น.240 ในครั้งที่ ๔ ถือเป็นครั้งพิเศษ ซึ่งได้กล่าวถึงมหรสพในทางวิญญาณ เพื่อประโยชน์แก่จริยธรรม เพราะมีผู้คิดว่าจริยธรรมนี้น่าเบื่อเหงาหงอย ชวน เศร้า ; ที่แท้สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ไม่เป็นอย่างนั้น อาจจะให้ความเพลิดเพลิน บันเทิงได้เหมือนกัน ถ้ามีจิตใจสูงพอเหมาะพอสมกัน เป็นที่ลุ่มหลงได้มาก เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ลุ่มหลงด้วยกิเลส; มันลุ่มหลงด้วยสติปัญญา พอใจด้วย สติปัญญา ไม่ใช่พอใจด้วยกิเลส ฉะนั้นจึงต่างกัน แต่ว่าให้ความเพลิดเพลิน เหมือนกัน. ในครั้งที่ ๕ ได้กล่าวถึงจุดหมายปลายทางของจริยธรรม คือความว่าง หรือความสิ้นสุดไปของกิเลส. ในครั้งที่ ๖ ได้กล่าวถึงตัวแท้ ตัวจริงของจริยธรรม โดยระบุเจาะจง ลงไปที่อริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นตัวพรหมจรรย์และเป็นตัวศาสนา พร้อมทั้งชี้ ให้เห็นว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ใช้ได้ทั้งเรื่องโลกิยะ และเรื่องของโลกุตตระ ; และอาจจะปรับระดับให้เข้ากันได้กับชีวิตทุกระดับ เพราะเหตุฉะนั้น ในวันนี้ อาตมาจึงจะได้กล่าวถึงวิธีที่จะใช้อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือธรรมะที่เราเรียกกันว่า จริยธรรมในที่นี้ได้ในชีวิตประจำวันนี้ โดยลักษณะอย่างไร เรียกสั้น ๆ ว่า “จริยธรรมในชีวิตประจำวัน" เพราะเหตุว่าได้รับปัญหามากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงถือโอกาสประมวลรวมปัญหาของทุกท่าน มาเป็นหัวข้อบรรยายข้อหนึ่งทีเดียว เรียกว่าจริยธรรมในชีวิตประจำวันดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าท่านทั้งหลายตั้งใจจริงต่อธรรมะ คือมุ่งหมายที่จะใช้ธรรมะให้เป็น ประโยชน์จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ยาก. แต่ถ้าเป็นเพียงเรื่องสมัครเล่น คือได้ ก็เอา ไม่ได้ก็แล้วไป, นี้เพราะไม่มีอะไรมาบังคับ, มันก็ยากที่จะเป็นไปได้
น.241 เพราะสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น เราถือเป็นหลักว่าไม่บังคับ ไม่ใช่วินัย. วินัยเป็น เรื่องบังคับ แต่ธรรมะนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องบังคับ ใครจะเอาก็ได้ ไม่เอาก็ได้ แม้ใครตั้งใจจะเอา แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธี มันก็ยังไม่ได้อยู่นั่นเอง. ฉะนั้นปัญหา ใหญ่จึงอยู่ที่ว่า จะต้องเข้าใจและสนใจให้มากพอ. เพื่อจะให้เข้าใจจนเกิดความสนใจมากพอนั้น จะต้องมีแนวสำหรับคิด ในเบื้องต้นก่อน ซึ่งอาตมามีความเห็นว่า จะต้องตั้งปัญหาขึ้นมาก่อนว่า ชีวิต ของเรานี้คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า นี้เป็นหลัก logic ทางธรรมะในพุทธศาสนา โดยเฉพาะเช่นเรื่องอริยสัจจ์. อย่างเราจะรู้จักชีวิตดี เราต้องมีปัญหา ๔ ข้อเป็นอย่างน้อยว่า ชีวิตนี้คืออะไร เป็นต้น. แม้แต่เพียงว่า คืออะไรเท่านี้ มันก็มีหลายแง่หลายมุมเสียแล้ว เพราะว่า คนเราเข้าใจคำว่า "ชีวิต" นี้ต่าง ๆ กัน ในแง่วัตถุก็มี ในแง่นามธรรมทางจิตทางใจ ก็มี หรือในแง่ของปรัชญาที่ลึกซึ้งเข้าไปก็มี. สำหรับปัญหาว่าชีวิตนี้คืออะไรนั้น ย่อมตอบได้หลายทาง : ทางวัตถุล้วน ๆ เช่นทาง biology นั้น เมื่อถามว่า ชีวิต คืออะไร เขาก็ระบุไปที่ความสดชื่น หรือยังเป็นอยู่ของ protoplasm ซึ่งเป็นของ ที่บรรจุอยู่ในเซลล์ เซลล์หนึ่ง ๆ ; เป็น nucleus ของเซลล์นั้น ๆ ถ้าสิ่งที่ เรียกว่า protoplasm ยังสดอยู่ ก็ถือว่ายังมีชีวิตอยู่. แต่ว่า ความหมายสำหรับ คำว่าชีวิตในลักษณะของ biology อย่างนี้ ย่อมใช้กันไม่ได้กับทางธรรมะ ฉะนั้น ขอให้เว้นไว้ก่อน. เราจะต้องมองดูกันในแง่ของจิตใจว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น คืออะไร. ชีวิต คืออะไร กล่าวโดยทางธรรมะแล้ว เราจะรู้สึกว่าชีวิตนี้คือ ความอยาก หรือความดิ้นรนที่จะเป็นไปตามความต้องการของตัวมันเองเป็น อย่างน้อย ; ความรู้สึกเมื่อมีตัวตนเป็นศูนย์กลางอยู่ แล้วก็มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็น
น.242 วัตถุที่มุ่งหมายของมันอยู่แล้ว มันก็ทะเยอทะยานดิ้นรน เพื่อจะให้ได้สิ่งเหล่านั้น คือกระทำไปตามความอยากที่จะได้นั้น. แม้จะได้มาแล้วก็ไม่ใช่จะหยุดความอยาก เสียได้ ย่อมมีความอยากอย่างอื่น เนื่องกันกับสิ่งที่ได้มาแล้วนั้น และมีความอยาก อย่างอื่นต่อไป มันจึงดิ้นรนต่อไป คืออยากต่อไป แล้วก็ทำต่อไป แล้วได้ผลมา แล้วก็อยากต่อไป แล้วก็ทำต่อไปอีก; ได้ผลมาแล้ว ก็ยังคงอยากได้อย่างใด อย่างหนึ่งต่อไปอีกนี้ ไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปทีเดียว. นี่คือกระแสของความอยาก ของการกระทำตามที่อยาก ; ครั้นได้ผลมาแล้วก็เพื่อหล่อเลี้ยงความอยากอันนั้น เข้าไว้ หรือปรุงความอยากอันอื่นขึ้นมาอีก เป็นวงกลมที่ไหลวนเชี่ยวเป็นเกลียว ไปที่เดียว. ชีวิตในแง่ของธรรมะ หรือในแง่ของปรัชญาทางพุทธศาสนาเรา มีความหมายกันอย่างนี้. มันจะใช้กันได้กับท่านทั้งหลายหรือเปล่า ขอให้ลองคิดดู ให้เป็นข้อแรกก่อน ถ้ามันเป็นสิ่งที่ใช้ได้ ก็พอจะวินิจฉัยกันต่อไปได้ ; ฉะนั้น จึงนิยามคำ ๆ นี้อย่างสั้น ๆ ว่า ชีวิตคือกระแสแห่งความดิ้นรน. ถ้าถามว่า ชีวิตนี้มันมาจากอะไร เนื่องมาจากอะไร ท่านก็ลองคิดดูว่า มันเนื่องมาจากอะไร. ถ้าตามทางวัตถุ คงจะตอบว่า เพราะมันอยากได้อะไร สักอย่างหนึ่ง ; แต่ในทางธรรมะที่ลึกไปกว่านั้น เราถือว่ามันเนื่องมาจากความ ไม่รู้ ความไม่รู้นั้นแหละเป็นเหตุให้ดิ้นรนอย่างนั้น. ถ้ารู้หรือมีสภาพแห่งความรู้ เข้ามาแล้ว มันก็หยุดทันที จึงตอบว่ามันมาจากความไม่รู้ ; ดังนั้นจึงถือว่าตาม ปรกติธรรมดาที่เป็นอยู่เองนี้ เราไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร หรือชีวิตนั้น มันไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า อะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง ; นั่นคือสภาพที่ปราศจาก ความรู้ ที่เราเรียกว่า อวิชชา เป็นเหตุให้สร้างความดิ้นรน หรือสร้างกระแส แห่งความดิ้นรนขึ้นมา. ถ้าถามว่า ชีวิตนี้เพื่ออะไร. คำตอบนี้คล้ายกับกำปั้นทุบดิน คือ คำตอบว่า เพื่อหยุด. ถ้ามีปัญญาก็จะมองเห็นว่า ไม่ใช่กำปั้นทุบดิน. อย่าง
น.243 จะถามว่า กินเพื่ออะไร มันก็เพื่อหยุดกิน ; หรือว่าทำงานเพื่ออะไร ก็เพื่อจะได้ หยุดทำงาน; หรือว่าเดินทางเพื่ออะไร ก็เพื่อจะได้หยุดเดินทาง เพื่อถึงที่หมาย ปลายทาง แล้วจะได้หยุดเดินทาง. เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ชีวิตนี้คือกระแส แห่งการไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปแล้ว มันจะเป็นไปเพื่ออะไร นอกจากเพื่อจะ ได้หยุด ; เพราะมันต้องเป็นไปเพื่อหยุดโดยแน่นอน. หยุดนั่นแหละคือ ความว่าง หรือความหยุด หรือความสงบ ซึ่งแล้วแต่จะเรียก คือไม่เป็นความทุกข์ ก็แล้วกัน ฉะนั้นจึงกล่าวว่า เพื่อความไม่ทุกข์. ที่เราขวนขวายกันทุกทางนี้ ที่แท้ควรจะเป็นไปเพื่อความไม่ทุกข์ ; แต่เนื่องจากไม่รู้จักความทุกข์ หรือความ ไม่ทุกข์อย่างถูกต้อง จึงดิ้นรนเท่าไร ๆ ก็ไม่เคยประสบความหยุด หรือความพ้น ทุกข์สักที เลยพาเอาความดิ้นรนนั้นแหละ เป็นเพื่อนเข้าโลงไปด้วย. นี้เรียกว่า เพราะไม่รู้ว่าชีวิตเพื่ออะไร. ปัญหาข้อต่อไปว่า จะโดยวิธีใด คือว่าจะหยุดได้โดยวิธีใด ? นี่มัน ก็ต้องหาความรู้เข้ามา ; เพราะว่ามันวิ่ง ก็เพราะความไม่รู้ ; หยุดได้โดยวิธีใด ก็ต้องสิ่งตรงกันข้าม คือความรู้; เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีความรู้ชนิดที่จำเป็น แก่ชีวิต มันจึงจะเป็นชีวิตที่หยุดได้ นี่คือหัวข้อแรกที่ว่า ชีวิตคืออะไร. ส่วนข้อที่ว่า เราจะใช้ธรรมะใน ชีวิตประจำวันได้อย่างไรนั้น เราจะต้องแยกชีวิตออกเป็นสองรูปสองแบบเสียก่อน คือว่า ชีวิตโดยพื้นฐาน นี้อย่างหนึ่ง ชีวิตเฉพาะเหตุการณ์ นี้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน เฉพาะเหตุการณ์ เฉพาะเรื่อง เฉพาะคน. ชีวิตพื้นฐาน หมายถึงความที่เราจะต้องมีพื้นฐานแห่งความมีชีวิตหรือ ความเป็นมนุษย์ของเรานี้อย่างถูกต้อง ตลอดสายหรือตลอดกาล ตลอดทุกเวลา เป็นพื้นฐาน. ถ้าท่านจะถามว่าธรรมะสำหรับชีวิตพื้นฐานตลอดเวลานี้คืออะไร ?
น.244 มันก็ไม่พ้นที่จะระบุไปยัง ความรู้จักควบคุมจิตใจ ไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู ของกู ให้ว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู ไม่ให้มีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นมา แต่อย่างใด อย่างหนึ่ง นั่นเอง. นั่นแหละคือพื้นฐานทั่วไปของธรรมะที่จะใช้กับชีวิตที่เป็น พื้นฐานประจำวันและตลอดเวลา ; ฉะนั้นถ้าจัดการเรื่องพื้นฐานไม่ได้ ข้อปลีก ย่อยเฉพาะเรื่องก็ทำไม่ได้ เพราะสิ่งต่าง ๆ มันจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน. แปลว่า เราจะต้องมีจิตใจดี มีพื้นฐานของจิตใจดี มีหลักเกณฑ์ของความคิด, ความ เข้าใจ, ความเชื่ออะไรดี เป็นพื้นฐานเสียก่อน ; ซึ่งทั้งหมดนั้นจะไปรวมอยู่ที่ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นสิ่งใดไว้ ด้วยความเป็นตัวตน ของตน ; เพราะว่าความรู้สึก ยึดมั่นถือมั่นนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็ปิดบังปัญญาเสียหมดสิ้น ฉะนั้นต้องขจัดออกไป ให้ปัญญาอยู่แทน เพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งสรุปความแล้วก็คือว่าทุกสิ่งนั้นไม่ควร ยึดมั่น ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา ดังกล่าวแล้วนั่นเอง. ฉะนั้นถ้าเรามีพื้นฐาน ของชีวิตถูกต้องโดยอาศัยธรรมะพื้นฐานที่สุดอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าชีวิตประจำวัน ของเราโดยพื้นฐานนั้นดีที่สุดแล้ว ดังนั้นจะต้องถือว่า ชีวิตพื้นฐานนี้มันจะต้อง เป็นของประจำวันด้วยเหมือนกัน เพราะมันตั้งอยู่เป็นพื้นฐานตลอดวันตลอดคืน ทั้งหลับและทั้งตื่น. ที่ว่าทั้งหลับนี้หมายความว่า แม้ตกอยู่ในความหลับก็ไม่ ฝันร้าย อย่างนี้เป็นต้น. สำหรับชีวิตเฉพาะเรื่อง เฉพาะกรณี นั้น หมายความว่า เราแต่ละคน มีหน้าที่จะต้องทำต่าง ๆ กัน นี้ก็อย่างหนึ่ง ; แล้วยังมีสิ่งต่าง ๆ มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าเรียกรวม ๆ กันก็เรียกอย่างนี้ เป็นเรื่องจาก บุคคลนั้นบุคคลนี้ จากบุคคลภายนอก บุคคลภายใน ที่ต้องประสบเป็นธรรมดา, เป็นเรื่องแสวงหา เรื่องบริโภคใช้สอยต่าง ๆ เหล่านี้ มันมีเฉพาะเรื่องและเฉพาะ คน ; นั่นก็จะต้องมีธรรมะเฉพาะเรื่อง หรือตรงกันกับเรื่อง มาช่วยขจัดปัดเป่า เป็นกรณีพิเศษออกไปจากส่วนที่เป็นพื้นฐาน. ฉะนั้นขอให้เรารู้จัก แยกชีวิต
น.245 ออกเป็น ๒ รูป ในทำนองที่ว่า ชีวิตประจำวันนั้น ส่วนที่เป็นพื้นฐานทั่วไปย่อม เหมือนกันหมดทุกคน ทุกเวลา และทุกแห่ง นั้นก็แบบหนึ่ง รูปหนึ่ง ; แล้ว ก็ส่วนที่เป็นกรณีเฉพาะคนจริง ๆ เฉพาะเวลาจริง ๆ เฉพาะเหตุการณ์จริง ๆ นั้น ก็แบบหนึ่ง ; เมื่อเข้าใจทั้ง ๒ แบบแล้วมันก็ง่าย. ขอย้ำเตือนว่า แบบพื้นฐาน ทั่วไปนั้น จะต้องอาศัยหลักไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือมีจิตว่างจากตัวตนนั่นแหละ เป็นพื้นฐาน. ที่นี้ก็มีสติปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันเฉพาะเรื่อง เฉพาะ เวลา ด้วย สติปัญญาที่เกิดมาจากความว่าง นั่นเอง แต่ว่ามีสติปัญญาให้ตรง ตามเรื่อง ที่ว่าจะต้องใช้ธรรมะข้อไหน อย่างไร ; เช่นว่าจะต้องใช้ธรรมะชื่อ หิริ โอตตัปปะ สติ สัมปชัญญะ สันโดษ เลี้ยงง่าย หรืออะไรทำนองนี้เป็นต้น. ขอให้เข้าใจในการที่จะวางพื้นฐานให้ดีเสียก่อนเถิด แล้วมันจะเหมือน กับป้อมค่ายที่มั่นคง ที่ยากที่ข้าศึกคือกิเลสนั้นจะตีแตก ; ธรรมะพื้นฐานเป็นสิ่ง ที่จำเป็นอย่างนี้. เพื่อให้ง่ายขึ้น สำหรับปัญหาชีวิตประจำวันประเภทเฉพาะหน้า อยาก จะให้ทุกคนรู้จักคิดปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม อย่างน้อยก็ควรจะรำพึงว่า เกิดมา ทำไมหนอ ? ที่ใช้คำว่า "หนอ" ก็เพราะว่าต้องคิดนานสักหน่อย มันคงไม่เห็น คำตอบได้ทันที. เมื่อถามว่า เกิดมาทำไมนี่ ย่อมตอบได้ต่าง ๆ กันมากมายเหลือ ที่จะเอามาเปรียบเทียบกันได้. ลองคิดคำตอบดูด้วยกันทุกคนในที่นี้ เชื่อว่าคงจะ ไปคนละทิศคนละทาง และบางทีก็น่าขบขันที่สุด. บางคนเข้าใจผิด โดยได้ฟัง มาผิด หรือเขาสอนมาผิด ว่าเกิดมาเพื่อทนทุกข์ อย่างนี้ก็มี ; บางคนก็มากไป จนถึงกับว่า เกิดมาเพื่อสนุกกันใหญ่ ไม่ต้องคิดถึงอะไรหมด ; อย่างว่าเกิดมา เพื่อกิน เพื่อดื่ม เพื่อสนุก รื่นเริงกันเต็มที่ เพราะว่าพรุ่งนี้เราอาจจะตายเสียก็ได้, อย่างนี้ก็มี ; และบางคนก็เกิดมาเพื่อหวังจะเอาอะไรที่ยังอยู่ไกลนอกฟ้าหิมพานต์
น.246 ทีเดียว ; เขายังไม่รู้จัก ยังไม่เข้าใจ ยังมืดมัว แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะเอาให้ได้ อย่างนั้นก็มี. นี่ ล้วนแต่แกว่งไปสุดเหวี่ยง คนละทิศคนละทางต่าง ๆ นานา อย่างนี้มันจะเอามาใช้กันได้กับการที่จะศึกษาธรรมะ หรือใช้ธรรมะให้เป็น ประโยชน์ ได้อย่างไร. ปัญหาข้อนี้มันซับซ้อนอยู่หลายชั้น ที่ถามว่าเกิดมาทำไมนี้ มันเป็นการถามและการตอบของคนที่ไม่รู้เรื่องจริง มันรู้เรื่องที่ไม่จริง คือกลาย เป็นมีตัวมีตนที่ได้เกิดมา จนกระทั่งไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมในที่สุด. ถ้ารู้เรื่องจริง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ก็หมายความว่า ไม่ได้มีตัวมีตนซึ่งเกิดมา ; มีแต่ ความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ที่เป็นรูป เป็นนาม เป็นขันธ์ เป็นธาตุ เป็นอายตนะ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๆ เท่านั้น ; ไม่ได้มีใครเกิดมา ไม่ได้ มีใครเป็นอยู่ ไม่ได้มีใครตายไป ไม่ได้มีใครจะเกิดใหม่ ; อย่างนี้เป็นต้น. แต่ทีนี้เราจะพูดกันอย่างที่เรียกว่าโดยโวหารสมมุติ คือมีคนสนใจเรื่อง ธรรมะ กระทั่งสนใจว่าเกิดมาทำไม. นี่ถ้าจะให้เข้ารูปกันกับธรรมะ มันจะต้อง ตอบว่า เกิดมาเพื่อรู้ธรรมะ มากกว่าอย่างอื่น ; เพราะว่าที่จริงนั้นมันไม่ได้ เกิดมาเพื่ออะไร ไม่ได้มีอะไรเกิดมา ; แต่ความหลงผิดมันหลงไปว่า มีอะไร เกิดมา มีตัวเราเกิดมา. เมื่อความจริงมันไม่มีอะไรเกิดมา มันก็ไม่ต้องมีวัตถุ ประสงค์มุ่งหมายอะไรก็ได้ แต่ถ้าสมมุติว่าความรู้สึกอย่างนี้ เป็นความรู้สึกของ ปุถุชนสามัญว่าเกิดมาแล้ว ที่นี้ก็ถามขึ้นว่า เกิดมาเพื่ออะไรกัน. มาเพื่อหาเงิน จนตายไม่รู้จักหยุดจักหย่อน, มาเหน็ดเหนื่อยจนตายไม่รู้จักหยุดจักหย่อน, หรือ ว่ามาเพลิดเพลินสนุกสนานไม่รู้จักหยุดจักหย่อน, เกิดมาเพื่อต้องบริหารร่างกาย ให้ปรกติสุขอยู่เสมอไม่รู้จักหยุดจักหย่อน, เกิดมาเป็นทาสของร่างกาย อย่างนี้ น่าสนุกไหม ? มันล้วนแต่จะต้องคิดดูทั้งนั้น. ถ้าสมมุติว่าเราเกิดมา มีภาระ หน้าที่ผูกพันทุกอย่างทุกประการ ทั้งข้างนอกและข้างใน ทั้งส่วนสังคมและส่วน ตัวเราล้วน ๆ ทั้งส่วนร่างกาย ทั้งส่วนจิตใจ อย่างนี้แล้ว เราจะเห็นได้ทันทีว่า
น.247 การเกิดมานั้น มันเป็นความทนทรมาน ; ฉะนั้น ความมุ่งหมายของการเกิดมา ก็เพื่อจะศึกษาให้เอาชนะความทนทรมาน หรือความทุกข์ให้ได้. ถ้าคิดอย่างนี้ ค่อยง่ายหน่อยว่า เราเกิดมาเพื่อเอาชนะความทุกข์ จะจริงหรือไม่จริงนั้น จะต้อง คิดดูด้วยตนเองทุก ๆ ท่าน อย่าไปเชื่อดายตามคำที่มีเขียนไว้อย่างนั้นอย่างนี้ กล่าวไว้อย่างนั้นอย่างนี้. เราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ และที่มันมีอยู่เอง เป็นอยู่ เอง เป็นไปเอง โดยใครบังคับมันไม่ได้นั้น คืออะไรกันแน่? คือการที่ต้องรับ ภาระบริหารร่างกาย จิตใจ ชีวิตการงาน เรื่อยไป อย่างนี้ใช่หรือไม่ ? แล้วมัน เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ? ถ้ามันเป็นสุขก็ดีไป เพราะเมื่อเป็นสุขอยู่ในตัวเองแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ; แต่ถ้าว่าเกิดมาเพื่อทุกข์ มันก็มีปัญหาที่จะเอาชนะความ ทุกข์นั้นให้ได้. โปรดอย่าใช้คำว่าหนีทุกข์ ! เพราะคำว่าหนีทุกข์นั้น ไม่ใช่คำเดียว กับคำว่า เอาชนะความทุกข์. แม้แต่คำว่าดับทุกข์ ก็ไม่น่าจะใช้ ถ้าจะใช้คำว่า ดับทุกข์ ต้องอธิบายให้ถูก; ส่วนเรื่องหนีทุกข์นั้น เป็นอันว่าไม่ต้องพูดถึง มันผิดด้วยประการทั้งปวง ; จะมีศาสนาไว้เพื่อให้หนีทุกข์นั้น เป็นเรื่องงมงาย โง่เขลาอย่างยิ่ง. หรือแม้ที่สุดแต่ว่าบวช ออกจากบ้านเรือนไปบวช นี้ก็ไม่ใช่ เพื่อจะหนีทุกข์ ; นั่นเป็นคำพูดที่ว่าเอาเอง มันผิดอย่างยิ่ง ; ที่ถูกมันต้องเพื่อ เอาชนะความทุกข์. แม้ที่พูดว่าเพื่อดับทุกข์นั้น ก็ไม่ค่อยถูก หรือถูกครึ่งเดียว ผิดครึ่งถูกครึ่ง ; คือว่า เราไม่ต้องไปเหน็ดเหนื่อย มัวไปดับทุกข์มันอยู่. ม้ว ไปกับมันทำไม เรามีวิธีใดวิธีหนึ่ง ที่ไม่ให้มันมาทำอะไรเราได้ก็แล้วกัน นั่นแหละ เรียกว่าเอาชนะความทุกข์ : เราทำให้ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความอะไรทุก ๆ อย่างนั้น ไม่มีความหมายไปเลย ; มันเป็นตัวมันเองไปตามเรื่อง ตามราวของมันเถิด มันไม่มาทำอะไรเราได้ก็แล้วกัน .. นี่ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว จะต้องเรียกว่า เราเกิดมานี้ เพื่อเอาชนะความทุกข์ ไม่แพ้แก่ความทุกข์
น.248 ไม่ต้องหนีทุกข์ และไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยไปดับทุกข์ ; เหมือนกับพูดว่า "เอาไม้สั้น ไปรันอุจจาระ" แสดงว่ามันยุ่งเปล่า ๆ มันเลอะเทอะเปล่า ๆ มัน สกปรกเปล่า ๆ ความทุกข์นี้ก็เหมือนกัน : เราไม่ไปแตะต้องกับมัน โดยที่ เรามีวิธีที่ฉลาด ที่จะอยู่เหนือ ที่จะเอาชนะมันได้ ก็พอแล้ว. เราก็มีปัญหาต่อไปว่า มีความทุกข์ชนิดไหนบ้าง ที่ทางวัตถุนี้เอาชนะ ไม่ได้. คำว่า "ทางวัตถุ" นั้น อาตมาหมายถึงมีเงิน มีทอง มีอำนาจวาสนา และมีวัตถุ มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ มีความรู้ทางวัตถุนี้ กระทั่งมีเงินมาก มีทรัพย์สมบัติมาก มีอำนาจวาสนามาก มีเครื่องมือสารพัดอย่างนี้แล้ว ยังมี ความทุกข์ชนิดไหนอยู่อีก ที่อำนาจทางวัตถุเช่นนี้ เอาชนะมันไม่ได้ ลองคิดดู ต่อไป. ในที่สุดเราก็จะย้อนมาพบว่า ความทุกข์ที่เกิดมาจากความเห็นแก่ ตัวตน คือตัวกู ของกู ที่ปรุงแต่งขึ้นมานี้แหละ เป็นสิ่งที่วัตถุแก้ไม่ได้ ชนะ ไม่ได้ เพราะว่าสิ่งนั้นแหละ มันปรุงวัตถุขึ้นมา หรือวัตถุไปตกอยู่ใต้อำนาจของ สิ่งนั้น ถูกสร้างขึ้นมาโดยสิ่งนั้น ; ฉะนั้น วัตถุแม้จะมีมาก มีอิทธิพลสูงอย่างไร ก็จะแก้ความทุกข์ชนิดนี้ไม่ได้ จึงต้องอาศัยสิ่งอื่นที่ดีกว่า ที่ประเสริฐกว่า มากมาย ทีเดียว. นั่นแหละ คือ ธรรมะ ! ธรรมะจะเข้ามาที่ตรงนี้ มีช่องทางที่ธรรมะ จะต้องเข้ามาตรงนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เรา ; เราจึงรับเอาธรรมะเข้ามาใน ฐานะเป็นเครื่องมือ สำหรับเอาชนะความทุกข์ประเภทที่วัตถุช่วยแก้ให้ไม่ได้ นั่นเอง. ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ลองคิดดูให้ดีว่า เรากำลังมีสิ่งที่ว่านี้ มีเครื่องมืออันนี้แล้วหรือยัง ; หรือว่าสิ่งที่เรากำลังเรียน กำลังทำ กำลังศึกษา
น.249 กำลังมุ่งมาดปรารถนานั้น มันออกไปจากขอบวงของวัตถุแล้วหรือยัง ; หรือว่า ยังตกอยู่ในวงของวัตถุ ยังเป็นเรื่องมัวเมาทางวัตถุ; ถ้าอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่ ธรรมะ เราจะต้องอยู่เหนือนั้นไปอีก จะต้องมีจิตใจ มีความรู้สึก ที่อยู่เหนือ วัตถุ จึงจะเป็นธรรมะ จึงจะมาควบคุมวัตถุ ที่เป็นปัญหายุ่งยากในชีวิตประจำวัน ได้. ปัญหายุ่งยากในชีวิตประจำวัน หรือชีวิตประจำวันที่เป็นปัญหายุ่งยากนั้น ไม่มีอะไรเลย ล้วนแต่เนื่องมาจากวัตถุทั้งนั้น. ความยุ่งยากเหล่านี้ไม่อาจจะเกิด มาจากธรรมะ หรือจากเรื่องทางฝ่ายธรรมะ ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจได้เลย. แต่ เมื่อจิตใจตกมาเป็นบ่าวของวัตถุ เป็นทาสของวัตถุ หมดอิสรภาพแล้ว วัตถุก็สร้าง ปัญหาขึ้นแก่จิตใจในชีวิตประจำวัน. เราจะแก้อย่างไร ? เราต้องมี สิ่งที่เหนือกว่า คือธรรมะที่สามารถจะครอบงำอำนาจของวัตถุได้ นั่นเอง. นี่แหละเราจะพบว่า มีความทุกข์อยู่อีกแบบหนึ่ง ซึ่งวัตถุไม่อาจจะเอาชนะได้ แต่จะต้องเอาชนะด้วย สิ่งซึ่งมีอำนาจเหนือวัตถุ คือ "ธรรมะ" ในฝ่ายทางจิตใจ หรือทางฝ่ายวิญญาณ ที่หลาย ๆ คนไม่ชอบให้เอ่ยชื่อถึงนั่นเอง. เมื่อเป็นดังนี้ก็แปลว่า ธรรมะนั้นเป็น เรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในส่วนนี้ คือในชีวิตประจำวันนี้เอง. ปัญหาควรจะดำเนินต่อไปมีว่า เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว อะไรจะเป็นสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ เป็นประจำวัน ? คือได้แก่เรื่องทางวัตถุ หรือเรื่อง ทางจิตใจกันแน่ ที่เราควรจะได้ในฐานะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเป็นประจำวัน หรือตลอด ชีวิต ? ข้อนี้พุทธศาสนาไม่ได้เป็นเอามาก ๆ จนถึงกับรังเกียจฝ่ายโน้น รักฝ่ายนี้ โดยส่วนเดียว; เพราะว่าถ้าทำดังนั้นก็ไม่เป็นสายกลาง ไม่ใช่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. เราไม่รังเกียจอะไรหมด แต่แล้วเราก็ไม่หลงรักอะไรหมด ; แต่ว่า เรายังมีสติ ปัญญาที่จะควบคุมมันทุกอย่างทีเดียว. สำหรับวัตถุนั้น เราต้องใช้ เราต้องเข้าไป เกี่ยวข้องเสมอ แต่เราทำไปด้วยสติปัญญา หรือด้วยธรรมะที่ควบคุมมันได้ ; เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นวัตถุหน้าใหม่เข้ามา คือเป็นวัตถุที่ถูกควบคุมแล้ว ที่ควบคุม ได้เป็นอย่างดีแล้ว และ อยู่ในอำนาจของเรา.
น.250 รื่องทางฝ่ายนามธรรมหรือทางฝ่ายจิตใจ เราก็ระบุเอาเฉพาะตรงที่ เป็นความรู้อย่างถูกต้อง อย่างพอเพียง อยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ต้องเป็นเอา มาก ๆ เหมือนกับคนบางพวกที่คิดว่า จะทำลายร่างกายนี้เสีย ให้เหลือแต่จิตใจ ล้วน ๆ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิพวกหนึ่ง ซึ่งบำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยค ทำลายร่างกาย หรืออะไรยิ่งไปกว่านั้น. หรืออีกอย่างหนึ่ง ที่มีกล่าวถึงพวกพรหมชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีใจมีแต่ร่างกาย เพราะความคิดของเขารุนแรงมากถึงกับเกลียดใจ ไปโทษ ใจว่า เพราะมีใจนี่แหละ จึงเกิดความทุกข์ขึ้น อย่างนี้ก็มี. เรื่องจริง ๆ จะมีได้ อย่างไรนั้นไม่แน่ แต่ความคิดอย่างอุตริวิตถารเช่นนี้นั้น มีได้แน่ มีได้แก่คนที่ ชอบคิด หรือตั้งใจคิด และคิดรุนแรงตะพึดตะพือไป. พระพุทธศาสนาเราจะถือหลักไปในทางที่ว่า จะมีจิตใจที่ควบคุมแล้ว จะมีวัตถุที่ควบคุมแล้ว จัดแจงปรับปรุงสร้างสรรค์ให้สัมพันธ์กันเป็นอย่างดีแล้ว คือ ในสภาพที่เหมาะสมแก่การที่จะไม่เป็นทุกข์นั่นเอง. ปัญหาที่ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้นี้ ขอให้จำเอา ไปด้วย ; ถ้าคิดปัญหาข้อนี้ถูกแล้ว การใช้ธรรมะในชีวิตประจำวันจะง่ายดายที่สุด. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ยังจำเป็นที่จะต้องแยกเรื่องวัตถุกับเรื่องทางวิญญาณ หรือ จิตใจนี้ ออกเป็น ๒ เรื่องได้เสมอไป เพื่อเห็นความแตกต่าง แล้วควบคุมให้ได้ นั่นเอง คือเราจะต้องมองให้เห็นว่า พวกที่หลงไปทางวัตถุนิยมนี้ เขาแสวงหา ความสุขจากวัตถุ และด้วยการตามใจกิเลส. นี่ ขอให้จำประโยคนี้ให้ดี ๆ ว่า พวกที่ตกไปฝ่ายวัตถุนั้น จะแสวงหาความสุขจากวัตถุ ด้วยการตามใจกิเลส. นี่แหละเราทุกคนกำลังหวังที่จะแสวงหาความสุขจากอะไรกันแน่ ; จากวัตถุต่าง ๆ ที่เรามุ่งหมายจะสร้างสม สะสมขึ้นข้างหน้าให้มากมายใช่หรือไม่ ? หรือมุ่งหมายจะ แสวงหาความสุขจากการกระทำต่อจิตใจให้ถูกต้อง และให้เกิดความสงบสุขอย่าง ประเสริฐขึ้นมาโดยไม่ต้องเกี่ยวกับวัตถุเลย ?
น.251 เรามุ่งหมายทางวัตถุตะพึดตะพือไป โดยถือหลักว่า เมื่อวัตถุสมบูรณ์ แล้ว จิตใจก็สมบูรณ์เอง เมื่อวัตถุถึงที่สุดแล้ว จิตใจก็มีความสุขถึงที่สุด ; ก็ขอ ให้ทราบว่า นี่แหละคือ dialectic materialism ซึ่งเป็นต้นกำเนิดและหัวใจของ คอมมูนิสต์ ; จะเอาหรือไม่เอา ก็ลองคิดดูเอง ! ถ้าหากว่า แสวงหาความสุขทางฝ่ายนามธรรม ซึ่งอยากจะเรียก หรือ ขอเรียกไปที่ว่า มโนนิยม ; เพราะไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร มันเป็นการ บัญญัติคำที่ก้าวหน้าเร็วเกินไปก็ได้ ขอเรียกไปที่ก่อน เพื่อพอพูดกันได้เท่านั้นเอง ; คือถ้าเราไม่เป็นวัตถุนิยม แต่ เป็นมโนนิยม แล้ว ก็แสวงหาสุขจากความเป็นอิสระ เหนือวัตถุ ด้วยการแผดเผากิเลสนั้นเสีย ; มันตรงกันข้ามอย่างนี้. ถ้าเป็นวัตถุนิยม ก็ต้องแสวงหาความสุขจากวัตถุ ด้วยการตามใจกิเลส ปรน ปรือกิเลส; แต่การแสวงหาความสุขทางวิญญาณนี้ เป็นมโนนิยม และ แสวงหาความสุขจากความเป็นอิสระอยู่เหนือวัตถุ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ และก็ด้วยการเล่นงานกิเลส แผดเผากิเลส ทำลายกิเลส ไม่ตามใจกิเลส ; มันตรง กันข้ามอย่างนี้. แต่บางคนไม่กล้า. การที่ไม่กล้านี้มีได้หลายอย่าง เพราะ อ่อนแอ กลัวจะไม่ได้สนุกสนานตามความฝันที่ฝันไว้นานมาแล้ว และที่ฝันมากมาย ทั้งยังฝั่นต่อไปอีกข้างหน้า โดยไม่สิ้นสุด. ถ้ามีคนกล้า กล้านึก กล้าคิด กล้าตัดสินใจกันใหม่ นี่แหละจะค่อยเป็น ไปได้ คือมีช่องทางที่เราจะเอาชนะวัตถุได้. ถ้าเดินมารูปนี้แล้ว ปัญหาในชีวิต ประจำวันแทบจะไม่มีอะไรเหลือ คือจะไม่มีปัญหาอะไรเหลือ แต่มันจะราบรื่น ไปหมด ; จะไม่มีปัญหาชีวิตประจำวันเกิดขึ้นมาก จนยื่นคำถามข้อนี้มาก เพราะ คงจะล้วนแต่ประสบปัญหาทางวัตถุมาทั้งนั้น ซึ่งจะประมวลได้ว่า เพราะสิ่งต่าง ๆ
น.252 ทางวัตถุนี้ หรือที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกนี้ ล้วนแต่เป็นไปตามที่กิเลสต้องการ ; ไม่ใช่ที่สติปัญญาต้องการ. คือมีกิเลสออกมาแสดงบทบาทเป็นใหญ่ เป็นประธาน เสียเรื่อย ฉะนั้นจึงมีความประสงค์มุ่งหมาย คือมี aim หรือมี goal อยู่ตรงที่จะได้ วัตถุเต็มตามความต้องการของกิเลส. เมื่อเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะ ไม่ให้ปัญหาประจำวันเกิดขึ้นมากมายจนสางไม่ไหว อาตมาใช้คำว่า จนสางไม่ไหว มันจะเกิดขึ้นมามากมายจนสางไม่ไหว คือปัญหาประจำวันที่มีอยู่ทุกวัน ๆ จะเกิดเสีย จนสางไม่ไหว. แต่ถ้ากลับตรงกันข้ามเสียแล้ว ปัญหาชีวิตประจำวันมันจะ สลายตัวไปเองทันที อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเราทุกคนกำลัง ขาดอยู่อย่างยิ่ง ก็คือ ความมีนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา นั่นเอง. ความมีนิพพานเป็น goal เป็น object เป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมายอยู่ ตลอดเวลานั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนกำลังขาดกันอยู่ และทำให้ปัญหาประจำวันมี มากขึ้น ในการปฏิบัติหน้าที่การงานของตน. คงจะมีคนบางคนตะโกนอยู่ในใจว่า "มันจะทำได้อย่างไรกันโว้ย !" ที่อาตมาต้องใช้คำหยาบคายว่า “โว้ย" นี้เพราะมัน เป็นความรู้สึกอยู่ในใจของท่านอย่างนั้นจริง ๆ ก็ได้ เพราะเหตุเป็นสิ่งที่มอง ไม่เห็นได้ทันที และล้วนแต่มืดมนอยู่ไกลสุดเอื้อมไปเสียทั้งนั้น ; คงจะต้อง ตะโกนว่าโว้ยแน่ ; "มันจะทำได้อย่างไรกันโว้ย” ; การที่จะมีนิพพานเป็นอารมณ์ อยู่ได้ตลอดเวลานั้น จะทำได้อย่างไร ? ที่ว่า ยังขาดอยู่ทุกคน นี้ก็อธิบายอยู่ในตัวแล้วว่า ทุกคนมุ่งหมายวัตถุ มุ่งหมายความสุขทางวัตถุ หรือความสุขทางเนื้อทางหนัง ; ไม่ได้มุ่งหมายที่จะ ให้ว่างจากความรบกวนเหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหมายที่จะให้ว่างจากตัวกู ของกู่ ต้อง การจะมีตัวกู ของกู ออกรับวัตถุ เป็นเจ้าของวัตถุ บริโภคใช้สอยข้าวของวัตถุ เพลิดเพลินมัวเมาอยู่ด้วยวัตถุ ; อย่างนี้เรียกว่า มีวัตถุเป็นอารมณ์ ไม่ใช่มี นิพพานเป็นอารมณ์.
น.253 มีนิพพานเป็นอารมณ์ ก็คือมีความว่าง ความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตเป็นอารมณ์ ; ไม่มีอะไรรบกวน มุ่งมั่นจะได้สิ่งนั้นอยู่เป็นประจำ นี่เรียก ว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์ที่มุ่งหมายอยู่ตลอดเวลา. ถ้าถามว่า "จะทำอย่างไรกัน โว้ย" ละก็ ต้องดูให้ดีตรงที่ว่า ชีวิตนี้มันมีสภาพอย่างไร เพราะเหตุไร ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ; จนกระทั่งเห็นชัดประจักษ์ ด้วยตนเองนั่นแหละ ว่าเพราะมันมีวัตถุเป็นอารมณ์นั่นแหละ มันจึงยุ่งยาก ไปหมด ทั้งส่วนบุคคล ส่วนสังคม หรือส่วนโลก ทั่วโลก หรือทุกๆ โลก ถ้าหากจะมี.นี่แหละคือโลกที่มีวัตถุเป็นอารมณ์ ! คอมมูนิสต์ก็มีวัตถุเป็น อารมณ์ ! ประชาธิปไตยก็มีวัตถุเป็นอารมณ์ ! รายไหนก็ล้วนแต่มีวัตถุเป็นอารมณ์ ! ไม่เคยมีใครมีนิพพานเป็นอารมณ์ ; ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วไปหมด กระทั่ง ปัญหาจริยธรรม ปัญหาจริยศึกษา ปัญหาศีลธรรมเสื่อม. ปัญหาที่สิ่งเหล่านี้เสื่อม มันมีมูลมาจากความมีวัตถุเป็นอารมณ์. ในโลกนี้ บรรยากาศกลุ้มไปด้วย ความมี วัตถุเป็นอารมณ์ ในแบบอย่างต่าง ๆ กัน ; แล้วก็ได้รบกัน เป็นวิกฤตกาลถาวร ไม่เคยประสบสันติภาพ. แต่ถ้าทุกคน เห็นโทษแห่งความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น จิตจะน้อมไปเองเพื่อนิพพาน. คำอย่างนี้พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ใช่อาตมาว่า ; เป็นพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ในหลักบาลีชัด ๆ. ถ้ามองเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุเท่านั้น จิตจะน้อมไปเอง เพื่อนิพพาน และนั่นแหละคือมีนิพพานเป็นอารมณ์ ; ฉะนั้นถ้าอยากจะมีนิพพาน เป็นอารมณ์ ก็ง่ายนิดเดียว คือ พยายามดูให้เห็นโทษอันร้ายกาจ ที่ครอบคลุม พวกเราทั้งโดยส่วนรวมและโดยส่วนตัวอยู่นี้ ว่า เพราะมันมีมูลเหตุมาจากความเห็น แก่ตัวเป็นอารมณ์ มีความตกอยู่ในอำนาจของวัตถุเป็นอารมณ์ นั่นเอง. เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้คราวเดียวกัน เราก็อย่าบูชาวัตถุเป็นสรณะ แต่ บูชาธรรม ซึ่งไม่ใช่วัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องปราบวัตถุนี้ เป็นสรณะ; มีธรรม
น.254 เครื่องรางคุ้มครองไม่ให้วัตถุมาแผ้วพานเรา. เลยเกิดมีระเบียบ ประพฤติ ปฏิบัติชนิดที่เรียกว่า ธรรม นี้ขึ้น หรือจะเรียกว่า จริยธรรม ก็ได้. อาตมา กล้ายืนยันว่า คำว่า "จริยธรรม" คำเดียว ก็ใช้ได้ตลอดตั้งแต่ต้นจนปลาย ใช้ได้ ตลอดจนกระทั่งถึงนิพพานได้เหมือนกัน ; ใช้ได้ตั้งแต่เรื่องโลก ๆ จนกระทั่งถึง นิพพานทีเดียว. จร แปลว่า ประพฤติ ; อิย แปลว่า ควร ; จริยธรรม แปลว่า ธรรมที่ควรประพฤติ ; ทุกแบบที่ควรประพฤติ เราก็เรียกว่าจริยธรรม. เกี่ยวกับ เรื่องนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงวางหลักไว้มากมาย เช่น มรรคมีองค์ ๘ หรือย่อลงเหลืออยู่แต่ไตรสิกขาเป็นต้น. มันจะเป็นการง่ายมาก ถ้าเราจะพิจารณาดูที่ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เราได้ยินคุ้นหูกันมากที่สุดว่า ไตรสิกขานี้จะเข้ามาในชีวิตประจำวัน ของเราได้อย่างไร. ถ้าเราใช้หลักที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในชีวิตประจำวันแล้ว ปัญหาเรื่องนี้จะเบาบางลงไปอย่างมากมายทีเดียว อย่าง เห็นได้ชัด. คำว่า "ศีล ๆ" นั้น ท่านอย่ามุ่งมั่นอะไรให้มันมากมายไปนัก จะต้อง นั่งท่องนั่งจด กี่องค์อย่างนั้น กี่องค์อย่างนี้ ให้มันมากมายไปนัก นั่นมันเป็น เรื่องที่หลัง ซึ่งทำให้มันยุ่งมากขึ้นเป็นกลิ้งครกขึ้นภูเขา .. คำว่า "ศีล" ควรจะมี ความหมายแต่เพียงว่า มีความประพฤติดีแล้ว แล้วก็ใช้ได้แก่ทุกศาสนา ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกระบบของวัฒนธรรมในโลกนี้. มีความประพฤติดีแล้วนี้เรียกว่า ศีล มีความประพฤติดีแล้ว ก็คือว่า ไม่กระทบกระทั่งตัวเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน โดย ทางการกระทำภายนอก คือด้วยกาย ด้วยวาจา เรียกว่าศีล. เมื่อเราได้ความหมาย
น.255 ให้ช่วยไปคิดดูว่า ศีล มีความประพฤติดีแล้ว ; สมาธิ สามารถ บังคับใจได้ตามต้องการ ; ปัญญา เข้าใจสิ่งทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ; นี้มัน เป็นหลักที่ใช้ได้อย่างสากลไหม หรือมันสากลสักเท่าไร มันสากลทั้งหมดใช่ไหม. ดังนั้น ถ้าเราเอาหัวใจของพุทธศาสนาที่มีความหมายอันแจกออกไปเป็น ๓ ประการ นี้ มาใช้เป็นเครื่องมือได้ละก็ ปัญหาทางชีวิตประจำวันในชีวิตประจำวันนี้จะหาย ไปเอง. มีความประพฤติดีแล้ว ; บังคับใจตัวเองได้ ; เข้าใจสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างถูกต้อง ; นี่เป็นหลัก. ส่วนข้อปลีกย่อยนั้น จะหาพบได้เอง จะหาคำ อธิบายได้เอง. การประพฤติปฏิบัติ มีหลักเพียง ๓ อย่างเท่านี้ ที่สามารถใช้ได้ทุก แขนง ; ไม่ว่าเพื่ออยู่ในโลกนี้ หรือว่าเพื่ออยู่เหนือโลกก็ตาม หรือเพื่อบรรลุ มรรคผล นิพพานก็ตาม เพื่อมีความเจริญด้วย ลาภ ยศ ไมตรี อย่างยิ่งใน โลกนี้ หรือโลกสวรรค์ก็ตาม มันไม่อาศัยหลักอื่นเลย อาศัยหลักเดียวกันแท้. แต่ท่านทั้งหลายอย่าลืมว่า ทั้ง ๓ สิ่งนี้ มันมาจากความไม่เห็นแก่ตัว คือ ความ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในตัวตน หรือของตนจัด อย่างที่กล่าวแล้วทั้งนั้น ; มันจึง เกิดอาการของศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมาได้ โดยง่าย โดยตัวมันเอง. เราจะต้องนึกดูอีกว่า การประพฤติที่เราบัญญัติกันว่า ผิดหรือถูกนี้ มันมีอะไรเป็นหลัก จึงได้สับสนมาก จนถึงกับเกิดเป็นปัญหาว่า จะฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ขายนี้จะบาปไหม หรือมีปัญหาทำนองว่า ทำอย่างนั้น อย่างนี้ผิดหลักศาสนา ไหม อย่างนี้เป็นต้น. ในปัญหาชีวิตประจำวันนั้น คงจะลำบากใจมากอยู่ด้วย หลักที่จะใช้ตัดสินว่ามันผิดหรือถูกแน่ นี้อยู่เป็นอันมากทีเดียว ; เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ปัญหายุ่งยากใจข้อนี้ลดน้อยลงไปบ้าง ก็จะต้องรู้จักแบ่งแยกว่า ความผิด หรือความถูกนี้ มันมีอยู่ ๒ ความหมาย ด้วยกัน คือ ผิดหรือถูกโดยทางวินัย นี้อย่างหนึ่ง ; ผิดหรือถูกทางธรรมะ นั่นอีกอย่างหนึ่ง.
น.256 ดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึงจริยธรรม ส่วนที่เป็นธรรมะ ไม่ใช่ส่วนวินัย เพราะฉะนั้นก็จะต้องถือส่วนที่เป็นธรรมะเป็นใหญ่ แต่แม้จะถือส่วนที่เป็นวินัยก็ได้ ไม่ขัดกันเลย. ในที่นี้เพื่อจะชี้ให้เห็นชัด จึงได้แยกว่า ผิดหรือถูกโดยส่วนวินัยนั้น มันต้องถือเอาตามที่ผู้บัญญัติวินัย ได้บัญญัติไว้ อย่าเอาอื่นเป็นหลักเลย. แต่ถึง อย่างไรก็ดี พระศาสดาเหล่านั้นไม่ใช่เป็นคนเห็นแก่ตัว หรือเข้าข้างตัว หรือตก อยู่ในอำนาจกิเลสมากมาย ; และถ้าเป็นพระศาสดาอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ย่อมไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสเลย ฉะนั้นสิ่งที่ท่านบัญญัติออกไปนั้น จึงเข้ารูป กันได้กับธรรมชาติ เป็นส่วนมาก หรือเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ต้องเหมาะสมแก่สังคม. ความผิดหรือถูกโดยวินัยนั้น ต้องถือเอาตามที่พระศาสดาบัญญัติ ฉะนั้นสิ่งที่เรียก ว่าวินัยนี้ ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำ คือเป็น man - made ; ทำด้วยมือของ มนุษย์ คือมนุษย์บัญญัติขึ้น เราจึงเรียกว่า ศีลธรรม หรือ ethic หรือ moral นี้มันเป็นเรื่องที่มนุษย์ทำ ; เราไม่เรียกว่า สัจจธรรม หรือ truth เลย. ต่อ เมื่อเป็นเรื่องของธรรมะเท่านั้น จึงจะเป็นธรรมชาติทำ โดยธรรมชาติ โดย กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่ใช่มือของมนุษย์ทำ หรือบัญญัติ ฉะนั้นเราจึงเรียกว่า สัจจธรรม หรือ truth. นี่แหละ เราจะถือหลักผิดถูกกันอย่างไร ในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งถ้าจะมีปัญหา อะไรเกิดขึ้น ที่โต๊ะทำงานก็ดี ที่บ้านที่เรือนก็ดี หรือแม้เมื่อกำลังเดินเล่นอยู่ก็ดี ; ท่านจงรู้จักแยกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นเรื่องของกฎหมาย วินัย หรือว่าเป็น เรื่องของธรรมะ. ถ้ามันเป็นเรื่องของระเบียบประเพณี ขนบธรรมเนียม กฎหมาย วินัย อะไรเหล่านี้แล้ว ก็ต้องเอาไปตามกฎหมาย วินัย, อย่าไปร้อนใจ, จงไปศึกษาจากคนที่รู้กฎหมาย รู้วินัย รู้ขนบธรรมเนียมประเพณี. ที่นี้ ถ้ามัน ไม่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น แต่เป็นเรื่องทางธรรมะแล้วละก็ จะต้องศึกษาโดยเหตุผล ตามหลักเกณฑ์ของธรรมะ ว่า เป็นไปเพื่อกิเลส โดยกิเลส หรือไม่ ; ถ้าเป็น
น.257 การเพื่อกิเลส โดยกิเลสแล้ว ไม่ไหวแน่ ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ , ถ้าไม่เป็นไป เพื่อกิเลสนั่นแหละ จึงจะเอียงมาในทางฝ่ายถูก. พอไม่มีกิเลสแล้ว มันก็มีสติ- ปัญญาเท่านั้น ไม่มีอื่น ; เพราะฉะนั้น ความถูกจึงอยู่ที่ไม่เป็นไปตามอำนาจของ กิเลส คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว ว่าตัวกู ว่าของกู นั้นเอง. นี่แหละ ถ้าเราต้องเที่ยวถามคนนั้นคนนี้เสียเรื่อย แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรกันเลย คือมัวแต่เที่ยวถามว่า นี่ผิดไหม นี่ถูกไหม เป็นปัญหาชีวิตประจำวันอย่างนี้เรื่อยไป ก็ไม่ต้องทำอะไร ; ฉะนั้นจึงควรจะมีหลักเกณฑ์ที่ตัดสินใจได้ตามลำพังตัวเอง ในเรื่องผิดหรือถูก โดยอาศัยหลักอย่างนี้. อีกแง่หนึ่ง จะต้องรู้จักคำว่า โดยธรรมชาติ หรือ โดยมนุษย์ทำ. ที่มนุษย์ทำนั้น มันไม่ใช่ตามธรรมชาติ เรามักจะรวมเรียกกันว่า artificial คือ มนุษย์มีความมุ่งหมายปรารถนาดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วประดิษฐ์สิ่ง หรือวิธีการ หรือกรรมวิธีอะไรขึ้น อย่างนี้เป็น artificial นี้ก็อย่างหนึ่ง ; นี่ไม่ใช่ธรรมชาติ เราจึงต้องมองให้เห็นชัดว่า ตามธรรมชาติอย่างไร, และ artificial นั้นอย่างไร, มันมีส่วนที่ผิดกันตรงไหน เป็นส่วนสำคัญ. อาตมาจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่าย ๆ สักเรื่องหนึ่ง : เหมือนอย่างว่าหมอนหนุนศีรษะนี้ เมื่อหมอนยางเป่าลมมาใหม่นี้ อาตมาจะเรียก มันว่าหมอน artificial ; ส่วนหมอนที่เราใช้มาแต่โบราณนั้นจะเรียกมันว่าหมอน ตามธรรมชาติเดิม. นี้ลองคิดดูที่ว่า หมอนยางบาง ๆ เป่าลม กับหมอนเดิม ๆ ที่เราเคยใช้นี้ มันต่างกันอย่างไรบ้าง. หมอนเป่าลมนั้น ถ้ามันต่ำไป จะซ้อน กันสองลูกไม่ได้ ขยับตัวนิดเดียวมันหล่นออกจากกัน ; แม้จะหนุนลูกเดียว มัน ก็ผลุบไปผลุบมา; บางทีขยับตัวผิดท่านิดเดียว มันก็โดดหนีไปเลย เลยหัวเราะ กันใหญ่ ; หมอนอย่างนี้มันเป็น artificial. ลักษณะอย่างว่านี้ไม่เกิดแก่หมอน
น.258 ที่เราใช้กันอยู่ตามธรรมดาสามัญเลย. ลองคิดดูว่า โดยเนื้อแท้นี้ เราควรจะมี ระบบจริยธรรมเก่าของเราที่เป็นไปตามธรรมชาติ คล้อยตามธรรมชาติมากกว่า ; อย่าให้เป็นไปในพวก artificial เป็นระบบจริยธรรมใหม่ ; มันเป็นแบบฝรั่ง ชาติไหน แบบไหน ก็ตามใจเถิด อย่าไปหลงใหลบูชาเข้า มันจะตกไปในฝ่าย อะไรฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับธรรมะ ซึ่งเราก็รู้ดีว่า เพราะไปลุ่มหลง ในวัฒนธรรมตะวันตกนั้นเอง. เราไม่ต้องกลัวเขาโกรธ และเราก็ไม่ได้ค่าเขา เพราะเขามีอยู่อย่างนั้นจริง ๆ. ข้อที่ไปหลงนิยมในระบบวัฒนธรรมตะวันตกนี้ มันทำให้ปัญหาทาง จริยธรรม หรือจริยศึกษา หรือศีลธรรมนี้ เกิดขึ้นมากมาย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้น ในประเทศเขา ยุ่งยากจนสางไม่ไหว จนจะแก้จริยธรรมให้เป็นว่า ศีลข้อ ๓ นี้ ไม่มีในโลก คือศีลข้อ กาเมสุมิจฉาจารนี้ ไม่ต้องมีในโลกแล้วด้วยซ้ำไป ซึ่ง ความจริงเป็นอย่างนี้จริงๆ ด้วย. . นี่เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ; ถ้าเราจะทำอย่าง นั้นแล้ว ปัญหาชีวิตประจำวันจะเกิดขึ้นพรูไปหมด เหลือที่จะสางไหว เหมือนที่ เขาประสบมาแล้วเหมือนกัน. เรามีพุทธศาสนาเป็นมิ่งขวัญ ! ใช้คำว่า "มิ่งขวัญ" แล้ว ก็ขอให้เข้าใจเอาเองว่า คุ้มครองได้ทุกชนิด. เราจะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ; เราเพียงแต่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้เท่านั้น ปัญหาชีวิตประจำวันที่พรูขึ้นแก่คนพวก โน้น จะไม่มามีแก่พวกเรา. ขอให้ตัดสินใจเสียให้แน่ว่า เราจะเอาชีวิตประจำวัน แบบไหนกันแน่ คือจะเอาแบบใหม่ หรือแบบเดิมของเรา เราจะมีการเป็นอยู่ใน ชีวิตประจำวันแบบไหนกันแน่ ? แบบเดิม หรือแบบใหม่ของเขา ? อันนี้เองเป็น สิ่งที่ทำให้เกิดมีปัญหายุ่งยากขึ้น จนต้องมีการสัมมนา การอภิปราย หรือการ บรรยายเรื่องนี้กันอย่างใหญ่โต. เราย้อนไปพิจารณากันถึง ปัญหาชีวิตประจำวันชนิดปลีกย่อยเฉพาะ เรื่อง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน. ถ้าเราจะมีธรรมะที่เหมาะสม แก่ชีวิตประจำวัน
น.259 งคนทุกชั้น ทุกชนิดแล้ว เราจะต้องรู้จักเราเอง คือคนเราเองนี้แหละ ในลักษณะอย่างไรบ้าง ? อาตมาได้กล่าวแล้วว่า ถ้ากล่าวโดยพื้นฐานทั่วไปแล้ว จริยธรรมก็มีสายเดียว ใช้ได้แก่คนทุกคน ทุกวัย ทุกเพศ ทุกวรรณะ ; แต่ ถ้ามาถึงขั้นที่เป็นปัญหาปลีกย่อย เฉพาะคน เฉพาะเวลาแล้ว เราก็ต้องพิจารณา คนนั่นเอง เป็นพวก ๆ ไปเหมือนกัน. เช่นได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ ๆ แล้วว่า มีคนชั้นต่ำ มีคนชั้นกลาง มีคนชั้นสูง ดังนี้ ; โดยวรรณะนั้น ย่อมมีคนชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง อย่างที่จะหลีกไม่พ้น. บางคนเข้าใจผิดว่า พุทธศาสนาไม่มี วรรณะ เอามาพูดอย่างนี้ผิดเรื่องไปแล้วก็ได้. พุทธศาสนาไม่มีวรรณะนั้น หมาย ถึงวรรณะโดยกำเนิด โดยบัญญัติ สมมุติตามชาติกำเนิด ที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็น อย่างไรแล้ว ถือว่าลูกต้องเป็นอย่างนั้น ; เช่นบัญญัติเป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นศูทร เป็นไวศยะหรือแพศย์ ว่าเกิดมาจากพ่อแม่อย่างไรแล้ว จะต้องเป็น อย่างนั้นเสมอไป นั่นแหละวรรณะตามแบบฮินดู หรือแบบพราหมณ์สมัยหนึ่ง. วรรณะอย่างนี้ในพระพุทธศาสนาไม่มีจริง และไม่ยอมรับโดยแน่นอน ; แต่ วรรณะที่กล่าวว่าเป็นชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ซึ่งมีได้โดยกรรม คือโดยการกระทำ ของตนเองนั้น มีอย่างเต็มที่ในพุทธศาสนา. อย่างที่กล่าวว่า "กมฺมํ สตฺเต วิภชติ" นี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมเป็นเครื่องแบ่งแยกสัตว์. การกระทำ เป็นเครื่องแบ่งแยกสัตว์ ให้เป็นคนดี คนชั่ว; ชั่วมาก ชั่วน้อย; ดีมาก ดีน้อย ; พอที่จะกล่าวได้ว่า เป็นชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง นั่นเอง. ชั้นต่ำก็มีความทุกข์มาก หรือมีกิเลสมาก มีความชั่วมาก ; ชั้นกลาง ก็เบาบางไป ; ชั้นสูงก็แทบจะไม่มี หรือไม่มีเลย อย่างนี้เป็นต้น. นี้เรียกว่า วรรณะโดยกรรม หรือโดยการกระทำ อย่างนี้มีอยู่ในพุทธศาสนา. เราไม่อาจ ให้การศึกษาเท่ากันหมดได้ ไม่อาจจัดระดับการกินอยู่ เป็นอยู่ ดำรงชีพอยู่ เสมอ เหมือนกันได้ ; นั้นเป็นเรื่องแน่นอน เพราะว่ากรรมเป็นผู้จำแนก ไม่ใช่เรา
น.260 ผู้จำแนก; คือการกระทำของมนุษย์นั่นเอง ได้จำแนกมนุษย์ให้เป็นชั้น วรรณะอย่างนี้. ถ้าอย่างนี้แล้ว ก็ต้องกำหนดให้มีธรรมะเป็นชั้น ๆ อย่างเดียวกัน : ให้คนชั้นต่ำที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาก มีการศึกษาน้อย ได้รู้ธรรมะง่าย ๆ เข้าใจง่าย เข้าใจได้ทันที และได้ใช้ประพฤติปฏิบัติอยู่ โดยไม่ต้องให้เป็นทุกข์ เหมือนกับ ตกนรกทั้งเป็น. คนแจวเรือจ้าง คนถีบสามล้อ ฯลฯ ในระดับนี้ ต้องการธรรมะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อใดข้อหนึ่ง ที่เหมาะสมแก่เขาอย่างยิ่ง เพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจ ของเขาให้คงนิยมทางธรรมะ และมีความสุขทางจิตใจ อยู่ได้โดยไม่ต้องรู้สึกเป็น ทุกข์ทรมาน. ถ้ามิฉะนั้นแล้วเขาจะเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ; เมื่อเขาทนไม่ไหว เขาก็จะต้องเลิกอาชีพสุจริต แล้วไปประกอบอาชีพทุจริต และเป็นภัยแก่สังคม อย่างแน่นอน. ฉะนั้นในเรื่องเช่นนี้ จึงต้องมีธรรมะ เช่นความสันโดษ เป็นต้น ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน มาให้แก่เขา. ถึงแม้คนชั้นกลาง ชั้นสูง ก็ยังจะต้องใช้ธรรมะข้อที่เรียกว่าสันโดษ เป็นต้นนี้ ตามสัดส่วนอยู่เหมือนกัน แต่เพราะมีสติปัญญามากพอที่จะแก้ไขหรือ จะหาทางออกได้โดยวิธีอื่น เราจึงมีธรรมะข้ออื่นบ้างที่แปลกออกไป ให้แก่เขา. ทีนี้ ถ้าจะถือเอา โดยวัยเป็นประมาณ ก็ต้องมีวัยเด็ก เช่นเด็กอมมือ, เด็กโตแล้ว, วัยหนุ่มสาว, วัยพ่อบ้านแม่เรือน, แล้วก็มีวัยคนเฒ่าคนแก่ ; อย่างนี้มันก็ยิ่งต่างกันมาก เพราะว่าได้เห็นโลก หรือมีประสบการณ์ในโลกนี้ มากน้อยกว่ากันมาก อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้. ฉะนั้นเราจึงต้องมีธรรมะที่ เหมาะสมแก่วัย ที่วัยนั้น ๆ จะพอรับเอาได้ หรือเข้าใจได้. ข้อนี้ท่านเปรียบไว้ ในอรรถกถาว่า "ขืนป้อนข้าวคำใหญ่ๆ แก่เด็กซึ่งปากยังเล็ก ๆ อยู่ มันก็ร่วงกระจาย หมด และบางทีเป็นอันตรายแก่เด็ก เข้าจมูก เข้าตา เป็นต้น มันเป็นเรื่องทำผิด" ฉะนั้น จึงต้องมีวิธีที่จะต้องคิดนึกให้ดี ให้มีธรรมะสำหรับเด็ก ทั้ง ๆ ที่อาตมา
น.261 ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นตลอดเวลาว่า ธรรมะมีเพียงแนวเดียว สายเดียว คือความ ไม่เห็นแก่ตัวตน. ความไม่ยึดมั่นตัวตนนั้นเป็นแนวเดียวสายเดียวก็จริง แต่เรา อาจเอามาย่อยให้เป็นรายละเอียดให้เหมาะแก่ชั้นได้ ; เช่น เด็ก ๆ ก็ไม่เห็นแก่ตัว อย่างที่เด็ก ๆ ควรจะมี ; เช่นไม่อิจฉาน้อง, ไม่อิจฉาเพื่อน, อย่างนี้เป็นต้น กระทั่งถึงรู้จักประพฤติปฏิบัติในทำนองเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้นตามส่วน. คนหนุ่มสาวมีปัญหาแปลกออกไปอีก เพราะว่าต่อม gland ต่าง ๆ ทาง ร่างกายเนื้อหนังนี้ เจริญเต็มที่ขึ้นมา ย่อมมีปัญหาโดยธรรมชาติเกิดขึ้น ก็จะ ต้องมีธรรมะอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีกำลังมากพอที่จะหยุด ที่จะบังคับความ ล้นของความรู้สึกต่าง ๆ ไว้ให้อยู่ในอำนาจ ; มิฉะนั้น ก็จะต้องประกอบกรรม ที่ไม่พึงปรารถนาโดยแน่นอน ; เหล่านี้เป็นต้น. ทีนี้ ก็มาถึงพ่อบ้านแม่เรือน หนักอึ้งอยู่เหมือนกับเป็นวัวลากแอก ลากไถอยู่กลางทุ่งนาตลอดเวลา เพราะมีภาระมาก. นอกจากมีภาระของตัวแล้ว ยังมีภาระของ ลูก หลาน เหลน คนใช้ คนในครอบครัว คนเกี่ยวข้อง เจ้านาย ข้างบน คนต่ำข้างล่าง เหล่านี้มีมากมาย ก็จะต้องมีความอดกลั้นอดทนเป็นพิเศษ พร้อม ๆ กันกับสติปัญญาที่จะระบายความกดดันเหล่านั้นได้ มิฉะนั้นก็เป็นบ้าตาย ; ธรรมะก็มีให้เพียงพอในเรื่องนี้. สำหรับคนแก่ เลิกกิจการงานในโลกแล้ว ยังรอวันที่จะแตกดับของ สังขารนี้ มักจะป้ำเป๋อแล้ว แต่กระนั้นก็ยังมีธรรมะประเภทที่ป้องกันความป้าเป๋อได้. ถ้าหากว่า ได้ประพฤติปฏิบัติในทางสมาธิภาวนา อยู่เป็นประจำแล้ว อาการป้ำเป๋อ จะไม่เกิดขึ้น ให้เด็ก ๆ ลูกหลานเหลนหัวเราะเล่น อย่างนี้เป็นต้น. แต่โดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในขั้นนี้นอกจากไม่ป้ำเป๋อ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีปัญญา
น.262 มั่นคงแล้ว ควรจะเป็นไปได้ถึงขนาดที่ว่า สามารถเยาะเย้ยความตายก็ได้ ยิ้มรับ หรือท้าความตายก็ได้ โดยที่ให้มีอาการเหมือนกะว่า ความตายเข้ามากระทบใน ลักษณะของคลื่นกระทบฝั่ง ; คือไม่มีความตาย นั่นเอง. ผู้ที่รู้ธรรมะในเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นดีแล้ว ก็หมดความรู้สึกที่ว่าเป็น ตัวเรา หรือของเรา ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะให้ความตายกระทบ ; มันว่างไปหมด อย่างนี้. นี่เป็นปัญหาชีวิตประจำวันของคนแก่ ที่เตรียมพร้อมจะเผชิญกับสิ่งที่ เขาเรียกกันว่าความตาย ; ซึ่งที่แท้ไม่ใช่ความตายอะไรที่ไหนเลย มันเป็นเพียง ความเปลี่ยนแปลงของขันธ์ ธาตุ อายตนะ ตามปรกติธรรมดานั่นเอง. ถ้ารู้ อย่างนี้แล้วความตายไม่มี ; ความตายก็ว่าง ; ผู้ที่จะตายก็ว่าง. ถ้าเราจะดูกันถึง งานที่ทำ เราจะมีงานที่กำลังทำ ในขั้นของการศึกษา ของการประกอบอาชีพ ของการเก็บเกี่ยวผล และบริโภคผล ; ถ้าเราจะดูถึง หน้าที่ที่ผูกพันเราอยู่ เราก็จะเห็นว่า เรามีหน้าที่รับใช้เขา หรือเรามีหน้าที่ถูกเขา รับใช้ ; เราเป็นผู้ดูแลเขา หรือเราเป็นผู้ถูกเขาดูแล อย่างนี้เป็นต้น หรือ จะพูดกันถึง อาการที่กำลังมีอยู่ เราก็มีอาการของความเหนื่อยแสนที่จะเหนื่อย ; เบื่อระอาก็มี, เจ็บไข้ได้ป่วยก็มี, รู้สึกว่าจะต้องตายก็มี. นี่อาการที่กำลังมีอยู่ ปรากฏอยู่อย่างนี้. ถ้าหากว่าไม่มีธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว มันเป็นเรื่อง ตกนรกทั้งเป็น ทั้งนั้น. อาตมาจำเป็นจะต้องใช้คำว่า ตกนรกทั้งเป็น ; มันจะ หยาบคายไปบ้าง ก็ต้องขออภัย แต่ว่าอาตมามุ่งหมายถึงข้อที่ว่า มันเป็นความ ทนทรมานในความหมายเดียวกันกับนรก. ความเบื่องาน ความเหน็ดเหนื่อยต่อการงานเช่นนี้ ถ้าเราไม่มีธรรมะ มาช่วยแก้ไขในส่วนนี้แล้ว มันจะเป็นการเหนื่อยเอาจริง ๆ และเบื่อเอาจริง ๆ
น.263 ทำไม่ไหวจริง ๆ; และความเจ็บไข้ต่าง ๆ ก็จะเป็นภัยใหญ่โตมหาศาล เท่ากับ ภูเขาเลากาไปจริง ๆ. แต่ถ้าเรามีธรรมะตามวิธีที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าแล้ว ในโลกนี้จะไม่มีความเหนื่อย จะไม่มีความเบื่อ จะไม่มีความเจ็บไข้ จะไม่มีความตาย อย่างที่กล่าวมาแล้ว เป็นต้น. ท่านต้องรู้จักแยกว่า ส่วนเนื้อหนังทางกายนั้น เป็นอย่างไร ส่วนทางจิตทางวิญญาณนั้นเป็นอย่างไร ; มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร. ถ้าแยกออกจากกันได้ และไม่ถือส่วนไหนว่า เป็นตัวกู ของกูแล้ว สิ่งเหล่านี้จะ ไม่มี กล่าวคือความเหนื่อย ความเบื่อ จะไม่มีในความรู้สึก. เมื่อเหนื่อยทางกาย นอนเสียก็แล้วกัน ตื่นมามันก็หาย ทางใจ มันมีธรรมะ มันไม่รู้จักเหนื่อย ; มีสติปัญญาถูกต้อง ไม่ต้องเบื่อ ไม่ต้องรู้สึกเบื่อต่ออะไร ; ไปเบื่อให้มันรำคาญใจ ทำไม ; เฉยหรือว่างอยู่ก็แล้วกัน. นั่นแหละเป็นสติปัญญาอย่างยิ่ง ! ความเจ็บไข้นี้ ถ้าเราฉลาดพอแล้ว มันน่าหัวเราะมากกว่าที่จะน่ากลัว ; แต่เราก็หัวเราะไม่ออก เพราะว่าเราไม่มีความรู้ทางธรรมนี้ อย่างเพียงพอ. แต่ โดยเนื้อแท้ของธรรมชาตินั้น มันมีธรรมะมาให้ สำหรับทำให้เรา เกินกว่าจะให้ หัวเราะได้เสียอีก ! แม้ที่สุดแต่ว่า ปัญหาที่เราชอบพูดกันอยู่บ่อยๆ เช่น ปัญหาทางการ ประหยัด ปัญหาทางพัฒนา เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐบาลอย่างยิ่งนี้ อาตมายืนยันว่า ถ้าไม่อาศัยธรรมะเข้ามาช่วยแล้ว เป็นไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ; จะมีแต่ผักชีโรยหน้า หรือเล่นละครตลกไปทั้งนั้น ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลย. ถ้าเราควบคุม "ตัวกู ของกู" ไม่ได้แล้ว ไม่มีทางประหยัดอะไรได้ ; ประหยัด ช่องนี้ไว้ได้ มันไปมีช่องโหว่ที่อื่นใหญ่มหาศาล รั่วกันพรู ๆ ไปทีเดียว มันไม่มี ทางจะประหยัดได้. และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องทางเนื้อหนังนี้ ถ้าได้ทำให้ เกิดความลุ่มหลงมัวเมาเสียแล้ว ไม่มีใครกั้นมันอยู่ มันรั่วพรู ๆไปทีเดียว.
น.264 ฉะนั้นเราจะต้องมีธรรมะชนิดที่เพียงพอ ที่ทำให้รู้จักว่า อะไรเป็นอะไร. อะไรผิด อะไรถูก, อะไรดี อะไรเท็จ, อะไรจริง อะไรไม่จริง, อะไรจริงแท้ อะไร จริงไม่แท้ : เราจึงจะควบคุมตัวเราได้ จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างถูกต้อง แล้ว ควบคุมมันได้ ให้เกิดการประหยัดจริง เกิดการพัฒนาจริง. แล้วการประหยัด จริง พัฒนาจริงในรูปนี้ มันสนุกอย่างยิ่ง. อาตมาใช้คำว่า สนุกอย่างยิ่ง นี้ไม่ใช่พูดเล่น ; พูดอย่างที่มองเห็นและมีเหตุผล ; หากแต่ว่าเหลือวิสัยที่จะ พิสูจน์ในเวลาเล็กน้อยอย่างนี้เท่านั้น. แต่ขอให้ย้อนไปใช้หลักเดียวกันที่ว่า "ถ้าจิตว่างแล้ว งานเป็นสุข การงานเป็นสุข ภาระหน้าที่ต่าง ๆ เป็นสุข ; ถ้าจิตวุ่นแล้ว การงานหน้าที่ภาระต่าง ๆ นั้น เป็นนรกทั้งเป็นที่เดียว คือมีความทุกข์ อย่างยิ่งนั่นเอง" อย่าลืมข้อความที่เคยกล่าวที่แรกในวันแรก ๆ ว่า "ทางนี้สายเดียว สำหรับบุคคลผู้เดียว เดินไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งเดียว" นั้นมันไม่มีอย่างอื่น นอกจาก ธรรมะที่เป็นไป เพื่อว่างจากตัวตน แล้วสามารถแยกออกมาเป็น ธรรมะปลีกย่อยต่าง ๆ ได้สารพัดอย่าง. เราจะต้องไม่ยึดถือตัวตนนั้นเสียก่อน เราจึงจะละอายแก่บาปได้ กลัวบาปได้ ; จะรักษาศีลได้สำเร็จ จะมีขันติ หรือ จะมีสันโดษ หรือจะมีอะไรได้ทุกอย่าง ตามที่เราควรจะมี. ในที่สุด เราก็มาถึง สิ่งที่อาตมาขอยืนยันอยู่เสมอว่า ชีวิตประจำวันนี้ จะต้องเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ตามหลักของอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งได้กล่าวแล้ว อย่างละเอียดแต่วันก่อน ว่ามีอยู่อย่างไร และเป็นความถูกต้องอย่างไร เป็นตัวแท้ ของจริยธรรมอย่างไร. ถ้ามีสัมมาทิฏฐิอย่างถูกต้องแล้ว จะเป็น เด็กสัมมาทิฏฐิ เป็น หนุ่มสาวสัมมาทิฏฐิ เป็นพ่อบ้านแม่เรือนสัมมาทิฏฐิ เป็นคนแก่สัมมาทิฏฐิ ; มันมาในรูปนี้ทั้งนั้น คือ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องคุ้มครองไปหมด. เมื่อเป็น
น.265 ดังนี้แล้ว เราก็จะมี มี ลูกจ้างสัมมาทิฏฐิ มี นายจ้างสัมมาทิฏฐิ มี ผู้ใหญ่สัมมา ทิฏฐิ มี ผู้น้อยสัมมาทิฏฐิ มี ผู้ปกครองประเทศสัมมาทิฏฐิ มี ราษฎรสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ; แม้จะมีเทวดาหรือพระภูมิ เป็นผู้คุ้มครองสักที ก็ขอให้เป็นสัมมาทิฏฐิ อย่าให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ อะไร ๆ ก็ขอให้เป็นสัมมาทิฏฐิ; ชนชั้นกลาง ชั้นต่ำ ชั้นสูง อะไรก็ตาม ต้องตั้งอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ เสมอกันหมด ; แล้ว สัมมาทิฏฐินี้จะช่วยให้เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าปัญหาในครัว ปัญหาบนเรือน ปัญหาข้างล่าง ปัญหาที่ตลาด ปัญหาที่ออฟฟิศ ปัญหาอะไรต่าง ๆ ได้ ด้วยสิ่ง ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ นั่นเอง. ฉะนั้นอย่าได้ลืมข้อความที่อาตมาเคยกล่าวมา บ้างแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สมมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกข์ อุปจฺจฺ = ล่วงพ้นความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ด้วยสัมมาทิฏฐิ". ทั้งนี้ก็เพราะว่า สัมมาทิฏฐินี้มันเป็นตัวนำ เป็นตัวจูง เป็นตัวเหตุอย่างยิ่ง ของจริยธรรมทั้งปวง คือเป็นเหตุให้สัมมาอีก ๗ สัมมา ซึ่งได้แก่ สัมมาสังกัปโบ่ สัมมาวาจา ฯลฯ เป็นต้น ไปนั้นเกิดขึ้นมาได้ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ถึงที่สุด. และสัมมาทิฏฐินั่นเอง ก็เป็นเหตุให้เราเข้าใจธรรมะปลีกย่อยเฉพาะเรื่อง เฉพาะกาล เฉพาะคน ทุกข้อ ได้ถึงที่สุด โดยไม่ต้องเรียนในโรงเรียน หรือไม่ต้องเข้าโรงเรียนนักธรรมก็ได้ ; ขอแต่ให้มีสัมมาทิฏฐิเท่านั้น. สัมมาทิฏฐินั้น มีมาจากความสังเกตเป็นส่วนใหญ่ : การพิจารณา อยู่เรื่อย ๆ ไป จะรู้จักสัมมาทิฏฐิ และจะมีสัมมาทิฏฐิเพิ่มขึ้นทุกวัน เท่าที่อายุ เพิ่มขึ้น. ฉะนั้นเมื่อเด็ก ๆ โตเป็นหนุ่มสาว เติบใหญ่ขึ้นมาตามลำดับนี้ ขออย่าได้ ละเลิงลืมตัวจนถึงกับว่า สัมมาทิฏฐินี้เข้ามาไม่ได้ เข้ามาไม่ไหว. นั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิ ที่ประดังกันเข้ามา สัมมาทิฏฐิก็เข้าไม่จุอยู่เอง. มันล้นอยู่ด้วยมิจฉา ทิฏฐิอย่างนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง น่าสมเพชอย่างยิ่ง."มันเป็น เรื่องของบิดามารดาก่อน แล้วก็เป็นเรื่องของครูบาอาจารย์ ที่จะทำให้สัมมาทิฏฐินี้
น.266 มีพืช มีเชื้อที่ดี เพาะปลูกให้ดี แล้วงอกงามเจริญวัยตามขึ้นมา ตามกาลเวลา หรือตามที่จิตใจเจริญขึ้น จากเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนเฒ่าคนแก่ เป็นชั้น ๆ ไปทีเดียว มีสัมมาทิฏฐิเป็นแกนกลางอยู่ตลอดสาย นั่นแหละคือสิ่งที่จะให้เกิดเครื่องคุ้มครองป้องกัน หรือสร้างความเจริญ ในปัญหา ประจำวันของชีวิตเรา. ทีนี้ จะยกตัวอย่าง ธรรมะที่สำคัญสำหรับชีวิตประจำวัน ที่เนื่องมา จากสัมมาทิฏฐิ มาให้ดูสักอย่างหนึ่ง คือความสันโดษก่อน. ความสันโดษนี่ ถูกเข้าใจผิดอย่างยิ่งนานมาแล้วว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ท้อถอยบ้าง, เป็นเครื่องทำให้ หยุดบ้าง, เป็นเครื่องถ่วงความเจริญบ้าง. นั่นมันเป็นความสันโดษชนิดอื่น ; ไม่ใช่ความสันโดษของพระพุทธเจ้า แต่เป็นความสันโดษของอวิชชา ของโมหะ หรือของพญามาร ของภูตผีปีศาจแห่งอวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า ถ้าหาก ว่าสันโดษนั้น เกิดเป็นเครื่องขัดขวางความเจริญขึ้นมา. สันโดษของพระพุทธเจ้า นั้น จะต้องเป็นเครื่องมืออย่างยิ่ง ในการที่ จะสร้างความเจริญที่แท้จริงขึ้นมา. ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สันโดษเป็น ของจำเป็นอย่างยิ่ง" คือสันโดษมันเป็นทรัพย์สมบัติอย่างยิ่ง ; สันโดษเป็น เสบียงหล่อเลี้ยงชีวิตอย่างยิ่ง คือเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เป็นเสบียงอย่างยิ่ง. คำว่า สันโดษ แปลว่า ยินดีด้วยสิ่งที่มีอยู่. นี่คือแปลตามตัว หนังสือแท้ๆ : "ส" แปลว่า มีอยู่ ; "ตุฏฐิ" แปลว่า ความยินดี ; "ตุฏฐ์" แปลว่า ผู้ยินดีแล้ว ; สันโดษก็แปลว่า ผู้ยินดีแล้วในสิ่งที่มีอยู่. จริงอยู่ที่คำนี้ ตัวหนังสือมันทำให้อธิบายผิดได้ว่า มีอะไรแล้วก็ยินดีเสีย แล้วก็นั่งยินดีอยู่นั้น ไม่ลุกไปไหน ; อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง. แต่แท้จริงพระพุทธเจ้าท่าน หมายถึงความพอใจในสิ่งที่มีแล้ว หรือทำเสร็จแล้วนี้ ว่าเป็นเครื่องอิ่มใจของ
น.267 บุคคลนั้น ; เพื่อให้เขาเป็นผู้ที่มีอะไรเป็นเครื่องอิ่มอกอิ่มใจอยู่เสมอ. ฉะนั้น ความสันโดษนี้ พวกฝรั่งเขาจึงแปลว่า contentment. ท่านครูบาอาจารย์ก็คง เข้าใจดีว่า contentment นี้หมายถึงอะไร. อาตมาจะยกตัวอย่าง ดีกว่าที่จะกล่าว โดยตรงอย่างนี้. เหมือนอย่างว่า เราปลูกต้นกุหลาบ เพื่อจะเอาดอกอย่างในแจกันนี้ ; พอเราเตรียมดินเสร็จเท่านั้น ก็ต้องสันโดษ คืออิ่มใจ หรือพอใจว่า เตรียมดิน เสร็จ ; พอเราเอาต้นปลูกลงไป ก็ต้องยินดีว่าปลูกต้นลงไปแล้ว ; แล้วเรา ก็รดน้ำ เราก็ยินดีว่า รดน้ำแล้ว ; แล้ว ๙ วัน, ๑๐ วัน, ๒๐ วัน, เดือนหนึ่ง ก็ตาม เรา พอใจเพิ่มขึ้นทุกวัน ว่า ความใกล้เป็นดอกมันใกล้เข้ามาแล้ว ! ความเป็นดอกใกล้เข้ามาแล้ว! วันหนึ่ง สองวัน มีความอิ่มใจเพิ่มขึ้นทุกที จนกระทั่งถึงวันที่ดอกกุหลาบบาน ก็ยินดีถึงที่สุด อย่างนี้เป็นต้น. ฝ่ายตรงกันข้าม คือถ้าไม่มีสันโดษ เพียงแต่ว่าเตรียมดินเสร็จ มัน ก็ยังมืดมัวเต็มที่ ไม่มีความพอใจ บางทีก็สบัดกันลุกขึ้นไป เป็นเหตุให้ไม่สนใจที่จะ ปลูกอย่างดี รดน้ำอย่างดี ทำอะไรอย่างดี เพราะไม่สันโดษเสียตั้งแต่ที่แรกที่สุด คือการเตรียมดินแล้ว ; หรือบางทีมันตายเลยตั้งแต่วันปลูกนั้นเอง. ใครเคย ทำอย่างนี้บ้าง ขอให้ลองคิดดูเอง. นั่นเป็นเพราะความที่ไม่รู้จักสันโดษ. แต่นี่ ยังเป็นเรื่องเล่นสนุก เราพูดเรื่องการงานกันดีกว่า. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่อง ชาวนาที่ทำงานกลางแดดกลางฝน อยู่กลางทุ่งนา พันดินด้วยจอบไม่รู้ว่ากี่ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง จึงจะเสร็จหน้านา ชาวนา นั้นก็ยากจน เขาจะต้องสันโดษทุกคราวที่พันดิน ; อิ่มใจทุกคราวที่พื้นดิน ว่ามันเสร็จไปครั้งหนึ่งแล้ว หรืออิ่มอกอิ่มใจ หัวเราะร่าเริง ผิวปากเล่นอยู่ได้
น.268 ตลอดเวลาที่เขาพันดินอยู่ทุกที. จิตของเขาว่าง มีสติปัญญา มีความพอใจ ไม่ว้าวุ่น อยู่ด้วยความรู้สึกว่า "ตัวกู ของกู” ; ถึงจะฟันไปสักกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็ไม่มี ความทุกข์เลย และรู้สึกเป็นคนร่ำรวยไปเสียตั้งแต่ขณะที่พันดิน ทั้ง ๆ ข้าวยังไม่ได้ ปลูก ยังไม่ได้ออกรวงสักที. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สนฺตฺฺจี ปรมํ ธน์” สันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง นั้น หมายความว่าอย่างนี้. ไม่ต้องพูดถึงชาวนา แต่จะพูดถึง กรรมกรแจวเรือจ้าง กรรมกร สามล้อ ดูบ้าง. ถ้าเขาไม่สันโดษแล้ว เขาจะลาอาชีพนั้น ไปทำอาชีพทุจริต เบียดเบียนสังคม ; แต่ถ้าเขาไม่สันโดษด้วย และก็ไม่ไปทำทุจริต เบียดเบียน สังคมด้วย เขาก็จะต้องเริ่มเป็นโรคเส้นประสาท เพราะความทนทรมานใจเกินไป; หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นโรคจิต และตาย. การที่เขารอดชีวิตอยู่ได้ เพราะอำนาจของ สิ่งที่เรียกกันว่า สันโดษ แท้ๆ แต่ธรรมะชื่อนี้อาภัพอับโชค อย่างที่เรียกว่า ไม่ค่อยมีใครเหลียวแล ไม่มีใครให้เกียรติ ; กลับเห็นสันโดษเป็นศัตรูไปเสียก็มี สันโดษที่แท้ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นมิตรแก่มนุษย์อย่างยิ่ง และ ท่านทั้งหลายจำต้องใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง จะเป็นเสมียนพนักงานก็ตาม จะเป็นผู้บังคับบัญชาก็ตาม ต้องพอใจในสิ่งที่กระทำลงไป มันจึงขยันทำมากขึ้น ๆ ไม่เกียจคร้าน และไม่หงุดหงิด มีความพอใจนี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ แม้แต่ ในสิ่งที่ทำผิดพลาดไป. เราทำอะไรผิดพลาดลงไป เราต้องสันโดษพอใจว่า นี่ก็ เป็นครูอย่างดี ; อย่าไปเสียใจ อย่าปกปิดเป็นความลับ อย่าซ่อนเร้น อย่าทำ ทุจริตอะไรอย่างอื่นอีกเลย ; ยินดีเปิดเผยออกมาโดยเห็นว่า ความผิดนั้นก็เป็นครู ยิ่งกว่าความถูก ; ความถูกนั้นมีแต่จะทำให้เกิดความสะเพร่าได้มากยิ่งขึ้นไป ส่วนความผิดนั้นทำให้เกิดความสังเกตระมัดระวังได้มาก ฉะนั้นเราก็ควรจะยินดี แม้แต่ความผิด; ยินดีรับโทษ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ให้คุณมากเหมือนกัน.
น.269 อย่างนี้ทำให้คนเราซื่อตรงสุจริต เป็นสุภาพบุรุษ เป็นอะไรต่าง ๆ ได้ เพราะอำนาจ ของความสันโดษในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ กำลังมีอยู่ หรือกำลังเป็นไป. นี่แหละท่าน ทั้งหลาย ใช้ธรรมะข้อนี้ได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น ก็จะมีความสดชื่นสมกับคำว่า contentment ; เป็น ความสดชื่นที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้สดชื่น หล่อเลี้ยงโลก ให้สดชื่น. พวกกรรมกรเขาไม่สันโดษ เขาไม่ถือว่า กรรมเป็นเครื่องแบ่งแยกสัตว์ ให้แตกต่างกัน เขาเกิดจะยื้อแย่งนายทุนขึ้นมา ; นี่จะว่าอย่างไร อย่างนี้ดีไหม .. มูลเหตุที่จะให้เกิดลัทธิกรรมกรล้มนายทุน ที่เป็น ปัญหาใหญ่อย่างเดียวของโลก ในทุกวันนี้ มันเป็นอย่างไร มันมาจากความไม่สันโดษอย่างถูกวิธี ใช่หรือไม่ ? ฉะนั้น ถ้าสันโดษยังคุ้มครองโลกอยู่แล้ว ลัทธิอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้; โดยที่คน ในโลกมีความสันโดษไปตามที่กรรมจำแนกให้ ว่าตนต้องเป็นอย่างไร. ดังนั้น คำว่า "กมฺมํ สตฺเต วิภชติ" ดังที่กล่าวแล้วนี้ เราต้องไม่ลืม. ถ้าเราเข้าใจด้วยสัมมาทิฏฐิ ในเรื่องของธรรมะต่าง ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเรื่องของสันโดษนี้แล้ว เพียงข้อเดียวเท่านั้น ก็ยังแก้ปัญหาชีวิต ประจำวันได้เสียเกือบหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงธรรมะอีกหลายสิบข้อ หลายร้อยข้อ หรือหลายพันข้อทีเดียว ซึ่งว่ากันว่า มีอยู่ตั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์นี้ หมายถึง แปดหมื่นสี่พันข้อ ; แต่ มันมีไว้เผื่อเลือกทั้งนั้น ; ข้อเดียว อย่างเดียวเท่านั้น ถ้าทำถูกต้องถึงที่สุดแล้ว มีประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างที่กล่าวมานี่เอง. ฉะนั้น จึงขอสรุปว่า ถ้าเราเข้าใจสันโดษอย่างถูกต้องแล้ว อานิสงส์ จะเกิดขึ้น คือ :-
น.270 มันเป็นเหตุป้องกันไม่ให้ทำชั่ว ป้องกันไม่ให้เป็นบ้าตาย ; ๒. มันเป็นเหตุให้ทำงานสำเร็จ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ทำงานไม่สำเร็จเต็มที่ ; ๓. เป็นเหตุให้รู้สึกรวย รู้สึกเป็นสุข สนุกในการงาน อยู่ตลอดเวลา. นี่แหละจะเอาอย่างไรกันอีก ; มันถึงกับไม่ให้ผละไปทำชั่ว ไม่ให้ เป็นบ้า และให้การงานสำเร็จ แล้วให้รู้สึกรวยและเป็นสุข อยู่ตลอดเวลา ข้อนี้หวังว่าท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายคงจะนำไปคิด และสนใจเป็นพิเศษ ว่าการที่ จะสนใจ และนำธรรมะ มาใช้ในชีวิตประจำวันนั้น มันไม่ได้อยู่ที่ว่า ท่าน ทั้งหลายไม่รู้เรื่องนี้เลย และมันไม่อยู่ที่ว่า ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินได้ฟัง เรื่องนี้ ; แต่มันอยู่ที่ว่า ท่านได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ ในรูปอื่น ในความหมาย อย่างอื่น ซึ่งผิวเผินบ้าง ซึ่งผิดไปเสียบ้าง. อย่างเรื่องเข้าใจสันโดษว่าเป็นภัย แก่สังคมเป็นต้น. การที่เข้าใจไปว่า สันโดษเป็นภัยแก่ความเจริญของสังคม เป็นความเข้าใจผิด ; และถ้าหลงผิดไปตาม มันก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครช่วยได้ พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้ว่าไว้อย่างนั้น. ยังมีธรรมะอย่างอื่นอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมะหมวด สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ซึ่งรวมเรียกว่า ฆราวาสธรรม นั้น มันวิเศษอย่างยิ่ง ในการที่จะแก้ปัญหาชีวิต ทุกอย่าง ทุกประการได้ ; แต่อาตมาไม่มีเวลาพอที่จะ บรรยายในวันนี้. ต่อไปนี้ ยังจะขอยืนยันต่อไปว่า ไตรลักษณ์ คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ได้ยินแล้วง่วงนอนทันทีนั้น ยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นไปอีก แต่แล้ว ก็ไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายให้เห็นชัดได้ จึงต้องขอยกไว้วันอื่น หรือแม้ที่สุดแต่
น.271 ธรรมะข้อเดียวซึ่งอาตมาตั้งชื่อเอาเองว่า แทนที่จะเรียกว่า ไตรลักษณ์นั้น เรียกว่า เอกลักษณ์ ก็ได้; กล่าวคือมีลักษณะเดียวเท่านั้น คือ สุญญตา นั้นเอง. ธรรมะข้อนี้ได้แก่ ความมีจิตว่างจากความรู้สึกว่า "ตัวกู ของกู" ; เป็นธรรมะที่จะ แก้ปัญหาได้หมด ทั้งโดยพื้นฐาน และโดยปลีกย่อย. นี่รวมความแล้วก็คือ การ เป็นอยู่โดยถูกต้องนั้นแหละ ; เราจะต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นหลักของการเป็นอยู่ โดยถูกต้อง แล้วก็จะมีศีล สมาธิ ปัญญา ที่สมบูรณ์ ; จะเข้าใจธรรมะต่าง ๆ ได้ถูกต้อง จน สามารถเอาธรรมะเพียงข้อเดียว มาแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ; ในที่สุดก็จะดึงไปในทาง ความคิดนึกที่เฉียบแหลม เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ลึกซึ้งจนถึง กะว่าเมื่อธรรมะมีข้อเดียว สายเดียว แนวเดียว เป็นของบุคคลเดียว เดินไปสู่ จุดหมายแห่งเดียวแล้ว ทำไมท่านไม่คิดบ้างว่า เราควรจะเห็นตามที่เป็นจริงว่า แม้แต่มนุษย์ ก็มีคนเดียว, แม้แต่ศาสนา ก็มีศาสนาเดียว, จุดหมาย ปลายทางของมนุษย์ ก็มีแต่จุดเดียว ! ที่ว่า มนุษย์ทั้งหมดมีเพียงคนเดียว นี้หมายความว่า ถ้าเรามองดู กันในแง่ที่สัตว์ทั้งปวงต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว มันเหมือนกันหมด คือถูกโลภะ โทสะ โมหะ ย่ำยี เหมือนกันหมด ; มี "ตัวกู ของกู" ที่ทำให้ชีวิตกลายเป็นนรก ทั้งเป็นขึ้นมา นี้เหมือนกันหมด ฉะนั้น เราจึงควรจะรักกันเหมือนกับคน คนเดียว ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดเมตตากรุณาได้โดยง่าย. ถ้าท่านขี้โมโหแก่เด็กที่เป็น ลูกศิษย์ หรือแก่เพื่อนบ้าน หรือแก่อะไรก็ตาม ขอให้นึกถึงข้อนี้ คือ ข้อที่ว่า ท่านก็คือฉัน ฉันก็คือท่าน คือ คนๆ เดียวกัน นี้ล้วนแต่มีความหมายอะไร ๆ เหมือนกันหมด ; แม้จะมองในแง่สมมุติ หรือแง่ปรมัตถ์อะไร ๆ ก็เป็นคนเดียวกัน เรื่อยไป. แม้ในทางโลก หรือทางโลกิยะนี้ เราก็สามารถมองเขาในฐานะเป็น เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้ แล้วก็เลยเป็นคนคนเดียวกัน เหมือนกันหมด.
น.272 เมื่อเห็นว่าโลกนี้ หรือโลกทุกโลก มีมนุษย์เพียงคนเดียว จึงรักกัน ; เท่ากับ สามารถ รวมคนทั้งโลกทั้งหมดเป็นคนเดียว มีเมตตากันมากถึงอย่างนี้. ที่ว่า ศาสนาทั้งหมดมีเพียงศาสนาเดียว นั้น หมายความว่า ทุก ศาสนาล้วนแต่มุ่งหมายจะทำลายความรู้สึกว่า "ตัวกู" ว่า "ของกู่" ด้วยกันทั้งนั้น. เราอย่าไปเพ่งที่ข้อปลีกย่อยต่ำ ๆ เตี้ย ๆ หรือมูลฝอยของศาสนาเลย ; เราไปเพ่งเล็ง ถึงตัวแท้ของศาสนากันเถิด ; เราจะพบว่า มีจุดร่วมจุดเดียวกัน ตรงที่เขาก็ล้วน แต่มุ่งหมายที่จะทำลายสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู ของกู" คือความเห็นแก่ตัวนี้ด้วย กันทั้งนั้น. แม้ว่าเขาจะไปบัญญัติผลแห่งการทำอย่างนั้นเสร็จแล้ว ว่าเป็นตัวกู อย่างอื่นขึ้นมาอีก เป็นอาตมันบริสุทธิ์ถาวรขึ้นมาอย่างไรอีก ก็ไม่เป็นไร. เขาอยากจะเรียกอย่างนั้นก็ตามใจเขา; แต่ว่าข้อปฏิบัติที่เขาสอน เพื่อให้เข้าถึง ความเป็นอย่างนั้น ก็ล้วนแต่สอนให้ทำลายความเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ; ทำลายความเห็นแก่ตัวชั้นเนื้อหนัง หรือชั้นวัตถุที่เป็นอันตรายนี้เสียก่อน แล้ว ก็น้อมไปสู่เรื่องทางจิตใจที่สูงขึ้นไป ให้ความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู นั้นสิ้นไป ไม่เหลืออยู่หรือไม่แสดงอยู่ก็ได้ ; นี่แหละ เรามีศาสนาเดียวกันอย่างนี้; แล้ว จุดหมายปลายทางก็คืออย่างนี้ คือ อยู่โดยไม่มีความวุ่นวาย มีแต่ความว่าง หรือ ความสะอาด สว่าง สงบ ด้วยกันทั้งนั้น. ปัญหาชีวิตประจำวันก็มีหลักอย่างนี้ ปัญหาพื้นฐานทั่วไป มันก็มีหลัก อย่างนี้ ; ขอให้เข้าใจแนวสังเขปดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ให้แจ่มแจ้งเสียก่อน จึงจะ เรียกว่า เข้าใจวิธีที่จะใช้ธรรมะหรือจริยธรรม ในปัญหาชีวิตประจำวันได้ ใน ลักษณะที่ต่อไปนี้ท่านทั้งหลายจะใช้มันได้เอง.
น.273 เหมือนอย่างเราจะเรียนความรู้อะไรสักอย่าง เช่น เรียนภาษาอังกฤษ ; เราจะต้องเรียนจากครูบาอาจารย์ ถึงขนาดที่ว่า พอให้เรียนเองได้ เสียก่อน ; ต่อไปนั้นก็เรียนเอง. เรื่องเท่าที่อาตมานำมาบรรยายนี้ ก็เหมือนกันคือ เท่าที่ ท่านทั้งหลายอาจจะเอาไปเรียนเองได้ ไปค้นคว้าดูเอง จัดระบบเอาได้เอง ; แล้วดำเนินไปได้ด้วยตนเองโดยแน่นอน. อาตมาขอยุติการบรรยายในเรื่องนี้ลง เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
น.274 ปาฐกถาชุด แนะแนวจริยธรรม ครั้งที่ ๘ เรื่อง จริยธรรมประเภทเครื่องมือ ๒๒ มกราคม ๒๕๐๙ ท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย , ในการบรรยายครั้งที่ ๘ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง จริยธรรม ในฐานะที่ เป็นเครื่องมือ. แท้ที่จริง ธรรมะหรือที่เรียกว่าจริยธรรมทั้งปวง ย่อมเป็น เครื่องมือบำบัดความทุกข์ของโลกด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าธรรมะหรือจริยธรรมข้อไหน ; แต่สำหรับในวันนี้นั้น อาตมาอยากจะชี้ให้เห็น จริยธรรม ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ ของจริยธรรมด้วยกัน อีกส่วนหนึ่งด้วย คือธรรมะประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือ ของธรรมะประเภทอื่น. นี่ก็ต้องเรียกว่าเครื่องมือเหมือนกัน. ข้อที่ว่าจริยธรรม ทั้งปวงเป็นเครื่องมือบำบัดทุกข์นั้น ท่านทั้งหลายควรจะทราบได้เอง เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้นำมาวินิจฉัยให้ฟัง ; ตั้งใจแต่จะวินิจฉัยกันถึงจริยธรรมส่วนที่เป็นเครื่องมือ ของจริยธรรมอื่นที่สูงขึ้นไป หรือที่เป็นตัวการสำคัญยิ่งไปกว่านั้น เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจตามนี้ด้วย. ๒๔๗
น.275 ในข้อแรกเราจะพิจารณาดูกันถึงคำว่า เครื่องมือ. สิ่งที่เรียกว่า เครื่องมือนี้ สำคัญมากสำคัญน้อยเพียงไรขอให้สนใจเป็นพิเศษ คืออย่าได้ลำเอียง แก่สิ่งสิ่งนี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเครื่องมือนั้น บางอย่างถ้าขาดเสียแล้วเราทำอะไร ไม่ได้เลย. เช่นว่าเราจะตัดไม้ จะเป็นไม้ต้นใหญ่หรือต้นเล็กก็ตาม ถ้าไม่มี เครื่องมือ จะตัดอย่างไร จะเอาฟันกัด หรือว่าจะทำอย่างไร ; หรือแม้ที่สุดแต่ เรื่องของความเจริญที่เจริญขึ้นมาแล้วถึงขนาดที่มีรถ มีเรือ มีเรือบินใช้ ถ้าไม่มี เครื่องมือ สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นหมันลงในวันใดวันหนึ่ง. ฉะนั้นขออย่าได้ ตีค่าเครื่องมือนี้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยเลย ; มันจะสำคัญมากสำคัญน้อยกว่าของจริง อย่างไรนั้นลองวินิจฉัยกันดูให้ดี ๆ. สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องมือเหล่านั้น ถ้าไม่ถูกนำมาใช้ในฐานะเป็น เครื่องมือแล้ว มันก็ไม่มีค่าอะไร คือเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่เป็นเครื่องมือ ; ต่อเมื่อนำ มาใช้จริง ๆ จึงจะสำเร็จประโยชน์ และเป็นเครื่องมือขึ้นมา ; แต่ถ้าใช้ไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์ และเกิดความเสียหายขึ้นด้วย ; และถ้าใช้ผิดยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็กลายเป็นอันตราย เช่นใช้เป็นอาวุธเครื่องทำลายกันไปเลย ดังที่เราจะได้ยิน ได้ฟังว่า มีเรื่องทะเลาะวิวาทและตีกันด้วยเครื่องมือ ซึ่งไม่ใช่เป็นอาวุธเลย แต่ ก็ใช้เป็นอาวุธได้. ธรรมะนี้ก็เหมือนกับเครื่องมือเหล่านั้น : ถ้าใช้ไม่เป็น ก็บาดมือได้ เหมือนกัน คือบาดบุคคลผู้นั้น ทำอันตรายแก่บุคคลผู้นั้น อย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า "พรหมจรรย์ที่ลูบคลำไม่ดี ย่อมเป็นอันตรายแก่ภิกษุนั้น ; เหมือน หญ้าคาที่จับไม่ดีแล้วดึงมา ย่อมบาดมือผู้จับฉะนั้น" นี่ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่เรา เรียกกันว่า เครื่องมือ และรู้ว่ามันเป็นประโยชน์นั้น จะต้องรู้จักใช้ให้ถูก ใช้ให้ดี. เราได้เห็นการใช้ธรรมะหรือจริยธรรมนี้ในลักษณะอย่างไรบ้าง ? เราจะเห็นว่า
น.276 ประเภทเครื่องมือ ส่วนมากมีการใช้ไปในทางแสวงหาประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งไม่ตรงตามความหมาย ของธรรมะเลย ; คือไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือนั่นเอง ; หรือจะใช้เป็นเครื่องมือ ก็เป็นเครื่องมือที่ผิดทาง เช่นเอาไว้พูดกัน ไว้อวดกัน เอาไว้เถียงกัน เอาไว้ ทะเลาะวิวาทกัน ด้วยความรู้เรื่องธรรมะ ; อย่างนี้เรียกว่าใช้ผิดทาง และไม่ได้ ใช้อย่างเครื่องมือ จึงเกิดความแตกแยก เกิดความผิดพ้องหมองใจกัน กลายเป็น อันตรายไปเสีย และกลับเป็นโทษแทนที่จะเป็นคุณ ; เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจ ให้ชัดเจนลงไปว่า จริยธรรม หรือธรรมะนี้ จะต้องใช้ให้ถูกต้อง ในฐานะเป็น เครื่องมือโดยวิธีที่ถูกทางเสมอไป มิฉะนั้นแล้วก็เป็นอันตรายมากเท่ากันกับที่ เป็นคุณ. อยากจะยกตัวอย่างว่า แม้ว่าเราจะช่วยกันพยายามพิมพ์พระไตรปิฎกให้ มากมายท่วมโลก และศาสนาไหนก็พยายามพิมพ์พระไตรปิฎก คือพิมพ์พระคัมภีร์ ของตน ๆ ออกให้ท่วมโลกไปหมดด้วยกันทุกศาสนา มันก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ ยัง ไม่มีหวังว่าจะช่วยอะไรได้ เพราะว่ายังไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือ ; และอีกทีหนึ่งก็คือ ใช้เป็นเครื่องมือผิด ๆ โดยเรียนรู้มาก แล้วก็อวดกันแต่ความรู้ ทะเลาะวิวาทกัน ข่มขี่กัน ดูหมื่นดูถูกกัน เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อีกแห่งหนึ่ง มีใจความว่า ธรรมนี้เหมือนพ่วงแพสำหรับข้ามฟาก แต่สาวกบางพวกนั้นแทนที่ จะใช้แพข้ามฟาก กลับเอาไปขายเสีย เอาไม้ไผ่ออกไปขายเสีย หรือว่าชักไม้ไผ่ ออกมาหวดตีกันชุลมุนไปเลยเช่นนี้. ฉะนั้นอย่าประมาท ว่ามีหนังสือจริยธรรม หรือพิมพ์ตำรับตำราขึ้นไว้เป็นหลักแล้วจะเป็นอันปลอดภัย หรือวางใจได้. ขอให้เข้าใจว่า พระไตรปิฎกนั้น จะต้องถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ สำหรับศึกษา และสำหรับปฏิบัติเสียก่อน ธรรมะจึงจะเกิดขึ้นเป็นเครื่องมือสำหรับ กำจัดความทุกข์สืบไป. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะชักช้ารีรออยู่ไม่ได้ และจะไม่ได้
น.277 ยิ่งขึ้นทุกที เพราะเหตุว่าโลกเรานี้หมุนเร็วยิ่งขึ้นทุกที. ถ้าเมื่อก่อนกล่าวอย่างนี้ บางท่านอาจจะนึกสงสัย บางท่านอาจจะนึกขบขันหรือหัวเราะเยาะอยู่ในใจ ว่าโลก หมุนเร็วยิ่งขึ้นทุกทีหรือ? แต่อาตมาก็ยังยืนยันว่า โลกหมุนเร็วขึ้นทุกที. ผู้ที่เป็น นักวิทยาศาสตร์รู้เรื่องโลกดี รู้เรื่องก้อนโลก คือ The globe นี้ดี คงจะยืนยันว่า โลกยังคงหมุนรอบตัวเอง ๒๔ ชั่วโมง ; รอบดวงอาทิตย์ ๓๖๕ วัน ; อะไร ๆ ของมันยังเท่าเดิมนั้นก็จริง นั่นก็ถูก ; เพราะว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ในทางวัตถุ เขาจึงรู้ว่ามันยังคงที่อยู่ หมุนคงที่อยู่. เราไปดูในหัวใจของพวกนักการเมือง หรือพวกนักสงคราม นัก เศรษฐกิจอะไร ๆ ดูเถอะ เราจะเห็นว่าใจของเขากำลังร้อนเป็นไฟ ค่าที่สิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนไปเร็ว มันหมุนไปเร็ว จนเขาทำไม่ทัน ; วันหนึ่ง คืนหนึ่ง คล้าย กับมันมีเวลาน้อยมาก ที่จะให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ ให้ลุล่วงได้ทันเวลา ราวกับวันหนึ่ง มีสัก ๑๕ ชั่วโมงเท่านั้น ไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง. ส่วนในทางธรรมะนั้น ท่านสอนให้รู้สึกว่า ความทุกข์ที่เกิดมาจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อะไรทำนองนี้ ได้บีบคั้นรุกเร้าหนักขึ้น ตามที่เราได้อยู่ ในโลกมานาน พอที่จะรู้จักสิ่งต่าง ๆ กว้างขวาง จนมีความอยาก มีความทะเยอ ทะยาน ความหลงใหลมากขึ้นตามอายุ. นี่ขอให้เข้าใจว่า ถ้าเรามองกันในทางวัตถุ หรือทางรูปธรรมแล้ว โลกก็หมุนอยู่เท่าเดิม ; แต่ถ้ามองกันในทางจิต ทาง วิญญาณแล้ว โลกนี้หมุนเร็วยิ่งขึ้นทุกที เท่ากันกับความก้าวหน้าของคนในโลก. ท่านทั้งหลายกำลังรู้สึกว่าขาดแคลนอะไร ๆ อยู่มากมายทีเดียว และ กำลังมากมายยิ่งขึ้น คือไม่เพียงพอแก่ความต้องการยิ่งขึ้น ; ยังมีสิ่งที่จะต้องรู้ ต้องทำ ต้องแก้ปัญหา ต้องสะสางต่าง ๆ มากขึ้นอย่างนี้ ; นี้เรียกว่าเป็นเรื่อง ที่มองให้เห็นชัดในทางวิญญาณ ว่าโลกนี้มันยิ่งหมุนเร็วขึ้นอย่างไร. ถ้าเรามัว
Buddhadasa