น.468 การรบกันด้วยการเอาเปรียบกัน อย่างที่เรียกกันว่าสงครามเย็น สงคราม ใต้ดิน นั่นแหละร้ายกาจยิ่งไปกว่าสงครามร้อน ๆ หรือสงครามบนดิน ; เพราะมัน ทรมานใจ ทั้งหลับ ทั้งตื่น ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ตั้งแต่เกิดจนตาย. ไม่เหมือน สงครามร้อนหรือสงครามบนดิน ซึ่งมันมีเป็นครั้ง ๆ คราว ๆ; ลูกระเบิดทำอันตราย เราได้ก็แต่เพียงร่างกาย แต่กิเลสมันทำอันตรายวิญญาณ, ทำอันตรายจิตใจ ทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ เราถูกระเบิดตายกี่ครั้งกี่หนก็ไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ เพราะเราไม่ได้ทำชั่วทำบาปอะไร. แต่ถ้าเราถูกกิเลสระเบิดเอาครั้งเดียว มันก็ สูญเสียความเป็นมนุษย์ คือทำชั่ว หมดความเป็นมนุษย์ ; เพราะการประพฤติ ไม่สมแก่ความเป็นมนุษย์. นี้อะไรจะน่ากลัวกว่า คือลูกระเบิดน่ากลัวกว่า หรือ ว่ากิเลสน่ากลัวกว่า ? ถ้าเราไม่ต้องการทั้ง ๒ อย่าง คือ ไม่ต้องการทั้งลูกระเบิด, และ ไม่ต้องการทั้งกิเลส, เราก็ต้องจัดการศึกษาของเราให้เป็นไปในทางที่จะกำจัดกิเลส. เมื่อกำจัดกิเลสของคนในโลกได้แล้ว ไม่ต้องสงสัย ลูกระเบิดในโลกนี้จะไม่มีสัก ลูกเดียว ; ลูกระเบิดเกิดขึ้นมาในโลก เพราะกิเลสของคน. เมื่อตัดต้นตอ ของมันเสียได้ คือกำจัดกิเลสของคนในโลกเสียได้ ลูกระเบิดก็ไม่มี ความระส่ำระสาย ทุกข์ยากเดือดร้อนอันอื่นก็ไม่มี. นี้จึงเห็นว่า การศึกษาที่มุ่งหมายจะกำจัดกิเลสตามอุดมคติ ของ พระพุทธเจ้านั้นแหละ เป็นการศึกษาที่ถูกต้อง สำหรับมนุษย์โดยแท้จริง ; ผิดจากนั้น ก็จะเป็นการศึกษาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ให้ความมัวเมาในทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง ทางร่างกายอย่างเดียว แล้วก็นำไปสู่ความวินาศอย่างที่เราจะได้เห็นกัน ถ้ายังขืนดำเนินกันไปในรูปนี้.
น.469 ทีนี้ จะได้พิจารณากันต่อไปถึง คำว่า "ครู" กับคำว่า "การศึกษา" เนื่องกันอย่างไร ? ท่านทั้งหลายย่อมทราบได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครบอกเล่าว่า ครูนี้ คือผู้ประศาสน์การศึกษา. ครูกับการศึกษาแยกกันไม่ได้ : ครูเป็นผู้ ประศาสน์การศึกษา ก็หมายความว่า เป็นผู้จัดการศึกษา เป็นผู้มอบให้ซึ่งการศึกษา เป็นผู้ทำการศึกษา เป็นผู้ควบคุมการศึกษา ; อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ตกอยู่ในมือของครู จนกล่าวว่า ครูเป็นผู้นำโลกในด้านจิตหรือด้านวิญญาณ อย่างที่กล่าวมาแล้ว แต่ต้อง เป็นครูตามอุดมคติของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นอาตมาจึงจะได้กล่าวถึงการประศาสน์ การศึกษาของครูตามแบบของพระพุทธเจ้าต่อไป : การยกวิญญาณหรือการประศาสน์การศึกษาทั่ว ๆ ไป เราจะเห็นได้ว่า ความมืดหรือความตกต่ำในทางวิญญาณนั้น ตามธรรมดาสามัญเริ่มมาตั้งแต่แรก คือแรกกำเนิดมา มันก็สอน หมายถึงสอนในสิ่งที่ควรจะรู้ : เรื่องการกินอาหาร การนอนการนุ่งห่มต่าง ๆ ที่บิดามารดาสอน กระทั่งมาเรียนหนังสือในโรงเรียน อบรมเรื่องจรรยามารยาท แต่ในที่สุดอบรมวิชาอาชีพที่สูงที่สุด ถึงขั้นอุดมศึกษา กระทั่งเป็นครูบาอาจารย์ในวิชานั้น ๆ นี้เรียกว่าการประศาสน์การศึกษาโดยทั่วไป ; แต่แล้วในที่สุด ไม่ได้เลยไปถึงจุดที่เป็นที่มุ่งหมายอันแท้จริง คือทำคนให้เอา ชนะกิเลสได้. การประศาสน์การศึกษา จึงเรียกว่า ยังเป็นไปครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือไม่สมบูรณ์ หรือถึงกับผิดเอาทีเดียว เพราะว่าไม่สามารถจะนำผู้รับการศึกษานั้น ให้สามารถช่วยตัวเองได้. แม้กระทั่งที่เรียกว่ามาเป็นครูในที่สุดแล้ว ก็ยังไม่สามารถ กำจัดทุกข์หรือบำบัดทุกข์ของตัวเองได้ ; เพราะว่าบุคคลที่เป็นครู ที่เรียกตัวเองว่า เป็นครู ก็ยังมืด ยังงง ยังแก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้. ครูบางคนก็ยังกินยาตาย กระโดดน้ำตาย แก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เรียกตัวเองว่าครู. นี่ขอให้ลองคิด ดูว่า ในลักษณะเช่นนี้เขาจะประศาสน์การศึกษาให้แก่ศิษย์ได้อย่างไร ?
น.470 มันน่าจะมีการทำความเข้าใจกันเสียใหม่ว่า การประศาสน์การศึกษานั้น ต้องได้แก่การทำตัวอย่างที่ดีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ; ให้ศิษย์เห็นว่า ทำอย่างนี้จึงจะเอาชนะ ความทุกข์ได้. การประศาสน์การศึกษาชนิดเอาชนะความทุกข์ได้เป็นการประศาสน์ การศึกษาตามแบบของพระพุทธเจ้า ท่านจึงนิยมการที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ที่เนื้อที่ตัว ให้คนอื่นเห็นว่าประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ แล้วจะเอาชนะความทุกข์ได้. ท่านไม่นิยม เพียงแต่สอนให้รู้หนังสือ หรือว่าสอนจริยาสอนศีลธรรม ก็สอนด้วยคำพูดหรือสอน ด้วยหนังสือ ; ทั้งครูทั้งศิษย์ก็ชวนกันท่อง ไม่มีการประพฤติอยู่ที่เนื้อที่ตัว. การทำ อย่างนี้เหนื่อยเปล่า เพราะว่าศิษย์ไม่ไว้ใจครู เพราะเห็นว่า ครูก็ไม่ได้ทำ ครูได้แต่ พูดอย่างนกแก้วนกขุนทอง ศิษย์ก็เกิดความไม่ไว้วางใจครู ที่นี้สมมติว่ากลับกัน ครูไม่ต้องพูดไม่ต้องสอนด้วยปากด้วยเสียง แต่ทำ การประพฤติปฏิบัติอยู่ที่เนื้อที่ตัวให้เป็นปกติ ละเว้นจากสิ่งที่ไม่ควรประพฤติ กระทำ ทุกอย่างเป็นแบบฉบับอยู่ที่เนื้อที่ตัว อย่างนี้ศิษย์ก็จะไว้ใจครู และทำตามครู ; ศิษย์ก็จะมีความรักครูเท่ากับรักพ่อแม่ ; ศิษย์ก็จะมีความเคารพเกรงกลัวครู เช่น เดียวกับที่เกรงกลัวคนที่เขาเกรงกลัวมาก ๆ อย่างเกรงกลัวผู้มีอำนาจวาสนา หรือกลัว สิ่งที่จะทำให้เขาตาย. นี่เราจะเห็นได้ว่า ในยุคในสมัยที่การศึกษามีอุดมคติอย่างของพระพุทธเจ้า และครูที่มีอุดมคติตามแบบของพระพุทธเจ้านั้น ศิษย์เคารพครูอย่างยิ่ง ศิษย์รักครู อย่างยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้แทบจะหาไม่ได้ จะหาลักษณะอย่างนั้นไม่ได้ ในสมัยที่ อุดมคติของคำว่าครูหรือการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไป. นี้เราจะโทษใครก็ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของส่วนรวม แต่ส่วนรวมมันก็ไม่ใช่ใคร มันก็คือเราทุกคน. ฉะนั้น หน้าที่ของการแก้ไขก็ตกอยู่ที่เรา เราจะเป็นครูกันจริงหรือไม่ หรือว่าเราจะเป็น แต่เพียงลูกจ้างสอนหนังสือ. นี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องตัดสินใจ ถ้าเราเป็นคนรัก
น.471 อุดมคติ เราต้องตัดสินใจในทางที่จะเป็นครู ไม่ตัดสินใจไปในทางที่จะเป็น ลูกจ้าง รับจ้างสอนหนังสือ ; เมื่อนั้นแหละ ความเป็นครูตามอุดมคติของพระ- พุทธศาสนาก็จะมีขึ้นมาในโลกนี้ และนำโลกไปสู่ความสงบสุขหรือสันติสุขได้. อาตมาอยากจะวิงวอนขอให้ตัดสินใจ แต่มิได้ขอร้องหรือบังคับว่าให้ ตัดสินใจไปในรูปไหน เพราะว่าทุกคนย่อมเคารพนับถือตัวเอง มีเกียรติยศของตัวเอง; แต่ถ้ามองเห็นว่า โลกของเราจะรอดได้ด้วยอาการอย่างไร แล้วตัดสินใจไปโดยทำนอง นั้น นั่นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง. เพราะว่าอย่างน้อยก็จะทำให้เราทุกคน รวมทั้ง ตัวเราเองด้วย ประสบความสงบสุขในโลกนี้ และจะทำให้เรา ตั้งอยู่ในฐานะเป็น ปูชนียบุคคล คือไม่เป็นแต่เพียงลูกจ้างสอนหนังสือ. แต่จะเป็นปูชนียบุคคล คือว่าเป็นบุคคลที่มีบุญคุณอยู่เหนือศีรษะคนทุกคนในโลก เพราะว่าเราทำหน้าที่ ส่องแสงสว่างแก่ดวงวิญญาณของโลกเป็นส่วนรวม เราสมัครเป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่ม ของบุคคลผู้นำวิญญาณของโลก หรือยกสถานะทางวิญญาณของโลกให้สูงขึ้น. เปรียบเทียบกันดูให้ดี ว่าการได้เป็นอย่างนี้, กับการที่เราได้เงินเดือน เดือนหนึ่งสักล้านหนึ่ง อันไหนจะมีค่ายิ่งกว่ากัน? การที่เราตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนีย- บุคคล ทำโลกนี้ให้สงบสุขได้ และมีรายได้เพียงพอเลี้ยงชีพไปวันหนึ่ง ๆ ตามสะดวก สบาย กับการที่เราจะไปแสวงหาอาชีพอื่น ที่มีรายได้เดือนละล้านหนึ่ง อย่างนี้เรา จะเอาข้างไหน ? เราจะเลือกเอาข้างไหน ? ถ้าเรายังทนเป็นครูอยู่ต่อไป ก็หมายความ ว่า เรารักอุดมคติ ไม่ใช้อาชีพครูเป็นเพียงเรือจ้าง ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น. เรา สมัครที่จะเป็นปูชนียบุคคล เพื่อจะช่วยกันทำโลกนี้ให้น่าดู ให้สงบสุข สมกับ ที่ว่าเราเป็นครู. แต่ก็ยังมีประชาชนบางพวกที่ตกเป็นทาสของกิเลส ตกเป็นทาส ของปีศาจทางเนื้อทางหนัง ว่าทำอย่างนั้นมันโง่ ; เงินเดือนตั้งล้านหนึ่งนี้มันมากพอ ที่จะใช้ซื้ออะไรได้มากมาย จะไปนึกถึงอุดมคติของครูอยู่ทำไม ; อย่างนี้ก็ได้. มัน เป็นเรื่องที่ทำให้กระอักกระอ่วนใจ จะต้องตัดสินใจ ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง.
น.472 อาตมาขอแสดงความเคารพนับถือคุณครู ที่เป็นครูโดยแท้จริง ที่รัก อุดมคติของครูโดยแท้จริงไว้ในที่นี้ด้วยว่า : พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เคารพบุคคล ชนิดนั้น ในฐานะที่บุคคลชนิดนั้น มีธรรมะอยู่ในตน เต็มอัดอยู่ในตน มีเมตตา มีปัญญาเต็มอยู่ในดวงวิญญาณของตน ; พระพุทธเจ้าท่านยอมเคารพธรรมะ. คนที่เคยอ่านหนังสือพุทธประวัติ ที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง จะพบประโยคที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเคารพธรรมะ คือท่านตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าแล้วท่านมาคำนึงว่า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะเคารพอะไรดี. ถ้าไปเคารพ ใครคนใดคนหนึ่งเข้า มันจะทำให้เขาเดือดร้อนจนศีรษะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงทีเดียว ฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะไปเคารพใครได้. แต่ถ้าอยู่โดยปราศจากการเคารพหรือที่เคารพ ก็ไม่สมควร ในที่สุดก็พบว่าธรรมะอย่างเดียวเท่านั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพได้. พระพุทธเจ้าทั้งหลายทุก ๆ พระองค์ในอดีตก็เคารพธรรมะ พระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ ในอนาคตก็จักเคารพธรรมะ, พระพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้ก็เคารพธรรมะ ; ท่าน ตรัสยืนยันไว้อย่างนี้. ฉะนั้นถ้าเราเห็นแก่ธรรมะ เคารพธรรมะ ยิ่งกว่าเห็น เงินเดือนหรือค่าจ้าง ก็จะเป็นที่เคารพทั้งของเทวดาและมนุษย์ รวมทั้งพระพุทธเจ้า ด้วย. อุดมคติที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ หรือสูงไปในลักษณะเช่นนี้ จะเลวหรือ ต่ำกว่าเงินที่ซื้ออะไรกินได้หรือไม่ ขอให้ลองพิจารณาดู. ท่านทั้งหลายจะต้องพิจารณาให้ละเอียดละออสักหน่อยหนึ่งว่า ความยุ่งยาก ในตัวท่านเอง หรือความยุ่งยากในครอบครัวของท่านเอง นั้นมันเกิดมาจากการบูชา อุดมคติ หรือว่าไม่บูชาอุดมคติ. ความเดือดร้อนยุ่งยากในครอบครัว ของใคร ก็ตาม ที่เกิดขึ้นประจำวันประจำเดือนก็ตาม ไปสอดส่องดูเถิดว่า มันเกิดมาจากอะไร ในที่สุดก็จะเห็นว่า เพราะสมาชิกในครอบครัวนั้นไม่มีอุดมคติ ไม่บูชาอุดมคติ. เห็นแก่ประโยชน์สุขทางวัตถุ เช่นเงินเช่นความสุขทางเนื้อหนัง ความเพลิดเพลิน
น.473 สนุกสนานเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ด้วยกันทั้งนั้น. ความไม่เคารพอุดมคติเช่นนั้นแหละ จะทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้นในครอบครัวเศรษฐกิจ ไม่มีวันจะสมดุลได้ในครอบครัวชนิดนั้น ซึ่งเป็นครอบครัวที่ไม่รู้จักอิ่มจักพอ ด้วยกิเลสตัณหา ; เพราะว่ากิเลสตัณหาเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่มจักพอ เพราะฉะนั้น ความวิวาทบาดหมาง ความยุ่งเหยิงโกลาหล อลเวงต่าง ๆ จักมีในครอบครัวนั้น ซึ่งปราศจากอุดมคติ ; ถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปราศจากธรรมะ. ถ้าว่าครอบครัวไหน ตั้งอยู่ในอุดมคติ ยึดธรรมะเป็นหลัก มีธรรมะ เป็นเครื่องเคารพบูชา เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าแล้ว แม้จะยากจนข้นแค้นอย่างไร ก็ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความยุ่งยาก ไม่มีความระส่ำระสาย แม้จะเป็นครอบครัวของ ชาวนาที่ยากจน ก็ยังมีความสงบสุข ดูแล้วน่าเลื่อมใส น่าบูชา ยิ่งไปเสียกว่า ครอบครัวที่มีรายได้เป็นพันเป็นหมื่นต่อวันต่อเดือน ; แต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน มีความสุกชนิดที่มี ก. สะกด ความสุก ก. สะกด คือสุกชนิดต้มให้สุก เผาให้สุก เผาให้เกรียม ไม่ใช่ความสุข ข. สะกด ซึ่งเป็นความสุขเย็น หรือเป็นความสงบสุข. ครอบครัวที่ปราศจากอุดมคติ จึงถูกเผาถูกลน อยู่ด้วยความเร่าร้อน. เพราะฉะนั้น ใครที่เป็นบุคคลผู้นำในทางวิญญาณ เช่นหัวหน้าครอบครัวก็ดี หรือโดยทั่วไป คือ ครูทั้งหลายก็ดี น่าจะได้นึกถึงต้นเหตุของความทุกข์ยากลำบากในโลกนี้ให้มาก จะได้ เป็นเครื่องตัดสินใจว่า เราจะเลือกเอาอุดมคติ หรือเลือกเอาประโยชน์ทางวัตถุ ดังที่กำลังนิยมกัน. เราจะเห็นได้ว่าได้ประชุมกันมาแล้วหลายคราวหลายหน เพื่อแก้ไข สถานะการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ของรัฐบาลก็มี ที่ต่ำลงมาก็มี กระทั่งของประชาชน ล้วน ๆ ก็มี แต่แล้วเราจะเห็นว่า การประชุมเพื่อวินิจฉัยแก้ไขกันนั้น มีแต่เรื่อง ทางวัตถุ คือเรื่องทางฝ่ายร่างกาย ; ส่วนเรื่องทางฝ่ายจิตทางฝ่ายวิญญาณ คือทางฝ่าย
น.474 ธรรมะนั้น ไม่เคยเห็นมี ; จะมีบ้างก็แต่สมาคมทางพุทธศาสนาฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ทำ กันอย่างเล่น ๆ เล็กน้อยเกินไป ไม่มากไม่มายเท่ากับที่ทำกันทางฝ่ายวัตถุหรือทางฝ่าย ร่างกาย ; เราจึงแก้ปัญหาในชีวิตของเราไม่ได้ ไม่หมด. เพราะว่าชีวิตของเรา คนหนึ่ง ๆ ไม่ได้ประกอบแต่ร่างกายอย่างเดียว มันประกอบอยู่ด้วยจิตหรือวิญญาณ อีกส่วนหนึ่งด้วย. เมื่อเราแก้ปัญหาเฉพาะทางฝ่ายร่างกายอย่างเดียว มันก็แก้ได้ ครึ่งเดียว ในที่สุดก็ไม่สามารถเอาชนะความทุกข์ได้. แต่การแก้ปัญหาในทางร่างกาย ของเรา ก็ไม่ได้เป็นไปในทางที่จะควบคุมมันให้ได้ กลับตกอยู่ใต้อำนาจของมัน คือเป็นบ่าวเป็นทาสมัน หาทางส่งเสริมมัน. มากเกินกว่าเหตุ มากเกินกว่าความ จำเป็น : เป็นเรื่องความอยู่ดีกินดีทางร่างกายอย่างเดียว และมากเกินกว่าที่จำเป็น ลืมความต้องการของจิตใจ หรือต้องการธรรมะ. เป็นอันว่าจะแก้กันเท่าไร มัน ก็แก้ไม่ได้. ขอให้ลองคิดดูเถิดว่า จะให้ประชุมกันกี่ร้อยครั้ง พันครั้ง จะแก้กัน อย่างไร เท่าไร มันก็แก้กันไม่ได้ ; เพราะไม่ได้แก้ที่จิตใจ. คนจะดีหรือจะชั่วไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย แต่อยู่ที่จิตใจ การที่ไปแก้ทาง ร่างกายทางปากทางท้องอย่างเดียว มันช่วยให้คนดีไม่ได้. เมื่อคนไม่ดีแล้ว สิ่งอื่น ๆ ไม่สามารถจะแก้ได้ ให้มีหลักวิชาที่ดี มีระบอบการปกครองที่ดี มีอะไร ๆ ที่ดี มีเครื่องไม้เครื่องมือดี แต่ถ้าคนไม่ดีอย่างเดียวแล้ว ล้มละลายหมด. สมมติเรา จะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่วิเศษวิโสอย่างไหนก็ตาม ถ้าขาดคนที่ดี อย่างเดียวแล้วไปไม่รอด ฉะนั้นแปลว่าอะไร ๆ ก็ล้วนแต่ต้องการคนดี ที่มีจิตใจดี มีวิญญาณเดินไปถูกทาง โลกนี้จึงจะสงบสุขได้. เราจะต้องพิจารณาให้เห็นชัดว่า เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้อะไร ๆ มันเป็นไปไม่ได้ แก้ให้ตรงตามความต้องการไม่ได้เพราะมันขาดคนดี. คนที่ดีมีไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติ หน้าที่ของการงานนั้น ๆ ; มีน้อยเกินไป หรือในบางกรณีก็ไม่มี. แต่ถ้าเรามีคนดี
น.475 มากพอ ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนด้วยการเสียสละ หรือเห็นแก่อุดมคติ ไม่เห็น แก่วัตถุ เหล่านี้แล้วไม่ต้องสงสัย บ้านเมืองเราหรือโลกของเรา ก็จะรุ่งเรืองสงบเย็น ได้ในพริบตาเดียว ; เพราะต่างคนต่างไม่เห็นแก่ตัว มีธรรมะชนิดที่ไม่เห็นแก่ตัว มีดวงวิญญาณสุกใส ประกอบไปด้วยความสะอาดสว่างสงบ มีอุดมคติตรงตามที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงวางไว้ เรียกว่ามีคนดีใช้ในโลกนี้แล้วละก็ โลกนี้ก็เป็นโลกของ พระอริยเจ้า. อย่าว่าแต่มาปกครองบ้านเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้เลย มันสามารถ ที่จะทำโลกทั้งโลกนี้ให้สงบเย็นได้. แต่แล้วเดี๋ยวนี้ บ้านเมืองของเราน้อยๆเท่านี้ เราก็ยังไม่สามารถทำให้เป็นที่ พอใจของเราได้ มีแต่การรบกวนกันให้วุ่นวายไปหมด เพราะมันขาดอะไร ? ข้อนี้ เพราะว่าคนที่มีจิตใจดีจริง ๆ ยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุฉะนี้แหละ อุดมคติของการ ศึกษาของเรา ควรจะขยาย หรือมุ่งตรงไปยัง การทำคนให้เป็นคนที่มีจิตใจดี มีวิญญาณสูง. การประศาสน์การศึกษาของเรา ก็ต้องมุ่งหมายตรงที่ทำให้คนดี มีจิตใจสูง ; ถ้าเราทำกับคนอื่นไม่ได้ เราก็ต้องทำกับตัวเราเองก่อน แล้วขยาย ไปในการที่จะเพาะทำขึ้นในครอบครัวของเรา แล้วเราจึงจะขยายไปถึงกับทำในหมู่บ้าน ตำบล หรือว่าบ้านเมืองของเรา หรือประเทศของเราได้โดยสะดวก. แต่ถ้าต่างฝ่าย ต่างก้มหน้าหลับตาหาประโยชน์ในทางวัตถุใส่ตัวกันท่าเดียวแล้ว ต่อให้คนทุกคน ในโลกเป็นครูกันหมดไม่ต้องมีนักเรียน มันก็ไม่ช่วยโลกนี้ให้ดีขึ้นได้. อย่างนี้ จึงเห็นว่าอุดมคติของครู ตามหลักของพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ ของเล็กน้อย แม้ว่าจะเป็นของที่ซื้ออะไรกินไม่ได้ กินโดยตรงก็ไม่ได้ เอาไปซื้อ อะไรกินก็ไม่ได้ ; แต่ที่จริงมันเป็นมูลเหตุอันแท้จริง ของการที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ จะซื้ออะไรกินได้, และยิ่งไปกว่านั้น คือสิ่งที่จะทำโลกนี้ให้สงบเย็น ทำบ้านเมือง ให้สงบเย็น สมตามที่เรามีอุดมคติว่าเป็นมนุษย์. อยู่ในโลกต้องมีจิตใจสูง เอาชนะ ความทุกข์ได้โดยประการทั้งปวง.
น.476 ในที่สุดนี้ รู้สึกว่าการอบรมนี้สมควรแก่เวลา อาตมาอยากจะขอร้องว่า การบรรยายนี้ เป็นเพียงการแสดงความคิด ความเห็น เพื่อว่าท่านที่เป็นครูทั้งหลาย หรือที่เรียกตัวเองว่าเป็น ครูทั้งหลาย นำเอาไปพินิจพิจารณาดู ว่าหลักคำสอน ของพระพุทธเจ้านี้ เราจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่การทำบ้านเมืองของเรา ให้เป็นสุขได้อย่างไร ? หรือว่าสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็คือว่า เราที่เรียกตัวเองว่าเป็นครู ก็อยู่ในฐานะที่เป็นสมาชิกในสังคมของพระพุทธเจ้า คือผู้ที่จะส่องแสงสว่างให้แก่ ดวงวิญญาณของสัตว์ในโลก ; เราควรจะรับเอาหลักการของพระพุทธเจ้า มาใช้ ปฏิบัติในหน้าที่ของเรามากน้อยเท่าไร ? คิดดูให้เห็นตามที่เป็นจริง แล้วปฏิบัติ ไปตามนั้นเท่าที่เราเห็นจริง ไม่ต้องเชื่องมงาย ไม่ต้องเชื่อตาม อาตมาขอร้องโดยเด็ดขาดว่า ไม่ต้องเชื่อตาม อาตมา แต่ว่าจะต้องเชื่อ ตามสติปัญญาของท่าน ที่ประกอบไปด้วยเหตุผล ; พิจารณาแล้วตัดสินใจเอาเอง เห็นจริงว่าอะไรเป็นความจริงแล้วก็จะต้องยึดถือเป็นหลัก อาตมายืนยันว่า ด้วยการทำ อย่างนั้น. ท่านทุกคนจะเป็นครูตามอุดมคติของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็น ปูชนียบุคคล มีความดีหรือคุณค่าอยู่เหนือศีรษะของคนทุกคน เป็นบุคคลที่โลกควร เคารพและบูชา สมกับที่เราทุกคนก็บูชาครูเคารพครู โดยเฉพาะทุกวันไหว้ครู ประจำปี เราก็สรรเสริญคุณครูว่าเป็นอย่างนั้น. ถ้าเราไม่นิยมปฏิบัติตามนั้น ก็แปลว่าเราขบถต่อความเป็นครูของเราเอง เราโกหกต่อตัวเอง ในข้อที่เราสรรเสริญ คุณความดีของครู ในเวลาที่เราไหว้ครู แต่เราผู้เรียกตัวเองว่าครู หาได้ดำเนินตน ตามหลักนั้นไม่. นี่แหละจะเป็นเครื่องช่วยแก้ไขในสิ่งบกพร่อง อุปสรรคต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับเรา ให้เราสามารถหายใจด้วยลมหายใจที่บริสุทธิ์สะอาด สงบ เยือกเย็น เพราะเรายึดถืออุดมคติถูกต้อง ดำเนินไปตามอุดมคตินั้นอย่างถูกต้อง, เราเป็นสุข
น.477 ก่อนบุคคลอื่น และพร้อมกันนั้นโลกทั้งโลกก็จะพลอยเป็นสุขด้วย แต่ถ้าโลกทั้งโลก เขาไม่เอากับเรา ; เราเอาแต่เพียงคนเดียว ก็ยังไม่เสียหลาย ยังได้รับความสุขสม ตามความปรารถนา. ธรรมะเป็นอย่างนี้ มีความแน่นอนเด็ดขาดอย่างนี้ จึงหวังว่าท่านทั้งหลาย ทุกคน จะได้นำไปพินิจพิจารณาดูให้รู้ความจริงที่ว่า : ครูนี้เป็นผู้นำทางวิญญาณจริง หรือไม่ ? เป็นผู้ยกสถานะทางวิญญาณของสัตว์ในโลกให้สูงขึ้นจริงหรือไม่ ? ค่าของ ครู เป็นปูชนียบุคคลไม่ใช่เป็นลูกจ้าง อาชีพครูไม่ใช่เรือจ้าง. ครูคู่กันอยู่กับ การศึกษา เป็นผู้ประศาสน์การศึกษา จะต้องทำตน ให้มีการศึกษาอยู่ที่เนื้อที่ตัว ให้ศิษย์เคารพครู ให้รักครูยิ่งกว่าพ่อแม่ ให้เกรงครูยิ่งกว่าพ่อแม่ ในที่สุดเราก็จะนำ เด็กของเราไปได้ ตามที่เราต้องการทุกประการ. หวังว่าท่านครูทั้งหลายจะได้พินิจพิจารณาดู แล้วทำความก้าวหน้าให้แก่ตน เองควบคู่กันไปทั้งทางกายและทางใจ คือทั้งทางรูปธรรมและทางนามธรรม มีดวงจิต และดวงวิญญาณอันผ่องใสโชติช่วง สามารถส่องแสงสว่างให้แก่ศิษย์ หรือแก่คน ทุกคนในโลกนี้ ได้ตามความปรารถนาทุกประการ. อาตมาขอยุติคำบรรยายลงด้วยการสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้. -----------------
น.478 แสดง ณ วัดศรีเวียง อำเภอไชยา * ๑๗ ธันวาคม ๒๕๑๑ -------- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ เย จ พุทฺธา อตีตา จ เย จ พุทฺธา อนาคตา ปจฺจฺปฺปนฺนา จ เย พุทฺธา สพฺเพ สทฺธมฺมครุโน ติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็น เครื่องประดับสติปัญญา, ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ, และวิริยะความพากเพียร, ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่ แล้ว ว่าเป็นธรรมเทศนาเนื่องในอภิลักขิตสมัยของท่านบูรพาจารย์ผู้ล่วงลับไป และ เราทั้งหลายได้ช่วยกันประกอบทักษิณานุปทานกิจ อุทิศส่วนกุศลแด่ท่าน. ธรรมเทศนา เนื่องกันกับการกระทำอันนี้ จึงมีการกล่าวถึงเรื่องราวอันเกี่ยวกับท่านผู้เป็นบูรพาจารย์ เรียกว่าเรื่องอันเกี่ยวกับครูบาอาจารย์ หรือเรื่องอันเกี่ยวกับอุปัชฌาย์อาจารย์ ก็แล้ว ----------------------------------- * สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็น พระราชชัยกวี ๔๖๑
น.479 แต่กรณี ว่าบุคคลนั้น ๆ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นศิษยานุศิษย์ หรือเป็นมิตรสหาย, หรือ แล้วแต่ว่าจะเกี่ยวข้องกันทางใด หลายอย่างหลายทางก็ได้. ในที่นี้จะได้กล่าวถึง ครูฐานียบุคคล หรือบุคคลที่ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็น ครูบาอาจารย์, เป็นที่เคารพสักการะบูชาโดยทั่วไป, หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า ว่าด้วย เรื่องครุบุคคล : คือบุคคลผู้ที่คนทั้งหลายควรจะมีความหนัก คือความเคารพ. เราทั้งหลาย ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่ ล้วนแต่จะต้องมีบุคคลที่ตั้ง อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพ ด้วยกันทั้งนั้น ; อย่างน้อยที่สุด, ก็มีท่านอาจารย์ผู้ ล่วงลับไปแล้ว มีสรีระปรากฏอยู่เป็นสักขีพยานในที่นี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูฐานีย- บุคคล คือ บุคคลผู้ที่ควรเคารพ หรือควรหนัก หรือเรียกว่าครูบาอาจารย์ หรือ อุปัชฌาย์อาจารย์ แล้วแต่จะเกี่ยวข้องกันอย่างไร. ถ้าจะกล่าวโดยกว้างขวางทั่วไป แล้ว ก็ต้องกล่าวได้ว่า ในโลกนี้ ทุกคนต้องมีที่เคารพ คือ ทุกคนจะต้องมีครู บาอาจารย์ นั่นเอง. เพราะว่า การอยู่โดยเสมอกัน โดยไม่มีที่เคารพนั้น เป็นความ ทุกข์. ท่านได้กล่าวไว้นมนานแต่โบราณกาลว่า : การอยู่เสมอกันเป็นความทุกข์. แม้ในพระพุทธศาสนาเรา ก็มีคำกล่าวว่า ทุกฺโข สมานสํวาโส แปลว่าการอยู่โดย เสมอกันเป็นความทุกข์ดังนี้. เป็นอันว่า เราจักต้องมีที่เคารพ คือมีที่ที่สูงกว่า หรือมิใช่เสมอกัน ; นั่นแหละคือครุฐานียบุคคล. ทีนี้จะได้พิจารณากันโดยละเอียด ถึงข้อที่ว่า ผู้ที่เป็นครู หรือเป็นครุฐานีย- บุคคลนี้ มีอยู่อย่างไรบ้าง จะได้นำมากล่าววิสัชนาให้ทั่วถึง เพื่อเป็นเครื่องประดับ สติปัญญาทั่ว ๆ ไปบ้าง ; และเพื่อจะได้สำนึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ ผู้ล่วงลับ ไปแล้ว มีสรีระตั้งอยู่เป็นสักขีพยานในที่นี้ด้วยบ้าง. ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังให้ดี ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป.
น.480 ข้อแรกที่ว่า เราจะต้องมีครูบาอาจารย์นั้น ขอให้เป็นที่ยุติถูกต้องกันทั่วไป ไม่มีข้อคัดง้างกันเสียก่อน. ให้พิจารณาให้เห็นว่า คนเราเกิดมาไม่รู้อะไร ต้องมี ผู้สอน ผู้ชักนำ ผู้ชักจูง ; แล้วก็ต้องมีหลักสำหรับยึดถือ และมีที่เคารพสำหรับ ใช้ทำความเคารพ เพื่อจะประพฤติตามหลักที่ยึดถือ ให้สำเร็จประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนได้ ; เพราะฉะนั้น สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพนั้นเป็นของสำคัญ. เราอยู่ กันมาได้ทุกวันนี้ ด้วยความสงบสุข ก็เพราะมีที่เคารพ. เราเรียกท่าน อาจารย์ว่า " ท่านอาจารย์ .... " นี้ก็หมายความว่า เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นที่เคารพ : มิฉะนั้น เราก็ไม่เรียกท่านว่า ท่านอาจารย์. ความหมายสำคัญ อยู่ตรงที่จะต้องมีความรู้สึกเคารพ. เมื่อมีความเคารพแล้ว ก็จะ มีความรู้สึกอย่างอื่นตามมา เช่นความเชื่อฟัง, การปฏิบัติตาม, หรือการเห็นอก เห็นใจ, หรือการไม่กล้าทำอะไรให้ผืนใจของท่าน ; เมื่อเป็นดังนี้ ก็ย่อมเป็น หนทางให้มีแต่การกระทำที่ดี ที่งาม เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านสืบต่อไป. เดี๋ยวนี้ เราประชุมกัน เพื่อบำเพ็ญทักษิณานุปทานกิจ มีประการต่างๆ เพื่อท่านที่เคารพนั้น ก็ด้วยเหตุที่มีความเคารพอีกนั่นเอง. ขอให้นึกถึงคำว่า บุคคลอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความเคารพนี้ อยู่ในใจตลอดเวลา ที่จะได้ฟังธรรมเทศนาต่อไปด้วย. คำว่า ที่เคารพ นั้น ควรจะนึกถึงให้ไกลเลยลงไปถึง บุคคลที่แรกที่สุด ซึ่ง เรียกว่า "บุพพาจารย์" คือบิดามารดา. บิดามารดาตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพ สักการะและเป็นอาจารย์ ; แต่ว่าคำพูดในภาษาไทยของเรา ไม่ได้เรียกว่าอาจารย์, หรือไม่ได้เรียกว่าครู, เรียกกันว่าบิดามารดา นั้นก็เพราะเพ่งเล็งถึงอาการสำคัญ อีกอย่างหนึ่ง คือผู้ที่ให้กำเนิดมา. ชีวิตของเราได้มาจากบุคคลทั้งสองนี้, คน ทั้งสองนี้ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นบิดามารดา ; แต่แล้วเราอย่าลืมไปว่า บิดามารดานั้น ไม่เพียงแต่ให้กำเนิดชีวิตเรามา ; แต่ท่านได้ทำหน้าที่ ของครูบาอาจารย์ด้วย,
น.481 คือสอนสารพัดอย่าง, สอนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หรือสอนมาตั้งแต่ลืมหูลืมตามา ในโลกนี้ทีเดียว. ที่สำคัญที่สุดก็สอนให้รู้จักกินอาหาร, สอนให้รู้จักป้องกันอันตราย จึงได้รอดชีวิตมาได้ดังนี้, แล้วก็สอนให้รู้จักทุกๆ สิ่งที่คนเราควรจะรู้ในเบื้องต้น. เพราะฉะนั้น, บิดามารดา จึงเป็นอาจารย์ยิ่งกว่าบุคคลใด และ เป็นอาจารย์ ก่อนกว่าบุคคลใดทั้งหมด เราจึงได้เรียกว่า “บูรพาจารย์". เมื่อดูอีกทางหนึ่ง บิดามารดาก็เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ ตรงกับคำว่า “ครุฐานียบุคคล" ด้วยเหมือนกัน บิดามารดา ตั้งอยู่ในฐานะที่ควรเคารพแก่บุตร มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ; แต่ความรักในฐานะที่เป็นบิดามารดามีมากกว่า จึงไม่ได้ เรียกว่าครู ทั้ง ๆ ที่มีความเป็นครูอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ที่เนื้อที่ตัวของบิดามารดา และทุกเวลาทั้งหลับและทั้งตื่น ; เพราะฉะนั้น เราควรจะนึกถึงครู คือบิดามารดา ก่อนพวกอื่นหมด. นี่คือครูในฐานะที่เป็นครุฐานียบุคคล คนหนึ่งทีเดียว. ทีนี้กล่าวเลยไปถึง ผู้ที่รับหน้าที่ต่อมา คือ ครูที่โรงเรียน, หรือ อุปัชฌาย์ อาจารย์ที่วัด นี่ก็ล้วนแต่ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นครู. เราเรียกชื่อต่าง ๆ กันไปว่า เป็นครูบาอาจารย์ก็มี, เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ก็มี. แต่ความหมายอยู่ในที่ที่เดียวกัน อย่างหนึ่งคือผู้ที่ควรเคารพ, ครูก็ควรเคารพ, อุปัชฌาย์ก็ควรเคารพ, อาจารย์ ก็ควรเคารพ. ในตอนนี้อยากจะให้ท่านทั้งหลายได้ทราบหรือจะได้พิจารณากันโดยละเอียด สักหน่อย ว่าครูอุปัชฌาย์อาจารย์นี้เป็นอย่างไร ? คือบุคคลชนิดใด ? ถ้าเราจะถือเอา ภาษาไทยเป็นหลัก ย่อมฟั่นเฝือ เพราะเรียกกันอย่างฟั่นเฝือ ; ฉะนั้นเราจะถือ เอาภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤตเป็นหลัก และถือเอาตามที่ใช้กันอยู่ในประเทศอินเดีย ในครั้งโบราณกาล. ถ้าถือเอาอย่างนี้แล้ว ความหมายก็จะต่าง ๆ กันไป, แต่ละ
น.482 คำ ๆ ไม่เหมือนกัน และจะต้องย้อนมาจากคำว่า "อาจารย์" ก่อนแล้วจึงถึง "อุปัชฌาย์" แล้วจึงจะถึง "ครู" . คำว่า อาจารย์ นั้น หมายถึงผู้ฝึกฝนทั่วไป แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ การฝึกฝนในทางมรรยาท ในทางกิริยา หรือการประพฤติต่อสังคมเป็นส่วนใหญ่ ; เรียกได้ว่า เป็นผู้ฝึกในทางมรรยาทในทางสังคม. คำว่า อุปัชฌาย์ ในภาษาท้องถิ่นในอินเดียแต่โบราณนั้นหมายถึง อาจารย์ เฉพาะวิชา อาจารย์ที่ศิษย์จะต้องเพ่งเล็งเฉพาะวิชา ได้แก่อาจารย์ที่สอนวิชาอาชีพ นั่นเอง. อาจารย์ที่สอนอาชีพให้อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น เขาเรียกว่าอุปัชฌาย์ แม้แต่ สอนร้องเพลง สอนดนตรี, นี้ก็เรียกว่าอุปัชฌาย์ในวิชานั้น ๆ ; เป็นผู้ที่ศิษย์ จะต้องเพ่งเล็งเฉพาะเจาะจงลงไปในวิชาใดวิชาหนึ่ง หน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง ; นี้เป็น คำที่ใช้ทั่วไป อย่าเพ่อนึกถึงความหมาย โดยวงแคบในพุทธศาสนา. โดยวงแคบในพระพุทธศาสนา คำว่าอุปัชฌาย์หมายถึงผู้ชักนำเข้าสู่การ อุปสมบท เพื่อให้สงฆ์ให้อุปสมบทแก่บุคคลนั้น ; เพราะฉะนั้น อุปัชฌาย์ในกรณี อย่างนี้ มีความหมายที่ลึกซึ้ง ก็คือผู้ที่ทำให้บุคคลคนนั้น มีอาชีพร่วมกันกับภิกษุสงฆ์ ที่เรียกว่ามีสิกขา และสาชีพกับภิกษุทั้งหลายนั่นเอง. เรายังเข้าใจผิดกันอยู่มาก ในคำ ๆ นี้ คล้าย ๆ กับว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้ให้อุปสมบท, โดยที่แท้แล้วคณะสงฆ์ต่างหาก เป็นผู้ให้อุปสมบท อุปัชฌาย์เป็นผู้รับประกัน และรับรองบุคคลคนนั้น เพื่อให้สงฆ์ ให้อุปสมบท ; เพราะฉะนั้น อุปัชฌาย์จึงเป็นที่เพ่งเล็งของอุปสัมปทาเปกข์ : คือ ผู้บวชจะต้องเพ่งเล็งเฉพาะต่ออุปัชฌาย์นั้น ผู้นั้นจึงได้ชื่อว่าอุปัชฌาย์, และผู้นั้น ก็ได้ทำให้สำเร็จประโยชน์ในการที่ทำให้ภิกษุบวชใหม่นั้น มีสิกขา และสาชีพ คือ อาชีพเนื่องกันกับภิกษุทั้งหลาย. พิจารณาดูอย่างนี้ก็ยังเห็นได้ว่า คำว่าอุปัชฌาย์นั้น หมายถึงผู้ให้ความสำเร็จในอาชีพอยู่ตามเดิม เป็นความหมายที่กว้างขวางทั่วไป ไม่ว่า ในวิชาอาชีพชนิดไหน.
น.483 ทีนี้ก็มาถึงคำว่า " ครู " คำว่าครูในที่นี้ มีความหมายเป็น ผู้นำในทาง วิญญาณ : คือบรรดาวิชาความรู้ที่ลึกซึ้งทางจิตทางใจ ทางวิญญาณ ที่ครูธรรมดา สามัญสอนให้ไม่ได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของครูชนิดนี้ คือเป็นผู้นำในทางวิญญาณ, นำวิญญาณให้เดินไปให้ถูกทาง ของสิ่งที่เป็นกุศล เพื่อให้ชนะได้ทั้งโลกนี้ ชนะได้ ทั้งโลกหน้า และให้ชนะได้จนเหนือโลกเป็นต้น ; นี่เรียกว่าผู้นำในทางวิญญาณ. หน้าที่ครูสูงกว่าอาจารย์ ผู้ฝึกหัดในทางมรรยาท. และ สูงกว่าอุปัชฌาย์ ที่สอนวิชา อาชีพ. ถ้าเราพิจารณาให้ดี เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นผู้นำ ทางวิญญาณ หรือเป็นบรมครูของเรา, เพราะว่าเป็นผู้นำวิญญาณให้เป็นไปในทางสูง ๆ สูงขึ้นไป จนสูงเหนือโลกที่เรียกว่า โลกุตตระได้. ขอทบทวนใหม่ ซึ่งท่านทั้งหลายจะต้องกำหนดจดจำตามตัวหนังสือไว้ก่อน ว่า : อาจารย์นั้นคือผู้ฝึกมรรยาท หรือฝึกวิชาทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งสอนหนังสือ. ส่วน อุปัชฌาย์ นั้น คืออาจารย์ผู้สอนอาชีพ ใดอาชีพหนึ่งโดยเฉพาะ. ส่วน ครูนั้น คือผู้นำในทางวิญญาณ อันเป็นความรู้ที่ลึกไปกว่าธรรมดา. พิจารณาดูเถิดว่า มันต่างกันมาก และมีอยู่เป็นระดับ ๆ กัน. อย่างนี้ในภาษาที่ใช้อยู่ในประเทศอินเดีย สมัยโน้น ; แต่พอมาถึงสมัยนี้ ในประเทศไทยเราโดยเฉพาะคำว่า "ครู" เข้ามาแทน ที่อาจารย์ และเรียกคนที่เป็นครูได้ทั่วไปหมด แม้แต่ครูสอนหนังสือ หรือครูสอน อาชีพ คำจึงฟั่นเฝือปนเปกัน ; เราพูดกันอย่างภาษาไทยก็ต้องเอาตามภาษาไทย. แต่ถ้าพูดตามภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตแต่เดิมแล้ว ก็ต้องเอาอย่างภาษานั้น ๆ และ ได้ความตามนั้น แล้วท่านทั้งหลายก็ไปพิจารณาดูเอาเอง ว่าครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ นี้ต่างกันอย่างไร. ท่านอาจารย์ของเราผู้ล่วงลับไปแล้ว ท่านก็ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ; เพราะว่าทางหนึ่งท่านก็สอนเรื่องเบ็ดเตล็ดเล็กๆ น้อยๆ เรื่องกิริยามรรยาท
น.484 เรื่องหนังสือหนังหา แก่คนบางคน. อีกทางหนึ่งท่านก็ตั้งอยู่ในฐานะสอนวิชาเฉพาะ ที่จะช่วยบุคคลผู้นั้นให้รอดชีวิตได้ ในการทำอาชีพ ในทางหนึ่งท่านก็เป็นผู้นำ ทางวิญญาณ คือเป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิบัติที่เป็นกุศล ปฏิบัติทำบุคคลให้ก้าวหน้า ไปในทางสูงของจิต ของวิญญาณ ; นี่จึงเรียกว่า เป็นทั้งครูอุปัชฌาย์อาจารย์ พร้อมกันไปในตัว เจือกันไปในตัว แต่เราเรียกท่านว่า "ท่านอาจารย์เพชร" เฉย ๆ อย่างนี้. ถ้าพิจารณากันเพียงเท่านั้น มันยังไม่พอ จะต้องพิจารณาดูให้ดีว่า ท่าน เป็นทั้งผู้ฝึกมรรยาท, ท่านเป็นทั้งผู้สอนวิชาชีพ, ท่านเป็นทั้งผู้นำในทางวิญญาณ. คำว่า "ครู" มีความหมายกว้างขวางอย่างนี้. เมื่อเราทบทวนดูให้ดีก็จะเห็นว่า ผู้ที่เป็นบิดามารดาก็ยังเป็นครู คือสอน ทางมรรยาทก็สอน, สอนวิชาอาชีพก็สอน เป็นผู้นำในทางวิญญาณมากน้อย ตาม ความสามารถของท่าน. นี่จะเห็นได้ว่า ที่เราเรียกรวม ๆ กันว่า ครูบาอาจารย์ นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย, และมีความหมายแตกต่างกันอยู่เป็น ๓ อย่าง ว่าผู้ฝึก มรรยาทก็มี. ผู้สอนอาชีพก็มี, ผู้นำในทางวิญญาณก็มี. ยิ่งพิจารณาดูให้ดีก็ยิ่ง พอใจในพระคุณของท่าน ; และบิดามารดายังมีความหมายมากเป็นพิเศษ ในฐานะ เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิต ให้เป็นคนขึ้นมาได้ดังนี้. ทีนี้เราจะได้พิจารณากันถึงคำว่า "ครูในฐานะที่เป็นครุฐานียบุคคล". ใคร ๆ อย่าได้ประมาทเลยว่าคนเราจะไม่ต้องมีครู, และอย่าได้ประมาทเลยว่า คนแต่ละคนจะไม่เป็นครู ; เพราะว่าแม้ที่สุด แต่ท่านเหล่านั้นจะอยู่นิ่ง ๆ ท่าน ก็ยังเป็นครู. สมมติว่าท่านอาจารย์เพชร จะนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ, ท่านก็ยัง เป็นครู หมายความว่าเมื่อเรามองดูท่านที่นั่งนิ่ง ๆ นั้น เราต้องเข้าใจอะไรอย่างใด
น.485 อย่างหนึ่ง จนไม่กล้าทำอะไรลงไปให้ผิดความประสงค์ของท่าน ; เพราะเราเกรง ใจท่าน เพราะเรารักท่าน, และเพราะเรารู้จิตใจของท่าน ว่าต้องการอะไร ดังนั้น เพียงแต่ท่านนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ปริปากเลย ท่านก็เป็นครูของเราเต็มที่ทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่ แล้ว จึงไม่ต้องพูดกันถึงการที่ท่านจะต้องปริปาก. หรือบางทีสมัยหนึ่ง ท่านจะต้อง จับไม้เรียวขึ้นเฆี่ยนตีเด็กบางคน หรือจะได้พร่ำสอนภิกษุสามเณรสืบมาตามลำดับ จน กระทั่งถึงว่า ในสมัยที่ท่านพูดอะไรไม่ได้ นั่งอยู่นิ่ง ๆ ก็ยังเป็นครู แม้เหลืออยู่แต่ ร่างกายในหีบศพในลักษณะเช่นนี้ ท่านก็ยังเป็นครู, แม้ว่าจะได้เอาไปเผาเอาอัฐิไป บรรจุไว้ในเจดีย์แล้ว ท่านก็ยังตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นครู คือเราจะต้องมีความเคารพต่อ ท่าน ; และความปรากฏอยู่ แห่งสรีระของท่าน หรือเกียรติคุณของท่าน หรือ อะไรของท่าน. ทั้งหมดนั้นจักเป็นครู คือว่าจักเป็นเครื่องชักจูงจิตใจ, หรือว่า จะช่วยให้บุคคลเกิดความรู้สึกระลึกนึกคิด ไปตามทางที่ท่านต้องการให้เป็นไป และ เราก็มีความเคารพนับถือ มีความกตัญญูกตเวทีต่อท่านก็ต้องทำตามที่เรารู้สึก ว่าท่าน มีความต้องการจะให้ทำ ; เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นครูตลอดเวลาแม้ว่าจะต้องบรรจุ อัฐิของท่านเข้าไปในเจดีย์แล้ว. นี่แหละ คือข้อที่ว่าเราจะต้องนึกถึงบุคคลที่เรียกว่า “ครู ๆ" นี้ กันอย่างไรบ้าง ซึ่งกินความไปถึงบิดามารดา ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ; นี้คือ ครู ในฐานะที่เป็นบุคคลอย่างมนุษย์. ต่อไปนี้ก็จะได้กล่าวถึง ครู ในฐานะที่ไม่ใช่บุคคล คือเหตุการณ์ เป็นต้น ถ้าคนเรามีสติปัญญา สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นครูได้. ว่ากันโดยที่แท้แล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็เป็นครูอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ เกี่ยวข้องกับคนเราเป็นประจำวัน คือการงานที่เราทำอยู่ทุกวัน, หรือว่าเหตุการณ์ที่ ผ่านมาในชีวิตของเรา, หรือว่าตัวชีวิตนั่นเอง ที่ได้ประสบสิ่งต่าง ๆ มามากแล้ว มันก็เป็นครู. การงานที่เราทำอยู่ทุกวัน ๆ มันสอนเราให้เราฉลาดขึ้น, ให้รู้จักทำ
น.486 ให้ดีขึ้น การงานนั้น มันก็เป็นครูของเรา. เหตุการณ์ที่ผ่านมา เช่นการตกทุกข์ ได้ยาก, การรวยแล้วจน, ยากเจ็ดที มีเจ็ดหน, อะไรทำนองนี้ มันก็เป็นครู. สิ่งต่าง ๆ ที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตจิตใจของเราทั้งหมด ทั้งสิ้นนี้ ล้วนแต่เป็นครู, เรา ก็ฉลาดขึ้นเพราะสิ่งนี้มากกว่าอย่างอื่น. จงคิดดูให้ดี ว่าสิ่งที่เรียกว่าครูนั้น ไม่ใช่มีแต่บุคคล ; แม้แต่ การงานและ ชีวิตนั้นเอง มันก็เป็นครูได้ ; แต่คนโง่ ๆ ไม่สนใจ แล้วก็กลับประมาท แล้วก็ อวดดี ไม่ให้ความเคารพแก่ครูชนิดนี้ เขาจึงโง่ไปจนตาย ; ถ้าว่าจะได้สนใจกัน ให้ดี ๆ มีความเข้าใจถูกต้องแล้ว ครูชนิดนี้ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะได้พิจารณา กันต่อไป คือจะชี้ให้เห็นในข้อที่ว่า แม้แต่ความผิดก็เป็นครู. การกระทำที่ทำลงไปผิด ที่ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส นั่นแหละ เป็นครู ; เพราะมันสอนอย่างแท้จริง สอนอย่างรุนแรง. สำหรับความถูกนั้น ไม่ค่อยเป็นครู. ข้อนี้เป็นอย่างไรลองพิจารณาดูกันให้ดี. เมื่อเราทำผิดเราก็ได้รับ โทษ ได้รับทุกข์ มันก็เจ็บปวด มันก็คิดมากนึกมาก, มันก็เป็นครูสอนให้มาก. แต่ถ้าเราทำถูกได้รับผลเป็นที่พอใจ ก็สนุกสนานเพลิดเพลินไปเสีย ไม่รู้จักครู ไม่ ขอบใจครู ไม่รู้ว่ามันเป็นครู. นี้แหละระวังให้ดี ๆ ความทุกข์นั้นเป็นครู ; แต่ ความสุขนั้นไม่ค่อยจะเป็นครู กลับจะเป็นผู้ชักชวนให้เหลิงเจิ้งฟุ้งเฟ้อไปเสียอีก. จงพอใจที่จะพิจารณา ให้ดีว่า ความผิดพลาด นั้นเป็นครู; ความ ทุกข์ยากลำบาก นั้นเป็นครู และเป็นครูอย่างยิ่ง ; ส่วนความถูก หรือความ สนุกสนาน สบายนั้น มีแต่หลอกลวง ให้เข้าใจผิดต่อโลก ต่อชีวิตนี้, ช่างไม่ เป็นครูเอาเสียเลย. เราจง ขอบใจความทุกข์ยาก ลำบาก หรือแม้แต่ความผิดพลาด ที่เมื่อทำลงไปแล้วได้รับความลำบากแสนสาหัส ว่านี้ก็เป็นครูอย่างยิ่ง. ครูชนิดนี้
น.487 เราไม่ค่อยสนใจ เราไม่ค่อยให้ความเคารพ นั้นมันเป็นความโง่ของเราเอง เราจึงได้ อะไร ๆ จากครูชนิดนี้น้อย เมื่อเราได้น้อยเราก็ต้องทำผิดอีกต่อไป เราก็ต้องมีความ ยากลำบากมากมายอีกต่อไป. แต่ถ้าสนใจให้ดี ๆ แล้ว จากความผิดพลาด หรือ ความทุกข์ยากลำบากนั้น เราจะได้ความรู้ที่ดีที่สุด และสอนให้เราทำถูกไม่มีผิดอีก ต่อไป. ทีนี้จะดูกันต่อไปอีกว่า ครูที่ไม่ใช่บุคคล นี้ยังมีอย่างละเอียดลึกซึ้งอยู่อีก ประเภทหนึ่ง คือ ตัวธรรมชาติ นั้นเอง. ที่เรียกว่า "ธรรมชาติ" นี้ เราหมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ตามธรรมดาเช่น ก้อนหิน ต้นไม้ แผ่นดิน ความร้อน ความหนาว ทุกสิ่งทุกอย่าง, และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย กิเลสบ้าง ความทุกข์บ้าง ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติในจิตใจของคนเรา ; นี้คือธรรมชาติที่จะเป็นครูอันวิเศษ. เราจะต้องดูให้ดีๆ ให้รู้จักครูชนิดนี้, หรือ ครูตัวนี้ ครูคนนี้ให้ถูกต้อง คือธรรมชาติ, ธรรมชาติที่จะต้องเกิดแก่ เจ็บตาย ธรรมชาติที่จะต้องเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ธรรมชาติที่เป็นกิเลสเกิดขึ้น แล้วจะต้องร้อนรน, ธรรมชาติที่ไม่ใช่กิเลสมีอยู่แล้ว ก็สงบเย็น, อีกมากมาย หลายสถาน ที่เป็นตัวธรรมชาติ และเป็นกฎของธรรมชาติ. ธรรมชาตินี้เป็นครู, เป็นครูอยู่ ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกเวลา และเราได้รับความฉลาดขึ้นมาจากครูตัวนี้ ยิ่งกว่าครูชนิดไหน, ลึกซึ้งยิ่งกว่าครูชนิดไหน, ถ้าจะกล่าวให้ดี ก็อาจจะกล่าวได้ทีเดียวว่า ธรรมชาติสอนนี้ดีกว่า พระพุทธเจ้าสอน ; ถ้าท่านไม่เข้าใจท่านก็คงจะคัดค้าน ในการที่จะกล่าวว่า “ธรรมชาติสอนดีกว่าพระพุทธเจ้าสอน". พระพุทธเจ้าสอน ในที่นี้ หมายถึง บุคคลที่เป็นพระพุทธเจ้าสอน ด้วยปาก, สอนด้วยเสียง ตามแบบที่คนสอน ๆ กัน นี้ก็อย่างหนึ่ง ; เรียกว่าพระพุทธเจ้าสอน. ส่วน ธรรมชาติสอน นั้น ไม่มีบุคคล
น.488 ที่ไหนมาสอน แต่ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดอยู่ในใจนั้น มันสอน เช่นพอกิเลสเกิดขึ้น มันก็สอนให้รู้ว่าร้อนอย่างไร ; เจ็บปวดอย่างไร เป็นทุกข์อย่างไร ; เมื่อไม่มีกิเลส มันก็สอนให้รู้ว่า สงบเย็นอย่างไร. ธรรมชาติสอนนี้ ชัดเจนแจ่มแจ้งเฉียบขาดเด็ดขาด ประจักษ์แก่ใจอย่างยิ่ง ไม่เหมือนกับที่บุคคลสอนซึ่งเป็นเพียงคำพูด ต้องเอาไปคิดไปนึก ไปศึกษา ไปปฏิบัติ อีกต่อหนึ่ง ไม่ทันทีทันควัน เหมือนที่ธรรมชาติสอน ; เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวว่า ธรรมชาติสอน ดีกว่าพระพุทธเจ้าสอน. และเพราะเหตุนั้นเอง พระพุทธเจ้า ท่านจึงได้ตรัสว่า : "ท่านทั้งหลายอย่าเชื่อคำ ที่ตถาคตกล่าวในทันที. ท่าน ทั้งหลายจะต้องไปพิจารณาดู ให้รู้จักสิ่งที่มีอยู่ตามเป็นจริง ในจิตใจ ในชีวิต แล้วเห็นจริง แล้วจึงเชื่อคำของตถาคต". เช่นสอนว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นกิเลส เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ; อย่างนี้ มันก็เชื่อทันทีไม่ได้ เพราะ ไม่เข้าใจ แต่ถ้าไปรู้จักตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง เสียจริง ๆ แล้ว มัน ก็จะรู้ทันทีและถึงที่สุด ว่าเป็นความทุกข์อย่างไร ; เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่านจึงสอนว่า อย่าเชื่อตถาคต แต่ให้เชื่อตัวเองที่ได้รู้สึก หรือได้เกี่ยวข้อง กับสิ่ง นั้น ๆ ตามที่ตถาคตสอน. เช่นพระตถาคตสอนเรื่องความทุกข์ ท่านทั้งหลาย จะต้องเข้าถึงตัวธรรมชาติคือความทุกข์เสียก่อน จึงจะรู้จักความทุกข์ และเข้าใจ ความทุกข์ ; แม้จะสอนเรื่องความดับทุกข์ ก็ต้องปฏิบัติ ๆ ๆ จนตัวความดับทุกข์ ปรากฏเสียก่อน จึงจะรู้จักตัวความดับทุกข์. · การที่ ความทุกข์ปรากฏ หรือ ความดับทุกข์ปรากฏนี้เป็นตัวธรรมชาติ ปรากฏ เป็นการสอนของธรรมชาติ ; เพราะเหตุฉะนี้แหละ เราจึงเห็นได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้าก็ทรงโอนหน้าที่ หรือโยนหน้าที่อันนี้ไปยังธรรมชาติ ; ให้เราเข้าไป ติดต่อกับธรรมชาติแล้วให้ธรรมชาติสอน. พระองค์จึงได้ตรัสว่า ตถาคตเป็นแต่ผู้
น.489 ความทุกข์ ความดับทุกข์ หรือเหตุให้เกิดทุกข์ หรือทางให้ถึงความดับทุกข์ เรื่อง มรรคผล นิพพาน อะไร ๆ ก็ถามตัวเองได้, ตัวเองอาจจะตอบได้ และได้ดีที่สุด กว่าที่คนอื่นจะตอบให้; เพราะฉะนั้นในที่สุด เมื่อบุคคลได้บรรลุถึงธรรมะ อันสูงสุดแล้ว ก็กลายเป็นครูแก่ตัวเอง มีตัวเองเป็นครูอันสูงสุด ดังนี้. แต่พิจารณาดูให้ดีแล้วก็จะเห็นได้ว่า ตัวเองในที่นี้ นั้นก็คือธรรม หรือ พระธรรม อีกนั่นเอง, เพราะว่าพระธรรมได้มีอยู่ในจิตใจอย่างสมบูรณ์ อะไร ๆ จึงมีครบถ้วนอยู่ในจิตใจ ; เพราะฉะนั้นจึงอาจจะแสวงหา หรือจะถาม หรือจะ ซักไซ้อะไรได้จากจิตใจของตัวเอง โดยไม่บกพร่อง, โดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่ ประการใด ดังนี้. คนอย่างนี้เรียกว่า คนที่เต็มเปี่ยมแล้ว คือเป็นพระอรหันต์. คำว่า พระอรหันต์ หมายถึง บุคคลที่ไปจนถึงความเต็มเปี่ยมของความ เป็นคน, เป็นไปจนถึงความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, เป็นผู้ควรแก่คำว่า มนุษย์. ถึงที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์ ก็เป็นครูแก่ตัวเองได้, แล้วก็เป็นผู้หนัก ต่อตัวเอง มีความเคารพต่อตัวเอง เป็นผู้หนักในพระธรรมที่มีอยู่ในลักษณะที่สมมติ เรียกว่า "ตัวเราเอง" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "อตฺตทีปา อตฺตสรณา ; ธมฺม ทีปา ธมฺมสรณา ; เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นดวงประทีป, จงเป็นผู้มีตน เป็นสรณะ คือมีธรรมะเป็นดวงประทีป, มีธรรมะเป็นสรณะ ดังนี้. นี่เรียกว่า เรามีครุฐานียธรรมถึงที่สุด, มีบุคคลที่เป็นครูถึงที่สุด มีธรรมชาติที่เป็นครูถึงที่สุด ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับแล้ว ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบ พระพุทธศาสนาเลย. ในที่สุดนี้ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้พิจารณาดูให้ดีว่า คำพูดเพียงคำเดียวว่า "ครู ๆ" นี้มีความสำคัญอย่างไร ? ซึ่งจะทบทวนอีกครั้งหนึ่งโดยย่อ ๆ ว่า, ครูที่เป็น บุคคลก็มี, คือ บิดา มารดา ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ ที่เราเรียกกันอยู่ทั่วไป.
Buddhadasa