น.103 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. วันนี้เราจะได้พูดกันอย่างเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายอีก ตามเคย. ขอตักเตือนและขอร้องซ้ำ ๆ ให้นึกถึงข้อที่ว่า ทำไมเราจึงต้องมาพูดกัน-ฟังกัน อย่างนี้บ่อยๆ อย่างที่เรา ตั้งใจว่าจะทำไปเรื่อยๆ ทุกๆ วันเสาร์. ขอให้นึกไว้เสมอว่า ฐานะของพุทธบริษัทเราเวลานี้ยังไม่สมกับฐานะ ยังรู้อะไร น้อยเกินไป และยังปฏิบัติอะไรได้น้อยเกินไป หรืออะไรก็ตาม ที่เรียกว่ายังไม่สมกับฐานะ. ถ้าเราพิจารณาดูสิ่งอื่น ๆ โดย เฉพาะที่เป็นเรื่องของโลก นี้มันก้าวหน้าไปเรื่อย ; แต่ฐานะ ของพุทธบริษัทนี้ยังไม่เป็นอย่างนั้น. นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะวิตก สำหรับพวกเราชาวพุทธในประเทศไทย ที่ถือกันว่ามีพุทธ- ศาสนาเจริญรุ่งเรืองที่สุดกว่าประเทศใด. ถ้ามัวแต่นึกเอา ผันเอาเองอย่างนั้น สักวันหนึ่งก็จะต้องประจักษ์ออกมาว่า ๗๔
น.104 ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คือมีอะไรที่ยังไม่สมแก่เกียรติหรือฐานะของพุทธบริษัท. และอีกอย่างหนึ่งก็ขอให้ถือว่าธรรมะนี้เป็นของยากอยู่บ้าง จึงต้องขวนขวายกัน เรื่อย ๆ ไป. ถ้ามันเป็นสิ่งที่ง่าย เราพูดกันคราวเดียวก็พอ ; แต่เนื่องจากมัน เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายจึงต้องพูดกันเสมอ ๆ. ฉะนั้นจึงขอเจียดเวลามาทำความเข้าใจกัน อย่างนี้บ่อย ๆ. สำหรับเรื่องที่จะพูดก็ได้แสดงความมุ่งหมายไว้แล้วในใบประกาศที่แจก กันไป ว่าในภาคแรก ๓ เดือนนี้ สามเดือนตอนแรกนี้จะพูดกันถึงเรื่องหลักวิชา, สามเดือนต่อ ๆ ไปก็จะพูดถึงเรื่องหลักปฏิบัติและอบรมการปฏิบัติ. ในวันนี้ก็ยัง เป็นเรื่องของหลักวิชา หรือว่าเป็นเรื่องทางทฤษฎีที่จะต้องทำความเข้าใจกัน เรื่อย ๆ ไปเป็นวงกว้าง ๆ เหมือนกับพื้นฐาน หรือ back ground ของตัวการปฏิบัติ ถ้ามีพื้นฐานนี้พอ การปฏิบัติก็จะเป็นไปได้โดยง่าย. ในการบรรยายครั้งที่ ๑ ได้พูด ถึงพระพุทธเจ้าชนิดที่จะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ผู้ที่ได้ฟังแล้วก็ย่อมจะเข้าใจได้ว่า เราพูดกันถึงเรื่องพระพุทธเจ้าในลักษณะที่จะมองดูกว้างทั่วไปหมด และเลือกเอาว่า พระพุทธเจ้าชนิดไหนและอย่างไร ที่จะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา. ในครั้งที่ ๒ ต่อมาก็ได้พูดโดยหัวข้อว่า นิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ กับ นิพพานต่อตายแล้ว เพื่อจะเป็น เครื่องเปรียบเทียบให้ดูให้พึ่งให้เข้าใจ ว่าเรามีความเข้าใจเรื่องนิพพานแตกแยก หรือก้าวก่ายกันอยู่อย่างไรแล้ว ทำไมจึงไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากเรื่องของนิพพาน. ส่วนในวันนี้จะได้พูดในหัวข้อว่า "มนุษย์ของพระเจ้า กับ คนของกิเลส". "มนุษย์ของพระเจ้า", "คนของกิเลส". เพียงแต่ได้ยินหัวข้อก็เข้าใจว่า บางคนอาจจะทายได้ว่ามีความมุ่งหมายอย่างไร. มนุษย์ของพระเจ้า คนของกิเลส บางคนก็ยังจะสงสัยว่าทำไมไปแยกมนุษย์ออกเสียจากคน หรือแยกคนออกไปเสีย จากมนุษย์. เอามนุษย์ไปไว้ฝ่ายพระเจ้า, เอาคนมาไว้ฝ่ายกิเลสหรือพญามาร. ถ้าเป็นมนุษย์ ก็เป็นของพระเจ้า ถ้าเป็นคน ก็เป็นของกิเลสหรือเป็นของพญามาร.
น.105 ขอให้ท่านทั้งหลายฟังแล้วก็พิจารณาดูโดยหลักกว้าง ๆ ให้เข้าใจคำว่ามนุษย์กับคน ปัญหาใหญ่ในโลกนี้ก็อยู่ตรงที่ไม่ค่อยจะเป็นมนุษย์กันโดยมาก ไปเป็นเสียแต่เพียง คน, เราจึงแยก มนุษย์ เป็นของพระเจ้า คน เป็นของกิเลส. สำหรับมนุษย์กับคน ขอให้สังเกตดูเป็นข้อแรกก่อนว่า ประชาชนใน โลกทั้งหมดหรือว่าคนในโลกทั้งหมดนี้ มีทั้งชนิดที่เป็นมนุษย์ของพระเจ้าและมี ทั้งชนิดที่เป็นคนของกิเลส. ขอให้กวาดตาหรือส่องใจไปดูทั่ว ๆ โลก ก็จะพบว่า ในโลกนี้มีทั้งมนุษย์ของพระเจ้าและมีทั้งคนของกิเลส แล้วอันไหนจะมากกว่ากัน ท่านทั้งหลายก็จะทายได้เอง. แล้วยังจะต้องสังเกตดูว่าบุคคลบางคนนี้ เป็นมนุษย์ ของพระเจ้าอย่างถาวรอย่างแท้จริง แต่บางคนมันก็ตลบแตลงกลับไปกลับมา บางคนเดี๋ยวเป็นมนุษย์ของพระเจ้า เดี๋ยวเป็นคนของกิเลส. แล้วก็ยังมีบางคน หรือบางพวกเป็นคนของกิเลสอย่างถาวร ไม่เคยเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเอาเสียเลย. ลองส่องใจดูไปทั่ว ๆ โลกแม้ที่เราไม่เคยไปเห็น เราก็ยังเชื่อได้ว่าคนบางพวกใน โลกนี้เป็นมนุษย์ของพระเจ้าอย่างถาวร, คนบางคนในโลกนี้เป็นคนของกิเลส อย่างถาวร, แล้วบุคคลบางพวกเดี๋ยวเป็นมนุษย์ของพระเจ้า เดี๋ยวเป็นคนของกิเลส กลับไปกลับมา ; แล้วพวกไหนจะมากที่สุด บางทีจะจัดตัวเองได้เลยเสียด้วยว่า เราเองนี่เป็นคนชนิดไหนในโลกนี้. ทีนี้จะขอร้องให้ดูให้ละเอียดไปกว่านั้น มันจะได้ใกล้จุดของปัญหา มากขึ้น คือว่าในคนคนเดียว ในบุคคลเพียงคนเดียว คือตัวเราเองหรือใครก็ตาม เพียงคนเดียว ก็ยังมีทั้ง ความเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และ ความเป็นคนของกิเลส บางทีในวันหนึ่ง ๆ วันเดียวเท่านั้น เราเป็นคนของกิเลสตั้งหลาย ๆ หน แล้ว เป็นมนุษย์ของพระเจ้าเพียงไม่กี่หน. พูดอย่างนี้ท่านก็พอจะเข้าใจได้อย่างน้อย ก็ลาง ๆ ว่าเราเองนี่ เวลาไหนชั่วโมงไหนเป็นคนของกิเลส ชั่วโมงไหนเป็นมนุษย์
น.106 ของพระเจ้า, ชนิดไหนมันเหนียวแน่นกว่ากัน คือความเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ของเรานี้เหนียวแน่น หรือว่าความเป็นคนของกิเลสมันเหนียวแน่น. หมายความ ว่าเราเกิดมาแล้วจนบัดนี้ มันสะสมอะไรเข้าไว้มาก สะสมอย่างไหนเข้าไว้มาก อันนั้นแหละถึงจะเป็นสิ่งที่เหนียวแน่นมาก. เราดูให้ดี เราจะเห็นได้ว่าเวลาที่เราเป็น มนุษย์ ของพระเจ้า นั้น น่าดู, เวลาที่เราเป็น คนของกิเลส นั้นมันไม่น่าดู. แล้วคน ๆ หนึ่งก็ยังเป็นสองอย่าง สลับกันอยู่อย่างนี้ พอดีมันไปเข้ารูปกันกับคำพูดที่พูดกันอยู่ว่า "คุ้มดีคุ้มร้าย". เราพูดว่าคุ้มดีคุ้มร้าย เราเป็นผู้พูดเอง แล้วก็รู้สึกว่าเป็นคำดูหมิ่นผู้ที่ฟัง แต่แล้ว ทำไมไม่ย้อนมาดูตัวเองดูบ้าง ว่าความคุ้มดีคุ้มร้ายนั่นแหละมันได้แก่ตัวเรา.เมื่อใด เราเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็เป็นคนคุ้มดี เมื่อใดเราเป็นคนของกิเลสก็เป็นคนคุ้มร้าย เราเองคนเดียวก็เป็นคนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย แล้วแต่ว่าเรากำลัง เป็นอะไร. นี่ก็คือความคุ้มดีคุ้มร้ายของคนเราวันหนึ่ง ๆ เดี๋ยวเป็นคนของกิเลส เดี๋ยวเป็นมนุษย์ของพระเจ้า, เรียกว่าคุ้มดีคุ้มร้ายนี้ถูกแล้วไม่เป็นการแกล้งด่า แกล้งว่าอะไร แต่แล้วคนก็ไม่ค่อยจะยอมรับ เอาให้เป็นเรื่องของคนบ้า ๆ บอ ๆ คุ้มดีคุ้มร้าย. อย่างนั้นมันไม่มีปัญหาอะไรมันไม่มีเรื่องมาก. คนที่เรียกตัวเอง ว่าปรกตินี่แหละ มันยังมีคุ้มดีคุ้มร้ายวันหนึ่งหลาย ๆ หน. ถ้ามนุษย์เราแก้ปัญหา ข้อนี้ได้ โลกนี้ก็จะหมดปัญหา. เพราะฉะนั้นขอให้มองเห็นกันเสียให้เป็นที่ ชัดเจนว่า โรคคุ้มดีคุ้มร้ายนี้กำลังเป็นกันอยู่ทุกคน ไม่ยกเว้นใครผู้ใดจะเป็น ชาวไร่ชาวนาตาสีตาสา เป็นพ่อค้าข้าราชการ เป็นนักการเมือง เป็นพระราชา มหากษัตริย์ กระทั่งพระจักรพรรดิ์ กระทั่งเทวดาในเทวโลก. เกี่ยวกับคนเรา ก็ลองอ่านดูประวัติศาสตร์แม้คนที่เป็นพระมหาจักรพรรดิ์ ในโลกนี้ มันก็ยังคุ้มดีคุมร้าย เดี๋ยวก็มีจิตใจขุ่นมัวหม่นหมองอาละวาด เดี๋ยวก็มี
น.107 ใจคอปรกติเฉลียวฉลาด เป็นถึงจักรพรรดิ์แล้วยังเป็นอย่างนี้. กระทั่งเป็นเทวดา ในเทวโลกก็ยังหม่นหมองคุ้มดีคุ้มร้าย เดี๋ยวกลัวตาย เดี๋ยวไม่กลัวตาย เดี๋ยวได้ อย่างใจ เดี๋ยวไม่ได้อย่างใจ ก็มีอารมณ์เปลี่ยนไปเป็นเรื่องคุ้มดีคุ้มร้าย. นี้ก็เรียกว่า บางคราวคนเหล่านั้นก็เป็นคนของกิเลสหรือเป็นสัตว์ของกิเลส และบางคราว ก็เป็นมนุษย์ของพระเจ้าด้วยเหมือนกัน. ดังนั้นขอให้ถือว่าโรคคุ้มดีคุ้มร้ายนี้ เป็นกันทุกคน คือเดี๋ยวเป็นมนุษย์ เดี๋ยวเป็นคน สลับกันไปอย่างนี้, ไม่ยกเว้นใคร ผู้ใดเลย ถ้ายังเป็นปุถุชนธรรมดาสามัญ หรือยังไม่เป็นพระอรหันต์อยู่เพียงใดแล้ว มันก็ต้องมีโรคคุ้มดีคุ้มร้ายสลับกันอยู่อย่างนี้เสมอไป. นั่นแหละขอให้เข้าใจ ไป พิจารณาดูเอาเถิดว่าหัวข้อของเราสำหรับบรรยายในวันนี้ คือมนุษย์ของพระเจ้ากับ คนของกิเลส นี้มันเป็นเรื่องอะไร เป็นเรื่องของใคร ที่ไหน ถ้ามันไม่ใช่เป็นเรื่อง ของเราโดยตรง และเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันทุก ๆ วัน ; จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ ควรเอามาพูดกันอย่างยิ่งหรือไม่ นี่ก็ขอให้ลองคิดดู. เดี๋ยวนี้อาตมายืนยันว่า เรากำลังเป็นโรคคุ้มดีคุ้มร้าย เดี๋ยวเป็นมนุษย์ เดี๋ยวเป็นคนกันอยู่อย่างนี้ และถ้าเมื่อใดในโลกนี้มีกันแต่มนุษย์ของพระเจ้า ไม่มี คนของกิเลสแล้วมันจะเป็นอย่างไร ? ถ้าในโลกนี้มีกันแต่มนุษย์ของพระเจ้า โลกนี้ ก็เป็นโลกพระศรีอารย์ขึ้นมาทันที. โลกพระศรีอาริยเมตตรัยจะเกิดขึ้นมาทันที ในขณะที่คนเป็นมนุษย์ของพระเจ้ากัน เลิกเป็นคนของกิเลสกันเสียที. ถ้าจะพูด อย่างภาษาศาสนาอื่นก็มีพูดได้ต่าง ๆ กัน แต่ใจความมันเหมือนกัน. พูดอย่าง คริสเตียนก็จะพูดว่า แผ่นดินพระเจ้าปรากฏขึ้นมาทันทีแล้ว ; พูดอย่างพวกเราก็ว่า โลกพระศรีอารย์มาถึงแล้ว. ถึงศาสนาไหน ๆ ก็มีความหมายตรงกันที่ว่า สภาพ หรือภาวะที่ปรารถนากันอย่างยิ่งที่สุดนั้นได้มาถึงเข้าแล้ว โดยที่มนุษย์เป็นมนุษย์ กันอย่างถูกต้อง เป็นมนุษย์ของพระเจ้า แล้วก็ช่วยกันสร้างโลกพระศรีอารย์ หรือแผ่นดินพระเจ้าขึ้นมาในโลกนี้ได้ทันแก่เวลา. ดังนั้นเป็นอันว่าเรื่องการเป็น.
น.108 มนุษย์ของพระเจ้านี้เป็นเรื่องที่เราควรจะสนใจกันอย่างเต็มที่ จึงได้เอามาพูดเพื่อ ให้ได้สนใจกันอย่างเต็มที่ ในการที่จะทำตนให้เป็นมนุษย์ของพระเจ้าแทนที่จะเป็น คนของกิเลส. เอาละทีนี้เราก็จะได้พูดกันต่อไปโดยหัวข้อที่ว่า "มนุษย์" กับ "คน" นี้มันต่างกันอย่างไรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น. มีบางคนกล่าวหาว่า อาตมาว่าเอาเอง ว่ามนุษย์เป็นอย่างนั้น คนเป็นอย่างนี้. ที่แท้มนุษย์กับคนนั้นเป็นของสิ่งเดียวกัน หรืออย่างเดียวกัน. นั้นมันก็ถูกแล้ว เป็นความถูกต้องอย่างลูกเด็ก ๆ ในโรงเรียน เรียนหนังสือครูก็สอนว่ามนุษย์แปลว่าคน. นร ก็แปลว่าคน, ชน ก็แปลว่าคน ไม่เห็นมันต่างอะไรกัน. นั้นเป็นเรื่องของลูกเด็ก ๆ ที่เรียนหนังสือแรกเริ่มเรียน, ส่วนเรื่องทางธรรมะทางภาษาศาสนา ทางภาษาปรัชญา หรืออะไรก็ตามที่มันสูง ไปกว่าลูกเด็ก ๆ แล้ว เราก็ให้ความหมายต่าง ๆ กัน สำหรับคำที่เคยเข้าใจว่าเป็น คำเดียวกัน หรือหมายถึงสิ่งเดียวกัน. ดังนั้น อาตมาจึงแนะให้สังเกตว่า คำว่า "มนุษย์" กับคำว่า "คน" นี้มันต่างกัน ทั้งโดยตัวหนังสือและทั้งโดยความหมาย ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือ คำว่า "มนุษย์" นิยมแปลกันว่ามีใจสูง หรือว่า เป็น เหล่ากอของผู้ที่มีใจสูง. มนุษย์แปลว่าใจสูงก็ได้ หมายความว่าเป็นสัตว์ที่ มีใจสูง หรือจะแปลว่าเทือกเถาเหล่ากอของผู้ที่มีใจสูงก็ได้, มันหมายถึงว่า เมื่อเป็นเทือกเถาเหล่ากอของผูที่มีใจสูง มันก็มีใจสูงอยู่นั่นเอง. ทีนี้ส่วนคำว่า "คน" นี่ถือเอาความหมายของคำว่า "ชน" เป็นหลัก คำว่าชนนี้มันแปลว่าเกิดมา มีชีวิตเกิดขึ้นมา หรือสักแต่ว่าเกิดมาก็เป็นคน, ส่วนมนุษย์นั้นมีคำว่า มนะ ที่แปลว่าใจ อุสสะที่แปลว่าสูง มันถึงต่างกัน แม้โดยตัวหนังสือ. แต่เรามาสอนกัน อย่างหวัด ๆ ลวก ๆ แปลว่าคนเหมือนกันหมดในภาษาไทย. มนุษย์ก็แปลว่าคน, ซนก็แปลว่าคน, ประชาชนก็แปลว่าคน, บุคคลก็แปลว่าคน, นร ก็แปลว่าคน,
น.109 อะไรก็แปลว่าคน ; มันก็เลยทำให้ไม่ฉลาด ไม่ฉลาดก็หมายความว่ายังโง่อยู่: บางอย่าง. ฉะนั้นควรจะถือเอาประโยชน์จากคำพูดเหล่านี้ในลักษณะที่มันจะ ช่วยให้เราได้รับประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงได้แบ่ง "มนุษย์" ออกไปเสียจาก "คน" หรือแบ่ง "คน" ออกไปเสียจาก "มนุษย์" ว่ามนุษย์มีใจสูง ว่าคนนี้สักแต่ว่าเกิดมา. นี้เรียกว่าตามตัวหนังสือมันเป็นอย่างนี้. ตัวหนังสือมันก็ยังไม่แน่นอน เราเอาตัวจริง เอาความจริง คือ อรรถะหรือความหมายกันอีกชั้นหนึ่ง คำว่ามนุษย์ที่แปลว่ามีใจสูงนั้น มันหมาย ความว่าเป็นสัตว์ที่มีโพธิ คือมีปัญญา มีสติปัญญา แล้วกำลังงอกงามไปตามอำนาจ สิ่งที่เรียกว่าโพธิ นี้แหละคือมนุษย์. มนุษย์มีโพธิกำลังงอกงามไปตามอำนาจ ของโพธิ ส่วนคนนั้นหนาอยู่ด้วยกิเลส แล้วกำลังงอกงามไปตามอำนาจของกิเลส พวกหนึ่งงอกงามไปตามอำนาจของโพธิ พวกหนึ่งงอกงามไปตามอำนาจของกิเลส แล้วมันจะเหมือนกันได้อย่างไร, ก็เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยาก แก่ทุก ๆ คนแล้ว. ทีนี้เราก็สรุปเอาใจความสั้น ๆ ว่า มนุษย์นี้แปลว่ามีใจสูง สูงอยู่เพราะมีโพธิ์ แล้วเป็นไปตามอำนาจของโพธิ อย่างนี้เรียกว่า "มนุษย์" ส่วนคนธรรมดาที่ไม่ใช่ มนุษย์นั้นมันสักแต่ว่าเกิดมาแล้วหนาขึ้นด้วยกิเลส แล้วเป็นไปตามอำนาจของกิเลส ดังนั้นโพธินั้นแหละเป็นเครื่องทำความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับคน, ถ้าเป็น มนุษย์ก็มีโพธิ ถ้าเป็นคนยังไม่ต้องมีโพธิก็ได้. เราดูกันต่อไปอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า "โพธิ" นี้ คืออะไรกันแน่ คำว่าโพธิ ตัวหนังสือแปลว่าความรู้ หมายถึงสติปัญญาที่จะช่วยให้รอดได้ และถือกันว่าสิ่งที่ เรียกว่าโพธินี้เป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของจิตใจ คือว่าจิตใจทุกๆ ชนิดจะมีเชื้อของความ เป็นโพธิให้มาด้วยเสร็จ คืออย่างน้อยมันก็รู้จักอะไรตามที่ควรจะรู้จักในขั้นแรก แล้วมันจะค่อย ๆ เจริญงอกงามไปจนรู้จักสิ่งที่ยากที่ลึกที่สูงขึ้นไป. จึงขอให้ยอมรับ
น.110 กันเสียทุกคนว่า เรานั้นธรรมชาติได้ให้เชื้อแห่งโพธิมาแล้วทั้งนั้น แต่เราไม่ปลูก ไม่ฝั่ง หรือไม่เพาะหว่านมันให้เจริญงอกงาม มันก็เลยเป็นช่องว่างเป็นที่สำหรับ กิเลสอันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามจะงอกงาม. เราเกิดมา แทนที่โพธิจะงอกงามกลับ หดหู่ลงไป ให้ช่องแก่กิเลสที่จะงอกงามเจริญยิ่งขึ้น เราจึงกลายเป็นไม่มีโพธิ ทั้งที่ มีเชื้อแห่งโพธิ ทั้งที่ธรรมชาติได้มอบหมายให้มาเสร็จแล้ว. ส่วนโพธิแท้ ๆ นั้น มันเป็นเรื่องของสติปัญญา ที่ได้เชื้อมาแล้วจะต้องอบรมด้วยการศึกษา ด้วยการ ประพฤติ กระทำให้เจนจัดในสิ่งเหล่านั้น นี่เรียกว่าเป็นสิ่งที่ต้องอบรมขึ้นมา. นอกจากจะต้องอบรมขึ้นมาแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยากด้วย อบรมได้โดยยาก, แล้วมันยังมีลักษณะผืนกระแสโลก มันไม่คล่องหรือสะดวก หรือลื่นไปตามกระแสโลก มันฝืนกระแสโลก เพราะว่าโลกนี้มันต้องการแต่จะไปในทางที่ง่าย คือตกไปใน ทางต่ำ ส่วนสิ่งนี้มันก็ฝืนกระแสโลก คือต้องการจะไปในทางสูงที่เราเรียกกันว่าดี. นี้แหละ สติปัญญาหรือที่เรียกว่าโพธินั้นมันมีลักษณะอย่างนี้ คือต้อง อบรมขึ้นมา แล้วก็ต้องทำโดยยากลำบาก แล้วก็ต้องยอมฝืนกระแสโลก. ถ้าเรา จะเอาแต่ง่าย ๆ เข้าว่าแล้ว จะเอาตามชอบใจ ตามสะดวกสบายของกิเลสแล้ว ไม่มี ช่องทางที่ต้นโพธินี้จะเจริญงอกงามได้. สิ่งที่เรียกว่าโพธิ หรือสติปัญญา นี่แหละพอที่จะเรียกได้ว่าเป็น "พระเจ้า" ที่จะช่วยมนุษย์ให้มีความเป็นมนุษย์ ให้ถึงขีดความเต็มเปี่ยมของ ความเป็นมนุษย์. ถ้าปราศจากสิ่งนี้ คือโพธินี้แล้ว ก็เหมือนกับไม่มีพระเจ้าที่จะมา ช่วยให้มนุษย์งอกงามถึงความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ มนุษย์จะเป็นมนุษย์ ของพระเจ้าได้ก็เพราะมีสิ่งเรียกว่า "โพธิ" ฉะนั้นเราจึงสรุปความสำคัญว่า โพธินี้ คือสติปัญญาที่จะต้องอบรมขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ทวนกระแสโลกเรื่อยไป จนกว่าจะถึงที่สุด. นั่นแหละคือสิ่งที่จะช่วยมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็น พระเจ้าผู้ช่วยมนุษย์.
น.111 จะฝึกฝนมนุษย์ให้มันเข้มแข็ง เพื่อจะให้เป็นบทเรียนหรือบทสอบไล่. ฉะนั้น ขอให้ถือว่าความโง่นี้มันเป็นบทเรียนที่จะทำให้ฉลาด ถ้าไม่เคยโง่แล้วมันจะฉลาด ได้อย่างไร, ถ้าไม่มีความโง่แล้วความฉลาดก็ไม่มีราคา ไม่มีความหมาย, ฉะนั้น ต้องถือเอาความโง่เป็นบทเรียน ก. ข. ก. กา สำหรับสร้างความฉลาด. เมื่อความโง่ เป็นพญามารก็จงถือว่าพญามารนี้มันมาเพื่อทำให้เราดีขึ้น อย่าไปยอมแพ้ จะกลาย เป็นคนโง่หนักขึ้นไปอีก; มันโง่อยู่แล้ว ถ้าไปยอมแพ้ความโง่อีก มันก็โง่หลายซับ หลายซ้อน. ถ้าจะคิดเสียใหม่ว่าความโง่นี้มันมาทำให้เราฉลาดทีเดียว มันก็หายโง่ ; ฉะนั้นให้จัดการให้ถูกต้องกับเรื่องของความโง่ เพื่อความเป็นคนฉลาด โดยถือเอา ความหมายอีกทางหนึ่งว่า กิเลสหรือมารนี้คือบทเรียนและบทสอบไล่ของเรา เราต้องเรียนและสอบไล่ผ่านไปให้ได้. ถ้าพูดอย่างเป็นเขาเป็นเรากันอย่างสมมติ พระเจ้ากับมารนี้ ก็อย่า ได้คิดว่ามันเป็นคนละเรื่องกันไปเสียทีเดียว ให้ถือว่า พระเจ้าสร้างพญามารขึ้น มาสำหรับทำให้มนุษย์ดีขึ้น. คนอื่นเขาจะถืออย่างไรตามใจเขา เรานี้จะถือว่า พระเจ้าสร้างซาตาน สร้างมาร สร้างอะไรขึ้นมา ก็เพื่อจะให้มนุษย์มันดีขึ้นเร็ว ๆ ให้ซาตานหรือมารร้ายคอยเล่นงานคนโง่ ให้มันฉลาดขึ้นมาเสียเร็ว ๆ พอมันฉลาด รู้ทันแล้ว มันก็เลยไม่มีมาร ไม่มีซาตานอะไรอีกต่อไป. ทีนี้เราก็สรุปความกันเสีย เลยว่า สิ่งที่เรียกว่ากิเลสหรือมารหรือพญามารนี้ มันเป็นของขวัญที่ธรรมชาติหรือ พระเจ้าให้แก่เรา เพื่อให้เราเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องของพระเจ้าได้โดยเร็ว ถ้ามันยุ่ง พันเผื่อนักก็ถือสั้น ๆ แต่เพียงว่า มารคือสิ่งที่มีไว้สำหรับให้เราเอาชนะให้ได้ มาร คือสิ่งที่มีไว้สำหรับให้เราเอาชนะมันให้ได้ อย่าให้แพ้เป็นอันขาด ถ้าแพ้ก็บ้าหรือ ตายเลย. ใครแพ้แก่พญามารคนนั้นต้องบ้า หนักเข้าก็ตายเลย. พ่ายแพ้แก่ ความรู้สึกฝ่ายชั่วฝ่ายต่ำฝ่ายเลว แล้วทำลงไปตามอำนาจของความรู้สึกฝ่ายชั่ว
น.112 มันก็คือคนบ้า. แต่เมื่อมันบ้ากันมาก ๆ เข้าก็เลยไม่หาว่าบ้า กลายเป็นดีไปก็ได้ เพราะมันบ้ากันหมดทุกคน. แต่ถ้าเอาธรรมะเป็นหลักแล้ว คนที่ทำอะไรไปตาม อำนาจของมาร เพราะพ่ายแพ้แก่มารนั้นแหละคือคนบ้า ไม่ได้ใส่โซ่ตรวนอะไร ที่ไหน. เมื่อบ้าหนักเข้าก็ตาย คำว่า "ตาย" ในที่นี้หมายถึงตายจากความดี ไม่มีความดีอะไรเหลืออยู่ก็เหมือนกับคนตายแล้ว ฉะนั้นขอให้ทุกคนระวังไว้ว่า มารนี้คือสิ่งที่เราจะต้องเอาชนะ เขามีไว้หรือธรรมชาติมีไว้ให้เรา เพื่อให้เราเอา ชนะ ขืนแพ้ก็บ้าหรือตาย. นี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่ากิเลส. ถ้าไม่เคยเข้าใจสิ่งที่เรียกว่ากิเลสมาในลักษณะอย่างนี้ ก็ขอให้เข้าใจ กันใหม่เสียเดี๋ยวนี้ว่า กิเลสคืออย่างนี้ กิเลสคือความโง่ต่ออารมณ์ ตั้งแต่เกิดมาจน บัดนี้ มันเป็นมารทำให้เราสูญเสียความดี แต่ว่ามันก็มิใช่อะไรอื่น มันเป็นบทเรียน สอบไล่ ที่เราจะต้องเรียนและสอบไล่ให้ได้ เพื่อให้เราเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ไม่บ้าและไม่ตาย. ฉะนั้นมารคือสิ่งที่มีไว้สำหรับให้มนุษย์เอาชนะให้ได้ ดังนั้น ท่านผู้ใดต้องการที่จะเป็นมนุษย์ ก็จงตั้งหน้าในการที่จะชนะมาร อย่าปล่อยให้ตก อยู่ในอำนาจของมารหรือพ่ายแพ้แก่พญามาร. นี่แหละเราได้พูดกันแล้วว่า มนุษย์คืออะไร ? คนคืออะไร ? และได้พูด กันถึงคำว่าพระเจ้า. ทีนี้ก็ว่าถึง มนุษย์ของพระเจ้า และคนของกิเลส ต่อไป เราถือ ว่าโพธิหรือสติปัญญาว่าเป็นใจความของพระเจ้า ถ้ามนุษย์มีใจสูงได้จริง มันก็เป็น "มนุษย์ของพระเจ้า" ถ้าใจต่ำมันก็เป็น "คนของกิเลส" สรุปความก็คือว่า มนุษย์ของพระเจ้านั้น คือบุคคลที่กำลังอยู่กับโพธิ กำลังมีโพธิอยู่ในใจ มีสติปัญญา ของพระเจ้าอยู่ในใจ เขากำลังมีความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ระดับใด ระดับหนึ่งอยู่แม้ชั่วขณะหนึ่ง ๆ ก็ยังดี. มนุษย์จะต้องมีความสะอาด ความสว่าง ความสงบ อยู่แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี แม้แต่ระดับใดระดับหนึ่งก็ยังดี เพราะมัน
น.113 เป็นลักษณะของโพธิทั้งนั้น นี้เรียกว่า “มนุษย์ของพระเจ้า". ส่วน "คนของ: กิเลส" นั้นก็คือ บุคคลที่กำลังปล่อยตัวไปตามสัญชาตญาณที่ปราศจากการควบคุม ดังนั้นเขาจึงกำลังสกปรก มืดมัว เร่าร้อนไปตามขณะ ๆ ๆ ที่ว่าอะไรมากระทบเข้า แล้วทำให้เขามืดมัวไปอย่างไร. "มนุษย์ของพระเจ้า" กำลังสะอาด สว่าง สงบ, ส่วน “คนของกิเลส" นั้นกำลังสกปรก มืดมัว และเร่าร้อน มันจึงต่างกันมาก อย่างนี้. วันนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องมนุษย์ของพระเจ้ากับคนของกิเลส เพื่อจะ เปรียบเทียบกันให้เห็นชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนเป็นที่แจ่มแจ้ง และปัญหาใหญ่มันอยู่ ตรงที่คำว่า "พระเจ้า" เพราะมันกว้างขวางลึกซึ้งยากที่จะเข้าใจ. เมื่อเราไม่ต้องการ ที่จะเป็นคนของกิเลส เรื่องกิเลสยังไม่ต้องพูดกันก็ได้ แต่เราต้องการจะเป็นคน ของพระเจ้า เราก็ต้องพูดกันเรื่องพระเจ้าให้ชัดเจน ฉะนั้นขอให้ท่านทนฟังความรู้ ความคิดเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าต่อไปอีก. คำว่า "พระเจ้า" บางคนจะรู้สึกว่าเป็นของแปลกเป็นของพิเศษ หรือวิเศษ หรือนอกเหนือธรรมชาติธรรมดา มักจะรู้สึกกันอย่างนั้น เพราะว่าไม่คุ้นเคยกับ สิ่งที่เรียกกันว่า "พระเจ้า" เพราะไม่ได้รับคำสั่งสอนอบรมให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า". เดี๋ยวนี้อาตมาอยากจะพูดว่า "พระเจ้า" นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตาม ความรู้สึกทางสัญชาตญาณของสัตว์อีกเหมือนกัน. สัตว์มีสัญชาตญาณคือความรู้ ที่เกิดได้เองไม่ต้องมีใครมาสอน นี้เป็นตัวสัญชาตญาณมีอยู่ประเภทหนึ่งต่างจาก ความรู้ที่จะต้องอบรมสั่งสอน. ส่วน "พระเจ้า" นั้นเกิดมาจากสัญชาตญาณ โดยไม่รู้สึกตัว คือสัญชาตญาณแห่งความกลัว สัญชาตญาณแห่งการต้องการที่พึ่ง. สุนัขของเราพอมันกลัวอะไรขึ้นมา มันจะวิ่งมาหาเราให้เป็นที่พึ่ง. นี่ สัญชาตญาณ แห่งความกลัว ไม่ต้องมีใครสอน เช่นสุนัขที่อาตมาเลี้ยงไว้ มันก็จะวิ่งมาหาอาตมา.
น.114 พอถูกเบียดเบียนอย่างใดอย่างหนึ่งเข้า. นี่เรียกว่าเป็นไปตามอำนาจของ สัญชาตญาณ ความต้องการที่พึ่ง คือมันต้องการสิ่งที่เป็นที่พึ่ง นั่นแหละคือพระเจ้า. เมื่อมนุษย์กลัวอะไรขึ้นมา ต้องการที่พึ่งขึ้นมา ก็นึกหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หวังในสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ตามที่ตนจะคิดนึกเอาได้ด้วยสติปัญญาหรือด้วยความโง่ก็ตามใจในขณะนั้น มีความรู้สึกอย่างไรก็จะต้องถือเอาสิ่งนั้นแหละเป็นที่พึ่ง ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" หรือสิ่งสูงสุดนี่แหละมันเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณของสัตว์ที่มีความกลัว และต้องการที่พึ่ง. ฉะนั้นเราอย่าไปคิดว่าพระเจ้านี้วิเศษวิโสอะไรนัก มนุษย์ นี้แหละสร้างขึ้นมา. เมื่อมนุษย์เกิดกลัว เกิดต้องการที่พึ่ง ยึดเอาอะไรเป็นที่พึ่ง อันนั้น ก็เป็น "พระเจ้า". ทีนี้พระเจ้ามันก็แปลกแตกต่างกันออกไป สูงขึ้นไป ๆ ๆ ตาม สติปัญญาของมนุษย์ที่วิวัฒนาการขึ้นไปตามลำดับจากสัญชาตญาณ แต่ว่าจุดตั้งต้น ริเริ่มทีแรก มันมาจากสัญชาตญาณแห่งความกลัว และความต้องการที่พึ่ง ฉะนั้น ถือว่าพระเจ้านี้เกิดขึ้นตามอำนาจของสัญชาตญาณ. พระเจ้ายังเป็นสิ่งที่เราอาจจะ รู้จักหรือรู้สึกได้ทางสัญชาตญาณอีกนั่นเอง เป็นสัญชาตญาณแห่งการหนีภัย ถ้าเรา ไม่มีสัญชาตญาณแห่งการหนีภัย เราจะไม่มีโอกาส หรือไม่มีหวังที่จะรู้จักพระเจ้า ฉะนั้นเราอาศัยสัญชาตญาณของการที่จะหนีไปจากอันตราย แล้วเราก็พยายามจะ หนีจากอันตรายนั้น โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง. และเมื่อหนีได้เท่าไร มันก็เป็น "พระเจ้า" ให้แก่เราเท่านั้น. เราหนีจากอันตรายได้เท่าไร พระเจ้าก็เกิดขึ้นแก่เรา ได้เท่านั้น คือช่วยเราได้เท่านั้น. นี้พูดเป็นคำกว้างขวางตลอดกาลนิรันดร ตั้งแต่มนุษย์ยังเป็นสัตว์หรือยังคล้ายสัตว์ แล้วเป็นมนุษย์ขึ้นมาน้อย ๆ เป็นมนุษย์ สูงสุด แล้วต่อไปข้างหน้าในอนาคตอีกยืดยาวไม่รู้จบไม่รู้สิ้น เราจะต้องอาศัย สัญชาตญาณแห่งการหนีภัยนี้เป็นเครื่องมือสำหรับจะรู้จักพระเจ้า, เพราะว่าพระเจ้า คือสิ่งที่จะช่วยเราให้ปลอดจากภัย พ้นไปจากภัยได้ พ้นไปจากภัยได้เท่าใด เรา
น.115 ก็รู้จักพระเจ้าเท่านั้น. ขอให้รู้จักพระเจ้าอย่างนี้กันก่อน, ซึ่งเป็นพระเจ้าที่จริง และเป็นจุดตั้งต้น. ถ้ารู้จักพระเจ้าชนิดนี้แล้ว ต่อไปจะรู้จักพระเจ้าทุก ๆ ชนิด ซึ่งมีมากมายแล้วแต่มนุษย์ชาติไหน ภาษาไหนจะบัญญัติขึ้นมาอย่างไร. เอาละทีนี้เราจะลองจำแนกพระเจ้าดูบ้าง อยากจะอวดดี; เป็นมนุษย์ นี่แหละจะจำแนกพระเจ้าดูบ้าง เพราะว่าได้อวดดีมาตั้งแต่ที่แรกแล้ว ว่ามนุษย์นี้ สร้างพระเจ้าขึ้นมา ด้วยสัญชาตญาณแห่งความกลัว การหาที่พึ่ง การเอาตัวรอด เพื่อเราจะได้รู้จักพระเจ้าเป็นพวก ๆไป. เราก็มองดูพระเจ้าพวกแรกที่สุด คือ พระเจ้าในความรู้สึกสามัญสำนึกของคนทุกคน, ความรู้สึกสามัญสำนึกนี้ ไม่ต้อง เรียนจากหนังสือ ไม่ต้องเชื่อใครด้วย. เราจะต้องถือว่าทุกคนจะเป็นคนดีก็ตาม คนชั่วก็ตาม มีความรู้สึกในสามัญสำนึกและบางทีก็ตรงกันเลย ทั้งคนดีและคนชั่ว; แต่คนชั่วนั้น เขายังบังคับไม่ได้ มันฝืนความรู้สึกแม้สามัญสำนึก มันจึงไปทำ ความชั่ว เพราะมันเห็นแก่ปากแก่ท้องหรือเห็นอะไรทำนองนั้น แต่ในใจมันอาจ จะรู้สึกอยู่ว่าของดีของจริงของประเสริฐนั้นไม่ใช่อย่างนี้ อย่างนี้ก็มี. แต่เมื่อเขา บังคับไม่ได้หรือเขาบังคับได้เท่าไร เขาก็ยุติเอาที่นั่นว่าเป็นที่พอใจของเขาและก็เอา เป็นพระเจ้าไปเสียเลย. ฉะนั้นเราจึงมีพระเจ้าตามสามัญสำนึกนี้ผิดแปลกกัน. อันแรกก็ดูจะเรียกว่า พระเจ้าเงินตรา เพราะเดี๋ยวนี้มีสามัญสำนึกว่า เงินช่วยอะไรได้ทุกอย่าง มันจะโง่หรือฉลาดไว้ค่อยพูดกัน แต่คนโดยมากจะถือว่า เงินนี้ช่วยอะไรได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเงินเป็นพระเจ้า เพราะว่าจะช่วยเราได้ ทุกอย่าง ก็เลยบูชาเงินเป็นพระเจ้าองค์แรก คือพระเจ้าแห่งเงินตรา เงินตรานี้ หมายถึงอำนาจแห่งการซื้อหาสิ่งที่ต้องการ จะเป็นกระดาษหรือโลหะหรืออะไร ก็สุดแท้ เรียกว่าเงินตรา มีอำนาจในการซื้อหาสิ่งที่เราต้องการ ใครมีมากมันก็มี อำนาจที่จะซื้อหาหรือเอาอะไรได้มาก คือเรียกว่ามันช่วยได้มากแล้วเราก็ลอง
น.116 ทดสอบดูตัวเราเองว่าเรามีพระเจ้าเงินตรา มีเงินตราเป็นพระเจ้ากันหรือเปล่า บางทีแม้เวลานี้ ในสภาพปัจจุบันนี้เราก็ถือพระเจ้าเงินตรากันอยู่เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะพวกวัตถุนิยมก็ถือพระเจ้าเงินตรากันทั้งนั้น ไม่รู้จักพระเจ้าอย่างอื่น. แล้วเรานี่แหละบางทีบางเวลาบางโอกาส เราก็คุ้มดีคุ้มร้ายไปเป็นวัตถุนิยมเป็นคน ของกิเลส เราก็ต้องถือพระเจ้าเงินตรา เงินตราเป็นพระเจ้าไปพักหนึ่ง จนกว่า จะนึกได้ แล้วละอายขึ้นมา. นี่พูดกันตรงๆ ก็ต้องพูดกันอย่างนี้. พระเจ้าถัดไปก็คือสิ่งที่ตนรัก ตนชอบ ตนพอใจ เขาใช้คำว่า พ่อทูนหัว แม่ทูนหัว. คำว่าแม่ทูนหัวก็หมายถึงผู้หญิง พ่อทูนหัวก็หมายถึง ผู้ชาย คือไม่มีอะไรดีกว่านั้น จึงได้พูดคำนี้ออกมา. นี้ก็ด้วยความรัก ถ้ามัน รักอะไรเข้า อันนั้นก็เป็นพระเจ้าขึ้นมาทันที พระเจ้าอื่นไม่รู้ไม่ชี้ เวลานี้สิ่งที่ เรารักที่สุดนั้นเป็นพระเจ้าสำหรับเรา นี้ก็เป็นพระเจ้าอันหนึ่ง ตามสามัญสำนึก ที่คนทุกคนจะมอบกายถวายชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นให้แก่พระเจ้านี้ โดยไม่เห็นแก่ หน้าพระเจ้าอื่น. อยากจะพูดให้มันหยาบคายสักหน่อย ว่าคนก็หันหน้าไปหาแฟน ของตัว มากกว่าที่จะหันหน้าไปหาพระพุทธเจ้า. เขาบอกว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก็ยังไม่สนใจ จะไปหาแฟนของตัวก่อน. นี้ลองเทียบดูเถิดว่าพระเจ้าที่เกิดขึ้น ด้วยอำนาจของความรัก ความหลงนี่มันเป็นอย่างไร มันใหญ่หรือเล็ก มันมาก หรือน้อย. นี้ก็เป็นพระเจ้าตามสามัญสำนึกจริงๆ เป็นพระเจ้าจริง ๆ ด้วย เหมือนกัน. ยังมีพระเจ้าแบบอื่นต่อไปอีก คือโดยเหตุที่เรามีสัญชาตญาณแห่ง ความกลัว เมื่อความกลัวครอบงำแล้ว มันไม่รู้จักสิ่งอื่น นอกจากสิ่งที่ตนกลัว ก็อยากจะพ้นจากความกลัว ฉะนั้นอะไรที่มันจะทำให้รู้สึกบรรเทาความกลัวได้แล้ว
น.117 ก็ยอมรับหมด ฉะนั้นเราไม่รู้จักพระเจ้า ไม่เคยเห็นพระเจ้า แต่เราก็บูชาพระเจ้า ในฐานะที่ว่าเป็นสิ่งที่เรากลัว คนเป็นอันมากในโลกนี้ถือพระเจ้าชนิดนี้ แล้วก็ถือ แต่ตามพิธีรีตอง เพราะเขาไม่เคยเห็นพระเจ้า ไม่อาจจะรู้จักพระเจ้า แต่เขากลัว ก็ต้องทำไปตามพิธีรีตองที่จะช่วยบรรเทาความกลัว จึงมีพิธีรีตองบนบานศาลกล่าว เซ่นสรวงพิธีทางไสยศาสตร์นานาชนิด เพื่อขจัดความกลัว แล้วก็สมมติเอา ว่าพระเจ้ามีอยู่ทั้งที่เราไม่เคยเห็นตัว ไม่เคยรู้จักหน้า แล้วก็เชื่ออย่างนั้นด้วย แล้วทำการบนบานศาลกล่าว ฉะนั้นพระเจ้าชนิดนี้ก็คือผู้หรือสิ่งที่เรากลัวแล้ว บนบานศาลกล่าวกันอยู่ ทั้งที่ไม่รู้จักตัวและเห็นตัว มีอยู่ทั่วไป จะเรียกว่าเป็น "พระเจ้าผี" หรือ "พระเจ้ามายา" ทำนองนั้นแหละจะถูกกว่า เพราะไม่เห็นตัว ไม่เคยรู้จักตัว แต่ทำไปโดยอำนาจของความกลัวตามพิธีรีตองนั้น ๆ. พระเจ้า อย่างนี้ก็ครอบครองจิตใจมนุษย์อยู่มากที่สุดด้วยเหมือนกัน. ทีนี้อยากจะพูดถึงพระเจ้าอีกแบบหนึ่งซึ่งน่าหวัว แล้วก็มีจริง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็สมัยใหม่ปัจจุบันหยก ๆ นี้เอง จะเรียกว่าพระเจ้าชนิดไหน ท่านทั้งหลาย ลองตั้งชื่อเอาเองจะดีกว่า. คือว่าคนสมัยปัจจุบันนี้ หลงใหลกันอย่างยิ่งก็คือ การงานที่จะนำมาซึ่งประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ. คน ๆ หนึ่งเขาเล่าให้ฟังไม่ใช่ ประสบกับอาตมาเอง ว่าเพื่อนของเขาคนหนึ่งเป็นญี่ปุ่นเป็นคนหนุ่ม พอคุ้นเคย กันพอสมควรแล้วเขาแอบกระซิบถามว่า ท่านถือพระเจ้าอะไร หรือศาสนาอะไร. เพื่อนญี่ปุ่นคนนั้นก็บอกว่าเขาถือพระเจ้า Hitachi เพราะว่าเขาทำงานอยู่กับบริษัท Hitachi มีเงินเดือนสูงเป็นช่างเทคนิค บริษัท Hitachi เลี้ยงไว้. ถ้าบริษัทนี้ ไม่เลี้ยงไว้เขาจะต้องเป็นอย่างไร คือไม่มีงานทำ. เมื่อสังเกตดูตามน้ำเสียงสีหน้า ของเขา ก็รู้สึกว่าเขาไม่มีศาสนาอย่างอื่น ไม่มีพระเจ้าอย่างอื่นจริงๆ นอกจาก พระเจ้า Hitachi. สินค้าญี่ปุ่นยี่ห้อ Hitachi มันแพร่หลายมาก ทำเงินได้มาก เขาถือพระเจ้า Hitachi. พระเจ้าชนิดนี้คือพระเจ้าอะไรชนิดไหน ลองตั้งชื่อเอาเอง
น.118 ก็อยากจะตั้งชื่อเอาได้ทุกคน. มันก็ยิ่งกว่าพระเจ้าเงินตราอย่างที่กล่าวที่แรก เพราะ พระเจ้าเงินตรามันทั่ว ๆ ไปเป็นมาแต่ก่อนโบราณกาล หลายพันหลายหมื่นปี มาแล้วก็ได้ แต่พระเจ้า Hitachi เพิ่งเกิดหยก ๆ นี้คือมันแรงมาก หรือเพิ่งจะ เดือดจัดกันมากถึงที่สุดในเวลานี้ ฉะนั้นใครที่ฝากเนื้อฝากตัวอยู่กับบริษัทไหน การงานไหน องค์การไหน นักการเมืองคณะไหน พรรคไหน ก็คงจะเอานั่นแหละ เป็นพระเจ้า. นี่แหละพระเจ้าใหม่ หยก ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ก็มีขึ้นมาอีกพวกหนึ่ง อย่างนี้. นี้เป็นตัวอย่างพอแล้ว พูดไปก็ไม่รู้จักจบจักสิ้น ว่าพระเจ้าในความรู้สึก สามัญสำนึกที่เกิดขึ้นมาได้เองในจิตใจนั้น มันเป็นอย่างนี้ แล้วเราคนไหนกำลังมี พระเจ้าชนิดนี้กันอย่างไรมากน้อยเท่าไร ลองสำรวจดูตัวเองก็แล้วกัน. เอาละ พอกันเสียทีสำหรับพวกพระเจ้าที่เกิดขึ้นตามความรู้สึกสามัญสำนึก ใครบังคับใคร ไม่ได้ นี่มันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ก็มาถึงพระเจ้าอีกประเภทหนึ่ง คือพระเจ้าที่ถูกบัญญัติขึ้น ตาม หลักเกณฑ์หรือตามทางแห่งศาสนา. สิ่งที่เรียกว่าศาสนา นี้กว้างขวางลึกซึ้ง พูดกันไม่จบ แต่รวมความว่าเป็นสถาบันที่มีอำนาจเหนือมนุษย์. พระเจ้าที่ บัญญัติขึ้น ตามทางศาสนานี้ก็พลอยมีอำนาจอย่างยิ่งไปด้วยตามเครดิตของศาสนา นั้น ๆ. พระเจ้าที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยกฎเกณฑ์ตามทางศาสนานี้ก็มีมากเหมือนกัน เอากันแต่ที่เราจะเห็นกันได้ง่ายๆ เช่นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า นี้ก็ย่อมาจากคำที่ว่า พระพุทธเป็นเจ้า พระธรรมเป็นเจ้า พระสงฆ์เป็นเจ้า สำเร็จ เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมา นี้ก็เรียกว่า "พระเจ้า" ล้วนมีทั้งอย่าง งมงายและไม่งมงาย คนถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้มีทั้งอย่างที่งมงาย และไม่งมงาย แต่จะงมงายหรือไม่งมงายก็ตามใจ มันอยู่ในรูปของพระเจ้าทั้งนั้น ถ้าถือกันในรูปของความขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้ด้วยสติปัญญา. งมงายมันก็ถือ
น.119 ด้วยชีวิตจิตใจด้วยความงมงาย ถ้ามีสติปัญญามันก็ถือสุดชีวิตจิตใจ เพราะมีสติ ปัญญามองเห็นชัดเจน. ฉะนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่แหละอยู่ในรูป ที่เป็นพระเจ้า หรือเป็นพระเป็นเจ้าของพุทธบริษัททั้งที่งมงาย และไม่งมงาย คือ ทั้งพุทธบริษัทแท้จริง และพุทธบริษัทไม่จริง คืองมงาย. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพระเจ้าอย่างไรนี้ เราไม่จำเป็นต้องอธิบายกันในที่นี้แล้ว มันจะ กินเวลามากไป คราวอื่นก็ได้อธิบายแล้ว ไปหาความเข้าใจเอาได้ แต่ว่า สรุปความว่า เรากำลังมอบกายถวายชีวิตจิตใจ แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นับถือเป็นสิ่งสูงสุด จะช่วยเราให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงที่พระเจ้าอย่างอื่นช่วย ไม่ได้ มันก็เลยมีพระเจ้าที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เรียกว่าเป็นพระเจ้า ที่บัญญัติขึ้นด้วยเหมือนกัน. โดยทั่วไปเป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้น แต่เฉพาะคนบางคนนั้น เขารู้จักด้วยใจเอง โดยไม่ต้องมีใครมาช่วยบัญญัติให้นี้ก็ยังมี. แต่ว่าทีแรกเขาถือ พระเจ้าเหล่านี้ตามการบัญญัติของคนที่บัญญัติไว้แต่ก่อน. พระเจ้าถัดไปอีก คือคำพูดว่า "พระเจ้า" ที่บัญญัติไว้ในภาษาไทย แต่บรมโบราณ คำว่าบรมโบราณนี้ขอจำกัดระบุว่า ก่อนแต่ที่ศาสนาคริสเตียนหรือ ศาสนาอะไรจะเข้ามาในเมืองไทยในประเทศไทย คนไทยเราก็มีคำว่า "พระเจ้า" ใช้อยู่แล้ว ก่อนแต่ศาสนาคริสเตียนเป็นต้นจะเข้ามา ฉะนั้นคำว่า "พระเจ้า" ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่พวกคริสเตียนนำมาให้ เพราะว่าไทยเราก็มีสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" อยู่ก่อนแล้วบัญญัติใช้อยู่ในคำพูด อยู่ในภาษาไทย. คำว่า "พระเจ้า" เฉย ๆ ในภาษากฎหมายโบราณ สมุดข่อยนั้น หมายถึงพระพุทธเจ้า หมายถึง พระเจ้าพระสงฆ์ก็มี ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าอย่างของคริสเตียนมาแต่ก่อน เพราะว่า มันก่อนคริสเตียนเข้ามาในเมืองไทยเราก็มีคำว่า "พระเจ้า" ใช้อยู่ในภาษาพูดแล้ว ฉะนั้นเขาหมายถึงสิ่งไร นั้นก็คือพระเจ้าที่เขาบัญญัติขึ้นตามหลักเกณฑ์ของภาษา ทางศาสนา หรือทางวัฒนธรรมเป็นต้น.
น.120 ก็ยังมีพระเจ้าที่เขาบัญญัติกันขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเทวดา หรือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิเศษ เป็นเรื่องทางไสยศาสตร์ ทางวิญญาณศาสตร์ ทางอะไรที่เขาบัญญัติขึ้นเฉพาะศาสตร์นั้น ๆ อย่างนี้เราพลอยถือตาม ๆ เขาไป เพราะว่าเรายังมีความโง่ ทั้งที่ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพระเจ้าอยู่แล้ว ก็พลอยไปมีพระเจ้าที่เขาบัญญัติตามทางฝ่ายไสยศาสตร์นั้นเข้ามาอีก นี้มันเป็นคน ไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเป็นหลักเป็นเกณฑ์, มันมีความกลัวพร่า ๆ ไปหมด มันก็รับพระเจ้าอย่างพร่า ๆ ไปหมด คือรับเอามาหมด ; เป็นพุทธบริษัท มีพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพระเจ้าสูงสุดอยู่แล้ว ยังไปรับเอาพระเจ้าไสยศาสตร์ ที่น่าหัวเราะนั้นเข้ามาอีก. นี้ก็เรียกว่าไปถือพระเจ้าที่เขาบัญญัติขึ้นมาอีกเหมือนกัน ไม่ใช่ความรู้สึกตามสามัญสำนึกของตัวเองเลย มันไปพลอยโง่กับเขาเท่านั้น. ทีนี้ก็มีพระเจ้าที่บัญญัติขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งลึกซึ้งหรือออกจะลึกซึ้ง คือพระเจ้าที่อาศัยหลักปรัชญา หรือหลักพระธรรมทางศาสนาโดยตรงบัญญัติขึ้น จะเป็นทางศาสนาพุทธหรือศาสนาไหนก็ตาม มันมีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวแน่นอน ลงไปว่ามันมีอะไรที่จะทำให้โลกนี้เกิดขึ้น หรือทำให้โลกนี้ตั้งอยู่หรือเปลี่ยนไป หรือ ทำให้โลกนี้ดับลง. พุทธศาสนาก็มีหลักแห่งความเชื่ออย่างนี้ว่า โลกนี้มันเกิดเอง ไม่ได้ มันต้องมีเหตุปัจจัยอะไรทำให้มันเกิดขึ้นมา แล้วให้ตั้งอยู่ ให้เป็นไป แล้ว ดับลง สิ่งนั้นก็มีอยู่ ที่นี้ตามทางปรัชญาหมายความว่า เมื่อได้ศึกษาสิ่งต่าง ๆ รอบด้านทั้งทางศาสนา ทั้งทางวิทยาศาสตร์ ทางอะไรอื่น ๆ เสร็จแล้ว มาสรุป เอาเป็นเหตุผลของตัว ก็มีความรู้สึกว่าต้องมีอะไรอย่างหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่สร้างโลกนี้ขึ้นมา ควบคุมโลกนี้อยู่ หรือว่าจะทำลายโลกนี้ให้สิ้นไปใน วาระหนึ่ง ๆ ก็เลยบัญญัติสิ่งนี้ให้เป็นพระเจ้า เกิดเป็นพระเจ้าซึ่งมีหน้าที่สร้างโลก ขึ้นมา มีหน้าที่ควบคุมโลกนี้ไว้ และมีหน้าที่ทำลายโลกนี้ให้ดับไปคราวหนึ่ง ๆ. นี้พระเจ้าที่บัญญัติขึ้นตามหลักเกณฑ์ทางปรัชญา หรือทางธรรมะ หรือทางศาสนา ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด.
น.121 สิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานของพระเจ้าที่ถาวรได้ ขอให้ท่านทั้งหลาย กำหนดไว้ให้ดี ๆ ว่า รากฐานของพระเจ้าที่แท้จริงนั้นมันมาจากหลักที่ว่า โลกนี้ต้อง มีอะไรสร้างขึ้นมา หรือควบคุมอยู่ หรือทำลายให้ดับไป. มันจะเป็นคนเป็นสัตว์ หรือเป็นสิ่งของเป็นอะไรยังรู้ไม่ได้ แต่ว่ามันมีแน่. ทีนี้พวกที่เขาเชื่อในความเป็น บุคคล เขาก็ถือว่ามีสัตว์ มีบุคคลหรือมีเทวดา มีอะไรที่มองไม่เห็นตัว เรียกว่า พระเจ้า : พระเจ้าผู้สร้างโลกเช่นพระพรหมของศาสนาฮินดู มีพระเจ้าผู้ควบคุม โลก คือพระนารายณ์ของศาสนาฮินดู และมีพระเจ้าผู้ทำลายโลกเป็นคราว ๆ คือพระศิวะ หรือพระอิศวร ของศาสนาฮินดู. เราฟังไม่ได้ศัพท์ จับมากระเดียด ก็พลอยเข้าใจไปว่ามีคนเป็นอย่างนั้น แล้วเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ที่เชื่อก็มี ไม่เชื่อก็มี ทีนี้ เอาคนออกไปเสียซิ มันก็จะหมดปัญหา คือเอาตัวพระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร ที่เป็นคนออกไปเสีย มันก็เหลืออยู่แต่อำนาจอะไรอันหนึ่งซึ่งใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จัก มีอำนาจในการที่จะสร้างอะไรขึ้นมา มีอำนาจที่จะควบคุมสิ่งต่าง ๆ อยู่, และมีอำนาจที่จะยุบหรือดับสิ่งต่าง ๆ ลงไปเป็นคราว ๆ นี่. เมื่อพูดอย่างนี้ มันก็เป็นความจริง แม้วิทยาศาสตร์ของปัจจุบันหยก ๆ นี้ก็จะด้านความคิดอันนี้ ไม่ได้ คือความคิดที่ว่ามีอำนาจอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งเรายังไม่รู้จัก ที่สร้างโลก ควบ คุมโลก แล้วก็ยุบโลกเสียเป็นคราว ๆ แล้วสร้างใหม่. นี่คือรากฐานอันแท้จริง ของพระเจ้า. ในทางพุทธศาสนาก็ให้ชื่อไปอย่างหนึ่ง ในทางวิทยาศาสตร์ก็ต้อง ให้ชื่อไปอีกอย่างหนึ่ง ในศาสนาฮินดู สำหรับคนโง่เขาเรียกว่า พระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร. ส่วนศาสนาฮินดูที่ฉลาดเขาก็ไม่พูดอย่างนั้น ศาสนา ฮินดูที่ฉลาดเช่นลัทธิเวทานตะ เขาพูดเป็นอย่างอื่น เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์อะไร อย่างหนึ่ง ซึ่งให้ชาวบ้านเรียกว่า พระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะกันไปตาม ชอบใจก็แล้วกัน แต่ตัวจริงมันเป็นอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งเอามาพูดให้คนเหล่านี้ฟัง ไม่ได้เพราะมันฟังไม่ถูก เพราะมันยังโง่ก็เลยให้มันเชื่อว่ามีพระพรหม พระนารายณ์
น.122 พระอิศวรไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน แต่ตัวจริงของพระเจ้าทั้งสามนั้นคืออะไร ไว้ค่อยรู้ ทีหลัง นี่แหละคือพระเจ้าที่ถูกบัญญัติขึ้นตามหลักเกณฑ์ทางศาสนา ทางปรัชญา หรือทางวิทยาศาสตร์ มันก็ต้องมีอย่างนี้. เอาละทีนี้เราไม่ต้องการที่จะมาพูดให้เสียเวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็น เราจะ พูดแต่เรื่องที่จำเป็น ที่จะทำให้ลุล่วงไป เราก็ต้องมีพระเจ้าชนิดที่จะเป็นประโยชน์ แก่เรา และเป็นพระเจ้าที่มีอยู่จริง เราก็ต้องเลิกพระเจ้าชนิดที่ไม่จำเป็นแก่เราเสีย หรือพระเจ้าที่ต่ำเกินไป สำหรับเด็กเกินไป ก็เลิกเสีย เช่นพระเจ้าเงินตรานี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็คงจะละอายกันมาก พอที่จะเลิกไปเสียได้ ไม่ตั้งให้เป็นพระเจ้าแล้ว พ่อทูนหัวแม่ทูนหัว สิ่งที่เรากลัว หรือพระเจ้า Hitachi อย่างนี้เราก็ไม่ตั้งให้เป็น พระเจ้าแล้ว. เราจะมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรือเทวดา หรือว่า พระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร บ้าง ก็ตีความให้มันถูกต้อง คือให้เป็นสิ่ง ที่มีอำนาจในการสร้าง ในการคุ้มครอง ในการดับทำลายอะไรได้จริง ๆ. เรามาเอาแต่ความหมายที่จริงที่อาจจะเข้าถึงได้เสียดีกว่า นี้ก็เลยต้อง แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ว่าพระเจ้าประเภทที่พูดให้เป็นบุคคลอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา นี้เรียกว่า : " พระเจ้าโดยบุคคลาธิษฐาน" อย่างนี้เรามีไว้สำหรับคนที่ไม่ฉลาด (ขออภัยที่จะพูดอย่างนี้ซึ่งคนโง่ก็จะโกรธเอา) สำหรับคนส่วนมากที่ยังไม่ฉลาด ก็ต้องมีพระเจ้าประเภทบุคคลาธิษฐานเป็นบุคคลในสวรรค์ หรือในโลกของพระเจ้า ในวิมานอะไรของท่าน เป็นบุคคลโกรธก็ได้รักก็ได้ ต้องประจบท่านอะไรอย่างนี้ นี่พระเจ้าบุคคลาธิษฐาน มีไว้สำหรับคนที่ไม่ชอบทำสิ่งที่ยาก ๆ เพราะโง่ หรือ ไม่สามารถทำสิ่งที่ยาก ๆ เพราะโง่ ต้องการที่จะทำง่ายๆ คือเชื่อ แล้วก็ทำไป ตามพิธีรีตองไปก่อน อย่าไปทำความชั่วก็แล้วกัน ทำให้ถูกใจพระเจ้านั้นต้องทำ ความดี พระเจ้าที่แท้จริงต้องการให้มนุษย์ทำความดี ถ้าต้องการให้มนุษย์ทำความ
น.123 ๙๖ ชุมนุมคาบรรยายวันเสาร์ ๒๕๑๔ ชั่วแล้วไม่ใช่พระเจ้า ถอดเสียจากพระเจ้าได้เลย ถ้ายังเป็นพระเจ้าแล้วละก็ต้อง หมายความว่าต้องการให้มนุษย์ทำความดี แม้จะทำอย่างพิธีรีตองมันก็มีความหมาย อยู่ตรงที่ทำความดี. ฉะนั้นเชื่อพระเจ้ามันก็ปลอดภัยอยู่ในข้อนี้ คือว่าอย่างไร เสียก็ต้องทำความดี แล้วก็ต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจึงจะช่วย นั้นเป็น พระเจ้าอย่างบุคคลาธิษฐาน มีอยู่จริงในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องตีความ พูดสมมติไว้ เป็นบุคคล ต้องตีความให้เป็นธรรมาธิษฐานออกมาอีกทีหนึ่ง ทีนี้เราปัดทิ้งออกไป พระเจ้าอย่างบุคคล เรามาเอาพระเจ้าอย่างเป็นธรรม เป็นนามธรรม เป็น ธรรมาธิษฐาน บัดนี้เราจะพูดกันถึง พระเจ้าโดยธรรมาธิษฐาน ท่านช่วยฟังให้ดี เพราะมีประโยชน์อยู่ที่ตรงนี้ หรือจะช่วยกันได้จริงก็อยู่ที่ตรงนี้ จะมีจริง จะถึงจริง จะอะไรจริงมันก็อยู่ที่ตรงนี้. พระเจ้าโดยธรรมาธิษฐาน คือว่าไม่เพ่งที่บุคคล แต่เพ่งที่ธรรมะหรือตัวพระธรรม. ทีนี้คำว่า "พระธรรม" นี้อันแรกที่สุด สิ่งแรก ที่สุดสำหรับเป็นความหมายของคำว่าธรรมนั่นคือธรรมชาติ ฉะนั้นพระเจ้าที่ แท้จริงเราจะต้องเพ่งเล็งไปถึงตัวธรรมชาติ. การเพ่งเล็งไปถึงตัวธรรมชาติต้อง แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือ ๑. ตัวธรรมชาติแท้ ๆ ล้วน ๆ นั้นอย่างหนึ่ง คือปรากฏ- การณ์ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่เป็นธรรมชาตินี้อย่างหนึ่ง. ๒. ก็คือกฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น ๆ นี้ระบุไปยังตัวกฎหรือหลักหรือเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ ในตัวธรรมชาตินั้น ๆ แล้ว. ๓. ก็คือหน้าที่ที่เฉียบขาดที่มนุษย์จะต้องกระทำตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อันสุดท้ายข้อ ๔. ก็คือว่า ผลที่เกิดมาจากการทำตาม หน้าที่นั้น ๆ นี้เป็นผลจากการทำหน้าที่ตามธรรมชาติ เมื่อครบทั้ง ๔ อย่างนี้ แล้วจึงจะเรียกว่าเป็นตัวธรรมชาติที่สมบูรณ์ คือเป็นทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไร ไม่เหลืออะไร.
น.124 ในศาสนาอื่นที่เขามีคำว่าพระเจ้าใช้เป็นหลักนั้น เขาจะพูดว่าพระเจ้า เป็นทุกสิ่ง พระเจ้าคือทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร ในศาสนาพุทธเราเมื่อพูดโดยหลัก ธรรมชาติอย่างนี้แล้ว มันก็เป็นทุกสิ่ง ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ และผลตามธรรมชาติรวมกันเป็น ๔ อย่าง นี้แหละคือทุกสิ่ง ทุกสิ่งที่มนุษย์จะรู้จัก หรือพูดถึงได้. ธรรมชาติทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นหลักในพุทธศาสนาด้วย : ธรรมชาติ ทั้งปวงเรียกว่า สภาวะธรรม, กฎของธรรมชาติเรียกว่า สัจจธรรม, หน้าที่ ตามธรรมชาติบังคับไว้นั้น เรียกว่าธรรมหรือธรรมะ ธรรมะนั้น แปลว่าหน้าที่ที่จะ ต้องปฏิบัติ จึงได้แก่ ปฏิบัตติธรรม, แล้วผลที่จะเกิดขึ้นมา เป็นบุญ เป็นบาป เป็นดี เป็นชั่ว เป็นนรกสวรรค์ หรือว่าเป็นมรรคผลนิพพานอะไรก็ตาม ผลเหล่านี้ ก็เรียกว่า วิปากธรรม. ดังนั้นในพุทธศาสนาจึงมีหลักที่เกี่ยวกับธรรมชาติครบถ้วน ทั้ง ๔ ประการ คือว่าตัวธรรมชาติก็ดี ตัวกฎธรรมชาติก็ดี หน้าที่ตามธรรมชาติก็ดี ผลของหน้าที่ตามธรรมชาตินั้นก็ดี รวมกันทั้งหมดนี้เรียกสั้น ๆ คำเดียวว่า "ธรรม" หรือ "ธรรมชาติ" ตามภาษาบาลีที่พุทธศาสนาใช้อยู่ และนี่แหละคือ "พระเจ้า". ใน ๔ อย่างนี้ เมื่อเอามารวมกันหมดแล้ว นี่แหละคือพระเจ้า ไม่มีอะไรมาก ไปกว่านี้ พระเจ้าคือทุกสิ่ง ก็คือ ๔ สิ่งนี้รวมกัน. แล้วพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับเรา มากที่สุด คือหน้าที่ที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วมัน ก็ต้องมีธรรมชาติสำหรับให้เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าไม่มีธรรมชาติอะไรเสียเลยเรา ก็ไม่ได้เกิดขึ้นและทำอะไรไม่ได้. เนื้อหนังร่างกายของเรานี้มันคือตัวธรรมชาติ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบกันอยู่เป็นโลกคือธรรมชาตินี้ ก็คือตัวธรรมชาติ มันต้องมีธรรมชาติพื้นฐานอย่างนี้ แล้วก็มีกฎอยู่ในธรรมชาตินั้น. เราพบมันแล้ว เราจึงปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆได้ เช่นเรารู้เรื่องกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เกี่ยวกับร่างกาย เราจึงปฏิบัติต่อร่างกายอย่างถูกต้องได้. เราปฏิบัติต่อสิ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกได้. ทีนี้เราก็ได้รับผลเหมือนกับว่าพระเจ้าประทานให้ ตามที่เราประพฤติกระทำถูกผิด
น.125 ดีชั่ว มากน้อยอย่างไร. นี้คือพระเจ้าที่เด็ดขาดที่สุด แล้วมีอยู่จริง ถึงกับมีอยู่ ในเลือดในเนื้อของเรา. กฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้นมีอยู่ในเลือดในเนื้อของเรา คอยควบคุม ทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วร่างกายจิตใจนี้ต้องทำหน้าที่ของมัน ตามอำนาจบังคับบัญชาของ พระเจ้า แล้วเกิดผลขึ้นมาจากการประทานของพระเจ้า ฉะนั้นเราเลยเป็นพระเจ้า อยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว ผู้อื่นก็เหมือนกัน สิ่งทั้งหลายต่าง ๆ ที่รวมเป็นโลกนี้ ก็เรียกว่า มีพระเจ้าเป็นเนื้อเป็นตัวอยู่ในนั้นทั้งนั้น. ฉะนั้นขอให้มองดูพระเจ้าชนิดที่มี อยู่จริง กระทั่งว่าอยู่ในตัวเราเป็นเนื้อเป็นตัวของเราอย่างนี้ นี่แหละพระเจ้าโดย ธรรมาธิษฐานมันเป็นอย่างนี้ มันต่างจากพระเจ้าที่เป็นบุคคลาธิษฐานเป็นตัว เป็นตนเป็นคนอยู่บนสวรรค์วิมาน อยู่ที่ไหนเหลือที่จะกล่าวได้ นั้นมันอย่างสมมติ พูดให้เป็นบุคคลาธิษฐาน. เดี๋ยวนี้เรามีอำนาจที่จะสร้างโลกหรือควบคุมโลก หรือยุบโลกเป็น คราว ๆ อยู่ในเนื้อในตัวของเรา. ถ้าเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า "โลก" อย่างถูกต้อง เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า "โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิท แห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในร่างกายที่ยาว ประมาณวาหนึ่งที่มีพร้อมทั้งสัญญาและใจ" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ในร่างกาย คนเป็น ๆ, ไม่ใช่คนตาย ต้องคนเป็น ๆ นั้นมีโลก มีเหตุให้เกิดโลก มีความ ดับสนิทแห่งโลก มีทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก อยู่พร้อมเสร็จแล้ว. คือ หมายความว่าในร่างกายคนเป็น ๆ คนหนึ่งมีพระเจ้าทุกชนิดอยู่ครบถ้วน ผู้สร้าง ผู้ควบคุม ผู้ทำลาย มีอยู่เสร็จ. เราจงศึกษาพิจารณาให้รู้จักอำนาจอันลึกลับน่าอัศจรรย์ข้อนี้ก็แล้วกัน. อำนาจทำให้เกิดขึ้น อำนาจที่ทำให้ใตั้งอยู่ชั่วขณะ อำนาจที่ทำให้ดับลงเพื่อเกิดใหม่
น.126 แห่งสังขารธรรมทั้งปวง. ถ้าหนีวัดมากเกินไปจนไม่รู้จักคำว่า "สังขารธรรม ทั้งปวง" มันก็ฟังยาก มันก็ช่วยกันยาก. ถ้ารู้จักคำว่า สังขารธรรม อยู่เป็นปกติ แล้วละก็จะฟังเรื่องนี้ง่าย. สังขารธรรมคือธรรมชาติที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว ก็กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ตั้งอยู่เพราะเหตุปัจจัย ดับไปเพราะเหตุปัจจัย นี้เรียกว่า "สังขารธรรม". อำนาจที่ทำให้เกิดสังขารธรรม ก็มีอยู่ในร่างกายนี้ อำนาจที่ทำให้สังขารธรรมเป็นไปอยู่ เปลี่ยนไปอยู่ ก็มีอยู่ใน ร่างกายนี้ อำนาจที่จะทำให้สังขารธรรมอันหนึ่งดับไป เพื่อให้อันอื่นเกิดขึ้นมา แทนใหม่ มันก็มีอยู่ในร่างกายนี้ ; เรียกว่าอำนาจลึกลับอะไรก็ไม่รู้เหลือที่จะพูดได้ ที่ทำให้มีการเกิด มีการตั้งอยู่ มีการดับลงไปแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย. ที่นี้อำนาจ ที่ทำให้เกิดสังขารธรรมนี้คือ ผู้สร้างโลก, อำนาจที่ทำให้สังขารธรรมตั้งอยู่ชั่วขณะ เปลี่ยนไป นี้ก็เรียกว่า ผู้ควบคุมโลก, อำนาจที่สังขารธรรมดับลงไปแล้วเกิดใหม่ นี้เรียกว่า ผู้ทำลายโลก, เพราะฉะนั้นพระเจ้าผู้สร้างโลก ควบคุมโลก และ ทำลายโลก มันก็อยู่ที่นี่. หรือว่า พระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวรมันก็อยู่ที่นี่ อยู่ตรงอำนาจที่กำลังทำหน้าที่เพื่อสร้างสังขารธรรม ควบคุมสังขารธรรม หรือทำ ให้ดับไปเป็นครั้งคราว. เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็จะระบุไปยังสิ่งลึกลับอะไรอันหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดการเกิดขึ้นแห่งสังขาร ตั้งอยู่แห่งสังขาร ดับไปแห่งสังขาร นั่นแหละ ว่าเป็นพระเจ้า. เมื่อตะกี้นี้เราใช้คำว่า "ธรรมชาติ" ตัวธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หน้าที่ ตามธรรมชาติ ผลตามธรรมชาตินั้นคือพระเจ้า. เดี๋ยวนี้เรามาพูดว่าอำนาจลึกลับ อะไรอันหนึ่งซึ่งเราก็ไม่รู้ แต่เขาเรียกกันว่า "ธรรม" ที่ทำความเกิด ทำความตั้งอยู่ ทำความดับไป นี้ก็เรียกว่า "ธรรมชาติ" ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็คือ ธรรมชาติอีกนั่นแหละ. แม้ว่าอำนาจนี้จะเป็นอำนาจลึกลับวิเศษน่าอัศจรรย์ เข้าใจไม่ได้ก็คือธรรมชาตินั่นเอง. นี่แหละพระเจ้าคืออำนาจที่ลึกลับเหลือประมาณ ที่ทำหน้าที่สร้าง ควบคุม และทำลาย ; นี้เราได้พระเจ้ามาถึง ๒ ชนิดแล้ว.
น.127 ทีนี้จะกล่าวถึงชนิดสุดท้าย คือพระเจ้าจริง ๆ คือตัวเองนี้. ตนเอง มันก็มีพระเจ้าอย่างที่ว่าอยู่แล้ว คือสังขารธรรมในตัวคนเรานี้ มันก็มีกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ มีลักษณะสร้าง ควบคุม และทำลายอยู่แล้ว ที่นี้เมื่อได้อบรมให้ดีถึง ที่สุด ตนเองก็จะเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ไม่มีอะไรอื่น ดังพระพุทธภาษิตว่า อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ-ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตน. คำว่า "ตน" นี้มันไม่ใช่ตนโง่ ๆ อย่าง ทีแรกที่เกิดมาแล้วไม่รู้อะไร ก็โง่ต่ออารมณ์ที่เข้ามาแวดล้อม ตนอย่างนั้นใช้ไม่ได้. มันก็ต้อง "ตน" ที่อบรมดีแล้ว ศึกษาดีแล้ว ผ่านมาพอแล้ว เป็นตนที่เข้าถึง ธรรมชาติแล้ว เป็นตนที่ประกอบอยู่ด้วยอำนาจตามกฎของธรรมชาติ อำนาจ อันสูงสุดของธรรมชาติเดี๋ยวนี้ได้มามีอยู่ในตนนี้แล้ว เพราะว่ามันได้อบรมดีแล้ว ฉะนั้นมันต้องการอะไรก็ได้. ตนที่อบรมดีแล้วนี้ต้องการอะไรก็ได้ ต้องการ มรรคผลนิพพานก็ได้ หรือต้องการอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอให้มันเป็นตนที่อบรมดีแล้ว เท่านั้นแหละ ต้องการเงินก็ได้ ต้องการชื่อเสียงก็ได้ ต้องการความสุขอย่างไหน ก็ได้ ต้องการมรรคผลนิพพานก็ได้ นี่คำว่า "ตน" นี่คือพระเจ้าที่แท้จริง. นอกจากจะเป็นพระเจ้าที่แท้จริงแล้ว ยังเป็นพระเจ้าที่อยู่กับเนื้อกับตัวของเรา ตลอดเวลาอีกแล้วด้วย แล้วจะเอาอย่างไรกันอีก. เป็นพระเจ้าที่แท้จริง คือ ช่วยได้ แล้วยังเป็นพระเจ้าที่อยู่กับเราตลอดเวลา คือตัวเรานั่นแหละเป็นพระเจ้า เสียเอง. ตนที่อบรมดีแล้วทุกอย่าง ทุกทางตั้งแต่ต้นจนปลาย นี้เป็นพระเจ้า. เราก็จะต้องนึกกันต่อไปอีกสักหน่อยหนึ่งว่า ทำอย่างไรจึงจะเกิด "ตน" หรือพระเจ้าชนิดนี้ขึ้นมา ? เพราะว่าเราต้องการที่จะเป็น มนุษย์ของพระเจ้า ทีนี้คิดทบทวนไปมามันก็เข้ารูปลงรอยกันไปได้ว่า ถ้าเราต้องการจะเป็นมนุษย์ ของพระเจ้า เราก็จงอบรมตนให้มีวิวัฒนาการ หรือความเจริญก้าวหน้าถึงที่สุด ก็แล้วกัน. เราจะเป็นคนของพระเจ้า เราจะมีพระเจ้า เราจะถึงพระเจ้า เราจะ อยู่กับพระเจ้าได้ ก็โดยที่มีการอบรมตนให้ถึงจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ คือ
น.128 ประกอบอยู่ด้วยธรรม. ประกอบอยู่ด้วยพระธรรมเท่านั้น แล้วตนนี้ก็จะถึงสภาพ สูงสุด เพราะประกอบอยู่ด้วยธรรม มีคุณสมบัติ มีความสามารถหรือมีสมรรถภาพ ในการที่จะช่วยตนได้ทุกอย่าง ต้องการอะไรก็ได้ทั้งนั้น แล้วไม่มีอะไรที่ต้องกลัว ไม่มีอะไรจะเหลืออยู่สำหรับกลัว สำหรับเป็นปัญหา ต้องการอะไรที่ควรต้องการ มันมีปัญหาว่าอะไรควรต้องการ มันต้องการอะไรในทางที่ควรต้องการ มันก็ได้ ทั้งนั้น. กระทั่งมรรคผลนิพพานก็ได้ ถ้าเราจะต้องการตนชนิดนี้ หรือว่าต้องการพระเจ้าชนิดนี้แล้วจะต้อง ปฏิบัติอย่างไร ? มันมีคำตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่าต้องปฏิบัติตามพระเจ้า คือตาม กฎเกณฑ์ที่มีอยู่สำหรับตนนี้ปฏิบัติตามพระเจ้า. ในทางพุทธศาสนาก็ว่าจะต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง. พูดสั้น ๆ ก็ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลายจะเป็น อยู่กันโดยชอบแล้ว โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์" นี้เอาหลักมาง่ายๆ ก็ว่า ‘เป็นอยู่ให้ถูกต้อง" เป็นอยู่ให้ถูกต้อง นี้มันเป็นคำที่ชัดดีอยู่แล้ว แต่บางคน อาจจะมองไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงต้องจำแนกออกเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘. ที่เราเรียกกันว่ามรรคมีองค์ ๘ ประการ คือ - ความถูกต้องในความ คิดเห็นเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ, - ความถูกต้องของความปรารถนาและใฝ่ฝันเรียกว่า สัมมาสังกัปโป - ความถูกต้องในการพูดจาเรียกว่า สัมมาวาจา - ความถูกต้อง ในการประกอบการงานทางกาย เรียกว่า สัมมากัมมันโต - ความถูกต้องในการ หาเลี้ยงชีวิตเรียกว่า สัมมาอาชีโว - ความถูกต้องในการพากเพียรขยันขันแข็งตะบึง ตะบันไปไม่มีที่สิ้นสุดเรียกว่า สัมมาวายาโม - ความถูกต้องในการดำรงสติไว้ตลอด เวลานี้เรียกว่า สัมมาสติ - ความถูกต้องในการมีกำลังใจเข้มแข็งถึงที่สุดอยู่ตลอด เวลานี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ. รวมกันเป็น ๘ ความถูกต้อง คือทางปฏิบัติ. นี่แหละ คือหนทางหรือทางปฏิบัติ เพื่อให้เราเป็นคนของพระเจ้า มีพระเจ้า ถึงพระเจ้า
น.129 และอยู่กับพระเจ้า นี้เรียกว่าปฏิบัติตามพระเจ้า. เพราะว่าพระเจ้าต้องการให้ทำ: อย่างนี้ ถ้าพระเจ้าองค์ไหนไม่ต้องการให้ทำอย่างนี้ ถอดออกจากตำแหน่งพระเจ้า ได้เลย ถือว่าเป็นพระเจ้าไม่ได้. มันมีคำง่ายๆ สั้นๆ คำเดียวที่เป็นหลักของการปฏิบัติรวบรัด เรียกว่า ทางลัดหรือเคล็ด ก็คือการปฏิบัติที่ทำตนให้เป็นคนของผู้อื่นเสีย ทำตนให้เป็น คนของผู้อื่นเสีย อย่าเป็นคนของตัว อย่าเป็นตัวของตัว อย่าเพื่อตัว อย่าเห็น แก่ตัว. คล้าย ๆ กับว่าเราลืมตัวเลย เรื่องตัวของเรานี้ไม่ต้องนึกถึง มุ่งหน้าแต่ จะทำประโยชน์ของผู้อื่นเท่านั้น. อย่าเพ่อตกใจว่าจะไม่มีข้าวกิน มันจะโง่เกินไป ถ้ามาตกใจว่ามัวแต่ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นแล้วจะไม่มีข้าวกิน มันเป็นคนที่มอง อะไรอย่างลวก ๆ มากเกินไป. ถ้าเป็นผู้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นล้วน ๆ จริงแล้ว จะมีข้าวกินจนกินไม่ไหว. ขอท้าไว้อย่างนี้และจะไม่อธิบาย ขออ้างหลักฐาน พระพุทธเจ้าเป็นพยานว่า มัวแต่ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น แล้วมีข้าวกินจนกินไม่ไหว คือพระพุทธเจ้า. ฉะนั้น ขอให้เราลืมนึกถึงประโยชน์ของตัวเราเถอะ เห็นแก่ ประโยชน์ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาเถอะ มันจะเกิดความถูกต้อง ๘ ประการขึ้นมา อย่างอัตโนมัติ แล้วก็จะเป็นการปฏิบัติชนิดที่พระเจ้าต้องการ. รวมความว่า พระเจ้าต้องการให้คนทุกคนลืมตัวเอง นึกถึงแต่ผู้อื่น ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ ผู้อื่น แล้วทุกคนทำอย่างนั้น แล้วแต่ละคนจะมีข้าวกินไม่ไหว. นี้เรียกว่าวิธี ที่จะให้มนุษย์เป็นคนของพระเจ้า เลิกเป็นคนของกิเลสกันเสียที. อย่าเป็นคนของ กิเลสซาตานพญามารเลย จงเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเถิด คำสุดท้ายที่จะพูดก็เหลืออยู่แต่ว่า เราจะเป็นพระเจ้าเสียเอง. ถ้า เราได้ปฏิบัติโดยหลักที่กล่าวมาอย่างนั้นแล้ว คือมีตนที่ชนะกิเลสแล้ว เราเป็น พระเจ้าเสียเอง เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้วเมื่อตะกี้ นี้คือเป็นพระเจ้าด้วยตนเอง
น.130 ตนเองที่อบรมดี ฝึกฝนดี ก้าวหน้าถึงที่สุดแล้ว เรียกว่ามีตนชนิดที่เห็นแก่ตนนั้น ออกเสียแล้ว ชนะกิเลสแล้ว ชนะตัวเองที่เป็นกิเลสเสียแล้ว ก็เรียกว่ามีตน อันชนะแล้ว ตนชนิดนี้มันไม่มีความยึดมั่นว่าตัวกว่าของกู ไม่มีกิเลสอะไรจะเกิด ขึ้นได้ ก็เลยเป็น ตนสูงสุด ที่ต้องการอะไรก็ได้ทั้งนั้น ต้องการความสุข อย่าง มรรคผลนิพพานก็ได้ตามที่ต้องการ เรียกว่า เป็นตนที่สามารถทำอะไรที่ควรทำได้ ทุกอย่าง ทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่น. นี้แหละคือพระเจ้าที่แท้จริง มันเป็นตน ที่ไม่มีปัญหาเหลืออยู่ต่อไป. ถ้าไม่มาถึงขั้นนี้ ปัญหาจะยังเหลืออยู่สำหรับความ เป็นคนหรือเป็นมนุษย์ แต่ถ้ามันมาถึงขั้นที่ตนชนะตนแล้ว ชนะกิเลสแล้ว มันก็ถึงที่สุด คือมันมีธรรมะเป็นตน มีตนเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นตน มีตน เป็นธรรมะ ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ของกู กลายเป็นธรรมหรือธรรมชาติไปเสีย, เดี๋ยวนี้จิตใจไม่มีความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวเพื่อตัวเพื่อของตัว. นี้เรียกว่ามันเป็นสิ่ง สูงสุดในทางคุณค่า สูงสุดในทางสมรรถภาพ สูงสุดในความประเสริฐวิเศษ ทุก ๆ ทาง นี้เราเรียกโดยโวหารว่า "เราเป็นพระเจ้ากันเสียเองทุก ๆ คน" แล้วความเป็นพระเจ้านั้นมันจะเหมือนกันหมด ไม่ว่ามันจะไปอยู่ในโครงร่างไหน ถ้ามันเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องแล้ว มันจะเป็นมนุษย์เหมือนกันหมด เรียกว่ามนุษย์ ที่ปราศจากกิเลส เหมือนกันหมด เรียกว่ามีธรรมเป็นตน มีตนเป็นธรรม นั้นแหละคือพระเจ้า เพราะฉะนั้นพระเจ้าก็คือตน ตนก็คือพระเจ้า คือตนที่ เป็นธรรม. ความเป็น คนของกิเลส หมดไปไม่มีเหลือ ขอให้ทบทวนดูให้ดีทุก ๆ คนว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร ระหว่าง ความเป็นมนุษย์ของพระเจ้า กับ ความเป็นคนของกิเลส เอาไปทำความเข้าใจ ให้แจ่มแจ้ง ชัดเจนแล้ว มันจะง่ายที่สุด ในการที่จะแยกตนออกมาเสียจาก ความเป็นคนของกิเลส มาสู่ความเป็นมนุษย์ของพระเจ้า. มีผลเท่ากับช่วยกัน สร้างโลกพระศรีอารย์ขึ้นมาในโลกนี้ได้ในพริบตาเดียว ไม่ต้องมีปัญหาเรื่อง
น.131 การเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องก่อการร้าย หรือเรื่องอะไรที่มันเป็นกันอยู่ ทั่วโลกอย่างในปัจจุบันนี้ เพราะว่ามันขบถต่อพระเจ้า มันไม่นับถือพระเจ้า มันนับถือกิเลส. เป็น คนของกิเลส เดี๋ยวนี้มาทำให้เป็น มนุษย์ของพระเจ้า เสียเท่านั้น ปัญหาก็จะหมดไป. เดี๋ยวนี้ปัญหาในโลกมาติดชะงักอยู่ตรงที่ว่าไม่มีมนุษย์ของพระเจ้า มีแต่ ที่เป็นคนของกิเลส. เพราะฉะนั้นวิชาความรู้มันจะดีเท่าไรก็ช่วยไม่ได้, แผนการ จะดีอย่างไรเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะไม่มีคนดีที่จะปฏิบัติตามแผนการ มีแต่คนของกิเลส พอยื่นแผนการที่ดีให้ไป มันก็ไปทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ของมันเอง ความรู้จะดีเท่าไร แผนการจะดีเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์แก่คน หรือแก่ ประเทศชาติอยู่นั่นเอง. เพราะว่ามันขาดมนุษย์ของพระเจ้า มีอยู่แต่ คนของ กิเลส. มันมีความสำคัญอย่างยิ่งอยู่อย่างนี้ ในการที่ว่าโลกนี้จะรอดอยู่ได้อย่าง เป็นโลกของมนุษย์นั้น มันจะต้องมีการแก้ไขกันที่ตรงนี้ มิฉะนั้นแล้วมันจะเป็น โลกของคนที่เต็มอยู่ด้วยกิเลสอยู่ตลอดไป. ขอยุติการบรรยายด้วยสมควรแก่เวลาไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa