น.392 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายที่นี่มีอยู่โดยหัวข้อว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม" เพียงคำเดียว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อวานนี้ ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั้น คืออะไร. สำหรับในวันนี้จะได้กล่าวโดยปัญหาที่ว่า เรามาดูกันต่อไปว่าแม้แต่สิ่ง ที่เรียกว่าสันติภาพส่วนบุคคล หรือสันติภาพของโลกก็ตาม ขึ้นอยู่กับธรรมะเพียงสิ่งเดียว อย่างไรด้วย. และควรจะทบทวนความเข้าใจมาตั้งแต่ทีแรกว่า เมื่อวานนี้ได้กล่าวเป็น ใจความว่ามีสิ่งที่เรียกว่าธรรมะเพียงคำเดียว ซึ่งหมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไรเลย. มาวันนี้จะต้องทำความเข้าใจกันในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ มีมากมาย ทั้งหมดนั้น ในบางส่วนเราให้ชื่อว่า "อธรรม" ก็ยังมี. พวกที่เคยศึกษาบาลีมาอย่าง ทั่วถึง ไม่มีความสงสัยในข้อนี้; แต่สำหรับท่านทั้งหลายทั่ว ๆ ไป ไม่คุ้นเคยกับ ภาษาบาลี อาจจะมีความสงสัยในข้อที่พูดว่าทุกอย่างเรียกว่า "ธรรม" ไม่ยกเว้นอะไร ; ๓๖๙
น.393 แต่แล้วทำไมในภาษาพูดของเราจึงมีสิ่งที่เรียกว่า “อธรรม" ซึ่งใคร ๆ ก็ต้องเข้าใจว่า "ไม่ใช่ธรรม". เมื่อมีความสงสัยอย่างนี้ก็ควรจะเข้าใจต่อไปว่า คำว่า "ธรรม" เป็นคำ สามัญเป็นสามานยนาม ใช้เรียกสิ่งทุกสิ่งในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติก็มี ในฐานะที่เป็น ตัวกฎของธรรมชาติก็มี ในฐานะที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติก็มี และ ในฐานะที่เป็นผลที่มนุษย์จะพึงได้รับในการทำหน้าที่นั้นก็มี ล้วนแต่เรียกว่า "ธรรม" หรือธรรมชาติทั้งนั้น. แต่ในสิ่งที่มีมากมายจนนับไม่ไหวเหล่านั้นแหละ มีบางส่วน มนุษย์เราแยกออกมาเรียกว่า “อธรรม". สิ่งที่เรียกว่า อธรรม นี้ จะเอาความหมายกันว่า คือสิ่งที่ไม่ควรจะเรียกว่า ธรรมก็ได้ คือธรรมะที่ไม่ควรจะเรียกว่าธรรมก็ได้ ; แต่ที่แท้นั้นมันมีอยู่ว่าสิ่งใด ที่มนุษย์ไม่ปรารถนา สิ่งนั้นมนุษย์ก็เกลียดหรือรังเกียจ ฉะนั้น จึงเกิดคำว่า “อธรรม" ขึ้นมา ; นี้เพราะเอามนุษย์เป็นเกณฑ์. ถ้าหากเอาธรรมชาติเป็นเกณฑ์มัน ไม่มีเรื่องรัก เรื่องเกลียด เรื่องชอบ หรือไม่ชอบอะไร มันเป็นธรรมะเสมอกันไปหมด เป็นธรรมะ คือธรรมชาติเสมอกันไปหมด. แต่ถ้าเอาใจมนุษย์เป็นหลักก็ชอบแต่สิ่งที่ถูกใจหรือ น่าพอใจ มนุษย์จึงสมมติธรรมชาติส่วนที่ตัวไม่ชอบนั้น ให้ชื่อเสียใหม่ว่า “อธรรม" ตามความรู้สึกของมนุษย์นั่นเอง. เมื่อสิ่งต่าง ๆ เป็นไปในหมู่มนุษย์ มันก็ต้องแล้วแต่ มนุษย์จะประสงค์ และก็แล้วแต่จะบัญญัติอะไรว่าจะเป็นอะไรสืบไป เพราะเหตุฉะนี้แหละ สิ่งที่เรียกว่า "อธรรม" จึงได้มีขึ้นมา โดยแบ่งธรรมหรือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง เป็นส่วนที่เรียกว่า "ธรรม" ไปตามเดิม และเรียกอีกส่วนหนึ่งว่า "อธรรม". ทีนี้มนุษย์เริ่มรู้จักสิ่งที่จะช่วยมนุษย์คือธรรมส่วนที่จะช่วยมนุษย์นั้นมากขึ้น ๆ จนประกอบเป็นรูปของศาสนาหรือคำสอน และเมื่อหวังพึ่งธรรมเป็นสรณะก็มีสิ่งที่ มนุษย์บูชาสูงสุด เช่น พระเจ้าหรือพระศาสดาหรืออะไรก็ตาม ; แยกตัวออกมาจากคำว่า ‘ธรรม" ธรรมดาทั่ว ๆ ไป มาเป็นตัวธรรมะ ตัวศาสนา เป็นระบบของธรรม
น.394 ที่เราต้องการกันนัก มีความหมายไปในทางดีทางงามถูกต้อง ยุติธรรม หรืออะไร ทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็คือส่วนที่มนุษย์ไม่ต้องการ นี่ก็คือ ส่วนที่เรียกกันว่า “อกุศลธรรม". ส่วนที่ต้องการก็เรียกไปว่า "กุศลธรรม" ส่วน ที่ไม่ต้องการก็เรียกว่า "อกุศลธรรม" แต่ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นธรรม มองดูให้ดี ให้เห็นเป็นเพียงสักว่า ธรรมชาติเสมอไป. ส่วนที่ไม่ต้องการนี้จะเป็นเพียงภาวะหรือสถานะอย่างหนึ่ง หรือจะเป็นสัตว์ เป็นบุคคลที่มีสภาวะสถานะ อย่างนั้นก็ตาม เราแยกออกมาในฐานะเป็นสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนา จึงได้เรียกว่าความชั่วบ้าง, หรือเรียกโดยสมมติเป็นบุคคลว่าเป็น "พญามาร" เป็น "ซาตาน" อะไรบ้าง; แต่ที่แท้ก็คือ ธรรมชาติ หรือ กฎธรรมชาติ หรือ หน้าที่ตามธรรมชาติ หรือรวมอยู่ในคำว่า "ธรรม" อย่างเดียวกันหมด. นี่แหละ เราเริ่มมีการบัญญัติคำขึ้นต่าง ๆ กัน แล้วก็ถือความหมายแยกทางกันเดินไปอย่างนี้ จนเรารู้สึกรักข้างหนึ่ง เกลียดข้างหนึ่ง เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ไม่อาจจะมีจิตใจที่สม่ำเสมอ ในฐานะที่เป็นธรรมหรือธรรมชาติเสมอกันได้. เช่น เราเรียกส่วนหนึ่งว่าพระเจ้า ผู้ช่วย, เรียกส่วนหนึ่งว่าซาตาน หรือพญามาร ผู้ทำลายล้างอย่างนี้; แล้วก็เกิด ความเกลียดข้างหนึ่ง เกิดความรักข้างหนึ่งเป็นธรรมดา. เพราะเหตุฉะนั้นแหละจึงไม่ เข้าใจคำสอนบางอย่างที่ยังพูดไปตามความจริง เช่นว่า: - ความทุกข์ก็เป็นความ ประสงค์ของพระเจ้า, ความสุขก็เป็นความประสงค์ของพระเจ้า; การที่คนจะต้อง ตายลงก็เป็นความประสงค์ของพระเป็นเจ้า. การที่คนจะอยู่เย็นเป็นสุขสวัสดี ก็เป็นความประสงค์ของพระเป็นเจ้า ; หรือว่าการที่จะมีภัยอันตรายต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด คนตาย อย่างนี้ก็เป็น ความประสงค์ของพระเจ้า. และการที่ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น มีความราบรื่นเรียบร้อยดี ก็เป็นความประสงค์ของพระเป็นเจ้า ; เราก็ยิ่งไม่เข้าใจ แต่ ที่แท้มันก็คือสิ่งที่เป็น
น.395 ไปตามธรรมดา หรือตามธรรมชาติ. เมื่อเข้าใจคำอธิบายเมื่อวาน ที่ได้กล่าว แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ในความหมายใด ในความหมายหนึ่ง จนครบทุกความหมาย ฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า ไม่ว่าฝ่าย ที่มนุษย์ต้องการหรือฝ่ายที่มนุษย์ ไม่ต้องการก็ตาม มันล้วนแต่สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" หรือธรรมชาติหรือกฎของธรรมชาติ หรือการเป็นไปตามธรรมชาติทั้งนั้น. แต่มาถึงตอนนี้เราพูดกันโดยภาษาที่บัญญัติหรือสมมติ เรียกสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนาว่า "อธรรม" เรียกสิ่งที่เราปรารถนา และพอใจจะยึดถือเอาเป็นที่พึ่งต่อไปว่า "ธรรม" ดังนั้นเราให้หัวข้อสำหรับวินิจฉัยกันในวันนี้เป็นข้อแรก ก็คือหัวข้อที่ว่า มนุษย์ในสมัยปัจจุบันกับธรรมะ. มนุษย์กับธรรมะ ในที่นี้หมายถึงมนุษย์ใน สมัยปัจจุบัน ซึ่งเป็นตัวปัญหา. เมื่อพูดถึงมนุษย์ก็อย่าได้ลืมการบรรยายเมื่อวานที่ว่า เนื้อตัวของมนุษย์ ก็คือธรรม, ความคิดจิตใจของมนุษย์ก็คือธรรม, การกระทำต่าง ๆ ทางกาย ทางวาจาของมนุษย์ก็คือธรรม, ผลที่มนุษย์ได้รู้สึกและเสวยอยู่ ก็คือธรรม, เนื้อตัวของเราและสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ทั้งหมดก็คือธรรม; ไม่มีอะไร ที่ไม่ใช่ธรรม. แต่เมื่อเราแบ่งแยกมนุษย์หรือธรรมที่เรียกว่ามนุษย์เป็นส่วนมนุษย์ และธรรมส่วนที่มนุษย์จะทำให้เกิดขึ้นมานี้ ก็เป็นธรรมในส่วนที่เป็นธรรม หรือเป็น อธรรม แล้วแต่กรณี. การที่มนุษย์จะมีความสงบสุขหรือมีความทุกข์ นี่ก็แล้วแต่การกระทำ ของมนุษย์นั่นเอง ถ้ามนุษย์ ถือธรรมในส่วนที่จะช่วยให้มีความสงบสุขได้ มาเป็นหลัก มนุษย์ก็อยู่เย็นเป็นสุข ; ถ้ามนุษย์ กระทำไปในทางที่จะให้ เป็นทุกข์ คือสิ่งที่เรียกว่าอธรรม มันก็ต้องเป็นทุกข์. แต่มนุษย์ไม่ได้นึกถึงเรื่องราว
น.396 หรือต้นเหตุอันแท้จริงอะไรอย่างนี้มากนัก ล้วนแต่ปล่อยไปตามความรู้สึกของตน ตามความพอใจของตน ตามความเคยชินของตน เพราะเอาใจใส่กันอยู่แต่เรื่องสิ่งที่ จะได้รับ, เป็นความสุขสบายพออกพอใจตามที่ตนปรารถนาด้วยกันทั้งนั้น; แล้วก็เป็น เหตุให้ส่วนที่เป็นอธรรมนั้นเข้ามาครอบงำได้ โดยไม่รู้สึกตัว. นี่แหละมนุษย์ หรือโลกทั้งหมดจึงลอยไปตามกระแสของสิ่งที่เรียกว่าอธรรมได้ โดยไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน, คือลอยไปตามกระแสของธรรม ประเภทที่จะทำลายมนุษย์ หรือพระเจ้าในลักษณะที่จะ ลงโทษมนุษย์นั่นเอง. ถ้าเรารู้สึกตัวเพียงพอ จัดการถูกต้องในเรื่องนี้ มันก็แก้ปัญหาได้ ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่อยู่กับฝ่ายธรรมที่ทำความสงบสุข หรือเป็นสันติภาพขึ้นมา. ที่ใช้คำว่า " มนุษย์ในยุคปัจจุบัน" นี้มีเรื่องที่จะต้องคิดต้องนึก คือมี ปัญหาที่จะต้องพิจารณา : มนุษย์เดิมทีเดียว แรกมีมนุษย์ขึ้นในโลกนั้นก็เป็นอย่างหนึ่ง, มนุษย์ในสมัยต่อมาหรือยุคต่อมาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง, แล้วมนุษย์ในสมัยปัจจุบันนี้ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ; การกล่าวอย่างนี้ไม่มีใครค้านแน่ แม้ว่าโดยส่วนใหญ่จะเรียกว่า มนุษย์ - มนุษย์ อยู่ก็ตาม แต่ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ จะเรียกว่าวิวัฒนาการ หรือเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ แต่มีความเปลี่ยนแปลงมาก. ขอให้ลองนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนาที่ระบุถึงมนุษย์ ในสมัยที่แรกสร้างโลก. คำว่า "สร้างโลก" นี้ ก็หมายถึงโลกมนุษย์ ไม่ใช่โลกเปล่า ๆ โลกที่ยังไม่มีมนุษย์. สร้างโลกที่ยังไม่มีมนุษย์นั้นมันไกลเกินไป. เราหมายถึงสมัยที่ มีมนุษย์ สร้างโลกที่มีมนุษย์เป็นการสร้างโลกในด้านวิญญาณ. และแม้ว่าคำว่าสร้าง โลกมนุษย์ คือโลกสมัยที่มีมนุษย์แล้วนี้ก็ยังมีความหมายเป็น ๒ อย่าง คือความหมาย ที่มนุษย์ยังเหมือนกับสัตว์นั้นก็อย่างหนึ่ง, ความหมายที่มนุษย์เริ่มมีความรู้สึก อย่างมนุษย์นี่ก็อีกอย่างหนึ่ง. เมื่อมนุษย์ยังเหมือนสัตว์หรือคล้ายสัตว์ชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งนั้นไม่มีอะไรที่จะต้องพูดถึง เรียกว่ายังไม่มีโลกมนุษย์ก็ได้ ; ต่อเมื่อ
น.397 มีความรู้สึกที่สมควรจะเรียกว่ามนุษย์แล้ว จึงจะเรียกว่ามนุษย์. ถ้าอย่างนี้แล้ว ก็ถือเอาตามเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล ของคริสเตียนจะเหมาะที่สุด เข้าใจได้ง่ายที่สุด คือได้กล่าวถึงการสร้างโลกของพระเจ้า. ในวันแรกสร้างแสงสว่าง ในวันต่อมา สร้างสิ่งต่าง ๆ กระทั่งในวันที่ ๔ จึงสร้างดวงอาทิตย์ดวงจันทร์อย่างนี้เป็นต้น จนกระทั่ง สร้างสำเร็จ ในวันที่ ๖ ; วันที่ ๗ หยุด. ลองฟังดูให้ดีว่าสร้างแสงสว่างในวันที่ ๑ แล้วมาสร้างดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ ในวันที่ ๔ นี้. คำกล่าวอย่างนี้แสดงอยู่ชัดแล้วว่า ไม่ใช่หมายถึงโลกทางวัตถุ หมายถึงเรื่องทางจิตหรือทางวิญญาณ. แสงสว่างที่สร้างในวันแรกนั้น คือกฎ ธรรมชาติ หมายถึงกฎของธรรมชาติ ที่บันดาลให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มาจนกระทั่งเกิด ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์อย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นข้อความในคัมภีร์หมวดที่เรียกว่า เยเนซิส. และข้อความในคัมภีร์ที่เรียกว่าโยฮัน อย่างที่กล่าวเมื่อวานนี้ ก็บอกว่า "ทีแรกที่สุดมี The Word. The Word นั่นคือ God, The Word นั่นคือ Light คือแสงสว่าง" อย่างนี้ ข้อความก็ตรงกัน. ก่อนสิ่งทั้งหมดมี The Word ซึ่งเขาแปลว่า คำพูด นี่ก็เพราะคงจะเป็นเพราะไม่รู้ว่าอะไรจึงแปลว่า คำพูด; ที่จริง The Word นั่นคือธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นผู้พูด ผู้ระบุ ผู้สั่ง ผู้บันดาล ; และ The Word นั้นคืออันเดียวกันกับ God, The Word นั่นเอง คือแสงสว่าง ก็ตรงกับคำ ที่กล่าวในเยเนซีลว่า วันแรกที่สุดสร้างแสงสว่าง แล้วจึงสร้างตัวโลกสร้างแผ่นดิน สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ สร้างน้ำ สร้างต้นไม้ สร้างสัตว์ สร้างคน. ทีนี้เมื่อ สร้างคน มีคนในโลกแล้ว คู่แรกก็คืออาดัม กับอี๊ฟ. ลองคิดดูในตอนนี้ให้มาก อาดัมกับอี๊ฟนั้นยังไม่ได้กินผลไม้ของต้นไม้ต้นที่ ๑ ซึ่งเรียกว่า ต้นไม้ของความรู้ดีรู้ชั่ว , - The tree of knowledge of good and evil ฉะนั้นอาดัมกับอี๊ฟจึงยังไม่รู้ดีรู้ชั่ว ยังไม่ได้นุ่งผ้า ยังไม่รู้สึกว่าใครเป็นหญิง ใครเป็นชาย
น.398 ไม่ได้มีความรู้สึกว่าใครเป็นผัว ใครเป็นเมีย เพราะว่าพระเจ้าได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้ สองคนนี้กินผลไม้ของต้นไม้ต้นนี้ คือต้นที่จะทำให้รู้ดีรู้ชั่ว. ในครั้งนั้นมนุษย์จึงมีความเป็นเพียงตัวผู้หรือตัวเมียอย่างกับสัตว์เดรัจฉาน ทั่วไปเรื่อย ๆ มา จนกระทั่งวันหนึ่งมีอะไรมาบันดาลให้เขากินผลของต้นไม้ต้นนั้น ; ซึ่งในคัมภีร์กล่าวว่า งู ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฉลาดและล่อลวงเก่ง. มนุษย์ผู้หญิงกินผลไม้นั้น เข้าไปก่อน แล้วก็ไม่เห็นตาย ไม่เห็นตายตามที่พระเจ้าขู่ว่า ถ้ากินผลไม้ต้นนี้แล้วจะ ต้องตาย. เมื่อไม่เห็นตาย ก็เลยบอกให้มนุษย์ผู้ชายนั้นกินเข้าไปด้วย ก็เลยกินทั้งคู่ พอกินผลไม้นี้แล้ว ก็มีความรู้สึกได้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไร เช่นว่านุ่งผ้า หรือไม่นุ่งผ้า รู้สึกว่าหญิงหรือชาย กระทั่งรู้อื่น ๆ ต่อไปอีก ว่าดีว่าชั่ว ซึ่งเป็นคำคู่ ๆ กันไปหมด เพราะกินผลไม้ต้นนี้เข้าไป. ในเรื่องนั้นเล่าว่า เมื่อกินผลไม้เข้าไปแล้วรู้ว่า "อ้าว! ไม่ได้นุ่งผ้า" ก็รู้จัก ละอาย เมื่อก่อนนี้ไม่รู้จักละอาย เดี๋ยวนี้รู้จักละอาย จนกระทั่งต้องไปซ่อนในพุ่มไม้. พระเจ้ามาเยี่ยมสวน ตามเคย ไม่เห็น ๒ คนนี้ก็เที่ยวตะโกนเรียก เขาขานอยู่ในพุ่มไม้ พระเจ้าบอกว่า "อ้าว! ทำไมไม่ออกมา?" อาดัมตอบว่าไม่ได้นุ่งผ้า. พระเจ้าก็รู้ได้ ทันทีว่า นี่ได้กินผลไม้ต้นที่ห้ามต้นที่ ๑ เข้าไปแล้ว ก็เลยโกรธลงโทษให้มีบาปตลอดกาล ให้มีความทุกข์ตลอดกาล. นี่ให้คิดดูว่าพระเจ้าลงโทษ เพราะเขาเป็นคนรู้ดีรู้ชั่ว และ ให้มีบาปตลอดกาล ให้มีความทุกข์ตลอดกาล. เมื่อคนรู้จักดี รู้จักชั่วอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์ตลอดกาล เรียกว่า "ตาย" ตายในทางวิญญาณ; ก่อนหน้านี้ ไม่มีความทุกข์ไม่มีบาป พอรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่วเข้ามา ก็กลายเป็นผู้มีบาปตลอดกาล มีความทุกข์ตลอดกาล พระเจ้าสาปลงไปอย่างนั้นเลย. ในข้อความมีต่อไปว่าพระเจ้าเกรงว่า มนุษย์เหล่านี้จะไปกินผลไม้ของต้นไม้ ต้นที่ ๒ ซึ่งเรียกว่าต้นไม้แห่งชีวิต Tree of Life เป็นต้นไม้ที่ถ้าใครกินลูกของ
น.399 มันเข้าไปแล้วจะไม่รู้จักตายเหมือนกับพระเจ้า จะอยู่เหนือความตายเหมือนกับพระเจ้า พระเจ้าเกรงว่ามนุษย์จะกินผลไม้ต้นที่ ๒ นี้ เพราะพระเจ้าพลาดจนมนุษย์ไปกินผลไม้ ต้นที่ ๑ เข้าไปแล้ว. ที่นี้พระเจ้าก็ทำอารักขาอย่างพิเศษ มีดาบแกว่งอยู่รอบต้นไม้ มีคนเฝ้า มีเทวดาพิทักษ์ จนมนุษย์ไม่สามารถจะกินผลไม้ของต้นไม้ต้นที่ ๒ คือ Tree of Life นั้นได้. ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่รู้จักสิ่งที่ไม่ตาย รู้จักแต่ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ เกิด ตาย อะไรทำนองนี้ ไม่รู้จักชีวิตนิรันดร หรือสิ่งที่ไม่ตาย เพราะพระเจ้า ห้ามขาด ป้องกันไว้เด็ดขาดไม่ให้เข้าไปแตะต้องได้. นี่ถ้าเราคิดดูเป็นธรรมาธิษฐาน เราก็จะเห็นได้ว่าเมื่อไปรู้ดีรู้ชั่ว หลงดี หลงชั่วที่เป็นคู่ ๆ อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะออกมาจากสิ่งนั้นได้ หรืออยู่ เหนือสิ่งเหล่านั้นได้ ฉะนั้น ธรรมชาติในลำดับแรกนั้นมันยอมให้มนุษย์เพียงแต่รู้ว่า อะไรดีอะไรชั่วขึ้นมายุคหนึ่งก่อนเท่านั้น แต่ไม่มีความรู้ที่จะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว มีชีวิต นิรันดรได้ จนกระทั่งต่อมาได้เกิดพระศาสดาต่าง ๆ ขึ้นในโลก เช่น พระพุทธเจ้า หรือ พระยีซัสไคร้สต์ก็ตาม มาสอนเรื่องชีวิตนิรันดร. พระเยซูก็พยายามสอนเรื่องชีวิต นิรันดร ชนิดที่จะให้ไม่ต้องตาย เป็นการเกิดใหม่ทางวิญญาณ และถึงความไม่ตาย. ทางพุทธศาสนาก็มีการปฏิบัติเพื่ออยู่เหนือความตาย หรือไม่ต้องตายอย่างเดียวกัน. นี้มันเป็นอันดับหลัง เป็นยุคหลังตอนหลังของมนุษย์. มนุษย์ในตอนแรก ไม่มีความรู้อะไรเลยเหมือนกับสัตว์; มนุษย์อีกยุคหนึ่ง รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรนุ่งผ้า อะไรไม่นุ่งผ้า อะไรเป็นผู้หญิง อะไรเป็นผู้ชาย อะไรเป็นสามี อะไรเป็นภรรยา เหล่านี้ แต่ก็รู้เพียงแต่ที่เป็นของคู่สำหรับผูกพันจิตใจ อย่างนี้ทั้งนั้น; แล้วในยุคต่อมาจึงจะมีความรู้ในทางที่เรียกว่าอยู่เหนือความตาย ประมาณดู อย่างในทวีปเอเซียก็คือในยุคอุปนิษัท ก็พ้อง ๆ กันกับยุคพุทธกาล หรือ พระพุทธเจ้าเกิดนั่นเอง. รุกไปข้างหน้าสัก ๕๐๐ ปี ร่นมาหลังสัก ๕๐๐ ปี ประมาณ
น.400 พันปี นี่ก็เป็นยุคที่ควรจะเรียกว่าอุปนิษัท คือเริ่มลืมหูลืมตาสูงขึ้นไป มีการมองในด้านใน คือทางสติปัญญาสูงสุด จนรู้เรื่องความไม่ตายขึ้นมา. ฉะนั้นในอินเดียหรือในปาเลสไตน์ มันก็ใกล้ ๆ กันและคล้าย ๆ กัน สอนเรื่องไม่ตายก็คล้าย ๆ กัน แต่ว่ามาอธิบายในตอนหลัง เขาแยกทางกันไปเป็นเขาเป็นเราเสียเอง นี้มันก็ช่วยไม่ได้ ; เพราะมนุษย์เดินผิดทาง ต่อไปอีก. ทีนี้เรามาดูมนุษย์สมัยนี้ ซึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ ปี ต่อมานี้ คือมนุษย์ทุกวันนี้ กำลังเป็นอย่างไร ? กำลังอยู่เหนือความตาย รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไม่ตาย อยู่หรือไม่. ที่เราพิจารณาดูมนุษย์ทุกวันนี้กลับเห็นว่าไปอีกทางหนึ่ง คือกลับไปในทางวัตถุนิยม หลงของคู่ ๆ ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ ฯลฯ อะไรที่เป็นคู่ ๆ ชนิดนั้นเหมือนกัน แต่กลับหนักลงไปอีก คือในทางที่เอาวัตถุเป็นหลัก ดีก็ดีอย่างวัตถุ ชั่วก็ชั่วอย่างวัตถุ ดีเพราะได้วัตถุ ชั่วเพราะไม่ได้วัตถุ ; นี้กลับเป็นมนุษย์ที่มีบาปหนักขึ้นไปอีก ยิ่งกว่า พระเจ้าสาปทีแรก ฉะนั้นจึงมีความทุกข์เพิ่มขึ้นมากมายหลายร้อยเท่า สำหรับมนุษย์ ปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า "โลกที่วัตถุนิยมกำลังครอบครอง" วัตถุนิยมกำลังครอบครองโลก ของมนุษย์ในทุกวันนี้ และจะมีบาปยิ่งกว่าสมัยแรก คือมีความทุกข์หรือมีบาปยิ่งกว่า สมัยแรกและสมัยต่อมา ก็เรียกว่ากำลังตกลงมาในความทุกข์. กล่าวถึง มนุษย์สมัยปัจจุบัน ก็ต้องหมายความว่ามีความทุกข์มากขึ้น และ ยิ่งไม่รู้ตัวมากขึ้น เพราะมีความหลงมากขึ้น ผลสาปของพระเจ้าที่ว่าให้มีบาปตลอดกาล มีทุกข์ตลอดกาลนี้ ยิ่งเป็นไปหนักขึ้น. นี้ก็หมายความว่าพระศาสดาต่าง ๆ เช่นพระเยซู เช่นพระพุทธเจ้า ได้สอนไว้อย่างไรนั้น มีคนละเลยมากขึ้น หรือเข้าถึงไม่ได้มากขึ้น ถึงแต่เป็นพิธีรีตองมากขึ้น. ในยุคของพระเยซูหรือของพระพุทธเจ้าเองนั้น อาจจะมี คนที่เข้าถึงชีวิตนิรันดร หรือความไม่ตายกันนี้ได้มากพอสมควรทีเดียว. แต่ชั่วระยะ เวลาสองพันปีมานี้ มันเปลี่ยนมาในทางที่เตลิดเปิดเปิงไปในทางวัตถุนิยม กลายเป็น หลงใหลในเรื่องดีเรื่องชั่ว เหมือนกับกินผลไม้ที่แรกนั้นอย่างหนักยิ่งขึ้นไปอีกหลายร้อยเท่า
น.401 หลายพันเท่า ; มองดูก็จะเห็นแต่บาปนิรันดร ความทุกข์นิรันดร ไม่มีสร่าง, นี่คือ สิ่งที่อาตมาอยากจะขอร้องชักชวนให้พิจารณาดูก่อนสิ่งอื่น ให้รู้ว่าสิ่งที่เรียกกันว่า มนุษย์ในปัจจุบันนี้ คืออะไร หรือคืออย่างไร ในเมื่อเปรียบเทียบกันกับมนุษย์ใน ยุคแรกที่สุดและยุคต่อมา. การที่ไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์นี้คืออะไร ? หรือเกิดมาทำไม ? หรืออะไรเป็นสิ่ง ที่ดีที่สุดของมนุษย์ ? นี่แหละเป็นปัญหา หรือเป็นตัวปัญหาที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ นานา. ในคัมภีร์ทางศาสนานั้นก็ระบุไว้ชัดอยู่แล้วว่า เมื่อมนุษย์ยังไม่ได้กินผลไม้ ที่ทำให้รู้ดีรู้ชั่วนั้น มนุษย์ยังไม่ได้ตาย พระเจ้าจึงบอกว่าอย่ากินผลไม้ต้นนี้ กินเข้าไป แล้วจะตาย คือพอไปกินเข้าแล้วรู้จักดีรู้จักชั่วแล้วก็เริ่มมีความทุกข์ เริ่มมีกิเลสครอบงำ สูญเสีย ความสะอาด สว่าง สงบ ตามธรรมชาติไปหมด นี่เรียกว่า "ตาย" แล้วมัน ควรจะแก้ได้ด้วยการกินผลไม้ต้นไม้ต้นที่ ๒ คือ Tree of Life นั้นเพื่อไม่ตาย เพื่อเป็น ชีวิตนิรันดร มันก็สนใจกันอยู่พักหนึ่ง แล้วลางเลือนไปจนถึงบัดนี้ ไม่มีใครรู้จัก แม้ทั้งสองอย่าง คือทั้งที่เรียกว่า ตาย และที่เรียกว่า ไม่ตาย เพราะมันหมายถึงทาง วิญญาณไปเสียทั้งนั้น ตายคือตายทางวิญญาณ ไม่ตายคือไม่ตายทางวิญญาณ ไม่ได้เอา เนื้อหนังเอาวัตถุเป็นเกณฑ์ ไม่เอาร่างกายเป็นเกณฑ์. คนสมัยนี้เอาวัตถุ เอาเนื้อหนัง เอาร่างกายเป็นเกณฑ์หมด สุขก็สุขทาง เนื้อหนัง ทุกข์ก็ทุกข์ทางเนื้อหนัง ไม่มีรู้เรื่องทางวิญญาณ ฉะนั้นปัญหามันจึงเกิดขึ้น แปลกประหลาดเหลือเกิน ไม่ซ้ำรอยกับที่แล้วมา. แม้เราจะเรียกว่าสัตว์เดรัจฉาน รู้แต่เรื่องทางวัตถุก็จริง แต่มันไม่หลงวัตถุ ไม่เป็นทาสของวัตถุเหมือนกับมนุษย์ ฉะนั้น วัตถุนิยมของสัตว์เดรัจฉาน กับวัตถุนิยมของมนุษย์นี้ไม่เหมือนกันเลย. วัตถุนิยม ของมนุษย์นี้คือสิ่งที่ จะผูกพันมนุษย์ไว้กับความทุกข์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปไม่มีสร่างซา. นี้เรียกว่ามนุษย์ในยุคปัจจุบัน มันช่างไปสมกับที่คำกล่าวในคัมภีร์ทางฝ่ายพราหมณ์ เรียกว่า "กลี่ยุค" คือ ยุคที่มันชั่วร้าย เป็นเวลาอีกกี่หมื่นปีก็ไม่ทราบ แต่เขาเรียกว่า กลียุค.
น.402 ทีนี้เราดูถึงปัญหาเฉพาะหน้ามนุษย์ที่หลงในทางวัตถุนิยมอย่างนี้ มันก็มี ความคิด มีความเข้าใจ มีความรู้สึก เดินกันไปคนละทางกับเรื่องทางศาสนา ซึ่งเป็น เรื่องทางวิญญาณ ต้องการจะชนะความทุกข์โดยแท้จริง คือความทุกข์ทางวิญญาณ. เดี๋ยวนี้ถ้าถามว่าเกิดมาทำไม ? มันก็คงจะตอบตามความพอใจ ว่าเกิดมาเพื่อให้ได้นั่น ให้ได้นี่ ได้สบายตามที่เห็น ๆ กันอยู่. แม้ว่า อะไร ดีที่สุด เป็นสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ ? ก็ต้องตอบว่า คือความสุขทางเนื้อทางหนังนั้นเอง. นี่คือผลบาปที่กิน ผลไม้ต้นนั้นเข้าไปแล้วสืบเนื่องอยู่ถึงทุกวันนี้ ไปหลงติดอยู่แต่เรื่องทางวัตถุ. แต่อีก ทางหนึ่งคือการศึกษามันก้าวหน้า สติปัญญาก้าวหน้า ฉะนั้นมันจึงรู้จักเป็นทาสของวัตถุ ลึกซึ้งมากมายยิ่งขึ้นไปอีก คือสามารถที่จะประดิษฐ์วัตถุขึ้นมายั่วยวนตัวเอง หลอกลวง ตัวเอง มอมตัวเองให้มึนเมายิ่งขึ้นไปอีก; บูชาความสุข ทางเนื้อทางหนัง หรือ ทางวัตถุนี้ เป็นสิ่งสูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด เทียบเท่ากับพระเจ้าไปเลย. นี่คือมนุษย์ที่มีความ เป็นทาสทางวัตถุ ไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่อพ้นจากสิ่งนี้ และการได้พ้นจากสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ; แต่กลับไปเห็นว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็ได้เป็นทาสของสิ่งนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ในที่สุดโลกเรานี้กำลังเป็นอย่างไรท่านทั้งหลายลองคิดดูก็แล้วกัน. เรามีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับความทุกข์ความยุ่งยากมากขึ้นเท่าไร ? เราพูดได้ ง่าย ๆ อย่างกำปั้นทุบดินว่า มีความทุกข์ยุ่งยากลำบากนี้เพิ่มขึ้น ๆ เท่ากันกับความ เจริญของมนุษย์. มนุษย์ก้าวหน้าไปในทางวัตถุเท่าไร ก็ยิ่งมีความทุกข์ความยุ่งยาก มากขึ้นเท่านั้น. ถ้าเราเรียกว่าสติปัญญา มนุษย์มีสติปัญญาแต่ในทางวัตถุ ความทุกข์ มันก็เพิ่มมากขึ้นเท่ากับสติปัญญาของมนุษย์ในทางวัตถุ ; ไม่ใช่สติปัญญาที่รู้อะไรจริง แต่เป็นสติปัญญาสำหรับเป็นทาสทางวัตถุ ; ฉะนั้น ทางศาสนาจึงเรียกว่าความโง่. ขออภัยที่ใช้คำตรง ๆ อย่างนี้ มันออกจะหยาบคาย แต่ก็ไม่ทราบว่าจะใช้คำอย่างไรดี.
น.403 ความโง่คือความที่ไม่รู้อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงเรียกว่า “อวิชชา" เรียกว่า "โมหะ" เรียกว่าความมืด ความบอด หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก มีมากมายหลายคำ หลายสิบคำ มีความหมายเหมือนกันหมด. ถ้ามองดูด้วยสายตาของมนุษย์ที่เป็นทาสของวัตถุก็คือความฉลาด เพราะว่า ทำอะไรให้เกิดขึ้นมาได้แปลก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ, มีอะไรกินมีอะไรใช้เหมือนพวกเทวดา แล้วยังจะไปโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร โลกอะไรต่างๆ เพื่อไปหาอะไรแปลก ๆ อีก นี้ก็เรียกว่าสติปัญญา. แต่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความยุ่งยากลำบากมากขึ้น เพราะไม่รู้เรื่องทางจิตทางวิญญาณ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เลย มันก็เลยแยกทางกันเดิน ; ไม่เหมือนกับมนุษย์ในสมัยที่รู้เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ที่พระศาสดาในยุคนั้นได้สอน เรื่องชีวิตนิรันดร จิตใจที่ไม่รู้จักความทุกข์เลย เป็นอยู่อย่างผาสุกสงบเยือกเย็น. นี้เราลองคิดดูว่ามนุษย์คนหนึ่ง ๆ ตั้งแต่เกิดจากท้องมารดาจนกระทั่งเข้าโลง ไปนี้ จะต้องทำอะไรกันบ้าง ? หรือกำลังชอบที่จะทำอย่างไรกันบ้าง ? สำหรับมนุษย์ ในปัจจุบันนี้ก็มองเห็นอยู่ชัด ๆ แล้วว่าเขาทำอะไรกันบ้าง เขาต้องการอะไรกันบ้าง เขาทำอะไรกันบ้าง อย่างไม่มีหยุดไม่มีหย่อน จนกระทั่งเน่าเข้าโลงไป. ส่วนมนุษย์ ในยุคอุปนิษัท คือยุคที่มีแสงสว่างทางจิตทางวิญญาณนั้น เขาทำอะไรกันบ้าง ? ข้อนี้ ก็ต้องอาศัยเรื่องทางประวัติศาสตร์บ้างเป็นธรรมดา ประกอบกันกับเรื่องทางศาสนา : อย่างข้อความที่กล่าวไว้ในมนูธรรมศาสตร์ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ. บุคคลที่ เรียกกันว่า “มนู" นี้ถือกันว่าเป็นมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดในยุคนั้น รู้จักธรรมชาติ รู้จักกฎ ของธรรมชาติ รู้จักหน้าที่ตามธรรมชาติ รู้จักผลที่มนุษย์จะพึงได้รับ; มีสติปัญญา เป็นมหามุนี เป็นมหาฤๅษี เป็นมหาปราชญ์ เป็นมหาบุรุษ ; ได้กล่าวสิ่งต่าง ๆ ไว้ มากมาย รวมทั้งบทศีลธรรม บทที่มากลายเป็นกฎหมายหรือเป็นอะไรก็ตาม ไม่มีใคร
น.404 สู้ได้; ที่เรียกว่า "มนู" เรื่องของท่านเรียกว่า "มนูธรรมศาสตร์". และฟังดูให้ดี ๆ นะ คำว่า "มนู" นี้มันเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร : คำว่า "มนุษย์" ถ้าแปลตามไวยากรณ์ ของภาษาบาลี ก็แปลว่า เทือกเถาเหล่ากอของมนู,"แก้มนุ แล้วก็ใส่ปัจจัยให้เป็น มนุสสะ หรือมนุษยะ ก็แปลว่าลูกหลานของมนู. ตัวมนูเองนั้นได้สอนไว้อย่างไรในเรื่องนี้ กฎของมนูธรรมศาสตร์บัญญัติ กฎสำหรับมนุษย์ วางหลักเกณฑ์สำหรับมนุษย์ ว่า มนุษย์นี้มีอยู่ ๔ อาศรม. คำว่า "อาศรม" นี้มีความหมายแปลกไม่เหมือนกับที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่เดี๋ยวนี้. "อาศรม" ที่เราได้ยินกันสมัยนี้ก็หมายถึงกุฏิเล็ก ๆ ของพวกฤๅษี มุนีอยู่ตามป่า แต่ทว่าคำว่า “อาศรม" ของมนูนั้นหมายถึงระเบียบของการมีชีวิต ที่คนจำนวนมาก ๆ เป็นอยู่ เหมือน ๆ กันทั้งหมู่ทั้งกลุ่ม เป็น mode of living นั่นแหละคืออาศรม คือคนอยู่ รวมกันมาก ๆ แล้วทำอะไรเหมือน ๆ กัน นี้เรียกว่าอาศรม ; และได้แบ่งสิ่งที่เรียกว่า อาศรมไว้เป็น ๔ อาศรม : มนุษย์แรกเกิดมา ตั้งแต่เกิดมาจนเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นเด็กเล็ก เป็นรุ่นหนุ่ม แล้วก็เป็นหนุ่มเป็นสาว ; อาศรมนี้ เรียกว่า "อาศรมพรหมจารี" เขาจะต้องศึกษาอย่างเคร่งครัด จะต้องอยู่ในกรอบในระเบียบศีลธรรมอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เรียกว่าประพฤติอย่างเคร่งครัดคือพรหมจารี. อาศรมถัดมาเรียกว่า "คฤหัสถ์" นี้คือ แต่งงานเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็หมายถึงการทำการงาน เป็นระยะที่จะต้องประกอบการงานอย่างตึงเครียด กระทั่งมีลูก มีหลาน ต้องทำให้ดี ทำให้ถูก ทำผ่านไปให้ได้ เหมือนกับให้สอบไล่ได้. อาศรมถัดไปเรียกว่า "วนปรัสถ์" ซึ่งตัวหนังสือก็แปลว่าอยู่ป่า แต่ตาม ความหมายก็หมายความว่า "พอกันที พอกันที เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ นั่น" เลยเก็บตัว อยู่ในที่สงบสงัดมองในด้านใน. มองในด้านในแต่อย่างเดียว แม้จะไม่ออกไปอยู่ป่า
น.405 อยู่ภูเขาหิมาลัย ก็อยู่ที่ในโลกในบ้านนี้ก็ได้ ที่กอไผ่หรือกอกล้วยสงบ ๆ ตามมุมบ้านนั้นก็ได้ ก็ไปนั่งมองดูชีวิตในด้านใน, หรือในห้องในหับที่จัดไว้เป็นพิเศษบนเรือนหลังใหญ่นั้น ก็ได้ ให้มีโอกาสมองด้านในก็แล้วกัน ; แล้วก็เริ่มมองชีวิตในด้านใน โดยอาศัยพวก experience ต่าง ๆ ที่แล้วมาเป็น spiritual experience ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับมองชีวิตในด้านใน; แล้วก็มองไป มองไปจนพบความสงบเยือกเย็นแสนที่จะ เย็น ไม่มีอะไรเหมือน เป็นที่พอใจแก่ตัวเอง เหมือนกับว่าได้เกิดในโลกใหม่ในโลก อันสูงสุด ในโลกของพระเจ้า นี้ก็อาศรมหนึ่ง. ต่อไปถ้ายังมีชีวิตอยู่ มีความพอใจ และมีความสามารถ ก็บำเพ็ญตนเป็น อาศรมที่ ๔ คือ "สันยาสี" คือเที่ยวแจกแสงสว่างให้แก่ผู้อื่น. เรื่องตัวหมดกันที เรื่องของตัวจบแล้ว มีแต่เรื่องช่วยผู้อื่น จึงบำเพ็ญตัวเป็นผู้แจกแสงสว่างให้แก่ผู้อื่น ; นั่งตอบปัญหาตอบคำถามของลูกหลานเหลน ทุกอย่างที่เขาจะมาถาม, ให้แสงสว่างแก่ลูก แก่หลานแก่เหลนก็ได้ ให้เขาได้เป็นคนมีบุญมีโชคดี ได้ปฏิบัติหน้าที่ของเขาถูกต้อง รวดเร็ว ได้รับผลของการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่รวดเร็ว. หรือจะออกเดินทางไปตาม ที่ต่าง ๆ ไปแจกแสงสว่างในที่ทั่ว ๆ ไปเหมือนพระ บรรพชิตนั้นก็ได้ ; นี่มันมีอยู่ใน อันดับสุดท้ายอย่างนี้ ก็เรียกว่าสมบูรณ์ตามกฎของมนู. ได้ผ่านอาศรมทั้ง ๔ อาศรม โดยสมบูรณ์ เรียกว่าเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องตามกฎของมนู. เราลองคิดดูว่าพวกเรา สมัยนี้ผ่านอาศรมทั้ง ๔ นี้ โดยครบถ้วนหรือเปล่า ? หรือว่ากำลังไปจมอยู่ที่อะไร ? หรือว่ากำลังติดอยู่ที่อาศรมแรกแล้วเดินเขวออกนอกทาง ตกทะเลไปเลย ? นี้เรียกว่ากล่าวตามกฎของมนู. ขอให้นึกดูถึงพวกจีนอีก ก็มีเรื่องคล้ายๆ กันนี้ เขาวางระเบียบชีวิตไว้ เป็นลำดับ ๆ เหมือนกัน กระทั่งเขียนเป็นรูปภาพเพื่อจำง่าย แต่ออกจะมากไปหน่อยคือ แบ่งเป็น ๑๐ ตอน แทนที่จะเป็นเพียง ๔ ตอน เขียนรูปภาพ ๑๐ ตอน : ดังมีเรื่อง ปรากฏในภาพ คือ : -
น.406 ภาพที่ ๑ เป็นภาพเด็กออกมาเหลียวหน้าเหลียวหลัง รี ๆ ขวาง ๆ ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ?
น.407 เป็นภาพเด็กเริ่มเห็นรอยวัวที่แผ่นดิน มีรอยวัวเป็นทางไป ก็คือเห็นลู่ทาง เพราะเริ่มพบรอยวัว ก็ตามรอยวัวไป แล้วพบร่องรอยว่าตัวเองเกิดมาทำไม.
น.408 ภาพที่ ๓ เป็นภาพเด็กเริ่มเห็นก้นวัว
น.409 เป็นภาพเด็กจับวัว
น.410 ภาพที่ ๕ เป็นภาพเด็กฝึกวัวได้เชื่อง
น.411 เป็นภาพคนเป่าปี่ขี้วัวไปเลย สบายเลย เสวยความสุข จากผลสำเร็จในชีวิต และการงาน
น.412 ภาพที่ ๗ วัวหายไปไหนแล้วไม่รู้ คนนั่งแหงนหน้าขึ้นเบื้องบน อยู่คนเดียว นี้หมายความว่า มันพอกันทีกับอ้ายเรื่อง วัวนั้น เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องขึ้น เรื่องลง เรื่องสุข เรื่องทุกข์เหล่านี้ ก็เลยหันหน้าขึ้นเบื้องบนไม่มีวัวแล้ว
น.413 เป็นภาพว่างเฉย ๆ เป็นวงกลมว่าง แปลว่าสิ้นสุดกันเรื่องตัวตน
น.414 ภาพที่ ๙ นี้เป็นภาพผลิใหม่ เกิดใหม่ ต้นไม้ผลิยอดใหม่ นี้เกิดใหม่ ในอีกรูปหนึ่ง เป็นภาพที่ธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ คือผลิดอกออกผลใหม่ คือเปลี่ยนสภาพจิต จากความเห็น แก่ตัว เป็นความเห็นแก่ผู้อื่นเข้ามาแทนที่
น.415 ภาพสุดท้ายก็เที่ยวส่องตะเกียงเที่ยวแจกของ นี่เป็นเรื่องเพื่อผู้อื่นล้วน.
น.416 นั่นแหละคนโบราณเขาจะเป็นคนโง่หรือเป็นคนฉลาดก็ลองคิดดู เขาวางรูป วางแบบของชีวิตทั้งหมดไว้อย่างนี้ แล้วพวกเราในสมัยนี้มีกี่คน ที่ไต่ไปตามลำดับนี้ ถึงที่สุดอย่างนี้, ถึงที่สุดแห่งการงานและชีวิตเพียงพออิ่ม เรียกว่ารู้จักอิ่มรู้จักพอ แล้วก็ว่างไปทีหนึ่ง คือสิ้นสุดเรื่องตัวตน แล้วเกิดใหม่สำหรับส่องตะเกียงให้ผู้อื่น แจก ของให้ผู้อื่น เราทำได้กันอย่างนี้กี่คน ? มนุษย์ในสมัยนี้ในปัจจุบันนี้ทำอย่างนี้กันได้กี่คน ? นี่เป็นข้อที่จะให้รู้จักมนุษย์สมัยนี้ดีที่สุด ว่าเป็นอย่างไร. แล้วก็ลองเปรียบเทียบกันดู กับมนุษย์สมัยโน้น สมัยแรกสมัยถัด ๆ มาว่า มันต่างกันอย่างไร ? เดี๋ยวนี้ทำไมเราจึง ไม่เลื่อนขึ้นไปถึง วนปรัสถ์ หรือ สันยาสีได้ คือไม่มองด้านใน ไม่มีการมอง ด้านใน จนพบอะไร ๆ ในด้านใน แล้วก็เที่ยวแจกแสงสว่างนั้นให้แก่ผู้อื่น; มีแต่จม อยู่ในเรื่องทางวัตถุ จนตายก็ไม่รู้จักอิ่มจักพอ. แล้วบางทีไม่ทันตาย เป็นคนล้มละลาย ฉิบหายไปจากความเป็นมนุษย์เสียตั้งแต่ยังเป็นเด็กเป็นรุ่นหนุ่มอย่างนี้เสียก็มี. หรือว่า เป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็เป็นอย่างวัวลากแอกลากไถตลอดชีวิตแล้วก็ตายไปกับแอกกับไถนั้น ไม่เคยปลดออกได้อย่างนี้ก็มี จนตาย; แล้วก็ไม่เคยพบอาศรมที่ ๓ คือการมองด้านใน อาศรมที่ ๔ คือการเป็นแสงสว่างให้แก่ผู้อื่นเลย. นี้คือความแตกต่างอย่างยิ่ง และด้วยเหตุนี้เอง มันจึงหันหลังให้แก่ศาสนา หันหลังให้แก่พระเจ้า และเกลียดธรรมะ เกลียดศาสนา เกลียดพระเจ้า แต่กลับไปชอบ ในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือชอบซาตานชอบพญามาร ชอบสิ่งที่เรียกว่า อธรรม ในกาลต่อมา เป็นการหันหน้าไปหาพญามารไปหาซาตาน เดินตามกันซาตานอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่รู้สึก. กลับไปคิดเสียว่าเราได้ทำดีที่สุด ได้มีโชคดีที่สุดแล้วที่ได้เป็นอย่างนี้ ที่ได้อะไร ๆ ในทาง เนื้อหนังอย่างหลงใหลมัวเมาไม่รู้จักสิ้นจักสร่างอย่างนี้; นี่คือมนุษย์สมัยนี้. ลองมอง ดูทั่ว ๆ ไป นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็ไม่อาจจะเข้าใจมนุษย์ อย่างถูกต้อง แล้วก็ไม่อาจจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ สำหรับมนุษย์ อย่างถูกต้อง ได้ด้วย.
น.417 มีคนบันทึกไว้ดีมาก คือบันทึกข้อสังเกตอย่างหนึ่งไว้ดีมาก เป็นภาพโฆษณา ให้คนไปเที่ยวชายทะเลที่ประเทศอังกฤษ ที่เมืองแห่งหนึ่ง เป็นยุค ๆ มา : ยุคแรก เขาใช้ภาพวิวสวย ๆ ทะเลสวย ๆ เกาะสวย ๆ หาดทรายสวย ๆ อย่างนี้ เป็นภาพโฆษณา คนก็ไปเที่ยวกันมาก ; ต่อมามันจืดชืด ภาพโฆษณาเหล่านี้เป็นไปไม่ได้ ต้องเอาสิ่ง ที่กระตุ้นดีกว่านี้ ; กลายเป็นเรื่องเลือดรักชาติ เอาเรือรบเอาอะไร ๆ ที่มันเป็นเรื่อง ของชาติที่จะช่วยให้ชาติเด่นมีอำนาจอะไรอย่างนี้ ไปเป็นภาพโฆษณาให้ไปดูกันที่นั่น แล้วคนก็ไป ; ต่อมามันก็ชืดไม่มีผล เปลี่ยนไปจนต้องโฆษณาด้วยภาพคนในชุดบิกินนี จึงจะสำเร็จ. นี่ลองพิจารณาดูจิตใจของคนเหล่านั้น ว่าเปลี่ยนมาอย่างไร แล้วมัน ก็ไม่ใช่แต่ที่ประเทศอังกฤษเท่านั้น ที่ประเทศไหน ๆ ก็เหมือนกัน. นี่เผอิญว่า ในประเทศนั้นมีคนตั้งข้อสังเกตบันทึกไว้อย่างนี้ ก็รู้ว่ามนุษย์นี่เป็นอย่างไร. แล้วพอ มาถึงสมัยนี้ปัจจุบันหยก ๆ นี้ บางทีเรียกว่าบิกินนี่นั้น ก็ยังไม่พอด้วยซ้ำไปละมั้ง ? ลองคิดดูเถอะว่ามันไปกันถึงไหน ! ลองสังเกตดูว่าสิ่งที่เมื่อ ๒๐ ปีก่อนมันยังไม่มีนั้น เดี๋ยวนี้มันได้มีขึ้นมา หนาแน่นอย่างไร. ดูภาพโปสเตอร์ต่าง ๆ ดูการโฆษณาต่าง ๆ ไปดูเองก็แล้วกัน เชื่อว่าทุกคนคงจะเข้าใจได้ ว่าเมื่อ ๒๐ ปีก่อนโน้นยังไม่เคยมี เดี๋ยวนี้มี; มีทั้ง โปสเตอร์ มีทั้งของจริงตามโปสเตอร์นั้น ; นี้จะทำให้รู้ว่าคนได้เปลี่ยนไปอย่างไร. ทีนี้ก็ดูให้ดีว่า สิ่งเหล่านั้นที่มีอยู่ เป็นอยู่ หลงอยู่นั้น เป็นเรื่องทางวัตถุหรือว่าเป็นเรื่อง ทางจิตทางวิญญาณ ? เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ คำนี้เข้าใจยาก เพราะคนเขาถือกันว่า คนมัน มีจิตมีวิญญาณอยู่แล้ว เรื่องอะไรที่คนทำก็เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณทั้งนั้น แต่ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น. ถ้าจิตหรือวิญญาณนั้นเป็นทาสของวัตถุเสียแล้ว
น.418 ก็เรียกว่าเป็นเรื่องทางวัตถุหมด จิตหรือวิญญาณไม่มีอำนาจ ไม่มีความหมาย ไม่มีการ ต้านทาน มันไปจมอยู่กับวัตถุหมด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องทางวัตถุหมด. ฉะนั้นเรื่อง ยั่วยวน เรื่องกามารมณ์ เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เต็มปรี่อยู่ในสมัยนี้นั้น เป็นเรื่องทางวัตถุ ไม่ใช่เรื่องทางจิตทางวิญญาณ หมายความว่าเขาไม่มีความพอใจในความสุข ทางฝ่าย วิญญาณ แต่พอใจในความสุขทางฝ่ายเนื้อหนังนั่นเอง ; นี่แหละเราก็เรียกว่า เป็นทาสของซาตานเป็นทาสของพญามาร อย่างเต็มที่ อย่างไม่มีเหลือ แล้วก็อย่าง หลับหูหลับตา คือไม่รู้สึกตัวด้วย. คนพวกนี้รู้เรื่องแต่ภาษาวัตถุ จึงพูดเป็นแต่ภาษาวัตถุ คือภาษาคนธรรมดาพูด ฟังภาษาของศาสนาไม่ออก ฟังภาษาของพระเจ้าไม่ออก ฟัง ภาษาของธรรมะไม่ออก; รู้แต่ภาษาคน ไม่รู้ภาษาธรรม. อะไร ๆ ก็เหมากันไป ในทางวัตถุไปหมด แม้แต่เรื่องคำว่า นรก - สวรรค์ - มรรค - ผล - นิพพาน - ฯ ล ฯ เหล่านี้ก็กลายเป็นเรื่องวัตถุไปหมด. ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูให้ดีเถอะ เช่นว่าอบายนรกอย่างนี้ ก็ไป หมายความว่าตายแล้วจึงจะถูกจับใส่หม้อต้ม หรือถูกเชือดเฉือน ถูกเอาไฟลน ถูกเอา น้ำกรดราด ถูกทำต่าง ๆ เหมือนภาพที่เขียนไว้ตามผนังโบสถ์ คือเป็นเรื่องทางร่างกาย ทั้งนั้น; นี่นรกอย่างนี้เป็นเรื่องทางวัตถุหรือทางกาย. นรกทางจิตทางวิญญาณ อย่างที่คนสมัยก่อนเขาพูดไว้ว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ" นั่นน่ะ ฟังไม่ถูก ฟังไม่รู้เรื่อง, สวรรค์ในอก นรกในใจ ฟังไม่รู้เรื่อง ; ฟังรู้แต่นรกสวรรค์ทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง ทางร่างกาย ไปเสียทั้งนั้น ฉะนั้น จึงไม่เข้าใจคำสั่งสอนที่ดีที่จริงของพระศาสดาที่จะ ช่วยให้คนอยู่เหนือวัตถุได้ หรือที่จะช่วยคนให้มีชีวิตนิรันดรได้นั่นเอง. ฉะนั้นจึงเกิด มีปัญหาขึ้นในสมัยนี้ ที่สังเกตเห็นก็คือว่า เรารู้กันแต่ภาษาคน ไม่รู้ภาษาธรรม ; รู้กันแต่ภาษาวัตถุ ไม่รู้ภาษาจิตใจ รู้กันแต่ภาษาของมารหรือซาตาน ไม่รู้ภาษาของ พระเจ้า อย่างนี้เป็นต้น.
น.419 ขอโอกาสสักนิดหนึ่ง ตอนนี้อธิบายด้วยตัวอย่างในเรื่องนี้ : เช่น คำพูดที่ว่า "ทำชั่วแล้วตายไปตกอบาย" ; อบายก็คือ - นรก, เดรัจฉาน, เปรต, อสุรกาย : - นรก ก็คือว่าไปถูกทรมานเผาลนทีมแทงอย่างนี้! - เดรัจฉาน ก็คือไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นวัวเป็นควาย เป็นอะไรไปเลย. - เปรต คือไปเป็นสัตว์ที่ท้องเท่าภูเขา ปากเท่ารูเข็ม ยั้วเยี้ยสกปรกไปหมด. - อสุรกาย ก็เป็นผีชนิดหนึ่ง ซ่อนตัว ยากที่ใครเห็นได้. พากันเข้าใจว่าอย่างนี้ เข้าใจไปอย่างนี้ เข้าใจเรื่องอบาย ๔ นี้เป็นเรื่อง ทางร่างกาย หรือทางวัตถุเป็นเกณฑ์ มันเป็นของที่คนพูดในสมัยที่ยังไม่ฉลาด คือก่อนพุทธกาลนานไกลโน้น เขาก็พูดกันอย่างนี้อยู่แล้ว, พูดเรื่องอบายเรื่องนรก ในทางวัตถุ ทางกายอย่างนี้กันอยู่แล้ว. ทำไมพระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาผู้เป็นคนฉลาด จะไปพูดเรื่องทางวัตถุ หรือทางกายซ้ำรอยอย่างนั้น ท่านมองเห็นสิ่งที่ลึกไปกว่านั้น คือเรื่องทางจิตใจ คือความหมายในทางจิตหรือทางวิญญาณ. ฉะนั้น จึงพบว่า นรก นั้น ก็คือความร้อนเหมือนไฟเผาอยู่ในใจ เมื่อใด มีความร้อนใจเหมือนไฟเผา เมื่อนั้นก็เป็นนรก ตรงกับคำว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ". เมื่อใดโง่ โง่อย่างไม่น่าจะเป็นคน เมื่อนั้นก็เป็น สัตว์เดรัจฉาน ทันทีที่นั่น และเดี๋ยวนั้น ในรูปร่างของคน. เมื่อใดหิว หิวเหลือเกิน หิวไม่มีเวลาสร่าง ทะเยอทะยานในทางกิเลส ตัณหา, ไม่ใช่หิวข้าวตามธรรมดา แต่หิวทางวิญญาณ หิวทางกิเลสตัณหา. เหมือนซื้อลอตเตอรี่มาไว้ แล้วนอนหิวเพื่อจะถูกอย่างนี้ นั้นก็เรียกว่าเป็น เปรต เปรตคือความหิวทางวิญญาณ ซึ่งนี่ไม่ใช่หิวทางวัตถุ ไม่ใช่หิวข้าว. ทีนี้เมื่อใดมีความขลาด ขี้ขลาด ขลาดอย่างไม่สมกับที่จะเป็นมนุษย์ เมื่อนั้นก็เรียกว่าเป็น อสุรกาย. ขอให้มองดูให้ดี เป็นอย่างนี้ขึ้นมาเมื่อไรก็เป็นนั้น
น.420 มื่อนั้น ในร่างคน ในร่างกายแห่งคนนี้เป็นสัตว์นรกก็ได้ เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เป็นเปรตก็ได้ เป็นอสุรกายก็ได้ ซึ่งเรียกกันว่า อุปปาติกะ เกิดในทางจิตทางวิญญาณ แว็บเดียวก็เป็นแล้ว จนกว่าจะสิ้นสุดลงไปคราวหนึ่ง แล้วก็เกิดใหม่เป็นอย่างอื่นต่อไป วันหนึ่งเกิดได้หลายหน. นี่นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกายในความหมายทางภาษาธรรม มันเป็นอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านตรัส อบายมุข - ปากทางแห่งอบาย ท่านตรัสไว้ว่า ปากทางแห่งอบาย คืออบายมุขนั้นได้แก่การดื่มน้ำเมา เล่นการพนัน ดูการเล่น เที่ยวกลางคืน เกียจคร้านทำการงาน คบคนชั่วเป็นมิตร ฯลฯ เป็นตับเป็นหางไปเลย และเรียกว่าอบายมุข แปลว่า ปาก ช่อง ทาง ของอบาย หรือเหตุแห่งอบาย. นี้ทำไมเราไม่สังเกตดู ? ยกตัวอย่างคนกินเหล้า, ผู้กินเหล้า, มันก็ต้อง มีความร้อนใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะการกินเหล้า เกิดความยุ่งยากลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ ทางใดทางหนึ่งขึ้นมา ก็มีอาการที่เป็นสัตว์นรกเพราะความร้อนใจนั้น ; และความโง่ เป็นเหตุให้กินเหล้า เพราะคิดว่ามันดีหรือมันถูกต้องมีประโยชน์ นี่มันเป็นความโง่. ความโง่ที่ไปกินเหล้าก็คือความเป็นสัตว์เดรัจฉาน ; ความหิวที่ทำให้อยากให้หิวให้ติด ให้ไม่รู้อิ่ม นี่มันก็เป็นเปรต ; บางเวลาก็มีความขี้ขลาด เนื่องจากโรคของเหล้า ที่ไม่ได้กิน กำลังกระสับกระส่ายอะไรก็ตาม มันก็เป็นอสุรกาย. หรือว่าผู้เล่นไพ่คือเล่นการพนัน เมื่อแพ้หรือเมื่อเสียเข้านี้มันก็ร้อนใจ ดังไฟเผา เป็นสัตว์นรกไปทันที; ความโง่ที่คิดว่าการพนันจะช่วยจะเป็นพระเจ้าช่วย ให้เราเป็นสุขได้ นี่คือความโง่ จึงเป็นสัตว์เดรัจฉานเพราะความโง่นั้น ; แล้วมีความหิว อย่างยิ่ง. จงดูเมื่อถือใบไพ่อยู่นั้นมันหิวเท่าไร หิวที่จะชนะ ความหิวนี้ก็เป็นเปรต ; แล้วก็มีความกลัวอย่างยิ่งคือกลัวแพ้ นี่มันก็เป็นอสุรกาย. นี่จะต้องไปดูที่ไหนอีก
น.421 ในเรื่องความเป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ตามความหมายทางวิญญาณ ; แต่เราก็ไม่เห็น แล้วก็ไม่รู้สึกว่าสำคัญ แล้วก็ไม่กลัว. ที่แท้อบายอย่างนี้คืออบายจริง อบายแท้ อบายถูกต้อง เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณแท้ อย่าตกอบายชนิด นี้กันเถิด มันก็หมดเรื่อง คือพูดให้สั้น ๆ ว่าถ้าไม่ตกอบายชนิดนี้แล้ว ไม่ตกอบายชนิด ไหนหมด ตายแล้วก็ตาม ยังไม่ตายก็ตาม ตายแล้วสักกี่หนก็ตาม จะไม่ตกอบายชนิดไหนหมด. ขอแต่อย่าตกอบายที่นี่และเดี๋ยวนี้เท่านั้น ก็ไม่มีตกอบายที่ไหนอีก นี้เรียกว่าเรื่องจริงหรือของจริง ที่ควรสนใจจริง ๆ. แต่แล้วคนเราก็ไม่สนใจ ไม่มองดูการตกอบาย เพราะอบายมุขของตน ๆ อยู่เป็นประจำวัน ซึ่งมันยังมีเรื่องอื่นอีกมาก ดื่มน้ำเมา เล่นการพนัน ดูการเล่น เที่ยว กลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร ฯลฯ ยังมีอีกมาก ซึ่งล้วนแต่มีเต็มปรี่ไปหมด ในกรุงเทพ พระมหานคร หรือนครไหน หรือทั่วโลก ฉะนั้น ก็แปลว่ามันเป็นโลกแห่งอบายอยู่ ส่วนหนึ่งอย่างน่าหวาดกลัวที่สุด ; นี่คือ อบายในภาษาธรรม คือจริง และถูก และ น่ากลัว. อบายในภาษาคน นั้น ถ้าไม่ตก อบายในภาษาธรรม แล้วไม่มีตก; และ ยังเป็น เรื่องทางร่างกาย ไม่ทำลายความเป็นมนุษย์มากเหมือนอบายใน ทางวิญญาณ ฉะนั้น การตกอบายนี่ก็คือการจมอยู่ในกองทุกข์ กำลังเป็นเหมือนอย่าง กับถูกพระเจ้าสาปว่าให้มีความทุกข์ตลอดกาล มีบาปตลอดกาล มันจริงอย่างพระเจ้าสาป. เราควรจะนึกดูปัญหาอันแรกนี้ก่อน จึงจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้. เรื่องคำว่า สวรรค์ ก็เหมือนกัน มันตรงกันกับอบาย เมื่อเป็นอย่างนั้น สวรรค์ก็หมายถึง ความพอใจใน ความเป็นมนุษย์ของตัว ยกมือไหว้ตัวเองได้ก็แล้วกัน ; ยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อใดก็เป็นสวรรค์เมื่อนั้น. เพราะฉะนั้น เราควรจะรู้สิ่งที่เรียกว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ" กันนี้ให้มาก.
น.422 สำหรับ นิพพาน นั้น ก็มีความหมาย เป็นเรื่องเย็นถึงที่สุด ไม่นรก ไม่สวรรค์แล้ว คือว่าเย็นถึงที่สุด เพราะสวรรค์มันก็ยังมีความลำบากไปตามประสา ของสวรรค์ ; ต้องพ้นจากนั้น มันจึงจะดับเย็น เป็นนิพพาน ; แต่ก็ไม่เข้าใจ นิพพาน กลับเกลียดกลัวนิพพาน เพราะชอบสวรรค์ตามความรู้สึกของตัว ซึ่งหมายถึง ความสุขทางเนื้อทางหนัง แล้วก็เลยเกลียดนิพพาน เพราะฟังผิดเข้าใจผิด ว่านิพพาน นั้นจืดชืดแห้งแล้ง ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ. ที่แท้แล้วสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน ใน ความหมายที่ถูกต้อง ตามภาษาธรรมนั้นดีกว่าอะไรหมด จำเป็นแก่ มนุษย์ และอยู่เคียงคู่แก่มนุษย์ ช่วยมนุษย์ให้รอดอยู่เป็นประจำวัน. เพราะว่าถ้ามนุษย์มีความร้อน อย่างที่เรียกว่า “นรก" หรืออบายนั้นอยู่เป็นประจำแล้ว คงจะเป็นบ้าเสียภายในไม่กี่วัน หรือจะต้องตายลงไปภายในไม่กี่วันต่อมา แต่สิ่งที่เรียกว่า ความเย็น คือ นิพพานนั่นแหละ ได้เข้ามาช่วยประคับประคองไว้เป็นระยะ ๆ โดยไม่ รู้สึกตัว มันจึงสมสัดส่วนพอที่จะทนทุกข์ทรมานไปได้ แล้วเราก็ไม่รู้จักบุญคุณของ ความเย็นชนิดมาคั่นช่วยไว้นั้น. ควรรู้จักสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน ๆ ในภาษาธรรม กันเสียบ้าง อย่าไปฝากไว้ว่า เป็นเมืองเป็นนคร อยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ทำบุญให้มาก ตายแล้วก็จะไปเกิดในเมืองนั้น แล้วก็เป็นอมตมหานครอยู่สบายไปเลย นั้นก็กลายเป็นวัตถุนิยม เป็นเรื่องทางวัตถุไปอีก. สิ่งที่เรียกว่า "นิพพาน” มันจะต้องเป็นเรื่องทางจิตใจ เช่นเดียวกับเรื่องนรกสวรรค์ เพราะฉะนั้นจึงได้แก่ความเย็นหรือความเย็นใจ. เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ ก็ให้ไต่ติดตาม ความหมายของคำว่า นิพพานนี้ไปให้ถึงที่สุด ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?. ท่านทั้งหลายที่ยังไม่เคยทราบก็จงทราบเสียเดี๋ยวนี้ว่า ภาษาพูดธรรมะนั้น ก็คือใช้ภาษาชาวบ้านนั้นเอง ด้วยการยืมเอามาใช้ คำพูดที่ชาวบ้านพูดอยู่อย่างไร พอ
น.423 โยคีหรือมุนีหรือพระศาสดาคิดธรรมะในส่วนลึกในส่วนจิตวิญญาณ ได้อย่างหนึ่งหรือเรื่อง หนึ่งแล้ว ก็ไม่มีคำพูด เพราะมันไม่เคยปรากฏแก่มนุษย์ ; ครั้นจำต้องเอาเรื่องนั้น มาพูดแก่มนุษย์ ก็ต้องไปเอาภาษาชาวบ้านธรรมดานั้น ยืมมาใช้พูดเรื่องนี้. ยกตัวอย่างเช่นคำว่าถนนหนทางนี้ พอรู้จักแนวปฏิบัติสำหรับไปถึง นิพพานได้ ก็ต้องเอาคำว่า "ถนนหนทาง" นั่นแหละมาใช้ คือคำว่า มรรค หรือ มรรคา. มรรคทางวัตถุ สำหรับคนเดินด้วยเท้าไปนั่นมานี่; แต่ มรรคทางวิญญาณ ก็คือ ถนนหนทางสำหรับเดินไปนิพพาน. นี่คำพูดทางธรรมะทุกคำยืมมาจากคำชาวบ้าน คำว่า "นิพพาน" ก็เหมือนกัน คือไปยืมคำว่า "เย็น" ของชาวบ้านมาใช้. เมื่อก่อน พุทธกาล หรือตั้งแต่มนุษย์ในประเทศอินเดียเริ่มพูดเป็น พูดได้นั้น ก็ใช้คำว่า นิพพาน ๆ, นิพพายติ ในฐานะเป็นกิริยา, นิพพาน ในฐานะเป็นนาม มาแล้ว หมายถึงความเย็น. นิพพานทางวัตถุ อย่างเช่นไฟเย็นลงก็เรียกว่าไฟนิพพาน ถ่านไฟแดง ๆ ดับลงก็เรียกว่าถ่านไฟนิพพาน. อาหารปรุงขึ้นร้อน ๆ กินไม่ได้ ก็ต้อง รอให้นิพพานเสียก่อนจึงกินได้. ฉะนั้น คำว่า "นิพพาน” นี้ใช้อยู่ทั่วไปในภาษา ชาวบ้านแม้แต่ในครัว นี้ก็เห็นอยู่แล้ว. ต่อมาเลื่อนขึ้นมาสูงขึ้นมาจากวัตถุมาถึงสัตว์ก่อน สัตว์ เช่นวัว ควาย ช้าง ม้า ไปได้มาจากป่าหรือที่ไหนก็ตาม มาฝึกให้มันหมดความเป็นสัตว์ที่ดุร้าย หรืออันตรายนั้น เขาเรียกว่าให้หมดพยศของมัน พอมันหมดพยศดีเต็มที่แล้ว เรียกว่า มันนิพพาน คือไม่มีไฟ มีแต่ความเย็นหรือความสงบ เรียกว่ามันนิพพานเหมือนกัน. พอมาถึงคนก็หมายถึงเย็นใจ. แต่คำว่า “เย็นใจ" ของคนนี่มันหมาย หลายระดับ : ครั้งหนึ่งเคยเอากามารมณ์เป็นนิพพาน เพราะว่าถ้าได้กามารมณ์พอ สมปรารถนาแล้ว ก็หยุดความกระหายลงไปได้เป็นความเย็นชนิดหนึ่งเหมือนกัน. หลงเอา
น.424 ความสมบูรณ์ในทางกามารมณ์เป็นนิพพานกันมาพักหนึ่ง. ต่อมาพบว่าไม่ใช่ ก็เลย เอาผลที่เป็นการกระทำทางจิต คือทำจิตให้สงบเย็น และเย็นจริงไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ นี้ว่าเป็นนิพพานกันมาพักหนึ่ง. ในยุคนี้ก็มีหลายชั้น เพราะว่าสามารถทำให้สงบละเอียด ได้เป็นหลาย ๆ ชั้น ; ความหมายของนิพพานเลื่อนมาตามลำดับจนกระทั่งพระพุทธ เจ้าเกิด. ท่านได้รับคำอธิบายนี้ ท่านสั่นหัว ไม่ยอมรับลัทธิอาฬารดาบส อุทกดาบส อะไรเหล่านั้นเป็นต้น ว่าเป็นนิพพาน. ท่านมาค้นของท่านเอง จึงมาพบว่าหมดตัวกู หมดของกู หมดกิเลส นั่นแหละเย็นแท้ นั่นคือนิพพาน. คำว่า นิพพานจึงถึงระดับ สูงสุดอย่างนี้ ไม่มีใครเคยพิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีที่ดีกว่านี้ หรือจะมาทำลายล้าง เพิกถอน ของพระพุทธเจ้าได้ มันจึงยุติกันมาอย่างนี้ และพวกเราก็พอใจ จึงได้สมัครเป็นลูกศิษย์ ของพระพุทธเจ้า. นี่แหละคำว่านิพพานมันหมายความว่าเย็น เมื่อใดเย็นเมื่อนั้นเป็นนิพพาน ; ถ้าเย็นชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว เย็นน้อย ๆ ก็เป็นนิพพานน้อยๆ ให้รู้เถอะว่า นิพพานน้อย ๆ นั้นมันช่วยประคับประคองเราอยู่ทุกวัน ไม่ให้เป็นบ้า ไม่ให้วิกลจริต และไม่ให้ตาย ทั้งที่เราสมัครใจตกลงไปในหลุมถ่านไฟคือนรก อย่างเต็มใจอย่างสมัครใจ แต่มันมีบางระยะที่มันหยุด ได้พักผ่อนตามธรรมชาติ เป็นความเย็นแทรกแซงเข้ามา พอสมสัดส่วนที่จะไม่เป็นบ้าหรือตายเสีย. เพราะฉะนั้นเราควรจะเข้าใจ และขอบใจ นิพพานตามธรรมชาติโดยไม่รู้สึกตัวอย่างนี้กันไว้บ้าง จะเป็นเงื่อนต้นเงื่อนแรกให้ ติดตามไต่เต้าไปถึงนิพพานที่แท้จริง ยิ่งขึ้นตามลำดับ. นี่เรียกว่ารู้จัก นิพพานที่ถูกต้อง ในภาษาธรรม อย่ารู้แต่นิพพานในภาษาวัตถุ ที่พูดว่าเป็นนคร เป็นเมืองอยู่ที่นั่นที่นี่ ตายแล้วจึงไปเกิด; ที่จริงมันก็เกิดอยู่ที่นี่ เกิดอยู่ที่นี่ แต่ว่าเกิดเป็นสัตว์นรกเสีย มากกว่าที่จะเกิดเป็นนิพพานคือความเย็น.
น.425 แล้วทำไมจะต้องพูดถึงนิพพานที่ถูกต้อง ที่สมบูรณ์และถาวร แม้แต่ นิพพานนิด ๆ คือความเย็นนิด ๆ นี้ ก็ไม่รู้จักเสียแล้ว ? ฉะนั้นมันก็ควรจะนึกละอาย แม้แต่ว่าถ่านไฟมันก็นิพพานเป็น แต่คนนิพพานไม่เป็น มันจึงน่าละอายถ่านไฟ. และ สัตว์เดรัจฉานมันก็ยังนิพพานได้ แล้วคนเป็นไม่ได้ อย่างนี้ก็น่าละอาย. คนยังมีพยศ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานที่ฝึกดีแล้วสิ้นพยศ ฉะนั้นจึงเรียกว่าน่าดู น่าดูใน ความหมายของคำว่านิพพานในที่ทั่วไปอย่างนี้. นี่เรียกว่าภาษาคนภาษาธรรมต่างกัน อยู่อย่างนี้; แล้วเราก็รู้กันแต่ภาษาคนยิ่งขึ้นไปทุกที ไม่รู้ภาษาธรรมยิ่งขึ้นทุกที ปัญหามันจึงยิ่งมีมากขึ้น ; เพราะฉะนั้นมันจึงถูกผลักดันไป หรือผลักดันกันเอง เป็นเกลียวไปสู่วัตถุนิยม จนกระทั่งวัตถุนิยมครองโลก คือครองมนุษย์ หรือโลกมนุษย์ เป็นอย่างนี้เสียเอง; ทำให้ไม่มีอะไร ๆ ที่เคยมีอยู่แต่ก่อนอย่างดี ๆ อย่างน่าสนใจนั้นเลย เช่นอาศรม ๔ จะหาได้ยาก จะไม่มีใครนิยมระบบอาศรม ๔ แล้วจะเกลียดจะประณาม ว่าจืดชืดแห้งแล้ง ไม่มีความหมาย สู้มีอะไรลุ่มหลงไปจนตายไม่ได้. เพราะเหตุ ฉะนั้นแหละ บุคคลที่เป็นปูชนียบุคคล จึงหายากยิ่งขึ้นทุกที ยังเหลือแต่ลูกจ้างรับจ้าง เพื่อเอาวัตถุ เพื่อเอาผลทางวัตถุ เป็นความสุขทางเนื้อทางหนังมาหล่อเลี้ยงตนเองไป ด้วยความลุ่มหลง เป็นไปได้มากยิ่งขึ้นทุกที; กระทั่งเป็นทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ก็ยัง เป็นได้ ก็เรียกว่าเป็นลูกจ้างของวัตถุนิยมมากขึ้นทุกที. ธรรมดาคนก็เป็นลูกจ้างของคนด้วยกันก่อน ไปสมัครเป็นลูกจ้างเขา พินอบพิเทาเขา ให้รับไว้เป็นลูกจ้างก็เพื่อจะได้เงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องลุ่มหลงในทาง วัตถุ นี้เป็นลูกจ้างคน ; แต่แล้วมันก็เป็นลูกจ้างซาตานหรือพญามาร หรือกิเลสอยู่ ข้างในตลอดเวลา เป็นลูกจ้างกิเลสหรือพญามารก่อนจึงไปเป็นลูกจ้างคนทำอะไรก็เพื่อ ผลทางวัตถุ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีปูชนียบุคคล ; หรือมีน้อยลงไปน้อยลงไป น้อยลงไป จนหาดูยาก เราจึงเกิดความไม่เคารพนับถือกันขึ้นมาทั่ว ๆ ไปในโลก เพราะมองเห็น
น.426 หมือน ๆ กันไปหมด ในลักษณะที่ไม่น่านับถือ เพราะไปเป็นลูกจ้าง เป็นทาสของ วัตถุนิยมกันเสียหมด จึงไม่ค่อยมีใครนับถือใคร ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลเหมือนแต่ กาลก่อนโน้น. ยกตัวอย่างเช่นครู ก่อนนี้เป็นปูชนียบุคคลเต็มที่ ทั่วไปหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์; เดี๋ยวนี้สูญเสียความเป็นปูชนียบุคคล คือเด็ก ๆ ไม่นับถือ เพราะอะไรก็ตามให้ไปมองดู จะเป็นเพราะครูเองหรือเพราะเด็ก หรือเพราะคนทั้งหมด ทั้งพ่อแม่ของเด็กร่วมมือกัน ทำลายสถาบันของความเป็นปูชนียบุคคลเสีย ; ทำให้ครูมีลักษณะเป็นลูกจ้าง และ ด้วยความสมัครใจมากขึ้น มากขึ้น. นี้โลกมันเปลี่ยนแปลงมากถึงอย่างนี้. อยากจะแนะให้ดูเรื่องขำ ๆ ขั้น ๆ สักอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายตรงกัน ทั้งพุทธทั้งคริสเตียน ทั้งศาสนาอะไร ๆ เรื่องความเป็นหญิงเป็นชายนี่แหละ พระเจ้า หรือธรรมชาติต้องการอย่างยิ่งที่จะให้แยกให้เป็นหญิงเป็นชาย ต่างกันไปเลย เพื่อทำ หน้าที่คนละอย่างต่างตรงกันข้าม คนละครึ่งมารวมกันแล้วจึงสมบูรณ์. นี่ความมีหญิง มีชายตามความหมาย ความมุ่งหมายที่ต้องการของธรรมชาติหรือของพระเจ้าเป็นอย่างนี้. ในคัมภีร์นั้น ๆ จึงกล่าวว่าสร้างมนุษย์ผู้ชายด้วยดิน แล้วก็สร้างมนุษย์ผู้หญิงด้วยซี่โครง ของกระดูกผู้ชาย ; ขอให้ไปดูคัมภีร์ เยเนซิสของพวกคริสเตียน มันต่างกันถึงอย่าง นี้แล้ว จะให้ทำงานเหมือนกันอย่างไรได้. เดี๋ยวนี้มันเกิดฝ่าฝืนความต้องการของพระเจ้า หรือของธรรมชาติ ผู้หญิง ไม่มีเสียแล้ว เพราะไปทำงานอย่างผู้ชายเสียหมด ; ไม่มีผู้ที่จะเป็นมารดาของโลกอย่าง แท้จริงที่จะประคบประหงมให้ generations ต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องนี่มันไม่มี ; มันปนเปกันไปหมด จนแทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีผู้หญิงที่จะสมัครจะทำหน้าที่ของผู้หญิง โดยสมบูรณ์ ; แล้วไปแย่งผู้ชาย แย่งเป็นผู้ชาย ผู้หญิงก็หมดไปจากโลกเหลือน้อย
น.427 ต็มที่ นี่เป็นอย่างดีที่สุด. ”ผู้ชายก็เหมือนกันก็กล่าวได้ว่าไม่มีหรือแทบจะไม่มีขึ้นมาอีก เพราะเปลี่ยนวัตถุประสงค์ความมุ่งหมายไปหมด มีแต่ลิงทะโมนที่มันคึกคะนองในฤดู สืบพันธุ์ หรือซบเซาไปในบางครั้งบางโอกาส อย่างมากก็มีแต่พวกไก่แจ้. ผู้ชายก็ไม่มี ผู้หญิงก็ไม่มี แล้วโลกนี้มันจะเป็นอย่างไร ? นี่คือความที่ฝ่าฝืนกฎหรือพระประสงค์ของ พระเป็นเจ้าหรือของธรรมชาติ ขอให้ช่วยลองคิดดูกันให้ดี ๆ ว่าโลกสมัยนี้มันเป็นอย่างไร. ในที่สุดก็เห็นได้ว่ามันยุ่งไปหมด เพราะหันไปสู่ความเห็น แก่ตัว เห็นแก่ตัวในที่นี้คือ ตัวของกิเลส ไม่ใช่ตัวที่แท้จริงของสติปัญญา คือเป็น ตัวปลอม. ตัวปลอมคือกิเลส เห็นแก่กิเลส มีแต่ความเห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัว ก็ได้โอกาสที่จะเจริญ ที่จะพักตัว แล้วก็จะเจริญ แล้วก็จะเจริญเต็มที่. ความเห็น แก่ตัวนี้เป็นจอมสุดยอดของอธรรม สิ่งที่เรียกว่า อธรรมทั้งหมดนั่นไปสรุปอยู่ที่ ความเห็นแก่ตัว ; แล้วออกลูกไปเป็นอะไรก็ได้ เป็นโลภะคือความโลภก็ได้ เป็น ความโกรธก็ได้ เป็นความหลงก็ได้ เป็นอะไรได้หลายสิบอย่างหลายร้อยอย่าง มาจาก ความเห็นแก่ตัวก่อน ความมีตัวและเห็นแก่ตัวก่อน จนเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; จนกระทั่ง สิ่งที่มนุษย์มีไว้สำหรับมุ่งหมายเพื่อจะกำจัดความเห็นแก่ตัว ก็มากลายเป็นตรงกันข้าม คือกลายเป็นเครื่องส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ไป นี่เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ แล้วอธรรมเข้ามาแทน. ถ้าขาดสิ่งที่เรียกว่าธรรมะแล้วมันจะส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ไปหมด ไม่ว่าอะไร จะยกตัวอย่างเหมือนการเล่นกีฬา. ในการฝึกกีฬา การแข่งกีฬา ภายในขอบเขต หรือกีฬาระหว่างชาติ หรือกีฬาทั้งโลก กีฬาไหนก็ตาม มันกลายเป็น เครื่องมือส่งเสริมความเห็นแก่ตัวไปหมดเพราะมันขาดธรรมะ. เพราะว่ามนุษย์ได้ เปลี่ยนแปลงไปมากอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว จนมีธรรมะหายากเหมือนกับหาเข็มใน มหาสมุทร ฉะนั้น ไปทำอะไรเข้าก็เป็นเรื่องส่งเสริมความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. เพราะ
น.428 ฉะนั้นในวงกีฬา ในการเล่นกีฬา กำลังแข่งขันกีฬานั้นเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว จึงมี การเอาเปรียบกัน, ทะเลาะวิวาทกัน เตะต่อยกัน ในวงกีฬา ในสนามกีฬา ในการ กีฬา, ซึ่งเรามุ่งหมายกันอยู่ว่า กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษแก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคนนี้ มันกลับส่งเสริมความเป็นสัตว์. ฉะนั้น อย่าไปเล่นกีฬาเสียดีกว่าจะไม่มีโอกาสฝึก ความเห็นแก่ตัวในรูปนั้น. เลยกลายเป็นว่าไม่เล่นกีฬาเสียดีกว่า ถ้ามันขาดธรรมะ. ถ้ามันขาดธรรมะแล้ว อย่าไปเล่นกีฬาเสียดีกว่า ! มันจะส่งเสริมความเห็น แก่ตัวยิ่งขึ้น. แต่ถ้ามีธรรมะแล้วไปเล่นกีฬา มันก็จะเป็นเครื่องขูดเกลาความเห็นแก่ตัว ได้จริงเหมือนกัน.ฉะนั้น คนที่พูดหรือหวังจะเอากีฬาเป็นเครื่องแก้หรือขูดเกลา ความเห็นแก่ตัวนั้น เขาเป็นคนมีใจสูง รู้เรื่องทางธรรมทางวิญญาณทางจิต; แต่แล้ว คนรุ่นหลังไม่รู้ เพราะว่าเป็นทาสของซาตานของพญามารมามาก จนหนักเกินไป จนไม่รู้ จึงไปเล่นกีฬา เพื่อส่งเสริมความเห็นแก่ตัวกู ชาติของกู อะไรของกู จนไป ทำร้ายผู้อื่นอย่างที่เห็นอยู่ทั่ว ๆ ไปในโลกนี้. นี่มันทำให้ของดีกลายเป็นของเสียไปหมด ทำของที่จะให้ประโยชน์กลายเป็นของให้โทษไปหมด เพราะขาดสิ่ง ๆ เดียวคือธรรมะ. นี่แหละจงย้อนระลึกนึกไปถึงคำพูดเมื่อวานนี้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะเพียงคำเดียว ไว้เรื่อย ๆ ไป. !! อะไร ๆ จะเป็นประโยชน์ จะสำเร็จประโยชน์ก็ต้องเนื่องอยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่าธรรมะทั้งนั้น. ทีนี้ไม่ใช่แต่กีฬา แม้แต่ศิลปะที่เป็นไปเสียในทางนี้ แม้แต่การศึกษา ก็เป็นไปเสียอย่างนี้. การศึกษาเป็นไปในทางส่งเสริมความเห็นแก่ตัวเสีย แทนที่จะ กำจัดความเห็นแก่ตัว การศึกษาทำลายความเป็นสุภาพบุรุษเสีย แทนที่จะส่งเสริมให้ เกิดความเป็นสุภาพบุรุษ อย่างนี้เป็นต้น. สาเหตุเพราะว่าธรรมะไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง
น.429 พราะว่าคนเกลียดธรรมะ ในสถาบันการศึกษาชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ กำลังเกลียด ธรรมะ, ครูบาอาจารย์กำลังเกลียดธรรมะด้วยความเข้าใจผิด หรืออะไรอย่างนี้อยู่ มากมายทีเดียว แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด. นี้กำลังให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะอย่างยิ่ง แล้วปากก็พูดว่าจะมีธรรมะ จะให้ธรรมะช่วย จะประกอบอยู่ด้วยธรรมะ มันพูดแต่ปาก อย่างนกแก้ว นกขุนทอง ; เท่านี้ก็ยังดี บางทียังกลายเป็นการหลอกลวงเสียก็มี พูดปากอย่าง ใจอย่าง เสียก็มี นี้คือมนุษย์สมัยนี้ที่กำลังหันหลังให้แก่ธรรมะ แล้วไม่พอ แล้ว กำลัง เหยียบย่ำสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ แล้วธรรมะก็ตบหน้าให้เท่านั้นเอง คือพระเจ้าก็จะ ลงโทษให้มีบาปดั้งเดิมหนักขึ้น ; มีความทุกข์ดั้งเดิมหนักขึ้น นี่คือธรรมะได้ตบหน้า เอาแล้ว. เราลองดูปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังเกิดอยู่ในโลกเราในเวลานี้ มีอะไรบ้าง ปัญหา ทางสงคราม ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง ปัญหาทางความยากจน ปัญหาอะไรต่าง ๆ นี้มากมายเหลือเกิน และดูเถิดนั่นแหละคือการตบหน้าเอาแล้ว ของธรรมะ, ธรรมะได้ตบหน้าคนเข้าแล้ว เพราะว่าคนกำลังเฮไปในทางหันหลัง ให้ธรรมะ มิหนำซ้ำเหยียบย่ำธรรมะ ไม่ถือเอาเป็นกฎเกณฑ์สำหรับจะทำให้คนเป็นคน หรือทำมนุษย์ให้เป็นมนุษย์. นี่มนุษย์ปัจจุบันกำลังเป็นอย่างนี้. เราต้องรู้จักมนุษย์ปัจจุบันกันให้ถูกต้องว่า กำลังทำต่อธรรมะอย่างไร แล้ว เราจึงจะเข้าใจธรรมะ แล้วจึงจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้. ที่เราอุตส่าห์ตั้งกลุ่มพุทธ- ศาสตร์ ตั้งหน่วยธรรมะ ศึกษาธรรมะอะไรขึ้นนี้ มันต้องเป็นเรื่องจริงสักหน่อย คือให้เป็นธรรมะจริง ให้เข้าถึงจริง ให้ได้ผลจริง. แต่ถ้าเรายังหันหลังให้ธรรมะ หรือเล่นตลกกับธรรมะ ถึงกับเหยียบย่ำธรรมะอยู่บางครั้งบางคราวแล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ มันเป็นเรื่องเล่นละครชนิดที่เพื่อลงนรกกันมากกว่า. แกนั่นแหละกำลังเต็มไปด้วยตัวกู กำลังเต็มไปด้วยของกู.
น.430 สมัยนี้เสียงว่าตัวกู เสียงว่าของกูนี้ดังขรมไปหมดทั้งโลก แล้วคำพูด ที่ออกจากตัวกู ของกู ก็คือคำด่ากัน คำประณามกัน คำส่อเสียดให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งกันและกันมากขึ้นเต็มไปในอากาศ แกเพราะเดี๋ยวนี้เรามีสถานีวิทยุในโลกนับด้วยพัน ด้วยหมื่นแสนสถานี อากาศนี้เต็มไปด้วยเสียงวิทยุ ในถ้อยคำเหล่านั้นมีแต่เรื่องที่จะจูง ไปหาซาตาน ; นับตั้งแต่การโฆษณาหลอกลวงคนให้ซื้อหาสิ่งที่ไม่จำเป็นมากินมาใช้ มาแต่งมาประดับประดา. นี้เป็นเรื่องชวนไปหาซาตาน. ยังมีเรื่องที่ยั่วยุให้เกิดรัก ฝ่ายนั้นให้เกลียดฝ่ายนี้ ให้ทำไปเพื่อเกิดการสงครามยืดเยื้อ นี่มันก็เป็นเรื่องจูงไปหา ซาตานไม่เกี่ยวกับธรรมะ. นี่ที่เรียกว่าตัวกู เรียกว่าของกู มันอยู่ในลักษณะอย่างนี้. แล้วทำไมไม่มองดูว่า นี่แหละคือนรกที่แท้จริง จริงกว่านรกไหนหมด : คือมีความร้อนอยู่ มีความโง่อยู่ มีความหิวอยู่ มีความกลัวอยู่ ในฐานะเป็นสิ่งที่บีบคั้น จิตใจ ย่ำยีจิตใจ ทรมานจิตใจอย่างไม่มีเวลาสร่าง แล้วจะไปโทษใคร เมื่อมนุษย์ เป็นผู้ทำเสียเอง ; ชวนกันหลับตาโดยไม่รู้ตัว เฮไปในทางนี้. คนโบราณเขารู้เรื่องนี้ แต่เราหาว่าเป็นคนโง่ เราไม่ฟังความคิดความเห็นคนโบราณ." คนสมัยนี้พอพูดถึง คำสอนทางโบราณ เช่น มนูธรรมศาสตร์ที่อาตมาเอามาเล่าให้ฟังนี้ก็หาว่าครีแล้ว ไม่สนใจ; เว้นแต่ผู้มีสติปัญญาบางคนเท่านั้น มีสติปัญญา มีความซื่อตรงต่อตัวเอง เคารพนับถือตัวเอง เจตนาดีต่อความเป็นมนุษย์ของตัวเองเท่านั้นที่จะรับฟัง ว่าอาศรม ๔ ของมนูธรรมศาสตร์นี้น่าสนใจอย่างไร ; แล้วก็เป็นหลักเกณฑ์อันเดียวกันกับ พระพุทธเจ้าสอน. พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้คนเราเลื่อนชั้นในลักษณะอย่างนี้เหมือนกัน : เกิดมาที่ต้องให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ท่านเรียกว่า นิพพาน โดยมีคำตรัสว่า ‘นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา" พุทธะทั้งหลายกล่าวนิพพานว่าเป็นบรมธรรม ; บรมธรรมคือหมายถึงสิ่งที่ดีที่สุด จุดหมายปลายทางที่มนุษย์จะต้องไปให้ถึง ท่านแสดง
น.431 นิพพาน, ท่านแสดงทางแห่งนิพพาน ด้วยหวังว่ามนุษย์จะไปให้ถึง ; ท่านต้องการ ให้มนุษย์เลื่อนชั้นตัวเองไปตามลำดับ ๆ ตามหลักของมนูนั่นแหละ. แม้พระพุทธเจ้า จะไม่เคยพบปะกับมนู มันก็ตรงกันคือให้เลื่อนชั้นตัวเองตามลำดับอย่างนี้; ได้พบ ความเย็นถึงที่สุดของจิตใจอย่างนี้ในบั้นปลายแห่งชีวิต แล้วก็ช่วยเป็นแสงสว่างให้แก่ ผู้อื่นด้วย. แล้วเราพุทธบริษัทนี้ทำตามกันกี่คน เรายังพยายามที่จะตั้งกลุ่มพุทธศาสตร์ ตั้งพุทธสมาคม ตั้งพุทธวิหาร ตั้งอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ล้วนแต่มีความหมายว่าจะรู้ จะเข้าใจ จะได้รับ จะส่งเสริม จะเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วมันก็ยังเป็น แต่เพียงความหวัง. ฉะนั้นเราอยากจะให้ความหวังนี้เป็นความจริงขึ้นมาแล้ว ก็ขอ ให้ช่วยกันคิดกันนึกดูอย่างยิ่งอย่างที่อาตมากำลังปรารภนี้. มันคงจะมีสักวันหนึ่งที่ จะสำเร็จตามความประสงค์ แล้วเราก็จะเข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ, คือสิ่ง ที่เรียกว่าเย็นที่สุด หรือนิพพานกันในชีวิตปัจจุบันนี้ คือทันตาเห็นนี้. ถ้าเกลียดคำว่า นิพพาน ก็ให้มองไปกว้าง ๆ ก็ได้ คือไม่ว่าลัทธิไหน ศาสนาไหน ศีลธรรมระบบไหน ก็ตามก็ต้องการความเย็นอย่างนี้ทั้งนั้น. ในเรื่องของศีลธรรมสากล ไม่เข้าใครออกใครเป็นศีลธรรมสากลก็น่า พิจารณาดู : นักจริยธรรมสากลนี้เขามีจุดหมายปลายทางของศีลธรรมเรียกว่า Summum Bonum แปลว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้จะถึงในชีวิตนี้ เรียกว่า Summum Bonum อันนี้เป็นวัตถุประสงค์ จึงสร้างระบบศีลธรรม, morality หรือปรัชญาของศีลธรรม ethics ขึ้นมาในลักษณะที่เป็นรูปโครงรัดกุม เป็น scientific เป็น technics ที่ดี เพื่อลุถึงสิ่งนี้. สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ เพื่อมนุษย์ที่เรียกว่า Summum Bonum นั้นเขาแจก ไว้ ๔ อย่าง : อย่างแรกคือ ความสุขที่แท้จริง เรียกว่า Happiness ความสุข
น.432 ที่แท้จริง. ถ้าแท้จริงมันหลีกนิพพานไม่พ้น ยังแถมแจกออกเป็น Perfection คือ ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์. ให้มีความสุขที่แท้จริงด้วย ยังแถมให้มี ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ด้วย. แล้วยังจำแนกให้มี Duty for the duty's sake คือให้เป็นผู้หรือ ให้เป็นมนุษย์ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่; อย่าทำหน้าที่ เพื่อเงิน หรือเพื่อวัตถุหรือเพื่อความสุขทางเนื้อหนัง. มันจึงจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ที่ดี ที่ได้ดี ได้ถึงสิ่งสูงสุด. ถ้าเราเคยทำงานเพื่อวัตถุ จงเปลี่ยนมาเป็นทำงานเพื่อหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน ให้มีจิตใจสูงถึงอย่างนี้. แล้วแจกความหมาย เป็นอันที่ ๔ เรียกว่า ความรักสากล หรือ Universal love มีความรักสากล ไม่มีเขา ไม่มีเรา เป็นหน่วยเดียว คนเดียว ตัวเดียวกันไปหมด. เดี๋ยวนี้เราไม่มีแม้แต่หลักศีลธรรมสากล เราจึงแตกสามัคคีกัน ไม่มี ความรักสากล ไม่มีความสงบสุขหรือสันติภาพ, ไม่มีความเต็มเปี่ยมของความ เป็นมนุษย์, แล้วไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เลย ไปดูเถอะทำหน้าที่เพื่อวัตถุ ; จึงแตกความสามัคคี เป็นเขาเป็นเรา. แล้วที่น่าเศร้าที่สุด ก็คือแม้แต่ทางศาสนา ก็มีความเป็นเขาเป็นเรา. ในบางกรณีศาสนาต่อศาสนามุ่งจะทำลายล้างกันเอง ; นั้น ไม่ใช่ความประสงค์ดั้งเดิมของพระศาสดาแห่งศาสนานั้น ๆ. มันเป็นผลงานใหม่ เป็นผลิตผลใหม่ของสาวกผู้ไม่เข้าใจศาสนาของตน ๆ, ผู้ไม่เข้าใจพระศาสดาของตน ๆ จึงได้มีความคิดไปในทางผิด ไหลไปในทางอธรรม มองเห็นศาสนาอื่นเป็นศัตรู และปรปักษ์. ไม่ได้มองเห็นให้ชัดว่า ในเนื้อแท้ของศาสนาแล้วเหมือนกัน ไปหมด คือต้องการความไม่เห็นแก่ตนนั่นแหละเป็นหลัก. พระเยซู ยิ่งสอนอย่างยิ่งว่าอย่ามีตัว อย่าเห็นแก่ตัว รักคนอื่นยิ่งกว่าตัว อย่ามีตัวของตัว จงมีตัว ของพระเจ้า แล้วเป็นชีวิตนิรันดร. อย่างนี้คือความไม่เห็นแก่ตัว. พุทธศาสนา ก็สอนความไม่เห็นแก่ตัวในทำนองเดียวกันนี้. แล้วทำไมบางทีเราได้ยินได้ฟังว่า
น.433 กำลังตั้งข้อที่จะมุ่งเอาเปรียบกัน แข่งขันกัน เบียดเบียนกันในระหว่างศาสนา เป็นเรื่อง ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าสิ่งใด. ถ้ามีธรรมะที่เดินมาถูกต้องแล้วจะรู้สึกว่าคนทุกคน ในโลกเป็นคนคนเดียวกัน อย่าว่าแต่ศาสนา ๒ - ๓ ศาสนานี้จะไม่เป็นศาสนา เดียวกัน. เกี่ยวกับข้อนี้อาตมาเคยยกตัวอย่างว่าขอให้ดูสิ่งที่เรียกว่า "น้ำ". น้ำชนิด ไหนก็ตาม มีน้ำแท้ น้ำบริสุทธิ์อยู่ในนั้นทั้งนั้น จะเป็นน้ำฝน น้ำคลอง น้ำหนอง น้ำบึง น้ำในคูสกปรก น้ำอุจจาระ น้ำปัสสาวะ น้ำปลา น้ำส้ม น้ำอะไรก็ตาม ในนั้นมีน้ำบริสุทธิ์ ; ส่วนที่ไม่บริสุทธิ์คือเป็นสสารอื่น ๆ ที่ไปเจือในน้ำให้ได้ชื่อว่า น้ำสกปรก หรือน้ำปลา น้ำส้มนั้น มันไม่ใช่น้ำ ต้องเอาออกไป; เมื่อเหลือแต่สิ่ง ที่เรียกว่าน้ำแล้ว มันก็เหมือนกันหมด คือ H2O เหมือนกันหมด : ไฮโดรเยน ๒ หน่วย, อ๊อกซิเยน ๑ หน่วย เหมือนกันหมด, มีอยู่ในน้ำฝน น้ำท่า น้ำคลอง น้ำบ่อ น้ำหนองนั้น น้ำแท้ ๆ มันต้องเหมือนกันหมด จะเป็นน้ำปลา น้ำเคย น้ำในส้วม น้ำฝน น้ำกลั่นอะไรก็ตาม ; น้ำแท้ ๆ มันก็คือ H2O นี้มันก็เหมือนกันหมด ไม่ควร จะรังเกียจกัน. แต่ถ้าเอาของข้างนอกที่ปลอมที่ปนเข้าไปแทรกแซงอยู่ มันก็ต่างกัน. นี่แหละคนมองกันในแง่นี้จึงเห็นว่าเป็นต่างกัน แล้วก็เป็นปฏิปักษ์กัน. ที่จริงทางศาสนาต้องการให้ไปไกลกว่านั้นว่าน้ำเหมือนกันหมด ในฐานะ เป็น H2O; แต่แล้ว H2O นั้นไม่ใช่น้ำ มันเป็นหน่วยของอณู ของปรมาณู แล้วหน่วยของปรมาณูนั้น ดูอีกทีมันเป็นความว่าง เป็นอีเลคตรอน โปรตรอน อยู่ในความว่าง, นิวเคลียสของทุกอันเป็นความว่าง, แล้วมันจะไม่เหมือนกัน อย่างไร. นอกจากน้ำทุกน้ำจะเหมือนกันแล้ว น้ำยังจะเหมือนกับดิน หรือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ล้วนแต่ประกอบอยู่ด้วย ปรมาณูนี้ทั้งนั้น. ถ้าความคิดเดินไปอย่างนี้ มันก็ไม่มีเขา ไม่มีเรา มีเหมือนกันหมดในฐานะที่ว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต กำลังทุกข์ยาก ลำบากอยู่ด้วยความ
น.434 เข้าใจผิด เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ไม่รู้จักว่าตัวเองคือธรรมะ หรือธรรมชาติ ; ไปตู่เอามาเป็นตัวกู มาเป็นของกู; แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็หลงใหล แล้ว ก็เบียดเบียนกัน แย่งชิงกัน ข่มเหงกัน. นี้คือความไม่มีธรรมะ ไม่ประกอบอยู่ด้วย ธรรมะ เป็นอธรรมที่สุดแล้ว, มันเป็นเรื่องที่เป็นอธรรมถึงที่สุดแล้ว ที่กำลังคลุกเคล้า กันอยู่กับมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้. ความมุ่งหมายของการบรรยายในครั้งที่ ๒ นี้ มุ่งเพียงแต่จะให้เห็นว่า มนุษย์กำลังเป็นอยู่อย่างไร ในกรณีที่เกี่ยวกันกับธรรมะ ถ้าเรารู้ข้อนี้ดีแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นขอให้สนใจ เพื่อทำความเข้าใจกันต่อไป ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะกล่าวถึงข้อที่ว่า “เราจะปฏิบัติธรรมะกันอย่างไรเพื่อให้ธรรมะ มีขึ้นมา" อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้.
น.435 มนุษย์จะต้องปฏิบัติต่อธรรมะอย่างไรจึงจะมีความสุข บรรยาย ณ หอประชุม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๒๘ มกราคม ๒๕๑๑ ท่านสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ และท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๓ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ต่อธรรมะอย่างไรจึงจะมีความสงบสุข, ขอทบทวนความจำสำหรับครั้งที่แล้วมา ในความเนื่องกันของเรื่อง ว่าเราได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" คืออะไร หรือธรรมะ ทำไมกัน ในวันแรก, และวันต่อมาได้กล่าวถึงการที่มนุษย์ไม่รู้จักธรรมะ ไม่สนใจธรรมะ เหยียบย่ำธรรมะ ทั้งที่ธรรมะนั้นก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว หรือว่าเป็นตัวของตัวอยู่ เป็นกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในตัว. เมื่อไม่มีความเข้าใจถูกต้องก็ทำผิด เกิดเป็นธรรมะประเภท อธรรม ขึ้นมา เป็นธรรมประเภท อธรรม ขึ้นมา, ทำให้เผลอไปในทางของพญามาร คือวัตถุนิยมที่ลุ่มหลงจัด ; แล้วโลกของเราก็หันหลังให้แก่ธรรม ประเภทที่เป็นธรรม ที่จะทำความสงบสุขนั้นเสีย แล้วก็หันหน้าไปหาธรรมะประเภทที่จะทำให้เกิดความทุกข์ นั้นยิ่งขึ้นทุกที. อาการอย่างนี้เรียกว่าเหยียบย่ำธรรม จึงได้ถูกธรรมหรือธรรมชาติ ตบหน้าเอา ให้มีความทุกข์หรือมีปัญหาต่าง ๆ นานา เพิ่มมากขึ้น มีสภาพเหมือนกับ ตกนรกทางวิญญาณอยู่ตลอดกาล นี้เป็นตัวปัญหาที่มีอยู่เฉพาะหน้า. ๔๑๒
Buddhadasa