น.499 ปัญหาข้อที่ ๑ - เหตุใดประเทศไทย จึงไม่มีความเจริญในด้านวัตถุเทียบเท่า ประเทศมหาอำนาจทางตะวันตก จะเป็นเพราะเหตุว่า พุทธศาสนาสอนให้คนไทยถือสันโดษ ใช่หรือไม่ ? ตอบ - ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่นับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดประเทศหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน แต่ก็มีความเจริญถึงขนาดที่นับได้ว่าเป็นประเทศมหาอำนาจได้ ประเทศหนึ่งเหมือนกัน. พุทธศาสนาไม่ได้สอนแต่เรื่องสันโดษเพียงอย่างเดียว เรา จะต้องพิจารณาถึงธรรมะข้ออื่นๆ ด้วย ; คนส่วนมากยังเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องความหมาย ของคำว่า "สันโดษ". สันโดษ คือ ความพอใจในสิ่งที่ทำอยู่ มีอยู่ เป็นอยู่ ได้อยู่. คนเราที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ ไม่เป็นบ้าไป ก็เพราะมีสันโดษ ; ถ้าไม่มีความพอใจบ้าง ก็จะรู้สึกกลุ้มอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดก็จะกลายเป็นโรค เส้นประสาท. ๔๗๘
น.500 ยกตัวอย่างเรื่องสันโดษ เช่น การปลูกต้นไม้ เมื่อปลูกเสร็จเราก็จะเกิด ความพอใจ แม้ยังไม่ออกดอกออกผลให้เราได้ชื่นชมทันทีก็ตาม. ถ้าเราไม่จำเป็น ต้องหยุดพอใจอยู่เพียงแค่นั้น เราต้องการให้มีดอกมีผล เราก็ทำต่อไปได้ คือ ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน เพื่อให้ต้นไม้นั้นเจริญเติบโตไปอีก, และเราก็พอใจมันได้ทุก ๆ ระยะ จนถึงที่สุด. พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า "สนฺตฺฺจี ปรมํ ธนํ ความสันโดษเป็นทรัพย์ อย่างยิ่ง" คือ เป็นทรัพย์ทางใจ. เมื่อมีความสันโดษก็รู้สึกว่าตัวของเราร่ำรวยอยู่เสมอ ไม่จนเลย. แม้ในการกวาดบ้าน เราก็มีความพอใจได้แม้ในขณะที่กวาด เมื่อกวาด เสร็จแล้วก็ยังรู้สึกพอใจและสบายใจ. แต่ถ้าไม่พอใจที่ต้องกวาดเพราะถูกบังคับ หรือ อะไร ๆ ก็ตาม เมื่อกวาดเสร็จไปแล้ว ก็ไม่เกิดความสุขอยู่นั่นเอง. ความอิ่มใจ ชนิดนี้เป็นรากฐานของสมาธิ ซึ่งสมาธิเป็นรากฐานให้เกิดปัญญา คิดทำ สิ่งต่าง ๆ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงความหวัง. สันโดษไม่ใช่ความพอใจในการที่ไม่ต้องทำอะไร ; แต่เรื่องการที่คนเราจะ หยุดอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปกังวลถึง เพราะคนเราย่อมมีกิเลส กันอยู่ทั้งนั้น จึงย่อมอยากจะทำอะไร ๆ อยู่เสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง, บางทีจะอยาก มากเกินไปเสียอีก. สันโดษจะเป็นเครื่องทำให้มีความพอดีขึ้น สันโดษ ต้องให้มีอยู่ภายใต้การควบคุมของสติปัญญา. ในการทำงานสิ่งใด คนนั้น จะต้องอิ่มใจในการกระทำของตน และผลของมัน แม้ว่าคนอื่นจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ; แต่ถ้าเห็นว่าผลงานนั้นยังไม่เป็นที่เพียงพอก็ทำต่อไปอีก; จะพอเมื่อไรอยู่ที่ผู้ทำ. พระพุทธเจ้าไม่ได้วางธรรมะข้อนี้ไว้เพื่อให้คนทำอะไรน้อยที่สุด เพียงเพื่อการมีชีวิตอยู่ เท่านั้น ; แต่เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงน้ำใจให้อิ่มเอิบ, ให้เกิดความคิดที่จะทำสิ่งอื่น ๆ ต่อไป, และทุก ๆ ขั้นของการกระทำ,
น.501 ปัญหาข้อที่ ๒ - ความสุข คือ ความทุกข์เร้นลับนั้น มีความหมายลึกซึ้ง เพียงใด ? ตอบ - อันความเจ็บปวดทรมานนั้น คือ ความทุกข์ที่เปิดเผยอย่างเต็ม ที่แล้ว. แต่ความสุขก็เป็นความทุกข์ด้วย ซึ่งยังไม่ได้แสดงตัวของมันออกมาให้เห็น, และอาจจะทำอันตรายให้ภายหลัง ยิ่งกว่าความทุกข์ที่เปิดเผยเสียอีก. ถ้าเรามี ความเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นความทุกข์ที่เปิดเผยแล้วไม่น่ากลัวอะไร ; แต่ความสุข ที่เกิดจากการบริโภคเบญจกามคุณ ซึ่งทุกคนคิดว่าเป็นความสุข แท้จริง มีความทุกข์แฝงเร้นอยู่. จิตที่สงบแล้วไม่วุ่นวายกระหืดกระหอบ จึงจะนับว่าเป็น ความสุขอย่างแท้จริง. พุทธศาสนาสนใจในเรื่องความทุกข์ที่ละเอียดทางใจ มากกว่า ความทุกข์ทางกายที่เห็น ๆ กันอยู่. พระองค์ได้ตรัสว่า สังขารหรือสิ่งปรุงแต่งเป็น ทุกข์ทั้งนั้น. คำว่า ทุกข์ แยกออกให้เห็นดังนี้ : ทุ แปลว่า น่าเกลียด, ข แปลว่า มองเห็น, ทุกข์ ก็คือ สิ่งที่มองเห็นน่าเกลียด นี้อย่างหนึ่ง. หรือ อีกอย่างหนึ่ง : ทุ แปลว่า ยาก, ขม แปลว่า ทน. ซึ่งคู่กับคำว่า : สุ แปลว่า ง่าย, ขม แปลว่า ทน, แปลรวมได้ว่า ทนยาก และทนง่ายซึ่งในที่สุด ต่างก็เป็นสิ่งที่มองแล้วน่าเกลียด เพราะเป็นมายาด้วยกันทั้งนั้น. ชีวิตคือสิ่งที่ต้องทนอยู่ ต้องกิน ต้องถ่าย ต้องอาบ ต้องนอน แม้ขณะ ที่บริโภคสุข ก็เป็นสภาพที่ต้องทน ; แต่คนมองไม่เห็น เมื่อใดที่จิตว่างจากตัวตน จากทุกข์และสุขนั่นแหละ ก็ไม่ต้องทนอีกต่อไป. ปัญหาข้อที่ ๓ - ถ้าหากจิตว่างก็หมายความว่า ไม่มีความทะเยอทะยานใน สิ่งใดอีกเลย ใช่หรือไม่ ?
น.502 ตอบ - ชีวิตที่ดำเนินอยู่เพราะกิเลสตัณหาก็ เพราะได้สติปัญญาก็ได้ ทั้งสองอย่างนี้ล้วนแต่สามารถก่อให้เกิด ambition, ambition หรือความมุ่งมั่นที่จะทำ. การทำนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากกิเลสตัณหาอย่างเดียว เกิดจากสติปัญญาก็ได้ ; แต่ส่วนมากก็มักเกิดเพราะกิเลสตัณหา. ambition ที่เกิดเพราะสติปัญญานั้นมีความ ละเอียดลึกซึ้ง : ไม่ทำให้คนเกียจคร้าน ทำให้คนรู้จักทำในสิ่งที่ควรทำ จิตใจสามารถ ควบคุมอยู่ได้. ambition ที่เกิดจากกิเลสตัณหา จิตใจไม่อาจควบคุมอยู่ได้ ทรมาน ผู้นั้นให้เกิดทุกข์, มีความร้อนรุนแรง เป็นทุกข์อยู่ตลอดสาย. เราจงมองทุกสิ่ง ให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือเถิด. ทีนี้เมื่อคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำจำต้องใช้กำลัง งานที่มีอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำ ; แต่ทว่า เมื่อจะทำก็ให้ทำด้วยปัญญา ; อย่าทำด้วยกิเลสตัณหา ambition ที่มีสติปัญญาเป็นรากฐาน ก็คือสัมมาทิฏฐิ นั่นเอง. ปัญหาข้อที่ ๔ - ความหมายของคำว่า "ทุกข์" โดยเฉพาะหมายความเพียงไร ? ตอบ - ความหมายของคำว่า "ทุกข์" แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ : ๑. ทุกข์ที่ทนยาก หมายถึงความเจ็บปวดที่สัตว์โลกไม่พึงปรารถนา. ๒. ทุกข์ที่มองเห็นว่าน่าเกลียด หมายถึงสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์อยู่ เสมอหน้ากันหมด. ทุกข์ เกิดเพราะตัณหา หรือความอยาก ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ประการ : ๑. อยากได้สิ่งที่ตนรักและพอใจ อันได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าพอใจ ซึ่งจัดเป็นเรื่องวัตถุ นี้เรียก กามตัณหา. ๒. อยากเป็น เช่น อยากเป็นผู้ชนะ อยากมีชื่อเสียงเด่น ซึ่งจัดเป็น ภวตัณหา.
น.503 อยากไม่ให้เป็น เช่น รู้สึกเหยียบสิ่งที่คล้ายงู ก็สะดุ้งตกใจ เพราะ กลัวงูกัด กลัวตนเองจะตาย เกิดไม่อยากตาย หรือจำเลยไม่อยากให้มีคำพิสูจน์ออกมาว่า ตนเป็นผู้ผิด เป็นต้น ซึ่งเรียก วิภวตัณหา. ดังนั้น จะทำอะไร ต้องทำด้วยสัมมาทิฏฐิ คือ สติปัญญากำกับอยู่เสมอ. อย่าทำด้วยความอยาก ๓ ประการนั้น. ถ้าสามารถดับความอยากได้ จะไม่เป็น ทุกข์ ; แต่ถ้าไม่สามารถจะดับได้ในทันที ก็จงใช้ความพยายามข่มให้หายไปทีละน้อย. พระพุทธเจ้าได้ตรัสประโยคที่น่าสนใจว่า : "ถ้าภิกษุเหล่านั้น พึงเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย". ในทางการศึกษา ก็เช่นเดียวกัน เด็กที่เรียนหนังสือด้วยกิเลสตัณหา คือหวังมากเกินไปที่จะให้ได้คะแนน สูงที่สุดในชั้น ; ผลก็คือจะต้องป่วยตาย หรือไม่ก็กลายเป็นบ้าไปเลย. เพราะฉะนั้น ก็จะต้องรู้จักความพอดี ต้องรู้จักกิน นอน เรียน บริหารร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ให้มีความพอดีกัน. ปัญหาข้อที่ ๕ - เราจะรู้ ได้อย่างไรว่าคนตายแล้วเกิดใหม่อีก ? ตอบ - การตั้งปัญหาอย่างนี้ ไม่ใช่ปัญหาของพุทธบริษัท. พุทธศาสนา พูดถึงแต่เรื่องทุกข์ และเรื่องความดับทุกข์เท่านั้น. ในครั้งพุทธกาลได้มีภิกษุรูปหนึ่ง ทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยปัญหาอย่างนี้ ท่านได้ตรัสตอบว่า : - "ปุพเพ จาหิ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกขญเจว ปญฺญาเปมิ ทุกขสส จ นิโรธํ" - ภิกษุทั้งหลาย แต่ก่อนนี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคต บัญญัติแต่ เรื่องทุกข์ และความดับไปไม่เหลือแห่งทุกข์ เท่านั้น"
น.504 ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ตรัสถึงเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่ ? หรือเกิดอย่างไร ? ก็เพราะไม่ใช่เงื่อนต้นของความดับทุกข์ ที่เรียกว่า อาทิพรหมจรรย์. ถ้าเริ่มต้นด้วย เรื่องตั้งปัญหาเช่นนั้น ก็จะดึงไปสู่สิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ ซึ่งเสียเวลาเปล่า. เรื่องความ ดับทุกข์เป็นเรื่องที่จำเป็นกว่า ด่วนกว่า ซึ่งควรจะต้องมาพูดกันก่อน นั่นก็คือเรื่อง อริยสัจจ์ ๔. เมื่อได้ศึกษาเรื่องทุกข์ให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะรู้ไปถึงว่าไม่มีคน คือ เป็นอนัตตา มีแต่เพียงขันธ์ ธาตุ อายตนะ, ซึ่งเป็นเพียงธรรมชาติที่ เลื่อนไหลอันหนึ่งเท่านั้น. เมื่อไม่มีคนก็ไม่ตาย ไม่มีเกิด. มอง ปัญหาข้อที่ ๖ - ถ้าถึงความเป็น อนัตตา แล้ว ก็จะไม่มีเพศหญิงเพศชาย ใช่หรือไม่ ? ตอบ - ถ้าได้ศึกษากันอย่างละเอียดทางชีววิทยา ก็จะรู้ว่า เมื่อชีวิตอยู่ ในยุคที่ยังเป็นแค่สัตว์เซลล์เดียว ในขณะนั้นไม่มีเพศหญิงเพศชาย. ชีวิตเป็นธรรมชาติ ไหลเวียนอันหนึ่ง ซึ่งมีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ในยุคหลังจึงได้มาแยกเป็นเพศหญิง เพศชาย ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่ใช่ของตายตัว. จงดูพืชเป็นตัวอย่าง : แม้แต่พืชก็มีความประสงค์ มีความพยายามที่จะสืบพันธุ์, เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงคน ก็เป็นความต้องการที่ละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น. ในพืชเกษรตัวผู้และเกษรตัวเมียที่อยู่ กันคนละต้นก็ยังประสงค์ที่จะผสมกัน เพื่อการสืบพันธุ์. เป็นกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่ว่า : เมื่อรู้ว่าตัวจะต้องตาย ก็พยายามสืบพันธุ์ให้เหลือไว้; เพราะถ้าไม่สืบพันธุ์ ก็หมดอยู่เพียงแค่นั้น. ความโกรธ เกลียด ชอบ รัก เหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติที่มี ขึ้นได้ในชีวิต แม้จะไม่มีตัวตน; ต้นไม้ต้นใดที่ไม่ออกผลถ้าทรมานจนเกือบตายแล้ว ปรากฏว่ามีผลออกดอกบ้างเหมือนกัน : เช่นลำใยที่ปลูกในภาคใต้ไม่ออกผลเลย แต่
น.505 พอเอาไฟเผาโคนจนเกือบจะตาย จะแลเห็นออกผลมาบ้างแล้วก็ตาย. นี้แสดงว่ามันมี ความต้องการจะให้พันธุ์เหลืออยู่ จึงได้มีผลออกมาบ้าง. เพศและการสืบพันธุ์จึงเป็น เพียงมายา และเป็นอนัตตา ถ้าเห็นจริงแล้วจะเฉยได้. ปัญหาข้อที่ ๗ - การที่ชาวธิเบตนับถือดาไล ลามะ อย่างที่ได้นับถืออยู่ ปัจจุบันนี้เป็นการถืออัตตาหรือเปล่า ? ตอบ - ถ้าเขาถือว่าดาไล ลามะ เป็นศาสดาของศาสนา หรือเป็นพระเจ้า แผ่นดินของประเทศ ก็เป็นเรื่องศาสนาและการเมือง แต่ถ้าถือว่าเป็นดาไล ลามะ องค์ก่อน ๆ กลับมาเกิดอีกเสมอไป ไม่เปลี่ยนแปลง ก็หมายความว่าเขาถืออย่างอัตตา.
น.506 สิ่งไหนยิ่งใหญ่กว่ากัน ? ตอบปัญหาแก่นิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี ส.จ.ม. ที่วัดปทุมคงคา ครั้งที่ ๒ เดือนธันวาคม ๒๕๐๓ ปัญหาข้อที่ ๑ - สิ่งที่เป็นสัจจะทั้งทางโลก และทางธรรม สองอย่างนั้น เป็นอย่างไร ? อันไหนยิ่งใหญ่กว่ากัน ? เช่นที่เรียกว่าอะไรเป็นความต้องการอันแท้จริง ของโลกในทางวัตถุ เป็นงานของมนุษยชาติ เป็นความเจริญของมนุษยชาติ หรืออะไร ? สัจจธรรมทางโลกกับสัจจธรรมทางธรรมนั้นอันไหนยิ่งใหญ่กว่ากัน ? ตอบ - ในเมื่อซักถามจนตกลงกันแล้วว่า สิ่งที่ยอมรับกันว่าเป็นยอด ปรารถนาของชาวโลกนั้น ก็คือความสุขของโลก, หรือความสุขของมนุษย์ในโลก. สำหรับวิทยาศาสตร์นั้นค้นคว้าไปในทางหาความรู้จากวัตถุตามสภาพเป็นจริง หรือเป็น ศาสตร์ทางวัตถุ ; มีการเจริญขึ้นเรื่อย ๆ. ความรู้นี้มากขึ้น มากขึ้น และเป็นจริงอยู่ ชั่วขณะหนึ่ง นับว่าไม่เป็นที่ยุติของความรู้ คือยังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก. วิทยาศาสตร์ ก็เป็นการค้นคว้าหาสิ่งที่เป็นจริงสูงขึ้นไป ๆ เรื่อย ๆ. ทั้งนี้เพื่ออะไร ผู้ถามย่อมไปคิด เอาเองได้. ๔๘๕
น.507 สำหรับเรื่องดับความทุกข์นี้ ทุกศาสนาส่วนมากตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมาแล้ว เสนอวิธีการดับทุกข์ มีการโฆษณาความดับแห่งทุกข์โดยเรียกกันอย่างภาคภูมิที่สุดว่า นิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทางสูงสุดที่มนุษย์พึงจะได้รับ. ความจริง การดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์ทั้งปวงนั้นเป็นประโยชน์อย่างสูง : มันหมายถึงทั้งงานเพื่อสังคม มนุษยชาติและตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นยอดสุดของงาน. ตอนนี้ยอมรับกันว่า มนุษย์ทุกคนต้องการความสุข และความสุขนั้นจำเป็นต่อชีวิตอย่างหนึ่งจะขาดเสียมิได้. ปัญหาข้อที่ ๒ - ความสุขคืออะไร มีการให้คำจำกัดความอย่างโลก ๆ ของคำว่า ความสุขเป็น ๒ อย่างคือ pleasure และ peace. ความสุขก็คือความพอใจในชีวิตในโลก ทั้งทางกายและทางใจ เป็น pleasure หรือ peace. ไม่มีคำว่า happiness. ส่วนมาก คงจะชอบความร่าเริงมากกว่าสันติ peace อันหมายถึงสันติภาพของโลก. ส่วนความ ร่าเริง pleasure นั้นหมายถึงของส่วนบุคคลหรือ individual. ตอบ - ความจริงนั้นสองอย่างนี้เป็นอันเดียวกัน เมื่อเป็นความสุข ในขั้นสุดท้ายจริง ๆ แล้วเป็นอันเดียวกัน. ความสุขบนโลกตามความต้องการ ของมนุษย์นั้นส่วนมากเป็นความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสซึ่งไม่ใช่ความสุข สุดยอด เพราะเป็นเพียงความพอใจในรสนั้น ๆ ชั่วครู่ชั่วยามและก็ไม่ได้สุขจริง ๆ ; ด้วยเหตุนี้เอง พระพุทธองค์ท่านมองเห็นถึงความทุกข์ และความโง่งมงายของมนุษย์โลก จึงได้มาค้นคว้าและวิจัยการดับทุกข์อันแท้จริงขึ้น. พระพุทธองค์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก พระองค์ได้ทดลอง ค้นคว้าหาความจริงอันสูงสุดบนโลก และมีประโยชน์มหาศาลที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ทุกคน ; สิ่ง ๆ นั้นเป็นความสุขที่มนุษย์ธรรมดาไม่เคยพบมาก่อนเลย เพราะมัน
น.508 เป็นยอดของความสุข ไม่ถูกพัวพันหรือรบกวนด้วยความทุกข์ เราเรียกความไม่มีทุกข์ นั้นว่า "นิพพาน". ความจริงเรื่องนี้ นิพพานเป็นของที่คู่มากับชีวิต และชีวิตทุกชีวิต จะต้องพบไม่วันใดก็วันหนึ่งในกาลข้างหน้า ; เมื่อนั้นเองสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้น บนโลก และสำหรับส่วนบุคคลก็จะถึงสิ่งซึ่งเป็นสัจจธรรมอันสูงสุดที่มนุษย์จะได้พบกัน. การเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ได้รับได้พบกับสิ่งที่สูงที่ให้ประโยชน์ที่สุด คือ นิพพาน หรือความดับสนิทแห่งทุกข์ มนุษย์ผู้นั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก และ น่าเสียดาย ในโอกาสซึ่งมีได้ยากนักหนา. ปัญหาข้อที่ ๓ - ความดับสนิทแห่งทุกข์นั้น จะเป็นความสุขจริงหรือ ? ซึ่งมนุษย์ชาวโลกทั้งหลายหวาดกลัวเมื่อตัวเองจะต้องพรากไปเสียจากกิเลสหรือละห่างไปเสียจาก ความพอใจที่ได้รูป รส กลิ่น เสียง. เรื่องการเกิดการตาย การเวียนว่ายในวัฏฏสงสารนั้น มีจริงหรือ ? ตอบ - สำหรับเรื่องนี้เรายังเข้าใจผิด เรื่องการเกิดการตาย ผู้เกิด ผู้ตาย ; แต่ถ้าบุคคลนั้นรู้เรื่องนิพพานแม้โดยทางหลักวิชาแล้ว เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา. ชีวิตของมนุษย์ประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๖ ธาตุด้วยกัน มารวมกันเข้าพอดี เป็นชีวิต. ธาตุเหล่านั้นคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ วิญญาณธาตุ และอากาสธาตุ ; ธาตุเหล่านี้กำลังเลื่อนไหลไป หรือเกิด ๆ ดับ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งจะ หาสิ่งที่เป็น "ตัวเรา" "ของเรา" ไม่พบเลย. เกี่ยวกับเรื่องธาตุต่าง ๆ ตรงกับธาตุใน วิทยาศาสตร์แต่เรียกชื่อผิดกันไป : เช่น คำว่าธาตุดิน หมายถึงคุณสมบัติแห่งความเป็น ของแข็ง, คำว่าธาตุน้ำหมายถึงสิ่งซึ่งเป็นคุณสมบัติของการไหล, ธาตุลมหมายความถึง คุณสมบัติของสิ่งซึ่งเป็นการระเหยลอยตัว, ธาตุไฟหมายถึงอุณหภูมิในหลักวิทยาศาสตร์. ธาตุทั้งสี่นี้ตามศัพท์เรียกว่ารูปธรรม ส่วนวิญญาณธาตุนั้น แปลว่าธาตุที่สามารถรับรู้อารมณ์
น.509 ภายนอก ที่เป็นรูปธรรมทั้งหลายเหล่านั้นและตัวมันเอง จัดเป็นนามธรรม ซึ่งใน วิทยาศาสตร์ไม่มี ; และเช่นเดียวกันอากาสธาตุ ในที่นี้หมายถึงที่ว่างไม่มีอะไรเลย ซึ่งเรา ก็เรียกว่าที่ว่างนั้นมีอยู่ คือที่ ๆ ซึ่งร่างกายเราแทนที่อยู่เดี๋ยวนี้ เราก็นับไปอีกธาตุหนึ่ง ; ในวิทยาศาสตร์เรียกศูนยากาศ vacuum ไม่เรียกว่าเป็นธาตุตามความหมายทางวัตถุ. ปัญหาข้อที่ ๔ - คำว่านิพพานนั้นมีความหมายอย่างไร ไม่เป็นการเหลือวิสัย หรือที่มนุษย์จะเข้าใจ ? ตอบ - ความดับสนิท หรือ extinction คือนิพพาน เป็นอสังขตธรรม เป็นขั้นที่ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยอะไร, เป็นสัจจธรรม เป็นสันติภาพทั้งแก่จิตใจมนุษย์ และสันติภาพของสังคม. สรุปว่าขอให้เข้าใจพุทธศาสนาในแง่นี้ คือการกระทำให้ ความทุกข์หมดไป. การบวชนั้นคือการปฏิบัติให้สะดวกขึ้นเท่านั้นเอง. ทุกศาสนา ตั้งจุดหมายปลายทางไว้เช่นเดียวกัน ; แต่มีปัญหาอยู่ว่าของใครจะจริงจังขนาดไหน, มีเหตุมีผลทนทานต่อการพิสูจน์อย่างไร. พุทธศาสนิกชนควรจะเข้าใจเสียก่อนจึงเชื่อ. พระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางให้เท่านั้น; เรื่องจะไปหรือไม่ไป เชื่อหรือไม่เชื่อเป็นเรื่อง ของบุคคล ใครจะบังคับไม่ได้. เกี่ยวกับวัตถุที่มนุษย์หลงเชื่อว่าจริงว่าจังนั้น บัดนี้นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ แล้วว่านั้นประกอบด้วยนิวตรอน อิเล็กตรอน และโปรตอน คือไฟลบและไฟบวก, และเรารู้ต่อไปอีกว่า วัตถุคือรูปหนึ่งของพลังงานเท่านั้น มันสลายตัว ประมาณหนึ่งพันปี จึงจะกลายเป็นตะกั่ว. ขณะที่มันสลายตัวนั้นให้รังษีหรือพลังงานออกมา เรื่องนี้เป็นไป ตามสูตรของไอน์สไตน์ E=mc², E เป็นพลังงาน มีหน่วยเป็นเอิรก, m เป็นมวล ของสารที่สลายตัว มีหน่วยเป็นกรัม, c เป็นความเร็วของแสง มีค่าเท่ากับ 3+10¹⁰ เซ็นติเมตรต่อวินาที,
น.510 ดังนั้นชีวิตมนุษย์หรือร่างมนุษย์เราเรียกได้ว่าเป็นรูปหนึ่งของพลังงาน เรา เป็นวัตถุซึ่งเกิด ๆ ดับ ๆ หรือสลายตัวอยู่ตลอดเวลา ตามพุทธศาสนาเรียกว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เรื่องนี้เป็นเรื่องรูปธรรม พระพุทธศาสนาก้าวไกลไปกว่านี้คือ ถึงเรื่องนามธรรม เรื่องวิญญาณซึ่งเป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน. วิญญาณแปลว่า consciousness เป็นธาตุที่รับรู้อารมณ์ภายนอกได้ ตัวมัน เองก็เป็นธาตุที่เกิดดับ ๆ ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงแปรผัน มีประสิทธิภาพเจริญหรือ เสื่อมได้ ขึ้นอยู่กับภูมิธรรมของจิตหรือปัญญาว่าจะมีขนาดไหน. โอกาสที่จิตใจหรือ วิญญาณจะเป็นไปได้สูงสุด คือมีปัญญาเต็มเปี่ยม และจิตใจหรือวิญญาณตกต่ำหรือเสื่อม คือเห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ตรงตามสภาพที่เป็นจริง หลงรักหลงเกลียดเป็นตัณหา คือจิต ที่มีอวิชชา - ความไม่รู้แจ้งในสภาพที่เป็นจริงของโลกหรือชีวิต. ปัญหาข้อที่ ๕ - เกี่ยวกับนิกายเซ็น หรือนิกายฉับพลันซึ่งมีอยู่ในเมืองจีน เป็นอย่างไร ? ตอบ - นิกายนี้กล่าวว่าจิตดั้งเดิมแท้ ๆ นั้นบริสุทธิ์ แต่สิ่งที่ห่อหุ้มคือกิเลส หรือตัณหาหรืออวิชชาย้อมเอาไว้ จิตใจหรือวิญญาณจึงแสดงออกมาในรูปของสิ่งที่ถูกย้อม อยู่ตลอดเวลาที่ถูกผูกมัดด้วยอวิชชา ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นอิสระ ; จิตใจเสื่อมลง เห็นว่าร่างกายวัตถุนี้เป็นจริงเป็นจัง ยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา ร่างกายเป็นของเรา, รวมทั้งเข้าใจว่าชีวิตเป็นของเรา ซึ่งหมายสูงมากเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ. สำหรับการทำให้ทุกข์หมดไป ขึ้นอยู่ที่จิตใจที่มีปัญญาซึ่งจะต้องมีประจำ อยู่ตลอดเวลา. ปัญญาแปลว่า การรู้แจ้งในสรรพสิ่งทั้งหลายตามสภาพความเป็นจริง ของมัน นั่นคือจิตใจหมดอวิชชา มีสมรรถภาพสูงสุดปราศจากทุกข์ จิตใจเริ่มสัมผัสกับ รสนิพพาน ไม่ถูกพัวพันร้อยรัด. การทำให้รู้แจ้งในสภาพเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายนั้น
น.511 เรียกว่า "วิปัสสนา". เรื่องการทำวิปัสสนามีอยู่มากวิธี ; แต่อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมาย ก็คือการดับทุกข์ได้จริงหรือเปล่า. ความจริงมันก็คือการทำให้มีจิตใจมีปัญญาเต็มเปี่ยม หลุดพ้นจากอำนาจของวัตถุหรือสิ่งแวดล้อม : หมายความว่าบุคคลนั้นดำรงชีวิตอยู่ได้ ด้วยปัญญา และไม่มีทุกข์เลย. หลักวิปัสสนาง่าย ๆ ก็คือ ทำตัวเราคือ อัตตา ของเรา คือ อัตตนียา ให้เป็นอนัตตา; เมื่อนั้นถึงนิพพาน ความทุกข์มีค่าเป็นศูนย์. นิพพาน เป็นสัจจธรรม หรือความจริงที่จะค้ำจุนโลก ทำโลกมีสันติภาพ ที่แท้ถาวร มนุษย์จะอยู่เย็นเป็นสุข. ความดับทุกข์อย่างสำหรับสังคมนั้นไม่สมบูรณ์นัก จะได้ก็เพียงสันติภาพอย่างโลกเท่านั้น. สำหรับปัจเจกชนจะสมบูรณ์ คือไม่มีทุกข์ อย่างแท้จริง. เรื่องการทำจิตใจให้เห็นจริงต่อสภาพที่เป็นจริงนี้ เปรียบเหมือนการ เปลี่ยนทัศนะให้เห็นงูเป็นงู เห็นปลาเป็นปลา ไม่เห็นกลับกัน, และทั้งสองนั้นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เรื่องการเข้าพิธีบวชนั้น ไม่ควรเป็นปัญหาที่ผู้สนใจจะต้องรีบเร่ง. ปัญหา อยู่ที่จิตใจของเราพัวพันอยู่ หลงผิดอยู่ กับความไม่เที่ยงแท้แน่นอน แล้วก่อให้เกิดทุกข์ มากน้อยขนาดไหนเท่านั้น. เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาหรือความรู้ในด้านพุทธปรัชญา ขนาดไหน เขาต้องรีบทำการเปลืองสิ่งนี้ และเป็นการบวชไปในตัวเอง.
น.512 ตอบปัญหาแก่นิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กลุ่มพุทธศาสตร์และประเพณี ส.จ.ม. ที่คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๑๔ มกราคม ๒๕๐๔ ปัญหาข้อที่ ๑ - ในเมื่อคนเราทุกคนจะต้องดิ้นรนต่อสู้ เพื่อยังชีพ จะต้อง เกี่ยวข้องกับผู้อื่นอยู่เพื่อผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำอย่างไรจิตของเราจึงจะว่างได้, ไม่ได้ หมายความถึงขั้นนิพพาน เพียงแต่ปลีกตนให้พ้นอันตรายจากสิ่งที่มากระทบใจเท่านั้น ? ตอบ - ปัญหาข้อนี้หมายถึงการที่เราจะมีจิตว่าง เพื่อให้ได้เปรียบในสังคม ในการที่จะไม่ให้เขาทำอันตรายได้โดยทางจิตใจ. นี่มันเรื่องเดียวกันกับที่ได้บรรยาย ตั้งแต่ครั้งก่อนว่าเราจะต้องฝึกฝน ในการที่จะปลดเปลื้องความรู้สึกที่เป็นตัวเราหรือ ของเรา ที่เรียกว่า อหังการ หรือ มมังการ ให้ออกไปเสียก่อน ได้ทุกคราว ที่เราต้องการ ให้มันเป็นจิตใจว่างจากความยึดถือว่าเป็นตัวกูของกูก่อน. มันไม่อาจ จะทำเดี๋ยวนี้ได้ ต้องอาศัยการศึกษาและการฝึกมาตามสมควรในทุกๆ แห่ง ทุกอิริยาบถ ทุก ๆ เวลามาพอสมควรก่อนแล้ว และพอมาถึงโอกาสที่เราเข้าเผชิญหน้ากับปัญหา เหล่านั้นในทางสังคมเราสามารถที่จะมีสติ ระลึกถึงความรู้ที่แท้จริง ที่เราเคยฝึกมาแล้ว ๔๙๑
น.513 นี้ได้. หรือว่าถ้าจะเรียกว่า เป็นเคล็ดลับกระทันหัน ก็คือ เราสามารถสำรวม จิตใจเพื่อลืมเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นไปในทางอหังการมมังการนั้นเสียก่อน ให้มีจิตเป็นกลาง ที่เรียกว่าเป็นอิสระจากความโกรธ และความเกลียด หรือความรักก็ตาม เสียก่อน. พอมีจิตใจว่างพอสมควรอย่างนี้แล้ว เราก็สามารถจะพูด หรือทำ หรือคิด ในทางที่ผิดได้ยาก จึงไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบผู้อื่น. ตอบได้สั้น ๆ แต่เพียงเท่านี้ เพราะมันเป็นเรื่องซึ่งยืดยาว แต่ใจความสำคัญก็มีเพียงเท่านี้. ปัญหาข้อที่ ๒ - พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ. ถ้าหากเรา มีความทุกข์ เราจะทำเป็นว่าไม่เดือดร้อน เราไม่แคร์ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น การกระทำ เช่นนี้อาจจะทำให้ใจสบายได้ ในความสบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทำให้เหตุดับ. เมื่อตัวเรา พ้นทุกข์, แต่เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่ในโลกให้เพื่อนมนุษย์อื่น ๆ เสวย. เราในฐานะที่เป็น พุทธศาสนิกชน เราจะมีอุดมการเพียงทำให้ตัวเราสบาย หรือมีอุดมการเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์นั้น เพื่อความเป็นสุขของมวลชน ? ตอบ - ดับทุกข์โดยไม่ต้องไปดับที่ต้นเหตุอย่างนี้ เขาเรียกว่าเป็นการ กลบเกลื่อนทุกข์ ไม่ใช่ดับทุกข์หรือตัดทุกข์ ; มันก็ดีอยู่เหมือนกันและเป็นประโยชน์ ในข้อที่ว่ากลบเกลื่อนเพื่อช่วยตัวเองให้ตั้งสติหรือตั้งตัวได้ เช่นว่าแค่นหัวเราะออกมา หรืออะไรอย่างนี้ก็ยังเป็นประโยชน์ ไม่ใช่ไม่เป็นประโยชน์, มันจะได้เป็นการประวิง เวลาเพื่อให้ตั้งตัวได้ ในการที่ตัดต้นเหตุแห่งความทุกข์นั้นโดยตรง. การกลบเกลื่อน ไว้ชั่วคราวอย่างนี้ ก็จัดไว้ในฐานะเป็นอุปกรณ์ของการตัดต้นเหตุแห่งความทุกข์ด้วย เหมือนกัน. เช่น เมื่อถูกอะไรเข้าเป็นการเจ็บปวด ก็หัดหัวเราะเข้าไว้ก่อน มันเป็นสิ่ง ที่ทำได้ แล้วมันจะทำให้จิตตั้งตัวได้ และสอดส่องไปถึงมูลเหตุและต้นเหตุได้ ฉะนั้น อย่าไปแยกกัน. และขอตอบว่า เราไม่สามารถดับทุกข์ได้โดยไม่ตัดต้นเหตุของ ความทุกข์ จะทำได้ก็เป็นเพียงกลบเกลื่อนชั่วคราว, เป็นความฉลาดที่ยังน้อยอยู่
น.514 ยังไม่สมบูรณ์ ต้องทำต่อไปจนถึงกับตัดตัวเหตุแห่งความทุกข์นั้นเสีย ซึ่งตามหลัก ของพระพุทธศาสนาแล้ว เราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้; และยังขอท้าว่า แม้ตามหลักของศาสนาอื่น หรือวิธีอื่น ก็ยังไปในทำนองที่ว่าต้องตัดต้นเหตุแห่ง ความทุกข์นั้น. เราไม่อาจจะกลบเกลื่อนได้โดยเอาสิ่งสวยงามมากลบเกลื่อนให้หายไปได้ มันจะได้ชั่วครู่ชั่วคราว, และบางทีมันเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป จึงไม่ใช่ วิธีที่จะใช้เป็นที่พึ่งได้ หรือถือเป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้. เรามีอุดมการที่จะดับทุกข์ ของมวลชนอยู่ด้วยเสมอไป, แต่เราจะต้องมีความรู้ความสามารถ ในการดับทุกข์ ส่วนตัวเราโดยถูกต้องและสมบูรณ์เสียก่อน เพราะมันมีหลักใหญ่อย่างเดียวกัน คือต้อง ตัดต้นเหตุของมันโดยตรง ไม่ใช่การกลบเกลื่อนไว้ ด้วยอะไรบางอย่าง. ปัญหาข้อที่ ๓ - ในเวลาที่จิตใจมีความทุกข์ มีความกังวล จะใช้ธรรมะข้อใด แก้ความทุกข์ ความกังวลเหล่านั้น และจะมีวิธีปฏิบัติตามนั้นอย่างไรจึงจะได้ผล ? ตอบ - ความทุกข์ร้อน ความวิตกกังวลนี้ ก็รวมอยู่ในความทุกข์ ไม่แยกจากกัน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องค้นหาต้นเหตุ. มูลเหตุของความทุกข์โดยสรุปก็คือ การเข้าไปยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้เป็นตัวเป็นตนหรือของของตน. วิชาความรู้ใน พุทธศาสนานั้น สอนให้ปฏิบัติให้เห็นแจ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรจะยึดถือ ว่าเป็นตัวตนหรือของตน. ข้อนี้ไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่มี. มันมี มากมาย, แต่ว่าทุกสิ่งที่เดียว ไม่มีส่วนไหนของมันที่ควรจะเข้าไปยึดถือ ยึดมั่นสำคัญว่าเป็นตัวตนของตน. ถ้าเข้าถึงความจริงข้อนี้แล้วจิตจะไม่ ยึดถืออะไรเป็นตัวตน แล้วก็ไม่มีทางที่จะเกิดความเศร้า ความทุกข์เดือดร้อน อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้เลย. หลักตายตัวมีอยู่อย่างนั้นไม่ต้องแยกกัน. ปัญหาข้อที่ ๔ - ที่พระคุณเจ้าพูดว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่เป็นที่ควรเคารพเป็น ที่พึ่งได้นอกจากธรรมะ สงสัยว่าบิดามารดา ครูบาอาจารย์มิได้ เป็นที่เคารพที่พึ่งได้ดอกหรือ ?
น.515 นี่เป็นคำถามที่ดี คือเป็นคำถามที่ควรจะถาม. การเคารพ บิดามารดานั้นก็คือว่าเป็นการเคารพธรรมะ เพราะถ้าไม่เคารพธรรมะแล้วก็ไม่เคารพ บิดามารดา. เหตุที่ทำให้เคารพบิดามารดาคือ ความเคารพในธรรมะ. กฎระเบียบ ฯลฯ ต่าง ๆ เป็นธรรมะ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ เป็นธรรมะ. ถ้าเราทำตามกฎนั้น ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ตามคำสั่งสอนของบิดามารดานั้นเอง ชื่อว่าเราเคารพ ธรรมะ และทำการเคารพบิดามารดาและสิ่งที่ควรเคารพอย่างอื่น. ในการเคารพ สิ่งอื่นๆ หรือทำอย่างอื่นด้วยความเคารพที่ถูกต้อง ก็เหมือนกัน. ขอให้ถือหลัก อย่างเดียวกัน. ปัญหาข้อที่ ๕ - ถ้าหากว่าบิดามารดานั้นมิได้ประพฤติอยู่ในทำนองคลอง- ธรรมแล้ว บุตรธิดาจะมีความเคารพเหมือนกับบิดามารดาที่ปฏิบัติตนตามทำนองคลองธรรม ดังนั้นหรือ ? ตอบ - นี่ก็เป็นปัญหาที่ควรถือว่าเป็นปัญหา ! เมื่อในบางรายหรือ บางกรณี ที่บิดามารดาขาดการศึกษา ตั้งอยู่ในฐานะที่ไม่ควรเคารพก็มี แต่ต้องพิจารณา ดูให้ละเอียดว่า บางส่วนมันก็ยังมีที่ควรเคารพ; ดังนั้นจึงต้องจัดให้ดี แยกให้ดี. ที่เราจะไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนที่ผิด ๆ นั้นก็ถูกอยู่ แต่เราก็ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็น การเคารพบิดามารดาในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดเรามา นี่เราจะต้องใช้ปฏิภาณของเราเอง. ความจริงนั้นมีอยู่ว่า บิดามารดาที่แท้จริงก็คือ ผู้ที่มีคุณธรรมสำหรับบิดามารดาจะต้องมี. ถ้าไม่มีคุณธรรมสำหรับบิดามารดาจะต้องมีแล้ว คนนั้นก็ไม่ได้เรียกว่า ตั้งอยู่ในฐาน ที่เป็นบิดามารดา. แม้เราจะไม่เคารพในข้อนั้นก็ไม่เรียกว่า ไม่เคารพบิดามารดา เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นบิดามารดา. แต่อย่าลืมอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า อย่างน้อย ท่านก็ให้กำเนิดเรามา ฉะนั้นเราจะเคารพอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ก็ตามใจ ในส่วนที่เป็นบิดา มารดาเพราะคลอดเรามา. ส่วนที่เราไม่เคารพคำแนะนำของท่าน จะไม่ประพฤติตาม คำขอร้องของท่านที่ไม่ถูกไม่ควร เป็นเรื่องของสติปัญญาซึ่งจะต้องใช้ปฏิภาณให้เหมาะ แยกแยะลงไปให้เหมาะสมด้วยความไม่ประมาท ไม่ทะนง.
น.516 เผชิญหน้าอยู่ทุกวัน ปัญหาข้อที่ ๖ - การปฏิบัติในทางพุทธศาสนานั้น ควรจะอนุโลมให้เข้ากับ วิธีการที่สังคมใช้อยู่แค่ไหน เช่น ทำบุญ จะต้องทำด้วยวิธีที่สังคมกำหนดไว้เป็นบรรทัดฐานขึ้น หรือทำบุญในลักษณะที่ตนเห็นว่าตามศรัทธา และตามหลักธรรมะ. การอุปสมบทเพื่อจะทำ ให้เป็นไปตามประเพณีหรือเพื่อศรัทธานั้น เราควรจะทำมากน้อยในด้านหนึ่งด้านใดอย่างไร ? ตอบ - การทำอะไรตามประเพณี และทำอะไรให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ของความจริงนั้น เป็นสิ่งที่ขัดกันอยู่บ่อย ๆ และทั่ว ๆ ไปในที่ทุกหนทุกแห่ง. ฉะนั้น เราจะต้องถือหลักธรรมะเหมือนกัน แม้ว่าเป็นหลักที่ต่ำ ๆ ลงมา ที่เรียกว่า ความเป็นผู้ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักบุคคล รู้จักสถานที่ รู้จักเวลาเหล่านี้เป็นต้น. คำพูด ประโยค ที่ว่า "เข้าไหนเข้าได้" นั้น ก็เป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาเหมือนกัน แต่มิได้ หมายความว่าไปร่วมกันทำผิดหรือทำเสีย. ในบางคราวเมื่ออนุโลมตามความนิยมของ สังคมได้ เราก็จะต้องทำเหมือนกัน ถ้าเราไปเกี่ยวข้องเข้า. มันมีอยู่ว่าเราจะยอมเกี่ยว ข้องหรือไม่. ถ้าเราจำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องในบางคราว เราต้องอนุโลมตามเท่าที่ควร. แต่ที่มันผิดหรือยอมรับไม่ไหวจริงๆ นั้น ให้เราถอนตัวออกเสียก็ได้ แต่ในกรณีที่มัน จะเป็นผลดีแก่สังคมนั้นเราก็อนุโลมตามไปได้ โดยเราถือหลักว่าในโลกนี้คนโง่มีมาก, ฉะนั้น เขาจะต้องมีระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณีอะไร บางอย่าง เป็นส่วนใหญ่ไว้ สำหรับคนพวกนี้ เพราะสำหรับคนพวกนี้มันมีหลักอยู่ว่าจะต้องล้อมคอกไว้ก่อน. มันเป็นเหมือนกับลูกสัตว์เพิ่งคลอดออกมาเล็ก ๆ เช่น ลูกเป็ดลูกไก่นี้ มันยังบินไม่ได้ มันจึงต้องขังคอกไว้ก่อน พอให้มันปลอดภัยให้มันเจริญเติบโตบินเก่ง วิ่งเก่ง เราจึง เลิกคอก. ความจริงในการรู้สัจจธรรมนั้นเหมือนกับเลิกคอกปล่อยเป็นอิสระ แต่มัน ก็ยังไม่ควรใช้กับคนที่โง่งมงายยังต่ำอยู่ จึงสร้างขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่น ชนิดที่ไม่เป็นอันตรายขึ้นไว้ก่อน, และขนบธรรมเนียมประเพณี นี้ก็จำเป็นเหมือนกัน. ฉะนั้นถ้าเราจะอนุโลมตามขนบธรรมเนียมประเพณี ให้เข้ากับ
น.517 คนทั่ว ๆ ไป หรือกับคนที่ไร้การศึกษาตามบ้านนอกคอกนานี้ ก็ต้องใช้ปฏิภาณเลือก ให้เหมาะ ให้เป็นเรื่องเข้าไหนเข้าได้และก็ให้สำเร็จประโยชน์ โดยไม่มีการเสียหายแต่ อย่างใด. นั่นแหละคือการประพฤติถูกหลักธรรมะของพระพุทธศาสนา. อย่าได้กล่าว ยืนยันชนิดกระต่ายขาเดียว หรืออะไรทำนองนั้นว่า ต้องอย่างนี้เด็ดขาด ต้องอย่างโน้น เด็ดขาด เช่น ต้องความจริงเด็ดขาด หรือต้องประเพณีเด็ดขาด นี้มันไม่ได้ บางที ก็ต้องเจือกัน. บางเวลาก็เปลี่ยนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยนึกถึงอกเขาอกเรา และนึกถึง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีไว้สำหรับสังคมทั่วไปเป็นส่วนใหญ่. เรื่องทั้งหมดนี้ระบุ ให้ชัดไม่ได้เพราะมีอยู่มาก วางได้แต่เพียงเป็นหลักกลาง ๆ ว่าเราจะต้องมีหลักอย่างนี้ ในการเกี่ยวข้องกับสังคม. การบวชตามประเพณี ก็ยังเป็นสิ่งที่จะต้องรักษาไว้เหมือนกัน เพราะว่า คนโง่ที่ยังไม่มีทางจะฉลาดโดยวิธีอื่น ก็ยังมีมากนั่นเอง. แต่เมื่อบวชเข้ามาแล้ว มัน ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องควบคุมให้ดี มันก็ยังมีประโยชน์, และบางทีการบวช ตามประเพณี เมื่อทำไป ๆ มันก็กลายเป็นการบวชตามความจริง คือ มีความศรัทธา เลื่อมใสเห็นจริงก็ได้ แล้วก็บวชไปตลอด. ถ้าจะบวชตามประเพณี เราก็ต้องรู้ว่า ปู่ย่า ตายาย ของเราฉลาด เหมาะสมกับกาลสมัยที่วางประเพณีไว้ให้ว่า ก่อนที่จะไป เป็นคนโดยสมบูรณ์นั้น ควรศึกษาธรรมะเสียก่อน. ไม่ศึกษาแต่เรื่องวัตถุหรือร่างกาย อย่างเดียว. ท่านจัดให้การบวชตามประเพณีนี้เป็นโอกาสเข้ามาศึกษาธรรมะ หาความรู้ ในเรื่องทางจิตทางวิญญาณ นี่ไปเพิ่มให้แก่ทางฝ่ายร่างกายหรือฝ่ายวัตถุ แล้วกลับสึก ออกไปจะต้องดีกว่าเก่าแน่. เมื่อเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ก็ไม่เสียหายอะไร. สรุป คำตอบก็ว่าดูให้เหมาะแก่เรื่อง เวลา สถานะ เหตุการณ์ บุคคล สถานที่ก็แล้วกัน. ปัญหาข้อที่ ๓ - เรื่องทศชาติในพระไตรปิฎกนั้นเป็นอย่างไร มีความจริงแค่ไหน การระลึกชาติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีความจริงแค่ไหน และมีเหตุผลอย่างไรบ้าง ?
น.518 ๔๙๗ ตอบ - นี่มันเป็นปัญหาทางวรรณคดีและทางโบราณคดีเสียแล้ว ถ้าถาม อย่างนี้ไม่ใช่เป็นปัญหาทางธรรมะ หรือทางศาสนาโดยตรง. ที่ว่าเป็นปัญหาทางวรรณคดี หรือโบราณคดีนี้ หมายความว่า พระคัมภีร์ส่วนที่เป็นชาดกนี้ได้ถูกเขียน ขึ้นเรื่อย ๆ และ ดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขกันมาเรื่อย ๆ จนเป็นภาค อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา. เรื่องชาดก ทั้งหลายเท่าที่มีอยู่ในพระบาลีนั้น มันมีแต่คำพูดที่สำคัญ ๆ ที่ใช้เป็นหลักอาศัยปฏิบัติได้. ท้องเรื่องที่เล่าเป็นนิทานนั้นไม่มีในพระไตรปิฎก คือในตัวพระไตรปิฎกไม่มีท้องนิทาน มีแต่คำพูดที่สำคัญ ๆ ที่มาอยู่ในตัวนิทานชั้นหลังเหล่านั้น เป็นประโยค ๆ ไป ดูราวกับว่า quote เอามา คนชั้นหลังต่างหากที่เอาคำเหล่านั้นมาใส่ "ภาชนะ" ทำเป็นนิทานชาดกไป คือแต่งนิทานชาดกขึ้นเพื่อให้เป็นภาชนะแจกจ่ายข้อความธรรมะเหล่านั้น. ตามทาง โบราณคดีที่สอบสวนได้ปรากฏว่า แต่งขยายเป็นท้องเรื่องนิทานนี้ก็ยุคหนึ่ง; และ ต่อมาอีกยุคหนึ่ง ก็แต่งเติมเรื่องการกลับชาติ ว่าคนนั้นกลับชาติเป็นคนนั้น คนนี้ กลับชาติเป็นคนนี้ นี้ก็เป็นเรื่องยุคหลังอีก. ถ้าศึกษาในแง่โบราณคดีอย่างนี้ กลับจะ ไม่เกิดปัญหาอย่างที่ว่านี้ คือว่าเขาทำไปตามที่เห็นว่าเหมาะสม ในทางที่จะดึงดูดความ สนใจของคนทั่วไปซึ่งยังไม่ใช่คนฉลาด เพราะมองเห็นว่าในโลกนี้มีคนไม่ฉลาดมากกว่า คนที่ฉลาดดังที่กล่าวแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ก็มุ่งหมายความไพเราะทางวรรณคดี ฉะนั้น เราอย่าไปว่าเขาเลย และเราอย่าไปเสียเวลาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้. ถ้าเราอ่านชาดก เราควรจะได้ประโยชน์ในความไพเราะอย่างวรรณคดีบ้าง เราเก็บเอาข้อความที่เป็นธรรมะ เข้ามาใช้อย่างธรรมะบ้าง เราก็ได้ประโยชน์ ไม่มีเสียประโยชน์. ที่เราไปดูหมื่นดูถูกว่า ไม่ควรอ่านเสียเลยนั้นกลับจะเสียประโยชน์ ขอให้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนิทานหรือเรื่อง ชาดกทั้งหลาย ในลักษณะอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็จะปลอดภัย ไม่น่าติเตียนที่ตรงไหน. การกลับชาติท้ายชาดกนั้น ไม่ใช่การระลึกชาติของพระพุทธเจ้าแล้วตรัสไว้อย่างนั้น. ปัญหาข้อที่ ๘ - วิญญาณของคนหมายถึงอะไร ที่เขากล่าวว่า มีคนสามารถ ถ่ายภาพวิญญาณของคนที่ตายแล้วได้นั้น จริงหรือไม่ ?
น.519 วิญญาณของคนคืออะไร นี่มันเป็นปัญหาที่ต้องการคำตอบ มากมาย เพราะภาษาบาลีเกี่ยวกับคำว่าวิญญาณนี้มีหลายความหมายหลายคำด้วยกัน. แต่ถ้าจะตอบโดยที่เรียกว่า "ทั่วไป" ความหมายทั่วไป, ก็ตอบได้ว่าวิญญาณนี้เป็น แต่เพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่ผิวกาย และที่ใจเอง ในเมื่อได้ กระทบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ครั้นทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ดับไป กลายเป็นจิตใจตามธรรมดา ที่เป็นจิตใจที่ประจำก็แล้วกัน. คำว่าทำหน้าที่เป็น วิญญาณ ก็คือ อำนาจที่รู้เรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส. จิตใจนั้นมันจะเกิดขึ้นทำหน้าที่ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นคราว ๆ ทุกคราวที่มีอะไรมากระทบ, ฉะนั้นจึงมีการเกิดดับ เกิดดับของวิญญาณนี้อยู่ ตลอดเวลาตลอดชีวิต. นี่เรียกว่า วิญญาณ ในความหมายทั่วไป. ส่วนที่เขา พูดกันว่า "จิต" นั้น ที่ทำหน้าที่เป็นวิญญาณอยู่เป็นระยะ ๆ นั้น เมื่อร่างกายนั้น แตกตายแล้ว จิต นั้นก็ ไปหาร่างใหม่ นั้น มัน เป็นเรื่องที่เขากล่าวกันอยู่ทั่วไป ก่อนพุทธกาล นี่เราไม่ยอมรับว่าเป็นหลักพุทธศาสนาและไม่ควรจะไปเสียเวลาที่จะ ถกเถียงเรื่องนั้น. เราต้องการเพียงจะให้รู้จักควบคุมวิญญาณที่มารู้เรื่อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้ เมื่อเกิดผัสสะขึ้นแล้วอย่าให้เกิดเป็น เวทนา หรืออย่าให้เป็นตัณหาในที่สุด. ให้จัดการควบคุมการเกิดของวิญญาณ ในทำนองไม่ให้เกิดเป็น เวทนา ตัณหา; โดยทั่วไป ย่อมตอบได้ดังนี้ ขอให้จำ ไว้ก่อน. ทีนี้ขอบอกกล่าวไว้ด้วยว่าวิญญาณในความหมายอื่นมีอีกเยอะแยะ อธิบาย กันไม่ไหวด้วยเวลาเพียงเท่านี้. อย่างว่า คำว่า "วิญญาณ" หมายถึงพระนิพพานก็มี มีอยู่ในที่บางแห่งในพระไตรปิฎกเหมือนกัน, คำว่าวิญญาณแท้ ๆ หมายถึง พระนิพพานเลยก็มี เช่นเดียวกับคำว่า อายตนะ หมายถึงพระนิพพานไปก็มี. นั่น
น.520 ๔๙๙ เป็นกรณีพิเศษ อย่าต้องเอามาวินิจฉัยเลย. ขอบอกว่ามีอีกมาก ส่วนที่ควรวินิจฉัย จริง ๆ มีอยู่ว่า วิญญาณทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่เป็นตัวเรื่อง ให้เกิดเรื่องร้องไห้ หรือหัวเราะ นี่ระวังให้ดี ๆ. ส่วนที่ถามว่า มีการถ่ายรูป วิญญาณได้ จริงหรือไม่นั้น ไม่ใช่ปัญหาสำหรับอาตมานี่. อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องนี้ แต่อาตมาไม่เชื่อ แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว. ปัญหาข้อที่ ๙ - อยากเรียนถามว่า เท่าที่ทราบมา พระพุทธศาสนาไม่ได้มีส่วน เกี่ยวข้องกับนรกหรือสวรรค์ นอกจากให้รู้ ถึงความดับทุกข์ เพราะเหตุใดเรื่องของพระมาลัย ซึ่งเป็นพระอรหันต์องค์สุดท้าย จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องของนรกและสวรรค์ ถึงกับมีการลงไป ในนรกและขึ้นไปบนสวรรค์ด้วย ? ตอบ - เรื่องราวที่บอกว่าเป็นเรื่องของพระมาลัยนั้น เป็นเรื่องแต่งขึ้น ในชั้นหลังในประเทศลังกา แต่เราก็ยอมรับว่า มีเจตนาดีที่จะทำให้คนส่วนใหญ่คือ มวลชนนี้เกิดความกลัวในเรื่องของความทุกข์ และตั้งหน้าตั้งตาประพฤติดี. คำว่านรก สวรรค์นั้น เป็นชื่อของความทุกข์ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็ได้กล่าวถึงความทุกข์ไว้มากมาย ในลักษณะต่าง ๆ กัน. สัตว์นรก หมายถึง สัตว์ที่ทนทุกข์เพราะถูกลงโทษ. เปรต หมายถึง สัตว์ที่ทนทุกข์ตามธรรมชาติ แล้วไม่มีใครลงโทษ แต่เป็นการเจ็บป่วยพิกลพิการของเขาเอง ไม่มีใครลงโทษ ต่างกับสัตว์นรกที่ว่าทนทุกข์ เพราะถูกลงโทษ. สัตว์เดรัจฉาน นี้ทนทุกข์เพราะยังต่ำเกินไปในทางสติปัญญา ก็ต้อง ทนทุกข์ เพราะต่ำด้วยสติปัญญา แม้จะฟรีเป็นอิสระก็ต้องทนทุกข์ด้วยสติปัญญาต่ำ.
น.521 อสุรกาย หมายถึง พวกที่ไม่มีตัวแสดงปรากฏชัด ก็คือเป็นคนล่อลวง ก็ต้องทนทุกข์เพราะความกลัว และความฉลาดแกมโกงของตนเอง. รวมความแล้ว ผู้ที่ทนทุกข์อยู่ ๔ ประเภทนี้ เรียกว่า "นิริย" หรือนรก เป็นเพียงบุคคลาธิษฐาน ของคำว่าความทุกข์ ในแบบต่าง ๆ กัน. เมื่อพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงความทุกข์ทุก ๆ แบบแล้ว ก็หมายความว่า เรื่องนรก ก็มีในหลักของพระพุทธศาสนา คือ เป็นเรื่องความทุกข์นั่นเอง. ส่วนที่กล่าวให้เป็น บุคคล เป็น personificate เป็นรูปสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็น อสุรกายขึ้นมาก็เพื่อให้เข้าใจง่าย. ถ้าเราเข้าใจเจตนาดีของผู้แต่งคัมภีร์พระมาลัยแล้ว เราก็ใช้ไปในทางที่จะช่วยให้คนบางพวก ไม่ใช่ทุกพวก; ให้เกิดความกลัวบาป อยากทำความดี ; แต่คงใช้ไม่ได้กับนักศึกษา และไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ กับพวก ที่ไม่คิดจะทำบาปอีกต่อไป. ปัญหาข้อที่ ๑๐ - มนุษย์ทำการสืบพันธุ์ต่อไปหลาย generation เพื่อที่จะให้ มนุษย์ใน generation หนึ่ง ได้รับสิ่งที่มนุษย์ควรที่จะได้รับดีที่สุด คือ นิพพาน ถ้ามนุษย์ถึง นิพพานแล้วจะไม่สืบพันธุ์ต่อไปอีกหรือ และถ้าสืบพันธุ์ต่อไป มนุษย์จะมีความบริสุทธิ์ พอที่จะถึงนิพพานได้อีกหรือ ? ตอบ - ตอบได้ง่าย ๆ ว่า มนุษย์ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือน ๆ กัน หรือพร้อมกันทั้ง generation, แต่จะต้องมีคนใดคนหนึ่งใน generation ใด ที่ลุถึง นิพพาน และบริสุทธิ์จนอยู่เหนือการมีตัวตนสำหรับการสืบพันธุ์เสมอไป. ปัญหาข้อที่ ๑๑ - วิปัสสนาเป็นแขนงหนึ่ง ในพระพุทธศาสนาหรือไม่ ? ตอบ - วิปัสสนา - วิ แปลว่า แจ่มแจ้ง ปัสสนา แปลว่า เห็น.
น.522 ๕๐๑ วิปัสสนา แปลว่า การเห็นอย่างแจ่มแจ้ง. จะใช้ในเรื่องอะไร ถ้า เห็นอะไรลงไปอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริง ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็จัดว่าเป็นวิปัสสนา ทั้งนั้น. แม้ในเรื่องความรู้สึกคิดนึกที่เกิดขึ้นมาเองของคน ในกรณีธรรมดาสามัญก็เรียกว่า วิปัสสนาได้, เช่น เด็กทารกคนหนึ่งไปจับที่ไฟ แล้วร้อน ก็มี realization เอง โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่นว่ามันร้อน หรือไฟเป็นอย่างไร. ทีแรกแม่บอกว่าไฟร้อน ไม่ยักเชื่อ เพราะยังไม่มีวิปัสสนา. ที่เมื่อไปจับเข้าเอง ก็มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง นี้เรียกว่า วิปัสสนาได้. ในกรณีของพุทธศาสนานั้นเราหมายถึง เห็นแจ่มแจ้งในตัวทุกข์ ที่ไม่ใช่วัตถุ, แต่ทุกข์เพราะกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง และเป็นอยู่ อย่างลึกซึ้งในความหมายที่คนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ เช่นว่า สุขก็คือทุกข์ สุขเวทนาก็คือ ทุกข์. ทุกข์อย่างนี้เข้าใจไม่ได้ ก็ต้องใช้วิปัสสนาที่สูงสุด. การที่หัวเราะนี่ก็เป็นทุกข์ ร้องไห้เป็นทุกข์ แต่คนละแบบ ให้ไปคิดดู. ถ้าใครเห็นว่า การหัวเราะก็เป็นทุกข์ นั่นแหละจะเริ่มขึ้นสู่ขั้นวิปัสสนาในพระพุทธศาสนา. เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นทุกข์, สุขเวทนา ก็เป็นทุกข์, ทุกขเวทนา ก็เป็นทุกข์ ; คนดีก็ทุกข์ตามแบบคนดี คนชั่วทุกข์ตามแบบคนชั่ว คนรวยทุกข์ตามแบบคนรวย คนจนทุกข์ตามแบบคนจน คนมีบุญทุกข์ตามแบบคนมีบุญ คนมีบาปเป็นทุกข์ตามแบบคนมีบาป. เห็นว่า มันเป็นทุกข์แท้จริงอย่างไร และหยุดดับให้ได้ จึงจะเป็นวิปัสสนาในพระพุทธศาสนาที่ สมบูรณ์. ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า วิปัสสนา นั้นคือ ระเบียบ การกระทำ ซึ่งเป็น กรรมวิธีทางใจอันหนึ่งที่จะทำให้เราเห็นแจ่มแจ้ง จนความรู้แจ่มแจ้งนั้น มันทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไป ไม่เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ นี้เราเรียกว่า วิปัสสนา. แต่ไม่ใช่หมายความว่านั่งภาวนาอะไรพึมพำ ๆ หรือว่าทำอะไรตัวแข็งทื่อ ไปทำนองนั้น. มันต้องเป็นเรื่องเห็นด้วยสติปัญญาหรือญาณอย่างแจ่มแจ้ง จนเกิด ความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในใจ ในสันดานหรือในอุปนิสัยอย่างใหญ่หลวง, จนสิ่ง
น.523 ที่เราเรียกว่า กิเลส นั้นตั้งขึ้นไม่ติด ; เป็นจิตใจหรือเป็นสันดานที่บริสุทธิ์สะอาดขึ้นมา เพราะการชำระล้างของวิปัสสนาที่ทำให้ใจสะอาด. อย่างนี้จึงจะเรียกว่า วิปัสสนาของ พระพุทธเจ้า คือ เห็นแจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือสุญญตา ในสิ่งทั้งปวงแล้วจิตเปลี่ยนเป็นไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด ก็เรียกว่า "วิราคะ" คลายกำหนัด, แล้วจิตหลุดพ้นจากความยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ; สิ่งต่าง ๆ ก็ไม่มาทำให้จิตนั้นเป็นทุกข์ได้; นี่เป็นผลของวิปัสสนา. ขอให้เข้าใจว่ามัน เป็นตัวการปฏิบัติ ซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาส่วนสำคัญที่เดียว. แต่ความหมาย ของมันนั้นเอามาใช้ได้ในที่ทั่วไปว่า “เห็นอย่างแจ่มแจ้ง" ก็แล้วกัน. ปัญหาข้อที่ ๑๒ - ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ ได้มีโอกาสเข้าไป ในโบสถ์ของวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น ในขณะหนึ่งซึ่งทุก ๆ คนก็บอกว่า ได้เห็นรูปร่างของพระพุทธเจ้ามาปรากฏอยู่แล้ว ส่วนมาก ก็เป็นคนเฒ่าชรา แต่เพื่อนของผมคนนั้นบอกว่า "ผมไม่ยักเห็น" พอดีมีคนที่อยู่แถว ๆ นั้น บอกว่า "คุณไม่มีบุญจึงมองไม่เห็น" ใคร่เรียนถามว่า เราสามารถจะอัญเชิญดวงวิญญาณ ของพระพุทธเจ้าได้จริงหรือไม่ ? ตอบ - ปัญหาอย่างนี้จัดไว้ในปัญหาที่ไม่จำเป็น, ไปถามพระพุทธเจ้า ท่านก็ตอบว่าอย่างนี้ คือไม่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์อย่างว่ามาแล้ว. และเรา ไม่ควรจะไปวิจารณ์กันมาก เพราะมันจะไปกระทบกระเทือนขึ้น และเป็นเพราะว่าคนที่ เชื่อมั่นในหลักการหรืออะไรของการกระทำนั้น แล้วเขาสร้าง imagination ได้ง่าย เขาเห็นอะไรมากกว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ ทีนี้เพื่อนของคุณไม่มีความเชื่อเลย ไม่มี พื้นฐานสำหรับสร้าง imagination เพราะฉะนั้นให้เขาไปทำเสียใหม่ซิ.
น.524 ๕๐๓ ประธานกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ และประเพณีได้กล่าวในตอน ท้ายว่า กระผม ในนามของกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี รู้สึกซาบซึ้งในคติธรรม ครั้งสุดท้าย ที่พระคุณเจ้าได้แสดงแก่สมาชิกก่อนที่ท่านจะกลับไปไชยา. จากการแสดงธรรม ปาฐกถาครั้งนี้ ทุกท่านย่อมทราบแล้วว่าพระพุทธศาสนานี้จำเป็นหรือยัง ที่ในจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จะได้มีการศึกษากันอย่างจริงจัง จากความเห็นนี้กระผมได้เสนอให้แก่มหาวิทยาลัย ๒ ข้อ คือ ๑) จุฬาลงกรณ์สมควรแล้ว ที่จะมีห้องพุทธศาสตร์ และประเพณี เพื่อจะให้นิสิตไปค้นคว้าหาความรู้ทางพุทธศาสนาและประเพณี ซึ่งปรากฏว่าท่านเลขาได้อนุมต ห้องสมุดกลาง ๑ ห้อง ๒) ให้ทุกคณะได้ศึกษาวิชาพุทธปรัชญา คือหลักสูตรพุทธศาสนา ควรจะเป็นหลักสูตรของทุกคณะ ซึ่งข้อนี้ทางมหาวิทยาลัยก็ยินดีรับไว้ในปีต่อไป ทุกคณะอาจจะ มีวิชาพุทธศาสนาเข้าสอนด้วย. ฉะนั้นในฐานะที่กระผมจะพ้นตำแหน่งประธานกลุ่มศึกษา พุทธศาสตร์และประเพณี หรือที่เรียกทั่ว ๆ ไปว่า “มหา" ในฐานะซึ่งท่านก็เป็นเจ้าของกลุ่ม ที่จะต้องรับงานด้านนี้ต่อไป ก็ขอให้ช่วยกันรักษางานด้านนี้ให้ดีสืบไป เป็นคู่ของจุฬาฯ ถึงแม้ว่าจะเป็นกิจกรรม ก็ให้เป็นแบบอย่างหรือเป็นมาตรฐานของมหาวิทยาลัยอื่น ซึ่งจะ ดำเนินงานตามแบบของเราต่อไป. เพราะว่า ขณะนี้ก็ได้มีมหาวิทยาลัยอื่น ๆ กำลังเพ่งดูการ ทำงานของเราซึ่งรุดหน้าไปไกลมาก และเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้นี้กลุ่มศึกษาพุทธศาสนา และประเพณีก็อาจจะมีทุกกรมกอง หรือทุกมหาวิทยาลัยก็ได้ ถ้าหากว่าเราทำงานกันเข้มแข็ง ละแสบต่อไป. ขอขอบคุณทุกท่านที่สนใจในกิจการ ในโอกาสนี้ผมขอขอบคุณต่อคณะครุศาสตร์ ที่ได้อนุมัติให้หอประชุมนี้ เป็นสถานที่สำหรับจัดงานของกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ และผม ขอขอบคุณต่อ คุณณรงค์ เทียนส่ง ผู้แทนคณะครุศาสตร์ ซึ่งได้ช่วยจัดให้การแสดงธรรม ปาฐกถาครั้งนี้เรียบร้อยเป็นอย่างดี ขอขอบคุณทุกท่าน.
Buddhadasa