Buddhadasa.org

พุทธิกจริยธรรม ครั้งที่ ๑ — แนวสังเขปทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม

พุทธิกจริยธรรม —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.32 ท่านที่เรียกตัวเองว่าครูทั้งหลาย ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีเป็นประธาน อาตมาจะไม่กล่าวคำบรรยายนี้โดยมุ่งหมายบุคคลประเภทอื่น นอกจาก ประเภทที่เรียกตัวเองว่าเป็นครู ; เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าการบรรยายนั้นไม่มีผล สมบูรณ์สำหรับผู้อื่น นอกจากวงของบุคคลที่เรียกตัวเองว่าเป็นครู อาตมาก็ต้อง ขออภัย. สำหรับการบรรยายในวันแรกนี้ อาตมาเห็นว่าเป็นความเหมาะสม หรือว่าจำเป็นที่จะกล่าวได้ แต่เพียงข้อความนำเรื่อง ในแนวสังเขปทั่วไปเท่าที่ เห็นว่าจำเป็นจะต้องกล่าวก่อน เพื่อให้เข้าใจการบรรยายครั้งหลัง ๆ ได้ดีนั่นเอง เพราะฉะนั้นข้อความที่จะกล่าวในวันนี้จึงเป็นทำนอง introduction ไปแทบทั้งหมด เพื่อให้ท่านที่สนใจ โดยเฉพาะคือท่านที่จะรับการอบรมในแนวของจริยธรรม ๑

น.33 เพื่อประโยชน์แก่การสอนเยาวชนนั้น ได้เข้าใจแนวสังเขปล่วงหน้าไปทุกแง่ทุกมุมที่ ควรจะเข้าใจ. ทั้งนี้ เพราะว่าเราได้เข้าใจแม้แต่คำต่าง ๆ นั้นต่างกันมาก ในทาง ความหมาย แม้แต่คำว่า "ครู" ขอจงได้ให้โอกาสหรือให้อภัยแก่อาตมาในการ ที่จะแสดงทัศนะต่างๆ ออกไป ตามที่เห็นว่าเป็นไปตามอุดมคติของพุทธศาสนา. แม้ที่สุดแต่คำว่า "ครู" อาตมาก็ยังเห็นว่า เมื่อกล่าวไปตามอุดมคติของพุทธศาสนา แล้วจะมีความหมายผิดแปลกแตกต่างจากที่เคยเข้าใจกันอยู่ตามธรรมดาไม่มากก็น้อย ดังนั้นข้อแรกที่จะขอร้องให้สนใจพินิจพิจารณา ก็คือความหมายของคำว่า "ครู" ถ้าเราเปิดดิกชันนารีสันสกฤตชนิดที่อาศัยเป็นหลักเกณฑ์ได้ ดูที่คำว่าครู คือคำว่าคุรุ เราจะพบคำแปลว่า spiritual guide ; ไม่มีคำว่า teacher หรืออะไร ทำนองนั้น. อันนี้ก็เป็นจุดตั้งต้นอันหนึ่งแล้ว ที่ได้แสดงว่าความหมายของคำว่า ครูนี้คืออะไรกันแน่. ถ้ายิ่งเราไปเล็งถึงคำว่า "พระบรมศาสดา" ซึ่งแปลว่า ‘พระบรมครู" ด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นว่าความหมายของคำว่า "ครู" นั้นคือ spiritual guide ยิ่งขึ้นไปอีก; เพราะเหตุว่าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเป็น พระบรมศาสดาของเรานั้น ท่านเป็นผู้นำในทางวิญญาณจริง ๆ คือเป็นผู้นำในทาง ด้านจิตหรือด้านวิญญาณจริง ๆ. พวกที่เขียนดิกชันนารีที่ให้คำแปลว่า spiritual suide นั้น เขาก็ไม่ได้เป็นพุทธบริษัท เขาเป็นคนธรรมดา แต่เมื่อถือเอา ความหมายดังที่มีอยู่ในประเทศอินเดียทั่ว ๆ ไป และโดยเฉพาะในสมัยที่แล้วมา มันทำให้เขาจับความหมายได้อย่างนั้น. แม้จะสอบถามกันอย่างไร ก็ยังได้ความ หมายเป็น spiritual guide เรื่อยไป แทนที่จะเป็นคำว่า teacher หรืออะไรตื้น ๆ ฉะนั้น จึงขอให้เราทั้งหลายทุกคนถือเอาความหมายของคำว่าครูนั้นว่า "guide หรือผู้นำในด้านจิตหรือด้านวิญญาณ" จะเป็นการถูกต้องตามความหมายเดิมของ คำ ๆ นี้ และเป็นไปตามอุดมคติของพระพุทธศาสนาด้วยพร้อมกันไปในตัว. การที่เราถือเอาความหมายของคำว่าครูตามอุดมคตินี้เท่านั้น ที่จะช่วย ให้ครูทั้งหลายตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล พ้นจากความเป็นลูกจ้าง. อาตมา

น.34 ஐ แนวสังเขปทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม ขอร้องให้ท่านทั้งหลายได้สนใจในคำว่าปูชนียบุคคล กับคำว่าลูกจ้าง อีกครั้งหนึ่ง. สมัยนี้มีคนชอบพูดกันว่าข้าราชการเป็นลูกจ้าง แต่อาตมาอยากจะขอร้องให้สนใจ ความหมายเดิม ว่า spiritual guide นี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล เช่น พระพุทธเจ้าเป็นต้น. spirit แท้จริงของครูจะหมายถึงความเป็นลูกจ้างไม่ได้ ; ตั้งแต่โบราณกาลมาจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ ; แต่ที่ครูบางคนได้ทำตนกลายเป็นลูกจ้าง ไปนั้น ต้องถือว่าเป็นเรื่องพิเศษ จะเอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ไม่ได้. แม้คำ บัญญัติในวงราชการ ว่าข้าราชการเป็นลูกจ้างประชาชน นี่ก็ต้องไม่เอามาใช้แก่ครู ซึ่งมี spirit ของครูจริง ๆ; เพราะถ้าครูตกเป็นลูกจ้างเสียแล้ว จะเกิด ปัญหายุ่งยากขึ้นเป็นอันมาก. ปูชนียบุคคลจะต้องมีอุดมคติที่เป็นอิสระเสมอไป ในการที่จะทำหน้าที่ของตน. ถ้าจะจัดให้เป็นลูกจ้าง ก็ควรจะให้เป็นในความ หมายอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งที่แท้มันก็ไม่ควรจะเป็นลูกจ้าง : เช่นบรรพชิตมีหน้าที่ สอนผู้อื่น แล้วก็รับปัจจัย ๔ เพียงมีชีวิตอยู่ได้ ใครบ้างจะเรียกปัจจัย ๔ ที่ได้ รับนั้นว่าค่าจ้าง คงจะไม่มี ; เพราะฉะนั้นขอให้ครูถือเอาอุดมคติอย่างนี้ อย่าง เดียวกัน และไม่สำนึกตัวเป็นลูกจ้าง, แต่สำนึกตัวเป็นบุคคลที่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ และทำหน้าที่สุดความสามารถ แล้วรับประโยชน์เท่าที่จะมีชีวิตอยู่ได้ เพียงไม่ต้อง ไปทำไร่ทำนาเองก็มีชีวิตอยู่ได้ ; อย่างนี้ก็จะเป็นปูชนียบุคคลเข้ากลุ่มสาวกคณะ spiritual guide ไปทันที พ้นจากความเป็นลูกจ้าง ทั้ง ๆ ที่ใครเขาจะเหมาว่าเป็น ลูกจ้าง. การที่เรามีอุดมคติอย่างนี้จะช่วยให้เป็นการง่ายมาก ที่ครูจะมีความเสีย สละและนิยมชมชอบในสถานะของตน ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามสถานะของครูว่าเป็น เพียงเรือจ้าง คือมาเป็นครูเพียงเพื่อจะอาศัยโอกาสเวลาศึกษาวิชาความรู้อย่างอื่น แล้วก็สอบผ่านไปดำรงตำแหน่งหรือมีอาชีพอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่ครู. นี่แหละคือผล ของการเข้าใจผิดต่อคำที่ว่าสถานะของครูคือปูชนียบุคคล จึงได้เกิดดูถูกเหยียด หยาม กลายเป็นอาชีพเรือจ้างชั่วครั้งชั่วคราวไป. ถ้าเราจะบำเพ็ญตนเป็นครูที่ สำเร็จประโยชน์แท้จริงแล้ว ขอให้ถืออุดมคติที่ว่าครูคือบุคคลผู้นำในสถานะทางจิต

น.35 หรือทางวิญญาณเสมอไป; และถ้าเราจะดูกันให้กว้าง ๆ ก็พอจะเข้ากันได้ในทาง ที่จะกล่าวว่า วิชาความรู้ทุกอย่างล้วนแต่เป็นการยกสถานะทางวิญญาณให้สูงขึ้น ทั้งนั้น ; แม้ที่สุดแต่วิชาเลข วิชาวาดเขียน ถ้าทำกันจริง ๆ ก็ช่วยให้เกิดความ ฉลาดในทางจิตใจ เกิดสติสัมปชัญญะชั้นที่ดีกว่าที่จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการยกสถานะทางวิญญาณได้บ้างเหมือนกัน; เพราะฉะนั้น เราจะมุ่งหมายให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปในลักษณะที่เป็นการยกสถานะทางวิญญาณ ทั้งนั้น แม้ว่าการยกสถานะทางวิญญาณแท้จริงนั้น หมายถึงการอบรมสั่งสอน ในด้านจิตใจโดยตรง ให้เป็นผู้มีดวงจิตหรือวิญญาณอยู่เหนือการครอบงำของ ธรรมชาติฝ่ายต่ำหรือกิเลส ซึ่งสรุปรวมอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว ซึ่งที่แท้นั้นแหละ คือเป็นที่รวมของกิเลสทั้งหมด ในบรรดาชื่อของกิเลสทั้งหลายในพุทธศาสนา ซึ่งเราจะได้กล่าวกันในวันหลัง. อาตมาอยากจะขอร้องวิงวอนให้ถืออุดมคติที่ว่า การเคลื่อนไหวของครูทุกกระเบียดนิ้ว และทุก ๆ นาที่ทุกเวลานี้ ขอให้เป็น ไปในลักษณะที่เป็นการยกสถานะทางวิญญาณของคนในโลกเสมอไป นับ ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ขึ้นไป. เมื่อมีความมุ่งหมายดังนี้แล้ว จะเกิดอาการที่เป็นไปเอง คือเป็นอัตโนมัติ ไม่ว่าจะสอนวิชาอะไรจะมีความแจ่มแจ้งเกิดขึ้น ในทางที่จะทำ ให้สถานะทางวิญญาณ ของเด็กเล็ก ๆ สูงขึ้นไปตามลำดับ ไม่เพียงแต่สอนให้รู้ เรื่องธรรมดาสามัญอย่างเดียว. นี่เรียกว่า ความหมายของคำว่าครู ซึ่งอยาก จะให้มองเห็นกันโดยแนวนี้ เป็นการ introduce ครูเข้าไปสู่พระบรมครู คือ พระศาสดาของเรา. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า การศึกษา. เมื่อคำว่าครูมีความหมายว่าผู้ยกสถานะ ทางวิญญาณแล้ว คำว่าการศึกษาก็อย่างเดียวกัน คือหมายถึงการยกสถานะทาง วิญญาณ. สำหรับข้อนี้ อยากจะขอให้เพ่งเล็งถึงคำว่า สิกขา ในภาษาบาลี ซึ่งตรง กับคำว่าศึกษาในภาษาไทย หรือศิกษาในภาษาสันสกฤต. ในภาษาบาลีที่เป็นหลัก

น.36 ธรรมะโดยตรง เรามีคำว่าไตรสิกขา คือสิกขา ๓ อย่าง หรือการศึกษา ๓ อย่าง. แต่แล้วสิกขา ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น เป็นการยกสถานะทางวิญญาณ โดยแท้. ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ล้วนแต่เป็นการกระทำที่เป็นการยกสถานะ ทางวิญญาณทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการบอกเล่าให้ท่องจำ หรือตอบปัญหาได้แล้ว ก็เพียงพอ ; แต่ว่าต้องเป็นตัวการปฏิบัติชนิดที่ให้เกิดความสูงในทางจิตทางวิญญาณ จริง ๆ ; ดังนั้นจึงถือว่าคำว่าสิกขานี้มีความหมายเป็นการประพฤติปฏิบัติ ; มิได้หมายเพียงการศึกษาเล่าเรียน แต่เป็นการประพฤติปฏิบัติชนิดที่ทำวิญญาณ หรือจิตใจให้สูงจริง ๆ ที่นี้เราจะเอามาใช้กับการศึกษาทั่วไปนี้ได้อย่างไร เรื่อง ก็คงจะไม่ยาก. เรื่องจะมีอยู่ว่าเราจะไม่ให้การศึกษาแต่เพียงสักว่าวิชาความรู้สำหรับ จดจำไปตอบปัญหาได้ สอบผ่านไปได้แล้วก็เลิกกัน. เราจะต้องให้สิ่งที่เรียกว่าการ ศึกษานั้น เป็นการประพฤติ การกระทำ หรือเป็นการอบรมให้มีการประพฤติ กระทำชนิดที่ให้เกิดความสูงในทางจิต หรือทางวิญญาณจริง ๆ ถ้าเป็นดังนี้แล้ว คำว่าศึกษาในภาษาไทยเรา ก็จะเป็นอย่างเดียวกับคำว่าศึกษา หรือ สิกขา แม้ใน สมัยพุทธกาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในวงการของพระพุทธศาสนา. เมื่อเป็น ดังนั้นคำว่าศึกษาของเรา ก็ยังคงเป็นคำที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องและสมบูรณ์ ไม่ เว้า ๆ แหว่ง ๆ คือเป็นเพียงการพูดให้ฟัง การจดการจำ แล้วก็ตอบปัญหาให้ ได้เท่านั้น แต่จะเป็นการทำชนิดที่มีผลจริงๆ คือเป็นการทำให้จิตใจหรือวิญญาณ ของผู้รับการศึกษานั้นสูงขึ้นจริง ๆ นี่คือคำว่าการศึกษา. เมื่อคำว่าครูกับคำว่า การศึกษามีความหมายที่เป็นอุดมคติอย่างนี้แล้ว จะเข้าใจหลักธรรมะในพระพุทธ ศาสนาต่อไปได้โดยง่ายที่สุด อาตมาจึงขอร้องหรือวิงวอนว่า ลองตั้งแนวคิดกัน ใหม่ไปในรูปนี้ เพื่อความเข้าใจพระพุทธศาสนาโดยเร็ว. สิ่งที่จะต้องปรับความเข้าใจอีกคำหนึ่งก็คือคำ ธรรมะ เพราะว่าเรา ประสงค์จะอบรมสั่งสอนสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ หรือรู้ธรรมะ และปฏิบัติธรรมะ และ

น.37 ได้ผลจากธรรมะ ไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมะ. แม้สิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมในที่นี้ ที่เป็นความมุ่งหมายของการเปิดการอบรมในที่นี้ ก็ยังรวมอยู่ในคำว่าธรรมะนั่นเอง ; แต่ว่าอาตมาจะขอถือโอกาสกล่าวเสียเลยในที่นี้ว่า สำหรับเราพุทธบริษัท ควรจะ เข้าใจคำว่าธรรมะนี้ให้เต็มความหมายของคำ ๆ นี้ เพื่อประโยชน์แก่ความรู้ที่กว้าง ออกไป. คำว่าธรรมะนี้ ในภาษาบาลี หรือภาษาธรรมะ นับว่าเป็นคำที่ประหลาด ที่สุด คือหมายถึง สิ่งทุกสิ่ง หรือถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ คำว่าธรรมะ ก็แปลว่า "สิ่ง" หรือ thing เท่านั้นเอง และหมายถึงทุกสิ่งโดยไม่ยกเว้นอะไร. ถ้ากล่าวอย่างโวหารธรรมดาสามัญที่สุดก็คือว่า นับตั้งแต่สิ่งที่ไร้ค่าที่สุด เช่นฝุ่น สักอนุภาคหนึ่ง จนกระทั่งถึงสสารวัตถุทุกอย่าง จนกระทั่งถึงเรื่องทางจิตใจ คือ ถึงตัวพระนิพพานทีเดียว ทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในคำว่า “ธรรมะ" นี้เพียงคำเดียว ทีนี้เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาที่ชัดเจน ก็ควรจะเพ่งดูกันให้ละเอียดไปกว่านั้น. คำว่า "ธรรมะ" นั้น ที่ว่าเล็งถึงทุกสิ่งนั้น จะแยกได้เป็นพวก ๆ คือว่า พวกสิ่งที่เรียกว่ารูปธรรมและนามธรรมเป็นคู่แรกก่อน. รูปธรรม คือสิ่งต่าง ๆ ทางภายนอกซึ่งใจจะรู้สึกได้, นามธรรม คือตัวใจที่รู้สึกสิ่งทั้งหลายได้ ; จึงเกิด เป็นสองฝ่าย. รูปธรรมก็เป็นฝ่าย objective, นามธรรมก็เป็นฝ่าย subjective ; แต่ละฝ่าย ๆ มีมากมายเหลือที่จะกล่าวได้ว่ากี่อย่าง ; ในทั้งสองฝ่ายนี้แต่ละอย่าง ก็ล้วนแต่เรียกว่า "ธรรมะ" ส่วนอาการที่กระทบกันระหว่างทั้งสองฝ่าย คืออาการ ที่จิตไปรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ภายนอกนั้น เรียกว่าการกระทบกัน แม้ตัวกิริยาอาการ ที่เรียกว่ากระทบกันเป็นความรู้สึกขึ้นมา ก็เรียกว่า "ธรรมะ" แม้ตัวการกระทบ นั่นเอง ก็ยังเรียกว่า "ธรรมะ" หลังจากการกระทบระหว่างใจกับสิ่งต่าง ๆ ภายนอกนี้แล้ว ย่อมเกิดผลขึ้นมา มีผลขึ้นมาอย่างไร ก็ล้วนแต่เรียกว่า "ธรรมะ" ที่มีผลเป็น mechanism ในทางจิตล้วน ๆ เช่น เกิดโกรธ เกิดเกลียดอะไรขึ้นมา อย่างนี้ก็เป็น mental mechanism แม้อันนี้ก็เรียกว่าธรรมะ. แม้มันจะมีผลเป็น สติปัญญาขึ้นมา ก็ยังคงเรียกว่าธรรมะ. สติปัญญาที่เกิดขึ้นก่แเราทุกวัน ๆ

น.38 หรือสิ่งที่เรียกว่า experience ต่าง ๆ ก็ล้วนแต่เรียกว่าธรรมะ, และค่อยมีผลก่อรูป เป็นสติปัญญามากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ๆ. สติปัญญาที่เกิดขึ้นเป็นธรรมะนี้ มีผลให้เกิดการปฏิบัติการกระทำ ชนิดที่จะเอาชนะความทุกข์ทั้งปวง จึงเกิดมีระเบียบปฏิบัติขึ้นมาต่าง ๆ อย่างนั้น อย่างนี้ ทั้งในทางศาสนาและประเพณี แม้เหล่านี้ก็ยังคงเรียกว่าธรรมะ. แม้ผล ที่เกิดขึ้นในครั้งสุดท้ายเป็นมรรคผลหรือนิพพานก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ยังคงเรียกว่า ธรรมะ. ดังนั้นท่านจะเห็นได้ว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ ; สำหรับภาษาบาลี ไม่มีอะไรที่จะไม่ใช่ธรรมะ การรู้ธรรมะหมายความว่ารู้อะไร ? ก็คือรู้ทุกสิ่งที่ควรจะรู้; แต่ว่า มิได้หมายความว่าเราอาจจะรู้ทุกสิ่ง หรือต้องรู้ทุกสิ่ง. เราจะรู้เท่าที่จำเป็น หรือ สมควรจะรู้. ที่ชี้ให้เห็นนี้ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งเรียกว่าธรรมะ เพราะว่า ศัพท์บาลีคำนี้เป็นอย่างนี้เอง ; เพราะฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่า ตัววัตถุธรรมก็ดี พวกนามธรรม คือจิตใจก็ดี การกระทบระหว่างของสองฝ่ายนี้ก็ดี ผลเกิดขึ้นเป็น ความดีความชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่วก็ดี กระทั่งสติปัญญาก็ดี ระบอบปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพราะสติปัญญานั้นก็ดี แม้กระทั่งมรรคผลนิพพานก็ดี รวมเรียกว่า “ธรรมะ" ทั้งนั้น. ข้อนี้คงจะทำให้เรานึกถึงคำที่พระสวดอภิธรรมว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา. ซึ่งแปลว่า สิ่งซึ่งเป็นฝ่ายดีทั้งหลาย สิ่งซึ่งเป็นฝ่ายไม่ดีทั้งหลาย และสิ่งซึ่งยังไม่อาจจะกล่าวว่า ดีหรือไม่ดีทั้งหลาย ; เพียงสามคำนี้ก็เล็งถึงสิ่งทั้งปวงหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะมากไปกว่านี้ นี่คือคำว่า ธรรมะ. ฉะนั้นในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ ถ้าถูกถามว่าธรรมะคืออะไรแล้ว ก็อย่าได้เสียทีในการที่จะตอบให้ตรงตามหลักของพระพุทธศาสนา เพราะว่าเรา กำลังพูดกันถึงหลักของพระพุทธศาสนา.

น.39 นี้ โดยตัวพยัญชนะแท้ ๆ แปลว่าสิ่งซึ่งทรงตัวเองอยู่ จึงเกิด มีเป็นสองพวก คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลง อย่างหนึ่ง กับสิ่งซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง อีก อย่างหนึ่ง, สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็ทรงตัวอยู่ได้ในตัวการเปลี่ยนแปลง, หรือมีตัวการ เปลี่ยนแปลงนั่นแหละเป็นตัวมันเอง จึงเรียกว่าธรรมะประเภทที่เปลี่ยนแปลง คือสังขารธรรมหรือสังขตธรรม ; ทีนี้อีกพวกหนึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือเป็น สิ่งที่ตรงกันข้าม ก็มีตัวการไม่เปลี่ยนแปลงนั่นแหละเป็นตัวมันเอง ทรงตัวอยู่ได้ โดยการไม่เปลี่ยนแปลง ก็เลยหมดกัน ไม่มีสิ่งอะไรนอกไปจากนี้อีกแล้ว. นี้คือ ความหมายของคำว่าธรรมะ. ขอให้ไล่ไปตามลำดับว่า วัตถุธรรมหรือวัตถุทั้งหลาย ก็คือธรรมะ จิตก็คือธรรมะ การกระทบและความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งหลายก็คือธรรมะ แล้วธรรมะ ส่วนไหนเล่าที่เป็นจริยธรรมที่เราต้องการ ฉะนั้นเราจะต้องเล็งถึงสติปัญญาที่เกิด ขึ้นเป็น spiritual experience ประจำวันของเรา ทำให้เราเกิดความรู้ขึ้นมาได้เองว่า เราต้องคิด ต้องทำ หรือต้องพูดอย่างไร ความทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้น. มันสอนได้ ในตัวมันเองเป็นส่วนใหญ่ เช่นว่าไปจับไฟเข้าแล้วมันร้อน มันก็สอนให้เพื่อการ ไม่จับอีกต่อไป. เรื่องของความทุกข์ทางจิตใจก็เหมือนกัน : พระศาสดาเกิดขึ้นได้ ในโลกนี้ ก็เพราะเป็นผู้สังเกตในเรื่องนี้ เป็นผู้ค้นคว้าหรือคลำไปในเรื่องนี้. ขออย่าได้ถือเป็นคำหยาบคายที่อาตมาจะกล่าวว่า อาจารย์ของพระพุทธเจ้าของเรา นั้นชื่อ "นายคลำ" เพราะท่านไม่ยอมเชื่อใคร แต่ว่าท่านจะพยายามคลำของท่าน ไปเองตลอดเวลา จนท่านพบสิ่งที่ท่านประสงค์จะพบ. พวกเราเป็นลูกศิษย์ ของท่าน ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะท่านได้สั่งไว้อย่างนั้น ว่าความเชื่องมงาย ตามคำพูดของผู้อื่นทันทีนั้นใช้ไม่ได้. แม้แต่พระตถาคตจะตรัสเองก็ไม่ต้องเชื่อ ทันที จะต้องคลำด้วยสติปัญญาของตนจนเห็นว่าที่พูดนั้นจริง คือที่พูดว่าถ้าทำ อย่างนั้นแล้วผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้ นั้นเป็นความจริง แล้วจึงจะเชื่อ ตัวอย่าง

น.40 ช่นที่สอนว่า ละโลภะ โทสะ โมหะ เสีย จะอยู่เย็นเป็นสุขเช่นนี้ มันต้องมอง จนเห็นเองแล้วจึงปฏิบัติ เพื่อละโลภะ โทสะ โมหะ เสีย ดังนี้เป็นต้น เราจะได้ เห็นชัดขึ้นมาว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะที่จำเป็นจะต้องเข้าเกี่ยวข้องด้วยนั้น คงเหลือ อยู่แต่ธรรมะพวกที่จะใช้ดับทุกข์เท่านั้น. ที่ไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์แล้วไม่จำเป็น แม้แต่จะต้องเรียน เพราะว่ากิจรีบด่วน หรือปัญหารีบด่วนนั้น อยู่ที่ต้อง ดับทุกข์. ดังนั้นในวันหนึ่งเมื่อพระพุทธองค์กำลังเสด็จเดินทางไกลอยู่กลางป่า ท่านได้ทรงหยิบใบไม้ขึ้นมากำมือหนึ่ง ทรงชูขึ้นแล้วตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบไม้กำมือเดียวกับใบไม้ทั้งป่านี้ อย่างไหนจะมากกว่ากัน. ใครๆ ก็ย่อมเห็น ได้เองว่า ใบไม้กำมือเดียวนี้ มันน้อยกว่าที่จะเปรียบกับใบไม้ทั้งบ่า ก็ต้องทูล อย่างนั้นทั้งนั้น. ทีนี้ท่านก็เลยทรงย้ำเป็นการปกาสิตว่า สิ่งที่ฉันจะสอนแก่พวก เธอก็คือ ธรรมะเท่ากับใบไม้กำมือเดียว คือสอนด้วยเรื่องทุกข์ เรื่องมูลเหตุที่ให้ เกิดทุกข์ เรื่องสภาพแห่งความไม่มีทุกข์เลย และวิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงสภาพอันนั้น. ถ้าเปรียบเทียบกับธรรมะที่ได้ตรัสรู้ทั้งหมดแล้วทรงเลือกเอามาสอน ก็จะเท่ากับ ใบไม้กำมือเดียว. ข้อนี้แปลว่า ขอบวงแห่งความรู้ของสัพพัญญูนั้น เปรียบกัน ได้กับใบไม้ทั้งป่า แต่ที่นำมาสอนแก่เวไนยสัตว์นี้เท่ากับใบไม้กำมือเดียว. สิ่งที่ เรียกว่าจริยธรรม ต้องรวมอยู่ในใบไม้กำมือเดียวนี้ หรือในธรรมะกำมือเดียวนี้ คือเป็นส่วนของการประพฤติปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้เท่านั้น. เราไม่ต้องกลัว เรา ไม่ต้องท้อถอย ในการที่จะรู้ธรรมะให้เต็มตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงประสงค์ ทั้งนี้เพราะว่ามันเท่ากับใบไม้กำมือเดียว. ถ้าเราไม่สามารถจัดการกับเรื่องเพียง กำมือเดียว ก็แปลว่าเราไร้ความสามารถ ; และถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ เราก็ต้อง สารภาพว่าเราเป็นคนไม่มีสติปัญญาหรือโง่เง่า มากกว่าจะพูดอย่างอื่น ฉะนั้น ขอให้สนใจให้ตรงจุดของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะในส่วนที่เราจะต้องไปเกี่ยวข้องด้วย. ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งไปหมด แต่ว่า "ทุกสิ่ง" ที่จำเป็นจะต้องรู้ จะต้อง

น.41 ข้าใจ ต้องปฏิบัติให้เกิดผลขึ้นมาเท่านั้น. นี่แหละคือขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรมที่เราจะต้องสนใจกันต่อไป. เดี๋ยวนี้เราใช้คำว่า "ศาสนา" กันแทนคำว่าธรรมะ. นี้ก็ขอให้ทราบ ไว้ด้วย ว่าในครั้งพุทธกาลนั้น ไม่มีคำว่าศาสนาใช้เลย ไม่ใช่โวหารพูด ไม่ใช่ คำพูดที่ใช้พูดอยู่ตามธรรมดา เพิ่งจะมามีในสมัยนี้. ในสมัยพุทธกาลใช้คำว่า “ธรรมะ" กันทั้งนั้น, คือใช้คำว่าธรรมะของพระสมณโคดม, ธรรมะของครู นิคันถนาถบุตร ธรรมะของครูสัญชยเวลัฏฐบุตร นี่ก็เท่ากับการพูดว่าศาสนาของ พระสมณโคดม ศาสนาของนิครนถ์ ดังที่เราพูดกันเดี๋ยวนี้. ถ้าเดี๋ยวนี้เราพูด ด้วยคำว่าศาสนา ก็คือคำที่เขาพูดกันว่าธรรมะในครั้งพุทธกาล เราจึงถือเอาคำว่า ศาสนา กับคำว่าธรรมะ เป็นสิ่งเดียวกันได้ในบัดนี้ คำว่าธรรมะ หรือศาสนาในปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดมีปัญหาขึ้นมา มากไม่น้อยเลย เพราะว่าเวลาได้ล่วงมาตั้งสองพันกว่าปี ซึ่งท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้ว ว่าเวลาได้ล่วงมาตั้งสองพันกว่าปี. อะไรได้เกิดขึ้นบ้าง ในระหว่างสองพันกว่าปีนี้ ? มันคงจะมากทีเดียว. เท่าที่อาตมาอยากจะขอร้อง ให้สนใจไว้และจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะใช้มันให้ถูกต้องนี้ ก็คือหลักเกณฑ์ที่ว่า เรา ควรจะทราบไว้ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือศาสนานั้น อย่างน้อยที่สุดก็กล่าวได้ว่า มีอยู่ประมาณ ๖ รูป หรือ ๖ แบบด้วยกัน. แต่ใน ๖ รูป หรือ ๖ แบบนั้น จะมี อยู่เพียงแบบหนึ่งเท่านั้น ที่เราจะต้องสนใจเพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้. อาตมาขอถือโอกาสกล่าวเผื่อการบรรยายครั้งต่อๆ ไปด้วย จึงได้กล่าวถึงพระพุทธ ศาสนา ๖ รูป หรือ ๖ แบบนี้ ที่จะต้องเข้าใจเป็นพื้นฐานไว้ก่อน ; และพึงเข้าใจ เลยไปถึงว่า ไม่เพียงแต่สิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือศาสนาเท่านั้น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมทุกชนิด จะเป็นวรรณกรรม ศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรมก็ตาม

น.42 ก็ล้วนแต่อยู่ในลักษณะที่จะต้องผันแปรไปในรูปประมาณ ๖ รูป หรือ ๖ แบบนี้ ด้วยกันทั้งนั้น ; ดังนั้นพอจะเป็นหลักทั่วไปได้. ที่ว่าพุทธศาสนามีอยู่ ๖ รูป หรือ ๖ แบบนี้ก็คือ แบบแรกที่สุดได้แก่ origin. นี้หมายถึงธรรมะหรือศาสนาชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง สอนเอง เมื่อยังทรงดำเนินไปมาตรัสสอนเองว่าอย่างไรเป็นอย่างไร ; นี้เราเรียกว่า origin สำหรับ origin นี้ เมื่อล่วงมาถึงสองพันกว่าปีนี้ มันยากมากที่เราจะ identify. ตัวอย่างเช่นเราจะระบุลงไปว่าพระพุทธรูปองค์ไหนมีพระพักตร์คล้ายพระพุทธเจ้า ที่สุด เราไม่มีทางที่จะเลือกคัดขึ้นมาได้ เพราะพระพุทธรูปตั้งมากมายนี้ล้วนแต่ พระพักตร์ต่างกัน ; ข้อนี้ฉันใด เรายากที่จะ identify ว่าคำพูดคำไหนประโยคไหน ในพระไตรปิฎกเป็น origin ; ดังนั้นเราต้องใช้สติปัญญามากสักหน่อย แต่ต้อง ถือว่า origin นี้ต้องมีอยู่จริง. หลักธรรมะหรือศาสนารูปต่อมาก็คือ evolution ซึ่งอาจจะต้องถือเป็น หลักว่า สิ่งที่เป็นวัตถุหรือเป็นนามธรรมก็ดี เมื่อเวลาล่วงไป ย่อมมี evolution หรือวิวัฒนาการนี้เข้ามาแทรกแซงด้วยอำนาจสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น. ข้อนี้หมายถึง อาการที่ไม่ได้มีใครเจตนาไปทำมัน แต่มันเป็นไปเอง เช่นการจำต่อ ๆ กันมาผิด หรือคัดลอกต่อกันมาผิด ตีความหมายผิด เป็นต้น. การที่เวลาล่วงไปทำนองนี้ สิ่งที่เรียกว่าภาวะแห่งธรรมะหรือศาสนาของพระพุทธเจ้า ก็มีการเปลี่ยนไปตาม กฎเกณฑ์นั้นตามสิ่งแวดล้อม โดยไม่มีใครเจตนาจะให้เป็น นี้ก็ส่วนหนึ่ง ; ดังนั้น จึงมีหลักพุทธศาสนาหรือธรรมะขึ้นมาอีกรูปหนึ่ง ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปในตัว มันเองไม่มากก็น้อย. ต่อมาก็มีอีกรูปหนึ่งเป็นรูปที่ ๓ คือ development. นี่หมายถึงมนุษย์ เรานี้ หรือมือของมนุษย์เรานี้แหละ ไปแตะต้องได้ คือไปแก้ไขปรับปรุง ทำให้

น.43 กิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่อีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นเราจึงมีบาลี มีอัตถกถา มีมติอะไร แปลก ๆ ออกไป กระทั่งถึงเรามีคัมภีร์อภิธรรมที่สมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. ๕๐๐-๖๐๐ ดังนี้เป็นต้น หรือมีคำสอนที่ถูกปรับปรุงให้เหมาะกับกาละเทศะมากขึ้น กลายเป็น Developed Buddhism ขึ้นมาอีกรูปหนึ่ง. ที่ร้ายไปกว่านั้น ก็มีอาการที่เรียกว่า transition คือการเปลี่ยนรูป จากเดิมในระยะที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสถานที่ ทำให้เกิด พุทธศาสนาแบบที่เปลี่ยน หรือกำลังเปลี่ยนรูปไปจากเดิม ได้แก่การที่พุทธศาสนา เข้าไปในบางประเทศ หรือล่วงมาถึงยุคใดยุคหนึ่ง ซึ่งมีการต่อสู้กันในระหว่าง ศาสนาเป็นต้น มันทนอยู่ไม่ได้ที่จะใช้คงอยู่ในรูปเดิม จึงต้องเขียนคัมภีร์ขึ้นใหม่ หรือถึงกับตั้งนิกายขึ้นใหม่, ซึ่งมองดูแล้วก็จะเห็นได้ว่า ทั้งหลักเดิมโดยปริยายใด ปริยายหนึ่ง แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด. พระพุทธศาสนา หรือธรรมะ ในรูปนี้น่า อันตรายมาก. ยิ่งกว่านั้น เมื่อเวลาล่วงไปนานเข้า หรือการผันแปรมีมากเข้า จนกิจการของพระพุทธศาสนาตกไปอยู่ในอิทธิพลของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้า ก็เกิด Influenced Buddhism ขึ้นมาอีก คือพุทธศาสนาที่ถูกอิทธิพลบางอย่างครอบงำ ตัวอย่างเช่นว่าระบบการศาสนาตกเข้าไปอยู่ใต้อำนาจของเจ้าผู้ครองนคร เกิดมี ภิกษุประเภท royal priest อะไรขึ้นมา ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินหรือใคร ๆ แต่งตั้งให้ เมื่อไรก็ได้ ถอดเสียเมื่อไรก็ได้ แล้วแต่ความชอบใจของผู้มีอำนาจในยุคนั้น ๆ- Influenced Buddhism ชนิดนี้ ยิ่งน่าอันตรายมากขึ้นไปอีก. ยิ่งตกมาในสมัยนี้แล้ว อยากจะกล่าวว่า แม้แต่หม้อข้าวหม้อแกงของพวกทายกทายิกา ก็ยังมี influence เหนือภิกษุสงฆ์ ซึ่งทำให้เกิดการผันแปรในหลักธรรมะที่สั่งสอนกันอยู่. ขอให้ ระวังพุทธศาสนาแบบนี้. อันสุดท้าย คือ application พุทธศาสนาอันไหน ที่จะเป็น Applied Buddhism ที่จะใช้ได้กับชีวิตประจำวันโดยแท้จริง และบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ตามเดิม

น.44 ราต้องไล่มาตามลำดับ ๆ เราต้องค้นให้พบพุทธศาสนาที่ประยุกต์หรือ applied แก่เราในสมัยนี้ได้. ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่ออกจะยากลำบากสำหรับผู้ที่ไม่เคยสนใจ มาก่อน เราจะกระโดดแผล็บเดียวถึง origin ก็คงเหลือวิสัย : ถ้าเราไล่ไปตาม ลำดับ เราก็จะเจอะแต่ evolution, development, transition, หรือ influence อะไรเหล่านี้ทั้งนั้น และเดี๋ยวนี้เราจะทำอย่างไรดี จึงจะได้ Applied Buddhism มา. พุทธศาสนาหรือธรรมะของพระพุทธศาสนา อย่างน้อยย่อมมีอยู่ในรูป ๖ รูป หรือ ๖ ชนิดดังที่กล่าวมานี้. เราต้องสนใจในการที่จะแยกคัดออกมาให้ได้ ให้ถูกต้อง ในส่วนที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกของท่านว่า กำมือเดียวให้พวกแก. ส่วนที่มากมาย เท่ากับใบไม้ทั้งป่าทั้งคงนั้น มันก็คือทั้งหมด หรือแถมทั้ง ๖ แบบ หรือยิ่งกว่า ๖ แบบ. เราจะต้องสนใจกันในส่วนที่เรียกว่ากำมือเดียวนี้ ซึ่งจะได้กล่าวกันให้ ละเอียดชัดเจนเฉพาะเรื่องในวันหลัง ๆ เพราะในวันนี้ได้กล่าวแล้วว่าเป็นเพียง introduction ทั่วไปเท่านั้น. พุทธศาสนาที่จะเราจะใช้ได้แก่ชีวิตประจำวันของเราจริง ๆ นี้ มันก็ยัง มีปัญหาอีกมากสำหรับมนุษย์สมัยนี้ เพราะว่ามนุษย์เราสมัยนี้ มันรู้มากยากนาน จู้จี้พิถีพิถันเกินไป จะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้. แม้ความรู้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ใหม่ ๆ นี้ ก็ล้วนแต่ไม่อยู่ในร่องในรอยว่าจะเอาอย่างไรกันแน่. เราปล่อยไปตาม อำนาจของสติปัญญาที่แตกฉานไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องมันก็ยิ่งมากขึ้น, หนักเข้าก็ เป็นประเภท รู้กันมากมาย แต่แล้วก็ทำความสงบหรือสันติภาพให้แก่โลกไม่ได้ เป็นเรื่องความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดอยู่ตลอดเวลา; ฉะนั้นเราก็ควรจะกำหนด ให้แน่นอนลงไปว่าเราจะเอารูปไหนกัน. แม้พุทธศาสนาหรือธรรมะในส่วนที่จะใช้ เป็นประโยชน์แก่เราได้จริง นี้ก็ยังมีหลายเหลี่ยม. อาตมามาใช้คำว่าหลายเหลี่ยม หรืออย่างน้อยก็สัก ๖ เหลี่ยมอีกเหมือนกัน. สำหรับจำนวน ๕ หรือ ๖ นี้ไม่ใช่ว่า ตายตัว แต่นำมากล่าวหรือเปรียบเทียบเพื่อเป็นตัวอย่าง

น.45 หรือศาสนา ในฐานะที่เป็นศาสนา นั้น ก็เหลี่ยมหนึ่งแล้ว : ธรรมะที่เป็นศาสนานั้น หมายความว่า เป็นการประพฤติเพื่อดับความชั่วที่กาย ที่วาจาใจกันโดยตรง ตามระเบียบปฏิบัติที่วางไว้อย่างชัดเจน. นี่เรียกว่าธรรมะ ในฐานะที่เป็นศาสนาหรือเป็น religion. คำว่า religion นี้ ขออย่าได้ไปถือเอา ความหมายให้คลุมเคลือด้วยความเกี่ยงงอนกัน จนไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดีอย่างที่ กำลังเถียงกันอยู่ทั่วไป. แต่ขอให้ถือเอาความหมายของคำว่า religion นี้ว่าเป็น "สิ่งที่จะขจัดความทุกข์ในด้านจิต ด้านวิญญาณได้" เท่านั้นก็พอแล้ว. เราใช้ คำว่าศาสนาเป็นภาษาไทยกัน ในความหมายแต่เพียงคำว่าสั่งสอน ถ้าอย่างนี้ มันไม่พอ เพราะมันไม่แต่เพียงคำสั่งสอน ต้องรวมทั้งการปฏิบัติ และมีผลของ การปฏิบัติด้วย. ถ้าเราใช้คำว่า religion ซึ่งมีรากศัพท์ว่า "ผูกพัน" หรืออะไร ทำนองนี้ ก็ต้องถือเอาความหมายให้ถูก เช่นว่า ผูกพันจิตวิญญาณไว้กับพระ เป็นเจ้า หรือสภาพที่ ไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้มันจึงจะใช้ได้. ความหมายของคำว่า religion นั้นนำมาใช้กับคำว่าศาสนา แม้ในพุทธศาสนาก็ได้ คือหมายถึงวิธีปฏิบัติ ที่จะผูกพันดวงจิตวิญญาณไว้กับสภาพที่ไม่เป็นทุกข์หรือความดับทุกข์สิ้นเชิงนั่นเอง. หรือจะถือว่าคำนี้มีความหมายว่า ระเบียบปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระเป็นเจ้า มันก็ใช้ได้ ในข้อที่ว่าเราจะมีระเบียบปฏิบัติ ที่เข้าถึงความไม่มีทุกข์หรือความดับทุกข์. เมื่อ ให้ความหมายของคำว่าพระเป็นเจ้า ว่าเป็นสภาพที่ไม่มีทุกข์ มันก็ตรงกันได้ไม่ว่า ภาษาไหนหรือแม้ศาสนาไหน. ถ้าเราถือเอาคำว่าศาสนาในภาษาไทยเป็นหลัก ก็ให้มีความหมายอย่างนี้ ; และนี่แหละคือข้อที่ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นศาสนานั้น มีอยู่เหลี่ยมหนึ่ง. เหลี่ยมที่ถัดไปก็คือ ธรรมะในฐานะที่เป็นปรัชญา ซึ่งชอบพูดกันนัก และฝรั่งก็สนใจกันมากในเหลี่ยมนี้. เหลี่ยมนี้เอง เป็นเหลี่ยมที่นำไปสู่ความไม่มี ที่สิ้นสุดของสติปัญญา เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาคืออะไรนั้น บรรดาท่าน

น.46 ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้ว ว่ามันคล้าย ๆ กับ หลักปักเลน อยู่มาก. มันมีประโยชน์ก็เรียกว่าไม่แน่นแฟ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนสนใจมากกว่าเหลี่ยม ที่เป็นศาสนาเสียอีก เพราะว่ามันสนุกดี มันสนุกมาก เป็นเหยื่ออย่างดีของปัญญา หรือบุคคลที่มีปัญญา ดังนั้นคนจึงสนใจธรรมะในแง่ของปรัชญากัน มากกว่าในแง่ ที่เป็นตัวแท้แห่งศาสนา. เหลี่ยมต่อไปอีก ก็คือ เหลี่ยมของวิทยาศาสตร์. พวกที่มีหัวหรือมีนิสัย สันดานเป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็มองธรรมะได้ในเหลี่ยมของวิทยาศาสตร์ และมันก็ มีช่องทางที่จะให้มองเช่นนั้นได้จริง ๆ เหมือนกัน. ยิ่งธรรมะในพระพุทธศาสนา ที่กล่าวไว้โดยกฎเกณฑ์อันตั้งรากฐานอยู่บนเหตุผลแล้ว มันทนต่อการพิสูจน์มาก แม้จะเรียกร้องให้มีสิ่งที่เรียกว่า experiment กัน ก็ยังมีให้ได้ แต่ต้องเป็นในทาง ด้านจิตใจ มีหลักเกณฑ์ที่ทำให้เราเห็นได้ว่า ธรรมะนี้ที่มีความหมายตามแง่ของ วิทยาศาสตร์ก็มีอยู่เป็นอันมาก. ถ้าเรายิ่งไปแยกความหมายของคำว่าวิทยาศาสตร์ เป็นจิตวิทยา เป็นตรรกวิทยา เป็นคณิตศาสตร์หรือ mathematics อย่างนี้เป็นต้น เข้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีทางที่จะเอาไปจับเข้ากับหลักธรรมะนานาชนิดในพระพุทธศาสนา ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก. เพียงแต่ในแง่ของวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ หลายแขนงอย่างนี้ พระพุทธศาสนาก็มีให้อย่างล้นเหลือ ทำให้นักศึกษาบางคนเมาเหมือนกับเมาเหล้า ในการไปใช้สติปัญญาคว้าพระพุทธศาสนาในแง่ ตรรก ในแง่ของ จิตวิทยา หรือ แม้แต่ในแง่ของ คณิตศาสตร์. มันเป็นเรื่องของ เครื่องเรื่องปัญญา ไปเสียทั้งนั้น ไม่ดับทุกข์โดยตรงเลย. เหลี่ยมที่ไกลออกไปอีกก็คือ เหลี่ยมที่เป็นศิลปะ ธรรมะนี้ ถ้าคนเรา มีจิตใจเป็นศิลปินแล้ว จะดูธรรมะเป็นศิลปะได้ และจะหลงใหลได้มากเหมือนกัน เพราะว่าถ้าใครไปเข้าใจตัวธรรมะหรือการปฏิบัติธรรมะชนิดที่น่าอัศจรรย์ที่สุด คือ

น.47 ที่เปลี่ยนจิตใจของคนเราจากสภาพที่ไม่งดงาม ให้มาสู่สภาพที่งดงาม มันจะจับอก จับใจที่สุด. ถ้าเราครองชีวิตอยู่ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ย่อมกล่าวได้ว่า มีชีวิตอย่างศิลปะที่แท้จริง คือศิลปะแห่งการครองชีวิตชนิดที่เยาะเย้ยท้าทายต่อ ความทุกข์ ความตาย หรืออะไรก็ได้ เพราะคำว่าศิลปะมีความหมายอย่างกว้างขวาง ฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงมีอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งส่อแววของศิลปะ เราอาจสนใจได้ ในฐานะที่เป็นศิลปะ จึงเกิดมีคำว่า Buddhist Art of Life ขึ้น ซึ่งเป็นที่สนใจของ พวกฝรั่งยิ่งกว่าที่เราสนใจกันอยู่ในเมืองไทย. การที่เขาไม่สนใจคำบอกเล่าของ พวกเราเมืองไทย ก็ดูเหมือนจะเป็นว่าเพราะเราไม่มีหัวในการที่จะแสดงให้เขาเห็น ศิลปะของชีวิตแบบนี้ ซึ่งพวกพุทธศาสนาอย่าง Zen ของญี่ปุ่นนั้นทำได้ดีกว่า อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น พุทธศาสนาเหลี่ยมนี้ก็เป็นเหลี่ยมที่ล่อใจอยู่มาก ทำให้ ฝรั่งสนใจต่อเหลี่ยมนี้ จนไม่เข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาโดยเร็วก็ยังมี เหลี่ยมถัดไปก็อย่างเช่นว่าเป็นวรรณคดี. ธรรมะนี้ จะกล่าวกัน ในรูปเป็นตัวหนังสือ หรือเป็นเสียง หรือแม้แต่ความหมายก็ตาม ย่อมมีลักษณะ เป็นวรรณคดี คือมีความไพเราะ. ยิ่งเราไปเอาพระไตรปิฎกเป็นตัวธรรมะด้วย แล้วละก็ จะเป็นวรรณคดีที่ยากที่ใครจะมาตีให้แตกได้ คือเป็นวรรณคดีที่ดึงดูดใจ อย่างยิ่ง. มันเสียแต่ว่าพวกเราไม่ค่อยรู้ภาษาบาลี ไม่รู้ภาษาบาลีถึงขนาดที่จะได้ รสทางวรรณคดีจากพระไตรปิฎก ; แต่อาตมากล้ายืนยันว่า ถ้าใครรู้ภาษาบาลีดี อย่างรู้ภาษาไทยแล้ว ลองไปอ่านพระไตรปิฎกที่เป็นภาษาบาลีดูเถิดจะเมาวรรณคดี ของพระไตรปิฎก ซึ่งมีทั้งร้อยแก้ว มีทั้งกาพย์กลอน และมีทั้งความลึกซึ้งในทาง การแสดงความคิด การให้ความหมาย เป็นความไพเราะมีลักษณะเป็นวรรณคดี ถึงแม้ตัวธรรมะเอง ก็มีความไพเราะอย่างนั้น จนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พรหมจรรย์งามทั้งข้างต้น งามทั้งตรงกลาง ดังนี้เป็นต้น ; และทรงกำชับให้สอน พรหมจรรย์ หรือประกาศพระศาสนานี้ ให้งามทั้งเบื้องต้น ให้งามทั้งตรงกลาง

น.48 ให้งามทั้งเบื้องปลาย อย่างนี้เป็นต้น. คนที่เป็นนักศึกษาอาจจะหลงพระไตรปิฎก ในฐานะที่เป็นวรรณคดีจนลืมปฏิบัติธรรมะก็ได้. อาตมาจะยกตัวอย่างเหลี่ยมสุดท้าย อย่างเช่นว่าเป็นเรื่องทางอนามัย. นี่ดูมันจะไกลมากไปแล้ว แต่ก็ยังอยากจะยกมาให้เห็นว่า ธรรมะนี้ ถ้าจะมองกัน ในแง่วิชาอนามัย หรือสุขวิทยาอนามัยก็ยังได้ เพราะว่าถ้าเราปฏิบัติธรรมะอยู่แล้ว ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าอนามัยนี้ขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทางกายและทางใจ เพราะ เป็นสิ่งที่เนื่องกัน : คนเราถ้าอนามัยทางจิตดีแล้ว อนามัยทางกายก็ดี. ทางเกิด แห่งโรคทางกายนี้ มีมูลมาจากโรคในทางจิต ; ธรรมะย่อมบำบัดโรคในทางจิต เป็นส่วนใหญ่ และก็มีผลเนื่องไปถึงโรคในทางกาย. เพียงแต่ว่าเราจะเป็นอยู่ ให้คล้อยตามระเบียบวินัยทางศาสนาเท่านั้น จะมีความสบายหรือผาสุกทางกายนี้ เป็นอย่างยิ่ง โดยไม่เกี่ยวกับจิตใจก็ได้. นี่แหละคือข้อที่แม้แต่จะมองกันดูในแง่ สุขภาพวิทยาอนามัยนี้ก็ยังได้. นี่แหละ คือข้อที่พุทธศาสนาถูกมองกันหลายเหลี่ยม และเหลี่ยมไหน เป็นเหลี่ยมที่ถูกต้องที่สุด หรือสำคัญที่สุด ก็ขอได้พิจารณาดู เพราะถ้าเราจับ เหลี่ยมผิด ก็คล้ายกับอุตริไปดื่มเหล้า หรือสูบผืน หรือกัญชาเข้าเป็นแน่ คือติด แล้วก็ไม่มาสนใจในเหลี่ยมที่ควรจะสนใจ. ดังนั้นใน ๖ เหลี่ยมนี้ ควรจะถือว่า เหลี่ยมที่เรียกว่าศาสนานั่นแหละคือเหลี่ยมที่พึงประสงค์. ขอย้ำว่า ธรรมะใน ฐานะที่เป็นศาสนา ธรรมะในฐานะที่เป็นปรัชญา ธรรมะในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ธรรมะในฐานะที่เป็นศิลปะ ธรรมะในฐานะที่เป็นวรรณคดี และธรรมะในฐานะที่ เป็นสุขวิทยาอนามัย เป็นต้น เหลี่ยมแต่ละเหลี่ยมเหล่านี้ เหลี่ยมที่เรียกว่าศาสนา นั้นเป็น เหลี่ยมที่ควรประสงค์อย่างยิ่ง ; แต่เราก็มักจะเห็นเป็นของครึกระไป. คนที่ตื่นการศึกษาสมัยใหม่ มักเมาในความหมายของคำว่าปรัชญา วิทยาศาสตร์

น.49 พวกนี้มักจะรู้สึกว่า เสียงว่าศาสนาหรือธรรมะนั้น เป็นของครึกระไป ก็หันหลังให้ ที่จริงไม่ใช่เขาเป็นคนโง่ แต่เขาเป็นคนที่เผลอเพียงนิดเดียว จึงเกิดอาการที่ หันหลังให้ขึ้นมาในตอนแรก แล้วจะทราบความจริงได้อย่างไร เพราะมันมีอาการ หันหลังให้เสียแล้วตั้งแต่ตอนแรก; นี่แหละเรื่องมันอยู่ที่ว่า เราทำผิดเพียงนิด เดียวในขั้นต้น ผลก็เกิดเป็นความผิดมากมายไม่สิ้นสุดขึ้นมาได้ เพราะเราไม่ รู้จักเลือกธรรมะในรูปที่ถูกต้อง และในเหลี่ยมที่ถูกต้อง. อย่างน้อยมันก็เกิดผล ขึ้นมาทำให้เรารู้สึกว่า แหม ! มันมากมายเหลือที่จะเข้าใจได้ หรือถึงกับว่ามันไม่ จำเป็นแก่เราเลย มันไม่จำเป็นแก่ใครเลย ; ทั้ง ๆ ที่ธรรมะนี้จำเป็นแก่ชีวิตทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นชาวบ้าน เป็นนักบวชวัยไหนรุ่นไหนไปหมด ซึ่งรวมความว่า ความทุกข์ของมนุษย์เรานี้ต้องแก้ไขด้วยธรรมะ และ สันติภาพ ถาวรของโลกนั้น ต้องสร้างสรรค์ขึ้นด้วยธรรมะ ต้องมีรากฐานอยู่บนธรรมะ ซึ่งเราจะใช้คำว่าศาสนา หรือจะใช้คำว่าพระเป็นเจ้า หรือใช้คำว่าอะไรก็สุดแท้ได้ ทั้งนั้น แต่ความหมายมันอย่างเดียวกัน คือธรรมะชนิดที่ประพฤติปฏิบัติไปแล้ว จะช่วยให้เกิดความสงบสุข. แต่เมื่อเรามองไม่เห็นสิ่งนี้หรือว่ามองเห็นเป็นอย่าง อื่นไปเสียแล้ว ก็ไม่มีการเข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรมะ ; และแม้จะมีการเข้ามา เกี่ยวข้องกับธรรมะ ก็ย่อมเป็นไปอย่างผิดวิธีทั้งนั้น คือไม่เป็นไปในลักษณะที่จะ ให้เข้าถึงธรรมะที่แท้จริงได้. ดังนั้นจึงขอวิงวอนในครั้งแรกนี้ ว่าเราควรจะ สนใจรูปและเหลี่ยมต่าง ๆ ของธรรมะนี้ให้ดี ขอให้ถือว่าอาตมาพยายามที่จะ introduce ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ให้เข้าถึง จุดที่แท้จริงจุดหนึ่งของสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะ ในลักษณะกำมือเดียว ในบรรดาธรรมะทั้งหลายที่เท่ากับใบไม้ ทั้งป่า ซึ่งเราจะได้วินิจฉัยกันวันหลัง. สำหรับการที่เราจะอบรมธรรมะในส่วนที่เป็นจริยธรรมกันต่อไปนั้น เราควรจะมีความมุ่งหมายที่ถูกต้อง เพราะว่าธรรมะจะต้องเป็นของถูกเสมอไป ;

น.50 ถ้ามันผิดหรือเกิดความรู้สึกว่าผิด ก็ต้องเข้าใจว่าเราเข้าใจธรรมะผิด. ธรรมะนั้น โดยหลักใหญ่ก็จะแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือฝ่ายโลกียะฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายโลกุตตระ ฝ่ายหนึ่ง. คำสองคำนี้เคยถูกเหยียดหยามมาก ว่าเป็นคำที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมี ในปทานุกรมของสมัยนี้ก็ได้. แต่ที่จริง คำสองคำนี้เป็นคำที่มีความหมายชัดเจน และให้ความหมายที่รัดกุม. คำว่าโลกียธรรมหรือธรรมะประเภทโลกียะนั้น หมาย ถึงธรรมะประเภทที่จะทำให้บุคคลอยู่เป็นสุขตามวิสัยโลก ; ส่วนโลกุตตรธรรมนั้น หมายถึงธรรมะที่สูงขึ้นไป คือทำให้บุคคลสามารถมีความสุขชนิดที่เรียกว่าเหนือ โลก. โลกียธรรมหรือวิสัยโลกนั้น เราจำกัดความกันง่ายๆ ด้วยอุปมา เหมือน อย่างว่าถ้าเราจะจับปลา เราก็ไม่ควรจะถูกเสี่ยงปลาตำ; ถ้าเราจะกินปลา เราก็ ไม่ควรจะถูกก้างปลาติดคอ. โลกนี้มันเหมือนปลาที่มีก้างอย่างยิ่ง ; โลกเรานี้ เหมือนปลาที่มีก้างอย่างยิ่ง ! ถ้าเราจับมันไม่ดี มันจะตำเราด้วยเงี่ยง ; ถ้าเรา กินมันไม่ดี ก้างมันจะติดคอ. ข้อนี้หมายถึงการที่เราจะมีชีวิตอยู่ในโลก แม้ใน ระยะที่เราศึกษาและประกอบอาชีพเพื่อให้ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมา นี้เปรียบ เหมือนกับจับปลา มันมีแต่จะถูกเงี่ยงปลาอยู่เรื่อย ตั้งแต่เด็ก ๆ ที่เรียนหนังสือมา ทีเดียว จนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ประกอบอาชีพ. ทีนี้เมื่อได้ผลมาเป็นทรัพย์สมบัติ เป็นลาภยศชื่อเสียงบริวาร เหล่านี้เรียกว่าเป็นตัวปลามาแล้ว ถ้ากินไม่ดีมันจะมี ก้างติดคอและถึงแก่ความตายก็ได้ ; ฉะนั้นข้อปฏิบัติเหล่าใด ที่จะทำให้เรามีชีวิต อยู่ในโลก ชนิดที่จับปลาก็ไม่ถูกเงี่ยง กินปลาก็ไม่ถูกก้างนี้นี่แหละ ที่เราจะ รวมเรียกว่าโลกียธรรม คือธรรมะที่จะปฏิบัติไปตามวิสัยโลก เพื่อมีความสุขอย่าง วิสัยโลก. ทีนี้ ธรรมะอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่าโลกุตตรธรรมนั้นเป็นไปเพื่อ ความสุขอย่างเหนือโลก. ถ้าเปรียบเทียบก็คล้ายกับว่า จะไม่ต้องจับปลาหรือ กินปลาเสียเลย ; มันเป็นเรื่องที่สูงอย่างที่จะเรียกได้ว่าตรงกันข้ามก็ได้ แต่ถึง อย่างไรก็ดี ก็ยังอยู่ในวิสัยที่มนุษย์เข้าถึงได้ และเมื่อนั้นแหละ เราจะได้รับ ความสุขอย่างยิ่ง แม้ว่าจะเป็นสุขอย่างส่วนตัวบุคคล ไม่ใช่ความสุขส่วนสังคม ;

น.51 ดังนั้นเราควรจะรู้จักถือเอาประโยชน์ให้มากกว่า : ในส่วนปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ นั้น เมื่อจะถือเอาความสุขจากธรรมชาติให้ได้มากเท่าใดแล้ว ก็ควรจะถือเอาให้ได้. ส่วนทางสังคมนั้น มันเนื่องกันกับผู้อื่นเปะปะไปหมด มันก็ต้องลดหลั่นลงมาเป็น ธรรมดา คือมันเป็นความสุขอย่างโลก ๆ แต่ถ้าสำหรับปัจเจกชนคนหนึ่งๆ แล้ว ธรรมชาติสร้างเรามาอย่างเหมาะสม ที่จะกระโดดออกไป ไกลถึงกับว่าไปรับความสุข อย่างโลกุตตระก็ได้ นี้ก็เรียกว่าเราอยู่เหนือกระแสของโลก อยู่เหนือกรรม อยู่ เหนือวัฏฏสงสาร หรืออยู่เหนือทุกข์ทั้งปวง ดังนั้นเราควรจะสนใจคำว่ากรรม วัฏฏสงสาร และทุกข์ กันบ้างพอเป็นเค้า ๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่การเข้าใจ ในวันหลังต่อไปด้วยเหมือนกัน. อาตมาขอถือโอกาสแทรกคำอธิบายตรงนี้เสียเลยว่า เรื่องกรรมใน พระพุทธศาสนานี้ มีเข้าใจผิดกันอยู่มากที่สุด แล้วก็อวดดีว่าเข้าใจถูก. ข้อนี้ เป็นการตู่พระพุทธเจ้าและตู่พระพุทธศาสนาอยู่อย่างยิ่ง ; คือเรื่องมันมีว่า เรา เชื่อกันว่า พุทธศาสนาสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพียงเท่านี้เป็นพุทธศาสนา. อย่างนี้ไม่ถูก. นี่ขอให้ฟังไว้ก่อนว่า อาตมายืนยันว่าไม่ถูก, ไม่เป็นการถูกต้อง ที่จะกล่าวเช่นนั้น. พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวอะไร ๆ มากกว่านั้น. การกล่าว แต่เพียงว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ ศาสนาไหนก็กล่าว ; แม้จริยธรรมระบบ ไหนที่ไม่ถึงขนาดที่เป็นศาสนา ก็ยังมีหลักอย่างนั้น ; ทำไมพระพุทธเจ้าจะต้อง กล่าวซ้ำกับคนอื่น. ถ้าอย่างนั้นแล้วจะต้องมีพระพุทธเจ้าทำไม. กฎเรื่องกรรม ของพระพุทธเจ้านั้น มีต่อไปถึงกับว่า เราทำอย่างไรเราจึงจะอยู่เหนือกรรม. ข้อนี้อธิบายว่า ถ้าเราต้องเป็นไปตามกรรมชั่ว เหมือนกับร้องไห้อยู่เรื่อยนี้ มันก็ ไม่ไหว. ถ้าเราจะมีกรรมดี เป็นไปตามกรรมดี ให้หัวเราะอยู่เรื่อย อย่างนี้มันก็ ไม่ไหว ; มันกระหืดกระหอบอยู่ด้วยกันทั้ง ๒ แบบ ไม่ว่าแบบที่เรียกว่าดีหรือบุญ ไม่ว่าชั่วหรือบาปก็ตาม. บาปก็กระหืดกระหอบไปตามแบบของบาป บุญก็กระหืด

น.52 กระหอบอย่างเร้นลับไปตามแบบของบุญ ดังนั้นจึงสู้อยู่เหนือนั้นเสียเลยไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนกรรมที่ ๓ คือกรรมที่ไม่ดีไม่ชั่ว ข้อนี้แหละ คือตัวศาสนาตัวแท้ หรือตัวแท้ของพรหมจรรย์ที่เรียกว่าอริยมรรค ซึ่งเมื่อปฏิบัติ แล้วย่อมเกิดมรรคผลนิพพาน. ดังนั้นการปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานนั้น ไม่ใช่กรรมดี แต่เป็นกรรมที่ ๓ คือเป็นกรรมที่อยู่เหนือดีเหนือชั่ว และเป็นกรรม ที่ทำความสิ้นสุดให้แก่กรรมดีกรรมชั่ว. ข้อนี้ อธิบายว่ากรรม ๒ กรรม คือ กรรมดี กรรมชั่ว ; ส่วนกรรมที่ ๓ นี้ เป็นกรรมที่จะทำความสิ้นสุดให้แก่กรรมดี กรรมชั่ว; คือเมื่อเราปฏิบัติในอริยมรรค จนมีจิตใจอยู่สูงเหนือการที่จะยึดมั่น ถือมั่นในความดีและความชั่วแล้ว จิตใจจะประสบสันติชนิดที่เรียกว่านิพพาน. พระพุทธเจ้าท่านสอนกรรมนี้ และสอนอย่างนี้ ไม่ใช่สอนเพียงใคร ๆ ก็พูดได้ว่า ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว เท่านี้ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนอะไรต่ำ ๆ เพียง เท่านั้น ท่านสอนสิ่งที่สูงสุด คือข้อที่ว่า มนุษย์เราสามารถเอาชนะกรรมได้. นี่แหละคือข้อปฏิบัติที่เรียกว่าโลกุตตระ อันเป็นที่สิ้นสุดของกรรม. มันเหมือนกับ ไม่ต้องกินปลา มันไม่ต้องจับปลา. ส่วนที่เรียกว่าอยู่เหนือสังสารวัฏฏ์นั้น หมายความว่าถ้าคนเราต้องเป็นไปตามกรรมแล้ว นั่นแหละคือสังสารวัฏฏ์ สังสาระ แปลว่าไหลเวียน. วัฏฏะ แปลว่าวงกลม ; สังสารวัฏฏ์ แปลว่าวงกลมแห่งการ ไหลเวียน. วงกลมแห่งการไหลเวียนก็คือ มีกิเลสเป็นความอยาก แล้วก็มีการ ทำกรรมตามความอยากนั้น แล้วก็มีผลกรรมเป็นวิบากเกิดขึ้นมา; เราได้เสวยผล กรรมนั้นแล้ว ก็มีความอยากอย่างอื่นต่อไป จึงทำกรรมอย่างอื่นต่อไป แล้วรับ ผลกรรมอย่างอื่นต่อไป แล้วก็อยากอย่างอื่นต่อไป ทำกรรมอย่างอื่นต่อไป แล้วรับผลกรรมอย่างอื่นต่อไป เป็นวงกลมที่คล้องกันไปเป็นห้วง ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ในวันหนึ่ง ๆ มันมีกี่วง ลองคิดดูเอง. นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ในพระพุทธศาสนาที่ครอบงำคนให้เป็นทุกข์. ถ้าอยู่เหนือวงเหล่านี้ได้ เรียกว่าอยู่

น.53 หนือสังสารวัฏฏ์ มีจิตใจสว่าง สะอาด สงบ ถึงที่สุด เมื่อเป็นอย่างนี้จึงจะเรียก ว่าเหนือทุกข์ และเหนือความทุกข์จริง ๆ ; ไม่ใช่ว่ามีเงินใช้ มีอะไรเพียงพอแล้ว ก็จะเหนือทุกข์ไปได้ มันยังมีทุกข์โดยส่วนตัวในทางจิตทางใจ ด้วยความโลภ ด้วยความโกรธ ความหลง ต่างๆ นานา อย่างนี้มันไม่เหนือทุกข์ไปได้ เว้นไว้ แต่จะอยู่เหนือกิเลส เหนือกรรม เหนือสังสารวัฏฏ์ได้เท่านั้น ชีวิตประจำวันของ เราจึงจะสดใสเยือกเย็น สะอาด สว่าง สงบ เป็นแบบโลกุตตระไป. ดังนั้น อย่าได้เข้าใจว่าโลกุตตระอยู่นอกฟ้าหิมพานต์หรืออยู่เหนือสุดเมฆ เหนืออะไรต่าง ๆ แต่ว่าต้องอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ และยังมีชีวิตเป็นอยู่ไม่ตายนี้ ; พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ไม่ใช่อาตมาว่าเอาเอง. ทั้งโลกียธรรมและโลกุตตรธรรมนี้ ย่อมอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณ วาหนึ่งนี้ ; ดังนั้นเราก็แบ่งปันกันได้ว่า อย่างน้อยสังคมของเราก็ต้องสมบูรณ์ใน ฝ่ายโลกียธรรม มีความประพฤติถูกต้องในเรื่องของสังคม. ส่วนปัจเจกชนคน หนึ่ง ๆ นั้น นอกจากประพฤติถูกต้องในเรื่องทางสังคมหรือโลกียธรรมแล้ว ยังจะ ต้องถือเอาให้ได้ซึ่งประโยชน์ที่ควรจะได้ ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ว่ามันเป็นสิ่งที่อาจ จะได้ กล่าวคือโลกุตตรธรรมหรือความสุขที่สูงไปกว่าที่สังคมจะได้รับนั่นเอง จะทำ ให้เกิดเป็นสังคมของพระอริยเจ้าหรืออะไรขึ้นมาก็สุดแท้ เราอย่าไปเห็นเป็นของ แปลก ขอแต่ว่าปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ นั้น ถ้าจะให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ได้ ก็ควรจะได้สิ่งที่เรียกกันทั่วไปในวงปรัชญาว่า Summum bonum ซึ่งเขาให้คำ จำกัดความไว้ว่า The utmost goodness that man can get in this very life ; เพราะ ฉะนั้น สิ่งนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงความสงบสุขในทางสังคม ซึ่งมันไม่สูงไปได้กี่มากน้อย ; แต่ต้องให้มันเป็น ความสงบสุขในด้านจิตในด้านวิญญาณ ของปัจเจกชนคน หนึ่ง ๆ ที่จะแถกถลาออกไปได้ไกลกว่าที่สังคมจะไปถึง. ถ้าเราได้รับทั้งสอง อย่างดังที่ว่านี้ ก็เรียกว่าเราไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์. ถ้ายังไม่ได้ ก็เรียกว่ายัง

น.54 สียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ครึ่งหนึ่ง คือไม่ได้ในส่วนที่เป็นโลกุตตรธรรม ได้แต่ ส่วนที่เป็นโลกียธรรม. แต่ถ้าในส่วนที่เป็นโลกียธรรมก็ยังไม่ได้เหมือนที่เป็นกันอยู่ ในบางแห่งแล้ว เช่นนี้ก็เรียกว่าเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้ง ๑๐๐ % คือทั้งสอง ครึ่ง หรือไม่ได้อะไรเลย. การที่เราศึกษาอบรมพระพุทธศาสนา ก็โดยวัตถุ มุ่งหมายที่จะให้ได้ประโยชน์ทั้งที่เป็นโลกียธรรม และโลกุตตรธรรมทั้งสองอย่างนี้ แต่แล้วเราก็รวมเรียกเป็นคำ ๆ เดียวว่า ประโยชน์จากพระศาสนา หรือจากธรรมะ. นี่แหละคือแนวใหญ่ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่เราจะสนใจพุทธศาสนาเพื่อให้ได้มาซึ่งอะไร. สิ่งสุดท้าย ที่จะขอให้แนวสังเขปไว้เป็นเรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องที่ท่าน ทั้งหลายอาจจะได้ยินมาก่อน, ได้แก่สิ่งที่เรียกกันว่า ตัวศาสนาหรือหัวใจของศาสนา คือเรื่องอริยสัจจ์สี่. ทุกคนทราบดีแล้วว่าอริยสัจจ์ ๔ นั้นคือเรื่องความทุกข์ เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์สนิทไม่มีเหลือ แล้วก็เรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้ มาซึ่งความดับทุกข์นั้น เป็น ๔ เรื่องด้วยกันเรียกว่าเรื่องอริยสัจจ์. นี้เป็นสิ่งที่ถูก ต้องมากที่จะกล่าวว่า นี้แหละคือตัวศาสนา ในลักษณะที่เป็นแก่น เป็นรูปโครง ที่แท้จริง. หลักอริยสัจจ์นี้เอง เป็นหลักที่อาจนำมาใช้ในเมื่อเราจะต้องรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เราควรจะรู้ให้สมบูรณ์เต็มที่ โดยหลักวิชา โดยลักษณะ ๔ อย่าง หรือถ้าจะถือ ว่าเป็นแฟคเตอร์ของ logic ก็จะต้องมีหลักที่จะตั้งขึ้นตามหลักอริยสัจจ์ว่า คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร และโดยวิธีใด ทั้งนี้เพราะว่าตามหลักอริยสัจจ์นั้น มีความ จริงอยู่ในข้อที่ว่าเรารู้ความทุกข์ ว่าความทุกข์ คืออะไร ; เรารู้กิเลส ก็คือรู้ว่า ความทุกข์นี้มา จากอะไร ; เรารู้นิพพาน ก็คือเรารู้ว่า ความทุกข์นั้น เพื่อ ดับ ทุกข์ คือเพื่อนิพพาน ; เรารู้เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา หรือที่เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘ ประการ ก็คือเรารู้ได้ว่า โดย วิธีอย่างนี้เราจะบรรลุนิพพาน ; ดังนั้นท่าน ครูบาอาจารย์ผู้ใดอยากจะทราบว่า ตรรกในทางพุทธศาสนาที่จะถือเป็นหลักได้ มีอยู่อย่างไรละก็ จงถือเอาเรื่องของอริยสัจจ์นี้เป็นเกณฑ์. มันง่าย ๆ ลุ่น ๆ และ

น.55 มีอยู่เพียง ๔ หัวข้อ ว่า คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร และ โดยวิธีใด ดังกล่าว แล้ว. ถ้าจะนำตรรกนี้มาใช้กับเรื่องจริยธรรมซึ่งกำลังเป็นปัญหาในที่นี้ เราก็ตั้ง หัวข้อขึ้นว่า จริยธรรมคืออะไร เนื่องจากอะไร เพื่ออะไร แล้วก็โดยวิธีใดดังนี้ แล้วคำตอบก็จะมีว่า จริยธรรมของเราก็ คือ การประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อไม่ เป็นทุกข์ ; เพราะ เหตุที่ว่าโลกเรากำลังมีกิเลส และประสบปัญหาเรื่องความทุกข์ ; เรามีจริยธรรมก็ เพื่อ จะดับทุกข์เสีย ; และก็ โดย วิธีปฏิบัติให้ถูกต้อง ถูกต้อง ทุกประการ ; แล้วก็เรียกได้ว่าเป็นการปฏิบัติจริยธรรมสมบูรณ์ตามหลักของ พระพุทธศาสนา. ดังนั้นในข้อสุดท้ายที่มีหัวข้อ โดยวิธีใด นั้น ท่านจึงมีเรื่อง ของมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งอาตมาเชื่อว่าเป็นที่เคยชินแก่ครูบาอาจารย์อยู่ตามส่วนแล้ว แต่ขอให้สนใจในข้อนี้ให้มากเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นสิ่งที่จะดับทุกข์ได้ และ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นี่แหละคือตัวพรหมจรรย์. ตัวพรหมจรรย์นั้นหมายถึงตัวศาสนา. ในพุทธกาล คำว่าพรหมจรรย์ ก็คือคำว่า "ศาสนา" อย่างที่เรียกกันในสมัยนี้. พรหมจรรย์ไม่ได้หมายความแต่ เพียงว่าผู้หญิงเขาสังวรในเรื่องพรหมจรรย์แล้วก็เรียกว่าเป็นพรหมจารี อย่างนี้ไม่ใช่ ตัวพรหมจรรย์ทั้งหมดนั้นคือมรรคมีองค์แปด. นี่เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส และการปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดนั้น คือพรหมจารี. มรรคมีองค์ ๘ นั้น คือ ความถูกต้อง ๘ ประการ ได้แก่ความถูกต้องในทางความเข้าใจ (understanding) หรือความคิดเห็น (view) หรือความเชื่อ (belief) ก็ตาม นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ; ความถูกต้องในความมุ่งหมาย คือส่วนที่เป็น aim หรือเป็น ambition ก็ตาม, นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปโป ; ความถูกต้องสองอย่างนี้เรียกว่าเป็นเรื่องทางฝ่าย ปัญญา เพราะว่ารู้จักคิด รู้จักเชื่อ และรู้จักมุ่งหมาย. ความถูกต้องต่อไปอีกก็คือ การพูดจา (speech) ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาวาจา ; การประพฤติปฏิบัติทางกาย (conduct) ถูกต้อง เรียกว่า สัมมากัมมันโต ; การเลี้ยงชีวิต (livelihood) ถูกต้อง

น.56 รียกว่า สัมมาอาชีโว ; ๓ ถูกต้องนี้จัดเป็นประเภทศีล คือการประพฤติทางกาย ทางวาจาที่ถูกต้อง. ความถูกต้องต่อไปอีกก็คือ ความพากเพียร (effort) อยู่อย่าง ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาวายาโม ; การระลึกควบคุมตัวเอง (mindfulness or attentiveness) อยู่อย่างถูกต้องเสมอ นี้เรียกว่า สัมมาสติ ; แล้วก็การมีจิต ที่มั่นคงหรือตั้งอยู่อย่างมั่นคง (concentration) อย่างถูกต้อง เรียกว่า สัมมาสมาธิ ; ความถูกต้อง ๓ อย่างนี้ เรียกว่าประเภท สมาธิ ในที่นี้ ขอแนะเป็นพิเศษอีกนิดหนึ่งว่า ในกรณีมรรคมีองค์แปดนี้ พระพุทธเจ้าท่านเรียง ลำดับเป็น ปัญญาก่อน แล้วจึงเป็นศีล แล้วเป็นสมาธิ ; ท่านไม่เรียงลำดับเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ; นั้นเป็นการเรียงในลักษณะที่เป็น ทฤษฎี หรือทางฝ่ายทฤษฎีสำหรับการศึกษาสะดวก แต่พอถึงคราวปฏิบัติเข้าจริงๆ แล้ว มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ มันกลายเป็นต้องเอาปัญญาไว้ข้างหน้า แล้วจึงศีล หรือสมาธิ ; ทั้งนี้เพราะว่า ถ้าปัญญาไม่นำหน้าแล้ว ศีลสมาธิเป็นเข้ารกเข้าพง ไปหมด เหมือนที่เราเห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ดังนั้นปัญญาต้องมาก่อน แล้วจึงมีศีล แล้วจึงมีสมาธิ; ปัญญาจะจูงศีล จูงสมาธิ ; ศีลและสมาธิมีกำลังเจริญขึ้นเท่าไร ก็กลับหล่อเลี้ยงปัญญายิ่งขึ้นไปเท่านั้น แล้วปัญญาก็จูงศีลและสมาธิ ได้ยิ่งขึ้นทุกที ดังนั้นจึงไม่มีการเข้ารกเข้าพง ; และในกรรมวิธีของการปฏิบัติ มันจะจัดลำดับ ในตัวมันเองเป็นปัญญา ศีล และสมาธิดังนี้เสมอไป. ส่วนตามหลักทฤษฎีนั้น เราจะเรียงลำดับว่าศีล สมาธิ ปัญญา ก็ตามใจ. ในที่นี้ขอให้สนใจว่า ในมรรค ๘ องค์นี้ ท่านทรงวางลำดับไว้อย่างที่ท่านทรงท้าทายว่าไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า ควรเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น. ดังนั้นขอให้สนใจสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ นี้ให้ดี ๆ เพื่อเอามาใช้เป็นประโยชน์หรือ applied กันให้ได้อย่างดี ที่สุด กับจริยธรรมที่เรากำลังต้องการ.

น.57 สิ่งที่อาตมาอยากจะแนะต่อไปก็คือว่า เมื่อลำดับขององค์ ๘ มีอยู่ อย่างตายตัวดังนี้ ท่านลองสังเกตดูความหมายของคำว่าสัมมาทิฏฐิ และสัมมา- สังกัปโปดู ; นี้มันเป็นเรื่องปัญญาแท้ คือรู้จักคิด รู้จักเชื่อ รู้จักใฝ่ฝัน ; อันนี้ มันก็ควรจะตรงกับคำว่า พุทธิศึกษา. อาตมาขอแนะว่าองค์มรรคสององค์แรกนี้ ดูให้ดีแล้วจะเห็นชัดว่าเป็นพุทธิศึกษา. ทีนี้ถัดไปก็คือ สัมมาวาจา พูดจาถูกต้อง, สัมมากัมมันโต ประพฤติกระทำถูกต้อง, สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตถูกต้อง, สาม อย่างนี้มันตรงกับ จริยศึกษา อย่างที่ไม่มีใครอาจจะด้านได้. หรือถ้าเราจะแยก ตรงนี้ ก็ยังจะแยกได้ว่า สัมมาอาชีโวเลี้ยงชีวิตถูกต้องนั้น มันควรจะตรงกับสิ่งที่ เราเพิ่มขึ้นใหม่ว่า หัตถศึกษา เพราะความหมายของคำว่าหัตถศึกษาต้องเป็นไป เพื่อเลี้ยงชีวิตโดยตรง. ส่วนที่เหลืออีกสาม คือสัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมา- สมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องทางสมาธิทั้งนั้น นี้แหละคือ พลศึกษา; เพราะตามหลักของ ธรรมะนี้ถือว่า สติก็ดี ความเพียรก็ดี สมาธิก็ดี เป็นตัวกำลัง. สำหรับปัญญานั้น เหมือนความคม ; ส่วนสมาธินี้เป็นตัวกำลัง หรือน้ำหนัก ที่จะให้ความคมนั้น ทำงานได้เต็มที่ ฉะนั้นคำว่ากำลังของเรา เรามีคำว่าพลศึกษา ซึ่งอย่างน้อย ก็ไม่ควรจะมุ่งหมายกำลังทางกายอย่างเดียว ควรจะหมายถึงกำลังทางใจ หรือกำลัง ทางจิตด้วย. ทีนี้ มันจะเป็นเรื่อง fluke หรือ co-incident หรืออะไรก็ตามเถิด อาตมานึกดูแล้วรู้สึกขำในข้อที่ว่า ถ้าเราดูที่อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ทำไมมันมาตรง กับสิ่งที่เรียกว่าพุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา ทั้งโดยความ มุ่งหมาย และโดยการเรียงลำดับ. ถ้าเราเอาเพียง ๓ อย่าง คือไม่มีหัตถศึกษา มันก็จะได้เป็นรูปโครงว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปนี้ เป็นพุทธิศึกษา ; สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว นี้เป็นจริยศึกษา ; แล้วก็สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นพลศึกษา ; แต่ถ้าจะมีหัตถศึกษาเพิ่มขึ้นมา ก็ต้อง ไปจับเข้าตรงที่สัมมาอาชีโว คือการเลี้ยงชีวิตถูกต้อง. จะพิสูจน์กันอย่างไร มัน ก็ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ฉะนั้นอยากจะถือเป็นแนวไปที่ก่อนว่าเราเอากันตามแนวนี้

น.58 แล้วเราศึกษาและปฏิบัติกันตามแนวนี้ นักศึกษาของเราก็จะเป็นตัวพรหมจารีของ พระพุทธเจ้า และการกระทำทั้งหมด ก็เป็นตัวพรหมจรรย์ของพุทธศาสนาทีเดียว. นี่แหละคือ introduction ทั่ว ๆ ไป ที่ว่า เราจะปรับแนวจริยศึกษาของเรา ให้เข้า กับตัวพรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร. สำหรับเวลาที่เหลือนิดหน่อยนี้ อาตมาอยากจะขอเล่านิทาน ๑ นาที คือเรื่อง "น้ำชาล้นถ้วย" ; เพราะเหตุที่ว่า "อาการล้นถ้วย" นี้ เป็นอุปสรรค อย่างยิ่งของพวกเรา. นิทานนี้มีว่า ท่านอาจารย์ในทางพุทธศาสนาอย่างนิกาย Zen ชื่ออาจารย์น้ำอินในประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้แตกฉานในทางธรรมจนเป็นที่ยอมรับ ไปทั่วทั้งบ้านทั้งเมือง ได้สอนพุทธศาสนาอย่างสูงอย่างที่เรียกว่านิกาย Zen นั้น อยู่เป็นประจำ. ที่นี้มี Professor เอกคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งมี ชื่อเสียงกระฉ่อนทั้งบ้านทั้งเมืองเหมือนกัน ได้ไปหาท่านอาจารย์น้ำอินเพื่อขอ ศึกษาพุทธศาสนาอย่าง Zen. ท่านอาจารย์น้ำอินก็ต้อนรับตามธรรมเนียม. ใน การต้อนรับนั้น ท่านยกถ้วยน้ำชามาวางลงแล้ว ก็ยกกาน้ำชามารินลงไปในถ้วย. ท่านอาจารย์รินลงไป ๆ จนมันเต็ม มันล้น ท่านก็รินเรื่อย มันก็ล้นออกนอกถ้วย ลงที่พื้น ท่านก็ยังรินเรื่อย. ฝ่าย Professor ถึงกับกระสับกระส่ายว่ามันยังไงกันหนอ ในที่สุดทนอยู่ไม่ได้ ก็พูดขึ้นว่า "มันเต็มแล้วท่านจะใส่มันลงไปได้อย่างไร ?" ท่าน อาจารย์น่ำอินก็ตอบว่า "ถึงท่านก็เหมือนกัน ท่านเต็มและล้นอยู่ด้วย opinion และ speculation ของท่านแล้ว ฉันจะใส่ Zen ลงไปได้อย่างไรเล่า ?" เพียงคำพูดเท่านี้ เท่านั้นเอง ก็พอไปตั้งครึ่งตั้งค่อนในการสอน Zen ให้กับ Professor. เรื่องมัน เป็นอย่างเดียวกัน คือเพราะว่าพวกเราล้นอยู่ด้วย opinion ของเราเอง และด้วย วิธีการคำนึงคำนวณแต่ตามแบบของเราเอง ฉะนั้นเราจึงรับเอาพระพุทธศาสนา อย่างถูกต้องไม่ได้. ขออย่าได้ประมาทว่าเราเป็นครูบาอาจารย์ มีความรู้ มี ความคิด รู้วิธีคิด เล่าเรียนมามากแล้ว เราก็พร้อมที่จะเข้าถึงพระพุทธศาสนาเลย.

น.59 รามักจะอยู่ในสถานะที่เหมือนกับน้ำชาล้นถ้วย คือ น้ำชาในถ้วยของน้ำอินนี่ อยู่เรื่อยไป ; ท่านอาจารย์น้ำอินจึงบอกว่าให้เทน้ำชาในถ้วย ให้มันว่างเสียก่อน แล้วมันจึงจะใส่อะไรลงไปได้. นี่แหละถึงแม้ว่าเราจะได้รับการบรรยาย การอบรม การชี้แจง ที่มากมายเท่าไร แต่ถ้าถ้วยชาของเรากำลังล้นอยู่แล้ว ย่อมสุดวิสัยที่ จะรับอะไรลงไปอีกได้ ; มันก็ยังคงล้นอยู่ด้วยความรู้ชนิดที่สับสน จับต้นชนปลาย ไม่ค่อยจะถูกอยู่นั่นเอง และความรู้เหล่านั้นไม่เป็นไปในรูปของธรรมะในรูปใดและ เหลี่ยมใด มันตีกันยุ่งไปหมด จึงไม่พอที่จะแก้ปัญหาทางจิตใจ และยกสถานะ ทางวิญญาณให้สูงได้ ทั้งของเราเอง หรือของศิษย์หา เด็ก ๆ ของเรา. เราต้อง ปรับปรุงทุกวิถีทาง ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และให้ใส่ลงไปให้ได้. อย่าให้เป็นเรื่องอัดดันหรือล้นกันอยู่เสมอ แล้วไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร นอกจากเป็นเพียง ความรู้ท่วมหัว - เอาตัวไม่รอดของมนุษย์เราในโลก ที่ไม่ สามารถสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นมาในโลกได้ ด้วยเหตุนี้. สรุปความว่า จริยธรรมของเราที่จะอบรมกันต่อไปนั้น มีประมาณ เท่ากับใบไม้กำมือเดียวไม่มากมายอะไร ; จงทำให้เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวัน ได้ทั้งในส่วนที่เป็นโลกียธรรม และโลกุตตรธรรม ; เราไม่ต้องตั้งแนวขึ้นมาใหม่ เราเอาของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักเกณฑ์ คือมีอริยมรรคเป็นองค์ ๘ ; หรือถ้า เอาของพวกเราเป็นเกณฑ์ ก็คือพุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา ที่ตรงเป็นอันเดียวกันกับ อริยมรรคมีองค์แปด ดังที่กล่าวแล้ว และในที่สุด เราก็คงจะทำความเข้าใจเรื่องจริยธรรมกันได้ในเวลาอันสั้นข้างหน้า. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต