น.132 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. วันนี้ เราจะพูดกันในหัวข้อที่ว่า ศาสนาที่แท้จริง มีเพียงศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ ที่ท่านทั้งหลายก็ทราบ กันอยู่แล้ว. แต่ก่อนอะไรทั้งหมด ก็อยากจะพูดกันถึงเรื่อง ที่ว่า เพราะเหตุไรจึงต้องพูดกันถึงเรื่องนี้ ? ถ้าจะกล่าวโดยทั่ว ๆ ไปก็เพราะเหตุว่า เดี๋ยวนี้เรากำลังมีศาสนามากมาย จนมีการทะเลาะกันระหว่างศาสนา, หรือว่าความที่มันมีศาสนาที่ขัดกันนั่นแหละ จึงเป็นมูลเหตุให้โลกนี้ระส่ำระสาย. ยิ่งถ้าจะดูกันให้ลึกกว่านั้น ปัญหามันยังเนื่อง ไปถึงเรื่องที่ลึกกว่านั้น ซึ่งเราจะได้แบ่งออกเป็นปัญหาหลาย ๆ กลุ่มด้วยกัน. บรรดาปัญหาของโลกเป็นส่วนรวมนี้ มีอยู่กลุ่มหนึ่ง เป็นเรื่องที่เรา จะต้องพิจารณาดูกันให้เห็น ก็คือว่าโลกกำลังจะฉิบหาย เพราะมีวิกฤตการณ์แรง ๑๐๕
น.133 ร้ายยิ่งขึ้นทุกที. ข้อนี้ท่านทั้งหลายอาจจะทราบกันอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไร กันให้มากมายก็ได้ แต่เอามาพูดเพื่อให้เห็นว่ามันก็มีอันนี้แหละ เป็นมูลเหตุ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของโลกทุกวันนี้ ที่เราจะต้องช่วยกันคิดแก้ไข. โลกกำลัง ประสบวิกฤตการณ์ กำลังจะฉิบหายแรงร้ายขึ้นทุกทีนี้ มันมีมูลเหตุมาจากการที่ ไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ระหว่างศาสนา รวมอยู่ด้วยประการหนึ่ง. ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะมุ่งหวังก็คือว่า โลกมันจะรอดต่อไปได้ ก็เพราะ ความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา คือแต่ละศาสนา หรือแต่ละบุคคล ผู้ที่นับถือ ศาสนาต่าง ๆ กันนั้น มีความเข้าใจกันดี แล้วก็เพราะเข้าใจศาสนาของตน ๆ ดี และปฏิบัติถูกต้องด้วย อันนี้เป็นทางที่โลกนี้มันจะรอดอยู่ได้. ที่นี้จะสำเร็จอย่างนั้น ได้ก็ต้องมีความเข้าใจอันถูกต้อง ว่าโดยที่แท้แล้วมีศาสนาเพียงศาสนาเดียวในหมื่น โลกธาตุ. ส่วนที่ดูผิดแผกแตกต่างกันนั้น มันเป็นเพียงเปลือก เปลือกนอก ของศาสนา ไม่ใช่เนื้อแท้ของศาสนา. นี้แหละ คือปัญหาของโลกเป็นส่วนรวม กันทั้งโลก โลกมันมีปัญหาอย่างนี้ โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ เราจึงเอามาพิจารณา เพื่อจะช่วยกันแก้ไขในฐานะที่ว่าเราอยู่กันในโลก. ทีนี้ ก็มาถึงปัญหาของชาวพุทธโดยเฉพาะ ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เรามีความเคารพนับถือตัวเอง ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เรามีความรับผิดชอบ ในหน้าที่ของเรา เราก็มองไปยังปัญหาที่กำลังมีอยู่. โดยทั่วไปเราจะพบว่า พระพุทธศาสนาของเรายังไม่เป็นประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ ตามที่พระ- พุทธองค์ทรงประสงค์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ แก่เทวดาและมนุษย์, ธรรมวินัยของตถาคตก็เพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์, การเผยแผ่พรหมจรรย์หรือธรรมวินัยนี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ ;
น.134 อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เล็งถึงเทวดาและมนุษย์. แต่เดี๋ยวนี้พุทธศาสนาของเรายังไม่เป็น ประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. คำว่า “เทวดาและมนุษย์" ในที่นี้ ถ้าไม่มีปัญญาที่จะมองเห็นเป็น อย่างอื่น ก็จงมองไปในทำนองที่ว่า มนุษย์ ก็คือคนธรรมดาสามัญ ชนชั้นสามัญ, เทวดา ก็คือผู้คนชั้นพิเศษที่มันดีกว่าสามัญ. โดยทั่วไปในโลกเราก็มีคนสามัญ อาบเหงื่อต่างน้ำ ทีนี้ชนชั้นพิเศษ คือไม่ต้องเป็นอย่างนั้น มีความสะดวกสบาย สนุกสนานอยู่ได้, มันไม่เหมือนกัน มันผิดกันเกือบจะตรงกันข้าม. ดังนั้นแหละ เราจึงเรียกว่าเป็นเทวดาพวกหนึ่ง เป็นมนุษย์สามัญอีกพวกหนึ่ง ที่พุทธศาสนานี้ ต้องการให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. แม้ว่าเทวดากับมนุษย์จะต่างกัน โดยสภาพความเป็นอยู่ แต่ก็ยังเหมือนกันโดยทางจิตใจ คือมีกิเลสและมีความทุกข์ พุทธศาสนาจะต้องเป็นประโยชน์ได้เท่ากัน ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. เดี๋ยวนี้ปัญหาของเรามีอยู่ว่า ศาสนาของเรายังไม่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ เทวดาและมนุษย์ - ตามที่พระศาสดาทรงประสงค์, - ตามที่มันควรจะเป็นได้ โดยเหมาะสมแก่มนุษย์, - และตามที่พระเจ้ากำหนดไว้. เรามองดูกันใน ๓ แง่ อย่างนี้ : ที่ว่า ตามที่พระศาสดาทรงประสงค์ : พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองว่า ไม่ได้ประสงค์อย่างอื่น นอกจากประโยชน์เกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ ท่านประสงค์ อย่างนี้. ทีนี้สิ่งเหล่านี้ยังไม่เป็นไปตามที่ท่านประสงค์ พวกเราที่เคารพตัวเองแล้ว ต้องรับผิดชอบที่ต้องทำหน้าที่อันนี้. ที่ว่า ตามที่มันควรจะเป็นไปได้ โดยเหมาะสมแก่มนุษย์นั้น ก็เพราะ ว่ามนุษย์ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน. ธรรมชาติสร้างมนุษย์มาให้มีสติปัญญาเพียงพอที่
น.135 จะรับเอาประโยชน์อันสูงสุด ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ; มนุษย์มีอะไร ๆ ที่จะรับเอา ประโยชน์ให้มากได้ แต่แล้วมันก็ยังไม่ได้. เพราะเหตุอะไร ? ก็เพราะปัญหาที่ กำลังพูดถึงอยู่นี้. ส่วนข้อว่า ตามที่พระเจ้าประสงค์ หรือตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้ ว่าเป็นมนุษย์ควรจะดีสักเท่าไร ควรจะมีอะไรมากสักเท่าไร. คนอื่นเขาเรียกว่า "พระเจ้า" ก็ตามใจเขา เราเรียกว่า "ธรรมชาติ" ธรรมชาติเป็นผู้กำหนดไว้ ว่ามนุษย์ควรจะได้อะไร จึงจะสมกับความเป็นมนุษย์ เดี๋ยวนี้เราก็ยังไม่ได้สิ่งนั้น. เหล่านี้เรียกว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับพวกเรา และเกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่เรารับนับถือกันอยู่ เป็นปัญหาที่เราจะต้องช่วยกันแก้ให้ลุล่วงไป. ปัญหาอีกกลุ่มหนึ่ง คือปัญหาของคนบางพวก แต่แล้วก็เป็นส่วนใหญ่ ที่มีอยู่ในโลกนี้ แยกกันเป็นพวก ๆ ไม่เหมือนกัน และมีปัญหาต่าง ๆ กัน : พวกที่หนึ่ง เห็นว่าศาสนาไม่จำเป็นสำหรับโลกในสมัยนี้แล้ว นี่ท่าน ทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้ว และเข้าใจได้ด้วย ว่ามีคนพวกหนึ่งจำนวนมาก อยู่ทีเดียว พากันเห็นว่าศาสนาไม่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์อีกต่อไปแล้ว พวกนี้ ก็ไม่สนใจศาสนา แล้วเป็นพวกที่จะมีมากขึ้น ทุกที ๆ ด้วย. อย่างคนชาวต่าง ประเทศหนุ่ม ๆ หลายๆ คนมาที่นี่ พอถามว่าถือศาสนาอะไร เขาบอกว่าไม่มีศาสนา พูดด้วยการแน่ใจยืนยันมั่นคง หน้าเฉยตาเฉย. นี้อยู่ในพวกที่เห็นว่าศาสนา ไม่จำเป็นสำหรับโลกแล้ว. พวกที่สอง เป็นพวกที่เห็นส่วนที่ไม่ใช่ศาสนา ว่าเป็นศาสนา. สิ่งที่ไม่ใช่ศาสนานั้น หมายถึงเปลือกของศาสนาบ้าง ไสยศาสตร์บ้าง พิธีรีตอง
น.136 ลม ๆ แล้ง ๆ บ้าง ซึ่งไม่ใช่ศาสนา แต่คนพวกนี้เขาเห็นว่านี่แหละคือศาสนา ; มีได้ทั้งบ้านนอกและเมืองหลวง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่ โดยเฉพาะในหน้าหนังสือ พิมพ์ที่มีอยู่มากขึ้นทุกที. พวกที่ ๓ เห็นศาสนาผิดว่าไม่ใช่เป็นศาสนา คือส่วนที่จะดับทุกข์ ดับกิเลสโดยตรงนั่นแหละ เขากลับเห็นว่าไม่สำคัญอะไร. คนบางพวกถือว่าไม่ เกี่ยวกับเรา ไม่ใช่ศาสนา หรือไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะดับกิเลส เขาอยากจะให้มี กิเลสมาก ๆ และว่าเมื่อมีกิเลสมากแล้วก็จะมีกำลังมาก ๆ ; หากไปทำลายกิเลสเสีย มันก็จะถอยกำลัง. เรื่องนี้เขาเห็นการทำลายกิเลสนั้นว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ อะไร นี่แหละเห็นตัวศาสนาผิดไปว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ศาสนา. พวกที่สี่ เห็นว่า "การได้" นั่นแหละเป็นศาสนา ได้เงินได้ของนั่นแหละ เป็นศาสนา. คนพวกนี้เปลี่ยนศาสนาเร็วมาก พอมองเห็นว่าถ้าอะไรเป็นทางที่ทำ ให้ได้ในสิ่งที่ตัวต้องการแล้วจะยึดถือสิ่งนั้นทันที. สังเกตที่เขาจะถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เขาจะรู้สึกว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะช่วย ให้เขาได้สิ่งที่เขาต้องการ โดยเฉพาะเช่นเงิน ความสวยงาม ความอะไรต่าง ๆ ; นี่ถือเอาความได้วัตถุที่ตัวต้องการเป็นศาสนาไปเสีย นี้ก็มีมากเหมือนที่เคยเล่าให้ฟัง วันก่อน ว่ามีคนถือศาสนา Hitachi เพราะทำงานอยู่ในบริษัท Hitachi มีรายได้ดี ไม่มีอะไรดีต่อเขา สำหรับการจะได้เป็นอย่างนั้น. นี้เรียกว่าเป็นตัวอย่างในการ ที่ถือเอาว่า การได้ นี้เป็นศาสนา. พวกที่ห้า คนอีกส่วนหนึ่ง เห็นศาสนาเป็นข้าศึกของความเจริญ หรือความก้าวหน้าในโลกนี้. เขาต้องการความเจริญความก้าวหน้าในโลกนี้. แล้วก็เห็นศาสนาเป็นข้าศึกต่อความก้าวหน้า. นี่ก็เพราะเข้าใจว่าศาสนาสอนให้ ไม่ทำความเจริญ สอนให้สันโดษอย่างโง่ ๆ ; ซึ่งเป็นเรื่องความเข้าใจผิดของ
น.137 คนเหล่านั้น มันไม่ใช่เรื่องของศาสนา. คราวหนึ่งได้ไปเถียงกันถึงเรื่องนี้ เขาหาว่าคนหนึ่งนั้นจะต้องปฏิบัติได้แต่ในทางโลก ส่วนทางธรรมนั้นเอาเข้ามา ด้วยกันไม่ได้ มันขัดกัน. เขาเปรียบว่ามันเหมือนขนมปังแผ่นเดียวทาเนย สองหน้าอย่างนี้ไม่มีใครทำ ; แต่ที่แท้เรื่องนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถ้าจะเปรียบ กับขนมที่กินแล้วมันควรจะเป็นเหมือนกับ sandwich มีไส้อยู่ตรงกลางประกบด้วย ของสองอย่าง สองข้างซึ่งไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ เราทำ sandwich ด้วยขนมปัง สองชนิด หรือของที่ไม่ใช่ขนมปังเสียข้างหนึ่งก็ยังได้ ก็เป็น sandwich ที่ดี มันไม่ขัดกันอย่างนี้. ฉะนั้นอย่าได้เห็นว่า ศาสนานี้เป็นข้าศึกของความเจริญ หรือความก้าวหน้า. พวกที่หก เห็นว่าศาสนานี้เป็นสิ่งที่ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน คือ ถ้าอยู่กันในโลกนี้มันต้องมีการแข่งขัน ถ้าใครไปเคร่งศาสนา คนนั้นจะเสียเปรียบ แล้วก็ไปไม่รอด ก็เลยไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือถือศาสนาเป็นหลัก ถือเอาให้ได้เปรียบนั่นแหละเป็นหลัก นี่ ปัญหาเหล่านี้มันก็มีอยู่ทั่วไปในโลก แล้ว ปัญหาที่สำคัญที่สุดอย่าง ยิ่งในเวลานี้ ก็คือปัญหาที่จะเอามาเป็นข้อสุดท้าย คือมีคนพวกหนึ่งเห็นเป็นว่า มีศาสนาหลายๆ ศาสนา แล้วก็มีศาสนาของเรา ศาสนาของเขาในฐานะที่ ตรงกันข้าม หรือว่าเป็นข้าศึกแก่กัน เป็นปรปักษ์ต่อกันและกัน. ฉะนั้นขอให้ นึกถึงตัวเองให้ดีว่าชาวพุทธบางคนก็มีอาการอย่างนี้ : เรามีศาสนาพุทธ เขามี ศาสนาอื่น แล้วมันไม่เหมือนกัน มันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แปลว่าอยู่รวมกันไม่ได้ มีอย่างนั้น. นี่ ปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาที่มีอยู่จริงที่ทำให้เกิดความลำบากยุ่งยาก ระส่ำระสายเบียดเบียนกันไม่มีที่สิ้นสุดส่วนหนึ่งด้วย. ถ้าจะให้หมดปัญหาทุกชนิด
น.138 ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ เราจะต้องมีความเข้าใจถูกต้องต่อสิ่งที่เราเรียกว่าศาสนา ; แล้วก็เห็นว่ามันมีเพียงศาสนาเดียว โดยแท้จริงในทั้งหมื่นโลกธาตุ. และถ้า คนเข้าถึงศาสนาจริง ศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุนี้แล้ว มันก็ง่ายเข้าที่ปฏิบัติ แล้วจะเกิดความรักใคร่กัน เหมือนกับว่าเป็นคน ๆ เดียวกันทั้งหมื่นโลกธาตุ แล้ว มันก็ไม่โง่ ไม่หลงงมงาย ในเรื่องความแตกต่างของโบสถ์วิหาร พิธีรีตอง ลัทธิ ธรรมเนียม อะไรอีกเยอะแยะ. เดี๋ยวนี้มันกำลังโง่ กำลังหลงอยู่ในความแตกต่างกัน กระทั่งโบสถ์วิหาร โบสถ์พวกพุทธ โบสถ์พวกคริสต์ โบสถ์พวกอิสลาม โบสถ์ของพวกอื่น มันก็ล้วน แต่แตกต่างกัน ; มันไปโง่ไปหลงที่เห็นความแตกต่างกันของโบสถ์ ก็เลยเข้าใจ ไปว่าศาสนามันก็แตกต่างกัน. ในเมื่อโบสถ์มันเป็นเพียงเปลือกของศาสนา เนื้อ ในของศาสนานั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้, หรือว่าไปโง่ไปหลงในพิธีรีตองเล็ก ๆ น้อย ๆ ปลีกย่อยที่เป็นของเพิ่งเกิดขึ้นมา ไม่ใช่ตัวศาสนา ขอให้เข้าใจว่าพิธีรีตองเกิดขึ้น ตามความเข้าใจงมงายมีอยู่ด้วยกันทุกลัทธิทุกศาสนา ; แม้แต่ศาสนาพุทธนี้ก็มี พิธีรีตองที่เป็นเนื้อร้ายเนื้องอกที่เกิดขึ้นอีกมากเหมือนกัน ศาสนาอื่นเขาก็มี แล้ว ไปโง่ไปหลงในความแตกต่างของพิธีรีตองอย่างนี้ ; หรือว่าไปหลงในเรื่องลัทธิ ธรรมเนียม ซึ่งเป็นสักว่าของที่เพิ่งจะสร้างขึ้น ทำขึ้น เพื่อความเหมาะสมอย่างอื่น; หรือว่าไปหลงในฝอยของพระคัมภีร์. ที่จริงสิ่งที่เรียกกันว่าพระคัมภีร์นั้น ล้วน แต่เป็นฝอยทั้งนั้น ในครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าหรือที่เขาพูดกันในครั้งนั้นก็ไม่เคย ใช้คำว่าคัมภีร์. คัมภีร์คำนี้ใช้เป็นคุณศัพท์ หมายถึงลึกซึ้ง สิ่งที่ลึกซึ้ง เดี๋ยวนี้ เราเอาคำว่าคัมภีร์นี้มาใช้เป็นชื่อของกระดาษหรือใบลาน หรือเรื่องราวที่สักว่ามีอยู่ เพียงแต่อยู่ในกระดาษหรือใบลานก็เรียกว่าคัมภีร์. สมัยที่ยึดถือใบลานกันอย่างยิ่ง ถ้ามีอยู่ในใบลานแล้ว ใครจะเขียนใครจะพูดก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปหมด ฉะนั้นเลย อ้างคัมภีร์มาข่มผู้อื่น แต่แล้วเรื่องคัมภีร์นั้นมันเป็นเรื่องฝอยทั้งนั้น ฝอยทั้งคัมภีร์
น.139 หรือคัมภีร์ฝอยทั้งนั้น. มันก็เลยไปติดอยู่ในคัมภีร์ ไปโง่ไปหลงในตัวคัมภีร์ ไม่รู้ว่าศาสนาที่แท้จริงคืออะไร อยู่ที่ไหน. นอกนั้นยังไปหลงในเรื่องปุคคลาธิษฐาน ที่เรื่องมันลึกเกินไป พูดกัน ตรง ๆ ไม่ได้ เขาพูดเป็นเรื่องสมมุติ อุปมาเป็นโวหารนี้เรียกว่าปุคคลาธิษฐาน ก็ไปหลงเรื่องอย่างนี้กันมาก. แล้วยังมีเรื่องปาฏิหาริย์ที่พูดไว้ในภาษาคน มันก็ คล้าย ๆ กับเรื่องปุคคลาธิษฐาน. ปาฏิหาริย์คือสิ่งที่ถ้าฟังกันตามตัวหนังสือแล้ว เชื่อไม่ไหว อย่างว่าพระพุทธเจ้าพอคลอดออกมาก็เดินได้ พูดได้ อะไรได้ทำนองนี้. อย่างนี้มันมีกันทุกศาสนาเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ กมีความมุ่งหมายคือสนับสนุน ให้พระศาสดานั้น ๆ มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นนี้อย่างหนึ่ง และมีความมุ่งหมายว่าจะ เปรียบเทียบสิ่งอันลึกซึ้งไว้ในรูปคำพูดชนิดนี้ เช่นว่าพอเกิดมาเดินได้ นี้ก็หมาย ความว่า พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาก็เผยแผ่ศาสนาของพระองค์ได้ มีคนเชื่อฟัง พูดให้คนยอมรับได้ไม่ต้องรอเวลาอะไรอีก. ปาฏิหาริย์อย่างนี้ขอให้เข้าใจว่ามีกัน ทุกศาสนา แล้วพอ ๆ กันทั้งนั้น ไม่มากน้อยกว่ากัน. ถ้าไปมัวหลงตามตัวหนังสือ เหล่านี้แล้วก็ไม่ถึงตัวของศาสนา มันต้องหมดความหลงในเรื่องอย่างนี้กันเสียก่อน. ฉะนั้นการที่จะหมดความหลงหรือหมดปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะต้องเข้าใจสิ่งที่ เรียกว่า "ศาสนา" นั้นอย่างถูกต้อง. ถ้าเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ถูกต้อง จริง ๆ จะมองเห็นเอง ว่ามันมีแต่เพียงศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ. ทีนี้ ก็มาถึงคำว่า "โลกธาตุ" บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ โลกะ-ธาตุ. คำว่าธาตุ หรือ ธา-ตุ นี้หมายถึงสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้ ปรากฏการณ์มีสำหรับ สิ่งเหล่านั้น นี่ก็เรียกว่าธาตุ. คำว่า "โลก" โลกะในภาษาบาลีนี้ตามตัวหนังสือ ตามหลักของภาษาบาลีคำนี้แปลว่า สิ่งที่แตกได้ ก็หมายความว่าสิ่งที่ไม่อยู่ถาวร ตลอดอนันตกาล เป็นสิ่งที่ชำรุดหรือแตกได้ นี่เรียกว่าโลก ไม่ว่าโลกไหน.
น.140 โลกธาตุก็แปลว่า สิ่งที่ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็แตกไป เรียกว่า โลกธาตุ. นี้แหละเป็นความหมายทางภาษาธรรม : ถ้ามันทรงตัวอยู่ได้ถึงระยะกาลที่มันจะ อยู่ได้ แล้วก็แตกดับลงนี้เรียกว่าโลกธาตุหนึ่ง แล้วมีมากมาย. แต่เดี๋ยวนี้ภาษา ธรรมดาที่เราพูดกันอยู่นี้ไม่ใช่อย่างนั้น เราพูดกันอย่างภาษาคนธรรมดาที่เขาพูด กันทั่วไป แม้ในประเทศที่มีภาษาบาลีเป็นหลัก คำว่าโลกธาตุ นี้ ก็หมายถึง โลก ๆ หนึ่งหรือชุดหนึ่ง แต่มันก็พูดยากหรืออธิบายยาก จึงต้องเอาตามรายการที่ เขาวางไว้ เช่นว่ามีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว มีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว มีระบบ ของมนุษย์ นรก สวรรค์ อินทร์ พรหม อะไรเพียงระบบเดียว นั้นแหละเรียกว่า โลกธาตุหนึ่ง. เช่นมีคำกล่าวว่า "ในโลกธาตุหนึ่งจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นสององค์ นั้นไม่ได้ เป็นอฐานะ" นี่พระพุทธภาษิตก็มี ที่กล่าวอย่างนี้. ฉะนั้นเรารู้เอาเอง ก็แล้วกัน ว่าขอบเขตที่มันจะมีพระพุทธเจ้าได้เพียงองค์เดียว มีครั้งละ ๒ องค์ ไม่ได้นั้น มันมีเท่าไรแค่ไหน แล้วมีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว มีนรกอยู่ระบบหนึ่ง มีสวรรค์อยู่เพียงระบบหนึ่ง หรือมีคนมีอะไรก็ตามล้วนแต่เพียงระบบเดียวเท่านั้น ใน ๑ โลกธาตุ. เรายังมองเห็นด้วยตาไม่ได้ เราจึงต้องคำนวณตามหลักที่เขา กล่าวไว้. ถ้าสมัยนี้ทำนองมันคล้าย ๆ กับว่าระบบสุริยจักรวาล ซึ่งมีดวงอาทิตย์ ดวงเดียวตั้งอยู่เป็นประธาน : Solar system ที่เรียกในภาษาวิทยาศาสตร์นั้น มัน มีพระอาทิตย์เพียงดวงเดียว แล้วก็มีอะไรก็เพียงเดียว ๆ ๆ ไป นี้ก็เรียกว่า "โลกธาตุหนึ่ง" ก็ยังพอจะใช้ได้โดยอนุโลม ให้มันพอจะฟังถูก. ทีนี้มันมีคำว่า "ตั้งหมื่นโลกธาตุ" โลกธาตุหนึ่ง ๆ นั้นมิใช่มีน้อย แต่นี่มีตั้งหมื่น และบางราย บางคัมภีร์ว่า มีตั้งสามหมื่น สามหมื่นโลกธาตุ มีอยู่ทั้งหมดสามหมื่นโลกธาตุ ; อย่างจะพูดสมัยนี้ก็มีตั้งสามหมื่นสุริยจักรวาล. เอาละเรื่องนี้ไม่สำคัญ มันจะมีเท่าไรไม่สำคัญ สำคัญอยู่ตรงที่ว่า เวลานี้เราจะยืนยันว่าในโลกธาตุไหน ระบบสุริยจักรวาลไหนก็ตาม รวมกัน
น.141 ทั้งหมดแล้วมีศาสนาที่แท้จริงอยู่เพียงศาสนาเดียว. ขอให้ท่านสนใจฟังในข้อนี้ แล้วถ้าฟังแล้วต้องฟังจนให้เข้าใจคำว่า "ศาสนาเดียว" ด้วย. เรามีความหมายที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่งว่าในโลกธาตุไหน กี่โลกธาตุก็ตาม มันมีสิ่งที่มีชีวิตเป็นของสำคัญ. ถ้าไม่มีสิ่งที่มีชีวิตก็ไม่ใช่ของสำคัญอะไร ไม่ต้อง พูดถึง. ทีนี้ถ้ามีสิ่งที่มีชีวิตแล้ว มันมีอะไรอย่างเดียวกันอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับความทุกข์, เกี่ยวกับเหตุให้เกิดทุกข์, ความดับของความทุกข์ และทางให้ถึงความดับของความทุกข์, ที่เราเรียกกันว่า "อริยสัจจ์สี่" นี้ เหมือนกัน หมดเลย. ข้อนี้จะอธิบายละเอียดกันทีหลัง. ในชั้นนี้ก็เพียงแต่ต้องการให้ทราบ ว่า ในโลกธาตุไหนก็ตาม เรื่องนี้เกี่ยวกับความทุกข์และความดับทุกข์นั้น มัน เหมือนกันหมด ไม่ว่ามันจะมีสักกี่หมื่นโลกธาตุ ; และยังแถมว่าในอดีตกาล ใน ปัจจุบันกาล ในอนาคตกาล มันจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นไม่เป็นอย่างอื่นอีก ถ้ามันยังมี โลกธาตุอยู่ แล้วก็มีไปจนกว่ามันจะแตกดับลงไปสมตามชื่อของมัน ว่าโลกคือสิ่งที่ แตกได้. ในทุก ๆ โลกธาตุไม่ว่าโลกธาตุไหน มันอยู่ใต้กฎของธรรมชาติอย่าง เดียวกันข้อเดียวกัน คือความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ต่อให้มันมีสักล้าน โลกธาตุ มันก็มีความเหมือนกันตรงที่มีความเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา. พวกมหายานเขากล่าวไว้ประหลาด ๆ ว่ามีพระพุทธเจ้าต้นกำเนิดอยู่ องค์หนึ่งเรียกว่า อาทิพุทธเจ้า - พระพุทธเจ้าองค์เดิมหรือองค์แรก ; แล้วก็เกิด พระพุทธเจ้าออกมาเป็นชั้น ๆ ๆ ๆ จากองค์นั้น เป็นพระพุทธเจ้าประเภทที่มาจาก กำลังจิตหรือฌานของพระพุทธเจ้าองค์แรก. แล้วยังมีพระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์ ออกมาจากพระพุทธเจ้าที่เกิดจากกำลังฌานนั้นอีกทีหนึ่ง ; ก็เลยมีพระพุทธเจ้า นับด้วยพันด้วยหมื่นด้วยแสน ; และพระพุทธเจ้าทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับพระพุทธเจ้า องค์แรกเพียงองค์เดียว. นี่มันคล้าย ๆ กับว่า ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับสิ่ง ๆ เดียว
น.142 หรือออกมาจากสิ่งเดียว. อาทิพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกนั้น บางพวก ใช้ชื่อว่า อมิตายุ อมิตาภะ ก็มี คือเป็นสิ่งที่มีอายุที่คำนวณไม่ได้ มีแสงสว่างที่ คำนวณไม่ได้ เป็นต้นตอของแสงสว่างหรืออายุทั้งหมด. นี่ พูดไปมันก็มากเรื่องแล้ว จะพื้นเผื่อ จะเวียนหัว จะง่วงนอน ; ขอให้จับใจความให้ได้แต่เพียงว่า สิ่งที่มีอยู่มากมายนั้นมันไม่แปลกกัน มันมีความ เหมือนอย่างเดียวกันอยู่อย่างหนึ่ง. สำหรับในแง่ของศาสนานั้นเราจะถือว่า ไม่ว่าในโลกธาตุไหนมีศาสนาอย่างเดียวกัน ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป ว่าคืออะไร. ทีนี้ ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" มันก็ชวนง่วงนอนมากยิ่งขึ้น ขอ ให้พึ่งให้ดี ๆ ถ้าเราจะเข้าใจคำ ๆ นี้ในแง่ของภาษา เรื่องมันก็จะมาก : ขั้นแรก ที่สุดให้เข้าใจว่า คำว่า "ศาสนา-ศาสนา" นี้ เป็นคำพูดที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา แล้วก็บัญญัติความหมายเอาตามความรู้สึกของตัว พวกเราเป็นไทยก็มีภาษา ไทย ถือตามความหมายในภาษาไทย ; ในภาษาไทยมีคำว่า "ศาสนา" ซึ่งเอามา จากภาษาบาลี. แต่คำว่า "ศาสนา" ตัวนี้ มันแปลว่าคำสั่งสอน กลายเป็นคำพูด ที่เป็นคำสั่งสอน. คำ ๆ นี้ยังมิได้เล็งถึงตัวการปฏิบัติ ฉะนั้นคำว่า "ศาสนา" ใน ภาษาไทยนี้ มันหมายถึงคำสั่งสอน. แต่พระพุทธเจ้าไม่เรียกศาสนาของท่านว่า คำสั่งสอน คือท่านไม่อยากให้มีแต่คำสั่งสอน ต้องการให้มีการปฏิบัติ. พระพุทธเจ้า ท่านไม่เคยทรงใช้คำว่า "ศาสนา" แต่ท่านใช้คำว่า "พรหมจรรย์" - จรรย์นั่น แปลว่า จริยา คือประพฤติหรือปฏิบัติ, - พรหมนี้ แปลว่า ประเสริฐ. สิ่งที่เราเรียกกัน ในเมืองไทยว่า "ศาสนา" นั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยเรียก ท่านเรียกว่า “พรหมจรรย์" จงมาประพฤติพรหมจรรย์ นี้คือมาบวชในศาสนานี้, แล้วจงไป เผยแผ่พรหมจรรย์ นั่นแหละคือไปเผยแผ่ศาสนา ; ฉะนั้น ตัวศาสนาของ พระพุทธเจ้าท่านหมายถึงตัวการประพฤติปฏิบัติที่ประเสริฐที่เรียกว่า “พรหมจรรย์"
น.143 บางที ก็เรียกว่า "สิกขา" = ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา นี้ก็ไม่ใช่ ตัวคำสั่งสอน ; คือตัวการปฏิบัติลงไปตรง ๆ ให้เป็นศีล ให้เป็นสมาธิ ให้เป็น ปัญญาขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าสิกขา และนั่นแหละคือตัวศาสนา. ในภาษาไทย เรียกว่า "ศาสนา" แต่ในภาษาบาลีเรียกว่า "สิกขา" บางที พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกรวม ๆ ว่า "ธรรมวินัย" ธรรมวินัยนี้ ก็มิได้หมายถึงตัวคำสั่งสอน หมายถึงได้รับคำสั่งสอนแล้วปฏิบัติตามธรรม ตามวินัย มีธรรมะมีวินัย นั้นหมายความว่ามันปฏิบัติจึงจะมี ไม่ใช่เพียงแต่เล่า ๆ เรียน ๆ แล้วมันจะมีธรรมมีวินัยขึ้นมาได้ ; ต้องปฏิบัติเสร็จแล้วมันจึงจะมีธรรมะและมีวินัย. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" โดยเนื้อแท้นั้นหมายถึงการปฏิบัติ ตัวการปฏิบัติ ไม่ใช่สักแต่ว่าคำสั่งสอน ; นี้จำไว้ดีๆ ประเดี๋ยวมันมีเรื่องคาบเกี่ยวกันอีกมาก. แต่ในภาษาไทยเรามีคำว่า "ศาสนา" คำนี้แปลว่าคำสั่งสอน แต่ตัวแท้ของศาสนา ไม่ใช่คำสั่งสอน มันเป็นตัวการปฏิบัติ. ถ้าเราจะให้คำ ๆ นี้ยังคงใช้ได้อย่างถูกต้อง เราต้องแก้คำแปล หรือความหมายของคำว่า ศาสนาในภาษาไทยนี้เสียใหม่ คือ ให้มันหมายถึงตัวการปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้นเสร็จแล้ว จึงจะเป็นตัวศาสนาขึ้นมา. ขอให้ท่านจำคำว่า "ศาสนา" ไว้ในฐานะเป็นภาษาไทยเสียคำหนึ่งก่อน. ทีนี้ เราก็จะดูไปถึงคำว่าศาสนาที่เป็นภาษาสากล คือใช้ร่วมกันทั้งโลก โดยเฉพาะก็คือคำภาษาอังกฤษว่า religion ซึ่งเอามาจากภาษาละติน. คำว่า religion นี้เป็นภาษาอังกฤษที่ถอดเอามาจากภาษาละติน ; ก็เลยต้องเอาความหมาย ในภาษาละตินมาเป็นหลัก : คำว่า religion เดี๋ยวนี้ก็แปลกันว่าศาสนา เพราะว่า มันไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไร. แต่แล้วมันก็มีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งจะได้พิจารณากันต่อไป คาบเกี่ยวไปถึงพระเจ้าและอะไร ๆ อีกมาก. ที่นี้ว่ากันตามตัวหนังสือก่อน คำว่า religion ถ้าลูกเด็ก ๆ ที่เพิ่งสอนเรียนภาษาอังกฤษก็จะอ่านว่า re-lig-ion. ตัว lig มันสำคัญ : ในสมัยโบราณ คือสมัยที่ฝรั่งเจ้าของภาษาที่ใช้ภาษาละตินนี่ เขาค้น
น.144 พบกันว่าในสมัยที่คนชื่อ Cicero เป็นเจ้าตำรับตำราอยู่นั้น คน ๆ นี้เขาให้คนอื่น ถือหลักว่า คำ religion นั้นมาจากคำว่า lig. คำว่า lig นี้แปลว่าปฏิบัติ ปฏิบัตินี้ คือ ปฏิบัติตามคำสั่งที่มาจากสวรรค์. ต่อมาอีกถึงสมัยคนที่ชื่อ Servius คนนี้มาให้ความเห็นใหม่ว่า คำว่า religion นั้นที่ถูกมาจากคำว่า leg. คำว่า leg นี้ แปลว่าผูกพัน เหมือนเอา เชือกมาผูกอะไรอย่างนี้ เรียกว่าผูกพัน. ฉะนั้น religion คือ สิ่งที่ทำการผูกพัน มนุษย์ให้ติดกับพระเจ้า. สองคนเกิดให้ความหมายเป็น ๒ อย่างแล้ว. ต่อมาอีกถึงสมัย St. Augustin The Great คล้าย ๆ จะประนีประนอม ว่าอย่าไปมัวเถียงกันเลย เอามันทั้งสองคำมาผูกรวมเข้าด้วยกัน ทั้ง leg และ ทั้ง lig ก็เลยได้ความหมายว่า การปฏิบัติตามคำสั่งจากสวรรค์ เพื่อให้เกิดการ ผูกพันกันระหว่างมนุษย์กับพระเป็นเจ้า. นี้ความหมายสมบูรณ์เต็มที่ คือเราต้อง ปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแต่พูดหรือเพียงแต่สอน ปฏิบัติตามคำสั่งที่มาจากสวรรค์แล้วเกิด ความผูกพันมนุษย์กับพระเจ้าให้ติดกัน นี้คือตัว religion หรือ "ศาสนา" ในภาษาไทย ฟังดูแล้วของเขาดี เข้าที่ดี ดีกว่าคำว่า "ศาสนา" ในภาษาไทยมากทีเดียว. คำว่า ศาสนาในภาษาไทยแปลได้แต่ว่าเป็นคำสั่งสอน, ส่วนคำว่าศาสนาในภาษาอังกฤษ คือ religion นั้น มันแปลว่าปฏิบัติตามคำสั่งจากสวรรค์จนเกิดความผูกพันระหว่าง มนุษย์กับพระเป็นเจ้า นี้มันดีกว่ากันมาก. แต่แล้วคำว่า "religion" นั่นแหละ เมื่อจะต้องแปลเป็นไทย มันก็ไม่แปลเป็นอื่นได้ นอกจากจะแปลว่าศาสนา. เรามันอยู่ในโลกรวมกันทั้งโลก มันต้องมีคำพูดที่พูดใช้ได้รวมกัน ทั้งโลก : สำหรับคำว่าศาสนานั้นมันไม่มีคำอื่นนอกจาก คำว่า religion ; จะเป็น ศาสนาไหนในโลกนี้ก็ตาม มันต้องมีคำว่า religion เป็นคำกลางสำหรับพูดกันให้
น.145 เข้าใจกันทั้งโลก. อย่างเจอะหน้ากัน จะถามว่านับถือศาสนาอะไร อย่างนี้มัน ก็ต้องใช้คำ ๆ เดียวกันมันจึงจะรู้กันคือ religion อะไร. หรือจะไปขอหนังสือ เดินทางไปต่างประเทศ เขาก็ต้องถามว่าถือศาสนาอะไร มันก็ต้องใช้คำ ๆ หนึ่ง ซึ่งมันตรงกันหมด แล้วแต่ว่าจะนับถือศาสนาไหน. ฉะนั้นคำว่าศาสนาใน ภาษาไทยนั้นไม่ต้องพูดถึงก็ได้ ยกเลิกเสียก็ได้ ต้องเอาคำกลางคำสากลที่ใช้ได้แก่ ทุกชาติทุกศาสนาทุกภาษา ที่เขาจะใช้เขียนในหนังสือเดินทางเป็นต้น ก็คือ religion หมายถึงระบบปฏิบัติตามคำสั่งจากสวรรค์ที่ให้มนุษย์เป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า ปัญหามันเดินต่อไปอีก ในข้อที่ว่าศาสนาที่มันจะเป็นประโยชน์นั้น มันต้องทำหน้าที่ ไม่ใช่ว่าเป็นคำสั่งสอนเฉย ๆ หรือเป็นพระคัมภีร์อยู่ในตู้ พระไตรปิฎกเฉย ๆ นี้มันไม่ได้. มันต้องมาอยู่ในฐานะเป็นเครื่องช่วยโลก ช่วย คุ้มครองโลก. เรามีคำอุปมาอื่น ๆ อีกมาก เช่น คำว่า เป็นโรงพยาบาลของโลก หรืออะไรทำนองนี้ ให้ศาสนามีอยู่ในโลกเพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ ทางจิต ทางวิญญาณ เป็นโรงพยาบาลทางจิตทางวิญญาณนี้ นั่นคือตัวศาสนา .. ทีนี้คนในประเทศไหนภาษาไหนเขาจะเรียกว่าอะไรก็ตามใจเขาซิ เขาจะเรียกเป็น คำพูดอื่นอีกกี่ภาษาก็ตามใจ แต่ของจริงต้องมีเพียงสิ่งเดียวคือสิ่งนี้ คือ สิ่งที่จะ ช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความเป็นทุกข์ในทางจิต ทางวิญญาณ ; แล้วก็ยุติว่าจะใช้ เป็นหลักภาษาสากลว่า "religion" เป็นกลางสำหรับรู้กันทั่วไป เพราะว่าเราใช้ ภาษานี้เป็นภาษากลางระหว่างชาติ. ศาสนาที่แท้จริงมันมีความหมายอย่างไร ? มันก็มีความหมายตรงที่ว่า ช่วยให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์ ระบบปฏิบัติอันใดมันช่วยให้มนุษย์พ้นจากความ ทุกข์ได้ ระบบนี้ชื่อว่าศาสนา ฉะนั้นเมื่อเราพูดว่า "ศาสนาที่แท้จริงเพียงศาสนา เดียวในหมื่นโลกธาตุ" นี้ เราต้องเล็งถึงระบบปฏิบัติที่มันช่วยคน หรือช่วยสัตว์
น.146 ทั้งหมื่นโลกธาตุให้พ้นจากทุกข์ทางจิตทางวิญญาณได้. แล้วก็ได้กล่าวมาแล้วในข้าง ต้นว่า ในกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนโลกธาตุอะไรก็ตามใจ เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เรื่องความทุกข์ ความดับทุกข์ นี้มันเหมือนกันหมดไม่ต่างกันเลย. ฉะนั้นสิ่งที่ จะมาดับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ได้หมด ก็ต้องเป็นสิ่งเดียวกัน อัน เดียวกัน ข้อเดียวกัน เรื่องเดียวกัน หรือเหมือนกัน ; ก็เลยเรียกว่าระบบปฏิบัติ เพื่อความรอดจากความทุกข์โดยตรง. ระบบปฏิบัติเพื่อรอดออกจากความทุกข์โดยตรง นั่นคือ ศาสนา เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา; ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่ตัวหนังสือ ไม่ใช่อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่พิธีรีตอง ไม่ใช่ลัทธิธรรมเนียม แต่ว่าเป็นตัวการ ปฏิบัติด้วยเรี่ยว ด้วยแรง ด้วยมือ ด้วยเท้าลงไปจริง ๆ แล้วเอาตัวรอดจากความ ทุกข์ได้นั่นแหละคือตัวศาสนา. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" นั้น มันอยู่คู่กันกับ สิ่งที่เรียกว่า "ความรอด". ความรอดนี้มันมี ๒ ความหมาย : รอดทางกายคือไม่ ตาย รอดทางวิญญาณคือไม่มีความทุกข์เลย มีชีวิตอยู่โดยไม่มีความทุกข์เลย. อย่าง รอดทางกายเช่นหนีเสือหนีช้างเอาตัวรอดไปได้ นี้มันรอดทางกาย นี้ไม่สำคัญ รอดทางวิญญาณ หมายความว่าตอนมีชีวิตอยู่นี้แหละ แล้วก็รอดจากความทุกข์ ที่เกิดจากกิเลส กิเลสจับตัวเราไม่ได้ เราไม่มีความทุกข์เพราะกิเลส นี้เรียกว่า "ความรอดในทางวิญญาณ". สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นคู่กันกับความรอด ; แล้วก็เป็นความรอด ทางวิญญาณ ไม่พูดถึงเรื่องทางร่างกาย มันเป็นเรื่องของสิ่งที่ต่ำกว่าศาสนา. ถ้ารอดจากความทุกข์ ละก็ใช้ได้. เพราะฉะนั้นสัตว์ใดมีความทุกข์ สัตว์นั้น ต้องมีศาสนา แม้ว่าสัตว์นั้นจะเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน นี่ฟังดูให้ดี ๆ. เพราะ ฉะนั้นศาสนาของสัตว์เดรัจฉานก็ต้องมี แต่มันอยู่ในรูปของร่างกาย ฉะนั้นเราเลย
น.147 ไม่เรียกว่ามีศาสนาสำหรับสัตว์เดรัจฉาน ; แต่ที่แท้มันก็ต้องมี สำหรับระบบ ทางร่างกาย. สัตว์เดรัจฉานเช่น เบี้ยว เช่น ปู นี่ชอบยกตัวอย่างให้มันต่ำที่สุด มันก็มีศาสนาคือการวิ่งลงรู. เมื่อมันวิ่งลงรูมันก็หนีภัย หนีอันตรายรอดตาย อยู่ได้คือความรอด ; นั่นแหละคือศาสนาของมัน. การวิ่งลงรูนี่เพราะมันสู้ใคร ไม่ได้. แต่ถ้าสัตว์อื่นที่มันดีกว่าเบี้ยวกว่าปู มันมีวิธีที่จะทำให้รอดอย่างอื่นได้ มันก็มีดีขึ้นไป สูงขึ้นไป. ส่วนมนุษย์เรานี้ไม่ถือว่าความรอดเพียงเท่านั้นมัน พอแล้ว ถ้าความรอดเพียงเท่านั้นมันพอแล้ว มันก็เท่ากับสัตว์เดรัจฉาน มันขาย ขี้หน้ามนุษย์ที่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน. มันต้องมีความรอดอีกอย่างหนึ่งที่สูงขึ้นมา คือความรอดทางจิตทางวิญญาณ. เมื่อจะพูดให้รวมกันหมดแล้ว คำว่าศาสนานี้หมายถึงระบบของ ความรอด ทั้งทางกายและทางใจ ดีกว่า เพราะว่า ถ้ากายมันไม่รอดแล้ว ใจมัน ก็ไม่มีที่ตั้งไม่มีที่อาศัย ; มันควรจะรวมความรอดทางกายนี้เข้าไว้ด้วย. ดังนั้น จึงขอรวบรัดเอาเสียเลยว่า "สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น คือระบบของความรอด" ใช้ คำกลาง ๆ ว่า ความรอด อยู่รอดได้ทั้งทางกายและทางจิต. ฉะนั้นศาสนาที่แท้จริง คือระบบการปฏิบัติ เพื่อให้รอดจากอันตราย ทั้งทางกายและทางจิต. จะมีพระเจ้า หรือไม่ จะมาจากสวรรค์หรือไม่ นั้นไม่ใช่ปัญหาสำคัญ หมายความว่าถ้ามันเป็น การปฏิบัติที่เอาตัวรอดได้แล้วมันใช้ได้ทั้งนั้น มันจะมาจากพระเจ้ามาจากสวรรค์ หรือไม่ ไม่สำคัญ ; มันสำคัญอยู่ที่เอาตัวรอดได้. แต่ว่าในที่สุดที่แท้จริงนั้น มันมีพระเจ้าและมาจากสวรรค์ด้วยกันทั้งนั้น : ระบบที่ช่วยให้เอาชีวิตรอดก็ตาม ให้เอาวิญญาณรอดก็ตาม มันมาจากพระเจ้า หรือมาจากสวรรค์ทั้งนั้น โดยมี ความหมายต่างกัน. คนหนึ่งถือว่าพระเจ้าเป็นคน เป็นคน ๆ เรานี้แหละ และ อยู่ที่สวรรค์ทางทิศไหนก็ตามใจ แล้วก็พูดสั่งลงมา ของดลงมา ; นี่เขาเชื่ออย่างนี้ ก็มี. แต่ว่าพระเจ้าของพวกเราชาวพุทธบริษัทนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าของเรา คือกฎธรรมชาติ. ฉะนั้นสวรรค์ของพระเจ้าคือที่อยู่ของกฎธรรมชาตินั่นเอง.
น.148 ศาสนาหรือระบบความจริงที่ปฏิบัติแล้วเอาตัวรอดได้ นี้มันเป็น กฎของธรรมชาติ พระเจ้าธรรมชาติให้มา พระเจ้ากฎธรรมชาติให้มา สำคัญกว่า พระเจ้าชนิดไหนหมด. เราก็คุยได้เหมือนกันว่า ศาสนาพุทธนี้ก็มาจากสวรรค์ของ พระเจ้า พระเจ้าส่งมาด้วยเหมือนกัน. แต่พระเจ้าของเรามีความหมายอย่างนี้ พระเจ้าของคนพวกอื่นมีความหมายอย่างอื่น ; แต่แล้วก็อย่ามามัวเถียงกันเรื่อง เปลือก มาตั้งหน้าตั้งตาพิจารณากันในข้อที่ว่า ที่ส่งมาจากสวรรค์นั้นส่งมาว่า อย่างไร ? คือว่าจะเอาตัวรอดให้ได้จากความทุกข์นั้นจะต้องให้ทำอย่างไร ? อันนี้จะ เหมือนกัน. เดี๋ยวจะพูดให้ฟังว่ามันเหมือนกันอย่างไร. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "ตัวศาสนา" และเป็นศาสนาที่แท้จริง เป็นระบบปฏิบัติเอาตัวรอดได้ ซึ่งได้รับมาจากสวรรค์หรือพระเจ้า แล้วเราก็มี สวรรค์ หรือพระเจ้าตามแบบของเรา คนอื่นก็มีตามแบบของคนอื่น ในชั้นนี้อยากจะให้มองกันกว้าง ๆ เสียก่อนว่า ทุกสิ่ง หรือว่าทุกชีวิต ทุกระดับของชีวิต ชีวิตทุกระดับนี้ต้องมีศาสนา ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. นี่ ขอให้มองให้เห็นข้อนี้ แล้วก็จะเกิดความพอใจ ชอบสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. สัตว์ ในระดับสูง มนุษย์ เทวดา มาร พรหม หรืออะไรก็ตาม ; สัตว์ในระดับสูงนี้ มันก็มีศาสนา มนุษย์ก็ต้องมีศาสนา เทวดาก็ต้องมีศาสนา มารพรหมก็ต้องมีศาสนา ต้องถือศาสนา. ถ้าว่าโดยภาษาคนธรรมดา มนุษย์อยู่ที่นี่ เทวดาอยู่บนสวรรค์ ข้างบน พรหมอยู่ข้างบนขึ้นไป มันก็ต้องมีศาสนา. แต่ว่าถ้าจะถือว่าทั้งหมด อยู่ในหัวใจของคน เวลาที่เราเหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อยลำบาก เราเป็นมนุษย์ อย่างนี้ เราก็ต้องมีศาสนาของมนุษย์ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น. ในบางเวลาเราสบาย อิ่มเอิบไปด้วยกามารมณ์ได้อย่างใจไปหมด พอใจตัวเอง อย่างนี้เราเป็นเทวดาอยู่ที่นี่. แม้ว่าเราอยู่ในสภาพที่เป็นเทวดาถึงขนาดนี้แล้ว เราก็ยังต้องมีศาสนา. เพราะว่า แม้ว่าเราได้อิ่ม ได้สบาย ได้สรวลเสเฮฮา ถึงขนาดนั้นแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่ต้องระวัง
น.149 ต้องสำรวม ต้องปฏิบัติอยู่ดี. แม้จะได้เป็นพรหมมีความสุขอย่างพรหม เกิดมา จากฌานสมาธิอันจืดสนิทสะอาดแล้ว ก็ยังต้องมีศาสนาที่จะต้องระมัดระวังปฏิบัติ อย่าให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้เหมือนกัน. แม้ว่าจะเป็นเทวดามารพรหมชนิดไหน ก็ยังต้องมีศาสนา, เป็นมนุษย์ก็ยังต้องมีศาสนา. แม้มองในทางต่ำที่ว่าจะเป็นสัตว์นรก หรือสัตว์เดรัจฉาน หรือเปรต หรืออสุรกาย มันก็ต้องมีศาสนาไปตามแบบของเขา คือให้พ้นจากความทุกข์ พวกที่ตกนรกอยู่ก็อยากจะพ้นความทุกข์ในนรก ก็ต้องมีศาสนาเพื่อปฏิบัติ สัตว์เดรัจฉานรู้ได้เท่าไร มันรู้อะไรได้เท่าไร มันก็ต้องมีวิธีปฏิบัติให้ตัวรอดชีวิต อยู่ได้เท่านั้นเหมือนกัน. เปรตมันก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดจากความเป็นเปรต. อสุรกายก็ให้มันรอดจากความเป็นอสุรกายไป. ก็เลยแปลว่าทั้งนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย มันก็ต้องมีศาสนา. พูดกันอย่างอื่นอีก โดยหลักที่เขาใช้จัดพวกสัตว์ต่าง ๆ นี่. เขาว่า สัตว์มีอยู่พวกอัณฑชะ เกิดจากไข่, ชลาพุชะ เกิดในน้ำ, สังเสทชะ เกิดใน ความหมักหมม, โอปปาติกะ เกิดผุดขึ้นทางจิตทางวิญญาณ ; ถ้าพูด ๔ อย่าง นี้แล้วหมดเหมือนกัน. พวกอัณฑชะ เกิดจากฟองไข่ก่อน เช่นนก เช่นสัตว์ ที่มีไข่ก่อนก็ต้องมีศาสนา. ชลาพุชะ เกิดในน้ำ คือพวกมนุษย์นี้ มันก็ต้องมี ศาสนา. พวกสังเสทชะ เกิดในความหมักหมม จุลินทรีย์ที่ดูด้วยตาไม่เห็น เกิดจากความหมักหมม ไม่ต้องมีพ่อแม่นี้ มันก็ต้องมีศาสนา เพราะว่ามันยังอยาก มีชีวิต อยากเอาตัวรอด มันก็ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดเหมือนกัน. ส่วน พวกโอป- ปาติกะ ทางจิตทางวิญญาณ คิดอย่างไรเกิดเป็นอย่างนั้น-คิด อย่างไรเกิดเป็น อย่างนั้น นี่มันก็ต้องคิดไปในทางเอาตัวรอด หรือเมื่อมันมีความรู้สึกเป็นทุกข์ มันก็ต้องคิดในทางเอาตัวรอด. สัตว์เหล่านี้ทั้งหมดก็ต้องมีศาสนา คือความรอด.
น.150 ทีนี้ ต่อให้เป็นต้นไม้ที่เราเห็น ๆ อยู่ ต้นไม้เหล่านี้ต้นโต ๆ กระทั่งต้นไม้ เล็กลง ๆ กระทั่งต้นไม้ที่ขนาดดูด้วยตาไม่เห็นเป็นจุลินทรีย์ประเภทพืช เป็นต้นไม้ ที่ดูด้วยตาไม่เห็น มันก็ต้องมีศาสนา. ต้นไม้นี้ก็มีศาสนา มันดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา เพื่อรอดชีวิต มันต่อสู้ในเรื่องแสงสว่าง เรื่องน้ำ เรื่องอาหาร เรื่องอากาศ เรื่องอะไร ๆ ให้มันรอดชีวิตอยู่ ฉะนั้นระบบการต่อสู้ของต้นไม้นั่นแหละคือศาสนา ของต้นไม้. แม้ว่าจะเป็นต้นไม้ที่เล็กจนดูด้วยตาไม่เห็น มันก็มีระบบการต่อสู้ เพื่อให้มันรอดอยู่. สัตว์เล็ก ๆ แม้ cell เดียวมันก็มีความรู้สึกที่จะต่อสู้ให้มันรอด ชีวิตอยู่ แปลว่ามันก็มีศาสนา ; นี้คือศาสนาวิทยาศาสตร์ละ ; ขอให้เข้าใจ. ถ้านิยมวิทยาศาสตร์ ชอบวิทยาศาสตร์เป็นหลักละก็ นี่คือศาสนาวิทยาศาสตร์ คือสิ่งที่มีชีวิตมีความรู้สึกต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ตัวรอดอยู่ได้ แล้วมันก็ต่อสู้ดิ้นรนเอา ตัวรอดอยู่ได้จริง ๆ เหมือนกัน ; ระบบนั้นนั่นแหละคือศาสนาของสิ่งที่มีชีวิต ถ้ามันสูงขึ้นมา ๆ มันก็มีระบบต่อสู้ ระบบปฏิบัติที่สูงขึ้นมา ๆ ๆ จนถึงคน. คนมี ปัญหาทั้งทางกายและทางจิต ระบบศาสนามันก็กว้างออกไป. ส่วนสัตว์เดรัจฉาน หรือต้นไม้นี้เราถือว่ามันมีปัญหาทางร่างกาย ไม่มีสติปัญญา ความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น เพราะมีสติปัญญา จึงไม่มี. ส่วนมนุษย์เรามันมีสติปัญญา ยิ่งมีสติปัญญามาก ทางที่จะเกิดความทุกข์เพราะสติปัญญา มันก็ต้องมาก คือมันคิดเก่ง ละโมบเก่ง โกรธเก่ง โง่หลงเก่ง เพราะมันคิดได้เก่งก็เลยมีระบบศาสนาที่ลึกซึ้งหรือสูงขึ้นไป. เท่าที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะให้รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" นั้นมันคือ อะไร ? คือการดิ้นรนอยู่ทีเดียว เพื่อที่จะให้เกิดความรอดจากสิ่งที่ตัวไม่ต้องการ ; นี่คือตัวศาสนา ที่เป็นศาสนาตัวแท้ แล้วมีอย่างเดียวเท่านั้นตรงกันหมดทั้งใน หมื่นโลกธาตุ ซึ่งจะได้พูดให้ฟังต่อไป. อยากจะพูดเลยไปเสียให้หมดถึงสิ่งที่จะขอเรียกไว้ที่ก่อนว่า "ศาสนา- แฝง" ที่พูดมาแล้วนั้นหมายถึง "ศาสนาจริง" ศาสนาแท้จริง ระบุตรงลงไป จริง ๆ. นอกจากศาสนาที่ถูกต้องที่แท้จริงแล้วมันยังมีศาสนาแฝง สิ่งที่เข้ามา
น.151 แฝงกันอยู่กับศาสนาจนมองเห็นเป็นศาสนาไปด้วย นี้คือศาสนาที่มันอยู่ในรูปของ อะไรบางอย่าง แต่ว่ามันเนื่องกันอยู่กับศาสนา. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนาแฝง" นี้พอจะแบ่งออกไปได้ว่าศาสนาที่อยู่ในรูปของศีลธรรม วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณี. ศีลธรรม เป็นของกลาง กว้าง ใช้กันได้ทั่วโลก มีระบบปฏิบัติเหมือน ๆ กันหมด คือไม่เบียดเบียนกันทางสังคม เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต กตัญญูกตเวที หรืออะไรทุก ๆ อย่าง ที่ทำให้สังคมอยู่เป็นปกติ นี่เรียกว่าศีลธรรม. ศาสนาที่ อยู่ในรูปของศีลธรรมอย่างนี้ก็มี. ไม่ถูกระบุว่าเป็นศาสนานั้นศาสนานี้ แต่มันเป็น ศาสนาที่อยู่ในรูปของศีลธรรม หรือศีลธรรมนั่นแหละมันมาอยู่ในรูปของศาสนา ส่วนหนึ่งเท่านั้น. วัฒนธรรม ก็เหมือนกัน ไทยก็มีวัฒนธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ประจำชาติ มันก็คือศาสนาที่แฝงอยู่ในรูปของวัฒนธรรม หรือว่าวัฒนธรรมที่มาอยู่ในรูปของ ศาสนาส่วนหนึ่งเท่านั้น ; ที่เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามต่าง ๆ ก็เป็นอย่างนี้. สูงขึ้นไปก็มี ศาสนาที่อยู่ในรูปของปรัชญา หรืออภิปรัชญา นี่มีสติปัญญามากลึกซึ้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับสติปัญญา ไม่เกี่ยวกับทางปฏิบัติ สิ่งที่เรียกว่าปรัชญา หรืออภิปรัชญานั้นเป็นเพียงทฤษฎี ไม่ใช่ตัวการปฏิบัติ ; แต่เขาถือกันว่าเป็นต้นเหตุที่จะให้เกิดการปฏิบัติที่ถูกต้อง. แต่เดี๋ยวนี้สติปัญญานั้น มีมากจนโง่ ลองฟังให้เข้าใจดูที่ว่าสติปัญญานั้นมีมากจนโง่. มันมีมากเกิน มัน คิดเก่ง มันคิดไปได้มากมายหลายร้อยหลายพันแง่ แล้วใช้อะไรไม่ได้ ลำบากเปล่า เหนื่อยเปล่า. นี่มันเป็นเรื่องมีสติปัญญาจนโง่อย่างนี้ เป็นเรื่องของปรัชญา คือ ชอบคิดอย่างเดียว. ยิ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ของพุทธศาสนากันแล้ว ปรัชญานั้น ก็ยิ่งเป็นปรัชญาที่เพ้อเจ้อต่อไปอีก. ที่จริงตัวพุทธศาสนานั้นไม่ใช่ปรัชญา เป็น
น.152 หลักปฏิบัติตรง ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว และอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์ คือมีเหตุผล ชัดอยู่ในตัวเลย ว่ากิเลสเป็นอย่างนี้ พอเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างนี้ มีความทุกข์อย่างนี้ ; ดับกิเลสเสีย มันก็ดับความทุกข์อย่างนี้ ; นี่เป็นวิทยาศาสตร์. แต่พูดไว้ในรูป ที่เข้าใจไม่ได้หรือเข้าใจทันทีไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นปรัชญา เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาท อันซับซ้อนลึกซึ้ง พูดกันผิดมากออกไป ผิดมากออกไป อธิบายผิดมาตั้งพันปีแล้ว เรื่องปฏิจจสมุปบาทในพุทธศาสนา กลายเป็นปรัชญาไป. แต่ที่แท้มันเป็นเรื่อง วิทยาศาสตร์ แสดงอยู่ชัดเลยว่า เพราะนั้นเกิดอันนั้นจึงเกิด, นั้นเกิดอันนั้น จึงเกิด ไม่ต้องไปถามใครที่ไหน ไม่ต้องคำนวณอะไรอีก เป็นวิทยาศาสตร์. แต่มันเกิดไม่เข้าใจและมองไม่เห็น มันกลายไปอยู่ในรูปของปรัชญา. เรื่องอริยสัจจ์ เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ สำหรับพระอรหันต์แล้ว มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ท่าน เห็นชัดและปฏิบัติอยู่ ; สำหรับคนธรรมดาไม่เห็นอย่างนั้น เลยกลายเป็นปรัชญา. ยิ่งพวกฝรั่งที่เป็นคนชอบคิดมากสมัยนี้แล้ว พอมาพบเข้ายิ่งเป็นปรัชญาใหญ่ไปเลย; แต่เรื่องแท้ ๆ นั้นเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ สำหรับพระอรหันต์. ทีนี้ ยังมีอยู่ในรูปของ ตรรกศาสตร์ ที่ใช้เหตุผลทางทฤษฎีไม่ต้อง ปฏิบัติกัน พุทธศาสนาที่อยู่ในรูปของปรัชญาของตรรกศาสตร์อย่างนี้ก็มีมาก เรียนจนตายก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร และนักศึกษาสมัยปัจจุบันก็ชอบเรียนกันในแง่นี้ เหล่านี้แหละ "ศาสนาแฝง" ที่เสียเวลาอย่างนี้ .. ศาสนาแฝงที่อยู่ในรูปของ จิตวิทยา ก็มี. ธรรมดาเรารู้แต่เรื่องกิเลส เพียงเพื่อดับกิเลสได้ไม่ต้องการให้เป็นความรู้ทางจิตวิทยา เพราะเอาแต่เพียงดับ กิเลสได้ มันก็เป็นเรื่องศาสนา เรื่องดับทุกข์. ทีนี้ เขามาตั้งปมของปัญหาให้ มากขึ้นในทางจิต เรื่องเกี่ยวกับจิต เลยกลายเป็นจิตวิทยาขึ้นมา เป็นภูเขาเลากา ที่เรียกคัมภีร์ "อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์" นี้เป็นเรื่องจิตวิทยาแทบทั้งนั้นเลย มากมาย เป็นภูเขาเลากา จนเป็นพุทธศาสนาอยู่ในรูปของจิตวิทยาไปแล้วก็มี.
น.153 ยังมีพิเศษที่ว่า พุทธศาสนาที่อยู่ในรูปของศิลปะ คือความงดงามใน ทางความคิดความนึก หรือการปฏิบัติที่จะให้ดับทุกข์ได้ พอดับทุกข์ได้แล้ว มัน งดงามอย่างยิ่ง ไปดูกันแต่ที่ความงดงาม นั้นกลายเป็นศิลปะ เลยไม่ต้องปฏิบัติกัน เหมือนกัน. แล้วยังมีวัตถุศิลปะที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกมากมาย เช่นพระพุทธรูป โบสถ์วิหาร และอะไรต่างๆ ที่สวยงามล้วนเป็นศิลปะ นี้ก็เลยไม่ต้องปฏิบัติอะไรกัน .. พุทธศาสนาที่อยู่ในรูปแฝงต่าง ๆ อย่างนี้เหล่านี้ก็มีมาก ให้รู้ไว้ว่า เป็น ศาสนาแฝง ไม่ใช่ศาสนาตัวจริง. ศาสนาตัวจริงคือวิธีวิ่งหนีลงรูของเบี้ยว ของปู นี้จริงกว่าเสียอีก เพราะคือการประพฤติปฏิบัติที่ช่วยดับทุกข์ได้ นั่นคือ ตัวศาสนาจริง. ถ้าเป็นมนุษย์ก็รู้จักควบคุม อย่าให้เกิดความผิดพลาดขึ้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่าให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกูขึ้นมา ที่นั่น นั่นแหละคือศาสนาจริง ; นอกนั้นเป็นศาสนาแฝง แล้วก็มาก แล้วก็เพ้อ จนเป็นบ้าหอบฟางอีกตามเคย. หอบฟางไว้ท่วมหัว ท่วมหู ท่วมตัวมองไม่เห็น แต่ในนั้นไม่มีข้าวเปลือกสักเม็ดเดียว มันมีแต่ฟาง; และถ้ามีเม็ดข้าวเปลือกบ้าง ก็เป็นเม็ดลีบ ๆ ไม่มีสาร. เดี๋ยวนี้เรากำลังตกอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ไปหลงตาม พวกที่ชอบคิดอะไรไม่มีขอบเขต เลยไปถูกเปลือกทั้งนั้น ไปถูกศาสนาแฝงทั้งนั้น ไม่ใช่ศาสนาที่ถูกต้อง. นอกจากศาสนาแฝงที่กล่าวมาแล้ว มันยังมาอยู่ในรูปศาสนาที่ว่าเอาเอง นี่ก็เป็นศาสนาแฝง. ศาสนาว่าเอาเอง ที่ชอบใจอะไรก็ว่าเอาอันนั้นเป็นศาสนา เหมือนกับนายคนนั้นที่ว่าเขาถือศาสนา Hitachi อย่างนี้ เขาว่าเอาเอง ใครจะไป ทำอะไรเขา. นี่เราก็มีทางที่จะว่าเอาเองเหมือนกัน ถือศาสนาอะไรตามที่เราจะ ชอบและรู้สึก แล้วก็พูดออกมา.
น.154 สรุปแล้วเราจึงมีศาสนาจริงและศาสนาแฝง กล่าวคือทางปฏิบัติที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้จริง ๆ ในหมู่มนุษย์นี้มันมีศาสนาอยู่ ๒ ชนิด คือ ศาสนาแท้ที่เป็นของ แท้จริงต้องเป็นอิสระ เช่นว่าไม่อยู่ภายใต้อำนาจของการเมืองเป็นต้น. ศาสนา ที่อยู่ภายใต้อำนาจของการเมืองนั้นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงบิดผันไปตามอำนาจของ การเมือง ทำให้ศาสนาเป็นบริวารของการเมือง เดี๋ยวนี้ทั่วโลกเขาทำกันอย่างนี้. เขาถือศาสนาอะไรอยู่ก็ตาม แต่แล้วการเมืองมันบังคับให้เขาต้องบิดผันศาสนา ของเขา เพื่อคล้อยไปตามประโยชน์ทางการเมือง. ศาสนาพุทธก็ถูกใช้อย่างนี้ ศาสนาคริสต์ก็ถูกใช้อย่างนี้ หรือศาสนาอื่น ๆ ก็ถูกใช้อย่างนี้. เมื่อมันถูกใช้ไป อย่างนี้เสียแล้ว มันก็ไม่ใช่ศาสนาที่แท้จริง หรือศาสนาที่เป็นอิสระ. นี่เรามี ศาสนาที่แท้จริงและอิสระอยู่เป็นชนิดที่หนึ่ง. ชนิดที่สองก็คือ ศาสนาจำยอม จำเป็นต้องยอมแพ้ เป็นศาสนาจำยอม ให้อยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งอื่น ไม่จริงอยู่ได้ในตัวเอง. บางคนเขาพูดว่าเดี๋ยวนี้จนนัก ขออนุญาตพระพุทธเจ้าไปเลี้ยงเบ็ดสักพักหนึ่งก่อนเถิด นี่อย่างนี้เรียกว่าศาสนา จำยอม ; แต่นี่ยังเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ของคนทั้งโลก เช่น มันฆ่าฟันกัน ทั้งโลก แล้วขอให้พระเจ้ายกโทษไม่ต้องถือว่าเป็นบาป นี่มันเป็นศาสนาจำยอม ไม่จริง. เราควรรู้จักศาสนาแท้จริงและศาสนาจำยอม สำหรับจะแยกออกจากกัน โดยเด็ดขาด แล้วเราเอาแต่ศาสนาแท้จริงมาสำหรับจะเป็นศาสนาเดียวกันในหมื่น โลกธาตุ. เอาละมาถึงตอนนี้ก็อยากจะพูดถึงประเด็นที่ว่า มีเพียงศาสนาเดียวใน หมื่นโลกธาตุ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก คือจะพูดเฉพาะในประเด็นนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
น.155 ไปอีก : ข้อแรกคือ มีเพียงศาสนาเดียวโดยหลักของธรรมชาติ บทนิยามใน ประเด็นนี้มันมีอยู่ว่า ศาสนาคือความรอด ที่เกิดมาจากการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ. ความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ว่าต้องเป็นความรอดอยู่แล้ว หรือ รอดอยู่ แล้วก็จากการปฏิบัติที่ถูกต้อง; แล้วถูกต้องนั้นต้องตามกฎของธรรมชาติ ถ้าผิดจากกฎธรรมชาติมันไม่ถูกต้อง แล้วมันไม่เป็นไปได้ ฉะนั้นเราต้องเอาหลักที่ ธรรมชาติ. ที่นี้สำหรับหลักของธรรมชาตินั้นมันมีอยู่ว่า ตัวธรรมชาตินี้อย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาตินี้อย่างหนึ่ง, หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาตินั้น อย่างหนึ่ง, แล้วผลที่เกิดจากหน้าที่นั้นก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง. สิ่งที่ เรียกว่า "ธรรมชาติ" มีความสำคัญที่เราจะต้องรู้หรือเข้าถึงอยู่ ๔ อย่าง อย่างนี้ : ตัวธรรมชาติแท้ๆ เป็นอย่างไร ? ในนั้นมีกฎอย่างไร ? แล้วหน้าที่เกิดมาจาก กฎนั้นมันมีอยู่อย่างไร ? เราต้องทำจนได้ผล ถ้ายังไม่ได้ผลก็ไม่มีประโยชน์อะไร .. ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ ชีวิตของเรา ร่างกายของเรา เลือดเนื้อ ของเรา ตัวเราทั้งตัวนี้เป็นธรรมชาติ. ทีนี้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ตัวเรานี้ก็เป็นตัว ธรรมชาติ กิเลสที่มีอยู่ในตัวเราก็เป็นตัวธรรมชาติ แล้วรูป หรือนาม หรือขันธ์ หรือธาตุ หรืออายตนะ หรือลักษณะเฉพาะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็เป็นเรื่อง ธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวเรา. ทีนี้ เราจะต้องหาให้พบกฎของธรรมชาติที่มันเกี่ยวกับ ความสุข หรือความทุกข์ : ถ้าพอเมื่อใดเราเกิดความคิดว่าตัวกู ว่าของกูขึ้นมา เมื่อนั้นจะเกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ทันที; เมื่อใดเราว่างอยู่จากความรู้สึกที่เป็น ตัวกูของกู เมื่อนั้นเราไม่มีทุกข์เลย ; นี้เป็นกฎธรรมชาติ ฉะนั้นเราก็เกิดมีหน้าที่ ที่จะต้องทำไม่ให้เกิดตัวกูของกูขึ้นมา. แม้ว่าเราจะต้องทำอย่างอื่นเช่นหาเลี้ยงชีวิต หรือปฏิบัติการงานอะไรร้อยแปดพันอย่าง เราก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า
น.156 ตัวกูของกูขึ้นมา จึงจะไม่เกิดความทุกข์. ทีนี้ เราก็ปฏิบัติในลักษณะที่ไม่ให้เกิด ตัวกูของกู ผลของมันก็คือความสุข อยู่อย่างเป็นสุข. เราเรียกว่ามรรค ผล นิพพาน พวกอื่นเขาเรียกว่าได้อยู่ร่วมกับพระเจ้า ได้อยู่ในโลกของพระเจ้า ไม่มีความทุกข์ เลย เพราะว่ามันกำลังไม่มีตัวกูของกู. นี่ศาสนาเดียวทั้งหมื่นโลกธาตุมีได้เพราะ ว่ามันเป็นเพียงกฎของธรรมชาติเพียงกฎเดียวอย่างเดียวอย่างนี้. ขอให้ตั้งอก ตั้งใจพิจารณาให้เห็นว่ามันขึ้นอยู่กับธรรมชาติและกฎของธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ทั้งหมื่นโลกธาตุ. เมื่อมันมีเพียงอย่างเดียว เราจะมองกันในแง่ว่ามันเหมือนกันทุกศาสนา ที่มีอยู่ในโลกเวลานี้ หรือปัจจุบัน หรืออนาคต หรืออดีตก็ตาม มันจะ มีกี่ร้อยศาสนา กี่สิบศาสนา มันต้องอาศัยกฎของธรรมชาติเกี่ยวกับความสุข ความทุกข์ทั้งนั้น จึงจะเป็นศาสนาขึ้นมาได้. ถ้าไม่อย่างนั้นมันเป็นเพียงความ เห็นเอกชน. พูดว่าความเห็นเอกชน ก็คือความเห็นของคนบางคน ผิดหรือถูก ก็ตามใจ เขาบัญญัติลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี สัมมาทิฏฐิก็มี นี่มันเล็กน้อยเกินไป ไม่เรียกว่าศาสนา. ถ้าถึงขนาดจะช่วยคนได้มาก ๆ แล้ว จึงจะเรียกว่าศาสนา. ศาสนาทุกศาสนาจะต้องมาจากกฎที่แท้จริงของธรรมชาติ เพราะฉะนั้น จึงเหมือนกัน ; แม้ว่าเปลือกข้างนอกจะผิดกัน. เรามีโบสถ์วิหารต่างกัน มีพิธี รีตองต่างกัน มีขนบธรรมเนียมต่างกัน คัมภีร์ต่างกัน อักษรภาษาที่ใช้ต่างกัน ก็ตามใจมัน อันนี้มันเปลือกนอก ; แต่เนื้อแท้มันอยู่ที่ว่าต้องกำจัดตัณหาอุปาทาน ไม่เกิดตัวกูของกูเหมือนกันอย่างนี้. เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ธรรมชาติลงโทษ ให้เป็นทุกข์.
น.157 จะเปรียบความเหมือนกันให้เข้าใจง่ายดีกว่า : ความเหมือนกัน ซึ่งถ้าท่านไม่เข้าใจแล้ว ก็จะเห็นว่ามันผิดกัน เรื่องนี้เคยชอบเปรียบด้วยสิ่งที่เรียก ว่า น้ำ. น้ำนี้มันจะต้องเหมือนกัน ทุกหน ทุกแห่ง. ถ้าเรียกว่าน้ำจะต้อง เหมือนกันทุกหนทุกแห่ง ; แต่ว่าน้ำนั้นมันอยู่ในลักษณะที่ต่างกันโดยเปลือกนอก เช่นน้ำคลอง น้ำบ่อ น้ำหนอง น้ำห้วย น้ำในคู น้ำในส้วม น้ำอุจจาระ น้ำปัสสาวะ น้ำปลา น้ำส้ม น้ำอะไรต่างๆ แต่ว่าน้ำเหล่านี้เหมือนกันหมดตรงที่เป็นน้ำ. เนื้อแท้คือน้ำของมันเหมือนกันหมด; ส่วนเปลือกนอกของมันที่มันมาหุ้มไว้นั้น มันต่างกัน. ตัวน้ำแท้ ๆ คือน้ำบริสุทธิ์ อย่างนี้เรียกว่าน้ำกลั่นที่บริสุทธิ์กันจริง ๆ น้ำกลั่นที่เราเห็นกันอยู่นี้ก็ไม่บริสุทธิ์ เราสมมุติว่าให้มันเป็นน้ำกลั่นที่บริสุทธิ์ไม่มี อะไรเลย เรียกว่า "น้ำ" แล้วน้ำที่บริสุทธิ์นั้นจะมีอยู่ในทุกน้ำ : ในน้ำอุจจาระ น้ำปัสสาวะ ก็มีน้ำที่บริสุทธิ์นี้ ; แยกเอาส่วนที่เป็นอุจจาระ ปัสสาวะ ออกไปเสียซิ ก็มีน้ำที่บริสุทธิ์อยู่ในน้ำอุจจาระ น้ำปัสสาวะ. ในน้ำคลอง น้ำหนอง น้ำห้วย น้ำคูอะไรก็ตาม แยกเอาส่วนสกปรกออกไปเสียจะเหลือแต่น้ำที่บริสุทธิ์เหมือน ก น้ำขี้ควาย น้ำโคลน น้ำอะไร ๆ ก็ลักษณะเดียวกันอีก. น้ำส้ม น้ำปลา น้ำเหล้า น้ำอะไรทุกชนิด แยกเอาส่วนที่ไม่ใช่น้ำออกไปเสีย จนเหลืออยู่แต่ส่วนที่เป็น น้ำบริสุทธิ์ ; แล้วน้ำบริสุทธิ์นี้มันจะเหมือนกันหมด ไม่ว่า มันจะไปอยู่ใน น้ำปลา น้ำส้ม น้ำตาล หรือน้ำอุจจาระ ปัสสาวะอะไร. ถ้ามันไม่บริสุทธิ์ เรา ไม่ควรเรียกว่าน้ำ. ถ้าเรียกได้ว่าน้ำ มันต้องเป็นน้ำบริสุทธิ์ ; และน้ำบริสุทธิ์นี้ จะเหมือนกันหมดไม่ว่ามันจะไปอยู่ที่ไหน. แม้ในเลือดในโลหิตของเรานี้มันก็มี น้ำบริสุทธิ์ เราแยกส่วนที่เป็นเยื่อที่มีลักษณะแดง ๆ เป็นโลหิตออกไปเสีย มันก็มี น้ำบริสุทธิ์ ฉะนั้นขอให้มองดูสิ่งที่เรียกว่าน้ำบริสุทธิ์นี้ว่ามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ในดิน ในทราย ในต้นไม้ ในอะไรก็ตามมันก็มีน้ำบริสุทธิ์อยู่ทุกหนทุกแห่ง. ใน อากาศก็มีน้ำบริสุทธิ์อยู่ทุกหนทุกแห่ง เลยพูดว่าชื่อว่าน้ำแล้วต้องเหมือนกันทุกหน
น.158 ทุกแห่ง : ถ้ามันเป็นน้ำจริง ๆ. ศาสนาก็เหมือนกัน ถ้าเป็นศาสนาที่จริง มัน จะเหมือนกัน ถ้าไม่เหมือนกันมันไม่ใช่ศาสนาที่จริง. ศาสนาที่จริงต้องทำความ ดับทุกข์ คือทำความรอดให้ได้ เลยเหมือนกันในข้อนี้. ทีนี้ จะชี้ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีกว่า ความเหมือนกันหรือที่ขอยืนยันว่า เหมือนกันนั้น มันมีแง่ที่จะดูกันอยู่ ๓ แง่ ขอให้ดูชัดๆ ใน ๓ แง่นี้ : ข้อ ๑. ศาสนาที่แท้จริงแล้วต้องมีความมุ่งหมายตรงกัน คือมุ่งหมายให้มนุษย์ได้สิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือความรอด. ศาสนาไหนก็ตาม มีอยู่กี่ร้อยกี่พันศาสนา ก็ตาม ถ้าเป็นศาสนาที่มีส่วนจริง ต้องมีความมุ่งหมายตรงกันหมด คือมุ่งหมาย ให้มนุษย์หรือสัตว์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือความรอด. ศาสนา คริสเตียนก็พูดถึงข้อนี้ ศาสนาไหนก็พูดข้อนี้ คือความรอด. ความมุ่งหมายตรง กันดิกทุกศาสนาเลย มุ่งหมายจะให้ได้ความรอด. ถ้ามันไม่มุ่งหมายอย่างนี้ ก็ถอด มันเสียได้เลย อย่าให้มันเป็นศาสนาเลย ; ไม่มีความเป็นศาสนาอยู่ในระบบนั้นแล้ว ถ้ามันมิได้มุ่งหมายความรอดของสัตว์ เราถอดเสียได้เลยจากความเป็นศาสนานั้น ศาสนานี้. ข้อ ๒. ศาสนาที่แท้ต้องมีหลักปฏิบัติที่ตรงกัน หมายความว่านอกจาก มีความมุ่งหมายที่ตรงกันแล้ว ต้องมีหลักปฏิบัติที่ตรงกัน. หลักปฏิบัติที่ตรงกันและ สรุปให้สิ้นเชิงที่สุดก็คือ หลักปฏิบัติที่ทำลายความเห็นแก่ตน หรือทำลายความยึดถือ ว่าตัวกว่าของกูนี้เสียได้. ศาสนาไหนก็ต้องสอนอย่างนี้ ให้ทำลายความเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะทำลายความยึดถือว่าตัวกู ว่าของกูนี้แหละเสียให้ได้ นี่คือหลักปฏิบัติ ของศาสนาที่แท้จริง. ถ้าผิดจากนี้ คือไม่ทำอย่างนี้แล้ว ถอดทิ้งเสียได้ ไม่เป็น ศาสนา ไม่ให้เป็นศาสนา คือไม่ใช่ศาสนา. ถ้าเป็นศาสนาแล้วต้องทำลายความ เห็นแก่ตัว ควบคุม หรือรำงับ หรือเลิกล้างความยึดมั่นว่าตัวกูของกู ทุกศาสนาเลย.
น.159 แล้วก็เหมือนกันอีก ข้อที่ ๓. ศาสนาที่แท้ ต้องมีผลลัพธ์สุดท้ายมัน ตรงกัน : ศาสนาที่แท้จริงนอกจากจะมีความมุ่งหมายตรงกัน หลักปฏิบัติตรงกัน แล้ว ยังมีผลลัพธ์สุดท้ายตรงกันอีก คือการได้เข้าถึงความรอด. ศาสนาที่มีพระเจ้า เขาก็พูดว่าได้เข้าถึงความเป็นอันเดียวกับพระเจ้าก็มี ได้เข้าถึงโลกของพระเจ้า ได้อยู่อาศัยกับพระเจ้าในโลกพระเจ้านี้ก็มี แต่ในศาสนาพุทธเราเรียกว่า ได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน. บรรลุมรรค ผล นิพพานนั่นแหละคือความรอดตามลำดับๆๆ จนกระทั่งรอดขั้นสุดท้าย. ถ้าศาสนาไหนไม่ให้ผลลัพธ์อย่างนี้ ก็ถอดเสียจาก ความเป็นศาสนา ไม่ให้เป็นศาสนา ไม่ใช่ศาสนา. ศาสนาที่แท้จริงต้องให้ผลลัพธ์ เป็นความรอดจากความทุกข์แก่สัตว์ผู้ปฏิบัติ. เราจึงพูดได้เลยว่าศาสนาที่แท้จริงต้องมีความมุ่งหมายตรงกัน ; ต้องมี หลักปฏิบัติตรงกัน, แล้วต้องมีผลลัพธ์อันสุดท้ายนั้นตรงกัน ; นี่เรียกว่าเป็น ศาสนาที่แท้จริง. ทีนี้ปัญหาที่มันมาขัดขวางคาราคาซังกันอยู่ ก็คือที่ว่ามีพระเจ้าหรือไม่มี พระเจ้า นี้มันอยู่ที่ตีความหมายของคำว่าพระเจ้าต่างกันอีก. พุทธศาสนาก็มี "พระเจ้า" อย่างที่ว่ามาแล้ว กล่าวคือกฎธรรมชาตินั่นแหละคือพระเจ้า พระธรรม นั่นแหละคือพระเจ้า ฉะนั้นเมื่อพวกฝรั่งเขาจะยืนยันว่ามีพระเจ้าจึงจะเรียกว่า religion; เราก็บอกว่าเราก็มีพระเจ้า. ฉะนั้นเราก็เป็น religion คือมีพระธรรมเป็น พระเจ้า มีกฎของธรรมชาติอันเด็ดขาดเป็นพระเจ้า. ส่วนพระเจ้าที่เป็นคนๆ อยู่ใน สวรรค์ หน้าตาเหมือนคน โกรธก็เป็น รักก็เป็น เกลียดก็เป็น นั้นเราไม่เอา. เราไม่ ยอมรับว่าเป็นพระเจ้า. พระเจ้าของเรามีรูปร่างที่ใครมองไม่เห็น และหน้าตา ไม่เหมือนคน ที่เราจะเรียกว่ากฎของธรรมชาติ หรือเรียกว่าพระธรรม หรืออะไร ก็ตามใจ เป็นสิ่งที่ยิ่งกว่านามธรรม คือมองไม่เห็น และไม่มีอะไรสร้างขึ้นมา ไม่มี
น.160 อะไรปรุงแต่ง ; นี้พระเจ้าของเราเป็นอย่างนี้. แล้วศาสนาหรือคำสั่งสอน หรือ กฎปฏิบัติของเราก็มาจาก "พระเจ้า" นี้. "พระเจ้า" นี้ให้เรามา. เราจึงเป็น religion คือมีคำสั่งคำสอน หลักการปฏิบัติที่มาจากสวรรค์ที่ส่งมาโดย "พระเจ้า" พุทธศาสนาก็เป็น religion. เราไม่ยอมให้เขาหลอกให้ไปถือพระเจ้าอย่างหน้าตา เหมือนคน มีหนวดขาว ๆ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวรัก อย่างนั้นเราไม่เอา. ฉะนั้นขอให้ ถือว่าศาสนาทุกศาสนามันเป็นสิ่งเดียวกันอย่างนี้ เหมือนว่าน้ำไม่ว่าอยู่ที่ไหนเป็น น้ำด้วยกันทั้งนั้น. ศาสนาที่แท้จริง เป็นศาสนาเดียวกัน. แล้วควรเรียกว่า religion ด้วยกันทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้ก็มาถึงปัญหาที่เป็นประเด็นสำคัญ ที่เป็นความมุ่งหมายของ การบรรยายนี้ ว่าเรานี้มันไปทำให้มีหลายศาสนา แล้วต่าง ๆ กัน แล้วเป็นศัตรูกัน นี้มันเป็นความโง่ของเราเอง. ใครก็ตามเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม ก็ตาม ถ้าไปเกิดเข้าใจว่ามีศาสนาต่างกัน ตรงกันข้าม เป็นปฏิปักษ์กัน เป็นคู่ วิวาทกันแล้ว คนนั้นมันโง่. เพราะว่าคนนั้นมันไม่รู้ข้อเท็จจริงที่ว่า ศาสนา ที่แท้จริงมีเพียงศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ. ถ้าเราเคยโง่ก็ขอให้เลิกโง่กันเสียที จงเข้าใจอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงกันเสียที อย่าเอาถึงฉลาดเลย เอาแต่เพียงว่า หมดโง่ แล้วก็รู้ตามที่เป็นจริง แค่นั้นก็พอ. เราควรตั้งข้อสังเกตรอบ ๆ ตัวเราไว้ให้ดีว่า อย่าลืม ! ว่าเดี๋ยวนี้ เรา กำลังอยู่ร่วมโลกกับคนบ้า. เรากำลังอยู่ร่วมโลกกับคนบ้า ปัญหามันจึงมีมาก. อย่างน้อยก็มีคนบ้าที่เข้าใจไปว่าศาสนานั้นต่างกัน ศาสนานั้นกำลังเป็นปฏิปักษ์ ศัตรูรบราฆ่าฟันล้างผลาญกัน ; ใครเข้าใจอย่างนี้มันคือคนบ้า. แล้วมันยังมีบ้า อย่างอื่นอีกมากมายหลายร้อยหลายพันอย่าง บ้าเกินกว่า ๑๐๘ จำพวก. แต่ คนบ้าที่น่าอันตรายที่สุดก็คือ คนที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันระหว่างศาสนา
น.161 โดยเห็นไปว่าศาสนาแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน ก็เลยเกิดมีศาสนาของกู. นี้ก็อยาก จะพูดว่าคนบ้าเท่านั้น ที่จะมีศาสนาของกู. ถ้าใครพูดว่าศาสนาพุทธของกู นั้นให้เข้าใจเถิดว่าศาสนาพุทธที่เขาพูด ถึงนั้นเป็นศาสนาของมาร. ศาสนาพุทธ ที่แท้จริงจะมาเป็นศาสนาของกูไม่ได้ มันเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหน. หรือใครว่าศาสนาคริสเตียนของกู คนนั้นก็มีศาสนาซาตานมารเหมือนกัน ศาสนาที่ใครกำลังพูดถึง ว่าศาสนา คริสเตียนของกู นั่นแหละคือศาสนาซาตาน : ทีนี้ มันยังจะมีมากไปกว่านั้น ว่าศาสนาพุทธของกู แล้วจะพูดเลยไปถึงว่า "ศาสนาของกูเท่านั้นถูก ศาสนาของ คนอื่นผิดหมด" นั่นแหละคือศาสนาของมารที่เป็นบ้า เป็นศาสนาของซาตานที่ เป็นบ้า แล้วแต่ว่ามันจะเรียกศาสนาของมันว่าอะไร. ขอให้เลิกความเห็นแก่ตัว หรือยกตัว หรือเข้าใจผิด ว่าเราถูกอย่างเดียว คนอื่นผิด อย่างนี้ต้องยกเลิก ความคิดอันนี้กันเสียให้หมด ไม่อย่างนั้นเราจะเป็นคนที่ถือศาสนาบ้า ศาสนาของ พญามาร แล้วเป็นมารที่บ้าด้วย, ศาสนาของซาตาน แล้วเป็นซาตานที่บ้าด้วย ; เลิกความคิดชนิดนั้นกันเสียให้หมด ให้เห็นว่าความจริง ของจริง หรืออะไร ๆ จริง มีเพียงสิ่งเดียวในหมื่นโลกธาตุ. ทุกคนก็ยึดความจริงอันนี้กันทั้งนั้น แต่บางยุค บางสมัยมันเขลาไป ไปหุ้มเปลือกให้มันหนาเข้า ให้มันแปลกแตกต่างกันไป .. แล้วเรื่องที่จะต้องปฏิบัติก็คืออย่าไปเถียงกันว่าเป็น religion หรือไม่. religion คำนี้ต้องให้เป็นคำธรรมดาสามัญหมายถึงศาสนา เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาก็เป็น religion คือเป็นคำกลางสากลใช้แก่ศาสนาทั้งโลก. ทีนี้ อยากจะเล่าเรื่องบางเรื่องที่ขัน ๆ ให้ฟังว่า คำว่า religion นี้มัน เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาจากพวกเจ้าของคำ ๆ นี้ ระบุก็คือพวกฝรั่งที่พูดภาษานี้ แล้ว ก็ถือศาสนาที่ใช้คำ ๆ นี้เป็นหลัก เขาก็บัญญัติเป็นหลักของศาสนาของเขาว่า
น.162 ถ้าศาสนาไหนไม่มีพระเจ้า ศาสนานั้นไม่ใช่ religion คือไม่ใช่ศาสนานั่นแหละ. เมื่อพวกสอนศาสนา หรือเจ้าหน้าที่ทางศาสนา มันบัญญัติเสียอย่างนั้นแล้ว คนทั่วไปก็เชื่อ มันก็รับเอามา. นักศึกษาหัวสมองใส นักมหาวิทยาลัยเป็น นักปราชญ์ศาสตราจารย์ ก็เลยเชื่อตามคนที่พูดนั้น ว่าถ้าไม่มีพระเจ้ามันไม่ใช่ religion เพราะเขาบัญญัติหลักอย่างนั้น. ทีนี้ พวกเราในเมืองไทยก็เลยพลอย หลับตาพูดตามเขาไปด้วย ว่าถ้าไม่มีพระเจ้าไม่ใช่ religion. นี่เพราะว่าไม่รู้จัก ความหมายที่แท้จริงของคำว่า religion ว่าหนทางแห่งความรอด ; จะมาจาก พระเจ้าหรือไม่ก็ตาม. แต่ที่แท้มันมาจากพระเจ้าทั้งนั้น เพียงแต่พระเจ้าที่มี ความหมายต่างกันหรือเล็งถึงต่างกัน คนหนึ่งพวกหนึ่งว่าพระเจ้าเป็นคน ๆ พวกหนึ่งว่าพระเจ้าเป็นธรรมชาติ. ฉะนั้นพวกเราในเมืองไทยก็เลยพลอยติดร่างแห คำพูดที่หลับตาพูดนี้ไปด้วย ขอให้เลิกคิดอย่างนั้นกันเสียดีกว่า ให้ทุกๆ ฝ่ายรู้จัก สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ตามที่เป็นจริงเสียก่อน แล้วก็จะรู้ว่าพระเจ้านี้สำคัญที่สุด สร้างทุกสิ่ง ควบคุมทุกสิ่ง ทำลายล้างทุกสิ่ง และเป็นต้นตอที่มาของศาสนา คือ กฎของธรรมชาติที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง. นี้มันมาจาก คนที่เป็นเจ้าของคำว่า religion นี้ เกิดหวงขึ้นมา มันขี้เหนียวมันตระหนี่ขึ้นมา จะไม่ให้คนอื่นใช้ แล้วมันน่าหวัว. เรื่องน่าหวังที่จะเล่าก็คือมีว่า เมื่อประเทศไทยเราประกาศวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่ ๑ มกราคมนี้ หนังสือพิมพ์ของพวกคริสเตียนบางฉบับตีปีกกันใหญ่เลย ว่าประชาชนไทยนี้ขยับใกล้เข้ามาจะถือคริสเตียนแล้ว นี่พูดอย่างนี้ก็มี. เพราะ เหตุที่ไปถือวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันปีใหม่. ที่จริงก่อนพระเยซูเกิดก็มีการถือ วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันปีใหม่มาแล้วก็มี คือมันหวงหรือมันคอยแต่จะชิงโอกาส ยกตัวเองมากอย่างนี้ จึงขอให้ถือเสียว่า ศาสนาจริงโดยสรุปแล้วมีเพียงศาสนา เดียว ในหมื่นโลกธาตุ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. "หน้าที่ตามกฎของ
น.163 ธรรมชาติ" คำนี้ช่วยท่องไว้ร้อยครั้งพันครั้ง ว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎธรรมชาตินี้คือศาสนาจริงเพียงศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ เนื้อแท้มันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่โดยรูปร่างต่างกันนั้นมันเป็นเพียงเปลือก มันมีเปลือกต่างกัน. ทำไมมันเกิดเปลือกหุ้มข้างนอกต่างกัน ? ก็เพราะว่าปัญหาที่เกิดมาจาก สิ่งแวดล้อมมันต่างกัน. ของจริงของแท้เนื้อในมีสิ่งเดียว อย่างเดียว แต่เปลือก หุ้มข้างนอกมันต่างกัน. ศาสนาที่แท้จริงมีอย่างเดียว แต่แล้วเปลือกข้าง นอกมันต่างกัน เพราะว่าคนมันต่างกัน. นี่ถ้าจะพูดให้เป็นเรื่อง ๆ ไปก็เพราะว่า มันต่างกันขึ้นมานี้ เพราะความสูงต่ำแห่งสติปัญญาของมนุษย์ที่เกี่ยวกับพระเจ้า .. มนุษย์มีสติปัญญาสูงต่ำไม่เท่ากันในเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้า คือพวกหนึ่งรู้จักพระเจ้า มาก พวกหนึ่งรู้จักพระเจ้าน้อย พวกหนึ่งรู้จักครึ่ง ๆ กลาง ๆ; พวกหนึ่งรู้จัก เฉไปทางหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเฉไปอีกทางหนึ่ง ฉะนั้นคำว่าพระเจ้าถูกรู้จักผิดกัน ต่าง ๆ กัน นี่จึงทำให้ศาสนาเกิดเปลือกหุ้มแปลกๆ กัน จนไม่เหมือนกัน เช่นสถานที่ เรียกว่าโบสถ์นี่ โบสถ์ศาสนานั้น รูปร่างอย่างนั้น โบสถ์ศาสนานี้ รูปร่างอย่างนี้ .. มันเกี่ยวกับคนมันไม่เหมือนกัน แล้วภูมิประเทศถิ่นที่อาศัยมันก็ไม่เหมือนกัน. อย่างประเทศอินเดียนี้สมัยนั้น มันสบายและเต็มไปด้วยคนฉลาด เต็มไปด้วยความ สมบูรณ์เรื่องปัจจัยที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต. ทีนี้ ศาสนาอื่นเกิดในที่แห้งแล้งกันดาร เดือดร้อน โง่เขลา อะไร ๆ มันก็ไม่เหมือนกันอย่างนี้. แล้วฐานะทางวัตถุ คือ เนื้อหนังทางร่างกายนี้มันก็ต่างกัน แล้วฐานะทางจิตทางวิญญาณการศึกษามันก็ ต่างกัน ; แล้วที่สุดก็คือ ความเปลี่ยนไป-เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วรุนแรงไม่หยุด หย่อนของกาลสมัยของช่วงเวลา นี้มันก็ทำให้ต่างกัน. ศาสนาอะไรก็เกิดอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาก็ศาสนาพุทธเกิดขึ้น ต่อมาอีก ๕๐๐ ปีศาสนาคริสเตียนเกิดขึ้น ต่อมาอีกประมาณ ๕๐๐ ปีศาสนาอิสลามเกิดขึ้น
น.164 นี้ดูเป็นหลาย ๆ ศาสนา ; ที่จริงต้องการจะสอนความรอดจากความทุกข์ ตามกฎ ของธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น. แต่เนื่องจากเกิดในสมัยที่ต่างกัน แผ่นดินที่ต่างกัน ในหมู่คนที่ต่างกัน ในสติปัญญาพื้นฐานที่ต่างกัน มันก็เลยอยู่กันคนละรูปในส่วน เปลือก. ทีนี้ เปลือกนี้มันเป็นเนื้องอกที่งอกออกมาเรื่อย ๆ จนเนื้อในไม่รู้ว่าอยู่ ที่ไหน ฉะนั้นแต่ละศาสนาเลยไปถือเปลือก เอาเปลือกขึ้นมายืนยัน มันก็ต่างกัน ได้รบราฆ่าฟันกัน ก็เพราะเหตุว่าเปลือกมันต่างกัน. ถ้าเอาเนื้อในเป็นหลักแล้ว ไม่มีทางที่จะรบราฆ่าฟันหรือเบียดเบียนกัน เพราะว่าเนื้อแท้มันมีสิ่งเดียวในหมื่น โลกธาตุ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ฉะนั้นมันจะมีศาสนา ที่เรียกว่า "ศาสนา" ซึ่งจะมีอยู่กี่ศาสนาก็ตาม เนื้อแท้มันก็เหมือนกัน. เดี๋ยวนี้ว่ากันว่ามีอยู่ประมาณ ๑๒ ศาสนา โหลหนึ่งพอดี ข้างตะวันออกนี้ มีศาสนาขงจื๊อ เหลาจื๊อ ชินโตของญี่ปุ่น ขยับเข้ามามีศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ ศาสนาไชนะ ศาสนาซิกส์ในอินเดีย ไปทางตะวันตกมีศาสนายิว ศาสนา คริสเตียน ศาสนาอิสลาม รวมกันก็โหลหนึ่งพอดี แล้วก็กำลังมองกันด้วยสายตา ที่ไม่เป็นมิตรกัน เพราะไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่า ศาสนาจริงมีเพียงศาสนาเดียวใน หมื่นโลกธาตุ ; แล้วเป็นบาปเป็นกรรม เป็นโชคร้ายของมนุษย์ในโลก ที่ว่าแม้แต่ ศาสนานี้ ถ้าถือผิดแล้ว คนก็จะกัดกัน รบราฆ่าฟันกัน เพราะอาศัยศาสนานั้นเอง เป็นต้นเหตุ. นี้ก็เป็นโชคดีอย่างมาก เป็นบุญเป็นกุศลอย่างมาก ถ้าเราจะได้ รู้ความจริงกันเสียที ว่าศาสนาที่แท้จริงมีเพียงศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ. แล้ว สิ่งที่จะกันลืมได้ดีที่สุดก็คือคำว่า "น้ำ" ขึ้นชื่อว่าน้ำที่บริสุทธิ์แล้ว มันเหมือน กันหมด ไม่ว่าน้ำนั้นจะอยู่ในรูปของน้ำอะไร. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน กำหนดจดจำใจความของการบรรยายวันนี้ ไว้ในลักษณะอย่างนี้ เพราะว่าปัญหากำลังครอบงำโลก จะทำลายโลกให้ฉิบหาย
น.165 อยู่แล้ว เพราะความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสนาเป็นมูลเหตุประการหนึ่งด้วย. ให้รู้ ให้ถูกต้องเสียว่าศาสนาแท้จริงนั้น แม้จะมากมายในหมื่นโลกธาตุ ในสามหมื่น โลกธาตุ หรือกี่แสนโลกธาตุ ก็จะมีเพียงสิ่งเดียว คือ กฎความจริงของธรรมชาติ ที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดได้ด้วยการปฏิบัติ ชนิดที่ทำลายเสียซึ่งตัวกูของกู มัน มีเท่านี้เอง เหมือนกันทุกศาสนา ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน ทั้งอนาคต เหมือนกันหมด และกันลืมด้วยคำว่า น้ำ-น้ำ-น้ำ. น้ำนี้เปรียบด้วยธรรมะ อย่างพระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสว่า ธมฺโม รหโท อกทฺทโม - ธรรมะนี้เหมือนน้ำที่ไม่มีตะกอน. ฉะนั้น น้ำที่ไม่มีตะกอน หรือไม่มีอะไรเจือแล้ว จะเหมือนกันหมดทุกอย่างทุกน้ำ. ก็ขอยุติคำบรรยายเฉพาะวันนี้กันเสียที
Buddhadasa