Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๑๕ — เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.470 วันนี้ และแสดงธรรมบรรยายที่เห็นว่า เหมาะสมแก่พวกเราที่นี่ สิ่งที่รู้สึกสะดุดใจหรือสนใจที่สุด ก็คือคำว่า "วิทยาลัยเทคนิค" หรือโดยเฉพาะก็คือคำว่า "เทคนิค". คำนี้เป็นคำที่น่าสนใจอย่างไรนั้น จะได้อธิบาย ให้พังตามทรรศนะของธรรมะ หรือตามหลักธรรมในพุทธศาสนา อาจจะยังมีคนไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดอยู่บ้างก็ได้ เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ กับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะในพระพุทธศาสนา. หัวข้อที่จะกล่าววันนี้ก็มีว่า เทคนิค นั่นแหละ คือธรรมะ หรือ ธรรมะ นั่นแหละ คือ เทคนิค ฉะนั้นขอให้สังเกตหรือฟังให้ดีพิจารณาให้ดี. ในชั้นแรกนี้ที่จะ ต้องนึกถึงก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่า เทคนิค นั้น เรายังรู้จักกันน้อยไป หรือสนใจกันแต่ บางประเภท เทคนิคที่สัมพันธ์กันอยู่หลาย ๆ อย่างซึ่งควรจะรู้ทั้งหมด เราก็มัก จะรู้หรือสนใจกันแต่เพียงอย่างเดียว และวิทยาลัยของเราก็สอน หรืออบรมเฉพาะ ๔๔๗

น.471 เกี่ยวกับวิชาอาชีพ แต่เนื้อแท้นั้นสิ่งที่เรียกว่าเทคนิคนั้น มันมีมากกว่านั้น ถึงกับจะต้องกล่าวว่า เทคนิคของความเป็นคน หรือ เทคนิคของความเป็นมนุษย์ มากกว่า. ที่ว่าสัมพันธ์กันนั้น ยกตัวอย่าง เช่น เรามีเทคนิคในการทำการงาน จนประสบความสำเร็จในการงาน แต่เราก็ไม่มีเทคนิคในการที่จะทำให้ การงานนั้นไม่เป็นทุกข์แก่เรา หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่าเรามีเทคนิคในการ หาเงิน แต่แล้วเราก็ไม่มีเทคนิคในการที่จะป้องกันไม่ให้เงินนั้นเกิดเป็นพิษ ร้ายขึ้นแก่เรา เราจึงต้องเป็นทุกข์ทั้งที่มีเงินหรือหาเงินได้ อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและหากัน เช่นเงิน เช่นชื่อเสียง เหล่านี้ หรือความสะดวกสบาย อย่างอื่นที่เรียกว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการนั้นหามาได้ แต่แล้วกลับมาเป็นพิษร้าย คือทำ ให้มนุษย์มีความทุกข์อย่างอื่นเกิดขึ้นมา อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในเวลานี้ว่าโลกสมัยนี้ ยิ่งก้าวหน้าทางวิชาการทางวัตถุ แต่แล้วก็ยิ่งมีความทุกข์ความเดือดร้อนมากในทางจิตใจ หรือแม้ที่สุดแต่เรื่องสงคราม ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เจริญงอกงามไปตามความเจริญของวัตถุด้วย. นี้เรียกว่าเทคนิคนั้นไม่สัมพันธ์กันเสียแล้ว เรามีเทคนิคแต่เรื่องหา, สร้างวัตถุ, แต่ แล้วเราก็ไม่มีเทคนิคในการที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้น นี้เรียกว่าเทคนิคแห่งความเป็น มนุษย์ไม่สมบูรณ์ เพราะขาดเทคนิคส่วนที่จะควบคุมสิ่งที่เราต้องการหรือได้มา. ถ้า ท่านเข้าใจข้อความนี้ ท่านจะเข้าใจได้เองทันทีว่า ธรรมะนั้นคืออะไร ? หรือเป็น เทคนิคอย่างไร ? คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ไม่สนใจธรรมะ เพราะเข้าใจผิดไปว่าไม่เกี่ยวข้อง กับเรา หรือไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เป็นของมีไว้ดูเล่น มีไว้บูชา มีไว้ประกอบพิธี ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ใครเข้าใจอย่างนี้ก็เป็นคนโง่ที่สุดในโลกนี้ ; เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าธรรมะนั้น เป็นระบบเทคนิคอันหนึ่งที่จะควบคุมสิ่งที่เรา

น.472 กำลังทำ กำลังหา กำลังสร้างนั้น อย่าให้เกิดความทุกข์ขึ้น. ถ้าท่านเข้าใจ ความข้อนี้ ท่านก็จะชอบใจธรรมะขึ้นมาเอง จะรักและนับถือพระพุทธเจ้าขึ้นมาเอง. แต่ถ้าไม่เข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว แม้ใครจะชักชวนหรือจะบังคับอย่างไร ท่านก็จะไม่ชอบธรรมะ จะไม่ต้องการพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น ; เพราะฉะนั้น จึงให้หัวข้อเรื่องว่า เทคนิคนั้นคือธรรมะ ธรรมะนั้นคือเทคนิค แม้แต่เทคนิค ทางวัตถุ ทางวิชาอาชีพนี้, ก็ยังเป็นธรรมะ ซึ่งจะได้ว่าให้ฟังเป็นลำดับไป. แต่ในตอนนี้อยากจะขอร้องให้ช่วยกันซ้อมความเข้าใจในคำว่าเทคนิค ให้ตรงกันเสียก่อน : เราจะต้องนึกถึงคำสองคำ คือ คำว่าเทคนิค ซึ่งตัว c อยู่ท้าย กับเทคนิค ซึ่ง que อยู่ท้าย. เทคนิคส์ Technics เราแปลกันว่า วิชาการ ส่วนเทคนิค Technique นั้น เราแปลว่า วิธีการ. เราจะมีความรู้แตกฉานแต่วิชาการไม่ได้ เราต้องมีความแตกฉานในส่วนวิธีการด้วย และต่อเมื่อเอาเทคนิคส์กับเทคนิคมารวมกัน มันจึงจะเป็น Technical ที่ถูกต้อง คือสมบูรณ์ทั้งวิชาการและวิธีการ. วิชาการคือ ความรู้ วิธีการคือการกระทำ และทั้งหมดนั้นต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎ ของธรรมชาติ. ทั้งเทคนิคส์และเทคนิคจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ เราจะรู้หรือไม่รู้ไม่สำคัญ แต่ข้อเท็จจริงหรือความจริงนั้น ต้องเป็นไป ตามกฎของธรรมชาติ ; และกฎของธรรมชาตินั่นเองคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมหรือธรรมะ ก็แล้วแต่จะเรียก เรียกว่า ธรรมเฉย ๆ หรือธรรมะก็ได้. ตรงนี้สรุปความว่า ต้องสมบูรณ์ทั้งเทคนิคส์และเทคนิค คือทั้ง วิชาการและวิธีการ ถ้าท่านยอมรับหลักอันนี้ ว่าสองอย่างนี้รวมกันแล้วจึงจะเป็น Technical ที่สมบูรณ์ หรือที่ถูกต้องที่จะใช้ประโยชน์ได้แล้ว ท่านก็จะเกิดความเข้าใจ และพอใจในพระพุทธเจ้า.

น.473 พระพุทธเจ้าท่านมีคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งเรียกว่า วิชชาจรณะ สัมปันโน, ถ้าท่านเคยสวด อิติบีโสท่านก็จะได้ยินชินหูว่า อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณะสัมปันโน. วิชชาจรณะสัมปันโนฟังดูให้ดีๆ วิชชาจรณะสัมปันโน แปลว่า สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ วิชชานั้นคือเทคนิคส์ ส่วนจรณะนั้นคือเทคนิค วิชชาแปลว่าความรู้ จรณะแปลว่าการกระทำหรือการประพฤติ สัมปันโน แปลว่าสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเป็นผู้ที่สมบูรณ์ทั้งเทคนิคส์และ เทคนิค ท่านจึงเป็นบุคคล Technician อย่างสมบูรณ์ที่สุด การที่ใครจะไปสมบูรณ์ แต่ทางวิชาอย่างนี้ก็ไม่ถูกแน่ เพราะว่าอาจจะกระทำไม่ได้ก็ได้ มีแต่ความรู้แล้วกระทำ ไม่ได้ก็ได้ ถ้าจะมีแต่การกระทำไม่มีความรู้มันก็ทำไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องระบุชัดลงไปว่า "วิชชาจรณะสัมปันโน" สมบูรณ์ทั้งความรู้และการกระทำ, คือมีทั้ง เทคนิคส์และเทคนิคอย่างที่กล่าวแล้ว. ฉะนั้นหลักของการมีเทคนิคนี้จึงเป็นหลักในพระพุทธศาสนา หรือเป็นหลัก ที่ยิ่งกว่านั้น ก็คืออยู่ที่เนื้อที่ตัวของพระพุทธเจ้านั่นเอง ฉะนั้นขอให้สนใจในคำว่า วิชชาจรณะสัมปันโน แล้วเราก็จะรู้ว่า เทคนิคนั้นเกี่ยวข้องกับธรรมะอย่างไร สิ่งที่เรียกว่าเทคนิคเป็นภาษาต่างประเทศ เราก็ยังไม่ได้แปลเป็นภาษาไทยที่เป็นที่พอใจ ก็แปลแต่เพียงว่าวิชาการ เทคนิค ก็คือวิธีการ วิชาการกับวิธีการผสมกันก็คือ Technical ที่สมบูรณ์ ที่ได้กล่าวมาเมื่อตะก็นี้ว่าทั้งสองอย่างนี้ ต้องเป็นไปตามกฎแห่งธรรม. ที่นี้จะอธิบายคำว่า "ธรรม" ท่านจงกำหนดไว้เป็นหลักว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมนี้, มันหมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร แต่เรามักจะเข้าใจกันว่า ธรรมหรือ พระธรรมนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อย่างนี้มันน้อยเกินไป มันเพียงแต่สิ่งที่เป็น คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และยังไม่รู้ว่าสอนอย่างไรด้วยซ้ำไป แต่คำว่า "ธรรม" นั้น หมายถึงสิ่งทุกสิ่ง คือทั้งที่มนุษย์รู้จักหรือจะไม่รู้จักก็ตาม นี่ขอให้ถือเป็นความรู้ที่เพิ่งจะ

น.474 ได้ยินใหม่วันนี้ก็ตามใจ ว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นคือทุกสิ่ง และเพื่อเข้าใจความหมาย ของคำว่าทุกสิ่ง เราแจกออกไปได้เป็นว่า : (๑) สิ่งธรรมชาติทั่วไป (๒) กฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น (๓) หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั้น และ (๔) ผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๑) ตัวธรรมชาติแท้ ๆ นี้อย่างแรก จะเป็นวัตถุก็ได้ มิใช่วัตถุก็ได้ สิ่งที่เป็นความคิดนึกล้วน ๆ ก็ได้ ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาตินี้ เราเรียกว่าธรรมชาติหมด. Nature หรือธรรมชาติในลักษณะเช่นนี้ อาจจะไม่เหมือนกันกับที่เขาพูดกันอยู่ในโลกก็ได้ แต่ว่าตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนาจะเรียกทุกอย่างนี้ว่าธรรมชาติหมด. อย่างคนเรา คนหนึ่งร่างกายก็เป็นธรรมชาติ จิตใจก็เป็นธรรมชาติ ความคิดก็เป็นธรรมชาติ และ สิ่งต่าง ๆ ที่นอกออกไปจากตัวเราเป็นแผ่นดิน ต้นไม้ ภูเขา ทุกอย่างที่มนุษย์รู้จักนี้ เรียกว่าธรรมชาติหมด จนกระทั่งว่ามีรูปก็มี ไม่มีรูปก็มี เปลี่ยนแปลงก็มี ไม่เปลี่ยนแปลง ก็มี อย่างนี้เป็นต้น หมดเลย ; นี่เรียกว่าธรรมชาติ. ๒) กฎของธรรมชาติ (Law of Nature) คือว่ากฎของธรรมชาติ ที่มี อยู่ในธรรมชาตินั้น, เช่นความเปลี่ยนแปลง ถ้าเปลี่ยนแปลงจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือแม้แต่กฎวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ก็ยังเรียกว่า กฎของธรรมชาติ นี้เราก็ต้องรู้จัก. ๓) หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ นี้คงจะเข้าใจได้เองว่า ธรรมชาติมันมีอำนาจที่เฉียบขาด ที่เด็ดขาด ถ้าใครทำไม่ถูกต้องกับเรื่องของมัน ก็จะ เกิดปัญหาไปในทางที่เป็นทุกข์. ถ้าทำถูกต้องก็จะได้ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ ;

น.475 ฉะนั้นมนุษย์จึงต้องรู้หน้าที่ ที่ตนจะต้องกระทำตามธรรมชาติ แม้ที่สุดแต่ว่าหน้าที่ ที่จะต้องกินอาหาร จะต้องถ่ายอุจจาระปัสสาวะหรืออะไรก็ตาม, นี้เป็นหน้าที่ทางร่างกาย ที่นี้หน้าที่ทางจิตใจ คือเราจะต้องดำรงจิตใจไว้ในลักษณะอย่างไรให้ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาติ จึงจะไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. ๔) ผลที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ มันก็ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เช่นว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาเป็นวัตถุมันก็ต้องเป็นไปตามอำนาจกฎของธรรมชาติ, เป็นผล ทางวัตถุขึ้นมา, หรือว่าเราประพฤติในทางจิต ทางใจ ได้ผลเป็นความสงบสุขขึ้นมา อย่างที่เรียกว่ามรรค ผล นิพพานในพระพุทธศาสนา, นี้ก็เรียกว่าเป็นผลที่เกิดมา จากการทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎธรรมชาติ. ขอให้เข้าใจว่าเราแบ่งสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนี้ออกเป็น ๔ ประเภทอย่างนี้, แล้วทั้งหมดนั้นล้วนแต่เนื่องอยู่กับธรรมชาติ : หนึ่ง คือตัวธรรมชาติเอง, สองคือ กฎของธรรมชาติ, สามคือ หน้าที่ของมนุษย์ตามธรรมชาติ, สี่คือ ผลที่ มนุษย์จะพึงได้รับตามกฎของธรรมชาติ. ฉะนั้นอะไร ๆ ทั้งหมดจะรวมอยู่ใน ๔ ประเภทนี้ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ก็รวมอยู่ในคำว่าธรรมนี้เหมือนกัน คือพระเจ้า ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ มีหน้าที่อำนาจเฉียบขาดตามธรรมชาติ. คนเราก็รวม อยู่ในสิ่งเหล่านี้ ความรู้ความคิดการกระทำของคนเรา ก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ผลที่เกิด ขึ้นเป็นความเจริญหรือเสื่อมทรามอะไรก็สุดแท้ก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ นี้คือคำว่าธรรมในภาษาบาลี ฉะนั้นจึงกล่าวว่าธรรมคือทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติ และเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. ฉะนั้นถ้าเรารู้เรื่องเหล่านี้ดี เราก็เรียกว่ารู้ส่วน ที่เป็นเทคนิคของสิ่งเหล่านี้. ถ้าเรารู้หน้าที่ ที่จะต้องกระทำต่อสิ่งเหล่านี้ดี

น.476 ก็เรียกว่ารู้เทคนิคของสิ่งเหล่านี้ เมื่อรวมกันทั้งเทคนิคส์กับเทคนิค (Technics & Technique) ก็คือความสมบูรณ์ ที่จะนำมาซึ่งชัยชนะหรือความสำเร็จในการที่เราจะเป็น มนุษย์อยู่ในโลกนี้ คือสามารถทำตนให้ไม่มีความทุกข์ได้. อย่างนี้จึงเห็นได้ว่าเป็นคำกล่าวที่มีวงกว้างมากที่สุด คือกินความไปถึงทุกสิ่ง ไม่ใช่เพียงแต่ความรู้เท่าที่จะทำให้เราประกอบการงานที่เป็นอาชีพได้เท่านั้น. ฉะนั้นขอให้นักศึกษาจำคำว่า ธรรม หรือ ธรรมะใน ๔ ความหมายนี้ไว้ เป็นต้นทุนสำหรับศึกษาหาความรู้ในวิชาเกี่ยวกับธรรมะต่อไปในคราวอื่น ๆ. อาตมาขอ ยืนยันว่า ถ้ามีความเข้าใจในส่วนนี้เป็นพื้นฐานเป็นต้นทุนแล้ว จะเข้าใจธรรมะที่มากมาย ได้โดยไม่ยาก โดยง่ายโดยสะดวก ดังนั้นเราจะต้องเห็นกันให้ชัดลงไปว่า ธรรมะ นั่นแหละคือเทคนิค เทคนิคนั่นแหละคือธรรม แต่เดี๋ยวนี้เราไม่เคยนึกกันอย่างนี้ เราว่า เทคนิคก็คือวิชาที่สอนให้เราทำอะไรเป็น ตามที่เราต้องการ แต่แล้วก็เป็น เรื่องทางวัตถุทั้งนั้น มันจึงเป็นเรื่องหาเงินหรือหาชื่อเสียงแต่อย่างเดียว โดย ไม่รู้จักควบคุมสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้นถ้าเราจะพูดถึงเทคนิคโดยสมบูรณ์ เรา ต้องมีความรู้ที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นด้วย. ฉะนั้นนักศึกษาเทคนิคทั้งหลาย นอกจากจะมีวิชาความรู้เทคนิคฝ่ายที่จะสร้าง หรือจะหามา แล้วยังจะต้องมีความรู้ที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจของเราด้วย คืออย่าให้เป็นพิษแก่จิตใจของเราขึ้นมา เช่นมีเงินแล้วเงินกลายเป็นพิษขึ้นมา ทำให้คน ต้องติดคุกติดตราง ต้องฆ่าตัวตาย ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ต้องเป็นโรคจิต ก็เพราะ เงินที่เขามีอยู่นั้นเหมือนกัน ชื่อเสียงก็เหมือนกัน ฉะนั้นจึงต้องนึกถึงเทคนิคส่วนนี้ด้วย นี่คือความจำเป็นที่ทำให้ต้องมีการสั่งสอนอบรมเทคนิคในส่วนนี้กันบ้าง การ บรรยายธรรมะในวันนี้จึงได้มีขึ้น, เพื่อประโยชน์แก่ส่วนนี้เอง. แต่แล้วก็เป็นที่น่า

น.477 ประหลาดใจที่ว่ามันเป็นคำ ๆ เดียวกัน, คือคำว่า "เทคนิค" ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าทางฝ่ายวัตถุ ท่านทั้งหลายก็เรียนก็ทำสำเร็จอยู่แล้ว แต่ฝ่ายจิตใจนั้นอาจจะยังขาดอยู่ก็ได้ คือยังไม่ได้รู้ และยังไม่ได้ทำ มันอาจจะปวดหัวเพราะการเรียนนั้นก็ได้ การทำนั้นก็ได้ อาจจะร้องไห้ เพราะการเรียนหรือการทำนั้นก็ได้ ถ้ามันยังแยกกันอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกัน อยู่อย่างนี้. เพราะฉะนั้น เราจึงสนใจธรรมะหรือเทคนิคในทางฝ่ายธรรมะ คือที่เป็นฝ่ายจิตใจหรือ ฝ่ายวิญญาณอีกด้วย. ทีนี้เราก็จะมองกันต่อไปว่า เทคนิคชนิดไหนก็ตาม จะต้องเป็น ไปตามกฎของธรรมชาติ ฝืนกฎธรรมชาติไปไม่ได้. อย่าได้อวดดีในเรื่องนี้ ถ้าขืนอวดดีในเรื่องนี้ก็จะเป็นคนโง่ที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ ๒. จะต้องดูให้ดีว่า มันจะต้อง เป็นไปตามกฎธรรมชาติอย่างไร เราอาจจะยืนยันได้ว่า ถ้าฝืนธรรมะแล้ว ก็จะต้อง ฝืนธรรมชาติ ถ้าฝืนธรรมชาติแล้วก็จะต้องฝืนธรรมะ ถ้าฝืนธรรมะหรือ ฝืนธรรมชาติแล้วจะไม่มีเทคนิค จะไม่เป็นเทคนิค. ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจไปตาม คนสมัยใหม่บางคน พูดอย่างเขลา ๆ ว่า เราจะควบคุมธรรมชาติ เราจะเอาชนะธรรมชาติ แล้วคนบางคนก็เข้าใจไปตามนั้นว่า เราจะเอาชนะธรรมชาติได้. นี้ฟังดูให้ดี ถ้าฟัง ไม่ดีแล้วจะเข้าใจผิด ว่าเราอาจจะฝืนธรรมชาติได้ เราอาจจะเอาชนะธรรมชาติได้ ควบคุมธรรมชาติได้; อย่างนี้เป็นไปไม่ได้. เราไม่อาจจะฝืนธรรมะได้, ไม่อาจจะเอาชนะธรรมะได้, นอกจากจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือธรรมะ หรือเทคนิคของธรรมชาติ. เราเอาชนะมันได้ตามที่เราต้องการนั่นก็เพราะ เราทำถูก - ถูกตามกฎของมัน. ถ้าพูดอย่างว่ามันเป็นคน ก็คือทำถูกใจมัน มันจึงอำนวยประโยชน์ให้แก่เรา.

น.478 หมือนกับที่ว่าเรานับถือพระเจ้า อ้อนวอนพระเจ้า ทำถูกใจพระเจ้า เราจึง ได้รับประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ จากพระเจ้า ถ้าแปลความให้ถูกต้อง พระเจ้า ในที่นี้ ก็คือกฎธรรมชาติ เราอ้อนวอนพระเจ้าก็ด้วยการพยายามทำให้ดีที่สุดให้ถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ เราจึงจะทำอะไรได้ แม้การสร้างสรรค์ในทางวัตถุก็เหมือนกัน จะสร้างนั่นสร้างนี้ขึ้นมาเป็นความเจริญอย่างสมัยใหม่นี้ มันก็ดู ๆ คล้ายกับว่าเรา แก้ธรรมชาติ, ฝืนธรรมชาติ, ชนะธรรมชาติ, ที่จริงนั้น เปล่าเลย เรากลับจะต้องทำให้ถูกต้องตามธรรมชาติ, ตามกฎธรรมชาติที่เร้นลับ อยู่อีกส่วนหนึ่งต่างหาก เราจึงประสบความสำเร็จในการที่เอาธรรมชาติ มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่เราได้. ถ้าเราจะพูดว่าควบคุมธรรมชาติชนะ ธรรมชาติได้มันก็มีความหมายเพียงอย่างนี้เท่านั้น คือเราไปทำถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติเข้าแล้วโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเราเอามันมาใช้ได้ เรา ก็คิดว่าเราชนะมัน ที่แท้มันชนะเราอยู่ตลอดเวลา. สิ่งที่เรียกว่า เทคนิคก็คือสิ่งที่เราชนะธรรมชาติกันในลักษณะอย่างนี้ โดยเราทำถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ จนเราเอาประโยชน์จากมันได้. ทีนี้ท่านคงจะมองเห็นได้บ้างแล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักเทคนิคอย่างไร สมบูรณ์อย่างไร เราจะเป็นนักเทคนิคเพียงกระผีกเดียวของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ จะเท่ากับ ปีกรั้นในเมื่อเอาไปเปรียบกับภูเขาเลากาทำนองนั้น คนโบราณมีเทคนิคมากกว่าคนสมัยนี้ ฟังดูไม่น่าเชื่อและก็คงจะไม่มีใครเชื่อกี่คนนัก ว่าคนโบราณมีเทคนิคมากกว่าคนสมัยนี้ คงจะไม่ค่อยมีใครเชื่อเพราะว่ามันไม่เคยมีคำว่าเทคนิคในคำพูดของคนโบราณ แต่แล้ว อย่าลืมตัวอย่างที่ได้ยกขึ้นให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ คือ ทั้งเทคนิคส์และเทคนิค ซึ่งเข้าใจกันดีแล้ว. ที่นี้ไม่ต้องถึงพระพุทธเจ้า, คนโบราณ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ท่านก็ยังมีเทคนิคมากกว่าพวกเราสมัยนี้ :

น.479 ยกตัวอย่างให้ฟังสักเรื่องหนึ่งว่า เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ อายุ ๑๔ - ๑๕ ปี ไปเยี่ยมย่ายายต่างตำบลออกไป เขาให้พรอย่างที่ฟังแล้วสะดุ้งจนงงว่า "ให้ได้เมียที เป็นหญิง นะลูกนะ" ฟังดู "ให้ได้เมียที่เป็นหญิงนะลูกนะ" นี่เป็นเทคนิคอย่างยิ่ง ที่จะรู้ว่าผู้หญิงนั้นคืออะไร. เรางงเลยว่า ใคร ๆ ก็มีภรรยาเป็นผู้หญิงกันทั้งนั้น และคนเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรบ้าง ดูจะไม่สนใจที่จะได้ภรรยาที่เป็นหญิง อะไรก็เอา ทั้งนั้นเลย, แล้วยังไม่รู้ความหมายของคำว่าหญิงกับชายนี้ต่างกันอย่างไรด้วยซ้ำไป และ ยิ่งมาถึงสมัยนี้ยิ่งปนกันยุ่ง คือผู้หญิงทำอย่างเดียวกับผู้ชาย ผู้ชายทำอย่างเดียวกับผู้หญิง, จนไม่รู้ว่าจะเป็นหญิงหรือเป็นชายกันแน่ นี่เสียเวลาสักหน่อย อยากจะพูดให้ฟังว่า ถ้าตามความหมายทางศาสนาอย่างคริสเตียนนี้ ก็เขียนไว้ชัดในคัมภีร์เยเนซีสนั้นว่า พระเจ้าสร้างผู้หญิงขึ้นจากกระดูกซี่โครงของผู้ชายซึ่งสร้างขึ้นมาด้วยดิน พระเจ้าเอาดิน ขึ้นมาสร้างเป็นมนุษย์ผู้ชาย และดึงเอากระดูกซี่โครงของผู้ชายมาสร้างเป็นมนุษย์ผู้หญิง คิดดูมันต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร ; นี่ไปอ่านดูเอาเองก็แล้วกัน ข้อความของ คัมภีร์ไบเบิ้ล ในเยเนซีสตอนท้ายจะเรียกผู้ชายว่า Son of God เรียกผู้หญิงว่า Daughter of man คนละคำ คนละศัพท์เลย มันจะเหมือนกันไม่ได้. นี่เขามีความ มุ่งหมายชัดอยู่แล้วว่า ผู้หญิงต้องมีลักษณะอย่างผู้หญิง, ต้องทำหน้าที่ อย่างผู้หญิง ผู้ชายต้องทำหน้าที่หรือมีลักษณะอย่างผู้ชาย. ทีนี้ในทางพุทธศาสนาเราก็มี, ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า : ผู้หญิงเป็น พระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นจักรพรรดิ์ไม่ได้ เป็นพรหมไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น; เพราะว่า มันทำหน้าที่ต่างกัน. และพระพุทธเจ้าท่านยังทรงรับรองขนบธรรมเนียมประเพณี ในอินเดียสมัยนั้นที่ว่า ผู้หญิงจะไม่นั่งในรัฐสภา ผู้หญิงจะไม่ไปแคว้นกัมโพช คือไป ศึกษาอย่างชั้นสูงเหมือนอย่างไปเรียนเมืองนอกสมัยนี้. ผู้หญิงจะไม่ทำการงานที่สำคัญ หน้าที่การงานที่สำคัญ อย่างเป็นนายกรัฐมนตรีอะไรทำนองนี้ ก็เพราะว่าเขาสร้างผู้หญิง

น.480 มาเพื่อทำอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้ชายไม่ทำหรือทำไม่ได้. ทีนี้ถ้าทั้งสองฝ่ายมารวมกันก็เป็น ความสมบูรณ์ : การที่ทำแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันเป็นเพียงครึ่งเดียว ฉะนั้นความหมาย ของคำว่าหญิง ว่าชาย นี้ จึงมีความสำคัญมาก. ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราจึงมีเทคนิค มาก ที่ว่าให้หาเมียที่เป็นหญิง ; ส่วนคนสมัยนี้ไม่ได้คิด ฉะนั้นจึงถือว่าไม่มีเทคนิค เป็นคนเพ้อเจ้อ ทำอะไรละเมอ ๆ ฟุ้งไปตามความต้องการของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีความหมาย ไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีเทคนิค ; ถึงจะหาเงินได้ก็หามาเพื่อเป็นพิษร้าย แก่ตน จะต้องร้องไห้หรือจะต้องฆ่าตัวตายเพราะเงิน เพราะชื่อเสียง. เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เหล่านี้จะมาเป็นพิษขึ้นทั้งนั้น ถ้าขาดเทคนิคในส่วนนี้. นี่ขอให้ยอมรับ กันเสียสักทีว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก็เป็นนักเทคนิค แล้วเป็นเทคนิคที่สำคัญกว่า เสียด้วย คือเทคนิคในทางธรรมะ. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่พูดเมื่อตะกี้ว่า เทคนิคนั้นมีความมุ่งหมายใหญ่ คือเทคนิค สำหรับความเป็นมนุษย์หรือความเป็นคน ; ฉะนั้นถ้าเราจะตั้งปัญหาทางเทคนิคที่สมบูรณ์ เราจะต้องตั้งปัญหาว่า ความเป็นคนนี้เป็นทำไม หรือว่าเกิดมาทำไม อย่างนี้ จะดีกว่า ตั้งปัญหาข้อแรกว่าเกิดมาทำไม. ถ้าไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ก็เป็นคนโง่ที่สุด ครั้งที่ ๓ ในโลก เพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. นี้ลองถามตัวเองดูทุกคนว่า เกิดมาทำไม อาจจะยังไม่เคยคิด หรือถ้าคิดเดี๋ยวนี้ก็คงจะไปได้หลาย ๆ ทาง หลาย ๆ แนว. ถ้าถาม เด็กเล็ก ๆ ก็คงจะคิดว่าเกิดมานี้เพื่อสนุก เพื่อเล่นเพื่อกินให้สนุก กินเนื้อสะเต๊ะ ให้หมดจานแล้วก็ไปขี่ประตูแกว่งเล่นอ๊อดแอ๊ด ๆ เท่านี้ก็พอแล้ว : ดีที่สุดแล้วสำหรับ การที่เกิดมา เกิดมาเพื่ออย่างนี้. หรือที่โตขึ้นมาเป็นคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวก็จะต้องเพื่อ ความสำราญตามที่ต้องการ. ถ้าว่าเป็นคนอายุมากแล้วเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เขาก็จะ มีความรู้สึกว่า เกิดมาเป็นวัวเป็นควายแท้ ๆ คือมาเป็นผู้รับภาระหนักให้ลูกให้หลาน สบาย ; คนที่เป็นพ่อบ้านแม่เรือนจะรู้สึกว่า เกิดมาเพื่ออย่างนี้. ที่นี้พอถึงคนชรา แก่หง่อมแล้ว เกิดมานี้ไม่สนุกเลย เกิดมาให้เขาหัวเราะ เกิดมาให้เด็ก ๆ เขารำคาญ.

น.481 เรื่องนี้อยากจะเล่านิทานสั้น ๆ ๕ นาทีให้ฟังเพื่อช่วยให้จำง่าย คือนิทาน เรื่องสร้างโลก มีว่า พระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาใหม่ ๆ แล้วก็สร้างมนุษย์ขึ้นมา เพื่อให้ โลกนี้ไม่ว่างเปล่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมา ทันทีนั้นก็งงเหมือนกับพวกเราเดี๋ยวนี้ คือ ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร ตัวเองจะเป็นอะไร เป็นมนุษย์นั้นคือเป็นอย่างไร เป็นเพื่ออะไร ก็ไม่รู้ จึงต้องถามพระเจ้าว่า เป็นอะไร ? พระเจ้าว่า เป็นมนุษย์. เป็นทำไม? ก็เป็นเพื่อให้โลกนี้มีประโยชน์และงดงาม เป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก ให้โลกนี้ มีประโยชน์และงดงาม. มนุษย์ถามว่าให้อยู่นานเท่าไร ? พระเจ้าว่าให้อยู่นาน ๓๐ ปี มีอายุ ๓๐ ปี. พระเจ้าเห็นว่ามนุษย์นี้ต้องมีเครื่องมือสำหรับทำมาหากิน ก็เลยสร้างสัตว์ เช่น วัว ควาย ขึ้นมา วัวควายก็ไม่รู้ตัวเอง ก็ต้องถามพระเจ้าว่าเป็นอะไร ? เป็นวัว เป็นควาย เป็นทำไม ? รับใช้มนุษย์ทำการงาน, ให้มนุษย์ได้ทำการงานหน้าที่ ของตน. อยู่นานเท่าไร ? อยู่นาน ๓๐ ปี วัวควายนี้บอกว่ามากนัก ๓๐ ปีทำงานหนัก, ให้ลด. พระเจ้าลดให้ ๒๐ ปี และจะมีอายุประมาณ ๑๐ ปี. ทีนี้มนุษย์เมื่อตะกี้ที่พอใจ ในความเป็นมนุษย์ของตัว ก็ไปต่อรองกับพระเจ้าว่าขออายุที่ลดให้วัว ๒๐ ปีนั้นเอามา ให้มนุษย์เถอะ เอามาเพิ่มให้มนุษย์ มนุษย์ก็ได้มาอีก ๒๐ ปี เป็น ๕๐ ปี. ต่อมาพระเจ้าเห็นว่า เมื่อมนุษย์มีทรัพย์สมบัติแล้ว ไม่มีสัตว์อารักขาทรัพย์ สมบัติของมนุษย์ มนุษย์ก็จะลำบาก จึงสร้างสัตว์อารักขา เช่น สุนัขเฝ้าบ้านขึ้นมา สุนัขก็ถามพระเจ้าว่าเป็นอะไร ? เป็นสุนัข เป็นทำไม ? เฝ้ายามระวังรักษาทรัพย์ สมบัติของมนุษย์. นานเท่าไร ? ๓๐ ปีอีก. สุนัขว่าไม่ไหว อดนอน ๓๐ ปีมากนัก ก็ต่อรอง พระเจ้าก็ลดให้ ๒๐ ปี เป็นสุนัข ๑๐ ปี. ๒๐ ปียกเลิก. มนุษย์ก็ค่อย ๆ คลานเข้าไปขอร้องอีกว่า ที่ลดให้สุนัข ๒๐ ปี เอามาให้คนอีกเถอะ ; ก็ได้มาอีก ๒๐ ปี. ต่อมาพระเจ้าเห็นว่า มนุษย์มีทรัพย์สมบัติ มีสัตว์อารักขาแล้ว ก็ควรจะมี สิ่งสนุกสนานบ้าง ก็เลยสร้างสัตว์เช่นลิงขึ้นมา สำหรับมนุษย์จะได้หัวเราะ. ลิงถามว่า

น.482 ป็นอะไร ? พระเจ้าว่าเป็นลิง. เป็นทำไม ? เป็นเพื่อให้มนุษย์มีความสำราญได้ หัวเราะ. กี่ปี ? ก็ ๓๐ ปีอีก ดูจะเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ลิงก็บอกว่าทำงานหนักนัก ๓๐ ปี ทำหน้าที่จำอวดนี่ ก็เลยลดให้ ๒๐ ปีอีก ให้เป็นลิงมีอายุประมาณ ๑๐ ปี. ทีนี้คนก็แข็งใจเข้าไปเป็นครั้งสุดท้ายขอ ๒๐ ปี ที่ลดให้ลิงเอามาให้คนอีก. ลองทบทวนดู พระเจ้าให้เป็นคน ๓๐ ปี แต่มนุษย์ก็ยังมาขอ, ที่เรียก ภาษาหยาบคายว่าสะเออะ หรือเสือกเข้าไปขอเอาของวัวมา ๒๐ ปี ของสุนัขมา ๒๐ ปี ของลิงมา ๒๐ ปี เลยได้มาใหม่ ๖๐ ปี รวมกันเป็น ๙๐ ปี มนุษย์เราจึงมีอายุ ประมาณ ๙๐ ปี. ทีนี้ก็ให้เป็นไปตามข้อสัญญาข้อตกลง มนุษย์ในวัยนักศึกษาเหล่านี้ มันก็ยังเป็นคนอยู่ เพราะมันยังอยู่ในระยะ ๓๐ ปี มันจึงน่าดูหรือสวยงามหรือว่าสดชื่น. พอหลังจากนั้น ๓๐ ปี ขึ้นไปถึง ๕๐ ปี ที่เอาของวัวมานี้มันจะเป็นวัวแล้ว จะต้องทำ หน้าที่อย่างวัว คือลากแอก หน้าที่การงานรับผิดชอบครอบครัวอะไรก็ตาม เป็นพ่อบ้านแม่เรือนอะไรเหล่านี้. พอเลย ๕๐ ปีขึ้นไป จะเป็นคุณย่าคุณยายอย่างนี้ มันก็นอนไม่หลับเหมือนสุนัข เพราะเอาอายุของสุนัขมา มันนอนหลับยาก เป็นห่วงลูก ห่วงหลาน ที่ไปเรียนอยู่เมืองนอกบ้าง, อยู่ที่ไหนบ้างก็ไม่รู้, มันนอนหลับยาก. ทรัพย์สมบัติก็หวงแหนเกินประมาณ วิตกกังวลเกินประมาณ นอนหลับยาก. ที่นี้ อีก ๒๐ ปี ซึ่งไปเอาของลิงมา ก็แสดงเป็นคน ป้า ๆ เป๋อ ๆ งก ๆ เงิน ๆ กินแล้ว ว่าไม่ได้กินอะไรทำนองนี้, ครบบริบูรณ์. นี่ถ้าถามว่า เกิดมาทำไม ก็ดูจากเรื่องนี้ หน้าที่ที่มันเป็นไปอย่างแท้จริงตามธรรมชาตินั่นแหละ คือข้อที่เราเอาชนะธรรมชาติ ไม่ได้ มันจึงต้องเป็นไปอย่างนั้น. ถ้าเราเป็นนักศึกษาเทคนิค อย่างแบบของพระพุทธเจ้า เราต้องควบคุม สิ่งเหล่านี้ได้ ต้องไม่มีความทุกข์ไม่มีความลำบากเพราะสิ่งเหล่านี้ เรามีความรู้ธรรมะแล้ว เราก็จะสามารถเปลื้องข้อผูกพันที่ต้องเป็นวัว ๒๐ ปีได้ ถ้าเราสามารถทำจิตใจให้อยู่ เหนือความทุกข์ชนิดนี้ได้ ด้วยธรรมะชั้นสูงที่เรียกว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรก็ตาม การงานนั้นแทนที่จะเป็นของหนักเหมือนแอกสำหรับวัวลาก มันกลายเป็นของสนุกสนาน

น.483 วามรู้สึกเห็นแก่ตัวเราเองแก่ตัวกูของกู แก่ครอบครัวของกูนี้ยังไม่ใช่ ยังไม่ใช่คำว่า "หน้าที่" ในที่นี้. หน้าที่ที่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์นั้นคือหน้าที่เพื่อ หน้าที่ เรารู้สึกว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์มีหน้าที่ที่จะต้องทำหน้าที่ของมนุษย์ แล้วก็ทำ หน้าที่นั้นให้สมบูรณ์ ; ส่วนเงินหรืออะไรนั้นเป็นของพลอยได้เป็นขี้ฝุ่นไปเท่านั้น. ตัวหน้าที่คือ ตัวสิ่งที่ประเสริฐ แล้วก็ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ หรือพูดอีกภาษาหนึ่งก็คือ ทำงานเพื่องาน. ถ้าในใจยังมีความรู้สึกรับผิดชอบและทำจริง ในข้อที่ว่าทำงาน เพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่สูงประเสริฐที่สุดในความเป็นมนุษย์ ที่จะพึงได้พึงถึง. ฉะนั้นอย่างน้อยขอให้จำใส่ใจไว้สักระดับหนึ่งว่าเราจะเป็นผู้ที่ทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่ แม้เราเรียนนี้ก็เรียนเพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เราประกอบ การงานก็เพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ ; เราจะต้องทำอย่างอื่นอีกหลายๆ อย่าง ก็เพราะ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ หน้าที่เพื่อหน้าที่อย่างนี้ใจบริสุทธิ์; ถ้าหน้าที่เพื่อเงิน เพื่อเกียรติ เพื่ออะไรแล้วมันเป็นเพื่อตัวกูของกูอย่างนี้ใจไม่บริสุทธิ์ คือเป็นกิเลส ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์. ฉะนั้นเขาจึงระบุว่าต้องหน้าที่เพื่อหน้าที่. ๔) ความรักสากล Universal love แต่คำว่า Love นี้ หมายถึงเมตตา คือควรจะระบุให้ชัดว่า Loving Kindness เมตตา ไม่ใช่ Love ความรักด้วยกิเลสตัณหา. Love ความรักสากลนี้ไม่ใช่ความรักของหญิงโสเภณี, มีความหมายเฉพาะ ที่บริสุทธิ์ ที่ประกอบด้วยเทคนิคคือธรรมะ. คือเมตตาสากลนี้เป็นสิ่งที่ทำยาก เป็นเทคนิคยิ่งกว่า เทคนิคของเราทั้งหมดรวมกันก็ได้ ; เราจะต้องมีจิตใจในลักษณะพิเศษที่มีไว้เฉพาะ จึงจะมีความรักสากล ซึ่งเป็นสิ่งที่ ๔ ในบรรดาสิ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้รับ แล้วเราก็เกิดมาเพื่อสิ่งนี้. ทีนี้ท่านมองเห็นได้ทันทีว่า มันเป็นเทคนิคที่กว้างขวาง, ที่ลึกลับซับซ้อน ที่มีอะไรมากมายสักเท่าไร ; ฉะนั้น ปัญหา เทคนิค ข้อใหญ่ของความเป็นมนุษย์เรา

น.484 ก็อยู่ตรงที่ว่า เกิดมาทำไม เป็นต้น. ถ้าสะสางปัญหานี้ได้ก็เรียกว่าเป็นผู้มีเทคนิค ที่สมบูรณ์. เดี๋ยวนี้มักจะคุยกันเสียว่าความเจริญ ในการศึกษาใหม่ ๆ ของพวกฝรั่งนี้ ทำให้มนุษย์เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเทคนิค มีวิชาความรู้ความสามารถถึงกับคุยโตว่าขึ้นถึง ขีดสุดของเทคนิค นี่เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เพราะว่ามันยังมีเทคนิคของธรรมชาติอีก มากมายที่ยังไม่เปิดเผยออกมา ที่ยังลึกลับอยู่ ซึ่งมนุษย์เหล่านี้ยังรู้ไม่ได้. ที่จริงเทคนิคในโลกปัจจุบันนี้ เป็นเพียงเรื่องทางวัตถุล้วน ๆ แล้วก็ยังไม่หมด ฉะนั้นก็ไม่ควรจะคุยโตว่าเป็นเทคนิคในโลกยุคที่สมบูรณ์หรืออะไรทำนองนั้น มันพิสูจน์ ได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่าเดี๋ยวนี้โลกมันยุ่งยากมากขึ้นใช่ไหม ? ถ้ามันเป็นไปอย่างถูกต้องตาม เทคนิคแล้ว โลกนี้มันควรจะเรียบร้อย หรือสงบเย็นลงไป. เดี๋ยวนี้มันยุ่งยากมากขึ้น เดือดร้อนมากขึ้น น่าเวียนหัวมากขึ้น มีคนเป็นโรคจิตกันมากขึ้น ; เทคนิคอะไรกัน อย่างนี้ ? ฉะนั้นเราจะต้อง มุ่งดูไปยังความสงบเป็นเครื่องวัด ว่า เทคนิคนี้ สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ทีนี้ก็ไปเข้ารูปดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เทคนิคนั้นต้อง แบ่งเป็น ๒ อย่าง คือ เทคนิคทางฝ่ายวัตถุนี้อย่างหนึ่ง และเทคนิคทางฝ่าย วิญญาณนั้นอีกอย่างหนึ่ง มันก็เลยมีความยากลำบากแก่การศึกษาหรือเข้าใจเพิ่มขึ้น เป็น ๒ เท่า : เทคนิคทางฝ่ายวัตถุอย่างเดียว เราก็รู้สึกว่ามันยากมากอยู่แล้ว คำพูด ก็ไม่พอ ไม่ค่อยพอที่จะใช้ในการทำความเข้าใจกัน; ที่นี้ยิ่งเป็นเรื่องเทคนิคทางวิญญาณ เข้าด้วย มันก็ยิ่งยากไปกว่านั้น แล้วไม่มีคำพูดในโลกนี้เลยที่จะใช้กันได้ เพราะว่าเขา ไม่เคยรู้จักและไม่ได้พูดถึง ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราจะเข้าใจได้ทันทีไม่ได้ ขอให้มีความ เห็นอกเห็นใจในข้อนี้ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาใหม่ ๆ ท่านก็จนปัญญาเหมือนกัน ท้อถอยอยู่พักใหญ่ว่า ไม่รู้จะสอนอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องใช้คำพูด มันไม่มี

น.485 คำพูดที่มนุษย์พูดกันอยู่ แล้วจะไปพูดให้เขาเข้าใจได้อย่างไร แล้วเรื่องมันก็ลึก ในระยะแรกท่านเลยคิดว่าจะไม่สอนละ จะไม่สอนสัตว์ จะไม่โปรดสัตว์ จนกว่าความคิด อันใหม่จะมีเพราะความกรุณา. ความกรุณามีมากกว่า ถ้าอย่างไรก็จะสอนเฉพาะผู้ที่ อาจจะเข้าใจได้ ก็เลยทรงสอน. นี้คือความยากลำบากของเรื่องเทคนิคทางวิญญาณ มันไม่มีคำพูดในโลกที่พูดกันอยู่ก่อน มันจึงลำบากในการสอน. จะยกตัวอย่างให้นักศึกษาทั้งหลายฝั่งสัก ๒ - ๓ คำ เช่นคำว่า "ความเกิด" การเกิดนี้ ถ้าทางวัตถุทาง Physical มันก็เป็นเรื่องเกิดจากท้องแม่ ความเกิดหมายความ อย่างนั้นเสียแล้ว. แต่ถ้าทางฝ่ายวิญญาณหรือเรื่องทางจิตใจ ความเกิดนั้น เขาหมายถึงความคิดในใจที่เกิดคิดขึ้นมาว่า ฉันกำลังเป็นอะไร ฉันเป็น อย่างไร คิดครั้งหนึ่งก็เรียกว่าเกิดครั้งหนึ่ง เช่นคิดอย่างโจรก็เกิดเป็นโจร คิดอย่างมนุษย์ก็เกิดเป็นมนุษย์ คิดอย่างสัตว์เดียรัจฉานก็เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ลงไป ทันทีที่นั่นและเดี๋ยวนั้น คิดอย่างเทวดาก็เกิดเป็นเทวดาแล้วอย่างนี้เป็นต้น. นี่คำว่า "ความเกิด" ในภาษาเทคนิคทางฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างนี้. ทีนี้คำว่าชีวิต "ชีวิต" ภาษาวัตถุ ภาษา Physics ชีวิตก็คือยังไม่ตาย คือยังสดอยู่ ; ตามภาษาชีววิทยาโปโตพลาสม์ในเซลล์ ๆ หนึ่งยังสดอยู่ ก็คือมีชีวิตอยู่ ยังกินอาหารยังเจริญงอกงาม นี้เรียกว่าชีวิต. แต่ในทางวิญญาณทางธรรมะ เขาไม่ อธิบายอย่างนั้น เขากลับจะถือว่านั่นคือความตายด้วยซ้ำไป. "ชีวิต" คือ "ความ ไม่ตาย" ไม่ตายจริงๆ ที่เรียกว่า "ชีวิตนิรันดร์" ไม่มีความตายเลย นี่เป็นภาษาธรรมะ. เช่นในทางพุทธศาสนาก็มีว่า ถ้าเรามีความรู้ธรรมะจนเห็นว่า มนุษย์นี้ไม่ได้ เป็นมนุษย์ เป็นเพียงธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตายอย่างนี้ นั่นแหละคือเห็นความไม่ตาย. ถ้าจิตมันมีความรู้สึกอย่างนั้นก็เรียกว่า จิตถึงความ ไม่ตาย ถึงสิ่งที่ไม่ตาย จึงเป็นชีวิตนิรันดรอย่างนี้ เป็นต้น.

น.486 ทีนี้พูดถึง "ความตาย" ความตายตามธรรมดาก็คือ อายุแก่มาก หรือเจ็บไข้ มันตายลงไป จับใส่โลงไปเผาไปฝั่ง นี้คือความตายภาษาธรรมดา ; ภาษาธรรมะนั้น เขาหมายถึงความที่หมดความดี หมดคุณสมบัติของมนุษย์. ในคริสเตียนเขาหมายถึง การมีบาปถาวร ต้องเป็นทุกข์ นั่นแหละคือความตาย. ทีนี้คำสุดท้ายก็คือคำว่าว่าง คำว่า " ความว่าง ” ภาษาวัตถุธรรมดา ทาง Physics ทางวัตถุก็ว่า คือไม่มีอะไรเลยเรียกว่าว่าง ว่างเหมือนกับ Vacuum หรือยิ่งกว่านั้นไปอีกไม่มีอะไรเลย คือไม่มีอะไรเลย ไม่คิดนึก อะไรเลย ไม่ทำอะไรเลย ไม่มีอะไรเลยที่จะคิดนึกอะไรได้. แต่ว่า ความว่างในภาษาธรรมะนั้นหมายถึงว่า เมื่อจิตของเรารู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็น ของเรา อย่างนั้นเรียกว่า "ว่าง". เมื่อเราไม่ถือว่าโลกนี้เป็นของเราก็ถือว่า โลกนี้ว่าง อย่างนี้ เป็นต้น; มีความหมายคนละอย่าง อย่างนี้เสมอ. ฉะนั้นเทคนิคในทางธรรมะมันจึงไม่มีคำพูดที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา เลย เข้าใจไม่ได้ ต้องศึกษากันใหม่ ; แต่ว่าเมื่อศึกษาแล้วจะมีประโยชน์คุ้มค่าของการศึกษา ; ฉะนั้นขอให้สนใจ. นี่เรามาสนใจกันแต่ในเรื่องทางฝ่ายวัตถุ ทั้งที่เราจะต้องร้องไห้ ต้องเป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้นเราก็ยังไม่รู้สึก เราก็ยังไม่หลาบไม่เข็ดหลาบไม่ขวนขวาย หาความรู้ที่จะให้เกิดความสงบสุขหรือที่มันตรงกันข้าม ; เรามัวมุ่งหมายแต่ในทางวัตถุ เกินไปนั่นเอง. เมื่อพูดถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่นธรรมะ ก็เข้าใจไม่ได้ ท้อแท้หรือหมด ความพยายามเสียทีเดียว. ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า พระพุทธเจ้าท่าน ไม่ได้ทรงประสงค์ ไม่ได้ทรงต้องการถึงขนาดนั้น เราไม่ต้องรู้ทุกสิ่ง เรารู้แต่สิ่ง ที่จำเป็นแก่ความเป็นมนุษย์ของเรา. ฉะนั้นในทางฝ่ายวัตถุ เราก็จงรู้แต่เท่าที่จำเป็น แก่ความเป็นมนุษย์ของเรา; ในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณฝ่ายธรรมะ ก็ให้รู้เท่าที่จำเป็น

น.487 แก่ความเป็นมนุษย์ของเรา เพราะว่าตัวสิ่งนั้นเรายังไม่อาจจะเข้าถึงได้โดยสมบูรณ์ แต่ว่า เราอาจจะได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้นได้ ; ต้องฟังดูให้ดี. จะทบทวนใหม่ว่า เราอาจจะเอาประโยชน์จากสิ่งนั้นได้ โดยที่เรา ไม่รู้จักว่ามันเป็นอะไร. ข้อนี้คงจะหัวเราะกันครืนก็ได้ ถ้าพูดอย่างนี้ แต่ที่จริง มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ. พระพุทธเจ้าท่านจึงวางขอบเขตไว้ว่าเรารู้กันเพียงเท่านี้ก็พอ อย่าไปรู้ถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ เพราะไปมัวอยากรู้ หรือพยายามจะรู้ สิ่งเหล่านั้นแล้วเราก็ตายก่อน ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ฉะนั้นท่าน จึงจำกัดขอบเขตเข้ามาว่ามนุษย์ควรจะศึกษาวิชาเทคนิคอย่างไร เท่าไร หรือเพียงไร. ยกตัวอย่างในทางวัตถุไม่เกี่ยวกับธรรมะ เช่น เรื่องไฟฟ้าอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ นักปราชญ์ยอดสุดทางวิชาไฟฟ้า ก็ยังไม่รู้ว่า ไฟฟ้าคืออะไรกันแน่ บัญญัติลงไป คราวหนึ่งไม่เท่าไหร่ก็ต้องถอนคำนิยามอันนั้น ทำกันอยู่อย่างนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าไฟฟ้า โดยแท้นั้นคืออะไรกันแน่ แต่เราก็สามารถเอาไฟฟ้านี้มาใช้เป็นประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ จนกระทั่งยุคนี้ยุคอีเล็คโทรนิค ซึ่งละเอียดซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เราก็นำมาใช้เป็น ประโยชน์ได้ ทั้งที่เรายังไม่สามารถจะตอบหรือจะให้คำนิยามจำกัดลงไปได้ ว่าไฟฟ้านั้น คืออะไร. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นี้ก็เหมือนกัน สิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า นั้นก็เหมือนกัน เรายังไม่ต้องรู้หรือว่าเรายังไม่สามารถจะรู้ว่า ตัวแท้ของธรรมะ พระเจ้าหรือตัวพระเจ้า นั้นคืออะไร แต่ถ้าเราปฏิบัติไปตามหลักปฏิบัติระบอบหนึ่ง เราจะได้ ประโยชน์จากพระเจ้า หรือจากพระธรรม หรือจากพระพุทธเจ้า ถึงขนาด ที่เรียกว่าดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับได้ ฉะนั้นเราสนใจกันแต่ส่วนที่เป็นเทคนิค เพียงเท่านี้ อย่าให้มากไปจนถึงว่าทั้งหมด มันจะตายเสียก่อน.

น.488 ยกตัวอย่างที่เห็นชัดขึ้นมาอีก เหมือนกับว่าจีนคนหนึ่งเขาอยากจะทำสวน มะพร้าวเลี้ยงชีวิตอย่างนี้ ถ้าเขาจะไปมัวเรียนเรื่องเทคนิค เรื่องดินอย่างละเอียด เรื่องโรคอย่างละเอียด เรื่องแมลงอย่างละเอียด เรื่องวัตถุธาตุอะไรอย่างละเอียด เขาก็ไม่ได้ทำสวนมะพร้าว แล้วเรียนก็ไม่ได้ ถึงจะเรียนได้มันก็ไม่ได้ทำสวนมะพร้าว ฉะนั้นพวกจีนเขาก็ปลูกมะพร้าวได้เป็นผลงอกงามดี มีผลได้เงินตามความต้องการ โดยที่รู้เทคนิคเพียงว่าขุดหลุมอย่างไร ฝั่งอย่างไร ใส่ปุ๋ยอย่างไร เท่านั้นเอง ไม่ต้องรู้ ทั้งหมด. ในพระพุทธศาสนาก็จำกัดไว้อย่างนี้ โดยพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สิ่งที่ ตถาคตรู้นั้น มีมากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่เอามาสอนนั้นเท่ากับใบไม้กำมือเดียว แต่มันเป็นเทคนิคที่จำเป็น ที่เป็น Practical ที่สุดสำหรับความเป็นมนุษย์ของเรา ฉะนั้นมันจึงไม่ยาก มันจึงไม่เหลือวิสัย มันไม่ใช่มากเกินไป ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควร จะสนใจแต่ส่วนนั้น. ทีนี้ตามที่ปรากฏอยู่จริงมันไม่เป็นอย่างนั้น ปัญหาที่อาตมาถูกถามมาก ที่สุด ก็คือปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่. นี่ขอให้ฟังดู ไปถามว่าตายแล้ว เกิดหรือไม่ ไม่ถามว่าเดี๋ยวนี้จะต้องทำอย่างไร ; ไม่ค่อยมีใครถามว่า เดี๋ยวนี้จะต้องทำอะไร ไปถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่. ทำไมไม่คิดว่าถ้าเกิด ก็เกิดมาเป็นอย่างนี้อีก แล้วทำไมจึงไม่ถามว่าถ้าเกิดมาเป็นอย่างนี้แล้ว จะต้องทำอะไร ฉะนั้นจึงเรียกว่าเป็นปัญหานอกเรื่อง แม้จะเป็นวิชาหรือจะเป็น ความจริง หรือจะเป็นเทคนิคอันหนึ่งก็ตาม แต่ยังไม่จำเป็น ยังนอกเรื่อง เพราะฉะนั้น ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านไม่ยอมตอบปัญหาที่คนเหล่านั้น มาถาม เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่ เป็นต้น. เขาเคยมีว่า คือมีอยู่ ๑๐ หัวข้อด้วยกันที่คนในอินเดียสมัยพระพุทธเจ้านั้น ชอบถาม ว่าโลกนี้เป็นของเที่ยงหรือว่าไม่เที่ยง ? เขาตั้งปัญหาว่าโลกนี้เป็นของตายตัว

น.489 อย่างนี้หรือว่าไม่ตายตัวอย่างนี้ ว่าโลกนี้จะมีที่สิ้นสุดลงไปหรือว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด หรือว่า ร่างกายนี้หรือที่ไปเกิดอีกหรือว่าเป็นร่างกายอื่น หรือว่าตายแล้วไปเกิดใหม่นั้นจะเกิดเป็น อย่างนี้อีก หรือว่าจะเกิดเป็นอย่างอื่น หรือว่าจะเป็นอย่างนี้อีกก็มี ไม่เป็นอย่างนี้อีกก็มี หรือว่าจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่ จะไม่ใช่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่ รวม ๕ คู่ เป็น ๑๐ หัวข้อ ด้วยกัน อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านประณามว่าเป็นปัญหาที่ไม่ต้องตอบ ไม่มีประโยชน์อะไร คือจะไม่เป็นชนวนให้เราประสบความสำเร็จในการเป็นมนุษย์ คือมันไม่ช่วยให้พบกัน เข้ากับความสงบสุขหรือนิพพาน ถ้ามัวตั้งปัญหาอย่างนี้. ที่จริงจะต้องตั้งปัญหาว่า ที่เราเกิดอยู่นี้ ที่กำลังเป็นอยู่นี้ จะต้องทำอย่างไร ? มีพระรูปหนึ่งไปคะยั้นคะยอพระพุทธเจ้า ว่าถ้าไม่ตอบปัญหา ๑๐ ข้อนี้แล้วจะสึก พระพุทธเจ้าท่านว่าสึกก็สึกซิ เพราะว่าเราไม่ได้สัญญากันว่าจะตอบปัญหานี้จึงมาบวช และเป็นปัญหาที่ไม่มีประโยชน์อะไร. ทีนี้ท่านก็ย้อนถามพระรูปนั้นว่า ต่อเมื่อเรารู้ว่า โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงเสียก่อนแล้วเราจึงจะประพฤติธรรมะได้อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่าง สมัยนี้ก็ว่า เราจะต้องรู้ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิดเสียก่อน แล้วเราจึง ประพฤติธรรมะได้อย่างนั้นหรือ พระรูปนั้นก็จำนนต่อเหตุผลก็ต้องตอบว่า ไม่ใช่ อย่างนั้น คือว่าเราไม่ต้องไปรู้คำตอบของปัญหาเหล่านั้น เราก็ประพฤติธรรมะ หรือประพฤติพรหมจรรย์ประพฤติเพื่อดับทุกข์นี้ได้ ก็เป็นอันว่า เราไม่จำต้องรู้ คำตอบของปัญหาเหล่านั้น เราก็สามารถจะประพฤติธรรมะเพื่อให้ได้รับสิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับได้. เพราะฉะนั้น อย่าไปตั้งปัญหาชนิดที่ทำให้ เสียเวลา. พระพุทธเจ้าเลยตรัสว่าหากฝั่งมั่นอยู่ในความเชื่อว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สิ้นสุดหรือไม่มีที่สิ้นสุดนี้ เมื่อไปฝั่งมันอยู่กับความเชื่ออย่างนี้แล้ว นั่นแหละ จะมีความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความโศก, ความทุกข์ อย่างที่

น.490 ป็นทุกข์แก่มนุษย์นี้ขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความทุกข์ที่ตถาคตบัญญัติว่า มนุษย์เราสามารถจะกำจัดเสียได้ในชีวิตนี้ ในชาตินี้ ไม่ใช่หลังจาก ตายแล้ว. นี้หมายความว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้น มันเสร็จทันได้ในชาตินี้ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันอย่างนี้ ความทุกข์นี้เราบัญญัติว่าจักกำจัดเสียได้ ในภพที่ตนเห็นเองนี้ นี่ฟังดูไว้เป็นเครื่องประดับความรู้บ้างก็ได้ ถ้าเป็นภาษาบาลี คำว่าชาตินี้ ท่านเรียกว่าภพที่ตนเห็นเองนี้ คือว่าผู้นั้นเห็นเอง คือเห็นอยู่ คือยังไม่ตาย นี่แหละคือชาตินี้. ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราบัญญัติการกำจัดเสียได้ในภพที่ตนเห็นเองนี้ หมายความว่า นิพพานเป็นสิ่งที่บรรลุได้ในชีวิตนี้ แล้วจะไปมัวถามว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิดทำไม. ฉะนั้นเราจะต้องถือหลักเหมือนที่จริยธรรมสากลเขานิยมกัน คือสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะได้รับในชีวิตนี้ กล่าวได้ว่าถ้าเราสนใจอย่างนี้ก็จะเป็นการสนใจธรรมะหรือ เทคนิค. ธรรมะที่เป็นเทคนิค เทคนิคที่เป็นธรรมะในลักษณะที่จำกัดพอเหมาะพอดี กับที่เราจะสะสางให้เสร็จสิ้นไปได้ในชีวิตนี้ ทันแก่ความเป็นมนุษย์นี้ เราก็จะแก้ปัญหา อย่างเมื่อตะก็นี้ได้ : ไม่ต้องเป็นมนุษย์วัว มนุษย์สุนัข มนุษย์ลิง อะไรทำนองนั้น. เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่ามันเป็นเทคนิคอย่างยิ่ง คือจำกัดเวลาให้เพียงชาตินี้ เพียง ชาตินี้ต้องรู้ให้ทัน ต้องรู้ให้ครบ ต้องทำให้เสร็จ ให้ได้รับผลมาในชาตินี้ มันก็ยิ่งเป็นเทคนิคอย่างยิ่ง จำกัดเข้ามารอบตัวทั้งการกระทำ ทั้งเวลา ทั้งขอบเขต อะไรเหล่านี้ .. ทีนี้ใจความสำคัญของเรื่องที่เราจะพูดกันในวันนี้ ก็คือเทคนิคฝ่ายวิญญาณ หรือฝ่ายธรรมะนั่นเอง. เพราะว่าเทคนิคทางฝ่ายวัตถุนั้น ท่านนักศึกษาทั้งหลายที่นี่ กำลังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ถ้าอาตมามาพูดเรื่องนี้ก็เหมือนกับเอามะพร้าวมาขายสวนที่มัน มีมากกว่าเสียอีก ไม่จำเป็น ; ก็เลยพูดแต่ฝ่ายที่เรียกว่าเป็นฝ่ายนามธรรม คือเป็นฝ่ายจิต

น.491 ฝ่ายวิญญาณ จนต้องใช้คำว่า ทางวิญญาณ ขึ้นมา อะไร ๆ ก็ถูกหาว่าทางวิญญาณ เขาหาว่าเป็นเรื่องบ้าบอชนิดหนึ่ง ทางวิญญาณไม่รู้ว่าทางอะไร มีคนพูดกันมาก แต่อาตมาก็ยังขอยืนยันว่า ทางวิญญาณนี้มันคู่กันกับทางร่างกายทางวัตถุ คือว่าทาง Physics นี้ ก็อย่างหนึ่ง แล้วก็ทาง Meta-physics คือมันเหนือขึ้นไปกว่า Physics หรือนอกขอบเขต Physics นั่นแหละคือทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายวิญญาณ. จะยกตัวอย่างเป็นการเปรียบเทียบกับวัตถุ สมมติว่าเราจะยกตัวอย่างเรื่อง การหกล้ม การหกล้มนี้ใคร ๆ ก็รู้จักดี เมื่อพูดถึงทางวัตถุว่าหกล้มทุกที่มันไม่สนุกเลย อย่างน้อยมันก็แข้งขาถลอกปอกเบิกนี่มันก็กลัว แล้วก็รู้จักดี แล้วก็ระวังตัวดีมาก ไม่ค่อย มีใครหกล้มทั้งวันทั้งเดือนทั้งปี. แต่ว่าการหกล้มนั้นไม่ได้มีแต่ทางฝ่ายร่างกายอย่างนี้ มันมีทางฝ่ายวิญญาณด้วย : ในเมื่อใดจิตของเราสูญเสียสภาพปกติ สูญเสียความ สมดุลย์ ไม่ Balance หรืออะไรทำนองนี้ที่เรียกว่าไม่สงบนั่นแหละ เอียงมา ทางซ้ายก็ดี เอียงไปทางขวาก็ดี คือว่าไปรักเข้าก็ดี หรือไปเกลียดเข้าก็ดี ไปกลัวเข้าก็ดี ไปกล้าเข้าก็ดี อะไรเหล่านี้เรียกว่า เสียสมดุลย์ ; นี่แหละคือเอียง นี้ คือ หกล้ม. มีการหกล้มทางวิญญาณเมื่อไร จะมีความทุกข์เมื่อนั้น อย่างน้อยก็ปวดหัว ขึ้นไปจนถึงร้องไห้ เป็นโรคเส้นประสาท ต้องส่งโรงพยาบาลโรคจิตกระทั่งตายเลย. ที่นี้สังเกตดูให้ดีว่า การหกล้มในทางจิตทางวิญญาณนี้ มันมีอยู่อีกแบบหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง และทุกคนหกล้มกันมากที่สุดยิ่งกว่า แล้วคนหนึ่งก็หกล้มวันละหลายหน หลาย ๆ สิบหน. การหกล้มในทางวิญญาณนี้ คือการที่จิตหม่นหมองมืดมัว เร่าร้อน อึดอัด กลัดกลุ้ม หนักอกหนักใจ มันเสียความทรงตัวของมันเมื่อไร ก็เรียกว่า การหกล้มทางวิญญาณได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อนั้น ฉะนั้นถ้าใครมีธรรมะไม่พอ มีเทคนิคของธรรมะไม่พอ จะหกล้มวันหนึ่งมากครั้งเกินไป และเมื่อหกล้มแล้วมันทำ อะไรไม่ได้ มาเรียนหนังสือก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่ทำอะไรเลย นั่งอยู่เฉย ๆ มันก็ไม่มีความสุข

น.492 นอนก็ไม่มีความสุข ถ้ามันมีการหกล้มในทางจิตทางวิญญาณ. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่าน จึงเห็นว่ามันเป็นความจำเป็นมากที่มนุษย์จะต้องมีความรู้เรื่องนี้ ท่านจึงสอนธรรมะ ในลักษณะที่ว่าเปรียบเหมือนกับการป้องกันการหกล้มในทางจิตทางวิญญาณ นั่นเอง. ทีนี้เราจะรวบรัดเรื่องทั้งหมดที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้ามาพูดกันในเวลา อันสั้น เพราะเวลาของเรามีเท่านี้ : ขอให้นึกถึงพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ว่า "สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรไปสำคัญมั่นหมายเอาว่า มันเป็นตัวเราหรือ ของเรา " ประโยคนี้ช่วยจดลงไปในกระดาษ ถ้าเป็นนักเทคนิคอย่างน้อยต้องมีเศษ กระดาษอยู่ในกระเป๋ามีดินสออยู่บ้าง. นักเรียนแห่งหนึ่งไม่มีปากกาอยู่ในกระเป๋า ได้ความ ว่าเอาไปขายซื้อพวงมาลัยรำวงเมื่อคืนยังไม่ได้ไถ่มา อาตมาให้จดก็เลยไม่มีปากกาจะจด ; นี่ที่พิษณุโลก. นี้เรียกว่าไม่เป็นเทคนิคอย่างยิ่งเลย คือไม่ได้เตรียมพร้อม. สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็น ตัวเราหรือของเรา ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราหรือของเรา. คือมีคน ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า คำสอนของพระพุทธเจ้ามากมายเหลือเกิน อย่างที่เดี๋ยวนี้เรา เรียกว่าแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เรียนก็เวียนหัว ขอให้พระพุทธเจ้าช่วยสรุปให้เป็น ประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวจะได้ไหมและว่าอย่างไร. พระพุทธเจ้าท่านว่าได้ แล้วท่าน ก็ว่าอย่างนี้ คือประโยคนี้ คนนั้นก็เลยได้รับประโยคสั้น ๆ ที่เป็น คำสอนทั้งหมดใน พระพุทธศาสนาทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์จะรวมอยู่ที่นี่ คือ "ความไม่ ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา". ทีนี้ก็เลยสังเกตต่อไปว่า เมื่อใดเรามีความรู้สึกมั่นหมายหรือยึดมั่นทางจิตใจ ว่าอะไรเป็นของเรา เมื่อนั้นก็มีตัวเรา เมื่อนั้นก็มีตัวฉัน เมื่อนั้นก็มีของฉัน

น.493 เมื่อนั้นจึงไม่ว่าง ฉะนั้นเข้าใจได้ง่าย ๆ ตรงที่มันมีตัวฉันมีของฉัน แล้วมันจะว่าง ได้อย่างไร. ถ้าความรู้สึกว่าตัวเราหรือของเราไม่มี เมื่อนั้นเรียกว่ามันว่าง คือว่าจิตนี้ไม่ได้ถืออะไรไว้; มันว่างมันเหมือนกับมือว่างเพราะไม่ได้ถืออะไรไว้. ถ้าจิตไปถืออะไรเข้าอย่างใดอย่างหนึ่งว่าตัวฉันว่าของฉัน จิตนั้นก็ไม่ว่าง ; เมื่อไม่ว่าง นั่นแหละคือหกล้มในทางวิญญาณ มันสูญเสียสภาพเดิม คือปกติของมัน. นี่มันเกิดเป็นเทคนิคอย่างแรง อย่างทำยาก ปฏิบัติยากขึ้นมา ว่า เราจะทำ อะไรได้โดยที่จิตว่าง คำตอบก็มีว่า ระวังอย่าไปสำคัญมั่นหมายอะไรเข้า ว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา. อย่างว่าเราเรียนวิชาอยู่ในวิทยาลัยนี้ กำลังเรียน อยู่แท้ ๆ ก็เรียนด้วยสติปัญญา สมาธิ สัมปชัญญะ อย่างเต็มที่ ; แต่ความรู้สึกว่าฉัน ฉันจะเอาอย่างนั้น ฉันจะเอาอย่างนี้ ฉันจะได้อย่างนั้น ฉันจะเสียอย่างนี้ อย่ามีเป็น อันขาด; นั่นแหละเรียกว่าเรียนด้วยจิตที่ว่างจากตัวฉันหรือของฉัน. ทีนี้เมื่อจิตมันว่างจากตัวฉันของฉันมันก็เป็นจิตที่ไม่หนัก ไม่อุ้ยอ้าย ไม่หนัก มันเป็นจิตที่เบาที่โปร่ง ที่มีสมาธิ มีปัญญา มันคิดอะไรได้คล่องแคล่ว ว่องไว จำเก่ง สิ่งที่เรียนไปแล้วมันก็นึกได้ไว นี่แหละเรียนด้วยจิตที่ว่าง คือจิต ที่ไม่หกล้ม. คราวสอบไล่ยิ่งจำเป็นมาก ที่จะต้องสอบไล่ด้วยจิตที่ว่าง คือไม่หกล้ม เพราะไปยึดถืออะไรเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สมมติว่าฝ่ายซ้ายคือความรัก ฝ่ายขวาคือความ เกลียด แล้วมันก็เอียงซ้าย หรือเอียงขวา มันก็คือหกล้ม. ถ้ามันทรงสภาพอยู่ ตามปกติ มันก็คือไม่หกล้ม มันปกติ มันว่าง เต็มไปด้วยปัญญาและสมรรถภาพ. ถ้ามันหกล้ม มันไม่ว่าง คือมันวุ่น มันสูญเสียสมรรถภาพ สูญเสียปัญญา มันหมกมุ่น วุ่นวายอยู่ด้วยความมืดมัวสกปรกเร่าร้อน.

น.494 พราะฉะนั้นเราจึงเห็นประโยชน์จากคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไปสำคัญมั่นหมายว่า ของเรา แม้การเรียนนี้ก็ เรียนไปได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องสำคัญมั่นหมายว่า เราเรียนเพื่อจะเอา อย่างนั้นอย่างนี้. หรือแม้ประสบความสำเร็จในการเรียนไปทำการงานก็ตาม ก็ไม่ ต้องยึดมั่นการงานนั้นจนจิตใจปั่นป่วนหกล้ม หรือได้เงินได้ทองได้ผลได้เกียรติได้อะไรมา ก็ไม่ต้องยึดมั่นในเงินในเกียรติเหล่านั้น จนจิตใจปั่นป่วนคือหกล้ม เป็นจิตใจที่ ทรงตัวอยู่ได้ ปกติอยู่ได้ ที่เรียกว่า Equilibrium มันปกติอยู่ได้ มีสมดุลย์อย่างยิ่ง ; เพราะฉะนั้น มันจึงรักษาคุณสมบัติต่าง ๆ ของมันไว้ได้ เช่นสติปัญญา ความสดชื่น ความแจ่มใส ความว่องไว Activeness นี้มันได้หมด; ฉะนั้นเราจึงได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับอยู่ในสิ่งนั้น คือมีความสุข หรือ Happiness อยู่ในสิ่งนั้น, มีความเต็มหรือ Perfection อยู่ในสภาพอย่างนั้น, และนั่นแหละคือทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, และนั่นแหละเราเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว จึงเรียกว่ามีความรักสากลอันแท้ จริงได้ เพราะเราไม่เห็นแก่ตัว. ความไม่เห็นแก่ตัวเป็นหัวใจของศาสนา ทุกศาสนา เป็นอย่างนี้. เพราะเราไม่ไปยึดมั่นอะไรเข้า เราจึงไม่มีการหกล้มในทางจิตทางวิญญาณ มีเท่านี้เอง. คำสั่งสอนทั้งหมดในพระไตรปิฎกก็มีเท่านี้เอง : อย่าไปยึดมั่นถือมั่น คือไปโง่เข้าว่าอะไรเป็นของเราหรือเป็นตัวเรา ให้เป็นของธรรมชาติไปหมด เป็นของธรรมะไปหมด เป็นของพระเจ้าไปก็ได้ อย่าเป็นของเรา จิตใจของเรา ก็จะปกติอยู่ในสภาพที่เรียกว่าไม่หกล้ม แล้วก็มีการได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อยู่ ในตัวมันเอง. เวลาน้อยพูดได้แต่ใจความสั้น ๆ : ที่จะพูดอยู่ในเวลาที่เหลือนี้ก็คือว่า ทำอย่างไรที่เป็นหลักการปฏิบัติ ? โดยสรุปสั้น ๆ ก็จะต้องแบ่งเป็นว่า ก่อนเกิด เรื่อง กำลังเกิดเรื่อง และเกิดเรื่องแล้ว. "เรื่อง" นี่หมายความว่าที่จะหกล้ม นั่นแหละ "เรื่อง" คือการหกล้ม,

น.495 ก่อนการหกล้ม ก่อนที่จะเกิดเรื่องหกล้ม คือว่าก่อนที่อารมณ์จะมากระทบ ทางตาทางหูทางจมูก ทางอะไร จนเกิดเรื่องหกล้มนี้ เราจะต้องมีปัญญา พิจารณา เห็นโทษของการหกล้ม และเห็นคุณของการไม่หกล้มนี้อยู่เป็นประจำ ที่เรียกว่าทำกัมมัฏฐานทำวิปัสสนาก็คือทำสิ่งนี้ ดูโทษของการหกล้มนี้ ดูอานิสงส์ของการ ไม่หกล้ม คือดูโทษที่น่าเกลียดของกิเลสของความทุกข์ แล้วก็ดูอานิสงส์คือไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์ว่ามันสะอาด สว่าง สงบ อย่างไร ดูอยู่เป็นประจำ แล้วก็มีสติสัมปชัญญะ คือความรู้สึกที่ไวต่อการถูกต้องอย่างไวอยู่เสมอ ในการที่มีอะไรมากระทบตากระทบหู อย่าให้ความคิดมันเป็นไปในทางหกล้ม นี้เรียกว่ามีปัญญา ; มีสติสัมปชัญญะอยู่ก่อน เกิดเรื่อง. ทีนี้พอเกิดเรื่องหกล้ม ก็ต้องมีสติ มีขันติ คือมีสติลุกขึ้นทันที อย่าให้หกล้มอยู่นาน หรือเพียงแต่เซก็ให้มันทรงตัวเสียให้ได้ อย่าให้ถึงกับ หกล้ม. แต่ว่าในขณะนั้นต้องมีความอดทน ถ้าไม่อดทนมันก็คิดเตลิดเปิดเปิงไปอย่าง ผิด ๆ จนกลายเป็นหกล้มมาก หกล้มใหญ่ หกล้มไม่ลุกไปเลย. ถ้ามีความอดกลั้นอดทน สำรวมสติสัมปชัญญะได้ เราก็ตั้งตัวขึ้นมาได้ทันที. นี้เรียกว่าเมื่อหกล้ม. ทีนี้หลังจากหกล้มแล้ว ระยะที่ ๓ นี้เราต้องมี หิริ คือความละอาย มีโอตตัปปะ คือความกลัว แล้วก็มีนิพพิทาอย่างสามัญธรรมดา คือรู้จักเข็ด จักหลาบเสียบ้าง. เดี๋ยวนี้เราไม่ละอาย ความคิดที่ชั่วร้ายเกิดขึ้นในใจ เราหกล้ม เราไปถือเสียว่าไม่มีใครรู้ เราก็ไม่ละอาย ; แล้วสิ่งนี้มันก็ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะกลัว เรา ก็เลยไม่กลัว; แล้วเราก็ไม่เบื่อ ไม่เข็ดหลาบ เพราะไม่ละอายและไม่กลัว มันจึงหกล้ม กันเรื่อย. ทางจิตทางวิญญาณจึงมีการหกล้มกันเรื่อย เพราะมันมีทางออก อยู่อย่างหนึ่ง คือถือว่าไม่มีใครรู้ แล้วก็ไม่ละอาย. ถ้าทางฝ่ายวัตถุเราไปทำ ผ้านุ่งหลุดกลางถนน ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ละอาย ; มันก็เลยไม่เผลอได้ เพราะมันมีละอายมาก. แต่ทางฝ่ายวิญญาณไม่มีใครเห็นของเรา เราก็ไม่ละอาย.

น.496 การปฏิบัติในขั้นนี้มันจึงกลายเป็นเรื่องที่ทำยากไปโดยที่ไม่ควรจะเป็น ที่จริง มันไม่ยาก ถ้าเรามีความละอายความกลัวมากเหมือนเรื่องทางวัตถุแล้ว เรื่องทางฝ่ายจิตนี้ เราจะทำได้เหมือนกับเรื่องทางฝ่ายวัตถุเหมือนกัน. ถ้าเราหกล้มลงที่นี่ เราละอายเพื่อน จะหัวเราะ เราก็เลยไม่หกล้ม. แต่หกล้มทางวิญญาณไม่มีใครเห็นของเรา เรา เก็บไว้สบายเลย จนเคยชินเป็นนิสัยในการหกล้ม มันจึงยาก - ยากแก่การที่ จะแก้ไข. ถาเรากลัวมันแต่ที่แรก ละอายมันแต่ที่แรก มันก็ไม่มีการหกล้ม เป็นนิสัยได้เหมือนกัน. ฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมแก่พระพุทธเจ้า แก่ธรรมะ หรือแก่อะไรนี้ ว่าที่แท้มันเป็นเรื่องที่ง่ายเท่ากัน ; แต่ถ้าเราไม่สนใจ ถ้าเราไม่ละอาย ถ้าเราไม่กลัว มันเกิดความเคยชินเป็นนิสัย จะกลายเป็นเรื่องยากไป. เพราะฉะนั้นขออย่าได้เข้าใจว่า "เทคนิค" ทางธรรมะทางวิญญาณนี้มัน ยากเกินไป หรือว่ายากเกินวิสัยของมนุษย์ ที่แท้ไม่ยากเกินไป ไม่เกินวิสัย อยู่ในวิสัย เช่นเดียวกับเรื่องทางฝ่ายวัตถุ. แต่ว่าเราก็สนใจกันแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุหมดทั้ง ๑๐๐ % แห่งเวลาความคิดนึกรู้สึกของเรา ไปสนใจแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุหมด ๑๐๐% จะเจียดให้ เรื่องทางฝ่ายวิญญาณสัก ๑ % ก็ทั้งยากในปีหนึ่งเดือนหนึ่ง. และถ้ามีใครมาสนใจบ้าง ก็มักจะสนใจเพื่อเอาไปประดับเกียรติทางฝ่ายวัตถุ อย่างนี้เป็นการให้อยุติธรรมแก่ธรรมะ อย่างยิ่ง ที่จะเอาธรรมะไปเป็นเครื่องประดับเกียรติทางฝ่ายวัตถุ. มาวัดบ้างก็เพื่อมี โอกาสดีทางสังคม เพื่อหาเงินหาเกียรติต่อไป มันไม่ใช่เรื่องของธรรมะ. ฉะนั้นไม่ควรจะคิดว่า จะศึกษาธรรมะเพื่อเป็นเครื่องประดับเกียรติทางฝ่าย วัตถุ ต้องถือว่าเป็นของที่คู่กัน ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์เราจะมีความเป็นมนุษย์ที่ถูก ต้องได้ ก็เพราะความสมบูรณ์ทั้งทางฝ่ายร่างกายและทั้งทางฝ่ายจิต นี่จึงต้องมีการบรรยาย อย่างนี้กันบ้างในสถานที่นี้ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับศึกษาเทคนิคทางฝ่ายวัตถุโดยตรง ; แต่เมื่อทางฝ่ายจิตมันจำเป็นเท่ากัน คู่กัน มันก็ต้องเอามาพูดกันบ้าง.

น.497 แต่มันก็โชคดีอย่างยิ่งที่ว่า เรื่องทางฝ่ายจิตทางฝ่ายวิญญาณนี้ มันไม่ต้อง สอนมากพูดมากทั้งเดือนทั้งปีเหมือนทางฝ่ายวัตถุ เพราะว่าถ้าพูดแล้วเข้าใจแล้ว พูดเพียงชั่วโมงเดียวปฏิบัติจนตายก็ไม่หมด. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจให้ ถูกต้องให้สมบูรณ์ เท่าที่พูดเพียงชั่วโมงเดียวนี้ก็สามารถจะปฏิบัติได้จน ตายก็ไม่หมด เราจึงไม่ต้องเสียเวลามากเหมือนกับศึกษาทางฝ่ายวัตถุ ซึ่งต้องเรียน ๕ ปีบ้าง ๘ ปีบ้าง ๑๐ ปี บ้าง แล้วก็ยังจะต้องไปฝึกหาความชำนาญอยู่อีกตั้งนาน. นี่พูดชั่วโมงเดียว ครึ่งชั่วโมงก็ได้ ปฏิบัติจนตายก็ไม่หมด. ฉะนั้นขอให้จำไว้ให้ดี ทำความเข้าใจไว้ให้ดี ให้เป็นหลักที่มันจะออกมาช่วยได้ทันท่วงที. นี่เรียกว่าเทคนิคของความเป็นมนุษย์โดยใจความสำคัญที่สุดของพระพุทธ ศาสนา ฉะนั้นเราจะต้องสนใจในเทคนิคนี้เพื่อความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ของเรา เรียกว่า "เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์" คือเราต้องเป็นบุตรที่ดีของบิดา มารดา ให้บิดามารดาได้รับความชื่นอกชื่นใจจากเรา ไม่จับบิดามารดาใส่ลงไปในนรก ด้วยการทำบิดามารดาให้ร้อนใจอย่างใดอย่างหนึ่ง. นี้เรียกว่าอาศัยเทคนิคเพื่อความเป็น บุตรที่ดีของบิดามารดาเพราะธรรมะช่วย. เราจะต้องเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ลูกจ้างเหมือนที่นักเรียนบางคนเข้าใจ ครูบาอาจารย์เป็นปูชนียบุคคล ที่ช่วยเหลือเรา เพื่อให้เอาชนะปัญหาของชีวิต เพื่อความเป็นมนุษย์ของเรา เพื่อจะ เป็นมนุษย์ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ฉะนั้นจะต้องตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลเสมอ ; ดังนั้น เราจึงต้องเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ของเรา. และ เราจะต้องเป็น ประชาชนที่ดีของประเทศชาติ ข้อนี้ไม่อยากอธิบายเพราะว่ารู้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปแล้ว แต่จะต้องบอกกันอีกว่า ตรงที่เราต้องมีเทคนิคที่ถูกต้องในการเป็นประชาชนที่ดี นั่นก็ คือมีธรรมะ จึงจะเป็นประชาชนที่ดีของประเทศชาติได้. และเราจะต้องเป็นพลเมือง

น.498 ที่ดีของโลกทั้งหมดโดยส่วนรวม เป็นพลโลกที่ดีของโลก. และในที่สุดเราก็จะ เป็นสาวกที่ดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. นี่ผลของเทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ จะทำให้เกิดสิ่งที่น่าชื่นอกชื่นใจอย่างนี้ ฉะนั้น จึงหวังว่านักศึกษาทุกคน จะได้เป็นบุตรที่ดีของบิดา มารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นประชาชนที่ดีของประเทศชาติ แล้วก็เป็นพลเมืองที่ดีของโลก และในที่สุดเป็นสาวกที่ดีของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า แล้วปัญหาก็สิ้นสุดลง แล้วเรื่องของเราก็จบกัน. ขอกล่าวคำสวัสดี เพราะเวลาอำนวยให้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต