น.30 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายในวันนี้ เป็นการพูดกันอย่างเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน มุ่งหมายว่าจะเป็นประโยชน์ แต่ในทางที่จะทำความดับทุกข์ให้แก่กันและกัน ตามแบบฉบับ ของพุทธบริษัท. ในตอนแรกที่สุด อยากจะพูดโดยหัวข้อว่า ทำไมจึงต้องจัดการบรรยาย เช่นนี้ ขึ้นที่นี่ ในลักษณะอย่างนี้, การที่จัดการบรรยายขึ้นในวันนี้ มีความ มุ่งหมายเฉพาะ คือมิได้มุ่งหมายสักแต่ว่า เป็นธรรมเนียมของพุทธบริษัท ของ วัดวาอาราม แล้วก็จะต้องจัดขึ้น และก็มิได้ทำตามคำชักชวนแนะนำขอร้อง ของใคร หรือมิได้ทำโดยเหตุสักว่า กลัวคนเขาจะว่า ขี้เกียจกินแล้วนอน ไม่มี เหตุผลอะไรทำนองนั้น. แต่มีเหตุผลเฉพาะของเราเองว่า เราทุกคนมีหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติธรรม ให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ. ทีนี้การ ๑
น.31 ประพฤติธรรมนั้นทำได้ไม่ง่ายนัก คือค่อนข้างจะยากหรือยาก ดังนั้นเราจะต้อง พยายามอยู่เสมอ. การพยายามนี้ พยายามในการศึกษาก่อน แล้วก็พยายาม ในการปฏิบัติ จึงจะเป็นการปฏิบัติที่มีผล. การบรรยายที่นี่ ท่านทั้งหลายก็พอจะสังเกตเห็นได้อยู่แล้วว่า เรา มุ่งหมายเฉพาะเรื่อง หรือ มุ่งหมายเฉพาะระดับ ที่จะทำความดับทุกข์ ตามหลักแห่งพุทธศาสนาโดยตรง. ดังนั้นจึงไม่ซ้ำใคร หรือไม่ค่อยจะเหมือนใคร แล้วก็พูดกันแต่เรื่องที่มักจะง่วงนอน ทำให้ถูกหาว่าพูดแต่เรื่องที่จะทำให้ง่วงนอน นี่จะต้องขอทำความเข้าใจกัน ในข้อที่ว่า ที่จำเป็นจะต้องพูดเรื่องที่ทำให้ง่วงนอนนี้ เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ คือเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. ถ้าเราไม่สนใจเรื่องนี้ กันแล้ว มันก็ไม่เป็นพุทธศาสนา หรือเป็นแต่เปลือกแต่ผิว. ถ้าจะพูดให้ชัดโดยอุปมาก็คือว่า เราจะต้องพยายามศึกษาและปฏิบัติ จนกระทั่งให้พูดได้ว่า ชีวิตของคนเรานี้สามารถที่จะเทียมได้ด้วยควายหรือวัว ๒ ตัว. ที่ได้พูดเปรียบว่าเหมือนเทียมด้วยวัวหรือควาย ๒ ตัวนี้ ก็เพื่อให้จำง่าย ลืมยาก แล้วเข้าใจง่าย. คนสมัยนี้ชีวิตของเขาเทียมแต่ด้วยวัวหรือควายเพียงตัวเดียว เพราะฉะนั้นมันจึงลำบาก. ที่ว่าควายหรือวัว ๒ ตัวนี้ ควายหรือวัวตัวที่ ๑ นั้น เป็นเรื่องทำมา หากิน แล้ววัวตัวที่ ๒ คือเรื่องทางจิตใจ ที่จะทำให้จิตใจไม่รู้จักเป็นทุกข์ แม้เพราะ การทำมาหากินนั้น จึงเรียกว่าเทียมด้วยวัว ๒ ตัว ให้มันเดินไปถูกทางและมั่นคง แน่วแน่. เดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกกำลังลำบาก ยุ่งยาก เป็นทุกข์เดือดร้อนมากขึ้น เพราะว่าโลกทั้งโลก โดยส่วนรวมแล้ว เรียกว่ามันโง่ โง่อย่างเหลือประมาณ โดย
น.32 พระพุทธเจ้าที่อยู่กับเราได้ตลอดเวลา ๓ เหตุที่ว่าเทียมด้วยควายเพียงตัวเดียว, เขารวม ๆ เรียกกันว่า ความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี คือการศึกษาค้นคว้า สามารถในการประดิษฐ์ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ให้มีความ เจริญทางวัตถุ อยู่ดีกินดีจนเกิดเห็นแก่ตัวจัด และตะกละความอยู่ดีกินดี และ เห็นแก่ตัวยิ่งขึ้นทุกที มันต้องรบกัน มันมีเพียงเท่านี้ อย่างนี้เรียกว่าโลกนี้กำลัง เทียมด้วยควายเพียงตัวเดียว. ส่วนควายตัวที่ ๒ นั้น คือเรื่องทางศาสนาหรือ ทางธรรม เขาละเลยกันยิ่งขึ้นทุกที. ยิ่งพวกฝรั่งด้วยแล้ว บอกว่าพระเจ้าตายแล้ว. พวกฝรั่งเขาพูดกันว่า พระเจ้าตายแล้ว ไม่ต้องสนใจเรื่องพระเจ้า สนใจแต่เรื่องวัตถุสิ่งของเนื้อหนัง ก้าวหน้าทางวัตถุ, นี้คือทางเทคโนโลยีอย่างเดียว ส่วนทางจิตทางวิญญาณ เขามีกันแต่ชื่อ. เพราะเมื่อก่อนมันเคยนึกเคยคิดกัน มันเลยมีชื่อเหลืออยู่เรียกว่า ความสว่างไสวในทางวิญญาณ เป็นคำทางศาสนาเรียกว่า Spiritual-enlightenment คือความสว่างไสวทางวิญญาณ ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาสนาทุกศาสนา จะต้องทำ หน้าที่อันนี้. คนสมัยโบราณ สนใจเรื่องความสว่างไสวทางวิญญาณกัน มากกว่าที่ จะไปสนใจกันแต่เรื่องปากเรื่องท้อง. โลกทุกวันนี้สนใจเรื่องปากเรื่องท้อง อย่างเดียว หรือยิ่งกว่าที่จะสนใจความสว่างไสวทางวิญญาณ แล้วก็เป็นอย่างนี้ ยิ่งขึ้นทุกทีทั่วทั้งโลก. โลกนี้มันจึงเป็นโลกที่สนใจแต่เรื่องปากเรื่องท้อง. การ เบียดเบียนกันทั้งนั้น มีมูลเหตุมาจากการเห็นแก่ปากแก่ท้อง, การรบราฆ่าฟันกัน ก็เหมือนกัน มันมีมูลมาจากการที่ ต่างคนต่างแย่งชิงแข่งขัน ที่จะรวบรวมไว้ ซึ่งวัตถุ หรือกำลังที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการทางวัตถุ. ไม่สนใจเรื่องทาง ศาสนา เรื่องธรรมะ เรื่องพระเจ้า มันก็เลยโลภมากขึ้น โกรธมากขึ้น หลงมากขึ้น ก็เลยได้รบกันมากขึ้น แล้วไม่มีทางที่จะทำความเข้าใจกันได้. นี้เรียกว่าทั้งโลก กำลังเป็นอย่างนี้ คือเทียมด้วยควายตัวเดียว.
น.33 ทีนี้ส่วนรายตัวบุคคล แม้พวกเราชาวไทย ชาวพุทธบริษัท ก็กำลังจะ เป็นอย่างนั้น คือมีจำนวนมากไปตามกันฝรั่ง หลงแต่เรื่องวัตถุ; ส่วนที่จะสนใจ เรื่องทางจิตใจนั้น มันเหลือน้อยลง ๆ. ความเป็นอันธพาลจึงมีในประเทศเรา มากขึ้น ๆ เด็กรุ่นหลังนี้น่าเป็นห่วง เพราะว่ารู้แต่เรื่องทางวัตถุ ตามกันพวกฝรั่ง ละทิ้งวัฒนธรรมทางศาสนา และอะไรที่เป็นเรื่องทางจิตใจ ของบรรพบุรุษเสียหมด. นี่คือความผิดพลาด ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากขึ้นในสังคม. แม้พุทธบริษัทเรา จะขอร้องให้ช่วยกันแก้ไขอย่างไร มันก็ทำไปไม่ได้ ถ้าหากว่าคนส่วนใหญ่มันเสีย นิสัยไปหมดแล้ว คือเป็นทาสของวัตถุไปหมดแล้ว และเป็นเวลามานานแล้ว. ที่จะมาพูดกัน ๒-๓ คำ ๒-๓ วัน ให้กลับตัว ให้ทำตัวเป็นคนดี อย่างนี้มันทำ ไม่ได้ นี่ที่ว่าโรคร้ายมันฝั่งลึกลงไปอย่างนี้. รวมความแล้วก็คือ คนสนใจแต่เรื่องปากเรื่องท้อง ทางวัตถุ ไม่สนใจ เรื่องธรรมะ เรื่องศาสนา. เดี๋ยวนี้เราต้องการให้ปรับปรุงกันใหม่ว่า ให้ชีวิตนี้ เทียมด้วยควาย ๒ ตัวคู่ ๆ กันไป, ตัวหนึ่งเป็นเรื่องทางวัตถุไปตามเดิม แต่ตัว ที่ ๒ เป็นเรื่องทางจิตใจต้องมามีอยู่ เป็นคู่กันสำหรับควบคุมวัตถุ. ถ้าเราไม่มี ความรู้ในทางจิตใจ หรือทางธรรมหรือทางศาสนาแล้ว การแสวงหาวัตถุนั้นเอง จะเป็นความทุกข์. แม้แต่การจะมีวัตถุนั้นไว้ก็ยังเป็นความทุกข์ แม้จะกิน จะบริโภควัตถุนั้น ๆ เข้าไป ยังเป็นความทุกข์อยู่นั่นเอง ; ขอให้ไปคิดดูในเรื่องนี้ ให้ดี. ถ้าจิตใจมันประกอบไปด้วยกิเลส หรือหิวกระหายอยู่ตลอดเวลาแล้วจะมี อะไร จะกินอะไร จะทำอะไร มันก็เป็นทุกข์ไปหมด. ฉะนั้นเราต้องมีส่วนที่จะช่วย ให้ทุกสิ่งที่เราจะต้องทำ ไม่ให้เป็นความทุกข์ขึ้นมา ; นี้คือ ความรู้ความเข้าใจ ถูกต้องตามทางของศาสนา หรือที่จะเรียกว่า ความสว่างไสวทางวิญญาณ.
น.34 พระพุทธเจ้าที่อยู่กับเราได้ตลอดเวลา ๕ นี้เรียกว่าเป็นข้อแรก ที่เราจะต้องนึกว่า เราจะช่วยกันศึกษา ทำความ เข้าใจซึ่งกันและกัน ให้ชีวิตนี้ดำเนินไปอย่างถูกต้อง คือการที่เทียมด้วยวัวหรือ ควาย ๒ ตัวลากไป : ตัวหนึ่งเป็นกำลังแรง ตัวหนึ่งเป็นกำลังสติปัญญา ทาง ศาสนาหรือทางจิตใจ. เรียกว่าถูกต้องทั้งทางกาย ถูกต้องทั้งทางจิตใจ และ ทั้งกายทั้งใจมันก็จะไม่เป็นทุกข์. ทีนี้มันก็จะมีผลเขยิบออกไปถึงว่า จะเป็นการ ชำระสะสางสภาพความเป็นพุทธบริษัทของเราให้ถูกต้องด้วย. เดี๋ยวนี้สภาพความเป็นพุทธบริษัทของเรา ชักจะรวนเร อย่างที่ได้กล่าว มาแล้วว่า หันเหไปตามพวกวัตถุนิยม โดยเฉพาะที่เราเรียกรวม ๆ ว่าพวกฝรั่ง ทีนี้เราจะต้องมานึกกันใหม่ มาสะสางกันดูใหม่ ว่าอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไป แปรปรวนไป จนความเป็นพุทธบริษัทของเราอยู่ในสภาพที่ไม่ถูกต้อง ; แม้จะ อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง มันก็ไม่เต็มขนาด คือไม่สมบูรณ์ มันถูกต้องเล็ก ๆ น้อย ๆ. เดี๋ยวนี้เราจะต้องการความถูกต้องด้วย ต้องการความสมบูรณ์เต็มขนาดด้วย เรา จึงต้องมาพบกัน พั่ง คิด ถาม ปรึกษาหารือกัน. อย่างว่าตอนเช้านี้เราได้ ฟังอะไร แล้วตอนถัดไปเราก็จะวิพากษ์วิจารณ์ ว่ามันเป็นอย่างนั้นหรือไม่. การทำอย่างนี้ จะช่วยสะสางสภาพความเป็นพุทธบริษัทที่ไม่ถูก ให้เปลี่ยนมาถูก และสมบูรณ์. ทีนี้ ผลต่อไปอีก ก็คือว่าจะเป็นเหมือนการเตรียมตัวไว้ต้อนรับ หรือ ต่อสู้สถานการณ์ของโลก ที่จะยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้นทุกที. ที่พูดนี้ไม่ใช่พูดในแง่ของ คนที่มุ่งร้าย หรือมองแต่ในด้านร้าย; พยายามที่จะมองในด้านดีที่สุดแล้ว ทั่วถึงแล้ว ก็ยังมองเห็นว่า โลกนี้มันจะเป็นไปในทางร้ายมากขึ้นทุกที มันเป็นระยะ หรือขณะที่กำลังเหวี่ยงไปในทางนั้น กว่าจะสุดโต่งเสียก่อนมันจึงจะเหวี่ยงกลับ เพราะฉะนั้นโลกเราในระยะนี้ เรียกว่ากำลังจะแรงร้าย สถานการณ์จะแรงร้าย
น.35 ขึ้นทุกทีในโลกนี้ คือคนในโลกนี้จะพูดกันไม่รู้เรื่องขึ้นทุกที แล้วก็เก่งแต่ที่ จะใช้วิธีอุบายต่างๆ ที่จะประหัตประหารกัน ใต้ดิน บนดิน อะไรก็แล้วแต่. เมื่อเราจำเป็นที่จะต้องอยู่ในโลกนี้ ในสมัยนี้ ที่สถานการณ์อย่างนี้ เราก็ต้องมี อะไรดีบ้างเหมือนกัน ที่จะอยู่ได้หรือต่อสู้อยู่ได้ ในโลกที่เลวร้ายอันนี้. แล้วสิ่ง ที่ว่านั้นก็ไม่มีอะไร นอกจากหลักพระธรรมหรือตัวพระธรรม หรือตัวพระศาสนา ที่แท้จริง. ฉะนั้นเราจึงมาปรึกษาหารือกัน. สรุปความว่า เราจะต่อสู้อยู่ในโลกได้โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะ ทุกอย่างมันถูกต้อง. และแม้ว่าเราจะจัดโลกให้เป็นไปตามความต้องการของเรา ไม่ได้ คือโลกมันจะเลวร้ายสุดเหวี่ยงอย่างไร เราก็ยังไม่เป็นทุกข์ ถ้าเรารู้จัก ทำจิตใจตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอนไว้. คือว่าจะยิ้มอยู่ได้ แม้ในกลางกองเพลิง กลางกองไฟ จนกระทั่งดับจิตดวงสุดท้าย มันก็ยังยิ้มอยู่ได้นั่นเอง. เราจึงต้อง เตรียมตัวกันถึงขนาดนี้ เพื่อจะอยู่ในโลกอันเลวร้ายขึ้นทุกทีอย่างนี้. ทีนี้ เราจะถือเอาประโยชน์ในวงกว้าง ก็คือว่า เราจะมีชีวิตอยู่อย่าง สงบสุขตลอดเวลา จนกระทั่งวาระสุดท้าย : โลกจะเป็นอย่างไร สิ่งแวดล้อมเรา ในบ้านในเรือนในครอบครัวจะเป็นอย่างไร ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความแก่ ความเจ็บ ความตายจะมีมาอย่างไร เราก็ไม่มีความทุกข์ ; นี้เรียกว่าเป็นผลที่ ปรารถนาของพุทธบริษัท ตามหลักของพระพุทธศาสนา. ดังนั้นเราจึงขวนขวาย เพื่อให้มีความสามารถที่จะเป็นอย่างนี้ จึงนัด มาพบปะกันอย่างนี้ แล้วจัดการบรรยายชนิดนี้ขึ้นมา ; ไม่ใช่สักแต่เพียงว่า มัน เป็นธรรมเนียมของพุทธบริษัท ว่าให้ฟังธรรมกันบ่อยๆ หรือว่าใครขอร้องจึงจะทำ นี่ขอให้เข้าใจอย่างนี้ในข้อแรก ว่า ทำไมจึงได้จัดการบรรยายอย่างนี้ขึ้นมา.
น.36 พระพุทธเจ้าที่อยู่กับเราได้ตลอดเวลา ๗ ต่อไปก็จะพูดโดยหัวข้อว่า ทำไมเราจึงพูดถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ? ทำไมจึงพูดเรื่อง พระพุทธเจ้าที่จะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา นี้แหละเป็นเรื่องแรก. ทำไมจึงพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ? คำตอบมีมาก มากมาย และท่านทั้งหลายก็พอ จะเข้าใจได้ เว้นไว้แต่จะไม่เคยคิด เพราะไม่ชอบคิด ; และมักจะมีนิสัย มองข้าม ๆ ไปเสียหมด. ทำไมเราจึงต้องพูดเรื่องพระพุทธเจ้าที่จะอยู่กับเรา ตลอดเวลา. ข้อแรกขอให้ถือว่า มันเป็นเรื่องหญ้าปากคอก. คือทุกคนที่เป็น พุทธบริษัท จะรับสรณคมน์ รับศีล ตั้งร้อยครั้งพันครั้ง หรือหลายพันครั้ง มาแล้วก็ได้ สำหรับบางคนจะมีการกล่าวว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ อย่างนี้แหละ ร้อยครั้งพันครั้งหรือหลายพันครั้งมาแล้ว แต่กลัวว่ามัน จะเป็นนกแก้วนกขุนทอง ไม่มีประโยชน์อะไร เพียงแต่ปากว่า หรือว่าว่าไป อย่างงมงาย เหมา ๆ เอาว่า ได้ประโยชน์ ได้บุญ. ถ้าว่าผู้ใดต้องการจะให้คำว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นเรื่องจริงขึ้น มาแล้วเขาจะต้องสนใจ เรื่องพระพุทธเจ้า ชนิดที่จะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา, คือว่าสามารถทำให้พระพุทธเจ้าอยู่กับเราได้ตลอดเวลาจริง ๆ คำว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ นั้นจะเป็นความจริง. หรือถ้าใครจะเกิดมารับสรณคมน์ โดยไม่หวัง จะมีพระพุทธเจ้าชนิดนี้ แต่ปากว่าจะมีพระพุทธเจ้าชนิดนี้ คนนั้นเป็นคนบ้า (นี่ขอใช้คำหยาบคายหน่อย โสกโดกหน่อย) ว่ารับ พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ โดยไม่ หวังจะมีพระพุทธเจ้าชนิดนี้จริง ๆ คนนั้นเป็นคนบ้า. ที่นี้ถ้าว่า รับไปแล้ว ไม่พยายามทำให้เป็นจริงตามนั้น คนนั้นเป็นคนโกหก. ทั้งคนบ้าและคนโกหก นี่แหละ กลัวว่าจะมีมากอยู่แล้วในพุทธบริษัท คือรับสรณาคมน์แต่ปากบ้าง รับสรณคมน์แล้ว ไม่พยายามทำให้จริงตามนั้นบ้าง. ถ้าทำจริงและไม่ทำแต่ปาก
น.37 ก็ถือว่า ทำให้มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา ; นี่คนนี้ไม่บ้า คนนี้ ไม่โกหก คนนี้เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง. นี้ข้อแรก มันเป็นหญ้าปากคอกอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดกันถึงข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าที่แท้ จะอยู่กับเราได้อย่างไร ตลอดเวลา ให้เป็นที่เข้าใจ. ข้อถัดไป ก็อยากจะชี้ หรือแนะให้เห็นว่า คำว่า "คจฺฉามิ" ในบทว่า ‘พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" คจฺฉามิ นี้มันแปลว่า "ถึง" ก็ได้ แปลว่า "ถือ" ก็ได้. ถ้าเราปฏิญญาว่าเราถือหรือเราถึงพระพุทธเจ้า ก็ต้องหมายความว่า ถึงกัน ตลอดเวลา ไม่ใช่ถึงแต่ปาก; คือจิตใจต้องถึงพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้มันจึงจะเรียกว่า ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ. ถ้ารับให้แล้ว ๆ ไป มันก็ไม่ถึง มันถึงแต่ปากว่า. คำว่า "คจฺฉามิ" นี้แปลว่าถือก็ได้เหมือนกัน "ข้าพเจ้า ถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ" อย่างนี้ มันก็ต้องถือตลอดเวลา. คำว่า "ถือ" นี้ชัดเจนยิ่งกว่าคำว่า "ถึง" เพราะคำว่า "ถือ" มัน หมายความว่ามันถืออยู่ และมันก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลา. ถ้ารวมกันทั้งคำว่าถึง ทั้งคำว่าถือแล้ว มันก็ยิ่งเป็นการมีพระพุทธเจ้านั้นตลอดเวลา. คจฺฉามิ แปลว่า ถึง แปลว่า ถือ ทั้งสองอย่างนี้ต้องมีตลอดเวลา จึงจะเรียกว่าถึงหรือว่าถือ ฉะนั้น ขอให้พยายามรู้จักพระพุทธเจ้า ชนิดที่จะมีอยู่กับเราตลอดเวลา จึงจะเรียกว่าถึง หรือถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ. ข้อที่จะต้องนึกต่อไปอีก ก็คือข้อที่ว่า ถ้าเราปราศจากพระพุทธเจ้า ชนิดนี้แล้ว เราจะต้องเป็นทุกข์ไปหมดตลอดเวลาเหมือนกัน. เราจะเป็นทุกข์ ตลอดเวลา ถ้าเราไม่มีพระพุทธเจ้าชนิดที่ว่านี้. เราจะทำอะไรเราจะต้อง เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น หมายความว่าเราโง่ มีกิเลส ทำทุกอย่างเพราะอำนาจของ
น.38 พระพุทธเจ้าที่อยู่กับเราได้ตลอดเวลา ๙ กิเลส เราจะต้องเป็นทุกข์เพราะการทำงาน. แต่ถ้ามีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา เวลานั้น การทำงานนั้นจะไม่มีความทุกข์ คือว่าจิตใจมันจะไม่เป็นทุกข์ : เราจะได้อะไรมา ได้เงินได้ของได้อะไรมาก็ตาม ได้เกียรติได้สิ่งที่เขาอยากจะได้ กันนักนั้น เราจะต้องมีความทุกข์เพราะสิ่งที่เราได้นั้น ถ้าเราไม่มีพระพุทธเจ้า อยู่กับเรา. ถ้าเรามีจิตใจที่มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา เราได้อะไรมาก็ไม่เป็นทุกข์, นี่เราจะมีอะไรไว้ มีเงินฝากไว้ในธนาคารหรือไว้ที่ไหนก็ตามใจ ถ้าจิตใจของเรา ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่ด้วยแล้ว เราจะเป็นหมาเฝ้าทรัพย์นอนไม่หลับ เพราะมีเงิน แม้อยู่ในธนาคาร. นี่เรียกว่า มันมีอะไรก็เป็นทุกข์ เพราะมีไม่เป็น เพราะไม่มี พระพุทธเจ้าช่วย. เราจะแสวงหาอะไรต่อไปอีก มันก็มีความทุกข์เพราะเหตุนั้น. แม้ที่สุดแค่ เราจะกินอะไรเข้าไป มันก็จะกินด้วยกิเลส แล้วก็มีความทุกข์เพราะ การกินนั้น. นี่เรียกว่า ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจเราตลอดเวลา จะกินอะไรเข้าไป ก็จะต้องมีความทุกข์ เพราะการกินนั้น. กินข้าวกินปลา กินอะไรเป็นประจำวัน นี้ยังมีความทุกข์ได้ เพราะว่าจิตมันไม่ปกติ. ถ้าเรามีธรรมะ จิตใจปกติ กินอะไร ก็กินอย่างถูกต้อง ทั้งทางสิ่งของ ทั้งทางจิตใจ ทั้งทางสติสัมปชัญญะ มันก็เลย ไม่มีทุกข์. ทีนี้อยากจะพูดว่า ถ้าเราไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัวเราแล้ว แม้ เราจะพักผ่อน ก็จะมีความทุกข์เพราะการพักผ่อนนั้นแหละ. คนเราแสวงหา การพักผ่อน ไปเที่ยวเล่น ไปเที่ยวหาความสนุกสนานเพลิดเพลินก็มี. พักผ่อน ชนิดนั้น มันก็ไม่มีความสงบสุขเกิดขึ้นมาได้ เว้นไว้แต่จะมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีธรรมะอยู่ในใจ ไปนั่งที่ชายทะเลพักผ่อน มันก็มีความสุข ; จะนอนอยู่ในห้อง ในบ้านก็ยังมีความสุข. แต่ถ้าปราศจากพระพุทธเจ้าชนิดนี้อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
น.39 แม้จะนอนพักผ่อนอยู่ก็เป็นทุกข์. เพราะมันนอนคิดไปในทำนองที่เป็นเรื่อง ของความไม่รู้จักมีที่สิ้นสุด ของความเห็นแก่ตัว ความวิตกกังวล ความอะไร ก็ตาม แม้นอนหลับก็ฝันร้าย. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า แม้พักผ่อนก็ยังมีความทุกข์ เพราะการพักผ่อนนั้น. นี่คือโทษของการที่ไม่รู้จักมีพระพุทธเจ้าให้อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วก็มี ความทุกข์ไปหมด ไม่ว่าจะทำอะไร จะได้อะไร จะมีอะไร จะแสวงหาอะไร จะกินอะไร กระทั่งความพักผ่อน เป็นความทุกข์ไปหมด. จริงหรือไม่จริง ขอให้ไปคิดดู. อาตมากล้าท้าว่า นี้เป็นความจริง เท่าที่สังเกตมา และเป็น ความจริงตามที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้. นี่เรียกว่าไม่ใช่ อาตมาเห็นคนเดียว หรือเข้าใจคนเดียว แม้พระพุทธเจ้าก็ได้สอนอย่างนี้ และได้พยายามสังเกต ศึกษาทดลองดู มันก็เป็นอย่างนี้ ฉะนั้นจึงได้เอามาบอกเล่า แก่เพื่อนเกิดแก่ เจ็บตายทั้งหลายด้วยกัน ก็ขอให้สนใจ ที่จะมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัวจนตลอด เวลา ก็เพราะเหตุผลอย่างนี้. หัวข้อถัดไปที่จะพูดก็คือ ปัญหาที่ว่า พระพุทธเจ้าชนิดไหน ที่จะ สามารถอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ตรงนี้เราต้องวินิจฉัย หรือวิพากษ์วิจารณ์กัน มากหน่อย จะง่วงนอนก็ตามใจ. จะตั้งปัญหาขึ้นว่า พระพุทธเจ้าคืออะไร หรือคือใคร ; พังดูให้ดีว่าอาตมากำลังตั้งคำถามว่า พระพุทธเจ้าคืออะไร และ คือใคร : คือใครนั้นหมายความว่า เป็นบุคคลชนิดไหน, ส่วนคืออะไรนั้น มันไม่ใช่บุคคล มันเป็นวัตถุหรืออะไรก็ได้, จะขยายคำถามให้กว้างออกไปว่า พระพุทธเจ้านี่เป็นคน หรือว่าเป็นเทวดา หรือเป็นผี เป็นวิญญาณ หรือเป็น วัตถุอะไรเหล่านี้ ทุกอย่างเท่าที่กำลังมีกันอยู่ หรือถือกันอยู่. บางคนถือ พระพุทธเจ้าชนิดที่เป็นคน บางทีถือพระพุทธเจ้าชนิดที่เป็นผี เซ่นไหว้คล้ายกับ
น.40 เซ่นผี บางคนก็ถือพระพุทธเจ้าที่เป็นวัตถุ แขวนไว้ที่คอเท่านั้นเอง ฉะนั้น เราจึงต้องดูกันให้ละเอียดว่า พระพุทธเจ้าคืออะไร คือใคร. ถ้าพูดกันตามหลักธรรมะ สำหรับศึกษาเล่าเรียนกันในหมู่นักธรรมะนี่ ก็แบ่งได้เป็นพวกๆ คือเมื่อพูดอย่างบุคคลาธิษฐาน คือยกเอาบุคคลขึ้นมาเป็นหลัก เราก็กล่าวได้ว่าพระพุทธเจ้านี้ เป็นบุคคลคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก ที่มี ความสำคัญอยู่ในประวัติศาสตร์ของโลก หรือว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลคนหนึ่ง ที่มีอยู่ในประวัติของพุทธบริษัท. พระพุทธเจ้าในแง่นี้ ทุกคนรู้จัก แต่พวกฝรั่ง รู้จักดีกว่าพวกเราเสียอีก ถ้าพูดกันถึงว่าพระพุทธเจ้าในแง่ของบุคคลในประวัติ ศาสตร์ เพราะเขาค้นคว้ามาก เรื่องเกี่ยวกับประเทศอินเดีย เรื่องทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในประเทศอินเดีย. ฉะนั้นไปอ่านหนังสือที่ฝรั่งเขียน จะรู้จักพระพุทธเจ้าในฐานะเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ของโลกคนหนึ่ง ; นี่ถ้าว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลคนหนึ่งในประวัติของพุทธบริษัท ก็ไปอ่านจากหนังสือ พุทธประวัติก็แล้วกัน ไม่สามารถจะนำเอามาบรรยายกันในที่นี้ ไม่จำเป็นด้วย เสียเวลาเปล่า ๆ สรุปความว่าโดยบุคคลาธิษฐาน พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลคนหนึ่ง ที่ ได้เกิดขึ้นมาแล้วในโลก มีเหตุการณ์เกี่ยวกับท่านอย่างนั้น ๆๆๆ ตามที่นัก ประวัติศาสตร์เขียนไว้ และว่าได้เป็นบุคคลคนหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นพระศาสดา ตามที่ บันทึกอยู่ในตำนานของพุทธบริษัท ที่เรียกว่าพุทธประวัติ ซึ่งเราก็ศึกษาเล่าเรียน เรียนจนตายก็ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ; นี่ขอบอกไว้อย่างนี้ก่อน. จะรู้จักสักแต่ว่า บุคคลคนหนึ่งในพุทธประวัติเท่านั้น ไม่สามารถจะถึงพระพุทธเจ้าได้; โดย บุคคลาธิษฐาน เรามีพระพุทธเจ้ากันแต่เพียงเท่านี้.
น.41 ถัดไปก็คือ โดยธรรมาธิษฐาน นี้ไม่พูดถึงบุคคล ไม่เกี่ยวกับบุคคล แต่เกี่ยวกับบุคคลิกภาพ หรือคุณสมบัติหรือคุณลักษณะอะไรของบุคคล. ที่ต้อง พูดอย่างธรรมาธิษฐาน ก็เพื่อว่าจะได้รู้จักถูกต้องแท้จริงยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะว่า ถ้าเอาบุคคล เอาเนื้อหนังเป็นเกณฑ์ พระพุทธเจ้าก็ไม่ค่อยต่างอะไรกับเรา. พระพุทธเจ้ามีเนื้อหนัง ร่างกาย กระดูก มีดินน้ำลมไฟ มีอะไรเหมือนกับคน ทั่ว ๆไป แล้วก็มีรูปร่างเหมือนคนทั่วไป จนคนไม่รู้จักพระพุทธเจ้า. ประเทศ อินเดียในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ มีคนค่าพระพุทธเจ้า และไม่รู้จักเป็นส่วนมาก เพราะท่านมีรูปร่างเหมือนกับคนทั่วไป; และมีว่าแม้นั่งกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ พระพุทธเจ้านั่งอยู่ตรงกลาง ก็ยังมีเรื่องราวบันทึกไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง ไม่รู้ว่าองค์ไหนเป็นพระพุทธเจ้า เพราะว่าท่านเหมือนกันกับคนธรรมดา ฉะนั้นจะเอาความเป็นพระพุทธเจ้ากันที่บุคคล รูปร่าง ร่างกายนั้นไม่ได้ จะต้อง เอาส่วนที่ลึกไปกว่านั้น ; ส่วนนี้เขาเรียกว่า ธรรมาธิษฐาน คือบุคคลิกภาพ หรือคุณสมบัติ หรือความสามารถ หรืออะไรก็ตาม. ระดับแรกที่สุด เราจะดูกันที่จิตใจ สติปัญญา หรือความสามารถของ จิตใจนั้น ๆ โดยถือหลักว่า พระพุทธเจ้าองค์จริงนั้น อยู่ที่จิตใจของท่าน ไม่ได้อยู่ที่ ร่างกายของท่าน. เมื่อเอาจิตใจ เอาสติปัญญา เอาความสามารถเป็นหลักแล้ว คำว่าพระพุทธเจ้านี้ ต้องแบ่งเป็นหลาย ๆ ชั้น. หลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังว่า แบ่งได้เป็นหลายชั้น. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ด้วย พระองค์เอง ครบถ้วนถูกต้องมีความสามารถถึงที่สุด ปลุกคนอื่นให้ตื่นได้ นี่เรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. จิตใจหรือสติปัญญา หรือความสามารถ ถึงขนาดนี้เรียกว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า". ถ้าไม่ถึงขนาดนี้ ตื่นแต่ลำพังตัว ผู้เดียว และไม่สามารถปลุกผู้อื่น อย่างนี้เขาเรียกว่า "พระปัจเจกพระพุทธเจ้า" สิ้นกิเลสเฉพาะตนด้วยตนเอง แต่ว่าในวงแคบ ไม่สามารถจะปลุกคนอื่น.
น.42 ระดับที่ ๒ ยังเลยไปถึงว่า ผู้ที่พลอยรู้หรือพลอยตื่นตามพระพุทธเจ้า คือพระอรหันตสาวกทั้งหลาย หรือพระอริยเจ้าที่รอง ๆ ลงมา อย่างนี้เรียกว่า พระพุทธเจ้าผู้รู้ตาม หรือ "อนุพุทธเจ้า" หมายความว่ารู้ตามพระพุทธเจ้า แต่แล้วสามารถปลุกผู้อื่นได้บ้างก็มี ไม่สามารถปลุกผู้อื่นเสียเลยก็มี นี้ในบรรดา พวกอนุพุทธเจ้า. ระดับสุดท้าย เรียกว่า "สุตพุทธะ" แปลว่า เป็นพุทธะ เพราะการ ศึกษาเล่าเรียนเป็นพหูสูต หรือสุตพุทธะ จัดไว้ในพวกพุทธะ หรือพุทธเจ้า ด้วยเหมือนกัน แต่เป็นอย่างต่ำมาก คือไม่เป็นพระอริยบุคคล. สุตพุทธะนี้ ตื่นแต่ตัวหนังสือ จะปลุกคนอื่นได้ก็ปลุกได้แต่ตัวหนังสือ หรือคำพูด ไม่ถึงขนาด ที่เรียกว่า ทำกิเลสให้หมด แล้วช่วยผู้อื่นทำกิเลสให้หมด. เมื่อเป็นดังนี้ ความหมายสำคัญมันอยู่ตรงที่คำว่า "ตื่น" ตื่นจากหลับ แล้วก็ปลุกผู้อื่นหรือไม่. ฉะนั้นจึงมีพระพุทธเจ้าต่าง ๆ กัน : เหมือนอย่างที่ กล่าวมาแล้วว่า : - ตื่นด้วยลำพังตนเอง รอบรู้ไปหมด เบิกบานไปด้วย แล้วก็ปลุก ผู้อื่นได้ด้วย : - ตื่นอย่างในวงจำกัดเฉพาะตัว ปลุกคนอื่นไม่ได้ ; แล้วก็มาถึง พวกที่ไม่สามารถจะตื่นเอง ต้องถูกปลุกแล้วจึงตื่น ตื่นแล้วก็ปลุกคนอื่น ได้บ้าง ก็มี ไม่ได้ก็มี ; - แล้วระดับสุดท้ายอย่างต่ำที่สุดก็คือ ตื่นแต่ตัวหนังสือ ปลุกผู้อื่น แต่ตัวหนังสือ. เราสมัยนี้ โดยมากก็เป็นกันอย่างนี้ คือเรียนแต่หนังสือ แล้ว ก็สอนกันแต่ทางหนังสือ ไม่สอนกันถึงขนาดที่เป็นการปฏิบัติ ที่จะทำกิเลสให้ หมดไป. นี่คือพระพุทธเจ้าที่ถ้าเอา จิต สติปัญญา ความสามารถ มาเป็นหลักแล้ว มันก็มีอยู่อย่างนี้ หลายชนิดเหมือนกัน. ถ้าว่าเราจะเอาคุณธรรม หรือภูมิธรรมในจิตใจเป็นหลัก ให้มัน ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก เราจะต้องนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า คุณ หรือคุณสมบัติ หรือภูมิธรรม
น.43 หรืออะไรทำนองนั้นของท่าน. สิ่งที่เรียกว่า "คุณธรรม" นี่เรียกว่าบริสุทธิคุณ ปัญญาคุณ และสันติคุณ อะไรทำนองนี้ เป็นภาษาบาลีจำลำบาก แปลเป็น ภาษาไทยคือ ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ; ฝากไว้ด้วยตัวหนังสือ ๓ ส. คือตัว ส. เสือ ๓ ตัว สะอาด, สว่าง, สงบ, นั่นคือคุณของพระพุทธเจ้า. สะอาด ก็คือไม่สกปรก ไม่มีความลับ ไม่มีความชั่ว, สว่าง ก็คือรู้แจ้งสว่างไสว ไม่มีมืดด้วยอวิชชา, สงบ ก็คือไม่มีทุกข์ ไม่มีร้อน เย็นเป็นนิพพาน. ขอให้ กำหนดให้ดีว่า สะอาด สว่าง สงบ ๓ อย่างนี้ เป็นเครื่องวัดความเป็นพระพุทธเจ้า ; แต่มันยังดีอยู่ที่ว่าคุณธรรมชนิดนี้ มันมีได้แก่คนทุกคนตามมากตามน้อย (พั่งดูให้ดีว่า ตามมากตามน้อย) แม้พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ บางเวลาก็มีความ สะอาด สว่าง สงบ ตามมากตามน้อย ขอให้กำหนดข้อนี้ให้ดี เดี๋ยวจะพูดอีก ; เพราะว่าพระพุทธเจ้าที่แท้จริง จะอยู่ที่ตรงนี้. พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความสะอาด สว่าง สงบ สูงสุดเด็ดขาดเหมือน พระอรหันต์ทั่วไป ที่นี้พระอริยเจ้าที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็มีสะอาด สว่าง สงบ อยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งมากเหมือนกัน. ส่วนเราปุถุชนคนธรรมดา ก็มีความ สะอาด สว่าง สงบ บ้างในบางระดับและบางคราว ; แต่แล้วมันก็เป็นความ สะอาด สว่าง สงบ เหมือนกัน. เอาคุณธรรมหรือเอาภูมิธรรมในใจเป็นหลัก แล้วที่อาจจะมีได้ทุกคนก็คือของ ๓ สิ่งนี้. ขอให้สนใจสิ่งทั้ง ๓ นี้ ในฐานะ เป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง และประเดี๋ยวเราจะได้พูดกันให้ละเอียด. ข้อถัดไปอีก ก็อยากจะชี้แนะระบุตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านระบุไว้ คือให้ดูไปที่ ธรรมหรือพระธรรมที่ทำความเป็นพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เองว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม" โย ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสติ อย่างนี้เป็นต้น ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่มีหวังจะเห็นเรา ; แม้ว่าผู้นั้นจะคอยจับมุมจีวรของเรา
น.44 ถืออยู่ไม่ยอมปล่อย. ลองคิดดูว่า คนที่สามารถจะไปจับแข้งจับขา เกาะจีวร ของพระพุทธเจ้าไว้ ไม่ยอมปล่อย แต่พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า เขาไม่เห็นเรา ; เพราะว่าเขาไม่เห็นธรรม. ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม. ฉะนั้น เราที่ว่าจะมีพระพุทธเจ้า หรือจะถึงพระพุทธเจ้า จะถือพระพุทธเจ้านั้น ต้องเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง และที่เราอาจจะถึงได้จริง มันจึงต้องนึกถึงพระพุทธเจ้าชนิดนี้ คือที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา." ทีนี้มันมีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ผู้ใดจะเห็นธรรมนั้น มันไม่มีหนทาง อื่น นอกจากว่าผู้นั้นจะต้องมีธรรมนั้น อยู่ในจิตใจของตัวเอง. เพราะว่า ธรรมะนี้ไปเห็นที่อื่นไม่ได้, เห็นจากหนังสือ เห็นจากอะไร ก็ไม่ได้ทั้งนั้น ; จะเห็นได้ด้วยดวงตาภายใน โดยประจักษ์ต่อธรรมที่มีอยู่ในจิตใจของเรา. ฉะนั้น เมื่อใดดวงใจของเรามีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ในใจ แล้วใจก็มองเห็นสิ่งนั้น โดยประจักษ์ชัด นั่นแหละคือเห็นธรรม. เห็นธรรมชนิดนั้นแหละคือเห็น พระตถาคต. ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม. จะเป็นธรรมได้อย่างไร เมื่อไร เพียงไร ก็เฉพาะ ต่อเมื่อผู้นั้นมีธรรมะอยู่ในใจของตน อย่างนั้น เท่านั้น เมื่อนั้น ; และนั่นคือ การถึงพระพุทธเจ้าจริง ถือพระพุทธเจ้าจริง แล้วจะรวม พระธรรม พระสงฆ์ อะไรไว้ด้วยหมดเสร็จ เมื่อเป็นดังนี้ ความหมายอันสำคัญ มันก็มารวมอยู่ ที่คำพูดเพียงคำเดียวว่า "ธรรม", หรือพระธรรม ในภาษาไทย, หรือธรรม ธรรมะเฉย ๆ ในภาษาเดิม คือภาษาบาลี. สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นี้ มันกว้างขวาง คือมันหมายถึงทุกสิ่ง. เพราะฉะนั้น เราเอามาพูดกันให้หมดโดยรายละเอียดไม่ได้ พูดกันได้แต่เพียง หัวข้อว่า ธรรมในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ, ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ก็เรียกว่า "ธรรม"
น.45 เหมือนกัน ; แล้วก็ธรรมในฐานะที่เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ตัวกฎนั้นแหละ เป็นตัว "ธรรม." หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ หน้าที่อันนี้ก็เรียกว่า "ธรรม" ถ้ามีผลเกิดขึ้นมาจากการปฏิบัตินั้น ผลอัน นั้นแหละ ก็เรียกว่า "ธรรม." คำว่า "ธรรม" มันกว้างขวางอย่างนี้ แปลว่าไม่ยกเว้นอะไร จึงต้องพูดว่า ธรรมดี ธรรมชั่ว ธรรมอย่างต่ำ ธรรม อย่างสูง ธรรมมีรูปร่าง ธรรมไม่มีรูปร่าง ธรรมที่ไม่กล่าวว่าเป็นอะไรเสียได้เลย ก็มี เรียกว่า "ธรรม". ถ้าจะถือธรรมอย่างถือพระเจ้าก็ได้ ธรรมนั่นแหละ คือพระเจ้า. เรื่อง พระเจ้านี้เป็นของพวกที่เขาอยากจะมีตัวบุคคลใกล้ชิดคุ้มครองเหมือนพระพุทธเจ้า เหมือนกัน แต่เขาเรียกว่า "พระเจ้า" ; แล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าพระเจ้าผู้สร้าง, พระเจ้าผู้ควบคุมอยู่ และพระเจ้าผู้ทำลายล้าง. พระเจ้าในศาสนาไหน ก็มีอาการ อย่างนี้ทั้งนั้น คือว่าสร้างอะไรขึ้นมา สร้างโลกขึ้นมา สร้างคนขึ้นมา สร้างทุกอย่าง ขึ้นมานี้ ก็เรียกว่าพระเจ้าองค์หนึ่ง คือพระเจ้าผู้สร้าง หรือส่วนหนึ่งของพระเจ้า องค์หนึ่งก็ได้. ส่วนที่สองพระเจ้าควบคุมโลกให้เป็นไป อย่างนี้เช่นว่า โลกนี้จะต้องมีอยู่อย่างนี้ เหมือนที่เราเห็น มีดิน มีน้ำ ลม ไฟ มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มีการหมุนเวียนของจักรวาล แล้วก็มีการทำดี ทำชั่ว แล้วก็เป็นไป ตามความดีความชั่ว นี่ก็เรียกว่าพระเจ้าผู้ควบคุม ; หรือว่าลงโทษคนทำผิด ให้รางวัลคนทำถูกเป็นกฎ จะเรียกว่าพระเจ้าก็ได้ จะเรียกว่าธรรมชาติก็ได้. แล้วพระเจ้าผู้ทำลายโลก ก็หมายความว่า พอสั้นยุคสั้นสมัยแล้ว โลกนี้ก็ต้องทำลาย หรือถูกยุบลง ด้วยน้ำมือของพระเจ้า จะเรียกว่าธรรมชาติก็ได้ เรียกว่ากฎ ธรรมชาติก็ได้ หรือจะเรียกว่าพระเจ้าก็ได้ แต่ต้องเข้าใจความหมายให้ถูกต้อง.
น.46 สำหรับพุทธบริษัทเรา ก็มีธรรมนี่แหละเป็นพระเจ้า : ธรรมนี้บันดาล ให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น ธรรมนี่แหละควบคุมสิ่งต่าง ๆ อยู่ เช่นกฎของกรรมควบคุม ความดีความชั่ว ; แล้วก็กฎของสังขาร ที่ทำให้เกิดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ในที่สุด มันก็ดับไป ; นี้ก็คือธรรมอีกเหมือนกัน. ธรรมในฐานะที่เป็นพระเจ้า ทุก ความหมาย แต่เราไม่เรียกว่าพระเจ้า เราเรียกว่าธรรม, คำว่าธรรม แปลว่า ธรรมชาติ ขอให้เข้าใจกันไว้ด้วย เข้าใจกันเดี๋ยวนี้ก็ได้ว่า คำว่า "ธรรม" นั้น ตามธรรมดาแปลว่าธรรมชาติ คือตัวธรรมชาติทั้งหมด เรียกว่า ธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ มีอยู่ในธรรมชาตินั้น ก็เรียกว่าธรรมชาติ, หน้าที่ที่เราจะต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ก็เรียกว่าธรรมชาติ, ผลเกิดขึ้นมาก็เรียกว่า ธรรมชาติ. พุทธบริษัทไม่มีคำว่าพระเจ้า แต่มีคำว่า "ธรรมชาติ" หรือ "ธรรม" สั้น ๆ นี้แทน. เราต้องถือ "ธรรม" นี้เหมือนกับพวกอื่นถือพระเจ้า แล้ว เรื่องมันก็เหมือนกัน เพราะต้องปฏิบัติให้ดีให้ถูกเหมือนกันทั้งนั้น เราต้องเห็น ธรรมชนิดนี้ จึงจะเรียกว่าเห็นพระพุทธเจ้า ให้สมตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม. เราต้องเห็น ธรรมชนิดนี้ และมีธรรมที่เป็นหน้าที่ที่ถูกต้องอยู่ในตัว จึงจะเรียกว่ามี พระพุทธเจ้าอยู่ในตัว และก็เห็นพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในตัว. นี่แหละ ๓ อย่างนี้เรียกว่า เป็นพระพุทธเจ้าโดยธรรมาธิษฐาน : เอาจิตเอาสติปัญญาความสามารถนั้น เป็นพระพุทธเจ้านี้อย่างหนึ่ง; เอาคุณธรรม หรือภูมิธรรม คุณสมบัติทางธรรมนี้ เป็นพระพุทธเจ้า นี้ก็อย่างหนึ่ง ; แล้วก็เอา ธรรมนั่นเองเป็นพระพุทธเจ้า เรียกกันสั้น ๆ นี้ก็อย่างหนึ่ง ; ล้วนแต่เป็นธรรมา ธิษฐาน คือไม่มองไปที่ตัวบุคคล แต่มองไปที่ตัวนามธรรมที่มีในบุคคล. นี้เรียกว่า เป็นพระพุทธเจ้าอย่างธรรมาธิษฐาน.
น.47 พระพุทธเจ้าอย่างสุดท้ายอย่างที่สามนี้แหละจะระบุลงไปว่า : พระ พุทธเจ้าที่เป็นเพียงคำพูดหรือเป็นวัตถุ. พระพุทธเจ้าที่เป็นเพียงคำพูดสำหรับ คนพูดกันเท่านั้น ในภาษาพูด ; เป็นเพียงคำพูดคำหนึ่งในภาษาพูดของมนุษย์ จำนวนมาก อย่างที่เราพูดกันว่า มีพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์, มีพระพุทธเจ้า เท่านั้น ๑๐๐ พระองค์, มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น ๑๐๐๐ พระองค์ ๑๐๐๐๐ พระองค์ ; ในหมื่นโลกธาตุเต็มไปด้วยพระพุทธเจ้า มีทั้งในอดีต มีทั้งในปัจจุบัน มีทั้ง ในอนาคต. คำว่า "พระพุทธเจ้า" อย่างนี้ เป็นเพียงคำพูดในภาษาพูด ของมนุษย์ตามธรรมดา ; เป็นคำพูดคำหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีความหมายอะไร สำหรับเพียงแต่จะบันทึกเรื่องราวหรือคำพูด. พระพุทธเจ้าหรือพุทธบุคคลนั้น มีมากจนนับจำนวนไม่ไหว ถ้าเอาทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต และในหมื่นโลกธาตุ ในทุกๆ จักรวาล ; อย่างนี้เรียกพระพุทธเจ้าเพียงแต่คำพูด ในฐานะที่เป็นคำหนึ่ง ในภาษาของมนุษย์. ทีนี้ ก็มีพระพุทธเจ้าที่เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ นี้เราไม่ได้ตั้งใจจะกระแนะ กระแหน กระทบกระทั่งผู้ใด เอามาพูดเพื่อการศึกษาแท้ ๆ : พระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ยกตัวอย่างอันแรกที่สุดก็คือ พระพุทธรูป. มีคน จำนวนมาก โดยมากเป็นคนโง่ เป็นเด็ก ๆ เข้าใจเพียงขั้นแรกขั้นต้นว่าพระพุทธรูป ในโบสถ์นั้น คือพระพุทธเจ้า ; มีวิญญาณสิงอยู่ในนั้น. เขาว่าอย่างนั้น ว่ามีวิญญาณของพระพุทธเจ้าสิ่งอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงอ้อนวอน หรือ เซ่นสรวงพระพุทธเจ้าในลักษณะนั้น คือทำแก่พระพุทธรูปนั้น. พระพุทธรูปที่สวนโมกข์แห่งเก่า ที่พุมเรียงนั้น มีคนไปไหว้บูชา บวงสรวง อ้อนวอนขอให้มีลูก คนที่อายุมาก แล้วไม่มีลูก ก็ไปขอร้องบวงสรวง
น.48 บูชาว่า ให้มีลูก แล้วปรากฏว่า ในหลาย ๆ คน ที่ไปขอลูกนั้น มีคนได้ลูกจริง เหมือนกัน, ก็เลยเชื่อว่าพระพุทธรูปนั้นมีผีสิงมีพระพุทธเจ้าสิงอยู่. พระพุทธรูป นั้นก็เลยกลายเป็นพระพุทธเจ้าไป. ที่นี้ ถัดมาจากพระพุทธรูปใหญ่ ๆ ก็คือ พระพุทธรูปเล็ก ๆ ที่แขวนคอคนอยู่ ก็มีคนเชื่อว่า ในนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเป็นพระพุทธเจ้าคุ้มครองอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มี, ให้ลาภอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มี. พระเครื่องนั้นก็กลายเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็มีวิญญาณอะไรศักดิ์สิทธิ์สิง เหมือนกัน. ถ้าไม่มี ก็ทำพิธีปลุกเสกให้มันมีขึ้นมา เอาพระพุทธรูปที่ห้อยคอนั้น เป็นพระพุทธเจ้า. ถัดไปอีกก็คือ พระธาตุ พระสารีริกธาตุ. ที่เรียกว่าพระสารีริกธาตุนี้ โดยตัวหนังสือก็คือ กระดูกของพระพุทธเจ้าที่เผาไฟแล้ว. ถ้าเป็นอย่างใน ประเทศอินเดีย ที่เขาขุดพบกันขึ้นมาโดยมาก แล้วเป็นขี้เถ้าของกระดูก กระดูก จริงๆ ถ้าเป็นในเมืองไทยเรา มันเป็นเม็ดไข่มุกเล็ก ๆ สวย ๆ ประหลาด ๆ ดูไม่ออกว่าเป็นกระดูก. แต่รวมกันแล้วก็เรียกว่า เป็นกระดูก ; แต่ต้องเป็น กระดูกที่มีปาฏิหาริย์. พระสารีริกธาตุเล็ก ๆ เม็ดเหมือนไข่มุกเล็ก ๆ นี้ มีปาฏิหาริย์ อย่างนั้น อย่างนี้ เล่ากันไม่ไหว. อาตมาเคยได้ยินเขาเล่าให้ฟัง, คนที่ เชื่อว่าเป็นคนจริงไม่โกหก เคยเล่าให้ฟัง ก็เลยงง ไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่รวมความว่าต้องเป็นพระธาตุที่มีปาฏิหาริย์ ทำปาฏิหาริย์ได้ในนั้น จึงจะมีความ เป็นพระพุทธเจ้า. พระธาตุ หรือพระสารีริกธาตุ ก็เลยกลายเป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมา เพราะเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าสิงอยู่ในนั้น. จะเป็นพระพุทธรูปในโบสถ์ใหญ่ ๆ ก็ดี จะเป็นพุทธรูปห้อยคอก็ดี พระสารีริกธาตุในตลับก็ดี เรียกว่าพระพุทธเจ้า. อย่างนี้เราเรียกว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์ นั่นเป็นพระพุทธเจ้า.
น.49 พระพุทธเจ้าในลักษณะวิญญาณหรือผี อันนี้ไม่เล็งถึงตัววัตถุ แต่เล็ง ถึงตัววิญญาณที่มาสิงอยู่ในวัตถุ. บางพวกเขาเชื่อหรือเขาถือปฏิบัติกันอยู่ คือ เชิญวิญญาณพระพุทธเจ้ามาในที่ประชุม วันนั้นวันนี้ นัดพร้อมกันเชิญพระพุทธเจ้า มาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ. นี่แหละถามเข้าก็คงตอบไม่ถูกว่า เชิญมาจากไหน. ถ้าจะตอบว่าเชิญมาจากดาวดึงส์ ก็น่าหัวเราะเต็มที่. ถ้าเชิญมาจากเมือง นิพพาน มันก็ฟังไม่รู้เรื่อง. เอาละ ก็เป็นอันว่า เขาเชิญพระพุทธเจ้ามาให้เห็นได้ ในวันนั้นวันนี้ ที่นั่นที่นี่. นี้พระพุทธเจ้าอย่างนี้ ก็เป็นวิญญาณหรือผีก็ยังมี อยู่ชนิดหนึ่ง. แล้วยังมีพระพุทธเจ้าที่เป็น วิญญาณอยู่ในวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูป แล้วเลือกของเซ่นเสียด้วย : พระพุทธรูปบางองค์ชอบ แต่เพียงไข่ต้มกับปลาร้าเท่านั้น อย่างอื่นไม่เอา. นี่พระพุทธเจ้าอย่างนี้ก็ยังมี ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผีหรือวิญญาณชนิดหนึ่ง รวมทั้งพระพุทธเจ้าที่รับช่วยคนที่มา ขอให้มีลูก ทำคนไม่มีลูกให้มีลูกได้ อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องถือว่าเป็นพระพุทธเจ้า ที่เป็นวิญญาณหรือผี ที่ศักดิ์สิทธิ์อะไรอย่างหนึ่ง. ทีนี้เราจะเอาพระพุทธเจ้าไหน มาเป็นพระพุทธเจ้า ชนิดที่จะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ?. ขอให้ทุกคนตั้งปัญหาถามตัวเองว่า เราจะเอาพระพุทธเจ้าชนิดไหน มาเป็นพระพุทธเจ้าที่จะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ?. ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้ากล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน ท่านก็เป็น บุคคลคนหนึ่งที่เดินอยู่ในประเทศอินเดีย ๒๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว นี่เป็นอย่างบุคคล ในประวัติศาสตร์ หรือในตำนาน เราจะเอามาอยู่กับเราตลอดเวลาได้อย่างไร. ถ้ากล่าวอย่างธรรมาธิษฐาน ก็คือจิต หรือสติปัญญา ความสามารถ หรือคุณธรรมภูมิธรรม หรือว่าสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่นแหละ คือพระพุทธเจ้า ; นี่มีอยู่ต่างกัน ให้เลือกได้หลาย ๆ อย่าง แล้วในนี้แหละมีบางอย่างที่เราจะเอามา
น.50 อยู่กับเราได้ตลอดเวลา. ส่วนพระพุทธเจ้าที่เป็นเพียงชื่อหรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่ไหว อาตมาขอบอกว่าไม่ต้องสนใจก็ได้ และไม่ สามารถจะทำให้อยู่กับเราตลอดเวลา ; ยิ่งชอบฉันแต่ไข่กับปลาร้าอย่างนี้ด้วยแล้ว ยิ่งทำไม่ได้ ; ขอให้ถือว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน ว่าจะมีพระพุทธเจ้าชนิดไหนที่จะ อยู่กับเราได้ตลอดเวลา ?. ทีนี้ เราจะลองนึกให้อย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ก็ลองนึกต่อไปถึงว่า พระ พุทธเจ้าประเภทวัตถุ เช่นพระพุทธรูปในโบสถ์ พระเครื่องที่ห้อยคอ หรือ พระสารีริกธาตุในตลับ ; พระพุทธเจ้าเหล่านี้ จะมีประโยชน์แก่เราอย่างไรบ้าง ? และสูงสุดเพียงเท่าไร ? ขอให้ถือว่าพระพุทธรูป หรือพระเครื่อง หรือพระอะไร ก็ตาม นี้เป็นวัตถุก็จริง แต่ว่าเป็นเครื่องช่วยให้เราเกิดความรู้สึกคิดนึกที่ดี ช่วยให้เราเกิดกำลังใจที่เข้มแข็ง ที่จะเอาจริงต่อพระธรรม. ถ้าถือกันอย่างนี้ ก็ยังมีประโยชน์ พระเครื่องที่แขวนคอนั่นแหละ ถ้ารู้จักถือเอาประโยชน์ ก็มี ประโยชน์เหมือนกัน : ควบคุมความคิดนึกอย่าให้เขวไปในทางต่ำทางชั่ว ให้มี สมาธิเข้มแข็ง แล้วก็ถือเอาประโยชน์จากจิตที่ดีนั้นแหละ เป็นประโยชน์ หรือทำ ประโยชน์ต่อไป ไม่เสียหลาย. แต่ถ้าว่าถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ ใช้กันอย่างของศักดิ์สิทธิ์ อย่างนี้แล้ว มันก็จะเป็นเรื่องที่น่าสงสาร และไม่เป็นพุทธบริษัท. นี้จะสรุปความว่า พระพุทธเจ้าที่เป็นวัตถุ เป็นวัตถุ แท้ ๆ ก็ยังมีประโยชน์ ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ ; แต่ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าชนิดที่เป็น ธรรมนั้น เป็นพระพุทธเจ้าตัวจริง และมีประโยชน์อย่างยิ่งและถึงที่สุดได้ ; และที่ดีที่สุด ก็คือว่าอาจจะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา และอยู่ในใจของเราด้วย. พระพุทธรูปใหญ่ ๆ ก็อยู่ที่โบสถ์ อยู่ที่วัด ไม่มาอยู่กับเรา, พระเครื่องที่แขวนคอ อย่างดีมันก็อยู่ที่คอ ไม่อยู่ในใจของเรา, แต่ถ้าพระพุทธเจ้าคือพระธรรมแล้ว อยู่ในใจของเรา. ขอให้สังเกตความแตกต่างกันอย่างนี้ไว้ก่อน. นี้เป็นข้อ
น.51 ที่บอกให้ทราบว่า พระพุทธเจ้าคือใคร หรือคืออะไร, ที่จะอยู่กับเราได้ตลอด เวลานั้น ต้องเป็นชนิดไหน. หัวข้อต่อไปก็อยากจะพูดว่า เมื่อไรจะเรียกได้ว่า พระพุทธเจ้า อยู่กับเรา เราจะตั้งหัวข้อว่า เมื่อไรพระพุทธเจ้าอยู่กับเราบางเวลา และ เมื่อไรพระพุทธเจ้าอยู่กับเราตลอดเวลา. นี้มันขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลบางคน ที่จะทำให้อยู่ได้บางเวลา หรือทำให้อยู่ได้ตลอดเวลา. ที่ว่าพระพุทธเจ้าอยู่กับเราบางเวลา นั้น ก็คือเวลาไหน เรามีจิตใจสะอาด สว่าง สงบเวลานั้นมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา ; พระพุทธเจ้าจริงเสีย ด้วย จริงอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสเองเสียด้วยว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต. ทีนี้บางเวลาเรามีจิตใจสกปรก มืดมัว เร่าร้อน เมื่อนั้นไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจเรา. วันหนึ่งคืนหนึ่งเราลองไปทดสอบดูเอาเองว่า เรามีจิตใจเป็นอย่างไร สะอาด สว่าง สงบ กี่นาที กี่ชั่วโมง แล้วก็สกปรก มืดมัว เร่าร้อน กี่นาที กี่ชั่วโมง ; เราไปคิดเอาเอง ก็จะรู้ได้ว่าเมื่อไรเรียกว่า พระพุทธเจ้าอยู่กับเราในบางเวลา. เมื่อไรเรามีตัวกูของกู ยกหูชูหาง มีโลภ มีโกรธ มีหลง นั่นพระพุทธเจ้าไม่มี เหลืออยู่ในเรา ; เมื่อใดเรามีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ ปราศจากตัวกูของกู เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าอยู่. นี่จะเป็นเหมือนกับว่าคอยหลีก หรือหลบมุมกันอยู่เสมอ : เมื่อใดมีตัวกูของกู. เมื่อนั้นไม่มีพระพุทธเจ้า ; เมื่อใดมีพระพุทธเจ้า เมื่อนั้น ไม่มีตัวกูของกู นี่คือข้อที่ว่าเมื่อไรเรียกว่า พระพุทธเจ้าอยู่กับเราบางเวลา. เมื่อไรพระพุทธเจ้าอยู่กับเราตลอดเวลา นี้มีได้เฉพาะคนที่หมด กิเลส เป็นพระอรหันต์ มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ เป็นการถาวร ก็เรียกว่า มีพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ; มันต่างกันอยู่เพียงเท่านี้. ทีนี้ถ้าเราอยากจะมี
น.52 พระพุทธเจ้าตลอดเวลา ก็จงรักษาใจให้ปราศจากกิเลสตัณหา, ไม่ให้มันปรากฏ ; ให้ปรากฏอยู่แต่ความสะอาด สว่าง สงบ ทั้งหลับและทั้งตื่น ; เราก็อาจจะมี พระพุทธเจ้าในบางระดับ แม้ไม่สมบูรณ์นั้น อยู่กับเราตลอดเวลาเหมือนกัน เป็นพระพุทธเจ้าองค์จริง แต่ว่าเป็นองค์น้อยๆ หรือว่าในระดับหนึ่ง แล้วแต่ว่า ความสะอาด สว่าง สงบ ของเรามันจะอยู่ในระดับไหน. ฉะนั้นก็อย่าให้มีจิตใจ ที่เป็นบาป เป็นอกุศล ให้รู้สึกอยู่แต่จิตใจที่เป็นบุญ เป็นกุศล ที่ปราศจากกิเลส ที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว เราก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์น้อย ๆ แล้วก็องค์เขื่อง ขึ้น ๆ ๆ และอยู่กับเราตลอดเวลา จนกว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ เราก็มี พระพุทธเจ้าที่แท้จริง และสมบูรณ์อยู่กับเราตลอดเวลา. เมื่อพูดมาถึงตอนนี้แล้ว ก็อยากจะพูดเสียเลยว่า เมื่อเรามีพระพุทธเจ้า อยู่กับเราบางเวลา หรือตลอดเวลาก็ตาม เมื่อนั้นเรามีความรู้สึกอย่างไร ? และ สิ่งนั้นมีประโยชน์อย่างไร ? เมื่อใดเรามีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา เมื่อนั้นเราจะรู้สึก เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเป็น คือ สะอาด สว่าง สงบ ไม่มีอะไรมากไป กว่านี้ และไม่อยากจะแนะให้หวังอะไรมากไปกว่านี้. เมื่อไรใจของเราสะอาด สว่าง สงบ เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา แล้วเราก็รู้สึกเป็นความสะอาด สว่าง สงบ จริง ตามลักษณะของพระพุทธเจ้า ตามคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า ; เราก็รู้สึก เป็นความสะอาด เพราะเรากำลังสะอาด ไม่สกปรก ไม่มีความลับ ไม่มีความชั่ว. ถ้ามีความลับ มีความชั่ว ก็ต้องกระทำ อย่างที่เรียกว่า แสดงอาบัติ คือ เปิดเผย ความชั่วนั้นให้มันหมดไป ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ หรือซื่อตรง ว่าเราจะไม่ทำ อย่างนั้นอีก. นี่ก็เรียกว่าการแสดงอาบัติ ตั้งหน้าตั้งตาสร้างความสะอาด ขึ้นมาใหม่ แล้วก็เป็นความรู้ที่ถูกต้องว่า นั่นสะอาด นั่นไม่สะอาด และต่อแต่ นั้นมันก็มีความสงบเข้ามา เราจึงรู้สึกในความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ในเมื่อเรามีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา.
น.53 คำถามสุดท้ายว่า เมื่อเรามีความรู้สึกอย่างนั้น มันมีประโยชน์อะไร ? ข้อนี้ไม่ต้องตอบก็ได้ เพราะมันมีประโยชน์เหลือที่จะกล่าวได้ ไม่มีคำพูดที่จะเอา มากล่าวด้วยซ้ำไป. มันมีประโยชน์สูงเกินกว่าคำพูด แต่รวมความแล้วก็ว่าเป็น ความดับทุกข์ไม่มีเหลือ นั่นแหละคือประโยชน์. เมื่อไรเรียกว่าพระพุทธเจ้า อยู่กับเราบางเวลา เมื่อไรเรียกว่า พระพุทธเจ้าอยู่กับเราตลอดเวลา และเมื่อนั้น เรารู้สึกอย่างไร เมื่อนั้นเราได้รับประโยชน์อะไร ขอให้ช่วยเอาไปคิดให้มาก แล้วทำให้มันได้จริง ๆ ขึ้นมาตามนี้. หัวข้อของปัญหาต่อไป ก็จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "เรา" ตัวเราที่ ต้องการพระพุทธเจ้า. ข้อนี้ขอให้มองกันกว้างๆว่าอย่าเห็นแก่ตัว : เห็นแก่ตัว เมื่อไร เป็นไม่มีพระพุทธเจ้า. คือให้มองให้เห็นว่า เพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ของเรา ทุกคนไม่เลือกหน้า แม้แต่ผู้ใหญ่ จนกระทั่งเด็กเล็ก โง่ฉลาดอะไร ก็ตามใจ ทุกคนต้องการให้มีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่กับตน คือพระพุทธเจ้า หรือพระเจ้า หรืออะไรก็ตาม ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน ; และทุก ๆ ศาสนาก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าศาสนาไหน สอนให้คนบริษัทนั้นทำเพื่อให้มีพระเจ้า หรือมีพระศาสดา หรือพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว. เรื่องของผู้ที่ถือพระเจ้า เราไม่ต้องเอามาพูด ในที่นี้ เพราะเราได้พูดแล้วว่า พระเจ้าก็คือพระธรรมนั่นเอง. ส่วนที่ต้องการให้มีพระธรรมที่เป็นพระพุทธเจ้าจริง มาอยู่กับเรา ทุกคนนี้ เรารู้จักต้องการ เพราะมันสอนกันง่าย พูดกัน ๒-๓ คำ เด็ก ๆ ก็รู้จัก ปรารถนาว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด หรือมีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่กับเนื้อกับตัว. ดังนั้น พูด คำเดียว เด็ก ๆ ก็เอาพระเครื่องไปแขวนคอ, แต่ที่เขาจะเข้าใจถึงพระพุทธเจ้า ที่สูงกว่านั้น นั่นมันยังยากหรือลำบาก. เป็นอันว่าทุกคนต้องการจะให้มีพระ- พุทธเจ้าอยู่กับตน นี่แหละคือที่เรียกว่า "เรา". ทีนี้ที่เรียกว่า "เรา" นี้มัน
น.54 มีอยู่หลายชนิด. เราชนิดที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่กับตัว นั่นแหละมันมีปัญหา พูดง่าย ๆ ก็คือว่า คนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์นี้มีปัญหา ต้องการให้มีพระพุทธเจ้า อยู่กับตัว แต่แล้วมันก็ยาก คนในโลกนี้พวกที่ ๑ ก็คือพวกที่กำลังเดือดร้อน เป็นทุกข์เดือดร้อน เหมือนกับคนที่ถูกไฟไหม้ ก็อยากที่จะให้มีน้ำดับไฟ. คนกำลังเดือดร้อนจาก ธรรมชาติ คือความเกิดแก่เจ็บตายนี้ ก็เดือดร้อน, หรือธรรมชาติภายนอก น้ำท่วม ไฟไหม้ อะไรแปรปรวน อย่างนี้มันก็เดือดร้อน, หรือว่าเพราะกรรม ที่ทำไว้มาถึงเข้า มันก็ต้องเดือดร้อน เพราะผลของกรรมนั้นก็มี. นี่เรียกว่า คนเดือดร้อนนี้ก็พวกหนึ่ง ควรจะต้องการพระพุทธเจ้าเป็นของตนมาอยู่กับตนเพื่อ กำจัดความเดือดร้อน ; แต่แล้วเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หรือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า มีพระพุทธเจ้าสำหรับกำจัดความเดือดร้อน. อย่างนี้เป็น "เรา" ที่ยังโง่อยู่มาก : คิดว่าเกิดมานี้มีกินมีใช้สำหรับตัวเอง สำหรับลูกสำหรับหลานก็แล้วกัน. นี่ดูสิ จนไม่มีเวลามาฟังเทศน์ แต่มีเวลาไปเล่นไพ่. อย่างดีก็มีเวลาไปทำการทำงาน อย่างนั้น อย่างนี้ จนไม่มีเวลามาฟังเทศน์ หรือมาพูดกันถึงเรื่องพระพุทธเจ้า ทั้งที่ตัวก็เดือดร้อน. นี้เป็นการรู้จักแต่เรื่องวัตถุ เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่อง กินดีอยู่ดีเท่านั้นเอง เรียกว่ามีควายตัวเดียว เหมือนที่พูดมาแล้วแต่ที่แรก. พวกที่เดือดร้อนอยู่นี้ เพราะมีควายตัวเดียว, เพราะมีควายแต่ตัวเดียว จึงได้ เดือดร้อน และเป็นกันอยู่ทั้งโลก. นี้ก็คือ "เรา" พวกหนึ่งเหมือนกันที่ควร ต้องการจะให้มีพระพุทธเจ้าเข้ามาเป็นควายตัวที่ ๒ สำหรับจะขจัดความทุกข์ ที่มันเกิดจากควายตัวที่ ๑. คนในโลกนี้พวกที่ ๒ ไม่ถึงกับเดือดร้อน แต่มันหิว มันยังไม่รู้สึกว่า อิ่มปากอิ่มท้อง มันยังไม่ได้อยู่ดีกินดี หรือว่ามันมีภาระหยุมหยิมนุงนังไปหมด แต่ว่า ไม่ถึงกับเดือดร้อนเป็นไฟ นี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง ค่อยยังชั่วหน่อย. ถึงอย่างนั้น พวกนี้ก็เป็นพวกที่ต้องการพระพุทธเจ้ามาอยู่กับตนด้วยเหมือนกัน เพื่อจะกำจัด
น.55 สภาพอันนั้นให้หมดไป. ถ้าเขามีธรรมะ เขาจะรู้สึกอิ่มเสมอ ถึงแม้ร่างกาย จะขาดแคลน แต่จิตใจยังอิ่มอยู่ได้; แม้จะไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าอยู่ดีกินดี ก็ยังจะมี ความสุขสบายมากกว่าพวกที่อยู่ดีกินดีเสียด้วยซ้ำไป. พวกที่อยู่ดีกินดี ยังหิว เป็นเปรตอยู่ก็มี เพราะมันหิวไม่มีที่สิ้นสุด พวกที่ไม่ถึงขนาดที่อยู่ดีกินดี แต่รู้จัก ทำจิตใจให้อิ่ม มันก็สบายกว่า แล้วไม่มีจิตใจชนิดที่เป็นโรคเส้นประสาท คือ ไม่มีอะไรที่เป็นความคิดกลุ้มรุม มั่วสุม นุงนัง วิตกกังวล มากนัก. คนในโลกนี้พวกที่ ๓ ก็คือ พวกที่มีกินมีใช้ เหลือกินเหลือใช้ มีอำนาจวาสนา มีอะไร ๆ พวกนี้ก็เป็นพวกหนึ่ง ซึ่งที่แท้เขาก็ควรจะมีพระเจ้า อยู่กับตน แต่เขายิ่งไม่ต้องการพระพุทธเจ้า "เรา" ชนิดนี้ไม่ต้องการพระพุทธเจ้า เพราะมัวเมาเรื่องที่มีเหลือกินเหลือใช้ มีอำนาจ มีวาสนา และเหมาเอาสิ่งนี้แหละ เป็นพระพุทธเจ้าเสียเลย ถือเอาการมีสิ่งที่เขาหลงใหลอยู่นั่นแหละ เป็นพระพุทธเจ้า หรือแทนพระพุทธเจ้าเสียเลย. นี่แหละโลกนี้จึงลำบากมาก กล่าวคือว่า สังคมส่วนใหญ่ต้องอยู่ใต้อิทธิพล ของคนที่มีเหลือกินเหลือใช้ มีอำนาจวาสนา. คนพวกนี้ ก็นำสังคมไปแต่ในทางที่ให้มีควายตัวเดียวอยู่เรื่อย คนที่เกี่ยวข้องกัน หรือสังคมนั้น ๆ ก็พลอยเดือดร้อน ; นี้ก็เรียกว่า “เรา" พวกหนึ่งเหมือนกัน ที่ต้องการพระพุทธเจ้า แต่ไม่รู้จักและไม่ต้องการ. แต่ถ้าว่าเขามีกินมีใช้ เหลือกิน เหลือใช้ มีอำนาจวาสนา แล้วเกิดรู้จักพระพุทธเจ้า ต้องการพระพุทธเจ้า แล้วมีพระพุทธเจ้าขึ้นมา นี้ก็นับว่าเป็นบุญกุศลเหลือหลาย คือมีควาย ๒ ตัว แล้วทำให้ผู้อื่นพลอยได้รับประโยชน์ร่วมด้วยได้ เพราะว่าเขามีอำนาจวาสนา. คนในโลกนี้พวกที่ ๔ อยากจะใช้คำว่า "พวกพลอยติดร่างแห" ฟังดูก็ ไม่น่าจะมี แต่มันยิ่งจะมี แล้วพูดได้เลยว่าพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ทุกคนนั่นแหละ พวกที่พลอยติดร่างแห : เราไม่ต้องการจะมีโลกอย่างนี้ เราไม่ต้องการจะจัดโลก
น.56 อย่างนี้ เราไม่ต้องการให้โลกมีสงคราม. แต่คนพวกที่มีอำนาจวาสนา มีอิทธิพล เขาไปจัดโลกให้มันมีสงคราม เราก็พลอยติดร่างแห ทั้ง ๆ ที่เราไม่อยากมี สงคราม. เพราะฉะนั้น ภัยที่เกิดมาจากสงครามนั้น พลอยมาถึงเราได้ด้วย ทั้งที่เราไม่ต้องการสงคราม ไม่มีส่วนจัดสงคราม. อย่างของแพงเพราะสงคราม เราก็พลอยติดร่างแห เพราะความลำบากอันนี้. ความเป็นอันธพาลหนาแน่น ไปหมด ทุกทั่วหัวระแหง เพราะผลเนื่องมาจากสงคราม เราก็พลอยติดร่างแห พลอยลำบากเดือดร้อน เพราะผลที่หลงเหลืออยู่อันนี้. นี่แหละโลกนี้ มันกำลัง ยุ่งเหยิงมากขึ้นทุกที เราก็พลอยติดร่างแห. โลกนี้ไม่มีหวังที่จะถอยไปหาความ สงบในระยะนี้ มีแต่จะก้าวไปสู่ความยุ่งยากลำบากมากขึ้นทุกที เราไม่มีส่วน เรา ก็พลอยติดร่างแห. ฉะนั้นในฐานะที่เป็นคนพลอยติดร่างแห นี่แหละ ต้องรู้จัก ทำตัวให้ดี อย่าให้ร่างแหนั้น มันเกี่ยวพันเรามากเกินไป หรือไม่เกี่ยวเสียเลยได้ ก็ยิ่งดี. รวมทั้ง ๔ พวกนี้คือ พวกเรา ตัวเราที่ต้องการพระพุทธเจ้า ; บางคนรู้สึกบางคนไม่รู้สึก, บางคนรู้จักแก้ปัญหา บางคนไม่รู้จักแก้ปัญหา ; นี้ เรียกว่า คนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็คือเรา ที่ต้องการพระพุทธเจ้า : พวกที่ (๑) คือคนที่กำลังเดือดร้อนเพราะอะไรก็ตาม พวกที่ (๒) คือคนที่ไม่สู้จะอิ่มปากอิ่มท้อง ยังไม่อยู่ดีกินดี แต่ไม่ถึง กับเดือดร้อน พวกที่ (๓) มีกินมีใช้ เหลือกินเหลือใช้ มีอำนาจวาสนา พวกที่ (๔) พวกที่เป็นสัตตบุรุษ แต่พลอยติดร่างแห ของอสัตตบุรุษ ในโลก.
น.57 พวกที่นอกออกไปจากนี้ ก็อยากจะพูดว่า พวกที่สมัครใจที่จะออกไป จากนี่ ที่จะเดินตามรอยของพระอรหันต์ ยังไม่อยากจะเรียกตัวเองว่า เป็น พระอรหันต์ ก็ยังอยากจะเดินตามรอยของพระอรหันต์ ; พวกนี้ คือพวก ที่ยิ่งต้องการพระพุทธเจ้า. เราต้องทำอย่างที่เรียกว่า ตามรอยพระอรหันต์, เราจะต้องสลัดสิ่งที่เป็นทุกข์ เป็นโทษร้าย ๆ นั้นออกไปเสียโดยวิธีที่ฉลาด ตามที่ พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้. เราต้องการพระพุทธเจ้า ก็เพราะเราต้องการวิธี ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ให้เรามีจิตใจเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมดาสามัญ คือให้ มีจิตใจที่ชนะกิเลส ชนะความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู. เดี๋ยวนี้เราตั้งคำใหม่ขึ้นมาคำหนึ่ง เพื่อจำง่าย เรียกว่า "รู้จักเป็นผู้ที่ ตายเสียก่อนตาย" ดับความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราว่าของเราเสียให้หมดก่อน แต่ตาย ; คือว่าตัวเรานั้นตายแล้ว แต่ร่างกายยังอยู่. หรือพูดอีกทีว่า ตัวเรา ทางร่างกายยังอยู่ แต่ตัวเราทางฝ่ายวิญญาณนั้นไม่อยู่ คือเราทำให้มันหมด ความหมายไปเสีย ; เพราะว่าตามความจริงมันก็มิได้มีอยู่จริง. นี่ รู้จักทำให้ ตายเสียก่อนตาย อย่างนี้แล้ว จะไม่มีความทุกข์เลย ; นี่คือต้องการพระพุทธเจ้า เพื่อความเป็นอย่างนี้; ได้พระพุทธเจ้ามาก็คือความเป็นอย่างนี้ คือสามารถที่จะ ตายเสียก่อนตาย. ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เราไม่ต้องการอะไร เราไม่กลัวอะไร เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว. ขอให้ช่วยจำไปทุกคน เอาไปคิดไปนึกว่า จงเป็นอยู่อย่างชนิดที่ไม่ ต้องการอะไรโดยจิตใจ โดยกิเลสตัณหา โดยความยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่มีเลย ไม่ ต้องการอะไร. เช่นหิวข้าวก็เอาข้าวกิน โดยไม่ต้องมีความต้องการ หรือโดยไม่ต้อง มีกิเลสตัณหา เพราะเหตุนั้น ; จะทำอะไรก็ทำ แต่ไม่ต้องมีความหวัง หรือมี ความต้องการที่แผดเผาหัวใจ ; ทำกิจการงานประจำวันไปด้วยสติปัญญา อย่าทำ ด้วยกิเลสตัณหา อย่ามีตัวกูของกู หมายมั่นปั้นมืออย่างนั้นอย่างนี้ แล้วทำไป
น.58 ด้วยสติปัญญา รู้ว่าอะไรต้องทำ ก็ทำ ; แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่กลัวอะไร. ในทางภายนอกไม่กลัวอะไร ไม่กลัวเสือ ไม่กลัวผี ไม่กลัวอะไรทุกอย่าง แม้แต่ ความตายชนิดไหนก็ตาม ; แล้วก็ทางภายในก็ไม่มีความรู้สึกที่จะทำให้เกิดความ กลัว. เพราะว่ามีหลายคนมันคิดเก่ง คิดเอามาวิตกกังวล สำหรับกลัวโดยที่ ไม่ต้องมีอะไร ; แต่เราไม่กลัว จะมีอะไร หรือไม่มีอะไร ก็ไม่มีความกลัว ; ไม่มีความต้องการอะไร ไม่มีความคิดนึก ที่ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นตัวกูของกู เรียกว่า ตายแล้วก่อนตาย. อย่างนี้คือผู้ที่กำลังฝึก เพื่อจะให้มีพระพุทธเจ้าอยู่กับตัวตลอดเวลา หรือว่าถ้าทำได้แล้วจริงๆ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราอาจจะทำอยู่ และทำได้มาก ทำไม่ว่างเว้น ทั้งๆ ที่ว่าเรายังอาจที่จะกลับไปมีกิเลสอยู่. เดี๋ยวนี้เราข่มกิเลสไว้ ไม่ให้หือขึ้นมาได้ ; ไม่ให้โอกาสที่กิเลสจะปรุงตัวเป็นกิเลสขึ้นมาในจิตใจของเราได้ มันก็มีปรากฏการณ์ราวกับว่า ไม่มีกิเลสเท่านี้ก็พอแล้ว. เพราะว่าถ้าทำอยู่ อย่างนี้เรื่อย ๆ ๆ ๆ กิเลสก็ผอมลง ๆ ๆ วันหนึ่งมันก็สิ้นสุดไปเอง. นี้แหละ เราจึงจะต้องพูดกันในหัวข้อต่อไปว่า ทำอย่างไรพระพุทธเจ้าองค์จริงจึงจะอยู่ กับเรา ? ทำอย่างไรพระพุทธเจ้าพระองค์จริงจึงจะอยู่กับเรา? มีวิธีอย่างไร บ้าง? ข้อนี้ก็อยากจะแบ่งเป็น ๒ วิธี คือวิธีธรรมดาตรง ๆ อย่างหนึ่ง, แล้วก็วิธีลัด ตัดลัดตัดสั้นนี้อย่างหนึ่ง. วิธีตรง ๆ ตามธรรมดาสำหรับคนทั่วไป เพราะว่าคนทั่วไปไม่รู้จัก วิธีลัด แต่ถึงอย่างนั้น มันก็มีหลักเกณฑ์คล้าย ๆ กัน : วิธีธรรมดาที่จะพูดอย่าง ที่เรียกว่าไม่มีทางผิด กำปั้นทุบดินไม่มีทางผิด ก็คือว่า ทำตนให้เป็นธรรม ให้ ประกอบด้วยธรรมอยู่ตลอดเวลา. เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้แล้วว่า
น.59 "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม" คือว่าธรรม กับตถาคตนั้น เป็นสิ่งเดียวกัน. ทีนี้เราก็พยายามทำตนให้ประกอบอยู่ด้วยธรรม ประกอบอยู่ด้วยธรรมนี้ มีความหมายกว้าง กว้างหมดเลย จะทำอะไร ก็ประกอบ อยู่ด้วยธรรม แม้จะกินอาหาร แม้จะไปอาบน้ำ แม้จะเข้าห้องส้วม ขออภัย พูดมันต่ำไป ขอให้ประกอบอยู่ด้วยธรรมทุกอิริยาบถ ทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งกายทั้งวาจา ทั้งใจ. แล้วเมื่อจะไปทำงานที่ออฟฟิศ หรือที่สถานธุรกิจ ก็ให้มันประกอบอยู่ ด้วยธรรม ; หรือจะมาที่วัดวาอารามนี้ก็ให้ประกอบอยู่ด้วยธรรม. เดี๋ยวนี้แม้ แต่มาที่วัด ก็ยังไม่ค่อยจะประกอบอยู่ด้วยธรรม ฉะนั้น เมื่ออยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่อื่น มันก็ยิ่งไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรม นั่นพระพุทธเจ้าไม่อยู่กับเรา. ทีนี้ไปศึกษาเอาเองว่า ธรรมที่เราจะต้องปฏิบัตินั้น มีอะไรบ้าง ? ว่า ที่จริงก็ได้พูดกันมามากมายแล้ว ยังคงนึกได้กันอยู่ ฉะนั้นในที่นี้ก็พูดแต่หัวข้อว่า ทำตนให้ประกอบอยู่ด้วยธรรมอยู่ตลอดเวลา นี้เป็นหลักธรรมดา สำหรับคนทั่วไป ปฏิบัติตรง ๆ แล้วนอกจากนั้นก็คือ เลื่อนชั้นมันเรื่อย ๆ เลื่อนชั้นของธรรม ที่ตนประกอบอยู่นั่นแหละ ให้มันสูงขึ้นไป ๆๆ อย่าให้ซ้ำซาก อย่าให้ซ้ำที่ ; เลื่อนชั้นของธรรมนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ ว่าที่เราเคยทำได้เพียงเท่านี้ ก็ทำให้มากขึ้น ละความโกรธได้เท่านี้ ก็จะให้มากขึ้น ละความโลภได้เท่านี้ ก็จะให้มากขึ้น. หรือจะถือหลักว่าเว้นความชั่วได้ ก็ยังไม่พอ ต้องทำความดีด้วย ; ทำความดี แล้วก็ยังไม่พอ จะต้องรู้จักทำจิตให้สูง อย่าไปยึดถือเรื่องความดีนั้นด้วย. นี่แหละ คือเลื่อนชั้น ชั้นแรก เว้นความชั่ว ชั้นที่สอง ทำความดี ชั้นที่สาม ระวังจิต อย่าให้ไปหลงใหลอยู่ในความดี เป็นตัวกูของกูที่ดีขึ้นมาอีก. อย่างนี้เรียกว่าเป็น ผู้ที่เลื่อนชั้นได้ มันก็จะดีน้อยดีมากขึ้นไปตามลำดับ จิตบริสุทธิ์ก็บริสุทธิ์น้อย บริสุทธิ์มากขึ้นไป ๆ ตามลำดับ ประพฤติธรรมอยู่เสมอ แล้วเลื่อนชั้นของธรรม นั้นด้วย.
น.60 ทีนี้ ส่วนที่เรียกว่า วิธีลัดสั้นที่สุด นั้น มันมีหลายแง่และออกจะเป็น เฉพาะคนด้วย : คนบางคนมีอุปนิสัยที่จะใช้วิธีลัดไม่ได้ แม้ว่าคนที่อยู่ในวิสัยที่ จะใช้วิธีลัดได้ มันก็ต้องเป็นวิธีลัดที่ต่างกันอีก ไม่เหมือนกันอีก มันมีหลายแบบ. สำหรับวิธีลัด จะยกตัวอย่างมาให้ฟังเช่นว่า เราจะไม่นึกถึงเรื่องอื่นหมด จะนึก แต่ว่าจะทำจิตให้ว่างจากความเห็นแก่ตัวอย่างเดียว จะไม่นึกเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องอะไรไม่นึกหมด จะนึกแต่เพียงว่า จะทำลายความเห็นแก่ตัว อย่างเดียว จะไม่ให้มีความเห็นแก่ตัวอย่างเดียว ; เท่านี้ก็เป็นวิธีลัดอย่างยิ่ง. อะไรเป็นความเห็นแก่ตัว ก็จะไม่ยอมให้มีอยู่ เช่นความขี้เหนียวนี้ ก็เพราะความ เห็นแก่ตัว ก็จะไม่ขี้เหนียว ; ขี้โกรธนี้ ก็เพราะความเห็นแก่ตัว ก็จะไม่ขี้โกรธ ; และทุกอย่างที่เป็นความเห็นแก่ตัว. นี้เรียกว่าอาศัยหลัก ความว่างจากตัว เป็นหลัก. หลักธรรมะชื่อว่า "สุญญตา" แปลว่า ความว่าง ว่างจากความ รู้สึกคิดนึกที่เป็นตัวกูของกู. รวมความแล้ว คือทำจิตให้มันว่างจากความยึดมั่น ถือมั่น ในตัวกูของกูก็ได้. ชื่ออย่างอื่นต่อไปก็ยังมีอีก เช่นว่า เราจะไม่มีตัวเรา โดยวิธีที่เรียกว่า ตายให้เสร็จเสียก่อนตาย อย่างที่พูดแล้วเมื่อตะกี้นี้ โดยถือหลักอนัตตา. อนัตตา แปลว่า มิใช่ตัว มิใช่อัตตา คือมิใช่ตัว ; รู้แต่เพียงว่า กายและใจนี้เป็น ธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ สิ่งที่เรียกว่า "เรา" นี้ มิได้มี แต่มัน รู้สึกว่าเป็นเราขึ้นมา ก็เพราะใจส่วนหนึ่ง มันมีการปรุงแต่งให้เกิดคิดนึกอย่างนั้น แล้วก็ถูกสมมุติ เรียกว่า "ตัวเรา" มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เราก็เข้าใจว่ามีตัวเรา. ทีนี้ ไม่มีตัวเราที่ไหนที่จะมาช่วยมันได้ มันก็ต้องตัวนั้นแหละ เมื่อเข็ดหลาบต่อ ความมีตัวเราเข้า เพราะเป็นทุกข์ทุกที ก็คิดไปในทางที่ไม่ใช่เราโว้ย ! เห็นร่างกาย จิตใจเป็นไปตามธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น จะเกิด จะแก่ จะเจ็บ จะตาย ก็ไม่มี
น.61 ปัญหาอะไร มันเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างนี้เป็นต้น. นี้ก็เป็นวิธีลัด ที่ลัด รวดเดียวเป็นพระอรหันต์. เรายังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกมากมาย เวลาไม่พอที่จะเอามาพูด เอาไว้ พูดกันวันหลังบ้างก็ได้ เช่นเรื่องดับไม่เหลือ หรือนิพพาน. ทีนี้ มันมีวิธีลัดว่า เกิดมาอีกก็เป็นอย่างนี้ เกิดมาอีกก็เป็นอย่างนี้ เกิดมาอีกก็เป็นอย่างนี้ ฯลฯ ดูเห็นอยู่แต่อย่างนี้ ร้อยครั้งพันครั้งหมื่นครั้งแสนครั้ง ว่าเกิดมาอีกก็เป็นอย่างนี้ ต้องการจะหยุดสักที สิ้นสุดสักที สิ้นสุดแห่งตัวกูของกู ดับไม่เหลือแห่งตัวกู ของกุ เย็นเป็นนิพพานกันเสียสักที เลิกมีตัวกูที่มีความรู้สึกเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ สักที แล้วจิตใจก็จะได้เย็นเป็นนิพพาน ; อย่างนี้เราเอาไว้พูดกันคราวอื่น เมื่อ พูดถึงเรื่องนิพพาน. นี่คือตัวอย่างของวิธีลัดสั้นที่สุด รู้จักทำให้ว่างโดยหลักของสุญญตา, รู้จักมองสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่ตน โดยหลักของอนัตตา, รู้จักดับตัวกูของกู ดับ ความร้อนเสีย ให้เหลือแต่ความเย็น โดยหลักของนิพพาน เป็นตัวอย่าง ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นิดหนึ่ง ต่อไปนี้ก็เป็นข้อสุดท้าย. โดยเราจะตั้ง ปัญหาว่า เราจะทำตนให้เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง จะได้หรือไม่ ? หัวข้อเรื่อง ของเรามีว่า ทำอย่างไรพระพุทธเจ้าจะอยู่กับเราตลอดเวลา นี่มันมีเรา แล้วก็มันมี พระพุทธเจ้าอยู่กับเรา. เดี๋ยวนี้มันมีปัญหาว่า เราจะต้องทำตัวเรานี้แหละให้เป็น พระพุทธเจ้าเสียเลย จะได้หรือไม่ ? ข้อนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังคำอธิบายที่ พูดไปหยก ๆ เข้าใจ ก็จะเข้าใจได้, คือทำลาย "เรา" เสีย มันก็เหลือแต่ พระพุทธเจ้า, เราต้องยอมสละ "เรา" ออกไปเสีย "เรา" จึงจะกลายเป็น พระพุทธเจ้า, ถ้าเราอยากมีตัวเรา คือมีตัวกูของกูอยู่ ก็ยังไม่มีทางที่จะเป็น
น.62 พระพุทธเจ้า. ที่พูดมาแล้วต่อนต้น ๆ ว่า เมื่อใดเห็นธรรม เมื่อนั้นเห็นตถาคตนั้น เมื่อเห็นธรรมนั้น ตัวเรามันหมดไป มันจึงเห็นพระตถาคต, "เรา" ก็กลายเป็น พระตถาคตไปเสียด้วย. นี้ก็คือข้อที่ว่า เรามีพระพุทธเจ้าจริงอยู่กับเรา เมื่อนั้นแหละเรา เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ; มันเป็นเรื่องเดียวกันไปเสีย. เมื่อจิตใจของเรามี แต่ความ สะอาด สว่าง สงบ แล้ว เมื่อนั้นเราก็เป็นพระพุทธเจ้าไปเสียเองแล้ว. แต่เรามองอีกมุมหนึ่งคล้าย ๆ กับว่า มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา เพราะเราพูดอย่าง ภาษาชาวบ้านพูด ภาษาโลก ภาษาสมมติ ว่ามีตัวเรา ว่าเราได้พระพุทธเจ้า มาเป็นของเรา อยู่กับเรา ชาวบ้านจะรู้สึกไปแต่ในทำนองนี้ ดังนั้นพูดอย่าง ธรรมดาสามัญ ก็ต้องพูดอย่างนี้. ที่นี้ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมะแท้ ๆ เรากลายเป็น พระพุทธเจ้าไปทันที ในเมื่อเรามีพระพุทธเจ้ามาอยู่กับเรา เพราะวิธีอื่นไม่มี. วิธีที่เราจะได้พระพุทธเจ้ามาอยู่กับเราตลอดเวลานั้น ก็คือเรายอมไม่มี "เรา" หมายความว่าเลิกโง่ หายโง่ กันเสียที ว่ามีตัวกูของกู มีตัวตน ; มันก็ กลายเป็นว่างจากตัวตน มันก็เลยกลายเป็นนิพพาน เป็นธรรมะอันสูงสุด คือ สะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมาในขณะนั้น, ตัวนั้นไม่เป็นเรา แต่เป็นพระพุทธเจ้า ไปแล้ว. นี่เรามีทางที่จะทำ "เรา" นั้น ให้เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง แม้ในระยะ สั้น ๆ. เดี๋ยวเกรงว่าจะไม่เข้าใจ ว่าเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองแล้ว จะกลับมา เป็นชาวบ้านอย่างไรอีก จึงต้องพูดว่า แม้ระยะหนึ่ง ๆ ๆ ๆ เราสามารถทำใจเรา จิตใจของเรา ให้เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง คือในขณะที่มีความ สะอาด สว่าง สงบ อยู่ในใจ. นี้ไม่ใช่พูดเล่นสำนวน ไม่ใช่พูดทาง logic ให้เถียงกันเล่นสนุก ๆ แต่พูดถึงตัวข้อปฏิบัติที่แท้จริง ที่เราจะต้องทำให้ได้ ; แล้วก็อย่าคิดว่าเป็นเรื่อง พูดเล่น แต่มันเป็นเรื่องที่พูดจริงที่สุด ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้ : ว่าเมื่อเรามี
น.63 พระพุทธเจ้าอยู่กับเรานั้น คือเราเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง. ไม่มีอะไรนอกจาก พระพุทธเจ้า คือจิตที่สะอาด สว่าง สงบ. ทีนี้เราก็มองดูกันเป็นอันสุดท้าย เหมือนกับสรุปความ ว่าเดี๋ยวนี้เราเอาพระพุทธเจ้า เมื่อสองพันปีมาแล้ว ให้ มาอยู่กับเราได้ ; หรือว่าเอาพระพุทธเจ้าที่เป็นพระพุทธรูปอยู่ในโบสถ์ พระ พุทธเจ้าอยู่ที่วัด เราอยู่ที่บ้าน ไม่มีวันจะพบกันได้ ; หรือว่าอย่างดีที่สุด เอามา ห้อยไว้ที่คอ มันก็ไม่อยู่ในใจของเรา มันอยู่ที่คอ รุงรังอยู่ที่คอ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ที่อยู่ในใจของเรา. นี่ทวนลำดับดูให้ดีว่า พระพุทธเจ้าที่นิพพานแล้วในอินเดีย เมื่อ สองพันกว่าปีนั้น มาอยู่กับเราไม่ได้, แล้วพระพุทธเจ้าเอาไว้ที่วัด แล้วเรา อยู่ที่บ้านนี้ มันอยู่ด้วยกันไม่ได้, แม้พระพุทธเจ้าที่ห้อยอยู่ที่คอองค์เล็ก ๆ นั้น ก็ยังไม่อยู่ในใจของเรา. ฉะนั้นเราต้องมีพระพุทธเจ้าที่อยู่ในหัวใจของเรา ไม่ใช่ห้อยอยู่ที่คอ. พระพุทธเจ้าห้อยคอราคาตั้งหมื่น ๆ นั้น ไม่มีประโยชน์อะไร สู้พระพุทธเจ้าที่ไม่มีราคาเสียเลยก็ไม่ได้. พระพุทธเจ้าที่ไม่มีค่าไม่มีราคา ไม่ต้อง เสียสักสตางค์แดงเดียว นั้นมีประโยชน์มากกว่าพระพุทธเจ้าห้อยคอที่ซื้อมาตั้ง หมื่น ๆ เพราะว่าเรามีพระพุทธเจ้าชนิดที่เป็นอนักฆะ คือไม่มีค่าเสียเลย หาค่ามิได้. เรามีความ สะอาด สว่าง สงบ อยู่ในใจ มีพระพุทธเจ้าจริง อยู่ในใจ. ไปซื้อพระพุทธเจ้ามาสองหมื่น มาห้อยคออย่างนี้ มันก็มีเศษวัตถุ อะไรราคาสองหมื่น โดยความหลงของเราก็ได้ แล้วก็ห้อยอยู่แค่คอเท่านั้น ; อย่างดีก็แค่เป็นพระเครื่อง เตือนสำหรับระลึกถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. แต่ เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องบ้าวัตถุ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเอาองค์ที่ราคา ตั้งหมื่นมาห้อยคอก็ได้ เอาวัตถุอะไรมาแทนก็ได้. ระวังให้ดีว่าพระพุทธรูป พระเครื่อง ราคาตั้งหมื่นนั้น สู้พระเครื่องที่ราคาไม่มี ไม่ต้องเสียสตางค์ไม่ได้.
น.64 เขาใส่พระเครื่องกันแล้ว ก็ไปรบราฆ่าฟัน ตีรันฟันแทงกัน ให้พระพุทธเจ้า คุ้มครอง นี่ยังเป็นพระพุทธเจ้าที่ลม ๆ แล้ง ๆ ที่ว่าเรามีพระเครื่องห้อยคอ เป็นพระพุทธเจ้าคุ้มครองอย่างนี้ เป็นพระพุทธเจ้าที่เล็กเกินไป มันสู้พระพุทธเจ้า ที่ทำให้ไม่ต้องไปตีรันฟันแทงกับใครไม่ได้ พระพุทธเจ้าชนิดที่ทำให้เราไม่ต้อง ไปตีรันฟันแทงกับใครที่ไหน นั่นแหละเป็นพระพุทธเจ้าจริง เป็นพระพุทธเจ้า มากกว่าพระพุทธเจ้าที่ว่าห้อยคอแล้วไปสู้รบตบมือกับใคร เป็นคงกะพันชาตรีนั้น ไม่มีความหมาย. ทีนี้ถ้าว่าเราไม่รู้จักทำจิตใจให้รู้ว่า พระเครื่องที่ห้อยคอนี้คืออะไร คือไม่มีสัมมาทิฏฐิเกี่ยวกับพระเครื่องที่ห้อยคอแล้ว ไปซื้อมาตั้งหมื่นตั้งแสนมา แขวนไว้ มันก็เป็นเพียงป้ายแขวนคอประกาศตัวเอง ประจานตัวเองว่า นี้คือคนโง่ ติดป้ายที่แขวนให้คนอื่นเขารู้ว่านี้คือคนโง่ มีเท่านี้เอง ; อย่างดีกว่านั้นหน่อยก็คือ ให้เขารู้ว่านี้คนบ้าบิ่น คนมุทะลุ. นี่ขอให้คิดดูว่า การที่เรารู้จักกันเสียที ว่าพระ- พุทธเจ้าพระองค์จริงคืออะไร ทำอย่างไรมาอยู่กับเราได้ตลอดเวลา นี้มันสำคัญมาก. เอาละถ้าเราชอบพระเครื่องแขวนคอ เราก็ต้องนึกให้ได้ว่า มันเป็นตัวแทน เป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าพระองค์จริง คือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" : ธรรม คือตถาคต, ตถาคต คือธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ข้อนี้อย่าลืม. ทีนี้พอเอาพระเครื่องมาแขวนคอ ก็ให้รู้ว่านี้เป็นสัญญลักษณ์ของธรรม อย่าลืม ธรรม อย่าลืมสิ่งที่เรียกว่าธรรม ; พอเรามีพระเครื่องมาแขวนคอแล้วต้องรู้สึก ทันทีที่เดียวว่า เราเป็นคนของธรรม เราไม่ใช่คนของเราเสียแล้ว. นี่ไปถามผู้ที่แขวนพระเครื่องดูที่ว่า เขาคิดกันอย่างนี้หรือเปล่า ? พอเอาพระเครื่องมาแขวนคอ ก็ต้องรู้สึกว่าเราเป็นคนของธรรมแล้ว เดี๋ยวนี้ เราไม่มีตัวกูของกูแล้ว. นี่ถ้าเราเป็นคนของธรรมแล้วก็ใช้ได้ เมื่อนั้นมันจะมี
น.65 พระพุทธเจ้าองค์จริงเข้ามา ๆ. ถ้าแขวนคอไปรบในสนามรบ ก็ว่าเรารบเพื่อธรรม ไม่ใช่รบเพื่อตัวกูหรือประเทศชาติของตัวกู ; หรือถ้าเราไปตายในสนามรบ มีพระ เครื่องแขวนคออยู่ ก็เรียกว่าเราตายเพื่อธรรม ไม่ใช่ตายโหงอย่างที่เราไม่อยากตาย แล้วมาถูกยิงตาย. ถ้าเราจะมีชีวิตอยู่ที่บ้านเรานี้ก็อยู่เพื่อธรรม เพราะว่าเป็นคน ของธรรม. . นี่จะอยู่หรือจะตาย ก็เป็นคนของธรรม เมื่อนั้นแหละคือพระพุทธเจ้า ตัวจริงอยู่กับเราตลอดเวลา แล้วมันตลอดเวลาจริง ๆ ; และเราก็ได้รับประโยชน์ คือไม่มีความทุกข์เลย, ไม่ต้องมีใครมาให้พร ไม่ต้องมีใครส่ง ส.ค.ส. ไม่ต้องมีใคร มาให้พรปีใหม่ ไม่ต้องทำอะไรหมด เราก็มีความสุขของเราได้ เพราะเรามี พระพุทธเจ้าพระองค์จริงอยู่กับเราตลอดเวลา. มันก็เป็นการสมควรแก่เวลา สำหรับการบรรยายแล้ว ขอให้ช่วยกำหนดจดจำกันไว้ให้ดี ๆ อย่าให้เสียเปล่า หรือเหนื่อยเปล่า ที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่. โดยสรุปก็ว่า เราจัดธรรมบรรยายนี้ขึ้นมา ก็เพื่อว่า : ให้เราเป็น พุทธบริษัทที่ถูกต้อง มีชีวิตที่เทียมด้วยควาย ๒ ตัว มีความเหมาะสมที่จะอยู่ หรือ จะต่อสู้กับสถานะการณ์ในโลกที่มันเลวร้ายขึ้นทุกวัน และ ว่าเราต้องพูดเรื่องนี้ คือเรื่องว่า พระพุทธเจ้าชนิดไหนจะอยู่กับเราตลอดเวลานั้น เพราะมันเป็นหญ้า ปากคอก พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ, พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว เราต้องทำให้มันจริง มีพระพุทธเจ้าจริง ; ทีนี้เราก็จะไม่มีความทุกข์ ได้อะไร ก็ไม่มีทุกข์ ทำอะไรก็ไม่มีทุกข์ กินอะไรก็ไม่มีทุกข์ พักผ่อนก็ไม่มีทุกข์. แล้ว พระพุทธเจ้าที่อยู่กับเราตลอดเวลานั้น ต้องเป็นธรรม ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่วัตถุ. ธรรมนั่นแหละคือพระตถาคต พระตถาคตนั่นแหละคือธรรม. นอกนั้นเป็น เนื้องอก-เนื้อร้ายที่เพิ่งงอกออกมาบ้าง หรือเป็นความเข้าใจผิดบ้าง สร้างสรรค์ ขึ้นมาบ้าง เป็นอย่างดีที่สุด ก็เหมือนกับยาหอมแก้ลม ยาแอสไพรินแก้ปวดหัว มันแก้โรคอะไรจริงๆ ไม่ได้. ทีนี้เราพยายามทำให้มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเราจริง ๆ
น.66 ขึ้นมา. เราอยู่ในพวกที่ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราจงพยายามเดินทางอยู่เรื่อย ปะโอกาสที่จะเดินลัดเมื่อใด ก็เดินลัดเมื่อนั้น. ไม่มีทางลัด ก็เดินทางกว้าง ๆ ตรง ๆ ไปก่อน ; พอพบทางลัดเมื่อไร ก็เดินทาง ลัดเมื่อนั้น. แล้ว ในที่สุดเรานั่นแหละ ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง. มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเราเมื่อไร เราเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองเมื่อนั้น. ขอยุติการบรรยายสำหรับวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้
Buddhadasa