Buddhadasa.org

พุทธิกจริยธรรม ครั้งที่ ๑๓ — มนุษย์ - ศูนย์

พุทธิกจริยธรรม —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.440 สุขแท้ สุขเย็น เยือกเย็น เพราะสติปัญญา เพราะการประพฤติกระทำถูกต้อง ไม่ถูก เผาลนด้วยกิเลส หรือด้วยเหยื่อของกิเลส. มนุษย์เราควรจะรู้ว่า อะไรเป็นสุก ก. อะไรเป็นสุข ข. แยกกัน ให้เด็ดขาดเสียก่อน. ถ้าพวกครูบาอาจารย์จะมัวไปเมาในสุก ก. สะกด อยู่ละก็ มันก็จะนำลูกศิษย์ไปสู่อะไรก็ลองคิดดู ; มันไม่ใช่อุดมคติปลายทางของการศึกษา เสียแล้ว. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเห็นได้ว่า มีการสับเปลี่ยน เอาไปสับเปลี่ยนกันเสียเรื่อย ; แล้วครูบาอาจารย์บางคนก็กำลังไปมึนเมากับสุก ก. สะกดนี้ด้วยเหมือนกัน. ถ้าจะ สะสางปัญหาข้อนี้กันให้ถูกต้อง ก็ต้องสะสางปัญหาเรื่องนี้กันเสียก่อนว่า สุก ก. สะกด หรือสุข ข. สะกดกันแน่; แล้วครูบาอาจารย์จะต้องมีอุดมคติ คือสุขแท้จริง, คือสุข ข. สะกดกันเสียก่อน จึงจะพูดเรื่องอื่นกันได้. การศึกษาก็เหมือนกัน เราหมายถึงนามธรรม ไม่ใช่ตัวครูบาอาจารย์จะ ต้องมีอุดมคติ มีเจตนารมณ์ มีอะไรมุ่งไปยังสุก ก. สะกด แต่ต้องมุ่งไปยังสุข ข. สะกด กันเสียก่อน โลกนี้จึงจะมีสันติภาพถาวร คือสุข ข. สะกด, ไม่ใช่สุก ก. สะกด ซึ่งเราหมายถึงวัตถุนิยม. เรื่องหลงทางวัตถุนิยมนี้แหละเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ; เพราะว่าทำให้โลกนี้ไม่พอยิ่งขึ้น เพราะทุกคนระดมไปต้องการวัตถุคราวเดียวกันมากๆ จนวัตถุทั้งหมดในโลกนี้มีให้ไม่พอ, หรือว่าแม้วัตถุในโลกนี้จะมีเพิ่มขึ้นอีกสัก ๑๐ เท่า ๑๐๐ เท่า มันก็ยังไม่พออยู่นั่นแหละ ถ้าไปนิยมสุก ก. สะกด กันมากขึ้น ; แต่ถ้าไป นิยมสุข ข. สะกด มันเหลือเสียอีก ; วัตถุในโลกนี้จะเหลือ เกินกว่าที่มนุษย์ต้องการ เสียอีก. ขอให้ไปคิดดูให้ดีว่า มนุษย์เราในโลกนี้ กำลังลำบากยุ่งยาก เดือดร้อน เป็นทุกข์อยู่. เป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่ด้วยสิ่งที่เกินความจำเป็นทั้งนั้น, สิ่งที่เกิน ความจำเป็นของร่างกายของชีวิตจิตใจ ของอะไรทั้งนั้น ที่มันทำความยุ่งยากลำบากให้.

น.441 ถ้าเราเอามาเท่าที่จำเป็นแก่ชีวิตแล้ว แทบจะไม่มีอะไรมาทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก วุ่นวายกันได้. ในโลกทั้งโลกนี้พากันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเรา ; ประเทศไทยเราบางที่จะเดินตามหลังเขาต้อย ๆ ไปเสียอีก. ประเทศที่เจริญมากนั้น กำลังทุกข์มาก. ความทุกข์นั้นมีมูลมาจาก สิ่งที่เกินไปจากความจำเป็นของ ธรรมชาติ หรือของร่างกาย ของชีวิตจิตใจทั้งนั้น. ทีนี้เขาไปเพิ่มในส่วนนั้นมาก ขึ้นไป เร่งในส่วนนั้นมากขึ้น ; โลกนี้มันก็เต็มไปด้วยความยุ่งยาก วุ่นวายมากขึ้น ; และเป็นอย่างนี้ มันก็ขัดกันกับหลักของทางจริยธรรม. มันเป็นเรื่องโลกดิบ ๆ เป็นวัตถุดิบ ๆ เป็นอะไรทำนองนั้นไปเสีย ไม่ใช่จริยธรรม ถ้าถือเอาตามทางจริยธรรมแล้ว มันจะต้องเป็นความสุขที่ถูกต้อง ไม่ว่าจริยธรรมของศาสนาไหน หรือของนักจริยธรรมสายไหน จะต้องเป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น. ถ้าไปตกเป็นทาสของวัตถุแล้ว มันก็ถูกกันออกไปจากวงของจริยธรรม ไม่ถือเป็น ethics เพราะฉะนั้นในวงของจริยธรรมจึงไม่ยอมรับเอา dialectic materialism ว่าเป็นจริยธรรม อย่างนี้เป็นต้น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด. ฉะนั้น ข้อที่ ๑ จึงต้องคำนึงถึงความสุขที่แท้จริงก่อน. ข้อที่ ๒ Perfection คือความเต็ม ; จะเป็นเต็มของมนุษย์ หรือเต็ม ของความรู้สึกทางจิตใจ หรืออะไรก็ตาม, เราเรียกว่า ความเต็ม. นี้เราลองถามตัวเองดูทุก ๆ ท่านว่า เรากำลังเต็มหรือเปล่า. ความเต็มนี้ มันบอกได้ยาก ; เพราะว่าใคร ๆ ก็อยากจะพูดว่าตัวเองเต็มทั้งนั้น. ถ้าใครมาหาว่า ไม่เต็มละก็โกรธเป็นพืนเป็นไฟ ; แต่ความจริงนั้นมันเต็มหรือเปล่า. ตามหลักธรรม ในพุทธศาสนาถือว่า คนเต็มก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น ; เพียงขั้นพระสกิทาคา อนาคามี นี้ก็ยังไม่เต็ม ; เต็มต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น. นี่ระวังให้ดี เดี๋ยวมันก็จะไปศูนย์ หรือไป ว่าง อีกแล้ว.

น.442 พระอรหันต์ท่านมีจิตใจว่าง ว่างจากบวก ว่างจากลบ ไม่ over ไม่ under แล้วก็เป็นศูนย์ คือว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกู. ความรู้สึกว่า ตัวกู หรือของกู นี้มันทำให้ไม่เป็นบวกก็เป็นลบเสมอไป ; ไม่เป็น ๐ ได้. มันจะเป็น ๐ ได้ก็ต่อเมื่อหมดความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู ; นั่นแหละคือเต็ม มันไม่อยากอะไร มันไม่หิวอะไร มันไม่กระหายอะไร. นี้ถ้าใครยังหิว หรือกระหายอะไรอยู่ ทั้งทางรูปธรรม หรือนามธรรม ก็ตาม เรียกว่ายังไม่เต็ม ; มนุษยธรรมของ บุคคลผู้นั้นยังไม่เต็ม หรือว่าความสุขของเขายังไม่เต็ม, ความต้องการของเขายังไม่ เต็ม ก็แล้วแต่จะเรียก. ถ้ายังไม่เต็มอยู่เรื่อย มันก็ต้องกระวนกระวาย ระส่ำระสาย มันก็ต้องกระทบกระทั่งกัน ; เพราะฉะนั้นมันก็หาความสุขไม่ได้. โลกนี้หาความสุขไม่ได้ เพราะมนุษย์ยังไม่เต็ม, และไม่รู้จักความเต็ม. เราจะสมมุติว่าเต็มของความดี, เต็มของความถูกต้อง เต็มของความยุติธรรม หรืออะไรก็สุดแท้ เรียกได้ทั้งนั้นในทางสมมุติ ; แต่อย่าไปหลงว่า มันเป็นบวก. ถ้ามันเต็มแล้วมันจะเป็น • คือมีความรู้สึกว่า ว่างจากตัวกู ของกู มันจึงจะเป็น ความยุติธรรม เป็นความจริง เป็นความถูกต้องอะไรที่แท้จริง. ถ้าไม่เช่นนั้น มันจะเป็นความยุติธรรมที่เข้าข้างตัว, เป็นความถูกต้องที่เข้าข้างตัว ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเสมอไป. ขอให้ดูที่เขาทะเลาะวิวาทแย่งชิงกันซิ เขาถูกกันทั้งสองฝ่าย, เขายุติธรรมกันทั้งสองฝ่ายตามแบบของเขา. แต่มันไม่ตรงกันทั้งสองฝ่าย มันก็เลย ทำกันไม่ได้ เข้ากันไม่ได้. เพราะฉะนั้นที่เรียกว่าดีจริง ถูกต้องสวยงาม ยุติธรรม อะไรนี้จะต้องเป็นเรื่องถูกต้องของความที่ไม่มีความอยาก ความกระหาย ความหิว แห่งตัวกู ของกู. คำว่า Perfection หมายความอย่างนี้. นี้ที่ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ของมนุษย์อย่างหนึ่ง เป็นข้อที่ ๒.

น.443 ข้อที่ ๓ Duty คือหน้าที่ ; แล้วขยายความออกไปว่า Duty for the duty's sake - หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่. เดี๋ยวนี้เราทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ แก่หน้าที่ หรือว่าเพื่อเงิน หรือว่าเพื่อเลื่อนชั้น หรือว่าเพื่อชื่อเสียง หรือว่า เพื่ออะไร .. เรามาจับกันดู แล้วเมื่อไรมันจึงจะเป็น Duty for the duty's sake. มันก็ไม่มีพวกไหนอีกเหมือนกัน ถ้าจะพูดกันอย่างรวบรัดประหยัดเวลา ; ก็มีแต่ พวกพระอรหันต์เท่านั้นที่ "ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่". สำหรับบุคคล ธรรมดาแล้วยากอย่างยิ่ง ที่จะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ; มันต้องหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของตัวกู ของกู อยู่เสมอไป ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง. เราลองมองดูที่ นักศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักค้นคว้าอะไรก็ตาม ทำการค้นคว้าศึกษาจนลืมกินอาหาร ลืมลูก ลืมเมีย ลืมอะไรต่าง ๆ ลืมวัน เดือน ปี ค่ำ มืด หรือ สว่าง ; อย่างไรก็ดี ก็ยังไม่ถึงกับจะกล่าวได้ว่า หน้าที่เพื่อประโยชน์ แก่หน้าที่ ; เพราะยังหลงอะไรอยู่บางอย่าง, หวังจะได้อะไรอยู่บางอย่างเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นมีแต่พระอรหันต์ที่หมดกิเลส หมดโลภ หมดโกรธ หมดหลง หมดความ รู้สึกว่าตัวกู ของกู นี้เท่านั้น จึงจะเคลื่อนไหวอะไรไปด้วยกิริยา สักว่าเคลื่อนไหว ไปเพื่อกิริยา เท่านั้น, หรือว่าการกระทำนั้นเพื่อการกระทำนั้น ไม่ถึงผลของการ กระทำ. แต่การที่เอาอุดมคติข้อนี้ มาเป็นอุดมคติของคนธรรมดานี้ ก็เพื่อ ให้คนธรรมดานั้นถือหลักอย่างนั้น บากขั้นมุ่งหน้าไปในลักษณะอย่างนั้น ; เพราะว่าในขณะนั้นแหละมันทำให้เราเต็ม และมันทำให้เรามีความสุข. ในขณะใดที่เราทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่นั้น ลองพิจารณาดูเถิด ในขณะนั้นเราเป็น ๐ เป็นมนุษย์ ๐ , เป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ; ในเวลานั้นจะสงบเย็นที่สุด เป็นสุขที่สุด. ถ้าเราไปทำหน้าที่เพื่อเงิน เพื่อชื่อเสียง เพื่ออะไรเข้าละก็ มันตรงกันข้ามไปหมด, มันพร่อง มันหิวอยู่ แล้วมันจะเต็ม

น.444 ได้อย่างไร ; มันร้อนอยู่ แล้วมันจะสงบเยือกเย็นอยู่ได้อย่างไร. เพราะฉะนั้น อย่าได้ดูถูกดูหมิ่น ว่านี้มันเป็นอุดมคติ ใช้ซื้ออะไรกินไม่ได้ ; แต่ที่จริงมันยิ่ง ไปกว่าที่จะซื้ออะไรกินได้เสียอีก เพราะมันทำให้เต็มและเป็นสุข สำหรับอุดมคติ ที่ว่า "หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่". อาตมาอยากจะยืนยันเสียเลยว่า ท่านครูบาอาจารย์ หรือว่าครูบาอาจารย์ ที่ปรึกษา หรือศึกษานิเทศก์นี้ ยึดอุดมคตินี้แล้ว ท่านจะประสบความสำเร็จอยู่ทุกหน ทุกแห่ง. ทุกคนจะระดมกันรักท่าน ระดมกันเชื่อถือท่าน นับถือท่าน อะไรอย่างนี้ เป็นต้น. มันก็เป็นอันว่า เราใช้อุดมคติของจริยธรรมสากล ที่เรียกว่า Summum Bonum ข้อที่ ๓ นั่นเอง เอามาเป็นเครื่องมือ. ถ้าท่านยังไม่เชื่อ ก็อย่าเพ่อเป็น เอามาก ๆ จนถึงกับว่าไม่ลอง. ขอร้องให้ลองเสียก่อน แล้วจะค่อย ๆ พบความจริง ขึ้นมาทีละน้อย ; แล้วในที่สุดก็จะค่อย ๆ เกลียดที่ว่า "งานเพื่อเงิน" หรืออะไร ทำนองนี้มากขึ้นเป็นลำดับ. แล้วก็จะไปรัก "งานเพื่องาน" นี้ยิ่งขึ้นตามลำดับ แล้วก็สบาย, และจะสบายไปทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าส่วนตัว หรือที่เกี่ยวกับผู้อื่น ไม่ว่าในหน้าที่การงาน. ข้อ ๔ เรียกว่า Good will คือความปรารถนาดี ซึ่งตรงกันข้ามกับ Illwill นี้ก็อย่างเดียวกันอีก. มันต้องมาจาก ๓ อย่างข้างต้น ; หรือว่า Good will นี้ถ้ามีแล้ว มันให้อะไรแก่ ๓ อย่างข้างต้น ; ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาหมายถึง Good will ที่แท้จริง, คือว่าเราก็ปรารถนาดีต่อเขา อะไรอย่างนี้ แล้วเขาก็ปรารถนาดีต่อเรา. ทีนี้มันก็มีความปรารถนาดีต่อกันทั้งโลกหรือทั้งสากลจักรวาล ; นำไปสู่ความคิดที่ว่า ทุกชีวิตนี้เป็นชีวิตเดียวกัน, มนุษย์ทุกคนเป็นมนุษย์คนเดียวกันหรืออะไรทำนองนี้ เป็น Universal loving kindness ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการกันนัก คือ ให้รัก ถึงกับว่า เป็นผู้มีความทุกข์อย่างเดียวกัน, มีชีวิตเป็นคน ๆ เดียวกัน, มีปัญหาอย่างเดียวกัน,

น.445 ง่ายไปหมด ทุกคนจะเข้าใจกันดี ; แล้วการกระทำของเรามันจะดีไปในตัวมันเอง โดยไม่ต้องเจตนามากนักก็ได้, อย่างที่จะเรียกว่า subconscious อย่างนี้ก็ยังได้ คือมัน จะเคลื่อนไหวไปในทางที่ถูกต้องของมันเอง โดยเราไม่ค่อยรู้สึกสำนึกเลย แล้วมันจะ ง่ายสักกี่มากน้อยก็ลองคิดดู. ที่อาตมาอยากจะชี้ให้ละเอียดลงไปอีกส่วนหนึ่งก็คือว่า ในขณะที่มีจิตว่าง หรือเป็นมนุษย์ ๐ ตามหลักที่ว่านี้ ในขณะนั้นแหละจะสามารถทำอะไรได้สำเร็จ เหมือนกับปาฏิหาริย์, สำเร็จได้ง่ายเหมือนกับว่าปาฏิหาริย์ อย่างน่าอัศจรรย์. เราจะ ต้องทำจิตนี้ให้เป็น · เสียก่อน ; ถ้าเวลาอื่นทำไม่ได้, ถ้าเวลาที่อยู่ที่ออฟฟิศ หรือ อยู่ที่บ้าน หรืออยู่ในครัว อยู่ในห้อง ทำไม่ได้ละก็, เวลาที่ไปทำหน้าที่ศึกษา นิเทศก์นั้นจะต้องทำให้ได้, ชั่วโมงนั้น นาทีนั้น จะต้องเป็นมนุษย์ · ให้ได้. นี่แปลว่า มันไม่สามารถจะทำได้ตลอดเวลา ; เพราะว่าเราพิจารณากันดูแล้วจะเห็นว่า หน้าที่ของเรานี้มันยากมาก, เราดูสิว่า หน้าที่มันยาก แล้วเราจะต้องเป็นมนุษย์มีจิต เป็น · นี้อย่างไรกันเสียก่อน. ศึกษานิเทศก์ ที่จะนำครูไป หรือนำใครไปนี้ อย่างน้อยที่สุด เราต้อง มีความยอมให้ หรือ tolerance หรืออะไรนี้มากกว่าเขาผู้นั้นเสียอีก. เราต้องเป็น ฝ่ายยอมให้มากกว่า ที่จะให้เขายอมให้แก่เรา. ทีนี้ถ้าเราไปตั้งตัวเป็นผู้รู้กว่า เป็นผู้เก่งกว่า เป็นผู้บังคับบัญชาเบิ้มกว่า ; มันก็ตรงกันข้ามหมดกับหลักความจริง ที่ว่า เรายอมให้เขามากกว่า. ถ้าเรามีจิตเป็นบวก หรือเป็นลบนี้ มันยอมไม่ลง ; เป็นลบ มันก็ดื้อดึงไปตามประสาลบ, เป็นบวกมันก็ดื้อดึงไปตามประสาบวก - คือมัน ไม่มีสติปัญญานั่นเอง. ต่อเมื่อมันมีจิตเป็นว่าง เป็นศูนย์ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู มันยอมหมดในตัวมันเอง ; นั่นแหละกิริยาของท่านจะน่ารัก, คำพูดของท่าน น่าฟัง, ความรู้สึกหวังดีของท่านจะครอบงำจิตใจฝ่ายตรงกันข้าม. มันกลาย

น.446 เป็นว่า ท่านอยู่เหนือเขา และชนะเขาทั้งหมด ด้วยการที่ท่านยอมเขาทั้งหมด ; แล้วการยอมเขาได้ทั้งหมดนี้ได้มาจากความเป็นมนุษย์ ๐. หรือว่า จะมองกันอีกทีหนึ่งว่า การที่เราไปทำหน้าที่แนะนำเขา อย่างนี้ เราจะต้องมีความอดทน อดกลั้น มากกว่าเขาฝ่ายโน้น, ฝ่ายที่เขาจะได้รับคำ แนะนำจากเรา. ที่นี้เราไม่รู้สึกตัว เราเป็นบวก เป็นลบ เราไม่อดทนเลย ; แล้วก็จะไปให้เขาอดทนฝั่ง ให้เขาอดทนเชื่อ อะไรอย่างนี้, มันเป็นไปไม่ได้ ; มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่วิสัยที่จะทำได้. จะไปบีบบังคับ มันก็จะต้องมีความกดดันระเบิด ตูมตามออกมา. เพราะฉะนั้น หน้าที่มันก็ล้มเหลวไป แล้วก็โทษกันยุ่งไปหมด ว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนั้น, แล้วก็ไปฟ้องผู้บังคับบัญชายุ่งกันไปหมด. ที่แท้มันก็คือความเดือดพล่านกันยุ่งไปหมด ด้วยความเป็นมนุษย์ over, หรือ under ของทั้งสองฝ่าย ไม่มีความเป็น ๐ เลย. เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีธรรมะที่กันความรู้สึกว่า ตัวกู ของกูออก ไปเสีย ตามหลักของพุทธศาสนา หรือตามหลักของจริยธรรมสากลก็ตามใจ จนใน ขณะนั้น หรือชั่วโมงนั้นเราเป็นมนุษย์ ๐ ; เราต้องอดทนถึงขนาดเป็นมนุษย์ ๐ เราจึงจะชนะเขาได้. นี้เรียกว่าเราอดทนมากกว่าเขา, หรือจะเรียกว่าเราจะต้อง บังคับตัวเองมากกว่าเขา ในการที่เราจะไปสอนเขาแนะนำเขา. เราจะต้องมีการบังคับ ตัวเอง ที่เรียกว่า self - control, หรือความอดทน patience หรืออะไรทำนองนี้ คล้าย ๆ กันทั้งนั้น. แต่เราจะต้องมีความอดทน บังคับตัวเองมากกว่าเขา ; ถ้าเรา มีการบังคับตัวเองน้อยกว่าเขาแล้ว ไม่มีหวังที่จะจูงเขามาสู่ความประสงค์ของเราได้. นี่เราก็บังคับตัวเราไม่ได้อีกเหมือนกัน เหมือนกับที่แล้วมาว่า มันเดือดอยู่ด้วยตัวกู ของกู ในทางบวกบ้าง ในทางลบบ้างดังกล่าว.

น.447 สรุปกันเสียเลยทีเดียว ขืนพูดไปมันก็ไม่รู้จบ, กล่าวเสียเลยทีเดียวว่า : - เราจะต้องเป็นผู้ที่เข้าถึงอุดมคติของเรื่องนี้ลึกกว่าเขา. เพราะฉะนั้นขอให้ท่านที่เป็น ศึกษานิเทศก์เข้าถึงอุดมคติของ Summum Bonum - หรือความดีสูงสุดของมนุษย์ ยิ่งกว่าครูบาอาจารย์ทั่ว ๆ ไป. การเข้าถึงอุดมคตินี้มันป้องกันอะไรได้หมด ไม่มี ช่องทางที่จะไปดูถูกเขาหรืออะไรเขา ; ถ้าเราไม่เข้าถึงอุดมคติ เรามันจะอวดดี. เพราะว่าอุดมคติของเรื่องนี้มันมีอยู่อย่างที่กล่าวมาแล้ว ๔ ข้อ ; มันไม่มีตัวกู ของกู จับอยู่ที่ข้อไหนได้เลย ; มันเป็นความว่างจากสิ่งที่เป็นข้าศึก ที่เป็นกิเลสแก่กันอยู่ ตลอดเวลา. เพราะฉะนั้นขอให้สนใจอุดมคติส่วนใหญ่ส่วนรวมดังเช่นธรรมะ ๔ ข้อ ที่กล่าวมาแล้ว, ประกอบกับอุดมคติของท่านเอง - คืออุดมคติของศึกษานิเทศก์เอง ว่ามันมีเจตนารมณ์อย่างไร อะไรอย่างไร ; แต่แล้วก็ต้องสำเร็จอยู่ด้วยการปฏิบัติ อย่างนี้เป็นหลัก. ที่นี้จะมองดูกันในแง่จิตวิทยาอีกแขนงหนึ่ง เกี่ยวกับที่มันบังคับยาก อีกอันหนึ่ง ก็คือว่าเราจะต้องมีจิตใจที่เป็นอิสระมากกว่าเขา ; เขาเรียกว่า Free will เรียกกันทั่ว ๆ ไปอย่างนี้. ในวงจริยธรรมก็เรียกว่า Free will ; ในฝ่าย ธรรมะทางพุทธศาสนาเราก็เรียกว่า "จิตที่เป็นอิสระ" อันนี้เป็นปัญหายุ่งยากมาก คือมันกลับกันอยู่ว่า ถ้าจิตเราไม่เป็นอิสระ เราบังคับคนอื่นไม่ได้ จูงคนอื่นไม่ได้ ดึงคนอื่นไม่ได้. เราต้องมีจิตเป็นของเรา เป็นจิตที่มีอิสระ อย่างที่พูดไว้เป็นพุทธ- ภาษิตว่า "ชนะเราก่อนแล้วจึงไปชนะเขา, ชนะในใจก่อนแล้วจึงชนะข้างนอก, ชนะข้าศึกในใจก่อน แล้วจึงไปชนะข้าศึกข้างนอก" อย่างนี้ นี่คือ Free will ที่แท้จริง. แต่ว่าตามความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไปนี้ มันจะเป็นไปในรูปเกินขอบเขต เสมอ คือมัน free จนไม่รู้ว่าขอบเขตอยู่ที่ไหน ; เพราะฉะนั้น Free will นั้น มันเลยกลายเป็นเรื่องผิดไปโดยไม่ทันจะรู้สึก, มันเป็น animal behavior มันไม่เป็น human conduct.

น.448 Free will นี้มีได้ทั้ง human conduct และ animal behavior สัตว์หรือ คนป่าเถื่อนนั้นมัน free เสียจนไม่มีขอบเขต, แล้วมันทำอะไรซึ่งเรายอมรับไม่ได้ รับไม่ไหว กลืนไม่ลง. แต่ถ้า free อย่าง human conduct นั้น มันอยู่ในกรอบของ จริยธรรม หรือ moral philosophy ได้คำนึงคำนวณไว้ให้ หรือวางหลักไว้ให้ ; ซึ่งหลักพุทธศาสนาก็ต้องยอมรับ. ในทาง moral philosophy เขาก็พูดอย่างเดียวกัน กับทางธรรมะเราพูด ; คือว่า เอากันคนละครึ่งเพียง ๑/๒ เท่านั้น หรือ partial dissimination, เอากันคนละครึ่ง คือเราเอาตามประสงค์ เอาตามที่เรามุ่งหมาย กันไว้นี้ครึ่งหนึ่ง ; อีกครึ่งหนึ่งเรามอบให้แก่จริยธรรมตามระบอบ หรือปรัชญา อะไรก็ตาม ที่เขาได้บัญญัติไว้เป็นกฎเกณฑ์ของธรรม ของศาสนา ของขนบธรรมเนียม ประเพณี, มันคนละครึ่งอย่างนี้. นี่คือ Free will ที่ถูกต้อง. ที่นี้เราไปหลงคำว่า free, free แล้วมัน free ตามชอบใจหมด ๑๐๐% มันเลยย้อนไป free อย่างธรรมชาติ ของสัตว์ไป. ท่านศึกษานิเทศก์จะไป free เหนือคนอื่น, หรือไป free will ในการอบรมสั่งสอนนี้ มันต้องระมัดระวังตามหลักของจริยธรรมนี้ ; คือว่าจะ เอาตามโมโหโทโสของเรา ตามความรู้ของเรา ตามสติปัญญาของเรา ตาม เหตุผลของเราโดยส่วนเดียวนั้นไม่ได้. แม้จะมีเหตุผลอย่างไรมันก็ไม่ไหวทั้งนั้น, เหตุผลมันต้องเนื่องด้วยอย่างอื่นอีก ต้องประกอบกับด้านอื่นอีก. ขอแทรกตรงนี้สักนิดว่าในการที่จะบัญญัติลงไปว่า อะไรดี อะไรถูก, อะไรไม่ดี อะไรไม่ถูกนี้ เขาไม่ได้เอาแต่ว่าเหตุผล ; มันมีอยู่ว่า คนอื่นยอมรับได้ด้วย ที่เรียกว่า empiricism หรือ rationalism, คนอื่นหรือมนุษยชาติยอมรับได้ด้วย มันจึงจะเป็นเหตุผลที่ใช้ได้ ; แล้วยังจะต้องมี intuitionism อะไรอีกด้วย ซึ่งเขา เรียกว่า immediate apprehension คือว่าคนอื่นพอมองออก เห็นได้ทันที ; ไม่ใช่ เหตุผลที่เรามองเห็นของเราเองคนเดียวตลอด , แล้วเราก็จะเอา ๆ ตามเหตุผล ของเราอย่างนี้. เพราะฉะนั้นมันต้องคนอื่นยอมรับได้ด้วย, คนอื่นมองเห็น

น.449 ข้าใจตามนั้นได้ทันทีด้วย ; หมายความว่า คนอื่นก็ทนไหวด้วย เห็นด้วยได้ด้วย เหตุผลนั้นจึงจะเป็นเหตุผล. นี่แหละคือหลักฐานของการที่เราจะไปยืนยันว่า นี้คือเหตุผลของเรา, แล้วเราก็จะเอาให้ถูกตามนี้, นี้เป็น Free will แล้วก็ยืน กระต่ายขาเดียว นี้เป็นเรื่องผิดทั้งนั้น. อย่างน้อยมันก็ผิดจากข้อที่ผู้มีสติปัญญา เขาตั้งกฎเกณฑ์ไว้ให้ ว่าคนละครึ่ง, คือให้ความมุ่งหมายของเราครึ่งหนึ่ง, ให้กฎเกณฑ์ทางธรรม ทางจริยธรรม ทางศาสนาครึ่งหนึ่ง แล้วก็ free เพียงเท่านั้น. ในที่สุด ก็ยังเหลืออยู่สักข้อหนึ่งว่า เราจะต้องคำนึงว่า ความปรารถนาดี ของเรามันควรจะมีขอบเขตให้ sanction ได้, เราพูดง่าย ๆ ว่าให้แย้งได้ ; คือเรื่อง sanction หรือแย้ง หรืออ้างสิทธิ์เพื่อจะแย้งนี้ เป็นหลักสำคัญข้อใหญ่ข้อหนึ่ง ในไม่กี่ข้อของรากฐานของจริยธรรม. ถ้าใครบัญญัติจริยธรรมในทำนองที่ไม่มีใคร แย้งได้ละก็ใช้ไม่ได้. แต่พระพุทธเจ้าเสียอีก จะเปิดโอกาสให้ว่า : "จงแย้งมาเถิด ถ้าอยากจะแย้ง". เราก็เหมือนกัน ที่จะไปแนะนำเขา สั่งสอนเขานั้น อย่าลืมว่า กฎเกณฑ์ทางจริยธรรมนั้น เขาเปิดโอกาสให้ sanction ได้เสมอไป. ถ้าจะกล่าวถึงให้ หมดเลยก็มีว่า : - religious sanction - อ้างสิทธิ์ทางศาสนาแล้วก็แย้ง, political sanction - อ้างสิทธิ์ทางการเมืองแล้วก็แย้ง, social sanction - อ้างสิทธิ์ทางสังคม แล้วก็แย้ง, อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นหากจะถือเอาตามหลักนี้ละก็ เราก็ควรเล็งดูว่า คำแย้งของผู้ที่ ถูกเราแนะนำนั้น เขามีเหตุผลอะไร หรือมีหลักอะไร มันก็จะต้องมีอยู่ใน ๓ อย่างนี้คือ : เขาจะอาศัยความคิดเห็น ความเชื่อทางศาสนาว่า ยังไม่ไหว, หรือว่าอาศัยเหตุผล ทางการเมือง นี้ก็อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันนัก บางทีก็อาจเห็นการเมืองสำคัญกว่าอื่น ขอให้ยอมให้ก่อน อย่างนี้ก็มี. ส่วนในเรื่องสังคมนี้ แน่นอนละ เพราะว่าเราอยู่ กันในสังคม ต้องทำกับสังคม เพื่อประโยชน์แก่สังคม ; เพราะฉะนั้นมันต้องระวัง

น.450 ให้ดี อย่าให้ประโยชน์มันขัดกันกับประโยชน์ของสังคม ; ซึ่งเราตัดบทสั้น ๆ ว่า เราจะให้เขาแย้งได้ ; และทำใจว่าในที่สุดการแย้งนี้ มันจะช่วยทำให้ดีขึ้น ไม่ใช่ ช่วยทำให้ล้มละลาย. อันสุดท้ายก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องว่า เราจะต้องนึกด้วย ว่าเขาอยู่ได้ ด้วยอะไร, ที่เรียกว่า motive หรืออะไรนั่น, คือว่าคนเรานี้มันอยู่ได้ด้วย ความหวังอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น ถ้าเป็นสัตว์ที่มีชีวิตแล้วมันต้องหวังอะไร เป็น motive ; ความหวังนั้นเป็น motive ที่จะให้อยู่ หรือให้ทำอะไรลงไป. ตามทางศาสนา คนเราก็หวังจะได้สุข เพราะความกลัวทุกข์ หรือเกลียดทุกข์ อะไร ทำนองนี้ เป็น motive ที่ทำให้เราหัน หน้าเข้าหาศาสนา, มอบตัวให้ศาสนา, ปฏิบัติตามศาสนา. ถ้าในทางสังคม เราก็ไม่อยากจะให้สังมมเขาดูหมิ่นเรา หรือลง ประชาทัณฑ์แก่เรา และเราหวังที่จะได้รับความร่วมมือจากสังคมทั้งหมด. ความหวัง อันนี้แหละเป็น motive ที่ทำให้เราประพฤติธรรมในสังคม หรือระหว่างสังคม หรือ เป็นอยู่ในสังคม. ทางการเมืองนั้นไม่เกี่ยวกับพวกเรา แทบจะไม่ต้องพูดถึง ; แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คล้ายๆ กันตรงที่ว่า spirit ของการเมือง มันก็เพื่อจะหาความ ก้าวหน้าของบ้านเมืองด้วยความร่วมมือ ไม่ขัดคอของคนข้างเคียง ของสิ่งแวดล้อม อะไรทำนองนี้ มันคล้าย ๆ กันทั้งนั้น. ในการที่เราจะไปพูดกับเขา ไปสอนเขา ไปแนะอะไรแก่เขา ไปดึงเขาไปทางไหน อย่าให้ขัดกับสิ่งที่เรียกว่า motive นี้, แล้วสิ่งที่เรียกว่า sanction นั้นจะทำได้เต็มที่. เราจะเพียงแต่แย้งเขา, หรือแทรกแซง เข้าไปในความเห็นเขา, จับตัวเขากลับหลังหัน หรืออะไรทำนองนี้ก็ยังจะได้. นี่แหละลองคิดดูว่า ตัวอย่างไม่กี่อย่างที่ยกมานี้ มันจะทำได้ด้วยจิตชนิดไหน ถ้าไม่ใช่จิตชนิดที่มีภาวะเป็น ๐ คือว่างจากตัวกู ของกู. ถ้ามีจิตเป็น ๐ มีภาวะ เป็น ๐ ละก็ มันจะทำเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายและสำเร็จเหมือนกับปาฏิหาริย์, คือง่ายดาย

น.451 อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะฉะนั้นจึงสรุปว่า อะไร ๆ มันก็สำเร็จอยู่ตรงที่ความเป็น มนุษย์ ๐ มีจิตว่างจาก ตัวกู ของกู : ถือเป็นหลักใหญ่ง่าย ๆ เพียงหลักเดียว, จำง่ายไม่ลืม ว่าอย่างน้อยเราจะต้องทำให้ได้ adjust ตัวเองให้เป็น ๐ ให้จงได้ ในขณะที่เราปฏิบัติหน้าที่ของศึกษานิเทศก์. ที่พูดนี้คล้าย ๆ กับว่า อาตมาระบุแต่เฉพาะศึกษานิเทศก์ ; ที่จริงมัน ก็เป็นหลักทั่วไป แม้แก่พระที่จะนั่งสอนเขาบนธรรมาสน์. นี่มันจะครีไปบ้าง หรืออย่างไร ก็ลองคิดดูเอง ว่า แม้แต่พระที่จะนั่งสอนเขาบนธรรมาสน์ ก็ยังต้องมี หลักอย่างนี้ ; และเราจะค้นพบหลักอย่างนี้มาแต่ครั้งพุทธกาลด้วยเหมือนกัน คือ ในพระคัมภีร์บางคัมภีร์. จริงอยู่ที่ว่า เขาอาจไม่ได้ใช้ถ้อยคำอย่างที่เรากำลังเรียกอยู่ ในบัดนี้ ที่พูดที่นี่ ; เขาใช้ถ้อยคำอื่นและเป็นภาษาบาลีเสียด้วย, แต่ว่าความหมาย มันอย่างนี้ ๆ ไม่มีผิดเลย. อาตมาได้ลองวิเคราะห์ดู เทียบเคียงดูแล้ว มันมีหลัก เหมือนกันแท้กับจริยธรรมสากล แม้แห่งยุคปัจจุบันนี้. เพราะฉะนั้นจึงกล้ากล่าวว่า นี้จะถือเป็นหลักธรรมสากลก็ได้, หรือจะว่านี้เป็นหลักพระพุทธศาสนาโดยตรง โดยเฉพาะก็ได้ ; ยังจะใช้ได้ตั้งแต่อดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต ที่ไม่รู้จัก สิ้นสุดด้วย ; และดูเหมือนว่า จิตใจของสัตว์ ของมนุษย์เรานี้ มันจะมีอยู่ในรูปนี้ ไปอีกนานหลายพันปี หลายหมื่นปี. ทีนี้เรา คนหนึ่ง ๆ ก็มีอายุไม่เกิน ๑๐๐ ปี กว่าจะโตเต็มที่เริ่มรู้อะไร ก็กินเวลาเสียตั้ง ๒๐ - ๓๐ ปีแล้ว ส่วนในวัยแก่ตอนปลายตีเสีย ๑๐ ปี ๒๐ ปี, ยัง เหลืออยู่ตรงกลางสัก ๓๐ - ๔๐ ปี นี้มันน้อยมาก ; มันก็เกินกว่าที่จะใช้หลักอันนี้ได้. เพราะฉะนั้น ขอให้เอาไปคิดไปพิจารณาดู มันจะเหมาะ หรือมันจะตรงกับความ ต้องการนี้อย่างยิ่ง ถ้าท่านเคร่งครัดต่อศาสนา ก็ไปดูตรงที่อาตมาพยายามพิสูจน์ ว่า ข้อนี้ให้ถือหลักที่เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ มี - สติ - ธัมมวิจยะ - วิริยะ - ปีติ

น.452 บัสสิทธิ - สมาธิ - อุเบกขา ; แต่ว่าเรา apply มาสู่กิจการอย่างโลก ๆ ของเรา. ถ้าท่านนิยมไปทางหลักจริยธรรมสากล ก็มีอยู่ตรงตัว. เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันว่า ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงเราพยายามใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้สมกับที่เราถือว่า เราทำหน้าที่ ที่เป็นครู หรือที่ปรึกษาของครู ซึ่งก็นับรวมอยู่ในพวกครู ; คือพวกที่จะนำ วิญญาณของโลกไปนั่นเอง. ถ้าลืมอันนี้เสียแล้วก็เรียกว่า ไม่เคารพตัวเองเสียแล้ว ; คนที่ไม่เคารพตัวเองก็คือ คนล้มละลายแล้ว. บางคนจะแย้งขึ้นมาทันควันเลยว่า ทำไมมามีตัวเรากันอีกเล่า ? ไหนว่าไม่มีตัวกู ของกู ? ถ้าคิดอย่างนี้ก็ต้องรู้จักจัด รู้จักทำให้ถูก ให้รู้จัก คิดว่า "ก่อนที่จะไม่มีตัวกูนั้น มันต้องมีตัวกูที่ใช้ได้เสียก่อน" ; เดี๋ยวนี้เรา กำลังมีตัวกู ที่ใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้ นี่เป็นข้อที่ต้องคิด. มันก็พิสูจน์อยู่ในตัวการ งานนั้นแล้วว่า ที่ทำอะไรล้มเหลวกลับมานี้ มันมีตัวกูที่ใช้ไม่ได้, มีตัวกู ของกู ชนิดที่ใช้ไม่ได้, ชนิดที่บวกมากเกินไป หรืออะไรทำนองนี้, หรือ over มาก เกินไป. เพราะฉะนั้น รู้จักลดเสียบ้าง แต่ก็ลดอย่างที่เรียกว่า adjust ให้พอเหมาะ, ให้มันเข้ารูปกับที่มันจะปฏิบัติงานได้ และมันจะค่อยๆ หมดตัวกู. จุดที่หมดตัวกู นั่นแหละคือ จุดของความสำเร็จเต็มที่ จุดตรงที่มีตัวกูน้อยลง ๆ นั่นแหละ คือ เตรียมไปสู่ความสำเร็จเต็มที่. เพราะฉะนั้นคงจะมาแย้งตรงที่จะกล่าวว่า "เดี๋ยวนี้ เราจงมีตัวกู ของกูนี้ น้อยลง ๆ น้อยลง ๆ มาสู่หลักเกณฑ์ที่ว่ามาแล้วทั้งหมดนี้ กระทั่งเป็นมนุษย์ ๐" ถ้าเป็นไม่ได้ตลอดเวลา ขอให้เป็นในชั่วโมงที่ทำหน้าที่ของศึกษา นิเทศก์. พอทำได้อย่างนี้แล้ว ท่านก็จะประสบความสำเร็จทั้งหมด คือว่าเป็นอะไร ได้ในคราวเดียวทั้งหมด โดยเป็นอะไรได้ดีในคราวเดียวกันทั้งหมด ; คือว่าเป็น พลเมืองที่ดี เป็นครูที่ดี เป็นมนุษย์ที่ดี เป็นพุทธบริษัทที่ดี เป็นอะไรที่ดี ในคราว

น.453 ดียวกันหมด. ส่วนเรื่องปากเรื่องท้องเรื่องประโยชน์นั้น ไม่ต้องคำนึงถึง ; เพราะว่าถ้าปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ทำอยู่อย่างนี้มันจะวิ่งมาหาเองอย่างมากมายเสียอีก ; คือว่ามันจะเป็นไปในตัวมันเอง ในการที่จะเดินไปถูกทาง, และก้าวหน้าไปด้วยความ สงบเย็นเป็นสุข ; และแม้ว่าจะขาดแคลนทางวัตถุ ไม่มีผลได้ทางวัตถุ มันก็ยัง เป็นสุขอยู่ในตัวการงาน เกินกว่าความสุขที่จะได้มาจากวัตถุเสียอีก. เพราะฉะนั้นจึงขอวิงวอนให้เอาไปคิดไปนึก ; ถ้าเห็นด้วยละก็ ขอให้ ใช้เป็นหลักสำหรับการจับคน เข้ามาสู่ความประสงค์ของเรา ซึ่งเป็นอุดมคติ ของครู พาโลกให้ไปสู่ความดีสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ให้จงได้ ด้วยกันทุกคน. อาตมาขอยุติการคุยกันเล่นในวันนี้ เพียงเท่านี้

น.454 บรรยายอบรมในที่ชุมนุมครู จังหวัดเพชรบุรี เมื่อ ๒๒ มกราคม ๒๕๐๙ ท่านที่เรียกตัวเองว่า ครู ทั้งหลาย, "อาตมามีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้พบกันวันนี้ ด้วยความเอื้อเฟื้อของท่าน ผู้มีหน้าที่จัดการ ได้จัดให้เราได้พบกัน และได้ขอร้องให้อาตมา มาแสดงธรรมกถา เรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่บรรดาครูทั้งหลาย. เรื่องที่อาตมาจะกล่าว ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับวิชาครู หรือหลักวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับหลักสูตรหรือแม้ที่สุด เรื่องเกี่ยวกับสหกรณ์ ; เพราะว่าอาตมาไม่มีความรู้หรือความสามารถในส่วนนั้น หรือแม้จะรู้บ้าง แต่ท่านทั้งหลายก็ย่อมจะรู้แล้ว หรือรู้ดีกว่า. ฉะนั้นอาตมาจึงนึกว่า จะแสดงข้อความที่เกี่ยวกับครู ตามหลักหรือตามอุดมคติของพุทธศาสนา. ในที่สุด นึกออกว่า จะได้กล่าวถึง อุดมคติของครูตามความหมายของพุทธศาสนา. ในขั้นแรก เราจะต้องทำความเข้าใจกันว่า อุดมคติของครู คืออะไร? และตามความหมายของพุทธศาสนานั้นหมายความว่า อย่างไร ? คำว่า "อุดมคติ" บางคนรังเกียจจนถึงกับถือว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมคตินั้น กินไม่ได้ ซื้ออะไรก็ไม่ได้ สู้เงินไม่ได้ สู้ลาภสกการะ หรือชื่อเสียง หรืออื่น ๆ * บรรยาย สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็น พระราชชัยกวี ๔๓๗

น.455 ทำนองนั้นโดยตรงไม่ได้ ; เลยไม่บูชาอุดมคติ แต่เก็บไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ซื้ออะไรกิน ไม่ได้ดังที่กล่าวแล้ว. มันจะผิดหรือถูกไม่ต้องวินิจฉัยกันในที่นี้ แต่ตามหลักของ พระพุทธศาสนานั้นนิยมอุดมคติ, คือนิยม สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ โดยไม่คำนึงถึงว่า สิ่งนั้นมันจะกินได้หรือซื้ออะไรกินได้ หรือจะเป็นลาภยศสักการะ หรือไม่ ; แต่เพ่งเล็งไปยังความจริงที่ว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุด หรือสิ่งที่สูงสุด หรือ สิ่งประเสริฐที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ แม้จะเป็นเพียงนามธรรม คือเป็นสิ่งที่ให้ผล แต่เพียงทางจิตใจ. แต่ท่านถือกันว่า จิตใจสำคัญกว่าร่างกาย : คือนำร่างกาย ให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของอุดมคติ แล้วทำให้เกิดประโยชน์สุขทางวัตถุหรือทาง กายได้โดยไม่ยากเลย. พุทธศาสนาจึงนิยมอุดมคติ แม้จะมีการประพฤติ มีการ กระทำทางกายทางวาจา ก็นิยมให้เป็นไปตามอุดมคติ. เมื่อสนใจในหลักของพระพุทธศาสนา ก็จำเป็นที่จะต้องสนใจในสิ่งที่ เรียกว่า "อุดมคติ" ; เพราะฉะนั้น ขอให้พักไว้ก่อนในความคิดที่ว่า อุดมคติ ซื้ออะไรกินไม่ได้ ; แต่จะให้พิจารณากันถึงข้อที่ว่า อุดมคตินี้สำคัญยิ่งกว่าสิ่ง ที่ซื้ออะไรกินได้ เช่นสำคัญกว่าเงินหรือชื่อเสียงเป็นต้น. ส่วนที่ว่า "ตามหลักของ พระพุทธศาสนา" นั้น อาตมาหมายความว่า เราเพ่งดูอุดมคติของคำว่า "ครู" เฉพาะแต่ตามแบบหรือตามหลักของพุทธศาสนา. เพราะว่าถ้าเพ่งเล็งไปตามหลัก ของการศึกษาในสมัยปัจจุบัน อาจจะไม่เป็นไปตามอุดมคติของพระพุทธศาสนาก็ได้. อาตมาในฐานะที่เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงถือโอกาสแสดงหรือบรรยายไปแต่ ตามแบบ หรือตามหลักหรือตามอุดมคติของพระพุทธศาสนาว่า : คำว่า "ครู" นั้นหมายความว่าอย่างไร ? หรือมีอุดมคติว่าอย่างไร ? นี่คือข้อปรารภหรือว่าชื่อของ ธรรมกถาที่จะกล่าว โดยมีชื่อว่า อุดมคติของครู ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา. ขอได้กรุณาตั้งใจสดับตรับฟัง โดยไม่ถือว่าเป็นการอบรมที่ทำความรำคาญ.

น.456 ในข้อแรก เราจะได้วินิจฉัยกันถึงคำว่า "ครู" บุคคลที่เรียกว่า ครู ก็คือ บุคคลประเภทหนึ่งในโลก ซึ่งทำหน้าที่ของครู. ทีนี้ คำว่า ครู มีคำแปลว่าอย่างไร? และมีความหมายอย่างไร ? คำว่า ครู ตามพยัญชนะ เขาแปลว่า หนัก, คือคำว่า คะรุ นี้แปลว่า หนัก ; แต่ความหมายนั้นเลยไปถึงว่า เป็นผู้ที่ได้ทำหน้าที่อันประเสริฐสุด คือ ทำหน้าที่ผู้นำในทางวิญญาณ ถ้าท่านผู้ใดสนใจก็ขอได้จดจำคำว่า "ผู้นำในทาง วิญญาณ" นี้ไว้ให้มั่นคง เพราะว่าเมื่อเราค้นหนังสือเก่าๆ เก่ากระทั่งก่อนพุทธกาล แม้จะไม่อยู่ในรูปของหนังสือ แต่อยู่ในรูปของคำสอนที่สอนด้วยปาก ก็ยังจับได้ว่า คำว่า ครูนี้มีความหมายว่า ผู้นำในทางวิญญาณ, หรือว่านำเที่ยวในทางวิญญาณ ก็สุดแท้. ทำไมจึงเรียกว่า "ผู้นำในทางวิญญาณ ?" เพราะว่า เป็นแสงสว่าง ส่องทางแก่วิญญาณของสัตว์ในโลก ให้รู้จักทางเดินไปสู่จุดหมายปลายทางที่พึง ปรารถนา. น่าประหลาดอย่างยิ่งที่ว่า คำว่า ครู ในสมัยโบราณนั้น มีความหมายยิ่ง ไปกว่าคำว่า "อุปัชฌาย์" . คำว่าอุปัชฌาย์ในหนังสือเก่าๆ แม้ในหนังสือฝ่ายสันสกฤต เขาใช้เรียกอาจารย์สอนวิชาอาชีพก็ยังมี เช่น วิชาดนตรี, คนที่เป็นอาจารย์สอนดนตรี ก็ยังถูกเรียกว่าอุปัชฌาย์ ดังนี้ก็มี. นี้แสดงว่า คำว่าครูนั้น ยังมีความหมายไปไกลกว่า คำว่า อุปัชฌาย์ ด้วยซ้ำไป. คำว่าอุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์นี้ มาเนื่องกัน พ่วงกันมา ; แล้วในที่สุดปรากฏว่า คำว่า ครู มีความหมายชนิดที่น่าสะดุ้ง คือเป็นผู้นำในทาง วิญญาณดังที่กล่าวแล้ว ; แต่ว่าต่อมาความหมายอาจจะเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ กระทั่งคำ ๆ นี้ออกจากประเทศอินเดียไปสู่ประเทศต่าง ๆ เช่นมาสู่ประเทศไทยเรา ความหมายหรือการใช้คำ ๆ นี้ก็เปลี่ยนไป มาเป็นเฉพาะครูสอนหนังสือดังนี้ก็ได้. เพราะฉะนั้น เราต้องไม่เอาความหมายของคำว่า ครู เฉพาะแต่ในภาษาไทยเรา ;

น.457 จะต้องเอาตามภาษาดั้งเดิมของภาษาบาลี หรือภาษาสันสกฤตเป็นหลัก จึงจะเข้าใจได้ เต็มตามความหมายของมัน. ที่ว่าเป็นผู้นำในทางวิญญาณ คือเป็นแสงสว่างส่องทางเดินให้สัตว์ เพราะ ฉะนั้นจึงมีความหนัก. หนักอยู่ที่ไหน ? หนักอยู่บนศีรษะของคนทุกคน. พั่งดู คล้ายจะเป็นคำหยาบ ถ้าพูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือหนักอยู่บนหัวหรือบนศีรษะของคน. ข้อนี้มิได้หมายความอย่างหยาบ ๆ หรือต่ำ ๆ อย่างนั้น ซึ่งดูจะเป็นคำด่ามากกว่า แต่ เขาหมายความว่า ครูนี้มีบุญคุณอยู่เหนือสัตว์ในโลก คือบุคคลประเภทที่เรียกว่าครูนั้น มีบุญคุณอยู่เหนือบุคคลประเภทอื่น เพราะว่าครูเป็นพวกที่ส่องแสงสว่างแก่ชีวิต หรือวิญญาณ ให้สัตว์เดินไปถูกทางถึงที่หมายปลายทาง. คำว่า “บรมครู" เราหมายถึงพระพุทธเจ้า โดยไม่ต้องสงสัย เพราะเป็น ยอดสุดของครู เพราะเป็นผู้นำในทางวิญญาณอย่างสูงสุดยิ่งกว่าใครอื่น. แม้สาวก ของพระพุทธเจ้า คือภิกษุทั้งหลายก็ได้ชื่อว่าเป็นครู เพราะทำหน้าที่อย่างเดียวกัน คือนำวิญญาณของสัตว์ ด้วยแสงสว่าง ไปสู่จุดหมายปลายทางดังที่กล่าวแล้ว. คน พวกนี้จึงมีความหนักอยู่เหนือศีรษะของคนทุกคน คือคนทุกคนต้องรับรู้ความจริงข้อนี้ แล้วละเลยไม่ได้จะต้องตอบแทน หรือแทนคุณครู ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งสอน ของครู. ทีนี้ เราจะได้ดูกันในแง่ที่ว่า ครูนำในทางวิญญาณ หรือส่องแสงสว่าง อย่างไร ? อาจจะนำมาใช้ได้แม้ในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ? ขอให้เรานึกดูให้ดี ๆ ว่า การสอน ก. ข. ก. กา ก็เป็นการนำดวงวิญญาณชนิดหนึ่งเหมือนกัน เพราะเป็น การทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น ในด้านที่จะให้รู้หนังสือ. เมื่อสูงขึ้นไปถึงการสอนทาง จรรยามารยาทต่าง ๆ หรือศีลธรรมต่าง ๆ ก็ยิ่งเป็นการส่องแสงสว่างยิ่งขึ้น จึงเป็น

น.458 นำในทางวิญญาณยิ่งขึ้น. แม้แต่ครูที่สอนให้รู้จักประกอบอาชีพ การหัตถกรรม หรือศิลปะต่างๆ ก็ล้วนเป็นการให้แสงสว่างอย่างหนึ่ง ๆ ด้วยกันทั้งนั้น ; เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นการส่องแสงสว่างให้แก่ดวงวิญญาณของสัตว์เหล่านั้น ให้เดินไปได้โดย สะดวกสบาย ตามทางที่ควรจะเดินไป. อุดมคติของครูจึงได้แก่การนำวิญญาณ หรือความเป็นผู้นำในทางวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง. เมื่อเราแบ่งแยกคนในโลกออกเป็นประเภท ๆ เราก็จะพอเห็นได้ว่า บุคคล ที่เรียกว่าครูนี้ ควรตั้งอยู่ในฐานะประเภทสูงสุด เป็นปูชนียบุคคล เพราะว่าคน ทุกพวกจะต้องได้รับการนำของบุคคลประเภทที่เรียกตัวเองว่า ครู มันจึงจะไปรอด. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะงมโง่เหมือนตั้งแต่เกิดมา ไม่มีทางที่จะเจริญก้าวหน้าได้ ; จึงกล่าวได้ว่า ครูเป็นผู้นำโลก หรือเป็นผู้ถือคบเพลิง, ถือตะเกียง ที่มีแสงสว่าง ชูส่องให้คนทั้งโลกเดินตามไป. นี้เป็นความจริงที่ไม่ต้องกล่าวให้เกินจากความจริง กล่าวตรงไปตรงมา ตามเรื่องตามราว ตามอุดมคติของมันก็พอ : เราจะเห็นได้ว่า ครูเป็นผู้ปั้นดวงวิญญาณ และเป็นผู้นำ ผู้จูงดวงวิญญาณของบุคคลประเภทอื่น. ถ้าเราจะสงสัยว่า ครูคนแรกคือใคร? เราก็จะต้องให้เกียรติแก่บิดามารดา ของเราเป็นอย่างยิ่ง คือมองไปถึง บิดา มารดา ซึ่งเป็น ครูคนแรกที่สุดในโลก : เพราะเป็นผู้ที่ให้แสงสว่างแก่เด็กหรือแก่บุตรธิดา ที่เพิ่งคลอดเพิ่งเกิดมา ตั้งแต่อ้อน แต่ออก อีกเหมือนกัน ; แต่ก็รวมอยู่ในคำว่า ครู. พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า บุพพาจารย์ คืออาจารย์หรือครูคนแรกของสัตว์ในโลก ; ท่านเรียกบิดามารดาว่า อย่างนั้น. เพราะฉะนั้น อุดมคติของครู แม้ที่มุ่งหมายถึงบิดามารดาก็ไม่มีอะไรอื่น นอกไปจากการนำในทางแสงสว่าง หรือการนำวิญญาณด้วยแสงสว่าง เราจึงเห็นได้ว่า บุคคลที่เป็นครูนี้ เป็น ปูชนียบุคคลโดยแท้จริง.

น.459 ที่ว่า เป็นปูชนียบุคคล ก็เพราะว่า หนักอยู่บนศีรษะของคนทุกคน ; คนทุกคนจะต้องเคารพบูชา จะต้องตอบแทนคุณ. เมื่อครูอยู่ในฐานะที่เป็นปูชนีย- บุคคล เช่นเดียวกันกับสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือมีความหมายอย่างเดียวกัน กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นนี้แล้ว การเป็นครูไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ; การเรียกตัวเอง ว่าครู ไม่ใช่เป็นของที่ทำได้เล่น ๆ เพราะครูที่แท้จริง มีความหมายอย่างนั้น. ถ้า ทำไปไม่ถูกต้องตามอุดมคติของครู ก็กลายเป็นครูปลอม, ในที่สุด ก็สูญเสีย ความเป็น ปูชนียบุคคล กลายมาเป็นลูกจ้าง เหมือนกับที่เขาประณามครูบางคนในที่ บางแห่ง ว่าไม่เป็นครู แต่เป็นเพียงลูกจ้าง ที่รับจ้างสอนหนังสือเท่านั้น. เหตุที่อุดมคติสูญเสียไปนั้นก็เพราะว่า ผู้นั้นเป็นฝ่ายทำผิดเอง ไม่ใช่ อุดมคติของครูผิด. อุดมคติของครูยังคงถูกอยู่เสมอไป ในฐานะเป็นผู้นำสัตว์ใน ทางวิญญาณ แต่ครูผู้นั้น หรือผู้ที่เรียกตัวเองว่าครูผู้นั้น มาละเลยอุดมคติอันนี้เสีย เพราะถือว่าอุดมคติกินไม่ได้ ซื้ออะไร ๆ ก็ซื้อไม่ได้ ; เลยมุ่งหวังแต่เพียงค่าจ้าง หรือเงินเดือน มาทำตนให้เป็นลูกจ้างไปเสีย ก็สูญเสียความเป็นปูชนียบุคคล. อาตมาอยากจะแจงด้วยอุปมา : คือสมมุติว่า ถ้าเราเอาหัวใจเป็นเกณฑ์กัน และสมมุติว่าผ่าหัวใจออกดูได้ ; ในหัวใจของครูที่มีอุดมคตินั้น จะต้องมีปัญญา กับเมตตาเต็มแน่นอยู่ในหัวใจ. ปัญญา คือวิชาความรู้ความสามารถ สามารถ ในหน้าที่ ที่จะส่องแสงสว่างให้แก่ศิษย์ นี้เรียกว่าปัญญาอย่างหนึ่ง ; เมตตา คือ ความรักความเอ็นดู กรุณาต่อศิษย์ของตน เหมือนกับว่าเป็นลูกของตน นี้เรียกว่า เมตตาอย่างหนึ่ง ; สองอย่างนี้เต็มอัดอยู่ในหัวใจของครู ประเภทที่ยึดถืออุดมคติ. ส่วนครูที่ละเสียซึ่งอุดมคติอันนี้แล้ว ก็กลายเป็นลูกจ้าง ; ในหัวใจไม่มีอะไร นอกจาก ความต้องการจะรับค่าจ้างหรือเงินเดือน, และหนักเข้าก็คดโกงเวลา เอาเปรียบใน หน้าที่การงานของตน เพราะความเห็นแก่ตน เพราะปราศจากปัญญาและเมตตา ; อย่างนี้ก็เลยกลายเป็นลูกจ้างสอนหนังสือ ไม่ใช่ครูตามอุดมคติของคำว่าครู

น.460 นี่แหละอุดมคติของครูตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาเป็นเช่นนี้ ซึ่งเป็น เครื่องชี้ให้เราเห็นว่า ค่าของครูมีมากเท่าไร. เมื่ออุดมคติของครูมีอยู่อย่างนี้แล้ว ค่าหรือราคาของครูจะมีเท่าไร. ไม่ต้องสงสัย ค่าของครูจะตั้งอยู่ในฐานะของ ปูชนียบุคคล ; ไม่ใช่ลูกจ้าง. พวกที่ลืมอุดมคติกลายเป็นลูกจ้างโดยไม่รู้สึกตัว มิหนำซ้ำประณามอาชีพของครูว่าเป็นเพียงเรือจ้าง. ครูชนิดที่เป็นลูกจ้างนั้น ประณามอาชีพครูว่า เป็นเพียงเรือจ้าง ก็คือประณามตัวเอง เหยียบย่ำเกียรติยศ ของตัวเอง ว่าอาชีพของตัวเองเป็นเพียงเรือจ้าง ; มาเป็นครูเพราะว่า ยังหางานอื่น ทำไม่ได้ เป็นครูไปก่อน แล้วก็เรียนอะไรไปพลาง มีโอกาสเมื่อไรก็สละอาชีพครู ไปยึดถือเอาอาชีพอื่น ; มีลักษณะเหมือนกับว่าเรือจ้าง พอสักว่าข้ามฟาก สู่ฟากโน้น แล้วก็ไปตามปรารถนา ; อย่างนี้เรียกว่าผู้ทรยศขบถต่ออุดมคติของครู, และคน ๆ นั้น ก็ไม่เป็นครู แต่เป็นสักว่าลูกจ้างมาแล้วตั้งแต่วันแรกที่สมัครเข้ามาทำงานครู. อุดมคติ ของคำว่าครูตามหลักแห่งพระพุทธศาสนามีอยู่อย่างนี้ และค่าของครูเป็นปูชนียบุคคล อย่างนี้. นี้อาตมากล่าวไปตามตรงโดยไม่ต้องเกรงใจใคร ข้อความนี้จะมีประโยชน์ หรือไม่แล้วแต่ท่านทั้งหลายที่เป็นครู จะนำไปพินิจพิจารณาเอาเอง. อาตมากล้ากล่าวตรงๆ ไม่เกรงใครหมด ก็เพราะเหตุว่า ถือว่าเป็นเพื่อนกัน เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าพระศาสดาเป็นบรมครู สาวกของท่านทุก องค์เป็นครู อาตมาก็เป็นครู พวกท่านทั้งหลายก็เป็นครู เพราะมีอุดมคติตรงกัน ; เรา จึงพูดกันได้อย่างตรงไปตรงมา ในฐานะเป็นการปรับทุกข์กัน หรือปรับความเข้าใจกัน ในระหว่างบุคคลที่เรียกตัวเองว่าครูด้วยกัน. เพราะฉะนั้นขอให้นำไปพินิจพิจารณาดู ให้สมควรแก่เหตุการณ์, หรือเท่าที่ท่านจะถือเอาเป็นประโยชน์ให้ได้มากที่สุดอย่างไร. การเกิดมาเป็นมนุษย์ควรจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ เพราะฉะนั้นเราจึง จะต้องพิจารณาดูให้รอบคอบที่สุด แล้วถือเอาประโยชน์ให้ได้มากที่สุดสูงที่สุดและ โดยเร็วที่สุดด้วย. คำพูดที่นำมากล่าวนี้ก็ด้วยความมุ่งหวังอย่างนี้ ว่าเราจะถือเอา

น.461 ประโยชน์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ และเป็นครูนี้ ให้ได้มากที่สุด. นี้เรียกได้ว่า เราได้พิจารณากันถึงอุดมคติของครูและค่าหรือราคาของครู ตามหลักแห่งพระพุทธ- ศาสนามาพอสมควรแล้ว. ทีนี้เราจะได้พิจารณาต่อไปถึงสิ่งที่เนื่องกันกับครู กล่าวคือการศึกษา. สิ่งที่ เรียกว่าการศึกษา ก็มีอุดมคติเช่นเดียวกับคำว่าครู. อะไรเป็นอุดมคติของการศึกษา? เมื่อกล่าวตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว กล่าวได้ง่ายที่สุด หรือว่าอยู่แค่ปลายจมูก ปลายลิ้น ใครทุกคนก็กล่าวได้ เด็ก ๆ ก็กล่าวได้ ว่า อุดมคติของการศึกษา คือการ ดับทุกข์ทั้งปวงได้สิ้นเชิง. คำว่า "ศึกษา" ในภาษาไทยเราอาจจะแคบไปก็ได้ ทั้งๆ ที่มาจากภาษาสันสกฤตว่าศึกษาหรือภาษาบาลีว่า สิฺขา. คำว่า ศึกษา ในภาษาไทยนั้น ในภาษาบาลีเรียกว่า สิกขา. ในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศึกษา. คำ ๓ คำนี้แม้จะต่างกัน โดยเสียงหรือโดยพยัญชนะ มันก็เป็นคำ ๆ เดียวกัน. คำว่า สิกขา ในภาษาบาลี หมายถึงการประพฤติปฏิบัติกระทำเพื่อให้ ดับทุกข์สิ้นเชิง ซึ่งรวมถึงความรู้ด้วย เพราะว่าเราไม่รู้เราก็ปฏิบัติไม่ถูก ; ฉะนั้น ความรู้กับการปฏิบัติต้องไปด้วยกัน ไม่แยกกัน. ทั้งความรู้และการปฏิบัตินั้น มีความ มุ่งหมายที่จะดับทุกข์สิ้นเชิง, ดับทุกข์สิ้นเชิง นับตั้งแต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงที่สุด เช่น ว่าความยากลำบากเพราะไม่มีอะไรจะกินก็เรียกว่าความทุกข์เหมือนกัน. ฉะนั้นเราจึง ต้องเรียนวิชาอาชีพ เพื่อจะดับความยากจน หรือความทุกข์เพราะไม่มีอะไรจะกิน ; แต่นี่นับว่าเป็นเรื่องปากเรื่องท้องในขั้นต้นขั้นต่ำที่สุด. การศึกษาชนิดนี้หรือเพียง เท่านี้จึงยังไม่ใช่อุดมคติของการศึกษา. ตามความหมายของพระพุทธเจ้า ท่านหมายถึงความดับทุกข์ที่ยิ่งไปกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือความทุกข์ที่เกิดมาจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้คนเราสูญเสียความ

น.462 เป็นมนุษย์. การที่เรายากจนไม่มีอะไรจะกิน ในขณะนั้นเราก็ยังไม่สูญเสียความเป็น มนุษย์ ยังเป็นมนุษย์ที่ดี เป็นคนดี เป็นคนสุจริตอยู่ได้ แต่ถ้าเราตกอยู่ ใต้อำนาจ ของกิเลสแล้ว เราจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ ทั้งที่ร่ำรวย ; เราจะเห็นได้ว่า คนที่มีทรัพย์มาก มีอำนาจมากเป็นเจ้าใหญ่นายโต ก็ไม่มีความเป็นมนุษย์ ซึ่ง สาปแช่งกันอยู่ว่า เป็นคนคอรัปชั่น หรือเป็นคนอะไรทำนองนั้น ต่าง ๆ นานา เพราะว่าเขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ ทั้งที่กุมอำนาจไว้มาก ทั้งที่มีเงินมาก ทั้งที่มีอะไร ต่าง ๆ มาก. เพราะฉะนั้นท่านจึงถือว่า ความทุกข์ที่เกิดมาจากกิเลสเป็นมูลเหตุนั้น น่ากลัวกว่าความทุกข์ในทางวัตถุ เช่น ความยากจนหรือความเจ็บไข้เป็นต้น. การศึกษาของเราควรจะต้องขยายให้สูงขึ้นไป จนถึงกับสามารถกำจัด ความทุกข์ที่เกิดจากกิเลสได้ด้วย จึงจะเป็นการดับทุกข์สิ้นเชิง ; นี้เป็นความ มุ่งหมายของคำว่าสิกขา หรือศึกษาตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา. ในชั้นแรกก็จะ ต้องเรียน เรื่องมีให้เรียนมาก ซึ่งเรียกกันว่าพระไตรปิฎกเป็นหนังสือหลายหมื่นหน้า ก็ไม่น้อยกว่าตำรับตำราทางฝ่ายอื่น เมื่อเรียนแล้วก็สามารถที่จะปฏิบัติได้จนถึงที่สุด จึงเป็นการศึกษาที่สมบูรณ์ กล่าวคือได้รับผลเป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง. เพราะฉะนั้น อุดมคติของการศึกษาในทางพระพุทธศาสนา ย่อมหมายถึงการดับทุกข์ ตั้งแต่ เบื้องต้นที่สุดจนถึงเบื้องสูงที่สุด, หรือว่าทั้งอย่างต่ำ อย่างกลาง และอย่างสูง คือ เอาชนะได้ทั้งโลกนี้และโลกอื่น และเหนือโลก คือ นิพพาน. ท่านทั้งหลายจะ สนใจหรือไม่สนในขณะนี้ ก็ขอให้พังไว้ก่อนว่า : หน้าที่ที่เราจะต้องเอาชนะให้ได้นั้น คือเอาชนะโลกนี้ให้ได้ เอาชนะโลกอื่นให้ได้, และเอาเรื่องเหนือโลก คือ พระ นิพพานให้ได้. เรื่องโลกนี้ หมายถึงสิ่งที่เราจะต้องรู้และกระทำในโลกนี้ เช่นการ ทำมาหากิน ความเจริญก้าวหน้าต่าง ๆ เป็นคนดีอยู่ได้ในโลกนี้ นี้เรียกว่าชนะโลกนี้.

น.463 โลกอื่น หมายความว่า เราจะต้องกระทำในลักษณะที่แม้จะต้องไปเกิดในที่อื่น ในโลกอื่นในชาติอื่น ก็ยังคงดีอยู่ได้. แต่ในที่สุดซึ่งเป็นเรื่องเหนือโลกก็คือ ดับ กิเลสได้สิ้นเชิง ไม่เกิดในโลกไหนอีกต่อไป เรียกว่าพระนิพพาน. เพราะฉะนั้น การศึกษาในพระพุทธศาสนา ก็คือสามารถทำให้บุคคลเอาชนะโลกนี้ทั้งหมดได้ เอา ชนะโลกอื่นทั้งหมดได้ และในที่สุดทำให้อยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวง คือการ บรรลุนิพพาน. ส่วนอุดมคติของคำว่า "การศึกษา" ของท่านทั้งหลายที่เป็นครู ที่ถูก อบรมอยู่ในปัจจุบันนี้ จะเป็นอย่างไรนั้น ท่านทั้งหลายย่อมทราบดี. แต่ขอให้ลอง พิจารณาดูให้ดีเถิดว่า มันเพียงพอหรือยัง ? เพียงพอแก่ความเป็นมนุษย์ของเรา ที่จะอยู่กันเป็นปกติสุขหรือยัง ? ถ้าหากว่าอุดมคติของคำว่าการศึกษา มีความหมาย แต่เพียงว่า ทำให้บุคคลผู้นั้นสามารถอยู่ได้สะดวกสบายในสังคม หรือเข้ากันได้กับ สังคมเหล่านี้แล้ว มันจะเพียงพอเพื่อดับทุกข์หรือไม่ ?. ที่ว่าทำให้สามารถอยู่ได้ในสังคม หรือว่าเข้ากันได้กับสังคมนั้นมันไม่มี ความหมายอะไรมากไปกว่า สังคมเป็นอย่างไร เราก็ทำตัวให้เข้ากับเขาได้ ไม่กระทบ กระทั่งกัน. ทีนี้ ถ้าหากว่าสังคมนั้นนิยมไปในทางต่ำ นิยมไปในทางเป็นทาส ของกิเลสตัณหาแล้วจะเป็นอย่างไร ? ในที่สุดก็จะต้องมีความทุกข์ เหมือนกับที่เรา เห็นประจักษ์ตาอยู่ในบัดนี้ว่า สังคมในโลกนี้ ไม่ได้เพ่งเล็งถึงการที่จะดับกิเลสตัณหา ; แต่ส่งเสริมกิเลสตัณหา คือต่างคนต่างแย่งชิงประโยชน์ที่มีอยู่ในโลก เพื่อจะเอามา เป็นของตนให้มากยิ่งขึ้น จนถึงกับเกิดแบ่งกันเป็นผักเป็นฝ่าย แต่ละฝ่ายก็มีอำนาจมาก ก็เลยตั้งข้อที่จะประหัตประหารทำลายล้างกัน คือที่เราเรียกกันว่ามหาสงคราม. เรา ก็พลอยกระทบกระเทือนกับเขาด้วย อยู่ไม่เป็นสุข ; เพราะว่า ความเจริญหรือ ความมุ่งหมายของสังคมนั้น มุ่งไปยังประโยชน์ทางวัตถุอย่างเดียว ไม่คำนึงถึง ประโยชน์ ทางจิตทางวิญญาณ.

น.464 ที่จะแบ่งกันเป็นค่ายสองค่าย ในระหว่างครึ่งโลก ๒ ครึ่งนี้ ก็ไม่มี ความประสงค์อื่นนอกจากแย่งชิงทางวัตถุ เขาต้องการที่จะเอาเปรียบกันให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ เพื่อจะได้เอาประโยชน์ที่มีอยู่ในโลกนี้ มาเป็นของตัวให้มากที่สุด เขาจึงรบกัน ; เพราะฉะนั้นการศึกษาของเขา จึงมุ่งหมายแต่จะทำคนให้สามารถ ในการที่จะทำหน้าที่อย่างนี้เท่านั้น : คือสามารถในการที่จะทำหน้าที่แสวงหาประโยชน์ กอบโกยประโยชน์ทั้งทางตรงทางอ้อม มาเป็นของตนให้มาก : แล้วก็มาสำรวยใน ลักษณะที่เรียกว่า "กินดีอยู่ดี" ; แต่เกินขอบเขต คือถูกกิเลสตัณหาครอบงำ ไม่มีขอบเขตของการอยู่ดีกินดี. นี้ ทำให้ถึงกับมัวเมา จนไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ โลกของเรา จึงยุ่งเหยิง ด้วยสิ่งที่เรียกว่าสงคราม สงครามร้อนบ้าง สงครามเย็นบ้าง สงคราม บนดินบ้าง สงครามใต้ดินบ้าง ต่าง ๆ นานา ; เพราะเหตุว่าการศึกษาของโลก นำไปผิด เพราะมุ่งอุดมคติแต่เพียงว่า จะเอาผลทางวัตถุแต่อย่างเดียว ไม่คำนึง ถึงความดับทุกข์ในด้านจิตหรือด้านวิญญาณ ตามแบบของพระศาสนาเสียเลย. เราจะ เห็นได้ว่าศาสนาทุกศาสนา ไม่ว่าศาสนาไหนหมด ล้วนแต่มุ่งหมายที่จะให้มนุษย์ ทุกคนได้รับความสงบสุขในด้านจิตด้านวิญญาณด้วยเสมอไป; แต่การศึกษา ของโลกปัจจุบันกลับมุ่งไปแต่ในทางวัตถุ หรือทางเนื้อทางหนังแต่อย่างเดียว ซึ่ง เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมามืดหน้ามัวตา, ในที่สุดเห็นการฆ่ากันตายนี้เป็นของเล่น ๆ ; เห็นการฆ่าตัวเองตาย กระโดดน้ำตายอย่างนี้เป็นของว่าเล่น ; นี่เพราะการศึกษา ไม่หันหน้าเข้าหาธรรมะ ยอมตายด้วยอาการอย่างนั้น เพราะความมืดหน้ามัวตา. ของบุคคลนั้น ได้นำบุคคลนั้นไปผิดทาง, บูชาความสุขทางเนื้อทางหนังเป็น สรณะยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า, นี้เรียกว่าการศึกษาซึ่งนำบุคคลไปสู่ความพินาศ. ถ้าหากต้องการแต่เพียงว่า คนหมู่มากเขาเป็นกันอย่างไร ตัวเองก็จะเป็นไป อย่างนั้น ; แล้ว คนหมู่มากมาจากอวิชชา ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา

น.465 มากจึงเป็นไปตามทางของกิเลสตัณหา. เมื่อคนหมู่มากในโลกเป็น เสียอย่างนี้แล้ว โลกนี้จะเป็นอย่างไร ; ไม่ต้องสงสัย จะต้องลุกเป็นไฟยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ. แม้ว่าการศึกษาหรือการก้าวหน้า การค้นคว้าทางวัตถุ จะเจริญรุ่งเรืองสักเท่าไร มันก็เจริญรุ่งเรืองไปในทางที่จะทำบุคคลในโลกให้ลำบากยุ่งยากยิ่งขึ้น, ให้มีความ ทุกข์มากขึ้นกว่าเดิม. ต่อเมื่อไรเขาให้การศึกษานั้นเป็นไปถูกทาง ทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจ ไม่สูญเสียอุดมคติของการศึกษาแล้ว การก้าวหน้าในโลกนี้จะเป็น ไปเพื่อความสงบสุข ความสะดวกสบาย ควบคู่กันทั้งทางกายและทางจิต. เดี๋ยวนี้มันเป็นไปในทางกายหรือทางวัตถุมากเกินไปจนเพ้อ ; ส่วน ทางจิตหรือทางวิญญาณนั้น ยังไม่มี ยังเงียบเหงา ยังล้าหลัง ; เพราะว่าผู้นำใน ทางวิญญาณนั้นได้ละเลยต่อหน้าที่ของตน เนื่องจากเข้าใจในอุดมคติของคำว่า การศึกษา ผิดไปจากความจริง ; จึงหวังว่าเราในฐานะที่เป็นมนุษย์สามัญทั่วไปและ เป็นครู รับผิดชอบในการที่จะจัดโลกนี้ให้เป็นอย่างเหมาะสมอย่างไร จะต้อง ระลึกนึกถึงเป็นข้อแรก. คำว่า "ครู" พักไว้ก่อน. แต่คำว่า "มนุษย์" คนหนึ่ง ซึ่งเราก็เป็นกัน ทุกคนนี้, เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ นี้ มันมีหน้าที่อย่างไร ที่จะต้องจัดโลกของเรา. เราจะจัดโลกของเราให้เป็นไปในลักษณะอย่างไร จึงจะสมกับที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้เป็นโลกที่มีความสุข มีความผาสุกหรือสันติสุข. อาตมาเห็นว่าไม่มีทางอื่นใด นอกจากทางที่เราจะต้องเข้าใจ ความหมาย ของคำว่า "การศึกษา" ให้ถูกต้อง, และในที่สุดเข้าใจอุดมคติของคำว่า "ครู" นี้ให้ถูกต้อง. เพราะว่าครูเป็นบุคคลประเภทที่นำมนุษย์ทุกคนในโลก : ทั้งๆ ที่ครูเอง ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งด้วยเหมือนกัน ·แต่รับอาสาทำหน้าที่เป็นผู้นำ นำทั้งในทางวัตถุ และนำทั้งในทางจิตใจ คือนำทั้งในทางร่างกายและนำทั้งในทางวิญญาณ. เมื่อนำไป

น.466 ถูกทางแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นไปในลักษณะที่น่าดู คือมีความเจริญรุ่งเรืองไปในทาง สงบเย็น ; ไม่เจริญรุ่งเรืองไปด้วยลูกระเบิดหรือด้วยไฟหรือด้วยความทุกข์ยาก ความลำบากความทนทุกข์ทรมาน. นี้จะเห็นได้ว่า สันติสุขหรือสันติภาพอันถาวรของโลกนั้นย่อมขึ้นอยู่กับ การเข้าใจอันถูกต้องของคำว่า "การศึกษา". ถ้าหากว่าการศึกษาได้รับการพินิจ พิจารณาจนเข้าใจอย่างถูกต้องและได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง โลกก็จะ ดีกว่านี้ และจะอยู่ในฐานะที่น่าดูยิ่งกว่านี้, และถ้าหากว่า โลกได้ยึดถืออุดมคติ ของการศึกษา ตรงตามความหมายที่พระพุทธเจ้าท่านได้ประทานไว้แล้ว โลกก็จะ ยิ่งดีกว่านั้นไปอีก คือจะกลายเป็นโลกของพระอริยเจ้าที่ปราศจากความทุกข์ โดย ประการทั้งปวง. ไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีเรือนจำ โรงเรียนก็แทบ จะว่าไม่จำเป็น เพราะว่าอาจจะมีการสั่งสอนกันทั่วไปได้ทุกหน ทุกแห่ง เพราะ คนประพฤติดีอยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้เราต้องตั้งโรงเรียนดัดสันดาน, โรงเรียนที่ไม่ควรจะตั้ง ; ต้อง มีคุกมีตะราง มีตำรวจมีทหาร มีอะไรต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ทำความยุ่งยากลำบากให้มนุษย์ เราเอง. เพราะว่าเราดำเนินการศึกษาของโลกมาในลักษณะนี้ในรูปนี้ แล้วจะไป โทษใครที่ไหน ; จะไปโทษพระเป็นเจ้าก็ไม่ถูก เพราะว่าพระเป็นเจ้าไม่ได้กำหนด อุดมคติของการศึกษาอย่างนี้ ; กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งเราละเลยเสีย. เรามา กำหนดอุดมคติของการศึกษาตามชอบใจ ว่าเพื่ออยู่ร่วมกันได้สะดวกในสังคมหรือ เข้ากันได้กับสังคม : ถ้าสังคมส่วนมากตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสแล้ว เราก็กลายเป็น มนุษย์ที่เบียดเบียนมนุษย์กันเอง โดยไม่ต้องสงสัย. ฉะนั้นเราจะต้องนำสังคมไป ในทางที่จะชนะกิเลส รู้จักบังคับตัวเอง ควบคุมตัวเอง. ควรจะขยายอุดมคติ หรือความหมาย ของคำว่าการศึกษานี้ให้สูงสุด ตามที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ คือว่าดับความทุกข์สิ้นเชิง ทั้งทางกายและทางจิต ;

น.467 จะต้องรู้เรื่องทางจิตให้มาก เท่ากับที่เรารู้เรื่องทางกาย. เดี๋ยวนี้เรารู้เรื่องทาง วัตถุหรือทางกายนี้มากเกินไป แต่ไม่รู้เรื่องทางจิตหรือทางวิญญาณให้พอกัน. การ จัดการศึกษาจึงเป็นไปครึ่งเดียวหรือซีกเดียว คือเป็นไปแต่เพื่อประโยชน์สุขทาง ร่างกาย ; ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่ความมัวเมามึนเมาในความสุขทางเนื้อทางหนัง ไม่มี ความสงบสุขในทางจิตหรือทางวิญญาณ. ฉะนั้น ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายที่เรียก ตัวเองว่าครูทุก ๆ คนในโลก ช่วยกันหมุนโลกให้ได้รับแสงสว่างในทางจิตทาง วิญญาณแล้ว โลกของเรานี้จะน่าดูกว่านี้. เราทุกคนจะไม่ลำบากเหมือนที่กำลัง ลำบากอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งมีอะไรล้วนแต่เป็นความขาดแคลนยิ่งขึ้นทุกที เพราะว่าเรา จัดโลกนี้ไปแต่ในทางให้มันเป็นอย่างนั้น : คือตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ไม่มี อุดมคติตามความหมายของบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเป็นประธานเสียเลย. อุดมคติของการศึกษา ไม่ควรจะหยุดอยู่เพียงแค่ว่าทำตัวให้เข้ากันได้ กับสังคม ; แต่ควรจะกล้าคิดกล้านึกให้สูงไปกว่านั้น คือจะจูงสังคมให้ไปสู่ความ ดับทุกข์ หรือพระนิพพานให้จนได้. พังดูแล้วก็น่าสั่นหัว หรือรู้สึกว่าจะเป็น เรื่องที่เหลือวิสัย ; แต่ความจริงก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ความถูกต้องก็ยังคงเป็นอยู่ อย่างนั้น. อุดมคติของการศึกษา หมายความว่า ทำให้คนสามารถเอาชนะ ความทุกข์ทั้งปวง ; โดยเฉพาะก็คือ เอาชนะกิเลสทุกชนิด แล้วก็เป็นนิพพานเอง โดยไม่ต้องปรารถนานิพพาน. เมื่อคนเราบังคับความชั่วในจิตใจ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้หมดจดสิ้นเชิงแล้วก็ย่อมเป็นนิพพานขึ้นมาเอง : ไม่มี ใครคิดจะเบียดเบียนใคร ไม่มีใครคิดจะล่วงเกินใคร ไม่มีใครคิดที่จะเอาเปรียบใคร ; แล้วมันจะรบกันได้อย่างไร ขอให้ลองคิดดู.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต