Buddhadasa.org

พุทธิกจริยธรรม ครั้งที่ ๘ — จริยธรรมประเภทเครื่องมือ

พุทธิกจริยธรรม —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.278 มองกันแต่วัตถุ เราไม่อาจจะเข้าใจธรรมะ หรือจริยธรรมได้. ถ้าเรารู้จักมอง ในทางวิญญาณ ทางด้านลึกของจิตใจ เราอาจจะได้ความเข้าใจที่ถูกต้องกว่า ที่มีประโยชน์แก่เรื่องความดับทุกข์ของเราเร็วยิ่งกว่า. สมมุติว่าเราจะมองดู ไก่ตีกัน แมวกัดกัน สุนัขกัดกัน เราก็เฉย ๆ รู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไร ; และก็เห็นว่า มันผิดด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย มันจึงกัดกัน. แต่ที่คนกัดกัน ทำไมเราไม่เห็นอย่างนั้น บ้าง; นี่ก็เพราะเราไปมองในด้านวิญญาณ หรือในด้านลึกทางจิตใจ : พวก นักการเมืองในประเทศกัดกันระหว่างกลุ่ม, หรือประเทศระหว่างประเทศกัดกัน, หรือว่าค่ายระหว่างค่ายหลาย ๆ ประเทศรวมกันแล้วกัดกัน, นี่เราทำไมจึงไม่รู้สึก เฉย ๆ เหมือนกับไก่ตีกัน แมวกัดกัน หรือสุนัขกัดกัน อย่างนั้นบ้าง. นี่เพราะ เรามองในด้านวิญญาณสูงขึ้นไปนั่นเอง. แต่ก็น่าแปลกที่ว่าทำไมเราจึงไม่รู้สึก ว่ามันก็เหมือนกันในอีกแง่หนึ่ง แล้วก็เกลียดมันเท่า ๆ กันในข้อที่ว่า ต่างฝ่ายต่าง ก็ลุ่มหลงในวัตถุนิยมด้วยกันทั้งนั้น จึงได้กัดกัน. จะเป็นสุนัขกัดกัน หรือแมว กัดกัน หรือไก่ตีกัน มันก็เรื่องวัตถุนิยมเป็นมูลเหตุ ; ที่คนรบกัน ทำสงคราม ยืดเยื้อต่อกันนี้ ก็เรื่องวัตถุนิยมเป็นต้นเหตุ ; มันจึงแปลกอยู่ที่ว่า ทำไมจึงไม่ เกลียดวัตถุนิยมที่คนหลงใหล แล้วกลับไปนึกดูถูกดูหมิ่นไก่และสุนัขที่กัดกัน เช่นนี้ เป็นต้น. ฉะนั้น ขอให้เรารู้จักมองในด้านลึก คือด้านจิตหรือด้านวิญญาณลึก ยิ่งขึ้นไป จนเห็นความจำเป็นที่เราจะต้องมีเครื่องมือในการที่จะกำจัดภัยอันตราย ของวัตถุนิยม ซึ่งเป็นมูลเหตุของการกัดกัน. ขออภัยที่ต้องใช้คำง่าย ๆ ตรงๆ อย่างนี้ เพื่อประหยัดเวลา เพราะมันแสดงความหมายได้ดีกว่า. ถ้าเราพยายามมองให้ละเอียดด้วยสติปัญญาอย่างนี้แล้ว เราจะมองเห็น ชัดทีเดียวว่า ธรรมะหรือจริยธรรมนี้ เป็นเครื่องมืออย่างวิเศษที่จะควบคุมวัตถุ ที่จะเป็นพิษขึ้นมา คือลัทธิวัตถุนิยมนั่นเอง ; และโดยทั่ว ๆ ไปจะต้องเป็น อย่างนั้นเสมอ ; คือจริยธรรมนั้น ถ้าเป็นจริยธรรมแท้แล้ว ไม่ว่าของศาสนาไหน

น.279 จะต้องทำหน้าที่อย่างนี้ทั้งนั้น. แต่แล้วมันก็มีปัญหาอย่างที่ว่ามาแล้ว เพราะว่า ต่างคนต่างฝ่ายต่างหันหลังให้ศาสนาของตน ; หรือบางพวกถึงกับไม่มีสิ่งที่ เรียกว่าศาสนา เอาเสียเลย. พวกที่มีศาสนาก็เฉยเมย หรือหันหลังให้ศาสนา ของตน ; เล่นตลก หรือแก้ตัวได้ต่าง ๆ นานา ในปัญหาที่เกี่ยวกับศาสนา ฉะนั้นบาปกรรมจึงเกิดขึ้นเป็นส่วนรวม ทำให้โลกเราประสบวิกฤติการณ์ถาวร อยู่เรื่อย เพราะว่าเราไม่ใช้ศาสนา, ธรรมะ, หรือจริยธรรม เป็นเครื่องมือให้ถูก วิธีดังที่กล่าวแล้ว ; เพราะฉะนั้น จึงหวังว่า ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะได้ใช้ ความพยายามมองดูในแง่นี้ ให้เห็นความสำคัญที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม นั้น แล้วนำไปใช้ให้เต็มที่ ในความหมายของคำว่า "เครื่องมือ". อาตมาอยากจะแนะให้พิจารณาเป็นพิเศษลงไป ในข้อที่ว่า ธรรมะ หรือจริยธรรม บางอย่างบางประเภทนั้น เป็นเครื่องมือของจริยธรรม ประเภทอื่น ที่ยิ่งขึ้นไป หรือสูงขึ้นไป ; สรุปความก็คือว่า ธรรมะก็เป็นเครื่องมือให้แก่ธรรมะ ได้เหมือนกัน. เมื่อธรรมะทั้งหมดเป็นเครื่องมือได้โดยสมบูรณ์แล้ว ธรรมะก็ บำบัดความทุกข์ของโลกเราได้. ปัญหายากมันมีอยู่ที่ว่า การปฏิบัติธรรมในขั้นสูง ขั้นลึกนั้น มันยาก; แต่เราก็จะแก้ไขได้ด้วยใช้ธรรมะอีกประเภทหนึ่ง เป็น เครื่องมือแก้ไขความยากนั้น. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอน หรือ ทรงแนะธรรมะอีกประเภทหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ ; เช่นธรรมะหมวดที่ เรียกว่า อิทธิบาท เป็นต้น ก็เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือสำหรับปฏิบัติธรรมะที่ยาก ขึ้นไป เช่น โพชฌงค์ เป็นต้น ให้สำเร็จไปได้โดยง่าย. นี้ขอให้สนใจให้ดี ๆ โดยเราจะตั้งต้นดูไปจากสิ่งที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว คือการศึกษา ๔ ประเภท ซึ่งท่าน ครูบาอาจารย์ทั้งหลายช่ำชองดี และได้ยินอยู่แล้วว่า จริยศึกษา พุทธิศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา.

น.280 เมื่อมองดูความหมายของสิ่งทั้ง ๔ นี้ให้ประจักษ์ เราจะพบว่า : พุทธิศึกษา หมายถึง ความรู้ดี ; จริยศึกษา หมายถึง ความประพฤติดี ; พลศึกษา หมายถึง ความมีกำลังวังชาดี ; หัตถศึกษา หมายถึง ความมีปัจจัยเครื่องยังชีวิตดี ; ดูเถิดมันไม่ซ้ำกันเลย ; แต่ดูให้ดีอีกทีหนึ่งว่า แต่ละอย่าง ๆ นั้น มันจะไปได้ตามลำพังละหรือ : ถ้าดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า มันต้องอาศัยกันทั้งนั้น ; นั่นแหละคือความที่มันเป็นเครื่องมือให้แก่กันและกัน. แม้ว่าการศึกษาทั้ง ๔ อย่างนั้น แต่ละอย่าง ๆ เป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดความทุกข์ กำจัดสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนาอยู่ได้ในตัวมันเองก็ตาม, แต่พร้อมกันนั้น ต่างก็เป็นเครื่องมือแก่กัน และกัน ; เพราะฉะนั้นจึงขอร้องว่าอย่ามองข้ามส่วนนี้เสีย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ อย่างยิ่ง. ทำไมจึงว่าสำคัญ ? ก็เพราะว่า ถ้าท่านทั้งหลายไม่ใช้การศึกษาทั้ง ๔ นี้ ให้เป็นเครื่องมือแก่กันและกันแล้ว อาจจะล้มเหลวไปทั้งหมดก็ได้ หรือได้ผลแต่ น้อยที่สุด. บางยุคบางสมัยคนเรานึกถึงกันแต่เรื่องพุทธิศึกษา คือวิชาความรู้ ผลก็เกิดเสียหายมากมาย จนเห็นค่าของจริยศึกษาขึ้นมา. ทีนี้มาพบต่อไปว่า ถ้าสนใจแต่เรื่องความรู้และเรื่องจริยศึกษา ถ้า อนามัยทางกายหรือทางจิตไม่ดี ก็ไปไม่ไหวอีกเหมือนกัน ; ฉะนั้น จึงเกิดมี พลศึกษา หรือการศึกษาประเภทนี้ขึ้นมา. ต่อมาพบว่า ถ้าเขาไม่คล่องแคล่วในการใช้มือ ใช้เท้า ใช้อวัยวะ ไม่คล่องแคล่วในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ ก็ไปไม่ไหวอีกเหมือนกัน เพราะจะเอา กำลังกายมาจากไหน มันจะมีปัญหายุ่งยากไปหมด จึงอาศัยการฝึกฝนกำลังกาย

น.281 อวัยวะเครื่องที่จะใช้นี้ให้ดีขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ; เพื่อเป็นเครื่องฝึกให้เฉลียวฉลาด ด้วย เพื่อเป็นปัจจัยเครื่องยังชีพด้วย ; ฉะนั้นจึงมีขึ้นมาครบทั้งสี่. นี้เรียกว่า เป็นเครื่องมือแก่กันและกันอย่างที่จะขาดเสียไม่ได้ ; และเมื่อเป็นเครื่องมือให้ กันและกันแล้ว มันก็แน่นแฟ้นมั่นคงถึงที่สุดด้วยกัน เลยเอาไปใช้เป็นเครื่องมือ บำบัดทุกข์ได้ดี ได้จริง ได้ตลอดชีวิตของบุคคลคนนั้นไป. ขอให้สนใจธรรมะ ในฐานะที่มี ลักษณะ เป็นเครื่องมือ, มี หน้าที่ เป็นเครื่องมือ ; และใช้ให้ถูกต้องนี้ เป็นอย่างมาก. เราจะดูกันให้ละเอียดต่อไปว่า สิ่งที่เรียกว่าเป็นเครื่องมือโดยแท้จริง และถึงที่สุดอย่างนี้นั้น เอาไปใช้เพื่อทำอะไรกัน ? ในการที่ว่าเพื่อบำบัดทุกข์นั้น หมายถึงทำอะไร ; "และส่วนใหญ่ที่สุด ที่เป็นหลักพื้นฐานที่สุดนั้น หมายถึง ใช้เพื่อทำอะไร .. เพื่อความรู้รอบคอบของท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อาตมาอยากจะแนะ สิ่งที่เป็นศัตรูพื้นฐานที่สุดของมนุษย์เรา. ศัตรูนี้ เราเรียกว่า "ธรรมชาติ" ก็ได้ มันถูกอย่างมากมาย ; คือธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อำนวยสิ่งต่าง ๆ ตามความประสงค์ ของเรานั่นเอง. เราจะต้องต่อสู้มัน เอาชนะมันให้ได้ ; เช่นธรรมชาติแห่ง ความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ; ธรรมชาติแห่งความที่สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่เรา ต้องการ. เราจะต้องบังคับ หรือต่อสู้ หรือจัด หรือทำมัน ให้ได้เพียงพอแก่ ที่เราต้องการ ; และที่จำเป็นอย่างยิ่ง ก็คือไม่ให้มันเป็นทุกข์ขึ้นมาได้ ไม่ให้ทำ ความทุกข์ให้แก่เราได้. เราเอาเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เหลือนอกนั้นก็ตามใจ ธรรมชาติเถิด จะเป็นอย่างไรก็สุดแท้. ปัญหาส่วนที่ลึกลงไปอีกนั้นมันอยู่ที่ว่า ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้นมาแต่ เดิม เราจึงถือว่ามันเป็นเหมือนกับสิ่งที่เขาเรียกกันว่า บาปดั้งเดิม หรือ original

น.282 sin ของคริสเตียน ฝ่ายคริสเตียนเขาถือว่า อาดัม กับ อีฟ ได้ทำผิดตั้งแต่ วันแรก ๆ ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลก และความผิดของอาดัม กับ อีฟ ถือเป็น original sin ของมนุษย์ทั้งหมด ตกทอดมาถึงลูกหลานสมัยนี้ ที่จะต้องทนทุกข์ อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งจะต้องหันหน้าเข้าพึ่งพระเป็นเจ้าอยู่เรื่อย ๆเพราะบาป ดั้งเดิมนั้นยังไม่ขาดตอน ; ยังมีมาถึงยุคนี้. อย่างนี้มันเข้ารูปกันแล้วกับที่ท่าน ครูบาอาจารย์ ได้รบเร้าส่งปัญหามาถามมากมายหลายท่าน ว่าขอให้อธิบายด้วยการ เปรียบเทียบ; ขอให้ยกตัวอย่าง ขอให้อุปมา ; ที่นี้อาตมาจะลองอุปมา และ ขอให้คอยพึ่งให้ดีก็แล้วกัน. ในฝ่ายพุทธศาสนาเรานี้ก็มีสิ่งที่เรียกว่า original sin หรือบาปดั้งเดิมนี้ เหมือนกัน ; แต่ถ้ามองไม่เห็น ก็กลับจะหัวเราะเยาะว่า มันก็เป็นคริสเตียนไปซิ. ที่จริงมันก็ไม่ใช่คริสเตียนหรืออะไร มันเป็นเรื่องของธรรมชาติโดยแท้. ไม่ว่า มนุษย์คนไหน ล้วนแต่มีภาวะที่เรียกว่าบาปดั้งเดิมนี้ รบกวนกันอยู่ทั้งนั้น ; คือความโง่ ความหลง หรืออวิชชา ที่เป็นเหตุให้ทำอะไรผิดพลาด ขนาดเห็น กงจักรเป็นดอกบัวอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ; ฉะนั้น อาตมาอยากจะเล่านิทานอีกจะดีกว่า ไม่เสียเวลามากนัก เพราะว่ามันแสดงความหมายที่ลึกได้ด้วยตัวมันเอง. นิทานที่จะนำมาเล่าให้เข้าใจในเรื่อง original sin นี้ เล่าว่า เมื่อพระเจ้า สร้างโลกขึ้นมาใหม่ ๆ นั้น พระเจ้าเห็นว่า สร้างโลกขึ้นมาอยู่เปล่า ๆ ไม่มีอะไรนี้ ไม่ได้ประโยชน์อะไร จึงสร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วยความหวังว่า เพื่อทำโลกนี้ให้มี ประโยชน์. นี่โปรดช่วยกำหนดจดจำให้แม่นยำ ว่าสร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลกนี้ เพื่อให้โลก คือ The globe หรือ The earth นี้มีประโยชน์ อย่าเป็นดินเปล่า ๆ เป็นโลกเปล่า ๆ. ทีนี้ มนุษย์คนแรกถูกสร้างขึ้นมานี้ไม่รู้จักแม้แต่ตัวเอง เหมือน กะเด็ก ๆ คลอดออกมาจากท้องแม่ แกไม่รู้จักแม้แต่ตัวแกเองว่าเป็นอะไร ; นี่คือ

น.283 บาปดั้งเดิมมีอย่างนี้. เขาไม่รู้จักว่าตัวเองคืออะไร ; ถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมาหยก ๆ ใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้ เป็นคนแรกในโลก ก็งงถึงกับต้องถามพระเจ้าว่า นี่ฉันเป็นใคร. พระเจ้าบอกว่า แกเป็นคน. เขาก็ยังงงอยู่ว่าเป็นคนนี่น่ะ เป็นทำไม. พระเจ้าว่า เป็นเพื่อ ทำให้โลกนี้มีค่า มีประโยชน์ หรือ มีความงดงาม น่าอยู่ น่าดูขึ้น. เขาก็ถามว่า จะให้อยู่นานเท่าไร จะต้องทำอะไรมากน้อยเท่าไร. พระเจ้าบอกว่า ให้อยู่ ๓๐ ปี ทำประโยชน์ในโลกนี้ ๓๐ ปี ; แล้วก็ปล่อยให้มนุษย์นั้นทำไปตาม ข้อตกลง. พระเจ้าเห็นว่า ถ้ามนุษย์ไม่มีสัตว์ที่เป็นเครื่องมือ; เพราะเครื่องมือ นี่สำคัญ ; แล้วมนุษย์จะทำมาหากินอย่างไรได้ จึงได้สร้างสัตว์ประเภท วัว ควาย เป็นต้น ที่จะเป็นเครื่องมือทำนา เลี้ยงชีวิต ทำกสิกรรม เกษตรกรรมต่าง ๆ ขึ้นมา. วัวก็ถามพระเป็นเจ้าด้วยความงง เหมือนกะที่มนุษย์เคยถาม ว่าฉันเป็น อะไร. พระเจ้าก็ว่า แกเป็นวัว. เป็นทำไม ? ตอบว่า เป็นเครื่องมือให้มนุษย์ ทำกิน ทำนา ไถนา. ถามว่า จะให้ทำนานเท่าไร ทำกี่มากน้อย ; ตอบว่า ๓๐ ปี. แต่วัวนั้นมีปัญญามาจากไหนก็ไม่ทราบ ได้ค้านว่า ๓๐ ปีนี้นานเกินไป สำหรับทำงานหนัก ไม่ยุติธรรมเลย ควรจะให้อยู่น้อยกว่านั้น, พระเจ้าก็เห็น จริงด้วย ก็เลยเอออวยว่า วัวไม่ต้องอยู่ถึง ๓๐ ปี คือไม่ต้องทนทำงานนานถึง ๓๐ ปี ; มีอายุเพียงสักประมาณ ๑๐ ปีก็แล้วกัน. นี่คิดดูเถิด แม้แต่วัวก็รู้จัก ว่าเวลามากเกินไป มันต้องทนทุกข์ทรมานมากเกินไปนั้นน่ะไม่ไหว; แต่มนุษย์ ไม่เห็นพูดอะไรสักคำ สามสิบปีก็สามสิบปี ; มิหนำซ้ำ มนุษย์นี้ค่อยยอบค่อย คลานเข้ามาหาพระเป็นเจ้า แล้วขอร้องวิงวอนอย่างยิ่งว่า ยี่สิบปีที่ลดให้วัวนั้น ขอให้เอามาเพิ่มให้แก่คนเถอะ. พระเป็นเจ้าได้ฟังก็รู้สึกเกลียดน้ำหน้าคนที่ตะกละ หรือละโมบถึงเพียงนี้ ทั้งไม่รู้ว่าจะลงโทษอย่างไรดีให้สาสมกัน ; แต่แล้วก็พบว่า

น.284 ที่เพิ่มให้มันอีกยี่สิบปีนั้นแหละ เป็นการลงโทษสาสมกัน คือให้มันได้ของวัวไป ๒๐ ปี เอาไปบวกให้มนุษย์เป็น ๕๐ ปี ; ให้มีอายุอยู่ได้ ๕๐ ปี. ต่อมาพระเป็นเจ้าเห็นว่า มนุษย์ยังไม่มีสัตว์ประเภทช่วยอารักขา ไม่มี เครื่องมือสำหรับอารักขา จึงได้สร้างสัตว์ประเภทสุนัขเฝ้าบ้านขึ้น ให้ช่วยมนุษย์ ในการอารักขา. สุนัขก็งงอย่างที่มีมาแล้ว จึงถามพระเจ้าว่า ฉันเป็นอะไร. พระเจ้าบอกว่า เป็นสุนัข. เป็นทำไม ? ก็ว่าให้ช่วยเฝ้าทรัพย์ แล้วอย่าหลับ อย่านอนเสีย. ถามว่ามีอายุนานเท่าไร ; ก็ตอบว่า สามสิบปีอีก. พระเจ้า เอากฎเกณฑ์ ๓๐ ปีมาใช้เรื่อย; สุนัขมานึกดูว่า อดนอนตั้ง ๓๐ ปี ไม่สนุก ไม่ยุติธรรม อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาให้ลด ; พระเจ้าก็ต้องลดด้วยความเห็นใจ ก็คือลดให้ ๒๐ ปีอีกว่าสัตว์ประเภทสุนัขนี้ให้มีอายุอยู่สัก ๑๐ ปีโดยประมาณ ก็แล้วกัน ก็เลยตกลงกันได้ ; เลยเป็นว่าสุนัขมีอายุประมาณราวนั้น. ทีนี้คนเรา นี้แหละอุตส่าห์แข็งใจยอบคลานเข้ามา พินอบพิเทากระซี้กระเซ้าพระเป็นเจ้าอีกว่า ที่ลดให้สุนัข ๒๐ ปีนี้ กรุณาเอามาเพิ่มให้แก่คนเถิด. พระเป็นเจ้ายิ่งโมโหหนักขึ้น กว่าทีแรก คิดว่าจะทำอย่างไรให้สาสมแก่ความตะกละของมนุษย์สักที ; แต่แล้ว ก็ไม่พบวิธีไหนดีกว่าที่จะต้องเพิ่มให้มันอีก; แล้วก็เพิ่มให้มันอีก คือยอมเพิ่ม ให้มันตามที่ต้องการอีก ๒๐ ปี ; เป็นอันว่าคนก็ได้อายุของสุนัขมาอีก ๒๐ ปี รวมเป็น ๗๐ ปี. ต่อมาพระเจ้าเห็นว่า สัตว์ที่เป็นเครื่องบันเทิงเริงรื่นของมนุษย์นี้ยังไม่มี คือเครื่องมือให้หัวเราะนี้ยังไม่มี ; มนุษย์ไม่ได้หัวเราะเดี๋ยวจะเป็นโรคอะไร บางอย่างตายก็ได้ เพราะปอดไม่แข็งแรง ; จึงได้สร้างสัตว์ที่ช่วยให้เกิดการหัวเราะ ก็คือลิงเป็นต้น. พระเจ้าสร้างลิงขึ้นมาแล้ว ลิงมันก็งงเหมือนกันอีก; มันถาม ว่ามันเป็นอะไร. ตอบว่า เป็นลิง. เป็นทำไม ? เพื่อให้คนได้หัวเราะ.

น.285 ให้อยู่กี่ปี ? ก็ ๓๐ ปีอีกตามเคย. ลิงก็อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาว่า งานนี้หนักมาก งานศิลปนี้หนักมาก ขอให้ลดจนได้ ; ก็ลดให้ ๒๐ ปีอีกเหมือนกัน. กฎเกณฑ์ ๒๐ ปีนี้ใช้ได้เรื่อย ; ก็เป็นอันว่าลิงมีอายุอยู่ได้ ๑๐ ปีโดยประมาณ ; ๒๐ ปีลดให้ ไม่ต้องทนอยู่ . มนุษย์ก็แข็งใจยอบหมอบคลานเข้ามากระซี้กระเซ้า ถึงที่สุดว่า แม้ที่ลดให้ลิง ๒๐ ปี ก็เพิ่มให้แก่มนุษย์เถิด. พระเป็นเจ้าโมโห ๓ เท่า แต่ก็ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็เลยลงโทษมันให้สาสมกัน ด้วยการเพิ่มอายุชนิดของลิงให้มัน ไปอีก ๒๐ ปี ; แล้วก็ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่ตกลงกัน โดยไม่มีการแก้ไข ไม่ยอมแก้ไข. อะไรจะเกิดขึ้น จงคอยดูต่อไป. อย่างนี้ ท่านทั้งหลายลองคิดดูทีเถิด ว่ามันจะจัดเป็นบาปดั้งเดิม หรือ original sin ของมนุษย์ได้หรือไม่ ? เรียกชื่ออย่างเดียวกันกับของคริสเตียนได้ หรือไม่ ? อาตมาเห็นว่า ตรงกันแท้ ; คือมนุษย์คนแรก คนดั้งเดิมนั้นได้ทำผิด ไว้อย่างนี้แล้ว บาปนั้นตกทอดมาถึงลูกหลาน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามนุษย์ลูกหลานกำลัง ทนทรมานอยู่อย่างไรบ้าง. เมื่อมนุษย์นั้นได้เกิดมาแล้ว มีอายุระหว่าง ๓๐ ปี นั้น พอดูได้ ; คนเราอายุตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๓๐ ปีนี้ มันสวยสดงดงามพอดูได้ ; เกิดมา ก็เจริญวัย แล้วก็สวยขึ้นทุกที แข็งแรงขึ้นทุกที น่าดูยิ่งขึ้นทุกที นี่พอจะเรียกว่า มนุษย์ได้ ; เข้ารูปเข้ารอยกันได้ดี กับที่จะทำให้โลกนี้งดงาม ไม่รกร้างว่างเปล่า. แต่พอมนุษย์มีอายุเลย ๓๐ ปีไปจนถึง ๕๐ ปีนี้ ก็มีอาการเป็นมนุษย์วัวขึ้นมาทีเดียว ; คือต้องเป็นแม่บ้านพ่อเรือน ต้องลากแอกลากไถ คือภาระต่างๆ นานาที่สุมทับ อยู่บนบ่า : ภาระส่วนตัว ภาระครอบครัว ภาระประเทศชาติ ภาระทุกสิ่ง ทุกอย่าง ; มันจึงมีลักษณะที่เหมือนกับวัวที่ลากไถอยู่กลางนาจนบ่าถลอกปอกเบิก นั่นเอง. นี่ทุกคนเป็นมนุษย์วัวในระยะนี้. ต่อมาถึงระยะ ๕๐ ปี - ๗๐ ปี; ตอนนี้ มนุษย์เอาของสุนัขมา ก็เลย ต้องเป็นมนุษย์สุนัข คือนอนหลับยาก. คนที่อายุถึงขนาดนี้แล้วนอนหลับยาก

น.286 มาก : นึกถึงลูกหลานที่ไปเรียนอยู่ที่อเมริกาบ้าง ที่ไหนบ้าง ; แม้แต่กระทั่งว่า ประตูปิดแล้วหรือยัง หน้าต่างบีดแล้วหรือยัง เงินในธนาคารเป็นอย่างไรบ้าง มันนอนไม่ค่อยจะหลับ หรือมันนอนไม่หลับเลย เป็นมนุษย์สุนัขทำนองนี้ไป ถึง ๗๐ ปี. ทีหลังที่อายุ ๗๐ ปี - ๙๐ ปี ที่ไปเอาของลิงมานั้น ก็คือคนแก่ ๆ แสดงอาการป้ำเป๋อให้ลูกหลานเหลนหัวเราะเฮฮาสรวลเสกันไปตามเรื่อง ; กินแล้ว ว่าไม่ได้กิน มีอะไรต่าง ๆ นานา ; แม้แต่หน้าตาหัวหูก็ดูน่าหัวเราะไปหมด ; เพราะไปเอาของลิงมา ๒๐ ปี และได้เป็นมนุษย์ลิง. ที่ว่าบาปดั้งเดิมนี้ คิดดูตรงนี้ก็แล้วกันว่า ใครทำให้ ใครทำไว้. พระเจ้าไม่ได้ทำให้ ! พระเจ้าเสียอีกไม่ปรารถนาจะให้เป็นอย่างนั้น ; แต่ว่ามนุษย์ เองไปบีบคั้นเอามาจากพระเป็นเจ้าทีละ ๒๐ ปี ๆ ทั้งที่เป็นของวัวก็ไม่รังเกียจ ทั้งที่ เป็นของสุนัขก็ไม่รังเกียจ ทั้งที่เป็นของลิงก็ไม่รังเกียจ. ดูความตะกละของมนุษย์สิ ; บาปดั้งเดิมอันนี้ยังติดมาอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้หรือไม่ ขอให้ลองคิดดู. ถ้าครูบาอาจารย์จะหัด make up เล่านิทานอย่างนี้ให้เด็กฟังได้ ทุกข้อ ของธรรมะละก็ การเรียนจริยธรรมจะสนุกสนานมาก ; แต่ดูเหมือนว่าท่านไม่ สนใจ make up ชนิดนี้ ; ท่านสนใจ make up ชนิดอยู่หน้ากระจกแต่งตัวเสีย มากกว่า ; ไปร้านเสริมสวยเสียมากกว่า. ที่เป็นผู้ชายก็เป็นไก่แจ้ หรือเป็น นกยูงรำแพนเสียมากกว่า ; ความคิดความนึกที่จะนึกอะไรให้ลึกซึ้ง ถึงกับเอา ชนะลูกเด็ก ๆ ของเราได้นี้จึงไม่ค่อยจะมี. นี่ชาวบ้านเขาว่ากัน ; อาตมาเอามา เล่าให้ฟัง เพื่อว่าถ้าอย่างไรเราจะได้สนใจในการที่จะทำบทเรียนจริยธรรมนี้ให้ สนุกสนาน ด้วยการเปรียบเทียบอุทาหรณ์โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง อย่างที่ได้ยกตัวอย่าง มาให้ฝั่งแล้ว หลายเรื่องหลายคราวตั้งแต่วันก่อน ๆ มา เพื่อให้เขารู้สึกว่า

น.287 ตามธรรมชาตินั้น เรามีกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างนี้บังคับอยู่ ; เช่นว่าเรา ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย และจะต้องเป็นไปด้วยอวิชชา ความโง่ ความหลงดั้งเดิม ที่ไปเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไปรับเอาสิ่งที่ไม่ควรรับมาเป็น ของตัวนี้เป็นต้น ; แล้วเขาก็จะเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งขึ้นมาทันทีอย่างหนึ่งว่า แหม ! นี่ถ้าจะต้องหาเครื่องมืออะไร มาไว้ใช้ทำลายสัญญาผูกมัดกะพระเป็นเจ้าเสียที, ชำระบาปดั้งเดิมนี้ให้สิ้นไปเสียที. นี่เป็นเหตุให้เราต้องระลึกนึกถึงการที่จะแสวงหา เครื่องมืออันประเสริฐวิเศษที่สุดของพระพุทธเจ้าที่มีไว้ให้แก่เรา ซึ่งถ้าเราสามารถ เอามาใช้ได้ มันจะทำลายข้อผูกมัดหรือฉีกสัญญา ระหว่างเรากะพระเป็นเจ้า เสียได้ แม้จะเป็น original sin ชนิดไหน ของศาสนาไหน ก็ตาม ; อาตมากล้า ท้าว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้จะเป็นสากลที่สุด เหมือนดังที่อธิบายให้ฟังแล้ว แต่วันก่อน ; จะสามารถทำลายบาปดั้งเดิมที่ผูกมัดเป็นสัญญานั้นได้โดยเด็ดขาด. ข้อนี้หมายความว่า มนุษย์ตอนที่หนุ่ม ๆ นี้ มีความสวยสดงดงามดี ก็พยายามให้ดีอย่างยิ่ง คือให้ งามทั้งร่างกาย ให้ งามทั้งทรัพย์สมบัติ ให้ งามทั้ง วิชาความรู้ ให้ งามทั้งความประพฤติ ; อย่างนี้มันก็งามหมดจริง ๆ เหมือนกัน ; เป็นหนุ่มสาวที่งดงามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ จริยธรรม ; ซึ่งงามโดย จริยธรรมนั่นแหละเป็นสิ่งสูงสุด ; นี่แปลว่าเรางามกันได้ถึง ๓๐ ปี. พอมาถึงตอนที่เราจะเป็นมนุษย์วัวนี้ เราก็อาศัย ธรรมะเรื่องว่างจาก ตัวตน เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น ; ที่จะทำจิตใจให้ไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่รู้สึกเบื่อ ไม่รู้สึกเป็นทุกข์แต่ประการใดเลย ดังที่ได้อธิบายยืดยาวแล้วนั่นแหละ มาใช้เป็นเครื่องมือ ก็จะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหมือนกับกำลังลากแอกอยู่ในทุ่งนา หรือกำลังลากเกวียนอยู่ตามท้องถนนเหมือนวัว ; คือไม่ต้องเป็นมนุษย์วัวนั่นเอง. ธรรมะนั้นจะเป็นเครื่องมือให้มากถึงอย่างนั้น ขอให้ไปพิจารณาดู ดังที่ได้กล่าว มาแล้วตั้งหลายวันนั้นเถิด.

น.288 ม้ว่าจะต้องอยู่มาจนถึงเป็นมนุษย์สุนัข จะต้องนอนไม่หลับอย่างที่ว่านั้น ถ้ามีธรรมะเรื่องความว่างจากตัวตน ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง เข้ามาใช้ให้ ถูกต้องยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว จะนอนหลับโดยไม่ต้องกินยานอนหลับ จะหลับอย่างสบาย ยิ่งขึ้นทุกที ; ทุกอย่างเป็นไปถูกต้องไม่มีผิดพลาด เพราะว่ามีสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์ดีนั้นเอง จะไม่ต้องเป็นมนุษย์สุนัขเลย. แม้จะอยู่ไปจนแก่เฒ่าเข้าถึงเขตของมนุษย์ลิง ก็จะไม่หลงลืม ไม่ลืม เลือน ไม่ฟันไม่เพื่อน ไม่ป้ำเป๋อ เพราะว่าสามารถฝึกฝน ระเบียบปฏิบัติ เช่น อานาปานสติภาวนา เป็นต้น หรือกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสมนั้น มาเป็นอย่างดี. แต่ขอยืนยันอานาปานสติว่าดีกว่าอย่างอื่น : ถ้าฝึกอยู่เป็นนิสัย ก็ไม่มีความเลอะเลือน พันเพื่อนเหมือนกับคนแก่ตามธรรมดาเป็น ; จะเป็นผู้ สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ ดังที่ฝึกอยู่เป็นประจำนั้น จนกระทั่งวาระสุดท้ายทีเดียว. นี่ก็คือไม่ต้องเป็นมนุษย์วานรนั่นเอง ; ไม่ต้องป้ำเป๋อให้ใครหัวเราะเยาะ นี่แหละธรรมะหรือเครื่องมือนี้จะวิเศษไหม จะวิเศษสักกี่มากน้อย ขอ ให้ลองคิดดู ; จำเป็นแก่ชีวิตคนเราอย่างยิ่งไหม ? ฉะนั้นขอให้ท่านนักศึกษา ทั้งหลายได้สนใจและพิจารณาให้ลึกซึ้ง จนถึงกับมองเห็นชัดว่า จริยธรรมหรือ ธรรมะนี้ช่างเป็นเครื่องมือเสียจริง ๆ ; เป็นเครื่องมืออย่างยิ่ง เป็นเครื่องมือ ทั้งทางร่างกาย และทางฝ่ายวิญญาณ ; และทางฝ่ายร่างกายนั้นก็เอาชนะได้อย่าง กว้างขวาง กินความไปถึงวัตถุภายนอก ถึงทรัพย์สมบัติ อำนาจวาสนาด้วย ; ไม่มีอะไรเป็นพิษเป็นโทษขึ้นมาได้เลย ; และทางฝ่ายวิญญาณนั้นเล่า ก็ทำให้มี จิตใจอยู่เหนือสิ่งรบกวนของธรรมชาติ เช่น ความแก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ดังที่ กล่าวเปรียบในนิทานเรื่องบาปดั้งเดิมนั้น. เพราะฉะนั้น จึงเห็นว่า มันเพียงพอ กันแล้ว สมควรกันแล้ว ที่เราจะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อธรรมะ ; จะเพื่อ

น.289 ศึกษาธรรมะก็ตาม, จะเพื่อปฏิบัติธรรมะก็ตาม, เพื่อเผยแผ่ธรรมะหรือสั่งสอน ก็ตาม. นี่แหละ เรามีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติต่อจริยธรรม หรือจริยศึกษา โดยเฉพาะนี้ เป็นอย่างนี้ หรือถึงขนาดนี้ทีเดียว ; แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็จะไม่มีปัญหา มากหรือยุ่งยากหยุมหยิม ดังปัญหามากมายที่อาตมาได้รับ. อาตมาขอตอบอย่างนี้ที่ก่อน จะว่าเอาเปรียบก็สุดแท้ : แต่ที่จริง ก็มิใช่เอาเปรียบเลย ความจริงมีอยู่อย่างนั้น คือตอบเป็นส่วนรวม เป็นประเด็น ใหญ่อย่างนี้เสียทีก่อน แล้วจึงค่อยตอบโดยปลีกย่อยเฉพาะราย ; และปัญหาต่าง ๆ จะหมดไป ถ้าหากว่าเราสนใจธรรมะหรือจริยธรรมนี้ ให้สมกับค่าของมัน ว่ามีมากน้อยเท่าไร. เดี๋ยวนี้เราไม่เข้าใจ ไม่อาจจะตอบปัญหาเหล่านั้นได้ด้วย ตนเอง ก็เพราะยังมีความสนใจน้อยอยู่ ; ฉะนั้น ขอให้เสียสละความเพลิดเพลิน บางอย่าง เสียสละสิ่งที่เราไม่ค่อยจะเสียสละต่าง ๆ นี้ มาใช้เป็นเวลาสำหรับสนใจ ศึกษาค้นคว้าในเรื่องจริยธรรมที่เป็นเครื่องมือประเสริฐที่สุด สำหรับเราเองจะ ได้รอดพ้น สำหรับเด็ก ๆ ของเราก็รอดพ้น สำหรับเพื่อนมนุษย์ของเราทั้งโลก ก็รอดพ้น. ทีนี้ ต่อไปนี้อาตมาจะได้กล่าวถึงธรรมะที่เป็นเครื่องมือของธรรมะ ให้ เห็นชัดโดยรายละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก เท่าที่เวลาจะอำนวย. ข้อแรกจะชี้ถึงเครื่องมือชนิดที่เป็นการส่งต่อเป็นทอด ๆ กันไป : เหมือน อย่างว่า เราจะชี้กันว่า พุทธิศึกษา ส่งให้มีจริยศึกษาดี ; จริยศึกษาดีแล้ว ก็ส่ง ให้มีพลศึกษาดี มีหัตถศึกษาดี อย่างนี้ก็ได้ ก็พอจะเห็นได้เหมือนกัน. แต่ที่ เกี่ยวกับหลักธรรมะโดยตรงนั้น ควรจะดูให้เห็นชัดว่า ธรรมะอย่างหนึ่งส่งกำลัง ให้ธรรมะอีกอย่างหนึ่ง ส่งต่อเป็นทอด ๆไป จนถึงวาระสุดท้ายที่จะได้ผล ; เช่น

น.290 เรียนหรือปริยัติธรรมนี้ ส่งต่อให้เกิดการปฏิบัติที่เรียกว่าปฏิบัติติธรรม ; ปฏิบัติ ธรรมก็ส่งให้เกิดผลของการปฏิบัติที่เรียกว่า ปฏิเวธ คือการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ; ฉะนั้นในศาสนานี้จึงมีปริยัติธรรม คือการพูดจาศึกษาไต่ถาม สอบ ทานอะไรกันต่าง ๆ ให้เข้าใจหลักของธรรมะ นี้เรียกว่าปริยัติธรรม ; ครั้นได้ หลักอันนี้ ซึ่งเป็นเหมือนแผนที่ที่ดีแล้ว ก็ไปปฏิบัติ; ปฏิบัติด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิดเห็น ทั้งหมดอย่างเต็มที่ ; ทีนี้ก็จะส่งให้เกิดผล คือ ความดับทุกข์ขึ้นมา ตามสมควร เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน, หรือรวมเรียกว่า ปฏิเวธธรรม. หรืออีกหมวดหนึ่ง ซึ่งครูบาอาจารย์ได้ยินได้ฟังจนคุ้นเคยกันมากก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา. ศีลให้เกิดสมาธิ, สมาธิให้เกิดปัญญาได้ตามลำดับ, แต่แล้ว ปัญญาก็ย้อนกลับมาส่งศีล เพิ่มกำลังให้แก่ศีล แก่สมาธิเรื่อยไป เป็นวงกลมอยู่ อย่างนี้ มันจึงก้าวหน้าไปได้เรื่อย เป็นปัญญาที่สูงถึงขนาดที่จะตัดกิเลสได้. เราดู ธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือแก่กันและกันอย่างนี้ ก็เพื่อให้เห็นว่า เราจะ กระโดดไปประพฤติพระนิพพาน การบรรลุทีเดียว นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้. การที่ต้องการให้ช่วยอธิบายว่า จะอธิบายธรรมะเรื่องนิพพานให้เด็ก ๑๓ ขวบ ๑๔ ขวบ เข้าใจได้อย่างไร นั้น มันก็ยากอยู่เหมือนกัน ยากที่จะทำได้ และยากที่จะอธิบาย ; เพราะว่าแม้แต่ตัวผู้ถามซึ่งไม่ใช่เด็กอายุ ๑๓-๑๔ ขวบ ก็ยังไม่เข้าใจได้ แล้วบางทียังไม่สนใจด้วยซ้ำไป. อาตมาจึงกล่าวได้แต่เพียงว่า จะต้องสอนให้เด็ก ๆ รู้จักสังเกต ในขณะที่มีจิตใจเป็นอิสระไม่ถูกอะไรรบกวน ; ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ ไม่มีอะไรกวนใจ; นั่นแหละ เรียกว่านิพพาน หรือความหมายของนิพพาน หรือลักษณะของนิพพาน ซึ่งจัดว่าเป็นความว่าง ระดับหนึ่ง. แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราจะต้องมีการศึกษาเรื่อยไป มีการปฏิบัติ

น.291 รื่อยไป เพื่อทำให้มันว่าง ไม่มีอะไรกวนใจ ; คือไม่มีอะไรมากวนใจได้อย่างเป็น อิสระ ถึงขนาดที่ไม่มีอะไรมากวนใจได้ ให้เด็ดขาดลงไป จึงจะเป็นนิพพานจริง เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยเครื่องมือ. นี้เรียกว่า ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ ส่งต่อ ๆ กันไปให้ก้าวหน้าถึงที่สุด. ธรรมะอีกประเภทหนึ่ง เป็น เครื่องมือในฐานะที่เป็นสมุฏฐาน หรือ เป็นรากฐาน. ขอให้ท่านครูบาอาจารย์สนใจให้ดี ๆ เพราะได้รับปัญหาอย่างนี้ มาก ที่ว่าจะอธิบายให้เด็กเข้าใจธรรมะได้ง่าย ๆ อย่างไร. ตัวอย่างของธรรมะ ประเภทนี้ ก็เช่น หิริ และโอตตัปปะ. หิริ แปลว่า ความละอาย โอตตัปปะ แปลว่า ความกลัว; ละอายต่อความชั่ว และกลัวความชั่วอย่างยิ่ง นี้เรียกว่า หิริโอตตัปปะ. ถ้าคนเราไม่รู้จักอาย ไม่รู้จักกลัว เขาก็เรียกกันว่า คนด้าน. คนที่ละอาย กลัว, รู้จักอาย รู้จักกลัวนี้ไม่กล้าทำอะไรให้ผิด, ส่วนคนที่ตรง กันข้ามนั้น ทำได้อย่างหน้าเฉยตาเฉย. การที่เรามีศีลไม่ได้ หรือมีการประพฤติดีอย่างอื่น ๆ ไม่ได้ ก็เพราะ เราไม่มีหิริและโอตตัปปะ ; ฉะนั้นเราจะต้องสร้างพื้นฐาน คือหิริและโอตตัปปะนี้ ให้ยังคงมีอยู่ ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป กว่า ที่มันติดมาแต่กำเนิด.เราต้องนึกดู ให้ดีว่า สัตว์นั้นก็มีเชื้อแห่งความละอาย ความกลัว ติดมาแต่กำเนิดเหมือนกัน แต่บางทีธรรมะชนิดนี้มันไม่ได้เบิกบานในใจสัตว์ มันลีบตายไปเสียก่อน. ดูให้ดี ๆ เราจะเห็นว่า แม้แต่เด็กเล็ก ๆ เขาก็รู้จักอายุ , เขาไม่อยากทำอะไรที่น่าอาย ; เขามีความละอายอย่างนี้ก็แปลว่า มีวัฒนธรรมหรือมีอะไรแวดล้อมดี. บ เขารู้จัก ละอาย ไม่ทำอะไรที่น่าอายกลางถนนหนทาง ไม่มีเผลอเป็นอันขาดในเรื่องนี้ ; แต่ที่เรื่องธรรมะส่วนตัวจริง ๆ อย่างอื่นกลับเผลอเก่ง นี่เพราะว่าไม่มีความละอาย และไม่มีความกลัวมากเท่ากันในเรื่องเช่นนั้น ; เราจะต้องสร้างให้เขามีความละอาย

น.292 มีความกลัวมากเท่ากัน แม้ไม่ใช่เรื่องที่จะไปทำอะไรน่าละอายกลางถนนหนทาง. แม้ว่าเรื่องสอบไล่ตกนี้ เขาก็ต้องกลัวและละอายให้มากอยู่แล้ว ; แม้แต่ว่าเรียน ไม่ดีอยู่ในชั้น เขาก็ต้องกลัวให้มาก ละอายให้มาก ; หรือแม้แต่ว่าเขาทำอะไรได้ ไม่สมกัน ไม่ทันเพื่อน ไม่เสมอเพื่อนอย่างนี้ เขาก็ควรจะกลัว ควรจะละอาย ให้ยิ่งไปกว่า. เมื่อเขาทำอะไรไม่เป็นที่พอใจของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลอย่างนี้ เขาก็ควรกลัวควรละอายยิ่งไปกว่านั้นอีก. หรือว่า เขาคิดนึกอยู่คนเดียวคิดนึกไปใน ทางต่ำ ในทางทรามอย่างนี้ เขาก็ควรจะละอายอย่างยิ่งโดยเท่ากัน. ถ้าเราพอกพูนนิสัยแห่งหิริโอตตัปปะได้แล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยจริย- ธรรมจะง่ายไปหมด ; นี่คือ อานิสงส์ของธรรมะประเภทเครื่องมือ. อาตมาอยาก จะระบุไปถึงบุคคลที่สูงอายุด้วยว่า คนสูงอายุก็ไม่ละอาย ไม่กลัว คือทำผิดในเรื่อง การควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดยินดียินร้าย ไม่ให้หลงใหล ไม่ให้เผลอสติ เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบ. เมื่อเขาไม่ละอาย มันก็กระทบได้ในลักษณะที่เป็นโทษเป็นภัยมากยิ่งขึ้น คือทำให้เขาไปยึดมั่น ถือมั่น นั่นนี่ว่า ตัวกู ว่าของของกู ว่าตัวตน ว่าของตนเสียเรื่อย ; นี้ ทำไมเขายิ่งไม่ ละอาย เขากลับเอามาอวดกันว่า ของฉันมีมากเท่านั้น ของฉันมีใหญ่เท่านี้ ให้กว้าง กว่าของใคร ให้ใหญ่กว่าของใคร ให้สูงกว่าของใคร ดีกว่าของใครอยู่เรื่อย ว่าเป็นของฉัน ๆ ของฉันๆ ดังนี้ ; มันจึงเหมาะสมแล้วที่จะถูกลิงค่า เหมือนกับที่ กล่าวไว้ในชาดกเรื่องหนึ่ง คือ ลิงโพธิสัตว์ตัวที่เป็นนายฝูง ถูกจับมาเลี้ยงในวัง พอถูกปล่อยกลับ ออกไป พวกลูกสมุนลิงก็อยากรู้ว่า ในเมืองมนุษย์มีอะไรบ้าง. นายลิงนั้นก็เล่าว่า ในเมืองมนุษย์นั้นมีแต่เสียงที่ได้ยินแซ่ไปว่า “เงินของกู, ทองของกู, ลูกของกู, ผัวของกู, เมียของกู๋" อย่างนี้ทั้งนั้น ; นั่นแหละเรื่องในเมืองมนุษย์. เมื่อ

น.293 พวกลิงที่เป็นบริวารได้ฟังดังนั้น ก็วิ่งกรูกันไปที่ลำธาร ไปล้างหูกันหมด ; มัน ร้องกันขึ้นว่า "เพิ่งได้ยินเสียงสกปรกหูที่สุดเป็นครั้งแรกในชีวิตคราวนี้เอง" นี้ชาดก ในพระคัมภีร์มีอยู่อย่างนี้. นี่ทำไมพวกเราจึงไม่ละอายลิงเหล่านั้นบ้าง ? ถ้าเรามีหิริโอตตัปปะ อย่างนี้กันบ้างแล้ว การศึกษาธรรมะ แม้ในเรื่องมรรค ผล นิพพาน จะสะดวกดาย กว่านี้ ในการเข้าใจก็ตาม ในการปฏิบัติก็ตาม ในการบรรลุมรรค ผล ก็ตาม. แต่ถ้าขาดคุณธรรม คือหิริโอตตัปปะมาถึงอย่างนี้แล้ว ก็ไม่รู้จักอาย ไม่รู้จักกลัว แม้ต่อสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง คือความทุกข์นั้นเอง รวมทั้งกิเลสด้วย. กิเลสกับ ความทุกข์นี้ เขาจัดไว้เป็นชุดเดียวกัน ; กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์เกิดมา จากกิเลสซึ่งมันเนื่องกัน. นี่เป็นสิ่งที่ถ้าใครมีแล้ว มันน่าละอาย และน่ากลัว อย่างยิ่ง. หิริ และ โอตตัปปะ เหล่านี้ เรียกว่าธรรมะประเภทเป็นเครื่องมือ ใน ฐานะที่เป็นสมุฏฐาน เป็นรกเป็นรากที่ดี ดังที่ได้ยกตัวอย่างมาให้ฟังอย่างนี้. และยังมีธรรมะชื่ออื่นอีก ซึ่งทำหน้าที่อย่างเดียวกันนี้ เช่นสัมมาทิฏฐิ หรือปัญญา เป็นต้น ดังที่ได้อธิบายแล้วในการบรรยายครั้งก่อน ๆ ว่า สัมมาทิฏฐินั้นเป็นธรรม ในขั้นรากฐานอย่างไร. ทีนี้ ก็มาถึงธรรมที่เป็นเครื่องมือประเภทกระตุ้น : กระตุ้นให้เดินไป กระตุ้นให้เกิดกำลัง. พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงระบุธรรมะที่เรียกว่า ศรัทธา หรือ ฉันทะ เป็นต้นไว้. ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ. แต่คนโดยมากเข้าใจผิดว่า ความเชื่อนี้ พอได้ฟังแล้วก็เชื่อ, ได้ยินพระเทศน์แล้วก็เชื่อ, เห็นมีเขียนอยู่ในพระไตรปิฎก

น.294 ล้วก็เชื่อ ; ถ้าอย่างนี้มันผิดหมด. เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นใจความ ที่สรุปได้สั้น ๆ ว่า "แม้แกจะได้พึ่งไปจากปากฉันเอง ก็อย่าเพ่อเชื่อ ต้องไปคิดดู ก่อนว่า มันเป็นได้จริงหรือไม่" ; คือเมื่อท่านตรัสว่า ทำอย่างนี้ดับทุกข์ได้ เราก็ต้องไปคิดดูเสียก่อนให้เห็นชัดว่า ถ้ากระทำตามนั้น มันดับทุกข์ได้จริง ; แล้วจึงเชื่อ แล้วไปปฏิบัติตาม. พระสารีบุตรเป็นผู้ที่กล้ายืนยันในที่เฉพาะ พระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเองว่า ท่านเองก็ทำอย่างนั้น ต่อคำสอนของพระ พุทธเจ้าเหมือนกัน ; อย่างนี้เป็นต้น. เชื่ออย่างนี้จึงจะเรียกว่า ศรัทธาใน พระพุทธศาสนา ; เพราะฉะนั้นคำว่า ศรัทธาในพระพุทธศาสนาของเรา จึงไม่ เหมือนในลัทธิอื่น ; ไม่เหมือนความเชื่อ หรือความภักดีเป็นต้น ในลัทธิ ศาสนาอื่น พวกเราที่เป็นพุทธบริษัทควรจะทำ เรื่องนี้ ให้บริสุทธิ์สะอาด อย่าให้ เกิดความงมงายไม่น่าดูขึ้นด้วยความเชื่องมงาย เหมือนที่เป็นอยู่โดยมาก. เรื่องนี้ อย่าต้องระบุออกมาเลยว่ามีอะไรบ้าง จะเป็นที่รำคาญ ; แต่ขอยืนยันว่า ศรัทธา ที่พวกเรากำลังมีอยู่นั้น ยังไม่ใช่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ; มันจึง กระตุ้นไปทางผิด กระตุ้นไปเข้ารกเข้าพง จนกระทั่งอาจจะทำผิด จนตัวเอง เดือดร้อน เป็นตกนรกทั้งเป็นก็ได้, ถ้าให้ศรัทธาชนิดนี้กระตุ้นไป. สำหรับ สิ่งที่เรียกว่า ฉันทะ นั้น แปลว่า ความพอใจ. เดี๋ยวนี้ เราพอใจในธรรมะ หรือในจริยธรรมนี้ เหมือนกับพอใจในบุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทอง เครื่องแต่งตัวนั้น หรือเปล่า ? นี่ลองนึกดูเอง ; เพราะตัวเองก็รู้จักตัวเองในเรื่องนี้กันอยู่ดีด้วยกันทุกคน. ในคำอุปมาเกี่ยวกับ ความพอใจต่อการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เขาเขียนภาพเปรียบเป็นภาพ การได้แก้วทีเดียว : การได้ธรรมะนั้นต้องเหมือนได้แก้ว หรือเพชรพลอยนั่นแหละ ; และเมื่อดีใจ ชื่นอก ชื่นใจแล้ว ก็เอาไปทำให้มันสมควรกันแก่คุณค่าของมัน ; ฉะนั้น เราจะต้องมีความพอใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือจริยธรรมนี้ ให้ควรแก่

น.295 คุณค่าของมัน. ท่านพิสูจน์เอาได้ตามลำพังตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามใครว่า ธรรม หรือจริยธรรมนี้ มีคุณค่าเป็นราคาสักเท่าไร. ท่านลองเอาไปเปรียบกับ แก้วแหวน เพชรพลอย เงินทอง บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติสารพัด สวรรค์สมบัติ มนุษย์สมบัติ อะไรก็ตาม ดูเถิดว่า มันมีค่าเมื่อเปรียบเทียบกันกับธรรมะนี้ได้ลัพธ์ ได้ผลอย่างไรบ้าง คือข้างไหนมากน้อยกว่ากันอย่างไร. ต่อเมื่อเห็นคุณค่าของ ธรรมะจริง เท่านั้นแหละ จึงจะมีสิ่งที่เรียกว่า "ฉันทะตัวจริง". เดี๋ยวนี้มีแต่ ฉันทะถูกบังคับ ฉันทะสมัครเล่น ฉันทะปล่อยไปตามเรื่องตามราว ทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าฉันทะนั้น จึงไม่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ กระตุ้น ให้ไปถึงคุณธรรมชั้นสูงได้. นี่เราก็ไม่ต้องโทษใคร ; มันเป็นเรื่องของความที่ยัง ไม่รู้ไม่เข้าใจ ในการที่จะใช้เครื่องมือของเราเอง ทั้งที่เครื่องมือนี้มิให้อย่างเต็มที่ ; พระพุทธเจ้าท่านมีให้อย่างเต็มที่ แล้วก็ไม่มีใครหวัง สร้างขึ้นเมื่อไรก็ได้ ใช้เมื่อไร ก็ได้ ; แต่แล้วเราก็ไม่เกี่ยวข้องเอง ; ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเอง ; เพราะไม่รู้สึก ว่าเป็นของมีค่าอะไร เหมือนกับไก่เห็นพลอย. อาตมาอยากจะกล่าวต่อไป ถึง ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือในการ คุ้มครองป้องกันรักษา. เมื่อเราจะแนะให้เด็ก ๆ เห็นว่า อะไรเป็นเครื่องป้องกัน ที่ทำความปลอดภัยให้แก่เรามากที่สุดนี้ เราก็ควรจะชี้ให้เขาเห็นข้อเท็จจริงที่ว่า มันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะ อีกเหมือนกัน ; จะให้พ่อแม่คุ้มครองนี้ยังไม่เท่ากับ เราประพฤติตัวให้ดี คุ้มครองเราเอง อย่างนี้เป็นต้น. จะให้พี่ชาย น้องชาย มิตรสหายชาวเกลอที่ไหน ช่วยพิทักษ์รักษาคุ้มครอง มันก็ยังไม่เท่ากับที่ให้ธรรมะ คุ้มครอง เพราะว่าพอประพฤติธรรมะแล้ว มันไม่มีอันตราย ไม่มีภัยมีเวรที่ไหน มาแตะต้อง ; ถ้าไม่ประพฤติธรรมะแล้ว ต่อให้เอาทหารมาเป็นหมื่นเป็นแสน มาคอยล้อมอยู่ มันก็ต้องประสบอันตรายเข้าจนได้สักวันหนึ่ง สำหรับธรรมะ ประเภทที่เป็นเครื่องคุ้มครองนั้น ท่านระบุไปที่ สติสัมปชัญญะ และ อินทรีย์สังวร เป็นต้น.

น.296 สติ หมายถึงความรำลึกที่ถูกต้อง ไม่โง่ ไม่เผลอ ไม่ประมาท อยู่เสมอ ; -สัมปชัญญะ ก็คือรู้สึกในความถูกต้องนั้นอย่างทั่วถึงอยู่เสมอ ; สติสัมปชัญญะ นี้เป็นเกลอกัน ไม่แยกกัน ไปด้วยกันเรื่อย จึงรวม เรียกเสียว่า สติสัมปชัญญะ จัดเป็นของสิ่งเดียวก็ได้. เราไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็เผลอเรื่อย ; หัดเผลอไม่เท่าไรก็ลืมเลือน ฟั่นเฟือน ; ไม่ทันแก่ ไม่ทันเฒ่า ก็ชักจะเลือนแล้ว ; นี่แหละคือโทษของความที่ไม่ฝึกสติสัมปชัญญะไว้ให้แม่นยำ ให้มั่นคง ไปเห็นแต่สิ่งอื่นมากเกินไปกว่าสิ่งที่มีค่า. การปฏิบัติธรรมะในพระ ศาสนาทั้งหมด พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นหลักว่า "สติเป็นเครื่องป้องกัน หรือคุ้มกันอย่างยิ่ง" ; จะกันโจร กันขโมย กันอะไร ก็ต้องด้วยสติ ; จะกัน โรคภัยไข้เจ็บก็ต้องด้วยสติ ; กันกิเลสก็ต้องด้วยสติ ; กันความทุกข์ไม่ให้เข้ามา แตะต้อง นี้ก็ต้องด้วยสติ ; ฉะนั้น เราจะต้องศึกษาเรื่องสติสัมปชัญญะกัน ให้เพียงพอ. ที่เรียกว่า อินทรียสังวร คือสำรวมอินทรีย์ ได้แก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ, นั้น มันก็เรื่องสติสัมปชัญญะอีกเหมือนกัน. เมื่อมีอะไรมา กระทบตา กระทบหู กระทบจมูก ฯลฯ อย่างนี้ ถ้าไม่มีสติ มันก็ปล่อยไปตาม อารมณ์ เกิดเป็นผัสสะ เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็น ชาติ คือเป็นความยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัวกู เป็นของกู เป็นทุกข์ วุ่นวายระส่ำ ระสายขึ้นมาทีเดียว ; นี้เรียกว่าไม่มีเครื่องกั้นกระแสของความทุกข์. สติที่ทำ หน้าที่สำรวมอินทรีย์นี้ จะกันกระแสแห่งความทุกข์ให้หยุดอยู่ได้ เสียที่การ กระทบ ; อย่างว่า ได้ยินเสียงปืนดังปังมากระทบหูอย่างนี้ แทนที่จะเกิดกลัว เป็นทุกข์ ก็ให้มีสติสัมปชัญญะมาเตือนว่า มันคืออะไร อย่างไร จะจัดการอย่างไร ; อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ ที่จะไปเป็น เวทนา เป็นกลัว เป็นอะไร จนเป็นทุกข์ไปเลย ; ให้วกกลับมาเป็นสติปัญญา จัดการกับมันให้ถูกต้อง ในระยะสักว่าเพียงได้ยินเสียง

น.297 ท่านั้น ; อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็น การกั้นกระแสแห่งกิเลส และความทุกข์ได้ สูงสุด. ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ถ้าขืนนำมากล่าวทุก ๆ อินทรีย์ละก็ เวลาคง หมดแน่ ฉะนั้นจึงให้ไว้ได้แต่ตัวอย่างเรื่องเสียงทางหู. อาตมาจะกล่าวต่อไปถึง ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ สำหรับการ ละสิ่งที่ต้องการละ. เรามีปัญหายุ่งยากมาก ในการที่จะละสิ่งที่ต้องละ แล้วละ ไม่ได้. ครูบาอาจารย์บางคนจะกำลังเดือดร้อนอยู่แล้วด้วยซ้ำไปว่า แม้แต่จะละ บุหรี่ก็ไม่ได้ ; ละมากี่ครั้งแล้ว ก็รู้อยู่ดีว่า มันไม่เคยสำเร็จ. จะเป็นการละสุรา ละเครื่องมึนเมาที่ยิ่งขึ้นไป กระทั่งละกิเลสที่ร้ายกาจยิ่งขึ้นไป ก็ไม่ทราบว่าจะละได้ ด้วยธรรมะอะไร. ธรรมะเพื่อใช้ในการละ นี้ก็มีหลายอย่าง ; แต่ที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้เฉพาะคนทั่วไปนั้น มีอยู่ ๔ อย่าง เป็นธรรมชุด หรือ team work คือต้อง มาใช้ร่วมกัน ; ได้แก่ สัจจะ, ทมะ, ขันติ, จาคะ, (หมวดฆราวาสธรรมในนวโกวาท), ซึ่งครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็เคยได้ยินชื่อ และรู้จักว่า "ฆราวาสธรรม" คือธรรม สำหรับฆราวาสโดยตรง ได้แก่ สัจจะ ความจริงใจ, ทมะ การบังคับตัวเอง, ขันติ ความอดกลั้น อดทน, จาคะ การสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนให้ออกไป จากตน ; ๔ อย่างนี้ ท่านอย่าเข้าใจแต่เพียงว่า เป็นธรรมะสำหรับฆราวาส ; อาตมาขอยืนยันว่า เป็นธรรมะสำหรับทุกคนที่เดียว จะเป็นบรรพชิต หรือ ยิ่งกว่าบรรพชิตก็ตาม ; ถ้าต้องการจะละอะไรที่ไม่พึงปรารถนาแล้ว จะต้องใช้ ธรรมะ ๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องมือ ข้อแรก คือ สัจจะ นั้น ต้องจริงใจในการที่จะละ. คำว่า สัจจะนี้ หมายถึง จริง : จริงต่อบุคคล จริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่การงาน จริงต่ออะไร

น.298 ต่าง ๆ ทุกอย่างหมด แต่ในที่สุดมาสรุปรวมอยู่ได้ที่คำว่า จริงต่อธรรมะ : หรือ จริงต่อตัวเอง หรือ จริงต่อเกียรติยศของตัวเอง นี่ก็เรียกว่า จริงต่อธรรมะ. เราต้องรู้จักเคารพตัวเองว่า เราเป็นมนุษย์ก่อน แล้วก็ต้องซื่อสัตย์ต่ออุดมคติของ ความเป็นมนุษย์ ; อย่างนี้เรียกว่า จริงต่อธรรมะ. ทีนี้ เมื่อเราอยากจะละบุหรี่ เป็นต้นนี้ มันก็เป็นเรื่องเล็กไปทีเดียว ; เพราะความจริงต่อธรรมะ ต่อเกียรติยศ ของความเป็นมนุษย์นี้ มันใหญ่โตกว่ามาก มันสามารถจะบีบบังคับการละบุหรี่ให้ เป็นเรื่องเล็กลงไปได้มาก. นี่แหละเรียกว่าจะต้องมี สัจจะเอามาเป็นข้อแรก คือ ความจริง ; ให้จริงต่อตัวเรา ต่อเกียรติยศของเรานี้ก่อน. ทีนี้มันเนื่องจากว่า จริงหรือตั้งใจจริงนี่ มันอาจจะจริงไปได้ไม่กี่น้ำ คือไปไม่ได้ยืดยาว, ถ้าหากว่า ไม่มี ทมะ เข้ามาช่วยอีกส่วนหนึ่ง. ทมะ คือ การบังคับตัวเอง เพื่อจะให้จริงไปได้ตลอดกาล พระพุทธเจ้า จึงทรงวางธรรมะข้อ ๒ เรียงลำดับลงไปว่า ทมะ คือการบังคับตัวเอง ; การบังคับ ตัวเองคือการบังคับใจของตัวเอง ให้ยังคงอยู่ในร่องในรอยของสัจจะ ดังที่ได้ ตั้งปณิธานไว้; เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นผู้บังคับตัวเอง อย่าปล่อยไปตาม อำนาจฝ่ายต่ำดึงไป จูงไป , ต้องบังคับตัวเองให้ยังคงตั้งอยู่ในอำนาจของธรรมะ ฝ่ายสูง. เราจะต้องบังคับตัวเองอย่างฉลาด ด้วยอุบายที่แยบคาย เหมือนที่ พระพุทธเจ้าท่านทรงกำชับไว้ว่า "จงบังคับตัวเองอย่างฉลาด เหมือนควาญช้าง ที่ฉลาด ถือขอบังคับช้างที่ตกมันได้ ฉันใดก็ฉันนั้น". ท่านต้องใช้คำว่า ควาญ ช้างที่ฉลาด ; เพราะควาญช้างที่ไม่ฉลาดนั้น จะมีแต่ถูกช้างฆ่าตายมากกว่า ไม่ สามารถจะบังคับช้างได้ ; ส่วนจิตของคนเราที่ประกอบด้วยกิเลสนั้น มันยิ่งกว่าช้าง ชนิดที่ตกน้ำมันเสียอีก ; เพราะฉนั้น ถ้าเราผู้เป็นเจ้าของไม่ฉลาดพอกันแล้ว มันต้องตายแน่ คือต้องจมอยู่ในกองทุกข์ กองกิเลสนั้นแน่ ไม่ขึ้นมาได้. นี้ต้อง อาศัยความฉลาด ; เป็นผู้ฉลาดแล้วบังคับตนเอง ; ต้องแสวงหาความฉลาด

น.299 มาให้เพียงพอในการบังคับตัวเอง แล้วก็มีการบังคับตนเองให้ได้ สัจจะ ก็ยังคง รุ่งเรืองอยู่ได้ตลอดไป. คิดดูเถิดว่า ความประเสริฐในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือความฉลาดรอบคอบของพระพุทธเจ้านั้น มีมากน้อยเท่าไร. ท่านวางธรรมะอะไรไว้ให้ต่อไปอีก ในการที่จะให้เราบังคับตัวเองอยู่ได้ ? ท่านก็ได้วางธรรมะที่เรียกว่า ขันติ คือ ความอดกลั้น อดทน นี้ไว้; เพราะ ว่าในการบังคับตัวเองนั้น มันต้องเจ็บปวดเป็นธรรมดา. ไปคิดดูเองเถอะว่า ในการต่อสู้กันระหว่างจิตกับธรรมชาติฝ่ายต่ำนี้ มันต้องเกิดการเจ็บปวดแน่. ทีนี้ถ้าเกิดการเจ็บปวดขึ้นมาแล้ว ไม่ทน ไม่อดทน ก็วิ่งหนีเลย วิ่งเตลิดไปเลย เรื่องมันก็ล้มเหลวกันเพียงนั้น ; ฉะนั้น ท่านจึงวาง ขันติ คือ ความอดกลั้น อดทน ให้รอได้ คอยได้ เอาไว้ให้เป็นลำดับที่สามติดกันมาทีเดียว. เรา ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย จะต้องสั่งสอนนักเรียนให้รู้จักอดทน อดกลั้น รอได้ คอยได้, อย่าใจเร็ว ด่วนได้ และไม่อดกลั้นอดทน. - อย่างในการศึกษานี้ เราจะต้องรอคอยเป็นเวลา เท่าไร ; มีความยากลำบากแล้วเราก็จะต้องอดกลั้นอดทนเท่าไร. แม้ในเรื่องที่ จะละบุหรี่, ถ้ามันเดือดร้อนระส่ำระสายขึ้นมา มันก็ต้องอดทนได้ ; มีความ จริงใจมีการบังคับตัวเอง และมีความอดทน. พระพุทธเจ้าท่านยังฉลาดยิ่งไปกว่าที่เรานึกเสียอีก คือท่านกลัวเรา จะทนไม่ไหวนั่นแหละ ท่านจึงได้ให้ธรรมะข้อสุดท้ายที่เรียกว่า จาคะ ไว้. จาคะนี้ แปลว่าสละ ; ซึ่งหมายถึงการระบายออกไป; ระบายสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ออกไป คือระบายสิ่งที่เป็นข้าศึกนั่นแหละออกไป. ฉะนั้น ในกรณีตัวอย่างของการละบุหรี่ นั้น อะไรที่มันเป็นข้าศึกของการที่จะทำให้ล้มเหลว ก็ต้องระบายออกไป ; หรือหา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาช่วยให้ระบายออกไป เช่นว่าอย่าไปในที่เขาสูบบุหรี่ หรือว่าอย่าไป ในที่ที่จะทำให้อดไม่ได้ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า จาคะ เหมือนกัน คือ สละสิ่งที่ไม่ควร

น.300 จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย. ถ้าเป็นเรื่องการละกิเลส ก็หมายความว่า เพื่อไม่ให้ ต้องอดกลั้นอดทนในการต่อสู้กับกิเลสจนเกินไปนั้น ก็มีวิธีอีกระบบหนึ่ง เป็น การระบายออกทีละเล็กละน้อยอยู่เสมอ อย่าให้มีความกดดันคราวเดียวมาก ; ฉะนั้น อะไรที่จะเป็นการช่วยได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีไว้ให้ครบถ้วน แล้วก็ระบาย ออกไปเรื่อย ทางรูเล็ก ๆ ทางช่องเล็ก ๆ นั้น ; เช่นการทำบุญให้ทาน, การ สวดมนต์ภาวนา, การตั้งอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี, หรืออะไร ๆ ต่าง ก็ถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือระบายความกดดันนี้ออกไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ต้องทน มากเกินไปจนถึงกับทนไม่ไหว. เพราะฉะนั้น ขันติ จึงมีอยู่ได้ ด้วยอำนาจของ จาคะ คือการระบายออกนั้น ซึ่งหมายถึงระบายสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในใจให้ออกไปเสีย จากใจ. อย่าได้เข้าใจเป็นอย่างอื่นเลย แม้ที่สุดแต่การทำบุญให้ทานนั้น ถ้าเป็น จาคะจริง ก็ไม่ใช่เพื่อแลกเอาสวรรค์กลับมา ; แต่ว่าเพื่อระบายความขี้เหนียว ความเห็นแก่ตัวให้ออกไป มันจึงเป็นจาคะจริง, อย่างนี้เป็นต้น ; ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่า จาคะ แล้ว ต้องเป็นเรื่องระบายออกทั้งนั้น ไม่ใช่รับเข้ามาทีหลัง ด้วยการ ลงทุนไปก่อน. ถ้าเมื่อใดเรามี สัจจะ, ทมะ, ขันติ, จาคะ เป็น team work ช่วย กันทำงานแล้ว ย่อมละอะไรได้ทั้งนั้น. ขอให้ท่านครูบาอาจารย์สังเกตดูให้ดี ๆ แล้วเอามาปรับปรุงใหม่ ให้ใช้ในการที่จะแก้ไขเด็ก ๆ ของเราได้ ด้วยการสั่งสอน หรือด้วยการอบรมก็ตาม. นี้เป็นตัวอย่างของธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือใน การละ. ธรรมะประเภทเครื่องมือ ในการประวิงเวลา, ข้อนี้หมายความว่า บางอย่างเราสู้มันทันทีไม่ได้ เราต้องประวิงเวลาไว้ก่อน ให้เรามีโอกาสตั้งเนื้อ ตั้งตัวก่อน เราจึงจะเล่นงานมันได้ ; เหมือนกับกิเลสบางชนิดนี้ จะต้องใช้

น.301 อุบายอย่างนี้ ธรรมะประเภทนี้ก็มีธรรมะชื่อ ขันติ โสรัจจะ หรืออะไรทำนองนี้ ; หรือแม้ที่สุด แต่สิ่งที่เรียกว่า อุเบกขา ในระดับโลกิยะ ก็ยังนำมาใช้ได้. ขันติ คือ อดทนได้, โสรัจจะ นั้นคือ ยิ้มไว้เสมอ ; ไม่ใช่ทนอย่าง หน้าดำคร่ำเครียดเป็นทุกข์ ; ดังนั้นจึงมีพ่วงติดกันมา เป็น ขันติโสรัจจะ = ความ อดทนที่รวมกับความเสงี่ยมงาม. ข้อนี้มันเหมือนกับที่เราได้ยินในนิทาน เรื่อง นับสิบก่อน ; พอจะโกรธใครขึ้นมา ให้นับสิบเสียก่อน แล้วจึงค่อยโกรธ. การนับหนึ่งถึงสิบเสียก่อนนั้น มันเป็นการประวิงเวลา ให้ธรรมชาติฝ่ายสูง ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ; ตั้งเนื้อตั้งตัวติด ในการที่จะต่อสู้กับธรรมชาติฝ่ายต่ำ ; คือ ความไม่โกรธนั้น มีเวลาตั้งเนื้อตั้งตัวได้ สำหรับต่อต้านความโกรธ ; เพราะฉะนั้น การสอนให้นับสิบก่อนนั้น จึงเป็นอุบายเรื่องประวิงเวลาเช่นเดียวกับธรรมะประเภท ขันติ โสรัจจะ ; อะไรเกิดขึ้น ต้องทนไว้ก่อน. ฉะนั้น คำว่า ขันติ นั้นไม่ใช่ เพียงแต่ว่า ทนเจ็บ ทนปวด ทนหนาว ทนร้อน ทนเขาค่าเขาว่า ; นั่นเป็น เรื่องสำหรับเด็กอมมือเกินไป. ขันติ ที่แท้จริงก็คือ ทนต่อความยั่วของ กิเลส. กิเลสที่จะเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทาง อะไรก็ตาม ต้องทนได้ คือว่าต้องสู้ได้ ต้องปกครองตัวเองไว้ได้ แม้ว่ามันจะยั่ว แสนจะยั่ว ; แม้ว่าเมื่อทนแล้วเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ; เช่นไม่ได้ไปดูหนังโปรแกรม นี้แล้ว จะขาดใจตายเสียให้ได้อย่างนี้ มันก็จะต้องทนได้ และมีความยิ้มแย้มเป็น ปรกติอยู่ได้ ; มันจะประวิงเวลาไว้ได้ จนกระทั่งว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันจะ มีมา ; แล้วก็จะทำสิ่งต่าง ๆ ไปโดยถูกทาง. คำว่า อุเบกขา ที่จะต้องใช้เป็นหลัก ตั้งมั่นในการต่อสู้กับอารมณ์ นี้ก็มี ความหมายอย่างเดียวกัน : เมื่ออารมณ์กระทบ ยังทำอะไรไม่ถูก ก็ให้เฉยเสีย ก่อน อย่าเพ่อโกรธ อย่าเพ่อเกลียด อย่าเพ่อรัก อย่าเพ่อกลัว อย่าเพ่อเศร้า

น.302 ๒๗๕. จริยธรรมประเภทเครื่องมือ หรืออะไรทำนองนี้ ; ประวิงเวลาให้สติปัญญาตั้งตัวขึ้นมาให้ได้ว่าจะจัดทำไปอย่างไร จึงจะควร. การที่ยกตัวอย่างมาทีละอย่าง ๆ นี้ ก็ด้วยความรู้สึก หรือสังเกตเห็น หรือเชื่อว่า ท่านครูบาอาจารย์ประสบปัญหายุ่งยาก ก็เพราะว่า ไม่ดูให้ดี จนถึงกับ จับความหมายของธรรมะแต่ละอย่าง ๆ ได้ ว่าเป็นธรรมะที่จะใช้เป็นเครื่องมือกันใน ลักษณะไหน หรือประเภทไหน ; เพราะฉะนั้น จึงพยายามที่จะแยกให้เห็นทั้ง ๆ ที่ชื่อธรรมะเหล่านี้ก็มีอยู่ในหนังสือเล่มแรก ก. ข, ก, กา ของธรรมะ คือหนังสือ นวโกวาท นั่นเอง, แต่ท่านได้เคยคิดหรือสังเกตมัน ในลักษณะอย่างนี้หรือเปล่า ขอให้ลองไปคิดดูเองก็แล้วกัน, ดังนั้น จึงได้กล่าวพอเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่า ท่านจะใช้หนังสือ ก, ข, ก, กา ของธรรมะนี้ ในลักษณะอย่างไร. ธรรมะประเภทเป็นเครื่องมือที่จะระบุต่อไปก็คือ ธรรมะที่เป็นเครื่อง มือ ประเภทสะสม. สำหรับการสะสม จะเป็นการสะสมทรัพย์ หรือสะสม เกียรติยศชื่อเสียง หรือสะสมคุณธรรมความดีในทางธรรมะโดยตรง ให้มากยิ่งขึ้น ก็ตาม เราเรียกว่าการสะสมทั้งนั้น ; และหมายถึงการสะสมที่ไม่ผิด เป็นการ สะสมที่ถูกต้อง ; อย่างนี้ท่านก็มีหลักธรรมะที่เรียกว่า ความเพียร ๔ ประการ ไว้ให้เรา ; ท่านมอบธรรมะประเภทนี้ไว้ให้เราเป็นเครื่องมือ กล่าวคือ : สังวรปธาน เพียรระวังความชั่วหรือสิ่งไม่ดี, อย่างนี้ท่านก็ได้ยินได้ฟัง กันอยู่ แต่ทำไมไม่มองให้ชัดยิ่งถึงกับว่า จะใช้เป็นเครื่องมือได้อย่างไร ; สังวร- ปธานป้องกันไม่ให้เกิดความชั่ว กับ ปหานปธาน ละความชั่วที่เกิดแล้ว; คู่นี้ เป็นการบีดอุดทางรั่วเสียก่อน ; แล้วจึงถึง ภาวนาปธาน และ อนุรักขนาปธาน

น.303 คือสร้างความดีให้ค่อย ๆ เกิดขึ้น, แล้วตามรักษามันไว้ อย่างขยันขันแข็ง ระมัดระวังเต็มที่ เป็นอีกคู่หนึ่ง ; เป็นการสร้างให้สิ่งที่ต้องการ เกิดขึ้น, และงอกงามขึ้น. การที่ท่านเอาระบบ "‘อุดรูรั่ว" มาให้ก่อน เป็นคู่แรก; แล้วเอา ระบบ "สร้างสรรค์ขึ้นมาจริง ๆ" มาให้เป็นคู่หลังนี้ เป็นเทคนิคที่ดีมาก ; แต่ทีนี้ พวกเรา แม้สังคมของเรา ประเทศชาติของเรานี้ จะไม่ได้ใช้ระบบนี้ด้วยกระมัง คือไม่ได้ใช้ระบบอุดรูรั่วต่าง ๆ นานา ทางวัตถุและทางจิตใจนี้ ให้มันหยุดรั่ว เสียก่อน ; อย่างที่อาตมาได้กล่าวถึง ในวันที่บรรยายถึงเรื่องเพลงชนิด ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ให้ฟังแล้ว ; นั่นเป็นตัวอย่างของรูรั่วอย่างยิ่ง. เราจะต้องอุดมันก่อน แล้วเราจึงจะประหยัดหรือพัฒนาในสิ่งที่ประสงค์ขึ้นมาได้. นี่แหละธรรมะเป็น เครื่องมือสำหรับการสะสม มีอยู่อย่างนี้. ถึงแม้ธรรมชื่ออย่างอื่น เช่น อุฏฐานสัมปทา, อารักขสัมปทา, กัลยาณ- มิตตตา, สมชีวิตา ก็ตาม ซึ่งท่านครูบาอาจารย์ผ่านหูผ่านตาอยู่เสมอ ก็ต้อง เอาไปใช้ให้ถูกให้ตรง ตามความหมายแห่งคุณค่าของมัน ที่จะเป็นเครื่องมือ ในการสะสมได้อย่างนี้. อาตมาจะกล่าวถึง ธรรมะที่เป็นเครื่องมือในฐานะเป็นกำลังต่อไป. คำว่า "เป็นกำลัง" นี่หมายถึงเป็นกำลังกาย และกำลังใจด้วย ไม่ใช่เฉพาะแต่ กำลังทางใจอย่างเดียว. นี่ก็เป็นธรรมะ ก, ข, ก, กา อีกตามเคย ท่องกัน ให้เกร่อไปว่า ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ๕ อย่างนี้ ชื่อว่าธรรม เป็นเครื่องทำกำลัง ธรรมะเป็นกำลัง ; แต่แล้วก็ได้แต่ ท่องแบบอัดจานเสียง แล้วเปิดดังลั่น ไม่สามารถเอามาใช้เป็นกำลัง ; ไม่เคยเอามาใช้เป็นกำลัง

น.304 ถ้าได้เอาธรรมะเหล่านี้มาใช้เป็นกำลังจริงแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ไม่เกิด เหมือนกับที่ เกิดมากและถามกันมากจนตอบไม่ทันนี้. ศรัทธา เป็นกำลัง ; หมายความว่า ความเชื่อนี้เป็นกำลังทางใจอย่างยิ่ง. คนเราถ้าลงไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสแล้ว ก็ไม่มีอะไรผลักดันให้เป็นไปตามได้ ; มัน ต้องมีความเชื่อ ความเลื่อมใส ความพอใจ ในอุดมคติอันนั้นเสียก่อน กำลังใจ ที่จะทำตามนั้นจึงจะเกิดขึ้น. เหมือนอย่างคำว่า มีความต้องการที่ไหน ความ สำเร็จก็มีที่นั่น หนทางย่อมมีที่นั่น ; นั้นมันคือศรัทธา ความเชื่อ ที่รวมเป็น อันเดียวกันกับความพอใจ ความเลื่อมใส ความเห็นด้วย ความยินดีรับ ความ ไว้วางใจ เหล่านี้มารวมไว้ที่ "ศรัทธา" คำเดียว แล้วก็เป็นกำลังอันแรกที่ทำให้ เกิดความต้องการ เป็นกำลังเริ่มต้น เป็นกำลังในฐานะที่เป็นพืชพันธุ์ สำหรับจะ เพาะหว่าน. กำลังถัดไป คือ วิริยะ ความเพียร. นี่ก็คือ energy โดยตรง ใช้เป็นเครื่องผลักดัน วัตถุประสงค์ หรืออุดมคตินั้นให้เป็นไป; มันก็เป็น กำลังผลักดันอย่างยิ่งในลักษณะหนึ่ง หรือส่วนหนึ่ง หรือมุมหนึ่ง หรือแง่หนึ่ง ; ซึ่งขาดไม่ได้. ถัดไปก็คือ สติ ความระลึกอย่างถูกต้องอยู่เสมอนี้เป็นกำลัง เพื่อจะ ควบคุมของ ๒ อย่างที่แล้วมาอย่าให้เฉไปนอกทาง มิฉะนั้นแล้ว ศรัทธาจะกลาย เป็นไม่ศรัทธา หรือความเพียร วิริยะ จะแล่นไปผิดทาง. สิ่งเหล่านี้มันอาจ เกิดขึ้นได้ เป็นได้ ; แต่สตินั่นแหละจะเป็นกำลังแข็งกล้า ควบคุมมันไว้ไม่ให้ มันผิดทาง. เช่นว่าทหารใช้ความกล้าหาญของตนผิดทางนี้ ผลอะไรจะเกิดขึ้น ; แต่ถ้าได้สติมาควบคุมไม่ให้ใช้ความกล้าหาญผิดทางละก็ มันก็ได้ผลที่น่าชื่นใจ. นี้เรียกว่า กำลังในการควบคุม.

น.305 ถัดมาเรียกว่า สมาธิ เป็นกำลังอย่างยิ่ง ; หมายถึงเป็นกำลังทางใจ มีกำลังใจมั่น เพราะว่ารวมหมด. สมาธินี้ เป็นการรวมกำลังใจทั้งหมดให้เป็นจุด จุดเดียว เหมือนกับเรา focus แสงสว่างพร่า ๆ นั้นให้มารวมเป็นจุดเดียว นี้มัน แรงมาก ส่องไปไกล เห็นไกล อย่างนี้เป็นต้น ; นี่ทางวัตถุ. แต่ทางฝ่ายนามธรรม หรือทางฝ่ายวิญญาณนั้น เรารวมกำลังใจที่มีพร่า ๆ อยู่ตลอดวันนั้นให้เป็นจุด จุดเดียว เป็นกำลังอันเดียว ส่องไปยังวัตถุประสงค์เพียงอันเดียว ด้วยเรี่ยวแรง ทั้งหมด มันจึงจะแทงทะลุตลอดถึงความจริงของสิ่งต่างๆ ได้. นี้เรียกว่ากำลัง ของสมาธิ ; แม้แต่เด็ก ๆ ก็ต้องใช้ในการเรียน ในการจำ ในการคิดการนึก ในการสอบไล่ ; เช่นนี้เป็นต้น. อันสุดท้าย เรียกว่า ปัญญา. ปัญญาเป็นกำลังนี้ มันเป็นอีก มุมหนึ่ง คือกำลังแห่งความรอบรู้ เจาะแทง ทำให้แตกฉาน รู้เท่ารู้ทัน มีไหวพริบทั่วถึงไปหมด ; นี้มันควบคุมไปทั้งหมดอีกทีหนึ่ง. สี่อย่างข้างต้นนั้น ต้องถูกควบคุมอยู่ด้วยปัญญาเสมอ ให้มันทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่ ไม่ให้เดินไป ผิดทางได้ ; หรือถ้าไปผิดทางแล้ว ก็ให้กลับมาถูกทางได้ ; หรืออุปสรรคเกิดขึ้น ก็แก้ไขได้ ; จึงเอามาไว้ให้รั้งท้าย. เมื่อรวมกันเป็น ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ ปัญญานี้ พระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่า พลธรรม คือธรรมที่เป็นกำลัง. ขอจงช่วยกันสอดส่องให้ดีเป็นพิเศษ นำมาใช้เป็นเครื่องมือทำให้เกิดกำลัง หรือใช้เป็นกำลังให้แก่เราให้ได้จริง ๆ. อาตมาจะกล่าวถึง ธรรมะ ประเภทที่เป็นเครื่องมือในการต่อสู้. มันมีอะไรบ้างนั้น นึกอยากจะเว้นคำบาลีเสีย แล้วเรียกเป็นไทย ๆ ว่า ได้แก่สิ่งที่ เรียกว่า ความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม. อุดมคติ

น.306 ของพุทธบริษัทเรา ควรจะขึ้นปากกันอยู่ที่ว่า เราปรารถนาความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม อย่างยิ่ง, ความดี หมายถึงสิ่งที่ไม่เบียดเบียนใคร ; ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น, อย่างนี้เรียกว่า ความดีในพุทธศาสนา ; ไม่ใช่ความดีอย่าง ที่คนบางพวกบัญญัติเอาเอง ว่า "ถ้าได้ละก็เป็นดี ถ้าเสียละก็ไม่ดี" ; ซึ่งทำ ให้เกิดเป็นปัญหาเรื่องกรรมว่า ทำไมคนนี้ทำดีจะตายแล้ว ทำไมจึงไม่ดี ไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้า ไม่รวยกะเขา. นี่มันพูดกลับกันอยู่เรื่อย พูดเล่นตลกกันอยู่เรื่อย. ทำไมไม่ดูตามที่เป็นจริงว่า เมื่อทำดีแล้วมันจะไม่ดีได้อย่างไร ; เพราะใคร ๆ ก็บัญญัติการกระทำอย่างนั้นว่าดี. เมื่อทำการกระทำอย่างนั้นเสร็จลงไปแล้ว มัน ก็ดีแล้ว ; เพราะมันดีอยู่ในตัวการกระทำนั้น ; เมื่อมีการกระทำนั้นแล้ว มันก็ ต้องดีแล้ว. ที่นี้จะได้เงินหรือไม่ได้เงิน จะได้ชื่อเสียงหรือไม่ได้ชื่อเสียง นั้นมัน เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เขาไปเอาเงินหรือชื่อเสียงมาเป็นความดี ซึ่งบางที ไม่ได้ แล้วก็ว่าทำดีไม่ได้ดี ; อย่างนี้มันผิดอย่างยิ่ง มีครูบาอาจารย์หลายท่านยื่นคำถามให้อธิบายเรื่อง กรรม. ที่จริงมัน ก็มีหลักเพียงเท่านี้ว่า ถ้าทำดี มันก็ต้องดีอยู่ในหลักตัวการกระทำนั้น ; ส่วนที่ ผลพลอยได้ ที่จะได้มาเป็นเงิน เป็นชื่อเสียง เป็นอะไรทำนองนั้น มันเป็นอีก เรื่องหนึ่งต่างหาก ; แต่แล้วมันก็ยังแน่นอนอยู่อีกว่า ถ้าเงินนี้ ได้มาจากการ ทำดี ก็ต้องเป็นเงินดี. ; ถ้าเงินนี้ได้มาจากการทำชั่ว มันก็เป็นเงินชั่ว. ขอให้ มองในด้านจิตด้านวิญญาณ อย่างนี้กันบ้าง อย่ามองในด้านวัตถุอย่างเดียว : จะเห็นเป็นเงินเหมือนกันไปหมด ไม่มีเงินดีเงินชั่ว. ถ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว จะเห็น ได้ชัดว่ามีเงินดี เงินชั่ว ตามที่ได้มาด้วยการทำดีหรือทำชั่ว. ชื่อเสียงก็เหมือนกัน มันมีชื่อเสียงจริง กับ ชื่อเสียงปลอม : ถ้าทำดี ก็ได้ชื่อเสียงจริงมา ; ทำชั่ว

น.307 ยธรรม ได้ชื่อเสียงมา ก็เป็นชื่อเสียงปลอม. เงินชั่วหรือชื่อเสียงปลอมนั้น มันก็ทำคนชั่ว ให้ชั่วหนักขึ้นไปอีก คือ เมื่อทำชั่วเสร็จ มันก็ชั่วไปแล้ว ; แล้วยังแถมเอาเงินชั่ว มากินมาใช้ เป็นเลือดเป็นเนื้อ, เอาชื่อเสียงปลอมมาหลอกคนเล่นอย่างนี้ มันก็ยิ่งชั่วหนักเข้าไปกว่าเดิมอีก. ทีนี้เงินดีหรือชื่อเสียงแท้ ก็เหมือนกัน : ทำดี ดีเสร็จแล้ว เป็นคนดีตั้งแต่เมื่อทำดีเสร็จแล้ว; เราเองเห็น เทวดาเห็น ; เพื่อนมนุษย์ยังไม่ทันเห็นก็ตามใจ ; แต่ว่าเราเป็นคนดี ดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ. ทีนี้ ได้เงินดีมาเลี้ยงกัน มากินมาใช้ ก็ยิ่งเป็นคนดียิ่งขึ้นไปอีก ; ยิ่งได้ชื่อเสียงดี ก็ยิ่งเป็นคนดี มีชื่อเสียงจริงยิ่งขึ้นไปอีก; นี่คือ ความดีตามหลักแห่งพระพุทธ ศาสนา และความดีนี้ เป็นกำลังในการต่อสู้. ความงาม นั้นก็เหมือนกัน ; ต้องงามด้วยธรรมะ เช่นที่พระพุทธเจ้า ท่านยืนยันว่า พรหมจรรย์นี้ งามทั้งเบื้องต้น งามทั้งตรงกลาง งามทั้งเบื้องปลาย. เรามีความงามของธรรมะ คือมีธรรมะในฐานะที่เป็นความงาม เป็นที่เกรงขาม ; เช่นเดียวกับสัตว์ที่มีความงาม ย่อมเป็นที่เกรงขามของสัตว์ที่ไม่มีความงาม ; นี้ย่อมเป็นกำลังในการต่อสู้. ความจริง คือ สัจจะ อย่างที่กล่าวมาแล้วโดยละเอียด ในเรื่องฆราวาส- ธรรม. ต่อสู้ด้วยความจริง นั้น มีตัวอย่างเช่น movement ของมหาตมคานธี ที่เรียกกันว่า สัตยเคราะห์ นั่นเอง. ความถูกต้อง นี่ก็เหมือนกัน ; หมายถึงความถูกต้องตามทำนอง คลองธรรม ที่บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้วางหลักไว้ โดยอนุวัตร ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ว่าผิดอย่างไร ถูกอย่างไร. ความถูกต้องย่อมไม่ เบียดเบียนตนและผู้อื่น เช่นเดียวกับความดี และเป็นกำลังในการต่อสู้เหมือนกัน

น.308 ความยุติธรรม นั้น หมายถึงไม่ลำเอียงด้วยอคติ เช่น ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ โมหาคติ เป็นต้น. ทั้ง ๕ อย่างเหล่านี้แหละ คือกำลังในการต่อสู้ หรือธรรมะที่เป็น เครื่องมือในการต่อสู้. ทำไมเราไม่ชนะคนชั่วด้วยความดี ? มีแต่เอาความชั่ว ไปชนะคนชั่ว ; จะให้ชนะเขาด้วยความชั่ว เรื่องมันก็ไปกันใหญ่โต. ในหลัก ธรรมนั้นท่านถือว่า คนที่ด่าตอบนั้น เลวกว่าคนที่ด่าที่แรก ; คือเมื่อคนแรก ค่ามา ก็เป็นคนที่ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นคนค่าก่อน แต่คนด่าตอบ กลับเลวกว่านั้นสองเท่า. ท่านไม่พูดอย่างคนสมัยนี้ที่พูดว่า ที่ค่าตอบนั้นก็เพื่อแก้ ให้หลุดกัน ; คนด่าตอบนี้ไม่ชั่ว, ถูกแล้ว, ยุติธรรมแล้ว, ควรเรียกร้อง สิทธิอันนี้ได้อย่างเป็นธรรม, ขอให้ชาวโลกเห็นใจ ; อย่างนี้คนทั้งหลายในโลกนี้ ก็เห็นใจยกมือกันสลอน. นี่คนในโลกสมัยนี้ เป็นอย่างนี้ ! แต่ว่าตามหลัก ของพระพุทธเจ้า ท่านถือว่า คนด่าตอบนั่นเลวกว่าสองเท่าของคนด่าทีแรก ; อย่าด่าตอบเลย, นั่นแหละคือความดีที่ชนะความชั่ว ; จะต้องใช้เป็นเครื่องมือ ชนะความชั่ว. เพราะว่าเมื่อไม่ค่าตอบนั้น เป็นเหตุให้ชนะคนชั่ว ให้หยุดค่าได้ หรือว่าให้เขาขอโทษได้ ; ฉะนนโดยทำนองเดียวกัน จะต้องชนะความไม่จริง ด้วยความจริง ; ชนะความไม่ถูกด้วยความถูก ; ชนะความไม่ยุติธรรมด้วยความ ยุติธรรม ; นี่คือหลักธรรมที่เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ระยะยาว ซึ่งทำให้ชนะ ได้แท้จริง. ธรรมะที่เป็น เครื่องมือในการก้าวหน้า นั้น ท่านวางไว้เป็นหลัก เช่น วุฒิ ๔ ; ซึ่งปรากฏว่าเป็น ก. ข. ก, กา ในนวโกวาทอีกเหมือนกัน. หลักนั้นมีอยู่ว่า ให้อยู่ในประเทศที่ควรอยู่ คือในประเทศที่มีการศึกษาหาได้, มีบัณฑิตนักปราชญ์หาได้: แล้วก็ให้ คบกับผู้ที่เป็นคนดี คือบัณฑิตหรือ

น.309 นักปราชญ์เท่านั้น ; แล้วฟังคำสั่งสอน เอาคำสั่งสอนมาคิด มาใคร่ครวญ ; แล้วปฏิบัติให้เหมาะสม ให้ควรกัน ดังนี้ ; อย่างนี้เรียกว่า วุฒิ หรือจักร ๔ เป็นเครื่องก้าวไปสู่ความก้าวหน้า หรือความเจริญ. ข้อนี้เราจะต้องปรับปรุง หลักเกณฑ์อันนี้ให้ดี ๆ ว่า เราชอบไปโรงหนังหรือว่าจะชอบไปหาผู้รู้ ในเมื่อมีเวลา ว่างเกิดขึ้นสัก ๒ ชั่วโมง ดังนี้เป็นต้น. เมื่อเราไม่พอใจในธรรมะที่เป็นวุฒิ หรือ เป็นจักรแล้ว จะไปโทษใคร ; มันก็มัวห้ามล้อตัวเองอยู่นั่นเอง. ธรรมเป็นเครื่องมือให้เกิดความสำเร็จ โดยง่าย โดยเร็วและแท้จริงนั้น คือธรรมประเภท อิทธิบาท ๔ มีอยู่หลายหมวดด้วยกัน. อิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ; คือ ความพอใจในสิ่งที่ตนจะทำเป็นอย่างยิ่ง, ความพากเพียรอย่างยิ่ง, ความเอาใจใส่อย่างยิ่ง, ความค้นคว้าสอดส่องอยู่ เป็นอย่างยิ่ง. นี่มันสบหลักวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง ว่าธรรมที่เป็น team work ยุคนี้, ๔ ข้อด้วยกันนี้, มันทำให้เกิดความสำเร็จ โดยง่ายดาย โดยเร็ว และโดยแท้จริง พระพุทธเจ้าท่านทรงแย้มว่า ถ้าต้องการจะมีอายุยืนอยู่สักกัปป์หนึ่ง ก็สำเร็จได้ ด้วยการประพฤติธรรมะชุดนี้ให้จริงจัง ; ขอให้ลองคิดดู. ธรรมะประเภทที่ทำให้เกิดความพอดี ให้รู้จักความพอดี. คนเรานี่ เสียท่าเสียทีกันมาก ก็เพราะว่าทำมากเกินไป ทำน้อยเกินไป ; ทำช้าเกินไป ทำเร็วเกินไป ฯลฯ ล้วนแต่ไม่เหมาะสมทั้งนั้น. ความพอดี นี้ ท่านเรียกว่า สมบัติของสัตบุรุษ คือสมบัติของคนดี. คนดีต้องรู้ความพอดีเสมอไป ไม่เช่นนั้น จะดีไปไม่ได้ ; ฉะนั้น สัตบุรุษจึงมีธรรมะ คือรู้ความพอดีพอเหมาะ ของเหตุ, ของผล, ของตน, ของประมาณ, ของเวลา, ของบริษัท, ของ ปัจเจกชน, รวมเป็น ๗ ประการด้วยกัน ที่ต้องรู้จักความพอดีของมัน. ขยายความว่า :

น.310 มีความรู้เรื่องเหตุ ว่ามาจากผลอะไร ; มีความรู้เรื่องผล ว่ามาจากเหตุอันไหน ; รู้จักตัวเอง ว่ามีสถานะเป็นอย่างไร ; รู้ประมาณมากน้อย สูงต่ำ ว่าควรเป็นอย่างไร ; รู้เวลา ว่าควรไม่ควร เหมาะไม่เหมาะอย่างไร ; รู้บริษัท คือหมู่คณะบุคคล หรือสังคมนั้นสังคมนี้ ว่าเป็นอย่างไร ; รู้บุคคลโดยเฉพาะคน ว่า คนนี้คนนั้น คนหนึ่ง ๆ เขาเป็นอย่างไร ; นี้รวมเป็น ๗ อย่างด้วยกัน เป็นเหตุให้รู้ความพอเหมาะพอดี ที่สมบูรณ์ อย่างยิ่ง, หรือถึงที่สุดจริงๆ . ขอให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายไปศึกษาเรื่องความ พอดี ๗ ประการนี้ให้เป็นพิเศษเถิด การปฏิบัติหน้าที่ของตน เกี่ยวกับตนเองก็ดี เกี่ยวกับเด็กก็ดี เกี่ยวกับผู้บังคับบัญชาก็ดี นี้จะอยู่ในกำมือของท่านทั้งหมด. ในที่สุด อาตมาอยากจะกล่าวถึง ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือใน ฐานะเป็นอุดมคติรากฐาน เป็นปรัชญารากฐาน. ที่ว่าต้องมีอุดมคติรากฐาน ก็ได้แก่เรื่องเช่นที่เคยกล่าวให้ฟังว่า อาตมา ไม่เลื่อมใสในหลักการหรือเรื่องของ M.R.A. เพราะพวกนั้นมีแต่สอนว่า ให้ทำ อย่างนั้น ทำอย่างนี้ ทำอย่างโน้น ให้ถึงที่สุด ; แต่ไม่บอกว่า การทำอย่างนั้น มันตั้งรกรากอยู่บนอุดมคติหรือเหตุผลอะไร. การบังคับกันคือ ๆ เช่นนั้น มัน ก็เป็นเหมือน ข่มเขาโคให้กินหญ้า เพราะมันไม่สมัครจะกิน. แต่ถ้าเรามีปรัชญา พื้นฐาน เป็นอุดมคติ เช่น เรื่องกฎแห่งกรรมที่ถูกต้อง, เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ถูกต้อง, เรื่องสิ่งทั้งหลายไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอุปาทานว่า ตัวกู ว่าของกูนี้ และเรื่องสิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ต้องเป็นไปตาม กฎของธรรมชาติอย่างนี้ ; ถ้ารู้อุดมคติ มีปรัชญาเหล่านี้แล้ว ก็จะเป็นเครื่องมือ ให้เกิดความง่ายดาย ในการกระทำทั้งหมดทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.

น.311 อย่างพวกเรา ต้องมีอุดมคติของความเป็นครูที่ถูกต้อง ในฐานะเป็น ผู้ยกวิญญาณของโลก ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ; เพราะว่า คำว่า "ครู" นี้ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่คณะบุคคล ; แต่ว่าเป็นสถาบันอันหนึ่งของโลกเพียงอันเดียว ซึ่งทำหน้าที่ยกวิญญาณของโลกทั้งโลก พร้อมกันทั้งโลก ; ถ้าเราเข้าถึงอุดมคติ อันนี้ หรือมีปรัชญาอย่างนี้เป็นรากฐานแล้ว จะถึงกับเต้นแร้งเต้นกา อยากปฏิบัติ หน้าที่ของครู ด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมด สนุกสนานเป็นควันไปทีเดียว ; ไม่มีปัญหา อะไรเกิดขึ้นเป็นความหม่นหมอง ขาดแคลน แล้วร้องทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้เลย. นี่แหละ ท่านจะเห็นได้ว่า ธรรมประเภทเครื่องมือที่สูงสุด ก็คือธรรมะที่แสดง ความจริงในขั้นปรมัตถ์ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร ; และเมื่อเอามายึด เป็นหลัก หรือเป็นอุดมคติรากฐานแล้วก็จะกระตุ้นธรรมะอื่นๆ ให้เจริญงอกงามตาม กันไปหมด. นี่คือธรรมะประเภทเครื่องมือหมวดสุดท้าย. ทีนี้ ก็มาถึงข้อที่มักจะสับสนวุ่นวาย ฉงนกันอยู่ข้อหนึ่งคือข้อที่ว่า เรา ได้ยินกันว่า "อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ = ตนแหละเป็นที่พึ่งของตน" , แกง เพราะทำ ให้งงว่า ตนจะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้อย่างไร ? ในเมื่อตนก็เป็นทุกข์เสียเองแล้ว จะเอาตนนั้นเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้อย่างไร หรือจะเป็นเครื่องมือให้แก่ตนได้อย่างไร ; ฟังดูก็คล้าย ๆ กะว่า พระพุทธเจ้านี่พูดอะไรเสียหลัก หรือผิดหลัก. แต่ที่จริงนั้น เราต่างหากที่ไม่เข้าใจของท่าน. ที่ว่าตนเป็นเครื่องมือให้แก่ตนนั้น มันหมาย ความว่า ตนกิเลส ตนโง่ ตนปุถุชนนั้น มันเป็นตนที่เป็นเจ้าทุกข์ แล้วตน ที่จะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนชนิดนั้นได้นั้น คือตนธรรมะ. ถ้าเรารู้ว่าตนที่แท้จริงไม่ใช่ ตนเนื้อหนังร่างกาย ; สิ่งที่ควรจะเรียกเป็นตัวเป็นตน เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นแก่น เป็นสารแท้จริงนั้น คือธรรมะ ดังนี้แล้วเราก็เอาธรรมะเป็นตน ; แล้วก็สามารถ จะเป็นที่พึ่งให้แก่ตน. เพราะว่าธรรมะนี้คนอื่นหามาให้เราไม่ได้ เราต้องหา เอาเอง, เรียนเอาเอง, เราต้องรู้เอาเอง, เราต้องปฏิบัติเอง, และได้ผลเอง,

น.312 แล้วธรรมะชนิดนั้นนั่นแหละคือตน ; เพราะฉะนั้น จึงแก้ไขตนที่อยู่ในสภาพที่ ไม่น่าปรารถนานั้น ให้กลายเป็นสภาพที่น่าปรารถนาได้ ; มันจึงเป็น "ตนเพื่อตน, และด้วยตน" ; สำเร็จขึ้นมาได้. ถ้าถามว่าเป็นเครื่องมือให้แก่อะไร ? ก็ตอบว่า ให้แก่ตนนั่นแหละ ; เราทำ "ตนกิเลส " ให้กลายเป็น " ตนธรรมะ" เสีย มันก็เป็นที่พึ่งแก่ตน. ข้อนี้ได้เคยชี้ให้เห็นแล้วตั้งแต่วันแรกว่า อะไร ๆ ก็ล้วน แต่เรียกว่า "ธรรมะ" ทั้งนั้น, เพราะล้วนแต่เป็นธรรมชาติทั้งนั้น. นี่ขอให้ นึกดูใหม่ นึกดูให้ดี ; ถ้าลืมเสียแล้วก็ขอให้คอยอ่านบันทึกคำบรรยายเหล่านี้ ให้เข้าใจคำว่า ทุกสิ่งเรียกว่าธรรมะทั้งนั้น. ทีนี้ธรรมชาติที่เป็นตนประเภทโง่เขลา เป็นทุกข์นั่นแหละ จะต้องเอาธรรมชาติประเภทที่เป็นตนชนิดรู้แจ้ง ฉลาดเฉลียว เห็นจริงนั่นแหละ เป็นที่พึ่ง ! นี่แหละ เราควรจะขอบคุณธรรมะที่เป็นเครื่องมือ ให้เราทุกอย่าง ทุกประการ นับตั้งแต่ ให้เกิดมา ให้มีความรู้ความเข้าใจ ให้ประพฤติดี ปฏิบัติดี ; เป็นตัวเราก็ได้, เป็นความรอดพ้นของเราก็ได้, เป็นเครื่องมือทำให้เกิดความรอดพ้น ของเราก็ได้. นี่แหละ คือธรรมในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำหรับบรรเทาทุกข์ ทั่วไป และเป็นเครื่องมือช่วยธรรมะด้วยกันเอง ให้เป็นสิ่งที่มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น ไปอีก เหมือนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ฉะนั้น ขอให้ท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลายสนใจธรรมะ เฉพาะในแง่นี้ ในความหมายอย่างนี้ ให้มากเป็นพิเศษด้วย จนท่านมี "เครื่องมือ" ขึ้นมาได้จริงๆ. มันเป็นเครื่องมือที่ท่านขอร้องนัก ขอร้องหนา ในคำขอที่ยื่นมาถึงอาตมาหลายสิบฉบับด้วยกันนั่นเอง ; อาตมาจึง รวบรวมมาตอบในคราวเดียวกัน เท่าที่จะตอบได้ในคราวเดียวกันอย่างไร. ที่เหลือ ก็จะเอาไว้ตอบต่อไปในโอกาสหน้า. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ ลงด้วยความสิ้นสุดแห่งเวลาเพียงเท่านี้.

น.313 ปาฐกถาชุด แนะแนวจริยธรรม ครั้งที่ ๙ เรื่อง การธำรงรักษา และการเผยแผ่จริยธรรม ๒๔ มกราคม ๒๕๐๕ ท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย , การบรรยายในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงการธำรงรักษา และการ เผยแผ่จริยธรรม. ขอได้โปรดทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับหัวข้อของการบรรยาย เรื่อย ๆ มาแต่ต้นว่า ในครั้งแรกที่สุด เราได้ทำความเข้าใจกันถึงแนวทาง ความหมาย หรือ หลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป ของสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม. ในครั้งที่สอง ได้กล่าวถึงแนวที่มีอยู่แนวเดียวของจริยธรรม กล่าวคือ การฝึกเพื่อความไม่ยึดมั่นตัวตน หรือไม่เห็นแก่ตน ซึ่งเป็นแนวที่ใช้ได้หมด ในทุกกรณี และทุกระดับของศีลธรรมและสัจจธรรม ในครั้งที่ ๓ ได้กล่าวถึงอุปสรรค ศัตรู ความรวนเร และความ พังทลายของจริยธรรม ว่ามีขึ้นมาได้เพราะความหลงในทางวัตถุ หรือรวมเรียกว่า "ความสุขในทางเนื้อหนัง". ๒๘๖

น.314 ๒๘๗ การธำรงรักษา และการเผยแผ่จริยธรรม ในครั้งที่ ๔ เป็นครั้งพิเศษ เพราะเป็นวันอาทิตย์ ได้กล่าวถึงมหรสพ ทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม สำหรับมนุษย์ในยุคปรมาณูนี้ ดังมีความหมายอยู่ ในถ้อยคำเหล่านั้นชัดเจนแล้ว. การที่จะไม่มีความบันเทิงในทางธรรมด้วยนั้น ย่อมไม่ได้ จะนำมาซึ่งความเบื่อหน่าย และไม่เป็นที่ตั้งของสมาธิและความเข้าใจ. การเข้าใจธรรมะนั้น มีหลักตามแนวที่เป็นพระพุทธภาษิตว่า จะต้องมีปีติและ ปราโมทย์เป็นพื้นฐาน จิตจึงจะเป็นบัสสิทธิ คือสงบระงับ. ปีติปราโมทย์นี้ หมายถึง ปีติตามทางธรรม ไม่ได้ทำจิตให้ฟุ้งซ่านเหมือนปีติปราโมทย์อย่างโลกิยวิสัย. เมื่อจิตเป็นบัสสิทธิรำงับแล้วย่อมเป็นสมาธิ และย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า การมีวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งให้เกิดความบันเทิง ในทางธรรมนั้น เป็นของจำเป็นอย่างยิ่ง แม้ที่สุดแต่ในการที่จะเผยแผ่อบรม สั่งสอนจริยธรรม ซึ่งท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะต้องสังวรไว้ในเรื่องนี้. ในครั้งที่ ๕ ได้กล่าวถึงความว่าง ซึ่งหมายถึงว่างจากกิเลส ว่างจาก ความรู้สึกว่าตัวตน ของตน นี้ว่า เป็นจุดหมายปลายทางของจริยธรรม. เรา มุ่งหมายจะให้เป็นผู้ที่มีจิตว่างจากตัวตน ก็เพื่อให้มีสติปัญญาเต็มที่ ; ถ้าจิตไม่ว่าง จากตัวตน ก็ไม่อาจจะมีสติปัญญาเต็มที่ คือจิตไม่เป็นตัวของมันเอง มันถูกกิเลส อันทำให้เห็นแก่ตัวตน หรือเป็นตัวเป็นตนนี้ ครอบงำอย่างยิ่ง. ขอให้ถือว่า ข้อนี้ เป็นจุดประสงค์ของเรา ในการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ ด้วยจิตที่ว่าง และ ใช้จิตที่ว่างในลักษณะเช่นนี้โดยเฉพาะ เป็นเครื่องมือในการศึกษา ในการปฏิบัติ การงานให้ได้ผลอย่างดี อย่างประณีต. ในครั้งที่ ๖ นั้น ได้กล่าวถึงตัวแท้ของจริยธรรม ในลักษณะที่เป็นมรรค มีองค์แปด อันเป็นตัวพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านครูบาอาจารย์จะต้อง สนใจกับองค์ทั้งแปด หรือธรรมะทั้งแปดนี้ให้ละเอียด จนเข้าใจได้ด้วยตนเอง

น.315 จึงจะสอนเด็กได้ด้วยหัวข้อของธรรมะที่ง่ายและชัดเจน และไม่น่าเบื่อ ; อาตมา ได้รับปัญหามากในเรื่องนี้ ก็ขอย้ำในลักษณะอย่างที่ได้อธิบายแล้ว. ในครั้งที่ ๗ ได้กล่าวกันถึงวิธีที่จะใช้ชีวิตประจำวัน ให้ประกอบอยู่ด้วย จริยธรรมอย่างไร หรือว่าจะใช้จริยธรรมในชีวิตประจำวันอย่างไร ก็ได้ให้ตัวอย่าง ที่พอจะนำไปคิดนึกด้วยตนเองได้. ในครั้งที่ ๘ ได้กล่าวถึงจริยธรรมประเภทที่เป็นเครื่องมือแก่กันและกัน เมื่อเรามีความประสงค์จะปฏิบัติธรรมะ ที่เป็นตัวการดับกิเลสโดยตรงนั้น บางทีต้องใช้ธรรมข้ออื่นซึ่งเป็นเครื่องมือ ให้เกิดธรรมะประเภทนั้นขึ้นมาโดย ง่ายดายอีกก็มี ; นี่เรียกว่า ธรรมะซ้อนธรรมะ. แม้หลักเกณฑ์อันนี้ ก็ขอให้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสนใจให้มาก ในเรื่องที่ธรรมะซ้อนธรรมะ หรือเป็น เครื่องมือแก่กันในลักษณะอย่างนี้ ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างยิ่ง ; เป็นวิธีที่จะต้อง ใช้อย่างยิ่ง ในการอบรมสั่งสอนธรรมะ. ส่วนในครั้งที่ ๙ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงวิธีการเผยแผ่จริยธรรมนั้น โดยตรง รวมทั้งการธำรงรักษาให้ยังคงอยู่ด้วย ; ถ้าไม่คงอยู่แล้วก็ไม่มีทางจะ เผยแผ่จริยธรรมนี้อย่างไรได้. เกี่ยวกับที่อธิบายไปแล้ว ยังมีความเข้าใจผิดบางอย่างบางประการอยู่ เช่น มีปัญหาว่า ถ้ามีความรู้สึกว่างจากตัวตน ไม่มีตัวตนหรือของตน ก็อาจจะ เกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น ถึงกับว่า ไม่ต้องเคารพบิดามารดาครูบาอาจารย์ หรือ ไม่มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีบุญคุณเหล่านี้เป็นต้น เพราะว่างจากตัวตน. ปัญหาข้อนี้ มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจที่ไขว้กันอยู่ : ที่ กล่าวว่า ไม่มีตัวตนนั้น เป็นหลักธรรมในขั้นลึก ; ที่เรามีตัวตนตามโลกสมมุตินั้น

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต