Buddhadasa.org

พุทธิกจริยธรรม ครั้งที่ ๑๕ — ครุฐานียบุคคล

พุทธิกจริยธรรม —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.490 ครูที่ไม่ใช่บุคคลก็มี เช่นสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเรา ก็สอนอะไร ๆ ให้เราฉลาดขึ้น, ชีวิตการงานก็สอนเราให้ฉลาดขึ้น, ธรรมชาติที่มีกฎแห่งความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหล่านี้ก็สอนอะไร ๆ ให้เราฉลาดขึ้น, และ เมื่อเรา ได้บรรลุธรรม เหล่านี้ ทุกอย่างทุกประการแล้ว เราก็สามารถจะเป็นครู แก่ทุกสิ่ง ทุกอย่าง รวมทั้งตัวเราเองด้วยได้ : คือได้รับผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองถึง ที่สุดแล้ว, และยังสามารถที่จะช่วยผู้อื่น หรือสอนผู้อื่นได้สืบต่อไปอีก ; จึงเรียกว่า “คนที่เต็มเปี่ยม" แล้ว, เป็นมนุษย์ที่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธ- ศาสนา. ก็ในโอกาสเช่นนี้ เราพร้อมกันมาประชุมที่นี้ เพื่อแสดงคารวะ คือความ หนักต่อบุคคลผู้เป็นครูของเรา คือท่านอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น, เราจะต้อง นึกถึงให้ดี พิจารณาดูให้ดีว่าท่านตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูอย่างไร โดยตรงโดยอ้อม ก็จงนึกดูให้หมด, และแม้แต่เพียงท่านนั่งอยู่นิ่ง ๆ ก็ยังจะเป็นครูที่ดีที่สุด, แม้ว่า ท่านจะถูกบรรจุลงไว้ในพระเจดีย์แล้ว ท่านก็ยังต้องเป็นครูอีกต่อไป อย่าได้ประมาท เลย. จงได้ถวายความเคารพความเชื่อฟัง, ความซื่อสัตย์ ความกตัญญูกตเวที ต่อท่านทุกอย่างทุกประการ จนตลอดกัลปาวสาน, และจงมีความระลึก นึกถึงความ ผูกพันอันนี้เป็นเครื่องหน่วงน้าวจิตใจไว้ ไม่ให้ตกไปจากหนทางของครู คือให้ เป็นไปแต่ในหนทางของสิ่งที่เรียกว่าธรรมหรือพระธรรมอันเป็นครู ของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายด้วย. ในที่สุดนี้ก็จักได้อุทิศส่วนกุศลทุกอย่างทุกประการ ที่เราได้ประกอบได้ กระทำขึ้น ตามความรู้สึกของเราที่รู้สึกว่าเป็นที่ถูกใจ ถูกอัธยาศัยของท่านอาจารย์, แล้วจึงน้อมระลึกส่วนกุศลทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องบูชาคุณของท่านอาจารย์ ให้สำเร็จ ประโยชน์โดยสมควรแก่คติวิสัย ทุก ๆ ประการในสัมปรายภพเถิด. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้. --------------

น.491 ของ พุทธทาสภิกขุ (สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชชัยกวี) ------------------ บันทึกเสนอตามความต้องการของคณะกรรมการ ผู้จัดการสัมมนาว่าด้วย จริยศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ศาลาสันติธรรม ระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔ เรื่องจริยศึกษาตามแผนการศึกษาชาติ ควรพิจารณา ดังนี้ : - ๑. การสอนการอบรมจริยศึกษา ไม่ควรยึดถือว่าจะต้องยกเอาหลักธรรม ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เพียงอย่างเดียว เพราะประเทศไทยมิได้ถือว่า ศาสนาใด เป็นของชาติไทยแต่ศาสนาเดียว. ๒. คำว่า "จริยศึกษา" กับ "ศีลธรรม" ที่จริงความหมายในการอบรม สั่งสอนก็เป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งน่าจะพูดว่า "จริยธรรม" หรือ "ศีลธรรม" เพราะผู้ฟัง เผิน ๆ ทั่วไปมักจะเข้าใจผิด เห็นไปว่า "จริยศึกษา" นั้นเป็นการเรียน หรือศึกษา อย่างฟัง ๆ ไปอย่างเดียว. ถ้าใช้คำว่า "จริยธรรม" ย่อมจะเน้นรวมทั้งการศึกษา และ ประพฤติ ปฏิบัติด้วย ; แต่อย่างไรก็ดี แม้คำว่าจริยศึกษา ถ้าเข้าใจให้ถูกตรง การศึกษาจริยะควรต้องหมายถึง เรียนรู้ และให้ประพฤติ ปฏิบัติ ให้ถูกต้องด้วย. ๔๗๖

น.492 การศึกษาเรียนรู้ธรรมะ ควรต้องรู้เพื่อประพฤติ ปฏิบัติ ให้ปรากฏผล เป็นความสงบสุข สำหรับตนและผู้อื่นด้วย. ๔. คำว่า "ศึกษา" ที่ถูกต้อง จะต้องรวมความหมายถึงการปฏิบัติด้วย แต่ในการใช้คำนี้ในไทย ๆ เรา มักหมายเอาเพียงแค่ "เรียน". การศึกษาที่แท้จริงนั้น ต้องทำให้ได้ด้วย ; การทำให้ได้หมายถึงทำให้เกิดผล ในขณะมีชีวิตเป็นอยู่ โดย ปฏิบัติดีให้ได้. แง่คิดในเรื่องการศึกษามักมีความไขว้กันอยู่ ตรงที่ไปเข้าใจว่า ศึกษาคือ เรียนอย่างเดียว ; เรื่องนี้จึงควรประกาศชี้แจงให้เข้าใจกันบ้างว่า "ศึกษาหมายความ เพียงไร" ๕. แผนการศึกษาชาติ ที่วางแผนให้มีจริยศึกษา ไม่ใช่แผนเฉพาะ พุทธบริษัท แต่เป็นแผนของชาติ ซึ่งเป็นแผนอันมุ่งเพื่อความเป็นอยู่อันเหมาะสม (secularity) ของฆราวาส. ๖. เรื่องศีลธรรม ธรรมจรรยา หรือ จริยธรรม หรือ morality นี้ ย่อมหมายถึง การจะทำอะไรก็ดี จักต้องนึกถึงการเมืองและสังคม ฉะนั้นในการสอน จริยธรรม จึงสมควรอ้างถึงธรรมะ ในศาสนาใดศาสนาหนึ่งก็ได้ ไม่จำต้องผูกขาด เฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่ง, ไม่มีประเทศใดแห่งใด บังคับกันในเรื่องศาสนาเลย เพราะไม่เป็นการชอบที่จะทำเช่นนั้น เพราะเชื่อว่า จริยธรรม ย่อมมีจุดหมายปลายทาง ตรงกันทุกศาสนา. ๗. การวัดผลผู้เรียน ว่ามีจริยธรรมเพียงไรหรือไม่ มิใช่อยู่ที่ให้คะแนน รางวัล หรือ ประกาศนียบัตร แต่สำคัญอยู่ที่การแสดงออกของผู้นั้น ๆ ว่า ได้รู้จัก ผิดชอบชั่วดีเพียงไร ? ลดความเห็นแก่ตัวของแต่ละคนลงได้เพียงไร หรือไม่ ?

น.493 รื่องธรรมกับชีวิตประจำวัน การใช้ธรรมะสำหรับฝึกอบรมตนในชีวิตประจำวัน ควรต้องพิจารณา เลือกใช้ข้อธรรมะให้ถูกต้อง และการรู้จักใช้หลักการอบรมตนตามแนวทางพระพุทธ- ศาสนาก็ต้องรู้จักใช้ให้ถูกต้อง. หลัก หรือ หัวใจ ของพุทธศาสนานั้น ผู้รู้สรุปไว้ต่าง ๆ กัน, แต่ ถึงจะสรุปอย่างไร ความหมายก็มาลงเป็นจุดเดียวกัน ซึ่งถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด หลัก ปฏิบัติอบรมตนในพุทธศาสนาก็คือ : - "ความไม่ยึดมั่นถือมั่น" หัวใจทั้งหมดของคำสอนในพุทธศาสนาอยู่ที่ "ความไม่ยึดมั่น ถือมั่น". แม้ว่า ในบางครั้งมีผู้ยึดหลักคำสอนในพุทธศาสนาดังที่ พระอัสสชิ พระสาวกของพระพุทธเจ้าเคยกล่าวบ่อย ๆ ว่า : "เย ธมฺมา เหตุปฺปพฺพวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต, เตสญฺจ โย นิโรโธ จ, เอวํวาที มหาสมโณ". ซึ่งกล่าวว่า อะไรเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ; คำสรุปก็ว่า : ธรรมใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตย่อมแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น. แม้เช่นนี้ก็ดีเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของ คำสอนนี้ลงไปให้ถึงจุด ก็จะไม่พ้นความยึดมั่นถือมั่นไปได้. หลักสำคัญที่ควรอบรมตนตามแนวทางพระพุทธศาสนาซึ่งพระพุทธเจ้า ตรัสเนือง ๆ ก็คือ : "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นี้คือเป็นหลักถูกต้อง ของพระพุทธศาสนาพึงศึกษาให้รู้จักความจริงในพระพุทธวจนะนี้ ซึ่งหมายความว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ; เพราะความทุกข์ทั้งหมดย่อมมาจาก ความยึดมั่น และไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอย่างไร นั้นก็คือ "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นของของเรา".

น.494 เรื่องการแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติธรรม ๑. การจะสอนด้วยคำอธิบายให้เขาเห็นชัด ให้เขาเชื่อถือ ไม่พึงพูด อธิบายเพียงใช้ถ้อยคำของตนเอง แต่ต้องรวบรวมคำพูดของผู้อื่นที่ถูกต้อง ตลอดจน ค้นคว้ายกพระพุทธวจนะ พระพุทธศาสนาสุภาษิตมาแสดงประกอบให้เห็นชัดด้วย. ๒. สิ่งที่ควรชี้ให้เข้าใจกันก็คือ ความเห็นแก่ตัว ตัว คืออัตตา นี้ก็คือ กิเลส. ความรู้สึกว่าเป็นตัว คืออัตตา ก็คือกิเลส. เด็ก ๆ ผู้เยาว์ที่ทำความ เสื่อมเสีย ก็เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว เข้าแก่ตัวทั้งนั้น. ความเห็นแก่ตัวนี้ จะอธิบายให้เข้าใจได้ตามขั้นของบุคคล ตั้งแต่ วัยเด็กเล็ก และสูงขึ้นโดยลำดับ จนขนาดรู้จักพิจารณาธรรมขั้นสูง หรือจนขนาด บุคคลขั้นที่ไม่เห็นแก่ตัวสูงสุด ขนาดขั้นอรหันต์ หรือแม้ลดหลั่นจากอรหันต์ลงมา เป็นอริยบุคคลแต่ละขั้น ๆ ก็สามารถจะใช้ธรรมข้อไม่เห็นแก่ตัวนี้ได้. ความเห็นแก่ตัวของบุคคลปุถุชนมีอยู่แต่ละคน ตามวัย เช่นเด็กเล็ก ๆ ก็เรียกร้องเอาอย่างใจ มีความจะกละจะเอาอะไรต้องให้ได้ตามใจ ไม่ได้อย่างใจก็ ขัดเคือง เด็กบางคนจะเกิดความริษยาน้อง ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น. บุคคลที่โตขึ้น ความเห็นแก่ตัวก็เติบโต เปลี่ยนรูป และเปลี่ยนแปลง ไปตามวัยของผู้นั้น เป็นต้นว่า : - ทำสิ่งใด ๆ เอาเปรียบผู้อื่น, ตนคิดว่าตนถูก คนเดียว คนอื่นผิดอยู่เสมอ ฯลฯ , เกิดความเห็นแก่ตัวหนาขึ้น ก็ยังทำตาม ความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว. การก่อกรรมทำกิเลสนานาประการนั้นก็คือ เห็นแก่ตัว. ใครก็ตาม มีความเห็นแก่ตัว เข้าแก่ตัวอยู่ ก็ย่อมยึดมั่นถือมั่นว่า นี้เป็นเรา นั่นเป็น ของของเรา ; ความรู้สึกอย่างนี้มีอยู่ ย่อมชื่อว่าสั่งสมความทุกข์ไว้.

น.495 ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงมีอยู่ หรือเกิดขึ้นแก่ผู้ใดนั้นก็เพราะมาจาก ความเห็นแก่ตัว, เห็นว่าเป็นตัว เห็นว่าเป็นตัวของเรา เห็นว่าเป็นของของเรา เห็นแก่ของของตัวอยู่เสมอ ซึ่งเรียกตามคำบาลีว่ามี "อหังการ" และ "มมังการ" อยู่เสมอ. ความทุกข์ก็มาจากความเห็นแก่ตัวนี่เอง ใครมีความเห็นแก่ตัวอยู่ ก็จะต้องมีความทุกข์อยู่ตราบเท่าที่มีความเห็นแก่ตัวนั้น. ๓. เมื่อรู้ว่า ความทุกข์เกิดจากความเห็นแก่ตัวแล้วจะอบรมกันอย่างไร จะทำอย่างไร จึงจะแก้ไขได้ ? ข้อนี้จะต้องแก้ความเห็นแก่ตัวกันทุกคน ผู้สอน ผู้แนะนำเรา ก็จะต้องทำไปอย่างไม่เห็นแก่ตัว และการสอนแนะนำผู้อื่น ก็ต้อง มุ่งให้ขจัดความเห็นแก่ตัว. ข้อนี้จะทำอย่างไร ? ก็ต้องทำอย่างที่ต้องเห็นแก่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัว. สิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัว จะเห็นแก่อะไร ? ก็ คือเห็นแก่ธรรมะ และทำการใด ๆ ไปด้วย อำนาจของสติปัญญาที่เป็นธรรมะ อย่าทำไปด้วยอำนาจของความเห็นแก่ตัวหรือ อำนาจกิเลส. ถ้าหากว่า ยังคงอยากจะมีตัวอยู่ เพราะเหตุว่า ถ้ารู้สึกไม่มีตัว ดูเหมือน จะอ้างว้าง ไม่มีอะไรเกาะ ก็ให้เอาธรรมะนั่นแหละเป็นตัว อย่าเอากิเลสเป็นตัว. การทำงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันนี้ พิจารณาให้ดีจะเห็นชัดว่า : พวกหนึ่งเอากิเลสเป็นตัว ทำอะไร ๆ ก็ทำไปเพื่อตัว อันพอกพูนด้วยกิเลสนั้น, ส่วน อีกพวกหนึ่งเอาธรรมะเป็นตัว ทำสิ่งใด ๆ โดยไม่เห็นแก่ตัว แต่ทำเพื่อเห็นแก่ธรรมะ. เชื่อว่า นักศึกษาก็ดี ผู้มีหน้าที่แนะนำสั่งสอนเขาก็ดี ผู้ประกอบการงาน ใด ๆ ก็ดี ควรทำตนเป็นผู้มีการศึกษา อย่าอยู่อย่างเป็นคนไม่มีการศึกษา ; ถ้า

น.496 ต้องการที่พึ่งอะไรสักอย่าง ก็อย่าพึ่งตัว คือกิเลส แต่ให้พึ่งธรรมะ ซึ่งธรรมะหมายถึง ตัวก็ได้ ดังพระพุทธภาษิตว่า : "ถ้าจะมีตัวเป็นที่พึ่ง ก็ให้เอาธรรมะเป็นตัว". คำว่า "ตัว" นี้หมายได้สองอย่าง คือตัวของกิเลส กับตัวของธรรมะ. ที่ว่า "ไม่เห็นแก่ตัว" ในข้อแรกก็คือ อย่าเห็นแก่ตัวคือ กิเลส. ถ้า ปฏิบัติธรรมได้ถึงขั้นสูงสุด ถึงขั้นเป็นอรหันต์ จะไม่มีตัว ทั้งตัวกิเลส และตัวธรรมะ ซึ่งเท่ากับไม่มีความยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง. การจะฝึกตนเป็นอรหันต์ ไม่เป็นเรื่องสุดความสามารถ ย่อมมีหนทาง ปฏิบัติได้ คือต้องพยายามปฏิบัติไปตามลำดับ รู้จักตัวตามความเป็นจริง แล้วรู้จัก ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากตัวเลว ๆ เลื่อนขึ้นเป็นตัวธรรมะ แล้วละตัวเลว ๆ ต่ำ ๆ ไปเสีย จนกระทั่งไม่ต้องมีตัวตามขั้นนั้น ๆ. ธรรมะทุกหมวดเป็นเครื่องฝึกไม่เห็นแก่ตัว จะยกตัวอย่าง แม้ธรรมหมวดปฏิจจสมุปบาท ก็ส่งเสริมข้อปฏิบัติไม่ให้ เห็นแก่ตัว ธรรมหมวดนี้ซึ่งได้แก่ความเกี่ยวโยงตามลำดับคือ :- เพราะเหตุใด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาส จึงได้มี ? พระพุทธเจ้าทรงคิดค้นด้วยพระปัญญาทราบได้ ดังนี้ :- เพราะชาตินี่เองมีอยู่-ชรามรณะจึงได้มี-ชรามรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ,, ภพ ,, - ชาติ ,, - ชาติมีเพราะภพ ,, " อุปาทาน ,, - ภพ ,, - ภพมีเพราะอุปาทาน ,, ,, ตัณหา ,, - อุปาทาน ,, - อุปาทานมีเพราะตัณหา ,, ,, เวทนา ,, - ตัณหา ,, - ตัณหามีเพราะเวทนา ,, ,, ผัสสะ ,, - เวทนา ,, - เวทนามีเพราะผัสสะ ,,

น.497 พราะสหายตนะนี่เองมีอยู่ - ผัสสะ จึงได้มี-ผัสสะมีเพราะสหายตะเป็นปัจจัย ,, นามรูป ,, - สหายตนะ ,, - สหายตะมีเพราะนามรูป ,, ,, วิญญาณ ,, - นามรูป ,, - นามรูปมีเพราะวิญญาณ ,, ,, สังขาร ,, - วิญญาณ ,, - วิญญาณมีเพราะสังขาร ,, ,, อวิชชา ,, - สังขาร ,, - สังขารมีเพราะอวิชชา ,, การพิจารณาตามหลักปฏิจจสมุปบาทดังกล่าว เป็นการส่งเสริมข้อปฏิบัติ ไม่เห็นแก่ตัว คือให้รู้จักความจริงว่าอะไรเป็นอะไร เหตุใดจึงมีผลเป็นอย่างนั้น รู้ให้ทันตามความเป็นจริง ก็จะละความเห็นแก่ตัวลงได้เช่น : - เมื่อมีความรู้สึกเกิดแก่ตนที่เห็นได้ง่าย ได้แก่ผัสสะ, คือได้สัมผัสถูกต้อง กับสิ่งใด ก็ทำความรู้ให้รู้สึกว่า เป็นผัสสะ อย่าให้ปรุงแต่งต่อไปเป็นเวทนา เช่น รัก เกลียด ฯลฯ , ถ้าปรุงต่อ ๆ ไปอยู่เช่นนี้ ก็จะเกิดมีตัวขึ้น. ความเป็นอยู่ตาม ธรรมดาของทุกคน ถ้าหยุดได้แค่ผัสสะ ก็นับว่าดีมากแล้ว. ถ้าปล่อยให้ปรุง ต่อไป จนถึงเวทนาแล้ว จะหยุดไม่ได้ จะต้องปรุงเลยต่อไปถึงตัณหา ; คราวนี้ ตัวก็จะเกิดขึ้นไปได้โดยลำดับ. "ตัว" นี้ ถ้ามีอุปาทานก็เกิดมี "ภพ" คือยึดว่า "ตัวเรามี" ; ภพนั้น เมื่อพัฒนาถึงที่สุด (develop) ก็จะเกิดมีชาติ. ต่อนี้ไปทุกข์ก็ทับถม เป็นชรามรณะ พร้อมสาขาของมัน คือ โสกปริเทวะทุกข โทมนัส อุปายาส ; ทั้งนี้ก็เพราะอยากจะมี ตัวเรา เพราะตัวเรามีอยู่ ทุกข์ก็ย่อมมีอยู่. หลักปฏิจจสมุปบาทนี้แสดงให้เห็นว่า : "ตัวเราเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?" ถ้าทำอย่างไรให้เป็นทางกลับกันได้ นั่นก็คือไม่ต้องมีตัวเรา.

น.498 เรื่องความดับทุกข์ส่วนบุคคลที่จะทำให้จิตใจสงบเย็นจะต้องรู้จักใช้ธรรมะ อบรมตน ตามควรแก่โอกาสแก่ฐานะ และตามขั้นจิตใจของบุคคล และควรจะสั่งสอน กันมาเสียตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะแม้เด็ก ๆ จนผู้ใหญ่ ก็ล้วนมีทุกข์คือความเดือดร้อน กันทั้งนั้น การสอนเรื่องดับความทุกข์เดือดร้อนมิใช่เรื่องน่าเศร้า แต่เป็นเรื่องรู้จัก ความจริง จนยกพระพุทธวจนะให้ทราบได้ว่าพระพุทธองค์ตรัสเนือง ๆ ดังนี้ : - "ปุพเพ จาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกขสฺส จ นิโรธํ" แปลว่า ก่อนนี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ฉันทำให้พวกเธอรู้ แต่เรื่องทุกข์ และ ความดับทุกข์เท่านั้น ; และทรงย้ำเสมอว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น " การศึกษาให้เข้าใจความจริงดังกล่าวนี้ เรียกว่า สัจจธรรม ซึ่งนับว่า สูงกว่า ศีลธรรม และจริยธรรม. การฝึกจิตใจและการประพฤติปฏิบัติให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น และทำทุกประการ เพื่อเห็นแก่ธรรมะ นี้แหละจะทำให้จิตใจสงบเย็น. การศึกษาปฏิบัติธรรมสำหรับบุคคล ย่อมต้องลดสัจจธรรมลงมา แต่ก็ ไม่ทิ้งหลัก "ไม่เห็นแก่ตัว" (unselfishness) จะเห็นได้ว่า ศีลธรรมก็ดี สัจจธรรมก็ดี หลักคำสอนเหล่านั้นเป็นหลักปฏิบัติรวมอยู่ที่เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่นั่นเอง. ปัญหาอาจมีว่า ถ้าไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัว แล้วอะไรจะเป็นเหตุให้บุคคล ทำงาน คนทั้งหลายถือหลักไม่มีตัวแล้ว มิคิดว่าไม่ต้องทำการงานอะไรกันหรืออย่างไร ?

น.499 ขอตอบว่า สิ่งที่ทำงานนั้นก็คือ สติปัญญา ไม่ใช่มีตัวทำ ก็ได้ การที่ทำงาน เพราะสติปัญญา ไม่ใช่ตัวนั้น สติปัญญามันทำของมันไปเอง. อำนาจของสติปัญญานั้นจะกระทำงาน คือทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ด้วยการ ประกอบอาชีพอย่างถูกต้อง กับทำให้พ้นจากทุกข์เสียได้ การทำให้พ้นทุกข์ก็คือการ ปฏิบัติธรรมะ การกระทำทั้งสองอย่างดังกล่าว ย่อมกระทำได้ ด้วยตัวการกระทำเอง คือ สติปัญญา. ถ้าไม่กระทำด้วยสติปัญญา ก็หมายความว่า ทำไปด้วยกิเลส ตัณหาชักนำ . การกระทำด้วยกิเลสตัณหาจะเป็นการกระทำที่ไม่ประกอบด้วย สติปัญญาเลย และผลงานก็จะไม่สำเร็จไปตามอุดมคติ แต่เป็นการสำเร็จมาด้วย กิเลส ; แม้ขืนทำด้วยกิเลส ได้ผลประโยชน์มาเลี้ยงชีพ ก็ย่อมต้องเป็นอยู่อย่าง มีความทุกข์. ถ้าทำด้วยสติปัญญา ผลที่ได้จะเป็นผลของการกระทำอันถูกต้อง เป็น ความสำเร็จตามอุดมคติ จะไม่ประกอบด้วยทุกข์ ควรเตือนตนให้รู้ความจริงไว้เสมอ ดังนี้ว่า :- - ทำใด ๆ ด้วยจิตวุ่น นั่นคือ ทำด้วยกิเลสตัณหา. - ทำใด ๆ ด้วยจิตว่าง นั่นคือ ทำอย่างไม่มีกิเลสตัณหา. - ถ้าทำด้วยจิตว่าง งานจะกลายเป็นเรื่องสนุกเพลิดเพลิน. - ถ้าทำด้วยจิตวุ่น งานนั้นจะกลายเป็นทุกข์ขาดสนุก. - อย่าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ไม่ถือว่าทำเพื่อเห็นแก่ตัวจึงจะเป็นสุข - การกระทำที่ว่างจากตัวตนถูกต้องแล้ว จึงจะทำได้ดี. แม้ตัวอย่าง เช่นคิดเลข ก็จะต้องว่างจากตัวตนเสียก่อน การคิดเลขจึงจะทำสำเร็จได้ด้วยดี. หรือจะจัดดอกไม้ในแจกัน ก็ต้องทำด้วยว่างจากตัวตนแล้วจึงจะจัดได้สวย. ถ้า ขณะจัด ทำไปด้วยจิตวุ่น คิดเห็นแต่แก่ตัว วุ่นคิดไปว่า กลัวจะจัดให้งามสู้เขาไม่ได้

น.500 หรือจะทำไม่สวย ; วุ่นคิดยึดมั่นอยู่อย่างนี้ จะจัดให้ดีไม่ได้ แม้ทำสำเร็จไปด้วยจิตวุ่น อย่างนี้ ผลก็จะไม่เป็นไปอย่างอุดมคติ. ถ้าทำด้วยจิตว่าง ผลจะสวยงามตามแบบ ของอุดมคติ. การอบรมสั่งสอน ความไม่เห็นแก่ตัว ควรจะได้ฝึกอบรมตามลำดับ : - สอนเด็กเล็ก ๆ ไม่ให้เห็นแก่ตัว เริ่มแต่อบรมไม่ให้ริษยาน้อง ไม่ จะกละ ไม่ขี้โกรธ ไม่แกล้งผู้อื่น ไม่ทำลายของ ฯลฯ. - สอนบุคคลที่โตขึ้น ก็ต้องพิจารณาให้เห็นความเห็นแก่ตัวของบุคคลวัยนั้น ๆ แล้ว อบรมให้เขาเลิกละความเห็นแก่ตัว ในลักษณะนั้นเสียด้วยอุบายอันแยบคาย. การยกธรรมข้อใด หมวดใด มาอบรมสั่งสอน ก็ควรทำความเข้าใจให้แจ้ง เสียก่อนว่า ธรรมนั้น ๆ ล้วนเป็นเครื่องฝึกทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น เช่น :- - ธรรม หมวด หิริ โอตตัปปะ คือ การสอนให้รู้จักละอาย และเกรงกลัวต่อการ ประพฤติชั่ว; นี่ก็เป็นการสอนให้ไม่เห็นแก่ตัว และหิริโอตตัปปะนี้เป็นตัวศีลธรรม อันเป็นพื้นฐานทีเดียว รากฐานของศีลธรรม อันเป็นพื้นฐานที่สุด ก็อยู่ที่ความ ไม่เห็นแก่ตัว. จริยธรรมสากล ที่ต้องฝึกอบรมกันอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะอบรมด้วยข้อธรรมใด ก็มุ่งหมายเพื่อปัดเป่าความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น เช่นคนไม่ซื่อสัตย์ คนไม่กตัญญู นั้น ก็เพราะไม่อยากเห็นใครดีกว่าตัว ไม่อยากเห็นความดีของผู้อื่น ฯลฯ. การอบรม จริยธรรมก็เพื่อเลิกละความประพฤติปฏิบัติที่เห็นแก่ตัวนั้น ๆ เสีย. ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเห็นแก่ตัวนั้นมีมาก เป็นต้นว่า คิดผิด คิดชั่ว ทำชั่วนานาประการ พูดผิด เหล่านี้ ล้วนเนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว ทั้งสิ้น.

น.501 ใครมักทำความผิด เพราะเห็นแก่ตัวประการใดบ้าง น่าจะทำบัญชีไว้ ตรวจสอบตนเอง บัญชีความผิดนั้นก็เนื่องมาจากกิเลส ได้แก่ :- โลภะหรือราคะ โทสะหรือโกธะ โมหะหรือความหลงผิด พวกนี้รวบเข้ามาหาตัว จะเอาให้ได้ท่าเดียว พวกนี้ผลักออกจากตัว ไม่เอา ไม่ต้องการ พวกนี้ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี ไม่แน่ลังเลด้วย ฉงนด้วย ห่วงประโยชน์ตนเท่านั้น ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยวนอยู่ รอบ ๆ กิเลสที่แสดงออกตามสาขาใหญ่ ๆ นั้นทั้งหมดก็ล้วนเป็นเรื่องของเห็นแก่ตัว ทั้งสิ้น .. การฝึกขจัดไม่เห็นแก่ตัว จึงต้องรู้จักตัวกิเลสนั้น ๆ แล้วฝึกฝนอบรมไป โดยลำดับ. การฝึกขั้นต้น ๆ ต้องรู้จักเลือกใช้อบรมข้อต้น ๆ เช่น ขันติเป็นธรรมที่ ต้องใช้เริ่มต้น เมื่อประสบผัสสะใด ๆ ขันติจะมีลักษณะเป็นเหมือนปฐมพยาบาลเช่น :- มีเสียงชมเชยสรรเสริญก็ดี หรือเสียงด่าว่าก็ดี ถ้าไม่มีขันติก็จะเกิดความ รู้สึกเป็นภวตัณหา และ วิภวตัณหา คืออยากให้เป็นอย่างนั้น หรือไม่อยากให้เป็น อย่างนั้น แล้วจิตจะกำเริบอย่างอื่นต่อไปอีก. ถ้ามีขันติก็จะหยุดอยู่ได้เพียงผัสสะที่ ประสบนั้น มีขันติอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้กิเลสกำเริบต่อไป ความพ้นทุกข์ก็จะมีได้ง่าย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต