Buddhadasa.org

พุทธิกจริยธรรม ครั้งที่ ๕ — จุดหมายปลายทางของจริยธรรม

พุทธิกจริยธรรม —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.161 ในการบรรยายครั้งที่ ๕ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง "จุดหมายปลายทาง ของจริยธรรม" แต่เนื่องจากจะต้องกล่าวต่อจากที่ค้างไว้แต่วันก่อน เรื่องกิเลส จึงจำเป็นที่จะต้องบรรยายเป็นแนวไป จากกิเลส ไปสู่ความว่างจากกิเลส ซึ่งเป็น จุดหมายปลายทางของจริยธรรม. เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา สิ่งที่ เรียกว่า "กิเลส". อาตมาจึงขอร้องให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายสนใจ. ความมุ่งหมายที่จะแก้ไขสถานการณ์ทางจริยธรรมของเรานั้น นับว่า เป็นความมุ่งหมายที่ดี ที่เลิศ ที่สำคัญ และจะต้องเอาจริงเอาจัง ; และอุปสรรค ศัตรู ความรวนเร ความพังทลายของจริยธรรม ก็อยู่ตรงที่กิเลสอย่างเดียว ; และสิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้น มีมากมายหลายรูป, หลายแบบ, หลายเหลี่ยม, หลายคู : มนุษย์ไม่ฉลาดพอที่จะควบคุมมันได้ มันจึงทำให้โลกเราเป็นทุกข์หรือ ๑๓๐

น.162 ส่ำระสาย โดยที่ไม่ควรจะเป็น. ฉะนั้นในศาสนาทุกศาสนาจึงเปรียบกิเลสว่า เป็นเสมือนภูตผีปีศาจ ; โดยชื่อจะเรียกว่าอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น เช่นจะเรียกว่า ซาตาน หรือเรียกว่าอะไรก็ได้ ; ในพุทธศาสนาก็เรียกว่า มารหรือพญามาร ; แต่เมื่อไม่เรียกโดยสมมุติ คือเรียกกันตรงๆก็เรียกว่า "กิเลส". คำนี้แปลว่า สิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง; แม้คำในภาษาอังกฤษก็ใช้คำ ๆ เดียวกัน คือคำว่า defilement ซึ่งแปลว่า สิ่งที่ทำความเศร้าหมอง ; หรือบางทีก็ใช้คำว่าคอร์รัปชั่น (corruption) แปลว่า “จุดที่แปดเปื้อนในพื้นที่ที่สะอาด". กิเลสทำความเศร้าหมองแก่ใจอย่างไร ก็ขอให้เปรียบเทียบกันกับสิ่ง ทางวัตถุ เช่นสิ่งที่ไม่สะอาดสกปรก มาแปดเปื้อนสิ่งที่สะอาด สิ่งนั้นก็หมดความ บริสุทธิ์ หมดความสว่างไสว หมดความสงบเรียบร้อย อย่างนี้เป็นต้น. จิตที่เรา ต้องการให้สะอาด, สว่าง, สงบนั้น ไม่อาจจะสะอาด, สว่าง, สงบได้ ก็เพราะ อำนาจของกิเลส ; ฉะนั้นขอให้ถือเอาความหมายของคำว่ากิเลส ตามตัวหนังสือ คือสิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง ซึ่งเราเรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า สกปรกไม่สะอาด. ทีนี้ ขอให้ทบทวนถึงการบรรยายครั้งที่ ๓ ที่พูดถึงเรื่อง อุปสรรค ศัตรูของจริยธรรมคือกิเลสว่า สิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้น ถ้าเมื่อกล่าวโดยแม่บท คือต้นตอที่สุดแล้ว ก็มีเพียงอย่างเดียว เรียกว่าอวิชชา ; แปลว่า สภาพที่ ปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง. เมื่อยังมีสภาพที่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้องอยู่เพียงใด แล้ว สิ่งต่าง ๆ จะเป็นไปในทางเศร้าหมอง, อย่างน้อยก็เศร้าหมองเพราะความ ไม่รู้นั่นเอง. ต่อเมื่อสภาพที่ตรงกันข้าม คือ วิชชา เข้ามา เป็นสภาพที่เต็มไป ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง หรือสภาพที่เป็นความรู้อันถูกต้องปรากฏขึ้นแก่จิต เมื่อนั้น สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปในทางไม่เศร้าหมอง คือสะอาด, สว่าง, สงบ. ฉะนั้นจึง จำกัดต้นตอของกิเลสลงไปที่อวิชชา เรียกว่า กิเลสในฐานะที่เป็นประธาน หรือ แม่บท มีชื่อว่าอวิชชา.

น.163 ถ้าดูต่อไปก็จะเห็นว่าอวิชชานี้ แสดงอาการออกไปเป็น ๓; คือโลภะ โทสะ โมหะ. ข้อนี้หมายความว่า สภาพที่ปราศจากความรู้นั้น ถ้าเป็นไปใน ลักษณะที่เที่ยวกวาด, เที่ยวกอบโกยรวบรัดเอาอะไรเข้าหาตัว ด้วยความไม่รู้นั้น แล้วก็เรียกว่า ความโลภ หรือ ราคะ ; แต่ถ้าสภาพแห่งความไม่รู้นั้นแสดงอาการ ไปในทางที่จะผลักไส หรือว่าทำลายสิ่งอื่นแล้ว ก็เรียกว่า โทสะ หรือ โกธะ ; แต่ถ้าสภาพที่ปราศจากความรู้นั้น เป็นไปในลักษณะที่สงสัย ที่ทำไปด้วยความ ไม่รู้ สงสัย, ไม่แน่ใจ, มัวเมา ก็เรียกว่า โมหะ ; ดังนั้นจึงได้เป็น ๓ กิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ตามที่เราเรียกกัน. กิเลส ๓ ประเภทนั้น อาจจะแสดงอาการปลีกย่อยออกมา หรือคลอด เป็นกิเลสน้อย ๆ ออกมาเป็นอุปกิเลส ๑๖ ประการ มีลักษณะต่าง ๆ ตรงตามที่ มันเกิดขึ้นแก่เราเป็นประจำวัน หรือทุกชั่วโมง มีรายละเอียดดังที่กล่าวมาแล้วใน วันก่อน. ข้อนี้ก็มุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นอาการปลีกย่อยของกิเลสซึ่งเป็นประธาน ; และเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาให้ดี ให้ละเอียดละออจนรู้เท่าทันมัน และควบคุมมันได้ ฉะนั้นรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ ขอให้จดจำไว้เป็นอย่างยิ่ง ; หรือว่าถ้าไม่สามารถที่จะจดจำไหว ถ้าหากว่าชุมนุมการอบรมนี้ ได้พิมพ์สำเนา คำบรรยายเหล่านี้ขึ้น ก็ขอให้สนใจเป็นพิเศษ ในเรื่องรายละเอียดของกิเลส ; ศึกษาจนเข้าใจ, จึงจะสามารถใช้ความรู้ทางพระพุทธศาสนานี้ ไปแก้ปัญหา ทางจริยธรรม หรือว่าจะเอาชนะเด็ก ๆ ได้ คือนำเด็ก ๆ ไปได้ตามความประสงค์ ของเรา เพราะว่าสิ่งต่อต้านนั้นไม่มีอะไรนอกจากกิเลส ; ถ้าเรารู้เท่าทัน เรา ก็บังคับมันได้. กิเลสหมวดถัดไป ได้กล่าวถึงในนามของสังโยชน์ ๑๐ ประการ ซึ่งเป็น กิเลสชั้นละเอียดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิต ที่เราเรียกว่า "สันดาน" นั้นก็คือการ

น.164 บุถึงกิเลสที่แท้จริงอย่างยิ่ง ดังที่ได้บรรยายแล้วในวันก่อนนั้น พร้อมทั้งชี้ให้ เห็นว่า ถ้าเราจะนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติ สำหรับให้เด็ก ๆ นำไปใช้ปฏิบัติ เพื่อ ละเว้นแล้ว เราจะต้องจำกัดความหมายของสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ แต่ละอย่าง ๆ นั้นอย่างไร นี่ก็ขอให้สนใจเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นหลักที่ง่ายและสะดวกมาก ในการที่จะอบรมเด็ก ๆ ของเรา ให้เข้าร่องเข้ารอยของพระพุทธศาสนาไปตั้งแต่ ต้นแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์อะไรเลยจนกระทั่งเติบโต จนกระทั่งเป็นคน แก่ชราทีเดียว, ถ้าเราจะยึดถือเอาหลัก ๑๐ ประการนั้นเป็นแนวสำหรับปฏิบัติ ; ดังนั้นอาตมาจึงขอวิงวอนครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ให้สนใจเป็นพิเศษ ทั้งเพื่อ ตัวท่านเอง และเพื่อเด็ก ๆ ของท่าน ว่าถ้าท่านประหยัดเวลา คือว่าท่านไม่อยาก จะเสียเวลามาก ก็ขอให้สนใจเรื่องนี้เถิด จะกินเวลาน้อยกว่าเรื่องอื่น. ทั้งหมดนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่บรรยายแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๓ แต่เรื่องกิเลสนั้นก็ยังไม่จบ จึงขอถือโอกาสกล่าวต่อไปในวันนี้ตอนต้นจนจบ แล้วในตอนท้ายก็จะได้กล่าวถึง "ความว่างจากกิเลส". ซึ่งเป็นจุดหมายของจริยธรรมสืบไป. กิเลสหมวดต่อไป ที่จะเอามาบรรยายให้ท่านทั้งหลายศึกษา ก็คือ สิ่งที่ เรียกว่า อุปาทาน ซึ่งมีอยู่ ๔ อย่าง. คนไทยเราพอได้ยินคำว่าอุปาทาน ก็มี ความรู้สึกแล่นไปในความหมายที่แคบมาก ไม่เต็มตามความหมายของคำว่าอุปาทาน ในพุทธศาสนาเลย ฉะนั้นควรจะศึกษาเรื่องอุปาทาน ให้เข้าใจให้ตรง. สิ่งที่ เรียกว่า "อุปาทาน" ก็คือกิเลสนั่นเอง แต่มามองดูกันในเหลี่ยมอีกเหลี่ยมหนึ่ง คือเหลี่ยมที่มันทำให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่น. เมื่อยึดมั่นแล้วก็ต้องเศร้าหมอง แน่นอน ฉะนั้นเป็นอันว่า "อาการที่มันยึดมั่น ถือมั่น นั่นก็เป็นอาการของกิเลส". คำว่า "อุปาทาน" ตามตัวหนังสือแปลว่า ยึดมั่น ถือมั่น, ทำนองเดียวกับการ ยึดมั่น ถือมั่น ด้วยมือ แต่นี้เป็นการยึดมั่น ถือมั่นด้วยจิตใจ. ท่านแบ่งเป็น ๔ อย่าง คือ กามุปาทาน ยึดมั่นในทางกาม, ทิฏฐปาทาน ยึดมั่นในทางความ

น.165 สีลัพพตฺปาทาน ยึดมั่นด้วยความงมงาย ตามที่เคยชินมาก่อน และ อัตตวาทุปาทาน ยึดมั่นด้วยความรู้สึกว่าตัวกูของกู, คำบาลีทิ้งเสียก็ได้ ดังที่ท่านครูบาอาจารย์หลายคนได้ยื่นคำถามเข้ามา ว่าคำบาลีนี้ทำความยุ่งยาก และเป็นเหตุให้เด็ก ๆ ไม่สนใจ. ถ้าไม่อยากเกี่ยวข้องกับ คำบาลี ก็ต้องสนใจคำภาษาไทย ซึ่งฝั่งค่อนข้างจะยืดยาว. แต่คำบาลีนี้มีประโยชน์ ตรงที่มันสั้น และอมความหมายไว้หมด ถ้าเราจำได้แล้ว มีประโยชน์มากกว่า จำไม่ได้ ; แล้วอีกไม่เท่าไร คำบาลีก็จะกลายเป็นคำไทยไปเอง ; แต่เพราะเหตุที่เรา ไม่ค่อยสนใจนั่นแหละ มันจึงเป็นคำต่างประเทศอยู่เรื่อย. อย่าลืมว่าในภาษาไทย เรานี้ มีคำบาลีอยู่ตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็น หนังสืออย่างแบบเรียนภาษาไทย เรื่องสามก๊ก ครูบาอาจารย์คงจะคิดว่า นั่นเป็นภาษาไทยแท้ แต่ขอให้ทำสถิติทุก ๆ หน้า จะมี ภาษาบาลีอยู่ในทุก ๆ หน้า โดยเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่าหน้าละ ๑๓ คำ. หนังสือ สามก๊กรู้สึกว่าเป็นภาษาไทยแท้ ๆ ถ้าเป็นหนังสือเรื่องอื่น หนังสือธรรมดาด้วยแล้ว จะมีภาษาบาลีมากกว่านั้นอีก. แต่ถ้าเราพูดกันอยู่เรื่อย ทำความเข้าใจกันอยู่เรื่อย เราก็จะชนะภาษาบาลี คือว่าเอามาใช้ได้โดยสะดวกและมีประโยชน์มาก ในฐานะ ที่เป็นคำบัญญัติเฉพาะหรือ technical term อยู่ในตัว ประหยัดเวลาได้มาก ; ฉะนั้นอย่าเพ่อเบื่อหน่ายอึดอัดในภาษาบาลี ทำไปไม่เท่าไรก็ชิน ; หรือยังทำไป ไม่ได้ ก็สนใจภาษาไทย. อุปาทานที่หนึ่ง คือความยึดมั่นถือมั่นในทางกาม. กามก็คือความใคร่ ฉะนั้นการยึดมั่นถือมั่น จึงยึดมั่นด้วยความใคร่ในสิ่งที่เรียกว่ากาม แล้วก็ยึดมั่น ในสิ่งนั้น ๆ ในฐานะที่เป็นกาม คือสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของความใคร่; และสิ่งที่จะถูก ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีอะไรอื่น นั่นคือ โลก; โลกก็ไม่มีความหมายอะไรอื่น นอกจาก รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส. ๕ อย่างนั้น ที่เป็นภายนอก ;

น.166 รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นแหละคือโลก. ขอให้เข้าใจสำนวนโวหาร ชนิดนี้ไว้บ้าง จะช่วยได้มาก. ท่านอาจจะคิดได้ว่า โลกเต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ไม่รู้กี่แสนอย่าง แต่แล้วทุกอย่างนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่า รูปที่ เห็นด้วยตา. เสียงที่ได้ยินด้วยหู, กลิ่นที่รู้ได้ด้วยจมูก, และรสที่รู้ด้วยลิ้น, ตลอดถึงความรู้สึกทางผิวหนัง ที่จะรู้ได้ด้วยความรู้สึกทางผิวหนัง ฉะนั้นโลกก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ; และรูป หรือเสียง กลิ่น รส สัมผัสนั่นเอง เป็นตัววัตถุสำหรับยึดมั่นด้วยกามุปาทาน ยึดมั่นด้วยความใคร่ ในฐานะเป็นสิ่งที่ น่าใคร่. คำว่ายึดมั่นนี้ มีความหมายถึงกับว่าไม่รู้สึกตัว ; เพราะถ้ารู้สึกตัว มีความรู้ถูกต้องแล้วย่อมไม่ยึดมั่น เพราะฉะนั้นไม่ต้องเอาอะไรเป็นหลักฐาน พยาน แต่ว่าจากเรื่องราวในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ จะเห็นได้ว่า มีคนตาย หรือฆ่าตัวเองตาย ด้วยอำนาจของกามุปาทานนี้ประจำวัน ไม่เว้นแต่ละวัน. ในบางประเทศที่เจริญศิวิไลซ์แล้ว สถิติที่แสดงออกมา ปรากฏว่า มีการฉุดคร่า อนาจารทุก ๆ ๒ นาทีในประเทศนั้น. ขอให้คิดดูว่า เป็นด้วยอำนาจอะไร นั่นก็คือสิ่งที่เราไม่ค่อยรู้จักมันในนามว่า "กามุปาทาน" นั่นเอง ; มันทำลาย โลกนี้ให้เศร้าหมองไม่น่าดูไปมากน้อยเท่าไร ; มันจึงเป็นเหมือนปีศาจหรือพญามาร ที่มองไม่เห็นตัว เร้นลับอย่างยิ่ง แล้วก็ทำลายมนุษย์เราอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ; แล้วมันอยู่ที่ไหน ? มันกลายเป็นมาอยู่ในจิตใจของเราทุกคน. ถ้าควบคุมไว้ได้ ก็ไม่เกิด ถ้าควบคุมไม่ได้ ก็ปรากฏออกมาเป็นอาการทางกาย ทางวาจา. คนที่เป็นสุภาพบุรุษสตรีนี้ ไม่แสดงอะไรออกมา ก็เพราะว่าควบคุมสิ่งนี้ไว้ได้ ; เมื่อควบคุมไว้ไม่ได้; มันก็แสดงออกมาเป็นการกระทำอย่างภูตผีปีศาจ อย่าง ซาตาน อย่างพญามารในลักษณะหนึ่งทีเดียว ฉะนั้นเราจะนำเด็ก ๆ ของเราไป อย่างไร ; ก็ลองคิดดู. อุปาทานที่สอง คือ ยึดมั่น ถือมั่น ในทางความคิดเห็น ตลอดถึง ความเชื่อ. ความคิดเห็นนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อ หรือความเชื่อก็มีมูลมาจากความ

น.167 อาศัยกันอยู่ แต่รวมกันแล้วเรียกว่า ทิฏฐิ หรือความคิดเห็น จะดีกว่า. เมื่อมีความคิดเห็นอย่างไรแล้ว คนเราก็ทำไปตามความคิดเห็น ไม่ยอมเชื่อคนอื่น ฉะนั้นจึงไม่เข้าถึงความจริงของสิ่งทั้งปวง ทั้ง ๆ ที่คนทุกคนถือว่าตนมีความจริง ของตนเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ความจริงของคน ๆ หนึ่ง มันจึงเป็นแต่ ความจริงเท่าที่เขารู้ เขามองเห็นเท่านั้น ไม่ใช่ถึงที่สุด ไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง ถึงเด็ดขาด, ถึงที่สุดที่เรียกว่าปรมัตถสัจจะ หรืออะไรทำนองนั้น ; ใคร ๆ มี ความจริงของตนทั้งนั้น ฉะนั้นใคร ๆ จึงยึดมั่นในความคิดความเห็นของตน ; อุดมคติ ของมนุษย์เราจึงต่างกันเป็นคน ๆ ไป เป็นพวก ๆ ไป เป็นประเทศ ๆ ไป เป็นมุมโลก แต่ละมุมไป จึงรบราฆ่าฟันเบียดเบียนกันได้. ที่เป็นส่วนตัวบุคคลนั้น น่าอันตราย อยู่ที่ตรงว่า ไม่อยากลอง ไม่กล้าลอง ในสิ่งที่แปลกมา เพราะมีความยึดมั่น ถือมั่นมาแต่เดิมว่า ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ไปตามความยึดมั่น ความ คิดเห็นของตัวเสียหมด ; ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทางบ้านนอกยังไม่กล้า ใช้ยาแก้โรคสมัยใหม่ ยึดมั่นถือมั่นในยาแผนโบราณ ก็ด้วยทิฏฐิอย่างนั้น กระทั่ง ไม่ยอมกินหรือกลัว และเกิดเรื่องแปลกๆน่าหวัวขึ้นเป็นอันมาก อาตมานำมา ให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า สิ่งที่เรียกว่าทิฏฐปาทานนั้น ไม่ใช่ของที่ไม่เกี่ยวกับชีวิต ประจำวันของคนเรา; มันเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนทุกคน แต่แล้วไม่มีใคร จับตัวมันขึ้นมาดู. อุปาทานที่สาม ก็คือ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วยความงมงาย ในสิ่งที่ทำมา อย่างเคยชิน อย่างบรรพบุรุษเคยทำมาอย่างไร ก็ต้องทำอย่างนั้นต่อไป เช่นบาง บ้านปู่ ย่า ตา ยาย เคยมีศาลพระภูมิ ลูกหลานก็ต้องมีต่อไป มันมีความกลัว มันมีความว้าเหว่ใจ เพราะถูกทำให้เข้าใจอย่างนั้น ให้ยึดมั่นอย่างนั้นมาตั้งแต่เล็ก ; หรือว่าเห็น ปู่ ย่า ตา ยายแขวนเครื่องราง พระเครื่องหรือตะกรุดหรืออะไรก็สุดแท้ ก็กลัว ไม่กล้าที่จะเลิกสิ่งเหล่านั้น ต้องทำตามไป ตลอดถึงพิธีรีตองเล็ก ๆ น้อย ๆ

น.168 ช่นจะต้องเสกน้ำล้างหน้า จะต้องหันหน้าทางทิศนั้นทิศนี้ จะต้องดูหมอ จะต้อง อะไรต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นการกระทำที่ไม่ตั้งอยู่ในอำนาจของเหตุผล. ความที่ไม่ตั้งอยู่ในอำนาจของเหตุผลนี้ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส. โดย ทั่วไปที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือว่า ระเบียบปฏิบัติที่ดีงามต่างๆ ที่มีผลอันแท้จริง ก็ไป เข้าใจผิด จนกลายเป็นของขลัง ทำไปอย่างขลัง; อย่างเรื่อง "เถรส่องบาตร"; การที่พระจะต้องเอาบาตรมาส่องนั้น เป็นเรื่องของวินัย เพื่อจะตรวจดูว่าบาตร ยังเรียบร้อยอยู่ตามวินัยหรือไม่ ; ถ้าชำรุดก็ต้องซ่อม ไม่ซ่อมเป็นอาบัติ ; หรือว่า ถ้าชำรุดขนาดที่ต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนก็ถือว่าเป็นอาบัติ ทำนองนี้ จึงต้องตรวจตราดู. ที่นี้อาจารย์ก็ยกบาตรขึ้นส่องดู ฝ่ายลูกศิษย์ไม่รู้เรื่องก็เลย ส่องดูตาม ๆ กันอย่างนั้น ไม่รู้ว่าส่องทำไม กระทั่งต่อมาการส่องบาตรนี้กลาย เป็นระเบียบขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ จนเรียกว่า เถรส่องบาตร คือทำอะไรตาม ๆ กัน เท่านั้นเอง. ตัวอย่างเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป แทบจะเรียกว่าทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ของคนเราที่เกิดมา แล้วก็พบกันเข้ากับพิธีรีตองต่าง ๆ ที่เข้าใจไม่ได้ ถืออย่างงมงาย ที่งมงายมาแต่เดิมก็งมงายต่อไป; ที่ถูกจริงที่มีเหตุผลก็ถูกทำให้งมงาย ไม่อยู่ใน อำนาจของเหตุผล. ถ้ายึดมั่นถือมั่นอยู่ในการกระทำอย่างนี้เรียกว่า ยึดมั่นใน สีลัพพตปรามาส เป็นเครื่องหมายของมนุษย์ที่ยังต่ำต้อยน้อยการศึกษา ยังเป็น barbarian เหมือนกับสมัยที่ยังไม่มีการศึกษา แล้วติดมาจนกระทั่งบัดนี้ ก็ละไม่ได้. การไหว้ภูตผีปีศาจ ไหว้ดินไหว้อะไรต่าง ๆ นี้ มันมีมูลมาจากความกลัว ของคน ที่ยังไม่มีความรู้ก็ยังสงวนกันเอาไว้มาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ; พยายามให้คำอธิบาย ต่าง ๆ เป็นการแก้ตัวให้คงได้ปฏิบัติต่อไป. นี่เรียกว่าเป็นสิ่งที่เหนียวแน่น จึงเรียก ว่าอุปาทาน. อุปาทานที่สี่ นั้นเรียกว่า ยึดมั่นถือมั่นด้วยความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา. นี่เกือบเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทั้งหลาย ที่จะต้องมีความรู้สึก

น.169 ป็นตัวเราของเราเสมอ. เมื่อเกิดมีตัวเราขึ้นมาแล้ว ก็ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวเรา ที่เรียกว่า egoism รู้สึกว่า "เราเป็นเรา" ขึ้นมาก่อน เมื่อควบคุมไว้ไม่ได้ ก็เป็นความเห็นแก่ตัว ที่เรียกว่า selfishness. ขอให้ครู อาจารย์สนใจสิ่งที่เรียกว่า "ความเห็นแก่ตัว” นี้ให้มาก เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง และเพื่อเด็ก ๆ ของเรา. ปัญหาต่าง ๆ มาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ; มันจึง เป็นอุปาทานที่ร้ายกาจมาก. จริงอยู่ที่ว่าอุปาทานเหล่านี้ โดยเฉพาะข้อที่ ๔ นี้ ถ้าตัดได้เป็นถึง พระอรหันต์ มีสถานะเป็นพระอรหันต์ คือบริสุทธิ์สะอาด, สว่าง, สงบถึงที่สุด. เราไม่เอาถึงอย่างนั้น เราเอาแต่เพียงควบคุม selfishness ไว้ให้ได้ ; ส่วน egoism นั้นก็จะต้องปล่อยไปก่อน เพราะทำอย่างไรเสียก็ยังละมันไม่ได้ ; เป็นปุถุชนที่ ไม่เห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ตัวน้อย ถ้าจะเป็นตัวหรือจะมีตัว ก็เป็นตัวที่ดี ไม่เป็น ตัวที่เลว คือยึดมั่นฝ่ายที่ดีที่แท้จริงไว้ก่อน แล้วก็ให้บางไป บางไป จนกว่าจะหมด. นี่คืออุปาทาน ๔ จะเห็นว่ามีอยู่ในชีวิตประจำวัน ของครูอาจารย์และของเด็ก ๆ ; ท่านจะแก้ปัญหาได้มาก ถ้าเข้าใจเรื่องนี้. นี่เป็นการกล่าวถึงกิเลสในรูปของความ ยึดมั่นถือมั่น .. ทีนี้ กิเลสอีกรูปหนึ่ง เป็นรูปของการหมักดอง หรือหมักหมมอยู่ ในสันดาน. นั้นก็คือสิ่งที่คล้าย ๆ กัน หรือประเภทเดียวกัน แต่เราไปมองดูใน เหลี่ยมที่มันเป็นความดองอยู่ในจิตใจ เหมือนกับเชื้อหมักต่าง ๆ ซึ่งจะค่อยๆ กลาย เป็นสิ่งมากมายขึ้นมาได้. มันเป็นเพียงส่วนน้อย แต่เมื่อหมักดองถูกวิธี มันก็ กลายเป็นของมากมายขึ้นมาได้ ; หรืออีกนัยหนึ่งก็คือว่า เชื้อหมักถ้ายังคงมีอยู่แล้ว มันหมักได้เรื่อยไป; อย่างเขาหมักส่าเหล้าหรือหมักอะไรอย่างนี้ เก็บเชื้อไว้เพียง นิดเดียวเท่านั้น มันก็จะหมักได้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุดเลย. กิเลสในแง่ของความ

น.170 หมักดองเหล่านี้แจกเป็น ๔ ; หรือบางทีก็เป็น ๓; ถ้าเป็น ๓ ก็คือ กามอย่างหนึ่ง, ความรู้สึกว่าเป็นนั่นเป็นนี่ อย่างหนึ่ง, แล้วก็ อวิชชา คือความไม่รู้อีกอย่างหนึ่ง รวมเป็น ๓ อย่าง (กามาสวะ, ภวาสวะ, อวิชชาสวะ) เหล่านี้หมักดองอยู่ใน สันดานโดยที่ไม่มีใครรู้สึก. ถ้าจะให้เป็น ๔ อย่าง ก็เติม "ทิฏฐิ" เข้าไปอีก อย่างหนึ่ง เป็น ๔ อย่าง. ชื่อนี้ไม่สำคัญ แต่ดูว่าเราประสบความยุ่งยากลำบาก บังคับตัวเอง ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อยากจะบังคับให้ได้ ทั้ง ๆ ที่รักตัวสงวนตัวอย่างยิ่ง แต่ก็พ่ายแพ้ แก่อำนาจฝ่ายต่ำอยู่บ่อย ๆ นี่ก็เพราะว่า เราฆ่ามันตายเดี๋ยวนี้ แต่เชื้อมันยังมีอยู่ มันก็หมักขึ้นมาใหม่ เกิดเป็นกิเลสสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่อีก จึงต้องรู้ถึงเชื้อส่วนลึก และฆ่าเชื้อส่วนลึก ท่านจึงมีการสอน การแนะให้พิจารณาให้เห็นชัด จนทำลาย กิเลสในลักษณะที่เป็นเชื้อหมักนี้เสียได้ อย่างนี้เรียกว่า อาสวะ. อาสวะ แปลว่า สิ่งหมักดอง มีอยู่ ๔, หรือ ๓, ตามแต่ที่จะยกขึ้นมากล่าว. อีกปริยายหนึ่ง ที่อาตมาจะกล่าวเป็นข้อสุดท้าย ก็คือว่า กิเลสในเหลี่ยม ของความหมายว่า ท่วมทับ เหมือนกับน้ำท่วม. เราช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าหาก มีอะไรท่วม มันหายใจไม่ออก มันจะจมน้ำตาย เหมือนกับเราตกไปในน้ำ มันมี แต่จะจมน้ำตาย เพราะน้ำท่วมปาก ท่วมตา ท่วมหู ท่วมจมูก ท่วมตัว. กิเลสมี อาการท่วมใจสัตว์ ท่วมวิญญาณของสัตว์ ; วิญญาณของสัตว์จึงจมลงไปในน้ำ คือกิเลส แล้วก็จมน้ำตาย คือตายในทางวิญญาณ ; ทั้งที่ร่างกายยังเดินได้ วิ่งได้ หัวเราะได้ แต่ทางวิญญาณนั้นจมน้ำตายแล้ว เพราะการที่ตกไปอยู่ในอำนาจ ฝ่ายต่ำจนโงหัวไม่ขึ้น ; แล้วก็ไม่มีอะไรอีก. ท่านก็ระบุชื่อเป็นกาม, เป็นทิฏฐิ, เป็นภาวะ คือความเป็นนั่นเป็นนี่ ความรู้สึกว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ แล้วก็อวิชชาอีก เหมือนกัน ชื่อเหล่านี้จำได้ก็ได้ จำไม่ได้ก็ได้ ; ถ้าจำได้ก็ยิ่งดี แต่ให้รู้ความหมาย

น.171 มฆ ; เพราะเมฆมีอยู่ จึงมีฝนตกลงมา ; เพราะมีฝนตกลงมา ถนนก็ลื่น ; เพราะถนนลื่น รถยนตร์ของนาย ก. ก็ลงไปในคู ; นาย ก. ก็เจ็บ ต้องไปหา หมอ ; ซึ่งหมายถึงทุกข์เกิดขึ้นแล้วหมอก็ต้องทำงานอย่างนี้. นี่อย่างนี้เรื่อยไป ไม่ต้องมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องนอกจากตัวมันเองในกลุ่มนั้น อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกันแล้ว เกิดขึ้น, อาศัยกันแล้ว เกิดขึ้น, อาการอย่างนี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. เราให้เด็ก ๆ ของเรา มีหลักที่จะเข้ากันได้กับพุทธศาสนา ก็คือไม่ เชื่องมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยเหตุผล; ให้เขามีหลักเกณฑ์อยู่ใน อำนาจของเหตุผล พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยเหตุผล แล้วจึงยอมรับ ไม่ต้องฝากไว้กับ "สิ่งไร-ก็ไม่รู้" มองไม่เห็นตัว เชื่อไว้ก่อนอย่างดำมืดไป แล้วก็ในฐานะเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์. นี่จะนำไปสู่สีลัพพตุปาทาน หรือความทุกข์อย่างอื่น ; เราชำระพื้น ฐานแห่งจิตใจของเด็ก ๆ ของเรา ให้อยู่ในอำนาจเหตุผลเสียก่อน สิ่งต่าง ๆ จึง จะง่ายสำหรับการอบรมจริยธรรมแก่เด็กของเรา ; ฉะนั้นจึงนับว่า ความหมาย อันแท้จริงของเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งแก่พุทธบริษัท. เรื่องจริง ๆ ของ ปฏิจจสมุปบาท นั้นก็มีอยู่ว่า : เพราะอวิชชา สภาพที่ปราศจากความรู้มีอยู่ จึงมีสังขาร คืออำนาจ ที่จะบันดาลให้สิ่งทั้งหลายปรุงแต่งกันขึ้น แล้วเป็นไป ไม่ให้หยุดอยู่กับที่ ; เพราะสังขารอย่างนี้มีอยู่ วิญญาณธาตุจึงเกิดขึ้น หรือปรากฏขึ้นใน ลักษณะที่จะทำหน้าที่ของมันได้ ; เพราะเมื่อวิญญาณธาตุมีอยู่ สิ่งที่เรียกว่า นามกับรูป คือ กายกับใจ ก็ทำหน้าที่ของมันได้ คือเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ของ มันได้ :

น.172 พราะนามรูปคือกายกับใจมีอยู่ สิ่งที่จะรับอารมณ์จากภายนอก ที่เรียก ว่า อายตนะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเอง ก็มีอยู่ ; เพราะอายตนะจะรับอารมณ์อย่างนั้นมีอยู่ มันก็เป็นเหตุให้มี ผัสสะ คือการกระทบกันกับอารมณ์ภายนอกนั้นได้ จึงมีการกระทบกับอารมณ์ภายนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอย่างที่กล่าวแล้ว ; คือโลกนั่นเอง ใจจึงกระทบ กันกับโลกได้ ; เพราะผัสสะมีอยู่ ก็มี เวทนา คือเมื่อกระทบแล้ว ก็เกิดเป็นความรู้สึก ทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ ว่าเป็นอย่างไร เช่น นั่นสวย ไม่สวย หอมหรือ เหม็น พอใจหรือไม่พอใจ อย่างนี้เรียกว่า เวทนา ; เพราะเวทนามีอยู่ จึงเกิดความอยากในเวทนานั้น คือ ตัณหา; ถ้า เวทนานั้นถูกใจ ก็อยากได้หรืออยากเป็น, อยากเอา ; ถ้าไม่ถูกใจ ก็อยาก ทำลายเสีย หรืออยากให้พ้นไปเสีย หรืออยากตายเสีย หรือไม่ก็อยากทำลาย ตัวเองเสีย เพื่อไม่ให้ประสบกับเวทนานั้น ; เหล่านี้ล้วนแต่เรียกว่าตัณหาทั้งนั้น ; เพราะมีเวทนาจึงเกิดความอยากคือ ตัณหา ; เพราะมีตัณหา คือความอยากนั้น จึงมี อุปาทาน คือยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่ตนอยาก ด้วยลักษณะที่กล่าวแล้วข้างต้นในเรื่องอุปาทาน ๔ ประการ ; เพราะมีอุปาทานเต็มรูปอย่างนั้น หมายความว่า มันมีตัวกูผู้อยาก รู้สึก ขึ้นมาในใจทีเดียวเป็นตัวเรา และยึดมั่นอะไรไว้โดยความเป็นของเรา ; ยึดมั่น ตัวเองว่าเป็นตัวเรา ยึดมั่นสิ่งภายนอกว่าเป็นของเรา ; ถ้าความรู้สึกที่เป็นความ ยึดมั่นอย่างนี้มีอยู่แล้ว ก็เรียกว่า พร้อมแล้วที่จะ "เกิด" ออกมาเป็นรูปร่าง โดยสมบูรณ์ ;

น.173 ดังนั้นจึงกล่าวว่า เพราะมีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ จึงมี ความมี ความเป็น ที่เรียกว่า ภพ. ภวะ หรือ ภพ หมายความว่า ถ้าเรารู้สึก ขึ้นในใจว่าเราเป็นอะไร ก็แปลว่า เราได้ภพอย่างนั้น ; ภวะ ภพ อ่านว่า พบ แปลว่า เป็น เช่นถ้าเรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ได้ ก็เกิดมีเป็นผู้ได้ขึ้นมา ; หรือรู้สึก ตัวเองอย่างมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ขึ้นมา ; รู้สึกตัวเองอย่างเทวดา ก็เป็นเทวดา ขึ้นมา ; รู้สึกตัวเองไปในทางต่ำทราม ก็เกิดเป็นสัตว์นรกขึ้นมา ; คำว่า "ภพ" นี้ หมายความถึงการพร้อมบริบูรณ์ที่จะเป็นนั่น เป็นนี่ออกมา. เพราะมีภพ ก็มีชาติ คือความเกิดออกมาเต็มรูป ว่าบุคคลนั้นเป็นอะไร. นี่เรียกว่า ชาติ ความเกิด หมายถึงความเกิดในทางวิญญาณ ไม่ใช่คลอดจาก ท้องแม่. นั่นมันเป็นความเกิดทางวัตถุร่างกาย หรือทางฟิสิกส์ ; ส่วนชาติ ความเกิดในที่นี้หมายถึง spiritual คือทางฝ่ายวิญญาณ ; เกิดมาด้วยความยึดมั่น ถือมั่นเต็มที่ สมบูรณ์เต็มที่ แล้วแสดงออกมาทางกาย. เมื่อมีชาติอย่างนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัย มันหมายถึงความเกิดขึ้นของความทุกข์ เพราะว่าความรู้สึกนั้น เป็นความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่แล้ว พอเต็มรูปขึ้นมาก็คือความทุกข์ คือความหนัก เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น. ขอชี้ในที่นี้เลยว่า เราเข้าใจพุทธศาสนาไม่ได้และผิดหมด นี่เพราะ เข้าใจคำว่า ชาติ, ชา-ติ นี้ผิดหมด คือไปหมายเอาคลอดจากท้องแม่เสียเรื่อย ซึ่งคนหนึ่งก็คลอดที่เดียวเท่านั้น แล้วก็อยู่ไปตั้งประมาณ ๑๐๐ ปี แล้วก็เน่า เข้าโลงไป. แล้วจะมีปัญหาอะไร. ที่พระพุทธเจ้าว่า ชาติเป็นทุกข์และเป็นทุกข์ ทุกชาติและเป็นทุกข์เสมอไปนั้น หมายถึงชาติในทางวิญญาณหรือในทางจิตใจ ที่มี ความยึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็นอะไรขึ้นมาครั้งหนึ่งเต็มที่แล้ว ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง.

น.174 ขอให้มองดูจนเห็นชัดว่า แม้เราจะได้คลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว แต่ ตราบใดยังไม่มีความรู้สึกที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ก็ยังไม่ควรจะเรียกว่าเป็น ชาติ หรือเป็น ชา-ติ ที่สมบูรณ์เลย. มันคลอดมาแต่ทาง ร่างกาย ทาง physical เท่านั้น ; ในทางจิต ทางวิญญาณยังไม่ได้คลอดออกมาสักที. ต่อเมื่อเด็กนั้นสามารถจะรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก หรือทางผิวหนังก็ตาม เกิด ความรู้สึกเป็นตัวเรา, เป็นของเรา, เป็นอย่างนั้น, เป็นอย่างนี้ ; จะเอาอย่างนั้น, เอาอย่างนี้ จนเป็นตัวกูหรือของกูขึ้นมาได้ แม้จะในรูปน้อย ๆ ก็ตาม เมื่อนั้น จึงจะเรียกว่า ชาติ ของเขาสมบูรณ์ ; อย่าได้ถือแต่เพียงว่าพอคลอดออกมาแล้ว ก็เป็นชาติที่สมบูรณ์แล้ว มันเป็นเพียงก้อนวัตถุเท่านั้น ; มันต้องมีจิตใจที่มีความ รู้สึกเป็นตัวกู เป็น egoism คืออุปาทานที่สมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงจะเรียกว่า ชาติ นั้นสมบูรณ์. เพราะฉะนั้น "ชาติ" มันจึงสมบูรณ์ในเมื่อคิดนึกไปในทางยึดมั่น ถือมั่นตัวตน ครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง. เมื่อความรู้สึกคิดนึกยึดมั่นตัวตนเกิดขึ้น ก็เรียกว่า "ชาติ" พอความรู้สึก อันนี้ดับลงไป ก็เรียกว่า ดับลงไป คือตายไปชาติหนึ่ง และประเดี๋ยวก็มารับอารมณ์ ทางตา หู จมูก เป็นต้นขึ้นอีก แล้วก็มีความรู้สึกที่เป็น ชาติ ขึ้นมาอีก จนกว่าจะ สิ้นเรื่องของมันแล้วก็ดับไป คือตายไปอีกชาติหนึ่ง ; เดี๋ยวก็มาอีกชาติหนึ่ง อย่างนี้ เรื่อยไป. ชาติ อย่างนี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายในปฏิจจสมุปบาท ดังที่กล่าวนี้; แล้วต่อให้ใครมาพิสูจน์ว่าอย่างไร ก็ต้องเห็นว่าเป็นทุกข์ทุกที เพราะว่า มันเกิดออกมาจากตัวกู ของกู ที่เป็นอุปาทาน ที่เกิดมาจากความอยาก ที่อาศัยเวทนาเป็นที่ตั้ง. ฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า ชาติ ในลักษณะเช่นนี้ จะ เข้าใจปฏิจจสมุปบาทตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ในพระบาลีจริง ๆ ; มิฉะนั้น แล้ว จะเป็นไปในรูปปฏิจจสมุปบาทที่ชนชั้นหลังอธิบาย ที่แสนจะพันเผื่อ ที่เรียน อย่างไร ก็ไม่อาจจะนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ มันเป็นคำอธิบายของนักปราชญ์

น.175 พ้อเจ้อรุ่นหลัง อาตมาขอยืนยันและท้าให้พิสูจน์ไว้อย่างนี้ด้วย; ช่วยกันจดจำ ไว้ด้วย แล้วก็ไปตรวจสอบในต้นตอของบาลีดู ว่า คำว่า ชาติ แห่งปฏิจจสมุปบาท นี้จะมีความหมายว่าอย่างไร. ขอยืนยันต่อไปว่า ถ้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ชาติ" - ความเกิดนี้ อย่างถูกต้องแล้ว ก็ไม่อาจเข้าใจพุทธศาสนาได้ ; เข้าใจถูกต้องแล้ว ก็ง่ายนิดเดียว ที่จะเข้าใจพุทธศาสนาว่า เรามีชาติเมื่อไร เป็นมีทุกข์เมื่อนั้น ไม่มีชาติก็ไม่ทุกข์ ; สิ้นชาติ คือ"ชาติ" ชนิดนี้ไม่เกิดแล้ว ก็คือนิพพาน ; ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีตาย. ถ้าไม่อย่างนั้นจะต้องเกิด แก่ ตาย อยู่วันหนึ่งหลายสิบหนและเป็นทุกข์ทุกชาติ. ถ้าความรู้มีมากพอ สามารถควบคุมไม่ให้เกิดชาติทำนองนี้แล้ว ก็ว่าง ไปเลย คือไม่มีชาติ ; หมายความว่า ไม่มีตัวที่จะเกิด จะแก่ จะเจ็บ จะตาย. นี่คือ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งที่แท้ก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแก่คนทุกคนและ ทุกเวลา แม้แต่ฝันก็ยังเป็นเรื่องอย่างนี้ได้. เรามักจะมีปัญหากันในตอนที่ว่า พอมีผัสสะแล้วก็มีเวทนา พอมีเวทนา แล้วก็มีตัณหาติดกันถี่ยิบไป ไม่มีทางที่จะแทรกแซงได้ ; เราไม่สามารถที่จะหยุด กระแสของปฏิจจสมุปบาทที่ผัสสะ และให้ผัสสะวกกลับไปเป็นสติปัญญา ; หรือว่า เราไม่อาจจะหยุดที่เวทนา คือผัสสะแล้วก็เป็นเวทนาเสียเรื่อย เวทนาแล้วก็เป็น ตัณหา ตัณหาก็เป็นอุปาทาน ต่อไปเสียเรื่อย ก็เลยท้อถอย เลยวางมือ คือ ยอมแพ้. มันก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพระพุทธศาสนา เพราะยอมแพ้ข้อนั้น. ขอให้เข้าใจว่า เรื่องทางจิตนี้เมื่อมันเกิดเร็ว มันก็ต้องเปลี่ยนได้เร็ว หรือไวต่อการที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ; มันต้องเปลี่ยนได้ คือมีการ แทรกแซงในระหว่างที่อายตนะกับผัสสะ ให้หยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะ ; หรือระหว่าง

น.176 ผัสสะกับเวทนา ; เวทนากับตัณหาให้หยุดอยู่เพียงเวทนา ไม่ปรุงเป็นตัณหานี้ ต้องได้. ขอเปรียบเทียบเหมือนอย่างว่า ในทางวัตถุ ทางสสารนี้ สิ่งเนื่องกัน เป็นสายแวบไปเลยนั้น มันก็ยังแบ่งเป็นส่วน ๆๆ ๆได้ เช่นว่าหนังที่ถ่ายด้วย speed เร็วถึง ๖๔ ภาพต่อวินาที แล้วมาฉายเป็นหนัง slow motion ก็เพราะเขาถ่าย ได้ถึง ๖๔ ภาพต่อวินาที. ใน ๑ วินาทียังแบ่งไปได้ถึง ๖๔ ส่วน ก็แปลว่ามัน แบ่งไปได้เป็นส่วน ๆ มันจึงมีโอกาสที่จะแทรกแซงเข้าไปได้ในส่วนใดส่วนหนึ่ง ใน ๖๔ ส่วนนั้นเสมอไป; ทางวัตถุยังแทรกแซงได้อย่างนี้ ทางจิตใจซึ่งมันเร็ว กว่านั้น มันยิ่งแทรกแซงได้ง่าย แต่ต้องด้วยอาการที่ไวทันกันเท่านั้น จึงสามารถ แทรกแซงระหว่างผัสสะกับเวทนา ให้กระแสของปฏิจจสมุปบาทหยุดอยู่เพียงแค่ ผัสสะ คือกระทบทางตา ทางหู แล้วไม่ปรุงเป็นเวทนา รู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา อย่างนี้ก็ได้ ; หรือจะแทรกแซงเข้าไประหว่างเวทนากับตัณหา คือว่ากระทบแล้ว รู้สึกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย จะหอมหรือเหม็น ถูกใจหรือไม่ถูกใจ แล้วหยุดอยู่ เพียงแค่นั้น อย่าปรุงเป็นความอยาก อย่างนี้ก็มีทางจะทำได้; เพราะว่า เรื่องของจิตนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดลออมาก อย่างที่จะกล่าวให้ฟังว่า ถ้าจะแยกให้ ละเอียดแล้ว ความรู้สึกทางจิตนี้ท่านแบ่งออกไปได้ตั้ง ๑๐ ระยะ ในชั่วขณะที่เรา เห็นรูปหรือฟังเสียง และกว่าจะเกิดเวทนาและตัณหาอย่างนี้. ถ้ากล่าวอย่างนี้ ก็ต้องอาศัยหลักเกณฑ์อย่างที่เรียกกันว่าอภิธรรม หรือแยกให้มันละเอียดออกไป. ธรรมดาจิตของคนเรานั้น ขณะที่สงบนิ่งอยู่ในตัว คือไม่มีงานทำ เขา เรียกว่า ภวังคจิต ; ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ นี้ มันจึงจะทำหน้าที่รับอารมณ์ และทำหน้าที่ต่าง ๆ เป็นลำดับไปหลาย ๆ ลำดับ ; พอเสร็จเรื่องแล้วมันก็ตกลงสู่ภวังค์ ว่างงานอยู่ตามเดิม. ขอให้เข้าใจเรื่องนี้

น.177 ด้วยการเปรียบเทียบตามเคยว่า เหมือนกับแมงมุมตัวหนึ่ง มันชักใยเป็นแผ่น แล้วมันก็นอนอยู่ที่สะดือของใย คือตรงกลางใยของรัง คอยจนกว่าจะมีแมลงบินมา กระทบที่ใยนั้นที่มุมใดมุมหนึ่ง ; เพราะว่าใยของแมงมุมนั้น มันจะต้องแผ่กว้าง และเป็นเหลี่ยม ๆ แล้วแต่แมลงจะมากระทบที่เหลี่ยมไหน. เหมือนกับว่า เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย รวมทั้งใจด้วยนี้ ๖ เหลี่ยม นี้แล้วแต่อารมณ์จะมากระทบ ทางไหน. พอมีแมลงมากระทบที่ใยนั้น แมงมุมจะต้องรู้สึก ขณะที่รู้สึกว่ามีอะไร มากระทบ นี้ก็อย่างหนึ่งแล้ว เป็นขณะจิตอันหนึ่งแล้ว ; แมงมุมจะต้องขยับตัว จากที่นอนว่างงานอยู่ที่ตรงสะดือของรังนั้น คือเคลื่อนไหวมองไปดู หรือว่าทำ ความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งไปยังสิ่งที่มากระทบ. นี่เป็นการกำหนดที่อารมณ์นั้นว่า มันเป็นอะไร, นี่ก็ระยะหนึ่งถือว่าเป็นระยะหนึ่งแล้ว ; ต่อจากนั้นมันก็มีระยะ ที่แมงมุมจะต้องพิจารณาดูว่า มันเป็นอะไรที่หนึ่ง ; และเมื่อรู้ว่ามันเป็นอะไรแล้ว มันสิ้นไประยะหนึ่งแล้ว ก็ถึงระยะที่มันควรตัดสินใจว่า มันควรจะทำอย่างไรอีก ทีหนึ่ง ; เมื่อมันตัดสินใจแล้วจะทำอย่างไร มันจะวิ่งรี่เข้าไปหา นี่มันก็ระยะหนึ่ง; มันวิ่งรี่เข้าไปหาแล้ว มันก็ทำหน้าที่เจาะศีรษะของแมลงตัวนั้น ดูดเลือดของแมลง ตัวนั้นกิน นี่มันก็ระยะหนึ่ง ; แล้วมันก็รู้สึกเพียงพอคืออิ่ม มันก็ระยะหนึ่ง ; แล้วมันก็วิ่งกลับไปอยู่ที่สะดือของรังตามเดิม. มันก็เหมือนกับจิตที่เสร็จกิจ ที่เสร็จ เรื่องในการรับอารมณ์แล้ว มันก็กลับไปสู่ภวังคจิตอย่างเดิม. ขอให้เข้าใจว่า จิตกว่าจะมีอาการรับอารมณ์เป็นผัสสะ แล้วเกิดเป็น เวทนา เป็นตัณหา เพียงเท่านี้มันแบ่งได้เป็นตั้ง ๑๐ กว่าระยะ จะต้องมีระยะใด ระยะหนึ่งแทรกแซงเข้าไปได้. ถ้าท่านสนใจในเรื่องจิตวิทยาของพุทธศาสนาใน แง่นี้ละก็ลองฟังดู ซึ่งอาตมาจะว่าไปตามลำดับ. เมื่อแมงมุมนอนอยู่กับรังทีแรกนั้น เหมือนกับภวังคจิต ; พอมีอะไร มากระทบ มันไหวตัว คือมันตื่นจากหลับ ; นี่ - มันเคลื่อนจากภวังค์ อย่างนี้

น.178 ก็เหมือนกับมันจุติที่จะเป็นแมงมุมขึ้นมาแล้ว. ก่อนหน้านี้มันมีค่าเหมือนกับตายอยู่; ทีนี้มันก็จุติ คือเคลื่อนจากความตายนี้ มาสู่ความเป็นแมงมุม คือปฏิสนธิขึ้นมา แล้วมันก็กำหนดสิ่งที่มากระทบนั้น เขาเรียกว่า "อาวัชชนจิต" แล้วแต่จะเกิดที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กายอะไรก็ได้. อาการอย่างนี้เรียกว่า adverting คือรู้สึก adverting นี้หมายถึงรู้สึกต่ออารมณ์นั้น หรือกำหนดอารมณ์นั้นได้ว่าเป็นอะไร. กำหนดอย่างนี้แล้ว มันก็พิจารณาว่าอารมณ์ที่มากระทบนั้นเป็นอะไร เรียกว่า "ส้มปฏิจฉันนจิต" คือรับอารมณ์นั้นไว้ก่อน นั่นเรียกว่าส้มปฏิจฉันนจิต หรือ receiving คือรับ; เมื่อรับแล้ว มันจึงพิจารณา. ในขั้นนั้นจึงเรียกว่า "สันตีรณจิต" คือพิจารณา investigating คำนี้หมายความว่าค้นดู พิจารณาดูด้วยใจว่า อันนี้เป็น อะไร ควรทำอย่างไร. แม้แต่แมงมุมมันก็ฉลาดรู้ว่า สิ่งที่มาติดที่ใยนั้น บางชนิด เข้าไปหาไม่ได้ มันจะกัดเอาแมงมุมเองตาย อย่างนี้ก็เรียกว่า สันตีรณ investiga- ting. ต่อจากนั้นจึงมีอาการ ตัดสินว่าจะทำอย่างไร เรียกว่า "โวฏฐัพพนกิจ" (deciding). เมื่อแน่ใจแล้วมันจึงจะรี่เข้าหาที่เรียกว่า "ชวนกิจ" (impulsion), มี impulse ต่อสิ่งนั้น ; รี่เข้าหาหรือว่า เจาะศีรษะดื่มเลย แล้วมันจึงจะรู้รสเอร็ด อร่อย อิ่มเอิบของสิ่งนั้น ซึ่งเรียกว่า "ตทาลัมพนกิจ" (registering) คำนี้หมายความ ว่าประทับลงไปในสิ่งนั้น ในรสของอารมณ์นั้น ๆ. เมื่อเสร็จหรืออิ่มแล้ว มันจึง กลับไปสู่สภาพที่เรียกว่า "ภวังคะ" เป็นจิตหลับหรือจิตตายอยู่ตามเดิม. มันมีตั้ง มากมายอย่างนี้ มันมีหลายระยะอย่างนี้ นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่จะแทรกแซง นั้นมีมากครั้ง มีได้มากระยะเช่นเดียวกัน ถ้าได้อบรมมีภาวนาที่อบรมดีแล้ว ก็แทรกแซงได้ ; ไม่ให้ผัสสะปรุงเป็นเวทนาได้ หรือไม่ให้เวทนาปรุงเป็นตัณหา ได้; ในที่ระยะใดระยะหนึ่ง. ถ้าท่านสนใจเกี่ยวกับรายละเอียด เรื่องจิตวิทยาทางจิตของพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่าอภิธรรม ที่นับรวมอยู่ในคัมภีร์อภิธรรมนี้ ก็ขอให้สนใจหาตำรับ

น.179 ตำรามาอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ อภิธรรมที่มิสซิสไร้ส์ เดวิดส์ Mrs. Rhys Davids ร่วมกับนางสาวหล่าวง Miss Hla Uang คนพม่าช่วยกันทำขึ้นไว้ เรียกว่า หนังสือ Compendium of Philosophy คือเรื่องอภิธัมมัตถสังคหะโดยสมบูรณ์ พิมพ์ ขึ้นเมื่อ ๒๐ - ๓๐ กว่าปีมานี้ เป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุด. หรือหนังสือที่ เรียกว่า Philosophy of Buddhism ที่ท่าน Jagadish Kasyapa ชคทิษ กาศยปะ พิมพ์ขึ้นเมื่อเร็วนี้ ๒ เล่มจบเหมือนกัน คือหนังสืออภิธัมมัตถสังคหะ ที่อธิบาย อย่างง่าย ๆ และถูกต้องที่สุด. ถ้าครูอาจารย์คนไหนสนใจมากที่จะเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ก็ซื้อหามาอ่านดู เป็นคำอธิบายที่อ่านง่ายที่สุด จะรู้เรื่องที่เป็นใจความตลอด ทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม แต่ที่แท้คืออภิธัมมัตถสังคหะ ไม่ใช่อภิธัมมปิฎก โดยสมบูรณ์ ซึ่งมีมากมายตั้งหลายสิบเล่มนั้น. อภิธัมมัตถสังคหะนั้น คือใจความ ย่อของพระอภิธัมมปิฎกทั้งหมด เป็นหนังสือไม่กี่หน้าก่อน แล้วก็อธิบายออกไป เป็นหนังสือประมาณ ๒ เล่ม ; หรือว่าที่เราจะเรียนได้ตามศาลาวัด ตามที่สอนอยู่ ในประเทศพม่า ลังกา เมืองไทยเดี๋ยวนี้ก็ยังได้; แต่ทางที่สะดวก หนังสือ ๒ ชุด ที่ว่านี้ให้ความสะดวกมากที่สุด. สำหรับผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ เมื่อท่านเรียน แล้วอย่างน้อยท่านจะพบว่า โอกาสที่จะควบคุมจิตตามที่ต้องการนั้นมีแน่ มีทาง ที่จะทำได้อย่างไร แต่ถ้าไม่อยากจะเรียนให้ยุ่งยากลำบาก ที่แท้มันก็ไม่จำเป็น ก็มีทางที่จะทำได้ โดยการที่มีความแน่ใจในการที่จะฝึกฝนสติสัมปชัญญะ ทุกครั้ง ที่อารมณ์มากระทบ. หัดน้อมจิตไปในทางสติปัญญา หรือว่ามีสติปัญญาอยู่ เสมอไปก็แล้วกัน. เป็นอันว่า เรื่องความเกิดขึ้นของกิเลสนี้ มันมีอยู่อย่างนี้ นับตั้งแต่ว่า เมื่ออวิชชามีอยู่เป็นพื้นฐานแล้ว การกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กาย ที่ไหน เมื่อไร อย่างไรก็ตาม; เมื่อปล่อยไปตามคลองของปฏิจจสมุปบาท แล้วมันต้องเป็นอย่างนี้. ถ้าเราจะตัดสังสารวัฏฏ์ อันนี้ ก็ต้องตัดตรงที่ไม่ให้ผัสสะ

น.180 ปรุงเป็นเวทนา หรือไม่ให้เวทนาปรุงเป็นตัณหา ดังกล่าวแล้วนั่นเอง. นี่แปลว่าการ เกิดขึ้นของกิเลสนี้มี processing อย่างที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท นั้นเอง เป็นฝ่าย เกิดทุกข์. ฝ่ายที่จะไม่ให้มีกิเลส หรือฝ่ายดับทุกข์ มันก็ต้องถอยหลังกลับ คือว่า เป็นฝ่ายปฏิบักขนัย หรือ reverse ; กล่าวคือ เพราะดับอวิชชาเสียได้ หรือมีวิชชา มาดับอวิชชาเสียได้ สังขารก็ดับ ; พอสังขารดับ วิญญาณธาตุก็ไม่ทำหน้าที่เป็น วิญญาณธาตุ คือวิญญาณธาตุดับ ; พอวิญญาณธาตุดับ กายกับใจก็ไร้ความหมาย เป็นของที่ทำหน้าที่อย่างไรไม่ได้ เรียกว่า นามรูปดับ ; เมื่อนามรูปดับ อายตนะ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไร้ความหมาย มีค่าเท่ากับดับ ; เพราะอายตนะ นั้นดับ ผัสสะก็มีไม่ได้ ; เพราะผัสสะมีไม่ได้ เวทนาก็มีไม่ได้ คือดับ; เวทนา มีไม่ได้ ตัณหาก็ไม่มีทางจะเกิด คือดับ ; เพราะตัณหาดับ อุปาทานก็ดับ ; เพราะอุปาทานดับ ภพก็ดับ ; ภพดับ ชาติก็ดับ ; ชาติดับ ทุกข์ก็ดับ มีทุกข์ไม่ได้. อย่างนี้เป็นเรื่องฝ่ายดับ ก็เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทเหมือนกัน คือ อาศัยกันดับ. ฝ่ายโน้นอาศัยกันเกิดขึ้น คือเป็นกิเลสและเป็นความทุกข์ ; ฝ่ายนี้ อาศัยกันดับลง เป็นความไม่มีกิเลสและพ้นทุกข์. นี้คือเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ; อย่างแรกเรียกว่า สมุทยวาร ; อย่างหลังเรียก นิโรธวาร. ถ้ากล่าวโดยตรงก็คือ เรื่องเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ และการดับไปแห่ง ความทุกข์ ที่มีกฎเกณฑ์องมันเอง ที่เป็นไปได้ในตัวของมันเอง เป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนาที่เราจะต้องเข้าใจ เพื่อดับทุกข์หรือดับกิเลส. เมื่อเราควบคุม มันไม่ได้ กระแสของปฏิจจสมุปบาทก็เป็นไปในทางกิเลส ; และยิ่งยุวชนเด็ก ๆ ของเราก็ยิ่งควบคุมมันไม่ได้ มันจึงเป็นไปในทางของกิเลสที่ทำลายตัวเขามากขึ้น ; และใครจะช่วยเขา จะไปอ้อนวอนพระเป็นเจ้าที่ไหน ; เพราะว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ มันเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มันก็เลยไม่มีพระเป็นเจ้าที่ไหนจะช่วยได้ หรือ

น.181 พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ทั้งที่ท่านเป็นผู้สอน เรื่องปฏิจจสมุปบาท ท่านก็มาช่วย ดับทุกข์ดับกิเลสให้ไม่ได้ ; แปลว่าเขาต้องศึกษาตามที่ท่านสอนจนรู้เอง แล้ว ควบคุมมันเอง หรือว่าดับมันด้วยตนเอง. นี่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เรา จะต้องศึกษาเรื่องจะดับทุกข์อย่างไร หรือว่าจะดับกิเลสอย่างไร ซึ่งเป็นต้นตอ ของเรื่องทั้งหมด ที่จะแก้ไขสภาพที่ไม่น่าปรารถนา คือกิเลสหรือความทุกข์นั้น. ทั้งหมดนี้เรียกว่า เรื่องความเกิดขึ้นของกิเลส. ถ้าให้เรื่องน้อยลงมาอีก ให้ง่ายลงมาอีกสำหรับเด็ก ๆ ก็ต้องพยายาม ชี้ให้เห็นอาการที่อวิชชาแสดงออกมาอย่างไร เป็นความดื้อดึงอยู่ในตัวมันเอง อย่างไร? อาตมาอยากจะตอบคำถามที่ถามมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่ว่า จะสอนเด็ก ๆ อย่างไร ให้เข้าใจเรื่องยาก ๆ เช่น ปฏิจจสมุปบาทนี้. ถ้าเพียงแต่บอกให้รู้ว่า เพราะอย่างนั้น จึงเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นอย่างนั้นจึงเป็นอย่างนั้น บางทีเด็ก ก็ไม่สนใจ ; บางทีเราจะต้องชี้ให้เห็นว่า "เพราะมีอวิชชาที่ทำให้ดื้อ สิ่งที่ เรียกว่าผี คือกิเลสจึงมารังแก" ; ฉะนั้นเราอาศัยเรื่องเปลือกกับเนื้อ คือนิทาน ที่เป็นเหมือนภาชนะที่ใส่เนื้อใน ส่วนที่จะบริโภคได้ ให้เขาอีกตามเคย ดังจะยก ตัวอย่างที่ง่ายหรือที่ต่ำที่สุด จนถึงกับเรียกว่าเล่านิทานเรื่องยายกับตา. นิทาน เรื่องยายกับตานี้ ใครๆ ก็ต้องถือว่า มันเป็นเรื่องต่ำต้อยหรือกลางบ้านที่สุด แต่แล้วเขาก็ยังทำ make up ชนิดเอามาใช้เป็นประโยชน์ได้ ; make up อย่างนี้ มันส่งเสริมจริยธรรม ; อย่าเข้าใจคำว่า make up แล้ว มันจะกลายเป็นเรื่อง ชนิดนั้นไปหมด ; มันเป็นเรื่อง make up อย่างอื่นต่างหาก ที่ทั้งเปลือง ทั้ง ยุ่งยาก เป็นเหตุให้ต้องเป็นต้องตายกัน. ส่วน make up เล่านิทานขึ้นมา สอนเด็กนี้ จะนำไปสู่ความดับทุกข์. ตัวอย่างนิทานเรื่องยายกับตานี้ ก็คืออย่างที่เล่ากันว่า ยังมียายกับตา สองคนผัวเมีย ; ตาเป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนยายนั้นตรงกันข้าม คือเป็นคนมิจฉา-

น.182 ทิฏฐิ ซึ่งหมายความว่าดื้อดึง ทำอะไรเป็นที่ขัดขวางแก่ตาไปทุกอย่าง ; นานเข้า ก็เหลือที่ตาจะทนไหว แม้จะเป็นภรรยาที่รักกันอย่างยิ่งนี้ ก็ทนไม่ไหวแล้ว ต้อง ตัดสินใจสละ ; ตาจึงว่า "วันนี้ยายอย่าไปป่า" ยายก็ว่า "กูจะไป" ; ตาว่า "ถ้าไป อย่าทูนก้อนหินหนัก ๆ ไปใกล้เหว" ยายว่า "กูจะทูน" แล้วก็ทูนตั้งสองก้อน ; เมื่อยายทำอย่างนั้น ก็พลัดตกลงไปในเหว โดยไม่ต้องมีใครแกล้ง. เรื่องที่เล่านี้มีต่อไปว่า เพราะมีคนหัวดื้อพลัดลงไปในเหวแทนแล้ว ปีศาจก็ขึ้นมาจากเหวได้ โดยพ้นคำสาป และขึ้นมาในโลก ; ครั้นขึ้นมาในโลกนี้แล้ว เรื่องของปีศาจนี้ มันก็ต้องเป็นของแปลกใหม่สำหรับโลก ตายังเรียกบุญคุณต่อ ปีศาจว่า เพราะตาได้ทำให้ปีศาจได้ขึ้นมาจากเหวนี้ ควรสนองคุณคือขอร้องไว้ว่า ปีศาจอย่ามายุ่งกับคน ขอให้อยู่กันแต่ปีศาจ ; แต่ในที่สุดนานเข้าปีศาจก็คือปีศาจ กล่าวคือ หลอกลวงตา ถึงกับมายุ่งกับคน คือมาสิงคน. สภาพผีสิงเพิ่งมีครั้งแรก ในโลกเราคราวนี้เอง. เมื่อมีคนถูกผีสิงโกลาหลวุ่นวายกันทั้งหมู่บ้าน ตาก็มาดู ผีเห็นตามาแต่ไกลก็กลัว, ละอายที่ผิดสัญญา ออกวิ่งหนีจากคนที่มันสิ่ง วิ่งโทง ๆ ไปที่เดียว ; ตาก็เอาไม้ไล่ตี ผีก็หนีเรื่อยๆ จนกระทั่งผีล้มลง ศีรษะฟาดภูเขา ; น้ำมันในกระโหลกผีกระเด็นไปทุกทิศ ทุกทาง ; ลงไปในสิ่งที่ทำความยุ่งยาก ให้มนุษย์เรามากที่สุด เช่นลงไปในขวดแม่โขงเป็นต้น ; คนที่ดื่มแม่โขงเข้าไป ก็กลายเป็นผีขึ้นมาทันที ; เมื่อเงี่ยนไม่ได้กินแม่โขง ก็เป็นผีชนิดหนึ่ง ได้กิน แม่โขงก็เป็นผีอีกชนิดหนึ่ง ; แต่ว่าไม่ต้องถึงแม่โขงหรือก ; แม้ที่ลงไปใน ตะบันหมาก หีบหมาก กล่องหมากของคุณย่าคุณยายนี้ ถ้าไม่ได้กินหมากก็เงี่ยน เป็นผีสิงขึ้นมาทันที กินหมากเข้าไปมาก ก็มีอาการใจสั่นเป็นผีขึ้นมาเหมือนกัน ; หรือว่าน้ำมันผี ส่วนที่ลงไปในบ่อนโปหรือไพ่ ก็ไปนั่งถือไพ่อยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่ลุกขึ้นไปกินอาหารที่อื่น ต้องกินอาหารตรงนั้นเพื่อจะเล่นไพ่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ; ถ้าชวนไปวัดฟังเทศน์สักชั่วโมงเดียวก็ไม่มีเวลา แต่ว่านั่งเล่นไพ่ ๒๔ ชั่วโมงนั้น

น.183 ยิ่งกว่ามีเวลาเสียอีก ; หรือว่าที่ร้ายกาจที่สุด ก็จะลงไปในสิ่งที่รุนแรงที่สุด เช่น อย่างเดี๋ยวนี้มีเฮโรอีนเป็นต้น เป็นเรื่องที่ถือว่า มันเป็นน้ำมันผีก้อนใหญ่ที่สุด. เป็นอันว่าสิ่งที่เรียกว่าน้ำมันผีนี้ ระบาดไปในสิ่งเสพติดทุกสิ่งทุกอย่างเหลือที่จะ จาระไนได้ ให้เด็ก ๆ สังเกตดูเอง แล้วตั้งปัญหาว่า จะมีอะไรล้างน้ำมันผีเหล่านี้ ก็จะมีโอกาสสอนธรรมะ เรื่องสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ที่จะแก้สิ่งเหล่านี้ได้ตามแบบ ของพระพุทธเจ้า. สิ่งที่เราจะต้องบอกให้เขารู้ว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร นี้มัน อยู่ที่ว่า ที่แรกทีเดียวนั้น ไม่มีอะไรเสียหายเลย เด็ก ๆ คลอดมาจากท้องแม่นี้ เหมือนผ้าที่ยังขาวสะอาด. ผ้าจะยังขาวสะอาด จนกว่าเมื่อไรได้สัมผัสโลก มีตัณหา อุปาทานในโลก เมื่อนั้นจึงจะเกิดดื้อดึงขึ้นมา นี่คือตกเหวแล้วผีขึ้นมา. หมายความว่าสำหรับโลกคือตัวเด็กละก็ ก่อนนี้ก็ไม่เคยมีผี ผีเพิ่งปรากฏขึ้นมาใน โลกก็เพราะว่ามี "ยายหัวดื้อ" นั้นตกลงไปในใจของเด็ก. พอเด็กหลงในอารมณ์ จนเกิดดื้อดึงขึ้นมาต่อบิดามารดา ต่อครูบาอาจารย์แล้ว ก็แปลว่าผีได้เกิดขึ้นใน โลกแล้ว. มันยังมีอะไรอีกไปทุกแง่ทุกมุมที่จะต้องตีความ เช่นว่าเมื่อผีเห็นตา เดินมาแต่ไกลก็ออกวิ่งหนีแล้ว ; นี้มันก็เรื่องธรรมดา ที่ว่าคนผิดหรือคนกินปูน ร้อนท้องนี้ ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไปทำสิ่งที่มันไม่ฉลาดที่จะทำ ทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ แล้วกลับเป็นอันตรายแก่ตัวเอง. เหมือนอย่างว่าถ้ายืนอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครรู้ ว่าเราเป็นอะไร แต่ถ้าออกวิ่งหนีก็คือจำเลย หรือตัวผู้ร้ายนั่นเอง อย่างนี้ เป็นต้น. แล้วนิทานนี้มันจะสอนข้อคิดได้ตลอดทุกประโยคของคำพูดที่พูดออกไป ; อย่างนี้ก็เป็นการชี้ให้เห็นแล้วว่า กิเลสเกิดขึ้นมาอย่างไรในนิสัยสันดาน และ ปรากฏออกมาที่ตัวเด็ก ที่กาย วาจาของเด็กอย่างไร ; จึงเป็นอันมองเห็นได้ว่า แม้แต่นิทานเรื่องยายกับตานี้ ก็ยังใช้สอนธรรมะได้ แล้วคงจะไม่ง่วงนอน. และ ภาชนะหรือเปลือกอย่างนี้ จะรักษาเนื้อในไว้เสมอไป; เพราะการที่จะให้เด็ก

น.184 จำชื่อกิเลสอันเป็นภาษาบาลีต่าง ๆ นั้น เด็กคงจำไม่ไหว ; แต่ถ้าให้จำไว้ในรูป ของ "น้ำมันผี" หรือ "ผีอะไร" หรืออะไรทำนองนี้แล้ว มันง่ายจนไม่ต้องจำ มันก็จำได้. นิทานบางเรื่องที่ครูอาจารย์เคยเล่าให้ฟังตั้งแต่เด็ก ๆ หลายสิบปีมาแล้ว เราก็ยังจำได้กระทั่งเดี๋ยวนี้ นั่นแหละคือผลของการใช้ภาชนะที่ดี ; ฉะนั้นครูอาจารย์ ควรจะนึกถึงภาชนะที่ดี หรือถ้ากล่าวอีกทีหนึ่งก็คือ สื่อที่ดี ที่จะถ่ายทอดธรรมะ ที่เป็นธรรมาธิษฐานไปสู่บุคคลาธิษฐาน แล้วฝังแน่นไปสู่ความรู้สึก ความจดจำ ของเด็กของเรา. นี่คือตัวอย่างที่ว่า จะสอนเขาอย่างไร ด้วยวิธีที่สนุกสนาน กลายเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณไปในห้องเรียนนั่นเอง หรือในวันอาทิตย์ก็ได้. ครูบาอาจารย์มีสติปัญญามาก พอที่จะไปหาวิธี make up เอาเองซึ่งดีกว่า make up อย่างอื่นซึ่งเปลืองมาก หรือทำความยุ่งยากมาก แล้วก็ยังไม่เอาชนะเด็กได้ เวลาที่เหลือต่อไปนี้ จะได้พูดถึงเรื่องตรงกันข้าม คือความว่างจาก กิเลส. ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า กิเลสเป็นสิ่งที่จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อปรุงมาถึงขั้น เป็นความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ของกู ขึ้นมาเท่านั้น ; ถ้ายังไม่ถึงนั่น เรียกว่า ยังไม่เป็นตัวเป็นตน ยังไม่คลอดออกมา. ในขณะแห่งการเกิดขึ้นของตัณหานั้นเป็น เหมือนกับตั้งครรภ์เท่านั้น ; ในขณะแห่งอุปาทานนั้น คือครรภ์แก่เข้า แก่เข้า, เป็นตัวกูเจริญขึ้นในครรภ์. ในขณะที่เป็นภพสมบูรณ์นั้น คือแก่เต็มที่ ๙ เดือน ๑๐ เดือนก็จะคลอดแล้ว. ในขณะแห่งชาติก็คลอดออกมาเป็นตัวกู เป็นของกู ; เป็น selfishness ชัดเจนอย่างนั้นอย่างนี้ทีเดียว. นี่คือภาวะสมบูรณ์แห่งกิเลส หรือความเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แห่งกิเลส ; ไม่ว่างจากกิเลส คือวุ่นไปด้วยตัวกู และของกู ; นี้ส่วนหนึ่งหรือพวกหนึ่ง เป็นภาคต้นในเรื่องความทุกข์. ที่นี้ ภาคปลาย ที่ว่าเป็นเรื่องของความว่างจากกิเลส หรือว่างจากทุกข์นั้น คือ หมายความว่า "มันว่างจากความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ของกู" นั่นเอง.

น.185 กี่ยวกับเรื่องนี้ จะต้องกล่าวให้สิ้นเชิงว่า ที่ว่าว่าง ๆ นี้ มันว่างได้ตาม ธรรมชาติเอง เป็น co-incident ก็ได้ ; อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้นเมื่อกี้นี้ ว่าตาม ธรรมดาเราก็ว่างกันอยู่มาก ไม่เช่นนั้นก็เป็นโรคเส้นประสาท หรือโรคจิตตายกัน ไปเสียแล้ว; แต่ความว่างอย่างนี้ยังไม่พอที่จะช่วยเราได้ เป็น ตทังควิมุติ คือมัน fluke เป็นไปเอง. ว่างอีกที ที่สูงขึ้นไปก็คือว่า ในขณะที่ทำสมาธิ จิตเป็นสมาธิแน่วแน่ อยู่อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น เป็นวิกขัมภนวิมุติ ; อย่างนี้ก็ว่างจากความรู้สึกว่า เป็นตัวกู ของกูเหมือนกัน แต่มันชั่วที่ทำสมาธิอยู่; เหมือนกับชั่วขณะที่เรา เอาหินไปทับหญ้าไว้ มันไม่งอกก็จริง ไม่ปรากฏว่ามีหญ้าก็จริง แต่พอเอาหินออก เมื่อไร มันก็งอกขึ้นมาอีก อย่างนี้เป็นต้น. ดังนั้นเราต้องมีวิธีที่เด็ดขาด เฉียบขาดกว่านั้น ที่เรียกว่าวิธีเป็นไปเพื่อ สมุจเฉทวิมุติ ; นี้คืออำนาจของสติปัญญาหรือวิชชา ที่เรากำลังถกเถียงปรึกษา หารือกันอยู่หลายวันแล้วที่นี่. ขอให้ระลึกย้อนกลับไปถึงหลักที่ว่า "หยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะ" อีกครั้งหนึ่ง ; ข้อนี้เป็นการกระทำอย่างเก่งที่สุด ที่ไม่ให้ตัวกู ของกูเกิดขึ้นมาได้ คือถึงกับไม่ให้ตั้งครรภ์ทีเดียว คุมกำเนิดไม่ให้ตั้งครรภ์ได้เลย ถ้าให้หยุดอยู่ได้ เพียงแค่ผัสสะ. ถ้าไปหยุดอยู่เพียงเวทนา ก็คล้ายกับว่า หวุดหวิดตั้งครรภ์แล้ว แต่ยังพอทำให้ระงับไปได้ ไม่ทันปรุงเป็น ตัณหา, อุปาทาน, ภพ, ชาติ ก็ได้ เหมือนกัน แต่ยังไม่สู้เก่ง ; ถึงอย่างนั้นก็ยังเอาตัวรอดได้ มันไม่คลอดออกมา เป็นความทุกข์ได้.

น.186 คำว่า "ว่าง" ที่แท้จริง ต้องใช้วิธีที่ฉลาด ที่จะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้เลย ; ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นด้วยกิเลส แม้ในขณะที่มี ความรู้สึกเป็น egoism อยู่ตามธรรมชาติ ; เลยว่างอยู่เรื่อย ๆ อย่างนี้เรียกว่า ว่างจากกิเลส หรือว่างจากความทุกข์. คนเราตามธรรมดา ไม่เข้าใจคำนี้ ; กล่าวได้ว่าแทบทุกคน ไม่เข้าใจคำว่า "ว่าง" อย่างนี้ เพราะว่าพอพูดว่าว่างแล้ว ก็หมายถึงว่า ไม่มีหรือไม่ทำอะไรเลย. ขอให้ครูอาจารย์จงจำไว้ว่า ว่างนั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือว่างทางสสาร ทาง material, ว่างทางกายวัตถุนี้อย่างหนึ่ง ; หมาย ถึงว่าไม่มีสสารอันใดปรากฏอยู่ นี้เรียกว่าว่าง แต่เป็นว่างทางสสาร ไม่ใช่ว่าง อย่างที่เรากำลังพูดนี้. ส่วนว่างทาง mental หรือทาง spiritual นั้น หมายถึงจิตว่าง คือว่าง จากความรู้สึกที่เป็นตัวตน ของตนเท่านั้นแหละ หมายความว่าง "ตัวตนของตน" หรือ "ตัวกู ของกู ไม่โผล่มา ก็คือยังว่างอยู่"; จิตก็ว่าง กายก็ว่าง อะไร ๆ ก็ว่าง แม้แต่ผัสสะก็ว่าง แม้แต่เวทนาก็ว่าง. แต่ถ้าความคิดมันปรุงไปในทาง รู้สึกเป็นตัว เป็นตนแล้ว มันไม่ว่าง มันเป็นตัณหา, อุปาทาน, เป็นภพ, เป็นชาติ อย่างใดอย่างหนึ่งไป. คำว่า ว่าง ที่ไม่ทุกข์นี้ ต้องเป็นว่างทาง spiritual อย่าไปเอาว่างอย่าง vacuum ทางพี่สิคส์หรืออะไรทำนองนั้น. ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณแท้ : ว่าง ก็ทางจิต แม้ วุ่น ก็ทางจิต ; รู้จัก คำสองคำนี้ให้ดี คือ ว่าง กับ วุ่น. เมื่อวุ่น นั่นแหละเป็นทุกข์, เมื่อว่าง นั่นแหละไม่ทุกข์ ; ฉะนั้นจิตเดิมแท้หมายความว่า ยังว่างอยู่ ต่อมีอะไรมากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ปรุงแต่งกระทั่งเป็นตัณหา อุปาทาน แล้ว เมื่อนั้นวุ่น คือไม่ว่าง. เมื่อวุ่นนั่นแหละคือทุกข์, เมื่อว่างก็ยังไม่ทุกข์ ; เมื่อว่างได้โดยเด็ดขาด ก็คือหมดทุกข์สิ้นเชิง เป็นนิพพานโดยแท้จริง.

น.187 พื่อประโยชน์แก่ท่านที่ไม่เคยสนใจมาก่อน อาตมาจะยกตัวอย่างให้ เข้าใจคำว่า "ว่าง" อย่างง่าย ๆ เหมือนอย่างว่าคน ๆ หนึ่งเป็นคนแจวเรือจ้าง เลี้ยงชีวิต เขาต้องแจวเรือกลางแดดหรือทวนน้ำเหน็ดเหนื่อยมาก ซึ่งครูอาจารย์ ของเรานี้ไปทำไม่ไหว ออดแอดมากจนถึงกับแจวเรือจ้างไม่ไหว ; ฉะนั้นเราเอา คนแจวเรือจ้างที่เข้มแข็งจริง ๆ เป็นเกณฑ์. ในขณะใดที่เขาแจวเรือจ้างเฉิบ ๆ ร้องเพลงไปพลาง ขณะนั้นถือว่าจิตของเขายังว่างจากอุปาทานว่าตัวกู ว่าของกู ; ความรู้สึกนึกคิดของเขาเวลานั้น ไม่น้อมไปในทางว่ามีตัวกูหรือของกูเลย เรียกว่า ว่างจากตัวกู ของกู ; ดังนั้นเขาไม่เป็นทุกข์ ไม่มีความทุกข์ แจวเรือเฉิบ ๆ ร้องเพลงไปพลาง ได้เงินมาเลี้ยงชีวิตไม่มีความทุกข์เลย. ถ้าเผอิญมันเป็นไปได้ ว่าตาคนนั้นแหละ วันหนึ่งหรือต่อมาอีกประเดี๋ยวหนึ่งก็ได้ แกมีอะไรผ่านเข้ามาใน จิตใจ ทำให้คำนึงเป็นความรู้สึกที่น้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกอับโชค อับวาสนา เป็นตัวกู ที่ยากจน เป็นของกูที่ไม่มีอะไร เกิดความเสียอกเสียใจขึ้นมานี้ เกิดตัวกู ของกู อย่างนี้แล้ว เรียกว่าไม่ว่าง แกก็ เป็นทุกข์ทันที งานก็คงทำอย่างเดียวกัน คือแจว ก็แจวนั้นแหละ; เรือก็ลำนั้นแหละ แล้วเวลาก็เหมือนกัน ; ทวนน้ำก็อย่าง เดียวกัน ; กลางแดดก็อย่างเดียวกัน. เมื่อจิตของแกว่างจากตัวกู แกก็ไม่มี ความทุกข์ ; แต่ถ้าจิตวุ่นอยู่ด้วยตัวกู แกก็มีความทุกข์. ดังนั้นเราจึงได้ประโยค ที่น่าสนใจประโยคหนึ่งว่า "ถ้าจิตว่าง การงานเป็นสุข ถ้าจิตวุ่น การงาน เป็นทุกข์" ; ขอให้ช่วยจำไว้ให้ดี ทั้ง ๆ ที่การงานอันเดียวกัน ! หรือเหมือนอย่างว่า แม่บ้านคนหนึ่งจะถูพื้น หรือคุณนายเองจะถูพื้น ก็ตามใจ ; ถูพื้นเรือนนี้ ถ้าจิตวุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกสำนึกในตัวกูนี้ว่าตน, ว่า ตัวกูเป็นอย่างไร ฐานะของกูเป็นอย่างไรแล้ว ถูพื้นไปพลางก็ด่าคนนั้น คนนี้ ค่าผีสางเทวดาไปพลาง ; ถ้าจิตว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกูนี้ งานถูพื้น นั่นเอง กลับสนุกสนานหัวเราะร่า ทำเพลินไปทีเดียว จนห้องไม่พอให้ถู; มัน

น.188 สนุกอย่างนี้. นี่ถ้าจิตว่างแล้วไม่มีความทุกข์เลย ; จะไปโกยท้องร่องที่เหม็นตุ ก็ได้ ไม่มีความทุกข์เลย สนุกไปหมด ; ถ้าจิตวุ่นแล้ว แม้แต่ถูพื้นก็ไม่สนุก ; แม้ทำอะไรที่สวยสดงดงามก็ไม่สนุกทั้งนั้น ถ้าจิตมันวุ่นอยู่ในเรื่อง ตัวกู ของกู. ตามที่กล่าวมานี้ ขอให้แยกเอาความหมายของคำว่า "ว่าง" กับคำว่า "วุ่น" ไว้ให้ดีด้วยตนเองทุก ๆ ท่าน. มันกล่าวได้ว่า "ถ้าจิตว่างแล้ว ทุกอย่าง เป็นสนุกไปหมด ; ถ้าจิตวุ่นแล้ว ทุกอย่างเป็นทุกข์ไปหมด" แม้เรื่องนิดเดียว ก็เป็นทุกข์เท่าภูเขาเลากาทีเดียว. เราจะดูกันต่อไปถึงการที่จะทำหน้าที่ที่ละเอียด ที่ประณีต อย่างว่าจะ ยิงปืน จะยิงเพื่ออะไรก็ตาม หรือเพื่อประกวดฝีมือกันก็ตาม ถ้าจิตปรุงวุ่นอยู่ด้วย ตัวกู ของกูแล้วเป็นยิ่งผิดแน่ ; ที่ว่าปรุงวุ่นอยู่ด้วยตัวกู ของกูนี้ ในขณะนั้นเขา ระงับความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ว่าของตนไม่ได้ มีความรู้สึกว่า ถ้ากูยิงผิด เขา ก็ฮากันใหญ่ เสียชื่อเสียงของกู เสียชื่อเสียงของหมู่คณะโรงเรียนของกู อย่างนี้ เป็นต้น หรือถ้ายิ่งแฟนของเขามานั่งดูอยู่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งกระสับกระส่ายทางตัวกู ของกูมากขึ้นไปอีก มันก็สันทั้งมือ สั่นทั้งใจ สั่นทั้งระบบประสาท นี้ไม่เป็นเรื่อง เป็นราว มันวุ่น ไม่ว่าง มันไม่มีทางที่จะยิงถูกได้. ที่นี้ถ้าเขาลืมหมดกระทั่งโลกนี้ เขาก็ลืม กระทั่งตัวเองเขาก็ลืม ; สิ่งที่ปรากฏอยู่ในความรู้สึก ก็มีสติสัมปชัญญะ กับสมาธิที่จะยิงออกไปอย่างไร ปัญญาที่จะยิงออกไปอย่างไร มันก็ยิ่งถูกเหมือน ปาฏิหาริย์ ; นั่นคือว่าง ไม่ใช่ว่าว่างแล้วแข็งทื่อเป็นก้อนหิน, ท่อนไม้, กระดิก ไม่ได้ จิตรู้สึกคิดนึกอะไรไม่ได้ ; แต่กลับเป็น active ไปหมดทั้งกายและทั้งใจ นั่นแหละคือว่าง ; เพียงแต่มันว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู เท่านั้น. เหมือนอย่างจัดดอกไม้ในแจกันก็เหมือนกัน ดังที่กล่าวแล้วในการ บรรยายครั้งที่แล้วมานี้ ครูอาจารย์ฝ่ายเคหศาสตร์ เทคนิคเคหศาสตร์นี้ ลองจำ

น.189 ไปสังเกตดู ไปค้นคว้าดู ว่าจะจัดแจกันดอกไม้ด้วยจิตที่วุ่น กับจิตที่ว่างจากตัวกู ของกู มันจะต่างกันสักกี่มากน้อย อันไหนจะเป็นศิลปะลึกซึ้ง เป็นที่สนใจของ นักปราชญ์ หรือศิลปินเป็นต้น ; การจัดด้วยจิตวุ่นนั้น คงเป็นแจกันที่ ประหลาดที่สุด เพราะว่าจิตใจกำลังวุ่น เหมือนกับปีศาจสิง ในกรณีนักเรียนจะสอบไล่ ก็ต้องมีจิตว่างจากตัวกู ของกู ; มีแต่สติ ปัญญา มีแต่สมาธิ. ความอยากสอบได้ ความตั้งใจจะสอบไล่นั้น มีในเบื้องแรก แล้วก็ให้ระงับไป เหลืออยู่ในบัดนี้แต่เพียงว่าจะทำอย่างไรเท่านั้น. ข้อนี้ครู อาจารย์ลองไปช่วยอบรมเด็ก ให้สามารถบังคับจิตใจได้ถึงอย่างนี้ โดยวิธีนี้ โดย แนวนี้ เด็ก ๆ ในชั้นของท่านจะเรียนเก่งที่สุด จะจำเก่งที่สุด จะคิดเก่งที่สุด แล้ว จะสอบไล่ได้ผลดีที่สุด ด้วยเรื่องว่าง ด้วยเรื่องวุ่นสองคำนี้. ฉะนั้นเห็นได้ว่า มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เด็ก ๆ ของเรารู้เรื่องพุทธศาสนา ในขั้นที่เป็นหัวใจ คือ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาทีเดียว คือ เรื่องความว่าง ซึ่งมีความหมายเป็น นิพพาน หรือความดับทุกข์ แต่เป็นในระยะต่ำ จึงเป็นนิพพานระยะของเด็ก คือในระยะชิมลอง ; ความหมายมันเหมือนกัน คือว่างจากกิเลส และว่างจาก ความทุกข์ หากแต่ว่ามันอยู่ในระดับต่ำ หรือในระยะกาลเวลาจำกัด หรือชั่วคราว เท่านั้นเอง. ถ้าเป็นไปได้เด็ดขาด หรือถึงที่สุดแล้ว มันก็เป็นนิพพานเต็มรูป ในพระพุทธศาสนา ฉะนั้นท่านจึงถือว่า ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน ; ‘นิพพานํ ปรมํ สุญฺญํ - ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน" . เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก เรามาดูถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับชีวิต ประจำวันของเรา ซึ่งเราจะรวมประมวลได้เป็นหมวด ๆ เช่นว่า ศิลปะ ดนตรี วรรณคดี เป็นต้น. ที่อาตมามักจะยกตัวอย่างสิ่งเหล่านี้ ก็เพราะว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ เรากำลังหลงใหล เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมากที่สุด ; และกำลังเห่อกันมากกว่า ;

น.190 พูดอย่างนี้แม้จะหยาบไป ก็ขออภัย เพราะคนในโลกนี้กำลังเห่อศิลปะ เห่อวรรณคดี อะไรทำนองนั้น. ความมุ่งหมายที่แท้จริงของศิลปบริสุทธิ์นั้นหมายความว่า ต้องการจะดึงจิต หรือพรากจิตของผู้เห็นศิลปะนั้น ออกมาจากความวุ่นด้วย ตัวกู ของกู ให้มาว่าง. เหมือนว่าเราเห็นศิลปะที่สวยงาม, ที่บริสุทธิ์นี้ เราก็ลืมเรื่องวุ่นวายใจทางบ้านช่อง ทางกิจการงานได้ เพราะศิลปะนี้ดึงดูดใจ มายึดเอาไว้หมด แล้วศิลปะนั้นเองก็ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู ของกู ศิลปะ นั้นจึงมีค่าสูงสุด มีค่าเท่ากับธรรมะ. ศิลปะคือธรรมะ ธรรมะคือศิลปะไป; แต่ ว่าเป็นธรรมะที่แสดงออกในรูปของวัตถุศิลปะ จึงน่าบูชา. แต่เดี๋ยวนี้ศิลปะ เหล่านั้น มันเปื้อนไปด้วย "น้ำมันผี” จากกระโหลกผีที่กล่าวแล้วนั้นไปหมด ; มันกลายไปเป็นเครื่องมือของภูตผีปีศาจ เพื่อแสดงสิ่งลามกอนาจาร. เมื่อมนุษย์ ไม่มีจิตใจเป็นอิสระแก่ตัว เพราะเปื้อนไปด้วยน้ำมันผีเหล่านี้ แล้วก็สามารถ อ้างอิงด้วยเหตุผลเป็นคุ้งเป็นแควทีเดียว ในการที่จะเอาสิ่งลามกอนาจารมาเป็น ศิลปะ ; ศิลปะจึงมีแต่ประเภทรูปเปลือยในหมู่ชนผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของภูตผีปีศาจ เหล่านี้. ทุกชิ้นล้วนแต่ให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู ของกู กลุ้มไปหมด แล้วก็กำลัง นิยมว่ารูปเปลือยเท่านั้นเป็นศิลปะของเขา. ศิลปะบริสุทธิ์นั้นหายไปไหน ? มันหายไป ก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้ตลาดที่ต้องการศิลปะนั้น มันมีแต่คนที่เปื้อนไปด้วย "น้ำมันผี” อย่างที่กล่าวมาแล้วมอมแมมไปทั้งนั้น ; ศิลปะของโลกจึงเฮไปในทาง ที่ก่อให้เกิดกามราคะ หรือตัวตนที่เป็นไปในทางกามราคะ "เป็นตัวกู เป็นของกู" ยิ่งขึ้นไป เป็นศิลปะทำลายโลก ไม่ใช่ศิลปะที่จะผดุงโลกนี้ให้งดงาม อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้พูดถึงภาพ เมื่อจะเป็นภาพเขียน หรือภาพแกะสลัก ภาพบั้นอะไร ก็ตาม แม้แต่ภาพวิว ภาพอะไรก็สุดแท้ ถ้าจะเป็นศิลปะบริสุทธิ์ เป็นตัวเดียวกับ ธรรมะแล้ว มันต้องระงับความรู้สึกยึดมั่นว่าตัวกู ของกูได้เหมือนกัน. เมื่อเรา เห็นวิวสวย ๆ อย่างนี้ เราก็ลืมความยึดมั่นว่าตัวกู ของกู ; เพลินไปด้วยวิวสวย ๆ

น.191 ที่ชายทะเล ที่ภูเขา อย่างนี้ นี่มันเป็นศิลปะ แม้จะเป็นศิลปะของธรรมชาติ ; หรือเมื่อเราเอามาเขียนประดับฝาบ้าน มันก็เป็นศิลปะบริสุทธิ์ที่นำไปสู่ความว่าง. แต่ว่าศิลปะอย่างนี้มันหมดไป ๆ ตามความที่ "น้ำมันผี" มันเปื้อนคนในโลกมากขึ้น. อาตมาจะยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าที่เมืองชายทะเลสำหรับตากอากาศต่างประเทศ แห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในยุโรป : ที่ตากอากาศชายทะเลแห่งนั้น เมื่อ ๒๐ ปีก่อน เขาเขียนภาพโปสเตอร์ด้วยภาพวิว ที่นั่นสวยที่สุด โฆษณาไปตามจังหวัดต่างๆ ให้ชวนคนไปตากอากาศที่นั่น เพื่อเก็บเงิน เพื่อได้ประโยชน์. แล้วต่อมาไม่กี่ปี ภาพอย่างนั้นไร้ความหมายในการโฆษณา จึงเอาภาพชาตินิยม เช่นเรือรบที่มีชื่อ อย่างเดียวกับสถานที่ตากอากาศนั้นเป็นภาพโฆษณา อาศัยความรู้สึกตัวกู ของกู ทางชาตินิยม มายั่วคนให้ไปตากอากาศที่นั่น. ทีนี้ไม่กี่ปีต่อมาภาพเรือรบที่ปลุก ความรู้สึกทางชาตินิยมก็ใช้ ไม่ได้อีกแล้ว ต้องใช้ภาพหญิงในชุด begins เป็นฝูง ๆ ในท่าทางที่ลามกอนาจาร มาโฆษณาให้คนไปตากอากาศที่นั่น. นี่ชั่ว ๑๕ ปีเท่านั้น มันก็เปลี่ยนแปลงมากอย่างนี้. นี่เป็นเครื่องวัดว่าจิตใจของคนเราเป็นอย่างไร และสิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้น จะเป็นเครื่องสนับสนุนสันติภาพทางจิตใจ หรือทาง สังคมหรือไม่ หรือสนับสนุนอะไรกันแน่. แม้ที่สุดแต่ดนตรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะ ; ถ้าดนตรี บริสุทธิ์ก็สามารถจะดึงดูดจิตใจให้ว่างจากตัวกู ของกู ได้เหมือนกัน เพลินไปใน ทางดนตรีนั้น ; แต่อย่าพึงเข้าใจว่าเป็นการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ; แต่พึง เข้าใจว่าเป็นอุบายอันหนึ่งที่จะหยุดความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู อันเดือดพล่านเสียได้; โมโหใครมา ฟังดนตรีก็หาย หรือกำหนัดในทางกาม ฟังดนตรีบริสุทธิ์อีกแบบหนึ่ง ก็หายกำหนัดในทางกาม อย่างนี้เป็นต้น ; ดนตรีบริสุทธิ์ยังช่วยได้ในทางที่จะ ระงับความทุกข์ หรือความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู. แต่เดี๋ยวนี้มีดนตรีประเภท rock and roll หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งแม้แต่เพียงชื่อก็ไม่น่าเอามาเอ่ยถึงเลย ;

น.192 มันก็เป็นดนตรีสำหรับจิตใจที่เปื้อนด้วย "น้ำมันผี” อย่างที่ว่ามาแล้วนั่นเอง แทนที่ จะเป็นดนตรีชนิดนำมาสู่ความเยือกเย็น สงบจากตัวกู ของกู มันก็เร้าความร้อนใน เรื่องตัวกู ของกูมากขึ้น. โลกเรามัวเมาด้วยดนตรีอย่างนี้ยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว ก็เป็นโลก ที่เปื้อนด้วย "น้ำมันผี” หรือเป็นโลกของภูตผีปีศาจมากขึ้นเท่านั้นเอง. เหมือน อย่างที่อาตมากล่าวในวันก่อนนั้นว่า ดนตรีชนิด ๘๐ % คือเพลงไทยสากลที่มีเนื้อ ร้องเหมาะสำหรับหญิงโสเภณีปะเหลาะผู้ชาย หรือผู้ชายปะเหลาะโสเภณี ซึ่งส่ง กันอยู่ประมาณ ๘๐ % ของเพลงไทยสากลทั้งหมดนั้น เพลงเหล่านี้ไม่ช่วยระงับ ความร้อนในทางยึดมั่นว่า ตัวกู ของกู แต่กลับส่งเสริม. ถ้าเราลองไปฟังเพลง ไทยแท้ ๆ แต่โบราณนั้น มันตรงกันข้าม ; หรือแม้เพลงไทยโบราณนั้นบางเพลง ที่พูดถึงความรัก พูดถึงความรู้สึกระหว่างเพศอย่างนี้ ก็ยังเยือกเย็นอยู่นั่นเอง ไม่ร้อนระอุเหมือนอย่างเพลงไทยชนิด ๘๐% อย่างว่า. แล้วเรายังจะเห็นว่าแม้ใน บทขับ บทร้อง ในเรื่อง เสภาขุนช้างขุนแผนบางตอน ซึ่งพาดพิงการกระทำ หรือความรู้สึกระหว่างเพศอยู่มาก แต่ก็ยังไม่ให้ผลเท่ากับเพลงชนิด ๘๐ % นี่เลย. นี่คือวัฒนธรรมอันสูงส่งของพุทธบริษัทชาวไทยเราที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม แล้วกำลัง แปดเปื้อนไปหมด. หมายความว่า เมื่อจิตใจแปดเปื้อนไปด้วยน้ำมันผีนี้แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ถูกดัดแปลงหันเหไปหมด จนมาสู่ความเหมาะสมแก่ความรู้สึกที่ว่า เป็นจิตใจที่เปื้อนด้วยน้ำมันผีนั่นเอง. เราจะได้เห็นคนบางคน มัวเมา ดื่มด่ำ ในเพลงชนิด ๘๐ % นี้ เป็นหญิงสาวชนิดที่เปิดเพลง ๘๐ % เกี๊ยวตัวเอง ให้วิทยุ ช่วยเกี๊ยวตัวเอง แล้วก็สบายอกสบายใจไปด้วยความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู ของกู" เหล่านี้ ; แล้วจริยธรรมของโลกเรานี้ หรือของประเทศไทยเราก็ตาม จะเป็น ไปอย่างน่าชื่นใจได้อย่างไร เพราะมันแปดเปื้อนไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า "น้ำมันผี" ไปเสียหมด. ทั้งหมดที่พูดไปนี้ไม่ใช่เพื่ออะไรอื่นเลย นอกจากเพื่อให้เข้าใจคำว่า "ว่าง" กับคำว่า "วุ่น" และให้เข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเราอยู่ในยุคนี้

น.193 มันไม่ส่งเสริมความว่างเสียเลย มันเพิ่มหนทางหรือลู่ทางที่จะวุ่นนี้มากขึ้น ; มัน เพิ่มความยุ่งยากลำบากเท่าภูเขาเลากาให้แก่องค์การ หรือสถาบันที่มีหน้าที่คุ้มครอง สงวนจริยธรรม รับผิดชอบในด้านจริยธรรม เช่นกระทรวงศึกษาธิการเราเป็นต้น และมันก็ไม่พ้นใคร ก็คือมือของครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั่นเอง. นี่มันเป็นอุปสรรค ศัตรูแก่เราอย่างไร เราควรจะรู้จักมันไว้ในฐานะที่มันเป็นอุปสรรคศัตรูอย่างไร. ถ้ามองดูที่วรรณคดี ก็จะพบอย่างเดียวกันอีก. วรรณคดีที่ไพเราะ อย่างบริสุทธิ์แล้ว ก็ต้องหยุดความรู้สึกเดือดพล่านของตัวกู ของกู ลงได้. เรา ลองเปรียบเทียบว่า ถ้าเราอ่านวรรณคดีเรื่อง "ขุนช้างขุนแผน" กับอ่าน "ปฐม สมโพธิ" อย่างนี้มันต่างกันอย่างไร วรรณคดีไหนเร้าตัวกู ของกู ให้พล่านขึ้นมา วรรณคดีไหนทำให้ตัวกู ของกู เยือกเย็น สงบลงไป ; แต่แล้วใครชอบอ่าน หนังสือปฐมสมโพธิยิ่งกว่าเรื่องขุนช้างขุนแผน. หรือถ้าเปรียบอย่างเรื่อง "นิราศ นรินทร์" นี้มันเป็นอย่างไรบ้าง. ครูบาอาจารย์ที่เป็นสุภาพสตรียังสาวอยู่ เมื่อ ต้องอธิบายบทโคลงนิราศนรินทร์บางบทแล้ว ก็แทบไม่รู้ว่าจะทำหน้าทำตาอย่างไร รู้สึกกันอยู่เต็มที่แล้ว กระมิดกระเมี้ยนอย่างนี้แล้วมันยังไม่พอ; เพราะว่า วรรณคดีชนิดนั้น มันเร้าความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู และเป็นไปทำนองกาม ราคะ ทั้งแก่ฝ่ายครูและฝ่ายศิษย์ มันจึงทำความร้อนเร่าระอุยุ่งยากลำบากขึ้นมา. นี่เพื่อเปรียบเทียบว่า ขณะนั้นไม่ว่างเสียแล้วทั้งครูและทั้งศิษย์ ; ควรจะมีวรรณคดี ชนิดที่ทำให้ว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกู หรือให้มันสงบเย็นลงไปอยู่เสมอได้ เราก็จะได้รับประโยชน์มากมาย โดยไม่ต้องลงทุนมาก ; คือเราไม่สร้างสิ่งซึ่งเป็น อุปสรรคศัตรูของจริยธรรมขึ้นมา ; ไม่ทำให้เกิดอาการรวนเรหรือพังทลายแก่ จริยธรรมขึ้นมา. ทีนี้ เราจะได้พูดกันถึงความว่างชนิดที่เด็กเข้าใจ. ถ้าเราต้องการจะให้ เด็กเข้าใจเรื่องความว่าง เราควรจะคิดว่าเด็กนั้นไม่ควรจะมีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี.

น.194 ที่อาตมากล่าวอย่างนี้ ก็เพราะเคยได้ยินมาแต่ในพระคัมภีร์ว่า เด็กจะเป็น พระอรหันต์ได้ ก็มีแต่อายุเกิน ๑๕ ปี ; และมีพระอรหันต์เด็กอยู่ ๒-๓ คน หรือ ไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา; ดังนั้นก็แปลว่า เด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ก็คงจะยากเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องความว่าง แต่อย่างน้อยก็คงเข้าใจบ้าง. เหมือน อย่างเราเรียกเด็กมาแล้วบอกให้คิดดูว่า "ถ้าให้หัวเราะเรื่อยจะเอาไหม ให้ร้องไห้ เรื่อยจะเอาไหม" ; นี่มันต่างกันแล้ว ระหว่างหัวเราะกับร้องไห้. หัวเราะเรื่อย เขาก็สู้ไม่ได้ ร้องไห้เรื่อยก็ยิ่งไม่ได้ ; ฉะนั้น ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ คือว่าง นั่นแหละพอจะสู้ได้ แล้วดูก็เยือกเย็นดี. หรืออีกทีหนึ่งว่า ความกระวนกระวายที่ยังไม่ได้ในสิ่งที่ตัวอยากนั้น แหม ! มันกระวนกระวายเหลือทน เด็กเขารู้สึกดี ; พอได้สิ่งที่ตัวรัก ตัวอยาก มาแล้ว ก็หึงหวง ก็เป็นห่วง ไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง แม้แต่เป็นเพียงตุ๊กตา ก็ยังไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง ; นี่แปลว่า ความรู้สึกหลังจากที่ได้แล้ว นี่ก็ไม่ไหว เหมือนกัน ดังนั้น สู้ความรู้สึกที่อยู่ตรงกลาง คือว่าง อยู่นั้นไม่ได้. หรือจะยกตัวอย่างกันว่า ความรักกับความเกลียด ; ให้มีความเกลียด มันก็รู้สึกร้อน ให้มีความรัก มันก็รู้สึกร้อน “ถ้าอย่าต้องรักต้องเกลียด" คืออยู่ ตรงกลางนี้ มันพอทนได้ คือ ว่างสบาย. นี่คือวิธีที่เด็กเล็ก ๆ จะรู้เรื่องความว่าง และเป็นวิธีที่น่าปรารถนา ใน เรื่องที่ครูบาอาจารย์สนใจ ว่าจะทำให้เด็กสนใจในเรื่องนิพพาน หรือความหมาย ของคำว่า "นิพพาน" ได้อย่างไร อาตมาก็ยกตัวอย่าง อย่างนี้มาให้ฟังแล้ว. ถ้าเด็ก ๆ ของเรา ได้รับการกล่อมเกลามาในลักษณะที่ให้บูชาความว่าง แม้ใน ลักษณะเล็กน้อยเช่นนี้มาแต่แรกแล้ว มันง่ายที่สุดที่จะเข้าถึงธรรมะตามลำพัง

น.195 ตัวเอง ; เพราะฉะนั้นคำว่า "ว่าง" นั้น มันมีความหมายอย่างนี้ ดังตัวอย่าง ต่าง ๆ ที่ยกมานี้ ; ขอให้ครูอาจารย์ทั้งหลายเข้าใจในลักษณะเช่นนี้ อย่าได้เข้าใจ ผิดอีกต่อไป. เราจะต้องถือว่า หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น ไม่ควร จะถูกประณามว่า ครึกระ หรือพ้นสมัยอะไรทำนองนั้น จะต้องถือว่าถูกอย่างยิ่ง ไว้ก่อน แล้วก็ศึกษาพิจารณาดูให้เข้าใจ ; อย่างเรื่องความว่างนี้เป็นต้น. มันมีอยู่ แต่ที่ว่า เรามองกันแต่ในแง่วัตถุ จึงไม่รู้เรื่องความว่าง ; มองแต่ในทางสสาร คือมองแต่นอกตัวไปหมด ไม่มองไปในทางจิตทางใจ ฉะนั้นจึงไม่เข้าใจเรื่อง ความว่างที่แท้จริง ที่เป็นเรื่องทางจิตใจ ; รู้แต่เรื่องทางวัตถุ ทางสสารไปหมด ; ฉะนั้น พอพูดถึงว่าง ก็ว่างจากสสาร เป็น vacuum ; ไม่มีอะไร ไม่มีร่างกาย ไม่มีความคิดนึก ไม่มีความรู้สึกอะไรอย่างนี้; นี้มันเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเลย ไม่ใช่ ความว่างที่เป็นสัมมาทิฏฐิในพุทธศาสนา. อุปสรรคข้อหนึ่งมันอยู่ตรงที่ว่า เราเคยชินต่อการที่จะมองสิ่งต่าง ๆ เป็น วัตถุและเป็นของภายนอกตัวเรามากเกินไป พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า “มหา วิทยาลัยทั้งโรงอยู่ในร่างกายนี้" อาตมาใช้คำอย่างนี้; คือคำที่ท่านตรัสมีอยู่ว่า : "ความทุกข์ก็ดี, เหตุให้เกิดทุกข์ก็ดี, ความดับสนิทไม่เหลือแห่งทุกข์ ก็ดี, วิธีปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ก็ดี ; ตถาคตบัญญัติไว้ใน ร่างกาย ซึ่งยาวประมาณวาหนึ่งนี้เท่านั้น ที่มีพร้อมทั้งสัญญาและใจ". ที่ว่ามีพร้อมทั้งสัญญาและใจนี้ หมายความว่า ให้เอาร่างกายที่เป็น ๆ ไม่ใช่ร่างกาย ที่ตายแล้ว ; แล้วก็ในชั่วที่ยาววาหนึ่งนี้ มีมหาวิทยาลัยสำหรับศึกษาเรื่องความ ทุกข์ มีวัตถุสำหรับศึกษา มีความรู้สำหรับศึกษา และความดับทุกข์ ที่เป็นผล

น.196 ของการศึกษาอยู่ในนั้นหมดเลย ไม่ต้องสนใจไปภายนอกกาย ; นี้ก็หมายความว่า มันเป็นเรื่องทางจิตใจล้วน. เราทำตนเป็นนักศึกษาทางด้านจิต ด้านวิญญาณบ้างแล้ว ก็จะง่ายที่สุด ; ถ้าเรายังคงไม่ประสีประสาต่อเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ตกไปเป็นทาสทางวัตถุเสีย หมดแล้ว ไม่มีทางที่จะเอาชนะความทุกข์ได้เลย ไม่อาจจะควบคุมจริยธรรมให้เป็น ไปในร่องรอยที่น่าปรารถนาได้ ; เราจึงหลงใหลแต่ทางเนื้อทางหนัง, ทางรูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัสเหล่านี้ไปหมด ก็เรียกว่า ตกเป็นทาสชนิดทาง วิญญาณ ; ไม่ใช่ทาสทางซื้อขาย ทางผูกมัดทางวัตถุอย่างนี้ ; โดยทางวิญญาณ แล้ว เราตกเป็นทาสของอารมณ์ ทาสของโลก ของอารมณ์ในโลก ; ปัญหา มันจึงเกิดขึ้นมาจากสิ่ง ๆ เดียวนี้ ; คือการที่พลโลก หรือคนในโลกในยุคนี้ล้วนแต่ ตกเป็นทาสของอารมณ์ในโลก. แต่ถ้าปฏิบัติกันได้ในข้อนี้ คือว่า ถ้าไม่ตก เป็นทาสอารมณ์ในโลกแล้ว ปัญหาต่าง ๆ จะสิ้นสุดลงไปในพริบตาเดียว คือ กลับเป็นโลกที่บริสุทธิ์ สว่าง สะอาด น่าอยู่ น่าดู ไม่มีปัญหายุ่งยากอะไรเลย ; นอนก็ไม่ต้องปิดประตูเรือน ; ใช้โวหารโบราณก็ต้องว่าอย่างนั้น เราควรจะมีความรู้ในด้านจิตใจกันให้มากพอ จนรู้เรื่องความว่างกัน อย่างเพียงพอ แล้วจะรู้สึกว่า ได้พบสิ่งที่น่าปรารถนา เป็นสิ่งที่น่าดูดดื่มยิ่งกว่า สิ่งใด ๆ หมด คือความว่างนี้. รสของความว่างนี้ เป็นรสที่ดึงดูดยิ่งกว่ารส ของกามารมณ์ หรือกามคุณ ; แต่เพราะเหตุที่เข้าไม่ถึง มีเข้าถึงแต่รสของ กามารมณ์ หรือเรื่องทางฝ่ายเนื้อหนังไปหมด ก็เลยไม่ต้องรู้เรื่องความว่าง. เท่านั้นยังไม่พอ คือยังแถมต้องเกลียดชังความว่าง หรือความสงบนี้เป็นอย่างยิ่ง ; เพราะว่า "เปื้อนน้ำมันของปีศาจในนิทานยายกะตา" นั้นมากเกินไปนั่นเอง. นี้คือ เรื่องความว่างจากกิเลส ซึ่งเป็นความว่างจากทุกข์ ว่างจากปัญหายุ่งยากต่าง ๆ พร้อมกันไปในตัว เพราะอำนาจความว่างจากกิเลสนั้น.

น.197 อาตมาถือว่า ความว่างนี้เป็นจุดปลายทางของจริยธรรม; ไม่ว่า จริยธรรมของศาสนาไหน ถ้าเป็นจริยธรรมที่ควรแก่นามของจริยธรรมแล้ว จะต้อง เป็นไปเพื่ออย่างนี้ทั้งนั้น คือเพื่อความอยู่สงบจากความวุ่นวายไปด้วยความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู หรือ selfishness นั่นเอง. “selfishness หายไปจากโลกนี้เมื่อไร โลกนี้ก็จะเป็นโลกของพระศรีอารย์ขึ้นมาทันที" ; ไม่ต้องให้คอมมูนิสต์มาจัด หรือ ไม่ต้องให้ใครมาจัด. คอมมูนิสต์หรือลัทธิการเมืองฝ่ายใดก็ตาม ถ้าตกอยู่ใต้ อำนาจกิเลสตัณหาแล้ว ย่อมจัดโลกไปตามอำนาจกิเลส ตัณหาทั้งนั้น ; ย่อมไม่ สามารถจัดโลกนี้ให้เป็นโลกพระศรีอารย์ได้ เว้นไว้แต่พวกที่เข้าถึงธรรมะ เข้าถึง ความว่าง เข้าถึงจุดหมายปลายทางของจริยธรรมได้แท้จริงเท่านั้นเอง. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพียงเท่านี้.

น.198 ปาฐกถาชุด แนะแนวจริยธรรม ครั้งที่ ๖ เรื่อง ตัวแท้ของจริยธรรม ๑๗ มกราคม ๒๕๐๙ ท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งที่ ๖ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง "ตัวแท้ของจริยธรรม" ตัวแท้ของจริยธรรมในที่นี้ อาตมาขอระบุไปยังสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ ที่เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด". คำว่า มรรคนี้ เป็นสิ่งสุดท้ายในสิ่ง ๔ สิ่ง ที่เรียกว่าอริยสัจจ์. อริยสัจจ์ ๔ ประการก็คือ ความทุกข์ประการหนึ่ง ; มูลเหตุให้เกิดความทุกข์ประการหนึ่ง ; สภาพที่เป็นความดับสนิทของความทุกข์ ไม่มีความทุกข์เหลือนั้นประการหนึ่ง ; และประการสุดท้ายคือ วิธีปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงสภาพชนิดนั้น ; และเรียกกันว่า "มรรค". ที่ได้กล่าวว่ามรรคเป็นตัวแท้ของจริยธรรมนี้ โดยมีเหตุผลพร้อมทุก ประการ ; แม้ว่าเราจะเอาความหมายของคำว่า จริยธรรม โดยเอาตัวพยัญชนะ เป็นหลัก ก็แปลว่า "ธรรมที่ควรประพฤติ" ; จร แปลว่าประพฤติ ; อิย ปัจจัย ๑๖๙

น.199 มีความหมายว่า ควร ; จริย แปลว่า ควรประพฤติ ; จริยธรรม ก็แปลว่า "สิ่งที่ควรประพฤติ". ในบรรดาสิ่งที่ควรประพฤติทั้งหลาย ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า การประพฤติ ที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์. ความดับทุกข์นั้น เราขยายออกได้เป็นอย่างสูง อย่างกลาง อย่างต่ำ. จริยธรรมจะอยู่ในระดับไหนได้ก็สุดแท้ แต่ต้องรวมอยู่ใน สิ่งที่เรียกว่า ควรประพฤติ ; คือหนทางที่ควรจะเดินนั่นเอง. ข้อนี้อยากจะให้ ระลึกย้อนไปถึงคำบรรยายครั้งแรก ที่กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรม. คำว่า ธรรมะ ในที่ทั่วไปแล้วก็แปลว่า "สิ่ง" เท่านั้นเอง. สิ่งทุกสิ่ง คือธรรมะ หมายถึงทุกสิ่ง กระทั่งตัววัตถุ จิตใจ การกระทำ และผลของการ กระทำ ล้วนแต่เรียกว่าธรรมะหรือ "สิ่ง" ไปทั้งนั้น. เราจะแยกธรรมะหรือสิ่งนี้ ออกเป็น ๒ ประเภท โดยหลักใหญ่ๆ คือธรรมะที่เป็น ตัวผล ที่เรามุ่งหมาย อย่างหนึ่ง ; และธรรมะอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวเหตุ ตัวเครื่องมือ ที่จะทำให้ได้ผล อันนั้นมา ; ฉะนั้นธรรมะหรือสิ่งที่เป็นตัวเหตุ ตัวเครื่องมือนี่เอง ที่เราเรียกว่า "จริยธรรม" ในที่นี้ ; หรือที่จะเรียกว่า "มรรค" ในพระพุทธศาสนาก็ตาม. ขอให้สนใจคำว่า มรรค ไว้ในฐานะเป็นตัวแท้ หรือเป็นตัวทั้งหมดของ การปฏิบัติในพระพุทธศาสนา. คำว่ามรรค แปลว่าหนทาง มีมูลมาจากคำสามัญ ธรรมดาที่คนทั่วไปใช้พูด คือถนนหนทางที่ใช้เดินด้วยเท้ากันตามธรรมดานี่แหละ ก็เรียกว่า ทาง หรือมรรค เหมือนกับภาษาบาลี ; ต่อเมื่อมีระบบศาสนาเกิดขึ้น เป็นเรื่องทางจิตทางใจ ค้นพบวิธีปฏิบัติจิตใจให้ก้าวหน้าไปสู่ภูมิธรรมอันสูง จน อยู่เหนือความทุกข์ เขาเลยยืมเอาคำว่า ทาง หรือถนนหนทางนี่แหละไปใช้เรียก ระบบการปฏิบัติทั้งหมดนั้น และเรียกมันสั้น ๆ ว่า "ทาง".

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต