น.67 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย วันนี้เราจะพูดกันอย่าง เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามเคย, คือพูดตรง ๆ รวบลัดเวลา เข้าใจได้ทันที นี้ เรียกว่า พูดอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. อยากจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ทำไมจึงต้องเปิดการบรรยายอย่างนี้ขึ้น. วันก่อนก็ได้พูดมาแล้ว แต่วันนี้ขอย้ำอีกว่า เพื่อเป็นการช่วยกันกู้หน้าพุทธบริษัท เราเอง ที่มันยังตกต่ำอยู่ ที่มันยังไม่รู้อะไรสมกับที่เป็นพุทธบริษัท. ผลเสีย มันมีอยู่ว่า มันขายหน้าเขาในระหว่างศาสนา แล้วตัวเองก็ยังงมงาย ไม่ได้รับ ประโยชน์จากพุทธศาสนา ทั้งที่อ้างตัวว่าเป็นพุทธบริษัท. เพื่อจะแก้ไขปัญหา อันนี้ให้หมดไป จึงได้เปิดการบรรยายชนิดนี้ขึ้น. ขอให้เข้าใจอย่างนี้ และทน ลำบากบ้าง เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้ลุล่วงไป. มันเป็นธรรมดาที่ว่า จะต้องทน ลำบากบ้าง ในการที่จะทำอะไรให้สำเร็จประโยชน์. ๓๘
น.68 เดี๋ยวนี้เรามีปัญหาร่วมกัน ของพุทธบริษัททั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะเมืองนี้ และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยด้วย แต่ต้องเป็นพุทธบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ในโลก ยังงมงายไม่สมกับชื่อว่าเป็นพุทธบริษัท. พุทธะ แปลว่า รู้ แปลว่า ตื่น แปลว่า เบิกบาน ไม่มีส่วนที่จะงมงาย ; ถ้ามีส่วนที่งมงาย จะโดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัว ก็ตาม มันไม่มีความเป็นพุทธบริษัท. เราก็ได้พูดกันมาแล้วคราวก่อนถึงเรื่องว่า พระพุทธเจ้าที่จะอยู่กับเรา ตลอดเวลา, ส่วนวันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า "นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้” ท่าน ลองตั้งใจฟังให้ดีว่า เรากำลังจะพูดกันโดยหัวข้อว่า "นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ กับ นิพพานต่อตายแล้ว". ข้อแรกที่สุด ก็ควรจะนึกถึงคำว่า "นิพพาน" หรือสิ่งที่เรียกกันว่า นิพพาน" ก่อน. ท่านจะต้องรู้ไว้ว่า ถ้ายกเอาเรื่องนิพพานออกไปเสียแล้ว พุทธศาสนาก็หมดความหมาย. ลองฟังดูให้ดีและคิดดูให้ดีว่า ถ้ายกเอาเรื่อง นิพพานออกไปเสียเรื่องเดียวเท่านั้น พุทธศาสนาจะหมดความหมาย ไม่เป็นพุทธ- ศาสนาไปได้. มันจะเหมือนกับผลไม้ที่ควักเนื้อในออกหมดแล้ว เหลือแต่เปลือก ไม่มีอะไรจะกินได้ เหลือแต่เปลือก ; จะมีประโยชน์บ้างก็สำหรับจะเอาไปตากแห้ง ทำฟืนซึ่งบางทีก็ทำไม่ได้สำหรับผลไม้บางอย่าง. พุทธศาสนานี้ก็เหมือนกัน ถ้าเอา นิพพานออกไปเสียเรื่องเดียว จะไม่มีเนื้อในเหลืออยู่. เพราะฉะนั้นมันจะเป็นการโง่ สักเท่าไร ถ้าจะมีคนที่ไม่สนใจกับเรื่องนิพพาน แล้วก็อ้างตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัท. ท่านทายกทายิกาสัตตบุรุษทั้งหลาย ถ้าเกิดไม่สนใจเรื่องนิพพาน มัน ก็จะเหมือนกับว่าเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน. คนที่เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน ตัวเอง ไม่เอามากิน นี้มันจะเป็นคนชนิดไหน ไม่ต้องอธิบายกันก็ได้ ฟังถูกกันได้ทุกคน. แต่มันจะยังมีที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือว่า ตัวเองกลับไปกินขี้ไก่ ไปกินอุจจาระของไก่
น.69 ไปกินขนของไก่ หรืออะไรก็ตามที่ ; นั่นมันยิ่งน่าอับอายยิ่งขึ้นไปอีก มันก็เป็น เหมือนพุทธบริษัท แต่ไม่สนใจเรื่องนิพพาน. สภาพการณ์มันก็จะกลายเป็น อย่างนี้. เพราะฉะนั้นขอให้สนใจเรื่องนิพพานให้ได้. ที่สนใจไม่ได้นั้น เพราะ ว่ามันเข้าใจผิดไปว่าไม่ควรจะสนใจ สนใจไม่ไหว หรืออะไรทำนองนั้น. แต่แล้ว ขอให้นึกว่า ถ้าไม่สนใจเรื่องนิพพาน มันก็จะกลายเป็นคนเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน คือพระพุทธศาสนาจะเหลือแต่เปลือก ไม่มีเนื้อใน. พุทธบริษัทบางคน ก็เข้าใจนิพพานผิดความจริง, หรืออาจจะเป็น พุทธบริษัทส่วนมากด้วยซ้ำไป เข้าใจนิพพานว่า เป็นสิ่งที่ให้ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ตามความหมายของสวรรค์ หรือกามารมณ์อย่างสูงสุด : เข้าใจนิพพานไปอย่างนี้เสียก็มีอยู่เป็นอันมาก. ทำบุญอะไรก็ตั้งใจเพื่อให้ได้ นิพพาน แล้วก็คิดว่านิพพานเป็นอย่างนั้น. นี้มันเป็นคนที่ละเมอเพ้อฝัน ฝันทั้งๆ ที่ยังตื่น มันน่าหัวเราะ คือสนใจขมีขมันขะมักเขม้นในเรื่องนิพพาน แต่เข้าใจนิพพานผิด กลายเป็นเรื่องกามารมณ์ หรือยอดสุดของกามารมณ์ไปเสีย ก็มี. พุทธบริษัทบางคนเข้าใจนิพพานผิดเวลา. หมายความว่าจะต้องได้ นิพพานต่อตายแล้ว อีกหลายร้อยชาติหลายพันชาติ, เวียนว่ายไปอีกหลายหมื่น ชาติ แล้วก็จะได้นิพพาน. อย่างนี้เรียกว่าเข้าใจนิพพานผิดเวลา, มันก็ กลายเป็นคนโง่โดยไม่รู้สึกตัว หลอกลวงตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว. เดี๋ยวนี้ก็ได้กิน ยาหอมไปเรื่อย ๆ, คือเชื่อว่ามันดีแน่ แล้วก็ปรารถนาไปแล้วก็หวังไป นี้เรียกว่า เข้าใจนิพพานผิดเวลา. นิพพานต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต่อตายแล้ว อีกหลาย ร้อยหลายพันหลายหมื่นชาติ, แล้วก็ต้องเข้าใจนิพพานให้ถูกตัว คือนิพพานเป็น นิพพาน ไม่ใช่นิพพานเป็นกามารมณ์.
น.70 พุทธบริษัทที่ไม่ต้องการนิพพานนั้น เป็นคนโกหกโดยไม่รู้สึกตัว. เขา ไม่ต้องการนิพพานโดยเหตุอะไรก็ตาม ต้องการอย่างอื่น แต่เรียกตัวเองว่าเป็น พุทธบริษัท. อย่างนี้เป็นคนขบถต่อความเป็นพุทธบริษัทของตัว หรือถึงกับ โกหกในอุดมคติของตัว มันใช้ไม่ได้ ; มันก็เป็นพุทธบริษัทแต่ปากว่า หรือ จดทะเบียนว่าเป็นพุทธบริษัทเท่านั้นเอง. ถ้าเกิดมีพุทธบริษัทบางคนจะผัดเพี้ยนไว้ ว่าเรายังไม่เอานิพพาน เดี๋ยวนี้ เราจะค่อยเอาต่อตายแล้วสิบชาติบ้าง หลายร้อยชาติบ้าง หลายพันชาติ บ้าง; นี่ก็จะต้องเปรียบว่า เหมือนคนที่เลี้ยงไก่ ไก่ไข่ออกมาแล้วก็ทุบเล่นเสีย ไก่ไข่ออกมาแล้วก็ทุบเล่นเสียอย่างนั้นเรื่อยไป แล้วหวังว่าจะค่อยเอาไข่ไก่ต่ออีก หลายหมื่นชาติ ตามที่ตนตั้งปรารถนาไว้ว่า นิพพานต่ออีกหลายหมื่นชาติ ชาติของเขาก็คือเข้าโลงครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง. มีพุทธบริษัทบางพวกเข้าใจว่า เรื่องนิพพานนี้มันเหลือวิสัยของเรา อย่าไปปรารถนากันเลย ก็มีอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี ; แล้วก็ชักชวนกันว่า เก็บไว้ก่อน ยังไม่ต้องสนใจ มันเหลือวิสัยของเรา. ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ คนที่บีดทวารไก่เสีย อย่าให้มันไข่ได้, หรือว่าเย็บทวารไก่เสีย อย่าให้มันไข่ได้ ในที่สุดไก่นั้นมันก็จะต้องตายด้วย. ถ้าใครมีความคิดเห็นว่า มันเหลือวิสัย ก็เท่ากับปีดหนทางของตัวเอง ไม่ให้ได้สิ่งที่ควรจะได้ ทั้งที่มันอยู่ในวิสัยที่ควร จะได้. ดังนั้นถ้าใครคิดไปในทำนองผัดเพี้ยนว่า ค่อยเอานิพพานต่ออีกหลาย หมื่นชาติแล้ว ก็จะมีอาการอย่างนี้. ฉะนั้นเราต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ กันให้ถูกต้อง. ยังมีพุทธบริษัทบางคน ปฏิญาณความเป็นพุทธบริษัทของตัว ว่าเป็น พุทธบริษัทนับถือพระพุทธเจ้า แต่กลับมีความเห็น หรือพูดออกไปว่า เรื่อง
น.71 นิพพานนี้มันเป็นเรื่องครึคระพ้นสมัยแล้ว ไม่อาจจะเป็นประโยชน์อะไร หรือ ไม่ควรจะสนใจกันแล้วในเวลานี้. นี้มันเป็นคนที่หลอกตัวเองอยู่ชัดๆ ในการนับถือ พุทธศาสนา. นับถือพุทธศาสนาแล้ว ไม่ต้องการตัวศาสนา ไม่ต้องการหัวใจ ของศาสนา มันก็คือหลอกตัวเอง เพราะฉะนั้นขอให้คิดดูจนเข้าใจว่า โดย สรุปความแล้ว พุทธศาสนามีนิพพาน มีสิ่งที่เรียกว่านิพพานนั่นแหละเป็นหัวใจ เป็นเนื้อแท้เป็นแก่นสาร. เอานิพพานออกไปเสียเมื่อไร ก็หมดความเป็นพุทธ- ศาสนาเมื่อนั้น และการเป็นพุทธบริษัทนี้ ก็เพื่อจะได้นิพพานไม่ใช่อย่างอื่นเลย. เราจะต้องทำความเข้าใจ ในเรื่องนิพพานกันให้ถูกต้อง เพื่อให้เราเป็น พุทธบริษัทจริง และก็ได้สิ่งที่ควรจะได้กันจริง ๆ ; จึงขอร้องให้ทุก ๆ ท่าน สนใจในนิพพาน ในฐานะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนากัน จงทุก ๆ คนก่อน. แต่ สำหรับในวันนี้ ก็ไม่มีเวลาจะพูดเรื่องนิพพานโดยละเอียด ไม่อาจจะพูดเรื่อง ตัวนิพพานโดยละเอียด แต่จะพูดเรื่องที่มันแวดล้อมกันอยู่ กับความเข้าใจของคน ที่เข้าใจผิด ๆ ที่เกี่ยวกับนิพพาน. จึงขอพูดแต่ในแง่ที่จะเห็นว่า นิพพาน ต้องเป็นสิ่งที่ปรารถนากันที่นี่และเดี๋ยวนี้ และทำให้ได้กันที่นี่และเดี๋ยวนี้. เอาละทีนี้มันก็มีอุปสรรค ที่ทำให้เราเข้าใจไม่ได้อย่างนี้ เราก็จะต้อง แก้ไขอุปสรรคเหล่านี้ ซึ่งจะยกตัวอย่างมาให้ดู : การสอนกันผิด ๆ เรื่องนิพพาน นี่มันเป็นอุปสรรคต่อการที่จะเข้าใจนิพพาน. เราเข้าใจนิพพานกันไม่ได้ เพราะ มันมีการสอนเรื่องนิพพานกันผิด ๆ. พูดไปอย่างนี้คล้าย ๆ กับว่าอวดดีหรือยกตัว. ถ้าใครจะคิดอย่างนี้ อาตมาก็ยอมให้เขาคิดว่าเป็นคนอวดดี เป็นคนยกตัว หรือ เป็นคนปากร้ายหรืออะไรก็ตาม. ขอแต่ให้เพียงได้มีโอกาสที่จะพูดเรื่องนี้ออกไป เท่านั้น ให้มันเป็นความจริงที่ถูกบอกกันต่อ ๆ กันไป. ฉะนั้นจึงต้องขอพูดว่า พวกเราทั้งหลายเข้าใจนิพพานกันไม่ได้ หรือไม่ถูกต้อง เพราะมีการสอนเรื่อง นิพพานกันผิด ๆ.
น.72 บัดนี้ก็จะพูดให้เห็นว่า มันผิดอย่างไรบ้าง ? การสอนว่าได้นิพพาน ต่อตายแล้ว หรือตายแล้วหลายๆ ชาติ หลาย ๆ ร้อยชาตินั้น มันเป็นการสอน ที่ผิด. ถ้ามัวสอนกันอยู่อย่างนี้ มันเป็นการทรยศ ต่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, ทรยศต่อความประสงค์ของพระพุทธองค์ด้วยความโง่ของเรา. เราใช้ความโง่ของ เราทำการขบถทรยศต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่ได้สอนอย่างนั้น ; และ ขบถต่อความประสงค์ของพระพุทธองค์ ซึ่งไม่ทรงประสงค์อย่างนั้น. ท่านสอนว่า นิพพานต้องเป็น สนฺทิฏฺฐิโก ต้องรู้เอง, เป็น อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยเวลา คือต้องมีได้ที่นั่น และเดี๋ยวนั้น ที่มีการดับกิเลส. ความประสงค์ของพระองค์ เพื่อจะช่วยโปรดสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ ให้มีความพ้นทุกข์ที่เป็น สนฺทิฏฺฐิโก ที่เห็นได้ด้วยตัวเองทันแก่เวลา. ที่นี้เรามาสอนให้ผัดเพี้ยนกันไป ๆๆ เอาคนตาย มาได้นิพพาน คือหลังจากที่ตายแล้ว จึงจะได้นิพพาน. อย่างนี้ก็ลองไปคิดดูเถอะว่า มันจะมีประโยชน์อะไร. แล้วก็ด้วยการสอนอย่างนี้เอง คนทั่วๆ ไปและโดยเฉพาะ คนสมัยใหม่จึงไม่สนใจนิพพาน เลยทำให้พุทธศาสนาเป็นหมัน เพราะสอนผิด ฉะนั้น การสอนว่านิพพานต่อตายแล้ว หรือตายแล้วหลายร้อย หลายพันชาตินั้น มันเป็นความโง่ของเรา แล้วเราใช้ความโง่นั้น ทรยศขบถต่อ คำสอนของพระพุทธองค์ และความประสงค์ของพระพุทธองค์ด้วย. การสอนว่า นิพพานต่อตายแล้วนั้น มันขัดกันกับหลักที่ว่า พระธรรม (คือนิพพาน นี้รวม อยู่ในคำว่าพระธรรม เพราะเป็นธรรมอย่างยิ่ง) ต้องเป็น สนฺทิฏฺฐิโก ต้องเป็น อกาลิโก ต้องเป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตฺโพ. สนฺทิฏฺฐิโก ก็คือเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ตายแล้วจะเห็นอย่างไรได้ จะมีความรู้ ความเห็นความรู้สึกอะไรที่ไหน มันต้อง คนเป็น ๆ. สนฺทิฏฺฐิโก ในที่นี้ คือคนเป็น ๆ รู้เห็นประจักษ์อยู่ด้วยใจตนเอง ว่านิพพานเป็นอย่างนี้ ๆ จะเป็นนิพพานชั่วคราว หรือเป็นนิพพานเด็ดขาดถาวร หรืออะไรก็ตาม ต้องประจักษ์ในจิตใจของคนเป็น ๆ. ถ้าไปสอนว่าต่อตายแล้ว หรือคนตายแล้วจึงจะได้นิพพาน, มันก็ขัดกับหลักที่ว่า สนฺทิฏฺฐิโก หรือปจฺจตฺตํ
น.73 เวทิตพฺโพ ผู้รู้ ผู้มีปัญญา จะรู้ประจักษ์ได้ด้วยตน เห็นได้ด้วยตน. และเป็น อกาลิโก ก็คือว่า ดับกิเลสได้เดี๋ยวนี้ ก็มีความเย็นเป็นนิพพานเดี๋ยวนี้, ไม่ใช่ว่า ปฏิบัติธรรมในชาตินี้แล้ว ไปได้ผลของการปฏิบัติธรรมกันชาติหน้า. อันนั้นมัน ว่าเอาเอง เป็นความพันเพื่อนของการสั่งสอน. เมื่อเรากินน้ำเข้าไปเราก็รู้สึกว่ามันอิ่ม หรือสดชื่นขึ้นมา มันต้องที่นั่น และเดี๋ยวนั้น. เมื่อเราปฏิบัติธรรม หรือเรา เป็นอยู่ชนิดที่กิเลสมันไม่ปรากฏ หรือว่ามันดับลงไป เราก็ จะรู้สึกผลของความไม่มีกิเลส ที่นั่นและเดี๋ยวนั้น, นี้ เรียกว่า อกาลิโก. ถ้ามัวไปสอนอยู่แต่ว่านิพพานต่อตายแล้ว ให้คนตายแล้ว ได้นิพพาน หรือว่าปฏิบัติชาตินี้ไปเอาผลชาติหน้า อย่างนี้มันไม่ใช่อกาลิโก. เพราะมัวแต่สอนกันว่า นิพพานต่อตายแล้วอย่างนี้ มันทำให้คนทั่วไปเกิดไม่เข้าใจ นิพพาน หรือเข้าใจนิพพานผิด ; อีกทางหนึ่งก็ทำให้ไม่สนใจ ไม่อยากจะสนใจ สิ่งที่จะได้ต่อตายแล้ว. เรื่องมันไม่จริงด้วย แล้วมันก็ให้โทษแก่ผู้ฟังด้วย. คนที่มีความเชื่องมงาย ก็เก็บมันไว้เป็นความฝัน เป็นเรื่องฝั่นอยู่อย่างนั้น การสอนว่านิพพานต่อตายแล้ว หลายร้อยหลายพันชาติหลายหมื่นชาติ นี้มันเป็นการหลอกลวงคนโง่ให้ทำบุญ ให้หลงเป็นเหยื่อหลายร้อยหลายพันชาติ หลอกลวงคนให้ทำบุญอย่างเดียว ตะพึดไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ; อย่างมากก็จะ พูดว่า นิพฺพาน ปจฺจโย โหตุ ให้มันเป็นปัจจัยแห่งนิพพานอยู่เรื่อย ๆ ไป, จะ นิพพานกันต่อเมื่อไรก็ไม่รู้. มันเป็นการสอนชนิดที่ เป็นการหลอกลวงให้ทำบุญ อย่างไม่มีขอบเขต ด้วยเจตนาร้ายเจตนาชั่วก็มี หรือโดยความโง่ของผู้สอนเองก็มี ขอให้พยายามทำความเข้าใจว่า นิพพานต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ซึ่งเราจะได้พูดกันต่อไป. ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือว่า ถ้าสอนกันไปในแง่ที่ว่า คน ๆ เดียวนี้ ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด ๆ ๆ เป็นคน ๆ เดียวกันนี้อยู่เรื่อยไป อย่างนี้มันเป็น
น.74 มิจฉาทิฏฐิ คือเป็นสัสตทิฏฐิ ประเภทมิจฉาทิฏฐิ. เพราะตามความจริงนั้น คนในนาทีนี้กับคนในนาทีหลัง มันก็ไม่ใช่คนเดียวกันเสียแล้ว มันเปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุตามปัจจัย. เพราะฉะนั้นการสอนที่ว่า มีตัวตนมีคนคนนั้นยั่งยืนอยู่ ตลอดกัลปาวสานต์ กว่าจะนิพพาน นี้มันเป็นเรื่องสัสตทิฏฐิ ว่าเที่ยง ว่ายั่งยืน ไม่ใช่พุทธศาสนา. ถ้าจะสอนว่าคนเดียวกันนี้อุตส่าห์ทำไป ทำไป ๆ แล้วก็หลาย สิบชาติ หลายร้อยชาติ หลายพันชาติ แล้วก็จะได้นิพพาน อย่างนี้มันเป็นการ สอนสัสตทิฏฐิ ไม่ใช่สอนพุทธศาสนา ; มีตัวกูถาวร อาตมันถาวรเรื่อยไป จน กว่าจะไปรวมกับปรมาตมัน คือนิพพานใหญ่. มันกลายเป็นไม่ใช่สอนพุทธศาสนา มันกลายเป็นสอนมิจฉาทิฏฐิ เรื่องสัสตทิฏฐิ. การสอนผิด ๆ ว่านิพพานต่อตาย แล้ว มันมีผลอย่างนี้. บางคนสอน หรือชักชวน หรือเกลี้ยกล่อมกัน ให้เกิดความเข้าใจว่า นิพพานเป็นของสุดวิสัยสำหรับพวกเราสมัยนี้. ขอให้คิดดูให้ดีพั่งดูให้ดี ว่าเรา กำลังคิดอย่างนั้นหรือเปล่า ? เพื่อนฝูงของเรากำลังบอกเราอย่างนั้นหรือเปล่า ว่านิพพานนั้นเป็นของพ้นสมัย สุดวิสัยสำหรับสมัยนี้เสียแล้ว อย่าไปทำกันเลย. นี้ก็เป็นการสอนที่ผิด ๆ. มันเป็นความโง่หรือความเหลวไหลของผู้สอนนั่นเอง แต่ยังอยากจะสอนคนอื่นอยู่. ตนโง่และเหลวไหลแล้ว แต่ยังอยากจะสอนคนอื่นอยู่ ตัวเองก็ต้องสอนว่า นิพพานนั้นสุดวิสัยเสียแล้ว เพื่อแก้ตัวให้ตัวเองด้วย แล้วก็ดึง คนอื่นไม่ให้สนใจ หรือให้เหลวไหลไปตามตัวเองด้วย. ที่พูดนั้นอาจจะพูดไปตามความรู้สึกจริงใจก็มี ว่ามันสุดวิสัย แต่ที่เจตนา จะหลอกกันก็มี. เพราะเขารู้อยู่ว่า ถ้าพระพุทธเจ้าเอาสิ่งที่เหลือวิสัยมาสอน พระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้า. หรือถ้าพระพุทธเจ้าเอาสิ่งที่มีเฉพาะกาลเวลา มาสอน ก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าต้องสอนสิ่งที่จริงถูกต้อง และใช้ได้
น.75 ตลอดอนันตกาล ไม่จำเพาะกาลเวลา ว่าสิ่งที่ใช้ได้เมื่อครั้งพุทธกาล ต่อมาอีก สองพันกว่าปีใช้ไม่ได้ พ้นสมัยล้าสมัยเหลือวิสัยของคน ; อย่างนี้มันก็ใช้ไม่ได้. ถ้าเราเชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราต้องถือว่าสิ่งที่ท่านสอนนั้น ต้องไม่เหลือ วิสัย เพราะท่านตรัสรู้ ท่านเป็นสัพพัญญู ท่านต้องรู้ว่าอะไรมันทำได้หรือทำไม่ได้ ท่านก็จะต้องสอนแต่สิ่งที่มันทำได้. ฉะนั้นอย่าไปถือว่าเป็นของเหลือวิสัย แต่ถ้าเราไปทำตัวให้เปลี่ยนไป เป็นเสียอย่างอื่นแล้ว มันก็อาจจะเหลือวิสัยจริงก็ได้ ; แต่ถ้าเราทำตัวให้ถูกต้อง ตามเรื่องของพุทธบริษัท มันก็ยังไม่เหลือวิสัย : ที่สอนว่านิพพานเป็นเรื่องสุดวิสัย ของสมัยนี้ อย่าไปสนใจ ให้ทำแต่บุญ ทำแต่กุศลเรื่อย ๆ ไปเถอะ อย่างนี้มัน อาจจะเป็นเพราะเจตนาหลอกลวงของผู้สอนอีกเหมือนกัน. เขารู้ว่าพระพุทธเจ้า จะไม่สอนสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ แต่เขามาสอนผู้อื่นว่ามันเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้สำหรับ สมัยนี้ ; ดังนั้นเขาก็เจตนาที่จะหลอกกัน ถ้าผู้ที่สอนเป็นผู้หวังจะได้รับประโยชน์ ก็เป็นการลวงเขาให้ทำบุญแก่ตน. นี้หมายความว่า ผู้สอนเป็นพระหรือผู้สอนที่ อยู่ในศาสนานี้ สอนให้เขาทำบุญ ตนก็ได้สิ่งที่เขามาทำบุญเรื่อย ๆไป ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าไปสอนเรื่องนิพพาน มันก็เป็นการตัดทางหากินของเขา เพราะว่าคนที่ต้องการ ไปนิพพานนั้น ไม่ต้องทำบุญ บ้าบุญ เมาบุญ เหมือนกับคนที่ไม่ต้องการนิพพาน แต่ต้องการจะบ้าบุญ. บางคนก็กลัวว่าลูกหลานมันจะไปบวชเสีย มันจะไม่อยู่กับบ้านกับเรือน, เลยบอกลูกบอกหลานว่าอย่าไปบวชเลย นิพพานเป็นของสุดวิสัยเสียแล้วในสมัยนี้. นี่หลอกให้ลูกหลานโง่ตามตนเองไปอีก อย่างนี้ก็เรียกว่า เจตนาสอน หรือเจตนา หลอก ให้ลูกหลานหมกหมุ่นอยู่แต่ในเรื่องโลก ๆ เรื่องสวย เรื่องงาม เรื่อง เอร็ดอร่อย เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; นี้ก็เป็นเรื่องเจตนาที่ไม่ดี.
น.76 ยังมีอีกบางพวก เป็นเพียงคนอวดดี อยากจะพูดชนิดที่อวดดี ก็พูด ไปว่า นิพพานนั้นพ้นวิสัยของคนสมัยนี้แล้ว อย่างนี้ก็มี. คนอวดดีนั้นปาก อยู่นิ่งไม่ได้ มันก็ต้องพูด และพูดไปตามที่รู้สึก จึงพูดผิด ๆ พูดเขว ๆ ไปว่า นิพพานนี้สุดวิสัยของคนสมัยนี้. ยังมีคนบางพวกที่สอนว่า นิพพานนี้ถึงแม้ว่า จะมีจริง หรืออยู่ใน วิสัยที่จะทำได้จริง มันก็เป็นเรื่องครึ ๆ คระ ๆ บ้า ๆ บอ ๆ เป็นเรื่องของ คนบ้า ๆ บอ ๆ หรือล้าสมัย. คนพวกนี้ ที่มีความคิดว่านิพพานเป็นของครึกระนี้ เป็นคนตามกันฝรั่งมากเกินไป หลงใหลในวัฒนธรรมทางเนื้อหนัง ของพวกฝรั่ง มากเกินไป, เลยรู้สึกว่านิพพานเป็นเรื่องกรึกระ ; แล้วมองดูอีกทีหนึ่งก็คือว่า ไม่รู้จักตัวมันเอง จึงหลงผิดไปว่านิพพานเป็นเรื่องครึคระ ; ไม่รู้จักตัวเองว่า เป็นอะไร ควรจะได้อะไร ธรรมชาติสร้างมาอย่างไร หรืออะไรเหล่านี้ ; ไม่รู้จัก ตัวเองทุกอย่างทุกประการ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไป ว่านิพพานเป็นเรื่องครึกระ คนที่ไม่รู้จักตัวเอง ก็คือคนที่ไม่รู้จักพระธรรม ; พระธรรมคือธรรมชาติ หรือ กฎของธรรมชาติ หรือหน้าที่ตามธรรมชาติ ; อย่างนี้เขาไม่รู้ทั้งนั้น. ฉะนั้นเขาจึงไม่รู้จักตัวเอง ว่าเป็นอย่างไรที่เนื่องกันกับธรรมชาติ มัน เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า นิพพานนี้เป็นเรื่องครึคระ เพราะสอนแต่เรื่องความสงบ ความหยุด ความว่าง อะไรทำนองนั้น. เขาต้องการเรื่องสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เหมือนที่คนสมัยใหม่เขาทำกัน คนพวกนี้ก็สอนว่า นิพพานเป็นเรื่องครึกระ บ้าบอสำหรับสมัยนี้ ; ลูกหลานก็เลยหันหลังให้เรื่องของนิพพาน. บางคนบางพวกเขาสอนว่า เรื่องนิพพานนี้ ไม่เกี่ยวกับฆราวาส ฆราวาสอย่าไปสนใจเรื่องนิพพาน, แล้วเรื่องนิพพาน นี้เป็นข้าศึกแก่ความเจริญ
น.77 ของพวกฆราวาส. ฟังดูให้ดี เป็นเรื่องจริงที่มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ว่าถ้าไปสนใจ เรื่องนิพพานแล้ว ชีวิตฆราวาสจะไม่ก้าวหน้า นี้คือคนโง่แสนจะโง่ แล้วหลับตาพูด. คนนั้นไม่รู้จักความเป็นฆราวาส ไม่รู้จักตัวเอง เท่า ๆ กับที่ไม่รู้จักนิพพาน ; เขาไม่รู้จักตัวเองเท่า ๆ กับ ไม่รู้จักนิพพาน แล้วเป็นฆราวาส ก็ไม่รู้จักความเป็น ฆราวาสว่าคืออะไร. ถ้าเขาจะรู้สักนิดหนึ่ง ว่าฆราวาสนี่แหละคือพวกที่อยู่ ในกองไฟ; ฉะนั้นฆราวาสนี่แหละ คือพวกที่ต้องการน้ำจะดับไฟ ต้องมี สติปัญญารู้จักหาน้ำมาดับไฟ จะได้อยู่อย่างไม่ต้องอยู่ในกองไฟ. เรื่องนิพพานนั้น เป็นเรื่องน้ำที่จะดับไฟ ไม่ว่าของใครของผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือเป็น บรรพชิต. เมื่อฆราวาสอยู่ในกองไฟมากกว่าบรรพชิต ฆราวาสก็ต้องการน้ำที่ จะดับไฟมากกว่าบรรพชิต ; ฉะนั้นมันยิ่งจำเป็นสำหรับฆราวาส. พระพุทธเจ้าท่านต้องการจะช่วยคนที่มีความทุกข์. นี่ขอให้จำไว้ให้ เป็นหลักว่า พระศาสดาของศาสนาไหนก็ตาม เขาต้องการที่จะช่วยคนที่เป็นทุกข์. ถ้าคนที่ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องช่วย ไม่จำเป็นจะต้องมีปัญหาอะไร ; คนที่อยู่ในกองทุกข์ต่างหากต้องช่วย มันมีปัญหา. ดังนั้นธรรมะหรือศาสนา ต่าง ๆ นี้ มันมีเพื่อคนที่อยู่ในกองทุกข์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือฆราวาส เพื่อ เขาจะได้เป็นฆราวาสชนิดที่ไม่มีความทุกข์โดยที่ไม่จำเป็น. การที่เกิดความเข้าใจ ว่านิพพานไม่เกี่ยวกับฆราวาส แล้วเป็นข้าศึกแก่ความก้าวหน้าของฆราวาสนั้น มันเป็นคำพูดที่ผิด ; แล้วเป็นขบถต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง. แต่คนก็ยังมี ความเข้าใจอย่างนั้นกันไปได้. ยิ่งในบ้านเมืองที่เจริญอย่างเช่นที่กรุงเทพ ฯ อย่างนี้ คนยิ่งจะหลงในความเป็นฆราวาส และรู้สึกว่านิพพานเป็นข้าศึกของพวก ฆราวาส ยิ่งกว่าที่บ้านนอกคอกนา. ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะผู้สอนนั้นสอนผิด. ผู้สอนจะเป็นพระหรือฆราวาส ด้วยกันก็ตาม สอนกันผิด ผิดด้วยเจตนาร้ายก็มี ผิดด้วยความโง่ พูดไปตาม
น.78 ความโง่โดยไม่เจตนาก็มี, และสอนสืบ ๆ กันมา โดยไม่ต้องบอกต้องถาม โดย ไม่ต้องวิจารณ์กันอีกแล้ว. มันก็เลยเหมาเอาดื้อ ๆ ว่าเรื่องนิพพานไม่เกี่ยวกับ ฆราวาส, แล้วก็เป็นข้าศึกแก่พวกฆราวาส. แต่ว่าต้นเหตุสำคัญนั้น มันอยู่ ตรงที่ว่า คนมันหลงในความสุขทางเนื้อทางหนัง อย่างหลับหูหลับตามากเกินไป คนชั้นบิดามารดานี้ไม่เท่าไร ; คนชั้นลูกชั้นหลานนี้มันถูกการศึกษา การอบรม แวดล้อมกันไป ให้หลงใหลไปในทางเนื้อทางหนังกันมากขึ้น และมากเกินไป โดยไม่มีที่สิ้นสุด ; มันก็เกิดความคิดนึกได้เองว่า ถ้ามันมีเรื่องอะไร ที่ทำให้ เหินห่างออกไปจากสิ่งเหล่านี้แล้ว อย่างนี้มันเป็นข้าศึกของเรา. ฉะนั้นคน หนุ่มๆ สาวๆ สมัยนี้ จึงไม่สนใจเรื่องนิพพาน ที่เขาสอนกันมาอย่างผิด ๆ ตัวเองก็เข้าใจอย่างผิด ๆ. ขอให้ไปเข้าใจเสียใหม่ กลับความเข้าใจของตัวเสียใหม่ แล้วก็บอกลูก บอกหลานให้มันถูกต้อง ว่าฆราวาสมันอยู่กลางกองไฟนี้ นิพพานจะช่วยดับไฟ จะไม่ต้องนั่งร้องไห้ จะไม่ต้องฆ่าตัวตาย จะไม่ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ; นี้เราจะ พูดกันต่อไปอีก. มีคนบางพวก พูดอย่างรวม ๆ กันทุกยุคทุกสมัย ทุกหนทุกแห่งแล้ว เขาพูดว่า คนที่จะมีอุปนิสัยขนาดที่จะบรรลุนิพพานได้นั้น มีน้อยเกินไป เราไม่อยู่ ในพวกนั้น ; ว่าคนที่จะบรรลุนิพพาน มีได้น้อยเกินไป เท่ากับจำนวนของ เขาวัว ส่วนคนที่ธรรมดาสามัญ ที่ไม่อาจจะบรรลุได้นั้น มีจำนวนเท่าขนของวัว วัวตัวหนึ่งมีสองเขา แล้วก็มีขนกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านเส้นก็ไม่รู้ ไม่เคยนับ, แต่ ทุกคนก็มองเห็นได้ว่า มันมากกว่ากันมาก. ที่นี้ เขาก็มาสอนกันไปในทางยืนยัน ให้ยึดมั่นว่า คนที่จะไปนิพพานได้มีจำนวนเท่าเขาวัว และอยู่ในวัฏฏสงสาร มี จำนวนเท่าขนวัว ; สอนให้ปักใจเชื่อกันเสียอย่างนี้ นี้มันก็เป็นคนหลับตาพูด
น.79 อยู่ในประเภทคนโง่ชนิดหนึ่ง, คือมันไม่เข้าใจคำว่า "อุปนิสัย" เอาเสียเลย. คำว่า "อุปนิสัย" นั้น เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ อบรมได้ แวดล้อมได้ เพิ่มเติมได้ แก้ไขได้. ท่านทั้งหลาย ช่วยทำความเข้าใจกันเสียใหม่อย่างนี้. ว่า สิ่งที่เรียกว่า นิสัยปัจจัย หรืออุปนิสัย อัชฌาศัย อะไรก็ตาม มันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาได้ แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เพิ่มเติมให้มากขึ้นได้ ; อย่าไปตายใจเสียว่า เราไม่มี อุปนิสัยที่จะเป็นไปได้ อย่างนี้มันเป็นคนปล่อยหมด วางมือหมด. เขาไม่เข้าใจ ตัวเอง ไม่เข้าใจนิพพาน ไม่เข้าใจธรรมชาติที่สร้างสัตว์ทั้งหลายมา และไม่เข้าใจ สิ่งที่เรียกกันว่า อุปนิสัย ที่เขาพูดอยู่พล่อย ๆ นั้น. อีกอย่างหนึ่งต้องเข้าใจว่า นิพพานนั้นมันมีอยู่หลายระดับ คืออย่าง ชั่วคราวก็มี อย่างถาวรก็มี ; อย่างน้อยที่สุดเดี๋ยวนี้เรามีสมรรถภาพ มีอุปนิสัย มีอะไรพร้อมที่จะรู้จักนิพพานอย่างชั่วคราว หรือตัวอย่าง หรือชิมลอง. เช่นเมื่อ เรามานั่งอยู่ที่นี่ไม่มีกิเลสรบกวน เย็นสบาย นี่เราก็รู้สึกความเย็นของจิตใจอันนี้ได้ นี้ก็เป็นนิพพานชิมลอง ; ไม่เห็นต้องใช้ความสามารถวิเศษวิโสอะไร เราก็รู้สึก ความเยือกเย็นอันนี้ได้ ซึ่งเป็นตัวอย่างนิพพานชิมลอง หรือว่าตัวอย่างสินค้าของ พระพุทธเจ้า. เราอยู่ในฐานะหรืออุปนิสัยที่จะชิมลองได้ แล้วค่อยติดตามต่อ ๆ ไป. ฉะนั้นถ้าใครพูดว่า เราไม่มีอุปนิสัยเพื่อนิพพานอย่างนี้ คนนั้นมันไม่รู้จักตัวเองก่อน แล้วก็ไม่รู้จักนิพพาน ไม่รู้จักอะไรหมด จึงพูดว่าเราไม่มีอุปนิสัยสำหรับนิพพาน ; เขาจัดตัวเองให้เป็นคนโง่ ตัวโง่เหลือที่จะโง่ และเป็นคนโชคร้ายที่สุดเหลือที่จะ โชคร้าย. แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ยังรู้รสของความสงบ, มันพอใจในความสงบ อยากนอนสงบ อยากไม่ให้มีอะไรรบกวน ; มันมีอุปนิสัยที่จะมีความรู้เรื่อง
น.80 ความสงบ แล้วก็ชอบความสงบ. ฉะนั้นคนต้องดีกว่านั้น เพราะธรรมชาติ สร้างมาให้มีอุปนิสัย ให้มีสติปัญญา สามารถในการที่จะดับทุกข์ของตน ๆ ด้วยกัน ทั้งนั้น อย่าไปบิดผันมันเสียให้ผิด, ปล่อยให้มันเป็นไปตามวิถีทางของธรรมชาติ แล้วมันจะค่อยฉลาดในเรื่องของความดับทุกข์ยิ่งขึ้นทุกที ๆ. เดี๋ยวนี้คนมันไป บิดผันธรรมชาติ เพราะการศึกษาผิด อบรมผิด แวดล้อมผิด หันไปหาความ หลงใหลในเรื่องเนื้อหนังมากขึ้นทุกที ตามความเจริญของโลกสมัยใหม่. ฉะนั้นขอให้ทุก ๆ ท่านไปคิดดูให้ดี ว่าเรากำลังได้รับการสั่งสอนมา ผิด ๆ หลายอย่างหลายประการ เช่นว่านิพพานต่อตายแล้วหลายร้อยหลายพัน ชาติ, นิพพานเป็นของสุดวิสัยของพวกเราสมัยนี้, นิพพานเป็นเรื่องครึคระ บ้า ๆ บอ ๆ, นิพพานไม่เกี่ยวกับฆราวาส, เราไม่มีอุปนิสัยของนิพพาน, อย่างนี้ขอให้กวาดทิ้งไปเสียให้หมดจากจิตใจ และให้ถือว่ามันเป็นเรื่องโชคร้าย ที่ได้รับคำสั่งสอนอย่างนี้ ต้องแก้ไขต้องเลิกล้างมันเสียให้มันกลายเป็นโชคดี. เอาละ เมื่อเราได้พูดกันถึงเรื่องอุปสรรค ที่ทำให้ไม่สนใจในนิพพานมา พอแล้ว ก็จะพูดถึงเรื่องนิพพานโดยตรงกันบ้าง. พอเป็นเครื่องสังเกต อย่างที่ ได้กล่าวแล้วว่า พูดกันละเอียด คราวนี้มันไม่ไหว, แต่พูดโดยเค้าเงื่อนให้เข้าใจ ได้นั้น มันพอจะทำได้. ฉะนั้นจะได้พูดในหัวข้อต่อไปว่า นิพพานนี้มันคืออะไร ?. เราต้องตั้งปัญหาขึ้นมาก่อนว่า นิพพานนั้นมันคืออะไร ? แล้วปิด อุดเสียว่าอย่าไปโพล่งบอกออกไปว่า นิพพานคือสิ่งที่จะได้ต่อตายแล้ว หลายร้อย หลายพันหลายหมื่นชาติ ; อย่าไปเข้าใจอย่างนั้น อย่าเพ่อเข้าใจอย่างนั้น อย่าเพ่อ มีปัญหาอย่างนั้น ; ทิ้งมันไปเสียให้หมด มาพิจารณากันเดี๋ยวนี้ว่า นิพพานนั้น คืออะไร ?.
น.81 ถ้าถามว่า นิพพานคืออะไร ? มันเกิดแบ่งแยกออกเป็น ๒ แพร่ง ๒ ทาง. คือนิพพานแท้จริงตามธรรมดาสามัญของธรรมชาตินี้ ทางหนึ่ง, แล้ว นิพพานเนื้องอก ที่งอกไปตามความเพ้อของสติปัญญา ของการศึกษา ของ ปริยัติธรรม ของภาษา ของคนบ้าหอบฟาง รู้อะไรท่วมหัวก็ยังเอาตัวไม่รอด นั้น เรียกว่า นิพพานของพวกนักพูด นักศึกษา นักปริยัติ นี้ก็ทางหนึ่งแพร่งหนึ่ง. แบ่งนิพพานออกเป็น ๒ นิพพาน : นิพพานแท้ ๆ ตามธรรมชาติ ของคุณป้าคุณย่า ที่ไม่รู้หนังสือ นิพพานตามธรรมชาติ อย่างนี้พวกหนึ่ง ความหมายหนึ่ง ; แล้ว นิพพานของนักปริยัติ ตัวเอกพูดได้ร้อยนับ พันนัย เป็นบ้าหอบฟางไป นั้นก็อีก พวกหนึ่ง ; มันเป็น ๒ นิพพานอยู่อย่างนี้. ทีนี้จะพูดนิพพานตามธรรมดา ตามธรรมชาติแท้ ๆ ของพระพุทธเจ้าก่อน ฟังไว้ให้ดี แล้วจึงค่อยพูดถึงนิพพาน ของนักปริยัติพวกบ้าหอบฟางทีหลัง. ถ้าถามว่านิพพานคืออะไร นิพพานตามธรรมชาติแท้ เป็นนิพพานแท้ และเป็นของชาวบ้านที่ไม่ต้องรู้หนังสือก็ได้ หรือตามที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมาย หรือตามที่คนก่อนพระพุทธเจ้าเขามุ่งหมายกัน ในทางที่ถูกต้อง. เมื่อถามว่า นิพพานคืออะไร ? ก็ต้องตอบได้เลยว่า นิพพานนั้นคือ เย็นหรือไม่ร้อน. นี่แหละ มันง่ายอย่างนี้ มันจะง่ายแสนง่ายที่จะจำไว้ว่า นิพพานนั้นคือเย็นและไม่ร้อน. ถ้าเย็นสนิทก็เติมคำว่า ‘ ปริ ’ เข้ามาเป็น ปรินิพพาน นี้แปลว่าเย็นสนิท ; นิพพาน เฉย ๆ ก็แปลว่าเย็น. ถ้าร้อนไม่ใช่นิพพาน ถ้าเย็นเป็นนิพพาน. คำพูดที่พูดกันอยู่ก่อนพุทธกาลก่อนโน้น ไม่เกี่ยวกับธรรมะนั้น นิพพาน ก็แปลว่าเย็น ปรินิพพานก็แปลว่าเย็นสนิท. ทีนี้พูดให้มันชัดออกไปให้มันกว้าง ออกไป เพื่อจะเข้าใจได้ดีขึ้น คำว่าเย็นสนิทนี้ ไม่ใช่จะหมายถึงเรื่องทางธรรม
น.82 ทางศาสนา. เขาหมายถึงทั้งหมดเลย ; จึงแบ่งความเย็นได้ออกไปเป็น ๓ ชนิด คือ เย็นของวัตถุ. วัตถุที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ที่มันร้อนแล้วมันเย็นลง ความเย็น นั้นก็เรียกว่านิพพาน เช่นถ่านไฟร้อน ๆ เย็นลง ความเย็นนั้นก็เป็นนิพพาน. ข้าวหรือกับข้าวร้อนๆ กินไม่ได้ ปล่อยให้เย็นเสียก่อน มันเย็นลงกินได้ ความเย็น นั้นก็เป็นนิพพาน. หรือวัตถุอะไรก็ตามที่มันร้อนแล้วมันเย็นลง ความเย็นอันนั้น ก็เป็นนิพพาน ; อย่างนี้เรียกว่าความเย็นของวัตถุ, ก็เรียกนิพพานกันมาแต่เดิม ก่อนพระพุทธเจ้า. แม้ในสมัยพระพุทธเจ้า หรือในสมัยที่พูดภาษาบาลีนี้ เมื่อ เล็งถึงวัตถุ คำว่านิพพานก็แปลว่าเย็นของวัตถุ. อย่างที่สอง มันเย็นของมรรยาท กิริยาอาการ. กิริยาอาการ ที่มันดุร้ายที่มันอันตราย เช่น เสือ หมี อะไรก็ตาม เป็นสัตว์ป่าดุร้าย หรือ วัว ควาย ที่เป็นของป่ายังดุร้าย มีกิริยาอาการอันดุร้าย นี้เรียกว่าร้อน ; และเมื่อ สัตว์เหล่านั้นได้รับการฝึกดีแล้ว มันจึงมีกิริยาอาการเย็น. ถึงคนก็เถอะ คนป่า กิริยาอาการดุร้ายไม่น่าไว้ใจ มาฝึกฝนเสียให้ดี มีกิริยามรรยาทเย็นลงอย่างนี้ ก็เรียกว่าเย็นเหมือนกัน เย็นลงของกิริยาอาการหรือมรรยาทนี้. นี้พูดไว้สำหรับว่า จะจักให้เป็นนิพพานของสัตว์เดียรัจฉาน. นิพพานที่ ๑ ของวัตถุที่ไม่มีชีวิตจิตใจ, นิพพานที่ ๒ ของสัตว์เดียรัจฉานที่มีคุณค่าแสดงทางกิริยาอาการ. นิพพานอย่างที่ ๓ เย็นของจิตใจ คือเย็นของมนุษย์ที่มีคุณธรรมดี มีธรรมะมากแล้วใจเย็น. ถ้ามีกิเลสมันร้อน ที่นี้กิเลสมันละลายไป จางไปมันก็ เย็นลง ๆ ความเย็นนี้เรียกว่านิพพาน นิพพานของคน. แต่พูดกว้าง ๆ ว่า เย็นใจก็แล้วกัน เพราะมันมีเย็นใจอย่างอื่น ซึ่งไม่ถึงกับหมดกิเลสนั้นก็ยังมี จำไว้ให้ดีก่อนว่า นิพพานนี้แปลว่าเย็น : เย็นของวัตถุก็ได้, เย็นของกิริยา อาการท่าทางก็ได้ และเย็นของจิตใจก็ได้ ; เรียกว่านิพพานเหมือนกันหมดโดย
น.83 ภาษาพูด. แต่ว่า นิพพานในทางธรรมนั้นหมายถึงเย็นโดยจิตใจ นี้มันมีหลัก อยู่อย่างนี้. ในที่นี้เราจะพูดถึงเรื่องเย็นโดยจิตใจอย่างเดียว ; เย็นทางวัตถุ เย็นทางกิริยาอาการนั้นมันไม่เกี่ยวกันกับธรรมะ ที่มันเกี่ยวกันกับธรรมะ มันมีแต่ เรื่องเย็นทางจิตใจ. เย็นทางจิตใจนี้ ก็ยังแบ่งออกไปได้เป็นระดับ ๆ ตามความสูงหรือต่ำ ของสติปัญญา หรือการศึกษาค้นคว้า หรือวัฒนธรรมที่เป็นมาแต่ต้นจนบัดนี้. ความสูงต่ำของสติปัญญา ทำให้เกิดเข้าใจความเย็นนั้นแหละสูงต่ำได้. ดังนั้น ตามที่ได้เป็นมาแล้วในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ที่ค้นคว้าเรื่องนิพพาน เรื่องความเย็น โดยเฉพาะในประเทศอินเดียนี้ ทีแรกเขาไปหลงเอาความเย็น เพราะได้อย่างอกอย่างใจในทางกามคุณ. เราหิวกามคุณ เป็นความร้อน พอได้ กามคุณอย่างใจ ก็เป็นความเย็นชนิดหนึ่งขึ้นมา. ฉะนั้นเขาหลงเอาความสมบูรณ์ ทางกามารมณ์ อย่างสูงสุดเรื่องเพศนี้ เป็นนิพพาน หรือเป็นของเย็น ก็ได้ พักหนึ่งยุคหนึ่ง มันเย็นจริงหรือไม่ มันก็ตอบได้อย่างกำกวม มันเย็นชั่วระงับ ความหื่นกระหายได้ขณะหนึ่งเท่านั้น แต่แล้วมันไม่ใช่เย็นจริง. ฉะนั้นต่อมา ผู้มีปัญญาก็ค้นพบว่า นั่นไม่ใช่เย็นจริง นี้ยังไม่ใช่นิพพาน แท้ เป็นนิพพานหลอกเด็กไป แล้วต่อมาค้นพบจิตที่เย็นจริง เพราะอำนาจของ สมาธิ คือทำให้จิตหยุดจากความกระวนกระวาย ระส่ำระสาย ฟุ้งซ่าน จิตมีความ สงบเย็นลงมาด้วยอำนาจของการฝึกฝน ก็เลยถือเอาความเย็นจากการทำสมาธินี้ เป็นนิพพานกันมาพักหนึ่ง ยุคหนึ่ง นานมากเหมือนกัน ; จนกระทั่งถึงยุค พุทธกาลก็ยังมีเหลืออยู่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงพวกนี้เหมือนกันว่า พวกที่ยังหลง เอาจตุตถฌานเป็นนิพพาน ยังมีอยู่แม้ในครั้งพุทธกาล. พวกนี้เอาความสุขที่เกิด จากสมาธิเป็นนิพพาน คืออย่างน้อยก็ได้จตุตถฌาน. ผู้ที่สามารถทำจตุตถฌาน
น.84 ให้เกิดขึ้นได้ จะรู้สึกว่าเป็นสุขเหลือประมาณ กระทั่งสูงขึ้นไปถึง พวกอายตนะ ต่าง ๆ เช่นอากิญจัญญายตนะ แนวสัญญานาสัญญายตนะ ฯลฯ หลงกันอย่างนี้ อยู่ยุคหนึ่ง. ต่อมาสติปัญญามันสูงขึ้น จนเกิดพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านพบ ว่าสองอย่างนั้น มันก็ยังไม่ใช่นิพพานแท้ มันเย็นอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ เย็นที่แท้จริงหรือที่สุด. เย็นแท้จริงคือต้องหมดกิเลส ไม่มีกิเลสเหลืออยู่ กระทั่ง หมดกรรม ไม่มีกรรมด้วย ; หมดกิเลสหมดกรรม จึงจะหมดทุกข์ ; ถึงจะเย็นจริง. หมดกิเลสหมดกรรม แล้วจึงหมดทุกข์ ซึ่งเป็นผลของกรรม มันจึงจะเย็นจริง. นี่คือเย็นเหลือที่จะพรรณนาได้ เรียกว่านิพพานจริง. ลองเปรียบเทียบกันดู : เย็นเพราะได้กามารมณ์ตามต้องการ, เย็น เพราะจิตเป็นสมาธิ, เย็นเพราะจิตหมดกิเลส มันเป็น ๓ ชั้นอยู่อย่างนี้. แต่ก็ต้อง เรียกว่าเย็นด้วยกันทั้งนั้น แม้สองอย่างแรกนั้นมันจะเย็นไม่จริง แต่มันก็ยังดีกว่า ร้อน. นี่ถ้าเอาความสูงต่ำของสติปัญญาเป็นประมาณ มันก็ได้อย่างนี้. ถ้าเราจะเอาน้ำหนักของการกระทำ หรือความสามารถของการกระทำ เป็นประมาณ ที่เกี่ยวกับนิพพานจริงๆ หรือนิพพานไหนก็ตาม มันยังแบ่ง ได้เป็น ๓ ชั้นว่า : เย็น เพราะมันประจวบเหมาะเข้าหรือเป็นเอง นี้มันก็เย็น ชนิดหนึ่ง. มันประจวบเหมาะเข้า เช่นท่านทั้งหลายมาที่วัดนี้ ประสบสิ่ง แวดล้อมอย่างนี้ จิตใจมันก็เย็นลง โดยความประจวบเหมาะ เย็นเองไม่ต้องทำ อะไร นี้มันก็เย็นชนิดหนึ่ง ; เรียกว่าเย็นประจวบเหมาะ เย็นเองตามธรรมชาติ. หรือว่าเมื่อมันร้อน ร้อนหนักเข้า ๆ มันก็ขี้เกียจร้อน มันก็หยุดไปเอง เหมือน มันง่วงนอน มันก็นอนหลับไปเอง อย่างนี้; นี้เย็นอย่างหนึ่ง มันเป็นไปเอง.
น.85 อย่างที่สอง เราฝึกฝนและบังคับได้ ให้จิตมันสงบอยู่ชั่วเวลาที่เราบังคับมัน อย่างนี้มันก็เย็น เพราะบังคับไว้. มัน เย็นได้เท่าที่เราบังคับไว้ ได้ด้วย การปฏิบัติของเรา ; เย็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่เย็นที่สุด. เย็นที่สุด ถาวรที่สุดนั้นก็ ต้องเพราะหมดกิเลส หมดกรรมหมดทุกข์อีกนั่นแหละมันจึงจะเย็นจริง. แต่มัน ก็เรียกว่าเย็นทั้งสามอย่าง และเรียกได้ว่านิพพานทั้งสามอย่าง. แต่ถ้าไม่เย็นจริง ไม่เย็นสนิทจริง เราไม่เรียกว่า "ปรินิพพาน". ขอเตือนย้ำไว้เสมอว่า นิพพานก็ตาม ปรินิพพานก็ตาม หมายถึงมี ชีวิตอยู่นะ อย่าเอาไปปนกับต่อตายแล้ว นั่นมันเป็นเรื่องของคนหลับตาพูด. นิพพานหรือปรินิพพานก็ตาม เป็นเรื่องของคนเป็น ๆ ที่มีชีวิตอยู่ ไม่ใช่คน ตายแล้ว. ฉะนั้นถ้ามันมีเย็นมันก็เรียกว่านิพพาน ถ้าเย็นจริงเย็นถึงที่สุดก็เรียกว่า "ปรินิพพาน". ถ้าว่าเย็นโดยประจวบเหมาะเรียกว่า "ตทังคนิพพาน", เย็นเพราะเราบังคับเอาได้ด้วยการกระทำเรียกว่า "วิกขัมภนนิพพาน", นี้ ยังไม่ใช่ ว่าเย็นสนิทหรือเย็นจริง. แต่ให้เข้าใจไว้ ให้รู้จักสังเกตไว้ ว่าเย็นโดยบังเอิญ ไม่ต้องทำอะไร ก็มี แล้วเราก็อยู่ได้ด้วยความเย็นอันนี้ เราจึงไม่เป็นบ้า. ถ้าจิต มันฟุ้งซ่านเรื่อย มันร้อนเรื่อย ไม่รู้จักเย็นตามธรรมชาติเลย เราก็ต้องตาย หรือเป็นบ้าหรือเป็นโรคเส้นประสาท. นี่เราก็มีวิธีทำให้มันเย็นโดยการบังคับ ปฏิบัติให้ถูกต้อง มันก็แก้สิ่งร้าย ๆ เหล่านั้นได้ ; แล้วเราทำไป ๆ ๆ ๆ ๆ จนสามารถ ทำให้มันเย็นสนิท เพราะหมดกิเลส. นี่ คำว่าเย็นหรือนิพพาน มันมีเป็นชั้น ๆ อย่างนี้ ; เย็นประจวบเหมาะ เย็นบังคับเอา, และเย็นเพราะหมดกิเลส. ทีนี้ ก็อยากจะพูดถึง คำว่านิพพาน โดยความหมายอย่างอื่นให้เข้าใจไว้ อีกทีหนึ่ง เพื่อช่วยให้เข้าใจทั้งหมดได้ง่ายเข้า ก็คืออยากจะให้ได้ยินได้ฟังคำว่า "นิพพานซิมลอง" หรือตัวอย่างสินค้า นี้ เรียกว่านิพพานชิมลอง ตัวอย่างสินค้า.
น.86 เราไปที่ไหน เราทำอะไร หรืออย่างสมมติว่ามาที่นี่ แล้วเย็นอกเย็นใจ นี้แหละเป็น นิพพานชิมลอง. นิพพานอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า นิพพานทันใจอยาก ต้องการเมื่อไร ทำได้ทันใจอยาก. ยังไม่ใช่นิพพานจริงเหมือนกัน แต่ว่ามีรสอย่างเดียวกัน แล้วทำได้ทันใจอยาก ; คือให้ฝึกสมาธิ ถ้าฝึกสำเร็จแล้ว ก็หมายความว่าเรา อยากจะมีสมาธิเมื่อใดก็มีได้เมื่อนั้น ; พอเราอยากจะนิพพานทันใจอยากขึ้นมา เราก็เข้าสมาธิ ก็ได้อยู่ในความเย็นทันใจอยาก แล้วก็เย็นเหมือนกัน เย็นจริง ๆ . นิพพานอีกอย่างหนึ่งที่ควรจะเรียกว่า "นิพพานชั่วคราว" หรือนิพพาน ชั่วขณะ แปลว่าด้วยการที่เราทำขึ้นก็ตาม หรือมันเป็นเองก็ตาม กินเวลาชั่วขณะ หรือชั่วคราว บางทีจิตใจมันก็โปร่งเย็นสบายขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่มีเหตุผล หรือว่า เราได้รับการพักผ่อนนอนหลับสบายดี ตื่นขึ้นมาก็ชุ่มชื่นเยือกเย็นไม่มีกิเลสอะไร รบกวน นี้มันก็เป็นนิพพานประจวบเหมาะ แล้วก็เป็นเรื่องชั่วคราวหรือชั่วขณะ, ทั้งหมดนี้มันล้วนแต่เป็นนิพพานชั่วคราวหรือทันใจอยาก หรือเอาไว้ที่ก่อน หรือ ชิมลอง. ยังมีนิพพานแท้อีกพวกหนึ่ง แม้ที่เป็นนิพพานแท้ ก็ยังแบ่งเป็น ๒ ชั้น คือชั้นที่เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์นั้นเรียกว่า นิพพานแท้นิพพาน ถึงที่สุดทั้งนั้นแหละ แต่ว่าพระอรหันต์ที่แรกเป็น ท่านเพียงแต่หมดกิเลสสิ้นเชิง แต่ว่าร่างกายของท่านเปลี่ยนตามไม่ทัน ฉะนั้นท่านจะยังมีความรู้สึกในเวทนาต่างๆ บางคราวเวทนาจะเป็นของร้อนสำหรับท่านคือ รู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัส ทนทรมาน ทั้งที่เป็นพระอรหันต์แล้ว เวทนานั้นยังเป็นของไม่เย็นอยู่ก็มี ; ทีนี้ต่อมา พระอรหันต์ที่อยู่ไป ๆ และจะเป็นเวลาเท่าไรก็ไม่แน่ แต่ว่ามันเปลี่ยนหมดจน
น.87 กระทั่งว่าเวทนาไม่มีทางที่จะร้อนขึ้นมาอีก แม้เวทนาที่จะเอาชีวิต. ในบาลีเรียก พระอรหันต์ที่แรกเป็น เวทนายังไม่เข้ารูปนี้ว่า "สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ท่านได้นิพพานธาตุชนิดที่ยังมีเชื้อเหลืออยู่ ท่านยังจะต้องผจญกับเวทนาที่เป็นทุกข์ อย่างที่เรียกว่า "เป็นทุกข์" ทีนี้ ต่อมาท่านอยู่เหนืออำนาจของเวทนา ไม่มีอะไร ทำให้เป็นทุกข์ได้ เรียกว่า "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" อย่างพระพุทธเจ้าของเรา ปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ คือไม่มีเวทนาที่เป็นของร้อนเลย สำหรับท่าน. นี่ นิพพานแท้ก็ยังมีชนิดที่ยังไม่ถึงที่สุด และถึงที่สุดอย่างนี้. นี่ เราพูดเรื่องเย็น ๆ กันมา ขอให้รู้จักคำว่าเย็น ให้หมดสิ้นอย่างนี้ ตามธรรมชาติตามธรรมดา ไม่มีเลศนัยอะไร ทางคำพูดทางตัวหนังสือ. สรุปความ เมื่อถามว่านิพพานคืออะไร ก็ตอบว่านิพพานนั้นคือเย็น เย็นของสิ่งที่ร้อน ไม่ใช่ เย็นของสิ่งที่มันไม่ร้อน. สิ่งที่มันเย็นอยู่เองนี้ เราไม่พูดได้ว่ามันเย็นอีก. แต่ถ้า มันมีความร้อนอยู่แล้ว มันมีทางที่จะต้องเย็นลง ๆ เราเรียกว่าความเย็นลง ของสิ่งที่ร้อนนี้ ว่าเป็น "นิพพาน” ; จะเป็นกายร้อน ใจร้อน อะไรร้อนก็ตาม ถ้ามันเย็นลงไปนั้นก็เป็นนิพพาน, เช่นไม่สบายใจมาจากบ้าน พอเข้ามาในป่า อย่างนี้มันเย็นลง ความไม่สบายใจมันเย็นลง นี้ก็เรียกว่านิพพานชนิดหนึ่ง ๆ นิพพานชั่วคราว นิพพานประจวบเหมาะไปตามเรื่อง. ฉะนั้นจึงบัญญัติความหมายให้ชัดลงไปว่า นิพพานนั้นคือความเย็นลง ของสิ่งที่มีความร้อน จนกระทั่งถึงที่สุด. แล้วเป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยจิตใจของคน เพราะฉะนั้นต้องเป็นเรื่องของคนเป็น ๆ ไม่ใช่เรื่องของคนตายแล้ว. นี้แหละ คือนิพพานที่ทุกคนจะต้องสนใจ เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจ ได้ไม่เหลือวิสัย ไม่อะไรหมด เป็นเรื่องของความเย็นหลาย ๆ ชนิด หลาย ๆ ชั้น แล้วเราก็ทำให้ได้ตามสมควรแก่ความสามารถของเรา. ขอเตือนอีกครั้งว่า นี้แหละ
น.88 คือนิพพานที่ท่านทั้งหลายจะเข้าใจได้ ในเมื่อถามว่านิพพานคืออะไร คือเย็นลง แห่งสิ่งที่ร้อน : มันจะเป็นวัตถุหรือมันจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่ามันจะเป็น มนุษย์ก็ตาม ; มันเย็นลงแล้ว ก็เรียกว่านิพพาน มีเท่านี้เองสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า เย็นลงของสิ่งที่ร้อน. เอาละ ทีนี้จะพูดถึงนิพพานเพ้อเจ้อ นิพพานพันเผื่อของนักปริยัติ เพื่อทดสอบวัดดูด้วยว่า ใครจะง่วงนอนก่อนใคร. ถ้าพูดถึงนิพพานของนักปริยัติ แล้ว จะมีมากมาย : หมายความว่าเรื่องปริยัติในพระพุทธศาสนานี้ มันเพิ่งจะ เกิดขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว นานเข้า ๆ เรื่องปริยัติ เรื่องตัวหนังสือ เรื่องคัมภีร์ ตำรานี้มันมากขึ้น ๆ ปริยัติมันมากขึ้น ๆ จนท่วมหัวท่วมหู : พอมา ถึงยุคปริยัติท่วมหัวท่วมหูนี้ เรื่องของนิพพานมันก็เลยมากขึ้น ท่วมหัวท่วมหู เหมือนกัน แต่ก็ควรจะลองฟังไว้บ้าง มันมีประโยชน์ที่จะช่วยให้เข้าใจได้. พอหลังพุทธกาลแล้ว สิ่งที่เรียกว่าปริยัติ การศึกษาทางหนังสือหนังหา คัมภีร์ ตำราวรรณคดี มันหนาขึ้น ๆ ๆ ๆ เป็นดอกเห็ดในฤดูฝน เพราะฉะนั้น การตีความนั่นนี่ มันก็เลยมากขึ้น ๆ ๆ ที่นี้คำว่า "นิพพาน" ก็ถูกบัญญัติ ความหมายและตีความมากมาย ๆๆ จนคำว่า "นิพพาน" คำเดียวมีความหมาย ได้หลายอย่าง เรียกนิพพานว่า ธรรม ก็มี เรียกนิพพานว่า ธรรมชาติ ก็มี เรียกนิพพานว่า อายตนะ ก็มี ; แม้แต่คำแทนชื่อหรือไวพจน์ของนิพานก็มีมาก ขึ้นมา. และศัพท์คำว่านิพพานเปลี่ยนความหมายไปตามสาธารณะของศัพท์นั้น ตาม case ตามกรณีของศัพท์นั้น ๆ ที่มีใช้อยู่ในคัมภีร์ทั้งหมดนี้มันมีอย่างที่จะว่า ให้ฟังนี้ :- (๑) นิพพาน เป็นแดนหรือเป็นที่ นิพพาน คือ แดนที่เข้าไปสงบ รำงับดับแห่งสังขาร หรือแห่งวัฏฏสงสาร หมายความว่า ที่นั้นแดนนั้น มันเป็น
น.89 แดนที่เข้าไปสงบรำงับของวัฏฏสงสาร ของสังขาร. อยู่ที่ไหนก็บอกไม่ได้ ชี้ไม่ได้ พูดให้เป็นกลาง ๆ ว่า เป็นแดนเป็นเขต เป็นที่ที่สังขารมันจะดับลงที่นั่น. อย่างนี้ เราไม่ต้องรู้ก็ได้ แต่ตัวหนังสือมันมี แล้วมันก็มีเป็นเรื่องของทางสติปัญญา ( ๒) นิพพานที่ เป็นเครื่องมือ เป็นธรรมชาติ ทำความสิ้นไปแห่ง กิเลส เป็น ธรรมชาติเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอาสวะ นี้มันเป็นเครื่องมือ. เรา อาศัยนิพพานเป็นเครื่องมือ เราจึงฆ่ากิเลส ฆ่าอาสวะ ; นี่นิพพานเป็นเครื่องมือ ( ๓) นิพพาน เป็นกิริยาอาการ คืออาการที่กิเลสสิ้นลง ดับลง หรือ ว่างไป อาการที่มันสิ้นลง ว่างลง ดับไป ของโลภะ โทสะ โมหะ เรียกว่านิพพาน ; นี่หมายถึงกิริยาอาการที่มันสิ้นไป. ( ๔) นิพพาน เป็นผล ของการสิ้นไปแห่งกิเลสนั้น. โดยนัยอย่างนี้ นิพพานเป็นความสุขอย่างยิ่ง นิพพานคือความเย็นอย่างยิ่ง นิพพานคือความไม่ เสียบแทงเผาลน ; กระทั่งนิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง. อย่างน้อยมันตั้ง ๔ ความหมายแล้ว คือเป็นที่หรือเป็นแดนสำหรับดับ กิเลส, แล้วเป็นเครื่องมือสำหรับดับกิเลส, แล้วเป็นกิริยาอาการของการสิ้นไป แห่งกิเลส, แล้วก็เป็นผลที่เกิดมาจากการสิ้นไปแห่งกิเลส ; ตั้ง ๔ ประเภทแล้ว แต่ละประเภทยังแยกฝอยออกไปได้อีกมาก จะค่อย ๆ มากขึ้น ๆ ค่อย ๆ เพื่อ ค่อย ๆ เพ้อเจ้อขึ้นจนเวียนหัว. ทีนี้ก็ขยายความเบ็ดเตล็ดออกไปว่า นิพพานนี้มันเป็นสิ่งที่ต้องรู้ ต้องถึง มันเป็นจุดปลายทาง . พบบาลีแปลก ๆ ในพระไตรปิฎกแห่งหนึ่ง
น.90 เรียกนิพพานนี้ว่า "วิญญาณ" แต่ไม่ใช่วิญญาณอย่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือวิญญาณอย่างอื่น. คำว่า "วิญญาณ" เฉพาะในที่นี้แปลว่า สิ่งที่คนต้องรู้ ต้องรู้แจ้ง คือนิพพานนั่นเอง. สิ่งที่มนุษย์ควรรู้แจ้งถึงที่สุด ไม่มีอะไรนอกจาก นิพพาน; เลยเรียกนิพพานเป็น "วิญญาณ" อย่างนี้ก็มี. นี่แหละมันเผื่อมันเพ้อ มากขึ้นตามตัวหนังสือ หรือโดยตัวหนังสือ. ยังมีอีกว่านิพพานเป็นธรรม เป็นธรรมะอย่างยิ่ง เป็นธรรมะสูงสุด, นิพพานคือเกาะ, นิพพานคือที่พึ่ง, นิพพานคือที่ต้านทาน, นิพพานคือ ป้อมปราการ พูดตั้งวันก็ไม่จบ ว่านิพพานนั้นมันคืออะไร. แล้วยังมีว่านิพพาน เป็นอมฤตธรรม เป็นอมตธรรม เป็นความไม่ตาย, นิพพานเป็นอสังขตธรรม สิ่งที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง, นิพพานเป็นวิสังขาร ไม่ปรุงแต่งอะไร, นิพพานเป็น อัพยากฤต คือพูดว่ามันเป็นอะไรก็ไม่ได้ ; ในที่สุดกล่าวว่านิพพานเป็นนคร เป็นอมตะมหานคร ศิวโมกข์อมตะมหานิพพาน. สมมุติเป็นเมืองเป็นนครอะไร อันหนึ่ง ซึ่งให้คนรีบทำบุญเข้าจะได้ไปถึง ไปอยู่ในนครนั้น. แล้วนิพพาน ยังเป็นอะไรอีกเยอะแยะ จนในที่สุดก็จะเห็นว่า สุดอยู่แค่เป็นบรมสุญญตา "ปรมสุญญตา" เป็นความว่างที่สุด เป็นความว่างสูงสุด. นี่คือนิพพานตามนัย แห่งปริยัติ จะพูดกันตั้งเดือนตั้งปีก็ไม่จบ ; เท่าหัวข้อที่ยกมาพูดนี้ พูดกันตั้งปี ก็ไม่จบ. ถ้านิพพานที่เกิดขึ้นเพราะเห็นอนิจจัง ก็เรียกว่า "อนิมิตตนิพพาน" ถ้านิพพานเกิดขึ้นเพราะเห็นทุกข์ ก็เรียกว่า "อปนิหิตนิพพาน", ถ้านิพพานที่เกิด ขึ้นโดยเห็นอนัตตา ก็เรียกว่า "สุญญตนิพพาน" ๓ ชื่อนี้อธิบายตั้งเดือนสองเดือน ก็ไม่จบ.
น.91 ทีนี้ยังมีแถมมากไปจนไม่น่าเชื่อ และไม่อยากจะเชื่อ ในหนังสือชั้น หลัง ๆ นี้พูดว่า กิเลสนิพพาน ขันธนิพพาน ธาตุ นิพพาน. จะพูดว่าพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะว่ากิเลสของท่านสิ้นไปก็เรียกว่า "กิเลสนิพพาน" ต่อมาร่างกายของท่านแตกดับ เรียกว่า "ขันธนิพพาน" เหลือพระธาตุอยู่พระธาตุ มีอยู่ในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก แบ่งกันไปนี้ แล้วอีกประมาณกี่พันปีก็ไม่ทราบ พระธาตุ เหล่านี้จะรวมตัวเข้ามาเป็นพระพุทธเจ้าอีกทีหนึ่ง แสดงธรรม แสดงปาฏิหาริย์อะไร เสร็จแล้วจะนิพพานอีกทีหนึ่ง เรียกว่า "ธาตุนิพพาน" อย่างนี้มันชักจะ เหลือเชื่อมากขึ้นทุกที แต่มันก็มีกล่าวไว้ในหนังสือชั้นหลังๆ ว่าธาตุนิพพาน ว่ากิเลสนิพพาน ขันธนิพพาน. ทีนี้ยังมีนิพพานที่ประหลาด ๆ มีอยู่ในหนังสือคำแถลงการณ์ ประกาศ โฆษณาแถลงการณ์ว่า ท่านองค์นั้นท่านองค์นี้ นิพพานไปแล้ว อย่าออกชื่อดีกว่า ไปค้นหาหนังสือแถลงการณ์บางเล่มอ่านดู จะมีพบว่าเอาคำนิพพานมาใช้แก่การ ตายทำลายขันธ์ ของคนบางคนในยุคปัจจุบันนี้. แล้วบางทีเขาเรียกว่า ไม้นิพพาน ต้นไม้นิพพานเป็นต้น คือไม้ต้นนั้นมันตายอย่างผิดปกติธรรมดา ก็เลยเรียกว่า ต้นไม้ต้นนั้นนิพพาน นี่ก็ยังมี. นี้คือนิพพานที่เพ้อของภาษาทางปริยัติ มันมีอยู่มากมายอย่างนี้. มัน ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ มันเป็นเรื่องของนักปราชญ์ในทางคำพูด ในทางตีความ ทางภาษาทางปริยัติ ; พวกเราไม่ต้องสนใจ. สมัครเอานิพพานตามภาษาพูด ของชาวบ้านผู้โง่เขลาดีกว่า. อาตมาก็สมัครถือเอานิพพานอย่างนี้ นิพพานตามคำพูด ตามภาษาพูด ของชาวบ้านผู้โง่เขลา คือเย็นเท่านั้นเอง ; มีแต่คำว่าเย็นคำเดียวเท่านั้นเอง
น.92 ไม่ต้องการอะไรมากกว่านั้น. ถ้าจะขยายออกไปอีกก็คือ ความเย็นก็เรียกว่านิพพาน เครื่องทำให้เย็นมันก็เป็นนิพพาน กิริยาอาการที่ดับเย็นก็เป็นนิพพาน ; ไป ๆ มา ๆ ก็อยู่ที่เย็นคำเดียวเป็นนิพพาน. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนภาวนา สำหรับที่จะรู้จักกับความเย็น ตั้งใจที่จะรู้จัก กับความเย็น ระวังคำพูดของพวกรู้มากยากนาน คือนักปริยัติที่ว่ามาแล้ว เป็น พวกรู้มากยากนาน ; คือรู้มากเข้า ๆ ๆ ก็ยังมีความทุกข์ ความลำบากมากเข้า ๆ พวกนักปริยัติมันเป็นอย่างนั้น. เขาจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "พวกบ้าหอบฟาง" มันหอบฟางเสียท่วมหัวท่วมหูท่วมตัว แต่ไม่มีข้าวสักเม็ดหนึ่ง มันเป็นฟางล้วนๆ อย่างนี้เรียกว่า บ้าหอบฟาง ; ความรู้บางชนิดมันมีลักษณะอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า "พวกกำมือเปล่า" หมายความว่า ไม่มีอะไร ที่มีค่ามีราคาอยู่ในกำมือของเขา เรียกว่า "โมฆะบุรุษ" แต่รู้พระไตรปิฎก รู้อรรถกถา รู้บาลีรู้อะไรหมด คือภิกษุบางรูปในครั้งพุทธกาล เขารู้ธรรมะมากมาย แต่พระพุทธเจ้าเรียกเขาว่า โมฆะบุรุษ เพราะเขาเพียงแต่รู้. เดี๋ยวนี้แม้เพียงแต่รู้ มันก็มีประโยชน์นะ ถ้ารู้มากก็เป็นครู เป็นโปรเฟสเซ่อร์ สอนได้เงินเดือน แยะเที่ยว ; มันเพียงแต่รู้มันก็ยังมีประโยชน์. แต่ทางธรรมะเขาเรียกว่า มันรู้มากยากนาน รู้บ้าหอบฟาง ดับทุกข์ไม่ได้ ; แต่มันมีประโยชน์ ทางโลก ๆ ในทางทำมาหากิน เป็นเครื่องมือหากินก็ได้. ขอให้เรารู้จักนิพพาน ในความหมายของชาวบ้าน ผู้โง่เขลา อาตมา ก็สมัครอย่างนั้น รู้แต่ว่ามันเย็น ๆ ๆ เป็นเครื่องทำความเย็น เป็นที่เย็น เป็นกิริยา อาการที่มันเย็น ไม่พูดกันเรื่องตัวหนังสือให้มากมายเป็นภูเขาเลากา. เอาละ พอกันทีสำหรับนิพพานคืออะไร.
น.93 นิพพานตามความหมายของชาวบ้านผู้โง่เขลานี้ คือเย็น ส่วนนิพพาน ตามความหมายของนักปริยัตินั้นเพ้อเจ้อ พูดเดือนหนึ่งก็ไม่จบ ปีหนึ่งก็ไม่จบ จนตายก็ไม่จบ เพราะมันพูดได้แง่นั้นแง่นี้แง่โน้น ตามความดิ้นได้ของตัวหนังสือ ไม่มีที่สิ้นสุด. หัวข้อต่อไปที่เราจะพูดกันก็คือ นิพพานเมื่อไร จะนิพพานกันเมื่อไร ? หัวข้อที่จะบรรยายในวันนี้ก็มีแล้วว่า จะนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ หรือว่านิพพานต่อ ตายแล้ว ; มันมีอยู่ ๒ แง่. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ พูดตรงๆ เลยเป็นภาษา ชาวบ้านผู้โง่เขลาอีกเหมือนกัน ไม่กำกวมไม่ดิ้นได้ ว่านิพพานแท้ต้องที่นี่และ เดี๋ยวนี้. อย่างนี้ขอให้ทุกคนหลับตานึกถึงเรื่องความร้อน : ถ้าร้อนที่ไหน มันต้องดับที่นั่น, ถ้ามันร้อนเมื่อไร มันต้องดับร้อนเมื่อนั้น, มันจึงจะเป็น นิพพานแท้. ร้อนเมื่อไรดับมันเมื่อนั้น, ร้อนที่ไหนดับมันที่นั้น ให้มันติดกัน ไปเลยไม่ต้องแยกออกจากกัน. อย่างว่าร้อนชาตินี้ แล้วไปดับร้อนชาติหน้า ลอง ไปคิดดูซิว่ามันเรื่องบ้าหรือเรื่องดี. หรือว่ามันร้อนที่นี่ แล้วไปดับร้อนที่กรุงเทพฯ มันจะทำได้อย่างไร. มันต้องว่าร้อนที่ไหนดับร้อนที่นั่น ร้อนเมื่อไรดับร้อนเมื่อนั้น นั่นจึงจะมีความหมายตรงกับนิพพานแท้ของพระพุทธเจ้า. ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ใช่ นิพพานของพระพุทธเจ้า คือเป็นนิพพานไม่แท้ ไม่จริง ของคนอื่น ที่พูดไปตาม ความเห็นของเขา. ถ้าไม่ดับร้อนที่นั่นและเดี๋ยวนั้นแล้ว ไม่ใช่นิพพานใน พุทธศาสนา. นิพพานในพุทธศาสนาต้องเป็นอกาลิโก ; นิพฺพานํ อกาลิกํ - นิพพานเป็นอกาลิโก คือว่าไม่แยกเวลา ไม่เป็นฤดูกาล ; ต้องที่นั่นเดี๋ยวนั้น ต้องทันควันที่นั่น : ทำชั่วก็ชั่วเดี๋ยวนั้น ทำดีก็ดีเดี๋ยวนั้น ดับเย็นก็เย็นเดี๋ยวนั้น. ถ้าเอาไปไว้คราวอื่น ที่อื่น เวลาอื่น ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา และถ้าว่าไม่ดับร้อนที่นั่น และเดี๋ยวนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ไปคิดดูเถอะจะไม่มีประโยชน์อะไร
น.94 อย่างไฟไหม้เราเดี๋ยวนี้ เราจะค่อยดับต่อปีหน้า เราก็ตายก่อน มันไม่มีประโยชน์ อะไร. สมมติว่าเราเจ็บไข้ลงเดี๋ยวนี้ แล้วเราค่อยรักษาต่อปีหน้า มันก็ไม่มี ประโยชน์อะไร. ถ้าจะมีประโยชน์มันต้องเป็นที่นั่นและเดี๋ยวนั้น ตามความหมาย ของสิ่งที่เรียกว่าธรรม เป็นอกาลิโก เป็นสันทิฏฐิโก. แล้วอีกอย่างหนึ่งก็ต้อง รู้จักด้วยตนเอง รู้แทนกันไม่ได้ รู้สึกด้วยตนเองเป็นสันทิฏฐิโก. ฉะนั้นจึงเป็น เรื่องของคนเป็น ๆ ไม่ใช่เรื่องคนตายแล้ว, และเป็นเรื่องเฉพาะตน มารู้ แทนกันไม่ได้ นี่นิพพานต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ และก็โดยผู้นั้น. นิพพานจริงต้อง เย็นทันที ; ต้องดับร้อนทันที ถ้ายังไม่ดับร้อนยังไม่ใช่นิพพาน. เพราะฉะนั้นเราจะหาเย็นที่ไหน ? ต้องหาเย็นที่ร้อน ; ร้อนอยู่ที่ ตรงไหน ต้องหาเย็นที่นั่น. ถ้าไม่อย่างนั้นจะไปหาทำไม จะไปหาเพื่อประโยชน์ อะไร. ถ้ามันทุกข์ร้อนอยู่ที่นี่ มันก็ต้องหาความดับทุกข์ที่นี่เวลานี้ โดยบุคคลนี้ ของบุคคลนี้ ; อย่าได้ไปแยกกัน แม้ว่ามันพูดดู ๆ คล้าย ๆ กับว่าตรงกันข้าม แต่มันอยู่ด้วยกัน : เช่นเราจะดับไฟ อย่างนี้เราจะไปดับที่ไหน ช่วยคิดดูซิว่า เราจะดับไฟนี้ เราจะไปดับที่ไหน ; มันต้องดับที่ไฟ ไฟมันร้อน เราต้องการเย็น เราต้องการดับไฟ เราก็ต้องดับที่ไฟ. ฉะนั้นต้องหาความเย็นที่ความร้อน หาความดับไฟที่ไฟ. ดังนั้นเรา จะดับตัวกู มันจะต้องดับที่ตัวกู. เราจะหาความดับแห่งตัวกูนั้น เราต้องหาที่ ตัวกู ตัวกูที่มันเกิดขึ้นแล้วจงดับมันเสีย. ถ้าไปมัวหาที่อื่น มันก็ไม่มีทางพบ : ความทุกข์อยู่ชาตินี้ ดับทุกข์อยู่ชาติหน้า มันก็ไม่มีวันพบกัน. ทุกข์อยู่ที่ตรงไหน ต้องดับทุกข์ที่ตรงนั้น และเมื่อนั้น โดยบุคคลนั้น.
น.95 ทีนี้ความหมายมันกว้างสำหรับนิพพานนี้ ว่า มันไม่ปรากฏกิเลสที่ไหน มันมีนิพพานที่นั่น ; ช่วยจำไว้เป็นคำสำคัญสักหน่อยว่า "กิเลสไม่ปรากฏที่ไหน มันเป็นนิพพานที่นั่น" เวลานี้ตัวท่านทั้งหลายนั่งอยู่ที่นี่ทุกคน ถ้ากิเลสไม่ปรากฏ ในใจ นิพพานมีอยู่แล้วที่นั่นในใจนั้น. ถ้าเมื่อใดกิเลสมันกลับมาอีก อ้าว ! นิพพาน มันก็หายไป สังสารวัฏฏ์ก็มาอีก สังสารวัฏฏ์หรือความทุกข์หรือความร้อนมันก็มาอีก เราเลยพูดได้เป็นกฎตายตัว ว่า กิเลสไม่ปรากฏที่ไหน นิพพานปรากฏที่นั่น ; พูดให้เพราะอีกหน่อย ว่า สังสารวัฏฏ์ไม่ปรากฏที่ไหน นิพพานก็ปรากฏที่นั่น. เดี๋ยวนี้จิตใจของเราไม่ปรากฏกิเลส นิพพานจึงอยู่แทน คือเย็น แต่ว่าเราหรือ ร่างกายนี้ หรือนามรูปนี้ มันยังมีความเคยชินแก่การที่จะเกิดกิเลสเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นมันอาจจะเกิดกิเลสขึ้นอีก หรือปรากฏออกมาอีก มันจะสลับกันอยู่ อย่างนี้. ทีนี้เรามีสติปัญญาที่ได้มาจากพระพุทธเจ้า เรารู้จักควบคุมให้กิเลส ปรากฏไม่ได้ คือควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่กิเลสจะมาปรากฏ ไม่ได้ เราก็มี ความที่ว่างจากกิเลส นั้นยาวออกไป ๆ ยาวออกไป ๆ คือความ เย็นนั้นมันยาวออกไป ๆ จนวันหนึ่งไม่เคยมีร้อนสักทีหนึ่ง ; จนเดือนหนึ่งก็ไม่ เคยมีร้อนสักทีหนึ่ง ปีหนึ่งหรือหลายปีก็ไม่เคยร้อนสักทีหนึ่ง นี่เราก็สบาย คือเจริญงอกงามไปตามทางของพระพุทธศาสนา นอนหลับสนิท ไม่เป็นโรค เส้นประสาท ไม่วิกลจริต ไม่ตาย. ฉะนั้นกิเลสไม่ปรากฏที่ไหน นิพพานจะ ปรากฏที่นั้น คือมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันปรากฏพร้อมกันไม่ได้ แต่ว่ามันจะอยู่ในที่ เดียวกัน คืออยู่ในใจ ; จะไปหาของสองสิ่งนี้ที่อื่นไม่ได้ ต้องหาที่จิตใจ : บางเวลา ปรากฏเป็น กิเลส บางเวลาปรากฏเป็น ว่างจากกิเลส มันอยู่ที่เดียวกันนั้น.
น.96 ทีนี้แม้ว่าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ เราก็เย็นได้เหมือนกับพระอรหันต์ ; หากแต่ว่าความเย็นของเรามันมีระยะสั้น. ที่ว่า "เย็น-เย็น" นี้ มันไม่มีเย็น อย่างอื่นไปได้ มันเย็นอย่างเดียวกัน ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่ใช่เย็นหรอก เพราะ ฉะนั้นพระอรหันต์เย็นอย่างไร เราก็เย็นอย่างนั้น ในเมื่อเราเย็น แต่เรามันมีเวลา ที่กลับร้อน คือกิเลสกลับมาปรากฏอีก. ถ้าเผอิญเวลาใดเราว่างจากกิเลส กิเลส ไม่ปรากฏ เมื่อนั้นเราก็เย็น อย่างเดียวกับที่พระอรหันต์ท่านเย็น : ไม่รักอะไร ไม่เกลียดอะไร ไม่กลัวอะไร ไม่ต้องการอะไร ไม่ระแวงอะไร ไม่สงสัยอะไร คือไม่มีเรื่องร้อนเลย ; แต่ของเรามันเดี๋ยวเดียว มันเปลี่ยนไปเป็นร้อน ทีนี้เรา ก็ทำให้มันมากเข้า ๆ ให้เย็นนี้มันนานเข้า ๆ ยืดออกไปๆๆ ๆ จนสิ่งที่ร้อน ไม่มีที่อยู่ที่อาศัย คือเป็นพระอรหันต์อีกเหมือนกัน. แล้วขอให้ดูให้ดีว่าเย็นชนิดนี้กลับมีประโยชน์แก่เรามากที่สุด เย็นชนิด ชั่วคราวนี้ ทำให้เรารอดชีวิตอยู่ได้ ไม่เป็นโรคเส้นประสาท ไม่วิกลจริต ไม่ตาย เพราะเราเย็นอยู่ได้ชั่วคราว. แม้เวลาเรานอนหลับสบายไม่ฝันร้ายนี้ มันก็เป็นความเย็นตามธรรมชาติ ธรรมชาติมีให้ ธรรมชาติจัดสรรให้ อย่าง พอเหมาะพอสม สมควร ถูกต้อง เราก็มีการพักผ่อนซึ่งเป็นความเย็น แล้ว ร่างกายมันก็อยู่ได้ ชีวิตมันก็อยู่ได้ ; แล้วเราก็ใฝ่หาแต่สิ่งแวดล้อม มาแวดล้อม อย่างสถานที่นี้ เข้ามามันเย็น เราก็ใฝ่หาแต่อย่างนี้เพิ่มเติมเข้าไว้อีก ให้ความเย็น มันมีมากขึ้น ให้มันเย็นติดนิสัยไปจนกระทั่งอยู่ที่บ้านก็เย็น เราอย่าไปทำให้ร้อน. ทีนี้ดับร้อนได้เท่าไร มันก็เย็นได้เท่านั้น ดับร้อนได้เท่าไร มันก็เย็น ยิ่งขึ้นเท่านั้น ดับที่ไหน มันก็เย็นที่นั่น ; ดับเมื่อไรมันก็เย็นเมื่อนั้น. ที่ไหน เมื่อไร เท่าไร มันก็ที่นั้น เมื่อนั้น เท่านั้น.
น.97 เดี๋ยวนี้เราใช้คำพูดที่จำง่ายอีกคำหนึ่ง ใช้คำว่า "ตัวกู" ตัวกูไม่ ปรากฏเมื่อไร เราก็เย็นเมื่อนั้น ตัวกูมาปรากฏเมื่อไร เราก็ร้อนเมื่อนั้น ที่นั่น และเท่านั้น : ตัวกูใหญ่ก็ร้อนมาก ตัวกูเล็กก็ร้อนน้อย. ฉะนั้นจึงขอให้จำไว้เป็นหลักว่า เมื่อใดจิตไม่มีตัวกู นิพพานก็มีอยู่ ที่จิตนั้น ; พอตัวกูเกิดได้ในจิตนั้น สังสารวัฏฏ์ก็มาเกิดแทนความเย็น นี่แหละที่ถามว่านิพพานเมื่อไร ? ก็ตอบว่านิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่ใช่นิพพานในพระพุทธศาสนา. ฉะนั้นจะพูดกันตรงๆ ตามธรรมดาชาวบ้าน ผู้โง่เขลา ซึ่งอาตมาก็ยอมถือลัทธินี้ว่า เรามีนิพพานคือความเย็นที่นี่และเดี๋ยวนี้. เอาละ ทีนี้มันมีนิพพานอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "นิพพานต่อตายแล้ว" นี้เป็นคำพูดที่กำกวม และบางทีจะเพ้อเจ้อก็ได้ แต่ก็ควรฟัง. ส่วนนิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ มันอย่างหนึ่งนะ เราพูดเสร็จไปแล้ว ช่วยจำไว้ให้ดี และเป็นนิพพาน แท้ นิพพานจริงของชาวบ้านผู้โง่เขลา โง่เขลาเท่าไร ก็ยังสามารถมีนิพพานได้. ทีนี้นิพพานต่อตายแล้วนี้เป็นเรื่องยุ่ง เป็นเรื่องดิ้นได้ หรือความสับปลับ ของคำที่ใช้พูดกัน คือคำว่า "ตาย" นั่นเอง. คำว่า "ตาย" นั้น มีความหมาย หลายอย่าง แต่ความหมายที่ถือกันอยู่แล้ว เป็นความหมายที่ผิด หรือไม่มีประโยชน์ คือนิพพานต่อตายแล้ว หมายความว่า นิพพานต่อเมื่อตายเข้าโลงไปแล้วเกิดอีก ตายแล้วเข้าโลงไปแล้วเกิดอีก ตายกันไปหลายสิบหนจึงนิพพาน. ถ้าพูดว่า นิพพานต่อตายแล้ว ในลักษณะอย่างนี้แล้ว ผิดหมด ไม่มีถูกเลย ; คือมันไม่มี ทางที่จะเกี่ยวกันได้. นิพพานนั้นมันต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ ติดต่อเป็นเรื่องเดียว กันเลย จะไปแยกไว้คนละชาติคนละโลกไม่ได้.
น.98 แต่ทีนี้มันมีคำว่า "ตาย" อีกความหมายหนึ่ง : ตายของร่างกาย อย่างที่ว่าตายแล้วเข้าโลง. ทีนี้ ตายของตัวกู โดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย นั้นมัน อีกความหมายหนึ่ง. ความสำคัญมั่นหมาย ความโง่ความเขลา ว่าตัวกูของกู. "ตัวกูของกู" อย่างนี้มันตายได้ แล้วเกิดใหม่ได้ ตายได้เกิดใหม่ได้ วันหนึ่ง หลาย ๆ หน. ถ้าคำว่า "ตายในที่นี้" หมายความอย่างนี้แล้ว เราพูดได้เหมือนกันว่า นิพพานต่อตายแล้วถูก คือ "ตัวกู" ตายเมื่อไร นิพพานเมื่อนั้น, ตัวกูตายเมื่อไร นิพพานเมื่อนั้น. แต่ร่างกายยังไม่ตายนะ ; นี้เรียกว่า ตายเสียก่อนตาย เป็นการตายชนิดที่ตายเสียก่อนตาย : ตัวกูตาย ร่างกายยังไม่ตาย. ฉะนั้นถ้าว่าตัวกูเกิดเมื่อไร มันก็ร้อนเป็นไฟ ตัวกูเกดขึ้นมาสำหรับ จะโลภ มันก็โลภ ๆๆ ๆๆ แล้วมันก็ร้อนเป็นไฟ, ตัวกูเกิดขึ้นมาสำหรับจะโกรธ มันก็โกรธ ๆ ๆๆ แล้วมันก็ร้อนเป็นไฟ, สำหรับจะโง่ จะหลง ก็ร้อนเป็นไฟ, พอ "ตัวกู" ตาย มันก็เย็นเป็นนิพพาน. อย่างนี้เรียกว่า นิพพานต่อตายแล้ว ก็ใช้ได้เหมือนกัน ; แต่ไม่ใช่ตายอย่างเข้าโลงจับไปเผา. บางทีมันยังมีคำพูดว่า ความประมาทนั่นแหละคือความตาย "อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มฺจฺจุโนปทํ ; อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา" ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงว่า ความประมาทนั้นคือความตาย คนประมาทนั้นคือคนตาย ; เดี๋ยวนี้เรามาพูดเสียว่า คนประมาทมันตาย พอตายแล้วหมดความประมาท อย่างนี้ ก็คือไม่ตาย กลายเป็นนิพพาน ; หมดความประมาทเมื่อไร มันก็มีความเย็น หรือนิพพานเมื่อนั้น, มีความประมาทเมื่อไร มันก็ร้อนเมื่อนั้น. ฉะนั้นเรามีความหมายพิเศษ ที่คนธรรมดาเขาไม่พูดกัน คนธรรมดา เขาพูดว่า ตาย หมายถึงจับใส่โลงไปฝั่งไปเผา; แต่ภาษาธรรมะมันยังมีถึงกับว่า
น.99 "ตาย" ไม่ต้องใส่โลงไปเผา แต่กลับสบายเสียอีก คือตายแห่งตัวกู กลายเป็นไม่ตาย กลายเป็นนิพพาน. ถ้าท่านผู้ใดสมัครจะถือว่านิพพานต่อตายแล้ว ก็ได้เหมือนกัน แต่ต้องแปลความหมายให้ถูก ว่าต่อเมื่อ "ตัวกู" มันตายไปแล้วจึงจะนิพพาน : ตัวกูตายที่ไหน มันก็มีนิพพานที่นั่น. ความประมาทตายไปแล้ว ก็มีนิพพานที่นั่น. คำว่า "ตาย" นี้ มันมีความหมายพูดกันในหมู่มนุษย์หลายชนิด แล้วก็แยบคาย ด้วยกันทั้งนั้น. คัมภีร์ของพวกคริสเตียนใช้คำ "ความตาย" นี้ว่ามีอยู่ ๒ ความหมาย คือ ตาย คือความทุกข์. ไปกินผลไม้ รู้ดีรู้ชั่วเข้า เลยต้องตาย ; นี่คือมีความทุกข์ เรื่อยไป. และอีกที่หนึ่งหมายว่า ถ้าเกิดเห็นพระเจ้าเมื่อไร จะต้อง "ตาย" เมื่อนั้น ... นี้หมายความว่ารู้จักธรรมะสูงสุด คือเรื่องนิพพาน "ตัวกู" ก็ตายไป. ข้อความมีว่า เพราะพระเจ้าไม่ยอมให้โมเสสเห็นตัวพระเจ้า ถ้าโมเสส. เห็นตัวพระเจ้าเมื่อไร โมเสสเป็นตายเมื่อนั้น คือมันจะหยุดไม่ทำอะไร แล้วจะ ไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อยังต้องการให้โมเสสเที่ยวทำประโยชน์นั้น ประโยชน์นี่อยู่ อย่าเพื่อให้เห็นหน้าพระเจ้า เห็นแต่หลังไร ๆ เห็นแต่ชายเสื้อชายผ้า ; หมาย ความว่า ถ้าใครเห็นพระเจ้า ก็คือเห็นนิพพาน เป็นความตายแห่งตัวกู. นี่แหละ "ความตาย" มันหมายถึงตายใส่โลงก็มี, ความตายหมายถึงเป็นความ ทุกข์อยู่เป็นประจำวันอยู่อย่างโง่เขลานี้ก็มี, ความตาย ตายแห่งตัวกูนี้ หมายถึง นิพพานก็มี. ตายเพราะเห็นหน้าพระเจ้านั้นคือนิพพาน กลายเป็นว่าไม่ตาย อีกต่อไป. ส่วนที่จะต้องตายนั้นมันตายแล้ว ที่ควรตายมันตายแล้ว. ฉะนั้น ให้เข้าใจไว้ว่า ตายอย่างเนื้อหนังเอาไปฝั่ง ไปเผาก็มี ; ตายเสียก่อนตายไม่รู้จัก ตายอีกต่อไป อย่างนี้ก็มี. แต่อย่างไรก็ดี อย่าไปถือว่าตายแล้วเข้าโลง ตายแล้ว เข้าโลงนั้น ว่าเป็นความตายที่แท้จริง ; นั้นมันเป็นเรื่องของร่างกาย. และ
น.100 นิพพานมีไม่ได้เพราะการตายชนิดนั้น ; นิพพานมีได้เพราะการตายแห่งตัวกู ของกู. นี่คือเรื่องนิพพานต่อตายแล้ว มันมีอยู่อย่างนี้: พูดว่าผิดมันก็ผิด พูดว่าถูกมันก็ถูก. แต่ตามที่เข้าใจกันอยู่โดยมาก นั้นมันผิดทั้งนั้น ถูกเขาสอนให้ หลงใหลในเรื่องตัวตนตัวกู เป็นเรื่องสัสตทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้หลงเวียนว่าย อยู่ในวัฏฏสงสารเสียมากกว่า. เอาละทีนี้ข้อสุดท้าย คือเวลามันก็จะหมดลงแล้ว ก็จะพูดโดยหัวข้อว่า ทำอย่างไรจึงจะเย็นเป็นนิพพาน ? เมื่อได้พูดมาแล้วว่า นิพพานคือความเย็น คือ เย็นอย่างนั้น ๆ : นิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ก็มี นิพพานต่อตายแล้วก็มี เรียกว่าเย็นทั้งนั้น. ทีนี้ทำอย่างไรจึงจะเย็น ? นี้ก็เป็นปัญหาสำคัญ ; สำคัญตรงที่ว่า ถ้าเข้าใจผิด ข้อนี้แล้ว คนจะรู้สึกว่า นิพพานเป็นเรื่องเหลือวิสัย, ถ้าคนเข้าใจถูกข้อนี้แล้ว จะรู้สึกว่า นิพพานอยู่แค่เอื้อม. แต่ว่าแค่เอื้อมนี้ บางทีมันอยู่ที่หน้าผากมันมอง ไม่เห็น เพราะฉะนั้น อย่าดูถูกว่าแค่เอื้อม คนโง่หาให้ตายมันก็หาไม่พบทั้งที่มันอยู่ แค่เอื้อม. ที่ว่านิพพานอยู่แค่เอื้อมในที่นี้ หมายความว่า ความเย็นเป็นนิพพาน นั้น มันมีอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน เราอย่าไปทำอะไรมันเข้าซิ มันจะเย็นอยู่เองตาม ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน. ขอให้ถือหลักให้ถูกต้องว่า พื้นฐานของจิตใจตลอดเวลา นั้น คือความเย็น ความร้อนเป็นของมาใหม่ จรเข้ามาเป็นคราว ๆ เหมือนแขก มาบ้านเรา. แขกไม่ใช่เจ้าของบ้านไม่ใช่อยู่ประจำบ้าน เราเป็นเจ้าของบ้านที่อยู่ ประจำบ้าน. ฉะนั้นความเย็นนี้เป็นเจ้าของบ้าน คือมีอยู่เป็นประจำแล้ว ความ ร้อนนั้นเป็นแขกเข้ามา. แต่แล้วมันเป็นความโง่ของใครก็ไม่รู้ ของนามรูป ของร่างกาย ที่ประกอบด้วยอวิชชา นี้มันชอบรับแขก ที่เป็นความร้อนเข้ามา ;
น.101 ให้ระวังตรงนี้ให้ดี คือรักษาสภาพพื้นฐานดั้งเดิมไว้ให้ได้ ก็แล้วกัน. ข้อนี้เป็น สิ่งที่ทำได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ว่า จิตนี้มันประภัสสร คือ รุ่งเรือง ใสสะอาด กระจ่างอะไรอยู่ แต่แล้วมันเศร้าหมองเป็นคราว ๆ เพราะแขกคือกิเลส เข้ามาเป็นคราว ๆ; ส่วนพื้นฐานของมันคือประภัสสร ใสกระจ่างหยุดนิ่ง ซึ่งไม่ใช่กิเลสก็แล้วกัน. ฉะนั้นถ้าจะถามว่าทำอย่างไรจึงจะเย็น ? ก็ขอพูดตรง ๆ ขออภัย ๒ หน ๓ หน ขออภัยที่จะพูดตรงๆ ว่า "ก็คุณอย่าไปเสือกทำให้มันร้อนสิ; คุณอย่าไปแส่ทำให้มันร้อน คุณอย่าไปเสือกทำให้มันร้อน ; มันเย็นอยู่แล้วตาม ธรรมชาติพื้นฐานของมัน". ที่เราไปสร้างความโลภ ความโกรธ ความหลงขึ้นมา ด้วยความโง่ ความเขลานี้ เรียกว่า ไปเสือกหรือไปแส่ไปทำให้มันร้อนขึ้นมา. พูดอย่างนี้มันแคบไป พูดให้มันกว้างสักหน่อย ก็ว่ามนุษย์นี้มันไปเลือก ทำให้ร้อนขึ้นมา ธรรมชาติมันสร้างมนุษย์ให้เย็น ; แต่มนุษย์มันไปเลือกทำให้ ร้อนขึ้นมา มนุษย์มันมีความคิดความนึก ก้าวหน้ากว่าสัตว์เดรัจฉาน ก้าวหน้า กว่าต้นไม้ มันจึงไปเลือกไปแส่ไปทำ ให้ร้อนขึ้นมา. ส่วนสัตว์เดรัจฉาน ส่วนต้นไม้นั้นมันอยู่ตามสภาพเดิม. ฉะนั้นที่ไปหลงนั้นหลงนี่จนโลภขึ้นมา จน โกรธขึ้นมา นี้มันเรียกว่า ไปเลือกหรือไปแส่ ไปทำให้มันร้อนเสีย ; ที่มันเย็นอยู่ ก็ไปทำให้มันร้อนเสีย. เอากันอย่างนี้ ว่าพ่อแม่เกิดเรามา ก็เกิดมาอย่างเย็น ให้มาอย่างเย็น ๆ พ่อแม่คลอดเรามาในลักษณะที่เป็นความเย็น ; แต่พอเราคลอดออกมาจากท้อง แม่แล้ว เราได้รับสิ่งแวดล้อมผิด ให้ทะเยอทะยานนั่น นี่ โน่น หลงชั่วหลงดี มากขึ้น ๆ ๆ ๆ จนเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วร้อน. ถ้าเราได้รับ การแวดล้อมที่ถูก ในครอบครัวมีวัฒนธรรมดี พ่อแม่เกิดมาแล้ว สั่งสอนอบรมถูก มันจะเป็นไปแต่ในทางเย็น.
น.102 เดี๋ยวนี้มันเป็นกรรมของใคร ของมนุษย์หรือของอะไรก็ตาม โลกมัน หมุนไปในทางที่จะอบรมเด็กให้หลงไปในทางที่ร้อน คือไปหลงในเรื่องดีเรื่องชั่ว ที่ภาษาคริสเตียนเขาเรียกว่า ไปกินผลไม้ต้นที่ทำให้รู้ดีรู้ชั่วขึ้นมานั้น มันก็เลย เกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง จน "ตาย" อยู่เสมอ. นี้จะเห็นได้ว่า ของที่ จะร้อนนี้ มันเพิ่งจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพิ่งอุตริสร้างขึ้น ไปสร้างมันขึ้นมา ธรรมชาติสร้างมาเย็น พ่อแม่ก็คลอดมาในลักษณะเย็นหรือที่เป็นกลาง ๆ ; แต่เรา โตขึ้น ๆ นี้ กลับเลือกไปแส่ไปหาส่วนที่จะทำให้มันร้อน เพราะวัฒนธรรมนี้ไม่ดี สอนกันผิด อบรมกันผิดในครอบครัว ไม่ถือตามหลักของพระพุทธเจ้าที่จะ ให้รู้ว่า ทุกสิ่งยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกูของกูไม่ได้. ถ้าเราได้รับการสั่งสอน อบรม แวดล้อมมาให้รู้ว่า ทุกสิ่งจะถือว่าเป็นตัวกูของกูไม่ได้อยู่เรื่อยไป ในทุกกรณีแล้ว จะไม่มีใครร้อน ; เด็ก ๆ จะไม่ร้องไห้ ผู้ใหญ่จะไม่ต้องฆ่าตัวตาย จะไม่ต้องปวดหัว จะไม่ต้องเป็นโรคเส้นประสาท หรือเป็นอะไรทุกอย่างหมด. นี่ฟังดูแล้วมันก็น่าหวัว ในข้อที่ว่า ถ้าถามว่าทำอย่างไรจึงจะเย็น ? คำตอบมีอยู่ว่า มันเย็นอยู่เองแล้ว คุณอย่าไปเลือกทำให้มันร้อน; วิธีที่จะแก้ ให้ตัวเอง ไม่เลือกที่จะไปทำให้มันร้อนนั้น ต้องพูดกันอีกยืดยาว ต้องพูดคราวอื่น. ในที่นี้ขอให้ถือให้เป็นความจริง ชัดแจ๋วอยู่ในใจ เห็นแจ้งอยู่ด้วยตนเองว่า ธรรมชาติพื้นฐานมันเย็นอยู่แล้ว แล้วเราไปเลือกทำให้มันร้อน ฉะนั้นเราอย่า ไปเลือกทำให้มันร้อน รักษาสภาพเย็นพื้นฐานไว้ให้ได้ เรื่องมันก็มีเท่านี้เอง. ถ้าเข้าใจข้อนี้ ก็เข้าใจได้เองทันที ไม่ต้องมีใครบอก ว่า นิพพานที่แท้จริงนั้น เป็น สิ่งที่มีอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต่อตายแล้ว. เอาละ เรื่องของเรามันก็มีอยู่เท่านี้ สำหรับหัวข้อที่จะพูดวันนี้ว่า นิพพานที่นี้เดี๋ยวนี้ หรือนิพพานต่อตายแล้ว. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ สำหรับวันนี้
Buddhadasa