Buddhadasa.org

พุทธิกจริยธรรม ครั้งที่ ๑๑ — บรมธรรม

พุทธิกจริยธรรม —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.380 ที่ยกเอามานี้ไม่ใช่เจตนาจะประณาม หรือจะติเตียนอะไร ไม่ใช่เลย ; แต่เพื่อให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสังเกตตำรับตำรา ลัทธิคำสอนอะไร ที่ยึดถือกัน อยู่ในเวลานี้ มันยังไม่ถูกต้องโดยสมบูรณ์, มันอาจจะถูกน้อยเกินไปก็ได้. เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า สิ่งอะไรที่เที่ยงแท้ ? มันก็ต้องตอบว่า ความไม่มีกิเลส หรือพระนิพพาน หรือที่เขาเรียกกันว่า "สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะต้องถึงให้ได้ใน วาระสุดท้าย", หรือเรียกสั้น ๆ เป็นสากลว่า Summum Bonum นั่นเอง. เพราะ ฉะนั้นเราจึงยุติว่า ความหมดกิเลส ไม่ต้องการทั้งบุญ ไม่ต้องการทั้งบาป ไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งบุญทั้งบาป นั่นแหละเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้, เป็นสิ่งสูงสุดจุดหมาย ปลายทาง ; จริงหรือไม่จริงก็ไปคิดศึกษาเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน จะพบได้เองในวันหนึ่ง. ในที่นี้จึงมุ่งหมายความไม่มีกิเลสเป็นที่หมายก่อน ว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้เป็นจุดหมาย ปลายทาง. ในตอนนี้อยากจะแนะถึงข้อที่เราอาจจะนำไปอธิบายแก่เด็ก ๆ หรือแก่คน ที่น้อยการศึกษา โดยวิธีง่าย ๆ เช่นว่า :- ตามวิถีของทางโลก วิชาคณิตศาสตร์ เลข ง่าย ๆ เช่นบวก ลบ อย่างนี้; ลองตั้งโจทย์ตั้งสูตรดูว่า จิตใจ + ร่างกาย + กิเลส มันก็ได้ผลเป็นว่า เขาด่าก็โกรธ ; มีอะไรมายั่วให้รักก็รัก, รู้สึกว่ามีผู้ด่า มีผู้ถูกด่า แล้วก็มีเรื่องมีราวไปทีเดียว. ถ้ามีแต่ จิตใจ + ร่างกาย + · คือไม่มีกิเลส, มันก็มีผลตรงกันข้าม คือ เขาด่าไม่โกรธ ไม่รู้สึกว่ามีผู้ถูกด่า หรือมีผู้ค่า, และไม่มีการด่าไปด้วยเลย ; การด่าก็ไม่มี คนด่าก็ไม่มี ผู้ถูกด่าก็ไม่มี ถ้ามันมีแต่ร่างกายบวกกับจิตใจล้วน ๆ ไม่มีกิเลสบวกเข้าไปด้วย. แต่ถ้ามันมีกิเลส บวกเข้าไปด้วยแล้ว มันจะมีผลลัพธ์เป็นการด่า มีคนค่า มีผู้ถูกด่า ; เรื่องราว ที่เป็นวิกฤตการณ์ ก็เกิดขึ้น มันต่างกันอยู่อย่างนี้. นี่เราจะสอนเด็กให้รู้คุณค่า ของการไม่มีกิเลสได้ด้วยการสอนเลขอย่างนี้ ; ให้เขาเห็นชัดว่า ในการที่เรา เดือดร้อนกันอยู่ ค่ากันอยู่ หรือทะเลาะวิวาทกันอยู่ นี่ก็เพราะมีอันนี้. เอาออก

น.381 เห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า ความเป็นทาสทุกชนิดนั้นแหละ มันคือเป็นทาสกิเลส ; จะเป็นทาสน้ำเงิน หรือเป็นทาสติดเงินเขา หรือว่าเป็นทาสต่อเพศตรงกันข้าม, เป็นทาสชนิดไหนก็ตาม มันล้วนแต่เรื่องเป็นทาสกิเลส; เป็นทาสของอวิชชา ความโง่ ความหลง, คนแก่ ๆ เป็นทาสลูก ทาสหลาน ทาสเหลน จนกระทั่งเข้า โลงเลย ก็ไม่เคยหลุดจากทาส นี้ก็เพราะว่ามันเป็นทาสกิเลส. ความเป็นทาสอะไร ทุก ๆ ชนิดนี้ มันรวมอยู่ที่เป็นทาสของกิเลส เป็นบ่าวของกิเลส ; นี่มันน่าสนใจ สักกี่มากน้อย, พร้อมกันนั้น มันน่ากลัวสักกี่มากน้อย. เมื่อตะกี้นี้ก็ได้กล่าวแล้วว่า เราเป็นทาสของ อวิชชา คือความโง่ ความหลง เราจึงเดินไม่ถูก ไม่รู้ว่า ทางอยู่ที่ไหน, คือไม่มีแสงสว่าง. เราต้อง เอาบุคคลประเภทที่เรียกกันว่าครู เป็นผู้ถือประทีปส่องทางเดินให้มีแสงสว่าง. เรามี พระพุทธเจ้าเป็นบรมครูก็เพราะว่า มีแสงสว่างอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้า ท่านมีแสงสว่างใหญ่ยิ่ง. ทีนี้ เราทั้งหลายที่เป็นครู ไม่ว่าขั้นไหน ระดับไหน ก็ล้วนแต่ถือคบเพลิง มีแสงสว่างอยู่ในมือ ที่จะชูส่องให้แก่ดวงวิญญาณของสัตว์โลก ด้วยกันทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นเราจึงรู้สึกว่า เรามีหน้าที่ ที่จะช่วยปล่อยทาส, ปล่อย คนจากความเป็นทาส. ตอนนี้อยากจะให้ระลึกนึกถึงคำของพระเยซู พูดอย่างน่าขบขันอีกคำหนึ่ง ว่า - "มากับฉันซิ แล้วฉันจะให้เธอจับคน แทนจับปลา". เพราะว่าสาวก ของพระเยซู ในตอนแรก ๆ เป็นคนจับปลา เป็นชาวประมงทั้งนั้น. เขากำลัง จับปลากันอยู่อย่างชุลมุนวุ่นวาย. พระเยซูดึงตัวเขามาจากการจับปลา, ว่าให้มา จับคนกันดีกว่า นี่ก็หมายความว่า ให้จับคนให้มาอยู่ในกรอบวงกับพระเป็นเจ้า, ให้ได้แสงสว่างจากพระเจ้า, ให้เขาหลุดรอดออกไปจากความทุกข์ และจากอำนาจ ของซาตาน. นี่เป็นคำไพเราะมากที่ว่า "อย่าจับปลาเลย มาจับคนกันดีกว่า"

น.382 ก็เหมือนกันกับที่พวกเราจะปล่อยตนเองออกจากความมืด ไปสู่ความสว่างด้วยการ นำทางวิญญาณนี้ด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น ครูทั้งหลายในโลกก็คือ พวกที่จะปล่อย คนออกไปจากกรงขัง คือจากความมืดของอวิชชา ซึ่งก่อให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะอยู่เป็นประจำ, เป็นกิเลส แล้วเป็นทาสของกิเลส มีชีวิตเป็นความทนทรมาน โดยไม่รู้สึกตัวจนกระทั่งตาย ; นี่เราเลิกเป็นทาสของกิเลสกันเสียที. บางคนสงสัยว่า : ทำไมจึงมีการพูดว่า เราเป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เป็นทาสของพระรัตนตรัย ? เราปฏิญาณตัวเป็นทาสของ พระรัตนตรัย. นี้ตอบได้ง่ายๆ ว่า ก็เพราะเราอยากจะพ้นความเป็นทาสของกิเลส นั่นเอง. พระพุทธเจ้าท่านสามารถจะเปลืองเราจากกิเลส จากความเป็นทาส ของกิเลส ; เพราะฉะนั้นเราจึงสมัครเป็นทาสของท่าน. เราอยากจะหลุดพ้นจาก ความเป็นทาสกิเลศ ซึ่งโดยที่แท้คือการเป็นทาสตัวเอง ; เป็นทาสของกิเลสนั้น คือเป็นทาสตัวเอง, เป็นทาสตัวเองก็คือเป็นทาสของกิเลส ; แล้วเดี๋ยวนี้กำลังเอา ตัวเองเป็นกิเลส เอากิเลสเป็นตัวเอง. เราอยากจะหลุดพ้นจากการเป็นทาสตัวเอง มาเป็นทาสของพระรัตนตรัย เราจึงสมัครใจมาเป็นทาสของพระรัตนตรัย ; เพราะว่า การเป็นทาสของพระรัตนตรัยนั้น ท่านปล่อยเราให้เป็นอิสระ คือ เป็นมนุษย์ ๐, • เป็นวงกลมนั่นแหละ. ที่พูดอย่างนี้ก็เพื่อจำง่าย ; เป็นมนุษย์ ๐ หรือ ว่าง ; ลองคิดดู เดี๋ยวนี้ใครเป็นมนุษย์ ๐ , ว่าง หรือเป็นอิสระกันบ้าง. เรามองดูกันไปยังครอบครัวแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า พ่อบ้านเป็นมนุษย์ หมายเลข ๑, แม่บ้านเป็นมนุษย์หมายเลข ๒, ลูกคนที่หนึ่งเป็นมนุษย์หมายเลข ๓, ลูกคนที่ ๒-๓-๔ เป็นมนุษย์หมายเลข ๔-๕ อะไรต่อ ๆ ไปตามลำดับ ; ไม่มี มนุษย์คนไหน · เพราะว่ามันล้วนแต่เป็นทาสของตัวเอง เป็นทาสของกิเลส, จึงเป็นมนุษย์หมายเลข ๑-๒ อะไรไปทั้งนั้น. แม้จะเอาโลกทั้งโลกเป็นเกณฑ์ มันก็มี

น.383 มนุษย์หมายเลข ๑-๒ ของโลก, มันก็ล้วนแต่เป็นทาสของตัวเอง เป็นทาสของกิเลส กันทั้งนั้น, สู้เป็นมนุษย์ ๐ ไม่ได้. ข้อนี้หมายความว่า มันไม่มีตัวของตัว ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องตัวกูของกู, ไม่มีอะไรเป็นตัวกูของกู ซึ่งเป็นเหตุ ให้เห็นแก่ตัวกู ซึ่งเรียกว่าความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ทั้งโลกก็รู้ดีว่า ความเห็นแก่ตัวนี้คืออันตรายของโลก ; เพราะเห็นแก่ตัวเท่านั้น ไม่มีอะไรยิ่งกว่า จึงได้เบียดเบียนกันยืดเยื้อทั้งอย่าง เปิดเผย อย่างเร้นลับ ใต้ดินบนดินอะไรก็ตามใจ จนโลกนี้มีวิกฤติการณ์ที่ถาวร อยู่เสมอ ไม่สิ้นสุดลงไปได้. นี้คือผลของการเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นมนุษย์หมายเลข ๑-๒-๓ ฯลฯ ซึ่งเห็นแก่ตัวมาก มันก็ยิ่งเอาตัวเลขมาก, หรือจะเอาตัวเลขน้อย แล้วเห็นแก่ตัวมากก็สุดแท้ แต่มนุษย์ ๐ นั้นคือมนุษย์ที่มีจิตใจว่างจากความเห็น แก่ตัว ; เราจะต้องอย่ามองข้ามไปเสีย ; ในบางคราว บางเวลา บางนาที เราก็เป็นมนุษย์ ๐ ได้เหมือนกัน ทุกคน ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่. ขณะใด เรามีจิตว่างจากความเห็นแก่ตัว ขณะนั้นเราเป็นมนุษย์ ๐, ว่างจากความเห็นแก่ตัว. มนุษย์ · นี้ไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นภัยแก่ใครเลย ; คิดเอง ก็จะเห็นเอง. มันทำอะไรใครไม่ได้ แล้วมันไม่มีความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นอวิชชา หรือเป็นกิเลสตัณหา ; มนุษย์ ๐ นี้จึงไม่มีพิษสง ไม่มีอันตราย ไม่มีอะไร. นี่เราเดี๋ยวนี้ เราเป็นผู้มองเห็นโทษของกิเลสแล้ว, อยากจะเป็นผู้ว่าง หรือ ๐ จากกิเลส จึงได้มาเป็นทาสของพระรัตนตรัย ; เพื่อให้ท่านช่วยปล่อยเราไปจากอำนาจ ของกิเลส ไม่เป็นทาสกิเลส มาเป็นมนุษย์ ๐. นี่คือแสงสว่าง, นี่คือผู้ที่สามารถนำ คนที่กำลังมืดกำลังบอดไปได้, คือเป็นผู้ที่มีจิตว่าง ; เมื่อมีจิตว่างก็มีสติปัญญา อยู่ในตัวมันเอง ; มันทำอะไรไม่ผิด มันทำถูกอยู่ในตัวมันเอง. พอจิตวุ่นด้วยเรื่อง ตัวกูของกู มันก็ทำอะไรผิด พูดผิด คิดผิดไปหมด.

น.384 ราจงพยายามประคับประคองให้ดี จัดทำให้ดี ประพฤติปฏิบัติให้ดี ให้จิตนี้มีลักษณะว่างจากความรู้สึกว่า มีอะไรเป็นตัวกูของกู, อย่าให้มีอะไรเป็น ตัวกูของกูอยู่เรื่อย, อย่าให้มีอะไรเป็นตัวกูของกูอยู่เรื่อย ๆ ให้มากที่สุด เท่าที่ จะมากได้ ; แล้วเราก็จะทำอะไรได้ดี แล้วก็สนุกด้วย ; เพราะว่าจิตที่ว่างนี้ ทำอะไรได้ดี มีผลดีสำเร็จตามนั้น แล้วยังสนุกด้วย ไม่รู้สึกเหนื่อย, ไม่รู้สึกเป็น ทุกข์ทรมาน. ถ้าจิตวุ่นแล้ว มันตรงกันข้ามไปหมด, งานก็ไม่สำเร็จ เพราะมันโง่ มันหลง มันกลัดกลุ้ม มันมืดมัว ; แล้วความรู้สึกในเวลานั้นก็ไม่เป็นสุข ไม่สนุกเลย รู้สึกเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น. มนุษย์ ๐ นั้นมันดีอย่างไร ? มนุษย์วุ่น เต็มไปด้วย ๑ - ๒ - ๓ - ๔ นั้น มันมีอะไร มันเป็นอย่างไร ? นี่คือความมุ่งหมายของการที่เราหันหน้า บ่ายหน้าไปหา พระรัตนตรัย เพื่อความมีแสงสว่าง เพื่อความว่างจากความเป็นทาสของกิเลส, เพื่อถึง หรือลุถึงความดีสูงสุดของมนุษย์ แม้ไม่เด็ดขาดถาวร แต่เป็นการชั่วครั้ง ชั่วคราว ก็ยังนับว่าประเสริฐที่สุด. เพราะฉะนั้นขอให้เรามีจิตที่เป็นจิตว่าง หรือเป็นนิพพาน ที่ไม่มีทุกข์เลยนี้, หรือมีเป็นครั้งเป็นคราวก็ยังดี ; เมื่อเราทำ มากเข้า มันก็ยิ่งมีมากเข้า หรือนานเข้า. ขอให้เราเข้าใจเรื่องนี้ และบ่ายหน้า ไปในลักษณะเช่นนี้ มันจึงจะเป็นไปได้. ถ้าเรายังมืดมัว ยังงง ยังหลง, หรือยัง มืดมัว ไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้. เกี่ยวกับมืดมัว หรือไม่รู้ทิศทางนี้ อยากจะคุยอะไรสักนิดว่า : ถ้าพูด ให้ถูกเราควรจะพูดว่า ความทุกข์นั้น ต้องลงทุนซื้อหามา, ส่วนความสุขนั้น ให้ฟรี ให้เปล่า ไม่ต้องลงทุน. นี้ก็เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์นั้น มันทำ ไปด้วยอำนาจกิเลส ตัณหา ความอยากอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ต้องพยายาม ; เสียสละอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วจึงจะได้ของรักมาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกิเลส. นี่ล้วน

น.385 แต่ต้องลงทุน แล้วได้มาเพื่อเป็นทุกข์. ส่วน ความสุขนั้นไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้อง ลงทุนอะไร พยายามให้เป็นมนุษย์ ๐ เป็นมนุษย์ว่างจากความเห็นแก่ตัว, ว่างจากความเห็นแก่ตัว ไม่ต้องลงทุนอะไร. มันกลับจะมีไปในทำนองว่า ทิ้งขว้าง ออกไปเสียให้หมดทีละอย่าง ทีละอย่าง จนหมด จนไม่มีอะไร มันจึงจะว่าง หรือเป็นความสุข. นี้เป็นการกล่าวได้ชัด ๆ ทีเดียวว่า ความสุขเป็นของให้เปล่า ให้ฟรี ; ส่วนความทุกข์นั้นต้องได้มาด้วยการต้องหา ต้องลงทุนที่แพงมาก เหนื่อยมาก ลำบากมาก, แล้วเราก็ยังสมัครเอาความทุกข์กันอยู่นั่นเอง ทั้ง ๆ ที่โดยแท้จริง ใคร ๆ ย่อมอยากได้อะไรฟรี ๆ ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องหากันทั้งนั้น คอยหาโอกาสอย่างนี้ กันทีเดียว. แต่ที่ของให้ฟรี ให้เปล่า แล้วดี ประเสริฐกันจริงๆ ด้วย กลับไม่มี ใครสนใจจะเอา, กลับไปเอาสิ่งที่ต้องลงทุน ซึ่งบางทีก็ต้องลงทุนด้วยชีวิต ตายเปล่า ก็ยังไม่ได้, แล้วก็เป็นเรื่องของความทุกข์ทั้งนั้น. สิ่งที่ต้องลงทุนอย่างนั้น ล้วน เป็นเรื่องของความทุกข์ทั้งนั้น. ส่วนที่ดำรงตัวไว้ให้ถูก ไม่อยากเอาอะไรนั้น มีแต่สติปัญญา ; ปฏิบัติไปตามหน้าที่นั้น เป็นความสุข. ประเดี๋ยวเราจะได้พูดกัน ถึงเรื่องหน้าที่นี้. ในที่นี้อยากจะให้ยุติกันเสียทีหนึ่งว่า ที่ต้องลงทุน หรือเหงื่อไหล ไคลย้อยนั้น เป็นเรื่องความทุกข์ทั้งนั้น, ส่วนเรื่องความสุขแล้ว พระพุทธเจ้า ท่านให้ฟรี. เรื่องประโยคนี้ พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสว่า :- ลทฺธา มุธา นิพพุตี กุญชมานา นิพพฺติ ธีรา ยถายมุปทีโป แปลว่า เขาได้นิพพานมาบริโภค เปล่า ๆ โดยไม่ต้องเสียสตางค์. นี้เพื่อให้รู้ว่า นิพพาน หรือ Summum Bonum นั้นเป็นของแจกฟรี, ธรรมชาติเป็นผู้แจกให้ฟรี แล้วไม่มีใครเอา, ไปยินดี ยอมรับสิ่งที่ต้องลงทุนมาก เหนื่อยมาก, เอาตัวเข้าแลก เอาชีวิตเข้าแลก.

น.386 เป็นตัวอย่างสักอย่างหนึ่งได้ว่า ความหลง ความมืดความบอดนั้น มันเป็นอย่างไร ? มันเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอย่างไร ? มันเห็นผิดเป็นชอบอย่างไร ? มันเป็นเรื่องของ ความหลง; เราจะต้องกลัว เราจะต้องหลีกเลี่ยง เราจะต้องหาความฉลาดในเรื่องนี้. การที่เราจะปฏิบัติหน้าที่ของครูบาอาจารย์ อย่างน้อยก็จะต้องเป็นมนุษย์ ที่จะต้องเป็นอิสระ เป็นมนุษย์ ๐ , หาไม่เป็น ๐ เต็ม ๐ ก็สักครึ่ง ๐ ก็ยังดี ; คือว่าให้มันเห็นแก่ตัวนั้นน้อยหน่อย, น้อยลง ๆ สักครึ่งศูนย์ คือไม่เต็มศูนย์ คือยังไม่หมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง อย่างนี้ก็ยังดี ; เพราะว่า เราไม่เห็นแก่ตัว เท่านั้นแหละ จึงจะประพฤติประโยชน์แก่ผู้อื่นได้. เอาอย่างง่าย ๆ กันอย่างนี้ ก็แล้วกัน : ตัวของเราเป็นครูนี้ เราให้แก่เด็ก ๆ เสียก็แล้วกัน ; ความยึดมั่น ถือมั่นตัวของตัวนี้, หรือเห็นแก่ประโยชน์ของตัว อะไรอย่างนี้ ยกให้แก่เด็กตาดำ ๆ นั่นเสียก็แล้วกัน. ถ้าไม่ได้ตลอดเวลา อย่างน้อยก็เวลาชั่วโมงที่ทำการสอนในห้อง เรียนนั่นแหละ, อย่างน้อยที่สุด ในห้องเรียน ในชั่วโมงทำการสอนนี้ เป็นมนุษย์ ๐ ไม่มีตัวเป็นของตัว เพราะยกให้แก่เด็ก ๆ ตาดำ ๆ นี้หมดเลย. เพราะฉะนั้น ไม่ต้องพูดอะไรอีก ; ความเมตตา ความกรุณา มีมาเอง, ความเฉลียวฉลาด จะสอนเด็กอย่างไร จะมีมาเอง, ความพากเพียรมีมาเอง, ความอดกลั้นอดทนอะไร มีมาเอง, ความเสียสละอะไรมีมาเอง ; เพราะความเป็นมนุษย์ ๐ คือไม่เห็นแก่ตัว. นี่เรียกว่าเรายกตัวให้แก่เด็ก ๆ . ถ้าถือตาม spirit ของครูที่เต็มบริบูรณ์แล้ว ก็แปลว่าเรายกตัวให้แก่โลก ทั้งโลกหมดเลย โดยไม่มีตัวเหลือ ; และถือตามอุดมคติที่ว่า "ครูนี้เป็นผู้ที่ยกสถานะ ทางวิญญาณของสัตว์โลกให้สูงขึ้น" , หรือว่าทำหน้าที่ส่องแสงดวงประทีปนี้ให้ แก่โลก. เมื่อมองเห็นคุณค่าอันสูงสุดนี้แล้ว, เห็น Summum Bonum ว่ามีค่า อย่างไรเช่นนี้แล้ว มันก็ง่ายที่จะเป็นมนุษย์ศูนย์, ง่ายที่จะบริจาคความเห็นแก่ตัว,

น.387 ที่จะอุทิศชีวิตเลือดเนื้อร่างกายทั้งหมดนี้ เป็นครูสมบูรณ์แบบโดยแท้จริงได้ ไม่ใช่ ลูกจ้างสอนหนังสือ เพื่อเอาประโยชน์ไปเลี้ยงครอบครัวอะไรทำนองนั้น ซึ่งมันได้ น้อยมาก. จึงใคร่ขอร้องว่า อย่างไรก็ดี ในชั่วโมงทำการสอนละก็ ขอให้เป็น มนุษย์ ๐, ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ไม่มีความเห็นแก่ครอบครัว, ไม่มีความ เห็นแก่เงินเดือน, ไม่เห็นแก่อะไรต่าง ๆ หมด ในชั่วโมงสอน. เรามีอุดมคติตามความหมายของคำว่า "ครู" แล้ว มันก็ไม่มีอะไร เพราะมันไม่มีครอบครัว, ดังเช่น พระพุทธเจ้าทรงเป็นบรมครู หรือครูบาอาจารย์ แท้จริง ในสมัยพุทธกาลครั้งโบราณนั้น ล้วนแต่พวกที่อุทิศชีวิตให้คนอื่นเสียแล้ว, มันก็ไม่รู้จะมีครอบครัวไปทำไม, และการทำหน้าที่ตามอุดมคติของครูนี้ มันดึงดูดใจ ยิ่งกว่าการมีครอบครัวเช่นนี้เป็นต้น. ต่อมาเราหาครูชนิดนั้นไม่ได้ มันก็ต้อง เป็นครูที่มีครอบครัว. เพราะฉะนั้นจึงย้ำว่า แม้จะไม่เป็น ๐ ไม่เต็ม · ก็ขอให้ได้ สักครึ่ง ๐ ก็ยังดี, คือไม่มีความเห็นแก่ตัว หรือไม่เห็นแก่ครอบครัว หรือไม่ เห็นแก่เงินเดือนอะไรทำนองนี้ แต่เพียงเล็กน้อย ; แล้วก็เห็นแก่โลก เห็นแก่ เพื่อนมนุษย์ เห็นแก่ธรรมะ, เห็นแก่ความดีสูงสุดของมนุษย์นั่นแหละเป็น ส่วนใหญ่. มันมีจิตใจคอยที่จะว่างอยู่เสมอ, มันมีจิตใจเหมาะสม ที่จะเป็นครู อย่างมากอยู่เสมอ อยู่ด้วยลักษณะอย่างนี้. ทีนี้เราก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ความดีสูงสุดที่มนุษย์เราควรจะรู้ หรือควรจะ สนใจ หรือควรจะได้ ; ที่เรียกว่า Summum Bonum ตลอดเวลานี้. ข้อนี้มันจะ มีได้ก็เฉพาะแต่มนุษย์ ๐ หรือมนุษย์ว่างจากความเห็นแก่ตัว, คือว่าเขาสามารถที่จะ หาความสุขได้จากการงาน. ความสุขนั้นหาได้จากการงานโดยตรง ไม่ใช่จากเงิน ; ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงิน พูดถึงแต่เพียงงานก็เป็นสุขอย่างยิ่งแล้ว ; เพราะเป็นงานที่ ทำไปด้วยจิตว่างของมนุษย์ ๐ อย่างน้อยก็ครึ่ง ๐ นี้เอง. เรื่องความสุขมีอยู่ในงานนี้

น.388 ป็นสิ่งที่พิเศษมาก ถ้าใครมองไม่เห็นแล้ว จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ให้บริสุทธิ์ ผุดผ่องได้ ; แต่ถ้าใครมองเห็นแล้ววิเศษประเสริฐอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าจะไปหาความสุข จากที่ไหนได้อีกแล้ว, หาความสุขได้จากงานนั้นเอง. เพราะฉะนั้นจึงนับว่า คนชนิดนี้เป็นผู้เข้าถึงบรมธรรมสูงสุดอย่างยิ่ง คือคนที่หาความสุขได้จากงาน. ต่อไปนี้ เราก็มาพิจารณาถึงความสุขที่ได้จากบรมธรรม ซึ่งขอให้ท่าน จดจำไว้อย่างแม่นยำว่า นักจริยธรรม หรือนักปรัชญาของโลกนี้ เขายุติเห็นพ้อง ต้องกันหมดแล้ว คือทุกยุคทุกสมัยหลายร้อยปีมาแล้ว ที่โลกนี้มีการศึกษาเจริญขึ้น มนุษย์สามารถจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความสำคัญทางจริยธรรม, พวกนี้ล้วนแต่ คิดกันมาเรื่อย ๆ เขียนตำรับตำรากันมาเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่ากี่สิบเล่มกี่ร้อยเล่มแล้ว. หนังสือ ที่ว่าด้วยจริยธรรมคือ Ethics ซึ่งเป็นรากฐานของศีลธรรมอันเรียกว่า morality. ตามทาง Ethics หรือจริยปรัชญา เขาถือว่า ความดีสูงสุดของมนุษย์มีอยู่ ๔ อย่าง :- คือ happiness ความสุขที่แท้จริง, perfection ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, duty for duty's sake หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่, good will ความปรารถนาดี หวังดี. ข้อ ๑ ที่เรียกว่า happiness ความสุข, ในที่นี้ก็ต้องเป็นความสุข ชนิดที่ไม่เป็นทาสของกิเลส อย่างที่ว่าแล้ว. ความสุก ก. สะกด เพราะเป็นทาส ของกิเลสนั้น มันเป็นสุกร้อนสุกไหม้ ; อย่างนี้ไม่ใช่ความสุขที่รวมอยู่ใน Summum Bonum. สุก ก สะกดนั้น คือสุขจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส, สุกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้มันเป็นสุก ก สะกด มันเป็นสุกร้อน ; เพราะมันร้อนผ่าวอยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ และอื่นๆ ที่แยกแขนงออกไป. ความสุข ที่แท้จริงนั้น ข สะกด ก็หมายความว่า มันไม่ใช่ความสุกอย่างนั้น, ไม่ใช่ความร้อน. มันเป็นความสุขชนิดที่เย็นที่สงบลงไป เพราะความร้อนระงับไป ; ความร้อนระงับ

น.389 ไปเท่าไร มันก็เป็นความสงบมากขึ้นเท่านั้น. นี้หมายความว่า กิเลสเบาบางไป เท่าไร มันก็เป็นความสุขแท้จริงยิ่งขึ้นเท่านั้น. พอกิเลสเป็น ๐ คือหมดกิเลส ความสุขก็สมบูรณ์ เต็มตามความหมายของคำ ๆ นี้ ที่เรียกว่า happiness หรือ blissfulness ในทางปรัชญาของศีลธรรม ไม่หมายถึงความสุขร้อนอย่างที่ว่านี้ ; ถือว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ให้ทันในชาติปัจจุบันนี้. ความสุขที่แท้จริงนี้มันจะมีมาจากอะไร ? หรือว่า พร้อมกันกับอะไร ? มันก็มีมาจากการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ซึ่งเป็นข้อที่ ๓ นั้น ; แล้วมัน พร้อมกันกับความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ที่เรียกว่า perfection. เดี๋ยวนี้ เราเต็มกันหรือยัง ; ถามกันง่าย ๆ ตรง ๆ เหมือนกับคุยกันเล่นว่า เดี๋ยวนี้เรา เป็นคนเต็มคนหรือยัง ; เพราะถ้ามีใครมาว่าเราไม่เต็มคน เราก็โกรธ บางทีเราด่า เขาเลย, เพราะเราถือว่า ที่เขามาว่าเราไม่เต็มคนนั้น มันเป็นคำค่าอย่างยิ่งอยู่แล้ว. แต่แล้วความจริงเราเต็มหรือเปล่า ? เราเป็นคนที่เต็มจริงหรือเปล่า ? เราเต็มกัน หรือยัง หรือ perfect แล้วหรือยัง ? หรืออย่างไร ? ถ้าเราไม่เข้าข้างตัว ไม่เข้าข้างใคร ก็ลองนึกดูให้ดี ๆ ว่ามันเต็มหรือยัง ; มันจะพร่องอยู่เกินกว่า ๑๕% เหมือนที่นักจิตวิทยาบางคนเขากล่าวไว้ด้วยซ้ำไป ; หรือบางทีไม่ใช่พร่องเพียง ๑๕% มันอาจจะพร่องเกิน ๕๐% ด้วยซ้ำไป ในความ พร่องแห่งความเป็นมนุษย์ของเรา. ที่มันจะเต็มบริบูรณ์ได้มันก็ต้องเต็มอยู่ที่ความ เป็นมนุษย์ ๐ คือหมดกิเลส แล้วเต็มอยู่ด้วยความสงบสุข, ความผาสุกอย่าง แท้จริง, หรืออุดมคติของมนุษย์ที่แท้จริง. กิเลสต้องว่าง หรือ · ไปเสียก่อน แล้วสิ่งที่ตรงกันข้ามจึงจะเข้ามาแทนที่ ; คือความไม่มีกิเลสนั่นแหละเข้ามาแทนที่ แล้วมันจึงเต็ม. นี่เรียกว่า perfection ของความเป็นมนุษย์. ในทางพระพุทธศาสนาเราถือว่า พระอรหันต์เท่านั้นเป็นคนเต็ม ; เขาแปลความหมายของพระอรหันต์ว่า The man perfected เขาเอาคำ "เต็ม" มาไว้

น.390 ๓๖๙ บรมธรรม ข้างหลัง เพื่อเน้นความสำคัญคือ perfected มนุษย์ที่เต็ม คือพระอรหันต์ หรือ Saint หรือเป็นมนุษย์สูงสุด. เราอย่าเพ่อท้อใจ เราอาจจะคิดไปว่า แม้พระอนาคามี ก็ยังไม่เต็ม, พระสกิทาคา ก็ยังไม่เต็ม, พระโสดาบัน ก็ยังไม่เต็ม ; เพราะฉะนั้นเราก็พลอยไม่เต็มด้วยก็แล้วกัน ; อย่าเสียใจ ไม่ต้องอายในเรื่องนี้. แต่ว่ามันก็ควรจะพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้มันเต็ม, ให้มันเต็มไปทีละอย่างๆอย่างไหน ทำให้เต็มได้ก็ทำให้เต็มก่อน. สิ่งที่ยังไม่รู้ก็ทำให้มันรู้ขึ้นมา, ความดี ความงาม ความจริง บางอย่างบางประการ ที่มันยังพร่องอยู่นั้น ทำให้เต็มขึ้นมา ๆ. สิ่งไหน ยังบกพร่องอยู่ ก็ทำให้มันเต็มขึ้นมา ไม่ช้ามันก็เต็มขึ้นมาหมดได้เหมือนกัน จนถึง perfection ที่เขาถือว่าเป็น Summum Bonum ข้อที่ ๒ คือความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ perfection นี้มองเห็นได้ ง่าย ๆ ว่า ถ้ามันมีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ มันก็มีความสุขเต็มเหมือนกัน ; happiness ข้อที่ ๑ ก็เต็ม. มนุษย์ที่เต็ม มันไม่ทำอะไรให้เป็นปัญหาขึ้นมาในโลก ; มนุษย์ที่กำลังทำความวุ่นวายอยู่ในโลกเวลานี้ ทุกพวก ทุกค่าย ทุกระบอบ มันเป็น มนุษย์ที่ไม่เต็มทั้งนั้น. มนุษย์ที่ไม่เต็มนั้นมันทำอะไรที่ยุ่งยากอย่างนี้. เพราะฉะนั้น ความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์จริง ๆ จึงถูกจัดเป็นความดีสูงสุดของมนุษย์. ข้อที่ ๓ คือ duty เขานิยามกันว่า duty for the duty's sake แปลว่า หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ เดี๋ยวนี้ เรากำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่ออะไร ? เพื่อเงิน เพื่อชื่อเสียงกระมัง ? เพื่อเงินเอามาใช้จ่าย เลี้ยงดูครอบครัว เพื่อหาความสุข สนุกสนาน ทางตา ทางหู ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้มันหน้าที่เพื่อเงิน หรือว่า หน้าที่เพื่อชื่อเสียง, ตัวตายก็สละได้ แต่ว่าเพื่อชื่อเสียง ; อย่างนี้เขาไม่เรียกว่า duty ที่เป็น Summum Bonum ; มันเป็น duty ของคนที่มีกิเลส มีความยึดมั่น ถือมั่น. duty ที่แท้ ที่เป็นวัตถุประสงค์ ที่เป็น Summum Bonum นั้นมัน

น.391 duty for the duty's sake เสมอไป หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่นั้น หมายความ ว่าเราไม่มีความเห็นแก่ตัว, ไม่มีตัวที่จะเห็นแก่ตัว ; ทีนี้มันเกิดสติปัญญาชนิดหนึ่ง ขึ้นมาเป็นสติปัญญาบริสุทธิ์. จิตใจบริสุทธิ์ ร่างกายบริสุทธิ์ นี้มันทำหน้าที่ของมันเอง มันจึงเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ; นี่คือหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่. หรือว่า เราจะลดหย่อนผ่อนลงมาสักหน่อย ถ้าจะพูดอย่างปุคคลาธิษฐาน ก็ว่า ทำหน้าที่เพื่อพระเป็นเจ้า ตามความประสงค์ของพระเป็นเจ้า อย่างนี้ก็ยังได้. เพราะว่าพระเป็นเจ้านั้นไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่เห็นแก่เรา, เป็นความดี ความงาม ความถูกต้อง ความจริง ความยุติธรรม นั่นแหละคือพระเป็นเจ้าแท้. พระเป็นเจ้า ที่เป็นมนุษย์ ที่โกรธเป็น รักเป็น เกลียดคนก็เป็น แกล้งคนก็เป็น, นั้นไม่ใช่ พระเป็นเจ้า แต่เหมือนกับสัตว์ป่าเถื่อนอะไรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่พระเป็นเจ้า. คำว่า “‘พระเป็นเจ้า" จะต้องมีความหมายถึง ความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม, หรือที่เรียกว่า Summum Bonum นี้โดยตรง. นี่ก็แปลว่า เราทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่พระเป็นเจ้า, กล่าวคือทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่ความดี สูงสุดของหน้าที่. ถ้าใครทำหน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่แล้วก็ perfect คือเต็ม, หรือมีความสุขอยู่ในตัวหน้าที่นั่นเอง. นี่แหละคือตัวความสุข มีอยู่ในตัวการงาน, ไม่ใช่เกี่ยวกับเงิน. ที่นี้อาจจะมีคนถามว่าแล้วปากท้องมันยังไม่อิ่ม มันยังมีเรื่องหิว อยู่ล่ะ. นั้นมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องเล็ก ; เพราะว่า ถ้าบุคคลผู้ใด ทำหน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่แล้ว มันมีคนบูชา มันมีปากไม่พอที่จะกินเสียอีก; คือมันมีสิ่งสักการะบูชามาก จนมีปากไม่พอที่จะกินเสียอีก. อย่างเช่นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายนี้ แม้ไม่ต้องทำงานอะไรก็มีอะไรมา จนเหลือที่จะกินเสียอีก. ทีนี้คนเราที่ทำคุณงามความดี เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่จริง ๆ แม้ในโลกนี้ก็ยังมีคน

น.392 ลื่อมใส ยินดีที่จะสนับสนุนช่วยเหลือ จนมีปากไม่พอที่จะกิน กินไม่ไหวเสียอีก, เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องนึก. แม้ว่า เราจะต้องทำหน้าที่ โดยที่จะต้องได้รับเงินเดือนก็เหมือนกัน ก็จัดเงินเดือนนั้นไว้ในฐานะเป็นเครื่องสักการะบูชา, เป็นขยะมูลฝอย. เหมือนกับ ธูปเทียนนี้ มันก็เป็นขยะมูลฝอยทั้งนั้น เขาจุดบูชา เพื่อเป็นเครื่องหมายของ เกียรติยศต่างหาก. เพราะฉะนั้นเงินเดือนของเรากลายเป็นเครื่องหมายของเกียรติยศ หรือเครื่องบูชาไป ; ฉะนั้นเราจึงไม่ใช่ลูกจ้างสอนหนังสือ, เราไม่ใช่ลูกจ้าง และไม่ใช่คนรับจ้างสอนหนังสือ หรือแม้แต่สอนศีลธรรม. แต่เราปฏิบัติ หน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ; เงินเดือนจึงเป็นเศษขยะมูลฝอย เหมือนกับดอกไม้ธูปเทียน เขาเอามาเสนอเป็นธูปเทียนสักการะบูชาในฐานะที่เรา กลายเป็นปูชนียบุคคลไปแล้ว, ไม่ใช่ลูกจ้าง. นี่คือความหมายของคำที่ว่า duty ที่เป็น Summum Bonum. ข้อที่ ๔ เรียกว่า good will ตรงกันข้ามกับ ill will ซึ่งแปลว่าปรารถนาร้าย ; good will :- ปรารถนาดี นี้หมายง่าย ๆ เช่นว่า เราปรารถนาดีต่อผู้อื่นก่อน แล้วผู้อื่น ก็ปรารถนาดีต่อเรา มันก็เลยปรารถนาดีต่อกันและกันทั้งโลก. เพราะฉะนั้นคำว่า good will ในฐานะที่เป็น Summum Bonum นั้น มันคือความปรารถนาดีของโลก แก่กันและกันทั้งโลก. เดี๋ยวนี้เราไม่มี good will ต่อกันและกันทั้งโลก ; เราจึง ไม่มีความปรารถนาดีต่อกันและกันทั้งโลก. เราแบ่งเป็นสองพวกเป็นอย่างน้อย แล้วก็ตั้งหน้าประหัตประหารกัน ด้วยสงครามร้อน ด้วยสงครามเย็น. มีวิชาความรู้ เท่าไร ๆ ก็เอาไประดมเพื่อจะประหัตประหารกัน, ค่ากันจนบรรยากาศกลุ้มไปด้วย เสียงด่า ; โดยเฉพาะทางวิทยุ ฟังดูซีตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง มีแต่เสียงด่า แล้ว จะเอา good will มาจากไหนในโลกนี้.

น.393 ในโลกนี้ มันไม่มีความปรารถนาดีต่อกันเลย เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงได้รับ แต่วิกฤตการณ์ถาวร มันจึงสมน้ำหน้าในการที่ไม่มี good will มีแต่ 111 will ใน บรรยากาศของโลก ; มันจึงเป็นปัญหาที่จะต้องช่วยกันแก้ไข. ในที่นี้เขาจัด good will เป็น Summum Bonum เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ของโลกโดยแท้จริง, มุ่งมั่น ปรารถนาอยู่ที่นั่น ที่จะให้โลกนี้มีบรรยากาศที่กลุ้มอยู่ด้วย good will ปรารถนาดี ต่อกัน. ในทางพุทธศาสนาเราอาจจะเรียกว่า เมตตา กรุณา อะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นเครื่องคุ้มครองโลกนี้ก็ได แล้วแต่จะเรียก. ส่วนที่เขาเรียกว่า good will นั้น เป็นภาษาที่เข้าใจกันทั่วไปเป็นสากล เข้าใจกันทั่วโลก. ทีนี้ เราจะมีเมตตาแท้จริงได้อย่างไร ? มันก็ต้องเป็นมนุษย์ ๐ เสียก่อน เท่านั้นเอง ; มนุษย์หมายเลข ๐ หรือครึ่ง ๐ ก็ตามใจ. พอเป็นมนุษย์ ๐ นั้นก็เมตตาเต็มที่เลย ; พอเป็นมนุษย์ หมายเลข ๐ ละก็ หน้าที่นั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง, เป็น duty เพื่อประโยชน์แก่ duty ; นี้ก็เหมือนกัน พอเป็นผู้ที่ว่างจากความเห็นแก่ตัว แล้ว good will ก็เต็มที่เต็มเปี่ยม. คนในโลกเดี๋ยวนี้ก็ใฝ่ฝันกันนัก พร่ำหากันนักว่า ความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่เห็นแก่ตัว ; แม้พวกที่กำลังรบกันอยู่ก็หวัง ความไม่เห็นแก่ตัว, ร้องเรียกหา ความไม่เห็นแก่ตัว, เพื่อไม่อยากให้เขาเห็นแก่ตัว ; แต่ตัวเองกำลังเห็นแก่ตัว อยู่อย่างเต็มที่ ; อย่างนี้มันก็ทำไม่ได้. มนุษย์ที่เต็มอัดอยู่ด้วยอะไรต่างๆ ไม่ใช่ มนุษย์หมายเลข ๐ มันทำไม่ได้ ที่จะมี good will ต่อกันอย่างเต็มที่. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนเราว่า ให้บรรเทาความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ว่าของกู ลงไป ตามลำดับ จนกระทั่งเป็น ๐ มันจึงจะเมตตาเขาได้. พระพุทธเจ้าท่านอยู่ด้วยความ รู้สึกที่เป็นเมตตา ชนิดที่เป็น ๐.

น.394 ย่าเอา พรหมวิหารไปใส่ให้พระพุทธเจ้า ว่า : พระพุทธเจ้ามีพรหม- วิหารเป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่. นี้มันจะเป็นการถอดพระพุทธเจ้าลงมาจากความ เป็นพระพุทธเจ้า มาเป็นเพียงพรหมเท่านั้น เพราะอยู่ด้วยพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา นี้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันว่า “เราอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร" ; ไปหาอ่าน ในพระไตรปิฎกชุดนี้ก็มี ว่า : พระตถาคต อยู่ด้วย สุญญตาวิหาร , พระสารีบุตร หรือใคร ๆ ก็อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร คือ จิตว่าง - ศูนย์จากความ เห็นแก่ตัว, ไม่มีตัว, ไม่มีตัวกู ของกู แล้วนั่นแหละมันเป็นเมตตาที่แท้จริง. เมตตาอย่างพรหมวิหารนั้น มันยังรักเขาด้วยความเห็นแก่ตัว ; มีตัวผู้รัก มีตัว ผู้ถูกรัก. นั้นมันเป็นพรหมวิหารก็ได้ ถูกแล้ว, แต่ยังไม่ใช่เมตตาสูงสุดขนาด เป็น good will เต็มความหมายของ Summum Bonum. เมตตาสูงสุด มันต้องเป็นของผู้ที่หมดตัวแล้ว หรือเป็นมนุษย์ว่าง หมดความเห็นแก่ตัวแล้ว ; ทีนี้ สติปัญญามันก็รักคนอื่นเอง, เพราะมันเป็นสิ่ง ที่เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว. เพราะฉะนั้น เมตตา ก็ตาม กรุณา ก็ตาม มุทิตาก็ตาม อุเบกขาก็ตาม มีได้โดยง่ายและเต็มเปี่ยม ; แต่มันมีได้ด้วยอำนาจ ของ สุญญตาวิหาร, ไม่ใช่พรหมวิหาร. ที่ว่าอยู่ด้วยพรหมวิหารคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่ยังมีตัวนี้ บางทีมันก็ลำบากใจอย่างยิ่ง : - สงสารเขาจนเป็นทุกข์, หรือว่า เมื่อเขาต้องเป็นไปตามกรรมแล้ว มันอุเบกขาอยู่ไม่ได้ มันว้าเหว่ใจ ในเมื่อ ช่วยเขาไม่ได้. นี่มันมีปัญหายุ่งยากอย่างนี้ แม้ในขั้นที่เป็นพรหมวิหาร ; ดังนั้น มันจึงสู้สุญญตาวิหารไม่ได้, คืออยู่ด้วยความว่างจากตัวกู ของกู, เป็นมนุษย์ ๐ นั่นแหละมันจะเป็น good will อย่างยิ่งอยู่ในตัวมันเอง. นี่เราจึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยพระมหากรุณา ปานว่า มหาสมุทร , ปานว่าท้องฟ้า, หรือว่า ปานว่าอะไร เหลือที่จะมีขอบเขต ;

น.395 อะไรที่ไม่มีขอบเขตก็เอานั่นแหละ มาเป็นคำเปรียบของความ เมตตา กรุณา ของ พระพุทธเจ้า. นี้เราจึงเห็นได้ว่า ความดีสูงสุดของมนุษย์นั้น มีอยู่ ๔ อย่างคือ :-- ความสุขจริง ไม่ใช่สุกไหม้, ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, หน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่, ความปรารถนาดีอย่างเต็มเปี่ยม อย่างสมบูรณ์ และอย่างแท้จริง. ทีนี้เรา ที่เป็นครูบาอาจารย์นี้จะทำอย่างไร ? เรามุ่งหมายที่จะ เป็นผู้นำทางวิญญาณ ก็เพื่อนำเขาไปสู่ Summum Bonum ๔ อย่างนี้ ; แล้วตัวเรา จะไม่มี Summum Bonum ๔ อย่างนี้เองเสียก่อน แล้วมันจะทำไปได้อย่างไรกัน นี่ขอ ให้ลองคิดดู. เพราะฉะนั้น เรานี่แหละจะต้องสนใจในสิ่งทั้ง ๔ นี้ก่อนใครทั้งหมด : ให้รู้ว่าความสุขที่แท้จริงของมนุษย์เป็นอย่างไร, ความเต็มเปี่ยมของมนุษย์เป็น อย่างไร, แล้วก็หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่โดยบริสุทธิ์เป็นอย่างไร, good will ที่แท้จริงนั้นมันเป็นอย่างไร. Good will ของคณะมิชชั่นในโลกเวลานี้ มันก็คือการเอาเงินมาซื้อคนอื่น ไปเป็นพวกของตัว ; อย่าไปหลงว่าเป็น good will. เขาจะยกกันมากี่พวก ๆ กี่คณะ, เอานั่นเอานี่มาล่อมายั่ว มันก็เพื่อจะซื้อคนพวกอื่นไปเป็นพวกของตัว, ไม่ใช่ good will ; แต่เขาก็เรียกว่า good will. คณะสันถวไมตรีหรืออะไรก็ตาม นั้นเขาก็เรียกว่า good will แต่มันไม่ใช่ good will ในที่นี้ ; มันมีเจตนาที่จะเอา ไปเป็นพรรคพวก, แล้วไปช่วยกันล้างผลาญพวกอื่น ; นี่จะเรียกว่า good will อย่างไรได้. มาหาเราก็ไม่ใช่เพื่อ good will อยู่แล้ว, พาเราไปก็ไม่ใช่เพื่อ good will อย่างยิ่งขึ้นไปอีก. นี่เราต้องรู้จัก good will ที่แท้, และก็ไม่มีอะไรนอกจากความง่ายดาย ในการปฏิบัติหน้าที่ของความเป็นครูบาอาจารย์, มีความรักลูกเด็ก ๆ เล็กๆ ตาดำ ๆ

น.396 ๓๗๕ บรมธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งโลกให้ได้. ไม่ใช่ถือว่า เรามีลูกคนหนึ่ง สองคน อยู่ที่บ้าน, แล้วเรารักลูกเล็ก ๆ นั้น, นี้ไม่ใช่ good will ; มันต้องมีความรู้สึกเหมือนกับว่า ในโลก หรือในจักรวาล หรือในสากลจักรวาลนี้ มีมนุษย์เพียงคนเดียว คือ มนุษย์ หรือชีวิต ทั้งหลายทั้งสิ้น จะเป็นอะไรก็ตาม มีเพียงชีวิตเดียว. เพราะ เหตุใด ? ก็เพราะว่า มันเหมือนกันทั้งนั้นไม่ว่าชีวิตไหน ; มันกำลังมืดบอดอยู่ด้วย อวิชชา, ถูกเผาผลาญอยู่ด้วยตัณหา มีปัญหาอย่างเดียวกัน, มีหัวอกอันเดียวกัน, มีทุกข์เหมือนกัน มีอะไรเหมือนกัน, เป็นเจ้าทุกข์ร่วมกัน ; จึงถือว่าเป็นคน เดียวกัน. อย่างนี้ต่างหากจึงจะเป็นที่ตั้งของ good will ให้รักเพื่อนมนุษย์ รัก เพื่อนบ้านทั้งหมด จนกระทั่ง เหมือนกับคน ๆ เดียวกัน. แม้เราไม่สามารถจะสัมพันธ์กันและกัน กับคนทุกคนในโลก เราก็มีขอบเขต แห่งความสัมพันธ์ หรือขอบเขตแห่งหน้าที่การงาน. เพราะฉะนั้นมีเด็กกี่คน อยู่ในความรับผิดชอบของเรา เราทำหน้าที่ของเราให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ตาม ความหมายของคำว่า good will , แล้วมันก็ไต่ขึ้นไปเป็น หน้าที่เพื่อประโยชน์ แก่หน้าที่, แล้วมันก็ไต่ขึ้นไปสู่ความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นครูของเรา, แล้วมัน ก็ไต่ไปสู่ความสุขที่แท้จริง ที่เกิดมาจากงานที่เราทำ ไม่ใช่เพื่อเงิน. ที่พูดว่า งานเพื่อเงิน เงินเพื่องาน บันดาลสุขนั้น ระวังสักหน่อย. ถ้าถือเอาความหมาย ผิดไปแล้วก็จะกลายเป็นอันตราย ; ต้องถือเอาความหมายให้ถูกตรง : ที่ว่า งาน นั้นแหละคือ ความสุข ไม่ต้องเหลือบไปถึงเงิน. ในงานนี้ก็มีความสุข เป็น ตัวความสุข, ตัว duty นั้นเองเป็นความสุข, แล้วทำให้เกิดความเต็มแห่งความเป็นครู หรือความเป็นมนุษย์ของเรา แล้วมันก็เป็น good will อยู่โดยอัตโนมัติไปตลอดเวลา. นี่เรียกว่า สิ่งที่เป็นบรมธรรม ซึ่งอาตมาได้กล่าวว่า วันนี้เรามาคุย กันเล่น, และเราคุยกันเล่นเรื่องบรมธรรม, ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องสูงสุด ประเสริฐ

น.397 ที่สุด หรืออะไร ก็สุดแท้. แล้วมันเกี่ยวกันกับหน้าที่ของครู ซึ่งมีหน้าที่ ที่จะต้อง นำเขาไปสู่บรมธรรม ; โดยที่ตัวเองก็จะต้องตั้งตัวให้ถูกให้ชอบ อยู่ในแนวของ บรมธรรม ๔ ประการนี้, เดินไปตามแนวของบรมธรรม ๔ ประการนี้ ซึ่งเป็น ของสากล, อันเป็นสิ่งได้รับความนิยมยกย่องกันทั่วไป ในหมู่บัณฑิต นักปราชญ์ ที่แท้จริงของโลก กล่าวคือนักจริยธรรมทั้งหลาย, หรือแม้ที่สุดแต่ นักจริยปรัชญา ที่ทำหน้าที่เป็นแต่เพียงค้นคิด ยังมิได้ปฏิบัติอะไรเลยก็ตาม ก็ล้วนแต่มีความเห็น อย่างนี้ ยอมรับอย่างนี้ บัญญัติตรงกันอย่างนี้ ทั้งนั้น. อาจจะมีคนถามขึ้นอีกว่า เป็นมนุษย์ ๐ หรือหมดตัวนี้ มันดีอย่างไร ? อุดมคติจะเอาไปซื้ออะไรกินได้ ? นี้เป็นปัญหาที่คนผู้กำลังมืดบอดอยู่ด้วยวัตถุนิยม จะต้องนึกอย่างนี้เสมอ. ส่วนพวกเราไม่มีปัญหาอย่างนี้ เพราะเรามีความเข้าใจ แจ่มแจ้งเป็นอย่างดีแล้ว ว่า ความเป็นมนุษย์ ๐ นั้นแหละเป็นบรมธรรม อยู่ใน ตัวเอง ; นั่นแหละคือการได้หมดทุกอย่าง, ๐ นั้นแหละคือการได้หมดทุกอย่าง : เพราะมัน ๐ ไปจากกิเลส ตัณหา, จากความเห็นแก่ตัว, จากสิ่งที่เป็นข้าศึก ศัตรู. ศูนย์จากตัวกู ของกูแล้ว จะได้หมดทุก ๆ อย่าง คือได้นิพพาน ได้ความ เต็มแห่งมนุษย์, ได้งานอันประเสริฐ คือหน้าที่เพื่อหน้าที่ ; แล้วได้เมตตา อันสูงสุดคือ good will ได้รอบข้างรอบตัวเรา จากทุกทิศทุกทาง ; นั้นคือได้หมด. เพราะฉะนั้นจึงว่าการหมดตัวนั่นแหละคือการได้ทุกอย่าง. เรื่องการหมดตัวนี้ มีคน ๆ หนึ่งมาเข้าเฝ้า ทำนองจะขัดคอพระพุทธเจ้า, หรือว่าทำนองจะท้าทาย หรือจะแย้งก็ตาม ทูลพระพุทธเจ้าว่า : เขาว่ากันว่า พระสมณโคดม เป็นผู้หมดเนื้อหมดตัว, หมดสิ้นเนื้อประดาตัว ใช่ไหม ? พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "จริงชิ, เราตถาคตเป็นคนหมดเนื้อหมดตัว". แล้วท่าน อธิบายให้ฟัง อย่างนี้คือว่า :- ไม่มีตัว ไม่มีอะไรเป็นตัว เป็นของตัว, ไม่มี

น.398 อะไรเป็นตัวกู ของกู, ไม่มีความยึดมั่นด้วยอุปาทานในสิ่งใด ; ไม่มีตัว คือ สิ้นเนื้อประดาตัว ท่านยอมรับอย่างนี้. พร้อมกันนั้นก็ทรงชี้ให้เห็นว่า การบรรลุ นิพพานนั้น เป็นการสิ้นเนื้อประดาตัวของกิเลส ; เนื้อตัว หรือประดาตัวอะไร ก็ตาม มันเป็นเรื่องของกิเลส ยอมสูญสิ้นเสียดีกว่า. ยอมสิ้นเนื้อประดาตัว คือตัวกู ของกูให้สิ้นไปอยู่ทุกวันทุกคืน อย่างนี้ดีกว่า มันจะไม่ถูกลิงค่า ซึ่งเป็นเรื่องใน ชาดก ; มีอยู่ในพระไตรปิฎก เรื่อง ครหิตชาดก. มนุษย์ถูกลิงค่าเพราะมีแต่ ตัวกู - ของกู ตัวกู - ของกู อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน. นิทานนี้ มีเรื่องสั้น ๆ นิดเดียวว่า : ลิงโพธิสัตว์ ถูกจับมาเลี้ยงในวัง ครั้นเขาพอแก่ความต้องการแล้ว เขาปล่อยกลับออกไป คือเขาเลี้ยงเล่นชั่วคราว เท่านั้น. พอกลับออกไปจากเมืองมนุษย์ มีลิงบริวารมาถามว่า ในเมืองมนุษย์ มีเรื่องสนุกอะไรบ้าง ช่วยเล่าให้ฟังที, มีอะไรน่าเลื่อมใส น่าอัศจรรย์บ้าง ช่วยเล่าให้ฟังที. ลิงโพธิสัตว์ก็ตอบว่า : "หิรญฺญิ เม สุวณฺณํ เม เอสา รตฺติ ทิวา กถา" - ทั้งกลางวัน และกลางคืน ได้ยินแต่ว่า เงินของกู ทองของกู ลูกของกู ผัวของกู อะไร ๆ ของกูทั้งนั้น, ล้วนแต่ของกูทั้งนั้น. ลิงทั้งหลายก็วิ่งไปที่ลำธาร ล้างหูกันหมด ก่นว่า เพิ่งได้ยินเสียงสกปรกคราวนี้เอง. นี่เรียกว่าลิงมันค่า, หรือลิงมันล้างหูใส่หน้าเอา. พวกเราไม่สมควรจะถูกลิงด่า หรือถูกลิงล้างหู; เพราะว่าเดี๋ยวนี้ เป็นผู้หมดตัวถู แล้วมันก็ได้ Summum Bonum หมด ครบทั้ง ๔ ประการ คือ -ความสุขที่แท้จริง, -ความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์, -ความทำหน้าที่ บริสุทธิ์ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่, - และความปรารถนาดี คือความรักของมนุษย์ ความเมตตาของมนุษย์.

น.399 ป็นอันว่า เราได้พูดกันถึงเรื่องบรมธรรมมามากพอสมควรแล้ว, ขอ ฝากท่านทั้งหลายไว้คิดนึกตามความเป็นอิสระ ตามความพอใจของตน แล้วแต่จะเลือก แล้วแต่จะถือเอาเท่าไร ; ไม่มีการบังคับ. โดยหวังอยู่ว่าถ้าสติปัญญามันมีพอแล้ว มันเห็นเอง มันสมัครใจเอง แล้วมันเอาได้หมดเอง, ไม่บิดเบือนไม่บิดพริ้วไม่อะไร อีกต่อไป; แล้วมันก็ได้รับผลตอบแทนเกินคาด คือความสนุกสนานอย่างยิ่ง, เป็นนิพพานอยู่ในตัวการงานที่ทำอยู่เป็นประจำวัน. ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ลูกหลานตาดำ ๆ อยู่นี้ ก็จะได้รับประโยชน์เป็นความเยือกเย็นในจิตใจ, เหมือน ได้ดื่มรสของธรรมะของนิพพานอยู่ตลอดเวลา. นี่คือผลของการที่เราสนใจ แก้ไขข้อขัดข้องต่างๆ ให้ลุล่วงไปด้วยดี ในเรื่องอันเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" อาตมาขอยุติการบรรยาย เพราะถือว่าเป็นเวลาสมควรแก่การบรรยาย ถือว่าเราคุยกันเล่นเพียงเท่านี้ ด้วยเรื่อง "บรมธรรม".

น.400 เรื่อง เอกายนมรรค ในฐานะเป็นทางของบรมธรรม ๑ บรรยาย ณ โรงเรียนสัมมาชีวศิลปมูลนิธิ ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๙ ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายในวันนี้ เราจะ คุยกันเล่น ถึงเรื่อง เอกายนมรรค ; วันก่อน เราได้พูดกันเล่นถึงเรื่องบรมธรรม คือสิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะต้องเข้าถึงให้ได้ เป็นเรื่อง จุดหมายปลายทาง แต่วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องมรรค หรือทางที่มีชื่อว่า เอกายนมรรคนั้น มีความหมายเป็นพิเศษ. ส่วนนี้แหละคือส่วนที่เราจะต้องศึกษา พิจารณา หรือวินิจฉัยกัน. เดี๋ยวนี้เราจะได้ยินได้ฟังพูดกันถึงเรื่อง ทาง แต่มันกลายเป็นหลายทางไป; เป็นทางนรก ทางสวรรค์ ทางพรหมโลก กระทั่งทางนิพพาน. แต่แล้วก็ ดูเหมือน ไม่ค่อยมีใครจะชอบ ในเรื่องทางนิพพาน ซึ่งเรียกว่า เอกายนมรรค ; ดูเหมือน จะสนใจเรื่อง สวรรค์ หรือเรื่องอะไรกันทำนองนั้นเสียมากกว่า. และถ้าเอามา ๑. พุทธทาสภิกขุ บรรยายสมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็น พระราชชัยกวี ๓๗๙

น.401 เลือกพร้อม ๆ กันละก็ จะสนใจเลือกเรื่องที่เป็นความสุข สนุกสนานกันเสียมากกว่า. แต่ว่าทางเหล่านั้นไม่ได้รวมอยู่ในคำว่า "เอกายนมรรค" เลย แม้กระทั่งทางที่เรียก ว่าทางไปพรหมโลก. คำว่า "เอกายนมรรค" หมายถึงทางสายเอกสายเดียว สำหรับ คน ๆ เดียว, เดินไปสู่จุด ๆ เดียวคือ นิพพาน ; ซึ่งมีความหมายเป็นพิเศษ ไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสวรรค์ หรือแม้แต่พรหมโลก. เพราะฉะนั้นเราจึงต้อง ปรับความเข้าใจกันเป็นพิเศษในเรื่องเกี่ยวกับทางสายนี้. ทีนี้ โดยเฉพาะท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ คำว่า ครู อาตมาได้เคยขอร้องบ้าง ชี้แจงบ้าง ให้ถือเอาความหมายให้ถูกต้องว่า หมายถึงผู้นำในทางวิญญาณ, กำลัง นำศิษย์ไปตามทางของวิญญาณ จะนำไปไหน ? มีจุดหมายอะไร ? นี้จะต้อง พิจารณาดูอย่างละเอียด สำหรับผู้ที่เป็นครู. และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ จะต้อง พิจารณาถึงข้อที่ว่า ตัวเองกำลังเดินอยู่ในทางอะไร ? และจะนำเขาไปไหน มีจุดหมาย อะไร ! นั้นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับที่ว่า ตัวเองกำลังเดินอยู่ในทางอะไร? และ อย่างไร ? นี่เราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนว่า แม้แต่ครูก็ยังต้องถือว่า เป็นผู้นำคนให้เดินไปตามทางที่เรียกว่า เอกายนมรรค นี้เหมือนกัน คือทางที่มีจุดหมาย ปลายทางเป็นนิพพาน นั่นแหละ. บัดนี้เรามาลองคิดดูกันถึงคำที่พูดกันเป็น slogan หรือเป็น ภาษิตว่า "ทางใหญ่อย่าพึงจร". นี้เป็นภาษิตบรมโบราณของไทย แต่มันก็เนื่องมา จากทางธรรมะ หรือทางศาสนา ; เพราะเราสัมพันธ์กันกับศาสนาใกล้ชิดมาก จน จะพูดอะไรออกมา ก็จะเป็นเรื่องที่เนื่องกันมากับศาสนา หรือธรรมะทั้งนั้น คนโบราณพูดว่า "ทางใหญ่อย่าพึงจร" นั้นมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับธรรมะ หรือ ศาสนา. ทางใหญ่ นี้หมายความว่าเดินกันมาก เดินกันจนโล่งเตียน เพราะใคร ๆ

น.402 ก็ชอบเดิน มันจึงเตียนขึ้นเอง, แล้วกลายเป็นทางใหญ่. นี้ก็หมายความว่า ทางใหญ่ที่เดินกันมากนี้อย่าไปเดินเข้า ; และมันย่อมจะบอกอยู่ในตัวแล้วว่า คน ส่วนมากเขาต้องการอะไร. คนส่วนมากก็ต้องการความเพลิดเพลิน ความพอใจ ไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ซึ่งเขามักจะเข้าใจว่าเป็นตัวตนเสมอ ; เช่น เขาพูดว่า "ชอบใจเรา" อย่างนี้ เขาหารู้ไม่ว่านั่นแหละคือชอบใจ กิเลส ตัณหา ; เพราะว่า เอาตัณหาเป็นเรา เอากิเลสเป็นเรา โดยไม่รู้สึกตัวอยู่เสมอ. เมื่อกิเลส หรือ ตัณหา มันมาครอบครองบัลลังก์อันนี้ นั่งเป็นตัวเรา เสียแล้ว มันก็บัญชาไปต่าง ๆ ; เพราะฉะนั้นเราอย่าไปพูดว่า "ขอบใจเรา" นี้ระวังให้ดี. มัน "เรา" อะไรกันแน่, มันเรา กิเลส ตัณหา หรือว่าเรา ที่เป็นธรรม. นี้เราต้องยุติธรรม ต้องไม่เข้ากับใคร ไม่เข้าใครออกใคร, ต้อง ไม่กระดากที่จะวินิจฉัย หรือพิพากษาตัวเอง. โดยเหตุที่คนเรามีกิเลส ตัณหา เป็นเครื่องชักจูงไป, มีความอยากของกิเลสเป็นเครื่องชักจูงไป, มันจึงไปชอบ เหมือน ๆ กัน ; หรือที่เรียกว่า "เดิน" ในที่นี้. ไปแสวงหา ไปกระทำ ไปเสวย ผลของการกระทำเหมือน ๆ กัน จนเกิดเป็นแนวอันใหญ่ขึ้นมา. ผู้กล่าวภาษิตนี้ รู้ดีว่าหมายถึงอะไร จึงได้กล่าวว่า : "ทางใหญ่อย่าพึงจร" อย่าไปเดินเข้า. ทางใหญ่ ในที่นี้ ก็หมายความถึงทางที่เป็นไปตามกระแสของกิเลส ตัณหา, คือพัวพันอยู่ในกาม, ด้วยวัตถุกาม, ด้วยกิเลสกาม, หรือที่เรียกอีก อย่างหนึ่งว่า กามสุขัลลิกานุโยค ได้แก่สภาพที่พัวพันอยู่ในกาม, ประกอบตน ให้พัวพันอยู่ในกาม ; เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนเป็นของธรรมดาของโลกไป. นี้คนเขาจึงเรียกว่า "ทางใหญ่" ; และแทบจะกล่าวได้ว่าคนทั้งหมดเป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นมันจึงได้แก่การตามใจตัว คือตามใจกิเลส ; แล้วก็เห็นแก่ตัว คือเห็น แก่กิเลสนั่นเอง. เพราะฉะนั้นถ้าเดินตามทางนี้ก็หมายความว่า มีความเห็นแก่ตัว

น.403 พราะสิ่งที่เรียกว่ากามนั่นแหละ เมื่อลุ่มหลงเข้าแล้ว ก็เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว ที่จะ กอบโกยสิ่งที่เรียกว่า "กาม". ปัญหาของโลกเราในปัจจุบันนี้ มันก็ไม่ได้มีมูลมาจากอื่น มันมีมูลมาจาก สิ่งที่เรียกว่าถาม ซึ่งเราจะเรียกว่าวัตถุนิยมหรืออะไรก็ได้ ซึ่งมีความมุ่งหมาย ใกล้เคียงกัน กล่าวคือหลงใหลสนุกใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ตามวิสัยของชาวโลก. สิ่งที่เรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ถ้าเรียกตามบาลี เขาเรียกว่า "วัตถุ", แม้ว่ามันจะไม่เป็นวัตถุเป็นก้อน เป็นของแข็ง ก็ยังเรียกว่า วัตถุ. รูปนั้นพอจะเห็นเป็นวัตถุ ; แต่เสียงหรือกลิ่น หรือรสอย่างนี้ ขนาดถึง สัมผัสผิวหนังอย่างนี้ มันไม่ใช่ตัววัตถุ, แต่ก็เรียกว่า วัตถุอยู่นั่นเอง ; เพราะ มันเนื่องอยู่ด้วยวัตถุ, มีรสที่เกิดมาจากวัตถุ. เพราะฉะนั้นจึงรวมเรียกเสียง่าย ๆ อย่างเดี๋ยวนี้ก็เรียกว่า วัตถุนิยม : หมายถึงลุ่มหลงในวัตถุ, นิยมรสของวัตถุ อันเป็นความสุข ความเพลิดเพลิน อันเกิดมาแต่วัตถุ ซึ่งในบาลีเราเรียกว่า "กาม" และเรียกว่า "กามสุขัลลิกาฺโยค" ในครั้งพุทธกาล ก็มีพวกใหญ่พวกหนึ่ง ที่เป็นวัตถุนิยมจัด เป็นพวกที่ เรียกว่า "กามสุขัลลิกานฺโยค" มีศาสดาชื่อ จารวกะ หรือชื่อ โลกายตะ, นี้เป็น เรื่องวัตถุ เรื่องโลกทั้งนั้น. พวกนี้เองที่สอนเรื่องการแสวงหาความสุขจากวัตถุ และเมื่อได้ความสุขจากวัตถุถึงที่สุด เขาก็เรียกว่า นิพพาน, เขาจึงมีกามารมณ์ ชั้นสูงสุดและประณีตเป็นนิพพาน. นี่คือเรื่องของทางใหญ่ ; ในที่สุดก็เป็น เรื่องตามใจตัว คือตามใจกิเลส และเห็นแก่ตัวที่จะได้วัตถุเหล่านี้. ตกมาถึง สมัยนี้ยิ่งเป็นมากขึ้น ; เพราะว่า ความเจริญในทางวัตถุนั้นมันวิ่งไปที่เดียว, มัน เจริญอย่างวิ่งไปที่เดียว. แต่ความเจริญในด้านลึกไปในทางจิต หรือในทาง ธรรมนั้น แม้แต่จะคลานต้วมเตี้ยมมันก็ยังไม่ได้ ; มันแทบว่าจะหยุดชะงัก หรือ

น.404 ถูกลืม ถูกละ กันไปเสียเลย. เพราะฉะนั้นคนในสมัยนี้จึงพ่ายแพ้แก่วัตถุมาก ยิ่งขึ้น ; เพราะมันมีอะไรที่เข้ามาเสนอสนองทดแทนไม่ให้มีเบื่อได้. พอเบื่อ อย่างนี้ หรือไม่ทันจะเบื่ออย่างนี้ ก็มีอันอื่นเข้ามาแทนแล้ว. นี่คือความก้าวหน้า ทางวัตถุ. ฝ่ายเด็ก ๆ ของเราเมื่อควบคุมตัวไว้ไม่ได้ หรือผู้ปกครองก็ไม่สามารถ ควบคุมไว้ได้ ก็เลยเป็นบ่าวเป็นทาส ของวัตถุกันไปหมดแทบทั้งโลก .... มันจึง เหมือนกับมีโลกอันใหม่ ซึ่งมีปัญหาอย่างใหม่ที่ไม่รู้ว่าใครจะแก้กันอย่างไร จน เวียนหัวไปหมด, จนบางพวกแทบจะยอมว่า ปล่อยมันไปตามเรื่อง ; ถือเอาเป็น โลกใหม่, บัญญัติศีลธรรมกันในรูปใหม่ จนจะถือว่า กาเมสุมิจฉาจาร นี้ไม่มีอยู่ ในระบบของศีลเสียแล้ว : คือว่า ศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร อะไรทำนองนี้ เลิกได้ ไม่ต้องมี. บางพวกเกิดหันเหไปมากถึงอย่างนี้. มันจึงเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดว่า เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือ เมื่อเด็ก ๆ เหล่านี้ เติบโตขึ้น เป็นผู้ปกครองประเทศชาติ หรือว่าเป็นเจ้าของประเทศชาติขึ้นมาเต็มตัว เขาก็จะพาโลกนี้หันเหไปตามทางนี้มากขึ้น ; ในที่สุดก็จะตกเป็นทาสของวัตถุ ถึงขนาดที่หน้ามืดตาลาย ประหัตประหารกัน โดยไม่มีความรู้สึกอะไร, คือว่า คนฆ่าคนโดยไม่มีความรู้สึกอะไร, คล้ายๆ กับว่า ฆ่ามดฆ่าปลวก ฆ่าแมลงอะไร อย่างนี้ ; แล้วโลกก็จะถึงอวสานต์. นี้เห็นได้ว่าทางใหญ่นี้มันนำไปสู่ผลอย่างนี้. นี้เราลองนึกเทียบคู่ตรงกันข้าม เราก็จะได้คำว่า "ทางเล็ก". เมื่อ ทางใหญ่มีคนเดินมาก ทางเล็กก็หมายความว่า ไม่ค่อยจะมีใครเดิน ; มันก็คอย จะแคบ คอยจะหาย จนไม่เป็นทางอยู่เสมอ. ถ้ากล่าวตามหลักธรรมในแง่ของ ศาสนา ก็คือ ที่เราเรียกกันว่า "อัตตกิลมถานุโยค" - คือการประกอบการทรมานกาย, พวกนี้มันตรงกันข้ามกับพวกแรก ซึ่งหลงใหลในวัตถุกาม ; ส่วนพวกนี้มันตั้งข้อ

น.405 รังเกียจกามจนเลยขอบเขต เป็นบ้าเป็นหลัง ถึงกับพยายามจะทำอันตรายอวัยวะต่างๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของการบริโภคกามให้ไร้สมรรถภาพไป. เขาทรมานด้วยวิธีต่าง ๆ ให้ ร่างกายเจ็บปวด ให้อวัยวะสูญเสียสมรรถภาพ เพื่อว่าใจจะได้ไม่น้อมไปในทางกาม. ฝ่ายทางเล็กนี้ เขาหลงใหลไปถึงกับว่า กามนี้เป็นข้าศึกโดยตรง เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องทำลายมันเสียโดยสิ้นเชิง, ทำลายต้นตอ ทำลายเครื่องมือ ที่จะบริโภคกาม อะไรทำนองนี้เสีย จึงทำทุกกรกิริยา ทั้งที่ความจริงก็ฝืนความรู้สึก อย่างยิ่ง ; แต่ทำไปได้ก็เพราะความหลง. เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นการทำลายตัว ในเมื่อพวกแรกเห็นแก่ตัวจัดไปในทางวัตถุ พวกหลังนี้มันก็ทำลายตัว. แล้วยัง สอดแทรกอุดมคติ ในพวกที่นับถือพระเจ้าว่า : พระเจ้าจะชอบใจในเรื่องทรมานตัว, แล้วก็จะได้โปรดให้ได้ไปอยู่กับพระเจ้า ; แล้วก็เลยทรมานตัวเองกันใหญ่. อย่างนี้ เราเรียกว่า ทางเล็ก. ยังมีอะไรอื่นอีกไหมที่ไม่ใช่ทางใหญ่หรือทางเล็ก : เราก็จำต้องมีคำพูดที่ ถูกบังคับให้ใช้คือคำว่า "ทางสายกลาง" หรือทางที่พอเหมาะพอดี ซึ่งในพุทธ ศาสนาเราเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ; แล้วยังหมายความว่า กลาง หรือ พอดี ; คือมีความมุ่งหมายที่จะควบคุมตัวให้เหมาะสม ไม่ตามใจตัว ไม่ผืนใจตัว. แต่จะ ควบคุมตัวพอเหมาะพอสม พอดี หรือถูกวิธี ; แล้วก็เป็นไปเพื่อให้ตัวเองมีความ เจริญในทางธรรม ไม่เป็นการเห็นแก่ตัว ไม่เป็นการทำลายตัวอย่างบ้าหลัง. แต่ เป็นการทำให้งดงาม ให้บริสุทธิ์ ให้สะอาด สว่าง สงบ อะไรทำนองนี้ เราเลยเรียกว่า "ทางสายกลาง" หรือ มัชฌิมาปฏิปทา. นี่เราจะเห็นได้ง่าย ๆ ว่า มันก็มีทางที่จะแยกให้เห็นได้เป็น ๓ พวก คือ ทางใหญ่ ทางเล็ก และทางพอดี. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าเอกายนมรรคนี้ จะอยู่ในพวกไหน ? ท่านทั้งหลายก็จะมองเห็นได้ในทันทีแล้ว ว่าอยู่ในพวกที่พอดี,

น.406 ที่เรียกว่าสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา. นี่เราได้เค้าเงื่อนเป็นเงา ๆ แล้วว่า เอกายนมรรคนี้คือมัชฌิมาปฏิปทา. ทางใหญ่ก็ไม่เอา ทางเล็กก็ไม่เอา เอาทางที่ พอดี, เรียกว่าได้เค้าเงื่อนโดยกว้าง ๆ ไว้ที่ก่อน โดยรายละเอียดเราจะได้ดูกันต่อไป. ตอนนี้ อาตมาอยากจะ ให้สนใจในคำว่า "ทาง" กันเป็นพิเศษสัก หน่อย. คำว่า "ทาง" นั้นโดยที่แท้มันเป็นชื่อของธรรมะ, อย่าได้เข้าใจไปว่า เป็นอย่างอื่นเลย. คำว่า ทาง ในที่นี้เป็นชื่อของธรรม โดยที่เรายืมมาจากชาวบ้าน ภาษาชาวบ้าน ตามธรรมดา หมายถึงทางเดินด้วยเท้า ทางเกวียน ทางคน ทางสัตว์ อะไรก็ตาม. ที่เรียกว่า "ทาง" นี้ มันเป็นทางตามภาษาชาวบ้านพูด. ส่วน "ทาง" อันเป็นเรื่องทางจิตใจนี้เพิ่งเกิดทีหลัง เมื่อเขาพบแนว พบสายของการปฏิบัติ เขาไม่ รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี เขาก็เรียกว่า ทาง โดยไปยืมคำชาวบ้านมาเรียก. เพราะฉะนั้น คำว่า ทาง จึงเป็นชื่อของธรรมะ. เมื่อนักคิดนักค้นทางจิตทางใจออกไปคิดไปค้น จนพบแนว หรือ สาย อะไรอันใดอันหนึ่งแล้ว เกิดความรู้สึกว่า นี่มันเป็น "ทาง" , มันเป็นหนทาง, เลยนึกถึงคำว่า "ทาง" ออกก่อนคำอื่น จึงเลยเรียกว่า "ทาง". ทีนี้ เราดูความหมายของคำว่า "ทาง" กันให้กว้าง ๆ. อาตมาอยาก จะชักชวนให้มองกว้างออกไปถึงทุก ๆ ศาสนา หรือทุก ๆ แขนงของการคิดนึก ไม่ใช่ จำกัดอยู่แต่ในวงพุทธศาสนาเรา. เมื่อเรามองกันอย่างกว้าง ๆ อย่างนี้แล้ว เราจะ พบว่า ผู้ที่ทอดตนลงเป็นสะพานนั้น ก็เรียกว่า "ทาง" เหมือนกัน, นี้เราหมายถึง พระเยซูแห่งศาสนาของพวกคริสเตียน. เพราะว่า พระเยซูได้กล่าวว่า : "เราแหละ คือทาง" ที่พระเยซูกล่าวว่า เราแหละคือทางนั้น หมายความว่า คนทั้งหลาย จะถึงพระเป็นเจ้าได้ ก็ต้องได้ผ่านทางพระเยซู, คือเข้ามาติดต่อกับพระเยซู, ประพฤติตามคำสอนของพระเยซู ; เพราะว่าพระเยซูได้รับมอบ Revelation จาก พระเป็นเจ้าให้มาบอก, และยิ่งกว่านั้น พระเยซูทอดชีวิตลงไป คือยอมตาย เพื่อ

น.407 สัตว์ คือคนเหล่านั้น ได้มีโอกาสเห็นความเสียสละของพระเยซู, และได้กลับใจ เพราะการตายของพระเยซูนั้น เรียกว่าพระเยซูได้เอาชีวิตเป็นเดิมพันสำหรับทอด สะพานให้คนเดิน ระหว่างโลกนี้กับพระเจ้าทีเดียว. นี้ เราก็เรียกว่า "ทาง" ได้ เหมือนกัน, หมายความถึงผู้ที่ทอดตนลงเป็นทาง ลงเป็นสะพานเลย เอาชีวิตเป็น "ทาง" ให้ผู้อื่นเลย. เราลองคิดดูว่า พวกครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ; คือได้ทอดตนลงเป็นสะพานสำหรับให้เด็ก ๆ ของเรานี้เดินไป สู่จุดปลายทางของ ชีวิตมนุษย์ หรือเปล่า. ข้อนี้เราหมายถึงการเสียสละ. ถ้าครูเป็นลูกจ้าง ย่อมไม่มีการทอดตนอย่างนี้ มีแต่จะทำงานให้เสร็จไปวันหนึ่ง ๆ เพื่อครบเดือนแล้ว ก็รับเงินเดือน. ท่านจงดูไปเถิด ครูเป็นอย่างนี้มากมายทีเดียว ; ผู้ที่เรียกตัวเอง ว่าเป็นครูแท้ๆ ก็ยังเป็นเสียอย่างนี้. มีครูอยู่สักจำนวนน้อยหนึ่ง ที่มีจิตใจสะอาด มีจิตใจกว้างพอที่จะทอดตัวลงเป็นสะพาน ด้วยมีความรู้สึกว่า ความสุขมีอยู่ในการงาน เหมือนที่ว่า Summum Bonum ข้อหนึ่งซึ่งว่า duty for the duty's sake ที่ได้ว่ามา แล้วคราวก่อน. ครูที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ มีความสุขอยู่ในหน้าที่ เงินเดือน หรืออะไรนั้นเป็นขี้ฝุ่น เป็นขยะมูลฝอยไปเลย กลายเป็นเครื่องบูชาคุณไป; ครู พวกนี้เท่านั้นแหละ ที่จะเป็นผู้ทอดตนลงเป็นสะพาน หรือเป็นทางด้วยความเสียสละ ; ทำทุกอย่างทุกวิถีทาง ที่จะให้สัตว์ คือหมายถึงเด็ก ๆ ตาดำ ๆ ผู้จะเติบโตขึ้นทุกวันนี้ เดินไปได้โดยแท้จริง โดยเร็ว โดยสะดวก. เพราะฉะนั้นถ้าเรามีครูประเภทนี้กัน ให้มากสักหน่อยแล้ว การศึกษาอบรมของเราก็จะดีขึ้นกว่านี้มาก เพราะว่า ครู นั่นแหละยอมเป็นทางเสียเอง, ยอมเป็นทางด้วยตนเอง. ดูให้ลึกยิ่งไปกว่านั้น เราก็ต้องกล่าวว่า ข้อปฏิบัติไปตามทางสายกลาง ที่กล่าวแล้วนั้นแหละ นำไปสู่จุดปลายทาง, ซึ่งได้แก่ความไม่เห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง

น.408 คือความไม่มีตัวไม่มีตน, ไม่มีตัวกู ของกู โดยสิ้นเชิง นั่นแหละเป็นปลายทาง. การปฏิบัติจากความเห็นแก่ตัว ไปสู่ความหมดความเห็นแก่ตัว นี้คือ "ทาง" ซึ่งเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เป็นข้อปฏิบัติในทางพุทธศาสนาอย่างละเอียดชัดเจน โดยเฉพาะ ที่เรียกว่า ธรรม หรือธัมมะ กล่าวคือทางหรือมรรคมีองค์แปด. แล้วเราก็มีข้อที่ต้องคิดต่อไปอีกว่า พวกครูเรานี้มีกันหรือเปล่า, คือว่า พวกครูเรานี้กำลังเดินอยู่ในทางสายกลางนี้หรือเปล่า, หรือว่าส่วนมากกำลังไป วิ่งอยู่ในทางสายใหญ่ ; หรือว่าจะมีครูบางพวก ซึ่งมีอยู่น้อยเต็มทนไปวิ่งอยู่ในทาง สายเล็กก็ตามใจ. แต่ว่าครูที่เดินอยู่ในทางสายกลางนั้นมีอยู่สักกี่มากน้อย ? ขอให้ลองคิดดูให้ดี ๆ ว่า ครูที่เป็นลูกจ้าง สู้ทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง แล้วละก็ ไม่มีหวังที่จะเดินในทางสายกลาง ; เพราะว่าจิตใจมันไหลไปสู่ทางสายใหญ่ เสียหมดแล้ว, ไม่มีเหลือไว้สำหรับเดินทางสายกลาง. เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสติ ปัญญาที่เฉียบแหลม อันเป็นสติปัญญาที่เกิดมาจากความไม่เห็นแก่ตัว, และเป็น สติปัญญาที่เฉียบแหลมที่สามารถจะควบคุมจิต จะฝึกสอนจิต, หรือตลอดจนบังคับ ตัวครูเองให้เป็นแบบฉบับที่ดี, นำศิษย์ไปด้วยการทำตัวอย่างที่ดีให้ดูได้ หรือมี ความสุขให้ดูได้. เพราะฉะนั้นเมื่อสิ่งที่เรียกว่า "ทาง" หมายถึงมัชฌิมาปฏิปทา นี้แล้ว ก็มีปัญหาว่า ครูเรามีกันหรือเปล่า. "ทาง" อีกความหมายหนึ่ง มันหมายถึงความลึกซึ้ง, ความจริง ที่ลึกซึ้งอันหนึ่งของธรรมชาติ ; มันได้แก่ ตัวธรรมะที่ลึกซึ้ง. ข้อนี้ก็อาจจะเล็งถึง ศาสนาที่เรียกกันว่า เต๋า ของจีน. เมื่อพูดถึงศาสนาเต๋าของจีนแล้ว ต้องหมาย ความถึงคำสอนที่ถูกต้องของเล่าจื้อ จวงจื๊อ, พวกนั้นจริง ; อย่าเอาพวกเต๋า เดี๋ยวนี้ ซึ่งเหลือแต่เพียงจุดธูปบูชาไหว้หัวสิงห์โตหิน ; อย่างนั้นไม่ใช่. นั้นมัน

น.409 ป็นเพียงของผิด หรือเนื้องอกที่งอกออกมา จนเลยขอบเขต ซึ่งย่อมมีกันอยู่ ทุกศาสนา. แม้ในพุทธศาสนาก็มีอะไรงมงายอย่างมากมาย, ในคริสเตียนก็มีอะไร งมงายอย่างมากมายของคนชั้นหลัง ; เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงศาสนาไหน เราต้อง เล็งถึงส่วนที่มันถูกต้องหรือของต้นเดิมจริง ๆ. พวก เต๋า เขาถือว่า มีคำว่า ทาง คำเดียวเท่านั้นพอแล้ว ที่จะเข้าถึง คำว่า เต๋า. คำว่า เต๋า เขาแปลว่า "ทาง" ; แต่หมายถึงธรรมะที่ลึกซึ้ง ที่ตาม ธรรมดาคนธรรมดาจะมองไม่เห็น. ต้องศึกษาต้องคิดต้องค้น จึงจะมองเห็น สิ่งที่เรียกว่า เต๋า มันมีความหมายเป็นอสังขตธรรม คือ สิ่งที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่มีเกิดไม่มีเปลี่ยน ไม่มีตายอะไรเหมือนกัน ; สิ่งที่เรียกว่า เต๋า โดยแท้จริงนั้น เป็นอย่างนี้ เขาเรียกมันว่า "ทาง". ถ้าเราเอาความหมาย หรือความจริงอันลึกลับของธรรมชาติอันหนึ่ง เป็นทางแล้ว ; เราก็จะตั้งปัญหาถามครูบาอาจารย์ว่า ได้เข้าถึงสิ่งนี้, ได้เดินถึง สิ่งนี้กันแล้วหรือยัง หรือแม้แต่เพียงความสนใจก็จะมีหรือยัง. นี่มันเป็นเรื่อง ที่ยิ่งลึกมากขึ้นไปอีก หรือยิ่งยากมากขึ้นไปอีก ที่อาตมานำมากล่าวนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า คำว่า ทาง นี้มันหมาย ได้ถึง ๓ ความหมาย : ผู้ที่ ทอดตนลงเป็นสะพานก็ได้, ตัวสะพานเองก็ได้, หรือจุดหมายปลายทาง เอามาเรียกว่าทางเสียก็มี เช่นคำว่า เต๋า เป็นต้น. มันมี ปัญหาที่ครูบาอาจารย์จะต้องตั้งขึ้นสำหรับตอบแก่ตัวเองว่า : เราเป็นผู้ทอดตนลง เป็นสะพานหรือเปล่า ; หรือว่า เรามี "ทาง" อันเป็นมัชฌิมาปฏิปทาหรือเปล่า ; หรือเราเข้าถึงจุดหมายปลายทางหรือเปล่า. คำว่า "เอกายนมรรค" นี้ มันหมายความถึงข้อปฏิบัติสำหรับให้เดิน ไปสู่จุดหมายปลายทาง. เราควรมาพิจารณากันถึงคำ ๆ นี้โดยละเอียดสักหน่อย :

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต