น.410 คำว่า เอกายน นี้เถียงกันมาก เพราะว่า คำบาลีนี้มันถอดรูปตามวิธีของไวยากรณ์ ได้มากกว่า ๑ รูป. ภาษาบาลีเขาเป็นอย่างนั้น คือถอดได้เป็น ๒ รูป ๓ รูป เพราะฉะนั้นคำว่า เอกายน ใครจะมีเหตุผลมาแปลมันก็แปลได้ทั้งนั้น. อย่างว่า ทางเดียว ทางเอก อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน, หรือว่าทางสำหรับบุคคลผู้เดียวไป อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน, แล้วก็ ทาง เพื่อให้ถึงสิ่ง ๆ เดียว ให้ถึงปลายทางเพียงสิ่งเดียว ก็ได้เหมือนกัน. อาตมาเลยถือเอาเสียทั้งสามอย่างเลย, เอาทั้งสามความหมายเลย ; จึงพูดติดกันไปเป็นพวงเลยว่า :- ทาง ๆ เดียว สำหรับบุคคลผู้เดียว เดินไป สู่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว. นี่ได้ความหมายของคำว่า เอกายนมรรค อย่างนี้. ต่อไปนี้เราก็พิจารณาความหมายของมันทีละอย่าง เช่นว่า : ทางเดียว นี้ก็ หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา, ที่เราชอบเรียกกันว่า มรรค. ตรงนี้อาตมา อยากจะแนะหรือย้ำ ทั้ง ๆ ที่เคยแนะกันมาบ้างแล้วว่า มรรคนี้ ทาง ๆ เดียว หรือมรรคนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เรียงลำดับว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ; แต่ท่าน เรียงลำดับว่า ปัญญา แล้ว ศีล แล้ว สมาธิ. เรื่องนี้ไม่ใช่เล็กน้อยเลย ; บางที จะเป็นเพราะประมาท สะเพร่า มองข้ามความจริงเหล่านี้ไป จึงได้ทำให้การปฏิบัติ ของพวกเราชะงัก ติดต้น และล้มเหลว ในที่สุด ; เพราะเรามัวไปเรียงลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง, เราไม่เรียงลำดับตามที่พระพุทธเจ้าท่านเรียงไว้ให้ ว่าปัญญา แล้วศีล แล้วสมาธิ. สำหรับผู้ที่รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เพราะเคยเรียนนักธรรมตรี โท เอก มาแล้วก็รู้อยู่แล้ว แต่คนที่ไม่เคยเรียนอาจจะไม่รู้ก็ได้ เพราะฉะนั้นจึง นำมาพูดให้ฟังดังนี้ :- มรรคมีองค์แปด ใน ๘ องค์นั้น สององค์แรก คือองค์ที่ ๑ กับ องค์ที่ ๒ นั้นคือเป็นปัญญา เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ กับ สัมมาสังกัปโป นี้เป็นปัญญา ;
น.411 องค์ที่ ๓ - ๔ - ๕ นั้นเป็นศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ; องค์ที่ ๖ - ๗ - ๘ นั้นเป็นสมาธิ ; คือ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า มีการเรียงลำดับเป็นปัญญา แล้วเป็นศีล แล้วเป็น สมาธิ, ทางที่ถูกมันต้องเป็นอย่างนี้. มันต้องเป็นปัญญานำหน้าก่อนเสมอไป ; มิฉะนั้นมันหลงทางตาย คือ ไปรักษาศีลเข้าโดยไม่มีปัญญา ไม่มีสัมมาทิฏฐิ มันก็เป็นศีลเข้ารกเข้าพงไปหมด ; เหมือนที่เขารักษาศีล เพื่อความขลัง เพื่อความ ศักดิ์สิทธิ์, รักษาศีลให้มีโชคดี. รักษาศีลแลกเอาสวรรค์วิมาน เพื่อไปสวรรค์ อย่างนี้มันเข้ารกเข้าพงไปหมด ; เพราะไม่เอาปัญญานำมาก่อน. ถ้าเอาสัมมาทิฏฐิ องค์แรกของมรรคมาก่อน มันบอกว่าอะไรคืออะไร : ทุกข์คืออะไร, เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร, ความดับสนิทแห่งทุกข์นั้นเป็นอย่างไร, ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ; มันเลยหลงไปไม่ได้. ไม่มีทาง ที่จะให้ไปรักษาศีลเพื่อขลัง เพื่อศักดิ์สิทธิ์ เพื่อโชคดี เพื่อไปสวรรค์ ; แต่จะ รักษาศีลเพื่อเดินไปสู่ความหมดความเห็นแก่ตัว, ปลดเปลื้องความเห็นแก่ตัว, ไม่มีตัว ทั้งนั้น, เป็นการรักษาศีลเพื่อขจัดขัดเกลาความเห็นแก่ตัว, มุ่งไปสู่ความหมดความ เห็นแก่ตัวทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะมีศีลข้อไหน. นี่มันจึงถูกต้องอย่างนี้ ไม่ออกนอกทาง. นี่แหละ ระวังให้ดี จะต้องเอาปัญญาไว้ข้างหน้า แล้วศีล แล้วสมาธิ ; ที่นี้ทำไปมันก็ย้อนกลับมาส่งเสริมปัญญาให้แรงยิ่งขึ้นไปอีก ; ปัญญาก็ส่งศีลและสมาธิ ให้แรงยิ่งขึ้นไปอีก. เมื่อศีล สมาธิแรงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แล้วก็ย้อนกลับไป ส่งเสริมปัญญาให้แรงขึ้นไปอีก ; มันเป็นวง คือสัมพันธ์กันอยู่อย่างนี้. ลักษณะ เช่นนี้เรียกว่า ทาง อย่างถูกต้อง, เป็นไปอย่างถูกต้อง จะต้องให้ปัญญานำหน้า เหมือนกับเข็มทิศ หรืออะไรทำนองนั้นเสมอไป.
น.412 ที่ว่า "ผู้เดียวเดิน" นี้เราหมายถึงกฎแห่งกรรม เป็นของเฉพาะคน ; ผู้ใดทำผู้นั้นจะต้องได้รับผล เพราะว่ากรรมนั้นมันอยู่ ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ ของผู้ที่ กระทำนั้นเอง. เพราะฉะนั้นจึงแทนกันไม่ได้ แม้ว่าหลายคนจะทำเหมือน ๆ กัน มันก็มีส่วนที่ว่าต่างคนต่างทำ ; จะได้รับผลกรรมของตน ๆ แม้ว่าจะทำรวมกัน จนมี ผลรวมกัน คราวเดียวกัน ; นี้ก็ต้องถือว่ามันเป็นผลเฉพาะคนทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เราจะต้อง ระมัดระวังในข้อที่ว่า อย่าไปหวังที่จะให้คนอื่นช่วย, อย่าไปหวัง พระเจ้าช่วย, อย่าไปหวังเทวดาช่วย, อย่าไปหวังโชคชตาช่วย. จะไปดูหมอ ไปสร้างศาลพระภูมิอะไรนั้น มันเป็นเรื่องของเด็กอมมือ ; มันจะทำความสบายใจให้ ก็แต่เด็กอมมือ และผู้ใหญ่ที่มีลักษณะอย่างเดียวกับเด็กอมมือ, จึงจะสบายใจ อุ่นใจ ในการกระทำเพียงเพื่อบูชาเทวดา หรือโชคเคราะห์อะไรต่าง ๆ นั้น มันไปเอา สิ่งภายนอก หรือบุคคลอื่น สิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่ง หรือมาเป็นหลัก. ที่ถูกมันจะต้องเอาตัวเองเป็นหลัก ด้วยบทที่บัญญัติไว้โดยเด็ดขาด, มี พุทธภาษิตที่เด็ดขาดว่า พึ่งตัว :- "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" นี้แล้ว ก็จะได้ประกอบ กรรมที่ถูกที่ควร จนกระทั่งถึงกรรมที่ ๓ คือ พ้นไปจากดี จากชั่ว ไม่เห็นแก่ตัว. กรรมดี กรรมชั่วนั้น ระวังให้ดี, กรรมที่ ๑ ที่ ๒ นั้น ระวังให้ดี, มันยัง วนเวียนอยู่กับตัว ยังเห็นแก่ตัวอยู่นั่นแหละ. ผู้ที่รักดี ทำดีนั้น มันก็ยังเห็น แก่ตัวอยู่ ; ต่อเมื่อถึงกรรมที่ ๓ คือการปฏิบัติมรรค ผล นี้ ซึ่งจะทำลายความ เห็นแก่ตัวเสียได้สิ้นเชิง นั่นแหละจึงจะเป็นกรรมที่ ๓ ที่เรียกว่าอยู่เหนือดีเหนือชั่ว เป็นเอกายนมรรคโดยตรง คือทำให้ถึงความไม่มีทุกข์จริงๆ ได้. ที่เรียกว่า "สู่จุด ๆ เดียว" ในปลายทางนั้นเราหมายถึงนิพพาน. ข้อนี้เราหมายถึงภาวะที่หมดตัว ดับตัวเอง ดับตัวตนเสียสนิท ; ไม่มีความรู้สึก ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานว่า มีตัวเรา หรือมีของเรา : คือตัวตนดับไปสนิท เพราะ
น.413 ความหมดไปแห่งอุปาทานนี้ ; นี้เรียกว่าจุดเดียว สู่ปลายทางนี้ มีแต่อย่างนี้เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น ; ไม่ใช่ที่พรหมโลก ไม่ใช่ที่สวรรค์ หรือไม่ใช่เมืองมนุษย์ที่สวยงาม ในโลกพระศรีอารย์ อะไรทำนองนี้. มันต้องเป็นความดับ ตัวที่เกิดมาจากอุปาทาน ว่าตัวกู ว่าของกู นี้. นั่นแหละคือภาวะที่มุ่งหมายปลายทาง เป็นอย่างนั้น. ถ้ายังไม่ถึงปลายทาง ก็หมายความว่า มีตัวเบาบาง มีตัวแต่น้อย ๆ, คือมีความเห็นแก่ตัวน้อยๆ ; จากความเห็นแก่ตัวเลว ๆ มาเป็นความเห็นแก่ตัวที่ดี ๆ, จากความเห็นแก่ตัวที่ดี ๆ เป็นตัวที่ดี ๆ นั้น ให้มันน้อยลง, ให้มันบางลงจนไม่มี ความเห็นแก่ตัว ; หมดความรู้สึกว่ามีตัว ก็เลยเป็นที่สุด จุดหมายปลายทางอย่างนี้. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าเอกายนมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทาของเรานี้ มันนำไปสู่ จุดหมายปลายทางอย่างนี้ .. ทีนี้เราเหลือบดูกันอีกที ให้ตลอดสายว่า มันตั้งต้นไปจากความเห็นแก่ตัว, ความมีตัวนี้, ไปสู่ความไม่มีตัว ; ความไม่เห็นแก่ตัวโดยประการทั้งปวงนั้นแหละ คือ เอกายนมรรค. ปุถุชนคนธรรมดาสามัญนั้นมีตัว, มีความรู้สึกว่า มีตัวกู ของกู เหมือนที่เคยกล่าวแล้วเมื่อวันก่อน. ส่วนพระอรหันต์ก็คือตรงกันข้าม ไม่มี ความรู้สึกว่า ว่า ตัวกู ของกู : เพราะฉะนั้นทางที่จะเดินระหว่างความเป็นปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอรหันต์นี้เรียกว่า เอกายนมรรค เส้นเดียวเท่านั้น ตรงแน่ว ; แล้วคนเดียวเดินตรงแน่ว ไปสู่จุด ๆ เดียว คือความหมดตัว-เป็นนิโรธ ซึ่งแปลว่า ความดับเสียซึ่งสิ่งที่เกิดอยู่. สิ่งที่มันเกิดอยู่นั้นคือตัวทั้งนั้นไม่มีอะไร, แต่จะ ไปเรียกว่าทุกข์หรืออะไรก็ได้ ; ที่แท้มันคือตัวกู ให้ดับตัวกูให้หมด ไม่มีอุปาทาน ว่าตัวกูนั่นแหละ นี้คือปลายทาง. บัดนี้เรากำลังพูดอยู่เรื่อยว่า เอกายนมรรค นี้คือ มัชฌิมาปฏิปทา :- คือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด ; การกล่าวตามแนวนั้นเข้าใจกันอยู่ทั่วไปแล้ว
น.414 จะไม่กล่าวให้ซ้ำซาก. ไปศึกษาเรื่องมรรคมีองค์แปด ให้เข้าใจให้ดี, ให้จับ ใจความสำคัญให้ได้ว่ามันเป็นอย่างนี้ : - ว่า เรียงลำดับเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ แล้วเจริญยิ่งขึ้นไป ๆ จนดับตัวตนได้. ส่วนที่จะกล่าวในวันนี้ มันยืนยันอยู่แต่ จุดที่ว่า ไปสุดอยู่ที่ไม่ยึดมั่นตัวของตัว ไม่มีตัวนี้; เพราะฉะนั้นเรามาพูดเรื่อง มีตัวไม่มีตัว นี้กันดีกว่า ; คือเราจะยึดหลักที่เราได้ยินกันอยู่แล้วว่าสติปัฏฐาน ๔ อย่าง นั้นเป็นเอกายนมรรค, แล้วบาลีก็ระบุสิ่งนี้ : เอกายโน ภิกฺขเว มฺโก ฯ นี้ แล้วก็ระบุไปยัง สติปัฏฐาน ๔. เรื่องที่จะพูดก็คือว่า สติปัฏฐาน ๔ นี้เข้าใจผิดกันอยู่มาก จนทำไม่ได้ ; เช่นไปยึดเอาตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งยืดยาว. ถ้าอ่านไปตามตัวหนังสือ ไปเรื่อย ๆ ไม่ข้ามไม่ลัด ละก็ ก็ต้องใช้เวลาเป็นสองชั่วโมงกว่าจะจบ, เป็นถ้อยคำ มากมาย สองชั่วโมงขึ้นไปจึงจะจบ. แต่มีสติปัฏฐานที่แท้จริง ที่อยู่ในรูปของ อานาปานสติ ; อันนี้ตรงจุดที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมาย, และเป็นรูปพุทธภาษิต ชัด ๆ เหมือนกันว่าเป็นสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งทำให้เราสงสัยขึ้นมาว่า สูตรที่เติมคำว่า มหา ๆ เข้ามานี้ จะเป็นสูตรที่เขียนขึ้นชั้นหลัง, ที่เพิ่มเติมขึ้นมาชั้นหลังเรื่อย ๆ ; คือคนชั้นหลังเห็นกันว่า ธรรมะข้อนี้ก็บรรจุเข้าไปได้, ธรรมะข้อนั้นก็บรรจุเข้าไปได้, ธรรมะข้อโน้นก็บรรจุเข้าไปได้ ; แล้วก็ใส่ลงไปเรื่อยๆ ในการทำสังคายนาครั้งหลัง ๆ นี่เอง มันจึงมีสูตรประเภทที่พุ่มเพื่อย หรือยืดยาดอย่างทำนองนี้ เกิดขึ้นหลายสูตร รวมทั้งมหาสติปัฏฐานสูตรด้วย. มันก็ไม่ใช่ผิด แต่มันเหลือที่จะศึกษาจับหัวใจได้ ; มันพร่าไปหมด มันเป็นการต้องทำพร้อม ๆ กันหลายๆ สิบอย่าง แล้วใครจะทำไหว. ส่วนสติปัฏฐานที่เป็นเอกายนมรรค ถือเอาตามสูตรอานาปานสติสูตร หรือ สติปัฏฐานสูตร ซึ่งไม่มีคำว่า "มหา" อยู่ด้วย. มันมีคำสั้น ๆ อย่างนี้ว่า : - การศึกษา เกี่ยวกับกาย ให้รู้ว่า ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน : - แล้วก็ศึกษาที่เวทนา จนรู้จักชัดที่เรียกว่า
น.415 วทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ; - แล้วก็ ศึกษาเรื่องจิต เป็นจิตตานุปัสสนา- สติปัฏฐาน ; - แล้วก็ศึกษาเรื่องธรรม เป็น ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ; รวม ๔ เรื่อง. หมวดที่ ๑ ท่านตัดลัดลง ถึงกับว่า การศึกษาเกี่ยวกับกายานุปัสสนา สติปัฏฐานนี้ให้ดูภายคือลมหายใจ ; ในที่นี้เอาลมหายใจเป็นกาย. คำที่ว่า "เกี่ยวกับกาย" นี้มีหลายอย่าง ลมหายใจก็เป็นอย่างหนึ่งด้วย ; เพราะฉะนั้น จึงให้ดูลมหายใจในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญของกาย ; ขาดลมหายใจเมื่อไร กายก็ สิ้นสุดลงเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นจึงมาดูที่ลมหายใจ แล้วฝึกเกี่ยวกับลมหายใจ ให้เกิด เป็นผลขึ้นมาถึงที่สุดเสียก่อน. เช่นว่า, กำหนดลมหายใจที่ยาวที่สั้น ให้รู้จักลมหายใจ ให้ดีเสียก่อน แล้วจึงรู้จักลมหายใจในความหมายที่ลึกซึ้งว่า นี้มันปรุงแต่งร่างกาย เรียกว่ากายสังขาร ; ลมหายใจนี้ได้ชื่อว่า กายสังขารเพราะปรุงแต่งกาย. ถ้ากายสังขาร คือลมหายใจหยาบ ก็หมายความว่า จิตใจก็กำลังหยาบ ยังกำลังวุ่นวาย. ถ้าลมหายใจ หรือกายสังขารรำงับ กายนี้ก็รำงับ จิตใจก็พลอยรำงับ ; เพราะฉะนั้นถ้าอย่างไรเราทำกายสังขารนี้ คือลมหายใจนี้ให้ละเอียด ให้รำงับเถิด ร่างกายจะรำงับลงไปเอง ; จิตใจก็จะรำงับตามลงไปด้วย. เพราะฉะนั้นในหมวด ที่ ๑ คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานจึงมีกำหนดอยู่ ๔ ข้อว่า : - กำหนดลมหายใจยาว , กำหนดลมหายใจสั้น ๆ, กำหนดลมหายใจทั้งปวง แล้วก็ทำกายสังขาร คือ ลมหายใจนี้ ให้รำงับลง ๆ, เป็น ๔ ข้ออย่างนี้. การกำหนดลมหายใจยาว และสั้น ทีแรกก็เพื่อทำความคุ้นเคยกับลมหายใจ บ้าง, ปรับปรุงร่างกายให้ดี มีอนามัยดีบ้าง จนรู้เท่าทันลมหายใจดี, แล้วศึกษาให้รู้ว่า มันเป็นของปรุงแต่งกายอยู่ เช่นว่า เมื่อเราโกรธ ลมหายใจจะหยาบและเร็ว ; เมื่อเรา
น.416 มีอารมณ์ดี ลมหายใจจะละเอียดและยาวอย่างนี้เป็นต้น มันเนื่องกันอยู่อย่างเห็นชัด ทีเดียว. เมื่อเราปล่อยตามสบาย ลมหายใจมันก็อยู่ในระดับปรกติ ; ถ้าเราไป ตั้งใจคิดเรื่องที่คิดยาก ๆ ละเอียดประณีต ลมหายใจก็ต้องละเอียดประณีตตามลงไปด้วย มิฉะนั้นมันคิดไม่ออก. นี่เห็นได้ชัดว่า มันเนื่องอยู่กับกายโดยตรง เราจึงจับหลักได้ว่า ถ้าเราทำลมหายใจให้ละเอียดได้ กายมันก็จะสงบรำงับ, แล้วจิตมันก็จะสงบรำงับ. เพราะฉะนั้นจึงมีข้อที่ ๔ ว่าทำกายสังขารให้สงบรำงับ, ให้ละเอียด ๆ-ละเอียด ๆ จนรำงับเป็นสมาธิ ; มีผลเกิดขึ้นเป็นสมาธิ. เพราะฉะนั้นหมวดแรกก็จะปฏิบัติ ได้ไปจนถึงเป็นสมาธิ หมวดที่ ๒ คือเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, เวทนานี้เราไม่ต้องไปเอา เวทนาที่นั่นที่นี่ให้ยุ่งยากลำบาก โกลาหลวุ่นวาย ซึ่งมีแต่จะถูกจูงถูกดึงออกไป นอกทางมากกว่า ; เราเอาเวทนาที่ได้มาจากสมาธินั่นแหละ. เมื่อทำสมาธิ สำเร็จมันก็มีเวทนา คือ ปีติ และสุข เกิดขึ้นในสมาธินั้น ; เพราะฉะนั้นเราเอา ปีติและสุข ซึ่งเป็นเวทนาอันประณีต อันละเอียดนั่น เป็นสุขเวทนาด้วย, เอามา เป็นเวทนาในที่นี้ เพื่อศึกษา เพื่อปฏิบัติด้วย. การที่เราเอาเวทนามาเป็นการศึกษา ปฏิบัตินี้ มันมีความหมายกว้างเกินกว่าที่คนธรรมดาจะมองเห็นง่าย ๆ ; คือความจริง มันมีอยู่ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ มันเป็นทาสเป็นขี้ข้าของเวทนาด้วยกัน ทั้งนั้น, เป็นทาสของสุขเวทนาเป็นส่วนใหญ่ ; แล้วมันเป็นทาสของทุกขเวทนาด้วย คือเมื่อมีทุกขเวทนาขึ้นแล้ว มันก็เอะอะวุ่นวายเดือดพล่านไปด้วยอำนาจของทุกขเวทนา เช่นให้โกรธ เป็นต้น ; แต่ส่วนใหญ่นั้นมันเป็นทาสของสุขเวทนา. เพราะฉะนั้น มันจึงได้เกิดเป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติไปได้. ถ้าเราทำให้เวทนา หมดฤทธิ์, ถ้าเราทำให้เวทนาหมดความหมายได้แล้วก็ไม่มีตัณหา หรืออุปาทาน
น.417 จนเป็นทุกข์ไปได้ ; เพราะฉะนั้นจึงจัดการกับเวทนา, เอาเวทนาที่สูงสุดเสียทีเดียว มาจัดการ. ทำลายความยึดมั่นถือมั่นในเวทนาอันสูงสุดนี้เสียได้ มันก็เป็นอัน ทำลายความยึดมั่นถือมั่นในเวทนาต่ำ ๆ อย่างโลก ๆ นั้นได้แน่นอน ; เพราะฉะนั้น จึงแนะให้เอาเวทนาจากสมาธินั่นแหละมาปฏิบัติ หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานจึงกำหนดไว้ ๔ ข้อ : - ข้อ ๑ กำหนด ที่บีติ ; - ข้อ ๒ กำหนดที่สุข, -ข้อ ๓ กำหนดให้รู้ว่าเวทนานี้เป็นจิตตสังขาร คือ ปรุงแต่งจิต ทำนองเดียวกับที่ลมหายใจปรุงแต่งกาย. - ข้อที่ ๔ ก็คือทำจิตตสังขาร นี้ให้รำงับลง-รำงับลง, คือทำอย่าให้เวทนาปรุงแต่งจิตได้ ให้ปรุงได้แต่น้อย ๆ น้อย ๆ เพื่อไม่เป็นทาสของเวทนา ไม่ก่อให้เกิด ตัณหา อุปาทาน. ให้สังเกต ดูให้ดีว่า หมวดเวทนานี้ให้กำหนดปีติก่อน ว่าเป็นอย่างไร ให้คุ้นเคยกับมันก่อน ; แล้วกำหนดความสุข ซึ่งมีรสชาติอีกอย่างหนึ่งแปลกออกไปจากปีติจนคุ้นเคยกับมัน. พอมาถึงข้อที่ ๓ จึงจะรู้ว่า อ้าว, เจ้านี่เองเป็นตัวปรุงแต่งจิตให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้, คือคิดนึกไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามอำนาจของเวทนานั้น ; เวทนา เปลี่ยนชื่อไป เรียกว่าจิตตสังขาร. เมื่อศึกษาเรื่องของเวทนาปรุงแต่งจิตอย่างไร แล้วก็เห็นชัดว่า จะควบคุมมันอย่างไร ; ลดการปรุงแต่งของมันลงเสียได้อย่างไร จนกระทั่งไม่ให้มันปรุงแต่งจิตได้. ข้อที่เวทนาจะปรุงแต่งจิตไม่ได้นั้น มีแต่ชั้นพระอรหันต์เท่านั้น ; ชั้นที่ ต่ำกว่านั้น แม้จะเป็นพระอริยเจ้าแล้ว แต่ต่ำกว่าพระอรหันต์ ก็ยังมีเวทนาปรุงแต่งจิต ในระดับใดระดับหนึ่งอยู่ ; ส่วนปุถุชนนี้ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเป็นทาสของเวทนา อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันจึงปรุงแต่งจิตให้คิดให้ปรุงกันเรื่อย ให้เป็นดีเป็นชั่ว โกลาหล วุ่นวายกันไปหมด. แต่ถ้าสามารถควบคุมเวทนา ไม่ให้ปรุงแต่งจิตได้แล้ว มันก็หมายความว่า จิตนั้นจะไม่คิดไปในทางกาม ไม่คิดไปในทางกิเลส ตัณหาได้ เพราะเวทนานี้มันส่งให้เกิดความคิดไปในทางโลภ ทางโกรธ ทางหลง อย่างใด
น.418 หนึ่งเสมอ. ถ้าเราควบคุมมันได้ ก็หมายความว่ามันปรุงไม่ได้ หรือว่า ปรุงได้ แต่น้อย, หรือว่าปรุงอยู่ในระเบียบ. ข้อที่ ๔ ในการควบคุมนี้มันดีอย่างนี้ ; นี้เรียกว่า ทำจิตตสังขารให้สงบ อยู่นี้ มันหมายถึงทำให้เวทนาปรุงแต่งจิตแต่น้อย ๆ, น้อยลง ๆ จนกว่าจะไม่ปรุงเลย. มันเป็นอย่างนี้ต่างหาก จึงจะเป็นเวทนานุปัสสนา- สติปัฏฐาน. มาถึง หมวดที่ ๓ ที่เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เราต้อง เปรียบเทียบว่า หมวดที่ ๑ นั้น เราศึกษากันที่กาย ดูกันที่กาย จัดการกัน ที่กาย ; หมวดที่ ๒ เราดูกันที่เวทนา ศึกษากันที่เวทนา จัดการกันที่เวทนา. พอมาถึง หมวดที่ ๓ นี้เราผละจากเวทนา มาดูกันที่จิต มาศึกษากันที่จิต ที่ถูก เวทนาปรุงแต่งนั่นแหละ แล้วจะปฏิบัติกันลงไปที่จิตโดยตรง ดูกันที่จิตโดยตรง. ฉะนั้น ข้อที่ ๑ ที่เรียกว่า รู้จักจิต, รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตก่อน. - ข้อที่ ๒ รู้จักทำ ให้มันบันเทิง, บันเทิงในทางธรรม ไม่ใช่บันเทิงในทางรูป ทางภายนอก ทาง กิเลสนี้ ไม่ใช่. ให้จิตรู้สึกเป็นสุขบันเทิง ปราโมทย์บันเทิงอยู่. - ข้อที่ ๓ ทำจิตให้ตั้งมั่นได้ เป็นสมาธิได้. ข้อที่ ๔ ทำจิตให้ปล่อยความยึดมั่นถือมั่น. นี้ ๔ อย่างด้วยกันสำหรับการศึกษาในแง่ที่เกี่ยวกับจิต. ในขั้นที่ ๔ นี้ เราก็สนใจที่จะดูจิต รู้จักตัวจิต จนกระทั่งบังคับให้มัน เป็นอย่างไรก็ได้ ใน ๓ ลักษณะคือ ให้บันเทิงก็ได้, ให้ตั้งมั่นถือมั่นอยู่ก็ได้, ให้ปล่อยสิ่งที่มันยึดมั่นถือมั่นอยู่ก็ได้ แม้จะเป็นการปล่อยเพียงชั่วคราว คือว่า ทำจิตให้หมดความยึดมั่นถือมั่นจากตัวกู ของกู ที่เร่าร้อนอยู่ แม้ชั่วคราวนี้ก็ยังได้. มันเป็นการทำด้วยอุบายด้วยวิธี จนกว่ามันจะปล่อยโดยสิ้นเชิง ซึ่งมันจะเป็นเรื่อง ขั้นสูงสุด.
น.419 หมวดสุดท้าย คือ หมวดที่ ๔ ที่เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี้เราก็ดูความจริง, ดูสภาพความจริงที่เกิดอยู่ที่กาย ที่เวทนา ที่จิต หรือที่สิ่ง ทั้งปวงนั่นเอง ; แทนที่จะดูที่กาย ที่เวทนา ที่จิต เดี๋ยวนี้มาดูที่ความจริง ที่เกิดอยู่ กับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมีว่า : มีปรกติ เห็นความไม่เที่ยงอยู่, เห็นวิราคะ คือความ คลาย ความจางอยู่, - เห็นธรรมที่เป็นเครื่องจาง เครื่องคลายนั้น, และ เห็นนิโรธ คือความดับสนิทแห่งตัวกู ของกู ของกิเลส ตัณหาอยู่, และ เห็นความที่เดี๋ยวนี้มันสลัดคืนออกจากกันแล้ว, ไม่ได้เที่ยวยึดมั่นนั่นนี่ด้วยความ เป็นตัวตนของตนเอามาเป็นตัวตนของตนแล้ว. หมายความว่า จิตนี้หลุดออกมาจาก สิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่น ติดตั้งอยู่อย่างไรนั้น เดี๋ยวนี้มันหลุดออกแล้ว มันสลัดคืน ออกจากกันแล้ว. เราเห็นความเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่า เห็นความสลัดคืน - ปฏินิส- ลัดคะ. จึงกล่าวได้สั้น ๆ ว่า เดี๋ยวนี้เราได้เห็นลักษณะที่เร้นลับที่สุดของ ธรรมชาติ ที่เกี่ยวอยู่กับกาย กับเวทนา กับจิต นี้คือความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง คือ : ความที่เมื่อได้ปฏิบัติมาจนถึงกับ เห็นความไม่เที่ยงอย่างยิ่ง แล้ว จิตมันคลาย ออก ๆ จากความที่เคยยึดถือ ; ภาวะของความคลายออกนี้ เราเรียกว่าวิราคะ การคลายออกนี้มันทำให้ดับความยึดถือในที่สุด เรียกว่า นิโรธะ -ตัวตนดับ, ความ สำคัญมั่นหมายว่า ตัวตน มันดับ กิเลส ตัณหาดับ. เมื่อกิเลส ตัณหาดับมัน มีอาการเหมือนกับว่า สลัดกระเด็นออกไปจากกัน ; คือว่า โลกนี้มันหลุดออก ไปจากจิต ไม่ครอบงำจิต ไม่ห่อหุ้มจิตเหมือนแต่ก่อน เรียกว่า ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน. เมื่อปฏิบัติอยู่ตามวิธีนี้ คือ ๔ หมวด ๆ ละ ๔ ข้ออย่างนี้ เรียกว่าเจริญ สติปัฏฐาน ที่ถูกที่ตรง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ ท่านตรัสไว้ และยืนยันไว้
น.420 นี้ เรียกว่าเจริญสติปัฏฐานที่ถูกที่ตรง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ และ ทรงยืนยันไว้อย่างนี้ และทำอยู่อย่างนี้ นี่แหละคือ เอกายนมรรค. ต่อไปนี้จะขอสรุปความให้มันสั้นง่าย ๆ อีกทีหนึ่ง เพื่อกันพันเผื่อ หรือ กันลืมได้ ; คือว่าเรื่องตามธรรมชาติแท้จริงมันมีอยู่ว่า เราทั้งหลายนี้ ยึดมั่นถือมั่น อะไร ว่าเป็นตัวกู-ของกู แล้วเป็นทุกข์อย่างยิ่งอยู่ด้วยเหตุนั้น. ทีนี้จะทำ อย่างไร ? มันก็จะทำได้โดยวิธีที่ เอาความจริงว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นเข้ามาใส่ไว้ในใจเป็นประจำ อย่าให้มันเกิดความยึดมั่นถือมั่น ขึ้นมาได้ เพราะว่าต้องการให้จิตนี้กำหนดอยู่แต่เรื่องความจริงที่ว่า "สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" แล้วกระจ่างในความจริงข้อนี้อยู่ตลอดเวลา ; นี่เป็นสิ่งที่เรา ต้องการ. ทีนี้เราทำไม่ได้ เพราะว่าจิตนั้นตามปรกติมันวิ่งไปตามทางของมัน อยู่เสมอ, คือมันวิ่งไปตามทางใหญ่อยู่เสมอ, มันน้อมไปหาอารมณ์ที่ต่ำตาม ที่มันต้องการอยู่เสมอ. เหมือนกับปลา มันจะวิ่งลงน้ำเรื่อย โยนขึ้นมาบนบก มันก็จะหาทางลงน้ำเรื่อย. จิตนี้ก็เหมือนกัน มันจมแช่อยู่ในน้ำ คือกามคุณใน ลักษณะต่าง ๆ จนชินเป็นนิสัย, มันคอยจะวิ่งลงไปแต่ในน้ำคือกามคุณนี้อยู่เรื่อย. เพราะฉะนั้นจึงทำไม่ได้ในการที่จะให้มันมากำหนดบท คือ ธรรมะ ในข้อที่ว่า : "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" นี้ก็เป็นปัญหาข้อหนึ่งแล้ว. อีกข้อหนึ่ง ก็มีอยู่ว่า แม้จะเอามันมากำหนดได้ มนก็กำหนดอยู่นาน ไม่ได้ มันวิ่งหนีไปทางนั้นทางนี้, มันกำหนดไว้ได้นิดเดียว แล้วมันก็เปลี่ยนเป็น อย่างอื่น, มันกำหนดอะไรเพียงนิดเดียว แล้วมันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น. แต่ความ ต้องการของเรานั้นมีอยู่ว่า ต้องการให้กำหนดอยู่ที่ว่าสิ่งทั้งปวง "ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น" นี้อยู่ตลอดเวลา, คือตลอดทุกลมหายใจเข้าออก. แต่จิตมันเป็น สิ่งที่กำหนดอะไร - ยืดยาวอย่างนั้นไม่ได้ ; ปัญหามันจึงมีอยู่ว่าเราต้องมีการฝึกมัน
น.421 ราต้องมีการจับจิตนั้นให้ขึ้นมาจากน้ำ คืออารมณ์ที่มันเคยชอบนั้นมาอยู่กับอารมณ์ ใหม่นี้ อารมณ์ที่จะทำลายกิเลสนี้ แล้วให้อยู่นานติดต่อกันไปด้วย. มันมีบทเรียนอยู่ อย่างนี้. สรุปสั้น ๆ ก็ว่า เราจะฝึกจิตให้กำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราต้องการ ให้ กำหนดได้นานติดต่อกันไม่ได้ เราก็มีอุบายคือ ที่แรกให้มันกำหนดสิ่งง่าย ๆ ไปก่อน : อย่าเพ่อให้มันไปกำหนดสิ่งที่ยากที่สุด คือความจริงที่ว่า : "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" นี้มันยาก เกินไป ; มันยังเหลือวิสัยสำหรับจิตที่มันยังเป็นป่าเถื่อน. เพราะฉะนั้นจับจิตที่ มันอยู่ในขั้นที่มันยังเป็นป่าเถื่อนนี้ มาฝึกในขั้นง่ายๆ ก่อน คือ มากำหนดลมหายใจ เพราะมันกำหนดได้ง่าย มันไม่ต้องไปเที่ยวหาที่ไหน, มันมีอยู่ในร่างกายนี้แล้ว. แล้วมันง่ายที่จะกำหนด เพราะฉะนั้นจึงกำหนดลมหายใจ สั้น ยาว เข้า ออก นี้อยู่เรื่อย ; ให้มันกำหนดลมหายใจให้ได้เสียทีหนึ่งก่อนเถอะ ; เป็นการฝึกที่ กำหนดความมุ่งหมายแต่เพียงว่า กำหนดสิ่งใหม่, แล้วกำหนดให้ได้นาน ; แล้ว เราก็จะประสบความสำเร็จในขั้นนี้ จนถึงกับว่า ให้จิตกำหนดลมหายใจอยู่ได้ จนกระทั่งเป็นสมาธิ ที่เรียกว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อะไร ทำนองนั้น. นี่มันสำเร็จขึ้นมาขั้นหนึ่งแล้ว ที่เรียกว่า เอาจิตมากำหนด สิ่งที่เรา ต้องการได้ และให้กำหนดได้นานตามที่ต้องการด้วย. ต่อไป เราจะสับเปลี่ยนมัน คือแทนที่จะกำหนดลมหายใจ เราให้ กำหนดสิ่งอื่นแทน ให้มันใกล้ชิดธรรมสูงสุด ที่ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น" สูงขึ้นไปทุกที. เพราะฉะนั้นเราจึงมีอุบายล่อจิต โดยกำหนด ที่มีติ หรือสุข ที่เป็นตัวเวทนา ซึ่งเกิดมาจากสมาธิ. นี่เป็นอุบายที่จะทำให้จิต เบนมาอย่างนี้ง่าย เหมือนกับที่เราฉลาดเอาของที่ถูกใจมาล่อ ล่อเด็กมาตามลำดับ
น.422 มาสู่จิตที่เราประสงค์ นี้ก็เหมือนกัน. ทีนี้มันมาเพลิดเพลินอยู่ในปีติ และสุข ที่เกิดมาจากสมาธิอยู่ จนหลงใหล จนลืมกามารมณ์ ลืมเรื่องโลก ๆ แล้ว ดังนั้น มันจึงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเดิมแล้ว ; แล้วมันง่ายที่จะกำหนดอยู่นาน ; เพราะว่า ปีติ และสุขนี้มันดึงดูดใจมาก จึงกำหนดสิ่งเหล่านี้ได้นาน. เดี๋ยวนี้ จิตมีสภาพเปลี่ยนเป็นว่า เดี๋ยวนี้จิตสามารถจะกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เป็นของใหม่ได้นานอีกด้วย ละจากกามารมณ์มาอยู่กับธรรมะ มาอยู่กับเวทนา มาอยู่กับปีติ สุขได้นานด้วย ; แล้วจึงให้ศึกษาต่อไปถึงว่า ให้มันดู ให้มันเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้มันปรุงแต่งกิเลส ตัณหา อย่างนั้น ๆ จึงปรุงแต่งจิตให้คิดนึกไปทางกิเลส ตัณหา อย่างนั้น ๆ ; แล้วจึงฝึกในทางที่จะให้มันปรุงแต่งในลักษณะเช่นนั้นน้อยลง :- คือว่าเมื่อเกิดปัญหา หรือเกิดเรื่องอะไรขึ้น เราจะไม่ปล่อยให้มีการปรุงแต่งไปในทาง กิเลสตัณหา : แต่จะให้ปรุงแต่งไปในทางของสติปัญญา, คือรู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไร เป็นอะไร, จิตเป็นอย่างไร, เวทนาเป็นอย่างไร, นี้มากขึ้น. นี้ก็แปลว่า สามารถจะดึงจิตขึ้นมาสู่สภาพที่ดีขึ้นมากแล้ว คือแปลว่า เจริญขึ้นมากแล้ว นี่เรียกว่า "ภาวนา". ภาวนา แปลว่า ทำให้เจริญขึ้น ; ไม่ใช่แปลว่าบ่นพึมพำ ท่องอะไรงึมงำอยู่. คำว่าภาวนานี้ตรงกับคำว่า development คือทำให้มันดีขึ้นเจริญขึ้น. บัดนี้มันเจริญขึ้นมาถึงขนาดนี้แล้ว, คือไม่มักตกลงไป ในน้ำคือ กามารมณ์ แล้วจมอยู่เป็นนิสัย ; มักจะขึ้นมาจากน้ำ มาสู่บกอย่างนี้, พอใจในบกเป็นระดับแรก. ในที่สุด ฝึกให้มันดูตัวมันเองเป็นอย่างไร, แล้วฝึก ให้มันสร้างความบันเทิงในทางธรรมะ, ปราโมทย์บันเทิงในทางธรรมขึ้นมาได้, แล้ว ฝึกให้มันเป็นสมาธิ ตั้งมั่นแน่วแน่ ประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ ๓ ประการคือ :- บริสุทธิ์ อย่างหนึ่ง, มีอารมณ์เดียว อย่างหนึ่ง, แล้วคล่องแคล่วต่อการงาน อย่างหนึ่ง. นี้เป็น ปริสุทฺโธ สมาหิโต กมุมนีโย ; สามคำนี้เป็นความหมาย ที่ถูกต้องที่สุดของคำว่า สมาธิ
น.423 ที่ว่าจิตบริสุทธิ์ คือมีอารมณ์อันเดียวด้วย แล้วคล่องแคล่วต่อการที่จะทำ การงานในทางจิตนั้นด้วย เขาเรียกว่า ตั้งมั่น เป็นสมาหิโต เป็นอย่างดี แต่ถ้า มันสามารถ กระทั่งมันปล่อยความยึดมั่นถือมั่นในกามารมณ์ หรือในอะไรที่มันเคย ยึดมั่นถือมั่นมาแต่ก่อนได้ ตามสมควรแก่การบังคับ; นี้เรียกว่า จิตมันมีความ เจริญ หรือ develop ขึ้นมาถึงขั้นนี้แล้ว. ขั้นสุดท้าย เราจะให้มันศึกษาสูงขึ้นไป ให้รู้อนิจจัง ให้รู้วิราคะ ให้รู้ นิโรธะ ให้รู้ปฏินิสสัคคะ, เห็นธรรมชั้นละเอียดชั้นสูง คือเห็นลักษณะแห่งความ ไม่เที่ยงในที่นี้รวมทั้งทุกข์ อนัตตา อยู่ด้วย. อนิจจัง ในที่นี้รวมทั้งอนัตตาอยู่ด้วย เรียกสั้น ๆ ว่า อนิจจัง. ให้เห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง ว่า : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วมันจะเกิดความรู้สึกเป็น นิพพิทา, - คือเบื่อหน่ายต่อสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานั้น. เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว มันก็คลายมือออก. ก่อนนี้ มันกุมไว้แน่นด้วยความยึดมั่นถือมั่น ; เดี๋ยวนี้มันมองเห็นว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นแล้ว เพราะมันเบื่อหน่าย มันจึงคลายมือออก เขาเรียกว่า วิราคะ-คลายออกจากความ ยึดมั่นถือมั่น. และ เห็น นิโรธะ -คือความที่เห็นตัวตน หรือ ทุกข์นี้ดับไป ; ตัวตน กับทุกข์นั้นคืออันเดียวกัน. อย่าลืมบทสวดที่ว่า :- สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานฺขนฺธา ทุกขา, - โดยสรุปแล้วเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน เป็นตัวทุกข์, นั่นแหละคือ ตัวทุกข์จริง. เดี๋ยวนี้สิ่งนั้นดับ เป็น นิโรธะ, ตัวบัญจุปาทา นักขันธ์ดับ เป็นตัวนิโรธะ. จิตก็รู้แจ้งแทงตลอดสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งถาวร. เดี๋ยวนี้ โลกนี้หลุดไปจากจิต ; โลกหรือจะเรียกว่า ความทุกข์ก็ตาม, โลกกับ ความทุกข์นี้เป็นอันเดียวกัน, ได้หลุดออกไปจากจิตราวกับว่า จิตได้สลัด ให้กระเด็นไป อย่างนี้เขาใช้คำว่า ปฏินิสสัคคะ. โลกไปอยู่ตามโลก จิตนี้
น.424 ไม่เกี่ยวข้องกับโลกอีกต่อไป เป็นโลกุตตรจิต. นี้เป็นข้อที่ ๔ หรือหมวด ที่ ๔ แนวมีอยู่อย่างนี้. แนวของสติปัฏฐาน ๔ ที่เป็นใจความแท้จริง เป็นเอกายนมรรค โดยตรง โดยด่วน โดยเร็ว เป็นอย่างนี้ ; ไม่ใช่ยืดยาวเหมือนในมหาสติ ปัฏฐานสูตร ซึ่งแจกรายละเอียดเป็นพวก ๆ ไป แล้วไม่สัมพันธ์กันในทางปฏิบัติเลย. เพราะฉะนั้นจึงแนะให้ถือเอาสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่ตรัสไว้ในสติปัฏฐานสูตรนั้น ที่เรียก ว่าอานาปานสติสูตร และสูตรอื่นอีกบางสูตร ด้วยการปฏิบตอานาปานสติทุกลมหายใจ ออกเข้า ๔ หมวด ๆ ละ ๔ อย่าง ; อย่างนี้คือ เอกายนมรรค. ถ้าเราจะอบรมเด็ก โดยอาศัย เอกายนมรรคนี้ เราก็จะมาพูดกันว่า เราจะอบรมเด็กโดยหลักของ เอกายนมรรค เราจะต้องทำอย่างไร เราจะให้เด็ก ฟังเรื่องยืดยาวลึกซึ้งอย่างนี้ มันจะไหวหรือ, มันจะน่าขัน. เราจะต้องชี้ให้เห็น ในรูป หรือในลักษณะที่พอเห็นได้ง่าย ๆ แต่มันก็ยังคงแนวเดียวกันว่า "เราจะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น จนเห็นแก่ตัว" มันมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น. เราจะเห็น ได้ว่า เรื่องข้อปฏิบัติทั้ง ๔ หมวดนี้ :- เรื่องกายก็ดี เรื่องเวทนาก็ดี เรื่องจิตก็ดี เรื่องธรรมก็ดี นี้มันเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวตนทั้งนั้น. ท่านที่เคยเรียน นักธรรม ก็ท่องมาจนชินปากว่า กาย นี้สักว่า กาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา , เวทนา นี้ก็สักว่า เวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา, จิต นี้ก็สักว่า จิต ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา , ธรรม นี้ก็สักว่า ธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา. แล้วรวม ความทั้งหมดดูซิ :- มันไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา ; ความหมายทั้งหมดนั้น มันอยู่ที่ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นสำคัญมั่นหมายอะไรว่าเป็นบุคคล ตัวตน เรา เขา นั่นเอง. -
น.425 ความยึดมั่นถือมั่นนี้ มันเป็นเพียงความสำคัญมั่นหมาย ด้วยความ เข้าใจผิด ด้วยความหลงผิด : บางทีก็เรียกว่า ความยึดมั่น คือ อุปาทาน นั้น, บางทีก็เรียกว่า ความสำคัญมั่นหมายคือ มญฺญนา มญฺญานี้แปลว่า ความสำคัญมั่นหมาย, บางทีก็เรียกว่า ความรู้สึกสำคัญเอา, หรือบางทีก็เรียกว่า สัญญา คือมีสัญญาว่า อย่างนั้น มีสัญญาว่าอย่างนี้ เป็นสัญญาวิปลาสทั้งนั้น ; รวมกันแล้วเป็นความยึดมั่น ถือมั่นว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา. ให้สั้นเข้ามาอีกก็คือความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู -ของกู". ถ้าเป็นตัวเขา ก็เป็นตัวเขา และของเขา, ถ้าเป็นเรา ก็เป็นตัวเรา และของเรา ; แต่ละคน ๆ มีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ว่าของกู ทั้งนั้น. ให้เด็ก ๆ เขามองเห็นว่า ความยึดมั่นถือมั่น ว่า ตัวกู ของภู นี้มัน เป็นทุกข์ เป็นอันตรายทั้งแก่ตัวเรา ทั้งแก่คนอื่น, เราร้องไห้ก็เพราะเหตุนี้, เราเป็นทุกข์ก็เพราะเหตุนี้, เราเบียดเบียนผู้อื่นก็เพราะเหตุนี้, ผู้อื่นเบียดเบียนเรา ก็เพราะเหตุนี้ คือเพราะเหตุความเห็นแก่ตัวนี้ ; มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นความเห็น แก่ตัว, ใช้คำว่า “เห็นแก่ตัว" มันยิ่งง่ายขึ้น. "อย่าเห็นแก่ตัว” คำเดียว เท่านั้นพอ แล้วไปสอนให้เห็นว่า ที่ทำผิดข้อใดข้อหนึ่งเป็นประจำวัน ที่บ้าน ที่โรงเรียนนั้น มันเนื่องมาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ข้อนี้อาจจะเป็นได้มากถึงกับว่า ครูบาอาจารย์เองเสียอีก ยังไม่เห็น ยังไม่ มองเห็น ยังไม่เอาใจใส่ ยังไม่ได้ศึกษา ในข้อที่ว่า ความผิดพลาดทั้งหลายในอะไร ทั้งหมดมันมาจากความเห็นแก่ตัว. ที่ไปรักเข้า ก็เพราะเห็นแก่ตัว, ที่ไป เกลียดเข้าก็เพราะเห็นแก่ตัว, ที่ไปโกรธเข้าก็เพราะเห็นแก่ตัว, ไปกลัวเข้า ก็เพราะเห็นแก่ตัว, อะไร ๆ มันรวมอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว ; มันเห็นว่ามีตัวก่อน แล้วมันเห็นแก่ตัว. เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาให้ดีในเรื่อง เห็นแก่ตัว จับเอามาศึกษา เอามาพิจารณาให้ดี ควบคุมความเห็นแก่ตัวนี้ ให้มันยิ่งขึ้นไป ;
น.426 แล้วควรจะมองดูว่า มันเป็นหลักสากลด้วย ; ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา ล้วนแต่เข้าใจในเรื่องนี้ และ ต้องการจะกำจัดความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น. แต่ที่เขา จะทำได้ หรือทำไม่ได้ หรือทำแต่ปาก ใจจริงนั้นไม่ทำ นั้นก็ตามใจเขา เดี๋ยวนี้ เป็นที่นิยมกันทั้งโลก ทุกชาติ ทุกภาษาว่า จะกำจัด selfishness คือ เห็นแก่ตัวจัดนี้. ส่วนในทางศาสนานี้ต้องการจะกำจัดความเห็นแก่ตัวที่ลึกซึ้ง ที่ละเอียดลงไปอีก ที่เรียกว่า egoism -เห็นแก่ตัวอย่างละเอียดลึกที่เป็นพื้นฐาน ; ที่มันพลุ่งพล่านขึ้นมาเป็น selfishness นี้มันหยาบคายมาก. และ selfishness นี้โลก รู้จักดี เขาต้องการจะกำจัดกันทั้งนั้น, แล้วเขาก็ต้องการจะอบรมเด็กให้กำจัดความ เห็นแก่ตัวอย่าง selfishness นี้ไปก่อน ไม่ต้องถึงกับหมด egoism ที่มันละเอียดกว่า. Egoism นี้เราหมายความถึงว่า มันละเอียด มันเห็นแก่ตัว แล้วยังหวังดี แก่ตัว แก่ผู้อื่น แล้วประพฤติความดีก็ได้ ไม่ต้องไปในทางความชั่ว ; แต่ส่วน selfishness นี้มันเป็นไปไม่ได้ในทางดี มันเป็นไปในทางความชั่วทั้งนั้นอยู่โดย ส่วนเดียว ; จึงถือว่าหยาบกว่า และขึ้นมาระบาดอยู่อย่างเป็นอันตรายทีเดียว. เราจึง ควรสอนเด็กให้บรรเทาความเห็นแก่ตัว นับตั้งแต่ไม่อิจฉาน้องเล็ก ๆ ไม่หวงแหน ไม่ขี้เหนียว, ไม่ถือทิฏฐิมานะ ถึงกับว่า จานกินข้าวใบนี้ของกูแล้ว คนอื่นเอาไปกินไม่ได้, อะไรของเราแล้วคนอื่นมาแตะต้องไม่ได้ อะไรทำนองนี้, ล้วนเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัว. เพราะฉะนั้น จึง สอนไป ในเรื่องความเห็นแก่ตัวนี้ เรื่อยขึ้นมาตามลำดับ ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ หรือว่าทำให้เราเกลียด ชังกัน, หรือทำให้เราอยู่กันด้วยความมุ่งร้ายต่อกัน อย่างนี้เป็นต้น. แล้วเราต้องสอนละเอียดต่อไปอีกว่า ความเห็นแก่ตัวนี้ ถ้าเกิดขึ้น เมื่อใดแล้ว ใจกระสับกระส่าย วุ่นวาย จะคิดเลขก็ไม่ออก จะจำอะไรก็จำไม่ได้,
น.427 ถ้าความเห็นแก่ตัวมันพลุ่งอยู่ละก็ใจมันวุ่น. ให้เขา สังเกตของเขาเองว่า ความเห็น แก่ตัวมันพลุ่งขึ้นมาอย่างไร ? ในรูปอย่างไร ? จนคิดเลขก็ไม่ได้ จะท่องจำ อะไรก็ไม่ได้. ต่อเมื่ออารมณ์นั้นหายไปแล้ว ใจจึงจะเบิกบานแจ่มใส, ว่างจาก ความเห็นแก่ตัว คิดเลขก็ออกดี ท่องจำอะไรก็ได้เร็ว, หรือแม้ที่สุดว่าจะเล่นกีฬา ว่าจะขว้างให้แม่น นี้มันก็แม่นอย่างยิ่ง เพราะใจมันไม่กระสับกระส่ายด้วยความเห็น แก่ตัว ; หรือว่าจะทำงานฝีมือ มันก็ทำได้ละเอียดละออ เพราะใจมันไม่มีความ วุ่นวาย ไม่ระส่ำระสาย ทำได้ประณีตงดงาม. นี่คือ เอกายนมรรค ที่จะใช้ได้แก่เด็ก หรือเอกายนมรรคที่เด็กจะต้อง เดิน จากความเห็นแก่ตัว ไปสู่ความไม่มีตัว, คือมีความเห็นแก่ตัวน้อยลง ตามลำดับ จนกระทั่งไม่เห็นแก่ตัว ; และมันคงใช้ได้ไม่ใช่แต่เพียงเฉพาะ เด็กเล็ก ๆ, เด็กรุ่น เด็กหนุ่ม เด็กสาว เด็กโต ไปจนเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็ใช้ได้ไปตามลำดับ. มันแนวเดียว มันสายเดียวจริง ๆ. นี่อย่ามองคร่าวๆ อย่าประมาทกับคำที่ว่าแนวเดียว สายเดียว เท่านั้นแหละ มันใช้ได้ตั้งแต่เด็กอมมือ หรือตั้งแต่เด็กในครรภ์เลย จนกระทั่งคลอดออกมา ; เด็กอมมือ เด็กรุ่น เด็กหนุ่ม เด็กสาว แต่งงานมีเหย้า มีเรือน เป็นพ่อบ้านแม่บ้าน เป็นคนเฒ่าคนแก่ จนในที่สุด ; ไม่ต้องเปลี่ยน ทางเดินเลย, เส้นเดียว สายเดียว ไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างเดียวสายเดียวนี้ เท่านั้น, ไม่มีสายอื่น. จะต้องเดิน สายเดียวนี้ไปได้ด้วยกันทั้งนั้น จากความ เห็นแก่ตัว ไปสู่ความไม่เห็นแก่ตัว กันจนได้. นี้ ลองไปคิดดูเถิด ที่เราถือศีล สมาทานศีล ก็เพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัว, การฝึกทำสมาธิ ก็เพื่อรำงับ กดบีบ บังคับ ความเห็นแก่ตัว ไม่ให้ปรากฏ, หรือปฏิบัติในทางปัญญา-วิปัสสนา ก็เพื่อขุดรากเหง้าของความเห็นแก่ตัว ทิ้งเสียให้หมด เผาเสียให้หมด ; ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. หรือว่าต่ำลงไป กระทั่ง
น.428 จะให้ทาน ก็จะต้องเพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัว. ส่วนให้ทานเพื่อไปสวรรค์ แลกสวรรค์, ให้ทานเพื่อให้เพื่อนชอบอะไรทำนองนั้น ไม่เกี่ยวกัน ไม่ได้อยู่ในความหมายอันนี้ ; นั้นมันเป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องไปหาผลเป็นโลก เป็นกามคุณไป. เพราะฉะนั้น ทาน - การให้ ที่บริสุทธิ์ จะต้องกำจัดความเห็นแก่ตัว. ที่เราไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น, นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ก็ต้องเล็งถึงความไม่เห็นแก่ตัว. เราไหว้พระพุทธเจ้า ก็เพราะท่านเป็นผู้หมดความเห็นแก่ตัว, เราไหว้พระธรรม ก็เพราะพระธรรมคือ ระบบปฏิบัติ หรือผลของการปฏิบัติ เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว, เราไหว้พระสงฆ์ ก็เพราะว่า ไหว้ท่านผู้ปฏิบัติ และเราก็ปฏิบัติ เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. อย่าไปไหว้ในฐานะความศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ไม่รู้ ให้มันเกิดความขลังขึ้นมาเอง มัวท่องพึมพำอะไรอยู่นั้น มันก็งมงายอยู่นั่นเอง, ก็เป็นเรื่องความเห็นแก่ตัวอยู่เรื่อย. เพราะฉะนั้นเราจะปฏิบัติในส่วนไหน นับตั้งแต่ไตรสรณคมน์ขึ้นมาถึง ทาน ถึงศีล ถึงสมาธิ ถึงปัญญา มันก็เป็นเรื่องเดียว เส้นเดียว ของความไม่เห็นแก่ตัว ; แล้วบรรลุมรรค ผล นิพพาน นั่นแหละคือความหมดตัวไปตามลำดับ จนกระทั่งสิ้น สุดลงไม่มีเหลืออยู่ , เป็นนิพพาน. นี้เราจะเห็นได้ว่าเป็นทางสายเดียวสำหรับบุคคล ผู้เดียว เดินไปสู่จุดหมายปลายทางเพียงจุดเดียว ; ใช้ได้แก่คนทุกคน นับตั้งแต่เด็ก ในครรภ์ขึ้นมาจนถึงคนเฒ่าคนแก่ที่จะเข้าโลงไปอีก. ทำไมจึงพูดว่าเด็กในครรภ์ด้วย ก็เพราะอยากจะให้แม่ ที่อุ้มครรภ์อยู่นั้นประพฤติตัวให้ดี ให้อยู่ในศีลในธรรม, อย่าให้มีความเห็นแก่ตัว, แล้วมันจะได้มีเชื้อความไม่เห็นแก่ตัวนี้ ติดเข้าไป ถึงลูกในครรภ์ ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ไปทีเดียว, คลอดออกมามันจะได้เป็นคน ไม่เห็นแก่ตัวนี้ได้ง่ายเข้า. นี่จึงได้พูดเสียเลยว่าฝึกตั้งแต่เด็กในครรภ์มาเลย ; ครั้น คลอดออกมา เดินได้ วิ่งได้ ตามลำดับ ก็ต้องฝึกเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น นี่คือ เอกายนมรรค.
น.429 ว่าแต่ก่อน ; เพราะว่ามนุษย์สมัยนี้ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ไป ในลักษณะ ที่ทำให้ต้องการอะไรมากกว่าแต่ก่อน. อย่างสมัยโบราณที่ไม่มีส้วมชักโครก เราก็ต้องการน้ำเพียงสักลิตรเดียวก็พอแก่กิจการนั้น ; ในสมัยที่ใช้ชักโครก จะต้อง ใช้น้ำประมาณ ๑๒ ลิตรต่อครั้งหนึ่ง. ลองคำนวณดู มันก็จะเห็นว่าเป็น ๑๒ เท่า ที่ความต้องการมันมากขึ้น ; เพราะฉะนั้นคนที่จะหาน้ำมาใช้ มันก็ต้องหาน้ำมา ให้มากเพิ่มขึ้นเป็น ๑๒ เท่า. จะหาโดยวิธีไหน มันก็ต้องหามาให้ได้เพิ่มขึ้น ๑๒ เท่า. นี้ตัวอย่างง่ายๆ ที่ทำให้เห็นความเป็นไปของโลกสมัยนี้. นี้ไม่ต้องพูดถึงวิชา ความรู้ หรือการงานอย่างอื่น ซึ่งเราก็จะต้อง เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๑๒ เท่า ; แล้วเราจะมัวคลานต้วมเตี้ยมอยู่อย่างไรได้. เราจึง จำเป็นจะต้องปรับปรุง แก้ไข ให้มันทันกัน ; อันนี้เองเป็นเหตุให้ต้องใช้วิชา หรือหลักวิชา หรือเทคนิค นี้มากขึ้น. เพราะฉะนั้นที่ปรึกษาของครู โดยเฉพาะ ศึกษานิเทศก์นี้ได้รับหน้าที่ ที่ยากพอดู จึงจำเป็นจะต้องขวนขวายใช้ความรู้ หรือ หลักที่เป็นวิชาอย่างนี้มากขึ้นเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็เป็น ๑๒ เท่าของของเดิม จึงจะนำ คนไปได้ ในเมื่อสมัยโบราณจะใช้กันเพียงเท่าเดียว. สิ่งที่น่านึกข้อต่อไป ก็คือว่า คนสมัยนี้กลับมีความระแวง หรือไม่ไว้ใจ หรือไม่ค่อยจะเคารพในครูบาอาจารย์กันมากขึ้น, มีความระแวงในครูบาอาจารย์ กันมากขึ้น ; คือไม่สนิทใจ ไม่เคารพอย่างสนิทใจเหมือนกับสมัยก่อน แม้ใน ทางธรรมะ หรือทางศาสนาก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน ; เพราะฉะนั้นจึงมีการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน น้อยมาก. เพราะมูลเหตุมันอยู่ตรงที่ว่า แม้แต่ครูบาอาจารย์ก็ยัง เป็นที่ระแวง ไม่มีศรัทธาที่สนิทเต็มเปี่ยม ไม่มีความไว้ใจที่เต็มเปี่ยม ก็เลยไม่ค่อย จะสนิทใจในคำสั่งสอน หรือคำแนะนำต่าง ๆ อย่างเต็มเปี่ยม ; มันก็เลยรวนกัน ไปหมด หรือว่าหย่อนกันไปหมด ทั้งนี้มันจะเป็นด้วยเหตุอะไรก็ตามที่ ; แต่ถ้าเรา มองดูแล้วจะรู้สึก มันน่าจะเนื่องมาจากครูบาอาจารย์ก็พากันอยู่ในสภาพที่น่า ระแวงยิ่งขึ้นด้วยเหมือนกัน.
น.430 มูลเหตุอันนี้ก็น่าจะไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากว่า สิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยม กำลังครอบงำครูบาอาจารย์ของเรานี้จัดมาก หรือจัดเกินไป จนเราตั้งตัวไม่ค่อย จะอยู่ ก็เลยพากันรวนเร ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ หรือทั้งประชาชนทั่ว ๆ ไป มันก็เลย ดึงกันไปหมด. บางทีบิดามารดาเด็ก ก็ยังนำเด็กไปในทางที่ครูบาอาจารย์ไม่พึง ประสงค์ ก็ยังมีได้ ; คือเป็นไปในทางหรูหรา ชั่วครู่ชั่วยาม พอให้แล้ว ๆ ไป ยิ่งกว่าจะให้เป็นผู้มีความรู้ดี มีความประพฤติดี ปฏิบัติดี. นี้เรียกว่าเป็นเรื่องที่ดึงกัน ยุ่งไปหมดในโลกนี้. เพราะฉะนั้นทางฝ่ายที่เป็นศิษย์ คนสมัยนี้ก็มีความเป็นศิษย์ ที่ดีน้อยลงทุกทีเหมือนกัน : ก็เพราะถูกยั่วถูกดึงด้วยอำนาจของวัตถุไปเสีย ตั้งแต่อ้อนแต่ออก ด้วยเหมือนกัน นี่ปัญหาของโลกมันจึงเพิ่มมากขึ้น หรือลำบากมากขึ้นไป ในทางที่จะ สั่งสอนอบรมกัน ให้เกิดสันติภาพที่ถาวร ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์มุ่งหมายของวิทยาการ หรือการประพฤติ การกระทำทุก ๆ อย่างทุก ๆ แขนง. เมื่อเด็ก ๆ รุ่นนี้โตขึ้นเป็น ครูบาอาจารย์ ลักษณะที่ยุ่งยากนั้นมันก็มีมากขึ้นทุกทีตามลำดับ กล่าวคือความ ไม่ไว้ใจ ความไม่เคารพอย่างแท้จริง เหล่านี้จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ก็เป็นปัญหา มากขึ้นตามลำดับ .. อาตมาถือว่า นี้เป็นปัญหาพื้นฐานอย่างแรง หรืออย่างเต็มที่. ปัญหาข้อถัดมา ที่ว่า เราจะสั่งสอน หรือแนะนำเฉพาะวิชา เฉพาะ การสอนเฉพาะวิชา เหล่านี้ มันก็ยังไม่สู้สำคัญเท่า ; เพราะว่ามันขึ้นอยู่ที่ปัญหา อันใหญ่ : ที่ว่าเราสูญเสียอุดมคติ หรือระเบียบแบบแผน ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีของความเป็นศิษย์และการเป็นครูกัน นั้นเป็นส่วนใหญ่ ที่พูดนี้ก็เพื่อจะให้นึกกันได้เสียที่หนึ่งก่อนว่า ปัญหาของเรามีมาก แล้วก็มีความยากชนิดยากที่จะแก้ ; และอาจจะกล่าวได้ว่า เหมือน ๆ กัน และทั่ว ๆ กันไป แทบทุกแขนงของงานในโลก. มันมีปัญหาเนื่องมาจากมนุษย์เราถูกดึง
น.431 ด้วยอำนาจของความเจริญทางด้านวัตถุนี้ มากจนตั้งตัวไม่ค่อยติดกันทุกฝ่าย ; แล้วเมื่อถูกความดึงดูดอันนี้ครอบงำแล้วละก็ จิตใจก็ไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัวมาก จนถึงกับว่า ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมด้วยซ้ำไป, ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร บ้าง แล้วจะต้องทำอย่างไร โดยเฉพาะหน้าที่ของตนเป็นคน ๆ ไป. เพราะฉะนั้น การที่จะพูดกันถึงวิธีที่จะแก้ปัญหา ก็น่าจะมองกันให้ลึกไปถึงต้นตอ หรือรากเหง้า ส่วนลึก ในการที่ทำให้เกิดความลำบากยุ่งยากเหล่านี้. การแก้โดยวิธีอื่น ๆ นั้น อาตมาไม่จำเป็นจะต้องกล่าว เพราะว่า ท่าน ทั้งหลายอาจจะได้รับการศึกษาอบรมมาแล้วเป็นอย่างมาก อย่างเพียงพอ. อาตมา จะพูดไปในทำนองนั้น ก็จะเป็นเรื่องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน. เพราะฉะนั้นจึง อยากจะพูดแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับหลักธรรมะ บางอย่างบางประการที่จะนำไปใช้ สำหรับการดำรงจิตใจของเรา ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะ ในการที่จะเผชิญกันเข้ากับ ปัญหาเหล่านี้. เพราะฉะนั้นขอทำความเข้าใจกัน ในขั้นแรกว่าอย่างนี้ ว่า : - จะมีหลักธรรมะในทางพุทธศาสนานี้ อะไรบ้าง ที่จะนำมาใช้สำหรับ ช่วยเราในการแก้ไขปัญหาอันยุ่งยากนี้; และในที่นี้ก็คือการที่ท่านศึกษานิเทศก์ ทั้งหลายจะชนะน้ำใจของผู้ที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และนำเขาไปตามลู่ทาง ของ วัตถุที่ประสงค์นี้ ด้วยความสมัครใจของเขาเอง. อาตมาอยากจะคุยกันเล่นมากกว่า ในวันนี้ ด้วยสิ่งที่กันลืม คือลืมได้ยาก ว่า "มนุษย์ศูนย์" ฟังแล้วก็คงจะงง ; เดี๋ยวเราจะได้วินิจฉัยกันดู. อาตมาถือว่า เวลานี้เราจะต้องแก้ไขวิกฤติกาลต่าง ๆ แม้แต่วิกฤติกาลของโลก จนกระทั่งวิกฤติกาล เล็ก ๆ น้อย ๆ ในวงการศึกษาของเรา หรือปัญหาขัดข้องในปัญหาของเรา ด้วยการ เป็นมนุษย์ศูนย์กันให้ถูกต้อง.
น.432 จะพูดเป็นสมมุติฐานกันก่อนว่า เราจะต้องเป็นมนุษย์ศูนย์ - เลข ๐ กันให้มากยิ่งขึ้นตามส่วนที่โลกนี้มันยิ่งเจริญขึ้น. พูดอย่างนี้ดูจะเป็นการพูดอย่างที่, ขออภัย, เขาเรียกว่าบ้า ๆ บอ ๆ อย่างนี้ก็ได้. แต่ว่าพูดอย่างนี้จำง่ายที่สุด ; และถือว่า การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของท่านที่เป็นศึกษานิเทศก์นี้ ขึ้นอยู่กับ ธรรมะข้อนี้ คือการเป็นมนุษย์ ๐ นี้ ; จึงคิดว่าน่าจะนำมาพูด หรือนำมาคุยกัน ยิ่งกว่าเรื่องใด ๆ . ทีนี้เราจะทำความเข้าใจกันในเรื่องคำว่า "มนุษย์ " เสียก่อน. คำว่า “ศูนย์” นั้นครูบาอาจารย์รู้ดีว่า มันหมายความว่าอะไร ; และบางทีจะรู้มากเกินไป จนจับใจความของมันไม่ได้ ก็น่าจะเป็นได้เหมือนกัน. ถ้าถามว่า ๐ นี้เป็นบวก หรือเป็นลบ ? มันก็เกินกว่าจะต้องทราบเสียอีกว่า บวก หรือ ลบ ; คือทุกคน จะต้องทราบว่ามันไม่ใช่บวก หรือไม่ใช่ลบ ; เพราะฉะนั้นมันก็คือไม่ใช่น้อย หรือ ไม่มาก ไม่ under ไม่ over นั่นเอง มันจึงจะเป็นศูนย์. บวกมันก็ยิ่ง over ยิ่งมาก ก็ยิ่ง over ; ลบมันก็ยิ่ง under ที่นี้จะอยู่อย่างไรจึงจะเป็น . . วันหนึ่งเรา over กันกี่ครั้ง under กันกี่อย่างกี่ครั้ง, แล้วอยู่ในระดับ ที่เป็นปรกติ คือ ๐ นั้นกี่ครั้ง ลองคำนึงคำนวณเป็นเวลานาทีดู จนกว่าเราจะพบ ความหมายของคำว่า ศูนย์ : เป็นมนุษย์ ๐ อยู่กี่นาทีในวันหนึ่งๆ, เป็นมนุษย์บวก สักกี่นาที, เป็นมนุษย์ลบสักกี่นาที. ดูเหมือนจะเป็นมนุษย์บวก กันนั่นแหละ มากกว่า คือมนุษย์ over เสียเป็นส่วนมากในวันหนึ่ง ๆ ; เพราะเราถือว่าความ ทะเยอทะยาน ความอวดดี ความสะเพร่า ความมักใหญ่ใฝ่สูง อะไรเหล่านี้มันเป็น เรื่อง over ; ความเศร้า ความหดหู่ ความขลาด ความกลัว ความท้อแท้อะไรเหล่านี้ มันเป็นฝ่ายลบ หรือเป็นฝ่าย under ; มนุษย์ ๐ ไม่ค่อยจะมี แม้ในที่สุดแต่ความ สำนึกตัว มันก็ยังไม่ค่อยจะมี. มันมีแต่ความลืมตัว คือมันบวกมากเกินไป.
น.433 นี้เป็นการกล่าวอย่างหลักธรรม, กล่าวหลักธรรมที่แท้จริงและที่สมบูรณ์ ; แต่กล่าวด้วยภาษาพูดชนิดอะไร อาตมาก็บอกไม่ได้ ; จึงใช้คำว่า มนุษย์ ๐ . แต่โดยที่เห็นว่า พูดอย่างอื่นเข้าใจยาก พูดอย่างนี้เข้าใจง่ายกว่า จึงพูดอย่างนี้ พร้อมทั้งเสนอว่า ความเป็นมนุษย์ ๐ นี้, มนุษย์เลข ๐ นี้จะช่วยแก้ปัญหา ต่าง ๆ ได้มาก รวมทั้งปัญหาเรื่องของครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ด้วย. เพราะฉะนั้น ท่านต้องนึกถึงคำว่า ไม่บวก ไม่ลบ ไม่ over ไม่ under นี้ไว้ให้ดี ๆ จึงจะเข้าใจ. ลองเหลือบตาไปดูหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าโดยตรงดูว่า มันเกี่ยวข้อง กับมนุษย์ ๐ นี้อย่างไรบ้าง. อยากจะขอแนะหมวดธรรมะสักหมวดหนึ่ง ซึ่งเรียก ว่า โพชฌงค์ ; ท่านครูบาอาจารย์ส่วนมากก็คงเคยได้ยินคำนี้ เพราะมีอยู่ในหลักสูตร จริยศึกษา หรือศีลธรรม แม้แต่ของเด็ก ๆ. โพชฌงค์ ๗ ประการ หมายถึงธรรมะ ๗ ข้อ ซึ่งเป็น factor หนึ่ง ๆ ของความสำเร็จในการตรัสรู้ ใน ๗ ข้อนี้เขาระบุไว้ว่า : - สติ - ความรำลึกได้. ธัมมวิจยะ - การเลือกเฟ้นเอาแต่ที่ถูกที่ควร. วิริยะ -ความพากเพียร. ปีติ - ความอิ่มอกอิ่มใจ. บัสสิทธิ - ความสงบรำงับลง. สมาธิ - ความตั้งมั่นอย่างแน่วแน่. อุเบกขา - ความปล่อยเฉย ลองคิดดูว่า ธรรมะทั้ง ๗ ประการนี้เป็นองค์หนึ่ง ๆ ของความสำเร็จ อย่างไร ? อย่าลืมว่า นี้เป็นเพียงองค์หนึ่ง ๆ เท่านั้น, แล้วรวมกันทั้ง ๗ องค์ จึงจะเป็นเรื่อง ๆ หนึ่งของความสำเร็จ. เราจะเอาธรรมะนี้มา apply คือว่า จะเอาธรรมะนี้ ซึ่งเป็นธรรมะสำหรับบรรลุ มรรค ผล นิพพาน มาใช้ ; ซึ่งถ้าเรา จะเอามา apply ทั่วไป แม้แต่แก่เรื่องประจำบ้าน ประจำวัน นี้มันก็ยังทำได้ ; และหลักเดียวกันนั้นเองโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลง. ยิ่งพิจารณาดู จะยิ่งเห็นอย่างนี้ คือว่า ในการปฏิบัติงานใดก็ตาม, งานที่เป็นชิ้นเป็นอันเรื่องหนึ่งนั้นจะต้องดำเนิน ไปตามกรรมวิธี อย่างนี้ทั้งนั้น.
น.434 ๔๑๕ มนุษย์ ศูนย์ ข้อแรกที่สุด คือ ข้อ ๑ จะต้องมีสติสมบูรณ์ ระลึกมาได้ทั้งหมด ในเรื่อง ที่ควรระลึกเอามา ; เราจะต้องระลึกเป็นวงกว้าง ครอบคลุม เกี่ยวไปหมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง กับสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกันเป็นข้อแรก เรียกว่า สติ. ข้อที่ ๒ ต้องใช้ข้อนี้ เรียกว่า ธัมมวิจยะ ซึ่งแปลว่า เลือกเฟ้นธรรมะ ; เลือกเอาเฉพาะเรื่องที่ตรงกับความต้องการที่ใช้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ ; เหมือนกับ เราไปเที่ยวในสวนดอกไม้ เราไม่ได้เก็บดอกไม้ในสวนทั้งสวน แต่เราจะเก็บเอา เฉพาะที่เราต้องการอย่างไรในคราวนั้น หรือในวันนั้นเท่านั้น เก็บแต่อย่างดีที่สุด. นี้ก็คือเราประมวลเอา material ต่าง ๆ ที่เรารวมเอามานี้ แล้วเอามาเลือกดูว่า อันไหน จะเป็นอย่างไร ? อันไหนจะต้องทำหน้าที่อย่างไร ? อันไหนจะใช้เป็นหลักเป็น ประธานอย่างไร ? จัดรูปโครงนั่นเองให้แน่นอนตายตัวลงไป เรียกว่าเลือกเฟ้นธรรมะ. ข้อ ๓ เราก็ต้องใช้ที่เรียกว่า วิริยะ อันนี้หมายถึงกำลังงาน ที่เราต้องใช้ ในการกระทำ ต้องมีให้ถูกต้องและเพียงพอ มีวิริยะก็คือหมายความว่าอย่างนั้น ; ข้อนี้เกือบจะไม่ต้องอธิบาย หมายถึงกำลังงานก็แล้วกัน. ข้อ ๔ คือ ปีติ ท่านจะต้องมีความพอใจ ปีติ ปราโมทย์ในสิ่งที่ทำ ใน วัตถุประสงค์ของสิ่งที่ทำ ในสิ่งที่กำลังทำอยู่ทีเดียว. ปีตินี้ก็หมายถึงความรู้สึกที่ เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ; ไม่ใช่ปีติ ลุ่มหลงในเรื่องสวย เรื่องงามอะไร ในทำนองนั้น ; และไม่ใช่ปีติที่เกิดมาจากความสำเร็จ ในความหวังที่ว่าจะรวยใหญ่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่. มันต้องเป็นปีติที่ประกอบไปด้วยธรรม คือพอใจในตัวการงานที่ได้ทำ เหมือนกับ ที่เขาพูดว่าทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ไม่เลยไปถึงเงิน หรือถึงผลอย่างอื่น เพราะฉะนั้นมีตินี้เกิดขึ้นเพราะว่า ได้ทำ เท่านั้น ในสิ่งที่ดีที่ถูก ที่น่าทำอย่างยิ่ง, มีโชคดีที่ได้ทำเท่านั้นก็พอแล้ว ; ไม่ต้องมีโชคดีที่จะได้เงิน หรือว่าได้ชื่อเสียง,
น.435 พอแล้ว, ไม่ต้องไปถึงนั่น เพราะว่าถ้าไปถึงนั่นแล้ว มันไม่ใช่ปีติที่ประสงค์ ในที่นี้มันเป็นอย่างอื่นไปเสีย. เหมือนกับจะยกตัวอย่างว่า ชาวนาจะทำนาอย่างนี้ พันดินทีแรกที่หัว คันนา ก็พอใจที่แรกว่าได้พันลงไปที่หนึ่งแล้ว มันเสร็จไปทีหนึ่งแล้ว, พันสองที่ ก็เสร็จไปสองที, พันสามทีก็เสร็จไปสามที่, มันยิ่งมีปีติมากขึ้นทุกที. อย่างนี้ เรียกว่าถูกต้องตามหลักนี้. ถ้าตรงกันข้ามก็หมายความว่า พันไปที่หนึ่งก็ยังมีความ รู้สึกรำคาญว่า แหม, มันยังอีกมาก, พันสองที สามที่ สิบที ก็ยังนึกอยู่ว่า แหม มันยังอีกมาก, ยังไม่ใกล้กับความสำเร็จ มันไม่อาจจะเกิดปีติได้ ; แล้วมันยังเกิด ความกระวนกระวาย ระส่ำระสาย เร่าร้อน จนกระทั่งจะทิ้งงานไปเสียเลย, มันไม่มี ปีติหล่อเลี้ยงกำลังงาน หล่อเลี้ยงกำลังใจ. เพราะฉะนั้นจึงต้องมีวิริยะที่หล่อเลี้ยง อยู่ด้วยปีติ คือความพากเพียรที่หล่อเลี้ยงอยู่ด้วยความพอใจ. ข้อ ๕ จะต้องมีธรรมะ ที่ชื่อว่า ปัสสิทธิ คือมันเข้ารูป มันเริ่มเข้ารูป. ความรู้สึกนึกคิดจิตใจอะไรต่าง ๆ นี้ มันเริ่มเข้ารูป. คำนี้แปลว่า ความสงบ รำงับลง ; แต่อาตมาใคร่ระบุความหมายให้ง่าย ๆ ให้เข้าใจกันได้ในที่นี้ว่า "ความ ที่มันเข้ารูป". ก่อนนี้มันยังไม่เข้ารูป มันยังไม่แน่ใจบ้าง ยังสงสัยบ้าง ; ไม่ได้ ทำให้เป็นรูปเป็นร่างลงไปว่า จะสำเร็จได้แน่. แต่เดี๋ยวนี้มันแน่นอน มันเข้ารูป เขาเรียกว่า บัสสัทธิ, คือจิตใจเริ่มรู้สึกว่า มีความรู้สึกพอใจ การงานนั้นเข้ารูป เข้ารอยกันดีกับการงานนั้น รักใคร่พอใจการงานนั้นยิ่งขึ้น และรู้สึกเป็นสุข พร้อมกัน ไปในตัวในการงานนั้น เรียกว่าเข้ารูป. ข้อ ๖ ต้องมีสมาธิ คือความที่มีจิตตั้งมั่นลงไปแล้วเป็นอย่างดี. คำว่า สมาธิ นี้ขอให้มีความหมาย ๓ อย่างเสมอไป : - คือที่ว่า มีจิตใจบริสุทธิ์ อย่างหนึ่ง, แล้วก็มีจิตใจตั้งมั่นในสิ่งเดียว อารมณ์เดียว นี้อย่างหนึ่ง, และมีกัมมนียภาวะ
น.436 คือมีความคล่องแคล่วว่องไว นิ่มนวล อ่อนโยน เหมาะสมแก่การงานทางจิตใจ เป็นอย่างยิ่ง ; อย่างนี้ภาษาบาลีเขาเรียกว่า กมุมนีย = แปลว่า ควรแก่การงาน ซึ่งดูเหมือนจะตรงกับคำว่า active นี้มากที่สุด. เพราะฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่า สมาธินี้ มันซึม ๆ เซื่อง ๆ อะไรทำนองนั้น. มันต้องมีความหมายว่า : - ปริสุทฺโธ - จิตบริสุทธิ์, สมาหิโต - ตั้งมั่นแน่วแน่, กมฺมนีโย - ไว พร้อมที่จะไหวไปตาม การงาน ; อย่างนี้เรียกว่าสมาธิ ต้องครบทั้ง ๓ ส่วนอย่างนี้ ก็เรียกว่ามันแน่นอน ต่อความสำเร็จ. ข้อ ๗ ข้อสุดท้ายคือ อุเบกขา. อุเบกขานี้ ไม่มีอะไรคือว่าง ได้แก่ ปล่อยไปเฉย ๆ; เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ มันเข้ารูป และกำลังแล่นไปแล้ว, แล้วก็เฉย เหมือนกับว่า จัดสิ่งต่าง ๆ ดีแล้ว ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเองอย่างนั้น. ผู้ทำจะต้อง มีจิตว่าง วางเฉยอยู่จนกว่าจะไปถึงที่สุด. ในทางธรรมะ ก็จนกว่าบรรลุมรรคผล ; เมื่อได้เตรียมเกี่ยวกับศีล เกี่ยวกับสมาธิ เกี่ยวกับอะไรต่าง ๆ ไว้ดีแล้ว มีปัญญาที่ตั้ง ไว้ถูกต้องดีแล้ว มันก็วางเฉย ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปเอง. เปรียบเหมือนกับว่า เอาม้ามาลากรถ ต้องปรับปรุงรถกันเป็นการใหญ่ ปรับปรุงม้ากันเป็นการใหญ่ เอามาผูก เอามาเทียม เอามาฝึกเทียมรถ จนกว่าม้ามัน จะลงรูปกับรถ กับถนน กับคนขับนั้นด้วย ; พอมันลงรูปกันแล้ว คนขับก็เพียงแต่ ถือเชือกไว้เฉย ๆ เท่านั้น ม้ามันก็วิ่งไป. ในขณะแห่งอุเบกขาอย่างนี้ มันเป็น ๐ เสมอ ไม่ได้มีบวกมีลบ นั่นนี่ เหมือนกับตอนแรก ๆ ; ที่วุ่นไปด้วยบวกหรือลบตอนแรก ๆ คิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้ ตัดทอนอย่างนั้น เพิ่มเติมอย่างนี้ มันมีแต่ในระยะปรับปรุง ; ในระยะที่สำเร็จ ประโยชน์จริง ๆ มันต้องว่าง, หรือที่เรียกว่า ๐. พอพูดอย่างนี้ บางที บางท่าน
น.437 จะว่าเอาแล้ว ๆ, เรื่องความว่างมาอีกแล้ว. อาตมามักจะถูกเขาพูด หรือว่าอะไร ทำนองนี้เสมอ ; แต่ก็ยินดีอย่างยิ่ง ขอให้ยึดถือไว้อย่างนั้นก็แล้วกันว่า จะพูดกัน เรื่องความว่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไป. ได้พูดมาแล้วว่า เป็นมนุษย์ ๐ คือไม่บวก ไม่ลบ ไม่ over ไม่ under นั้นก็คือ ว่าง เหมือนกัน อย่าลืมเสีย. แล้วกรรมวิธีของจิต คือประพฤติเป็นไป ในเรื่องตรัสรู้ มรรค ผล นิพพานก็ดี, ในการทำการงานอย่างโลก ๆ ที่บ้าน ที่เรือนก็ดี, จะต้องอาศัยหลักลักษณะที่เรียกว่า ๐ หรือ ว่างนี้เป็นแกนสำคัญ : ถ้าไม่เช่นนั้นจะเลยเป็นโรคเส้นประสาท หรือเป็นวิกลจริต ต้องไปอยู่โรงพยาบาล กันหมด ไม่มีเหลือไว้ให้ทำอะไรได้. แท้จริงทั้ง ๆ ที่เขาไม่รู้ตัว เขาก็ได้อาศัยภาวะ ที่เป็น ๐ หรือความเป็นมนุษย์ ๐ กันอยู่ทั้งนั้นเลย. พื้นฐานของเราแท้จริงก็คือ ๐ ; ถ้าเราไม่มีพื้นฐานเป็น ๐ แล้ว ก็คือวิกลจริตแล้ว. มันจะต้องเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ทางจิตใจ จนกระทั่งเป็นโรคภัยไข้เจ็บตายทางร่างกายด้วย. เราต้องนึกดูให้ดี ๆ ว่า พื้นฐานของบุคคลก็ดี สัตว์ก็ดี มันเป็น ๐ ; ในขณะที่ ๐ นั้นมันไม่มีอะไรมารบกวน เพราะฉะนั้นมันจึงฉลาดอย่างยิ่งอยู่ตามธรรมชาติ. พุทธศาสนาบางนิกาย เช่นนิกายเซ็น เขาพูดในรูปอย่างนี้ ยืนยันเด็ดขาด ยิ่งกว่าพวกเราฝ่ายเถรวาท คือเขาถึงกับพูดว่า : ธรรมดาคนเรานี้มันไม่มีปัญหา อะไรอยู่แล้ว มันฉลาดอย่างยิ่งอยู่แล้ว ; แต่มันโง่ทุกคราวที่ได้พบอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, นี้ปรุงแต่ง ทำให้เกิดความคิดต่าง ๆ มืดมนไปเลย. เพราะฉะนั้นถ้าจะทราบคำตอบของอะไรให้ถูกต้องแล้ว จะต้อง ทำใจให้เป็น ๐ แล้วมันจะตอบของมันได้เอง. แม้ในขณะหนึ่งเราเรียนมาก ศึกษามาก ต้องจดจำหลักมาก ค้นคว้ามาก คำนึงคำนวณมาก ; แต่ขณะที่จะพบ คำตอบที่ถูกต้องนั้น จิตจะต้องเป็นว่าง หรือเป็น · เสมอไป, " มันไม่อาจจะเกิดขึ้น
น.438 มาในขณะที่เป็นบวก หรือเป็นลบ เป็น over หรือเป็น under ; มันจะเกิดขึ้นมาได้ ในขณะที่มันเป็น ๐, ที่เรียกว่าเป็น สมาธิบริสุทธิ์ ตั้งมั่น ควรแก่การงานเสียก่อน แล้วก็เป็น ๐. อาตมาเห็นว่ามีเวลาพอ อยากจะพูดเลยไปเสียถึง วัตถุมุ่งหมายของมนุษย์ เราว่า มันมีอยู่ในที่สุด สูงสุดนั้นอย่างไร ? แล้วมันจะสำเร็จความเป็นมนุษย์ ๐ หรือมีจิต ๐ ได้อย่างไร ? และข้อนี้อาจจะมีประโยชน์ถึงกับว่า ทราบถึงหน้าที่ที่เรา, พวกครูจะพาโลกไปให้ถึงได้อย่างไร ? คือเราจะต้องรับรู้ว่า มนุษย์นี้มันต้องการ เหมือนกันหมด เพื่อให้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้, แล้วก็บัญญัติไว้เป็น อุดมคติที่รับรองกันได้. พวกครู หรือพวกที่ปรึกษาของครู เช่นพวกศึกษานิเทศก์นี้ จะมีอะไร ที่แปลกไปกว่าเขาหรือ มันก็ไม่มีอะไรที่แปลกไปเลย ; มันต้องร่วมมือกันพาเขาไป สู่จุดหมายปลายทางนี้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นจึงว่า ครูนี้มีหน้าที่ ที่จะพาโลกนี้ให้ ไปถึงจุดหมายปลายทาง จุดเดียว อย่างเดียวกันหมด สำหรับทุกคน. ที่นี้ เรามาสนใจในระยะเบื้องต้น ระยะเริ่มแรกนี้กันอย่างละเอียดลออ อย่างพิถีพิถัน โดยคิดว่า แม้แต่จะทำให้คนรู้หนังสือนี้ ก็นับรวมอยู่ในกรรมวิธีสายเดียวยาวยึดที่จะ พาไปสู่จุดหมายปลายทางด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น อย่าได้ไปแยกงานขั้นแรกที่สุด เช่นงานสอน ก ข ก กา ออกไปเสียจากการนำโลกไปสู่จุดหมายปลายทางสุด. ทีนี้เราพูดกันถึงจุดหมายปลายทางสุดบ้างว่า มันควรจะเป็นอะไร ? และบางทีจะต้องนึกว่าอย่างไร ? เป็นสากลที่สุดที่จะใช้ได้กันทั่วโลก ทุกประเทศ เป็นระหว่างชาติไปเลย. เมื่อตั้งปัญหาอย่างนี้ อาตมาอยากจะขอให้สละเวลาสักนิดหนึ่ง นึกกันถึงสิ่งที่เรียกว่า ดีที่สุดที่เขาใช้ภาษากลางว่า Summum Bonum คือเป็นภาษา
น.439 ลาติน ที่ใช้เป็นภาษากลางในวงการจริยธรรมของโลก ; คือเราจะไม่พูดถึงศีลธรรม คือ morality นั้น ซึ่งมันไม่เปิดโอกาสให้วินิจฉัย วิพากย์ วิจารณ์อะไร ; เอาหลัก ตายตัว หรือเอา common sense เป็นหลักว่า : - เมื่ออย่างนี้มันไม่เกิดความทุกข์ละก็ อย่างนี้มันก็พอ ; แต่ว่าเท่านี้มันไม่พอสำหรับพวกเราที่เป็นครูบาอาจารย์ ; เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาสูงขึ้นมาถึงระดับที่เรียกว่า ethics หรือที่เรียกว่า moral philosophy คือปรัชญาของศีลธรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้คำนึงคำนวณได้เต็มที่อย่างอิสระ. ขออย่าเอาคำว่า moral กับ ethics ไปปนกันเข้า สิ่งที่เรียกว่า moral นั้น เป็นไปตามความรู้สึกสามัญสำนึก ไม่ต้องใช้เหตุผล คือคนทุกคนเห็นด้วย แล้วบัญญัติกันขึ้นไว้ แล้วไม่ต้องมีเหตุผล เพราะเป็นสิ่งที่ปรากฏได้ เข้าใจได้ เห็นได้ แก่คนทุกคน. แต่ส่วน ethics นั้น เขาหมายถึง moral philosophy คือปรัชญาของ สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้นอีกทีหนึ่ง. มันก็ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะ ไปเกิดใช้สติปัญญา หรือไปคำนึงคำนวณเลยไป เกินขอบเขตของ common sense ; แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผล เราจึงสนใจ. สิ่งที่เรียกว่า Summum Bonum ซึ่งแปลว่า highest goodness นี้ เขาแจกไว้ ๔ ข้อด้วยกันคือ : - ข้อ ๑ ว่า Happiness หรือ Blissfulness ความสุข. อันนี้ต้องคำนึงถึง ก่อนเสมอ. การที่จะบัญญัติจริยธรรม หรือการสั่งสอนอะไรก็ตาม ต้องคำนึงถึง ความสุขที่แท้จริงนี้เป็นวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายก่อนเสมอ ต้องนึกถึงก่อนเสมอ. แต่อย่าลืมว่า มันต้องเป็นความสุขที่แท้จริง คือ สุข - ข สะกด ; สุก - ก สะกด เป็นเรื่องร้อน เรื่องเผาลนของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ของ ราคะ โทสะ โมหะ, มันเป็นความสุก ก สะกด จะใช้ในที่นี้ไม่ได้. สุข ข สะกดนั่นแหละคือ
Buddhadasa