น.60 ในการบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อที่ว่า สิ่งที่ เรียกว่าจริยธรรมนั้นมีแต่แนวเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดหรือถึงกับน่า อัศจรรย์ก็ได้, แต่นี้ก็ยังไม่มีความหมายอะไรนัก มีความหมายตรงที่ว่าเพราะมีแต่ แนวเดียวนี้แหละ ทำให้เราสามารถเข้าใจได้ สามารถนำไปใช้ได้โดยง่าย แต่ว่า คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจกันอยู่ว่ามีหลายแนว เพราะฉะนั้น การที่อาตมากล่าวว่า มีแต่แนวเดียวนี้ คงจะกระทบกับความรู้สึกหรือความรู้ที่มีอยู่ก่อนของบางท่านก็ได้ แต่ขอร้องให้สนใจฟัง เพื่อทำความเข้าใจกันต่อไป ว่าจะมีความจริงอย่างไร และจะมีความสะดวกดายอย่างไร ในการที่จะศึกษาและปฏิบัติ ก่อนอื่น อยากจะขอให้ทุกท่านระลึกถึงข้อความที่บรรยายไปแล้วในครั้ง แรก ให้ข้อความที่เป็นหลัก ๆ เหล่านั้น ปรากฏแจ่มแจ้งอยู่ในใจ จึงจะเป็นการ ๒๙
น.61 ง่ายดายที่จะฟังต่อไป. เราได้กล่าวกันมาแล้วว่า คำว่า "ครู" หรือ "คุรุ" นี้ มีความหมายเป็น spiritual guide คือเป็นผู้นำในทางวิญญาณของประชาชนอยู่ เรื่อยไป เพื่อจะได้เข้าถึงอุดมคติของคำว่า "ครู" แล้วสิ่งต่าง ๆ จะง่าย. ถ้าครู ยังไม่เข้าใจอุดมคติของคำว่า "ครู" จะมีอาการที่เรียกว่า ขัดขาของตัวเองหรืออะไร ทำนองนี้เกิดขึ้นเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งในด้านการศึกษาและการปฏิบัติงาน แต่ถ้าได้ปฏิบัติตัวเองให้เข้ารูปตามอุดมคติของคำว่าครูคำนี้แล้ว สิ่งต่างๆ จะราบรื่น ง่ายดาย และสนุกสนานทีเดียว. สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ได้แก่สิ่งทุกสิ่ง, จึงมีหลายประเภท. ธรรมะมีหลายประเภท เพราะคำว่าธรรมะนี้หมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร ดังนั้น คำว่าจริยธรรมจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ประเภทหนึ่ง ในบรรดาธรรมะหลายประเภท และจริยธรรมนี้มุ่งหมายแต่ธรรมะที่เป็นเครื่องมือ สำหรับใช้กำจัดสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ความทุกข์ทุกชนิด และจะมีแต่เพียงแนวเดียว, สายเดียว ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. ธรรมะแม้จะแนวเดียว สายเดียว ก็ยังมี หลายรูป หลายเหลี่ยม. ในรูปหนึ่ง ๆ ก็ยังมีหลายเหลี่ยมดังกล่าวแล้ว แล้วแต่ เราจะมองกันในแง่ไหนเหลี่ยมไหน. มันต่างกันด้วยความมุ่งหมาย หรือความ ต้องการของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมะนั่นเอง และในที่สุดเราได้พบความจริง ข้อหนึ่งว่า จริยธรรมนี้โดยที่แท้ก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า นี่คือตัวศาสนา คือตัวพรหมจรรย์ แล้วก็บังเอิญที่ว่าองค์มรรคทั้ง ๘ นี้ เหลือบตามองไปเท่านั้น ก็จะเห็นได้ว่า เป็นลักษณะของการศึกษา ๔ แขนง ดังที่ กระทรวงศึกษาธิการถือเป็นหลักอยู่คือ พุทธิศึกษา, จริยศึกษา, พลศึกษา และหัตถศึกษา ซึ่งจะต้องมองให้เห็นชัด แล้วก็จะสะดวกในการที่จะเอาธรรมะ มาใช้ ในวงการศึกษาของเราในปัจจุบัน
น.62 ทีนี้ เกี่ยวกับผู้ที่มีความข้องใจ ได้ยื่นข้อข้องใจมาเมื่อวานนี้ ก็นับว่า ดีมาก ที่มีความข้องใจในสิ่งที่ควรจะข้องใจ คือปัญหาเหล่านั้นดีมาก, เพราะ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสิ่งที่ควรสงสัยจริง ๆ เช่นเมื่อกล่าวว่า ครูเป็นผู้นำในทาง วิญญาณหรือทางจิต ก็มีผู้ถามว่า จิต วิญญาณ หรือใจ หรือมโน เหล่านี้คืออะไร ต่างกันอย่างไร เพื่อจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิต หรือวิญญาณให้ถูกต้อง จนถึงกับสามารถ เป็นผู้นำเขาในส่วนนี้ ฉะนั้นจึงถือว่า เป็นปัญหาที่ทุกคนจะต้องยอมรับว่า เป็น ปัญหาที่ดี คือที่ควรจะเป็นปัญหา หรือควรจะสาธุการว่า เป็นสิ่งที่กระทำไปดี. เกี่ยวกับข้อนี้ก็จะได้อธิบายต่อไปในวันนี้, ฉะนั้น จึงมีความประสงค์ให้ทุกท่าน ที่มีความสงสัยได้ยื่นกระดาษที่แสดงความประสงค์จะทราบอะไรได้ทุกวัน แล้วจะ ได้รวบรวมกระดาษเหล่านั้นไปแยกแยะดู เก็บปัญหาเหล่านั้นทั้งหมดมาบรรยาย ไปในตัวเป็นวัน ๆ ไปเลย เป็นการสะดวกด้วยกันทุกฝ่าย. สำหรับคำว่า จิต วิญญาณ นั้นจะได้อธิบายต่อไป. มีบางท่านข้องใจคำว่า ศาสนา ยกเอาคำว่า "เอตํ พุทฺธานสาสน์" ซึ่งเป็นบาลีมีคำว่า ศาสนาอยู่ในนั้น มาสงสัยว่า ทำไมจึงกล่าวว่า ในครั้งพุทธกาล ไม่ได้ใช้คำว่า ศาสนาเหมือนอย่างที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้. ข้อนี้ขออธิบายเพิ่มเติม หรือยืนยันตามเดิมว่า ในครั้งพุทธกาล เขา ไม่ได้ใช้คำว่าศาสนาเหมือนกับที่เราใช้กันในทุกวันนี้ เหมือนอย่างว่า เราถามเขา ในทุกวันนี้ว่า ท่านถือศาสนาอะไร ถือศาสนาคริสเตียน หรือศาสนาโมหะหมัด อะไรก็ตาม เราถามกันว่า ถือศาสนาอะไร แปลว่าเราในทุกวันนี้ได้ใช้คำว่าศาสนา หมายถึงสิ่ง ๆ นี้; แต่ในครั้งพุทธกาลนั้นไม่ได้ใช้คำ ๆ นี้ แต่ใช้คำว่าธรรมะ เขาจะถามกันว่า ท่านชอบใจธรรมะของใคร ท่านปฏิบัติธรรมะของใคร คือธรรมะของพระสมณโคดม หรือธรรมะของนิคันถนาฏบุตร ดังนี้เป็นต้น ; เขา
น.63 ไม่ได้ใช้คำว่า ศาสนาเหมือนที่เราใช้ทุกวันนี้ แต่ใช้คำว่าธรรมะแทน. ถ้ามีใคร ไปใช้คำว่าศาสนา ก็เป็นเหมือนกะว่า เราใช้คำที่เขาไม่พูดกัน. คำนั้นก็มีอยู่ใน ภาษาทางวรรณคดีหรือทางแบบ เช่นคำว่า เอติ พุทฺธานสาสน์ นี้ กล่าวเต็มว่า "สพฺพปาปฺส อกรณ์ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสน์" นี้เป็นคำกลอน อย่างภาษาไทยเดี๋ยวนี้ก็เช่นกลอน ๘ ไม่ใช่คำสำหรับพูด. คำว่า สาสนานั้นมีใช้ แต่ไม่ใช่คำสำหรับพูด; จึงเป็นคำแบบหรือคำสำหรับหนังสือไปเลย. ส่วนที่เราเรียกว่า colloquial หรือคำที่พูดจริง ๆ นั้นคือ คำว่าธรรมะ แต่คำว่า ศาสนากลับไปเป็นคำแบบสำหรับหนังสือไป สำหรับภาษาวรรณคดีภาษากาพย์ กลอนไป อย่างนี้เป็นต้น ขอให้เข้าใจตามนี้. บางท่านถามเรื่องกรรม. มีหลายท่านขอให้อธิบายเรื่องกรรม. เรื่อง กรรม เป็นเรื่องที่จะต้องกล่าวโดยละเอียดเต็มวันในวันอื่น. บางท่านถามว่า มรรคผล กับ มรรคมีองค์ ๘ นี้ เหมือนกันหรือไม่ ก็ตอบได้ไปที่ก่อนว่า ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; แต่เผอิญชื่อเหมือนกัน. มรรคมีองค์ ๘ หมายถึงการปฏิบัติ ส่วนมรรคผลนั้น หมายถึงผลของการปฏิบัติ และก็จะได้กล่าว โดยละเอียดในวันหลังด้วยเหมือนกัน. มีที่น่ายินดีมากอีกอย่างหนึ่งคือ หลายท่าน ขอร้องให้ช่วยอธิบายอนัตตาหรือนิพพาน ในลักษณะที่เด็ก ๆ จะเข้าใจได้ นี้นับว่า ตรงกับความประสงค์ของอาตมาอย่างยิ่ง ซึ่งจะได้กล่าวเรื่อย ๆไปทุกวัน. ข้อที่ว่า ถ้าศีล สมาธิ ไม่มาก่อนแล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ก็เป็นความสงสัยที่ดี. เรื่องนี้อาตมาก็ได้พยายามชี้แจงแล้วตั้งแต่วันแรกว่า ถ้าโดย ทางทฤษฎี สำหรับพูด สำหรับเรียน เราก็เรียงลำดับเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ; แต่พอลงมือทำจริง ๆ นั้น ต้องไขว้ลำดับใหม่ ปัญญาจะต้องมาก่อนเสมอไป.
น.64 ถ้าจะถือเอาตามหลักก็มีหลัก คือหลักของมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง ซึ่งเป็นตัว พระศาสนา เป็นตัวพรหมจรรย์นั่นเอง ได้เรียงหลักมรรคมีองค์ ๘ ไว้ดังนี้ว่า : สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา, เรื่อยไปจนถึง สัมมาสมาธิ ขอวิงวอนให้ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สนใจคำ ๘ คำนี้ให้มาก ที่สุด และจงพิจารณาดูต่อไปว่า ในบรรดามรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียง ลำดับไว้อย่างนี้นั้น ๒ องค์แรกเป็นปัญญา, ๓ องค์ถัดไปเป็นศีล, ๓ องค์ถัดไป อีกเป็นสมาธิ, ท่านเรียงเป็นปัญญา, ศีล, สมาธิ, อยู่ในรูปที่ชัดเจนไม่อาจจะ เปลี่ยนแปลงได้. เราจะถือว่าพระพุทธเจ้าท่านทำผิดหรืออย่างไรก็ลองพิจารณาดู. ถ้าพิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า ปัญญาจะต้องมาก่อนเสมอไป การที่เราจะมีศีล มีสมาธิ ขึ้นมาได้นั้น เพราะมีปัญญารู้ได้ว่าศีล, สมาธิ มีประโยชน์. อย่างที่เราจะไปวัด ก็ต้องมีปัญญาเป็นเครื่องพาไป เพราะรู้ว่าไปวัดนั้นมีประโยชน์ จึงได้ไปวัดเพราะ ปัญญา. หรือเราจะไปหาประโยชน์ จะไปศึกษาเล่าเรียนอะไรที่ไหนก็ล้วนแต่ว่า ปัญญาที่เป็นอันดับแรกพาไปทั้งนั้น จึงเกิดการกระทำนั้นขึ้น ; แล้วการกระทำนั้น ทำให้เกิดปัญญารุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก คือวกมาสนับสนุนปัญญาให้เจริญงอกงาม และปัญญาก็พาการกระทำนั้นไปไกลต่อไปอีก ; ฉะนั้นปัญญาจะต้องนำหน้าเรื่อย ท่านจึงได้เปรียบสัมมาทิฏฐิหรือปัญญานี้ว่า เป็นเหมือนรุ่งอรุณของเวลากลางวัน ถ้ารุ่งอรุณมาแล้วก็เป็นอันแน่ใจได้ว่า เวลากลางวันจะต้องตามมา อย่างนี้เป็นต้น. พระพุทธภาษิตในที่อื่นยังมีอีกมากมาย ที่แสดงว่า ปัญญานี้จะต้อง นำหน้าเป็นใหญ่ เป็นประธานไปหมด, เช่นประโยคว่า "ปญฺญา หิ เสฏฐา กุสลา วทฺติ นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ". เป็นคำยืนยันว่า ปัญญานี้เป็นสิ่งประเสริฐ หรือเด่นที่สุด เหมือนดวงจันทร์เด่นกว่าดวงดาวทั้งหลาย เป็นต้น ; เพราะว่า ศีลก็ดีอะไรก็ดี จะต้องมาตามอำนาจของปัญญาทั้งนั้น. การที่เรียงลำดับเป็น ศีล,
น.65 สมาธิ, ปัญญาอย่างนี้ เรียกว่าเรียงจากที่ต่ำไปหาสูง แต่พอเรียงลำดับเป็นปัญญา เป็นศีล เป็นสมาธินี้ เป็นการเรียงลำดับตามที่จะต้องปฏิบัติจริง คือจะต้องเอา ปัญญามานำไว้ข้างหน้าเรื่อยไป มิฉะนั้นศีลหรือสมาธิก็จะเข้ารกเข้าพงไปหมด. เราจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา มีลมหายใจอยู่ด้วยปัญญา สิ่งต่าง ๆ จึงจะเป็นไป อย่างถูกต้องโดยอัตโนมัติ คือการกระทำนั้นจะเป็นไปอย่างถูกต้อง. ข้อที่บางท่านปรารภถึงเรื่องมีคำต่างประเทศพลัดเข้ามาอยู่ในการบรรยาย นี้ อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องขออภัย; โดยคิดไปว่าคำต่างประเทศที่เป็นภาษาที่ใช้กัน อยู่ในวงศีลธรรมและปรัชญานั้น มันแพร่หลายมาก และดีตรงที่ว่าประหยัดเวลา แทนที่จะต้องอธิบายประโยคยาวตั้งหลายประโยคนี้ พูดได้ด้วยคำ ๆ เดียวที่ท่านรู้ กันดีอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นจะพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้พลัดเข้ามา และที่พลัดเข้ามา ก็เพื่อประหยัดเวลา, เพื่อความเข้าใจรวดเร็ว, เพราะว่าส่วนมากครูบาอาจารย์ ก็เข้าใจคำเหล่านั้น โดยความหมายของมันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ขอให้ถือเอาประโยชน์ เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำความลำบากเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพยายามจะ เว้นในส่วนคำที่จะทำให้เกิดความลำบาก. สิ่งที่น่ายินดีที่สุดก็คือว่า ส่วนมากของกระดาษที่ยื่นไปนั้นมีมากมาย เหลือเกิน ที่ขอให้แนะวิธีสอนเด็ก วิธีสอนเด็กด้วยธรรมะ ด้วยศาสนานี้จะมีวิธี อย่างไรจึงจะได้ผลดี. นับว่าเป็นที่น่ายินดีที่ว่า ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ยังมี ความนับถือตัวเองอย่างสูง และสนใจหน้าที่ ซึ่งเราจะได้พยายามร่วมมือกันเรื่อยไป ตลอดการบรรยายนี้ ซึ่งจะชี้วิธีสอนเด็ก หรืออบรมเด็กด้วยธรรมะของ พระพุทธเจ้าเป็นใจความสำคัญ อาตมาจะได้เริ่มการบรรยายสำหรับวันนี้ โดยหัวข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า จริยธรรมนั้น มีแต่แนวเดียว. ข้อแรกที่สุด คำว่าจริยธรรมนี้ ขอให้ถือว่า
น.66 ครอบงำความหมายของคำว่า พุทธิศึกษา, จริยศึกษา, พลศึกษา และหัตถศึกษา ไว้ด้วยเสร็จ. แม้ว่าในหลักการศึกษาจะแบ่งเป็น ๔ หลักศึกษาก็ดี จักต้องให้ขึ้น อยู่กับคำว่า จริยธรรมเพียงคำเดียว และให้ดำเนินไปตามหลักของจริยธรรม ซึ่งมีแต่แนวเดียวหรือสายเดียว เพราะว่าสิ่งที่ควรประพฤติคือจริยธรรม ซึ่งแปล ว่าสิ่งที่ควรประพฤตินี้จะต้องมีถูกต้องอยู่เพียงสายเดียว และสายนี้ก็คือ หลักที่จะ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นตัวตนจนเกิดความเห็นแก่ตน. คำนิยามที่รัดกุมที่สุดมีอยู่ว่า "ความไม่ยึดมั่น ถือมั่นตัวตนจนเห็นแก่ตน". จะเป็นการศึกษาแขนงไหน หัวข้อ ไหนก็ตาม จะต้องมีหัวใจมารวมอยู่ตรงที่ว่า "ไม่มีความยึดมั่นตนจนเห็นแก่ตน" จะต้องมีหลักไม่ยึดมั่นตนจนเห็นแก่ตนเสมอไป จะเป็นเรื่องพุทธิศึกษา, จริยศึกษา, พลศึกษา, หัตถศึกษาก็ดี. ถ้าจะให้ถูกต้องตามอุดมคติแล้ว จะต้องเป็นไปใน ลักษณะที่ไม่เห็นแก่ตนทั้งนั้น และคำว่า ไม่เห็นแก่ตน นั้นแหละ หลาย ๆ ท่าน จะดูหมื่นว่าเป็นคำง่าย ๆ ตื้น ๆ สำหรับคนทั่วไป; แต่นี่แหละคือหัวใจทั้งหมด ของพระพุทธศาสนา. ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตนโดยสิ้นเชิงเมื่อใดก็เป็นพระอรหันต์ เมื่อนั้น แล้วก็สูงสุดกันเพียงเท่านั้น. ในวงการศึกษาของเราก็ต้องการจะขจัดความเห็นแก่ตน หรือที่เรียกว่า selfishness ซึ่งเป็นคำที่ก้องไปทั่วโลก ในฐานะเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง. ความเห็น แก่ตนนั้น เป็นศัตรูอันร้ายกาจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลก. โลกกำลังเป็นนรกอยู่ ทุกวันนี้ก็เพราะ selfishness ไม่ใช่อะไรอื่น. โดยทั้งหมดก็เป็นอย่างนี้; โดย ส่วนตัวคนหนึ่ง ๆ ก็มีเดือดร้อนอยู่ด้วยเรื่องเห็นแก่ตัวนี้เหมือนกัน ; เราอยาก ให้เด็กของเราไม่เห็นแก่ตัว การศึกษาอบรมก็มุ่งหมายจะไม่ให้เห็นแก่ตัว จะเป็น การเรียน หรือการกีฬา หรือการอะไรก็ตาม เรามุ่งหมายในข้อนี้ เพราะฉะนั้น มันจึงลดลงมาอยู่กับเด็กๆ แม้แก่เด็ก ๆ ที่อมมือ ที่จะไม่อิจฉาน้องที่เพิ่งคลอด ออกมาเดี๋ยวนี้ เพราะถ้าเด็กเห็นแก่ตัวแล้วก็จะริษยาน้องที่เพิ่งคลอดออกมาเดี๋ยวนี้
น.67 เพราะกลัวว่าแม่จะแบ่งความรักไปให้น้องเสีย, ไม่รักตัวเต็มที่ เช่นนี้เป็นต้น ; ฉะนั้น บทเรียนเรื่องไม่เห็นแก่ตัวนี้, จะต้องมีตั้งแต่เด็กแรกคลอดขึ้นไปจนถึง เด็กโต คนหนุ่ม คนสาว กระทั่งคนเฒ่าคนแก่และคนที่จะสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ เป็นที่สุด เพราะฉะนั้นจึงถือว่า จริยธรรมนั้นมีแต่แนวเดียว แม้จะแบ่งแยกเป็น กี่แขนง กี่สาย มันก็ไม่อาจจะเป็นหลายอย่างไปได้. ทุกแขนงจะต้องมีความ มุ่งหมายเพื่อขจัดความเห็นแก่ตัวเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึง ตรัสของท่านไว้ว่า "เอกายโน ภิกฺขเว มฺโค" หนทางนี้เป็นทางสายเดียว เพื่อคน ๆ เดียวเดิน และไปสู่จุดหมายเพียงอันเดียว ; ฉะนั้นทางสายเดียว สำหรับคนเดียวเดินไปสู่จุดหมายเพียงสิ่งเดียวหรืออย่างเดียว นี้แปลว่าธรรมะ ทั้งหมด พรหมจรรย์ทั้งหมด มีลักษณะเป็นอย่างนี้ และลักษณะอย่างนี้เอามาใช้ได้ แม้แก่ธรรมะหรือจริยธรรมทั่วไป ฉะนั้นจึงขอให้ยึดถือเป็นหลักไว้ตลอดเวลาว่า จริยธรรมที่เราจะศึกษา และนำไปใช้ปฏิบัติตัวเอง และนำไปสอนผู้อื่นนี้จะมีแต่ แนวเดียวไม่ยุ่งยาก ไม่พื้นเผื่อ ไม่ชวนให้ใครลำบากเลย อย่าได้คิดไปว่ามีหลาย แนว เหมือนดังที่พูดกันว่า เด็กก็ต้องอย่างหนึ่ง ผู้ใหญ่ก็ต้องอย่างหนึ่ง ชาวบ้าน ก็ต้องอย่างหนึ่ง ชาววัดก็ต้องอย่างหนึ่ง เพื่อมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง เพื่อเทวดาก็อย่าง หนึ่ง เพื่ออริยบุคคลก็อย่างหนึ่งนี้ ; นั้นหลับตาพูด. เขามองไม่เห็นอย่างถูก ต้องว่า มันมีอยู่อย่างไรจริงๆ ว่าไปตามความคิดนึก หรือความเดา หรือตามแบบ ฉบับที่เขียนไว้พันเผื่อมากกว่าอย่างอื่น เรื่องที่จะต้องศึกษากันต่อไปเพื่อเข้าใจสิ่งนี้ ก็คือว่า จิตหรือวิญญาณ ที่ต่ำนั่นก็เพราะยึดมั่นถือมั่น ถ้าจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น จนเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวแล้ว จะเป็นจิตสูง วิญญาณสูง สูงขึ้นมาจากน้ำ คือความชั่วหรือความทุกข์. ทีนี้ อุดมคติของครูเรามีอยู่ว่า จะยกสถานะทางวิญญาณให้สูงขึ้น. พระพุทธเจ้าทรง เป็นบรมครูในเรื่องนี้ จนเราเรียกว่าพระบรมครู. สาวกทุกองค์ที่แท้จริงของ
น.68 พระพุทธเจ้า ก็เป็นครูทั้งหมดโดยไม่ต้องตั้ง โดยไม่ต้องรับเงินเดือนอย่างครู พระสาวกที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ามีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือมีหน้าที่เช่นเดียว กันกับพระพุทธเจ้า ในการที่จะยกสถานะทางวิญญาณ หรือทางจิตใจของชาวโลกให้ สูงขึ้น จึงขอให้ถือว่าภิกษุทุกรูปก็เป็นครูอย่างเดียวกันกับท่านทั้งหลาย ที่เรียก ตัวเองว่าครู เพราะมุ่งหมายจะยกฐานะทางวิญญาณให้สูงขึ้น ; แต่ว่าเรามีหน้าที่ แบ่งปันกันได้เป็นชั้นเป็นเชิง ภิกษุก็ทำไปอย่างหนึ่ง ท่านทั้งหลายที่เรียกตัวเองว่า ครู ก็ทำไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องยกสถานะทางวิญญาณให้สูงขึ้นทั้งนั้น. การจะยกฐานะทางวิญญาณหรือทางจิตนั้น จะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นว่า สิ่งที่เรียกว่าจิต หรือวิญญาณนั้นคืออะไร ซึ่งอาตมาจะได้กล่าวต่อไปดังที่ได้กล่าว ค้างอยู่. เป็นอันว่าในข้อแรกที่เราจะทำความเข้าใจกันในวันนี้ก็คือ คำว่าจิต, คำว่าวิญญาณ, คำว่าใจ, คำว่ามโน แล้วแต่จะเรียกกันกี่คำ แต่ถือว่า อันนี้เป็น ศูนย์กลางของความยึดมั่น ถือมั่น เป็นศูนย์กลางของความเห็นแก่ตน. คำว่าจิต คำว่าวิญญาณ คำว่ามโนนี้ ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ทันทีว่า เป็นภาษาบาลี หรือ ภาษาสันสกฤต ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นอันว่าในหมู่ชนที่ได้ใช้ภาษาบาลีหรือใช้ภาษา สันสกฤตนั้น มีคำว่าจิต ว่าวิญญาณ ว่ามโนนี้ใช้แล้ว และก็หมายถึงสิ่งที่เรา เรียกกันในภาษาไทยว่า "ใจ" บางทีเราใช้คำว่าจิต, ว่าวิญญาณ, ว่ามโนนั้นเสียเอง เพราะว่าเราได้รับวัฒนธรรมทางภาษามาจากชาวอินเดียตั้งสองพันปีมาแล้ว จึงมี คำภาษาบาลี หรือสันสกฤตติดมาอยู่ในภาษาไทย ฉะนั้นจึงให้ถือว่า ได้แก่คำว่าใจ ในภาษาไทยนั่นเอง. แต่คำว่าใจก็ตาม หรือ คำว่าจิต ว่าวิญญาณ ว่ามโนในภาษา บาลีก็ตาม ล้วนแต่มีความหมายกว้างทั้งนั้น กว้างจนแยกออกไปได้หลายประเภท ; เช่นคำว่า "ใจ" นี้ หมายถึงจิตที่คิดนึกก็ได้ หมายถึงความรู้สึก และคิดนึกก็ได้. คำว่าจิต ว่าวิญญาณ ว่ามโนนั้นก็เหมือนกัน ; เมื่อได้ตรวจดูในภาษาบาลีอย่าง ทั่วถึงแล้ว ปรากฏว่า ในที่บางแห่ง ใช้มีความหมายเหมือนกัน คือแทนกันได้
น.69 แต่ในที่บางแห่งความหมายกว้างแคบกว่ากันบ้าง แล้วแต่คำนั้นเขาจะมุ่งหมายใช้ ให้เล็งถึงอะไร. ลักษณะอย่างนี้มีในภาษาทั่ว ๆ ไป. ขอให้สังเกตคำในภาษาอังกฤษเป็นต้น ถ้ามันมาในเรื่องหนึ่งหรือใน วิชาแขนงหนึ่ง, ก็มีความหมายเพี้ยนไปจากที่มีในวิชาอีกแขนงหนึ่ง. นี่เป็นความ สับปลับของภาษา อย่างนี้ย่อมมีอยู่ในทุกภาษา. แต่โดยเนื้อแท้แล้ว คำ ๓-๔ คำนี้ เล็งถึงสิ่งเดียวกัน คือเล็งถึงสิ่งที่คนในสมัยโน้นเข้าใจกันว่า เจ้านี่เองที่เป็น ประธาน ที่เป็นตัวยืนโรงเป็นหลักอยู่ภายใน. สิ่งที่เราเรียกว่าจิตก็ตาม วิญญาณ ก็ตาม ใจก็ตามเป็นตัวแกนกลาง คล้ายกับเป็น Nucleus ของมนุษย์เราคนหนึ่ง ๆ. สติปัญญาของเขามีในเรื่องนี้อย่างไร เขาก็ต้องว่าไปตามนั้น ฉะนั้นเป็นอันว่า ในสมัยพุทธกาลนั้น เขาถือว่ามีสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่เรียกว่าจิต หรือวิญญาณ หรือ มโนในบางครั้ง แต่เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน ยืนอยู่เป็นแกนกลาง. ถ้าพูดโดยสมมุติก็ว่า เป็นผู้ยึดครองร่างกายนี้ อย่างนี้เป็นต้น. ส่วนที่ได้เกิดเป็นคำมีความหมายต่าง ๆ ขึ้น ก็เช่นว่า "จิต" หมายถึงผู้ก่อสร้างทำนองพระเจ้า; แล้ว "วิญญาณ" ก็หมายถึงรู้แจ้งเฉพาะเรื่องเฉพาะราย. ส่วน "มโน” หมายถึงธาตุรู้ทั่ว ๆ ไป บางทีก็เรียกว่ามโนธาตุเป็นธาตุรู้ทั่ว ๆ ไป คล้ายกับจะพูดว่า จิตหรือวิญญาณนี้ มันปรุงมาจากธาตุรู้ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับเนื้อหนังของเรานี้ ปรุง ขึ้นมาจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ; ส่วนสิ่งที่เรียกว่า จิตหรือวิญญาณ ก็ปรุงขึ้นมาจากมโนธาตุ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ มิหนำบางที ก็เรียกว่าวิญญาณธาตุเสียเองบ้างก็มี ; มันแทนกันได้อย่างนี้. ถ้าเราจะเล็งถึงที่ใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปในภาษาบาลีนั้น "จิต" เล็งถึงสิ่งที่ ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในร่างกายเรา ยืนโรงอยู่สำหรับความรู้สึก แล้วก็ผันแปร เป็นจิตอย่างนั้น เป็นจิตอย่างนี้ เป็นจิตได้หลาย ๆ ชนิด อย่างที่พวกอภิธรรมเขาว่า
น.70 ดวงหรือ ๑๒๑ ดวงนี้เขาใช้คำพูดผิดไป คือแทนที่จะใช้คำพูดว่า ๘๙ ชนิด หรือ ๑๒๑ ชนิดไปพูดกันว่าเป็น ๘๙ ดวงหรือ ๑๒๑ ดวง พวกเราเลยฟังยาก. ถ้าพูดว่า เปลี่ยน ๘๙ ชนิด ๑๒๑ ชนิด ก็ฟังง่ายทันที มันผันแปรได้ ตามแต่จะมีมโนธาตุ ส่วนใดส่วนอื่นที่เป็นเจตสิก มาปรุงมาผสม มาปรับปรุงมัน แล้วจิตก็ผันแปรไปตาม นั้น. นี่เรียกว่าเป็นตัวยืนโรง. สำหรับคำว่า "วิญญาณ" ก็หมายถึงเมื่อทำหน้าที่ รู้แจ้งเฉพาะเรื่องเฉพาะราย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นเป็นต้น ที่เป็นสะพาน หรือที่ออกมารู้แจ้ง. สิ่งที่ทำหน้าที่รู้แจ้งก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากจิต แต่พอมา ทำหน้าที่รู้แจ้ง ทางตา ทางหู ทางจมูกเหล่านี้ เราติดป้ายให้ใหม่ว่า "วิญญาณ" แทนที่จะเรียกว่าจิต. ส่วนคำว่า "มโน" นั้น ถือว่าเป็นธาตุทางฝ่ายจิตทั่ว ๆ ไป จะเอามาใช้แทนคำว่าจิต หรือว่าวิญญาณบ้างก็ได้ ดูจะต้องการคำพูดที่ไพเราะ และให้มีมากขึ้นเพื่อสะดวกแก่การขีดเขียน และโดยเฉพาะทางกาพย์ กลอน. ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจไปในทำนองว่า มันต่างกันเด็ดขาด จนถึงกับจะต้องตั้งพิธีศึกษา เป็นพิเศษ ; โดยที่แท้แล้วจะเล็งถึงสิ่ง ๆ เดียวกันทั้งนั้น และบางทีเราก็ใช้คำว่า ธาตุแก่สิ่งเหล่านี้ ก็เพราะมันเป็นธาตุตามธรรมชาติ ; อย่าได้ถือว่าเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์พิเศษอะไรออกไป; เพราะฉะนั้นเราก็จับสิ่ง ๆ หนึ่งได้ว่า สิ่งที่เขา เรียกว่าจิต ว่าวิญญาณ ว่ามโน นี้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นแกนกลางของคน ๆ หนึ่ง. ถ้าใครจะเกิดความรู้สึกว่า เป็นตัวเป็นตนอะไรขึ้นมาละก็ความคิดจะแล่นไปเอง ไปยังสิ่งที่เรารู้สึกว่าจิต ว่าจิตนี้ คือตัวเราแท้ ; จะมาเอาตัวเราที่ร่างกายนี้ ดูมันไม่ฉลาด, ละอาย, จึงไปเอาตัวเราที่ลึก คือหมายถึงจิต. ความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า ตัวเรา ตัวเรานั้น ที่แท้ก็เป็นเพียงมายาเท่านั้น และเล็งถึงจิตนั่นเอง เพราะว่าจิตนั่นแหละทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าตัวเรา แล้ว ก็ตัวเราที่จิตนั่นเอง; อย่างที่นักคดชื่อ เดสการ์ต (Descartes) เขาว่า "ข้าพเจ้า คิดได้ดังนั้นข้าพเจ้ามีอยู่". สูตรของเขาว่า Cogito, ergo ergo sum. ขอให้นึกถึง
น.71 คน ๆ นี้ไว้บ้างว่า คน ๆ นี้ไม่เคยเรียนพุทธศาสนา และไม่เคยเรียนอะไรที่จะยืม ไปใช้เป็นหลัก แต่เขาก็ยังมีความคิดได้เองว่า ข้าพเจ้าคิดได้ ดังนั้นข้าพเจ้ามีอยู่ เพราะมันมีสิ่ง ๆ หนึ่งที่คิดได้ว่า ข้าพเจ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าอย่างนี้ ดังนั้นต้องถือว่า "ข้าพเจ้ามีอยู่" นี่คือตัวตนเกิดขึ้นได้ทั้งที่เป็นมายา จึงมีหลักในพุทธศาสนาเราที่ กล่าวไว้ว่า "จิตฺตํ อตฺตา นาม." จิตนั้นแหละชื่ออัตตา ก็แปลว่า จิตนั่นแหละ คือตัวตน แต่เมื่อดูให้ดีแล้ว จิตเองก็มายา อัตตานั้นก็มายา เพราะว่าจิตนั้น ก็เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ และทำให้เกิดความรู้สึกว่า อัตตาคือตัวตน หรือ ตัวเราขึ้นมาด้วยความสำคัญผิด อัตตานั้นก็เป็นมายา ; แต่เมื่อมันมีความรู้สึก อย่างนี้อยู่ จะปฏิเสธว่าไม่มีจิต หรือไม่มีตนก็ไม่ได้ เพราะคนธรรมดาสามัญต้อง รู้สึกอย่างนี้ ดังนั้นมันจึงเกิดมีความรู้สึกว่า "ตัวเรา" ขึ้นแก่คนทุกคน หรือสิ่งที่มี ชีวิตทุกชีวิต เพราะฉะนั้นขอให้สนใจกับสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาให้ได้ก่อน จึงจะเรียน ธรรมะเข้าใจ. เรามองไปดูที่เด็ก ๆ ก็ได้ เขามีตัวตนของเขาอย่างไร เขายึดมั่นถือมั่น ในตัวตนของเขาอย่างไร. ดังได้กล่าวแล้วแต่วันแรกนั้นบ้างว่า ตัวตนนี่ ได้ก่อ รูปขึ้นมาอย่างไร. ทีแรกเกิดมา เพิ่งคลอดออกมา ก็แทบจะไม่มีความรู้สึกว่า ตัวตน, แต่สิ่งแวดล้อมทำให้รู้สึกไปในทางตัวตนทั้งนั้น เดี๋ยวก็มีแม่ของตน เดี๋ยวก็มีพ่อของตน เดี๋ยวก็มีพี่ของตน มีอะไรของตน มีตุ๊กตาของตน มีทรัพย์ สมบัติของตน แม้แต่จานกินข้าวก็ต้องใบของตนจึงจะยอมกิน และคนอื่นจะเอา จานใบนี้ไปกินไม่ได้ เพราะจานใบนี้มันของตน ดังนี้เป็นต้น ; ความรู้สึกที่ เป็นไปในทางตัวตนก็มีมากขึ้น. สิ่งที่เรียกว่า autonomy นี้มีมากขึ้น ๆ ตามวันคืนที่ล่วงไป เราจึงมามี ความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตน อัดเต็มปรี่อยู่ ดังที่กำลังมีอยู่ที่นี่ หรือเดี๋ยวนี้
น.72 ในเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นให้มันแสดงออกมา ; เพราะฉะนั้นเราควรเข้าใจคำว่าจิต และ คำว่าอัตตาตัวตนนี้ว่า มันเล็งถึงอะไร, มันเป็นของจริงแท้เด็ดขาด หรือว่ามัน เป็นเพียงมายา ที่ทำให้เราเข้าใจไปว่าอย่างนั้น ๆ เราควรพิจารณาดูถึงสิ่งนี้ ในฐานะเป็นสิ่งสำคัญ เป็นศูนย์กลางของสิ่งที่จะต้องศึกษา เพราะเราจะต้องขจัด สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความเห็นแก่ตน หรือเห็นแก่จิตก็ตาม. ความเห็นแก่ตนนี่ มันมีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า "ตน" คำที่เรารู้จัก กันดีในวงนักศึกษาครูบาอาจารย์นี้ ก็คือคำว่า ego กับ egoism คำว่า ego เป็นภาษาลาติน ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า soul เพราะฉะนั้นคำว่า ego ซึ่งเป็น คำเดียวกับคำว่า soul ในภาษาอังกฤษ ก็ตรงกับคำว่า อัตตา ในภาษาบาลี ; ดังนั้น ego ของพวกลาตินก็ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าจิต. พวกกรีกมีคำว่า kentrikos ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า centre ที่แปลว่าศูนย์กลาง ; kentrikos ก็คือ centre. นี่เพราะเขาเล็งเห็นว่า สิ่งนี้คือศูนย์กลางของคนเรา เพราะฉะนั้นจิตก็คือ สิ่งที่เป็น ศูนย์กลางของคนเรา ตามความรู้สึกสามัญสำนึกของทุกชาติทุกภาษา, มันจึงตรง กันอย่างนี้. ชาวอินเดียใช้คำว่า "ชีโว" หรือ "เจตภูต" กับสิ่ง ๆ นี้ เพราะเขา ถือว่าตัวชีวิตแท้ก็คือสิ่งนี้ ฉะนั้นจึงเรียกตัว ego หรืออัตตานั้นว่า ชีวะ หรือ ชีโว อีกทีหนึ่ง ; หรือบางทีก็เรียกว่าเจตภูตคือ "จิตที่เป็นอยู่จริง" เป็นตัวเราอยู่จริง ; แต่คำว่าเจตภูตนี้ ในภาษาไทยความหมายเปลี่ยนไปเป็นผีปีศาจหรืออะไรทำนองนั้น ไปเสีย ควรจะถือเอาความหมายเดิมที่ว่า เจตภูตหมายถึงสิ่งที่เป็นจริง หรือตัว เราจริง ; ฉะนั้นเราจะได้คำหลายคำทีเดียว ที่เล็งถึงสิ่งเพียงสิ่งเดียว คือสิ่งที่เรา เข้าใจว่าเป็นตัวเรา ได้แก่คำว่าจิต, คำว่าวิญญาณ, คำว่ามโน, คำว่าชีโว, คำว่า เจตภูต, ตลอดจนคำว่า ego, kerfrikon เหล่านี้เป็นต้น.
น.73 สิ่งเหล่านี้ ตามปรกติเราไม่ถือว่าดีหรือชั่ว บุญหรือบาป มันเป็นกลาง แต่ถ้าเมื่อใดมันมีอะไรเข้ามาแวดล้อม, มากระทบ มาปรุงแต่ง เกิดเป็นความ เห็นแก่ตัวขึ้นมา ๒๕๐ นั้นจึงจะกลายเป็น egoism, กลายเป็นความเห็นแก่ตัว เสียแล้ว ไม่ใช่ ego เฉย ๆ ; คำว่าอัตตา ได้กลายเป็นอัตตวาทุปาทานไปแล้ว คือเป็นความยึดมั่นถือมั่นว่าตัว แม้จะเรียกสั้น ๆ ว่าอัตตา ก็กลายเป็นความเห็น แก่ตัวไปแล้ว นี่แหละคือต้นตอ หรือว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงสิ่งเดียว ที่เป็นปัญหา ยุ่งยากของมนุษย์เราทั้งโลก. ขอให้ท่านทั้งหลายรู้จักสิ่งนี้ไว้ โดยลักษณะอย่างนี้ ความหมายอย่างนี้ .. คำว่า egoism นี้ ควรจะมองดูให้ชัด จนเห็นว่า มันคืออะไรกันแน่ โดยที่แท้แล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องมีโดยแน่นอน : egoism นี้ต้องมีกันทุกคนและมี โดยแน่นอน คือความเห็นแก่ตัว. แต่ว่าความเห็นแก่ตัวโดยบริสุทธิ์นั้น ยังไม่ อันตรายมากมายอะไรนัก และเป็นมูลเหตุที่ทำให้ทำไปในทางดีก็ได้ ไม่จำเป็น จะต้องทำไปในทางชั่วเสียตะพึด ; แต่ถ้าหากว่า egoism นี้ไม่ถูกควบคุมไว้เป็น อย่างดี คือไม่ได้รับการควบคุมอย่างดี หรือไม่ได้รับการศึกษาที่ดี มันจะกลายเป็น selfishness. เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า selfishness นั้นพึ่งไม่ได้ อาศัยมัน ไม่ได้ มันเป็นอันตราย ; แต่สิ่งที่เรียก egoism นี้ยังพออาศัยได้ อาศัยสิ่งนี้ทำดี ก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ถ้าเรารู้จักอาศัยไปในทำนองรักตัว สงวนตัวแล้ว มันก็ดึงไป ในทางทำดี แต่ถึงจะทำดีอย่างไร ก็คงเรียกว่าความเห็นแก่ตัว หรือ egoism อยู่ นั่นเอง แต่เป็นความเห็นแก่ตัวชนิดที่ดี ; ฉะนั้นเกี่ยวกับเด็กๆ เราจึงไม่ได้สอน ให้หมด egoism หรือหมดความเห็นแก่ตัวอย่างพระอรหันต์ แต่เราสอนให้รู้จัก มีตัวที่ดี เพื่อให้มีความเห็นแก่ตัวที่เป็นชนิดดี มีลักษณะดี คือไม่ทำความเดือด ร้อนให้แก่ใครโดยประจักษ์.
น.74 ที่ต้องใช้คำว่า "โดยประจักษ์" นี้ก็เพราะความเดือดร้อนนั้นมีอยู่ ๒ ชนิด คือชนิดที่ไม่ประจักษ์ก็มี ; อย่างนั้นเราชอบ, เรารัก, เราพอใจกันมาก. ความ เดือดร้อนที่ไม่ประจักษ์ นี้คือความสนุกสนาน ความสุข ความเพลิดเพลินอะไร ต่าง ๆ มีความเอร็ดอร่อย เป็นความทุกข์ที่ไม่ประจักษ์. สำหรับความทุกข์ที่ ประจักษ์นั้นต้องเว้นขาด เพื่อไม่เบียดเบียนกันให้ลำบาก. ถ้าเรามีความเห็นแก่ตัว แต่ไม่เป็นไปในทางทำผู้อื่นให้เดือดร้อนโดยประจักษ์แล้ว ก็ใช้ได้สำหรับกรณี ทั่วไป เพราะว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยชอบธรรม ที่ทุกคนจะต้องเห็นแก่ตัว รักตัวสงวนตัว และรักของของตัว ; เพราะฉะนั้นเราจะต้องจับหลักให้ได้ว่า อัตตาหรือจิต หรือวิญญาณ หรือมโน หรือ ego อะไรเฉย ๆ นี้ ถ้ายังไม่ถูกยึดถือ ก็ไม่เป็นไร มันอยู่ของมันตามธรรมชาติ และก็ไม่ทำอันตรายใคร ; มันตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นตัวชีวิต หรือเป็นศูนย์กลางของชีวิต ให้ชีวิตมีอยู่ แล้วก็เกิดความรู้สึก คิดนึก และเกิดการกระทำต่างๆ ตามที่ควรจะกระทำ. แต่ถ้าควบคุมมันไม่ได้ มันก็เกิดเป็นความเห็นแก่ตัว พอเกิดความ เห็นแก่ตัวแล้วระวังเถิด มันจะแยกเดินเป็นสองทาง คือทำไปในทางดีก็ได้ทางชั่ว ก็ได้. เราจะต้องควบคุมให้เป็นไปในทางที่พึงประสงค์ คือเป็นไปในทางที่จะ ไม่เดือดร้อนแก่กันและกันนั่นเอง ; ฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายกำหนดคำว่า เห็นแก่ตน แล้วจะได้เข้าใจคำว่า เห็นแก่ตนจัด ชนิดที่เป็นกิเลสหรือเป็นความ เสียหาย ; ความเห็นแก่ตนมีอยู่ ๒ ความหมายดังนี้. ถ้ามีความเห็นแก่ตนจัด จนกลายเป็น selfishness หรืออะไรทำนองนี้ ละก็เรียกว่า วิญญาณตกต่ำ คือจิตตกต่ำอยู่ในสภาพที่เป็นนรก ไม่ใช่สูงเป็นสวรรค์ เสียแล้ว. พวกครูเรามีหน้าที่ที่จะต้องยกสถานะของจิต หรือวิญญาณ นี้ให้สูงขึ้นมา ไม่ให้ต่ำถึงอย่างนั้น ให้อยู่ในสภาพที่พอดูได้ จึงมีความเห็นแก่ตัวชนิดที่ดีอยู่
น.75 ชั้นหนึ่ง. นี้เป็นเรื่องฝ่ายโลกียะ คือทำไปตามระดับของชาวโลก. ถ้าเป็นเรื่อง ฝ่ายโลกุตตระ เป็นเรื่องฝ่ายพระอริยเจ้าละก็ สูงไปจนถึงว่า จะไม่มีความเห็นแก่ตัว เหลืออยู่เลย จิตจึงว่างเปล่าจากความยึดถือตัวหรือของตัว จึงไม่มีทุกข์ ไม่ว่าจะ เป็นความทุกข์ชนิดที่ประจักษ์หรือไม่ประจักษ์ก็ตาม, ย่อมไม่มีความทุกข์เลย. ส่วนพวกเรานี้ ต้องกันความทุกข์โดยประจักษ์ออกไปเสียก่อน แล้ว ก็รับความทุกข์ที่ไม่ประจักษ์นี้เข้ามาบริโภค และก็ทนทุกข์ไปอย่างไม่รู้สึก เพราะ ฉะนั้นเราจะต้องมองเห็นชัดว่า มันสายเดียวแนวเดียว คืออยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว เราต้องขจัดความเห็นแก่ตัว หรือควบคุมความเห็นแก่ตัวนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งหมดความเห็นแก่ตัว อาตมาจึงยืนยันให้ถือเป็นหลักว่า จริยธรรมนี้มี เพียงแนวเดียวสายเดียว สำหรับบุคคลเดียว เดินไปสู่จุดหมายเพียงอย่างเดียว. ขออภัยที่ต้องพูดอย่างนี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประหยัดเวลาได้มาก คือ เราเรียนพุทธศาสนาอย่างสูง อย่างกลาง อย่างต่ำเป็นเด็กอมมือ พร้อมกันไปใน คราวเดียวกัน อย่าต้องเสียเวลาหลายครั้ง มันจะไม่พอกับเวลา. ขอให้สังเกต เอาเองว่า ส่วนไหนที่จะเอาไปใช้กับเด็ก ส่วนไหนที่ควรจะเอาไปใช้กับผู้ใหญ่ แล้วส่วนไหนที่จะเอาไปใช้กับพระอริยเจ้า ซึ่งไม่ใช่ชาวโลกตามธรรมดา. คำว่าจิต หรือคำว่าอัตตาตัวตน แล้วก็เห็นแก่ตัวตนนี่ มีอยู่อย่างนี้. เพื่อจะเข้าใจต่อไปถึงที่เราจะควบคุมมัน คือควบคุมจิตไม่ให้เกิดความ เห็นแก่ตัวชนิดที่ไม่ปรารถนานั้น เมื่อมาถึงตอนนี้ เราจะต้องรู้ถึง mechanism คือ ไกลกต่าง ๆ ของจิต ว่ามันมีอยู่อย่างไรบ้าง ถ้าเราไม่รู้เรื่องนี้ จะควบคุมมัน ได้อย่างไร ขอให้เราคิดดู ถ้าจะรู้เรื่องกลไกของจิต เราถือโอกาสศึกษาเรื่องที่ เกี่ยวกับจิตนี้ไปเสียคราวเดียวกันเลยจะดีกว่า ฉะนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องศึกษา
น.76 เรื่องร่างกายนี้พร้อมกันไปกับเรื่องใจ กับเรื่องจิต ซึ่งถ้าเรียกเป็น ภาษาบาลีก็เรียก ว่าเบญจขันธ์ พอได้ยินว่าเบญจขันธ์เดี๋ยวก็ง่วงนอน ขออย่าได้คิดไปว่ามันเป็น สิ่งที่ชวนให้ง่วงนอน มันเป็นสิ่งที่น้อมนำให้เรามองไปในตัวเราอย่างปรุโปร่ง อย่างละเอียดมากกว่า. กายกับใจ มันมีเพียงสองอย่าง ที่เรียกว่าจิตหรือใจนั้น มันเป็น nucleus หรือแกนกลาง นี่กล่าวอย่างสมมุติ ; นอกนั้นก็เป็นเปลือกนอก คือร่างกายทั้งหมด. นี่เรียกมีอยู่สองอย่าง. ถ้าเรียกเป็นบาลีก็เรียกว่า นามรูป นามคือใจ ; รูปคือกาย. นามรูปนี้ต้องไปด้วยกันไม่แยกกัน. ตามทางหลักวิชาหรือตามทางทฤษฎีสำหรับ พูดนั้น พูดแยกกันได้ว่า กายอย่างหนึ่ง ใจอย่างหนึ่ง เป็นคนละอย่างเลย คือแยกกันไปเด็ดขาดเลย ; แต่ตามข้อเท็จจริง หรือพฤตินัยนั้นไม่แยกกันได้, ต้องมาด้วยกันเสมอ เป็น "นามรูป" ไปเลย และใช้สำนวนเป็นเอกวจนะด้วย คือเป็น singular number ตามทางไวยากรณ์นั่นเอง. กายกับใจนี้ต้องรวมกันเป็น สิ่งเดียว เป็นของสิ่งเดียว. ถ้าแยกกันแล้วเป็นตายหมด คือไม่มีความหมาย อะไรหมด แล้วก็ทำหน้าที่อะไรไม่ได้เลย, ต่อเมื่อ รวมกันจึงจะทำอะไรได้ทั้งกาย และใจ ; ดังนั้นการที่แยกเป็นกายกับใจอีกมากมายหลายสิบชนิดนั้น มันเป็น เรื่องพูด, เรื่องจริงมันไม่แยก ; ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้. ในภาษาธรรมะที่เขาชอบเปรียบนั้น เขาเปรียบเทียบกายกับใจนี้ กับคน ๒ คน ; คนหนึ่งเป็นง่อยเดินไม่ได้แต่ตายังดี อีกคนหนึ่งร่างกายใหญ่โตแข็งแรง แต่ตาบอด มันจะไปไหนได้ด้วยกันอย่างไร. ที่ตาดีแต่เป็นง่อยนั่นแหละคือใจ มันเดินไม่ได้แต่ตามันดี; ที่ร่างกายแข็งแรงเดินได้ แต่ตาบอดนั้นคือร่างกาย ; พอเอาสองคนนี้มารวมกัน คือให้คนง่อยตาดี ขี่บ่าคนตาบอดที่ร่างกายแข็งแรง รวมเป็นคน ๆ เดียวกันนี้มันก็ไปได้ ไปทำอะไรที่ไหนก็ได้ กายกับใจมีลักษณะ
น.77 อย่างนี้ จะว่าเป็นสิ่งเดียวหรือสองสิ่ง นี้ลองคิดดูเองว่าพูดอย่างไหนมันถูกกว่า. ต่อเมื่อจำเป็นต้องให้คำอธิบายอย่างละเอียด จึงได้เกิดแยกเป็นกายกับใจขึ้นมา. ส่วนกายนั้นนับเป็นส่วนหนึ่ง ; ส่วนใจอีกส่วนหนึ่งนี้ เอามาแยกออกเป็น ๔ ส่วน เรียกว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ใจที่ทำหน้าที่รู้สึกทุกข์หรือสุข พอใจหรือไม่พอใจ นี้เรียกว่า เวทนา ; ใจที่ทำหน้าที่รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า อะไรเป็นอะไร ไม่ฟันเพื่อนทางสติ สัมปชัญญะ คือให้มีสมปฤดีอยู่เรื่อย ไม่เหมือนกับคนสลบ คนเมา หรือคนบ้า ; ใจส่วนที่ทำให้สมปฤดีปรกติอยู่ได้อย่างนี้ เรียกว่า สัญญา ; ใจส่วนที่เป็นความคิดนึกอะไรต่าง ๆ นั้นเรียกว่า สังขาร ; ใจที่ยืนโรงอยู่ คอยรู้ทางหู, ทางตา, ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางกาย ว่าอะไรเป็นอะไรนั้นเรียกว่า วิญญาณ ; เลยเป็น ๔ ส่วนขึ้นมา การแยกโดย ละเอียดอย่างนี้ ก็เพื่อศึกษากันกว้าง ๆ มากกว่า. ในการปฏิบัติโดยแท้จริง ไม่แยกก็ยังได้. ในครั้งพุทธกาล บางคนเป็นพระอรหันต์โดยไม่รู้การแจกส่วนของคนเรา เป็นรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ นี้ก็ยังมี ; แต่เพราะว่าเขารู้อะไร ลึกซึ้งมากกว่านั้น คือรู้ความจริงของมันทีเดียวหมดไปก็ยังได้. แต่ในที่นี้ เรา ต้องการจะศึกษาเพื่อรู้จักควบคุมมัน. เหมือนอย่างว่ารถยนต์คันหนึ่งนี้ เราแยก เป็นสองส่วนก่อน คือเป็นส่วนตัวรถ แล้วก็เป็นส่วนเครื่องยนต์ของรถที่จะทำให้ รถวิ่งได้ คือส่วน mechanism ต่าง ๆ ภายในของรถ. แต่ตัวเครื่องยนต์ของรถนั้น เรายังแยกออกเป็น ระบบไฟ, ระบบเชื้อเพลิง, ระบบหล่อลื่น, กับระบบ กลไกต่าง ๆ ; เป็น ๔ ส่วนอย่างนี้ก็ยังได้ ; แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดมันจึงจะเป็น
น.78 รถคันหนึ่ง และวิ่งได้ ; ดังนั้นคำว่าเบญจขันธ์นี้ที่แยกออกเป็นถึง ๕ ส่วน ก็มุ่ง หมายอย่างนี้; ส่วนรูปนั้นนับเป็นส่วนหนึ่ง. ส่วนนามหรือใจนั้นนับเป็น ๔ ส่วน ; ทั้งนี้ก็เพื่อให้รู้ว่า ในส่วนที่เป็นนามหรือเป็นใจนั้น มันก็พร้อมเสมอที่จะทำหน้าที่ ของมัน เช่น : เวทนา นี้ก็พร้อมที่จะรู้สึกในสัมผัสนั้น เป็นความพอใจ หรือไม่พอใจ ขึ้นมา ; สัญญา ก็ทำหน้าที่ดำรงสติสัมปชัญญะสมปฤดีอยู่เรื่อย ; สังขาร ก็พร้อมที่จะคิดนึกไปตามเหตุการณ์ที่แวดล้อมเรื่อย ; วิญญาณ ก็พร้อมที่จะรู้แจ้ง ที่ตา ที่หู ที่จมูก เป็นต้น ว่าอะไรเป็น อะไรอยู่เรื่อย. ส่วนที่เรียกว่ารูปนั้น ก็หมายถึงเนื้อหนังร่างกายนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่ยัง หมายถึงรูปที่แฝงอยู่ในร่างกายนั้นด้วย กล่าวคือ ภาวะที่แฝงอยู่ในนั้น ; เช่น ร่างกายนี้เรายังมีภาวะที่แฝงอยู่ในนั้นว่า เป็นความสูงหรือต่ำ ดำหรือขาว ความ เป็นหญิงหรือชายเหล่านี้เป็นต้นรวมอยู่ด้วย. ภาวะที่เป็นหญิงหรือเป็นชาย เป็น คนสูงหรือคนต่ำนี้ ก็รวมเรียกว่ารูปได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงมีรูปโดยตรง คือเนื้อหนังร่างกาย, และก็มีรูปแฝง คือความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดูได้ที่รูปนั้น ; นี้รวมเรียกกันว่ารูป. และเมื่อรวมเวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณเข้าอีก ก็เป็น ๕ ; ๕ ส่วนซึ่งเรียกว่ากลุ่มหนึ่งของร่างกายและจิตใจ ซึ่งรวมกันเป็นคนหนึ่ง นั่นเอง. ทีนี้ กลไกที่มันมีอยู่ในนี้ ก็คือเรื่องที่เราเรียกกันในทางศาสนาว่า ปฏิจจสมุปบาท. ในที่นี้จะเอามาแต่ตอนที่สำคัญที่สุด คือตอนที่ว่า เมื่อมีรูป
น.79 หรือเสียงก็ตาม ยกตัวอย่างเพียงอย่างเดียวว่า มีรูปมากระทบที่ตา ; รูปกระทบเข้า ที่ตาซึ่งประกอบด้วยเส้นประสาท และมีวิญญาณพร้อมที่จะเกิดขึ้นทำหน้าที่อยู่เสมอ, การกระทบอย่างนี้เรียกว่า ผัสสะ. ผัสสะแปลว่า การกระทบ. นี่เป็น mechanism อันแรก คือการกระทบระหว่างรูปกับตา ซึ่งมีจักษุวิญญาณเกิดขึ้นทำหน้าที่อยู่ด้วย. ผัสสะหรือการกระทบนี้ ใครๆ ก็มีอยู่ด้วยกันทุกคน มีอยู่แต่เพียงว่าไม่สังเกต ไม่สนใจ ไม่ศึกษาว่า มันมีการกระทบ มีแต่ปล่อยไปตามเรื่อง เลยไม่เข้าใจคำว่า ผัสสะ ; ฉะนั้นถ้าอยากจะทราบธรรมะ ถ้าอยากจะเข้าใจธรรมะ ต้องสนใจในสิ่งที่ เรียกว่า "ผัสสะ" นี้ จนเข้าใจเสียก่อน นับว่าเป็นอันแรกที่สุดที่ต้องเข้าใจ. พอเกิดมีผัสสะอย่างนี้แล้ว ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า เวทนา คือความรู้สึก ที่เป็นผลเกิดมาจากการกระทำนั้นว่า อันนี้น่ารักหรือไม่น่ารัก พอใจหรือไม่พอใจ ถ้าสวย รูปสวยก็พอใจ รูปไม่สวยก็ไม่พอใจ รูปน่าเกลียดน่าชัง หรือยั่วโทสะ ก็ยิ่งไม่พอใจ พอใจหรือไม่พอใจนี้เป็นเวทนา พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา ผัสสะปรุงแต่งเวทนา เวทนานั่นแหละคือตัวเรื่อง ตัวการ ตัวต้นเหตุที่ทำให้โลกนี้เป็นอย่างไร . อาตมากล่าวอย่างนี้ ท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจลองไปคิดดู. ท่านจะเรียก มันว่าตัวนิดเดียว, หรือตัวใหญ่, หรืออะไรก็สุดแท้ แต่นี่แหละคือตัวต้นเหตุ ตัวการใหญ่ที่สุด ที่ร้ายกาจที่สุด ที่จะบันดาลให้โลกเราเป็นอย่างไร. ข้อนี้เป็น เพราะว่าเราทุกคนนี้เป็นทาสของเวทนา เพราะว่าเราหลงรักในเวทนาด้วยกัน ทั้งนั้น ; เราอยากได้เวทนาที่เป็นสุข เราทำทุกอย่างนี้เพื่อเวทนาที่เป็นสุข การอุตส่าห์เล่าเรียน การอุตส่าห์ประกอบอาชีพไม่มีหยุดหย่อน วิ่งเต้นตลอดชีวิต นี่เพื่อสุขเวทนาของตัวเอง หรือของผู้อื่นที่เรารัก ซึ่งทำให้เกิดสุขเวทนาแก่เราอีก ต่อหนึ่ง. สุขเวทนานี้เป็นตัวเรื่องสำคัญเช่นนี้ แต่ว่ายังไม่เด็ดขาดถึงกับว่า จะเป็น อย่างนั้นไปเสียทั้งหมด. ถ้าเราควบคุมดี มันไม่เป็นอย่างนั้นซึ่งจะได้กล่าวต่อไป.
น.80 รั้นเมื่อเกิดเวทนาเช่นนี้แล้ว ต่อไปมันจะเกิดตัณหาอุปาทาน. ถ้า ควบคุมไม่ให้เกิดตัณหาอุปาทาน เวทนาจะตายด้านจะไม่ทำอันตรายใคร ; แต่ถ้า ควบคุมไว้ไม่ได้ เวทนาต้องให้เกิดตัณหาโดยแน่นอน คือความอยาก. ความอยาก นี้หมายถึงความอยากทุกชนิด กินความกว้างหมด จะอยากอย่างไรก็เรียกว่าความ อยากทั้งนั้น ไม่ใช่หมายเฉพาะในทางกามารมณ์. ถึงแม้คำนี้จะมีชื่อว่าตัณหา ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึงอยากทุกชนิด ไม่ใช่เฉพาะแต่ตัณหาทางกามารมณ์. ใน ภาษาไทยเราใช้คำว่าตัณหาไปในทางกามารมณ์ แต่ในทางภาษาบาลีเดิมของเขานั้น ตัณหาหมายถึงความอยากทุกชนิด ; อยากในทางกามารมณ์ก็เป็น กามตัณหา, อยากเป็นนั่นเป็นนี่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็เรียกว่า ภวตัณหา ; อยากไม่ให้เป็น อย่างนั้นอย่างนี้, หรือไม่ให้เป็นอยู่ก็ตาม เรียกว่า วิภวตัณหา ; คือเรียกว่าตัณหา ทั้งหมด. นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องขอร้องให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายกำหนดไว้เป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นการศึกษาธรรมะต่อไปข้างหน้าจะเผื่อ จะเข้าใจไม่ได้ เพราะไปถือเอา ความหมายตามภาษาไทยของคำว่าตัณหา แล้วไปใช้กับตัณหาในภาษาบาลี หรือ ภาษาธรรมะ นี้มันไม่ลงกันได้ ฉะนั้นจำเป็นจะต้องจำไว้ให้ดี. เวทนาให้เกิดตัณหา นี้หมายความว่า ให้เกิดความอยาก. ถ้าสิ่งที่เป็นเวทนานั้นเป็นความสุข เป็น ความพอใจ ก็อยากได้, อยากเอา, อยากยึดครอง, อยากถนอม, หวงแหน, หึงหวงไปเลย ; ถ้าไม่พอใจมันก็อยากไปอีกทางหนึ่ง เช่นว่า อยากหนีไปเสีย อยากตีให้ตาย อยากทำลายเสีย ; หรือถ้ารู้สึกว่า นี้เป็นอันตรายก็อยากจะทำลาย เสีย ถ้าเป็นคู่แข่งขันก็อยากทำลายเสีย ; ดังนั้นเราจึงเดือดร้อนอยู่ด้วยความพอใจ และทั้งความไม่พอใจ. เมื่อเกิดเป็นตัณหาแล้วช่วยไม่ได้ ; เรื่องมันไม่หยุดอยู่แค่ตัณหา แล้ว มันจะต้องมีอุปาทาน คือเกิดความรู้สึกเป็นตัวเรา "ผู้อยาก" ขึ้นมาทันที. ถ้า ความอยากได้เกิดขึ้นแก่จิตแล้ว ความรู้สึกว่าผู้อยากก็จะต้องเกิดขึ้นแก่จิตด้วย.
น.81 จะถือว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นตัวจิตเองก็ตาม เป็นผู้อยากขึ้นมาทันที รู้สึกว่ามีเรา เป็นตัวตนขึ้นมา นี่แหละคืออุปาทาน สิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน คือความยึดมั่นว่า "ตัวตน" หรือ "ของตน." ขอให้เข้าใจว่า "ตัวเรา" เกิดขึ้นตรงนี้เอง หาก แต่ว่ามันเกิดอยู่ในครรภ์ เหมือนกับท้องแก่ เด็กเกิดได้สมบูรณ์แล้ว แต่ว่าอยู่ ในครรภ์ ยังไม่คลอดออกมา. พอมีอุปาทานแล้วต้องเกิดภพเกิดชาติ. ภพนั่นหมายถึงความพร้อมได้ที่, เป็นการกระทำในตัวมันเอง ; เป็น mechanism ของตัวมันเอง ในตัวมันเองที่จะเบ่ง บานเป็น ชาติ คือรู้สึกเป็น "ตัวกู" โผงผางออกมาเลย ; ตัวกูอย่างนั้นตัวกูอย่างนี้, เต้นแร้งเต้นกาขึ้นมาทีเดียว. ถ้าขณะนั้นมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ก็เรียกว่า เกิดเป็นอย่างนั้น ; เช่นเมื่อความคิดนึกเป็นอย่างสัตว์ ก็เรียกว่าเกิดเป็นสัตว์ไป ทีเดียว ; มีความคิดนึกอย่างคน ก็เกิดเป็นคน ; มีความคิดนึกอย่างเทวดา ก็เป็น เทวดา ; หรือมีความรู้สึกนึกคิดว่าเราเป็นพ่อ ก็เกิดเป็นพ่อ คิดว่าเป็นลูก ก็เกิดเป็นลูก ; ถ้ามีความคิดนึกอย่างเศรษฐี ก็เป็นเศรษฐี ; มีความคิดนึก อย่างขอทาน ก็เป็นขอทาน. พอเกิดเป็นอย่างไรขึ้นมาแล้ว ก็ต้องร้อนเพราะความรู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้หมายความง่ายๆ แต่เพียงว่า ทุกข์คือ ความเจ็บปวด ดิ้นรนแล้วก็เป็นทุกข์, ไม่ใช่เช่นนั้น ; ท่านหมายลึกมากกว่านั้นมาก. ข้อนี้หมาย ความว่าเมื่อเรายึดมั่นถือมั่นว่าเราเป็นอะไรนั่นแหละ คือเราเป็นทุกข์ ; ดังนั้นท่าน จึงตรัสว่า "เบญจขันธ์ที่ถูกยึดถือด้วยอุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์." หมาย ความว่ากายกับใจนี้ ถ้าไม่มีการหลงผิดยึดมั่นว่าเป็นอะไรแล้ว มันยังไม่ทุกข์ ; ต่อเมื่อใดเรายึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็นอะไร เมื่อนั้นทุกข์ขึ้นมาทันที นี้แปลว่า เราเป็นทุกข์แบบหนึ่งโดยธรรมชาติภายในอยู่แล้ว ถ้ามันผิดมากไปกว่านั้น จนเรา
น.82 ไปทำอะไรใครเข้า เพราะความเห็นแก่ตัวกูหรือของกูนี้แล้ว มันก็เป็นทุกข์ข้างนอก อีกทีหนึ่ง คือทุกข์ทางสังคม คือเบียดเบียนกันเป็นวงกว้างออกไป เป็นชนหมู่ เบียดเบียนกัน หรือเบียดเบียนกันทั้งโลกก็สุดแท้. มันต้องมีมูลมาจากความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวเราซึ่งมาจากความอยาก คือตัณหา ซึ่งตัณหามาจากเวทนา เวทนา ก็มาจากผัสสะ และผัสสะก็มาจากสิ่งที่มีอยู่เกลื่อนกลาดตามธรรมชาติ เป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบกันเข้ากับตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ได้อาศัยจิตนี้ ออกรับรู้ว่า เป็นอะไรนั่นเอง. ทั้งหมดนี้คือแนวสังเขปย่อๆ ของ mechanism ของกลไกทางจิต หรือ ของจิตที่มันมีอยู่อย่างนี้ จะว่าพระเจ้าสร้างก็ได้ แต่ที่แท้มันก็เป็นเรื่องของมันเอง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นตั้งแต่วันแรกว่า ทุกอย่างนี้ เป็นเรื่องของมันเอง เป็น ธรรมชาติ ; เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายจึงได้นามว่า "ธรรมะ" ไปหมด ; รูป เสียง กลิ่น รส ข้างนอกก็เป็นธรรมะ ; ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นธรรมะ ; วิญญาณต่างๆ ก็เป็นธรรมะ ; การกระทบกันก็เป็นธรรมะ ; ตัวเวทนาก็เป็น ธรรมะ ; ตัณหาทุกชนิดก็คือธรรมะ ; อุปาทานก็ธรรมะ ; ภพก็ธรรมะ ; ชาติก็ธรรมะ ; ทุกข์ทั้งหลายก็ธรรมะ ; ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ ; ฉะนั้นขอให้เรา รู้ธรรมะเท่านั้น รู้ให้ถูกต้องว่าธรรมะนั้นคืออย่างนี้ ; ดังนั้นการรู้กลไกที่เป็นไปใน จิตในเรื่องเกี่ยวกับจิตนี้ก็เรียกว่ารู้ธรรมะ ; คือสามารถที่จะแก้ไขมันได้ ควบคุม มันได้ โดยความมุ่งหมายที่ว่า จะให้มันหยุดอยู่แค่ผัสสะ หรือเพียงแค่เวทนาก็ได้ เป็นอย่างสุดท้าย อย่าให้เลยไปจนปรุงเป็นตัณหา ; ถ้าปรุงเป็นตัณหาแล้วก็ช่วย ไม่ได้ ต้องเป็นทุกข์แน่ ๆ ในรายนั้น ในกรณีนั้น ต้องไปจนถึงความทุกข์โดย แน่นอน ; เพราะฉะนั้นสติปัญญาและธรรมะที่ทำความรอดนี้ มันอยู่ตรงที่ว่า ให้เราฉลาดคือมีสติสัมปชัญญะ คือเมื่อมีอะไรมากระทบตากระทบหูเป็นต้นแล้ว ให้มันหยุดแต่แค่นั้น. คำว่าหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ได้หมายความว่า แข็งทื่ออย่างกับ
น.83 ท่อนไม้ ; แต่ว่าให้มีสติปัญญาเข้ามาแทน เข้ามาสกัดไว้ อย่าให้ผัสสะปรุงจนเกิด เวทนา; คือให้มีสติปัญญาเข้ามาแทน และรู้ว่าควรจะจัดการกับผัสสะรายนี้อย่างไร. ถ้าจะจัดการอย่างไรก็จัดการไปด้วยสติปัญญา อย่าปล่อยให้กิเลสตัณหาเข้ามาจัดการ. ถ้าสติปัญญาบอกว่า ไม่ต้องจัดการอะไร ก็เลิกกัน ก็เฉยเสีย ; เรื่องก็หยุดอยู่ แค่นั้น คือมันหยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะแล้วก็ดับไป. ทีนี้ในกรณีที่มันเร็วเกินไปกว่าที่ เราจะทำอย่างนี้ได้ มันก็ปรุงเป็นเวทนา คือว่าความรู้สึกได้เดินไปจนถึงเป็นความ พอใจหรือไม่พอใจเสียแล้ว แต่ก็ขอให้หยุดเพียงแค่นั้นอีกครั้งหนึ่ง ให้สติปัญญา มาทันอีกที่หนึ่ง ก็หยุดอยู่เพียงเวทนา พอใจหรือไม่พอใจแล้วก็เลิกกัน อย่าได้ กล้าปล่อยให้เลยไปเป็นความอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ ตามความพอใจหรือไม่ พอใจนั้น ซึ่งจะเป็นตัณหาขึ้นมา ถ้าเป็นตัณหาแล้ว ช่วยไม่ได้ มันจะต้องไปจน ถึงเป็นความทุกข์โดยแน่นอน. นี้เราจึงเห็นได้ทันทีว่า ตัวธรรมะอันประเสริฐนั้น พระพุทธเจ้าท่าน ทรงมุ่งหมายที่ตรงนี้ คือมุ่งหมายเอาตรงที่ "หยุดอยู่ตรงผัสสะ"๑ หรือถ้าพลาด ไปตรงนั้น ก็มีอีกด่านหนึ่งที่จะเอาชนะได้ คือตรงที่เวทนา หยุดเวทนาไว้ให้ได้ อีกทีหนึ่ง หยุดได้ก็เป็นอันว่ารอดตัว เพราะไม่มีตัวกูหรือของกูเกิดขึ้น คือไม่มี ตัณหา อุปาทานเกิด มันจึงดับไป นี้เรียกว่าอารมณ์นั้นดับไป โดยไม่ปรุงให้เกิด ตัวกูหรือของกู ; จิตก็เป็นจิตตามธรรมชาติที่กระทบอารมณ์แล้วก็ดับไป ไม่ปรุง เป็นตัวกูหรือของกู จึงไม่เป็นทุกข์. นี้เป็นหลักใหญ่ หรือว่าจะเรียกอภิธรรม ก็เป็นอภิธรรมที่สุด เป็นปรมัตถ์ที่สุด อยู่ที่ตรงนี้ อย่าได้เข้าใจเป็นอย่างอื่น. ๑. ข้อนี้ ถือเอาตามพระพุทธภาษิต ที่ตรัสแก่พระพาหิยะว่า "ดูก่อนพาหิยะ ! เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้วสักว่าเห็น, ได้ฟังเสียงแล้ว สักว่าพัง, ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสแล้ว ก็สักว่า ได้กลิ่นลิ้มรส สัมผัส ; เมื่อนั้น "“เธอ” จักไม่มี ; เมื่อใด "เธอ" ไม่มี "เธอ" ก็ไม่ปรากฏในโลกนี้ ในโลกอื่นหรือในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง ; นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ" ดังนี้. พุทธอุทาน, อุทาน. ๒๕/๘๓/๔๙
น.84 อันนี้แหละเป็นพุทธศาสนาที่จะใช้เป็น Applied Buddhism ได้. เราจะต้องสนใจกัน ที่ตรงนี้อย่าไปสนใจเรื่องมากมาย แต่ใช้อะไรไม่ได้ ; จงสนใจแต่เรื่องที่เรียกว่า กำมือเดียวแล้วก็ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ทั้งกำมือ ถ้าเกี่ยวกับการเป็นพระอรหันต์นั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นหลัก ตายตัวว่า เมื่อใด รูปกระทบตา เสียงกระทบหู จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสทางผิวหนัง แล้วหยุดอยู่ได้แต่เพียงสักว่ากระทบ ; เมื่อนั้นตัวเธอจะไม่มี เมื่อตัวเธอไม่มี การวิ่งไปวิ่งมาก็ไม่มี การหยุดอยู่ที่ไหนก็ไม่มี คือไม่อยากนั่นเอง ; ไม่อยากเอาอะไร ไม่ไปที่ไหน ไม่มาที่ไหน แล้วก็นั่นคือที่สุดทุกข์. ที่สุดของ ความทุกข์หมายว่านั่นคือ "นิพพาน”. นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นเรื่องถึงขนาด เป็นพระอรหันต์และนิพพาน "ถ้าตัวเธอไม่มี" ก็หมายความว่า "ถ้าผัสสะไม่ปรุง เป็นเวทนา ตัณหา อุปาทานแล้ว ตัวเธอก็ไม่มี" นั่นก็คือนิพพาน. จะเอาไปใช้สอนเด็กอย่างไร จะได้วินิจฉัยกันให้ละเอียดข้างหน้า แต่ อย่างน้อยเราก็ต้องสอนให้เด็กรู้ว่า ความกระวนกระวายใจ นี้มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างไรเพราะควบคุมอะไรไม่ได้. เด็ก ๆ ก็พอจะมองเห็นว่า ควบคุมจิตเมื่อเห็นรูป, เมื่อฟังเสียง, เมื่อดมกลิ่นเป็นต้นนี้อย่างไร แล้วมันไม่ร้อนใจ; ถ้าไม่ควบคุม อย่างไรแล้วมันจะร้อนใจ. นี่เป็นต้นเงื่อนที่เราจะแสดงนิพพานแก่เด็ก และเป็น ประโยชน์อย่างจำเป็นที่สุดแก่เด็กด้วย คือเด็กจะเจริญในด้านจิตใจ ในด้าน สติปัญญา เฉลียวฉลาดและมีความสุข เพราะเขามารู้เรื่องกลไกทางจิตจนควบคุม มันได้. เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย สังเกตจนกำหนดได้ว่า เมื่อไร เรียกว่า ตัวกูเกิดขึ้นมาแล้ว ; เมื่อไร เรียกว่าตัวกูยังไม่เกิด. ขอย้ำให้ชัดลงไปอีกครั้งหนึ่งว่า ต้องศึกษาจนสามารถมองเห็น หรือกำหนดได้ชัดว่า เมื่อไร egoism หรือ "ตัวกู" เกิด ; เมื่อไร egoism หรือ "ตัวกู" ยังไม่เกิด. ขอให้เข้าใจว่าเมื่อผัสสะกระทบทางตา
น.85 ทางหู กับของข้างนอกนี้ ตัวกูยังไม่เกิด. อย่าเข้าใจผิดในข้อนี้ เหมือนกับที่เคยนึก หรือเคยรับการสั่งสอนมาผิด ๆ. เมื่อผัสสะแล้ว มีเวทนารู้สึกร้อน รู้สึกหนาว รู้สึกอร่อย ไม่อร่อย ฯลฯ พอใจ ไม่พอใจ; แม้ตอนนี้ "ตัวกู่" ก็ยังไม่เกิด แต่มันหวุดหวิดเต็มที่แล้ว ; egoism ยังไม่เกิด แต่ว่าพร้อมที่จะเกิดได้ ; หรืออาจจะ ไม่เกิดก็ได้ ถ้าควบคุมถูกวิธี ; ดังนั้นเราต้องถือว่า ในระยะของผัสสะหรือของ เวทนานี่ egoism หรือ "ตัวกู่" นี้ ยังไม่เกิด. หลังจากเวทนานั้น ถ้ามันเกิดความอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ ไปตามเวทนานั้น นี่เรียกว่าตัณหา. นี่แหละคือ "‘ตัวกู" เริ่มปฏิสนธิ เริ่มก่อปฏิสนธิ หรือตั้งครรภ์แล้ว. พอเป็นอุปาทานชัดลงไปว่า "กูเป็นผู้อย่างนั้น" "กูเป็นผู้ อย่างนี้" ไปตามความอยากนั้น นี่ "ตัวกู่" นี้มันครรภ์แก่แล้ว. ทีนี้ ภพ นี่ก็คือ มันทำการคลอด มันถึงคราวที่พร้อมที่จะคลอดแล้ว. ทีนี้ ชาติ ก็เกิดออกมาเป็น “ตัวกู" อย่างนั้น อย่างนี้โดยสมบูรณ์ ออกมาข้างนอกให้คนอื่นเห็นเลยว่า ตัวกูนี้มี รูปร่างอย่างไร แสดงท่าผู้ดี หรือผู้ร้าย เข้าใส่คนอื่นเลย จนคนอื่นเห็นได้เลย หรือแม้ว่าคนอื่นไม่เห็นได้ คนอื่นไม่มาเกี่ยวข้องด้วย มันก็เป็นทุกข์อยู่ในตัวกู นั่นเอง เพราะตัวกูได้เกิดมา เบิกบานออกมาโดยสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นจึงปั่นกันได้ว่า ในขณะแห่งผัสสะ และเวทนานั้น "ตัวกู" ยังไม่เกิด ; แต่พอถึงขณะแห่งตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติแล้ว ก็ตัวกูเกิด. ผัสสะนี่ เขาแปลกันว่า contact, เป็นคำง่ายๆ ว่า contact ก็คือกระทบ ; และเวทนาก็ว่า feeling, ศัพท์ธรรมดาทั้งนั้น ; แล้วตัณหาก็ desire ; อุปาทาน ก็ elinging บ้าง, attachment บ้าง, grasping บ้าง, แล้วแต่ใช้คำไหน; แต่คำว่า attachment นั้น ใช้กันมากและถือว่าถูกต้อง ; ภพนี่ก็คือ performation of existence เรียกว่ากรรม ก็เป็นกรรมตรงที่มัน perform นี่เอง ; มันเป็นกรรมที่กระทำการเกิด หรือทำให้มี existence ขึ้นมา มีภพเป็นภพ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้โดยสมบูรณ์.
น.86 คำว่าชาติก็คือ birth เฉย ๆ, birth อย่างการคลอด การเกิด. ต่อจากนั้นก็เป็นทุกข์ ทั้งนั้น ใช้คำว่า suffering ทั้งนั้น. ทั้งนี้เผื่อจะต้องอธิบายให้ชาวต่างประเทศฟัง บ้าง ก็ใช้คำให้ถูก ๆ มันง่ายดี. เราจะเห็นว่าเขาไม่ได้ใช้คำพิเศษอื่น ๆ ; ใช้คำ ธรรมดาสามัญ แต่ความหมายของมันพิเศษ. พอเราจับได้ว่า ตัวกูเกิด หรือไม่เกิดกันตอนไหน อย่างไรแล้ว เราก็จะต้องดูต่อไปอีกว่า ตอนไหนมันว่าง "ตัวกู" ตอนไหนมันกลุ้มไปด้วย “ตัวกู". ที่มันวุ่นวายกลัดกลุ้มไปด้วยตัวกู ก็คือตอนที่หลังจากเป็นตัณหา อุปาทาน เสียแล้ว; มันมีความรู้สึกเป็น egoism เสียแล้ว ; อย่างนี้เรียกว่า ไม่ว่าง แล้วมันก็คือ วุ่น ; วุ่น ก็คือเป็นทุกข์. ไม่มี egoism ไหน ที่จะไม่เป็นทุกข์ ; มันเพียงแต่ว่า egoism อย่างดี มันก็ทุกข์อย่างซ่อนเร้น มันทุกข์เงียบสนิท มัน เป็นทุกข์โดยไม่ประจักษ์. egoism อย่างเลวนั้น มันทุกข์โดยประจักษ์ ; แต่ว่า ทุกข์โดยประจักษ์หรือไม่ประจักษ์ก็ตาม มันวุ่นทั้งนั้น ; มันวุ่นอยู่ข้างใน หรือมัน วุ่นอยู่ข้างนอก หรือมันวุ่นทั้งข้างนอกทั้งข้างใน ; อาการวุ่นนั่นแหละ คืออาการ ทุกข์ที่เป็นทุกข์. เรื่องนี้ เราอย่าให้เป็นเรื่องในหนังสือ เราต้องให้เป็นเรื่องในใจของเรา เอง ที่เราเห็นโดยประจักษ์เป็นอย่างนี้. ตลอดเวลาที่ตัวกูหรือของกูก็ตามยังไม่เกิด นี้เราเรียกว่า "ว่าง" ว่างก็สบายไปหมดเลย. ในขณะใดที่เราไม่เห็นแก่ตัวเรา คือไม่มี egoism ขณะนั้นเราสบาย. ถ้ามัน fluke มันบังเอิญอย่างไรก็ตาม มันเกิด ปรุงเป็นตัวกู ของกู ขึ้นมา จากทางตา ทางหู หรือทางคิดนึกอะไรเอาเอง แล้วมันก็วุ่นขึ้นมา แล้วเราก็เป็นทุกข์. ตัวอย่างเมื่อเราทำหน้าที่ครูสอนไปนี้ มันสนุกสนานเพราะมันว่าง ; แม้สอนให้วุ่นวาย สอนอยู่อย่างชุลมุนวุ่นวายในห้อง เรียนอย่างไรมันก็ว่าง ; ไม่ใช่ร่างกายต้องอยู่นิ่ง ๆ อย่างนั้นไม่ใช่ ; ร่างกายยังคง
น.87 ทำงานอยู่อย่างขยันขันแข็งทั้งทางกาย ทางใจก็ยังเรียกว่าว่าง เพราะในตอนนั้น มันไม่มีความรู้สึกที่เป็น egoism หรือเป็นตัวตน ของตนอะไรที่ไหน ; มันเป็นสติ ปัญญาแท้ ๆ ควบคุมร่างกายจิตใจให้ทำไป เราจึงสนุกในการสอน ในการงาน ในการทำไร่ทำนาอะไรทุกอย่าง. ทีนี้ ถ้าประเดี๋ยวเผลอไป มีอะไรมากระทบ สะกิดให้มีความรู้สึกในทางมีตัวเรา มีของเรา เกิดความเห็นแก่ตัวเราขึ้นมา ก็เกิด คิดว่าเงินเดือนไม่พอใช้แล้ว ได้น้อยเกินไปแล้ว ควรจะได้มากกว่านี้ หรือว่ามันจะ ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้มันจึงจะได้อย่างนั้น ได้อย่างนี้ แล่นออกไปนอก ทางของงานสอนแล้ว มันไปทำงานเห็นแก่ตัวตน มันก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. คนเดียวกันนั่นแหละ ฐานะอย่างเดียวกัน คนเดียวกัน นาทีเดียวกันก็ยัง เปลี่ยนได้ ไม่ต้องถึงชั่วโมง. เราต้องสังเกตคำว่า "วุ่น" กับคำว่า "ว่าง" ให้ดี ; ทีแรกยังว่างอยู่ก็สอนสนุก แต่แวบเดียว วุ่นแล้วก็ตกนรกทั้งเป็น ทนทำ ไปพลางด้วยอาการตกนรกทั้งเป็น ; อย่างน้อยก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในอาชีพของครู เช่นนี้เป็นต้น ; วุ่น หรือ ว่าง ขอให้เข้าใจอย่างนี้. อยากจะยกตัวอย่างให้ง่ายกว่านี้ โดยยกตัวอย่างพวกกรรมกร ที่ทำงาน หนัก กลางแดด กลางลม กลางฝน แจวเรือจ้าง หรือขุดดิน ขุดท้องร่องอะไร ก็ตาม ; ถ้าใจเขาว่าง egoism ไม่โผล่เข้ามาในใจ เขาสนุก แจวเรือจ้างก็สนุก ร้องเพลงก็ได้ แจวเรือจ้างทวนน้ำกลางแดด กลางฝนก็ร้องเพลงได้. แต่ถ้าเผลอ มีอะไรมาปรุงเป็น egoism เห็นแก่ตัวขึ้นมา เห็นแก่ตัวเอง หรือครอบครัวขึ้นมา อย่างนี้มันร้องเพลงไม่ออกขึ้นมาทันทีเลย ; มันเป็นความคิดกลัดกลุ้ม โทษคนนั้น คนนี้ โทษพระเจ้า โทษเทวดา ค่าธรรมชาติ หรือค่าอะไรไปได้ร้อยแปดอย่าง เป็นทุกข์เป็นนรกขึ้นมาที่นั่นเดี๋ยวนั้น นั่นคือวุ่น ; ฉะนั้นเมื่อเวลาว่างจาก egoism นั่นแหละคือเวลาที่เรากำลังอยู่ด้วยนิพพานในความหมายระดับหนึ่ง หรือจะเรียกว่า
น.88 สวรรค์รองลงมาก็สุดแท้. เมื่อกำลังวุ่นอยู่กับ egoism นั่นคือนรก หรือความ ทนทุกข์ทรมานไม่ต้องไปหานรกที่อื่น ; ดังนั้นอย่าได้ประมาทคำเพียง ๒ คำว่า “ว่าง" กับ "วุ่น" นี่คือคำธรรมะแท้. ว่าง คือไม่ปรุงแต่ง จัดเป็น วิสังขาร ; วุ่น คือปรุงแต่ง จัดเป็น สังขาร. สังขารคำนี้ แปลว่าปรุงแต่ง ; สิ่งที่ถูกปรุงแต่งจัดเป็น สังขตะ : ถ้าไม่มีการปรุงแต่งก็คือ อสังขตะ คือว่าง; จะเป็นสุขสบายที่สุด สนุกสนานที่สุด โกยโคลนอยู่ในท้องร่องก็ยังสรวลเสเฮฮา ยังสนุกสนานได้ ; ถูพื้นเรือนอยู่แท้ ๆ ก็ยังสนุกได้, เป็นคุณหญิงคุณนายถ้าจิตว่างแม้จะถูพื้นก็ยังสนุกได้ ไม่ต้องไปหา อะไรสนุกสนานที่ไหน. แต่ถ้าจิตวุ่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงถูพื้นละ ให้นั่งนอนอยู่ใน ลักษณะอย่างไรมันก็ตกนรกทั้งเป็นอยู่นั่นแหละ นี่คือใจความแท้ของคำว่าว่างกับ คำว่าวุ่น. ถ้าเข้าใจแล้ว จะพบว่า ขณะหนึ่งเราอาจจะเสวยรสของนิพพานตาม ธรรมชาติอยู่ แต่พอเผลอแผลบเดียวเปลี่ยนเป็นลงนรก แล้วทนทุกข์ทรมานอยู่ใน วัฏฏสงสาร ในนรกอย่างยิ่ง. นี่แหละกลไกของจิตเป็นได้ถึงอย่างนี้. ที่อาตมา ต้องกล่าวยืดยาว หรือลึกซึ้งไปบ้างนี้ ก็กล่าวเพื่อเป็นหลักพื้นฐานเสียในวันแรก เป็นแนวสังเขปทั่วไปตลอดสาย แล้วเราจะได้พูดรายละเอียดง่ายในวันหลัง ๆ ; ฉะนั้นขอให้กำหนดไว้ในฐานะที่เป็นหลักพื้นฐานว่า ตัวกูเกิด แล้วก็วุ่น : ตัวกู ยังไม่เกิด ก็ยังว่างอยู่. ว่างอย่างนี้ก็มีลักษณะเป็นนิพพานเหมือนกัน แต่ว่า ชั่วคราว คือไม่ใช่นิพพานจริง เป็นนิพพานที่ชิมลองสำหรับคนทั่วไป แต่ก็มี รสชาดอย่างเดียวกันกับนิพพานจริง; ผิดกันแต่ว่า นิพพานจริงนั้น ว่างเด็ดขาด ลงไป มันเปลี่ยนแปลงเป็นวุ่นอีกไม่ได้เท่านั้น. เรื่องนี้เอาไว้พูดกันทีหลังโดย ละเอียด. ฉะนั้นหลักที่เป็นทางศีลธรรม ที่เราจะบอกเด็กๆ ได้ ก็บอกตามหลักที่ พระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้ว่า จิตที่ตั้งไว้ผิด หรือ จิตที่ตั้งไว้ถูก สองอย่างเท่านั้น.
น.89 จิตที่ตั้งไว้ผิดนั้นก็คือว่า เราปรับปรุงมันผิดในเมื่อได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส เป็นต้น ที่เราไปทำกับมันผิด ไปจัดกับมันผิด ไปดำเนินกับมันผิด มันก็เป็นทุกข์เป็นนรกขึ้นมา ; แต่ถ้าเราจัดกับมันถูก มันก็เป็นสวรรค์หรือเป็น นิพพานขึ้นมา ; ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า จิตที่ตั้งไว้ผิดนั้น มันทำอันตราย แก่คนนั้น ยิ่งกว่าที่พวกโจร หรือคนเกลียดชังมีเวรมีภัย จะมารวมกันทำให้ แก่คนนั้น. ที่นี้ จิตที่ตั้งไว้ถูก มันจะทำความสุขสวัสดีให้แก่บุคคลนั้น ยิ่งกว่า ที่คนรักทั้งหมดของเขา จะมาช่วยทำให้เขา. แปลว่า จิตที่ตั้งไว้ผิด กับจิตที่ ตั้งไว้ถูกนี้มันเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง. การตั้งผิดหรือตั้งถูกนี้ มันเกี่ยวกับกลไกของ จิตเท่านั้นไม่มีอย่างอื่น. ถ้าพลิกไปถูกทาง ก็ตั้งไว้ถูก ; ถ้าพลิกไปผิดทาง ก็ตั้ง ไว้ผิด ; ฉะนั้นเราจงระมัดระวังให้ดี เหมือนที่เราฉลาดในการขับรถยนต์ ไม่ชน เสาไฟฟ้า ไม่ลงคู ไม่ลงคลอง มันจึงเป็นสิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่ โดยสมบูรณ์. เราได้ใจความที่เป็นหลักมาเรื่อย ๆ ว่า จิตคือศูนย์กลาง ; จะปรุงเป็น ตัวกู ของกู คือเป็น egoism ขึ้นมาเมื่อไร หรือจะยังว่างอยู่อย่างไร ก็มีกฎเกณฑ์ เหมือนกับที่ว่ามาแล้ว ; และมารวมอยู่ที่หลักว่า ต้องดำรงตนของตน หรือจิต ให้ถูก คืออย่าให้กลายเป็นผิดไปได้ ; และการดำรงไว้ถูกนี้ คือการไม่ให้เกิดความ เห็นแก่ตนเป็นหลักธรรมะที่เรียกว่า "แนวเดียวตลอดสาย" คือใช้ได้ตั้งแต่เด็ก แรกคลอด เด็กโต คนหนุ่ม คนสาว คนเฒ่าคนแก่ และคนจะเป็นพระอริยเจ้า กันในที่สุด; เพราะฉะนั้นจึงถือว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้แหละ คือหัวใจของ พุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่ในประโยคสั้น ๆ ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น" ท่านที่เป็นนักศึกษา ท่านคงจะได้เคยพบเขากล่าว เขาเขียน เขาถือกันว่า คาถา พระอัสสชิที่ว่า "เย ธมฺมา เหตุปปฺภวา เตสํ เหตุ๋ ตถาคโต " เป็นต้น ที่จารึกแผ่นอิฐว่า นี้เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา. ที่นี้ขอให้คิดดูว่า ที่มีหลักอย่างนั้น
น.90 ก็เพื่อไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น. สิ่งทั้งหลายล้วนแต่มีเหตุ เกิดเพราะเหตุ ดับไป ก็เพราะเหตุดับ ; นั่นแหละคือการบอกว่ามันยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เพราะไม่มีอะไร มากไปกว่าสิ่งที่เป็นไปตามเหตุเท่านั้นเอง. ทีนี้บางคนถือว่า โอวาทปาติโมกข์ที่ว่า "สพฺพปาปสฺส อกรณ์ ." คือไม่ทำชั่ว ทำดีให้เต็มที่ และทำจิตให้บริสุทธิ์ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย นี้คือหัวใจของพุทธศาสนา ; ดังนี้ก็ได้ มันก็ถูก ; แต่แล้วอย่าลืมว่า นั่นก็คือไม่ยึดมั่น ถือมั่นเหมือนกัน. คนเราจะไม่ทำชั่วได้ ก็เพราะทำลายความ ยึดมั่นถือมั่นเสียก่อนตามควร, ยิ่งจะทำดีด้วยแล้ว ก็จะต้องมีความเห็นแก่ตัว น้อยที่สุดเรียกว่า ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่ตามส่วน ; และที่ทำจิตให้บริสุทธิ์นั้น ก็คือไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวงนั่นเอง; ดังนั้น เป็นอันว่า ขึ้นชื่อว่า หัวใจพุทธศาสนาแล้ว ทำอย่างไรเสียก็ต้องมารวมอยู่ที่ว่า ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ทั้งนั้น. ส่วนเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ก็เหมือนกัน จะถือว่า เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา ก็ได้ เพราะว่าทุกข์ก็คือ ผลของความยึดมั่น ถือมั่น เพราะมีตัณหา ; ที่ว่าไม่ทุกข์ เป็นนิโรธเป็นนิพพาน ก็คือไม่ยึดมั่น ถือมั่นเลย ; และมรรคมีองค์ ๘ ก็คือวิธี ปฏิบัติเพื่อไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น ; ดังนั้นเรื่องอริยสัจจ์ทั้งหมด ทั้งกระบินั้น ก็คือ เรื่องไม่ยึดมั่น ถือมั่น. แม้จะยกเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา อะไรมาก็ตามเถอะ มันมีรากฐานหรือแกนกลางอยู่ที่การไม่ยึดมั่น ถือมั่นทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียก ว่า จริยธรรมนั้นอาตมาจึงยืนยันว่า มีแต่แนวเดียว สายเดียว อย่างน่าประหลาด คือเรื่อง ความไม่ยึดมั่น ถือมั่น; ขอให้ช่วยจำประโยคว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นี้ไว้ในฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนาทั้งหมด ที่พระพุทธเจ้าท่าน ทรงยืนยันของท่านเองอย่างนั้น. มีคนไปถามท่านว่า คำตรัสทั้งหมดสรุปให้เป็น เรื่องเดียว ข้อเดียวได้ไหม และว่าอย่างไร. ท่านก็ว่าอย่างนี้ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควร
น.91 ยึดมั่น ถือมั่น". เป็นบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ; แล้วเอาไปใช้ ได้หมดเลย ทุกอย่างทุกประการไม่ว่าในกรณีไหน ; เพราะว่า ความไม่ยึดมั่นนี้ มันหมายถึงไม่ยึดมั่น ถือมั่นตัวตน หรือของตน แล้วไม่เกิดความเห็นแก่ตน. ถ้าเรานำมาสอนเด็ก เราก็ลดต่ำลงมาเป็นเพียงความไม่เห็นแก่ตน คือไม่มี selfishness เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่นในชั้นที่ไม่เห็นแก่ตน, หรืออย่าให้เห็นแก่ตนด้วยความ ยึดมั่น ถือมั่น .. ทีนี้ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นว่า เด็กจะทำสิ่งต่าง ๆ ไปด้วยอำนาจอะไร ถ้าไม่ให้เขามีความยึดมั่น ถือมั่น. ข้อนี้ ขอตอบว่า อย่าลืมว่า ต้องให้ทำไปด้วย สติปัญญา. สติปัญญานั้น เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี นั่นไม่ใช่อันเดียวกัน กับความยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ egoism ในรูปของ selfishness, แต่เป็นสติปัญญา. เพราะฉะนั้นเราจึงอบรมสติปัญญาให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร, อะไรควรทำอย่างไร, อะไรไม่ควรทำอย่างไร, นี่เป็นสติปัญญา ; แล้วเขามี aim และกระทั่งมี ambition อย่างแรงกล้าอยู่ได้ด้วยอำนาจของสติปัญญา. ถ้ามี aim มี ambition อยู่ด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นที่ไร้สติปัญญาแล้ว แน่นอนเขาต้องสลายวินาศไปเลย; จะต้องฆ่า ตัวตาย จะต้องร้องไห้ จะต้องกินยาตาย หรือจะต้องทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ; ฉะนั้น aim หรือ ambition ที่คุมอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นนั้น จะนำไปลงนรกทั้งนั้น. aim หรือ ambition ที่คุมอยู่ด้วยสติปัญญานั้น จะเดินถูกทางทั้งนั้น เป็นจิตที่ตั้ง ไว้ถูก และไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ได้. นี่เรียกว่า เรามีสติปัญญาเป็นตัวตน ดีกว่า ที่จะมีกิเลสตัณหาเป็นตัวตน. ถ้าจะให้เด็ก ๆ มีตัวตนเหลืออยู่ละก็ จงให้มีสติ ปัญญาเป็นตัวตน อย่าให้มีความยึดมั่น ถือมั่น หรือกิเลส ตัณหานั้นเป็นตัวตน. ถ้าเราจะเหลือบดูกันให้ตลอดสาย ว่ามนุษย์ทั้งโลกเราอยู่ในลักษณะอย่างไร ก็จะ ·เห็นว่ากำลังมีการเห็นแก่ตัวจัด เป็นตัวกู ของกู ที่เลวที่สุดนี้ก็มี ; และกำลังมี ตัวกูที่ดี คือว่าไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ผู้อื่นอยู่นี้ก็มี ; และมีตัวกูเบาบาง มีตัวตน
น.92 เบาบางแทบจะไม่เห็นแก่ตัวเลยนี้ก็มี ; แล้วก็พวกที่หมดความเห็นแก่ตัวโดยเด็ดขาด คือพวกพระอรหันต์ อย่างนี้ก็มี มันมีเป็นลำดับ เป็นสายอยู่อย่างนี้ก็จริง แต่โดยที่แท้แล้วมันเป็นเรื่องเดียวกัน คือมีความเห็นแก่ตัวที่เบาบางลงไป จน กระทั่งไม่เห็นแก่ตัวเท่านั้น ; ฉะนั้นหลักจริยธรรมที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องเดียวโดด คือ เรื่องไม่เห็นแก่ตัว. การที่เราจะขจัดความเห็นแก่ตัวนี้ ไม่มีอะไรอื่นนอกจากธรรมะแนวเดียว เท่านั้น คือที่เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง, มรรคมีองค์ ๘ ที่เราจะขยายให้เห็น ความเป็นพุทธิศึกษา, จริยศึกษา, พลศึกษา และหัตถศึกษากันในวันหลัง. ดังนั้น การศึกษาของเราทั้ง ๔ ศึกษานี้ ถ้าให้เป็นอุดมคติที่ถูกต้องแล้ว มันต้องเป็นไป ในทางที่จะขจัดขัดเกลาความเห็นแก่ตัวทุกศึกษา ; ไม่ว่าพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษาไหนก็ตาม ที่ทำไปนั้นต้องมุ่งไปยังการทำลายความเห็นแก่ตัว ทั้งนั้น มันจึงจะเป็นศึกษาทั้ง ๔ แขนง ที่เป็นอุดมคติ. เป็นอันว่าเราพูดกันมา ถึงเรื่องพื้นฐานทั้งหมด ของสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาและที่พึงปรารถนา คือ ความทุกข์ และ ความไม่มีทุกข์ นั่นเอง. เพราะมันมีศูนย์กลางอยู่ที่จิต, ถ้าจิตตั้งไว้ผิด เกิด egoism ควบคุมไว้ไม่ได้ ก็เห็นแก่ตัว ก็เป็นทุกข์กันหมด. ถ้าตั้งไว้ถูก มัน กลายเป็นสติปัญญา ไม่เป็น egoism แล้วก็เป็นสุขกันหมด. คำบรรยายในวันนี้ มุ่งจะชี้ให้เห็นว่า จริยธรรมมีเพียงแนวเดียว เพราะตัวเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ก็มีเพียงตัวเดียว แนวเดียว สายเดียว ; ฉะนั้น ตัวเหตุที่จะดับทุกข์ ตัดความทุกข์ ก็มีเพียงแนวเดียวสายเดียว ; กลับกันอยู่ตรง ที่ว่า "มีเห็นแก่ตัว" หรือ "ไม่เห็นแก่ตัว" ; หรือว่า "วุ่น" หรือว่า "ว่าง" นั่นเอง. ถ้าเรามีชีวิตมีลมหายใจอยู่ด้วยความว่างแล้ว จะสนุกสนานไปหมด ; ไม่ได้เงินเดือนเลยยิ่งสนุก เพราะมันยิ่งว่างมากไปกว่า ; การได้เงินเดือนนั้น
น.93 ยิ่งยั่วให้มี "ตัว" อย่างนั้น มี "ของตัว" อย่างนี้. ตัวอย่างเช่นสาวกของพระ อริยเจ้านี้ ท่านทำงานโดยไม่ต้องมีเงินเดือน เช่นนี้ก็ยังสนุก นี่เราเล็งไปถึง อย่างนี้ก่อน แล้วก็ปรับปรุงนำมาใช้แก่เราตามที่เราจะปรับกันได้ ในที่สุดก็สรุปความว่า เราจะมุ่งทำการศึกษา ให้รู้ ให้เข้าใจอย่าง แจ่มแจ้ง แตกฉาน ถึงจริยธรรมแนวเดียว สายเดียวนี้ให้จนได้ในเวลาอันสั้น แล้วปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหน้าที่ของครู หรือหน้าที่ที่เราจะต้องประพฤติต่อโลก ทั้งหมดก็จะเป็นของง่ายดายไป; เราจะตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล ยกสถานะ ทางวิญญาณของโลกให้สูงได้จริง ; จะทำให้เราชื่นใจ สบายใจ ยิ่งกว่าเงินเดือน หรืออะไร ๆ ที่พึงจะได้รับ ; ดังนั้นจึงไม่เสียหลายที่จะมาสนใจในเรื่องนี้ เพื่อ ประโยชน์แก่เราเอง เพื่อประโยชน์แก่เด็ก ๆ เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ บ้านเมือง หรือแก่โลกทั้งสิ้น. อาตมาขอยุติคำบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้
Buddhadasa