น.128 วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ; อาตมาอยากจะขอให้ท่านทั้งหลายสนใจใน ความหมายของวันอาทิตย์ที่เกี่ยวกับจริยธรรม ; จึงอยากจะเริ่มด้วยการขอร้องให้ ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายนึกถึงข้อที่ว่า ชาวคริสเตียนถือว่า การทำงานในวัน อาทิตย์นั้นเป็นบาป ; การเป็นบาปก็ต้องตกนรก ; ถ้ามีการทำงานในวันอาทิตย์ ก็หมายความว่าเป็นบาป. ทีนี้ ลองคิดดูถึงพวกเรา : เราก็มีวันพระ ซึ่งมี ความหมายตรงกับคำว่า holiday ; เลขานุการชุมนุมจัดให้เราต้องมาฟังการ บรรยาย ซึ่งเป็นการทำงานวันอาทิตย์ นี่ใครจะรับผิดชอบ ถ้ามีคนต้องตกนรก ขึ้นมาบ้าง ; เพราะถ้าหากว่าการฟังนี้รู้สึกว่าเป็นการทำงานคือต้องทนทำงาน วันนี้ก็เป็นการทำงานสำหรับคนนั้น ก็เลยเป็นการทำงานวันอาทิตย์ ; แต่ถ้าการ ฟังนี้ ไม่ใช่รู้สึกว่าเป็นการทำงาน หรือทนทำงาน ก็เลยไม่เป็นบาป รอดตัวไปได้ ; เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นว่า วันนี้เราอย่าทำงานกันเลย อย่าทำอะไรชนิดที่เป็นการ ๙๗
น.129 ทำงาน หรือที่เรียกว่า work กันเลย มาเปิดโรงมหรสพกันดีกว่า และก็จะเรียก โรงมหรสพของเราว่า spiritual theatre คือโรงมหรสพทางวิญญาณ สำหรับ มนุษย์สมัยปรมาณู หรือว่าเป็นโรงมหรสพเพื่อจริยธรรม ก็สุดแท้แต่จะเรียก แต่ว่ามนุษย์สมัยยุคปรมาณูนี้ มีอะไรรุนแรงกว่ามนุษย์ยุคที่แล้วมา และ ยุคปรมาณูนี้ก็เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ปี ฉะนั้นเราจะต้องปรับปรุงสิ่งที่เรียกว่ามหรสพ ของเรา ให้เหมาะสมกับมนุษย์ในยุคที่ก้าวหน้าพรวดพราดเป็นยุคปรมาณูนี้ด้วย และถ้าท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายสนใจให้ดี ถึงเรื่องโรงมหรสพทางวิญญาณนี้ ก็จะแก้ปัญหา หรือข้อสงสัยที่อาตมาได้รับมากที่สุดปัญหาหนึ่ง คือปัญหาที่ว่าจะทำ ให้เด็กๆ สนุกสนานต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรมะได้อย่างไร. อาตมายืนยันว่า เราจำเป็นที่จะต้องมีมหรสพในทางวิญญาณ ฉะนั้นการบรรยายในวันนี้ ซึ่งเป็น วันอาทิตย์นี้ อาตมาจึงขอเปลี่ยนเรื่อง ; แทนที่จะบรรยายติดต่อมาตามแนวเดิม วันนี้ขอเป็นพิเศษ ให้เป็นเรื่องมหรสพทางวิญญาณดังที่กล่าวแล้ว. คำว่ามหรสพทางวิญญาณนี้ เราหมายความกันถึงการทำให้ได้รับ ความเพลิดเพลินในทางธรรมะ จะเป็นสถานที่ไหน โดยวิธีใด ก็เรียกว่าเป็นการ บันเทิงในทางธรรม เป็นมหรสพในทางวิญญาณได้ทั้งนั้น. แต่ถ้าเราพิจารณาดู จะเห็นได้ว่า มันยังมีผลมากไปกว่านั้นอีก คือไม่ใช่แต่เพียงบันเทิงเฉย ๆ แต่มัน เป็นไปเพื่อความก้าวหน้าในทางจิตใจ ให้สูงขึ้นไปตามทางธรรม เพื่อประโยชน์ แก่จริยธรรม ; ฉะนั้นขอให้ครูบาอาจารย์ช่วยกันระวังให้ดี สำหรับคำว่า holiday ถ้าเป็นวันอาทิตย์สำหรับไปที่โรงหนัง หรือไปยิงนกตกปลา อย่างนี้จะถูกกับ ความหมายของคำว่า holiday หรือไม่ ? สำหรับคำว่า holiday นั้น ถ้าอยาก จะทราบว่ามีความหมายอย่างไรละก็ ลองเปลี่ยนตัว ไอ ที่ แอล ให้เป็น วาย แล้ว ใส่ไฮเฟนตรงนั้น แล้วอ่านเป็น holy - day; holy แปลว่าอะไร ท่านก็ทราบดี
น.130 อยู่แล้ว ไม่ต้องบอก. คำว่า holy มันจะมีน้ำหนัก มาก น้อย สูง ต่ำ อย่างไร ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย คงทราบดี พร้อมกันนั้นก็ทราบได้ทันทีว่า holy-day ก็ตรงกับคำว่าวันพระของพวกพุทธบริษัทเรา. คำว่า holy หมายถึงสิ่งประเสริฐ สูงสุดเช่นเดียวกับคำว่าวันพระ คำว่า "พระ" ของเราก็หมายถึงสิ่งประเสริฐสูงสุด เพราะฉะนั้นวันเช่นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวัน holiday นี้ จะต้องจัดจะต้องทำกันอย่างไร จะเห็นได้ทันทีว่า ไม่ควรจะทำให้เป็นวันยิงนกตกปลา หรือวันไปเข้าโรงหนัง อย่างนั้นเป็นต้น ฉะนั้นเราช่วยกันทุกอย่างทุกทาง ให้วันพระของเราเป็นวันพระ จริง ๆ ซึ่งจะยึดเอาวันอาทิตย์ หรือจะเอาวันสิบห้าค่ำก็สุดแท้ แต่ว่าทุกคน จะต้องมีวันพระ แล้วแต่จะสะดวกในวันไหน. ในรอบเจ็ดวันจะต้องมีวันพระ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ วันสิบห้าค่ำครั้งหนึ่ง นี่เป็นวันพระเต็มตัว. เดี๋ยวนี้ ลองมองย้อนมาดูจิตใจของพวกเรา ครูบาอาจารย์นี่ว่า ที่ต้องถูกเกณฑ์มาในวัน อาทิตย์ หรือสมัครมาด้วยความเต็มใจของตนเองก็ดีนี้ เรากำลังมาทนทำงานอยู่ที่นี่ หรือเรากำลังบันเทิงเริงรื่นในทางธรรมะอยู่ที่นี่. นี่อาตมาเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย จึงขอนำมากล่าว และขอร้องให้สนใจที่จะเข้าใจ. อาตมาอยากจะกล่าวถึงกับว่า ถ้าเรามีสติปัญญาเพียงพอที่จะสร้าง มหรสพในทางวิญญาณขึ้นได้แล้ว ความรวนเรและความเสื่อมเสียทางจริยธรรม ของเรา จะกลับร้ายกลายดีไปหมดเลย อาการที่พึงปรารถนา ที่เป็นความ เสื่อมทรามทางจริยธรรมในสังคมนั้น จะหายไปหมด ถ้าเราสามารถสร้าง spiritual theatre นี้ขึ้นได้. ขอให้สนใจสังเกตศึกษาให้เป็นพิเศษ อย่าเห็นเป็นเรื่องครี. ปู่ย่าตายายของเราท่านฉลาดมาก ที่ท่านมีโรงมหรสพทางวิญญาณของท่านได้จริง ๆ และก็สม่ำเสมอดีด้วย คือถึงวันพระก็ไปวัด มีอะไร ๆ ที่วัดจนตลอดวันตลอดคืน ; วันหนึ่ง คืนหนึ่งนี้ เต็มไปด้วยความบันเทิงในทางธรรมะ. ท่านพอใจได้เท่ากับ ที่ลูกหลานสมัยนี้จะไปโรงหนัง. ถ้าเราวัดความพอใจได้ ความพอใจนั้นจะเท่ากัน.
น.131 ทีนี้ ผลพลอยได้อย่างอื่นนั้นมีอยู่ว่า ที่ไหนจูงวิญญาณไปในทางต่ำ ที่ไหน จูงวิญญาณไปในทางสูง ที่ไหนหมดเปลืองมาก ที่ไหนหมดเปลืองน้อย ดังนี้ ; ฉะนั้นถ้าคนเราทุกคนสามารถหาความบันเทิงในทางธรรมะได้อย่างนี้แล้ว มันจะ ประหยัดแม้กระทั่งในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง และได้รับความบันเทิงในทาง ธรรมะ มีจิตใจอิ่มเอิบอยู่ด้วยธรรมะ มีร่างกายสดชื่น! ใจแจ่มใส เพราะเหตุที่ จิตใจบันเทิงอยู่ในทางธรรมะ ; เพราะฉะนั้นที่ไหนให้ผลอย่างนี้ ที่นั่นเป็น โรงมหรสพในทางวิญญาณไปหมด ; ที่นี้คนหนุ่มคนสาวจะมีวิถีทางทำได้อย่างไร ก็น่าจะต้องคิดดู. ถ้าเราจะมองให้สูงขึ้นไปถึงพวกโยคี มุนี ฤๅษีอะไรเหล่านี้ การบันเทิง ในทางธรรมะของท่านเหล่านั้น ก็คือความสุขที่เกิดจากสมาธิ ซึ่งมีรสเยือกเย็น แสนที่จะเย็น ชื่นใจแสนที่จะชื่นใจ ฉะนั้นท่านจึงอยู่ได้ด้วยความรื่นเริง บันเทิง อย่างบทกลอนที่คนสมัยนี้อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ มีอยู่ว่า ; "เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน" ดังนี้ กินวาตาหมายถึง กินลม ; ขอให้ท่านเข้าใจว่ากินวาตาคือกินลมเป็น อาหาร แต่ก็ยังเป็นผาสุกทุกคืนวัน. นี้เรียกว่าเป็น "มหรสพในทางวิญญาณ" ของท่านเหล่านั้นอย่างเต็มที่ มีเสน่ห์ดึงดูดคนเหล่านั้นติดแน่น เหมือนกับเสน่ห์ ในโรงหนังดึงดูดคนบางคนสมัยนี้ ที่ต้องไปทุกโปรแกรมอย่างนี้ เป็นต้น. นี้ก็เป็น เครื่องพิสูจน์ว่า ความบันเทิงใจนั้นไม่จำเป็นจะต้องมีรูปร่าง หรือที่มา เหมือนกัน ไปหมด มันจะมาจากอะไรก็ได้ ; เราจะต้องรู้จักวิธีที่จะทำให้มันเป็นสิ่งที่แท้จริง มีประโยชน์ และไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบาก. ถ้าหากว่าเราสามารถจะจัดความบันเทิง ในรูปนี้ให้แก่เด็ก ๆ ได้ หรือแก่คนหนุ่มคนสาวได้ เขาก็จะพอใจในทางธรรมะ
น.132 ยิ่งขึ้นกว่าที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นจึงขอร้องให้สนใจ. เราอาจจะ ดัดแปลงศิลปกรรม วรรณกรรม อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นรูปอื่น ซึ่งให้ความ บันเทิงในทางธรรมะด้วยก็ได้. เราอาจจะฉายภาพยนต์ ฉาย slide ซึ่งให้วิชา ความรู้ในทางธรรม และบันเทิงธรรมะพร้อมกันไปในตัวก็ได้. ถ้าท่านผู้เป็น ประธานของชุมนุมอบรมนี้เห็นด้วย เราจะฉาย slide ชนิดนั้นกันสักวันหนึ่งก็ได้ อาตมามีพร้อม ; และเป็นการ copy มาจากสมุดข่อยโบราณ ของปู่ย่าตายาย ; เราจะเห็นได้ว่าปู่ย่าตายายมีความฉลาดในเรื่องนี้อย่างไร หรือว่าเราจะได้เห็นทัศน- ศึกษาของปู่ย่าตายาย ว่าวิเศษหรือด้อยกว่าของเราสักกี่มากน้อย ที่สามารถ บรรยายธรรมะตั้งแต่ต้น คือแต่แรกที่ว่าคนเราเกิดมาด้วยอะไร อย่างไร เกิดกิเลส อย่างไร เกิดความหลงอย่างไร เกิดความฉลาดอย่างไร และบำเพ็ญธรรม บรรลุ ญาณไปตามลำดับ กระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างไร อย่างนี้ ท่านสามารถ แสดงได้ด้วยภาพ ซึ่งถ้าดูในแง่ของศิลปะ มันก็เป็นศิลปะอย่างยิ่ง เพราะให้ความ บันเทิงตามแบบศิลปะได้ แม้ดูในทางธรรมะ ก็เป็นธรรมะที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง ; จะดูเพื่อความเพลิดเพลินก็เป็นความเพลิดเพลินได้. นี่แหละเรายังมีอีกหลายอย่าง ที่ควรจะดัดแปลง แม้ที่สุดแต่เพลงและดนตรี ; เพลงชนิด ๘๐ % ที่กล่าวถึง ในวันก่อนนั้น เราสามารถจะกันออกไปเสียได้ ด้วยบทเพลงที่เป็นศิลปะบริสุทธิ์ เป็นธรรมะบริสุทธิ์ก็ได้ ; ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางอื่นก็ได้ ; รวมกันแล้ว ก็เป็นมหรสพในทางวิญญาณ ฉะนั้นอาตมาจึงขอชักชวนท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ในวันนี้ ให้สนใจในเรื่องนี้ ; และวันนี้ก็เลยถือโอกาสทำการบรรยายของเราที่นี่ ให้กลายเป็น spiritual theatre ไปด้วยการเล่านิทาน ซึ่งหมายความว่า อาตมา จะไม่ทำอะไรมากไปกว่าการเล่านิทาน สำหรับวันนี้ เพื่อความเป็นวันมหรสพ เพื่อความมีจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวว่าตนกันให้ได้ ให้สมกับที่วันนี้เป็น วัน "พระ" เป็นวัน holiday. หรือเป็นอะไรทำนองนั้น.
น.133 ท่านทั้งหลายควรจะทราบว่าในวัน week - day คือวันที่ไม่ใช่วัน อาทิตย์นี้เราจะต้องทำงาน. วันอย่างนั้นมันเป็นโอกาสของซาตาน หรือกิเลส หรือธรรมชาติฝ่ายต่ำ จะครอบงำเราได้ง่ายที่สุด. เมื่อเราทำงานที่บ้านก็ดี ที่ออฟฟิศก็ดี ที่ไหนก็ดี ซึ่งเราจะต้องติดต่อกับคนมาก และคนแต่ละคนนั้นไม่ใช่ เขาจะเป็นมิตรกับเราเสมอไป มันจึงมีอะไรที่ทำให้เรากลุ้มอกกลุ้มใจ เกิดความ เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเกิด อย่างนี้ก็ยังมี ; และตลอดวัน เหล่านั้น เราว้าวุ่นไปหมด เต็มไปด้วยวิตกกังวลอย่างที่เรียกสั้น ๆ ว่า "กลางคืน อัดควัน ; กลางวันเป็นไฟ." กลางคืนอัดควันกลางวันเป็นไฟ วลีนี้ ไม่ใช่อาตมา ว่าเอาเองแต่เป็นพระพุทธภาษิตในสูตร ๆ หนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็น ปริศนาที่ต้องคิดนึกว่า "จอมปลวกจอมหนึ่ง กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ” ดังนี้ แล้วก็ว่าเรื่อยไปตลอดเรื่องของท่าน ; แต่อาตมาเอามาเฉพาะวลีที่ว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ”. จอมปลวกนี้ ก็คือร่างกายนี้ ; กลางคืนอัดควัน หมายความว่ามี การงานมาก มีธุระผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบก็มาก หรือสมัครใจที่จะไปกังวล เองด้วยนิสัยเคยชินนั้นก็มาก ฉะนั้นกลางคืนจึงอัดควัน คือคิดครุ่นไปหมด ; ถ้าอายุมากหน่อยก็ถึงกับนอนหลับยาก หรือนอนหลับไม่ได้เลยก็มี. นี่กลางคืน อัดควันหมายความอย่างนี้. มันลุกไปทำอะไรที่ไหนไม่ได้ ก็ต้องทนนอนก่ายหน้าผาก วิตกกังวลครุ่นคิดเกินกว่าเหตุไป ตามภาษาของคนที่ยึดมั่นถือมั่น พอถึงกลางวัน เป็นไฟ ก็หมายความว่าออกจากบ้านเป็นฟืนเป็นไฟ ไปทีเดียว ทำการทำงาน อย่างนั้นอย่างนี้ ที่นั่นที่นี่ เป็นไฟไปกว่าจะค่ำอีก ลักษณะที่กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟนี้มันมี แก่เราทุกคน จริงหรือไม่ขอให้ลองสนใจ ; มันมีแววตา แห่งนรก หรือมีนรกส่ออยู่ในแววตาใช่หรือไม่ ก็ลองพิจารณาดูลักษณะที่ว่า กลางคืนอัดควันกลางวันเป็นไฟ ; ฉะนั้นถ้าเราจะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดทั้ง
น.134 สัปดาห์ไม่มีวันที่หยุดเลย มันจะเป็นอย่างไรบ้าง. การที่ว่า ๗ วันหยุดเสียสัก วันหนึ่งนั้น มันเป็นสวัสดิมงคลแก่คนนั้นเอง ฉะนั้นถ้าใครขึ้นไปลบล้างมัน คือ ไปทำงานอย่างเดียวกันในวันนั้นเสียอีก ปรับให้เป็นบาปและตกนรก อย่างนี้ ก็ดีแล้ว. ท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นด้วยว่าคำกล่าวนั้นถูกต้อง ในการที่ว่า บุคคล นั้นเป็นคนที่ไม่มีวันพระเสียเลย. ช่างกระไรเขาเป็นคนที่ไม่มีวันพระเสียเลย ทั้ง ๗ วัน. เมื่อ ๗ วันไม่มีวันพระ ก็เท่ากับทุกสัปดาห์หรือตลอดชีวิต เป็นคน ที่ไม่มีวันพระเสียเลย. นี่แหละเป็นเหตุให้เราระลึกถึงวันพระ หรือวัน holiday กันบ้าง แล้วมาเล่านิทานเล่นสนุก ๆ กันดีกว่า. นิทานชุดหนึ่ง เป็นนิทานของพวกพุทธศาสนานิกายธยานะ หรือที่เรา เรียกกันตามภาษาญี่ปุ่นว่านิกายเซ็น. พวกนี้เขาชอบการคิด ชอบการคิดเอง มากกว่าการไปถามคนอื่นให้บอกเล่าไปตรง ๆ เขาชอบการคิดของเขาเอง เขาจึงบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้ในลักษณะที่เป็นปริศนาทั้งนั้น. มันมีหนังสืออยู่ เล่มหนึ่ง บรรจุนิทานเหล่านี้ไว้ตั้งสองสามร้อยเรื่อง เรื่องละนาทีสองนาทีเป็น ส่วนมาก ซึ่งอาตมาจะเลือกเอามาสัก ๙ เรื่อง ๑๐ เรื่อง เท่าที่เวลาอำนวย มาเล่า ให้ท่านฟัง. เรื่องที่หนึ่ง ซึ่งไม่อยากจะเว้นเสียทั้งที่เคยเอ่ยถึงแล้วในวันก่อน คือ เรื่องน้ำชาล้นถ้วย ; คือว่าอาจารย์แห่งนิกายเซ็น ชื่อ น้ำอิน เป็นผู้มีชื่อเสียง ทั่วประเทศ และโปรเฟสเซอร์คนหนึ่ง เป็นโปรเฟสเซอร์ที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ ไปหาอาจารย์นำอิน เพื่อขอศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างเซ็น. ในการต้อนรับ ท่านอาจารย์น้ำอินได้รินน้ำชาลงในถ้วย รินจนล้นแล้วล้นอีก; โปรเฟสเซอร์ มองดูด้วยความฉงน ทนดูไม่ได้ก็พูดโพล่งออกไปว่า "ท่านจะใส่มันลงไปได้อย่างไร" ประโยคนี้มันก็แสดงว่า โมโห. ท่านอาจารย์น้ำอินจึงตอบว่า "ถึงท่านก็เหมือนกัน
น.135 อาตมาจะใส่อะไรลงไปได้อย่างไร เพราะว่าท่านเต็มอยู่ด้วย opinions และ specula- tions ของท่านเอง" ; คือว่าเต็มไปด้วยความคิดความเห็นตามความยึดมั่น ถือมั่น ของท่านเอง และมีวิธีคิดนึกคำนวณตามแบบของท่านเอง. สองอย่างนี้แหละ มันทำให้เข้าใจพุทธศาสนาอย่าง เซ็น ไม่ได้ เรียกว่าถ้วยชามันล้น. ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จะเตือนสติเด็กของเราให้รู้สึกนึกคิดเรื่อง อะไรล้น อะไรไม่ล้น ได้อย่างไร ขอให้ช่วยกันหาหนทาง. ในครั้งโบราณใน อรรถกถาได้เคยกระแหนะกระแหนถึงพวกพราหมณ์ที่เป็นทิศาปาโมกข์ ต้องเอา มาตีเหล็กเป็นเข็มขัด คาดท้องไว้เนื่องด้วยกลัวท้องจะแตก เพราะวิชาล้น ; นี้จะ เป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างไรก็ลองคิดดู. พวกเราอาจล้น หรืออัดอยู่ด้วยวิชา ทำนองนั้น จนอะไรใส่ลงไปอีกไม่ได้ ; หรือความล้นนั้นมันออกมาอาละวาดเอา บุคคลอื่นอยู่บ่อย ๆ บ้างกระมัง ? แต่เราคิดดูก็จะเห็นได้ว่า ส่วนที่ล้นนั้นคงจะเป็น ส่วนที่ใช้ไม่ได้ ; จะจริงหรือไม่ก็ลองคิด. ส่วนใดที่เป็นส่วนที่ล้น ก็คงเป็นส่วน ที่ใช้ไม่ได้. ส่วนที่ร่างกายรับเอาไว้ได้ก็คงเป็นส่วนที่มีประโยชน์ ; ฉะนั้น จริยธรรมแท้ ๆ ไม่มีวันจะล้น. โปรดนึกดูว่าจริยธรรมหรือธรรมะแท้ ๆ นั้น มีอาการล้นได้ไหม. ถ้าล้นไม่ได้ก็หมายความว่าสิ่งที่ล้นนั้นมันก็ไม่ใช่จริยธรรม ไม่ใช่ธรรมะ ; ล้นออกไปเสียให้หมดก็ดีเหมือนกัน. หรือถ้าจะพูดอย่างลึก เป็นธรรมะลึกก็ว่า จิตแท้ ๆ ไม่มีวันล้น. อ้ายที่ล้นนั้นมันเป็นของปรุงแต่งจิต ไม่ใช่ตัวจิตแท้ มันล้นได้มากมาย. แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าจิตแท้ คืออะไร ; อะไรควรจะเป็นจิตแท้ และอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จิตแท้ คือเป็นเพียงความคิด ปรุงแต่ง ซึ่งจะล้นไหลไปเรื่อย. นี่แหละรีบค้นหาให้พบสิ่งที่เรียกว่าจิตจริง ๆ กัน เสียสักทีก็ดูเหมือนจะดี. ในที่สุดท่านจะพบตัวธรรมะอย่างสูง ที่ควรแก่นามที่จะเรียกว่าจิตแท้ หรือจิตเดิมแท้ ซึ่งข้อนั้นได้แก่ ภาวะแห่งความว่าง. จิตที่ประกอบด้วยสภาวะ
น.136 แห่งความว่างจาก "ตัวกู - ของกู่" นั้นแหละคือจิตแท้. ถ้าว่างแล้วมันจะเอา อะไรล้น ? นี่เพราะเนื่องจากไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร จึงบ่นกันแต่เรื่องล้น การศึกษาก็ถูกบ่นว่าล้น และที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือที่พูดว่าศาสนานี้เป็นส่วนที่ล้น จริยธรรมเป็นส่วนล้น คือส่วนที่เกิน คือเกินต้องการ ไม่ต้องเอามาใส่ใจไม่ต้อง เอามาสนใจ. เขาคิดว่าเขาไม่ต้องเกี่ยวกับศาสนาหรือธรรมะเลย เขาก็เกิดมาได้ พ่อแม่ก็มีเงินให้เขาใช้ให้เขาเล่าเรียน เรียนเสร็จแล้วก็ทำราชการเป็นใหญ่เป็นโตได้ โดยไม่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาเลย ฉะนั้นเขาเขี่ยศาสนาหรือธรรมะออกไป ในฐานะเป็นส่วนล้น คือไม่จำเป็น. นี่แหละเขาจัดส่วนล้นให้แก่ศาสนาอย่างนี้ คนชนิดนี้จะต้องอยู่ในลักษณะที่ล้นเหมือนโปรเฟสเซอร์คนนั้น ที่อาจารย์น้ำอิน จะต้องรินน้ำชาใส่หน้า หรือว่ารินน้ำชาให้ดู โดยทำนองนี้ทั้งนั้น. เขามีความ เข้าใจผิดล้น ; ความเข้าใจถูกนั้นยังไม่เต็ม ; มันล้นออกมาให้เห็นเป็นรูปของ มิจฉาทิฏฐิ เพราะเขาเห็นว่าเขามีอะไร ๆ ของเขาเต็มเปี่ยมแล้ว ส่วนที่เป็นธรรมะ เป็นจริยธรรมนี่เข้าไม่จุอีกต่อไป. ขอจงคิดดูให้ดีเถอะว่า นี้แหละคือมูลเหตุที่ทำ ให้จริยธรรมรวนเร และพังทลาย. ถ้าเรามีหน้าที่ที่จะต้องผดุงส่วนนี้แล้ว จะต้อง สนใจเรื่องนี้. เรื่องที่ ๒ เรื่อง "เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่นสะลัม" อาตมา ต้องขอใช้คำอย่างนี้ เพราะไม่ทราบว่าจะใช้คำอย่างไรดี ที่จะให้รวดเร็วและสั้น ๆ. ท่านจะรู้สึกอย่างไรก็ตามใจที่จะต้องใช้คำอย่างนี้, "เพชรที่หาพบจากโคลนในถิ่น สะลัม" เรื่องนี้ก็เล่าว่า อาจารย์แห่งนิกายเซ็น ชื่อ กูโด เป็นอาจารย์ของ พระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น. ท่านอาจารย์องค์นี้ชอบเที่ยวไปไหน คนเดียวโดด ๆ อย่างนักบวชเร่ร่อนแบบปริพพาชก ไม่ค่อยได้อยู่กับวัดวาอาราม ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังตำบลอีโด เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของท่าน ที่จะมีแก่คนอื่น. ท่านได้ผ่านตำบล ๆ หนึ่ง เย็นวันนั้นฝนก็ตกมาก ท่านจึง เปียกปอนไปหมด และรองเท้าของท่านที่ใช้ เป็นรองเท้าทำด้วยฟาง เพราะ
น.137 นักบวชนิกายเซ็นใช้รองเท้าฟางถักทั้งนั้น. เมื่อฝนตกตลอดวันรองเท้าก็ขาดยุ่ย ไปหมด ท่านจึงเหลียวดูว่า จะมีอะไรที่ไหนจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง ก็พบ กระท่อมน้อย ๆ แห่งหนึ่งในถิ่นใกล้ ๆ นั้น เห็นรองเท้าฟางมีแขวนอยู่ด้วย ก็คิด จะไปซื้อสักคู่หนึ่ง เอาแห้ง ๆ มาใส่เพื่อเดินทางต่อไป. หญิงเจ้าของบ้านนั้น เขาถวาย เลยไม่ต้องซื้อ; และเมื่อเห็นว่าเปียกปอนมาก ก็เลยขอนิมนต์ให้ หยุดอยู่ก่อนเพราะฝนตกจนค่ำ ; ท่านก็เลยต้องพักอยู่ที่บ้านนั้น ด้วยคำขอร้อง ของหญิงเจ้าของบ้าน. หญิงเจ้าของบ้านเรียกเด็ก ๆ และญาติ ๆ มาสนทนาด้วยท่านอาจารย์ ; ท่านได้สังเกตเห็นว่า สกุลนี้เป็นอยู่ด้วยความข้นแค้นที่สุด ก็เลยขอร้องให้บอกเล่า ตรง ๆ โดยไม่ต้องเกรงใจ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน. หญิงเจ้าของบ้านก็บอกว่า "'สามีของดิฉันเป็นนักการพนัน แล้วก็ดื่มจัด. ถ้าเผอิญเขาชนะ เขาก็ดื่มมันจน ไม่มีอะไรเหลือ. ถ้าเขาแพ้ เขาก็ยืมเงินคนอื่นเล่นอีก เพิ่มหนี้สินให้มากยิ่งขึ้น. เขาไม่เคยมาบ้านเลย เป็นวันเป็นคืน หรือหลายวันหลายคืนก็ยังมี ; ดิฉันไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรดี". ท่านอาจารย์กูโดว่า ไม่ต้องทำหรอก ฉันจะช่วยทำ แล้วก็ว่านี้ฉัน มีเงินมาบ้าง ช่วยไปซื้อเหล้าองุ่นมาให้เหยือกใหญ่ ๆ เหยือกหนึ่ง แล้วก็อะไร ๆ ที่ดี ๆ ที่น่ากินเอามาให้เป็นจำนวนเพียงพอ เอามาวางที่นี่แล้วก็กลับไปทำงาน ตามเรื่องเถอะ ฉันจะนั่งอยู่ที่นี่ตรงหน้าที่บูชา. ข้อนี้หมายความว่าบ้าวนั้นก็มี หิ้งบูชาพระ. เมื่อผู้ชายคนนั้นกลับมาบ้าน เวลาดึก เขาก็เมา. เขาก็พูดตาม ประสาคนเมา. นี่คำนี้จะแปลว่ายังไง ; Hey! wife ; ก็ต้องแปลว่า เมียโว้ย, มาบ้านแล้วโว้ย ; มีอะไรกินบ้างโว้ย. ตัวหนังสือเขาเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันก็เหมือน ๆ กับในเมืองไทยเรานี้เอง. นี่ลองคิดดูว่าคน ๆ นี้จะเป็นอย่างไร ; ฉะนั้น กูโด
น.138 ท่านอาจารย์ที่นั่งที่หน้าหิ้งพระก็ออกรับหน้า บอกว่า ฉันได้มีทุกอย่างสำหรับท่าน เผอิญฉันมาติดฝนอยู่ที่นี่ ภรรยาของท่านเขาขอร้องให้ฉันพักค้างฝนที่นี่ตลอดคืนนี้ ฉันก็ควรจะมีส่วนตอบแทนท่านบ้าง ; ฉะนั้นขอให้ท่านบริโภคสิ่งเหล่านี้ตาม ชอบใจ. ชายคนนั้นดีใจใหญ่ ; มีทั้งเหล้าองุ่น มีทั้งปลา มีทั้งอาหารต่าง ๆ; เขาก็ดื่มและรับประทานจนนอนหลับไปไม่รู้สึกตัว อยู่ตรงข้างๆ เข่าของท่าน อาจารย์ กูโด ที่นั่งสมาธิ ตลอดคืนนั้นเหมือนกัน. ทีนี้พอตื่นขึ้นมาตอนเช้า ชายคนนั้นก็ลืมหมดไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเมื่อคืนนี้เขาเมาเต็มที่ ; และถาม ว่าท่านเป็นใคร และจะไปข้างไหน. ท่านอาจารย์ก็ตอบว่า อ๋อ ! อาตมาคือ กูโด แห่งนครก์ โยโต (Kyoto เกียวโต) ; กำลังจะไปธุระที่ตำบลอิโด ; ตาม เรื่องที่ว่ามาแล้วเมื่อกี้นี้. ถ้อยคำอย่างนี้มันประหลาด ที่ว่าบางครั้งก็มีอิทธิพล มากมาย คือว่าชายคนนั้นละอายจนเหลือที่จะรู้ว่าจะอยู่ที่ไหน จะแทรกแผ่นดิน หนีไปที่ไหน ก็ทำไม่ไหว แทรกไปไม่ได้. มันละอายถึงขนาดอย่างนั้นแล้ว ก็ขอโทษขอโพย ขอแล้วขออีกจนไม่รู้จะขออย่างไร ต่ออาจารย์ของพระจักรพรรดิ ซึ่งจับพลัดจับผลูเข้ามาอยู่ที่บ้านเขา. ท่านกูโดก็ยิ้มละไมอยู่เรื่อย แล้วก็พูดขึ้น ช้า ๆ บอกว่า "ทุกอย่างในชีวิตนี้มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย เป็นกระแสไหลเชี่ยว ไปที่เดียว ; และทั้งชีวิตนี้มันก็สั้นเหลือเกินด้วย ; ถ้ายังเล่นการพนันและ ดื่มอยู่ดังนี้ ก็หมดเวลาที่จะทำอะไรอื่นให้เกิดขึ้นหรือสำเร็จได้ ; นอกจากทำ ตัวเองให้เป็นทุกข์แล้ว ก็จะทำให้ครอบครัวพลอยตกนรกทั้งเป็นกันไปด้วย". ความรู้สึกอันนี้ได้ประทับใจนายคนนั้น มีอาการเหมือนกับว่า ตื่นขึ้นมาในโลกอื่น เหมือนกับตื่นขึ้นมาจากความฝัน ; ในที่สุดก็พูดกับท่านอาจารย์ว่า ที่ท่านอาจารย์ กล่าวนั้นมันถูกหมดเลย มันถูกอย่างยิ่ง ; ถ้าอย่างไรก็ขอให้กระผมได้สนอง พระคุณอาจารย์ในคำสั่งสอนที่ประเสริฐนี้ เพราะฉะนั้นขอให้กระผมออกติดตาม ท่านอาจารย์ ไปส่งท่านอาจารย์ในการเดินทางนี้ สักระยะหนึ่ง. ท่านอาจารย์กูโด
น.139 ก็บอกว่าตามใจ. สองคนก็ออกเดินทางไปได้ประมาณ ๓ ไมล์ ท่านอาจารย์ก็บอก ว่ากลับเถอะ ; นายคนนี้ก็บอกขออีกสัก ๕ ไมล์เถอะ ; ขยันขยอขอไปอีก ๕ ไมล์ แล้วก็ไปด้วยกันอีก. พอครบ ๕ ไมล์ อาจารย์ขยันขอให้กลบอีก ว่าถึงคราว ที่ต้องกลับแล้ว; นายคนนั้นก็บอกว่าขออีกสัก ๑๐ ไมล์เถอะ ; ในที่สุดก็ต้องยอม. พอถึง ๑๐ ไมล์ท่านอาจารย์ขยันขยอให้กลับ เขาก็ว่าขอตลอดชีวิตของผมเถอะ ; นี่ก็เป็นอันว่า ไปกับท่านอาจารย์ ไปเป็นนักบวชแห่งนิกายเซ็น ซึ่งต่อมาก็เป็น ปรมาจารย์พุทธศาสนาแห่งนิกายเซ็นในญี่ปุ่น. นิกายเซ็นทุกสาขาที่เหลืออยู่ ในญี่ปุ่นในทุกวันนี้ออกมาจากอาจารย์องค์นี้องค์เดียวเท่านั้น ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ ที่สืบมาจากอาจารย์องค์นี้องค์เดียว. ท่านกลับตัวชนิดที่เราเรียกกันว่า เพชรที่พบ จากโคลนในถิ่นสะลัม, นี้เป็นอย่างไรบ้างก็ลองคิดดู. ในประเทศญี่ปุ่นนายก รัฐมนตรีบางคนก็มาจากเด็กที่ขายเต้าหู้ ; หาบเต้าหู้ขายจนมีสตางค์ จนไปเป็น เด็กส่งหนังสือพิมพ์ ; จากเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ ก็เป็นนักเขียนหนังสือ พิมพ์น้อย ๆ สั้นๆ; และเขื่องขึ้น ๆ จนเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียง และไปเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหนึ่งในที่สุด. นี่เราจะบอกเด็ก ๆ ตาดำ ๆ ของ เราว่า สิ่งต่าง ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงได้ถึงอย่างนี้กันสักทีจะได้ไหม. เด็ก ๆ เขาจะ มีความรู้สึกอย่างไรในฐานะของเขา เขาจะทำตัวให้เป็นเหมือนกับ “เพชรที่พบใน โคลนจากถิ่นสะลัม" ได้อย่างไร. โดยมากเขามักจะขายตนเองเสียถูก ๆ จนเป็น เหตุให้เขาวกไปหาความสุขทางเนื้อทางหนังต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ไม่น่าดูนั้น ก็เพราะว่า เขาเป็นคนที่ไม่เคารพตัวเอง ท้อถอยต่อการที่จะคิดว่ามันจะเป็นได้มากอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสว่า เกิดมาเป็นคนนี้ไม่ควรให้ตัวเอง ; "อตฺตานํ น ทเทยุยโปโส" แปลว่า เป็นลูกผู้ชาย เป็นบุรุษ ไม่ควรให้ซึ่งตน. ให้ซึ่งตนนี้ หมายความว่ายกตนให้เสียแก่กิเลสหรือธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็ไม่ได้
น.140 คิดที่จะมีอะไรที่ใหญ่โตมั่นคง ที่จะเป็นนั่นเป็นนี่ให้จริงจังได้. ข้อนี้เรียกว่า เราควรจะถือเป็นหลักจริยธรรมข้อหนึ่งด้วยเหมือนกัน. นิทานที่ ๓ ชื่อเรื่อง "Is that so ?" ท่านลองแปลเอาเองว่าอย่างไร มันก็คล้ายๆ กับว่า "อย่างนั้นหรือ ?" นิทานที่สามนี้เล่าว่า ณ สำนักเซ็นของ อาจารย์เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นวัดที่เลื่องลือมาก เป็นเหมือนกับว่าเป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน. ที่ร้านชำใกล้ ๆ วัดนั้น มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเป็นลูกเจ้าของร้าน. ทีนี้โดยกะทันหัน ปรากฏว่ามีครรภ์ขึ้นมา. พ่อแม่เขาพยายามขยันขอถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมื่อถูกบีบคั้นหนักเข้า ก็ระบุชื่อ ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน. เมื่อหญิงสาวคนนั้น ระบุอาจารย์เฮ็กกูอินเป็นบิดาของเด็กที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไปที่วัด แล้วก็ไปด่าท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วยสำนวนโวหารของคนที่โกรธที่สุด ที่จะค่าได้อย่างไร. ท่านอาจารย์ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากว่า Is that so ? คือว่า อย่างนั้นหรือ ? สองคนด่าจนเหนื่อยไม่มีเสียงจะด่า ไม่มีแรงจะด่า! ก็กลับไป บ้านเอง. ทีนี้พวกชาวบ้านที่เคยเคารพนับถือ ก็พากันไปด่า ว่าเสียทีที่เคย นับถืออย่างนั้นอย่างนี้ ; ท่านก็ไม่มีประโยคอะไรที่จะพูด นอกจากว่า "Is that so ?" พวกเด็ก ๆ ก็ยังพากันไปด่าว่าพระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ที่จะค่าได้ตามภาษาเด็ก ; ท่านก็ว่า "Is that so ?" ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ต่อมา เด็กคลอดออกมาจากครรภ์. บิดามารดาที่เป็นตายายของเด็ก ก็เอาเด็กไปทิ้งไว้ให้ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ในฐานะเป็นการประชด หรืออะไร ก็สุดแท้ ว่า "แกต้องเลี้ยงเด็กคนนี้" ท่านอาจารย์เฮ็กกูอินก็มีแต่ "Is that so ? " ตามเคย. ท่านรับเด็กไว้ และต้องหานมหาอาหารของเด็กอ่อนนั้น จากบุคคล บางคนที่ยังเห็นอกเห็นใจท่านอาจารย์เฮ็กกูอินอยู่ พอเลี้ยงเด็กนั้นให้รอดชีวิต เติบโตอยู่ได้. ทีนี้ต่อมานานเข้า หญิงคนที่เป็นมารดาของเด็กเหลือที่จะทนได้
น.141 มันเหมือนกับไฟนรกเข้าไปสุมอยู่ในใจ. เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง ฉะนั้น วันหนึ่งเขาจึงไปสารภาพบอกกับบิดามารดาของเขาว่า บิดาที่แท้จริงของเด็กนั้น คือเจ้าหนุ่มที่ร้านขายปลา. ทีนี้บิดามารดาตายายคู่นั้น ก็มีจิตใจเหมือนกับนรก เผาอยู่ข้างในอีกครั้งหนึ่ง รีบวิ่งไปที่วัด ไปขอโทษขอโพยต่ออาจารย์เฮ็กกูอิน ; ขอแล้วขอเล่า ๆ เท่าที่จะรู้สึกว่าเขามีความผิดมากอย่างไร ก็ขอกันมากมายอย่างนั้น ; ท่านก็ไม่มีอะไรนอกจาก Is that so? แล้วก็ขอหลานคนนั้นคืนไป. ต่อมา- พวกชาวบ้านที่เคยไปด่าท่านอาจารย์ก็แห่กันไปขอโทษอีก เพราะความจริงปรากฏ ขึ้นเช่นนี้. ขอกันใหญ่ไม่รู้กี่สิบคน ; ขอกันนานเท่าไร ท่านก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจาก "Is that so?" อีกนั่นเอง. เรื่องของเขาจบเท่านี้ .. นิทานเรื่องนี้จะสอนว่าอย่างไร. เราถือว่านิทานชุดนี้ ก็เหมือนกับ นิทานอิสปในทางวิญญาณ ในทาง Spiritual point of view. นิทานเรื่องนี้สอนว่า อย่างไรดังนั้นหรือ ? มันก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "นตฺถิ โลเก รโห นาม" และ "นตฺถิ โลเก อนินฺทฺโต" "การไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก" หรืออะไรทำนองนี้ ... แต่ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบดูที่หรือว่า ถ้าพวกครูบาอาจารย์ของเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกกระทำอย่างท่านอาจารย์เซ็กกูอิน ท่านจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม ; คือจะ Is that so ? คำเดียวอยู่ได้ไหม. ถ้าได้ เรื่องก็คงจะไม่เป็นอย่างที่กำลังเป็นอยู่ คือคงจะไม่ถูกฟ้องว่าตีเด็กเกินควร หรืออะไรทำนองนั้น ต้องไปถึงศาลก็มี. อาตมาเคยเห็นครูที่บ้านนอก ต้องไปพูดกันถึงโรงถึงศาลก็มี เพราะตีเด็กเกินควร เป็นต้น ; นี่คือมันหวั่นไหวต่ออารมณ์มากเกินไป จนกระทั่งเด็กเล็ก ๆ ก็ทำให้ โกรธได้. ที่เรื่องนิดเดียวก็ยังโกรธได้นี้ เพราะว่าไม่ยึดถือความจริงเป็นหลักอยู่ ในใจ มันจึงไหวไปตามอารมณ์ โกรธมาก กลัวมาก เกลียดมาก ล้วนแต่เป็น อารมณ์ร้ายไปเสียทั้งนั้น. ทำไมไม่คิดว่า มันไม่ใช่เรื่องราวอะไรมากมาย มันไม่ใช่ เป็นไปตามเสียงส่วนมากที่ยืนยันว่า อันนั้นต้องเป็นอันนั้นจริง ; ความจริง มันต้องเป็นความจริง ; ถ้าจะมีอุเบกขา ก็ควรจะมีอุเบกขาอย่างนี้ ไม่ใช่ อุเบกขาผิดอย่างอื่น ; ฉะนั้นเราควรจะพังของเขาไว้.
น.142 นิทานเรื่องที่ ๔ เรียกว่า เรื่อง "ความเชื่อฟัง" ธยานาจารย์ ชื่อ เบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียงในการเทศนาธรรม ; คนที่มานั่งท่านนั้นไม่ใช่เฉพาะแต่ ในวงของพวกนิกายเซ็น ; พวกนิกายอื่น หรือคนสังคมอื่นก็มาฟังกัน ; ชนชั้น ไหน ๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่าท่านไม่ได้เอาถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือในพระไตรปิฎกมาพูด แต่ว่าคำพูดทุกคำนั้น มันหลั่งไหลออกมาจากความ รู้สึกในใจของท่านเองแท้ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจหรือชอบใจ แห่กันมาฝั่ง จนทำให้วัดอื่นร่อยหรอคนฟัง เป็นเหตุให้ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกายนิชิเรน โกรธมาก คิดจะทำลายล้างอาจารย์เบ็งกะอีคนนี้อยู่เสมอ. วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้ กำลังแสดงธรรมอยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัดองค์นั้นก็มาทีเดียว หยุดยืนอยู่ หน้าศาลาแล้วตะโกนว่า เฮ้ย ! อาจารย์เซ็น หยุดประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตาม ที่เคารพท่าน จะต้องเชื่อฟังคำที่ท่านพูด ; แต่ว่าคนอย่างฉันนี้ไม่มีวันที่จะเคารพ ท่าน ; ท่านจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ฉันเคารพเชื่อฟังท่านได้. เมื่อภิกษุอวดดี องค์นั้นร้องท้าไปตั้งแต่ชายคาริมศาลา ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า มาซี ขึ้นมานี่ มายืนข้าง ๆ ฉันซี แล้วฉันจะทำให้ดูว่า จะทำอย่างไร. พระภิกษุนั้น ก็ก้าวพรวด พราดขึ้นไปด้วยความทะนงใจ ฝ่าฝูงคนเข้าไปยืนหราอยู่ข้าง ๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า ยังไม่เหมาะ มายืนข้างซ้ายดีกว่า. พระองค์นั้นก็ผลุน มาทีเดียว มาอยู่ข้างซ้าย. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็บอกอีกว่า อ๋อ ! ถ้าจะพูดให้ถนัด ต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา, ข้างขวา. พระองค์นั้นก็ผลุนมาทางขวา พร้อมกับมี ท่าทางผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทายอยู่เสมอ. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมล่ะ ท่านกำลังเชื่อฟังฉันอย่างยิ่ง และในฐานะที่ท่านเชื่อฟังอย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้นท่านจงนั่งลงฟังเทศน์เถิด. นี่เรื่องก็จบลง. นิทานอิสปเรื่องนี้ มันสอนว่าอย่างไร เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นิวาโต เอตมุมงคลมฺตฺตมํ. วาโต ก็เหมือนกะสูบลมอัดเบ่งจนพอง ; ถ้านิวาโต ก็คือไม่พองไม่ผยอง เป็นมงคลอย่างยิ่ง. ข้อนี้ย่อมแสดงว่า มีวิชาความรู้อย่าง
น.143 ดียวนั้นไม่พอ ยังต้องการไหวพริบ และปฏิภาณอีกส่วนหนึ่ง ; พระองค์นี้ ก็เก่งกาจของนิกายนิชิเรน ในญี่ปุ่น แต่มาพ่ายแพ้อาจารย์ที่แทบจะไม่รู้หนังสือ เช่นนี้ ซึ่งพูดอะไรก็ไม่อาศยหนังสือ เพราะบางทีก็ไม่รู้หนังสือเลย แพ้อย่าง สนิทสนม เพราะขาดอะไรก็ลองคิดดู. พวกฝรั่งก็ยังพูดว่า Be wise in time. ฉลาดให้ทันเวลาโดยกระทันหัน ซึ่งบาลีก็มีว่า "ขโณ มา โว อุปจฺจคา" ขณะสำคัญ เพียงนิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้นอย่าได้ผ่านไปเสียนะ ; ถ้าผ่านไปละก็แย่เลยทีเดียว .. นี้เรียกว่ามันเป็นปฏิภาณ ปฏิภาณที่ครูบาอาจารย์จะต้องมีอย่างยิ่ง มิฉะนั้น จะควบคุมเด็กไม่อยู่. เราลองคิดดูซิว่า เด็ก ๆ ของเรามีปฏิภาณเท่าไร เราเองมี ปฏิภาณเท่าไร มันจะสู้กันได้ไหม ; ลองเทียบ I.Q. ในเรื่องนี้กันดู ซึ่งเกี่ยวกับ ปฏิภาณนี้. ถ้าครูบาอาจารย์เรามี I.Q. ในปฏิภาณนี้ ๕ เท่าของเด็ก ๆ คือเหนือเด็ก ห้าเท่าตัว ก็ควรจะได้รับเงินเดือนห้าเท่าตัวของที่ควรจะได้รับ ; หรือว่า ใครอยากจะเอาสักกี่เท่าก็เร่งเพิ่มมันขึ้น ให้มีปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถสอนเด็ก ให้เข้าใจเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ได้อย่างไรทีเดียว. นี่คือข้อที่ จะต้องอาศัยปฏิภาณ ซึ่งวันหลังก็คงจะได้พูดกันถึงเรื่องนี้บ้าง นิทานเรื่องที่ ๕ เรื่อง "If love, love openly". ถ้าจะรัก ก็จงรักอย่าง เปิดเผย. ในวัดนิกาย เซ็น อีกเหมือนกัน ; มีภิกษุอยู่หลายสิบรูป และมี นักบวชผู้หญิงที่เรียกว่า nun อยู่คนหนึ่ง ชื่อ เอฉุ่น รวมอยู่ด้วย. เอฉุ่นเป็นหญิงที่ สวยมาก แม้จะเอาผมออกเสียแล้ว แม้จะใช้เครื่องนุ่งห่มของนักบวชที่ปอน มาก ก็ยังสวยอย่างยิ่งอยู่นั่นเอง และทำความวุ่นวายให้แก่ภิกษุทั้งหมดนั้นมาก แทบว่า จะไม่มีจิตใจที่จะสงบได้. ภิกษุองค์หนึ่งทนอยู่ไม่ได้ ก็เขียนจดหมายส่งไปถึง ขอร้องที่จะมีการพบอย่าง private คือเป็นการขอพบเฉพาะตัว. เอฉุ่นก็ไม่ตอบ จดหมายนั้นอย่างไร แต่พอวันรุ่งขึ้นกำลังประชุมอบรมสั่งสอนกันอยู่ ซึ่งมี ชาวบ้านจำนวนมากรวมอยู่ด้วย ; พอสั่งสอนจบลง เอฉุ่นก็ยืนขึ้นกล่าวถึงภิกษุ นั้นว่า ภิกษุที่เขียนจดหมายถึงฉันนั้น ขอให้ก้าวออกมาข้างหน้าจากหมู่ภิกษุ
น.144 เหล่านั้นทีเถิด ; ถ้ารักฉันมากจริงๆ ก็จงมากอดฉันที่ตรงนี้ ; แล้วนิทาน ของเขาก็จบ. นี่ท่านลองคิดดูเองว่า นิทานอิสปเรื่องนี้จะสอนว่ากระไร ; ก็หมาย ความว่า การสอน การอบรมที่ตรงไปตรงมาตามแบบของนิกายเซ็นนั้น กล้ามาก ทำให้คนเรากล้าหาญมาก และไม่มีความลับที่จะต้องปิดใคร จะว่าอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องปกปิด คือสามารถที่จะเปิดเผยตนเองได้ มีสัจจะมีความจริง โดยไม่ถือว่า ความลับมีอยู่ในโลก. นี้เราจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิญญาตัวอย่างไรแล้ว จะต้องทำ อย่างนั้น ; ไม่มีความลับที่ปกปิดไว้ จนสะดุ้งสะเทือนแม้ในการที่จะเรียกตัวเองว่า "ครู" อย่างนี้เป็นต้น. บางคนกระดาก หรือร้อน ๆ หนาว ๆ ที่ว่า จะถูกเรียก ว่าครู หรือจะถูกขอร้องให้ยืนยันปฏิญญาความเป็นครู ; นี้แสดงว่าไม่เปิดเผย เพียงพอ ยังไม่กล้าหาญเพียงพอ ; จะกล้าปฏิญญาว่าเป็นครูจนตลอดชีวิตหรือไม่ ยิ่งไม่กล้าใหญ่. ใครกำลังจะลงเรือน้อยข้ามฟาก ไปฟากอื่นซึ่งไม่ใช่นครของ พวกครูบ้าง ก็ดูเหมือนไม่กล้าเปิดเผย เพราะเราไม่ชอบความกล้าหาญ และเปิดเผย กันอย่างสูงสุด เหมือนกะคนในเรื่องนิทานนี้. เรื่องที่ ๖ เขาให้ชื่อเรื่องว่า "ช่างไม่เมตตาเสียเลย". อาตมาแปล ออกมาตามตัวว่า "ช่างไม่เมตตาเสียเลย". เขาเล่าว่าในประเทศจีน ในสมัยที่ นิกายเซ็นกำลังรุ่งเรืองมากอีกเหมือนกัน ใคร ๆ ก็นิยมนับถือภิกษุในนิกายเซ็นนี้. มียายแก่คนหนึ่ง เป็นอุปัฏฐากของภิกษุองค์หนึ่ง ซึ่งปฏิบัติเซ็นด้วยความศรัทธา อย่างยิ่งมาเป็นเวลาถึงยี่สิบปี ; แก้ได้สร้างกุฏิน้อย ๆ ที่เหมาะสมอย่างยิ่งให้ และส่ง อาหารทุกวัน นับว่าพระภิกษุองค์นี้ไม่ลำบากในการที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนาอะไร เลย. แต่ในที่สุดล่วงมาถึง ๒๐ ปี ยายแก่เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า พระรูปนี้ จะได้อะไรเป็นผลสำเร็จของการปฏิบัติบ้างไหม ที่มันจะคุ้มกันกับข้าวปลาอาหาร ของเราที่ส่งเสียมาถึง ๒๐ ปี.
น.145 พื่อให้รู้ความจริงข้อนี้ แกก็คิดหาหนทาง ในที่สุดพบหนทางของแก คือ แกขอร้องหญิงสาวคนหนึ่ง ที่มีรูปร่างหน้าตาท่าทางอะไร ๆ ยั่วยวนไปหมด ให้ไปหาพระองค์นั้น โดยบอกว่า ให้ไปที่นั่น แล้วไปกอดพระองค์นั้น แล้วถามว่า เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรบ้าง ผู้หญิงคนนั้นก็ทำอย่างนั้น ; พระองค์นั้นก็ตอบ ด้วย ถ้อยคำเป็นกาพย์กลอน poetically ; ซึ่งค่อนข้างเป็นคำประพันธ์ ตามธรรมดา ของบุคคลบางคนที่มีนิสัยทางคำประพันธ์ ; ตรงนี้เขาเขียนเป็นคำประพันธ์. ซึ่งแปลเป็นตัวหนังสือก็จะเท่ากับว่า : - "ต้นไม้แก่ใบโกร๋นบนยอดผา ฤดูหนาวทั้งคราวลมระดมมา อย่ามัวหา ไออุ่นแม่คุณเอย" ; ว่าอย่างนี้เท่านั้น แล้วไม่ว่าอะไรอีก ; ไม่มีอะไรที่จะพูดกัน รู้เรื่องอีก. หญิงสาวคนนั้นก็กลับมาบอกยายแก่อย่างที่ว่านั้น ; ยายแก่ก็ขึ้นเสียง ตะบึงขึ้นมาว่า คิดดูทีซิ ฉันเลี้ยงไอ้หมอนี่, that follow ซึ่งตรงกับภาษาไทยว่า อ้ายหมอนั่น ; มาตั้ง ๒๐ ปีเต็ม ๆ มันไม่มีอะไรเลย แม้จะเพียงแสดงความเมตตา ออกมาสักนิดหนึ่งก็ไม่มี : ถึงแม้จะไม่สนองความต้องการทางกิเลสของเขา ก็ควร จะเอ่ยปากเป็นการแสดงความเมตตากรุณา หรือขอบคุณบ้าง ; นี่มันแสดงว่า เขาไม่มีคุณธรรมอะไรเลย ; ฉะนั้นยายแก่ก็ไปที่นั่นเอาไฟเผากุฏินั้นเสีย และไม่ ส่งอาหารอีกต่อไป; แล้วนิทานของเขาก็จบ. นิทานนี้สอนว่าอย่างไร จะเห็นว่าอย่างไรก็ลองคิดดู คนบางคนเขาย่อม ต้องการอะไร อย่างที่ตรงกันข้ามกับที่เราจะนึกจะผันก็เป็นได้. นี่จงดูสติปัญญา ของคนแก่ซิ. แกมีแบบแห่งความยึดมั่น ถือมั่นของแกเองเป็นแบบหนึ่ง. ยิ่งแก่ ยิ่งหนังเหนียว คือหมายความว่า มันยิ่งยึดมั่นถือมั่นมาก ฉะนั้นถ้าเราจะไปโกรธ คนที่มีความคิดอย่างอื่น มีหลักเกณฑ์อย่างอื่น มีความเคยชินเป็นนิสัยอย่างอื่น นั้นไม่ได้ ; เราต้องให้อภัย เราไม่โกรธใครเร็วเกินไป หรือเราไม่โกรธใครเลย
น.146 นั่นแหละจะดีที่สุด ; และจะเป็นครูบาอาจารย์ที่มีความสุขที่สุด แล้วจะเป็น ครูบาอาจารย์ที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดด้วยและสนุกที่สุดด้วย, ฉะนั้น ขอให้จำไว้ว่า คนเรานั้นมีอะไรที่ไม่เหมือนกัน มีอะไรที่ไม่นึกไม่ฝันกันมากถึงอย่างนี้. นิทานเรื่องที่ ๗ ของเขามีว่า นิทานเรื่องนี้ ชื่อเรื่อง "พระพุทธเจ้า องค์หนึ่ง". ในนครโตเกียว สมัยศักราชเมจิ มีอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่สองคน คนหนึ่งชื่ออันโซ เป็นครูบาอาจารย์ในนิกายชินงอน คนนี้ไม่ดื่มเลย ; อีกคนหนึ่ง ชื่อ แตนแซน หรือ ตานซาน ก็แล้วแต่จะเรียก เป็นครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ด้วย ไม่เคยถือศีลเลย จึงดื่มจัด หรือละโมบในการบริโภค. วันหนึ่ง อาจารย์อันโซไปเยี่ยมอาจารย์ตานซาน กำลังดื่มอยู่พอดี. อาจารย์ตานซานก็ถามว่า จะไม่ดื่มบ้างเที่ยวหรือ คือกล่าวชักชวนให้ดื่มนั่นเอง ; อันโชก็บอกว่าไม่เคยดื่มเลย. ตานซานก็ว่า คนที่ไม่เคยดื่มเลยนั้นน่ะไม่ใช่คน ; ฝ่ายอันโซก็ฉุนกึก นิ่งเงียบไปขณะหนึ่ง ในที่สุดพูดขึ้นมาได้ว่า ท่านว่าฉันไม่ใช่คน เพราะเพียงแต่ฉันไม่ดื่ม ถ้าฉันไม่ใช่คนแล้ว ฉันจะเป็นอะไร. อาจารย์ตานซาน ก็บอกว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วนิทานของเขาก็จบ. นี่เราจะฟังเป็นเรื่องการโต้ตอบด้วยโวหารก็ได้ แต่ความจริงมันเป็น เรื่องที่มุ่งหมายจะสอนตามแบบวิธีของเขา ที่ให้คนสำนึกว่า คนนั้นยังไม่เป็น พระพุทธเจ้าคนหนึ่งต่างหาก. ที่ว่าเป็นพระพุทธเจ้าคนหนึ่ง ก็เพื่อจะสอนให้รู้ว่า ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าเลยมากกว่า ซึ่งทำให้อาจารย์คนนั้นก็ชงักกึกไปอีกเหมือนกัน เพราะมันก็รู้ตัวอยู่ว่า เราก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าสักที แล้วเราก็ไม่ใช่เป็นคน แล้วมันจะเป็นอะไรกัน คนก็ไม่เป็น พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็น แล้วเป็นอะไร. ฉะนั้น เราเองก็เหมือนกัน เราเป็นครูตามอุดมคติหรือยัง หรือว่า ถ้าไม่เป็นครู มันก็ไม่ใช่ครุ ถ้าเป็นครูก็ต้องเป็นครู. และการที่เขาว่า
น.147 ราไม่ใช่คน เราไม่ควรจะโกรธเลย หรือแม้ว่า ครูจะถูกกล่าวหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่โกรธ. ถ้าจะพูดถึงพุทธะตามแบบนิกายเซ็น ก็คือว่า ถ้าเรายังเป็นครู ตามอุดมคติไม่ได้ เราก็ยังเป็นพุทธะไม่ได้อยู่เหมือนกัน ; เพราะฉะนั้นเราจะ พยายามทำตนไม่ให้เป็นอะไรเลย ให้มีจิตว่าง ไม่รู้สึกเป็นอะไรเลย ซึ่งหมายความว่า ให้อยู่เหนือการถูกว่า หรือเขาว่ามามันก็ไม่ถูก. เราเป็นชนิดนั้นกันจะดีไหม คือว่าเราเป็นอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งใครจะว่าอะไร อย่างไรมา มันก็ไม่ถูกเรา. มันก็คงไม่มีอะไรนอกจากเราเป็น "ว่างจากตัวเรา". ถ้าเราเป็นอย่างนี้ มันก็จะเป็น อย่างภูเขาซึ่งลมจะพัดมากี่ทิศกี่ทาง ก็ไม่สามารถทำให้ภูเขาหวั่นไหวได้. ในบาลีมีคำกล่าวอยู่ว่า ถ้าภูเขาเป็นหินแท่งหนึ่ง ฝั่งอยู่ในดิน ๑๖ ศอก โผล่อยู่บนดิน ๑๖ ศอก ลมไหนจะพัดให้หวั่นไหวได้. ถ้าเราว่างจากความยึดมั่น ถือมั่น ว่าเรามีเกียรติอย่างนั้นอย่างนี้ เราเป็นอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อ นั้นแหละ เราจะเป็นบุคคลที่ลมไหนพัดมาก็ไม่ถูก. เรื่องที่ ๘ ชื่อเรื่อง "ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว". นี้ลองฟังให้ดี จะได้รู้ว่าเราใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้วหรือไม่. นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ไปเยี่ยมธ์ยานาจารย์ คืออาจารย์แห่งนิกายเซ็นแห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะนิสิตคนนั้น เขาแตกฉานในการศึกษา เขาจึงถามอาจารย์กาซานว่า เคยอ่านคริสเตียนไบเบิลไหม. ท่านอาจารย์กาซานซึ่งเป็นพระเถื่อน อย่าง พระสมถะนี้จะเคยอ่านไบเบิลได้อย่างไร ; จึงตอบว่า เปล่า ช่วยอ่านให้ฉันฟังที. นิสิตคนนั้นก็อ่านคัมภีร์ไบเบิล ตอน Saint Mathew ไปตามลำดับ จนถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องห่วงวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้มันจะ เลี้ยงตัวมันเองได้ แม้แต่นกกระจอกก็ไม่อดตาย ทำนองนี้.
น.148 ท่านอาจารย์กาซานก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ ฉันคิดว่าเป็น ผู้รู้แจ้งคนหนึ่งทีเดียว คือเป็น An enlightened one คนหนึ่งทีเดียว แต่นิสิต คนนั้นก็ยังไม่หยุดอ่าน คงอ่านต่อไป มีความว่า "ขอเถิด แล้วจะได้ จงแสวงหาเถิด แล้วจะพบ จงเคาะเข้าเถิดแล้วมันจะเปิดออกมา ; เพราะว่าใครก็ตามที่ขอแล้ว จะต้องได้รับ ใครก็ตามที่แสวงหาแล้วย่อมได้พบ และใครก็ตามที่เคาะเข้าแล้ว ประตูก็จะเปิดออกมา" พอถึงตอนนี้อาจารย์กาซานก็ว่า แหมวิเศษที่สุด ใครที่กล่าวอย่างนี้ ก็ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว ; นิทานของเขาก็จบ. นิทานเรื่องนี้จะสอนว่าอย่างไร ? หมายความว่า ถ้ารู้ธรรมะจริง จะไม่เห็นว่ามีลัทธิคริสเตียน หรือพุทธ หรืออะไรอื่น ในจิตใจ ของผู้ที่รู้ธรรมะจริง จะไม่รู้สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ ฟังชื่อเสียง เหล่านั้น ไม่ต้องเป็นนิกายอะไร ครูบาอาจารย์สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐาน ชนิดไหน ; ไม่มีจิตใจหรือความรู้สึกที่ค้านหรือรับฟังถ้อยคำเหล่านั้น จะฟังแต่ เนื้อหาของธรรมะนั้น ; และก็เนื้อหาของธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่าสูงต่ำ. อย่างที่ว่า เคาะเข้าเถิดจะเปิดออกมานี้ มันเหมือนอย่าง ที่เราพูดว่าถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่าย ง่ายที่สุดในการที่จะบรรลุนิพพาน ; เดี๋ยวนี้ ไปนอนหลับสบายกันเสียหมด ทั้งพระทั้งฆราวาสก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใคร แสวงหา หรือไม่มีใครขวนขวายนั่นเอง. ถ้าฝั่งกันแต่เนื้อหาธรรมะแล้ว มันไม่มีพุทธ ไม่มีคริสเตียน ; หรือไม่มีเซ็น ไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายานอย่างนี้ ; ไม่มีอาการที่จะเป็นเขาเป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงมีเขาฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ ฉะนั้น ความกระทบกันระหว่างเขากับเราไม่อาจจะเกิด, ไม่มีทางจะเกิด, ไม่มีพื้นฐานจะเกิด ; เห็นธรรมะเป็นพระเป็นเจ้า เห็นพระ เป็นเจ้าเป็นธรรมะไปเสียเลย. เหมือนอย่างว่า พระเป็นเจ้าของฝ่ายที่ถือศาสนา พระเป็นเจ้านั้นมีการสร้าง มีการทำลาย มีการให้รางวัล มีการทำอะไรทุกอย่าง
น.149 ตามหน้าที่ของพระผู้เป็นเจ้า เราก็มีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างนั้น ครบทุกอย่าง เหมือนกัน แต่เราไปเรียกว่าธรรมะ. เหมือนกับความหมายของคำว่าธรรมะ ที่อธิบายแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น : ไม่มีอะไรนอกจากธรรมะ ; แล้วความโง่ ความหลง คืออวิชชาต่างหากที่ไปสมมติให้ว่าเป็นชื่อนั้นชื่อนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ พวกนั้นพวกนี้ จนมีเรามีเขา. จริยธรรมทั้งหมด ของธรรมชาติทั้งหมดนั้น มีเรื่องเดียวแนวเดียว สายเดียว. ขอให้สนใจในความจริงข้อนี้เถอะว่า จริยธรรมทั้งหมดของโลกนี้ หรือ ของโลกอื่นด้วยก็ได้ ย่อมมีแนวเดียวและสายเดียวและตรงเป็นอันเดียวกัน ไม่ต้อง พูดกันว่า ของประเทศนั้นประเทศนี้ ศาสนานั้นศาสนานี้ ในโลกเดียวกันนี้. ถึงแม้ ว่าสิ่งที่เป็นจริยธรรมจะมีหลายรูป หรือหลายเหลี่ยม ดังที่กล่าวมาแล้วแต่วันแรก นั้น ก็ยังเป็นอันเดียวแนวเดียวสายเดียวกันอยู่นั่นเอง. มีแต่ว่าระบบไหน ใกล้จุดปลายทางหรือยังเท่านั้น แต่เรื่องต้องเป็นเรื่องเดียวกันหมด. ขึ้นชื่อว่า ธรรมะแล้ว ต้องเป็นเรื่องเดียวกันหมด. แต่ว่าอันไหนหรือที่ใครกล่าวนั้น มันใกล้จุดปลายทางเข้าไปหรือยัง. ฉะนั้นเราอย่าได้รังเกียจ อย่าได้ชิงชัง ว่าคนนั้น คนนี้เป็นคริสเตียน แล้วก็จะต้องเป็นศัตรูเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ขึ้นมาทีเดียว .. ถ้าถืออย่างนี้ก็แปลว่าไม่รู้ธรรมะ ยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึก ทำนองนั้นเป็นอันขาด. นิทานเรื่องที่ ๙ เรื่อง "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" เรื่องนี้จะมี ประโยชน์มากสำหรับครูบาอาจารย์ ; อาตมาจึงเลือกนำมาเล่าให้ฟัง. "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" เรื่องนี้ถึงท่านจะไม่เรียกตนเองว่าครูก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟังใน ฐานะที่ว่าจะเป็นปัจจัย เกื้อกูลแก่การเข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม. เรื่องเล่าว่า มีหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยากจะเป็นนักฟันดาบที่เก่งกาจ เขาไปหาอาจารย์สอนพันคาบ ให้ช่วยสอนเขาให้เป็นนักฟันดาบ เขาถามอาจารย์ว่าจะใช้เวลาสักกี่ปี. อาจารย์ ตอบว่าประมาณ ๗ ปี. เขาชักจะรวนเร เพราะว่า ๗ ปี นี้มันเป็นเวลามิใช่น้อย :
น.150 ฉะนั้นเขาขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายามให้สุดฝีมือ สุดความสามารถในการศึกษา ฝึกฝน ทั้งกำลังกาย กำลังใจทั้งหมด ; ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้เวลาสักกี่ปี. อาจารย์ ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้องใช้เวลาสัก ๑๔ ปี". แทนที่จะเป็น ๗ ปี กลายเป็น ๑๔ ปี ; ฟังดู. หนุ่มคนนั้นก็โอดครวญขึ้นมาว่า บิดาของเขาแก่มากแล้ว จะตายอยู่ รอมร่อแล้ว ; เขาจะพยายามอย่างยิ่ง ให้บิดาของเขาได้ทันเห็นฝีมือฟันดาบของเขา ก่อนตาย เขาจะแสดงฝีมือฟันดาบของเขาให้บิดาของเขาชม ให้เป็นที่ชื่นใจแก่บิดา เขาจะพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงความสามารถ ให้ทันสนองคุณของบิดา จะต้อง ใช้เวลาสักเท่าไร ขอให้อาจารย์ช่วยคิดดูให้ดี ๆ. ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้อง ๒๑ ปี". นี้มันเป็นอย่างไร ขอให้นึกดู ; แทนที่จะลดลงมา มันกลายเป็นเพิ่มขึ้นเป็น ๒๑ ปี. หนุ่มคนนั้น จะเล่นงานอาจารย์อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นอาจารย์ จะทำอย่างอื่นก็ไม่ถูก นึกไม่ออก เพราะไม่มีใครจะเป็นอาจารย์สอนฟันดาบให้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ ของประเทศ ; ดังนั้น เขาก็ซังกะตายอยู่ไปกะอาจารย์ ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี นั่นเอง. หลายวันต่อมา อาจารย์ก็ใช้คนคนนี้ แทนที่จะเรียกไปสอนให้ใช้คาบ ฟันดาบ กลับให้ทำครัว ให้ทำงานในครัว ให้ตักน้ำผ่าฟืน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกว่าต้องทำงานในครัว หลายวันล่วงมา วันหนึ่ง อาจารย์ผลุนผลันเข้าไปในครัว ด้วยดาบ สองมือ พันหนุ่มคนนี้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัว อุตลุดเป็นการใหญ่. เขาก็ต้องต่อสู้ ไปตามเรื่องตามราวของเขา ตามที่เขาจะสู้ได้ โดยใช้อะไรแทนคาบหรือด้วย
น.151 มือเปล่า ๆ หรืออะไรก็สุดแท้ สองสามอึดใจแล้วก็เลิกกัน ; อาจารย์ก็กลับไป. แล้วต่อมาอีกหลายวันเขาก็ถูกเข้าโดยวิธีนี้อีก และมีบ่อย ๆ อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้ง กลับบ้านได้ คือจบหลักสูตรแล้ว และปรากฏว่า ต่อมาหนุ่มคนนี้ก็เป็นนักดาบ ลือชื่อของประเทศญี่ปุ่นไป ; นิทานของเขาก็จบ. ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร ? ตอบสั้น ๆ ที่สุดก็คือว่า การทำอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน ว่าของของตนนั้น ใช้ไม่ได้ ไม่มีทาง ที่จะเป็นผลดีเลย ; คือถ้าหนุ่มคนนี้ยังคิดว่า กูจะดี กูจะเด่นอยู่ละก็ มีตัวกู เข้ามาฝึกเป็นตัวกูที่ใหญ่เอาการอยู่เหมือนกัน. ที่นี้ถ้ายิ่งจะทำให้ดีที่สุด กูจะทำ ให้เก่งที่สุดให้เร็วที่สุด อย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกู มันยิ่งขยายโตออกไปอีก. ถ้ายิ่ง จะให้ทันบิดาเห็น บิดาแก่มากจะตายแล้ว ตัวกูมันยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่ง เร่งร้อนออกไปอีก อย่างนี้จิตไม่เป็นสมาธิได้ จิตเต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู กลัดกลุ้ม ไปด้วยตัวกูของกู ไม่เป็นจิตว่าง ไม่เป็นตัวสติปัญญาอยู่ในจิต ไม่สามารถจะมี สมรรถภาพเดิมแท้ของจิต ออกมาได้ เพราะมันกลัดกลุ้มอยู่ด้วยอุปาทาน ว่าตัวกู ของกู หรือความเห็นแก่ตัวนี้ มันเลยไม่เฉียบแหลม ไม่ว่องไว ไม่ active อะไรหมด ; ฉะนั้น ถ้าขืนทำไปอย่างนี้จริงๆ แล้ว จะต้องใช้เวลา๗ ปี หรือว่า ๑๔ ปี หรือว่า ๒๑ ปีจริง ๆ. ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู ของกู กูจะเอา ใน ๗ ปี หรือจะให้ทันบิดาเห็น อย่างนี้ไม่มีเลย กำลังเป็นจิตที่ว่างอยู่ ; ถึงแม้ว่า อาจารย์จะผลุนผลันเข้าไปในลักษณะอย่างไร ปฏิภาณของจิตว่าง หรือจิต เดิมแท้นี้ ก็มีมากพอที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้ ; มันเป็นการเรียกร้องขึ้นมา หรือปลุกขึ้นามจากหลับ ปลุกจิตอันนี้ขึ้นมาจากความหลับ ตามวิธีของอาจารย์ที่ เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ; มาเป็นจิตที่เบิกบานเต็มที่ ซึ่งต่อไปก็เอาไปใช้ได้เลย ;
น.152 เขาจึงเป็นผู้สำเร็จหลักสูตรโดยวิธีอันประหลาดนั้น ภายในไม่ถึง ๗ ปี หรือภายใน ไม่ถึงปี อย่างนี้เป็นต้น. เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่านครูบาอาจารย์สนใจที่จะนึกดูว่า ความรู้สึก ที่เป็นตัวตน หรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน ? เหมือนอย่างว่า เราจะยิงปืนหรือ ยิงธนู หรือว่าขว้างแม่นในการกีฬาขว้างแม่น ; ถ้าจิตของผู้ขว้างมีความรู้สึกเป็น ตัวกูของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียงของโรงเรียนของกู ของมหาวิทยาลัยของกู รัวอยู่ในใจแล้ว ไม่มีวันที่จะขว้างแม่น หรือขว้างถูกได้ ; มันสั่นระรัวอยู่ด้วย ตัวกูหรือของกูนี้ ทั้งนั้น ; ที่ถูกนั้นเมื่อมีความตั้งใจถูกต้อง ที่จะทำเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของโรงเรียนหรือของอะไรก็ตาม แล้วเขาต้องลืมหมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียนของกู มหาวิทยาลัยของกู ; เหลืออยู่แต่สติปัญญา และสติสัมปชัญญะ ที่จะขว้างด้วยอำนาจของสมาธิเท่านั้น คือพูดตรงๆ ก็ว่า ขณะนั้นมีแต่จิตที่เป็น สมาธิ กับสติปัญญาเท่านั้น ; ตัวกู ของกู ไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตเดิม เป็นจิต ตามสภาพจิต ; มือไม้ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไร ๆ ไม่สั่น ‘ปรกติเป็น active ถึงที่สุด แล้วเขาจะขว้างแม่น เหมือนอย่างกะปาฏิหาริย์ ; นี้ขอให้เข้าใจ อย่างนี้. หรือว่าในการจัดดอกไม้ในแจกัน คนจัดจะต้องทำจิตให้ว่างจากความ เห็นแก่ตัวกู หรือชื่อเสียงของกู ตลอดถึงโรงเรียนของกู หมู่คณะของกูเสียก่อน แล้วเสียบดอกไม้ไปด้วยจิตว่างจิตบริสุทธิ์ ; นั่นแหละคือสติปัญญาล้วน ๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เจืออยู่ ก็จะได้แจกันที่สวยที่สุด ไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน. นี่เขาถือ เป็นหลักของนิกายเซ็น ; ฉะนั้นขอให้สนใจ ในการที่จะทำอะไรหรือมีชีวิตอยู่ด้วย ความไม่มีตัวกู ของกู. มันยิ่งจำเป็นมากสำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็กให้ ทำงานฝีมือดีด้วยจิตใจที่ปรกติ ไม่สั่นในระบบประสาท ไม่สั่นในระบบของความ คิดนึก ; หรือว่า เมื่อเด็ก ๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัวอยู่แล้วว่า จะต้องสอบได้
น.153 แล้วจะไปมัวห่วงกลัวจะสอบตก ตัวกูจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบ ไม่ได้จะไปโดดน้ำตายเป็นต้น จะต้องไปนึกทำไม นั่นเป็นเรื่องตัวกู ของกู ; เด็กคนนั้น จะต้องลืมสิ่งเหล่านั้นหมด และลืมแม้แต่กระทั่งตัวเอง. คำว่า "ลืมตัวเอง" นี้ถ้าฟังไม่ดีแล้ว ก็จะไม่เข้าใจ แล้วจะรู้สึกเถียงแย้งขึ้นมาว่า เป็นไปไม่ได้ ; ที่จริงเราลืมตัวเราเองนี้ได้ ในลักษณะหรือกรณีเช่น : เด็ก ๆ ในขณะสอบไล่นั้นจะต้องลืมหมดแม้กระทั่งตัวเอง เหลืออยู่ในใจ แต่ว่า ปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะว่าอย่างไร. ถ้าจิตใจว่างจากตัวกู ว่างจากของกูแล้ว วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่เคยสะสมมาตั้งแต่แรก เรียนนั้น จะมาหา พรูมาทีเดียว ให้เขาพบคำตอบว่าอย่างนั้นอย่างนี้และถูกต้อง ที่สุด ; แต่ถ้าเขากลัดกลุ้มอยู่ด้วยตัวกูของกูแล้ว แม้เขาจะเคยเรียนมามากอย่างไร มันก็ไม่มา มันมีอาการเหมือนกับลืม นึกไม่ออกนั่นแหละ แล้วมันจะระส่ำระสาย กระสับกระส่ายรวนเรไปหมด ก็เลยตอบไม่ได้ดี. ถ้าสอบไล่ด้วยจิตว่างนี้ จะได้ที่หนึ่ง หรือยิ่งกว่าที่หนึ่งเสียอีก ฉะนั้นเขาจึงมีการสอนมากในเรื่องที่ว่า อย่าทำด้วยจิตที่สั่นระรัวด้วยตัวกู ของกู เพราะว่าการทำอย่างนั้น ยิ่งจะให้เร็ว มันจะยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อของนิทานว่า "ยิ่งให้เร็วมันยิ่งช้า" หรือที่เราจะพูดว่า จะเอาให้ได้ มันยิ่งจะไม่ได้เลย ; หรือว่าจะไม่เอาอะไรเลย มันยิ่งจะได้มาหมด คือไม่มีตัวเราที่จะเอาอะไรเลยแล้ว มันจะได้มาหมด. นิทานสุดท้ายที่อยากจะเล่าก็คือ เรื่องเกี่ยวกับเซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก ตามชื่อของหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า "เซ็นเนื้อเซ็นกระดูก" คือหนังสือ ที่เอามาเล่านิทาน ให้ฟังนี้เอง. ควรจะทราบถึงคำว่า เซ็นเนื้อเซ็นกระดูกด้วย จะง่ายในการเข้าใจ. เซ็นเนื้อ-เซ็นกระดูก หมายความว่าธรรมะชั้นที่เป็นเนื้อ เป็นกระดูก ยังไม่ถึงเยื่อในกระดูก ; ธรรมะชั้นลึกจริง ๆ จัดเป็นชั้นเยื่อในกระดูก.
น.154 นี่เราจะเล่ากันแต่เรื่องชั้นเนื้อและชั้นกระดูก หมายความว่า ในนั้นมันมีชั้นเยื่อใน กระดูกอีกทีหนึ่ง ; ถ้าเข้าไม่ถึง มันก็ติดอยู่แค่เนื้อแค่กระดูก เหมือนที่เรา ไม่เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา แล้วก็คุยโวอยู่ ซึ่งมันเป็นชั้นเนื้อชั้นกระดูก ทั้งนั้น ไม่ใช่ชั้นเยื่อในกระดูกเลย. และเมื่อจะพูดกันถึงเรื่องนี้ เขาเล่านิทาน ประวัติตอนหนึ่งของท่านโพธิธรรม คืออาจารย์ชาวอินเดียที่ไปประเทศจีน ที่ไป ประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายธยานะลงไปในประเทศจีน ซึ่งต่อมาเรียกว่า นิกายเซ็น ; ญี่ปุ่นเรียกว่า เซ็น ; หรือภาษาจีนเรียกว่า เสี่ยง เมื่อท่านโพธิธรรมอยู่ในประเทศจีนนานถึง ๙ ปี ท่านก็อยากจะกลับ อินเดีย. ทีนี้ไหน ๆ จะกลับทั้งที่ อยากจะลองสอบดูว่าบรรดาศิษย์ต่าง ๆ ที่สอนไว้ที่นี่ ใครจะรู้อะไรกี่มากน้อย ก็เลยเรียกมาประชุม ถามทำนองเป็นการ สอบไล่ว่า ธรรมะที่แท้จริงนั้นคืออะไร ; ข้อสอบมีเพียงสั้น ๆ ว่า "ธรรมะที่แท้จริง นั้นคืออะไร ? " ศิษย์ชั้นหัวหน้าศิษย์ที่เรียกว่าศิษย์ชั้นมีปัญญาเฉียบแหลม ชื่อ ดูโฟกุ ก็พูดขึ้นว่า "ที่อยู่เหนือการยอมรับ และอยู่เหนือการปฏิเสธนั้นแหละ คือธรรมะ ที่แท้จริง" คำตอบอย่างนี้มันถูกมากแล้ว ; ถ้าผู้ใดฟังไม่เข้าใจเรื่องนี้ พึงจัด ตัวเองว่าเป็นผู้ที่ยังไม่รู้ธรรมะได้เลย ; ไม่รู้ธรรมะอะไรเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่รู้จัก สิ่งที่เหนือการยอมรับและการปฏิเสธ. ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "เอ้า ! ถูก ! แกได้ หนัง ของฉันไป". นี้หมายถึง หนังที่หุ้มชั้นนอก ไม่ใช่เนื้อ ไม่ใช่กระดูก คือชั้นหนังแท้ ๆ ; เสร็จแล้วคนนี้นั่งลง. นางชีคนที่ชื่อโซจิ ก็ยืนขึ้น แล้วบอกว่า " สิ่งที่เห็นครั้งเดียว แล้วเป็น เห็นหมด เห็นตลอดกาล นั่นแหละคือธรรมะแท้จริง".
น.155 ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "เอ้า ! ถูก ! แก้ได้ เนื้อ ของฉันไป" ; คือมัน ถูกกว่าคนที่แรก จึงได้เนื้อไป; แล้วเขาก็นั่งลง. คนที่สามยืนขึ้น ตอบว่า " ที่ไม่มีอะไรเลย นั่นแหละคือธรรมะ " เขาใช้คำว่า ไม่มีอะไรเลยเท่านั้น, แต่เราขยายความออกไปก็ได้ว่า ไม่มีอะไรที่ ถือเป็นตัวตนเลย นั่นแหละคือธรรมะแท้จริง. อาจารย์ก็บอกว่า "ถูก ! แก้ได้ กระดูก ของฉันไป" ; คือลึกถึงชั้นกระดูก. ศิษย์อีกคนหนึ่ง เป็นศิษย์ก้นกุฏิชื่อเอก้า ยืนขึ้น หุบปากนึ่ง แล้วยัง เม้มลึกเข้าไป ซึ่งแสดงว่า นึ่งอย่างที่สุด เป็นการแสดงแก่อาจารย์ว่า นี่แหละคือ ธรรมะ ; การที่ต้องหุบปากอย่างนี้แหละ คือธรรมะ. อาจารย์ก็ว่า "เออ ! แก้ได้ เยื่อในกระดูก ของฉันไป." นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายซึ่งล้วนแต่มี สติปัญญา ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก จงลองคิดดู. คำตอบที่ว่าอยู่เหนือการยอม รับและปฏิเสธนั้น ยังถูกน้อยกว่าคนอื่น ; ส่วนผู้ที่ตอบว่า ลงเห็นทีเดียวแล้ว เห็นหมดและเห็นตลอดกาลด้วย ; นี่ยังถูกกว่า ; แล้วที่ว่า ไม่มีอะไรเลยนั้น ยิ่ง ถูกไปกว่าอีก; แล้วที่ถึงกับว่า มันพูดอะไรออกมาไม่ได้ มันแสดงออกมาเป็น คำพูดไม่ได้ จนถึงหุบปากนิ่ง นี้ยิ่งถูกกว่าไปอีก. นี่แหละพวกเรามีสติปัญญา ละเอียดสุขุมแยบคาย มีความสำรวม ระมัดระวัง สงบอกสงบใจมาก จนถึงกับว่า ไม่หวั่นไหว และเข้าใจเรื่องไม่หวั่นไหว หรือไม่มีอะไรนี้ได้หรือไม่ ขอให้ลองคิดดู. ถึงจะยังทำเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ก็ขอให้เข้าใจว่า แนวของมันเป็นอย่างนั้น. คนที่รู้อะไร จริง ๆ แล้ว จะไม่พูดอะไรเลย เพราะรู้ซึ้งถึงขนาดที่อยู่เหนือวิสัยของการบรรยาย ด้วยคำพูด ; อย่างที่เล่าจื้อว่า "คนรู้ไม่พูด คนที่พูดนั้นไม่ใช่คนรู้". นี่ก็หมายถึง ตัวธรรมะจริง ๆ นั้นมันพูดไม่ได้. ถึงแม้ที่อาตมากำลังพูดอยู่นี่ก็เหมือนกัน ยังไม่
น.156 ใช่ธรรมะจริง เพราะมันยังเป็นธรรมะที่พูดได้ เอามาพูดได้. ลองทบทวนดูว่า ท่านเคยเข้าใจซึมซาบในความจริง หรือในทฤษฎีอะไร อย่างลึกซึ้ง จนท่าน รู้สึกว่า ท่านไม่อาจบรรยายความรู้สึกอันนั้น ออกมาให้ผู้อื่นฟังได้จริง ๆ บ้างไหม ? ถ้าเคยก็แปลว่าท่านจะเข้าใจถึง สิ่งที่พูดเป็นคำพูดไม่ได้. ธรรมะจริงมันพูดไม่ได้ ต้องแสดงด้วยอาการหุบปาก แต่ขอให้ถือว่า เรากำลังพูดกันถึงเรื่องวิธี หรือหนทางที่จะเข้าถึงธรรมะจริงก็แล้วกัน ; แต่ว่า เมื่อเข้าถึงธรรมะจริงแล้ว มันเป็นเรื่องที่จะต้องหุบปาก แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็น สิ่งที่จะต้องถึงเข้าข้างหน้าเป็นแน่นอน. ไม่มีครูบาอาจารย์คนไหน จะมีอายุเท่านี้ อยู่เรื่อยไป คงจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนเฒ่า คนแก่ เห็นโลกในด้านลึก เห็นชีวิต ด้านลึกโดยสิ้นเชิงเป็นแน่ ฉะนั้นจึงควรเตรียมตัวที่จะเข้าถึงแนวของธรรมะเสีย แต่ป่านนี้ จะไม่ขาดทุน, และก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเศร้า หรือเป็นเรื่องน่าเบื่อ จนเกินไป. ในที่สุด เราจะต้องมานึกกัน ถึงเรื่อง เปลือก และ เนื้อ บ้าง. นิทาน ทั้งหลายนั้นมันเหมือนเปลือก; ส่วน spirit ของนิทานนั้น เหมือนกับเนื้อใน. แต่ว่าเปลือกกับเนื้อจะต้องไปด้วยกัน. ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อย่าได้เกลียดเปลือก และอย่าได้ยึดมั่นถือมั่นเอาแต่เนื้อ มันจะเน่าไปหมด. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเนื้อ ไม่มีเปลือก มันจะเน่า จะต้องเป็นเนื้อที่เน่า ; เนื้อที่มีเปลือกเท่านั้นที่จะไม่เน่า ; เหมือนอย่างผลไม้ ถ้าไม่มีเปลือก เนื้อมันจะอยู่ได้อย่างไร ; จะเป็นมังคุด ทุเรียน อะไรก็ตาม ถ้ามันไม่มีเปลือกของมัน เนื้อของมันจะอยู่ได้อย่างไร จะสำเร็จ ประโยชน์ในการบริโภคของเราได้อย่างไร ; ทั้งที่เราต้องการบริโภคเนื้อ เปลือก ของมันก็ต้องมี. หรือว่าการที่ผลไม้มันจะออกมาจากต้น มีดอกแล้วจะเป็นลูก มันยังต้องเอาเปลือกออกมาก่อน เพื่อให้เนื้ออาศัยอยู่ในเปลือกแล้วเจริญขึ้น.
น.157 ถ้าไม่มีเปลือก ส่งเนื้อออกมาก่อน มันก็เป็นต้นไม้ที่โง่อย่างยิ่ง คือมันจะเป็นผลไม้ ขึ้นมาไม่ได้ เพราะเยื่อนั้นจะต้องเป็นอันตรายไปด้วยแสงแดด ด้วยลม ด้วยอะไร ต่าง ๆ หรือมดแมลงอะไรก็ตาม ฉะนั้นมันต้องมีเปลือกที่แน่นหนาเกิดขึ้นก่อน เนื้อเจริญขึ้นในนั้นก็เป็นผลไม้ที่เติบโต แก่ สุก บริโภคได้ ; นั่นคือ คุณค่าของ เปลือก. มองดูอีกแง่หนึ่ง มันก็ยิ่งกว่าเนื้อ มันมีค่ามากกว่าเนื้อก็ได้ เพราะมัน ทำให้เนื้อเกิดขึ้นได้ สำเร็จประโยชน์ แต่เราก็ไม่มีใครกินเปลือก เพราะต้องการ จะกินเนื้อ ฉะนั้นเราจะต้องจัดเปลือกและเนื้อให้กลมกลืนกันไป. นิทานอิสป หรือนิทานอะไรก็ตาม ตัวนิทานมันเหมือนกันกับเปลือก ที่จะรักษาเนื้อในไว้ ให้คงอยู่มาจนถึงบัดนี้ได้. ถ้าไม่ใส่ไว้ในนิทานแล้ว ความคิด อันลึกล้ำของอิสป อาจจะไม่มาถึงเรา มันสูญเสียก่อนนานแล้ว และจะไม่มีใคร สามารถรับช่วงความคิดนั้นมาถึงเรา ; เพราะว่าเขาไม่มีการขีดการเขียนในสมัยนั้น หรือว่า เอาตัวอย่างกันเดี๋ยวนี้ว่า ชนชาติเอสกิโมทางแลปแลนด์ ทางขั้วโลกเหนือ นั้นก็ยังมีวัฒนธรรม หรืออะไรของเขา เล่าต่อกันมาเป็นพัน ๆ ปี ยังพูด, ยังเล่า ยังสอนกันอยู่. ชนพวกนี้ไม่มีหนังสือเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีหนังสือ. พวกเอสกิโม อยู่ใน "'อิกลู" หรือกระท่อมที่ทำขึ้นด้วยแท่งน้ำแข็ง แต่พอถึงเย็นค่ำลง ก็จุดตะเกียง เข้าในกระท่อม แล้วคนที่แก่ชั้นบู่ก็นั่งลงเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยินมาจากบิดา จากบู่ จากทวด ; เด็กเล็ก ๆ ก็มานั่งล้อมและฟัง ; ไม่ใช่พั่งเฉย ๆ จำด้วย ทำอย่างนี้ ไปเรื่อยทุกวัน ๆ จนเด็กเหล่านี้โตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ เป็นบิดา เป็นปู่ ก็ยังเล่า ต่อไปอีก ฉะนั้นจึงสืบสิ่งต่างๆไปได้เป็นพัน ๆ ปี แล้วก็อยู่ใน "เปลือก" คือ นิทานทั้งนั้น ; เขาจะต้องเล่าเป็นนิทานอย่างนั้น ชื่อนั้น ที่นั่น อย่างนั้น ๆ ทั้งนั้น. นั่นแหละ คืออานิสงส์ของเปลือก. ฉะนั้น ขอครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อย่าได้ดูถูกดูหมิ่นนิทานชาดกใน พระพุทธศาสนาเลย เพราะว่านั่นแหละคือเปลือกที่ได้หุ้มห่อหล่อเลี้ยงธรรมะไว้
น.158 มาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ท้องเรื่องชาดกนั้น เราเห็นได้ชัดว่า มีมาแต่ก่อนพุทธกาล แล้วจึงมาบรรจุเข้าในพุทธศาสนา. ท้องเรื่องเนื้อนิทานเหล่านั้นเป็นของก่อน พุทธกาล ซึ่งพระคันถรจนาจารย์ อรรถกถาจารย์ ก็ตาม ท่านเอามาเพื่อเป็น ภาชนะสำหรับใส่บทพระธรรม เห็นได้ชัดแม้แต่เรื่องพระราม สีดา. ก็เป็นชาดก เรื่องหนึ่งชื่อทศรถชาดก และมีเรื่องอื่นที่เก่าแก่กว่านั้นก็ยังมี เพราะฉะนั้นนิทาน หรือเรื่องนิยายเหล่านี้เขามุ่งหมายจะให้เป็นภาชนะรองรับธรรมะ ; อย่าได้ดูถูกว่า โง่เขลา ครึกระ สัตว์พูดได้ ต้นไม้พูดได้ พูดเท็จทั้งนั้น อย่าได้คิดอย่างนั้นเลย. คอยสอดส่องอ่านดูในเรื่องชาดกห้าร้อยกว่าเรื่องนั้น แล้วก็จะมีเหลือเพื่อที่จะเอา มาสอนจริยธรรมที่มีชื่อต่าง ๆ เช่นหิริโอตตัปปะ ขันติโสรัจจะ ทะมะ สัจจะ จาคะ ทุกข้อทุกกระทงได้อย่างน่าสนุกสนาน เป็นการเปิดมหรสพในทางวิญญาณขึ้นใน ห้องเรียน ; หรือถ้าไม่ชอบทำในห้องเรียน ก็ทำในโรงเรียนวันอาทิตย์ก็ยิ่งดี. โรงเรียนวันอาทิตย์ทางศาสนาของศาสนาอื่นเขาเจริญมาก เขาจึงได้ ประโยชน์มาก. โรงเรียนวันอาทิตย์ทางพุทธศาสนาเราในเมืองไทยเรา หาทำ ยายาก มี ๒-๓ แห่งไม่กี่คน. ในลังกาหรือประเทศซีลอนนั้น ได้ยินว่ามีตั้ง ๒ หมื่นกว่าโรงเรียน แล้วก็นักเรียนวันอาทิตย์เป็นเด็กหลายแสนคน ; เข้าโรงเรียน วันอาทิตย์ นับแต่ตัวเปี๊ยก ๆ ขึ้นไป; สมัครเองใครห้ามก็ไม่ฟัง ที่จะถือศีล อุโบสถ อดข้าวเย็นแล้วก็ร้องไห้กระจองอแงเพราะหิวข้าว แต่ก็ไม่ยอมหยุด ; เมื่อแม่บอกว่าก็เลิกถือศีลเสียซี หิวแล้วร้องไห้ทำไม ก็บอกว่า ไม่หยุด ไม่เลิก ถืออยู่เรื่อย หิวก็ทนร้องไห้เอาดีกว่า. ท่านลองคิดดูว่า เด็กคนนี้จะเป็นเด็ก อย่างไร โตขึ้นจะอาละวาดเป็นเด็กจิ้งเหลน หรือเด็กอะไรทำนองนั้นได้หรือไม่ ; เพราะฉะนั้นในประเทศลังกาจึงไม่มีปัญหาเรื่องยุวชนจิ้งเหลน. ในประเทศไทยเรา หาโรงเรียนวันอาทิตย์ทำยายาก เพราะฉะนั้นจึงต้องเต็มไปด้วยจิ้งเหลนอยู่บ้าง นี่เป็นธรรมดา. ถ้าหากเรามีวิธีใดวิธีหนึ่ง เปิดโรงมหรสพทางวิญญาณขึ้น
น.159 ๑๒๘ และเราเชือดหมอ พุทธิกจริยธรรม ทุกวันอาทิตย์ ดึงเด็ก ๆ เข้ามาสู่ "โรงหนัง" โรงนี้ได้ทุกวันอาทิตย์แล้วละก็ ปัญหาน่าทุเรศ เรื่องยุวชนเป็นพิษในอนาคตจะหมดไป เป็นการร่วมมือกันกับ กระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างยิ่ง. หรือว่าถ้ายิ่งจัดไปในความคุ้มครองของ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมมือกันด้วยแล้วก็ยิ่งวิเศษ เพราะฉะนั้นบางทีจะต้องใช้ สิ่งที่เรียกว่านิทานหรือชาดกเป็นส่วนใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็ก ไม่เบื่อต่อธรรมะ หรือต่อศาสนา; ซึ่งครูบาอาจารย์ได้ยื่นคำถามข้อนี้ให้แก่อาตมา หลาย ๆ คนทีเดียว. เรากำลังงงกันอยู่ว่าจะสอนจริยธรรมให้แก่เด็กได้อย่างไร ; ขอให้ถือ เอาอย่างนี้เป็นอย่างหนึ่งก็แล้วกัน อาตมาจึงใช้คำว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ สำหรับมนุษย์แห่งยุคปรมาณู วัน holiday ของเราจะต้องเป็นวันพระ คือวันสะอาด บริสุทธิ์ ไม่ กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ และเป็นวันธัมมัสวนะ คือเป็นวันเพิ่มเติม การศึกษาวิชาความรู้ในทางธรรมยิ่งขึ้นไป ; และเป็นวันอุโบสถ ถือเป็นวันที่ เข้าอยู่ด้วยความผาสุก หายเหน็ดเหนื่อยจากการที่เหน็ดเหนื่อยมา ๖ วัน ; แล้วก็ เป็นวันประเสริฐสมกับคำว่า holiday. หลังจากนั้น ครูบาอาจารย์มีจิตใจสดชื่น ทำงานในวัน Week days ซึ่งเป็นวันทำงานทั้ง ๖ วันต่อไปอีกได้อย่างสนุกสนาน เดี๋ยวนี้เราไม่ชอบวันพระ ไม่ชอบวันธัมมัสวนะ ไม่ชอบวันอุโบสถ ได้ยินเข้าแล้ว ขยะแขยง เรื่องมันจึงเป็นมากถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ชอบวันพระ วันอุโบสถ วัน ธัมมัสวนะ หรือไม่ชอบวัน holiday นี้ ก็หมายความว่ากระทรวงศึกษาธิการจะได้ รับปัญหาหนักเพิ่มขึ้นอีกโดยแน่นอน. ถ้าประชาชนหันหลังให้วันพระ วัน ธัมมัสวนะ วันอุโบสถด้วยแล้ว มันก็จะเป็นการล้มละลายทางวิญญาณ จนหมดสิ้น.
น.160 ท่านทั้งหลายที่เรียกตัวเองว่าเป็นครู หรือปฏิญาณตัวเองว่าเป็นครู จะว่าอย่างไร ขอให้ลองไปช่วยกันคิดดู. ทั้งหมดนี้คือการที่เราจะนึกถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่เป็นเครื่องมือของการสั่งสอนจริยธรรม ; คือโรงมหรสพทางวิญญาณ. เรา จะดัดแปลงข้อธรรมต่าง ๆ ให้เป็นสิ่งที่น่าศึกษา และเป็นการบันเทิงธรรมไปหมด ; จะเป็นเครื่องช่วยให้ง่ายเข้า ไม่เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา ; แต่จะเป็นการกลิ้งครก ลงจากภูเขา ถึงที่มุ่งหมายได้โดยง่ายดาย. อาตมาขอยุติการบรรยายสำหรับวันนี้เพียงเท่านี้
Buddhadasa