรมชาติมีอยู่ที่ไหน กฎของธรรมชาติจะอยู่ ที่นั่น; จะรู้สึกว่านี่คือ พระเจ้าในความหมายที่ถูกต้อง คือกฎของธรรมชาตินี้มีอำนาจ ที่จะให้สิ่งต่างๆ เป็นไป ให้พระอาทิตย์เกิดขึ้น ให้พระอาทิตย์สลายไป ให้จักรวาล เกิดขึ้น ให้จักรวาลหายไป สุดแท้ในทางวัตถุ ; ส่วนในทางจิตใจก็เหมือนกัน ถ้าเป็น ไปอย่างนี้จะมีความรู้สึกอย่างนี้ ถ้าเป็นไปอย่างนั้นจะมีความรู้สึกอย่างนั้น ทั้งความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติอันนี้ ควรจะเรียกว่าพระเจ้า ชนิดที่มี ความหมายอันแท้จริง. ความหมายประเภทที่ ๓ ของคำว่า “ ธรรมะ" ซึ่งหมายถึง หน้าที่ หรือ duty ถ้าเราจะเปิดดูพจนานุกรมภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตดูคำว่า “ ธรรมะ" แล้ว มักจะพบคำแปลคำนี้ คือคำว่า หน้าที่ หรือ duty, ทุกสิ่งที่มีชีวิตนี้ต้องมีหน้าที่. ขอให้หลับตามองให้เห็นในการที่ทุกสิ่งที่มีชีวิตย่อมมีหน้าที่ ; ตัวหน้าที่นั่นแหละ คือธรรมะ. ธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนและการปฏิบัติในพุทธศาสนานี้ระบุหน้าที่มากกว่า อย่างอื่น เราจึงเข้าใจธรรมะกันแต่เพียงหน้าที่คือการปฏิบัติธรรม ; แต่แท้ที่จริงคำว่า "ธรรมะ" มีความหมายกว้างเกี่ยวเนื่องมาตั้งแต่ตัวธรรมชาติ ตัวกฎธรรมชาติและตัวหน้าที่ ตามธรรมชาตินี้. อย่างน้อยที่สุด ชีวิตทุกชีวิตมีหน้าที่ที่จะต้องต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่ จะเป็นต้นไม้ หรือเป็นสัตว์ หรือเป็นมนุษย์ก็ตาม แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว ชีวิตต่ำต้อย ที่สุดมันก็ต้องมีหน้าที่ต่อสู้เพื่อชีวิตอยู่ นั่นคือหน้าที่พื้นฐาน ; และยังมีหน้าที่ต่อสู้เพื่อ

น.382 ไม่ให้เกิดความเป็นทุกข์ทรมานในการมีชีวิตอยู่ ; นี่คือหน้าที่ที่เราจะต้องบริหารร่างกาย ต้องทำมาหากิน ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่าง ; และหน้าที่อันสูงสุดก็คือหน้าที่ที่จะต้อง ไป- ไป - ไป จนให้ถึงจุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้; นี่คือหน้าที่. ที่จริงเราอาจจะจำแนกจาระไน สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นี้ได้มากมาย หลายสิบอย่าง หลายร้อยอย่าง. เกี่ยวกับหน้าที่นี้สรุปให้สั้น ๆ เพื่อจำง่ายว่า อย่างน้อยก็จะต้องมี ๓ อย่าง : หน้าที่โดยหลักพื้นฐาน คือหน้าที่ต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ ดิ้นรนทุกอย่าง แม้ที่สุด การสืบพันธุ์ หรือการอะไรก็ตาม ให้สิ่งที่เรียกว่าคนหรือมนุษย์หรือชีวิตนี้ยังอยู่. ที่นี้ เมื่ออยู่ได้มันก็เกิด หน้าที่บริหารให้มีกินมีใช้ แล้วก็ต้องอย่าให้เป็นไปเพื่อความ ทนทุกข์ทรมาน. แม้ในการหามากินมาใช้ ก็ต้องมีหน้าที่ที่จะทำให้ถูกต้อง. เมื่อมีกิน มีใช้สบายเป็นไปได้แล้ว ก็มารู้สึกว่ายังไม่ถึงจุดสูงสุดของสิ่งที่มนุษย์จะเดินทางไปให้ถึง จึงมี หน้าที่ที่จะศึกษาและปฏิบัติธรรมะ หรือธรรมชาติในระดับที่สูงขึ้นไป จนกระทั่งเรียกว่าบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นมรรค ผล นิพพาน ในพระพุทธศาสนา หรือเช่นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้าในศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าเป็นต้น. ตัวหน้าที่คือตัวการปฏิบัติที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่ปฏิบัติไม่ได้ คือต้องตายหรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นทุกข์ ทรมานเจียนตาย เหมือนกับไฟไหม้ ไพ่เผาลน อยู่เสมอ. หน้าที่เหล่านี้แหละ เรียกว่า "ธรรมะ" ทั้งหมด. ความหมายประเภทที่ ๔ คือ ผลจากหน้าที่นั้น ๆ ผลเป็นความสุข ความทุกข์อย่างโลก ๆ ก็ดี ตามทางธรรมก็ดี กระทั่งมรรค ผล นิพพาน ในพระพุทธ- ศาสนาก็ดี นี้ก็เรียกว่า ธรรมะ : โลกุตตรธรรม คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ก็เรียกด้วยคำสามานยนาม ว่า "ธรรมะ" เหมือนกัน,

น.383 นี่ขอให้ทราบว่า ในภาษาบาลีนั้น สามานยนาม หรือ common noun คำเดียวว่า " ธรรมะ” นี้ใช้แก่ทุกสิ่ง. คือใช้แก่ตัวธรรมชาติทั้งหมด, แล้วใช้แก่ กฎธรรมชาติทั้งหมด, แล้วใช้แก่หน้าที่ตามธรรมชาติทั้งหมด, แล้วก็ใช้แก่ผลที่ เกิดจากหน้าที่นั้นทั้งหมดด้วย ; แล้วมันจะมีอะไรเหลือ ขอให้ลองคิดดู. มันไม่มี อะไรเหลือไว้ให้เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นนอกจากเรียกว่า "ธรรมะ". เพราะว่าคำว่า “ธรรมะ" เขามีความหมายอย่างนี้เสียแล้ว. เดี๋ยวนี้เรามีการศึกษาแคบ เพราะขี้เกียจ ได้ยินคำนี้แต่เล็กน้อย ในความหมายอันแคบ เช่นว่า “ ธรรมะ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า" นี้มันถูก นิดเดียว คือในความหมายที่ว่าเป็น หน้าที่. พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ปฏิบัติอย่างนั้น อย่างนั้น นั่นคือหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ; มันก็เป็นเพียงประเภทที่ ๓ ส่วนน้อย ส่วนหนึ่งเท่านั้น. แต่ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะสอนเรื่องอื่นส่วนอื่นบ้างก็ไม่ถือเป็นตัว คำสอนของท่าน คำสอนของท่านคือให้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ แต่ตามภาษาหรือข้อเท็จจริง ของคำนี้ มันเล็งถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย. นี้ท่านจะเข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมคำพูดคำเดียว พยางค์เดียวเสียด้วย สามารถ ใช้ตอบปัญหาได้ทุกข้อ ที่มีอยู่ในโลก. ท่านจะสนใจมันในแง่ของอักษรศาสตร์ อย่างนี้ ก่อนก็ได้และดี เพราะมันสนุกดี ; แต่แล้วไม่พอ จะต้องเอาไปมองดูถึงแง่ของธรรมะ, อรรถของธรรมะ ความหมายของธรรมะ อุดมคติของธรรมะ จนกระทั่งรู้ว่า มันมีความ สำคัญอย่างไร แล้วเราจะต้องเกี่ยวข้องกับมันอย่างไร. เมื่อรู้ธรรมะในความหมาย คลุมทั้ง ๔ ประเภทนี้แล้ว เราก็จะรู้ได้ทันทีว่า แหม สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้น คือตัวเราเอง และคือทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่กับตัวเราเอง. ลองคิดดูให้เข้าใจในข้อนี้ ว่าสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" นั้นก็คือ ตัวเราเอง และทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ตัวเราเอง : เนื้อหนังร่างกาย ทั้งหมดของเรา รวมทั้งใจ

น.384 ด้วยนี้เป็นธรรมชาติ เป็น nature อันหนึ่ง ; แล้วกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มันบังคับควบคุม อยู่ในนี้ ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมีกฎมากมายที่มันควบคุมธรรมชาติ ร่างกาย หรือใจนี้ คือ กฎของธรรมชาติ มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเราด้วยเหมือนกัน ; และหน้าที่ ตามธรรมชาติก็คือสิ่งที่เราต้องกระทำอยู่ตลอดเวลาด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจของเราเอง. แม้ที่สุดแต่ว่าตื่นขึ้นต้องล้างหน้าล้างตาต้องถูฟัน อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นหน้าที่ ; แล้วยัง มีหน้าที่อย่างอื่น ที่มากกว่านั้น และหน้าที่ครบหมดทุกอย่างตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้ ที่เราต้องทำ และสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ นั้น มันอยู่ในตัวเรา. เพราะฉะนั้น ตัวเรา ทั้งเนื้อทั้งตัว ก็คือ ธรรมะ หรือธรรมชาติในข้อนี้. ทีนี้ที่เนื้อที่ตัวเรามีความสุข มีความทุกข์ มีผลที่เราได้รับจากการที่เราทำหน้าที่ เรากำลังเก็บเกี่ยวผลนั้น กำลัง บริโภคผลนั้นอยู่. นี่เรียกว่า ธรรมะประเภทที่ ๔ คือผลจากหน้าที่นั้น ก็มีอยู่ ที่เนื้อที่ตัวของเราครบทั้ง ๔ ประการ. เนื้อตัวของเราเป็นธรรมะอย่างนี้ ; แล้วสิ่งที่ แวดล้อมเราอยู่ เช่น ทรัพย์สมบัติของเรา บิดามารดา บุตรภรรยา สามี ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่แวดล้อมเรา ที่เกี่ยวข้องกับเรา ทั้งที่ใกล้ และที่ไกลออกไป แม้จะอยู่คนละมุมโลก ก็ตาม ที่มันเกี่ยวข้องกับเรานั้น ไม่มีอะไรที่ไม่เรียกได้ว่า ธรรมะ ในความหมายใด ความหมายหนึ่งใน ๔ ความหมายที่กล่าวมา. ฉะนั้น เราจึงพูดว่า "ธรรมะ คือตัวเรา และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา" แล้วเราจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ อย่างไรได้; จะพูดว่า "ธรรมะ ธรรมเมอะ ทำไมกัน ? มีกินมีใช้ก็พอแล้ว" นี่คือความโง่ที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นตัวเรา หรือสิ่งที่กิน ที่ใช้อยู่นั้นก็คือ ธรรมะ. ความรู้เรื่องธรรมะก็คือความรู้ที่จะช่วยให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง ในการมีตัวเรา เป็นตัวเราในการกินการใช้ของเรา หรือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับเรา, คนที่ไม่รู้ เขาเอาธรรมะไว้ที่วัด เอาตัวเองไว้ที่บ้านตามความคิด

น.385 ของเขา. เอาธรรมะไว้ที่วัด ก็เพื่ออย่าให้มารบกวนกีดขวางขัดคอที่ตัวจะทำอะไรตาม กิเลสของตัว ; แต่หารู้ไม่ว่าแม้แต่สิ่งที่จะเรียกว่า "กิเลสของตัว" นั้นก็คือธรรมะ. การที่ตนทำดีหรือทำชั่วอะไรก็ตาม นั้นก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในความหมาย ๔ อย่างนั้น. ฉะนั้นจึงไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยงจากธรรมะได้ ไม่มีทาง ที่จะแยกตัวออกจากธรรมะได้ เพราะมันเป็นตัวเราเสียเอง และเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่ กับตัวเราเสียเอง ทางจึงไม่มีทางเลือก นอกจากทางที่ว่าเราจงเข้าใจมันให้ถูกต้อง คือ เข้าใจตัวเรากับสิ่งแวดล้อมเรานี้ให้ถูกต้อง แล้วก็จัดการประพฤติกระทำไปให้ถูกต้อง ด้วยตัวเรา. ตัวเราก็คือธรรมะ, การประพฤติปฏิบัติของเราก็คือธรรมะ, ผลที่เกิดขึ้น ก็คือธรรมะ. คำว่า "ตัวเรา" นี้เป็นคำสมมติเรียกตามภาษาชาวบ้านเรียก ถ้าเรียกอย่าง ภาษาที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าก็เรียกว่า ธรรม คือธรรมชาติประเภทที่หนึ่ง. นี้สรุปว่า สิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" นั้น คือตัวเราและทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรา. ทำไม เราไม่สนใจ? เพราะเราไม่รู้จักสิ่งนี้อย่างถูกต้องและเพียงพอนั่นเอง. เมื่อเราเข้าใจว่า "ธรรมะ" คำเดียว หรือ "ธรรม" เพียงคำเดียว พยางค์เดียว ว่าหมายถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็เข้าใจได้ทันทีว่ามันสามารถตอบปัญหาได้ทุกข้อ ทุกปัญหา ในโลก และคือสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร รวมทั้งที่เป็นที่มาของสิ่งทุกสิ่งด้วย. ควรที่จะ เรียกว่า "พระเจ้า" คือมันเป็นทุกสิ่งและเป็นที่มาเป็น source ของสิ่งทุกสิ่ง ซึ่งมันเป็น ความหมาย หมายถึง "พระเจ้า" มีอยู่ในทุกที่ทุกหนทุกแห่งและควบคุมคนทุกคน. นี่ก็เป็นความหมายของคำว่า "พระเจ้า", พระเจ้ามีอยู่ในที่ทุกแห่ง และควบคุมคน ทุกคน คือธรรมะในฐานะที่เป็นกฎธรรมชาติเป็นต้นนั่นเอง มีอยู่ในที่ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกหนทุกแห่ง และทุกคน แล้วก็ควบคุมสิ่งทุกสิ่ง หรือคนทุกคนอย่างแท้จริง ยิ่งกว่าสิ่งใด ควรแก่นามที่จะเรียกว่า "พระเจ้า" เพราะธรรมะนี้มีอยู่ก่อนสิ่งใดและเป็น

น.386 อนันตกาลด้วย. ในพระพุทธศาสนามีคำกล่าวยืนยันชัดลงไปอย่างนี้ว่า "ธรรมะมีอยู่ ก่อนสิ่งใด". แม้ในฝ่ายคริสเตียน ศาสนาคริสเตียนก็พูดทำนองเดียวกันว่า The WORD มีอยู่ก่อนสิ่งใด. WORD - คำพูด นั้นหมายถึงธรรมะ และแรกเริ่มเดิมทีทั้งหมดก่อน สิ่งใดๆ The WORD นั้นมีอยู่. The WORD คือ GOD, GOD คือ The WORD ; หมายความว่าสิ่งอันใดอันหนึ่ง ซึ่งเขาไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เขาเรียกว่า The WORD. WORD ที่แปลว่าคำพูด แปลว่าพระคำ หรือพระอะไรก็ตามใจ. ที่แท้จริงคำว่า The WORD นั้นนั่นแหละไม่ใช่คำพูด แต่มันคือธรรมะในลักษณะอย่างที่กล่าวนี้; นี่แหละคือสิ่งที่จะพูดและพูดดังกว่าสิ่งใดหมด. หรือเป็นคำพูดก็เป็นคำพูดที่ดังกว่าสิ่งใด หมด ศาสนาคริสเตียนตั้งต้นขึ้นด้วยคำว่ามี The WORD และ The WORD นั้นคือ GOD; The WORD นั้นคือ Light แสงสว่าง ; แล้วก็เรื่อยมาจนมีอะไรต่ออะไร. นี่เป็น ความหมายที่เป็นอย่างเดียวกันแท้ กับสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" ที่กำลังอธิบายอยู่ในที่นี้ ว่าได้แก่สิ่งทุกสิ่งที่ถือว่ามีอยู่ก่อนสิ่งใด ก่อนพระพุทธเจ้า หรือก่อนสิ่งใดทั้งหมด ; แล้วก็มีอยู่เป็นอนันตกาล คือไม่มีใครรู้ได้ว่ามันตั้งต้นมาแต่เมื่อใด และมันจะไปสิ้นสุด ลงเมื่อใด. ความหมายอย่างนี้ก็ควรแก่ความหมายที่จะเรียกว่า "พระเจ้า" อีกนั่นเอง. เพราะฉะนั้น จึงอยากจะขอบอกกล่าวนิสิตทั้งหลายที่สนใจที่จะเป็น พุทธบริษัทที่ถูกต้อง เผื่อว่าท่านถูกชาวต่างประเทศถามว่า ในพุทธศาสนาของท่านนั้น มีพระเจ้าไหม ? ถ้าถูกเขาถามอย่างนี้ท่านอย่าผลีผลามตอบไปว่า "ไม่มี ไม่มี" จะกลาย เป็นเรื่องผิดพลาดอย่างขนาดที่เรียกว่า ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนก็ได้. เราจะต้อง ย้อนถามเขาว่า "ที่ท่านเรียกว่าพระเจ้า ๆ นั้นมีความหมายอย่างไร ? มี qualification อย่างไร ? มี contribution อย่างไร?" ถามซักไซ้ให้ละเอียด ที่ท่านเรียกว่า GOD - GOD นั่นมันมีความหมายอย่างไร ? พอเขาบอกมานี้จะเห็นได้ว่าตรงกับสิ่ง ที่เรียกว่า "ธรรม" ในที่นี้. เราก็บอกว่ามี มี ของเราก็มี แต่เราไม่เรียกว่า GOD

น.387 เราเรียกว่า "ธรรมะ". พุทธบริษัทมีพระเจ้าคือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ตามความหมาย ต่าง ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้. นี่จะเป็นการตอบที่ถูกต้อง ที่ไม่ตู่ศาสนาของตัวเอง และไม่ตู่พระเจ้าในศาสนาอื่นเลย และบางทีเราจะพิสูจน์ยืนยันให้เห็นชัดได้จริง ยิ่งกว่า พระเจ้าที่เขาพูด ๆ กันตามธรรมเนียมของเขาเสียอีก. เรามีทางจะชี้ให้เห็น ระบุให้เห็น ทั้งลักษณะ หน้าที่ อำนาจ และขอบเขตได้ดี ในความหมาย ๔ ประการของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ฉะนั้นขอให้จำไว้ให้ดี ๆ เพื่อความเป็นนักศึกษาที่พอตัว และเพื่อความเป็นพุทธบริษัทที่ดี และในที่สุดจะไปถึงจุดหมายปลายทางของการ ที่เป็นมนุษย์ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. นี่เพราะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ เพียงคำเดียวเท่านั้น สิ่งเดียวเท่านั้น; นี้ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มันขึ้นอยู่กับคำเพียงคำเดียว คือ "ธรรมะ". ทีนี้จะขอชี้เฉพาะส่วนที่เป็นเรื่องทางภาษาอีกทีหนึ่งว่า คำว่า "ธรรม" นี้เป็นคำพูด หรือสิ่งที่ประหลาดที่สุดในโลก เห็นไหม ? ลองคิดดูว่ามันมีอะไรที่ ประหลาดมากอย่างยิ่ง กว้างขวางอย่างยิ่ง เหมือนคำ ๆ นี้; ไม่มีสิ่งใดที่น่าอัศจรรย์ น่าประหลาดใจเท่ากับสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ฉะนั้นจึงควรสนใจอย่างยิ่ง : ถ้าจะว่าเป็น คำพูด มันก็เป็นคำพูดที่ประหลาด ถ้ามันเป็นสิ่งเป็นของหรือเป็นอะไรก็ตาม มันก็เป็น สิ่งที่ประหลาด คือมันมีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ควบคุมคนทุกคน เป็นที่มาของทุกสิ่ง มีอยู่ตลอดอนันตกาล เป็นสิ่งสูงสุดแม้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็นับถือสิ่งนี้ พระพุทธเจ้า ตรัสไว้เองว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตก็ดี, ปัจจุบันก็ดี, ในอนาคตก็ดี ทุกองค์ล้วนแต่เคารพสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" หรือธรรม ที่ว่าเป็นคำพูดที่ประหลาดที่สุดนั้น หมายความว่า มันเป็นคำพูดที่ไม่รู้ว่า ใครคิดขึ้นมาได้อย่างไร ออกมาจากปากใครทีแรก มาเป็นภาษาในประเทศอินเดียมาตั้งแต่ โบราณกาล และมีความหมายอย่างนี้ในทางพุทธศาสนา ฉะนั้น คำว่า "ธรรม"

น.388 ในพุทธศาสนา นี้ มีความประหลาดอย่างยิ่ง เป็นคำที่มีความหมายกว้างขวาง ครอบคลุมสิ่งทุกสิ่งใน ๔ ประเภท นั้น แม้แต่ฝุ่นเล็ก ๆ เม็ดหนึ่งขึ้นไปถึงสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ก็อยู่ในขอบเขตของคำว่า "ธรรมะ", อะไร ๆ ก็อยู่ในขอบเขตของคำว่า “ธรรมะ" ; แล้วมันแปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้ นี่น่าประหลาด. ท่านคนไหนที่รู้ภาษา อังกฤษดีช่วยแปลคำว่า ธรรมะ นี้ออกเป็นภาษาอังกฤษดูที่แปลว่าอะไร. เรื่องแต่หนหลัง มันพิสูจน์มาแล้ว นักศึกษา นักปราชญ์ นักธรรม ผู้สนใจพุทธศาสนาที่เป็นฝรั่งเจ้าของ ภาษาเอง พยายามที่จะแปลคำว่า ธรรมะ เป็นภาษาของตน เช่นเป็นภาษาอังกฤษ ก็แปลเป็นคำสอนบ้าง เป็นธรรมชาติบ้าง มันเพียงได้แต่คำเดียว หรืออย่างเดียว จะแปลว่า doctrine มันก็ไม่กินความถึงอีก ๓ ประเภท นี่แปลว่าคำอะไรทั้งหมดมันก็ยัง ไม่กินความหมดเหมือนกับคำว่า "ธรรมะ" เพราะว่าในปทานุกรมของคนพวกนั้นไม่มี คำที่มีความหมายอย่างนี้ พยายามแปลกันไป แปลกันไป เคยลองมารวม ๆ ดู ได้ตั้ง ๓๐ กว่าคำที่เขาแปลให้เป็นคำแปลของคำว่าธรรม ; แต่แล้วไม่มีคำไหนสักคำเดียว ที่มีความหมายถูกต้องและเพียงพอ เลยยกเลิก พวกฝรั่งยอมแพ้ ไม่แปลคำนี้อีกต่อไป ใช้คำว่า Dhamma นั้นเลย บรรจุเข้าไปในปทานุกรมของภาษาของเขา. เดี๋ยวนี้มีใช้ เขียนกันดื่นไปหมด Dharma หรือ Dhamma นี้ เป็นคุณศัพท์ก็เป็น Dharmic เป็นนาม ก็ Dhamma ; เป็นคำที่ประหลาด ที่แปลเป็นภาษาใด ๆ ในโลกนี้ไม่ได้ นอกจากใช้ ภาษาเดิม. ในประเทศไทยเรานี้โชคดี โชคดีโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม หรือว่าเราจะโง่ หรือว่าฉลาดก็ตามเถอะ เราก็มีโชคดีที่เราได้ใช้คำนี้เสียเลย เราไม่แปล, เราไม่แปล คำว่าธรรมะ นี้ว่าอะไร เป็นภาษาไทย. เรารับเอาคำนี้มาใช้ เรียกว่า "ธรรม" ไปตามเดิม เราจึงสะดวกสบาย ไม่ลำบากมาตั้งแต่ต้น ไม่เหมือนพวกฝรั่งที่ลำบาก จนเวียนหัวจนหมดท่า จนต้องใช้คำว่า Dhamma เหมือนกัน. นี้เรียกว่าคำที่ประหลาด ที่สุด แปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้.

น.389 ในทางคำพูดก็ประหลาดที่สุด ในทางความหมายก็เล็งถึงสิ่งทุกสิ่งจนสามารถ ใช้ตอบปัญหาได้ทุกข้อ สมกับที่กล่าวว่าทุกอย่าง ปัญหาทุกอย่าง หรือว่าไม่ใช่ปัญหา ก็ตาม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะเพียงคำเดียว. เรามาพิจารณากันดูใน ๔ อย่างนั้น อย่างไหนมันสำคัญ : ธรรมะคือ ธรรมชาติ หมายถึง nature, ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ หมายถึง law of nature, ธรรมะคือหน้าที่ตามธรรมชาติ หมายถึง duty, duty in accordance with the law of nature, ธรรมะคือผล the result หรืออะไรก็ตามที่ in accordance with the law of nature อย่างเดียวกันอีก. ใน ๔ อย่างนี้ อย่างไหนสำคัญที่สุดที่จะต้อง เข้าไปแตะต้องด้วยก่อน ? เราจะเห็นได้ทันทีว่าที่จำเป็นจะต้องรู้ก่อนก็คือหน้าที่ ธรรมะ ในความหมายที่เรียกว่า "หน้าที่" ถ้าเรารู้สิ่งที่เรียกว่า "หน้าที่" แล้ว มันก็เพียงพอ และปลอดภัย ; ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ให้มากไปกว่านั้น เราก็ยังทำหน้าที่ได้. เรารู้ เท่าที่จำเป็นนั่นแหละดี ถ้ารู้เกินกว่าจำเป็นมันก็เป็นความรู้เพื่อ. เดี๋ยวนี้คนเรา ชอบหลงไปในทางที่มีความรู้เพื่อเสียเป็นส่วนมาก คืออยากจะเป็นนักปราชญ์ อยากจะดี จะเด่นในทางมีความรู้ ไม่มองในแง่ที่ว่าเราต้องการความรู้ที่จำเป็นมาจัดการกับตัวเรา ให้เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์เสียก่อน เราจึงไม่ค่อยมีความรู้ชนิดที่เป็นประโยชน์ และจำเป็น; แต่ไปมีความรู้ที่เพ้อ และเหลือเพื่อไปในทางอื่น. มันดีแต่ว่า ความรู้ที่เพื่อนั้น มันเอาไปใช้ขายกินได้ เอาไปรับจ้างสอนได้ และมีคนต้องการ เพราะมีคนต้องการของเพื่อเต็มไปทั้งโลก ฉะนั้น คนที่มีของเฟ้อก็เอาไปขายกินได้ ; แต่ไม่จริง ไม่ตรง ไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งต้องการให้เรามีความรู้ที่จำเป็น คือสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ หรือ ธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่ นี้ก็คือการปฏิบัติธรรม หรือสิ่งที่เรียกว่า ปฏิบัติติธรรม หรือ ตัวพระพุทธศาสนา.

น.390 ‘ธรรม" เพียงคำเดียว ตัวพระพุทธศาสนาหมายความว่า ความรู้ การกระทำ และผลการ กระทำ ; แต่ส่วนสำคัญมันอยู่ที่ตัวการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้วผลมันก็มาเอง. และการปฏิบัติถูกต้องนี้ก็ไม่ใช่ต้องเรียนกันอย่างที่จะเป็นนักปราชญ์ เป็นมหาปราชญ์ ; เรียนเท่าที่จำเป็นให้รู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร กฎของมันเป็นอย่างไร หน้าที่เป็นอย่างไร มันก็พอที่จะปฏิบัติได้. ฉะนั้น ใครอยากจะมีความรู้กว้างขวาง ก็มีไป; แต่ว่า ขออย่าได้ละทิ้งความรู้ที่จำเป็นที่เรียกว่าหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องรู้ อันมีรายละเอียดโดย เฉพาะ ซึ่งจะได้กล่าวในวันต่อไป เพราะในวันนี้เวลาจำกัด. แต่อยากจะชี้ระบุลงไปว่า ธรรมะประเภทที่ ๓ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละ คือตัวธรรม ที่เราต้องสนใจก่อน และต้องจัดการให้เป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วนโดยเร็ว แล้ว ก็จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้หมดอีกเหมือนกัน, ได้หมดไม่มีปัญหาอะไรเหลือ หน้าที่ของเราที่เกี่ยวกับธรรมะนั้น อยากจะขอสรุปว่า ให้มองให้เห็นว่า ธรรมะคือตัวเรา และคือสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่กับเรา เสียก่อน จนพูด ได้ว่าธรรมะ นั่นแหละเป็นตัวชีวิตหรือคู่กันอยู่กับชีวิตอย่างแยกกันไม่ได้. เมื่อธรรมะมันเป็นสิ่ง เป็นตัวเราหรือเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของเราอย่างนี้แล้ว เราก็ต้องเรียนให้รู้เท่าที่จำเป็น, แล้วเราก็ต้องปฏิบัติให้สำเร็จ ให้รู้จักมันจริง ๆ และให้ได้รับผลอย่างรู้แจ้งประจักษ์ ในฐานะที่ได้ชิมแล้ว ได้ผ่านแล้ว ได้ดื่มแล้ว กินแล้ว ; แล้วเราก็ช่วยกันแนะนำ สั่งสอนกันต่อ ๆ ไป เท่าที่เราจะทำได้อย่างไร ฉะนั้น เราจงมีความเคารพนับถือหรือ ให้ความสำคัญแก่ธรรมะนี้ให้ยิ่งกว่าสิ่งใด แล้วก็จะเป็น ผู้มีธรรมะเป็นที่พึ่งได้ ตลอดกาล มีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองให้ปราศจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง ขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าเครื่องรางใด ๆ ในโลกทั้งหมดรวมกัน; ถ้าเอาธรรมะเป็น เครื่องรางเสียได้นั้นก็พอแล้ว ; แต่ถ้าเอาอื่นเป็นเครื่องรางแล้ว ก็อยากจะท้าทาย ว่าธรรมะเป็นเครื่องรางคุ้มครองยิ่งกว่าเครื่องรางทั้งหลายต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่มีอยู่ ในโลกรวมกัน.

น.391 ๓๖๘ อาดเกิดเห็น ธรรมบรรยาย ระดับมหาวิทยาลัย ขอให้ฟังตามวิธีของพุทธบริษัท ไม่ต้องเชื่ออาตมา อาตมาจะเป็นคนโฆษณา สินค้าของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ให้ท่านทั้งหลายเอาไปคิดดูเอง. แต่อยากจะขอยืนยัน อย่างนี้เสมอไป ด้วยความหวังดีแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันทุกคน ไม่ใช่เฉพาะแต่เป็น พุทธบริษัท เพราะว่าถ้าพุทธบริษัทรู้ธรรมะของพุทธบริษัทถูกต้องเพียงพอแล้ว จะ สามารถช่วยทำให้โลกนี้มีสันติภาพได้ และจะสามารถเข้ากันได้กับพวกอื่น เข้ากันได้ กับศาสนาอื่น เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นมันมีแต่อย่างนี้. ธรรมะใน ๔ ประการนี้ จะไปเรียกว่าพุทธศาสนาก็ได้ คริสตศาสนาก็ได้ ศาสนาโมฮัมหมัดหรือศาสนาอะไรก็ได้ มันจะต้องถูกต้องไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่ง ไม่ ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง เพราะฉะนั้นให้เข้าใจหรือให้ถึงธรรมะที่ถูกต้องนี้เถิด จะกลาย เป็นสิ่งที่ประหลาดที่สุด คือจะมีศาสนาเพียงศาสนาเดียว. หรือว่าเราคนเดียวเป็นผู้มี ศาสนาที่แท้จริงได้ทุก ๆ ศาสนา; จะพูดกลับกันอย่างไรก็ได้ นี่คือความน่าอัศจรรย์ ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ซึ่งสรุปความได้ว่า มีอานุภาพสูงสุด สามารถที่จะแก้ปัญหา ต่าง ๆ ได้ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่สูงสุดควรแก่นามว่า "พระเจ้า" แล้วสิ่งทุกสิ่งก็ขึ้นอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม" เพียงคำเดียวด้วยเหตุนี้. ขอยุติการบรรยายด้วยสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต