น.354 หรือโลกเป็นหนี้ท่าน จนเหลือที่จะตอบแทนไหวนั่นเอง. เพราะพระอรหันต์ได้ทำ หน้าที่ยกสถานะทางวิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้น จนเหลือที่โลกจะตอบแทนไหว. ข้าวปลาอาหารหรือบิณฑบาตที่ประชาชนถวายท่าน จึงกลายเป็นเครื่องสักการบูชา ไม่เป็นค่าจ้าง ทำนองเดียวกันกับเงินเดือนของครู ที่อาจจะกลายเป็นเครื่อง สักการบูชาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ในเมื่อครูคนนั้นได้ทำหน้าที่เป็นผู้ยกสถานะทาง วิญญาณของโลกแล้วจริง ๆ. แม้ภิกษุธรรมดาทั่ว ๆ ไปในสมัยนี้ ถ้าหากได้ปฏิบัติ หน้าที่ของตนให้ถูกต้องแล้ว ก็ย่อมอยู่ในฐานะที่เป็นครู หรือผู้ยกสถานะทาง วิญญาณของโลกอย่างเดียวกัน. ข้าวปลาอาหารที่ทายกทายิกาถวายจึงเลยกลาย เป็นเครื่องสักการะ ไม่เป็นค่าจ้างและไม่มีใครเรียกว่าค่าจ้าง นั้นก็เป็นการถูก ต้องแล้ว. ครูเราก็ทำนองเดียวกัน : เมื่อได้มีการเสียสละ, การอุทิศตน, การปักแน่วในใจ, ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง ตามอุดมคติ ของคำว่าครูแล้ว ก็ย่อมกลายเป็นปูชนียบุคคลไปในตัว. เงินเดือนก็กลายเป็น เครื่องสักการบูชาไปในตัว ไม่เป็นค่าจ้าง, และครูก็พ้นจากความเป็นลูกจ้าง และกลายเป็นปูชนียบุคคลที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือกลายเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องเคารพบูชา โดยสมบูรณ์ ดังนี้เป็นต้น. ถ้าครูทั้งหลายได้พิจารณาดูให้ถูกต้องในข้อนี้แล้ว จะไม่มีครูคนใดทำให้อาชีพครู กลายเป็นเรือจ้างอีกต่อไป. เพราะว่า การเป็นครู ทำหน้าที่ยกวิญญาณของโลกให้สูงนั้น มันเป็นความประเสริฐสุด สูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งกว่าอยู่แล้ว และจะอาศัยให้เป็นเรือจ้างไปส่งที่ท่าไหนกันอีก เพราะว่าไปส่งเข้าที่ท่าไหน มันก็กลายเป็นของต่ำกว่า หรือเลวกว่าสถานะเดิมอยู่ ร่ำไป. อาตมาอยากจะพูดตรง ๆ โดยไม่ต้องเกรงใจว่า เมื่ออยู่ในฐานะที่เป็นครู ยกฐานะทางวิญญาณของโลกให้สูงอยู่แล้ว กลับไปสอบกฎหมายเป็นนักกฎหมาย
น.355 หรือกลายเป็นนักปกครอง เช่น ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นต้น. ผู้ว่าราชการ จังหวัดไม่มีโอกาสยกฐานะทางวิญญาณของโลก ให้สูงได้เหมือนกับการเป็นครู, เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นการสูงกว่า หรือดีกว่า หรือน่าบูชากว่าการเป็นครู แต่ ประการใด. การที่ยังคงอยู่ในอาชีพครูเสียอีก จะยังคงประเสริฐกว่าอยู่ตามเดิม. การใช้อาชีพครูเป็นเรือจ้างข้ามฟากในลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นการกระทำ ที่ผิดพลาดและน่าขบขัน. ถ้าเรียกให้ถูกก็เป็นการกระทำตามอำนาจของ กิเลสมากเกินไป : ทำของสูงให้กลายเป็นของต่ำ ทำของบริสุทธิ์สะอาด ให้กลายเป็นของสกปรก ; ในที่สุด ก็ทำตัวเองให้ตกลงไปเป็นลูกจ้าง โดย ไม่ต้องสงสัย คือลดตัวเองจากความเป็นปูชนียบุคคลของโลกลงมาเป็นลูกจ้างของ คนทั่วไป. ดังนี้ จะน่าสลดสังเวชสักเพียงไร เป็นสิ่งที่ต้องคิดดู. อาตมาพูดอะไรออกจะตรง ๆเช่นนี้ ก็โดยเหตุที่ถือว่า เราเป็นเพื่อนกัน: อาตมาก็เป็นครู เพราะเหตุว่า พระบรมศาสดาของอาตมาทรงเป็นบรมครูของโลก. อาตมาก็อยู่ในฐานะเป็นครู ตามอุดมคติที่ว่ามีหน้าที่ที่จะพยายามยกสถานะทาง วิญญาณของมนุษย์ด้วยกันให้สูงขึ้น. และท่านทั้งหลายทุกคนที่เป็นครู เมื่อ เป็นครูถูกต้องตามอุดมคติของตนจริง ๆ แล้ว ก็มีลักษณะเป็นครู เช่นเดียวกับที่พระภิกษุสงฆ์เป็น, คือเป็นสาวกอันใกล้ชิดของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ผู้มีหน้าที่ยกสถานะทางวิญญาณของสัตว์โลกให้สูงนั่นเอง. เมื่อ เราล้วนแต่เป็นครูด้วยกันดังนี้ อาตมาจึงถือโอกาสพูดกันตรงๆ เหมือนดังที่ได้พูด ออกไปแล้ว. ถ้ากระทบกระเทือนบ้าง ก็ต้องถือว่า เป็นการปรึกษาหารือ หรือ เป็นการปรับทุกข์ หรือเป็นการพยายามที่จะช่วยกันก่อกู้เกียรติศักดิ์ของคำว่า"ครู" ให้คงอยู่ในสถานะที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นปูชนียบุคคลของโลกสืบไป. ท่านทั้งหลายทุกคน จงได้พยายามสนใจในอุดมคติของครูตาม แนวแห่งพระพุทธศาสนา ดังที่อาตมาได้กล่าวมาแล้วข้างต้นให้อย่างดีที่สุด
น.356 ให้อย่างละเอียดที่สุด จึงจะเป็นช่องทางที่จะทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาต่อไป ข้างหน้าของเรานั้น ไม่เป็นหมัน. ถ้าท่านไม่ยึดถืออุดมคติของครูในลักษณะที่ว่า นี้แล้ว ป่วยการที่จะไปศึกษาพระพุทธศาสนา สำหรับประพฤติเองก็ตาม สำหรับ ไปสอนคนอื่นก็ตาม เพราะมันจะขัดขวางกันโดยสิ้นเชิงและเป็นไปไม่ได้ เว้นไว้ เสียแต่ว่า เราจะได้พิจารณาดูให้เห็นความจริงในข้อนี้ จนเกิดความเคารพนับถือ ตัวเอง คือเคารพนับถือความเป็นครู หรืออาชีพครูของเรานี้เสียก่อนเท่านั้น. ถ้าท่านมีความเข้าใจ หรือยิ่งมีความเข้าใจในอุดมคติของคำว่าครู ตามแนวนี้ มากขึ้นเพียงใด ท่านจะยิ่งรักอาชีพครูมากขึ้นเพียงนั้น, และยิ่งกว่านั้น จะยิ่งมีความรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน ร่าเริงในการเป็นครู ไม่ซบเซาเหงาหงอย ทนเป็นครูในลักษณะเป็นเรือจ้างข้ามฟากเหมือนอย่าง ที่ถูกค่อนขอดกันทั่ว ๆ ไปเลย. จงเข้าให้ถึงอุดมคติของความเป็นครูเถิด อาชีพครูก็จะเป็นอาชีพ ที่ชวนทำ สนุกสนาน เพลิดเพลิน ร่าเริง ชุ่มชื่นจิตใจ ตลอดเวลา ไม่มีความเบื่อหน่าย ; เพราะว่า มีอานิสงส์สามารถที่จะเปลื้อง ตัวเองจากความเป็นลูกจ้าง ขึ้นไปอยู่ในสถานะแห่งความเป็นปูชนียบุคคลได้จริงๆ. แม้แต่ว่า จะเป็นครูสอนชั้นประถม แต่ถ้าหากเราได้ทำหน้าที่ของครูถูกต้องตาม อุดมคติ คือยกสถานะทางวิญญาณของเด็กให้สูงขึ้นมาได้ระดับหนึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ พอที่จะภูมิใจตัวเอง หรือเคารพนับถือตัวเองได้เป็นว่า ผู้ทำประโยชน์ในโลกนี้ เกินกว่าการตอบแทนของโลก เช่นเดียวกับที่พระอรหันต์ท่านทำกันอยู่นั้น เหมือนกัน ! เราเกิดมาชาติหนึ่งนั้น ควรจะได้ทำสิ่งที่ดีที่สุด ที่ร่างกายและจิตใจ ของเราจะพึงกระทำได้. และเมื่อได้กระทำสิ่งที่ดีที่สุดเช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมจะมีปีติ ปราโมทย์ในตัวเองถึงที่สุดด้วยเหมือนกัน. นับว่าเป็นบุญกุศลอย่างยิ่งที่ได้มี
น.357 อาชีพครู หรือซึ่งที่แท้ไม่ควรจะเรียกว่า "อาชีพ" นัก. ความเป็นครูนี่แหละ ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเช่นว่านั้นได้ยิ่งกว่าอาชีพใด ๆ. ขอให้สนใจต่อความ เป็นครู ให้สูงขึ้นไป กว่าความเป็นการประกอบอาชีพ. อาตมาเสียใจ และอยากจะตำหนิ บุคคลหรือองค์การ หรือใครก็ตามที่เรียกการเป็นครูว่า "อาชีพ". นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างหลับหูหลับตา เพราะว่าไม่รู้ความมุ่งหมาย เดิมของคำว่า ครู นั่นเอง. คำว่า “ครู” อย่างน้อยตามตัวหนังสือก็ต้องแปลว่า "หนัก". หนักอย่างไร ? คือ "หนักอยู่บนศีรษะของคนทุกคนในโลก!" เป็นผู้ที่โลก ต้องยำเกรง, เพราะว่ามีบุญคุณอยู่เหนือชีวิตจิตใจของคนทุกคนในโลกนั่นเอง .. ครูเป็นผู้ยกสถานะในทางวิญญาณของโลกให้สูงขึ้น ; เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเป็น ครูที่ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นครูในระดับไหน ก็กลายเป็นปูชนียบุคคลของโลกไป ทันที่ และ ในตัวมันเอง โดยไม่ต้องมีใครแต่งตั้ง, และ ไม่มีใครอาจ แต่งตั้งได้. เมื่อมองเห็นความจริงข้อนี้แล้ว ความเสียสละก็จะเกิดขึ้นในการที่ จะเป็นครูได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์, ไม่มีความอิดหนาระอาใจเบื่อหน่ายแต่ประการใด พร้อมทั้งได้รับความสนุกสนาน บันเทิงเริงรื่น อันประกอบไปด้วยธรรมะ, ไม่ใช่ ความสนุกสนาน บันเทิงเริงรื่น อย่างชาวโลกที่มัวเมาไปตามกิเลส, แต่เป็น ความสนุกสนาน บันเทิงเริงรื่น ที่ประกอบไปด้วยธรรมะ คือใน ความเป็น ปูชนียบุคคล มีบุญคุณอยู่เหนือศีรษะของคนทุกคนในโลกนั่นเอง ! เพราะว่าโลกรอดมาได้ด้วยการกระทำของครู ครูจึงเป็นปูชนียบุคคลของโลก ทั้งมวล. ความที่มีจิตใจสูงหรือมีวิญญาณสูงนั้น เป็น "ชีวิต" ของ สัตว์โลก. ถ้าหากว่าปราศจากความสูงในทางจิต หรือทางวิญญาณแล้ว,
น.358 โลกนี้ก็ต้องตาย. แม้ยังอยู่ก็อยู่ในลักษณะแห่งความตาย หรือเท่ากับตาย แล้ว ; ไม่มีราคา ไม่มีความหมายอันใดเลย. ต่อเมื่อความสูงในทางจิต หรือ ทางวิญญาณ มีอยู่ในหัวใจของคนในโลกเท่านั้น, โลกนี้จึงจะได้ชื่อว่า 'ยัง เป็นอยู่’ หรือ ‘ยังมีอยู่'. เมื่อครูเราได้ทำหน้าที่ให้มีความสูงในทางจิต ทาง วิญญาณเช่นนั้นแล้ว ก็ได้ชื่อว่า "เป็นผู้หล่อเลี้ยงชีวิตของโลกไว้" โดยตรง. ข้อนี้ย่อมยิ่งกว่าที่จะเป็นเพียงแสงสว่างของโลกไปเสียอีก. ครูจึงไม่เพียงแต่เป็น แสงประทีปที่ส่องทางเดินของวิญญาณ หรือยกวิญญาณทำนองนั้น, แต่ยังจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้น คือ ครูเป็นผู้ทำให้โลกยังมีชีวิตอยู่ได้ทีเดียว ; เป็นชีวิตที่ พอจะเรียกได้ว่า ไม่เป็นหมันหรือเต็มไปด้วยความทุกข์, เพราะว่าถ้าเป็น อย่างนั้น ตายเสียดีกว่า! ด้วยเหตุฉะนี้แหละ ขอให้พวกเราช่วยกันพิจารณา อย่างละเอียด แยบคายเถิดว่า ความเป็นครูนั้น เป็นความศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเพียงไร ? สมที่เราจะเสียสละ อุทิศร่างกายชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น เพื่อความเป็นครูเพียงใด ? และพอที่จะให้เราเสียสละความสนุกสนาน ความเห็นแก่ความสวยงาม เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินในทางโลก ๆ นั้นเสียให้หมดสิ้น แล้วมาปฏิบัติหน้าที่ของครูให้บริสุทธิ์ ผุดผ่องหรือไม่ ? อาตมาอยากจะบอกกล่าวว่า ครูหนุ่มๆ สาวๆ ถูกหาว่าเป็นเจ้าชู้ กันอยู่ทั่ว ๆ ไปจำนวนหนึ่งที่เดียว. นี้เป็นที่น่าอับอายเพียงไร ? ถ้าหากว่า ท่านถือว่านี้เป็นที่น่าอับอายแล้ว ก็น่าจะสนใจในความมุ่งหมายของการเป็นครูที่ถูก ต้อง อย่างที่อาตมาได้กล่าวมานี้ว่า ผิดหรือถูก ? จริงหรือไม่จริงอย่างไร ? เมื่อ เห็นว่าถูกหรือจริงเพียงไร แล้วพยายามปฏิบัติตามนั้น ก็อาจจะเป็นการเปลื้องตน ออกจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าชู้ เป็นต้นได้โดยสิ้นเชิง. ถ้าครูเป็นเจ้าชู้ หรือ เพียงแต่เห็นแก่ความสวยงาม เอร็ดอร่อย สนุกสนาน เพลิดเพลินทางเนื้อหนัง หรือทางวัตถุแล้ว, ย่อมไม่มีทางที่จะยกสถานะทางวิญญาณของสัตว์ในโลก
น.359 ให้สูงขึ้นได้เลย. แต่เมื่อเราไปพิจารณาเห็นความประเสริฐสูงสุดของความเป็นครู โดยชัดแจ้งแท้จริงแล้ว มันก็จะเกิดการเสียสละขึ้นมาเอง คือเสียสละความสนุก สนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน หรือเห็นแก่ความสวย ความงาม นั้นขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องฝืนใจ แม้แต่นิดเดียว. การถูกกล่าวหาต่าง ๆ ก็หมดสิ้นไปในตัว. การปฏิบัติหน้าที่ครู ก็จะบริสุทธิ์ผุดผ่อง พ้นจากสถานะของความเป็นลูกจ้าง ไปอยู่ในฐานะของความเป็นปูชนียบุคคล อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ถึงกับกล้าท้าให้ พวกเทวดา ที่มีหูทิพย์ตาทิพย์มาพิสูจน์ว่า ความเป็นครูของเราถูกต้องหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น. เป็นอันว่าในตอนนี้เราสรุปความได้ว่า ครู. โดยหน้าที่, เป็นผู้ ยกสถานะทางวิญญาณของโลกให้สูงขึ้น. ครู, โดยสิทธิ, เป็นปูชนียบุคคล ของโลก. รวมกันก็คือ เป็นผู้ยกสถานะทางวิญญาณของโลก และเป็น ปูชนียบุคคลของโลก ก็เพราะยกสถานะทางวิญญาณของโลกให้สูงขึ้นนั่นเอง. มีอุดมคติที่จะพึงกำหนดเพียงสั้น ๆ ว่า ครูคือผู้นำทางวิญญาณ หรือยก สถานะทางวิญญาณของมนุษย์ให้ขึ้นอยู่ในฐานะ ที่น้ำท่วมไม่ได้ ; และ เป็นปูชนียบุคคล คือที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายไป จนพ้นวิสัยที่ใครจะมา เป็นนายจ้างได้ ; เป็นอาชีพที่ประเสริฐสูงสุด จนไม่อาจเป็นสะพาน หรือเรือจ้างให้แก่อาชีพอื่น. เป็นผู้บริโภคสิ่งทั้งปวงอยู่ ในฐานะเป็น เครื่องสักการะบูชา ไม่ใช่รับเงินเดือน ไม่ใช่รับค่าจ้าง ดังนี้. นี่เป็น เรื่องที่เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกันเป็นข้อแรก. อาตมาไม่มีเวลาจำแนก แจกแจงให้มากกว่านี้ จึงฝากไว้สำหรับคิดพินิจพิจารณาดูเอง. เวลาเหลืออยู่ ก็จะได้กล่าวถึงลักษณะของความสูงในทางวิญญาณต่อไป.
น.360 ว่า "สูง ๆ" ในทางวิญญาณ ก็หมายถึง สูงในลักษณะที่ไกลจากต่ำ ซึ่งเป็นที่อยู่ของน้ำ เพราะว่าน้ำมีลักษณะที่จะอยู่ในที่ต่ำ; ท่านจึงใช้คำว่า สูง ซึ่งโวหารในทางพระพุทธศาสนา ก็คือให้ยกจิตใจขึ้นมาให้อยู่ในลักษณะที่สูงจน น้ำท่วมไม่ได้. บรรดาความชั่วหรือกิเลส, โวหารทางพุทธศาสนา เรียกว่า "น้ำ" ได้ทั้งนั้น ; เช่นเรียกว่า "โอฆะ" แปลว่า ห้วงน้ำ ซึ่ง หมายถึง มหาสมุทร ; "โอกะ" แปลว่า น้ำธรรมดา ; "อาลัย" เครื่องอยู่ อาศัยของจิต ดั่งน้ำเป็นที่อาศัยของปลา ; ดังนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของน้ำ เป็น เรื่องที่จะท่วม เตรียมพร้อมที่จะท่วมทั้งนั้น. คำว่า "สูง" ต้องหมายความว่า อยู่ในสภาพที่น้ำจะไม่ท่วมได้เลย. จิตของคนเรา มีสิ่งที่จะท่วมทับ ที่เห็นกันอยู่ง่าย ๆ ก็คือ ความทุกข์ เป็นข้อแรก. ลองคิดดูหรือพิจารณาดูตัวเองเถิดว่า จิตของเราถูกความทุกข์ ท่วมทับจริงหรือไม่, ก็พอจะเห็นได้ โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น. ถ้าให้ละเอียดลง ไปกว่านั้น, สิ่งที่ท่วมทับจิตอยู่ตลอดเวลา ก็คือกิเลส เป็นเหมือนน้ำ ที่ท่วมทับอยู่ตลอดกาล. กิเลส ก็คือ ความรู้สึกทางฝ่ายต่ำ ทุกอย่าง ทุกชนิด ซึ่งมีอยู่ ในใจ พร้อมที่จะดึงไปในทางต่ำ เช่นเดียวกับน้ำที่พร้อมที่จะไหลไปแต่ ทางต่ำเสมอไป, ไม่ว่าเราจะให้ชื่อว่า โลภะ โทสะ โมหะ หรืออะไร ๆ อีกตั้งร้อยแปดก็ตาม, ใจความสำคัญของคำว่า กิเลส ก็คือความรู้สึกที่จะดึงไป ในทางฝ่ายต่ำ. มันท่วมทับจิตใจแล้วเป็นอย่างไร คิดดูก็ไม่ยากเหมือนกับจะคิด ดูว่า คนจมน้ำแล้วจะเป็นอย่างไร. เมื่อกิเลสท่วมทับแล้ว, จิตใจก็ย่อมจะมี ลักษณะสกปรก ไม่สะอาด ย่อมจะมีลักษณะมืด ไม่สว่าง, และมีลักษณะเร่าร้อน ไม่สงบเย็น ดังนี้เป็นต้น ; จึงเห็นได้ว่า มันยิ่งกว่าตกน้ำตามธรรมดา หรือถูก น้ำท่วมตามธรรมดา.
น.361 การถูกน้ำ คือกิเลสท่วมทับนั้น นับเป็นความตกต่ำของวิญญาณอย่างยิ่ง. ไม่ว่าศาสนาไหน ย่อมรับรองในความข้อนี้ตรงเป็นอันเดียวกันหมด ว่า ความ ตกต่ำของวิญญาณนั้น คือความที่ถูกกิเลส หรือความรู้สึกฝ่ายต่ำท่วมทับ. คนเราจะต้องเอาชนะในข้อนี้ โดยทำตนให้สูงขึ้นมาให้ได้ในข้อนี้. แต่ว่าทาง พระพุทธศาสนาของเรายังมีนัยอันละเอียด ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกขั้นหนึ่ง ถึงกับว่า แม้แต่การที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของกรรม หรือต้องว่ายเวียนไปในวัฏฏสงสาร ก็เรียกว่า เป็นการถูกท่วมทับเหมือนกัน. เรายังมีวิธี มีความสามารถ มีโอกาส ที่จะอยู่เหนือกรรมอยู่อีกส่วนหนึ่ง. แม้จะไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายให้ละเอียด ในเรื่องกรรม, อาตมาก็ยังอยากจะอธิบายพอให้รู้เค้า เพื่อให้รู้จักความประเสริฐ สุดของพระพุทธศาสนาของเรา ในการที่จะยกวิญญาณ ของสัตว์ให้สูงจริง ๆ. ในชั้นแรก ที่จะให้ขึ้นพ้นจากน้ำ คือ ความทุกข์นั้น, ท่านทั้งหลาย พอจะคิดเห็นได้โดยไม่ยาก คือว่า เราไม่ทำสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, ได้แก่จะบังคับ ใจไม่ให้ความรู้สึกฝ่ายต่ำครอบงำ แล้วทำอะไรลงไปตามความรู้สึกฝ่ายต่ำ. นี้เรียกว่า ขึ้นจากน้ำคือกิเลส. ส่วนที่จะให้อยู่เหนือกรรมนั้น เชื่อว่าหลายคนคงจะไม่เข้าใจ แต่แม้ว่าจะเป็นเรื่องลึกเรื่องยาก อาตมาก็ยังคิดว่า พอที่จะอธิบายให้เข้าใจใน เบื้องต้นได้ แม้จะยังปฏิบัติไม่ได้, และถือโอกาสอธิบายชี้ความแตกต่างใน เรื่องกรรม ในระหว่างพุทธศาสนากับศาสนาอื่น พร้อมกันไปในตัว. ลัทธิกรรมที่สอนว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" และ "ผู้ทำนั้นเอง จะต้องได้รับผลของการกระทำ", เพียงเท่านี้ อย่าเพ่อเข้าใจว่า เป็นพุทธ- ศาสนาที่สมบูรณ์. ขืนกล่าวเช่นนั้นจะผิด เพราะว่าศาสนาอื่น ๆ ก็สอนเช่นนั้น และมีคนสอนเช่นนั้นกันมาแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้า และสอนพร้อม ๆ กันอยู่กับ พระพุทธเจ้า ในสมัยพระพุทธเจ้านั่นเอง. ในหลักเรื่องกรรมเช่นว่านั้น ถ้าหากว่า
น.362 "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว'. และจะต้องเป็นไปตามผลของกรรมดีกรรมชั่ว ไม่รู้หยุด เช่นนั้นแล้ว เราจะอยู่เหนืออำนาจความครอบงำของกรรมได้อย่างไรกัน ? ในที่สุด ก็ต้องเวียนว่ายไปตามผลกรรม คือขึ้นสวรรค์บ้าง, ตกนรกบ้าง ; ขึ้นสวรรค์บ้าง, ตกนรกบ้าง, สลับกันไปไม่มีที่สิ้นสุดเลย. แม้ขึ้นสวรรค์แล้ว ก็ยังไม่พ้นจาก การต้องเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็ว, ไม่พ้นจากอำนาจบีบคั้นของความเป็นของต้อง เปลี่ยนแปลง และจะต้องแตกดับในที่สุด แล้วเกิดใหม่เวียนไปตามกระแสของ กรรมนั้น. ไม่ว่าจะอยู่ในสวรรค์ชั้นไหน จะยังมีกิเลสอย่างชนิดสวรรค์ ๆ อยู่ นั่นเอง ยังไม่พ้นทุกข์ชั้นละเอียด ไม่อยู่ในสถานะที่สูงสุดโดยสิ้นเชิง ; พระพุทธเจ้า ท่านจึงได้ทรงสอน เรื่องกรรมตามหลักของพระองค์เอง อีกแนวหนึ่งต่างหาก ต่อจากที่เขาสอนกันอยู่แต่เพียงว่า "ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว ผู้ทำเป็นผู้รับผลของ กรรมนั้น". วิธีนั้นคืออะไร ? วิธีนี้คือ การปฏิบัติในทางปัญญาภาวนาไปตาม หลักที่พระพุทธเจ้าทรงสอน จนเห็นความจริงอย่างลึกซึ้ง คือ "เห็นอนัตตา" หรือ "เห็นสุญญตา", มีจิตอยู่เหนือความยึดถือว่าตัวตน อยู่เหนือกิเลสตัณหา ทุกประการ, ไม่ยินดียินร้ายในผลของกรรมใด, คือทั้งผลของกรรมดีและกรรมชั่ว ยินดีกวาดทิ้งทั้งผลดีและผลชั่ว, มีจิตใจเป็นอิสระอยู่เหนือการที่จะต้องว่ายเวียน เปลี่ยนแปลงไปตามผลของกรรมทุกชนิด ; เป็นผู้อยู่เหนืออำนาจของกรรม โดย การกระทำที่เป็นโลกุตตรปฏิปทา, เช่นนี้แหละคือลัทธิกรรมของพระพุทธเจ้าโดย แท้จริง, ซึ่งสมบูรณ์กว่าและสูงยิ่งไปกว่าที่เขาสอนกันอยู่ทั่วๆ ไป. ท่านทั้งหลาย จะต้องกำหนดจดจำไว้ในฐานะเป็นความรู้เพื่ออนาคต ทั้ง ๆ ที่ว่าในบัดนี้ เรายัง ทำไม่ได้ หรือยากที่คนธรรมดาจะทำได้ คือยากที่จะอยู่เหนือกรรม ในขณะที่ยัง เป็นปุถุชนเช่นนี้. แต่เราก็ต้องมองเห็นให้ชัดว่า พระพุทธศาสนาของเรามีวิธีการ
น.363 ที่จะให้อยู่เหนือกรรมได้เช่นนั้น ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ นั่นเอง. เมื่อมีการประพฤติปฏิบัติ จนทำลายกิเลสได้สิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์ แล้วย่อมไม่ยึดถือสิ่งใด โดยความเป็นตัวตนหรือของตน มีจิตใจอยู่สูงเหนือ การอยากได้อะไร ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างมนุษย์หรือสวรรค์, ไม่มีกิเลส หรือตัณหาใด ๆ อันเป็นเหตุให้ทำกรรมใด ๆ อีกต่อไป, นี้เรียกว่าอยู่เหนือกรรม, จัดเป็นความสูงสุดของวิญญาณ ซึ่งไม่มีวิธีการในศาสนาใด ๆ จะยกสถานะทาง วิญญาณของสัตว์ให้สูงขึ้นได้ถึงเพียงนี้เลย. เราจงมีความปักใจมันลงไปว่า พระ พุทธศาสนา มีสมรรถภาพในการที่จะยกวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายให้ขึ้นถึงสภาพ ที่สูงสุด สูงสุดจนไม่มีอะไรสูงไปกว่านั้นอีกแล้ว คือพ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง จริง ๆ นับตั้งแต่พ้นจากความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างโลก ๆ ขึ้นไปเป็นลำดับ ๆ จนถึงความพ้นจากทุกข์สิ้นเชิง คือไม่ต้องทนเกิดเป็นอะไรอยู่ในโลกไหน ๆ เพื่อ เอาผลอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป. เราจงปลงใจรับนับถือพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นเครื่องช่วยให้รอดได้ถึงที่สุด โดยไม่มีการบกพร่องแต่อย่างใด, จะ ทำให้ศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือใน พระศาสนามีอยู่อย่างแน่นแฟ้นมั่นคง และพยายามประพฤติปฏิบัติไปโดยลำดับ จนกระทั่งมีวิญญาณสูงขึ้น ๆ เหนือกิเลส เหนือความทุกข์ หรือเหนืออำนาจกรรม เหนือพรหมลิขิต เหนือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาตกกันอยู่ภายใต้ ด้วยอาศัยอำนาจของ พระพุทธศาสนานั่นเอง. เมื่อเป็นดังนี้ ก็พอจะสรุปความได้ว่า พระพุทธศาสนา สามารถที่จะยกจิตใจของสัตว์โลก ให้อยู่สูงเหนือความทุกข์แห่งการว่ายเวียน ไปในวัฏฏสงสาร โดยประการทั้งปวง. ความอยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวงนั้นแหละ ท่านเรียกว่า "นิพพาน". มีคนเข้าใจนิพพานผิด ๆ ตั้งหลายอย่างหรือหลายสิบอย่างด้วยซ้ำไป
น.364 เพราะไปยึดถือ แต่เพียงสักว่าคำพูด หรือไปยึดถือในทำนองเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ชนิดใดชนิดหนึ่ง ไปเสียทั้งนั้น. ทั้งนี้ เป็นเพราะไม่ได้พิจารณาไปตั้งแต่ต้น เหมือนกับที่เรากำลังพิจารณาว่า ชีวิตวิญญาณของสัตว์ตกจมอยู่ภายใต้กิเลส และ ความทุกข์ในลักษณะอย่างไร, แล้วจะค่อยเผยอ ๆ ขึ้นมาได้อย่างไร จนพ้นจาก การครอบงำของความทุกข์ ของกิเลส และของกรรม หรือที่มักจะเรียกกันว่า พรหมลิขิตหรืออะไรก็สุดแท้ โดยสิ้นเชิงได้อย่างไร ดังกล่าวแล้ว. เราจะต้องรู้จักตัวเราเอง ที่กำลังตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ หรือภายใต้ กิเลส คือหมายถึงการที่เราบังคับตัวของเรา ให้ทำแต่อย่างดี ให้ทำแต่ฝ่ายดี ไม่ได้, ยอมแพ้ไปทำฝ่ายต่ำ หรือฝ่ายไม่ดีอยู่บ่อย ๆ. นั่นแหละคือ ความตกต่ำ ในทางวิญญาณ. ความสูงสุดในทางวิญญาณ หมายถึง บังคับตนได้สิ้นเชิง หมายถึง ละกิเลสได้สิ้นเชิง หมายถึง มีจิตใจอยู่เหนือความหลงรัก และความ ปรารถนาใด ๆ. ท่านต้องคิดพินิจพิจารณาดูไปจากจิตใจของตนเอง จึง จะเข้าใจเรื่องนิพพาน. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จะเป็นการเข้าใจผิด จะเดินออกไป นอกลู่นอกทาง ไม่สำเร็จประโยชน์อันใด แล้วจะกลับเป็นภัยเป็นอันตรายด้วย หรืออย่างน้อยก็เสียเวลาเปล่า. การศึกษาเรื่องนิพพาน ก็ต้องสนใจในเรื่องความทุกข์ เป็น ข้อแรก. เพราะว่า นิพพาน ก็คือ ความไม่มีทุกข์. ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ! อาตมาอยากจะนำความคิด หรือการพินิจพิจารณาไปตามแนวที่พระพุทธเจ้าท่าน ได้ทรงวางไว้ สำหรับท่านทั้งหลายพิจารณาดูชั่วระยะเวลาสั้น ๆ. การที่จะเข้าใจ นิพพาน จะต้องเข้าใจถึงสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง ของจิตใจของตน ๆ ในบัดนี้ ว่าอยู่ในสภาพเช่นไร เสียก่อน.
น.365 ๓๔๒ อาการจะสนใจและมัน พุทธิกจริยธรรม ถ้าเราจะกล่าวโดยโวหารสมมติ ก็อาจตั้งปัญหาขึ้นว่า สภาพทาง จิตใจของเรา อยู่ในลักษณะที่ถูก ตบตี ทิ่มแทง แผดเผา บ้างหรือเปล่า ? จิตใจที่อยู่ในลักษณะถูกตบตี ทิ่มแทง แผดเผานั้น หมายความว่า ความต้องการ ที่รุนแรง เช่น ราคะ หรือความกำหนัด เป็นต้น กำลังทิ่มแทง หรือแผดเผา ; หรือว่า ความโกรธ, ความขัดใจ, ความไม่ได้อย่างใจ กำลังตบตี หรือแผดเผา ดังนี้เป็นต้น. เราจะต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้ หรือกิริยาอาการเหล่านี้ดี. ถ้าว่าเวลานี้ ไม่มี เวลาไหนมี จะต้องรู้จักในเวลานั้น และนำมาพินิจพิจารณาให้รู้สึก ให้รู้จัก ว่า ตามธรรมดาจิตใจของคนเรา ย่อมอยู่ในลักษณะที่ถูกแผดเผา ตบตี ทิ่มแทง อยู่ ไม่อย่างเปิดเผย ก็อย่างเร้นลับ. นี้นับว่า เป็นขั้นหนึ่ง. ถ้าหากว่า ท่านเป็นคนดี, ไม่ถึงกับมีจิตใจเร่าร้อนเช่นนั้น ก็ลอง พิจารณาให้ประณีตลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า จิตใจของท่านถูก รึงรัด เย็บ ย้อม พัวพัน อยู่บ้างหรือเปล่า ? อาตมาใช้คำว่า รึงรัด เย็บ ย้อม และพัวพัน. รึ่งรัด นั้น หมายความว่า มีอะไรมารัดรึงหลวม ๆ ก็ได้ ไม่มีการเจ็บปวด. เย็บ ก็เหมือนกับอย่างว่าด้ายเย็บผ้าสองแผ่นให้ติดกัน ไม่ให้หลุดจากกัน. ย้อม ก็เหมือนกับย้อมสีผ้า ให้ติดแน่น ไม่ให้หลุด. พัวพัน ก็คือเกี่ยวข้องไม่ให้เป็น อิสระแก่ตน. จิตใจของท่านกำลังถูกร้อยรัดหรือเย็บย้อมพัวพันบ้างหรือเปล่า ? สิ่งไรเป็นเครื่องร้อยรัด เย็บย้อมพัวพัน ? นี้หมายถึงความต้องการ, ความอาลัย อาวรณ์, ความเป็นห่วงวิตกกังวลต่ออนาคต หรือต่ออะไรก็ตามอันทับถมอยู่ ในใจ ซึ่งปล่อยวาง ซึ่งสลัดออกไปไม่ได้. นี้นับว่า เป็นความทุกข์ ชั้นละเอียด สุขุม ประณีตขึ้นมา ยากที่จะมองเห็นได้ คือละเอียดกว่าในชั้นที่มีลักษณะรุนแรง ถึงกับเรียกได้ว่า เป็นการถูกตบตี ทีมแทง แผดเผา. แต่ทีนี้ ถ้าหากว่า ท่านเป็นคนดีมากไปกว่านั้นอีก จนถึงกับในใจของ ท่านก็ไม่มีอะไร เย็บ ย้อม ร้อยรัด หรือพัวพัน. อาตมาก็ยังอยากจะถามเป็น
น.366 รบที่ ๓ ว่า ยังมีอะไรที่ บดบัง หุ้มห่อ ครอบคลุม จิตอยู่บ้างหรือเปล่า ? ตอนนี้เป็นตอนที่จะต้องพินิจพิจารณาให้เป็นอย่างดี. เพราะว่า การหุ้มห่อหรือ บดบังนี้ ถ้าเป็นการหุ้มห่อของกิเลสแล้ว, ยากที่จะเข้าใจได้. ตามปรกติสิ่งที่ หุ้มห่อ ปิดบัง ก็คือ ความโง่, ความสงสัย, ความลังเล เป็นต้น. แต่ที่จริง ยังมีสิ่งที่หุ้มห่อ ปิดบัง อันลึกลับ ซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น คือแม้สิ่งที่เรียกว่า ‘แสงสว่าง" นั่นเองก็ยังเป็นของปิดบัง. เพราะว่า แสงสว่างตามความหมาย ของโลกนั้นก็คือ ความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลส. ความเข้าใจที่เป็นไปตามความต้องการของกิเลสจึงหุ้มห่อ หรือปิดบังครอบงำไม่ให้ รู้ความจริงอันสูงสุด ซึ่งมีอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มีอะไรที่น่ายึดถือในทางที่ จะเอา จะเป็นเลย ดังนี้เป็นต้น. ถ้าเมื่อจิตใจของผู้ใดไม่มีกิเลสรบกวนทั้งใน ๓ ระดับ คือไม่มี ทั้งในลักษณะที่เป็นการตบตี ทิ่มแทง แผดเผา ; on และไม่มีทั้งในลักษณะที่เป็น การรึงรัด พัวพัน เย็บย้อม ; และไม่มีทั้งในลักษณะที่เป็นการหุ้มห่อ ปิดบัง ครอบงำแล้ว ; ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า จิตใจของบุคคลนั้นสูงสุด ไม่มีอะไรจะสูง ไปกว่านั้นแล้ว และจะต้องลุถึงนิพพาน หรือสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. แต่ทั้งนี้ ต้องหมายความว่า เป็นการพ้นที่เด็ดขาดจริงๆ ไม่ใช่เป็นชั่วคราวและกลับไป กลับมา ; คือหมายถึง หมดกิเลสโดยแท้จริง, หมดสภาพที่ถูกตบตี ทิ่มแทง แผดเผา เย็บ ย้อม ร้อยรัด หุ้มห่อ ปิดบัง ครอบงำ ของกิเลสโดยสิ้นเชิง จริง ๆ เมื่อลุถึงสภาพเช่นนี้ก็เรียกว่า เป็นการลุถึง สิ่งที่เรียกว่า ‘นิพพาน’ หรือความรอดตามแบบของพุทธศาสนา ; ซึ่งนิพพานตามแบบอื่นของศาสนาอื่น ก็มีไปอย่างอื่น. ขอให้จำคำง่าย ๆ เหล่านั้น เช่นคำว่า ตบตี ทิ่มแทง แผดเผา เป็นต้น ไปพิจารณาดูให้ดี ๆ. อย่าพิจารณาอย่างลวก ๆ ก็จะเข้าใจคำว่านิพพานได้.
น.367 คำว่า "นิพพาน" นั้นเอง ก็แปลว่า ไม่แผดเผา ไม่ร้อยรัด ไม่หุ้มห่อ ไม่ทิ่มแทง. คำว่า นิ แปลว่า ไม่. คำว่า 'วานะ’ หรือ ‘พานะ’ แปลว่า ร้อยรัดก็มี ; แปลว่า ทิ่มแทงก็มี ; แปลว่า หุ้มห่อก็มี. ความหมายอันแท้จริงย่อมเป็นอย่างเดียวกัน. ที่แปลว่า ทีมแทง ก็เหมือนกับถูกศรแทงอย่างนี้ก็มี ; ถูกรัดรึงเหมือนอย่าง เถาวัลย์รัดรึงต้นไม้ดังนี้ก็มี ; ถูกหุ้มห่อ ปกคลุม เหมือนกับสิ่งที่หุ้มห่อให้ไม่ได้ รับแสงสว่าง ดังนี้ก็มี ; และที่แปลว่า "ไม่ร้อน" เพราะปราศจากความร้อน ไม่มีความร้อนเลย ดังนี้ก็มี. โดยพยัญชนะ คือ ตามตัวหนังสือ คำว่านิพพานมี คำแปลอย่างนี้. เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นการยากที่เราจะไต่ไปตามความหมายของ ตัวหนังสือ เพื่อให้ไปพบกับสภาพที่เป็นความสูงของวิญญาณ ในขั้นสูงสุด ดังที่ กล่าวมาแล้วได้จริง ๆ. เพื่อกันฉงน ขอให้เข้าใจอีกอย่างหนึ่งว่า คำว่า "นิพพาน ๆ" ใน ภาษาบาลีนี้ มีความหมายได้ถึง ๓ ประเภท คือ ถ้าเป็นกิริยานาม คำว่า "นิพพาน" แปลว่า การดับสนิทของทุกข์หรือของกิเลส. ถ้าเป็นนามตามธรรมดา แปลว่า ธรรมะ หรือเขตแดน หรือ สิ่งก็ได้ ซึ่งเป็นที่ดับสนิทของความทุกข์ ทั้งปวง. แต่ถ้าเพ่งเล็งไปในลักษณะที่เป็นผล คำว่า "นิพพาน” นี้แปลว่า ภาวะของความที่จิตไม่ถูกทิ่มแทง ร้อยรัด เป็นต้นนั่นเอง. นิพพานนัยอย่างที่หนึ่ง หมายถึง กิริยา คือ กิริยาอาการที่ดับไปของ ความทุกข์หรือกิเลส. นิพพานในลักษณะอย่างนี้มีชั่วขณะจิตเดียว ได้แก่กิริยาดับ ของความทุกข์และกิเลส ซึ่งตามปรกติจะมีชั่วขณะจิตหนึ่งเท่านั้น ; เสร็จแล้ว ก็หมดเรื่องกัน. นิพพานนัยอย่างที่สอง คือ ธรรมะ, หรือสิ่ง, หรือเขตแดน, อันเป็น ที่ดับของความทุกข์. นิพพานในลักษณะอย่างนี้เป็นอนันตกาล คือ มีตลอดเวลา
น.368 ไม่มีต้นไม่มีปลาย ซึ่งหมายความว่า ธรรมะนี้ หรือสิ่งนี้จะมีอยู่ในที่ทั่วไปและไม่ จำกัดเวลา, และพร้อมอยู่เสมอ ที่จะปรากฏแก่บุคคลที่ทำให้แจ้งได้ เพราะฉะนั้น จึงถือว่าเป็นอนันตกาล ไม่มีเวลาที่เกิดขึ้น หรือเวลาดับไป คือมีอยู่ตลอดกาล นั่นเอง นิพพานนัยอย่างที่สาม คำว่า "นิพพาน" ซึ่งหมายถึงผลที่ปรากฏ แก่จิตนั้น หมายถึงภาวะที่ปรากฏอยู่ภายในใจของบุคคลที่บรรลุนิพพานนั้น คือภาวะ แห่งความสงบเย็น หรือสะอาดบริสุทธิ์ หรือสว่างไสวแจ่มแจ้ง ถึงที่สุดจริง ๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ภาวะที่ปราศจากการถูกตบตี ทิ่มแทง แผดเผา เย็บย้อม ร้อยรัด หุ้มห่อ ขีดบังครอบงำ โดยสิ้นเชิงนั่นเอง. นิพพานมีความหมายได้ ๓ ประการ ดังนี้, และเราจะต้องศึกษา หรือ ทำให้แจ้งให้ปรากฏซึ่งนิพพานในลักษณะที่ ๓ อันเป็นวัตถุที่ประสงค์ในกรณีแห่ง การยกวิญญาณให้สูงสุด. อาตมากล้ากล่าวได้ว่า ใครจะทำโดยวิธีใดก็ตาม โดยวิธี ของศาสนาไหน หรือพลิกแพลงโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม, ถ้าเป็นไปเพื่อทำให้จิตใจ หลุดพ้นจากภาวะที่ถูกตบตี ทิ่มแทง แผดเผา เย็บย้อม ร้อยรัด หุ้มห่อ ปิดบัง โดยประการทั้งปวงได้แล้ว, ก็เป็นอันว่า เป็นนิพพานในพระพุทธศาสนาทันที โดยไม่ต้องสงสัย, ใครมีปัญญา มีวิธีอย่างไร ขอให้ทำไป โดยไม่ต้องเชื่อใครก็ได้ แต่อาตมากล้ายืนยันว่า แม้จะทำไปอย่างไร ก็จะไปมีหลักเกณฑ์ตรงตามวิธีที่พระ พุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ ไม่ผิดแผกไปจากนั้นได้ เพราะพระองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ ตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติโดยครบถ้วนสิ้นเชิง โดยไม่มีวิธีใดนอกเหนือไปจากวิธี ของพระองค์ได้ ถ้าหากว่า การกระทำนั้นเป็นไปเพื่อการเปลื้องจิตให้พ้นจากภาวะ ที่เป็นการแผดเผา เป็นต้น ดังกล่าวแล้วได้โดยสิ้นเชิงจริง ๆ
น.369 เมื่อได้ชี้ให้เห็นว่าความสูงสุดของวิญญาณก็คือความสูงจนความทุกข์ ครอบงำไม่ได้ หรือถ้าตั้งชื่อให้ ก็คือ 'นิพพาน’ นั่นเอง ดังนี้แล้ว, ขอให้ พวกเราที่เป็นครูทุกคนเข้าใจว่า พุทธศาสนานั้นเป็นวิธีที่จะยกจิตให้สูงอย่าง ครบถ้วน. เมื่อครูมีหน้าที่ ที่จะยกจิตหรือวิญญาณของสัตว์โลก หรือของโลก ให้สูง ก็ย่อมจำเป็นที่จะต้องสนใจ ในหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งนับเป็นเรื่อง ยืดยาวเรื่องหนึ่ง. อาตมาไม่สามารถจะบรรยายได้ในเวลาที่จำกัดไว้เพียงเท่านี้ จะต้อง ถือโอกาสอื่นถ้าหากมี สำหรับบรรยายในหลักของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ในที่นี้ เป็นการกล่าวได้โดยละเอียด ก็แต่ผลที่มุ่งหมาย ซึ่งจะเป็นเครื่อง ให้เกิดกำลังใจ สำหรับผู้ที่จะศึกษาและปฏิบัติพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะก็คือ ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นครู อันจะต้องทำตนให้สมกับอุดมคติของคำว่าครู คือเป็น ผู้ที่อยู่ในฐานะที่เป็นปูชนียบุคคลของโลก เป็นแสงสว่างของโลก เป็นผู้ยก โลกขึ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง เป็นผู้อยู่เหนือฐานะแห่งการที่จะถูกเรียกว่า ผู้ประกอบอาชีพ, ซึ่งเมื่อครูผู้ใดมองเห็นอุดมคติข้อนี้แล้ว ย่อมพร้อมที่จะเสียสละ ทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยความสมัครใจ, เพื่อบำเพ็ญหน้าที่ของครูให้ครบถ้วนถูกต้องได้. ในที่สุดก็จะเป็นการสมคล้อยกันกับการที่ตนเป็นพุทธบริษัท และนับถือพระพุทธ- ศาสนา มาปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่บุคคลอื่นจนเป็นปูชนียบุคคล ของโลกได้จริง ๆ . อาตมาในฐานะที่เป็นครูด้วยกัน ขอวิงวอนให้ครูทุกคนจงสนใจใน อุดมคติของคำว่าครูดังที่ได้กล่าวมาแล้ว, ซึ่งเป็นอุดมคติที่เขาใช้กัน อยู่ในสมัย พุทธกาล และเป็นอุดมคติที่ตรงตามความหมายของคำ ๆ นี้, และตรงตาม พระประสงค์ของพระพุทธเจ้า, เป็นอุดมคติเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่าน
น.370 ทรงมี คือทรงเป็นบรมครูของโลก ก็เพื่อยกสถานะทางวิญญาณของโลกให้สูง ดังที่กล่าวมาแล้ว. ความสนใจอันนี้จะเป็นการเตรียมสำหรับเกิดกำลังใจ ในการ ที่จะเป็นครูและเป็นต่อ ๆ ไป จนถึงกับเป็นบรมครูชั้นใดชั้นหนึ่งได้จริง ๆ. อาตมาขอยุติการบรรยายในวาระแรกนี้ไว้เพียงเท่านี้ เพื่อให้ครูทุกคน นำไปใช้ในการทำที่พึ่งของตน ในการเปลื้องตนออกเสียจากความเป็นลูกจ้าง เพื่อไปเป็นปูชนียบุคคล ; และเพื่อปลดเปลื้องอาชีพครูเสียจากความเป็น เรือจ้าง แต่ให้กลายเป็นพาหนะ ที่จะขนสัตว์ในโลกให้พ้นจากอันตราย ซึ่ง กำลังย่ำยีสัตว์โลกทั้งหลายอยู่ในบัดนี้. เราต้องพึ่งพาอาศัยสติปัญญาความรู้ ของบรมครู คือพระพุทธเจ้า เพราะว่าเราไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาไปคิด ค้นเอง. โลกเราต้องพึ่งพาอาศัยธรรมะอันประเสริฐอยู่ข้อหนึ่ง กล่าวคือความ เมตตากรุณาต่อกันและกัน ; แต่ปัญหายุ่งยากมันอยู่ที่ว่า ไม่รู้จะเอาความ เมตตากรุณามาแต่ไหน. ทุกคนมีความเห็นแก่ตัว. ถ้าวิธีใดทำให้เกิดความ เมตตากรุณาได้ นั่นจะเป็นความปลอดภัยของมนุษย์ในโลกเรา. วิธีของ พระพุทธเจ้ามีแต่สอนให้ทำลายการเห็นแก่ตัวตนตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ซึ่งเมื่อถึงขั้น สูงสุด คือเป็นพระอรหันต์แล้ว ย่อมหมดความมีตัวตนที่จะเห็นแก่ตนนั้นโดยสิ้นเชิง จึงเป็นวิธีที่พึ่งได้ คือว่าจะทำให้เกิดความเมตตากรุณาต่อกันและกันได้อย่างแท้จริง คืออย่างบริสุทธิ์ ไม่ต้องไปฝากไว้กับสิ่งอื่น ไม่ต้องไปเห็นแก่ค่าจ้างรางวัลอย่างอื่น แล้วจึงจะเมตตากรุณาต่อกันดังนี้ ฉะนั้น เราจะต้องหันหน้าเข้าหาพระพุทธเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ ยกจิตขึ้นมาให้สูงตามแนวทางของพระองค์ จึงจะช่วยกันทำโลกนี้ ให้มีสันติสุขได้ สมตามความมุ่งหมายแห่งการศึกษาของโลกเรา หรือสมตามความมุ่งหมายของความเป็นครูของโลกเรา.
น.371 ขอให้ครูทุกคนจงเห็นแก่ความเป็นครูของตน แล้วนำอุดมคติและ เหตุผลเหล่านี้ไปพินิจพิจารณาด้วยดีเถิด จะประสบผล คือจะมีความสุข สงบเย็น ปีติปราโมทย์ บันเทิงเริงรื่น ในหน้าที่ของตน พร้อมกับประสบผล เป็นปูชนียบุคคลของโลก โดยลักษณะที่กล่าวมาแล้ว. ขอจงประสบความสวัสดี ในหน้าที่ของตนทุก ๆ คนเถิด. อาตมา ยุติการบรรยายเพียงเท่านี้ พร้อมด้วยความหวังว่า ในโลกเรานี้ จักไม่ไร้ครูตาม อุดมคติที่กล่าวแล้วเลยตลอดกาล.
น.372 ปาฐกถา เรื่อง บรมธรรม พระราชชัยกวี (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ)® บรรยาย ณ โรงเรียนสัมมาชีวศิลปมูลนิธิ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การพบกัน หรือการบรรยายในวันนี้ ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องคุยกันเล่น ในบรรดาผู้ที่มีความในใจในเรื่องราวของครู หรือผู้ที่เป็นครูโดยเฉพาะ ; แต่ว่า เราจะคุยกันเล่น เรื่อง บรมธรรม. อาตมาเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรสนใจ หรือควรเข้าใจ และควรเอาหลักการมาปฏิบัติด้วย สำหรับผู้ที่เป็นครู หรือผู้อื่น ที่มีลักษณะคล้ายกัน คือมีหน้าที่ช่วยกันทำโลกนี้ ให้มีความสว่างไสว. สิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" นี้ ฟังดูก็อาจจะรู้สึกขบขันก็ได้ เพราะ เราต้องใช้คำนี้เพื่อประหยัดเวลา และเพราะว่า เป็นคำที่เขาใช้กันอยู่ทั่วไปในโลก ของนักจริยธรรม หรือนักจริยปรัชญา ; และคำ ๆ นี้ก็เป็นคำที่ใช้กันมาแล้วตั้งแต่ • พุทธทาสภิกขุ บรรยายสมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็น พระราชชัยกวี ๓๔๙
น.373 พุทธกาล. จะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็จะต้องพูดถึงความหมาย หรือความมุ่งหมายของ คำ ๆ นี้ ซึ่งเราจะได้วินิจฉัยกันให้ละเอียด. บรมธรรม ก็แปลว่า ธรรมสูงสุด หรืออย่างยิ่ง ; เดี๋ยวนี้ในวง จริยธรรมทั่วไปนั้นเขาไม่ได้ใช้ภาษาบาลีอย่างนี้ เขาใช้คำสากลสำหรับทุกชาติทุกภาษา โดยเฉพาะก็คือ ภาษาลาติน, เพราะฉะนั้นจึงมีคำภาษาลาติน ที่ใช้กันอยู่ในวงนัก จริยธรรมเป็นคำสั้น ๆ ว่า Summum Bonum แล้วก็ให้คำอธิบายว่า :- สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์อาจจะได้ ในทันตาเห็นนี้ :- The utmost goodness that man can get in this very life นี้เป็นสากลของทุกชาติทุกภาษา ในวงของนักจริยวิทยา หรือนัก จริยธรรม ; แล้วเขาก็ยุติกันว่าเป็นของ ๔ ประการ, ของดีที่สุด นี้เรียกสั้น ๆ ว่า The highest goodness มีอยู่ ๔ ประการคือ :- ความสงบสุข Happiness หรือ Blissfulness, แล้วก็ความเต็มบริบูรณ์ Perfection, แล้วก็หน้าที่ คือ Duty, และ ความหวังดี Good will รวมเป็น ๔ ประการด้วยกัน นี้เรียกว่า Summum Bonum หรือบรมธรรม. ในวงพุทธศาสนานั้น พวกนักจริยธรรมของโลกสมัยนี้ เขาพา กันยุติว่า พุทธศาสนานี้ มีนิพพานเป็น Summum Bonum ก็เป็นอันว่า หมายถึง ความสุขนั้นเอง ในข้อแรก ๔ ข้อนั้นซึ่งมีในพุทธศาสนา ; แต่ว่าอีกสามข้อเราก็มี. ทีนี้เราลองคิดถอยหลังไปยังที่มาของคำว่า "บรมธรรม” เช่นประโยค ที่มีกล่าวกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลว่า :- อหิงสา ปรโม ธมฺโม ซึ่งแปลว่า อหิงสา คือบรมธรรม ; ปรโม ธมฺโม นั่นคือบรมธรรมตรงรูปศัพท์อยู่แล้ว, แล้วสิ่งที่เป็น บรมธรรมคือ อหิงสา, อหิงสาก็คือความไม่เบียดเบียน. บางคนอาจจะนึก เร็วเกินไปว่า เบียดเบียนนี้มันเป็นเรื่อง สั้น ๆ ง่าย ๆ ต่ำ ๆ มันจะเป็นถึง บรมธรรมได้อย่างไร. นี่ต้องขอให้นักศึกษาสนใจอีกสักนิดหนึ่งว่า ถ้าท่านเคย ศึกษาภาษาบาลี หรือธรรมในพุทธศาสนามาบ้างแล้วจะพบว่า คำว่า "อหิงสา" นี้
น.374 ๓๕๑ บรมธรรม เป็นคำที่ใหญ่หลวงมาก มันแปลง่าย ๆ ว่า ไม่เบียดเบียนกันก็จริง แต่ไม่ใช่หมาย เพียงไม่เบียดเบียน ไม่ทะเลาะวิวาท ตามที่เราเข้าใจกัน. คำว่า "เบียดเบียน" นี้ มันหมายถึงไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่ เบียดเบียนตนเองด้วย, และในที่สุดก็หมายถึงไม่เบียดเบียนตนเอง ; เพราะ คนเรานี้ถ้าไม่เบียดเบียนตนเองแล้ว ย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่น. การเบียดเบียน ตนเองนั้น มันเบียดเบียนด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง, เบียดเบียนด้วย กิเลสของผู้นั้นเอง. เมื่อมีความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้ามาเบียดเบียน ตนเองแล้ว มันก็เบียดเบียนผู้อื่น; ถ้าไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลง คือไม่ เบียดเบียนตนเองแล้ว มันก็คือนิพพาน. เพราะฉะนั้นการที่ไม่เบียดเบียนตนเอง โดยประการทั้งปวงหรือสิ้นเชิงแล้วนั่นแหละ มันคือนิพพาน ซึ่งแปลว่า ไม่มีทุกข์เลย. ที่เราเบียดเบียนตนเองนั้น มันละเอียดมาก ยากที่จะมองเห็น, โดย เฉพาะอย่างยิ่ง คือความโง่ ความหลง-คืออวิชชา ทำตัวเองให้ลำบากเป็นทุกข์ ; และส่วนที่ละเอียดนั้น คือ เป็นทุกข์โดยไม่รู้สึกตัว ; เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถ ที่จะขจัดปัดเป่าออกไปได้ จึงเป็นการเบียดเบียนอยู่อย่างเร้นลับตลอดเวลา. เพราะ ฉะนั้นถ้าเราเอาความทุกข์คือการเบียดเบียนนี้ออกไปได้หมด มันก็คือนิพพานนั้นเอง ; เราจึงเห็นได้ว่า คำว่า "อหิงสา" คือ ความไม่เบียดเบียนนี้ มันหมายได้ตั้งแต่ความ เบียดเบียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นไปจนถึงไม่เบียดเบียนอย่างใหญ่หลวง, และไม่เบียดเบียน อย่างลึกซึ้งที่สุด จนถึงไม่เบียดเบียนตัวเองด้วย ความโง่ ความหลง อย่างนี้จะเป็น บรมธรรมได้หรือยัง ก็ลองคิดดู. และเพราะเหตุนี้ นักจริยธรรมของโลก ทุกชาติทุกภาษา เมื่อศึกษา พุทธศาสนา จึงออกอุทานว่า : "นิพพานในพุทธศาสนา นั่นแหละคือ Sunmum
น.375 Bonum ของพุทธศาสนา" แล้วเราก็เห็นด้วย ; นี้เรียกว่า บรมธรรม. เรา จึงยกเอา บรมธรรม นี้ มาคุยกันเล่นในวันนี้. ท่านอาจจะถามว่า ; บรมธรรมนี้ มันเนื่องอะไรกันกับครู? ถ้าถาม อย่างนี้แล้วก็น่าคิด เพราะมันคล้าย ๆ กับว่า ไม่รู้จักตัวเองที่เป็นครู. เพราะว่า ผู้ที่รู้จักตัวเองว่าเป็นครูมีความหมายหรืออุดมคติอย่างไร ก็จะตอบได้ทันทีว่า :- "ครูมีหน้าที่นำคนไปสู่บรมธรรม" . ครูนั้นไม่ใช่ใครอื่น ในโลกนี้ครูนั้นก็คือ ผู้ที่จะนำคนไปสู่บรมธรรม. อาตมาได้เคยกล่าวในที่หลายแห่ง หลายคราวมาแล้วว่า : ครูคือ spiritual guide - คือผู้นำในทางวิญญาณ. ครั้งแรกก็ได้รับการหัวเราะเยาะเย้ยอยู่บ้าง ; แต่เดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนจะเห็นด้วยอยู่มากขึ้น ว่า : ครูนี้เป็นผู้นำในทางวิญญาณ. เรามุ่งหมายในเรื่องทางวิญญาณก็เพราะว่า มันสำคัญกว่าทางร่างกาย. ผู้นำในทาง ร่างกาย หรือทางพื้นแผ่นดิน เดินทางด้วยเท้า หรืออะไรนี้ ไม่ลึกซึ้ง หรือไม่ สูงสุดอะไร : ถ้าเป็นการนำในทางวิญญาณแล้ว ก็นับว่าสูงสุดมากทีเดียว ; เพราะ ว่า วิญญาณเดินถูก ทางนั้น มันหมายความว่า เดินไปถึง Summum Bonum หรือ บรมธรรมได้โดยง่าย. ครูบางคนอาจจะคิดว่า สอนหนังสือ ก ข ก กา อยู่ที่นี่ มันจะเป็น การนำ ทางวิญญาณได้อย่างไร ? นั้นมันอาจจะเป็นด้วยว่า เขาไม่คิด, หรือมองกัน คร่าวๆ สะเพร่าเกินไป. ที่ถูกแล้วเราต้องตั้งต้นด้วยการให้รู้หนังสือ วิญญาณ จึงจะสูงขึ้น หรือเดินไปสู่จุดหมายปลายทางตามลำดับได้. วิญญาณที่ไม่รู้หนังสือนั้น ก็เรียกว่า มันยังโง่มาก มันยังดิบมาก มันยังต่ำมาก ; เพราะฉะนั้นจึงเริ่มต้น ไปด้วยการให้รู้หนังสือ ซึ่งเป็นแสงสว่างขั้นแรก ; ถึงแม้จะยังสอน ก ข ก กา
น.376 ๓๕๓ บรมธรรม อยู่ ก็ยังเรียกได้ว่า เป็นผู้นำในทางวิญญาณนั่นเอง. แต่ต้องมุ่งหมายว่า นำกันไป เรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง, ไม่ใช่เพียงแต่ว่า รับจ้างสอนหนังสือ หากินไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ; นั่นไม่ใช่อุดมคติของครู. อุดมคติที่แท้จริง ก็จะต้องอุทิศชีวิต เพื่อนำบุคคลในโลกไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ บรมธรรม อย่างที่กล่าวแล้ว. ทีนี้เราลองพูดกันถึง คำว่า "ธรรม" ดูบ้าง. คำว่า ธรรม หรือ ธัมมะ นี้ พูดกันดูบ้าง เพื่อจะเข้าใจคำว่า บรมธรรม. คำว่า "ธรรม" ใน พระพุทธศาสนา หรือในภาษาบาลีก็ตาม เป็นคำที่ประหลาดมาก, คนที่อวดดี ที่สุดเท่านั้น ที่จะพูดได้ว่า เราเข้าใจธรรมะ หรือเรารู้จักธรรมะ. ส่วนที่เป็นนัก ศึกษาแท้จริงแล้วจะงงไปหมด ในข้อที่ว่า ที่เรียกว่า ธรรมะ นี้คืออะไร? บัญญัติ บทนิยามว่าอะไร ? หรือถ้าจะแปลออกมาเป็นภาษาไทยจะแปลว่าอะไร ? และถ้าจะแปล เป็นภาษาต่างประเทศ เช่นภาษาอังกฤษนี้ คำว่าธรรมะจะแปลว่าอะไร ? ท่านจะ เห็นได้ว่า ภาษาไทยก็ไม่มีปัญญาที่จะแปล คำว่า "ธรรม" ออกมา, เราต้องใช้ คำเดิมว่า "ธรรม" เป็นภาษาบาลีไปตามเดิม, ถ้าแปลเป็นไทยมันแปลไม่ได้แน่ โชคดีที่ว่าบรรพบุรุษของเราไม่ได้แปลคำนี้, ใช้คำว่า ธรรม มาแต่เดิม. พวกชาวต่างประเทศ ที่จะแปลเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น ครั้งแรก ๆ ก็พยายามแปลกันไปว่า law กฎบ้าง, หรือ norm บทบัญญัติ, อะไรบ้าง ; รวบรวมดูแล้วตั้ง ๓๐ กว่าคำ แล้วก็ไม่พอสักคำเดียว. ผลสุดท้ายก็ยอมแพ้ ใช้คำว่า "Dhamma" ใช้กันจนชินไป, จนคำว่า Dhamma หรือ Dharma ก็เข้าไปอยู่ใน พจนานุกรมของภาษาต่างประเทศไปเช่นเดียวกับคำว่า "ธรรมะ" เป็นคำในภาษาไทย อยู่ในพจนานุกรมไทย. นี้จงดูความยากลำบากอันแรกที่สุด ที่เกี่ยวกับความหมาย ของคำว่า ธรรม.
น.377 ในทาง ภาษาบาลี นั้น "ธรรม" หมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไรเลย ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ ; อย่างที่จะกล่าวว่า แม้แต่เม็ดฝุ่นไม่มีค่าอะไร ก็เรียกว่า ธรรมะ, และเลยไปจนกระทั่งถึงเรื่องทางจิตใจ ทางวิญญาณ ความสุข ความทุกข์ การประพฤติ การปฏิบัติ ผลของการปฏิบัติ กระทั่งมรรค ผล นิพพาน ก็รวมอยู่ ในคำสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า ธรรมะ. นี่เราจะใช้คำแปลในภาษาไทยว่าอะไรก็ลอง คิดดู : ผลสุดท้ายมันก็ไม่มีคำ ก็ต้องใช้คำว่า ธรรมะ แล้วก็แบ่งเป็นหมวด ๆ หมวด ๆ อย่างนี้ :- - ธรรมะที่หมายถึงคำสอน, - ธรรมะที่หมายถึงความจริง ความ ยุติธรรม, - ธรรมที่หมายถึงเหตุ, - ธรรมะที่หมายถึงผล, - ธรรมะที่หมาย ถึงปรากฏการณ์ทุกสิ่งในโลกนี้ ; แบ่งเป็นหมวด ๆ กันไป ก็ยังไม่ได้ประโยชน์ เป็นที่พอใจ ; จึงยังเหลือคำนิยามที่ใช้กันมากอยู่คำหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ใช้กัน แพร่หลาย จนเกือบจะถือได้ว่า เป็นที่รับรองต้องกันหมด คือคำนิยามที่พวกสมาคม Theosophy เริ่มใช้นำขึ้นก่อน ; แล้วต่างคนก็พลอยเห็นตาม แล้วในวงชาวพุทธ ก็พลอยเห็นตาม, และให้ความหมายของ "ธรรม" คำนี้ ว่า :- "แนวปฏิบัติที่เหมาะสำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน จำเพาะ ๆ แก่ทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา". เขาใช้คำว่า :- The course of conduct right for a man - เหมาะสำหรับมนุษย์ ถูกสำหรับมนุษย์, at the particular state of his evolution - เหมาะสำหรับมนุษย์ทุก ๆ ขั้น เฉพาะขั้นเฉพาะระดับแห่งวิวัฒนาการ ของเขา, กล่าวคือความเจริญในความเป็นมนุษย์. ระเบียบปฏิบัติอันใดที่เหมาะ สำหรับมนุษย์ทุก ๆ ขั้นแห่งวิวัฒนาการของเขา นั่นแหละคือธรรมะ ; คำว่า “ธรรมะ" ใช้บทนิยามอย่างนี้. ทีนี้ เรามามองดู, เราคนไทย หรือว่านักภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต อะไรก็ตาม, ไปพิจารณาดู ที่เขาใช้กันอย่างนี้ก็พลอยเห็นด้วย คล้าย ๆ กับว่า
น.378 ๓๕๕ บรมธรรม ยอมแพ้ว่าเขาบัญญัติได้ดีกว่าเรา, ยุติกันทั่วไปอย่างนี้ในวงพุทธบริษัททั่วโลก ซึ่งหมายถึงชาวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่. ในเมืองไทยเราอาจจะนอนหลับ ไม่ฝั่น ในการที่จะบัญญัติคำว่า ธรรมะ ว่าอะไรอย่างนี้, ไม่เคยนึก ไม่เคยคิด ไม่รู้ไม่ชี้ ยังนอนหลับอยู่ก็ได้ ; แต่นี้นำมาคุยให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้ทั่วโลกเขายุติกันอย่างนี้ หรือบัญญัติอย่างนี้ ซึ่งนับว่าเหมาะมาก. ขอให้นึกดูเถอะว่า สิ่งที่เป็นระเบียบปฏิบัติที่เหมาะแก่มนุษย์ทุกๆ ขั้น ที่เรา จะไต่ก้าวไปในวิวัฒนาการของมนุษย์ ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" นี้มันจึง จำเป็นแก่มนุษย์อย่างยิ่ง ยิ่งกว่าข้าวปลาอาหาร. ถ้าพวกเรารู้สึกกันอยู่อย่างนี้ ก็นับว่าวิเศษ. ลองนึกดูถึงศาสนาอื่น ลัทธิอื่น เช่น พระเยซูได้กล่าวปรากฏอยู่ ในตอนหนึ่งของคัมภีร์มัทธาย ที่ว่า ซาตานบอกให้พระเยซูเนรมิตก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งเห็นอยู่ต่อหน้านั้นให้เป็นก้อนขนมปัง ; พระเยซูบอกว่า "ป่วยการ ; เพราะว่า คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยก้อนขนมปัง, แต่คนเรามีชีวิตอยู่ด้วยการประพฤติ ให้ถูกต้อง ให้ตรงต่อคำสั่งของพระเจ้าทุก ๆ คำ" อย่างนี้. การที่จะมีชีวิตอยู่ โดยให้ตรงตามคำสั่งของพระเป็นเจ้าทุก ๆ คำ นั้น เป็นความหมายที่ใช้ได้ทั่วไป แม้ในทุก ๆ ศาสนา, คือว่าไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ด้วย อาหาร. คำว่า "ขนมปัง" นั้นหมายถึงอาหาร แต่มีชีวิตอยู่ได้ ด้วยการปฏิบัติให้ ถูกต้อง ตรงตามหลักธรรมทุกคำนั้นมากกว่า. หมายความว่า ถ้ามีชีวิตอยู่ได้เพียง ด้วยอาหารเท่านั้น มันก็เป็นเหมือนสัตว์ชนิดหนึ่ง เหมือนกับ หมูหมา กาไก่ นี่จะดี อะไร, มันก็เหมือนกับไม่มีชีวิต ; ต่อเมื่อมีชีวิตประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ในลักษณะ อย่างที่ว่านั้นแหละ จึงจะเรียกว่ามีชีวิต. เพราะฉะนั้นจึงถือว่ามีชีวิตอยู่ได้ด้วย ธรรมะ, เพราะธรรมะ ; เราจึงสนใจ. ต่อไป เรามาคุยกันให้เห็นว่า คำว่า "ธรรม" นี้มันลึก หรือมันกว้างพอดู อยู่เหมือนกัน. อย่าไปทำเล่นกับคำ ๆ นี้ ควรจะให้ความสนใจแก่คำนี้เป็นพิเศษ ;
น.379 วกเรามักจะคิดอะไรตื้น ๆ เข้าถึงความหมายตื้น ๆ แล้วก็นอนใจเลย จะยก ตัวอย่างให้ฟัง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างจะน่าขันอยู่บ้างเหมือนกัน. อย่างเช่น บทโคลงบทหนึ่งที่เราได้ยินชินหูกันมาก ว่า :- ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้ คือเงาติดตามตรัง ตรึงแน่น อยู่นา ตามแต่บุญบาปแล้ ก่อเกื้อรักษา. โคลงอย่างนี้ บอกว่า บาปกับบุญ เท่านั้นเป็นของเที่ยง ; ใคร ๆ ก็เห็นด้วย เออ ออ กันไปหมด, ยึดมั่นในเรื่องบาปเรื่องบุญเป็นของเที่ยง ; เพราะเขาว่า :- ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง, คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้. บุญบาปเท่านั้น เที่ยงแท้, นอกนั้นอนิจจัง. นี้นับว่าเป็นกวีที่ไม่รู้ธรรมะของ พระพุทธเจ้า เขียนโคลงบทนี้. ถ้าว่าอย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า : บุญ กับ บาป มันก็เป็นของไม่เที่ยง , ไม่เที่ยงเหมือนกับสิ่งทั้งหลาย. แต่มันยังมีสิ่งที่เที่ยง, เที่ยงจริง ๆ คือสิ่งที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป หรือเหนือบุญเหนือบาป. ทีนี้เราไม่เคย สนใจถึงสิ่งที่เที่ยง ที่แท้จริงนั้น ; เราก็ต้องเอาบุญและบาปนี้เป็น นิจจัง - หรือเป็น สิ่งเที่ยงแท้ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น ; เป็นกันอยู่อย่างนี้. นี่มันถูกหรือยัง ? มันก็จะถูกบ้าง ไม่ผิดเสียทีเดียว, มันถูกบางส่วน แต่เป็นส่วนน้อย. หรือว่า นี่เป็นหลักพุทธศาสนาหรือยัง ? มันก็ไม่สามารถจะ ยอมรับว่า นี่เป็นพุทธศาสนา ; เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนอย่างนี้ ท่านสอน สิ่งที่เที่ยงแท้จริงว่า : ได้แก่บรมธรรมคือนิพพาน, นี่มันไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป ที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็โยกเยกคลอนแคลนไปตามเหตุตามปัจจัย. เพราะว่า ถ้ามันเป็นสิ่งที่เที่ยงจริง เราคงสร้างมันขึ้นไม่ได้ หรือมันไม่หมดสิ้นไปได้ ; แต่นี่สร้างขึ้นก็ได้ หมดสิ้นไปก็ได้ แล้วจะว่าเที่ยงแท้อย่างไร.
Buddhadasa