Buddhadasa.org

พุทธิกจริยธรรม ครั้งที่ ๙ — การธำรงรักษา และการเผยแผ่จริยธรรม

พุทธิกจริยธรรม —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.316 เป็นหลักจริยธรรมในขั้นต้น ๆ ทั่วไป จึงมีเราผู้ที่เป็นหนี้บุญคุณ หรือเป็นเจ้า บุญคุณต่อกันและกัน เป็นต้น ดังที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องของสัมมาทิฏฐิประเภทที่ เป็นโลกิยะ ว่ามีความรู้สึก มีความเชื่อ มีความเข้าใจ มีความเห็นถูกต้อง ในข้อ ที่ว่าบิดามารดามี ครูบาอาจารย์มี นรก - สวรรค์มี นี่ก็เพื่อว่าจะได้รู้จักหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน. ผู้ที่มีปัญญาถึงขนาดทราบว่า ตัวตน หรือของตนไม่มีนั้น หมายความว่า มีปัญญาพอที่จะรู้ว่า อะไรเป็นเรื่องที่กล่าวอย่างสมมุติ ตาม ความหมายอย่างโลก ๆ หรือโลกิยะ และอะไรเป็นเรื่องความจริงที่เด็ดขาด ใน ลักษณะที่เป็นโลกุตตระ. ความรู้ที่ว่าไม่มีตัวตนนี้ มันเป็นความรู้ที่จริงเด็ดขาด เป็นชั้นโลกุตตระ ; แต่เราพยายามที่จะเอาหลักเกณฑ์อันนี้มาใช้ทั่วไป แม้ในเรื่อง ที่เป็นโลกิยะ เพราะว่าลำพังความรู้เรื่องโลกีย์ หรือธรรมประเภทโลกิยะนี้ ใช้ ดับทุกข์โดยสิ้นเชิงไม่ได้ จะเป็นเหตุให้มีความทุกข์เหลืออยู่เป็นอันมากที่ดับไม่ได้ ; ดังนั้นจึงใช้ความรู้ประเภทที่เป็นโลกุตตระนี้เข้ามาช่วย ดังที่ได้กล่าวว่า เอาความ หมายหรือหลักการ "เรื่องนิพพาน" มาใช้เป็นประจำวัน คือเรื่องสอนให้มีความ รู้สึก "ว่างจากตัวตนอยู่เสมอ" ในการปฏิบัติหน้าที่การงาน การแข่งขัน การ สอบไล่ การประกอบอาชีพต่าง ๆ ในตัวอย่างที่ได้ยกมาให้ฟังอย่างละเอียดแล้ว ; นั่นแหละขอให้เข้าใจชัดลงไปเถอะว่า เป็นการนำเอาหลักการเรื่องไม่มีตัวตน หรือ นิพพานมาใช้ในกรณีประจำวัน. มีบางท่านยังเข้าใจไม่ถูก เลยถามว่า จะเอาเรื่องนิพพานมาใช้ได้ อย่างไร. นั่นเป็นความเข้าใจที่ไขว้กันอยู่ ; เราไม่ได้เอานิพพานโดยตรงลงมาใช้ แต่ว่าเอาหลักเกณฑ์ หรือหลักการ หรือความหมาย ของนิพพานมาใช้ โดยนำมา ปรับปรุงให้เข้ากันได้กับชีวิตประจำวัน. ฉะนั้น หลักการเรื่องไม่มีความรู้สึกว่า "ตัวกู ของกู" ที่พลุ่งพล่านอยู่ในจิตใจ แล้วทำอะไรไปด้วยสติปัญญาอัน บริสุทธิ์นั่นแหละ เรียกว่าหลักการของนิพพานที่นำเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน

น.317 เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก เช่นรักบิดามารดา บุตรภรรยา สามีเหล่านี้ มันไม่ถูกทำลายไปไหน แต่ว่าทำให้มันเป็นความรัก หรือเป็นความกตัญญูกตเวที ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือสติปัญญาที่สมบูรณ์ เท่านั้น ไม่ใช่รักหรือกตัญญูด้วยความ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง จนถึงกับเกิดความกลัว, เกิด ความเศร้า, เกิดความว้าเหว่อะไรขึ้นได้ เท่ากันกับความรักที่รักด้วยความยึดมั่น ถือมั่นนั่นเอง. ฉะนั้นท่านจึงสอนธรรมะขึ้นโดยระบบที่ว่า อย่าทำอะไรลงไป ด้วยความยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัวกู ของกู ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา; และ ถ้าจะมีตัวตน ก็ให้มีตัวตนของธรรมะ คือสติปัญญา; ดังนั้นเราจึงรักใคร่กัน สงเคราะห์กัน ตอบแทนบุญคุณซึ่งกันและกันได้อย่างดีเสียอีก แล้วไม่มีความรู้สึก ผูกพันด้วยโมหะ ที่ทำให้เป็นไปถึงกับว่า เมื่อลูกตายแล้วก็ร้องไห้น้ำตานองไปหมด ; หรือว่า พ่อตายลูกก็ร้องไห้น้ำตานองไปหมด ; อย่างนี้ เพราะความยึดมั่น ถือมั่น ผิดวิธี. ด้วยเหตุนี้ไม่ต้องกลัวว่า ถ้าว่างจากตัวตนแล้ว เราจะเกิดเป็นคนทารุณ โหดร้าย ไม่เห็นแก่ใครขึ้นมา ; ทั้งนี้เพราะหลักการของความว่างนั้น มุ่งหมาย อยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว. ขอได้โปรดจำคำว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว" ไว้ให้ แม่นยำ ; เมื่อไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้วนั่นแหละคือการที่จะทำสิ่งที่ดีงาม เช่น ความกตัญญูกตเวที เป็นต้น ได้อย่างถูกต้องและดีถึงที่สุดจริง ๆ. การที่บุตรบางคน ไม่กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดานั้น ก็เพราะมีความ เห็นแก่ตัว มีตัวมีตนจัด ; บางทีมอบหน้าที่บ่าว หรือคนใช้ให้แก่บิดามารดา ผู้แก่เฒ่าแล้วทำ ก็ยังมี. นี่คือความเห็นแก่ตัวจัดของบุตร แม้จะได้รับการศึกษา แบบใหม่จากเมืองนอกอย่างเต็มปรี่ ก็ยังมอบให้บิดามารดาทำหน้าที่คนใช้อย่าง ชื่นตา. ฉะนั้นเรื่องของโลกที่เต็มไปด้วยความยึดมั่น ถือมั่นนั้น จะเป็นไปในทาง ที่ไม่น่าปรารถนา เพราะมีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน. เราต้องควบคุมความ

น.318 ห็นแก่ตัวให้พอเหมาะพอสม : ถ้ามีตัวก็ต้องมีตัวที่ดี คือยึดมั่น ถือมั่นในทางดี และยึดมั่น ถือมั่นแต่น้อย จึงจะมีสติปัญญาเข้ามาควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้. ขอให้เข้าใจว่า หลักการเรื่องนิพพาน หรือความว่างจากตัวกู ของกูนั้น เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องกันจริง ๆ เสียก่อน จึงจะนำไปใช้สอนเด็กได้ ; คือให้ รวมใจความสำคัญอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัวไว้เรื่อยไป; อย่าทิ้งหลักอันนี้. ความ ไม่มีตัวนั้นคือ ไม่มีตัวชนิดเป็นกิเลส แต่ให้มีตัวชนิดที่ประกอบด้วยธรรมะ. ถ้ามีตัวชนิดประกอบด้วยธรรมะ คือ มีธรรมะเป็นตัวแล้ว มันก็ว่างจากตัวชนิด ที่เป็นกิเลสไปเอง. ชีวิตประจำวัน ต้องมีตัวชนิดที่เป็นธรรมะ หรือเป็น สติปัญญา ซึ่งที่แท้ไม่ใช่ตัว ; ที่เป็นตัวนั้นคือกิเลสตัณหา. ความรู้สึกที่เกิด มาจากกิเลสตัณหานั้น ย่อมรู้สึกเป็นตัวกู เป็นของกู จัด ; อันนี้ต้องขจัดออกไป ให้ว่าง. พอทำให้ความรู้สึกอย่างนี้ออกไปแล้ว ว่างแล้ว ธรรมชาติเดิมแท้ของ จิตนั้น ย่อมเป็นสติปัญญาอยู่ในตัวเอง และมากยิ่งขึ้นเท่าที่มีการอบรม ; ฉะนั้น ขอได้โปรดเข้าใจหลักอันนี้ให้ถูกต้อง และถือเป็นหลักพื้นฐานสำหรับการเผยแผ่ จริยธรรม คือเราจะเผยแผ่ลัทธิที่จะมีชีวิตอยู่ โดยไม่มีความรู้สึกที่เป็นความยึดมั่น ตัวกู ของกู นั่นเอง. ขอให้พิจารณาคำว่า ยึดมั่น ถือมั่นนี้ ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง. เรามี ตัวเราด้วยสติปัญญานั้น คือไม่ต้องมีความยึดมั่น ถือมั่น จึงจะเป็นตัวเราที่เป็นธรรม อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่พึ่ง = อตฺตที่ป่า อตฺตสรณา ธมฺมที่ปา ธมฺมสรณา" การที่ธรรมะเป็นตัวตนเสียเองนี้ มันไม่ใช่ ตัวตนของตัณหา อุปาทาน ; มันเป็นตัวตนของธรรมะ ซึ่งหมายถึงสติปัญญา ที่สามารถขจัดตัวตนอย่างตัณหา อุปาทานได้เสมอไป.

น.319 ทีนี้ เราจะได้พิจารณากันต่อไป ถึงการที่จะธำรงรักษา และเผยแผ่ จริยธรรม ซึ่งมีหลักพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน. เราจะเผยแผ่ลัทธิที่ไม่เห็น แก่ตัวนี้ ออกไปได้อย่างไร ; หรือที่เราชอบกล่าวกันมากก็คือว่า เผยแผ่ธรรมะ หรือเผยแผ่ศาสนานั่นแหละ ออกไปได้อย่างไร. แต่อาตมาขอระบุหรือยืนยัน ลงไปให้ชัดว่า ธรรมะหรือศาสนาที่จะเผยแผ่นั้น จะต้องเลือกเอาแต่ที่เป็น จริยธรรมของการไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งมีมูลมาจากความไม่ยึดมั่น ถือมั่น ในตัว หรือของตัว ดังที่กล่าวแล้ว. เกี่ยวกับการสืบธำรงรักษาและเผยแผ่จริยธรรมนี้ อาตมาอยากจะขอร้อง ให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่รังเกียจคำหรือศัพท์ที่ใช้กันอยู่ในวงการของ พระศาสนา เช่นคำว่า สืบอายุพระศาสนา ; ซึ่งคำ ๆ นี้หมายความว่า การธำรง ไว้ได้ซึ่งพระศาสนา หรือธรรมะ หรือจริยธรรมนั่นเอง. ในบัดนี้ เรามีปัญหาเฉพาะหน้า คือการธำรงรักษา และการอบรม สั่งสอนจริยธรรม โดยที่เราแยกออกเป็น ๒ หัวข้อว่า ธำรงรักษาอย่างหนึ่ง แล้ว เผยแผ่อย่างหนึ่ง. เผยแผ่ก็คืออบรมสั่งสอน ; เมื่อเราธำรงรักษาไว้ให้ได้นั่นแหละ จึงจะมีธรรมสำหรับอบรมสั่งสอนหรือเผยแผ่. ถ้าเราธำรงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว จะเอาอะไรสั่งสอนเผยแผ่ ; เพราะว่าตัวจริยธรรมนั้นไม่ใช่คำพูด หรือตัวหนังสือ ที่พิมพ์ไว้มาก ๆ แล้วก็จะมีอยู่ในโลก นี้ไม่ใช่ ข้อนี้เป็นดังที่ได้กล่าวแล้ว ในตอนก่อนว่า จะช่วยกันพิมพ์พระไตรปิฎกของแต่ละศาสนาขึ้นไว้ให้เต็มโลกนี้ มันก็ยังช่วยไม่ได้. ฉะนั้นคำว่า การธำรงรักษาจริยธรรมก็ดี การสืบอายุ พระศาสนาให้คงไว้ก็ดี ไม่ได้หมายถึงการรักษาหนังสือเล่ม ๆ หรือมีการบันทึก เสียงอะไรไว้มาก ๆ นั่นเลย ; แต่ต้องหมายถึงมีการกระทำที่เป็นการทำ ให้มีการ ปฏิบัติจริยธรรม หรือปฏิบัติศาสนาจริง ๆ อยู่ที่เนื้อที่ตัวของบุคคล อยู่ที่ร่างกาย

น.320 เผยแผ่จริยธรรม จิตใจของบุคคล ; สืบอายุพระศาสนาให้อยู่ที่เนื้อที่ตัวของคน ; มีเนื้อมีตัว ของคน มีร่างกายจิตใจของคนนั่นแหละ เป็นที่ตั้งที่เกาะของจริยธรรมหรือของ ศาสนา. ฉะนั้นจึงหมายความว่า เรามีศาสนาอยู่ที่ตัวคน ไม่ใช่อยู่ในตู้พระไตรปิฎก อย่างนี้เป็นต้น. การสืบอายุพระศาสนา เป็นสิ่งสำคัญ จนถึงกับถือกันว่า เป็นสิ่งที่ ได้บุญหรือกุศลอย่างสูงสุด. แม้แต่คนจะบวชเข้ามาในศาสนานี้ ถ้าให้ถูกต้องก็ต้อง เป็นการบวชที่สืบอายุพระศาสนา คือ บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สอนต่อ ๆ กันไปจริง ๆ ; จริงอย่างนี้จึงจะเรียกว่า เป็นการสืบอายุพระศาสนา ; ไม่ใช่แต่เพียงว่า พิมพ์รูปพระพุทธรูป หรือตัวอักษรไว้ในแผ่นอิฐมากๆ แล้ว ฝั่งดินไว้ ; หรือว่าจารึกไว้ในใบลาน ในตู้พระไตรปิฎกเลย. การธำรงรักษาจริยธรรม ของเราก็เหมือนกัน : เราจะต้องทำให้มี จริยธรรมอยู่ที่เนื้อที่ตัวของครูบาอาจารย์ แล้วถ่ายทอดจากใจโดยใจ จากการกระทำ โดยการกระทำ ให้ไปติดอยู่ที่เนื้อที่ตัวของศิษย์. การที่เราจำเป็นที่จะต้องธำรง รักษาพระศาสนา หรือจริยธรรมนี้ไว้ เราต้องเข้าถึงอุดมคติ ไม่เช่นนั้นจะเบื่อ คือว่า มันต้องเนื่องมาจากการไม่เห็นแก่ตัวกู หรือของกูอีกนั่นเอง ; มันต้องมี จิตใจกว้างพอที่จะเห็นแก่โลก แก่เพื่อนมนุษย์ทุกคนในโลก ซึ่งเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายทั้งหมด รวมทั้งสัตว์เดียรัจฉานด้วย จึงจะเกิดกำลังใจในการที่จะสืบอายุ ของจริยธรรมหรือศาสนา. ฉะนั้น ท่านจึงชอบเปรียบด้วยอุปมาว่า "ช่วยกันปลูก ต้นโพธิ์ของโลก และช่วยกันรดน้ำพรวนดินไว้ให้ดี". นี่เราควรจะมีมโนภาพ มองไปยังต้นโพธิ์ของโลก ว่าคืออะไร ; ถ้าเราจะมีต้นโพธิ์สักต้นหนึ่ง มุงบังโลกนี้ ให้ร่มเย็น นี้มันจะคืออะไร. มันต้องไม่ใช่อะไรอื่น นอกไปจากธรรมะในรูปของ จริยธรรมอีกนั่นเอง ; คือธรรมที่ควรประพฤติ หรือต้องประพฤติ. เราช่วยกัน

น.321 รดน้ำพรวนดินต้นโพธิ์นี้ ด้วยการศึกษาให้เข้าใจ แล้วมีการปฏิบัติให้สมบูรณ์ อยู่ที่เนื้อที่ตัวของคนทุกคน นั่นแหละคือการรดน้ำพรวนดินลงไปที่ต้นโพธิ์ของโลก เราต้องมองให้เห็นชัดถึงกะว่า ถ้าศาสนาหรือธรรมะนี้ ยังมีอยู่ในโลกแล้ว โลกนี้ ก็เท่ากับยังคงมีต้นโพธิ์คุ้มครองโลก ไม่ให้มีการแตกสลาย หรืออยู่ด้วยความ ร้อนระอุ. เราควรจะมองให้ลึกลงไปอีกว่า ในบรรดาพุทธบริษัทเรา เราก็มีหน้าที่ ของเรา ; ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น เขาก็มีหน้าที่ของเขา. แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์นั้น มันมีอยู่ว่า แม้แต่เพียงพวกเราทำ พวกอื่นไม่ทำ ก็ยังทำให้ต้นโพธิ์ของโลกนี้ ยังคงมีอยู่ได้ ; คือว่า ศาสนานี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ชนิดที่ว่า ถ้าศาสนายังคงมีอยู่ใน โลกแล้ว จะต้องถ่วงโลกไว้จากความล่มจมเสมอไป เป็นเครื่องถ่วงชนิดที่ไม่ให้โลก ล่มจม. แต่ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนปฏิบัติ ; เพราะมันไม่มีอะไรบังคับ ให้ทุกคนปฏิบัติได้. เมื่อคนส่วนหนึ่งปฏิบัติไว้ มันก็คงหล่อเลี้ยงธรรมะให้ ยังคงมีอยู่ในโลก ; โลกนี้ไม่คว่ำ ไม่ล่มจมลงไปเพียงไรแล้ว ทุกคนได้รับ ประโยชน์. แม้พวกที่ไม่ชอบธรรมะ พวกที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ พวกที่เป็นศัตรู ต่อธรรมะ ก็ยังได้รับประโยชน์จากการที่โลกนี้ไม่ล่มจมไป. นี่เรียกว่า เราแสวง หาบุญกุศลด้วยการห้ามล้อโลกนี้ไว้ ไม่ให้หมุนไปสู่ความล่มจม ด้วยอาศัยธรรมะ หรือจริยธรรมนี้เป็นเครื่องมือ. พอเรามองเห็นอย่างนี้ เราก็พอใจ หรือศรัทธา เลื่อมใสในอุดมคติของการที่จะเกี่ยวข้องกับจริยธรรม ในการที่จะธำรงรักษาไว้ก็ตาม, การเผยแผ่ให้กว้างออกไปก็ตาม, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การปลูกฝั่งลงไปใน เยาวชนของโลก ; นี่ต้องใช้คำว่า "ของโลก". ทีนี้ เราจะดูกันต่อไปว่า การที่จะธำรงรักษาจริยธรรมให้ยังคงมีอยู่ใน โลกนี้ เราจะมีหลักการอย่างไร. เราจะมีหลักการตามอุดมคติของพุทธศาสนา คือ

น.322 มีการทำดีด้วยตนเองด้วยกันทุกคน เรียกว่า ปฏิบัติธรรม ; ๒. สอนให้ผู้อื่นทำดี ตามความสามารถ หรือตามโอกาส เรียกว่า อนุศาสนธรรม : ๓. ช่วยเหลือเมื่อมีผู้ทำดี เรียกว่า เวยยาวัจจกรณธรรม : ถ้าครบทั้งสามอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า ครบองค์ของการธำรงจริยธรรม ไว้ในโลก. การทำดีนี้ ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง. แม้คำว่า "ทำดี" โดยทั่วไป จะหมายถึง การประพฤติธรรมอยู่แล้วก็ตาม ; ก็ยังมีการกำชับว่า ต้องประพฤติ ธรรมให้สุจริต ! นี่พังดูแล้วน่าขันที่ว่า จงประพฤติธรรมให้สุจริต โดยบทว่า 'ธมฺมํ สุจริตํ จเร ; นตํ ทุจริตํ จเร = จงประพฤติธรรมให้สุจริต, ไม่พึง ประพฤติธรรมให้ทุจริต". ประพฤติธรรมทุจริต นี้หมายความว่าอย่างไร ? ข้อนี้หมายความว่า เป็นผู้ที่มี ตัวกู ของกู จัด แล้วมาประพฤติธรรมะ เพื่อหวังประโยชน์แก่ตัวกู ของกู อย่างนี้เรียกว่าประพฤติธรรมะไม่สุจริต คือ เป็นทุจริต ; ต้องประพฤติ ธรรมเพื่อธรรมะจึงจะสุจริต. ถ้าประพฤติธรรมะเพื่อเงิน หรือเพื่อความสุข แก่ตัวกู ของกูแล้ว ก็เรียกว่า ไม่สุจริต เป็นความเห็นแก่ตัว ประเภทที่ทุจริต. ฉะนั้นเราจงดูให้ดี ๆ ว่า การไม่ซื่อตรงต่ออุดมคติ หรือต่อหน้าที่การงานของตน นั่นแหละ คือประพฤติธรรมะทุจริต. ดังนั้น ถ้าครูบาอาจารย์คนไหนเกิดไม่ ตรงต่อหน้าที่ของตน เกิดไม่ตรงต่ออุดมคติของความเป็นครูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่า ประพฤติธรรมทุจริต เพราะมีกิริยาอาการประพฤติธรรม แต่ความหมายนั้นทุจริต ; ฉะนั้น จึงมีการกำชับว่า จงประพฤติธรรมะให้สุจริต ไม่เปิดโอกาสแห่งการแก้ตัว

น.323 ให้แก่กิเลสตัณหา ; จงดูให้ดี. ทุกคนจะต้องดูให้ดีว่า มีการประพฤติธรรมะทุจริต เล่นตลกหน้าไหว้หลังหลอกตัวเอง อยู่ที่ตรงไหนบ้าง ; ดูให้ดีเถอะ จะมีด้วยกัน ไม่มากก็น้อย ; มีความคิดนึกที่จะแก้ตัวให้แก่กิเลส ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ แก้ตัวให้แก่ตัวเอง เพื่อเป็นไปตามอำนาจของกิเลส. นี่จะมีอยู่ด้วยกันทุกคน ตามมากตามน้อย; เพราะว่าถ้าสิ่งนี้ไม่มีแล้ว ความประพฤติธรรมะจะเข้มแข็ง เฉียบขาดแน่นอนยิ่งกว่านี้มาก. นี่ยังมีการหละหลวมรี ๆ รอ ๆ เล่นตลก ระหว่างธรรมะ กับตัวเองอยู่เรื่อย ; อย่างนี้ยังไม่เรียกว่าการทำดี ; ฉะนั้น เราจะต้องมีการทำดีที่เรียกว่าดีจริง ๆ. สำหรับการสอนให้ทำดีนั้น หมายถึงเรามีความคิดคืบหน้าไปว่า ทำดี อยู่คนเดียวนี้มันช้า ในการที่จะทำโลกให้มีต้นโพธิ์ ที่มีร่มเงาดี จึงสอนผู้อื่นด้วย. คำว่า สอนผู้อื่น นี้ ไม่ใช่จะไปตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์อยู่เหนือเขา เอา บุญคุณแก่เขา เอาอะไรตอบแทนจากเขา. คำว่าสอนผู้อื่นนี้ก็คือ ทำหน้าที่ให้ ธรรมะแผ่กว้างออกไปยังบุคคลจำนวนมาก เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านทำ ; ท่าน ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เป็นค่าจ้างหรืออะไรทำนองนั้น. เพราะฉะนั้น การสอนที่ประกอบไปด้วยอุดมคติของครูบาอาจารย์นั้น จะต้องเป็นอย่างที่อาตมา ได้กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งก่อน คือในฐานะเป็นผู้นำในทางวิญญาณของโลก : ลืมตัวกู ลืมของกู ลืมค่าจ้างค่าสอน ลืมประโยชน์อะไรต่าง ๆ ที่จะพึงได้แก่ตัวของกู; ทำหน้าที่ให้เต็มตามอุดมคติ แล้วสิ่งที่จะเลี้ยงชีวิตพอให้อยู่ได้นั้น มันจะมาอยู่ ใต้ฝ่าเท้าเอง ! นี่แม้จะเป็นสำนวนค่อนข้างจะหยาบคาย ก็ขอได้โปรดไปคิด ว่ามันจะมีความจริงจังอย่างไร. เราอย่าได้ก้มศีรษะลงไปเพื่อรับสิ่งนั้น ! เราจะ ชูศีรษะไว้สูงเสมอ ในการที่จะประพฤติหน้าที่ของเราให้ถูกต้องตามอุดมคติ แล้ว สิ่งเหล่านั้นจะปลิวมา คลานมาสู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา เป็นเครื่องบูชาคุณของเรา

น.324 ในการกระทำหน้าที่อันนี้. เมื่อทำอย่างนี้ จึงจะเป็นการสอนธรรมะ หรืออบรม ธรรมะ หรือเผยแผ่ธรรมะ ที่ถูกต้องตามอุดมคติของธรรมะ. ในทางพระพุทธศาสนาเราถือว่า บรรดาการให้ หรือการบริจาคนี้ ไม่มี อะไรที่สูงไปกว่าการให้ธรรมะ หรือบริจาคธรรมะ ; เรียกว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" = การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง ; นี้หมายความว่า เราจะต้องบริจาค ความเห็นแก่ตัวเหมือนกัน มันจึงจะมีการให้ธรรมะได้. แม้แต่ธรรมะบางคน ก็ยังหวง ; การทำดีบางคนก็ยังหวง; ถ้าไม่มีการเสียสละ และความพยายาม เป็นความเหน็ดเหนื่อยแล้ว จะไปให้ธรรมะได้อย่างไร. การทำคนให้ได้ธรรมะ มีธรรมะนั้น มันต้องลงทุนด้วยความยากลำบาก เป็นธรรมดา เพราะมันไม่อาจจะทำได้ด้วยเงิน หรือลำพังแต่เงิน ; แต่มันต้อง อาศัยความรัก, ความเอ็นดู, ความเมตตากรุณา, ความเสียสละ, ตั้งจิตใจ, พยายามทุกอย่างทุกทาง ที่จะทำให้คนเหล่านั้นมองเห็นธรรมะ ให้แน่นแฟ้นลงไป จนไม่ถอยกลับ. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านได้ทรงพยายามอยู่ตั้งหลายวัน หลายเวลา กว่าจะเอาชนะคนได้สักคนหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ; ดังนั้นจึงเรียกว่า "ชนะการให้ ทั้งหลายจริง ๆ" เรียกว่า "เป็นการให้ที่สูงสุดจริง ๆ". อย่าลืมว่านอกจากจะให้ ความรู้แล้ว ยังจะต้องให้ความเสียสละ เหนื่อยยากลำบากอีกด้วย จึงจะทำคน สักคนหนึ่งเข้าถึงธรรมะได้. ครูบาอาจารย์ก็มีศิษย์ ท่านจะต้องให้ธรรมะแก่ศิษย์; ศิษย์ก็มีหลายคน ฉะนั้นการเสียสละมันก็ต้องมีมากขึ้นตามส่วน. ปัญหาที่แท้จริง อยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าจะสอนธรรมะนั้นอย่างไร; แต่สำคัญอยู่ตรงที่ จะต้อง รู้ธรรมด้วยตน ปฏิบัติธรรมด้วยตน แล้วเสียสละความเห็นแก่ตนนี้มากกว่า. ข้อถัดไปหมายถึง การช่วยเมื่อผู้อื่นทำดี. เราเองก็ทำดี แล้วยัง สอนผู้อื่นให้ทำดี แล้วยังต้องพยายามอีกอย่างหนึ่งว่า จะต้องช่วยเมื่อผู้อื่นทำดี

น.325 อย่างน้อยก็ด้วยการรับรู้ อย่างนี้ก็เรียกว่าช่วยเหมือนกัน ; รับรู้ว่า เขาทำดี เขาจะได้มีจิต มีใจ เพราะเรายอมรับรู้ว่าเขาทำดี. อันนี้แหละสำคัญมากที่สุด สำหรับเด็ก ๆ; ถ้าครูบาอาจารย์ไม่คอยรับรู้ ไม่แสดงให้เด็กทราบว่า อาจารย์ รับรู้ในการที่เด็กทำดีแล้ว ไม่มีทางที่จะจูงเขาไปได้ ไม่มีทางที่จะให้เขารับธรรมะ หรือจริยธรรม หรือจริยศึกษานี้ได้ ; จะเบื่ออย่างมากเหมือนในปัญหาที่ส่งเข้า มาว่า "ประสบปัญหามากที่สุด ก็เรื่องเด็กเกลียดจริยศึกษา เกลียดจริยธรรม" ; ฉะนั้นเราต้องตั้งต้นด้วยการรับรู้ ในการที่เขาประพฤติดี แล้วก็ช่วยเหลือ หรือ เพิ่มกำลังให้เขา. เกี่ยวกับพระศาสนานั้น เรารับรู้ซึ่งกันและกันในวงพุทธบริษัท แล้ว ช่วยเหลือกัน และเพิ่มกำลังให้แก่ "เจ้าหน้าที่โดยตรง". เจ้าหน้าที่โดยตรงนี้ อาตมาหมายถึงภิกษุ บรรพชิต ผู้เป็นเจ้าหน้าที่เผยแผ่ธรรมะ หรือสืบอายุพระ- ศาสนานี้อย่างยิ่ง ; จะต้องได้รับการเพิ่มกำลังที่ถูกที่ควร และเต็มตามที่ควรจะได้ ; นี้ก็เรียกว่า มีการช่วยเมื่อผู้อื่นทำดี. ลองคิดดูว่า เราเคยมีจิตใจอย่างนี้หรือเปล่า ที่จะคอยรับรู้เมื่อผู้อื่น ทำดี คอยช่วยเหลือ คอยเพิ่มกำลังให้แก่เขาหรือเปล่า ; หรือว่า ตัวกู ของกูนี้ กำลังจัดอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ใช่เรื่องของเรา. นี้แหละคือการประพฤติ ธรรมไม่สุจริต ประพฤติธรรมคด ๆ งอ ๆ ไม่รับรู้ในเมื่อมีผู้ประพฤติธรรมะ ไม่อนุโมทนาด้วย ซึ่งเป็นการทำให้เกิดบุญกุศลอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า "บุญ" เพราะการอนุโมทนา. ไม่ช่วยเหลือ ไม่เพิ่มกำลังให้ ไม่เคยบริจาคเพื่อกิจการนี้ ; แต่สะสมไว้เพื่อตัวกู เพื่อของกู ไม่มีที่สิ้นสุด ให้มีอีกกี่เท่า กี่สิบเท่า กี่ร้อยเท่า ก็ยังไม่พออยู่นั่นเอง ; แล้วจะไปโทษใคร ในการที่โลกนี้ไม่เจริญรุ่งเรืองไปด้วย ธรรมะ. เพราะว่าประพฤติธรรมคด ๆ งอ ๆ ไม่สุจริตกันในหมู่มนุษย์ที่อยู่ใน

น.326 โลกนี้เอง ; ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน ศาสนาไหน ล้วนแต่มีตัวกู ของกู ที่กำลังจูงไปสู่วัตถุนิยมทั้งนั้น. ฉะนั้นเราจะต้องมีจิตใจกว้าง มองไปทั่วโลก ทั่วสากลโลกที่มีสัตว์ ที่มีชีวิต มีปัญหาเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; และมองให้เห็น จนชัด รู้ชัดว่ามันขาดการทำดี ขาดการสอนผู้อื่นให้ทำดี ขาดการช่วยเหลือหรือ รับรู้ในเมื่อผู้อื่นทำดี อย่างนี้เป็นต้น. นี่ มีแต่ต่างคนต่างแสดงละคร ทั้งนั้น ; ประพฤติธรรมะ พูดธรรมะ ก็เป็นเรื่องแสดงละครชนิดที่ทำให้คนอื่นชอบตัวเอง ทั้งนั้น, ไม่ใช่เพื่อให้ผู้อื่นชอบธรรมะเลย. โปรดฟังคำพูดประโยคนี้ให้เข้าใจ : ว่า ที่ไปเทศน์ ไปแสดงปาฐกถา ไปอธิบายธรรมะ พูดจ้อกันอยู่เอง ตามบ้าน ตามเรือน ตามศาลาวัดนี้ ก็เพื่อให้เขาชอบตัวผู้พูดทั้งนั้น ! ไม่ใช่เพื่อให้ชอบธรรมะ. นี้คือการประพฤติธรรมที่คด ๆ งอ ๆ; เพราะฉะนั้นการสอน การอบรมจริยธรรม แก่เด็กก็เหมือนกัน เราจะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือเอาธรรมะเป็นใหญ่ เป็นประธาน ; ให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาธรรมะ ไม่ใช่เห็นแก่ครูผู้สอน หรือ เพื่อประโยชน์ของครูผู้สอน ; หรือจะเอาเด็กมาเป็นลูกน้องสนับสนุนตัวเราเอง อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ; เราต้องรักเขายิ่งกว่ารักตัวเรา ด้วยการไม่มีตัวกู หรือของกู นี้ เสมอไป; แล้วการกระทำทุกอย่างจะเป็นธรรมไปทั้งเนื้อทั้งตัว. อาการ อย่างที่ว่านี้คือการธำรงรักษาไว้ซึ่งจริยธรรม หรือการสืบอายุพระศาสนา ; ฉะนั้น เราจึงมีการทำดี, สอนให้คนอื่นทำดี ช่วยเหลือเมื่อมีผู้ทำดี ; นี้เป็นหลักเกณฑ์ อาตมาอยากจะย้ำ ถึงข้อความที่กล่าวแล้วเมื่อวันก่อนว่า "ครูดี การ สอนดี อุปกรณ์แวดล้อมดี นี้เป็นความสำเร็จของการสั่งสอน" ; แต่ถ้าเราไปมัว แบ่งเป็น ๓ อย่างอยู่อย่างนี้ละก็ มันคงอืดอาดนัก ล่าช้ามาก แล้วเกี่ยงงอนกัน มากด้วยเรื่อง ครูดี, การสอนดี, อุปกรณ์แวดล้อม ซึ่งหมายตลอดถึงผู้ปกครอง ของเด็กก็ดี สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ก็ดี ; ถ้าอย่างไร ขอให้ครูยอมเสียสละ ยอมรับ

น.327 ภาระว่า เอาภาระทั้งหมดมาให้ครูคนเดียวก็แล้วกัน มันก็เหลือเพียงหนึ่งเท่านั้น คือ ครูดี; โดยมีหลักว่า ถ้าครูดีแล้ว จะต้องมีการสอนดี แล้วจัดสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆให้ดีได้ อย่าไปหวังพึ่งคนอื่นเลย. ครูดี เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็จะทำให้มีการสอนที่ดี จัดสิ่งแวดล้อม ทุก ๆ อย่างให้ดีได้ ตลอดถึงบิดามารดาของเด็กก็จะดีขึ้นมาได้ เพราะครูดี. เราไม่มัวแบ่งเป็นสาม แต่จะย่นให้เหลือหนึ่งอยู่เรื่อย โดยที่ทำดี สอนคนให้ทำดี ช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นทำดี รวมอยู่ที่ครูคนเดียวนี้. นี้เรียกว่าความเสียสละของครู เท่า ๆ กับการเสียสละของพระพุทธเจ้า ‘ที่บำเพ็ญบารมีสื่อสงไขยแสนกัปป์ นี้ไม่มี ตัวกู ของกู ที่จะเห็นแก่ตัวกู ของกู ; มีแต่การเสียสละ. อย่างนี้เรียกว่า เป็นการธำรงรักษาจริยธรรม หรือธรรมะอย่างสูงสุด. ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ บางท่านอาจจะเห็นว่าเป็น อุดมคติเลยเถิด ไปเสียแล้ว ปฏิบัติไม่ได้; อย่างนี้ก็ตามใจ. อาตมาไม่เห็นลู่ทางอันอื่น เห็นแต่ลู่ทางอันนี้. ถ้าผู้ใดเห็นว่าไม่เลยเถิด ก็ลองช่วยเอาไปคิด ไปนึก เพื่อจะ แก้ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกนี้ให้ได้ ด้วยการที่บุคคลในยุคเรานี้ช่วยกันเสียสละสักยุค หนึ่งเถิด เพื่อจะแก้ไขวิกฤตการณ์ของโลก ให้คนที่จะเกิดทีหลังได้รับความสุข ความผาสุก ! ถ้าว่าบุคคลในยุคเรานี้ทุกคนไม่ชวนกันเสียสละ ยังมีตัวกู ของกู หราอยู่ทั้งหมดแล้ว มันก็จะสืบต่ออายุของความไม่มีจริยธรรมยิ่งขึ้น จะมีความ รวนเร และความพังทลาย ของจริยธรรมยิ่งขึ้นในโลกนี้. ฉะนั้น ในยุคนี้ เราชวนกันเสียสละสักทีจะเป็นไร ; อะไร ๆ ก็จะต้องเสียสละได้ ถ้าเพื่อธรรมะ ไม่ใช่เพื่อตัวตนของใครโดยเฉพาะ แต่ว่าเพื่อธรรมะ ; ควรจะสละได้ทุกอย่าง ทุกทางที่จะสละได้ เพื่อประโยชน์ของการธำรงรักษาไว้ซึ่งจริยธรรม.

น.328 อาตมาจะได้กล่าวต่อไปถึงปัญหาที่ ๒ คือ การเผยแผ่จริยธรรม หรือ เผยแผ่ธรรมะ. ขอวิงวอนให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ช่วยกรุณานำไปคิด ถึงวิธี การเผยแผ่ ซึ่งอาตมาขอร้องให้พิจารณานี้ ว่ามีอยู่ ๓ วิธี หรือ ๓ ขั้นด้วยกัน และเราจะถือเอาตามหลักของพระพุทธศาสนาทีเดียว ; ได้แก่ข้อที่ว่า พระธรรมนี้ มีอยู่ ๓ ประเภท คือ ปริยัติธรรม, ปฏิบัติติธรรม, ปฏิเวธธรรม. ปริยัติธรรม คือ คำสอน หลักวิชาต่าง ๆ ของธรรมนั้น เรียกว่า ปริยัติธรรม : การสอน การเรียน การบอก การกล่าว หรือตัวบทของพระธรรม นั่นเอง รวมกันเข้าทั้งหมด กระทั่งโรงเรียนที่จะต้องใช้เป็นที่สอน จนกระทั่ง ครูบาอาจารย์อะไรเหล่านี้ รวมกันเข้าเป็นปริยัติธรรมเพียงคำเดียว. ปฏิบัตติธรรม คือการปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางใจจริง ๆ ตามที่ได้เล่าเรียนมา. ปฏิเวธธรรม คือ การรู้แจ้งแทงตลอดธรรมะนั้น ๆ ได้ผลเป็นมรรค ผล นิพพาน มา. นี้เรียกว่า มีหลักอยู่ ๓ หลัก ตามจำนวนธรรมะ ๓ ธรรมะ. ทั้งนี้ในการเผยแผ่นั้น เราจะต้องทำให้เข้ารูปกันกับธรรมะที่มีอยู่ ๓ ประเภท เหล่านี้คือ :- ๑. การสอน ให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ; นี้คือหลักของ ปริยัติธรรม ; ๒. การทำเป็นตัวอย่างให้ดู ปฏิบัติให้ดู เพื่อให้เกิดความเชื่อ ความ เลื่อมใส ความสนใจอย่างยิ่ง ; นี่คือหลักของปฏิบัติติธรรม ; ๓. มีความสุขให้ดู คือแสดงผลที่ได้ให้ดู, นี้จะทำให้เกิดความไว้วางใจ อย่างยิ่ง อยากทำตามจนทนอยู่ไม่ได้ ต้องทำตาม ; นี้คือหลักของปฏิเวธธรรม ;

น.329 ให้ท่านครูบาอาจารย์ทบทวนดูใหม่ว่า การสอนอย่างที่เราสอนใน ชั้นเรียนนั้น มันทำได้แต่เพียงให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ไม่ให้อะไร มากไปกว่านั้น. แต่ว่าการทำให้ดู ที่แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวไม่ต้องพูดนั้น มันทำ ให้เกิดความเชื่อด้วยจิต ด้วยใจทั้งหมด เกิดความเลื่อมใสในข้อความที่สอน ใน หลักการที่สอนนั้นอย่างยิ่ง เกิดความสนใจในสิ่งที่สอนนั้นอย่างยิ่ง. แต่ว่าเท่านี้ ยังไม่พอ เราจะต้องประพฤติดีจนมีผลอย่างดี แสดงผลของความดีที่เนื้อที่ตัวให้ดู ซึ่งอาตมาใช้คำว่า มีความสุขให้ดูนี้. อันนี้มันทำให้ไว้ใจ ซึ่งยิ่งกว่าเชื่อ คือ ไว้ใจถึงกับมอบชีวิตจิตใจ แก่คำสอน หรือแก่หลักการอันนั้น แล้วก็อยากจะทำ ตามตัวอย่างนั้น หรือคำสอนนั้นอย่างยิ่ง จนทนอยู่ไม่ได้ จนต้องทำตามเอง ; ไม่ต้องบังคับให้ทำตาม ไม่ต้องชักจูงให้ทำตาม ไม่ต้องยักคิ้วหลิ่วตาให้ทำตาม เขาทำตามเองอย่างทนอยู่ไม่ได้ และด้วยความสมัครใจ. ฉะนั้น ขอได้โปรดใช้ วิธีอบรมสั่งสอนศิษย์ด้วยหลักการของพุทธศาสนา ที่ว่ามีอยู่ ๓ อย่าง อย่างนี้ คือ จะสอนด้วยปาก ด้วยเสียง ด้วยรูปภาพ อะไรเหล่านี้ นี่เรียกว่าการสอนในส่วน พุทธิศึกษา ก็ทำไปอย่างเต็มที่ ; ทีนี้ ที่เนื้อที่ตัวของครูบาอาจารย์ ก็ต้องแสดง ตัวอย่างแห่งการปฏิบัติอย่างนั้น อยู่อย่างเต็มที่ ; แล้วที่ทำมากไปกว่านั้นอีกก็คือ เป็นผู้มีความสุข มีความแจ่มใส ชำนะตัวเองได้ คือชนะกิเลสได้ มีความสงบสุข ให้ดูอยู่ตลอดกาล เรียกว่ามีความสุขให้ดู. ขอได้โปรดจำหัวข้อเพียง ๓ ข้อนี้ไว้เท่านั้น ก็จะเป็นการเพียงพอที่จะ แก้ปัญหาที่อาตมาได้รับมากมาย ที่ว่า มีวิธีการสอนจริยธรรมสำเร็จได้อย่างไร โดยเฉพาะแก่เด็ก. นี้อาตมากำลังตอบอยู่เดี๋ยวนี้ว่า มีวิธีถ่ายความรู้ ถ่ายธรรมะ หรือถ่ายจริยธรรมนี้ ด้วยอุบาย ๓ อย่างด้วยกัน คือ การสอนให้เข้าใจ, การทำ ให้ดู ให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส ; และการ มีความสุขให้ดู ทำให้เกิด ความไว้วางใจ อยากทำตามจนทนอยู่ไม่ได้ ใครห้ามก็ไม่ฟัง ; จนถึงกะว่า

น.330 สมมติว่าเด็ก ๆ คนนั้นเขาอยากจะปฏิบัติตามขึ้นมาแล้ว, แม้บิดามารดาทางบ้าน จะห้ามไม่ให้ทำ ก็ห้ามไม่ไหว. นี้คือผล หรือ อำนาจของการเผยแผ่อบรม สั่งสอนที่ถูกวิธี. เพราะฉะนั้นขอให้เราเปรียบเทียบเอาเองว่า การสอนด้วยปาก กับการทำตัวอย่างให้ดูนี้ มันจะมีน้ำหนักกว่ากันกี่มากน้อย ; แล้วไปเทียบกับการ มีความสุขให้ดูอีกทีว่า มันจะมีน้ำหนักมากขึ้นเป็นอีกเท่าไร. ถ้าเทียบกันแล้ว จะเข้าใจได้ดีว่า เราควรจะใช้วิธีไหน. อาตมาอยากจะกล่าวว่า ถ้าสมมติว่าการสอนด้วยปาก มีราคา สองไพ ละก็ การทำตัวอย่างให้ดู มีราคาเท่ากับ ตำลึงทอง ทีเดียว ; แล้วที่มีความสุข ให้ดูนั้น จะมีราคาเท่ากับ ทองชั่งหนึ่ง เลย หรือร้อยชั่งพันชั่งของทองคำไปเลย. ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งเถอะว่า ถ้าเทียบว่าการสอนด้วยปากมีราคาสองไพแล้ว การสอนด้วยการปฏิบัติให้ดู จะมีค่าเท่ากับตำลึงทอง ; และถ้าสอนด้วยการมี ความสุขให้ดูด้วยแล้ว จะมีค่าตั้งชั่งทอง หรือร้อยชั่งทองคำไปเลย ! แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า เราจะเลิกการสอนด้วยปาก. มันเป็น สิ่งที่เลิกไม่ได้ และจะต้องทำอย่างดีที่สุด ; เพราะว่าเป็นอุปกรณ์ของข้อที่สอง ที่สามนั่นเอง : เราต้องเรียนให้รู้ถูกต้อง จึงจะปฏิบัติถูกต้อง ; เมื่อปฏิบัติ ถูกต้อง จึงจะเกิดความสุขขึ้นมาได้สมจริง ; มิฉะนั้นจะมีไม่ได้. ถ้าลองมองดู อีกเหลี่ยมหนึ่งจะเห็นว่า ความจำเป็นอย่างยิ่งมีอยู่ที่การสอนอย่างถูกต้องใน เบื้องต้นนั่นเอง. ถ้ามองกันอย่างนี้แล้ว การสอนก็จะมีค่าในทางความจำเป็น มากอีกเหมือนกัน ; แต่ในทางที่จะชักจูงใจนั้น มีน้อยกว่ามาก. เมื่อพูด ถึงความจำเป็นที่จะต้องกระทำในเบื้องต้นแล้ว ก็มีมากเป็นภูเขาเลากาเหมือนกัน ฉะนั้นเราจึง ต้องทำให้ดี ให้บริสุทธิ์ ให้เต็มที่ไปหมดตั้งแต่ต้นทีเดียว !

น.331 ในการสอนด้วยปาก ด้วยวิธีพุทธิศึกษาของเรานี้ เราจะต้องทำให้ เกิดความรู้ที่ถูกต้อง, ความคิดที่ถูกต้อง, ความเข้าใจที่ถูกต้อง, และจน กระทั่ง สามารถนำเอาไปศึกษาพิจารณาได้ด้วยตนเอง ให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง ยิ่งขึ้นไปอีก. นี่ขอให้จำกัดความว่า ต้องเกิดความรู้ที่ถูกต้อง ความคิดนึกที่ ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง จนสามารถเอาไปพิจารณาได้ด้วยตนเองอย่างถูกต้อง ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เดี๋ยวนี้เรามักจะ สอนอย่างชนิดที่เรียกว่าเครื่องจักร. อย่างจะสอน เรื่องธรรมะในขั้นต้น ๆ เช่นเรื่องหิริโอตตัปปะ, ขันติโสรัจจะ, อย่างนี้เราก็บอก ให้นักเรียนจดว่า หิริโอตตัปปะ แปลว่าอะไร มีกี่อย่าง ; ขันติโสรัจจะ แปลว่า อะไร มีกี่อย่าง ; สติสัมปชัญญะ คืออะไร มีกี่อย่าง ; บอกเสร็จแล้ว จด เสร็จแล้ว ก็พับสมุดเก็บ นี่ผลมีเพียงเท่านี้. แล้วเวลาสอบไล่นั้น ก็ไม่มีโอกาส ที่จะสอบให้รู้ได้แม้สักหนึ่งในพัน หรือหนึ่งในหมื่นของสิ่งที่ให้เรียนนั้น มันก็ไม่รู้ ว่าเขารู้หรือยังไม่รู้ ; หรือแม้แต่เพียงว่าจำได้หรือไม่นั้นก็ยังไม่รู้. ดังนั้นการ สอนอย่างนี้ย่อมไม่เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจที่ถูกต้องและเพียงพอ. อย่างจะสอนหิริ โอตตัปปะ อย่างนี้ต้องอธิบายจนเห็นว่า มันมีอยู่ ที่เนื้อที่ตัวของใครบ้าง และมันไม่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของใคร แล้วคนนั้นเป็นอย่างไร และครูจะต้องคอยติดตาม ชี้ตัวอย่างเด็กที่ไม่มีหิริ โอตตัปปะ กำลังทำตนเป็นภัย แก่หมู่คณะ แก่โรงเรียน แก่ประเทศชาติอย่างไร ; หรือแม้แต่ที่สุดจะเป็นเรื่อง ดูหนัง ดูละคร อ่านหนังสือ เราก็ควรจะต้องหาโอกาสชี้ว่า ในเหตุการณ์นั้น ๆ มีธรรมะข้อไหน อย่างไร ; ไม่มีธรรมะข้อไหน อย่างไร. โดยเฉพาะที่ตัว เด็กเอง จะต้องมีวิธีที่ชี้ให้เขาเห็น ขณะที่เขามีธรรมะ หรือไม่มีธรรมะ ด้วย อุบายที่แยบคาย ไม่ให้เขาโกรธ เขาเกลียดขึ้นมา ; แต่ให้เกิดความเชื่อ ความ

น.332 เคารพนับถือ พร้อมทั้งให้เห็นโทษของการที่ไม่มีหิริ โอตตัปปะ ; พร้อมกับที่ ให้เห็นคุณของการมีหิริ โอตตัปปะ. ไม่เท่าไร เด็กของเราจะต้องมีหิริ โอตตัปปะ ขึ้นมาตามส่วน. ถ้ามัวแต่บอกให้จัด บอกคำบอกให้จด จดแล้วก็บีดสมุดเลิกกัน อย่างนี้ สอนเท่าไร ๆ มันก็ไม่มีหิริ โอตตัปปะได้ ; แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังมีไม่ได้ อย่าว่าแต่เด็กเลย. อย่างในเรื่องสติ สัมปชัญญะ นี้ ก็ต้องสอนจนถึงขนาดที่เรียกว่า รู้จักสิ่งนั้นดี จนเอามาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเด็ก ในเวลาเรียน ในเวลาเล่น ในเวลาที่อยู่บ้าน ว่าสติ สัมปชัญญะถูกใช้ไปอย่างไร ไม่ถูกใช้ไป อย่างไร. สมุดบันทึกประจำตัวเด็ก น่าจะมีช่องที่ครูใช้บันทึกสิ่งเหล่านี้ลงไป. เราควรจะมีหลักที่แน่นอนว่า เด็กชั้นไหน เราจะสอนธรรมะข้อไหนกี่ข้อ สอนทั้งหมดย่อมไม่ไหว; จึงกำหนดไว้ว่า เด็กในชั้นนี้ จะอบรมธรรมะ ๑๐ ข้อ เช่น หิริ โอตตัปปะ, กตัญญู กตเวที, สติ สัมปชัญญะ, สัจจะ ทมะ, ขันติ จาคะ, รวมกัน ๑๐ ข้อดังนี้ ก็จะต้องมีแผนการที่แน่นอน ในข้อที่ว่าจะคอยชี้อย่างไร คอยทักอย่างไร คอยท้วงอย่างไร คอยแสดงโทษอย่างไร คอยแสดงอานิสงส์อย่างไร เป็นต้น ; ตลอดถึงให้เด็กเองยกตัวอย่างมาวิพากษ์วิจารณ์กันบ่อยๆ ในกรณีของ ผู้ที่ไม่มีหิริ โอตตัปปะ กับผู้มีหิริ โอตตัปป; ซึ่งเป็นตัวอย่างที่จริง ที่เกิดขึ้น ในวงสังคมของเด็กนั้นเอง. อย่างนี้แล้วจะเป็นการได้ผลเร็วที่สุดและได้ผลที่ แท้จริง แม้จะต้องเสียเวลามากมันก็ได้ผล ; ส่วนการทำวิธีอื่นนั้นแม้เสียเวลา มากเท่าไร มันก็ไม่เคยได้ผลเลย. ฉะนั้น การกระทำที่เรียกว่า ทำจริงหรือทำถูก วิธีนี้ แม้แต่ทำนิดหนึ่ง มันก็ยังให้ผลมาก ; แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธีแล้ว แม้ทำเท่าภูเขา เลากา มันก็ไม่ได้ผลเลย.

น.333 เรื่อง ความรู้ที่ถูกต้อง และ การสอนด้วยของจริง นี้ อาตมาอยาก จะยกตัวอย่างที่น่าตกใจสักเรื่องหนึ่ง และเกี่ยวข้องอยู่กับธรรมะอย่างมาก เช่น การสอนเรื่องธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่สอนกันอยู่ตาม โรงเรียน แม้โรงเรียนนักธรรม ก็ชี้ธาตุดินไปที่ดิน, ชี้ธาตุน้ำไปที่น้ำ, ชี้ธาตุไฟ ไปที่ไฟ, ชี้ธาตุลมไปที่ลม มันน่าหัวเราะอย่างยิ่ง คือมันไม่ถูกสิ่งที่เป็นตัวจริง, ผิดตัวจริง ผิดของจริง และเป็นการสอนที่ไม่ถูกต้อง เป็นความรู้ที่ไม่ถูกเลย. ความรู้ที่ถูกต้องและเป็นของจริงนั้น เช่นจะต้องหยิบดินขึ้นมาสักก้อน หนึ่ง แล้วสอนให้เห็นว่า ในดินก้อนนี้ ส่วนที่มีคุณสมบัติแข็ง กินเนื้อที่นั้น คือ ธาตุดิน ; ส่วนคุณสมบัติที่อาจเปลี่ยนรูปไปตามภาชนะ และมีการเกาะตัวกันอยู่ อย่างละเอียด มีลักษณะเป็น cohesion นั้น ในดินก้อนนั้นก็มี นั่นแหละ คือ ธาตุน้ำ ซึ่งในดินก้อนนั้นก็มี. ฉะนั้น คุณสมบัติของก้อนดิน ส่วนที่เป็นธาตุน้ำ นั้นมันก็มี, แล้วที่นี้อุณหภูมิของดินก้อนนั้นก็มี เพราะว่าดินก้อนหนึ่ง ย่อมมี อุณหภูมิอยู่ตามมากตามน้อย ตามสิ่งแวดล้อมของดินก้อนนั้น, ฉะนั้น ธาตุไฟ ก็มีอยู่ในดินก้อนนั้น. ส่วนธาตุลม คือคุณสมบัติของการขยายตัวระเหยออกไปนี้ ซึ่งเป็นอาการของ gas ก็มีอยู่ในดินก้อนนั้น อย่างเดียวกับที่เราเรียกว่าลมในท้อง ลมในไส้ ลมหายใจ; นี่ก็คืออาการที่ gas ลอย เคลื่อนที่ และขยายตัว ; คุณสมบัติอย่างนี้เราเรียกว่า ธาตุลม. ฉะนั้นในดินก้อนหนึ่งที่หยิบมาให้ดูนี้ เราจะต้องชี้ให้เห็นว่าส่วนไหนเป็นธาตุดิน ส่วนไหนเป็นธาตุน้ำ ส่วนไหนเป็น ธาตุไฟ ส่วนไหนเป็นธาตุลม. ถ้าครูอาจารย์ขืนสอนไป โดยชี้ธาตุดินไปที่ดิน ชี้ธาตุน้ำไปที่น้ำ เหมือนที่สอนกันอยู่ที่ศาลาวัดแล้ว โรงเรียนก็รับมาสอนกันอย่างนี้แล้ว เป็นการ ทำลายสถาบันของศาสนาเป็นอย่างยิ่ง คือทำให้คนสมัยนี้เห็นไปว่า พระพุทธ-

น.334 ศาสนานี้สอนอย่างโง่เขลาที่สุด ที่ชี้ธาตุดินไปที่ดิน ธาตุน้ำไปที่น้ำ ธาตุไฟที่ไฟ ธาตุลมที่ลมซึ่งพัดอยู่. โดยที่แท้แล้ว ธาตุดินนั้นต้องหมายถึงคุณสมบัติแห่งการ กินเนื้อที่ คือของแข็งที่กินเนื้อที่ ; ธาตุน้ำนั้น คือคุณสมบัติแห่งการเกาะตัวกัน เป็นของเหลว ของอ่อน และเพราะการเกาะตัวกันจึงเปลี่ยนรูปไปตามภาชนะได้. อาตมาไม่ทราบจะใช้คำว่าอะไร จึงใช้คำว่า cohesion อย่างที่ครูบาอาจารย์ก็ย่อมจะ เข้าใจได้ดี : ธาตุใดมีคุณสมบัติเป็น cohesion อย่างนี้ก็เรียกว่าธาตุน้ำ. ฉะนั้น ในขณะใดวัตถุอันหนึ่งมันมีคุณสมบัติอันนี้ ในขณะนั้นเราต้องเรียกมันว่าธาตุน้ำ ; เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า สสารชนิดหนึ่งนั้น เมื่ออุณหภูมิต่างกันมากแล้ว ย่อมปรากฏ ตัวเป็นของเหลวบ้าง ของแข็งบ้าง หรือว่ายิ่งกว่าของเหลว ก็คือระเหยไป เลยบ้าง ; เราจะชี้ระบุที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นธาตุนั้นธาตุนี้โดยส่วนเดียว เหมือน พวกสอนธรรมะตามศาลาวัด สอนแยกธาตุ ๔ อย่างนั้นไม่ถูก ; เขาสอนไม่ถูก ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้น เราจะมาสอนกันในโรงเรียนให้ผิดต่อไปอีก มันก็ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยนี้ ดูถูกดูหมิ่นคำสอนในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ว่าสอนอย่างโง่เง่างมงาย คล้ายคนสมัยหินไปทีเดียว. ฉะนั้นเราจะต้องรู้จัก ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อย่างในพุทธศาสนาให้ถูกต้องอย่างนี้. นี่อาตมายกตัวอย่างที่มันคาบเกี่ยวกัน ระหว่างในวงการศาสนากับใน วงการที่โรงเรียนจะต้องเอามาสอนให้เข้าใจ; เพราะทำอย่างไรเสียก็จะต้องสอน ธรรมะในรูปนี้เป็นแน่นอน จึงว่าต้องสอนด้วยความรู้ที่ถูกต้อง ด้วยของจริง และ เป็นความจริง. อย่างว่าดินก้อนหนึ่งนี้ เราสามารถจะสอนให้เห็นธาตุทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นต้น. หรือว่าจะตักน้ำมาจากแม่น้ำสักขันหนึ่ง, ในน้ำข้นนี้ เราจะชี้ ให้เห็นธาตุดินที่มีอยู่ในน้ำนั้น ก็คือส่วนสสารที่ละลายอยู่ในน้ำนั้น ; แล้วธาตุไฟ ก็คือ อุณหภูมิของน้ำในขันนั้น ; ธาตุลมก็คือ gas บาง ๆ ที่ระเหยอยู่ด้วยอำนาจ

น.335 งความร้อน หรืออะไรอย่างนี้ ; คุณสมบัติที่ระเหยขยายตัวใหญ่ออกเรื่อย เราเรียกว่าธาตุลม ; ส่วนความที่มันเหลว เป็นคุณสมบัติเหลว คือเป็น cohesion นั้นก็คือ ธาตุน้ำ. ฉะนั้นในน้ำข้นหนึ่งก็สามารถที่จะชี้ธาตุทั้ง ๔ ได้ อย่างนี้ เป็นต้น. นี่เพื่อให้เห็นชัดและถูกต้องตามความจริง ฉะนั้น เราจะสอนอะไร ก็จะต้องสอนให้ถูกต้องตามความจริง ในลักษณะอย่างนี้เสมอไป จึงจะเรียกว่า ไม่ช่วยกันทำลายพุทธศาสนา หรือทำลายสถาบันของการสอนธรรมะ ให้เป็นที่ ดูถูกดูหมิ่นของการศึกษาสมัยใหม่ ที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปทุกที อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ เกี่ยวกับการที่จะสอนเขานั้น พระพุทธเจ้าท่านมีหลักว่า จะสอน อะไรแก่เขา ตัวเองต้องทำอย่างนั้นได้ก่อน. มีพระบาลีว่า "อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูป นิเวศเย” แปลว่า ตั้งตัวเองให้อยู่ในรูปที่สมควรกันเสียก่อน, ‘อตฺถญฺญมนุสาเสยย์ นกิลิสฺเสยุย ปณฺฑิโต" เสร็จแล้วจึงสอนคนอื่น จึงจะ ไม่เป็นบัณฑิตสกปรก ; แปลตามตัวหนังสือว่าอย่างนี้ ; "กิลิสเสยฺย ปณฺฑิโต" นี้แปลว่า บัณฑิตที่สกปรก ; หมายความว่า ครูหรือผู้สอนอะไรก็ตาม จะเกิด เป็นบัณฑิตสกปรกขึ้นได้ โดยการที่ไม่ทำตัวเองให้อยู่ในคุณสมบัติที่สมควรกัน เสียก่อน แล้วจึงสั่งสอนคนอื่น. ข้อนี้มีคำถามมากเหมือนกันว่า ครูบาอาจารย์ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีของยุวชนในประเทศเช่นนี้ เลยสอนจริยธรรมเท่าไรมันก็ไม่ สำเร็จ. นี้ก็จริง ; พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าอย่างนี้. ส่วนที่จะให้อาตมาตอบ ปัญหาว่า จะไปแก้ผู้หลักผู้ใหญ่ ครู อาจารย์เหล่านี้อย่างไรนั้น อาตมาถือว่า มันนอกหน้าที่ ไม่ควรจะพูดกันในที่อย่างนี้ มันจะเป็นเรื่องกระทบกระทั่ง. แต่ เราอาจพูดกันเป็นหลักการทั่วไปว่า ทุกคนมาพยายามในสิ่งที่ตนทำได้ โดยไม่เนื่อง ด้วยผู้อื่น, โดยการที่ทำตนให้อยู่ในคุณสมบัติที่ควรแก่การสอนผู้อื่น ไม่เป็นผู้สอน

น.336 ที่เศร้าหมองเสียก่อนด้วยกันทั้งนั้น บางทีพวกเราจะมองข้ามความสำคัญข้อนี้กัน เสียเป็นส่วนมากก็ได้. หรือว่าตามที่เป็นอยู่จริงนั้น ครูบาอาจารย์ส่วนมากมัก จะถือว่า เรามีหน้าที่เพียงแต่ทำการสอนตามชั่วโมง ตามเวลา คือมาเป็น เครื่องจักรพ่นคำพูดออกมาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติของใครของมัน ของอะไร ที่ไหน ; ถ้าอย่างนี้แล้วมันไม่แคล้วที่จะต้องล้มละลาย และอยู่ในลักษณะเป็นผู้ สอนที่เศร้าหมองด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น อุดมคติที่ว่า ครูบาอาจารย์เป็นผู้ ยกสถานะทางวิญญาณของโลกนี้ เป็นสิ่งที่ต้องใช้เสมอไปในทุกกรณี. นี่ก็ ข้อหนึ่งที่จะต้องสังวรไว้. อยากจะแนะต่อไปว่า เราจะต้องมีอุบาย หรือมีวิธีที่จะทำให้เด็ก ๆ ยุวชนของเรานี้ คิดเอาเองให้มาก คือให้รู้จักคิดก่อน ; นี้หมายถึงคิดให้เป็น. ถ้าไม่คิดก็ไม่มีทางจะรู้ ; แต่ถึงแม้จะคิด, ถ้าคิดไม่เป็น เพราะไม่ได้ฝึกอบรม เรื่องคิด มันก็คิดไม่ได้ ; และยิ่งกว่านั้นมันหมายความว่า จะต้องให้คิดเอง อย่าบอกเป็นเครื่องจักรกันไปตะพึด : เราต้องมีปัญหาที่เหมาะ ที่ทำให้เขาคิด ; เราอย่าได้เข้าใจ เหมือนที่เดี๋ยวนี้กำลังเข้าใจกันอยู่มากว่า ธรรมนี้สูงเกินไป, เอามาสอนกันทำไม, เอามาพูดกันทำไม ; นี่แหละคือข้อคิดเห็นที่อาตมาได้รับ มากที่สุด ในบัตรที่เสนอขึ้นมานี้. แม้แต่ เรื่องนิพพาน ก็ถูกมองข้ามไปหมดว่า เอามาสอนเด็กไม่ได้. ที่พอจะเชื่อว่าอาจจะสอนได้ ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสอนอย่างไร. ตอนนี้ก็เหมือนกับ ที่เคยกล่าวในคราวก่อนว่า ให้เด็ก ๆ รู้จักคิดในทางเปรียบเทียบ อย่างว่าจะให้ เขาหัวเราะอยู่ตลอดเวลา หรือจะต้องร้องไห้อยู่ตลอดเวลา อย่างนี้จะเอาไหม. หรือถ้าว่าง ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น หรือเป็นอิสระไม่ต้องเป็นอย่างนั้นจะดีไหม ?

น.337 ย่างนี้เป็นต้น. อย่าไปถือว่าเรื่องนิพพานเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอาเข้ามาสู่สมองของเด็ก; เพราะนั่นแหละคือต้นเงื่อนที่จะนำไปสู่ความเข้าใจจริยธรรมที่ดับทุกข์ได้จริง. หรือว่าเราจะให้เด็กคิด ปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม? นี่ลองดูบ้าง จะเป็นไร. เขาคงจะตอบน่าเอ็นดูมาก น่าสงสารมากทีเดียว. ถ้าคุณครูจะจัดการ ประกวดให้เด็กแข่งกันตอบปัญหา หรือให้ออกความเห็นว่า คนเรานี่เกิดมาทำไม ไอ้หนูตัวเล็กนั้น ๆ ก็จะออกความเห็นตามประสาของตัว แล้วครูก็จะมีโอกาส ชี้ทีเดียวว่า ความเห็นอย่างไหนดีกว่ากัน อย่างไหนฉลาดกว่ากัน ; ให้ประกวด กันมาตามลำดับ จนกระทั่งรู้ว่าโดยที่แท้นั้น เกิดมาทำไม. การทำอย่างนี้แม้จะกิน เวลาบ้าง แต่ว่ากลับเป็นการประหยัดเวลามากที่สุด ที่จะให้เข้าใจธรรมะในลำดับ สูงขึ้นไปโดยง่ายอย่างยิ่ง. หรือจะให้เขาคิดว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ; อย่างนี้ ก็ได้. ให้ออกความเห็นตั้งแต่ตัวน้อย ๆ จนโตขึ้นมา ก็ยังออกความเห็นเพื่อ ตอบปัญหาข้อนี้ ; กระทั่งเป็นชั้นมัธยม ชั้นเตรียม ชั้นอุดม หรือชั้นอะไร ๆ ก็ยังจะต้องตอบปัญหาข้อนี้. ถ้าคนเราขยันคิดนึกเพื่อตอบปัญหาข้อนี้ ว่าเกิดมาทำไม อะไรเป็นสิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้, แล้วมันจะเดินเข้าไปในทางของธรรมะ อย่างไม่รู้สึกตัว อย่างง่ายดายที่สุด. จงให้เด็ก ๆ หดตอบปัญหาว่า ความทุกข์ชนิดไหนบ้าง ที่แม้จะมีเงินมากก็แก้ไม่ได้ ; คือ ให้เขาค้นให้พบความทุกข์ที่เงินแก้ไม่ได้ ; เพราะเขากำลังคิดว่าเงินนั้นเป็นแก้วสารพัดนึก สารพัดอย่าง ใช้ทำอะไรได้หมดเลย แล้วยังไม่คิดที่จะหาสิ่งอื่นที่ดีกว่าเงิน อย่างนี้ก็แปลว่า ติดอยู่ที่เงิน ซึ่งเป็น เรื่องของวัตถุ แล้วนำไปสู่วัตถุนิยม. เราต้องให้เขาคิดว่า อะไรบ้าง ที่เงินช่วย

น.338 อะไรไม่ได้ ; ก็จะเป็นเหตุให้รู้ได้ว่า อะไรบ้างที่ดีกว่าเงิน อย่างนี้เป็นต้น. ครูบาอาจารย์จะต้องมองเห็นความจริงข้อนี้ก่อนศิษย์ ! ทั้งหมดนี้คือการเรียนธรรมะ หรือการสอนธรรมะ ที่ถูกวิธีของธรรมะ ซึ่งเป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่เปิดหนังสือแล้วบอกคำบอกให้จด อย่างที่ทำกันอยู่ ทั่ว ๆ ไป หรือบังคับให้ท่องนั่นท่องนี่ ท่องกันอย่างพระสวดมนต์. แม้ที่ พระสวดมนต์นี้ก็เป็นเรื่องท่อง ๆ เสียเป็นส่วนมาก เป็นเรื่องไม่เข้าใจธรรมะอีก เหมือนกัน. มันต้องเกี่ยวกับความคิดนึกพิจารณาไปตามแนวของธรรมะ แล้ว เกิดความรู้สึกไปตามแนวของธรรมะเท่านั้น ที่จะรู้ธรรมะได้เร็ว. ในธรรมะชั้นสูงขึ้นไปอีก ต้องมีอุบายที่จะให้เด็กของเรารู้จักสังเกต เช่นเดียวกับในหลักการของการสอนวิทยาศาสตร์ นี้ครูบาอาจารย์เข้าใจดีอย่างยิ่ง : รู้จักทำให้เด็กเรียน รู้จักทำให้เด็กสังเกตลึกซึ้งในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ; แต่ ทีชั่วโมงสอนจริยศึกษา ทำไมไม่ทำอย่างนี้บ้าง ; ทำไมจึงทำหวัด ๆ พอแล้ว ๆ ไป ทั้งที่ธรรมที่จะต้องสอนมันละเอียดยิ่งกว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์ หรือวัตถุของ วิทยาศาสตร์ ทางเคมี ทางพีสิกซ์ เหล่านี้เสียอีก เพราะมันดูด้วยตาไม่เห็นยิ่งไป กว่านั้นอีก ; ฉะนั้นจึงต้องสอนให้เขารู้จักสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นหรือรู้สึกขึ้น ในจิตใจ ของเขาว่ามีอะไรเกิดขึ้นอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในขั้นต้น ๆ ง่าย ๆ นี้. เช่นว่า เราจะเกิดรักขึ้นมาอย่างไร, จะเกิดเกลียดขึ้นมาอย่างไร, จะเกิดโมโห ขึ้นมาได้อย่างไร, จะเกิดกลัวขึ้นมาได้อย่างไร, จะเกิดเศร้าขึ้นมาได้อย่างไร ดังนี้เป็นต้น ; ซึ่งที่แท้มันก็เป็นเพียง mechanism ทางจิตเท่านั้นเอง. ขอให้รู้จัก สังเกต และตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ ไม่เท่าไรเด็ก ๆ ของเราจะฉลาดในธรรม โดยไม่ ต้องออกชื่อธรรมที่เป็นบาลียุ่งยาก.

น.339 อาตมาเห็นด้วย ที่ครูบาอาจารย์หลายคน เสนอขึ้นมาถึงอุปสรรคที่ เกิดมาจากภาษาบาลี. จริงอยู่ อุปสรรคของภาษาบาลีมีอยู่มาก เราควรจะ ทำเป็นคำไทย แต่พร้อมกันนั้น เราก็ให้จำไว้เป็นภาษาบาลีไปพลาง ไม่เท่าไรมัน ก็จะเป็นคำไทยไปเอง. เรื่องคำไทยคำบาลีนี้ อาตมาได้คำนวณให้ฟังตั้งแต่คราวที่แล้วว่า ใน ภาษาไทยสมัยใหม่ของเรานั้น เต็มไปด้วยภาษาบาลีตั้ง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ไปเปิดดูเถิด หน้ากระดาษไหนก็ได้ ; หนังสือรุ่นแรก ๆ ที่ว่าเป็นภาษาไทยมากๆ เช่นหนังสือ สามก๊ก หนังสือราชาธิราช อย่างนี้ก็มีคำที่เป็นภาษาบาลีอยู่ตั้งหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เหมือนกัน ในหน้าหนึ่ง ๆ มีตั้ง ๒๐ - ๓๐ คำ แต่ไม่ไปสังเกตมันอย่างละเอียด ไม่ไปขีดทีละคำ ก็ไม่รู้และเข้าใจว่าเป็นภาษาไทยไปหมด. รกรากของภาษาไทย มีภาษาบาลีสันสกฤตเจืออยู่มาก เพราะว่าชาวอินเดีย เขาเข้ามาที่ดินแดนนี้ตั้งพัน กว่าปีหรือตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว ดังนั้นเราไม่ควรรังเกียจภาษาบาลี แต่เรา พยายามใช้ให้เป็นภาษาไทยมากขึ้น อย่ากันออกไป มิฉะนั้นจะเพิ่มความลำบากขึ้น สอนภาษาไทยให้รู้ภาษาบาลีพร้อมกันไปเสียในตัว เช่นคำว่า พระพุทธก็เป็นบาลี พระธรรมก็เป็นบาลี พระสงฆ์ก็เป็นบาลี จริยธรรมก็เป็นบาลี พุทธิศึกษาก็เป็น บาลี จริยศึกษาก็เป็นบาลี พลศึกษา หัตถศึกษาก็เป็นบาลี ; เห็นได้ชัดอยู่ว่า ล้วนแต่เป็นรูปที่ถอดมาจากสันสกฤตหรือบาลีไปหมด ; แต่เพราะใช้กันจนชิน มันจึงเป็นอย่างนั้น ; ไม่เท่าไรคำว่า นิพพาน วัฏฏสงสาร ฯลฯ จะมาเป็น ภาษาไทยไปหมดเหมือนกัน. ภาษาอังกฤษนั้น คำว่า "กรรม" ก็เป็นภาษาอังกฤษไปแล้ว : เขาใช้ คำคุณศัพท์ว่า karmic, ใช้คำกริยาวิเศษณ์ว่า karmically ; นี่เป็นภาษาอังกฤษจ๋า ไปเลย; แต่คำนี้ก็คือคำว่า" "กรรม" ในภาษาสันสกฤต และ "กัมม" ในภาษา

น.340 บาลี อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้น โปรดตั้งใจให้ตรง ไม่ลำเอียงเกี่ยวกับภาษาบาลี และภาษาไทยนี้ให้ถูกเต็มที่สักหน่อย มันจะเป็นไปเพื่อผลอันดี. ที่ครูบาอาจารย์ ตั้งข้อสังเกตมานั้น ดูเหมือนว่าตั้งข้อรังเกียจในภาษาบาลีมากไปหน่อย. ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เรียกว่าการสอนด้วยหลักวิชา ชนิดที่ทำให้เกิด ความรู้ ความคิด ; ทีนี้ข้อที่สองต่อไปคือ การทำให้ดู อบรมสั่งสอนโดย ทำให้ดู ให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส ความสนใจอย่างยิ่ง. เกี่ยวกับการสอนด้วยการทำให้ดูนี้ อาตมาจะยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน อย่างว่า แม่ไก่มันสอนลูกของมันให้เขี่ยดินเป็น ให้วิ่งเป็น ให้บินเป็นนั้น มัน ก็เขี่ยให้ดู วิ่งให้ดู บินให้ดู มันไม่เคยพูดกันเลย. ส่วนลูกไก่ที่พักด้วยเครื่องพัก ในห้องพักนี้ มันเขี่ยไม่เป็น เลี้ยงจนโตแล้วก็ยังเขี่ยไม่เป็น งุ่มง่ามจนเขาต้อง เลี้ยงอยู่เรื่อย จนกระทั่งบางตัวไม่เคยเขี่ยเลยตลอดชีวิต เพราะไม่เคยเห็นตัวอย่าง ในการเขี่ย. แต่ลูกไก่ป่าแล้วเขี่ยเป็นในวัน ๑ หรือ ๒ วัน เพราะแม่มันเขี่ย ให้ดู โดยไม่ได้พูดกันเลย ; นี่จะเห็นได้ว่า ตัวอย่างที่ทำให้ดูนั้นมันมีค่ามากมาย มีน้ำหนักมากมาย ; แม้พวกเราก็มักจะพูดกันว่า "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น" ; นี่คือมัวแต่พูดด้วยปาก มันก็ต้องพูดกันสิบเท่า จึงจะเท่ากับเห็นตัวอย่างด้วยตา ทีหนึ่งหรือเท่าหนึ่ง. ผู้ใหญ่สมัยนี้ถูกเอ่ยถึงมากที่สุด ! ที่จริงเราไม่ใช่จะพูดกระทบกระทั่ง ผู้ใหญ่ จะไปที่ไหน ๆ ก็มักจะได้ยินคำที่ว่า ผู้ใหญ่ไม่ทำตัวอย่างให้ดี. ในการสัมมนา ก็พูดถึงกันแต่อย่างนั้น ; ในปัญหาบัตรที่ยื่นเข้ามานี่ก็มีอย่างนี้มาก ถึงข้อที่ว่า ผู้ใหญ่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี ; แปลว่า ผู้ใหญ่ถูกเอ่ยถึงมากในทางที่เป็นตัวอย่างไม่ดี. นี่จะจริงหรือไม่จริง อาตมาไม่ใคร่จะได้ทราบนัก เพราะไม่ค่อยได้เข้ามาอยู่ในบ้าน ในเมืองกะเขา จนสมัครที่จะเรียกตัวเองว่า "พระเถื่อน" อย่างนี้; ได้โปรดเข้าใจ

น.341 ทนอยู่ไม่ได้. ข้อนี้ต้องขอยกตัวอย่างความสำเร็จที่ประสบมาแล้ว ในวงการ เผยแผ่พระพุทธศาสนา. เช่น พระอัสซิ เป็นพระสาวกองค์หนึ่ง ในชุดแรกที่สุดที่เกิดขึ้นใน พระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงส่งออกไปประกาศพระศาสนา. พระอัสซิท่าน มีอินทรีย์ผ่องใส มีอิริยาบถงดงาม แสดงแววตาของความสุข. ที่นี้ก็มี อุปติสสะ โกลิตะ ศิษย์เอกฝ่ายปริพาชก, ซึ่งต่อมาเป็นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะนั้น. เขาไม่ได้รับความพอใจในลัทธิศาสนาที่เขากำลังศึกษาอยู่ ; เผอิญเขาเดินอยู่ที่ ถนน สวนทางกับพระอัสซิเท่านั้น ไม่ได้พูดจาอะไรกันเลย เพียงแต่เห็นอินทรีย์ ผ่องใสของพระอัสชิก็สนใจอย่างยิ่ง และเชื่อแน่ว่า นี่คือบุคคลที่มีธรรมะ หรือ เข้าถึงธรรมะ ฉะนั้นจึงได้ติดตามไป. ครั้นเสร็จการบิณฑบาตแล้ว จึงได้ถาม จึงได้รู้เรื่องหลักธรรมที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่ว่า "สิ่งทั้งปวงมาแต่เหตุ เป็นไปตามเหตุ ดับเพราะหมดเหตุ" ซึ่งรวมความแล้วคือว่า ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวตนนั่นเอง ; จึงได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แล้วมาบวชในพระ ศาสนานี้ ซึ่งต่อมาได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า คือพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ. นี้ขอให้ถือเป็นตัวอย่างว่า การมีความสุขให้ดูนั้น เผยแผ่ ศาสนาได้อย่างเฉียบขาดที่สุด. ในการสอนจริยธรรม แม้ในโรงเรียนก็เหมือนกัน ควรจะสอนด้วยการ แสดงผลดีให้ดู มีผลดีแสดงให้ดู อยู่ที่เนื้อที่ตัวของครู อยู่ที่หมู่คณะของเรา รวมทั้งให้เด็กรู้จักสังเกตที่มีอยู่แก่ประเทศชาติของเรา ในระบอบวัฒนธรรมขนบ ธรรมเนียมประเพณีของเรา. นี้จะเป็นการเผยแผ่ธรรมะ แผ่พระศาสนาที่ดี ที่สะดวกดายไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบากอะไรหมด ฉะนั้น ขอให้ประพฤติดี ตั้งตนอยู่ดี แสดงความสุขให้คนอื่นดูเท่านั้นเอง ซึ่งต่างคนต่างจะเป็นผู้เผยแผ่ธรรมะ แผ่พระ

น.342 ศาสนาอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าที่พระเทศน์อยู่บนธรรมาสน์ ซึ่งมีค่าสองไพเบี้ย ในเมื่อ มีความสุขให้ดู มีการปฏิบัติให้ดูนี้ มีค่าตำลึงทองหนึ่งบ้าง หรือชั่งทองบ้าง สิบชั่งทองบ้าง. ขอให้เราตั้งตนอยู่ด้วยธรรมะ มีลักษณะของธรรมะปรากฏอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย วาจา ใจ, มีแววตาที่แสดงความเป็นสุข ไม่มีทุกข์ ไม่ตกนรกทั้งเป็น ซ่อนอยู่ในภายใน มีลักษณะแห่งความเป็นผู้ไม่มัวเมาในตัวกู ของกู อยู่เสมอ ; นั่นแหละคือวิธีการเผยแผ่ที่ดี. เราต้องการครูบาอาจารย์ที่แจ่มใส มีความ ประพฤติดี มีความสุข ไม่มีปัญหาส่วนตัวครอบงำ ซึ่งไม่ส่อให้เด็กเห็นว่า แม้แต่ ครูก็เอาตัวเองไม่รอด แม้แต่ครูก็ยังเร่าร้อนอย่างนี้เป็นต้น. เกี่ยวกับข้อนี้ มีบาลีที่ท่านทั้งหลายทุกท่านจะต้องได้ยินได้ฟัง เพราะว่า เมื่อมีการสวดมนต์เย็นตามบ้าน ตามงานต่างๆ ที่เรียกกันว่า มงคลสูตร ก็มีอยู่ ข้อหนึ่งว่า "สมณานญฺจ ทฺสนํ ฯลฯ และต่อท้ายถึง เอตมุมงคลมุตฺตมํ" นี้ หมายความว่า ในบรรดาสิ่งที่เป็นมงคลอันสูงสุดนั้น มีข้อที่ว่า การได้เห็นสมณะ รวมอยู่ด้วย. การได้เห็นสมณะเป็นมงคลสูงสุดนั้น สมณะคืออะไร ? สมณะที่ แท้จริงคืออะไร ? พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสว่า เอาผ้าเหลืองมาคลุมแล้วเป็นสมณะ ; ท่านทรงปฏิเสธหมดว่า ไม่ได้เป็นสมณะเพราะโกนหัวให้โล้น, ไม่ได้เป็นสมณะ เพราะเอาผ้ากาสายะมาพันที่ตัว ฯลฯ อย่างนี้ ; แต่เป็นสมณะเพราะมีความสงบ ระงับตามความหมายของคำว่า สมณะ ; สม แปลว่า สงบ ; สมณะ แปลว่า ผู้สงบ. ผู้สงบ ก็คือ สงบจากความวุ่นวายของตัวกู ของกูอีกนั่นเอง ; ที่สงบ ก็เพราะไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นเป็นตัวกู ของกู ที่ให้เกิดวุ่นวายเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นมา.

น.343 ว่า จะให้พังอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งประเสริฐที่สุด. สุตโสมเป็นนักศึกษามากถึงอย่างนี้ จริง ๆ ไม่ได้ผัดเพียงเพื่อจะหนีเอาชีวิตรอด โดยอ้างเลศไปฟังความรู้ข้อนั้นตาม ที่ตกลงกันไว้. ยักษ์ไม่ค่อยจะเชื่อเครดิต แต่เพราะว่าเขาเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มาก่อน สุตโสมก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อน จึงเชื่อเครดิตกันและปล่อยให้ไป. สุตโสมได้ไปฟังความรู้ธรรมะประเสริฐสุด ที่ถือกันว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ ; เพราะชาดกทั้งหมดย่อมหมายถึงเรื่องที่เกิดก่อนพระพุทธเจ้าองค์นี้ ทั้งนั้น ; พอได้ฟังแล้วก็กลับมา. ยักษ์จึงได้ฉงนว่า นี่ทำไมมันจึงกลับมาและ ไม่กลัวตาย ชะรอยจะเป็นเพราะอานุภาพของสิ่งที่ได้ฟังมานั่นแหละทำให้สุดโสม ไม่กลัวตาย ยังกลับมาสู่ความตายอีก.การ ที่จริงก็หลุดมือไปแล้ว ควรจะเตลิดหนี ไปเลย ทำไมกลับมาอีก, ฉะนั้นสิ่งที่ได้ฟังนั้นคงจะช่วยให้สุดโสมกล้าหาญ หรือ ทำให้เป็นผู้รักษาความสัตย์ ไม่กลัวตาย ; ยักษ์นั้นก็เลยเกิดอยากจะฟังสิ่งที่สุดโสม ได้ฟังมาเหลือกำลัง ; สุตโสมก็กล่าวธรรมะนั้นให้ฟัง. ยักษ์นั้นไม่ใช่หมายความ ว่าจะเป็นพาล หรือว่าไม่อยู่ในเหตุผล ไม่มีความรู้สึกที่เป็นหลักเกณฑ์ของธรรมะ เสียทีเดียว เขาเคยเป็นนักศึกษา ทั้งเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อนเหมือนกัน พอได้ฟังธรรมะก็พอใจธรรมะ และเพื่อไม่ให้เสียธรรมเนียมว่า เมื่อได้ฟังธรรมะ จากใคร ควรจะบูชาคุณคนนั้นบ้าง ; ยักษ์ก็เลยให้สุตโสมเลือกเอาพรสักอย่างหนึ่ง ได้ตามใจชอบ ก่อนแต่ที่จะตายเพราะถูกยักษ์กิน สุดโสมได้ขอพรว่า "ขอให้ตัวเขาเองได้เห็นยักษ์นี้มีอายุยืนร้อยปี". นี่แหละลองคิดดูเถอะว่า ยักษ์นี้เข้าบ่วงของสุตโสมอย่างไร ; ยักษ์ก็ต้องเอออวย ยอมตกลง และบางทีจะยิ่งยินดีด้วยซ้ำ เพราะเขาปรารถนาความสุขสวัสดีแก่ตัว ให้มีอายุยืนตั้งร้อยปี. ที่นี้เรื่องมันก็มีว่า ที่ให้ยักษ์มีอายุยืนร้อยปีก็หมายความว่า สุดโสมต้องไม่ตาย เขาจึงจะได้เห็นยักษ์มีอายุยืนร้อยปีได้ : ยักษ์ก็กินไม่ลง

น.344 กินไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น. คำตอบที่ตอบออกไปว่า "ขอให้เราได้เห็นท่านมีอายุยืน ร้อยปี" นี้มันเหมือนกับอุบายที่ฉลาดขนาดหมากรุกกล ที่ดึงคนมาเข้าบ่วงของ ธรรมะ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ตัวอย่างเดียว ; เขามีจิตใจที่ว่างจากตัวกู ของกู ไม่ขลาด ไม่กลัว มีจิตใจแจ่มใส ; จึงอาจนึกอุบายต่าง ๆ เป็นปฏิภาณไหวพริบ เกิดขึ้น. นี่คือตัวอย่างการใช้อุบาย. เราจะต้องใช้อุบายชนิดที่ใครหลบหลีกไม่ได้ ในการที่จะพาลูกเด็ก ๆ ตาดำ ๆ ของเราไปเข้าบ่วงของธรรมะ ที่มีอยู่มากมายเหลือ ที่จะเอามากล่าวได้อย่างนี้เป็นต้น ตัวอย่างนี้อาจจะสูงเกินไปสำหรับเด็ก แต่ไม่ สูงเกินไปสำหรับผู้ใหญ่ ; สำหรับเด็กก็เอาไปย่อส่วนเอาตามสมควรก็แล้วกัน. รวมความว่า ในการเผยแผ่จริยธรรม นี้ เรามีอุบายที่จะเผยแผ่ด้วยวิธี ทั้งสาม ; และเราจะมีอุบายกลับใจคน, เราจะมีอุบายในการเอาคนเข้าบ่วงของ ธรรมะ อย่างแยบคายที่สุดเหมือนหมากรุกกล ; จึงจะได้ชื่อว่าเป็นครูบาอาจารย์ แท้จริง คือ เฉลียวฉลาดในการยกสถานะทางวิญญาณของคนในโลกได้จริง. ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ การธำรงไว้ซึ่งจริยธรรมให้คงมีอยู่ในโลก เป็นการสืบอายุจริยธรรม เหมือนปลูกต้นโพธิ์ไว้ประจำโลก แล้วก็รดน้ำพรวนดิน อยู่เรื่อยไป; ทีนี้ ถ้าต้องการพืชพันธุ์ขยายออกไปมากต้น ก็อาจทำได้ด้วยการ เผยแผ่อย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่า ใช้อุบาย ๓ วิธี คือ การสอน, การทำตัวอย่างให้ดู, มีความสุขให้ดู และ มีอุบาย การกลับใจเขา คือดึงเขาเข้ามาในบ่วงของธรรม. นี่เป็นแนวคร่าว ๆ ทั่วไปอย่างนี้ เท่าที่เวลาอำนวยให้กล่าวได้. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะสิ้นสุดลงแห่งเวลาเพียงเท่านี้.

น.346 ปาฐกถา เรื่อง อุดมคติของครูตามทัศนะทางฝ่ายพุทธศาสนา ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ® แสดง ณ หอประชุม วิทยาลัยครูสวนสุนันทา กรุงเทพฯ ในที่ประชุมครูโรงเรียนฝึกหัดครูทั่วประเทศ วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๙๘ ท่านผู้เรียกตัวเองว่าเป็นครู ทั้งหลาย, อาตมารู้สึกยินดี ที่ได้มาพบปะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า เป็นครู. อาตมา ได้รับคำขอร้องของผู้จัดการอบรม ให้มาบรรยายหลักพระพุทธศาสนา ตามที่ครู ทั้งหลายควรจะทราบ. นี้ก็นับว่าเป็นความยินดีอีกส่วนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสทำ ประโยชน์เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน, แต่ความยินดีส่วนใหญ่ ก็ยังคงเกิดมาแต่โอกาส ที่ได้พบผู้ที่เรียกตัวเองว่า ครู อยู่นั่นเอง. อาตมารู้สึกว่าออกจะเป็นการยาก ในการที่จะเลือกเรื่องมาบรรยายสำหรับครู. ในที่สุดได้ตกลงใจว่า จะเลือกเอาเรื่อง ที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในพระพุทธศาสนาหรือตามความมุ่งหมายทางพระพุทธศาสนา อันจะแสดงให้เห็นว่า ครูนั้น คือบุคคลประเภทใดในโลกนี้ มาบรรยายเป็น ส่วนใหญ่. เพราะว่า ถ้าพวกครูเราได้ทราบเรื่องนี้แล้ว จะเป็นกำลังใจอย่างยิ่ง ๑ ในสมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระอริยนันทมุนี. ๓๒๓

น.347 สำหรับปฏิบัติหน้าที่ของครู. ทั้งนี้โดยที่อาตมาเชื่อว่า ความรู้ทั่ว ๆ ไปนั้น มี กันอยู่ทุกคน แต่กำลังใจที่จะปฏิบัติตามความรู้ที่รู้อยู่แล้วนั้น ยังไม่แน่นักว่า จะมีกันเพียงพอหรือไม่ ในเมื่ออุดมคติของคำว่าครูอยู่ลึก จนยากที่จะเข้าใจได้. เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องพยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันเรื่อย ๆ ไปให้ เพียงพอ จนกว่าจะเกิดกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครู อย่างเพียงพอดุจกัน. อุดมคติของคำว่า "ครู" มีอยู่หลายอย่างหลายทางด้วยกัน. อาตมา จะขอบรรยาย เฉพาะส่วนที่มองดูกันแต่ตามหลักของพระพุทธศาสนาเท่านั้น, จึงในตอนแรกที่สุดนี้ อาตมาอยากจะกล่าวเจาะจงเรื่อง "อุดมคติของคำว่าครู ตามความหมายทางพุทธศาสนา" นั่นเอง. อุดมคติของคำว่าครู ตามความหมาย แนวอื่น ๆ ท่านทั้งหลายอาจจะทราบกันอยู่แล้ว และทราบดีกว่าอาตมาเสียอีก. อาตมาจึงขอถือโอกาสกล่าวเฉพาะที่เพ่งดู ตามแนวของพระพุทธศาสนาเท่านั้น. คำว่า ครู คนทั่วไปหรือโดยหลักภาษาไทยเรา มักจะถือเสียว่า เป็นผู้ สอนหนังสือหรือสอนวิชาความรู้ กระทั่งวิชาอาชีพ. แต่ถ้ามองกัน ตาม อุดมคติทางพระพุทธศาสนาแล้ว คำว่า "ครู" มิได้หมายความอย่างนั้น. อาตมาได้พยายามสอบสวนค้นคว้าความหมายของคำว่าครู โดยภาษาบาลี, และ สันสกฤต, ตลอดถึงปรากฤต ซึ่งเป็นพื้นฐานของภาษาทั้งสองนี้, โดย ประวัติของคำ ๆ นี้ โดยเฉพาะในสมัยพุทธกาล ว่ามีความหมายอย่างไร ? ในที่สุด ก็ได้ความหมายของคำว่าครู ๆ นี้ ผิดจากที่เราเข้าใจกันอยู่จริง ๆ ท่าน ที่คุ้นเคยกับการอ่านภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่เขาแปลจาก ภาษาสันสกฤต โดยเฉพาะคือวรรณคดีในฝ่ายศาสนาฝ่ายสันสกฤต ที่แปลมาจาก สันสกฤตแล้ว, ท่านจะพบคำว่าครู ๆ นี้เขาแปลว่า "มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ". หรือ "ผู้นำฝ่ายวิญญาณ", ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า “spiritual guide" ซึ่งแปลว่า

น.348 "ไกด์หรือผู้นำเที่ยวทางวิญญาณ". ถ้ามองดูกันถึงความหมายของคำ ๆ นี้ตามแนว ของพุทธศาสนา ก็จะได้ความตามนั้นจริง ๆ หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ผู้ยกสถานะ ทางวิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้น ซึ่งเราน่าจะใช้คำว่า "เครื่องจักรสำหรับยกสถานะ ทางวิญญาณของมนุษย์ชาติ หรือของโลกให้สูงขึ้น" นั่นเอง, จึงจะเป็นคำแปล ที่ถูกต้องที่สุดของคำว่า "ครู". เพราะฉะนั้น อาตมาจึงอยากจะสรุปความว่า คำว่าครู ๆ นี้ เมื่อกล่าวโดยหน้าที่แล้ว ก็คือ "ผู้นำในทางวิญญาณ" หรือ ‘ผู้ยกสถานะทางวิญญาณของโลกให้สูงขึ้น" และเมื่อกล่าวทางสิทธิแล้ว ครู ก็คือ "ปูชนียบุคคลของโลก" หรือให้ชัดกว่านั้นก็คือ "เจ้าหนี้ที่น่าเคารพ ที่สุดของโลก" นั่นเอง : โดยหน้าที่ เป็นผู้ยกวิญญาณของโลกให้สูงขึ้น ; โดยสิทธิ เป็นปูชนียบุคคลของโลก ! ดังนี้. ขอให้ท่านทั้งหลาย จงได้พิจารณาดูว่า คำว่า ครู มีความหมาย เหมือนที่เคยคิดเคยนึกกันทั่ว ๆไปหรือเปล่า ? ถ้าคำว่าครูเป็นแต่ผู้สอนหนังสือ หรือผู้สอนวิชาอาชีพแล้ว จะผิดจากอุดมคติของคำ ๆ นี้ ซึ่งมีอยู่ในสมัยพุทธกาล ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นที่เกิดของคำ ๆ นี้. อาตมาอยากจะชี้แจงเกี่ยวกับคำ ๆ นี้ สักเล็กน้อย, โดยอ้างตัวอย่างจากหนังสือที่ครูควรจะได้อ่านกันแล้วทุก ๆ คน โดยทั่ว ๆไป เช่นอย่างในหนังสือบทละครสันสกฤตชื่อ "ปรียทรรศิกา". ท่าน จะได้พบคำว่า อุปัชฌาย์ ๆ ในภาษาพื้นบ้าน คือปรากฤตนั้น เป็นเพียงคำใช้เรียก ผู้สอนวิชาชีพเท่านั้น เช่นอาจารย์ที่สอนดีดพิณ ก็เรียกว่า อุปัชฌาย์พิณ ดังนี้ เป็นต้น. แต่คำว่า อุปัชฌาย์ในสมัยนี้ โดยเฉพาะในเมืองไทยเรา ถือกันว่า หมายถึงพระเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์ในการบวชคนหรือเสกคนให้เป็นพระ ดังนี้ เป็นต้น.๑ นี่จะเห็นได้ว่า คำนั้นมีความหมายต่างกันมาก. คำว่าครู ๆ ใน ๑. ในแง่ทางวินัยที่เกี่ยวกับการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกัมมวาจา อุปัชฌาย์คือผู้ค้ำประกันต่อ สงฆ์ว่า จะคุ้มครองผู้เข้ามาบวชผู้นั้น ให้เรียบร้อยไปจนกว่าเขาจะปกครองตัวเองได้ จึงจะพ้นข้อผูกพัน, มิฉะนั้นสงฆ์จะไม่ให้อุปสมบท คือไม่ยอมรับผู้นั้นเข้าเป็นภิกษุ.

น.349 มัยโน้น เป็นคำที่มีเกียรติสูง เหนือไปกว่าคำว่าอุปัชฌาย์. ดังจะเห็นได้ว่า ถูกกำหนดให้เป็นผู้นำในทางวิญญาณ. ส่วนคำว่า อุปัชฌาย์ กลับเป็นคำใช้เรียก บุคคลที่สอนวิชาชีพ เช่นวิชาดนตรีเป็นต้น. เพราะฉะนั้น เราน่าจะยึดถืออุดม คติของคำว่าครู ชนิดที่ใช้กันอยู่ในอินเดีย ในยุคพุทธกาลนั้นให้มั่นคง จะเป็นการ ถูกต้อง และจะเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ ในการที่จะให้เกิดกำลังใจ แก่บุคคลที่เป็น ครูทุกคน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน. การยกสถานะในทางวิญญาณให้สูงขึ้นนี้ มีความหมายลึกซึ้งมาก ขอให้ ท่านสนใจในคำว่า ความสูงของวิญญาณ ความสูงของจิตใจของมนุษย์ในโลกนั้น มันหมายถึงอะไร ? ถ้าท่านเข้าใจสิ่งนั้นดี ก็จะรู้จักหน้าที่ของครูได้ดี ก็จะสามารถ ทำตนให้เป็นครูที่ถูกต้องตามอุดมคติของคำ ๆ นี้ด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องรู้จัก ความสูงของวิญญาณ เป็นข้อแรก; แต่อาตมาอยากจะขอทำความเข้าใจในคำว่า ครู ๆ นี้ ต่อไปอีกสักเล็กน้อย. ที่ว่า การยกสถานะทางวิญญาณเป็นหน้าที่, การเป็นปูชนียบุคคล เป็นสิทธิ นั้น ใช่เราจะเกี่ยงงอนเอาประโยชน์ตอบแทนในการเป็นปูชนียบุคคล ก็หามิได้ แต่ข้อเท็จจริงย่อมเป็นดังนั้น. ในการยกสถานะทางวิญญาณของมนุษย์ นี้หมายถึงว่า เราต้องรู้ว่า ตามปรกติถ้าไม่มีการยกแล้ว จิตหรือวิญญาณของ มนุษย์จะตกต่ำอยู่ในสภาพเช่นไร. เราอาจจะคิดเห็นได้เหมือนกันว่า การสอน เขาให้รู้หนังสือเพียงอ่านหนังสือได้นั้น ก็ถือว่าเป็นการยกสถานะทางวิญญาณได้ เหมือนกัน คือยกจากการไม่รู้หนังสือมาสู่การรู้หนังสือ, หรือว่า ให้เขาฉลาดใน การประกอบอาชีพ ก็ถือว่าเป็นการยกสถานะวิญญาณจากการไม่รู้จักประกอบอาชีพ มาให้รู้จักประกอบอาชีพ. แต่ว่าผลที่ได้เพียงเท่านี้นั้น ยังไม่เป็นความรอดตัว ของวิญญาณ หมายความว่า ยังไม่อาจจะเอาตัวรอดจากความทุกข์หรือกิเลสได้

น.350 เพราะว่า ผู้รู้หนังสือหรือผู้รู้ประกอบอาชีพนั้น ถ้าหากยังไม่เข้าถึงความสูง ของวิญญาณแล้ว ก็ไม่อาจจะเอาตัวรอดได้ อย่างที่กล่าวกันทั่ว ๆ ไปว่า “ความรู้ท่วมหัวก็ยังเอาตัวไม่รอด" ; หรือว่าประกอบอาชีพร่ำรวยแต่ความทุกข์ ก็ยังเต็มอกอยู่นั่นเอง. คนเช่นนี้ไม่ได้เปรียบคนที่ยากจนแม้แต่ประการใด. นี่ เป็นการแสดงถึงข้อที่วิญญาณยังไม่สูง. วิญญาณสูงจึงหมายถึง มีวิญญาณอยู่ เหนือน้ำท่วม. น้ำในที่นี้ก็ได้แก่ความทุกข์ ; หรือลึกซึ้งไปกว่านั้น ก็ได้แก่ กิเลส ; ถ้าลึกซึ้งไปกว่านั้นอีก ก็คือ ความที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร. คำหลังนี้จะฟังยากไปสักหน่อย แต่ความหมายก็อย่างเดียวกัน. เมื่อคำว่า น้ำ ในทางพุทธศาสนา หมายถึง กิเลส และหมายถึงผลของ กิเลส คือความทุกข์ และหมายถึงการเวียนว่ายอยู่ในน้ำคือความทุกข์ด้วยอำนาจ แห่งกิเลสเช่นนี้แล้ว, การยกวิญญาณ คือยกจิตใจของคนเรา ให้อยู่ในสภาพที่ ความทุกข์ท่วมไม่ได้ นี้เรียกว่า การยกสถานะของวิญญาณในที่นี้ หรือเรียกว่า เป็นการนำวิญญาณให้เดินถูกทางในที่นี้ ซึ่งตรงกับความหมายของคำว่าครู ตาม หลักภาษาบาลีหรือสันสกฤต ที่ใช้อยู่ในสมัยพุทธกาล. คำว่า ราชครู ก็หมายถึง ที่ปรึกษา หรือผู้ยกสถานะทางวิญญาณของพระเจ้าแผ่นดินให้ปลอดภัยอยู่เสมอ ไม่ผิดพลาดในทุก ๆ กรณีที่ปฏิบัติราชกิจ ดังนี้เป็นต้น. ส่วนที่ว่าครูโดยสิทธิเป็นปูชนียบุคคลนั้น หมายถึงผู้ที่ได้เป็นเจ้าหนี้ ของโลก เพราะการยกวิญญาณหรือการนำวิญญาณของสากลโลกให้ไปในทางที่ถูก ต้องนั่นเอง. เราจะเห็นชัดตอนนี้เองว่า ครู ๆ นั้นไม่ใช่ ลูกจ้าง และ อาชีพ ครูนั้นก็ไม่ใช่ เรือจ้าง. คำว่า ลูกจ้าง หมายถึง รับจ้างสอนหนังสือ หรือ รับจ้างสอนวิชาบางอย่างบางประการ, ซึ่งพอจะเรียกว่า ลูกจ้างได้. ที่ว่าเป็น เรือจ้างนั้น หมายถึงการอิงอาศัยอาชีพครู พอเป็นสะพานเปลี่ยนอาชีพ ไปสู่

น.351 อาชีพอื่นที่ตนเห็นว่าสูงกว่า. ลักษณะอย่างนี้ไม่ตรงกับอุดมคติของคำว่าครูและ ไม่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของโลกได้. แต่เมื่อใดได้มีการทำหน้าที่ ที่ ถูกต้องตามอุดมคติ คือยกวิญญาณของศิษย์ให้สูงขึ้นจากน้ำ กล่าวคือกิเลสและ ความทุกข์ได้แล้ว ก็กลายเป็นปูชนียบุคคลไป. ข้อเปรียบเทียบที่เด่นชัดที่สุด ในเรื่องนี้ก็คือ ถ้าหัวใจเป็นสิ่งเปิดดูได้, เราก็จะพบว่า ในหัวใจของลูกจ้างนั้น มีแต่ความอยากได้เงินเดือนมาก ๆ, ความอยากให้เวลาล่วงไปครบเดือนเร็ว ๆ และมีความคิดที่จะเอาเปรียบนายจ้างอยู่เสมอ. ส่วนในหัวใจของครูนั้น มีแต่ ปัญญากับเมตตานอนเคียงคู่กันอยู่. ปัญญาคือความรู้ความสามารถในการที่ จะยกวิญญาณของเด็กให้สูง ; และเมตตาก็คือความรักและความเสียสละเพื่อทำ หน้าที่ของตน โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือเอือมระอา. ความเป็นลูกจ้าง กับ ความเป็นปูชนียบุคคล จึงเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน อย่างไม่มีทางที่จะใกล้เคียงกัน ได้เลย. คำว่า ปูชนียบุคคล นั้น, อาตมาเชื่อว่า ท่านผู้เป็นครูทุกคนคงจะ ทราบความหมายอยู่แล้วว่า หมายถึงอะไร. แต่ถ้าจะสรุปกันสั้น ๆ ปูชนียบุคคล ก็แปลว่า ผู้ที่โลกต้องบูชา. . อาตมาใช้คำว่า ต้องบูชา ไม่ใช่ควรบูชา คือ ยิ่งไปกว่า ควรบูชา. หรือถ้าจะใช้คำในความหมายตามหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งใช้สำหรับพระอรหันต์แล้ว ความหมายยังเพ่งเล็งไปถึงว่า เป็นเจ้าหนี้ที่ต้อง เคารพนับถือ. ทำไมครูจึงเป็นปูชนียบุคคล และเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องเคารพ นับถือ ? ทั้งนี้ก็เพราะว่า ครูได้ทำหน้าที่ยกวิญญาณของโลกให้สูงจนอยู่เหนือทุกข์ นั่นเอง. เพื่อปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามอุดมคติของคำ ๆ นี้ ครูทุกคนจะต้องสอด ส่องขวนขวาย พยายามในการที่จะทำให้สถานะทางวิญญาณของคนในโลกให้สูงขึ้น โดยแน่นอน. เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมีวิธีใด ๆ ที่จะทำให้วิญญาณของคนในโลก สูงขึ้นได้แล้ว ก็ต้องพยายามโดยทุกวิธี. แม้จะเป็นการกระทำแก่เด็ก ๆ เราก็

น.352 จะต้องกระทำในลักษณะที่จะทำให้จิตหรือวิญญาณของเด็กสูงขึ้น คือรู้จักเอาชนะน้ำ กล่าวคือ กิเลส หรือความทุกข์โดยตรงนั่นเอง. เด็ก ๆ ก็ต้องสามารถเอาชนะน้ำ คือความทุกข์ หรือกิเลส ไปตาม ประสาเด็ก เพราะว่าเด็ก ๆ ก็มีกิเลส และเด็ก ๆ ก็มีโอกาสที่จะประพฤติหรือ ปฏิบัติ เพื่อละกิเลส ตามชั้นตามประสาของเด็ก ๆ ครูที่สนใจในส่วนจริยศึกษา มากกว่าพุทธิศึกษา คงจะเคยประสบกันมาแล้วกับปัญหาข้อนี้ คือในการที่จะแก้ไข ฐานะในทางจริยศึกษาให้สูงขึ้นนั่นเอง. หากว่าน้ำคือกิเลสยังท่วมทับเด็ก ๆ ของเรามากเกินไปอยู่เพียงใดแล้ว สถานะทางจริยศึกษาของเด็กนั้น จะสูงขึ้นไม่ได้. เพราะเหตุนี้ การสอนให้รู้หนังสืออย่างเดียวจึงไม่พอ คือไม่สามารถจะยกสถานะ ของวิญญาณของเด็กให้สูงขึ้นได้. เราจะต้องสนใจอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งต่างหากไปจาก การสอนหนังสือ ซึ่งได้แก่ การพยายามทุกอย่างทุกทาง ที่จะให้เด็กสามารถ เอาชนะกิเลสของตนตามมากตามน้อย ตามสัดตามส่วน ที่ควรจะกระทำได้. นี่แหละ คือ การยกสถานะทางวิญญาณของลูกศิษย์ให้สูงขึ้น จนทำให้ครูกลายเป็น ปูชนียบุคคลไป. เพราะเหตุใด จึงกล่าวดังนี้ ? เพราะเหตุว่า ความสูงของ สถานะทางวิญญาณนั้นมีค่าเกินกว่าเงินเดือนที่ครูได้รับ. ถ้าเพียงแต่ให้รู้หนังสือ เรายังไม่อาจจะยืนยันได้ว่า เด็กได้รับประโยชน์ ที่มีค่าสูงเกินกว่าเงินเดือนที่ครู ได้รับ. แต่ถ้าเราไปเพ่งเล็งเฉพาะความสูงในทางจิตใจของเด็ก แม้ความสูงใน ทางจิตใจในขั้นเด็ก ก็ยังมีค่าหรือราคาสูงกว่าเงินเดือนที่ครูคนหนึ่งได้รับจนตลอด ชีวิต ; เพราะเหตุฉะนี้ ครูจึงพ้นจากสถานะในการเป็นลูกจ้าง แต่กลายเป็น ปูชนียบุคคลของเด็กไป หรือกลายเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องเคารพนับถือไป. ทีนี้, ถ้าหากว่า ครูได้พยายามเช่นนั้นตลอดมา จนกระทั่งลูกศิษย์ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีนิสัยใจคอดี มีอัธยาศัยดี ตลอดจนถึงรู้จักบังคับตัวเองได้

น.353 ยู่เหนือกิเลสอย่างนี้แล้ว ก็แปลว่าครูผู้นั้น ได้ทำบุญคุณให้แก่ลูกศิษย์ของตน ๆ จนเหลือที่ลูกศิษย์นั้น ๆ จะตอบแทนไหว จึงได้กลายเป็นปูชนียบุคคลโดยสมบูรณ์ ซึ่งทำอย่างไร ๆ ก็ต้องเป็นปูชนียบุคคลอยู่เสมอไป ไม่มีทางที่ลูกศิษย์จะตอบแทน ให้สมกันได้ จึงพ้นจากความเป็นลูกจ้างด้วยเหตุนี้, และกลายเป็นเจ้าหนี้ที่ต้อง เคารพนับถือตลอดกาล ! การรับเงินเดือนของครู เป็นการรับเครื่องสักการ- บูชา เหมือนกับการรับดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น หาใช่เป็นค่าจ้างหรือ ค่ายังชีพไม่. นับว่าเป็นการพ้นจากสถานะของความเป็นลูกจ้าง โดยสิ้นเชิง ด้วยลักษณะอย่างนี้ ในครั้งพุทธกาลนั้น ท่านไม่ได้เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า เงินเดือนหรืออะไร ทำนองนั้น แต่ท่านเรียกว่า เครื่องสักการะครู, เครื่องบูชาครู, หรืออะไร ทำนองนี้ทั้งนั้น. ทั้งนี้ เพราะเหตุที่ว่า ครูเป็นปูชนียบุคคลจริง ๆ, เป็น เหมือนเครื่องจักรที่ทำงานยกสถานะทางวิญญาณของโลก อยู่ตลอดเวลาแล้ว, แล้วใครจะไปจ้างท่านได้ หรือใครจะไปอยู่ในฐานะเป็นนายจ้างของท่านได้, ขอให้ลองคิดดู. ข้อที่รับเงินเดือนนั้นจะเป็นการใช้หนี้ หรือเป็นการใช้ค่าจ้าง ไปไม่ได้เลย, แต่จะกลายเป็นเครื่องสักการบูชาเสมอไป. ทั้งนี้ เพราะเหตุที่ว่า บุคคลที่เรียกตัวเองว่าครูนั้น ได้ปฏิบัติถูกต้องตามหน้าที่ของตนแล้วจริง ๆ. เฉพาะในข้อนี้ อาตมาอยากจะให้ท่านพิจารณาถึงความเป็นอยู่ของ พระอรหันต์หรือพระภิกษุสงฆ์ทั่ว ๆ ไป เป็นเครื่องเปรียบเทียบ. พระอรหันต์ ท่านเป็นอยู่ด้วยบิณฑบาตข้าวปลาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม จีวร เสนาสนะ ที่อยู่ อาศัยของประชาชน เหมือน ๆ กับพระทุกวันนี้. แต่กลับมีระเบียบอย่างหนึ่ง ที่เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเครื่องสักการะ, และมีหลักว่า พระอรหันต์เป็นอยู่ อย่างเจ้าหนี้ บริโภคก็บริโภคอย่างเจ้าหนี้, นี่ก็เพราะเหตุที่ ประชาชน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต