Buddhadasa.org

สันทัสเสตัพพธรรม ตอนที่ ๕ — โลก ในทรรศนะของพุทธบริษัท คืออะไร ?

สันทัสเสตัพพธรรม — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.166 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. การบรรยายที่นี่ของเราเป็นเรื่องพูดอย่างตรงไป ตรงมา อย่างที่พูดกันกับเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เหมือน ที่แล้ว ๆมา. หัวข้อเรื่องในวันนี้ก็มีว่า "โลกในทรรศนะของ พุทธบริษัทนั้นคืออะไร" ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบกันดีอยู่แล้ว. เราจะพูดกันก่อนเล็กน้อยเสมอไป ว่าทำไมจึงพูดเรื่องนี้โดยหัวข้อนี้ คำว่า "โลก" เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับเราทุกคน เพราะว่าเราอยู่ในโลก เราก็ต้องรู้จักโลก แต่ว่าปัญหาสำคัญมันอยู่ที่ว่าการที่อยู่ในโลกนั้นมันยาก ; ถ้าอยู่ ไม่เป็น หรืออยู่ไม่ถูกตามเรื่องของโลก มันก็จะต้องลำบาก. เดี๋ยวนี้เรามีความ จำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมโลก กับคนบ้ามากขึ้นทุกที เราพูดกับคนบ้าไม่รู้เรื่อง มากยิ่งขึ้นทุกที. ๑๓๙

น.167 "คนบ้า" ในที่นี้มีความหมายพิเศษ ไม่ใช่จะหมายแต่เพียงคนเป็นโรค ประสาท หรือโรควิกลจริตจะต้องไปอยู่ที่โรงพยาบาล. พวกที่ไปอยู่โรงพยาบาลนั้น ไม่ได้ทำปัญหาอะไรมากมาย เพราะว่าเขาเก็บตัวไว้เรียบร้อยแล้ว. แต่ยังมี คนบ้า ทางวิญญาณ ที่ไม่ต้องไปเก็บไว้ที่โรงพยาบาล ที่ยังเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ นี่แหละมีปัญหามาก. มันเป็นบ้าด้วยโรคเห็นแก่ตัวขึ้นสมอง ความเห็นแก่ตัว มีมากขึ้นในโลก. ข้อนี้คงจะไม่มีใครเถียง เพราะว่าโลกยิ่งมีความเจริญมาก ขึ้นเท่าไร ความเห็นแก่ตัวก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่าโลกเจริญด้วยสิ่ง ที่ทำให้เห็นแก่ตัว. เรื่องสะดวกสบายสนุกสนานเพลิดเพลินต่าง ๆ เหล่านี้ยิ่งมี มากเท่าไร ยิ่งทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น. ฉะนั้นความเจริญของโลก หรือที่จะเรียกว่าความเจริญอย่างสมัยใหม่นี้ เป็นเรื่องที่ทำให้เห็นแก่ตัวยิ่งขึ้น ; นี้คือคนบ้ามากขึ้น. คนเห็นแก่ตัวมากเท่าไรและมีจำนวนมากขึ้นเท่าไร มันก็ยิ่งทำให้โลกนี้ เต็มไปด้วยคนบ้ามากขึ้นเท่านั้น. เพราะว่าเห็นแก่ตัวแล้วจะทำให้เห็นไปว่าตัวนั้น ผิดปกติมนุษย์ แล้วก็จะเบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนกันเป็นหมู่เป็นคณะ และ เบียดเบียนกันทั้งโลก โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเบียดเบียน เพราะมันบ้า มันจึงมีการเบียดเบียนกันมากขึ้นในโลกนี้. ความเห็นแก่ตัวทำให้ใจคอผิดปกติ ไปคิดดูเองก็แล้วกันว่า จะเรียกว่าคนบ้าได้หรือไม่ ? ที่จริงไม่มีโรคบ้าชนิดไหน ยิ่งไปกว่าโรคเห็นแก่ตัว พอเห็นแก่ตัวแล้วต้องคิดผิด พูดผิด ทำผิด นี้คืออาการ ของคนบ้า ; บ้ามากจนเรียกว่าขึ้นสมอง. หมายความว่าในสมองของเขาทั้งหลับ และทั้งตื่นไม่มีอะไรนอกไปจากความเห็นแก่ตัว. สำหรับคนบ้านี้มันพูดกันรู้เรื่องยาก แม้ว่าจะบ้าเหมือน ๆ กัน ท่าน ลองสังเกตดูคนที่บ้าจริง ๆ เป็นคนวิกลจริต มันก็พูดกันไม่รู้เรื่องทั้งที่เป็นบ้าอย่าง

น.168 เดียวกัน. ที่นี้คนที่เป็นบ้าทางวิญญาณด้วยโรคเห็นแก่ตัวนี้ก็ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะความเห็นแก่ตัวมันดึงไปหาประโยชน์ของตัว มุ่งแต่จะเอาประโยชน์แก่ตัว นี้แหละ ข้อนี้เป็นเหตุที่ทำให้พูดกันไม่รู้เรื่อง คือไม่ยอมกันนั้นเอง ; โลกนี้จึง มีปัญหามากขึ้น. ข้อความในพระคัมภีร์หลายศาสนาหรือหลายแห่งมีกล่าวไว้ว่า เมื่อ ก่อนนี้มนุษย์พูดภาษาเดียวกัน ต่อมามนุษย์แยกเป็นหลายภาษาจนพูดกันไม่รู้เรื่อง. ข้อนี้อยากจะพูดว่า ทีแรกเขาไม่ค่อยมีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น มันก็พูดกันง่าย พูดกันรู้เรื่อง. มนุษย์สมัยโบราณมีความเห็นแก่ตัวน้อย มีความเชื่อมาก มีความ กลัวพระเจ้า กลัวศาสนาอะไรมาก ๆ ฉะนั้นความเห็นแก่ตัวมันจึงเกิดไม่ค่อยจะได้ จึงพูดกันง่ายเพราะไม่มีความเห็นแก่ตัว ; พูดกันรู้เรื่อง. ต่อมาต่างคนต่างแยก แขนงออกไปเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เหมือนกับหลายภาษา ออกไป จนบัดนี้พูดกันไม่รู้เรื่อง. ทีนี้ เราก็อยู่กันในโลกในสมัยที่พูดกันไม่รู้เรื่อง ต่างคนต่างเห็นแก่ตัว มองแต่ประโยชน์ของตัว. โลกกำลังเป็นอย่างนี้มากขึ้น เราจะต้องอยู่ในโลกอย่างนี้. เราเป็นพุทธบริษัทจะต้องมีความรู้ วิธีการหรือวิธี ปฏิบัติของเราเพื่อจะอยู่ในโลกชนิดนี้. ถ้าเรามีความรู้เรื่องโลกอย่างถูกต้อง มันก็มีประโยชน์อย่างน้อย ๒ ทาง คือร่วมมือกับทุกคนแก้ไขโลกนี้ให้ดีขึ้น ; ถ้ายงไม่แก้ไขได้หรือแก้ไม่ได้ด้วยเหตุใด นี่เราก็ยังทำตัวเอง ตัวเราโดยเฉพาะแม้เพียงคนเดียวนี้ ให้อยู่เหนือปัญหาต่าง ๆ ในโลกได้ อย่างที่เรียกว่า "อยู่เหนือโลก". ถ้าโลกมันจะบ้ามากเกินไป เราก็ยัง ปลีกตัวออกมาได้ อยู่ในโลกได้ด้วยจิตใจที่อยู่เหนือโลก. เพียงเท่านี้ก็พอที่จะเป็น เหตุผล อันแสดงให้เราเห็นว่า เราควรจะรู้จักโลกกันให้พอสมควร หรือว่าทุกแง่

น.169 ทุกมุมเท่าที่เราจะรู้จักได้. ฉะนั้นก็จะได้กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับโลกที่ควรจะรู้ เท่าที่เห็นว่าเป็นความจำเป็น. ข้อแรกที่สุดก็อยากจะพูดถึงคำพูดคำนี้ คือคำว่า "โลก" นี้ โดยความ หมายทางภาษากันเสียก่อน. คำว่าโลก หรือโลกะ นี้ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษาบาลี. ภาษาไทยเดิมๆ ไทยแท้ ๆ จะเรียกว่าอะไรก็ยังไม่ทราบ อาจจะมีคำที่มีความหมาย ว่าแผ่นดินหรืออะไรทำนองนั้นใช้เรียกก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้พวกเราคนไทยก็รวมเรียกกัน ว่าโลก และมีความหมายเป็นที่เข้าใจทั่วกัน. คำนี้มันเป็นภาษาบาลี คำว่าโลกนี้ ตามรูปของศัพท์ ซึ่งมีรากศัพท์เฉพาะนี้ ถือกันว่า มันมาจากคำว่า "แตก" ฉะนั้นคำว่า "โลก" ก็คือของที่แตกได้ แตกแน่ตามธรรมชาติ. ฟังดูแล้วรู้สึก อย่างไรบ้าง จะน่ายินดี หรือว่าน่ากลัว หรือน่ารังเกียจ. โลกนี้คือสิ่งที่ต้องแตกแน่ โดยธรรมชาติ แต่คนเราเดี๋ยวนี้ เราเองยังรู้สึกว่า แหม! โลกนี้มันช่างใหญ่โต แน่นหนา แข็งแรง มั่นคง ถาวร เสียจริง ๆ ; นี่เราจะเป็นคนโง่หรือคนฉลาดก็ลองคิดดู. ในภาษาบาลีหรือภาษา ธรรมะนี้ คำว่าโลกแปลว่าต้องแตกแน่ ส่วนเราไม่รู้สึกว่าโลกเป็นของแตกแน่ กลับรู้สึกว่าเป็นโลกที่ถาวร ที่ได้ตามต้องการอยู่เรื่อยไป. เดี๋ยวเราก็จะพูดกัน ให้ละเอียดในข้อนั้น. ส่วนพวกอื่นหรือศาสนาอื่นอาจจะไม่ยอม โดยเฉพาะศาสนา ที่ถือพระเจ้า นี้ขอให้รวบรัดปัญหากันโดยหลักที่ว่า แม้ศาสนาที่บัญญัติว่ามีพระเจ้า เป็นผู้สร้างโลก เขาก็ยังบัญญัติว่ามีพระเจ้าที่ยึดโลก. อย่างศาสนาฮินดูนี้มีพระพรหมผู้สร้างโลก พระนารายณ์ผู้คุ้มครองโลก และมีพระศิวะผู้ทำลายโลก ตามหน้าที่ของตนเป็นยุค ๆไป. ที่นี้มียุคหนึ่งที่โลกนี้ จะต้องถูกยุบโดยพระเจ้าตามวาระ. แม้เขาจะพูดไว้โดยที่เป็นปุคคลาธิษฐาน.

น.170 มันก็ได้ความอย่างเดียวกันว่า โลกนี้เป็นของที่แตกแน่ แตกโดยธรรมชาติก็ได้ โดยพระเจ้าก็ได้. ถ้าเราไม่โง่จนเกินไป เราก็จะมองเห็นว่าธรรมชาตินั่นแหละ คือพระเจ้า ไม่มีพระเจ้าอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติ ฉะนั้นโลกมันก็เป็นเรื่อง ที่ไม่มีความมั่นคง แน่นหนา ถาวรอะไรเหมือนที่เรานึก ๆ กัน มันแตกง่าย แตกแน่ และต้องแตกแน่ ๆ โดยธรรมชาติ หรือโดยน้ำมือของพระเจ้า. นี้แหละคำว่าโลกในความหมายของภาษาเป็นอย่างนี้ ; จะแบ่งแยกเป็น โลกมนุษย์ โลกนรก โลกสวรรค์ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ก็ล้วนแต่จะต้อง แตกแน่ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นให้ถือเอาความหมายในขั้นแรกนี้ว่า คำว่า โลกนี้แปลว่าของแตก เหมือนกับ หม้อ อ่าง โอ่ง ไห ถ้วยแก้ว มันเป็นของ แตกแน่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ฉะนั้นอย่าเที่ยวดูโลกในฐานะเป็นของแน่นหนา หรือ มีแร่ธาตุอันแข็งแกร่ง ใหญ่โตมหึมา มันจะแตกได้อย่างไร ! นี่มันเป็นเรื่องของ คนไม่รู้. เพราะว่าแม้โดยวัตถุมันก็ยังต้องแตกแน่ โดยภาษาทางธรรมะมันก็ แตกอยู่ทุกวัน. เอาละทีนี้เราจะพูดกันในความหมายของคำว่า "โลก" เพื่อให้เรารู้จัก โลกดีขึ้นในทุกแง่ทุกมุม : การที่ถามว่าโลกคืออะไร ; นี้ได้แบ่งแยกเอาไว้แล้ว ว่าในฐานะที่เป็นทรรศนะของพุทธบริษัท มันก็ต้องมีอย่างหนึ่ง ของคนที่ไม่ใช่ พุทธบริษัท มันก็ต้องมีอีกอย่างหนึ่ง. คนที่ไม่ใช่พุทธบริษัทนี้มันรู้แต่เรื่องภาษาคน ความหมายอย่างที่คน ธรรมดารู้สึกตลอด ถ้าเป็นพุทธบริษัทต้องรู้ความหมายอย่างภาษาธรรม คือตามที่ บุคคลผู้รู้ธรรมเขารู้สึก นี่แหละมันเป็นเหตุให้ต่างกัน. ภาษาโลก ๆ มีความหมาย อย่างโลก ๆ, ส่วนภาษาธรรมของผู้รู้มันมีความหมายอย่างของผู้รู้. พุทธบริษัท

น.171 อยู่ในฝ่ายผู้รู้ ฉะนั้นจึงไม่ใช่ผู้ที่พูดภาษาโลก ๆ แต่พูดภาษาธรรม ที่ว่าภาษา เกิดแบ่งเป็น ๒ ภาษา นั้นคือภาษาคนกับภาษาธรรม ภาษาชาวบ้านธรรมดาพูด เรียกว่า "ภาษาคน", ภาษาผู้รู้ธรรมะพูดเรียกว่า "ภาษาธรรม". เราจะดูโลก ในภาษาโลกกันก่อน ซึ่งมันอยู่ใกล้ : ถ้าพูดกันโดยภาษาคน อย่างแรกก็เอาวัตถุเป็นหลักก่อน ยังไม่ถึงขั้น เอาความรู้สึกของกิเลสเป็นหลัก เอาความรู้ทางเรื่องของวัตถุเป็นหลักก่อน. เช่น ว่า ถ้า กล่าวโดยเรขาคณิต คนที่เคยเรียนเรขาคณิตก็ย่อมจะรู้ว่า โลกนี้มันก็คือ ก้อนกลม ๆ ก้อนหนึ่ง แฟบข้างบนข้างล่างนิดหนึ่ง เหมือนกับลูกส้มเขียวหวาน มันมีรูปร่างอย่างนี้ทั้งนั้น ; นี้โลกโดยภาษาเรขาคณิตมันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. เด็กอนุบาลเด็กประถมมันก็รู้ว่าโลกมีรูปร่างอย่างนี้. ถ้าใครรู้เพียงแค่นี้มันจะมี ประโยชน์อะไรลองคิดดูเถอะ. ถ้าดูโลกกัน ในแง่ของธรณีวิทยา มันก็เห็นเพียงว่าโลกนี่คือวัตถุธาตุ ต่าง ๆ นานาชนิด ประกอบกันอยู่เป็นก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เปลี่ยนแปลงอยู่อย่างช้าๆ และมีสิ่งที่มีชีวิตพลอยเกิดพลอยอาศัยอยู่ในก้อน ๆ นี้ ; นี้ภาษาธรณีวิทยามันเล็ง กันแต่ในแง่นี้. และเพียงเท่านี้มันก็ยังช่วยไม่ได้ในการที่จะดับความทุกข์ทางจิตใจ จะต้องมีความรู้อย่างอื่นเข้ามาประกอบ เดี๋ยวจะว่าให้ฟัง เป็นอันว่าจะพูดถึงโลกทางภาษาพี่สิคส์มันก็ไม่พ้นไปจากว่า โลกนี้มัน ก็คือก้อนอะไรก้อนใหญ่ ๆ ก้อนหนึ่ง ซึ่งหมุนอยู่รอบ ๆ ดวงอาทิตย์ แล้วก็มี แสงอาทิตย์เป็นปัจจัยสำคัญในทุกแง่ทุกมุม โลกนี้ได้รับความร้อนและแสงสว่าง จากดวงอาทิตย์ มันจึงเกิดมีชีวิตมีอะไรอยู่ได้ และเพื่อความอยู่ในร่องในรอย อย่างอื่น ล้วนอาศัยอิทธิพลของแสงอาทิตย์ทั้งนั้น ; พอขาดแสงอาทิตย์ มันก็มี

น.172 อยู่ไม่ได้โดยประการทั้งปวง. รู้เพียงเท่านี้มันก็ยังช่วยดับความทุกข์ในจิตใจไม่ได้ มันต้องรู้อย่างอื่นอีก ; เดี๋ยวจะพูดกัน. แต่มันก็ยังดีกว่าที่จะไม่รู้ไปเสียเลยว่า มันขึ้นอยู่กับแสงอาทิตย์ทั้งนั้น ขาดแสงอาทิตย์อย่างเดียวโลกนี้จะไม่มีสัตว์ที่มีชีวิต อยู่ได้ ต้นไม้ที่มีชีวิตก็อยู่ไม่ได้ หรือสิ่งต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่มนุษย์จะไม่ ได้รับประโยชน์อะไรเลย. ถ้าเราจะ มองดูโลกกันในแง่ของเคมีวิทยา มันก็จะต้องหลับตาให้ เห็นว่า โลกนี่ประกอบขึ้นจากส่วนประกอบที่เรียกว่าปรมาณู หรืออะตอม ที่มัน เล็กจนดูด้วยตาไม่เห็นไม่รู้กี่ร้อยกี่หมื่นเท่า แต่นั่นแหละคือส่วนประกอบที่แท้จริง ของสิ่งที่เรียกว่าโลก เป็น atom เป็น molecule เป็นวัตถุธาตุ เป็นสัตว์ เป็นคน อะไรขึ้นมาอย่างนี้. ส่วนที่เป็นรากฐานที่แท้จริงของมันก็คือปรมาณูนั้น. ดังนั้น โลกนี้จึงไม่มีอะไรนอกจากปรมาณูที่ประกอบกันอยู่ในรูปร่างต่าง ๆ กัน แล้วมิหนำ ซ้ำมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีคือ chemical change หรืออะไรก็แล้วแต่เขาจะเรียกกัน อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เรารู้สึกและไม่รู้สึก ทั้งที่นอกตัวเราและในตัวเรา. มันก็ไม่มี สาระอะไร นอกจากปรมาณูที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่แง่ใด ก็แง่หนึ่ง ส่วนใดส่วนหนึ่ง. ในปรมาณูหนึ่ง ๆ ก็มีแต่ว่าง ขืนแยกออกไปก็จะ เหลือแต่ความว่าง. รู้มาถึงขนาดนี้ก็ยังดี ก็พอจะทำให้เกิดความไม่ประมาทได้บ้าง แต่มันยังเป็นเรื่องทางวัตถุอยู่นั่นเอง. ทีนี้เราดู โลกนี้ในแง่ของ เมคานิคส์ บางทีจะดีกว่า คือว่าโลกนี้มันมี ก้อนใหญ่อยู่ก้อนหนึ่ง มีจุดศูนย์ถ่วงอยู่ที่ตรงกลางจุดเป็นจุดกลางที่สุดของโลกที่จะ ดึงดูดเอาสิ่งที่เป็นวัตถุทุกสิ่งให้เข้าไปหาศูนย์นั้น และเราก็ถูกดูดถูกดึงอยู่ทุกเวลา จึงไม่ตกไปจากโลก ไม่หล่นไปจากโลก ทำให้ไม่มีบนไม่มีล่าง เพราะว่าบนมันก็คือ นอกไกลออกไป ล่างก็คือจุดศูนย์กลางของโลก ไม่มีบนไม่มีล่าง และเราก็ไม่ตก

น.173 ไปจากโลก ; ในเมื่อมีลักษณะที่เรียกกันว่าห้อยหัว มันไม่มีการห้อยหัวสำหรับ เรื่องของจุดศูนย์ถ่วง แล้วมันก็จะตกไปทางจุดศูนย์กลางของโลก แต่เราก็โง่ว่า มีบนมีล่าง. ขอให้จำไว้ก่อนว่าเรากำลังโง่ว่ามันมีบนหรือมีล่าง ที่แท้มันมีแต่จะวิ่ง ไปหาจุดกลางของไอ้ก้อน ๆ นี้ ที่เรียกว่าจุดศูนย์ถ่วง. แล้วมันก็มีอำนาจดึงดูด สิ่งที่อยู่รอบตัว แล้วยังหมุนอยู่รอบตัวมันเอง แล้วมันยังถูกดึงดูดด้วยดวงอาทิตย์ ที่ทำให้ต้องหมุนอยู่รอบ ๆ ดวงอาทิตย์ แล้วมันยังสัมพันธ์กับความดึงดูดระหว่าง โลกอื่น ดวงดาวอื่น ๆ ที่เป็นเพื่อนโลกด้วยกัน. ให้ดูว่ามันอยู่ได้ด้วยความดึงดูด อย่างนี้มันก็น่าอัศจรรย์ในแง่ของ mechanics แล้วก็เป็นอันว่าเราอยู่อย่างไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นอะไร หลับตาอยู่อย่างนี้ไม่รู้ว่ามันอยู่ได้อย่างไร แต่ก็เดากันไปต่าง ๆ นานาตามที่ตัวมันเดาได้. ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องโลกในทรรศนะของวัตถุ ในทรรศนะที่มันเป็น วัตถุ ในทรรศนะของภาษาคนธรรมดา ไม่เกี่ยวกับธรรมะ เป็นเรื่องวัตถุแท้ ๆ. รู้จักโลกในแง่วัตถุอย่างนี้กันเสียก่อน แล้วให้รู้เถิดว่านี้ยังไม่ใช่ทรรศนะของ พุทธบริษัท. พุทธบริษัทไม่รู้ในแง่อย่างนี้ก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องรู้อย่างนี้ก็ได้ เป็นเรื่องของชาวบ้านที่จะต้องรู้ แต่ถ้ารู้ก็ดีเหมือนกัน ดีกว่าไม่รู้. นี้โลกในฐานะ เป็นวัตถุ มันมีอยู่อย่างนี้ตามความรู้สึกของชาวบ้าน หรือในภาษาคนพูดกัน. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ก็เล่าเรียน เด็กตัวเล็กๆก็รู้ . ทีนี้ในภาษาคนที่มันสูงขึ้นไปก็คือ ความรู้สึกของคน ตามความรู้สึกของคนที่เป็นปุถุชน คือผู้ที่ยังไม่รู้อะไรตามแบบ ของพระอริยเจ้า นี้เราเรียกว่าปุถุชน. ปุถุชนมีความรู้สึกต่อโลกอย่างไรก็เข้าใจ ว่าโลกเป็นอย่างนั้น มันเหมือนกับตาบอดคลำช้าง :

น.174 ตามความรู้สึกของคน : โลกก็คือที่อยู่อาศัยที่เป็นของจำเป็นอย่างยิ่ง แก่เราหรือแก่สัตว์ทั้งปวง ; นี่ทุกคนก็ต้องรู้สึกอย่างนี้เป็นพื้นฐานก่อน. เป็น ที่อยู่อาศัยของเรา จนเราอยากจะพูดว่าโลกของเรา หรือควรจะรักยิ่งกว่าบ้านเรือน ของเรา. ถัดมา ตามความรู้สึกของคน โลกคือสิ่งที่สวยงามวิจิตรตระการตา น่าอยู่น่าทะนุถนอม. ถ้าเราออกไปเที่ยวทั่ว ๆ โลกเราจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่สวยงาม แปลกประหลาดน่าดู มีทะเล มีภูเขา มีเกาะ มีต้นไม้ มีหาดทราย มีสิ่งสวยงาม นานาชนิด ทั้งในน้ำ ทั้งบนบก ทั้งบนฟ้า ก็เรียกว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม ; แล้ว ก็หลงไปในทางที่ว่า มันน่าจะอยู่น่าจะยินดี จนถึงกับในทางธรรมะก็มีพูดถึงข้อนี้ ว่า "จงมาดูโลกนี้ที่สวยงามเหมือนกับราชรถของหลวง ที่พวกคนโง่เขาพากัน หมกจมอยู่: แต่พวกผู้รู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย". ว่าโลกนี้มีความสวยงามเหมือน กับราชรถของพระราชา. เขายกอันนี้มาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ ดูแล้วติดตา ตรึงใจ คนเขลาก็พากันติดจมอยู่ในความสวยงาม แต่ผู้รู้ตามที่เป็นจริงว่ามันเป็น เรื่องหลอกลวงไม่เกี่ยวข้อง. นี้ก็คือโลกในฐานะที่เป็นสิ่งสวยงามตามความรู้สึก ของคนธรรมดาสามัญแม้สมัยนี้ แม้ในสมัยที่บ้าในเรื่องศิลปะ เรื่องอะไรกันขึ้น มาก ๆ นี้มันก็ยิ่งเห็นโลกนี้เป็นของสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก. ถัดไปก็เรื่อง โลกในแง่ของสิ่งที่ประหลาด โลกเป็นสิ่งที่ประหลาด ลึกลับมหัศจรรย์น่าสนใจ น่าคิดน่านึก. สิ่งที่ยังไม่รู้มีอยู่มาก อยู่ใต้ทะเลก็มี ใต้ดินก็มี หรือแม้แต่ในตัวเรา เราก็ยังไม่รู้จักทั้งหมด มันมีความลึกลับอยู่มาก. ความลึกลับเหล่านี้มากพอให้ศึกษาจนตาย ตายแล้วตายอีกก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ก็ล้วนแต่น่าอัศจรรย์. นี้โลกในแง่ที่มันเป็นของลึกลับน่าอัศจรรย์.

น.175 แง่ถัดไปตามความรู้สึกของคน คือการแบ่งแยกว่า โลกนี้เป็นโลก ของมนุษย์เรา ไม่เหมือน หรือไม่ยอมให้เหมือนกับโลกของสวรรค์ หรือว่า โลกนรก หรือโลกที่นอกออกไป. คนที่ไม่รู้เขาเข้าใจว่านิพพานก็เป็นโลก แล้ว ก็วาดโลกของนิพพานไว้อย่างหนึ่ง. นี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นคนบ้าเหมือนกัน คือ แยกนิพพานไว้เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง แล้วก็วาดภาพไว้อีกอย่างหนึ่ง. แม้เมืองนรก เมืองสวรรค์ เขาก็ไม่เคยเห็น แต่เขาก็วาดภาพไว้เป็นโลกอย่างนั้นโลกอย่างนี้ แล้วก็ไม่เหมือนกับโลกของเรา; เรามีโลกมนุษย์เป็นของเราอย่างนี้. คิดดูด้วย ตัวเองว่ารู้สึกอย่างนี้หรือเปล่า. ต่อไปอีกก็คือความคิดที่มันสุขุมละเอียดลงไปอีก ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึก ว่า โลกนี้มันคือสิ่งที่ตรงกันข้ามจากธรรม. ตรงกันข้ามจากธรรม หมายความว่า โลกนี้มันเป็นโลก ; ธรรมนั้นมันเป็นธรรม เอาเรื่องโลกนี้ว่าเป็นเรื่องโง่ๆ ง่ายๆ ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ แล้วก็ค่าเพื่อนว่า ไอ้มึงนี้มันโลกจัดเกินไป. หมายความว่าเราค่าเขา ว่าโง่หรือต่ำหรือไม่มีค่า. ถ้าไม่เป็นโลกจัดเกินไปก็จะต้องมีจิตใจสูงกว่านี้ รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักบุญรู้จักบาปอะไรต่าง ๆ ให้มันสูงขึ้นมา จึงจะเรียกว่าเป็นธรรม. บางทีเขาก็ให้ความหมายเป็นอธรรมไปเสียเลย โลกนี้คืออธรรม แล้วก็ตรงกันข้าม กับธรรม. มันก็พอเข้ารูปกันเลย กับที่ในสมัยปัจจุบันนี้โลกมันกำลังเป็นอธรรม คือไม่มีธรรมมากขึ้น มันจึงมีความเดือดร้อนวุ่นวายมากขึ้น. ถ้ามีธรรมก็เป็น ธรรมฝ่ายอกุศล เป็นอกุศลธรรม อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่ใช่ธรรมคือไม่มีธรรม แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดตามความรู้สึกของมนุษย์ คำว่า "โลก" ก็เล็งถึง ตัวโลก ตัวแผ่นดินโลก ไม่ใช่จะเล็งไปถึงสัตว์โลกหรือธรรมชาติธรรมดา ที่เป็น กฎเกณฑ์ของธรรมชาติธรรมดาว่าเป็นตัวโลก. นี้แยกทางเดินกันตรงนี้ว่า เขา เอาตัวก้อนโลกก้อนใหญ่ก้อนกลมนี้เป็นตัวโลก ; แทนที่จะไปเล็งถึงมนุษย์สัตว์

น.176 ทั้งหลายที่มีชีวิตที่อาศัยอยู่ในโลกว่านั่นแหละคือโลก หรือเอาตัวธรรมดาโลกมาเป็น โลกก็ไม่มี. ต้องมีจิตใจสูงหรือว่าเป็นไปในทางธรรมจึงจะเอาสัตว์โลกมาเป็นโลก หรือเอากฎธรรมดาโลกมาเป็นโลก รวมความแล้วชาวบ้านก็มีความรู้สึกในสิ่งที่เรียกว่าโลกนี้ ต่าง ๆ กัน หลายชนิดหลายอย่างด้วยเหมือนกัน ; แต่เป็นไปเพียงความรู้สึกของคนธรรมดา สามัญ ; เรียกว่ารู้จักโลกในแง่ของชาวบ้าน คือคนธรรมดาเขามีอยู่อย่างนี้ : โลก คือที่อยู่อาศัย โลกคือสิ่งสวยงาม โลกคือสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ โลกคือไม่ใช่ นรกหรือสวรรค์ โลกคือตรงกันข้ามจากธรรมะ ; แต่แล้วก็ไม่วายที่จะโง่ว่าโลกนี้ คือก้อนโลก. เท่าที่เราได้พิจารณากันมาแล้วนี้เรียกว่าโลกในภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ธรรมดาที่เขารู้จักและพูดออกมา ยังไม่สำเร็จประโยชน์. รวมกันทั้งหมดนี้ก็ยัง ไม่ใช่โลกตามทรรศนะของพุทธบริษัท. พุทธบริษัทฉลาดกว่านี้ ไปไกลกว่านี้. เราจะดูว่าพุทธบริษัทรู้จักโลกในลักษณะอย่างไร. ขอทวนอีกครั้งหนึ่งว่า คำว่า พุทธะ นี้แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. คำว่า บริษัท แปลว่า คนหลายคนมารวมประชุมกันด้วยมติหรือความคิดความเห็น อันเดียวกัน : บริ แปลว่า รอบ หรือเป็นวงกลมรอบ ๆ, ษัท แปลว่า นั่ง ; บริษัทแปลว่านั่งกันเป็นวงกลมรอบๆ อุดมคติหรือวัตถุประสงค์ หรือความคิดเห็น หรือความเชื่อถือ อย่างเดียวกัน นี้เรียกว่าบริษัทหนึ่ง ๆ จะเป็นบริษัทขายของ มันก็อยู่ในหลักเกณฑ์อันนี้ ประชุมกันตั้งบริษัทขายของก็เรียกบริษัท. แม้ส้วม ที่คนทุกคนไปรวมกันที่นั่น มันก็เรียกว่าบริษัทได้เหมือนกัน. ความหมายยังคง เดิมว่า มันไปรวมกันอยู่ที่นั่นด้วยวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน.

น.177 เราเป็นพุทธบริษัท เรามีความคิดนึก หรืออุดมคติอย่างพุทธบริษัท แล้วรวมกันเพื่อจะทำกิจอันนั้น อย่างมาที่นี้ก็ต้องเรียกบริษัทหนึ่งแล้ว มาเพื่อจะ ฟังบรรยายนี้. แต่ทว่าพุทธบริษัทมีความหมายกว้าง คือบริษัทของคนผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข รวมความแล้วก็หมายความว่า ไม่มีความ คิดอะไรผิดแปลกแตกต่างไปจากพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นประมุข คือเป็นยอดสุดของ บุคคลผู้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธบริษัทเหล่านี้จะมีทรรศนะในสิ่งที่เรียกว่าโลกนั้นเป็นอย่างไร ? พุทธบริษัทที่แท้จริงถึงขีดสุดของความเป็นพุทธบริษัทแล้ว เขาอาจจะคิดนึกของ เขาเองได้ มีความรู้สึกอย่างถูกต้องต่อสิ่งที่เรียกว่า "โลก". ส่วนพุทธบริษัทที่ เพิ่งเป็น หรือเพิ่งจดทะเบียน หรือเป็นพุทธบริษัทแต่ปากนี้มันยังรู้ไม่ได้ ; แต่ ถึงอย่างนั้นก็ยอมรับความคิดของท่านที่รู้แล้วเอามาเป็นความคิดของตัว. ถ้าเราเป็นพุทธบริษัทที่อยู่ในร่องในรอย ก็ต้องคิดหรือพูดไปตามที่ พุทธบริษัทที่แท้จริงเขาพูดเขาคิดเขาสอนกัน. ฉะนั้นเราควรจะรู้เสียว่าพุทธบริษัท ที่สมบูรณ์รวมกันเป็นคณะ ทั้งคณะใหญ่โตมโหฬาร มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น ท่านเหล่านี้มองดูโลกในทรรศนะอย่างไร. ท่านเหล่านี้มองดูโลกในทรรศนะของ ผู้รู้: พูดออกมาในภาษาของผู้รู้ซึ่งเรียกว่า "ภาษาธรรม" ดังนั้นจึงเรียกว่าโลก ในภาษาธรรม. ดังจะได้พิจารณากันต่อไปเป็นเรื่อง ๆ : โลกในภาษาธรรม ข้อแรกที่สุดก็คือ ถือเอาตรงตามความหมายของ ภาษา คือ คำว่า "โลก" ได้แก่ของที่แตกแน่ ที่แตกได้ แตกง่าย และแตกแน่ .. มันจะเป็นก้อนโลกชนิดไหน โลกอาจจะต้องแตกแน่. นี่พุทธบริษัทรู้ว่ามันต้อง แตกแน่. ฉะนั้นมันจะไม่โง่ ไม่หลง ไปคิดว่าจะไม่ให้มันแตก หรือมันจะต้อง

น.178 แตกออกไปก็ไม่ตกใจ ไม่กลัว ไม่เป็นทุกข์ หรือไม่แปลกประหลาดอะไร. นี้ก็ เรียกว่ามีความรู้ความเข้าใจอย่างพุทธบริษัทในขั้นพื้นฐานแล้ว เห็นโลกเป็นของ ไม่แน่นอนจะต้องแตกแน่ ไว้เป็นทุนสำรองเป็นหลักพื้นฐาน แล้วเราจะมองดูมัน ในแง่ต่อไป. นี้เรียกว่าจะเป็นพุทธบริษัทประเภทไหน ก็จะต้องมองโลกในแง่ที่ เป็นของแตกแน่อย่างนี้ก่อน. แล้วทีนี้ก็มองดูที่หมู่สัตว์มากกว่าที่ก้อนแผ่นดิน : คำว่า "โลก" ตาม ความหมายของพุทธบริษัทนั้นเล็งไปยังหมู่สัตว์ ซึ่งมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกคิดนึก มากกว่าที่จะเล็งไปที่ตัวก้อนแผ่นดิน. ที่พูดว่า "โลก-โลก" นี้พระพุทธเจ้าท่าน หมายถึงหมู่สัตว์ หรือบางทีก็หมายถึงกฎของโลก กฎธรรมดาในโลก ไม่มองอย่าง ปุถุชนที่มองดูกันแต่ตัวโลก หรือตัวอร่อยที่มีอยู่อย่างเอร็ดอร่อย อย่างสวยงาม ในโลก จนไปหลงในโลก หลงในความสวยงาม หลงในความลึกลับมหัศจรรย์ อย่างนี้เป็นต้น. ยังมีความหมายพิเศษไปอีก : ที่พูดว่า โลกนรก โลกเดรัจฉาน เทวโลก มารโลก ก็ไม่ใช่เล็งถึงตัวโลก แต่เล็งถึงหมู่สัตว์ที่มีความรู้สึกคิดนึกเหมือนกับ สัตว์นรก เดรัจฉาน หรือเทวดา หรือพรหม ; มันกลายเป็นเล็งถึงระดับจิตใจ ของสัตว์เหล่านั้นไป ไม่เล็งถึงตัวก้อนวัตถุ. บางทีก็จะเล็งเป็นหลักที่สูงขึ้นไปว่า โลกนี้ไม่มีอะไรนอกจากปรากฏ- การณ์. คำว่า "ปรากฏการณ์" นี้บางคนก็ยังไม่เข้าใจ : ปรากฏการณ์ คือสิ่งที่ มากระทบเราทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง และทางจิตใจ นี้เรียกว่า "ปรากฏการณ์". ไม่มีอะไรนอกไปจากปรากฏการณ์ที่ได้เห็นด้วยตาและรู้กันดี อยู่แล้ว ได้ยินด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ที่สัมผัสด้วยผิวหนัง ก็เป็น

น.179 เรื่องใหญ่โตมโหฬารที่ทำให้เกิดกิเลส มีราคะเป็นต้น ยิ่งกว่าสิ่งใด. สิ่งที่แสดง ความรู้สึกต่อเรา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้ เรียกว่า ปรากฏการณ์ นั้นแหละคือโลก ไม่เล็งถึงก้อนวัตถุซึ่งเป็นเพียงเปลือกหรือสิ่งที่มัน ไม่ใช่ตัวจริง. มันมาเป็นพิษเป็นโทษ หรือเป็นคุณเป็นประโยชน์อะไรต่อเรา ก็อยู่ที่ความปรากฏของมัน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นเป็นต้นดังที่กล่าวแล้ว. ตรงนี้อยากจะขอให้สังเกตข้อเท็จจริงอันหนึ่ง ซึ่งเราพอจะแบ่งได้เป็น ๒ พวกง่าย ๆ ว่าโลกข้างนอกกับโลกข้างใน. โลกข้างนอก ก็คือปรากฏการณ์ ที่เราเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู นี้โลกข้างนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ส่วน โลกข้างใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ตาหูจมูกลิ้น กายใจนี้มันอาจที่จะทำให้ทุกอย่างมีความหมายเป็นโลกขึ้นมา คือของข้างนอก ของข้างนอกมันพร้อมที่จะเป็นโลกขึ้นมาก็เพราะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันรับ เข้ามา. ฉะนั้นโลกข้างนอกตัวเราคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, โลกในตัวเราคือตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่เรียกว่าอินทรีย์. โลกข้างนอกพูดมาแล้ว ทีนี้พูดโลกข้างในกันต่อไปที่เป็นนามธรรม ยิ่งขึ้นทุกที : แม้ที่พูดว่า "โลกภายใน" คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ก็ไม่ได้ หมายถึงเนื้อหนัง ไม่ใช่ลูกตานั้นคือตา หรือใบหูนี้คือหู ; มันหมายถึงความ รู้สึกที่เกิดขึ้น หรือเครื่องทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก นั่นแหละ คือโลกภายใน เรียกว่า "อายตนะภายใน" มีโลกเป็นโลกอยู่ภายใน. มันจึงพร้อม ที่จะรับโลกภายนอกเป็นคู่ ๆ กันไป เช่น ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับ รส ผิวหนังกับโผฏฐัพพะที่จะมากระทบ แล้วใจกับความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในใจ ; นี้เป็นโลกภายใน เป็นพื้นฐาน.

น.180 เราดูกันต่อไปให้ละเอียดอย่างพุทธบริษัทที่มีความรู้ ความตื่น ความ เบิกบาน อย่างที่กล่าวมาแล้ว. เมื่อพุทธบริษัทดูโลกในแง่นี้แล้ว ก็เกิดความรู้สึก ขึ้นมาว่า โลกนี้ คือ กิเลส : ยงเข้าใจว่าโลกอยู่เพียงใดยังเป็นกิเลสอยู่เพียงนั้น ; เลยถือเอาว่าโลกนี้มันคือกิเลสเสียเลย ; ถ้าพ้นโลกเมื่อไรจึงจะพ้นกิเลส; เป็น โลกุตตระเมื่อไรจึงจะพ้นกิเลส. ยังไม่พ้นโลก ยังเป็นโลกอยู่เพียงไร ยังเป็น กิเลส ยังมีกิเลส ยังเป็นสิ่งที่อยู่ในอำนาจในวิสัยของกิเลสอยู่เพียงนั้น. รวม เรียกว่า "โง่" เสียก็แล้วกัน : โลกนี้คือ ความโง่. มีพระบาลีพุทธภาษิตอยู่ ข้อหนึ่งซึ่งควรจะนึกถึงในกรณีนี้ว่า "สัตว์โลกข้องอยู่ในภพ มีสิ่งที่เรียกว่าภพ นั่นแหละแวดล้อมอยู่ แล้วก็กลับโง่เห็นเป็นอย่างอื่น จึงได้ไปหลงใหลอยู่ในสิ่งที่ เรียกว่า ภพ". หมายความว่า คนมันไม่เห็นว่า โลกนี้มันเป็นของแตกแน่ แตก ง่าย มันโง่ในข้อนี้ แล้วมันจึงไปหลงอยู่ในโลกที่เป็นของแตกง่าย แตกแน่นั่นเอง เมื่อทุกคนเป็นอย่างนี้ก็เรียกได้ว่า โลกนี้คือความโง่. ความโง่นี้เป็นที่สรุปรวม ของกิเลส : เมื่อโง่แล้วก็โกรธ เมื่อโง่แล้วก็หลง เมื่อโง่แล้วก็รักหรือเกลียดกลัว เป็นไปได้ต่างๆ เป็นกิเลส. แล้วก็ยิ่งไปหลงรักในสิ่งนี้มากขึ้น ไม่รู้จักโลกก็หลง รักโลกมากขึ้น เลยเรียกมันเสียทั้งหมดว่า "กลุ่มแห่งความโง่". นี้เป็นแง่ ๆ หนึ่ง ซึ่งมองแล้วก็จะเห็น จะเห็นจริง. นี่เป็นแง่หนึ่งในหลาย ๆ แง่. ทีนี้ จะพูดให้น่าชื่นใจหน่อยว่า โลกนี้คือชีวิต. "ชีวิต" ในที่นี้หมายถึง สภาพความเป็นอยู่ หรือสภาพความเป็นไปของสิ่งที่มีชีวิต รวมเรียกสั้น ๆ ว่าชีวิต แล้วชีวิตนี้แหละคือโลก. ถ้าโลกไม่มีชีวิต ก็ไม่มีโลก คือไร้ความหมายของโลก. ฉะนั้นชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตนั้นคือตัวโลก. มีพระพุทธภาษิตพอจะยกมาให้ฝั่งได้อีก เหมือนกันว่า "ผู้ใดตอนแรก ๆ เป็นคนประมาท แต่แล้วภายหลังกลายเป็นคน ไม่ประมาท ; คนนี้จะทำโลกนี้ให้สว่างได้ เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆ". หมายความว่า เขาเลิกเป็นคนประมาทเสีย เขาจะทำโลกนี้ให้สว่างได้เหมือน

น.181 พระจันทร์พ้นจากเมฆ : เขาทำโลกนี้ให้สว่างได้ คือเขาทำชีวิตที่โง่ที่มืดมนให้มัน กลายเป็นของสว่างขึ้นมา. ก่อนหน้านี้ชีวิตเป็นความมืด เดี๋ยวนี้เขาทำชีวิตให้ กลายเป็นแสงสว่าง. "โลก" ในพระพุทธภาษิตนี้คือชีวิต. เขาจะทำโลกนี้ให้สว่าง ได้เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆ. เขาจะทำชีวิตของเขาให้สว่างไสวรุ่งเรืองได้ ไม่มีอะไรเป็นความโง่เหมือนกับหมอกเมฆอีกต่อไป. ขอให้ลองเปรียบเทียบดูกันตามลำดับ ๆ ขยับเข้ามาว่า มันเป็นทรรศนะ ที่ละเอียดสุขุมลึกซึ้งยิ่งขึ้นมาเท่าไร จากที่ว่าโลกเป็นเพียงก้อนโลกหรือเป็นเพียง สัตว์โลกหรือเป็นอายตนะ หรือเป็นกิเลส กระทั่งมาเป็นชีวิต. ต่อไปอีกพระพุทธเจ้าท่านเรียกความทุกข์ว่าโลก : โลกคือความทุกข์ ความทุกข์คือโลก เป็นพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่า "โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี, ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี, ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี, อยู่ในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้ ซึ่งยังมีสัญญาและใจ" คือที่ในตัวคนที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่นั่นซึ่งยาว เพียงประมาณวาหนึ่งนี้ ในนั้นมีทั้งโลก ทั้งเหตุให้เกิดโลก ทั้งความดับสนิทของโลก และทางให้ถึงความดับสนิทของโลก ; พระพุทธเจ้าท่านพูดอย่างนี้. คนที่นั่งอยู่ที่นี่ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย นั่นแหละเป็นเครื่องวัดความเป็นพุทธบริษัทของตัว ว่า มีหรือไม่มี หรือมีมากมีน้อยเพียงไร. เมื่อเราเห็นโลกทั้งหมดรวมอยู่ที่ในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้ ก็เห็นโลกในแง่ลึกที่ละเอียดที่มีประโยชน์ที่จะทำให้ชนะโลกได้ เมื่อพูดถึงว่าโลกคือความทุกข์ ความทุกข์คือโลก มันมีความหมายสำคัญ อยู่ที่ว่ามันเป็นทุกข์. คำว่า "ทุกข์" นี้แปลว่าต้องทน หรือว่าดูแล้วน่าเอือมระอา. ถ้าความทุกข์มันอยู่กับเราก็ต้องทน, ถ้าความทุกข์มีอยู่กับเราเวลานี้ มองดู แล้วก็น่าระอา. ความทุกข์ของผู้อื่นหรือที่แสดงอยู่ที่ไหนก็ตาม ไปมองดูเถอะ

น.182 จะเอือมระอาขยะแขยงหวาดเสียว ; แต่ถ้ามันเกิดอยู่ในเราจริง ๆ เราต้องทน. โลกคือความทุกข์ ความทุกข์คือโลก เป็นสิ่งที่ต้องทน. เมื่อมันมาให้รักก็ต้องทน รักกับมัน, เมื่อมันมาให้เกลียดให้โกรธก็ต้องทนเกลียดกับมัน. อย่าเข้าใจว่ามัน จะมาทำให้ต้องเจ็บปวดแล้วจะต้องทน. ที่มันมาทำให้รักให้หลงนั้นแหละ มันยิ่งทรมานมากกว่า. ถ้าใครไม่รู้ นี้คือคนโง่ นี้คือไม่ใช่พุทธบริษัท. สิ่งที่มัน มาขี่คอทรมานต่าง ๆ อยู่บนคอนี้ กลับไม่รู้สึก เห็นเป็นของน่ารักน่าพอใจไปเสีย ไม่ใช่เป็นของต้องทน ; นี้ก็แปลว่า ไม่รู้จักโลก. ฉะนั้น เราพูดได้ว่าสิ่งสวยงามต่าง ๆ นั้นมันมาทรมาน : ทรมานตา ทรมานหู ทรมานจมูก ทรมานลิ้น ทรมานกาย มาทรมานไปหมด แต่เราไม่รู้สึกว่า มาทรมาน กลับรักกลับชอบกลับหลงใหล ยอมตาย ไม่ได้สิ่งนี้ก็จะยอมตาย, สิ่งนี้ พลัดพรากไปก็จะยอมตาย ; นี้มันเป็นความโง่สักเท่าไร. โลกคือความทุกข์ ความทุกข์คือสิ่งที่ต้องทน. มาในรูปไหนล้วนแต่ต้องทนทั้งนั้น ถ้าเป็นเรื่อง ของโลก : ได้เงิน ได้ของ ได้เกียรติยศ ชื่อเสียงก็ต้องทน ทนแบกทนหามทนต่อสู้ ทนหนักอกหนักใจ. ที่เรียกว่าโลกแล้วต้องหนัก หนักแล้วก็ต้องแบกต้องหาม แล้วก็ต้องทน ; ถ้าสลัดออกไปเสียก็เบาสบายและไม่ต้องทน. ฉะนั้น เรื่องเกี่ยวกับที่ต้องสลัดโลกออกไปเสียนี้เป็นเรื่องจำเป็น เป็น เรื่องสำคัญ. ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะต้องทนอยู่ตลอดเวลา ทั้งหลับและทั้งตื่น : ตื่นขึ้นคิดนึกได้ก็ทนทรมาน, หลับแล้วก็ยังฝันร้าย เพราะมันเหลือค้างอยู่ในความ รู้สึกยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ต้องทน. นี่โลกคือความทุกข์มีความหมายอย่างนี้. นัยนี้ ก็เรียกว่าเป็นโลกฝ่ายนามธรรมมากยิ่งขึ้นทุกที ไม่ใช่ก้อนโลกแล้ว : เป็นโลกที่ มาอยู่ในจิตใจของมนุษย์แล้ว.

น.183 มองดูกันให้ละเอียดลงไปอีก ให้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก : เช่นว่า โลกนี้มีเพียง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐู้พพะ ธัมมารมณ์ ๖ อย่าง ไม่ใช่ว่า ไม่รู้ว่ากี่อสงไขยอย่าง ไม่รู้กี่แสนกี่หมื่นกี่ล้านกี่อสงไขยอย่าง อย่างที่คนก็รู้สึกกัน ; ที่แท้มีเพียง ๖ อย่าง. ๖ อย่างนี้มันก็เหลือเพียงอย่างเดียว คือเป็นอารมณ์ ข้างนอก เป็นปรากฏการณ์ข้างนอก. เราทำให้โลกเหลือเพียงอย่างเดียว เรื่อง มันน้อย ปัญหาน้อย มันสบายที่จะเตะให้กระเด็นออกไปเพราะมันมีเรื่องเดียว. แต่ถ้ามันมีร้อยเรื่องพันเรื่องหมื่นเรื่องแสนเรื่อง เราจะเตะมันให้กระเด็นออกไปได้ อย่างไร. ถ้าเราไปโง่ทำให้มันมากเรื่อง แล้วก็จะควบคุมมันไม่ได้ .. เรื่องรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ๖ เรื่องนี้ เป็นเพียงปรากฏการณ์เข้ามาสู่ภายใน จิตใจที่โง่เขลาก็รับไว้ด้วยความยึดมั่น ถือมั่น แล้วก็ได้เป็นทุกข์อยู่. นี่ โลกคือ ของสิ่งเดียว คือปรากฏการณ์ที่จะเข้ามากระทำแก่จิตใจที่โง่. ทีนี้ ดูโลกกันต่อไปในข้อปลีกย่อย โดยจะสรุปให้เป็นหัวข้อสั้น ๆ จำง่ายว่า โลกนี้คือความมืด : เรากำลังนั่งอยู่ที่นี่เป็นเวลาเที่ยงวันมีแสงสว่าง ; อาตมาพูดว่าโลกนี้คือความมืด บางคนคงจะคิดว่าบ้าแล้วที่ไปพูดว่าโลกนี้คือความ มืด. "ความมืด" ในภาษาวัตถุมันก็อย่างหนึ่ง “ความมืด" ในภาษาธรรมะมันก็ อย่างหนึ่ง. เมื่อไรมีความรู้ไม่ถูกต้อง เมื่อนั้นก็มีความมืด ให้เอาดวงอาทิตย์มาให้ สัก ๑๐๐ ดวง ๑๐๐๐ ดวง มันก็ยังมืดอยู่นั่นแหละ. นี่แสงสว่าง หรือแสงอาทิตย์ มันกลายเป็นความมืดไปเสียเอง มันทำให้เห็นอย่างอื่น ไม่เห็นธรรมะ ไม่เห็น ความจริง : แสงสว่างบังลูกตา แสงสว่างบังความจริง. โลกนี้เป็นความมืดก็ เพราะว่ามันถูกหุ้มห่ออยู่ด้วยอวิชชา อวิชฺชาย นิวฺโต โลโก - โลกนี้ถูกหุ้มไว้ด้วย อวิชชา นี้พระพุทธเจ้าท่านว่า ว่ามันเป็นความมืด ; เววิจฺฉา นปฺปกาสติ - โลกไม่ สว่างเพราะว่าคนมันมีแต่ความอยาก.

น.184 โลกนี้มืดเพราะอวิชชาหุ้มห่อ, แล้วโลกนี้มันไม่สว่างเพราะคนมันมี แต่ความอยาก. ในจิตใจของคนมีแต่ความอยาก ความอยากหุ้มห่อกลายเป็น ความมืด ; แล้วยังตรัสว่าโลกนี้มันมืด แต่น้อยคนที่จะมองเห็นว่ามันมืด : อนฺธภูโต อยํ โลโก - โลกนี้มันมืด, ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ - แต่น้อยคนเหลือเกิน ในโลกนี้จะเห็นอย่างนี้. ก็หมายความว่าคนที่เห็นว่าโลกนี้เป็นของมืด มันก็มีแต่ พระอริยเจ้าในขั้นสูง ๆ ; มันจะมีน้อยมาก. ส่วนบุถุชนคนธรรมดาไม่มอง เห็นว่าโลกนี้เป็นของมืด ถึงเราก็ไม่รู้สึกว่าเป็นของมืดเพราะเราชินกันแต่มองใน แง่สว่าง เดี๋ยวมีกลางวันเดี๋ยวมีกลางคืน เดี๋ยวมีกลางวันเดี๋ยวมีกลางคืน ; กลางคืนค่ำลงเราก็จุดไฟขึ้น เลยไม่ต้องพูดถึงความมืด. ที่แท้ มันมืดในดวงใจ มืดทั้งกลางวันมืดทั้งกลางคืน. นี้โลกในทรรศนะของพุทธบริษัทที่ว่ามันเป็น ความมืด. ยังมีแง่ว่า โลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ; เอาสิ่งที่ไม่เที่ยงกัน ก่อน. โลกนี้ไม่เที่ยงคือเปลี่ยนแปลงเรื่อย คนในสมัยพระพุทธเจ้าเขาเห็นว่า โลกนี้เป็นของเปลี่ยนแปลงด้วยกันมากเหมือนกัน ทั้งตะวันออกทั้งตะวันตก ทั้ง ตรงกลาง. ทางตะวันออกสุดก็มีศาสนาเช่น เล่าจื้อ อธิบายเรื่องความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีมาก นี่ก็พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้า. ทางตะวันตก มี เฮรัคคลิตัส เป็นนักปรัชญาอาจารย์ของพวกกรีกเจ้าของลัทธิ " แพนทาเร" ซึ่ง แปลว่า ทุกอย่างไหล. ทุกอย่างไหลหมายความว่าไม่มีอะไรที่ไม่ไหล เขามองเห็น ไหลคือเปลี่ยนแปลงเรื่อย; ไหลคืออนิจจัง. นี่ก็พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้า. ก็แปลว่าเรื่องที่ว่าโลกนี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเรื่อย นี้เขาเห็นกันมาแล้วหลายพันปี จนกระทั่งถึงสมัยพระพุทธเจ้า เพราะเขาพยายามจะมองในแง่ของความจริง. เดี๋ยวนี้เรามองโลกในแง่ที่จะเป็นทาสเป็นบ่าวของโลก คือมองแต่จะหา เหยื่ออร่อยในโลก ไม่มองในแง่ความจริง ฉะนั้นคนในโลกปัจจุบันนี้จึงไม่มองเห็น

น.185 ว่าโลกคือของที่ไหลเรื่อย เปลี่ยนแปลงเรื่อย หรือเป็นอนิจจัง ; ฉะนั้นเอามา พูดเสียใหม่ให้รู้ว่า โลกนั้นที่แท้ก็คือสิ่งที่เป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนแปลงเรื่อยหรือ ไหลเรื่อย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ภพทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เปลี่ยนแปลงเรื่อย : สพฺเพ เต ภวา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมา - ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เปลี่ยนแปลงเรื่อย. มองดูให้เห็นโลกในลักษณะที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย มองให้ดีดูก้อนหินก้อนนี้ไหลเรื่อย ต้นไม้ต้นนี้ก็ไหลเรื่อย แผ่นดินนี้ก็ไหลเรื่อย ; ไหลเรื่อยไปตามอำนาจ ของความเปลี่ยนแปลง. แม้แต่ทางวัตถุธาตุภายใน มันก็เปลี่ยนแปลง เพราะมันประกอบอยู่ด้วยปรมาณูเป็นอะตอม มันก็ล้วนแต่มี ความเปลี่ยนแปลงโยกโคลงไหลเวียนอยู่ในนั้น มันเปลี่ยนไปสู่ความเป็นอย่างอื่น ในเวลาที่เหมาะสมของมัน. โลกคือสิ่งไม่เที่ยง หมายความอย่างนี้. ส่วนโลก คือหมู่สัตว์ สิ่งที่มีชีวิตแล้วยิ่งเห็นง่าย โดยเฉพาะความคิดของคนเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไหลเรื่อย. นี้เราเอาว่าแม้แต่ก้อนหินก้อนดิน ต้นไม้ต้นไร่ ก็คือสิ่งที่เปลี่ยน แปลง ไหลเรื่อยเหมือนกัน. แง่ต่อไปอีกก็ว่า โลกนี้คือสิ่งที่เป็นมายา คือมันจะพ้องกับความ เปลี่ยนแปลงแต่ว่ามันต่างออกไปอีกแง่หนึ่งเป็นมายา. เอาคำสอนของพระพุทธเจ้า มาพูดกันดีกว่า ว่า "เมื่อคนเห็นโลกอยู่ว่าเป็นเหมือนกับฟองน้ำ เหมือนกับ พยับแดดแล้ว ความตายก็จะไม่มองเห็นคนนั้น" นี่สอนให้มองโลกนี้ว่าเหมือนกับ ฟองน้ำหรือพยับแดด. ฟองน้ำนี้เกิดจากการกระทบกระเทือนที่ผิวน้ำ เกิดเป็น ฟองขึ้นมา ในนั้นกลวงไม่มีอะไร เดี๋ยวก็แตกดับไป นี้เรียกว่าฟองน้ำ ; ให้ดูโลกในลักษณะที่มันเป็นอย่างนี้. พยับแดดนั้นคือเมื่อแดดมันมีอากาศวิปริต กระทั่งตาเราก็ทนความร้อนไม่ได้จนกระทั่งเห็นภาพต่าง ๆ ขึ้นในพยับแดด เป็น รูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ ที่จริงมิได้มี.

น.186 ถ้ามองเห็นโลกว่าที่เห็นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้น นี่เพราะว่ามันมีความ หลอกลวงเป็นมายา. ที่จริงมนเป็นของอย่างที่ว่ามาแล้วเช่นไม่เที่ยงเป็นต้น. ย ถา ปุพพุฬกํ ปสฺเส, ยถา ปฺเส มรีจิกํ, - เ มื่อมองเห็นโลกอยู่อย่างนี้ เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ - ความตายจะไม่เห็นท่าน ความตายจะไม่ ครอบงำท่าน. คือเมื่อมองว่ามันเป็นมายา ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แล้ว มันไม่รู้ว่าใครจะตาย ไม่มีใครจะตาย ; นี้เรียกว่าความตายจะจับตัวท่านไม่ได้ เพราะมองไม่เห็นท่าน ; นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า. นี่ มองดูเถอะทั้งโลกวัตถุ โลกมนุษย์ โลกสัตว์ แม้ก้อนหินนี้ก็มี ความเป็นมายา แต่ยากที่จะมองเห็นว่าเป็นมายา. เพราะไปจับเข้าทีไรก็เป็นก้อนหิน แข็งเสียทุกที่ ไม่เหมือนฟองน้ำหรือพยับแดด. แต่ถ้ามองด้วยสติปัญญาที่สูงแล้ว ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลง : ทีแรกไม่มี แล้วก็มามีอยู่ แล้วก็จะหาย ไปในที่สุด. อย่าว่าแต่ก้อนหินก้อนนี้เลย โลกทั้งโลกนี้มันก็มาจากไม่เคยมี มันก็มี ขึ้นมา แล้วมันเปลี่ยนไป แล้วมันก็จักหายไปไม่มีเหลือ ; เพียงแต่เวลามันนาน เราไม่ทันอยู่เห็น เราไม่มีอายุยืนยาวพอจะอยู่เห็น. ถ้าสมมุติว่าเรามีอายุยืนกว่าโลกนี้สักหลายร้อยเท่าหลายพันเท่า เช่นว่า โลกมีอายุอยู่หลายแสนบีเราก็มีอายุอยู่หลายอสงไขยปี แล้วได้อยู่ดูเห็นโลกนี้แตกดับ แตกดับ - แตกดับ - แตกดับ หลาย ๆ หนู ; นั่นแหละเราจะเห็นได้ง่ายทันทีว่า โลกนี้เป็นมายา เหมือนฟองน้ำเหมือนพยับแดดด้วยเหมือนกัน. ลองคำนึงสมมุติ เอาซิว่า เรามีอายุยืนกว่าโลกหลายร้อยเท่า แล้วมองเห็นโลกนี้เกิดดับ ๆ ๆ ตั้งหลายหน ก็จะเห็นก้อนหินนี้ว่าเป็นมายาได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน. นี่เรียกว่า โลก คือสิ่งซึ่งเป็นมายา หรือความเป็น มายานั้นแหละคือโลก.

น.187 ละเอียดขึ้นไปอีกสูงขึ้นไปอีกก็คือว่า โลกนี้คือสิ่งซึ่งเป็นอนัตตา, เป็น สุญญตา. โลกคือสิ่งที่ไม่ใช่ตนและว่างจากตัวตน พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้ "เมื่อใดมองเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง มัจจุราชก็จะไม่มองเห็นท่าน คือ จับตัวท่านไม่ได้อีก" คำว่า "ว่าง" ในที่นี้หมายความว่าหาสิ่ง หาส่วน หาอะไร ที่จะควรแก่คำว่า "ตัวตน" นั้น มันไม่ได้ มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงเสียเรื่อย จะเอาตรงไหนเป็นตนได้ ; และทุก ๆ อย่างมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ปรากฏ แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ถึงเจ้า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นของที่ ไหลเรื่อย เปลี่ยนแปลงเรื่อย มันจะเอาจริงกันที่ตรงไหนก็ไม่ได้. เมื่อของข้างใน คือสิ่งที่จะรับเอาโลกนั้นเข้ามา มันก็เป็นของที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยเสียเองอย่างนี้ ทั้งหมดก็เลยพลอยเปลี่ยนแปลงเสียหมดด้วย. นี้ก็เรียกว่าว่างเหมือนกัน ว่าง จากตัวตน. คำว่า ตัวตน นี้มันมาจากความยึดถือสิ่งที่รักที่ถูกใจที่พอใจ ได้อย่างใจ จึงเรียกว่าตัวตน. ถ้าไม่ได้อย่างใจก็ไม่เรียกว่าของตนหรือตัวตน. ทีนี้เราไป เข้าใจว่ามันได้อย่างใจ เลยมีตัวตนขึ้นมา. พวกที่ยังไม่รู้ ว่าทุกอย่างมันไม่อยู่ ในอำนาจ หรือในวิสัยของใคร มันเปลี่ยนไปตามเรื่องของมัน เรายังไม่ทันรู้ เราจึงไปเข้าใจเอาว่าตัวเรา ว่าของเรา, ว่าตัวกว่าของกู : เงินทองข้าวของก็เป็น ของกู จิตใจที่ยังไม่คิดทำอะไรขึ้นมา ก็เรียกว่าตัวกู ที่ละเอียดยิ่งไปกว่านี้ คือสรุปให้มันเหลือน้อยเข้าก็ว่า โลกนี้คือ ธรรมชาติล้วน ๆ ไม่ทราบว่าจะใช้คำพูดว่าอะไรดีก็ถือเอาตามตัวหนังสือ ตามบาลี นั้น ๆ โดยที่บาลีมันมีอยู่ว่า สุทธิ ธมฺมสมุปปนฺนํ แปลว่า เป็นของเกิดขึ้นแห่ง ธรรมชาติล้วน ๆ ; สุทฺธํ สงฺขารสนฺตตึ เป็นเพียงการสืบต่อของสังขารล้วน ๆ. พึงฟังดูให้ดี ว่า "เป็นเพียงการเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วน ๆ เป็นเพียงการสืบ

น.188 โลกในทรรศนะของพุทธบริษัทคืออะไร ต่อเนื่องกันของสังขารล้วน ๆ" นี้ก็คือโลกละ. ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรที่ไหน นอกจากการเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติล้วนๆ. ธรรมชาติล้วน ๆ ก็หมายความว่า ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่สัตว์บุคคลอะไรอื่น นอกจากว่าเป็นธรรมชาติล้วน ๆ ; แล้ว ก็เป็นการสืบต่อของสังขารล้วน ๆ. สังขารคือสิ่งที่มันได้รับการปรุงแต่ง, และ ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป นี้เรียกว่าสังขาร ไม่มีตัวเองที่ไหน. ทุกสิ่งที่เรียกว่า "สังขาร" นั้น หมายความว่ามันเกิดขึ้นมาด้วยสิ่งอื่น ปรุงแต่ง ไม่มีเนื้อหาสาระเป็นแก่นสารตัวตนอะไรที่ไหน. มันปรากฏขึ้นมาใน ลักษณะหนึ่งได้เพราะมีอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างปรุงแต่งสร้างขึ้นมา แล้วมันเองก็ปรุง แต่งสร้างสิ่งอื่นต่อไป. เช่นร่างกายนี้มันถูกปรุงแต่งขึ้นมาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ ข้าวปลาอาหารมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด โตขึ้นมาด้วยการปรุงแต่ง ; นี้ร่างกาย คือสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง. และร่างกายนี้ก็ปรุงแต่งอื่นต่อไป เช่นเป็นที่ตั้งที่อาศัยของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดวิญญาณ เกิดสัมผัส เกิดเวทนา ตัณหาอะไรต่อไปอีก. สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาแล้วปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป. นี้เรียกว่า “สังขาร". โลกนี้ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการสืบต่อของสังขารล้วน ๆ . สังขาร มีมากมายนับชนิดไม่ไหว แต่เหมือนกันตรงที่ว่าเป็นการปรุงแต่ง ถูกปรุงแต่งมา สำหรับปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป. และมันสืบต่อกันไว้ สืบต่อกันไว้ ไม่ให้ขาดตอนได้ นี้คือโลก. เราไม่เห็นอย่างนี้ เราเห็นโลกเป็นตัวเป็นตน จนเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นตัวกูเป็นของกูได้. ถ้าเมื่อใดเห็นโลกนี้เป็นเพียงการเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วนๆ เป็นเพียงการสืบต่อแห่งสังขารล้วน ๆ นั้นแหละคือเห็นโลกถึงขนาดตามแบบ มาตรฐานของพุทธบริษัท. ยังมีคำตรัสกล่าวต่อท้ายอีกว่า ปสฺสนฺตสฺส ยถาภูตํ ภยํ น โหติ คามณิ - ดูก่อนคามณี! เมื่อเห็นโลกอยู่ตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ความกลัวไม่มี. นี้มัน

น.189 เนื่องจากคนที่ชื่อ คามณิ ไปทูลถามเรื่องความกลัว จึงตรัสอย่างนี้ : ความกลัว เป็นปัญหาของทุกคน กลัวตาย กลัวจน กลัวอะไรสารพัดอย่าง คือกลัวเรื่อง ในอนาคตแล้ว รวมอยู่ที่กลัวตาย. ถ้าเมื่อใดเห็นโลกโดยความเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้นล้วน ๆ. สืบต่อของสังขารล้วน ๆ เมื่อนั้นความกลัวไม่อาจจะเกิด ; ฉะนั้นขอให้เห็นโลกตามที่เป็นจริง ถูกต้องตามที่เป็นจริง ชีวิตนี้จะปราศจาก ความกลัว. จิตใจนี้จะปราศจากความกลัว จิตใจนี้จะไม่เป็นที่ตั้งของความกลัว อีกต่อไป. การเห็นโลกในทรรศนะนี้มันประเสริฐอย่างนี้ คือความทุกข์จะไม่มี เหลืออยู่เลย. เดี๋ยวนี้ทุกคนเต็มไปด้วยวิตกกังวลอย่างนั้นอย่างนี้ คือความกลัว นั่นแหละ มาที่นี่แล้วยังเป็นห่วงบ้าน กลัวบ้านจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ในปัจจุบันนี้ ก็กลัวว่ามันจะตาย มันจะมีอันตราย หรือกลัวว่าตายแล้วมันจะไปได้ดีเหมือนที่เรา ต้องการหรือไม่ ; มันเป็นเรื่องของความกลัวทั้งนั้น. พอทุกอย่างคือโลกนี้ มันเป็นของว่างจากตัวตนไปหมดแล้ว ความกลัวไม่อาจจะเกิด ทีนี้จะขอชี้ในลักษณะที่ประหลาด วกเข้ามาหาสัตว์อีกทีหนึ่งว่า โลกนี้คือหมู่สัตว์ที่ออกท่าโกหก โลกนี้คือหมู่สัตว์ที่กำลังออกท่าโกหก. ทุกคน ในโลกกำลังออกท่าโกหก. จะโดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ตามใจ โลกนี้คือหมู่สัตว์ ที่กำลังออกท่าโกหก. เดี๋ยวจะไม่เชื่อ อาตมาก็ต้องขอพึ่งบารมีพระพุทธเจ้า อ้าง พระพุทธภาษิตอีกตามเคยว่า : โมหสมฺพนฺธโน โลโก - สัตว์โลกนี้ถูกความมืด ห่อหุ้มไว้ ; ภพฺพรูโป วทิสฺสติ- แต่ปรากฏราวกับว่าเป็นคนแกว่นกล้าเสียเต็มประดา, โลกนี้คือสัตว์ที่ความมืดห่อหุ้มพัวพันรึงรัดไว้อย่างเต็มที่ แต่มันแสดง ท่าทางออกมา คล้ายกับมันเป็นคนที่แกว่นกล้าสามารถเสียเต็มประดา.

น.190 นี่ต้องคิดทบทวนหลาย ๆ หนู ว่าเรานี้อยู่ด้วยความโง่ ท่ามกลางของความโง่ ห่อหุ้มอยู่ด้วยความโง่ แต่เราไม่ยอมรับอย่างนั้น ; เราแสดงอาการเป็นผู้รู้ แสดง อาการเป็นผู้เก่งกล้าสามารถกระทำนั้นกระทำนี่ จะเอานั้นจะเอานี่ เหมือนกับไม่มี ความโง่หรือไม่มีความมืด. นี้คือการออกท่าโกหก จริงหรือไม่จริง. ตัวเอง ไร้ความสามารถ ไม่มีสมรรถภาพอะไร เพราะความโง่รวบรัด รึงรัดเอาไว้ แต่ก็ออกท่าเป็นคนเก่ง เป็นคนแกว่นกล้าสามารถ จะทำอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ จะเอาอย่างโน้น ดูมันเป็นคนเก่งไปเสียทุกอย่าง หารู้ไม่ว่าตนกำลังเป็นคนที่เป็น ทาสของความมืด อยู่ใต้อำนาจใต้วิสัยของความมืด. ท่าทีมันแสดงออกมาเพราะ ความไม่รู้นั้น มันตรงกันข้ามกับความที่เป็นจริง. มันเป็นคนไม่มีอิสระแก่ตัวเลย เป็นทาสของความมืด แต่มันออกท่าเป็นคนเก่ง. สรุปว่าโลกนี้คือสัตว์โลกที่กำลัง ออกท่าโกหก ไม่ตรงตามที่เป็นจริง : ไร้สมรรถภาพ แต่แสดงท่าว่าเก่งไปเสีย ทุกอย่างทุกทาง. นี้เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มันก็มากพอแล้ว ก็จะสรุปกันเสียทีว่าโลกนี้คือ กลุ่มของหมู่สัตว์ที่น่าสงสาร เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันดีกว่า ; ทุกคนอยู่ใน สภาพที่น่าสงสาร ตามนัยะดังที่กล่าวมาแล้ว; มาเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย กันเสียดีกว่า ที่จะมาเป็นศัตรูไพรีอะไรแก่กันและกัน. พูด ให้สั้นก็ว่า โลกนี้เป็นโลกของคนที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ด้วยกันทั้งนั้น มีปัญหา อย่างเดียวกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน มีอะไรเหมือน ๆ กันตรงที่ว่า ความมืด หุ้มห่อ มีความทุกข์ทรมาน กำลังต้องเกิดแก่เจ็บตาย มีปัญหาด้วยเรื่องนี้ ถ้าเราดูกันในแง่นี้แล้วมันจะไม่ประมาท ปัญหาจะค่อย ๆ หมดไป ทั้งโดยส่วนตัว และโดยส่วนรวม. เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยคิดว่าเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ไม่ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน แล้วมิหนำยังอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน แล้วไม่มองกันในแง่ที่เป็น

น.191 ความจริง ว่าเรากำลังเป็นทุกข์เพราะกิเลสอยู่ด้วยกัน กลับมาอิจฉากัน แล้ว ไม่ช่วยเหลือกัน เพราะเรามีความเห็นแก่ตัว เหมือนที่พูดมาแล้วข้างต้นว่าเต็มไป ด้วยคนบ้า. ในโลกนี้มีแต่คนบ้า คือคนเห็นแก่ตัว เพราะเขาไม่มีความรู้สึกว่า เราเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายแก่กันและกัน. เราไปมองในทางที่ว่า มึงเป็นมึง กูเป็นกู มีความเห็นแก่ตัวอยู่อย่างนี้. ที่นี้ขอให้มองกันเสียใหม่ในทรรศนะ ของพุทธบริษัท : ว่าโลกนี้คือโลกของเพื่อนที่กำลังตกทุกข์ได้ยากอยู่ด้วยกัน ทั้งนั้น แล้วก็รีบร่วมมือกัน สามัคคีกันที่จะแก้ปัญหานี้พร้อม ๆ กันไป ทั้งโดย ส่วนตัวบุคคลและส่วนรวมทั้งโลก. นี้ได้พูดมาถึงสิ่งที่เรียกว่าโลกในแง่ที่ลึกซึ้งหรือปรมัตถ์ (ปรมัตถ์ แปลว่า เนื้อความอันลึกซึ้ง = อรรถอันลึกซึ้ง) พอสมควรแล้ว เหลือเวลานิดหน่อยอยาก จะพูดเป็นของแถมพกว่าในแง่ของศีลธรรม จริยธรรม ว่าโลกนี้คืออะไร ?. ต่อไปนี้จะพูดถึง โลกในแง่ของจริยธรรม ว่าคืออะไร ? จริยธรรม แปลว่า ธรรมที่พุทธบริษัทจะต้องประพฤติ : จริยะ แปลว่า ต้องประพฤติ หรือ ควรประพฤติหรือพึงประพฤติ. จริยธรรมคือธรรมที่พุทธบริษัทควรจะประพฤติ พึงประพฤติ ต้องประพฤติ. เราจะมองดูโลกกันในแง่ไหนจึงจะมีประโยชน์แก่ จริยธรรม ! เดี๋ยวนี้อาตมาก็มีแง่ที่จะเอามาพูดให้ฟังหลายอย่าง เพราะเคยคิดมา นานแล้วเป็นสิบ ๆ ปี : อันแรกที่สุด ข้อที่ ๑ อยากจะ ให้มองโลกในแง่ที่ว่ามันเป็นโรงละคร : โรงละครที่มีอวิชชาเป็นนายโรง ตัวละครไม่มีใครต้องสอน แสดงได้ในตัวเอง มีความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวกูของกู : พอเกิดโลภะขึ้นมาก็ออกท่าโลภะ, เกิดโทสะ ขึ้นมาก็ออกท่าโทสะ, กิเลสอื่น ๆ อีกตั้งหลายสิบอย่างหลายร้อยอย่าง มันแสดง

น.192 ละครท่าทางอย่างนั้น ๆ ได้ในตัวมันเอง โดยไม่มีใครต้องมาสอน; มันแล้วแต่ว่า อวิชชาจะแจกจำแนกไปในทางไหนแง่ไหน มันก็เกิดบทบาทแง่นั้นขึ้นมา ; แล้ว แสดงชั่วตาปีด้วย. ละครที่คนจัดแสดงขึ้นที่โรงละครนั้นมันแสดงไม่กี่ชั่วโมง ; แต่นี้มันแสดงทั้งหลับทั้งตื่นและตลอดชั่วนาตาปี. โลกคือโรงละครอย่างนี้ เราควร จะสำนึกกันเสียบ้าง เลิกโง่เขลางมงายเป็นตัวละครของอวิชชาชั่วตาปีกันเสียบ้าง. ข้อที่ ๒ โลกเป็นบทเรียน สำหรับข้อนี้จะขอเตือนให้นึกถึงหลักที่ว่า เราจะมองสิ่งต่าง ๆ แต่ในแง่ที่เป็นประโยชน์. สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งโลกด้วยนี้ มันมีแง่ ให้มองหลายสิบแง่หลายร้อยแง่. หรือบุคคลคนหนึ่งก็เหมือนกัน มันมีแง่ที่ให้มอง หลาย ๆ แง่ เราอย่าไปมองแง่ที่ไม่มีประโยชน์หรือแง่ร้าย เรามองแต่ในแง่ดีที่มัน จะให้ประโยชน์. คนเดินมาคนหนึ่งเราจะมองแต่ในแง่ดีของเขา ที่จะเป็น ประโยชน์ อย่าไปมองในแง่ร้ายอย่างนี้ก็สบาย. โลกนี้ก็เหมือนกัน มันเป็น ทุกข์ มันไม่เที่ยง มันไหลเรื่อย มันอะไร ๆ มันมีแง่ร้ายมาก ; แต่เราจะมา มองกันเสียในแง่ที่มันเป็นบทเรียน ที่มันแสดงอะไรแก่เราอย่างนี้มันเป็นบทเรียน มันเป็นข้อสอบไล่ พร้อมกันไปในตัว. มันมีอะไรให้อย่างเจ็บปวดบ้าง อย่าง ล่อหลอกบ้าง อย่างให้หลงเพลิดเพลินบ้าง ; มันมีครบทุกอย่างเหลือที่จะพูด แต่ทั้งหมดนี้ให้เป็นบทเรียน. ตั้งแต่เกิดจนตายได้รับบทเรียนแล้วก็สอบไล่มา เรื่อย แล้วก็สอบตกเป็นส่วนมาก จนเข้าโลงแล้วก็ยังเรียนไม่รู้กี่ตัว เรียนหนังสือ ได้เพียงสองสามตัว คือไม่ค่อยจะมาก.ให้ถือว่าโลกนี้เป็นบทเรียน ขะมักเขม้น เรียนแล้วขะมักเขม้นสอบไล่ แล้วไม่เท่าไรจะอยู่เหนือโลก; นี้คือ จริยธรรมที่ จะต้องประพฤติ. ข้อที่ ๓ ดูไปอีกที่หนึ่งว่า โลกนี้เป็นเครื่องทดสอบของพญามาร. "พญามารนั้นหมายถึงข้าศึกที่เราเกลียดกันนักเกลียดกันหนา แต่เดี๋ยวนี้เราจะมอง

น.193 พญามารในแง่ผู้ออกข้อสอบไล่. ฉะนั้นโลกนี้คือข้อทดสอบหรือการสอบไล่ของ พญามาร. พญามารมาทดสอบดูว่าคนนี้มันติดตั้งจมโลก เวียนว่ายอยู่ในทุกข์ นี้มากน้อยเท่าไร ว่าให้มันได้รับการทดสอบเพื่อจะเลื่อนชั้นสูงขึ้นไป ๆ ถ้า ไม่มีข้อทดสอบ คนเราไม่มีการเลื่อนชั้นได้ มันต้องมีสิ่งที่มาทดสอบ มาสอบ นั่นแหละ แล้วมันก็สอบได้ มันก็เลื่อนชั้นไปได้ ฉะนั้นขอให้ต้อนรับพญามาร ในฐานะผู้มาทดสอบ, เราเองก็ต้องสมัครเข้ารับการทดสอบและสอบให้ได้ สอบ ให้ได้ทุกปี ; ไม่เท่าไรพญามารก็จะพ่ายแพ้หันหลังกลับไป. ขอให้โลกนี้ เป็นสิ่งทดสอบของพญามาร : จริยธรรมที่เราพึงประพฤติก็คือยินดีรับข้อ สอบไล่หรือข้อทดสอบ หรือเผชิญหน้ากับพญามาร ไม่กลัว ไม่หนี ไม่อะไร ทุกอย่าง เหมือนที่เขาทำ ๆ กันนั้นเราไม่ทำ; แต่เราจะเผชิญกันด้วยการรับการ ทดสอบ แล้วก็สอบให้ได้. ข้อที่ ๔ โลกนี้เหมือนร่มไม้พักแดดพักร้อนกลางทาง : เหมือนกับ คนที่เดินทางไกลมาก กลางวันแดดร้อนก็ต้องอาศัยร่มไม้เพื่อพักร้อนเรื่อย ๆ ไป .. ความหมายมันอยู่ตรงที่ว่า ไม่ได้ถือเอาว่าต้นไม้หรือร่มไม้เป็นบ้านเรือนของเรา แล้วอยู่เสียที่นั่นเลย. เราเพียงแต่พักร้อนแล้วก็ไปต่อไป; โลกนี้ก็เหมือนกัน อย่ามายึดถือโลกนี้ว่าของกู อะไร ๆ ของกู เงินทองของกู บ้านเรือนของกู ลูกเมีย ของกู ; ให้ถือว่าเป็นเสมือนที่หยุดพักร้อนแล้วเดินต่อไป กว่าจะถึงปลายทาง. ปลายทางก็คือมีจิตใจอยู่เหนือโลก มีจิตใจที่ไม่ต้องมีอะไรเป็นตัวกูหรือเป็นของกู. ถ้าสิ่งใดเข้ามาในฐานะให้ยึดถือว่าเป็นของกู ก็ถือว่าเป็นเครื่องพักผ่อนสำหรับให้รู้ ว่ามันไม่ใช่ของกู สำหรับจะอยู่อาศัยชั่วคราว. ถือว่าโลกนี้เป็นที่อยู่อาศัย ชั่วคราว สำหรับจะผ่านไปยังโลกุตตระหรือเหนือโลก. อย่าได้ไปหลงใหลสิ่งใด โดยความเป็นตัวกูเป็นของกู จะถูกลึงค่าด้วยการล้างหูใส่หน้า. นิทานเรื่องนี้ก็มี

น.194 เขียนไว้แล้วในโรงมหรสพทางวิญญาณ เรื่องลิงค่ามนุษย์ด้วยการล้างหูใส่หน้า ; เพราะไม่ถือว่าอะไร ๆ เป็นเพียงที่อาศัยพักระหว่างทาง. ข้อที่ ๕ เราจะต้องนึกกันในแง่จริยธรรมอยู่เรื่อย ว่ามันเป็นเครื่อง อาศัยชั่วคราวก็ถือเอาว่าชั่วคราว อย่าถือเอามากกว่านั้น แล้ว โลกนี้มันเป็นทาง ผ่าน ทางเดินที่จะต้องเดินผ่านที่แสนจะทุรกันดาร. ถ้าทางมันเดินเรียบ มัน ก็ง่ายนิดเดียว. แต่ทางมันกันดารมาก มันก็มีปัญหามากในการจะเดิน. อย่าพูด ถึงนั่งรถยนต์ ขี่เรือบินอะไรทำนองนั้น พูดถึงทางเดินเท้า แล้วก็แสนจะกันดาร เต็มไปด้วยโคลน เต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ภูเขาเลากา แม่น้ำทะเล ล้วนแต่มีโจรมี ผู้ร้ายคอยทำลายชีวิต หนทางที่แสนจะทุรกันดารอย่างนี้คือโลกนี้ ; เพราะว่าเราจะ ต้องผ่านมันไปให้ได้. ความทุรกันดารนี้มันมีเพื่อให้เราเก่งสำหรับผ่านไปให้ได. ถ้าโลกนี้มันง่ายมันสบายแล้ว คนก็โง่ แล้วบางทีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดมา. โลกนี้ธรรมชาติจัดให้มีความที่แสนจะทุรกันดาร ด้วยความเกิดความแก่ ความเจ็บความตาย ด้วยกิเลสตัณหานานาสารพัดอย่าง ล้วนแต่เป็นความ หลอกลวงและเป็นอันตรายทั้งนั้น. ถ้าเราผ่านไปได้มันก็เป็นคนเก่งจริง เหมือน กับคนที่เขาผ่านทางกันดารไปได้. ฉะนั้นเราต้องยินดีต้อนรับความยากลำบาก เหลือแสนนี้ต้องยินดีต้อนรับ การเอาชนะกิเลส ให้ได้ ถึงจะยากลำบากเหลือแสน ก็ต้องยินดีต้อนรับ. ทีนี้ คนมันโง่ ว่า มันลำบากแล้ว กูก็ไม่เอา ก็เลยไม่รู้จักเก่ง ไม่รู้จัก การต่อสู้ จะหันไปหาสิ่งสนุกสนานเอร็ดอร่อย มันก็เลยเป็นการถอยไกลออกไป คือเพิ่มความทุรกันดารมากขึ้น คือมันจะเพิ่มความเกิดแก่เจ็บตายมากขึ้น เพิ่มกิเลส เพิ่มตัณหามากขึ้น ก็คือเพิ่มความกันดารมากขึ้น. เราไปมัวหลงเรื่องรูป

น.195 รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ยั่วยวนต่างๆ นั้นแหละคือ หลบหลีก หลีกไป หาหนทางที่มันยาวขึ้น ให้มีความทุรกันดารมากขึ้น. ฉะนั้นในแง่ของจริยธรรม เราจะอยู่ในโลกต่อสู้โลกแสนจะทุรกันดารเท่าไร ก็ผ่านไปให้ได้ทีละเล็กทีละน้อย ๆ ; นี้จึงจะถูกต้องตามความหมายอันนี้. ข้อที่ ๖ โลกนี้คือมหาสมุทรที่ยิ่งกว่ามหาสมุทร. มหาสมุทรตาม ธรรมดาก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันกว้างใหญ่ลึกเท่าไร แต่นี้มันยิ่งกว่ามหาสมุทร - สำหรับ "ปลามนุษย์" จะได้เวียนว่ายเที่ยวหาเหยื่อที่ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ. มนุษย์เปรียบ เหมือนปลาว่ายอยู่ในน้ำ น้ำถึงตาก็ไม่เห็นว่าน้ำ อยู่ในทะเลก็ไม่รู้ว่าอยู่ในทะเล อยู่ในกองทุกข์ก็ไม่รู้ว่าอยู่ในกองทุกข์ มันก็ว่ายไปทั้งที่ตาไม่เห็นน้ำ มุ่งเห็นแต่ อร่อย มุ่งแต่ของอร่อย ที่เรียกว่าเหยื่อ แล้วก็ไม่มีทางที่จะรู้จักพอ. โลกเราเป็น มหาสมุทรสำหรับให้ปลาเวียนว่ายอย่างไม่รู้จักพอ อย่างไม่รู้จักสิ้นสุด. ในแง่ของ จริยธรรมก็พยายามที่จะขึ้นมาเสียจากมหาสมุทร จากทะเล จากวัฏฏสงสาร ให้กลาย เป็นนิพพาน. โลกเป็นมหาสมุทรหรือเป็นทะเลที่จมน้ำอยู่เสมอ นี้ก็เรียกว่าอยู่ใน สภาพที่น่าสงสารอยู่เสมอ. โลกคือมหาสมุทรสำหรับปลาโง่ว่ายอยู่อย่างไม่รู้สิ้นสุด .. ข้อที่ ๗ โลกนี้คือกรงไก่ที่เขาใส่ไก่ไว้สำหรับจะเอาไปฆ่า ตามสถานี รถไฟตามท่าเรือมีมาก กรงไก่ที่จะเอาไปฆ่า ไปยืนดูให้ดีที่ตรงนั้น พิจารณาดูไก่ใน กรงนั้นว่ามันเหมือนกับกูอย่างไร. ที่จริงมันเหมือนเสียยิ่งกว่าเหมือน คืออยู่ใน กรงที่เขาจะเอาไปฆ่า แล้วก็ยังจิกกันตีกันชนกันอยู่ในกรงๆ นั้น. นี่คือคนในโลกนี้ที่ มัจจุราชจับใส่กรงไว้แล้วทั้งนั้นเลย คือต้องตายแน่ ๆ ทุกคนเลย เหมือนกับมัจจุราช จับใส่กรงไว้แล้วแน่แล้ว แต่แล้วมันก็ยังจิกกัน ตีกัน เบียดเบียนกัน ฆ่าฟันกัน ล่วง ละเมิดกันด้วยของรักของใคร่ ตีรันฟันแทงกันอยู่เสมอ แล้วขยายออกไปเป็นการ ฆ่าฟันกันระหว่างพวก เป็นสงครามเป็นมหาสงครามในโลกนี้. คือพวกไก่ที่มัน

น.196 ไม่รู้จักตัวเอง ว่าเขาจับใส่ไว้ในกรงเพื่อเอาไปฆ่า แล้วมันก็ยังจิกตีกันอยู่ในกรงนี้ ; โลกนี้ก็คือกรงไก่อย่างนี้ ; แต่ไม่มีใครสนใจ แม้จะนึกได้สักแวบหนึ่งแล้วก็ลืมเสีย, แต่แท้จริงไม่มีใครสนใจมากกว่า. ในแง่ของจริยธรรม เราต้องช่วยกันเพื่อจะทำลายกรงนี้เสีย ให้ไก่ทุกตัว ร่วมมือกัน รวมกำลังกัน ทำลายกรงนี้ให้แตกออกไป แล้วบินออกไปเสียให้หมด. คราวหนึ่งหลายปีมาแล้วไปเทศน์ตามต่างจังหวัด แล้วก็ไปเทศน์ในเรือนจำก็ไม่ได้ นึกอะไรมาก ก็ไปบอกว่าพวกคุณ มันเหมือนกับอยู่ในกรงไก่ในโลกนี้ แล้วยังมัว จิกตีกันเอง นี่คุณทำไม่ถูก คุณควรจะรักใคร่สมัครสมานสามัคคีกัน อย่าเบียดเบียน กัน ช่วยกันเอาชนะกรงนี้ให้ได้. พอเทศน์เสร็จแล้วมีผู้แปลความว่าอาตมาไปสอน พวกนักโทษชวนกันแหกคุกทำลายคุก. อย่างนั้นมันภาษาคน ให้นักโทษช่วยกัน พังทลายคุกหนีออกไป ; เรามันพูดภาษาธรรม ว่า เราเป็นนักโทษของมัจจุราช ช่วยกันทำลายวัฏฏสงสาร. วัฏฏสงสารนี้เหมือนกับคุกหรือว่ากรงไก่ เราช่วย กันทำลายวัฏฏะนี้เราก็ย่อมหลุดรอดออกไปด้วยกันทุกคน. ในแง่ของจริยธรรมมัน เป็นอย่างนี้ อย่ามัวอิจฉาริษยากันเลย อย่ามัวเบียดเบียนกันเลย เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน อยู่ในกรงที่เขาจะเอาไปเชือดคอด้วยกัน ; ให้ช่วยกัน ทำลายกรง ให้แหกออกแล้วบินหนีไปเสียให้หมด. ข้อที่ ๔ ก็อยากจะให้มองดูโลกในแง่ที่ว่าเป็นกลุ่มของหมู่สัตว์ โลกคือ หมู่สัตว์ที่มัวแต่ถือเราถือเขา เมื่อตะกี้พูดไว้มันเป็นกรงไก่ ไก่แต่ละตัวมันไม่ สามัคคีกัน ไม่ร่วมมือกันที่จะทำลายกรง เดี๋ยวนี้ก็มาบอกให้รู้ว่า โลกคือหมู่สัตว์ ที่มัวแต่ถือเราถือเขา. พระพุทธภาษิตในข้อนี้มีอยู่ว่า : อหํการปสุตา-ยํ ปชา - หมู่สัตว์นี้มัวแต่มือหังการ ; ปรํการูปสญฺหิตา- ประกอบอยู่ด้วยปรังการ. อหังการ คือทำความรู้สึกว่าตัวกู, ปรังการ คือทำความรู้สึกว่าตัวสู, หรืออหังการคือ

น.197 ‘ตัวกู" ปรังการคือ "ตัวมึง". หมู่สัตว์นี้มีแต่ขวนขวายอยู่ในอหังการและปรังการ. หมายความว่ามามีความรู้สึกว่าเราว่าเขา ว่ามึงว่ากู แล้วก็พยายามที่จะอิจฉาริษยา เบียดเบียนกัน ข่มเหงกัน เอาเปรียบกัน ทำลายล้างกัน มันมัวแต่อย่างนี้. นี่พระพุทธเจ้าท่านว่า แล้วอาตมาก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วก็นำมาพูดต่ออีก : โลกนี้คือหมู่สัตว์ที่มัวแต่ถือเราถือเขา. นี่เราทุกคนลองคิดดู ว่าเรา กำลังถือเราถือเขาหรือไม่ และคิดดูให้ละเอียด ๆ เรากำลังเลือกที่รักมักที่ชัง หรือว่าเรากำลังไม่ยินดีด้วยแก่ผู้อื่น รวมความแล้วจะเรียกว่า มีเรามีเขาเกิดขึ้น เพราะความยึดมั่นถือมั่น. เมื่อถือเราถือเขาอย่างนี้ มันก็แน่นอนที่จะต้องมีการ เอาเปรียบเบียดเบียน เพราะฉะนั้นโลกทั้งหมดมันจึงเต็มไปด้วยการเอาเปรียบและ เบียดเบียนอยู่ทุกวินาที ทุกลมหายใจเข้าออก. ในที่ใดมีเหยื่อล่อมาก ในที่นั้นก็มีการถือเราถือเขา เพื่อจะเอาตัวไป เบียดเบียนมาก. ในดงในป่าไม่ค่อยมีเหยื่อ ความรู้สึกถือเราถือเขา เอาเปรียบ เบียดเบียนก็มีน้อยหรือยังไม่อาจจะเกิด. แต่โดยทั่วไปของหมู่สัตว์นั้นก็คือ เคยชิน แต่อหังการและปรังการ - ความสำคัญว่าตัวกู ความสำคัญว่าตัวสู. โดยแง่ของ จริยธรรมก็ให้เลิกความเห็นแก่ตัว : ความเห็นแก่ตัวเป็นศัตรูอันร้ายกาจของ สากลโลก จงพยายามทำลายความเห็นแก่ตัว เลิกมีความยึดมั่นถือมั่นเรื่องเรา เรื่องเขา. ข้อที่ ๙ อยากจะพูดว่า. โลกนี้คือสิ่งที่จะต้องนำมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา ฟังดูมันออกจะหยาบคายแต่มันเป็นความจริง หรือมันมีความหมายที่ต้องพูดอย่าง นั้น ว่า "โลกนี้ต้องมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา อย่ามาอยู่บนหัวเรา". อย่าให้โลกนี้มันมา เป็นนายเรา เพราะเราโง่ เราหลง หลงรัก หลงเกลียด หลงโกรธ หลงอะไรก็ตาม

น.198 อย่างนี้มันมาอยู่บนหัวเรา. สิ่งใดเรารักมัน มันก็มาอยู่บนหัวเรา สิ่งใดเรา เกลียดมัน ก็มาอยู่บนหัวเรา ทุกอย่างในโลกมีอยู่ ๒ แง่ : คือน่ารักกับไม่น่ารัก. ถ้าเราไปหลงเข้าทั้ง ๒ อย่าง จะมาอยู่บนหัวเรา มาอยู่บนจิตใจเรา มาทรมาน จิตใจของเราให้รักหรือให้เกลียดไปตามนั้น. มันก็บังคับเราได้ เช่นบังคับ ให้แสดงละครบทไหนก็ได้ไปจนตาย. ถ้าโลกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์เป็นเหมือนที่กล่าวมา แล้ว มันต้องมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา. สมัยนี้จะสำเร็จอยู่ที่คำว่า "เงิน" ถ้ามีเงินแล้ว ซื้อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสได้ นี้ไม่สมควร : แม้มีเงินก็ต้องให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา อย่าให้อยู่บนหัวเรา. เราต้องถือเอาความเฉลียวฉลาดของพระพุทธเจ้ามาเป็น ที่พึ่ง ให้สิ่งเหล่านั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา โลกมันจะใหญ่เท่าไร สักกี่โลก ถ้าเราไปเกี่ยว ข้องแล้วก็ให้มาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา อย่ามาอยู่บนหัวเรา. นี่ ในแง่ของจริยธรรมกล่าวว่า อย่าเป็นทาสของอารมณ์ อย่าเป็นทาส ของอายตนะภายใน ; คืออย่าเป็นทาสของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรืออย่าเป็น ทาสของอายตนะภายนอก; คืออย่าเป็นทาสของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; หรืออย่าเป็นทาสอารมณ์ก็เรียก. อย่าเป็นทาสของอารมณ์ อย่า เป็นทาสของอายตนะแล้ว โลกทั้งหมดจะมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา. มีพระพุทธภาษิตว่า " กามสุขสูงสุดในโลกนี้ก็ดี กามสุขสูงสุดในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี มันไม่ได้ส่วน เสี้ยวที่ ๑๖ ของสุขที่มาจากความสิ้นไปแห่งตัณหา" ถ้าเราแสวงหาความสุข อย่างโลก ๆ ในมนุษย์โลก ในเทวโลก แล้วเราจะเป็นทาสคือเป็นทาสของอารมณ์ เป็นทาสของกิเลสตัณหา อย่างนี้ความสุขทำให้เราเป็นทาส. ถ้าเราแสวงหาความสุขจากความสั้นตัณหา สั้นอุปาทาน สิ้นกิเลส นี้ เราไม่เป็นทาสของอะไร เราเปลื้องตัวออกมาจากความเป็นทาสได้. เพราะฉะนั้น

น.199 ท่านจึงว่าความสุขที่ได้จากกามารมณ์ในโลกนี้ หรือในสวรรค์ก็ตามเทียบกันแล้ว ไม่ได้เสี้ยวที่ ๑๖ ของความสุขที่เกิดมาจากนิพพานคือ หมดตัวกู, ความสุขที่เกิด มาจากความว่างจากตัวกู. คำว่า "เสี้ยวที่ ๑๖ " นี่เป็นภาษาบาลี ; ภาษาทางธรรม บางคนอาจจะยังไม่ทราบ ขอให้ทราบไว้ แล้วจำไว้ด้วย จำไว้ตลอดกาลด้วย เพื่อฟังเรื่องอื่น ๆ ต่อไป มันง่ายดี. ที่เขาเรียกเสี้ยวที่ ๑๖ นั้น หมายความว่า : มันมีอยู่ส่วนหนึ่ง ส่วน นั้นแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน, แล้วเอามาส่วนหนึ่งแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วนอีกทีหนึ่ง, แล้วเอามาเพียงส่วนหนึ่งแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วนอีกที หนึ่ง, เอามาแบ่งเป็น ๑๖ ส่วนอย่างนี้เรื่อยไปจนครบ ๑๖ วาระ มันเหลืออยู่กี่มากน้อย นั้นแหละคือ เรียกว่าเสี้ยวที่ ๑๖. ความสุขทางกามารมณ์ไม่ได้ส่วนเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งความสุข ที่เกิดมาจากความสิ้นไปแห่งตัณหา. ถ้าอยากจะเอาชนะโลก ให้โลกมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา เราต้องสลัดความสุข ที่ทำให้เราเป็นทาสของมันนั้นออกไปเสีย. มันเป็นหน้าที่ แม้ในทางจริยธรรม ของคนทั่วไปที่จะต้องไม่เป็นทาสของอารมณ์ ไม่เป็นทาสของอายตนะ. เรียก ภาษาโลกๆ เป็นสุภาพบุรุษก็ว่า ไม่ควรเป็นทาสของอารมณ์. เดี๋ยวนี้สุภาพบุรุษ สุภาพสตรีทั้งโลก นี้นิยมความเป็นทาสของอารมณ์ หลงใหลในความสวยงาม เอร็ดอร่อย แล้วจะเรียกว่าสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีได้อย่างไร. สุภาพแปลว่า มีภาวะที่ดี = สุ - ดี ภาพ - ภาวะ มีภาวะที่ดี มีรูปร่างที่ดี มีลักษณะที่ดี. การเป็นทาสของอารมณ์ของกิเลสนั้นมันสกปรกไม่น่าดู. ฉะนั้นแม้แต่ เป็น สุภาพบุรุษในโลกก็ต้องไม่เป็นทาสของอารมณ์ จึงจะมีหลักความมุ่งหมาย ทางจริยธรรมว่า เราจะเป็นสุภาพบุรุษที่ไม่เป็นทาสของอารมณ์ มีทุกสิ่งอยู่ใต้

น.200 ฝ่าเท้าเรา ไม่อยู่บนศีรษะเรา ; แล้วก็นี่ละคือจุดมุ่งหมายของธรรมะ หรือปรัชญา ของชาวพุทธ พุทธบริษัทต้องมีจุดมุ่งหมายทางธรรม ทางศาสนา ทางปรัชญา ทางอะไรอยู่ที่นี่ อยู่ที่ว่าโลกต้องมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา เรียกว่าวิมุตติ ความหลุดพ้น จากโลก. นี้ก็เรียกว่าเป็นความสุขที่สูงสุดอยู่แล้วในทางจริยธรรม. ข้อที่ ๑๐ มองดูต่อไปอีกนิดหนึ่งชั่วเวลาเล็กน้อยนี้ เราก็จะต้องดูว่า โลกนี้คือสิ่งที่ต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรม โลกนี้คือสิ่งที่ต้องเป็นไปตามกฎ แห่งกรรม มีบาลีว่า กมฺมุนา วตฺตตี โลโก - โลกย่อมเป็นไปตามกรรม. กรรมคือ การกระทำ : โลกมีการกระทำอย่างไร ต้องเป็นไปตามผลของการกระทำอย่างนั้น เดี๋ยวนี้โลกมันบ้ากันมาก มันก็มีผลคือว่ามีความทุกข์ทรมาน มีความ ยุ่งยากลำบากเพราะความบ้ากันมาก เบียดเบียนกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม อิจฉา ริษยากันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พากันหันหลังให้ศาสนา หันหน้าไปหาอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูกอะไร ๆ ที่เรียกว่าความสุขทางเนื้อหนัง ; หันหลังให้ศาสนา เพื่อหันหน้าไปหาเนื้อหนัง ; นี้เป็นคำด่าที่หยาบคายที่สุดในทางศาสนา แต่คน เดี๋ยวนี้มันหน้าด้าน จึงไม่รู้สึกว่านี้เป็นคำด่า. ถ้าเราจะมีจิตใจอย่างพุทธบริษัท จะต้องถือว่านี้เป็นคำด่าเหลือประมาณ ว่า "หันหลังให้ศาสนา หันหน้าไปหา เนื้อหนัง" เป็นคำด่าเหลือประมาณที่จะกล่าวได้แล้ว. โลกต้องเป็นไปตามกรรม นี้มองดูก็พอจะเห็นได้ว่ามันเป็นหลักวิทยา- ศาสตร์ คือมีเหตุมีปัจจัย มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเองลอย ๆ มันจึงต้องเป็นไปตาม อำนาจของเหตุของปัจจัย ฉะนั้นเราต้องรอบรู้เรื่องกรรมซึ่งมีเหตุและมีผล. กรรม นั้นเป็นการกระทำ มันมีเหตุให้กระทำ พอกระทำอย่างนี้แล้วกรรมนั้นมีผล. ครั้นกรรมนี้พอกระทำลงไปอีก กรรมนี้กลับเป็นเหตุเพื่อให้เกิดผลอย่างอื่นขึ้นมาอีก.

น.201 กรรมก็เป็นสังขารเหมือนกัน กรรมมันจะเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้ มันต้องมีเหตุ อันใดอันหนึ่ง เช่นกิเลสเป็นต้น ให้ทำกรรม ; กรรมกระทำลงไปแล้วมันก็กลาย เป็นเหตุให้เกิดผลคือวิบาก ; วิบากมันก็ย้อนมาส่งเสริมกิเลสอีก ; กิเลสก็เจริญ งอกงาม ส่งเสริมให้ทำกรรมอีก ; กรรมก็ให้เกิดผลกรรมอีก ; ผลกรรมก็ย้อนมา ส่งเสริมกิเลสอีก ; เรียกว่า "วัฏฏสงสาร". การหมุนเวียนไปแห่งกรรม ผลกรรม และกิเลส : การอยากทำกรรม แล้วทำกรรม แล้วมีผลกรรม แล้วอยากทำกรรมเวียนอยู่อย่างนี้ อยู่ในวงกลม ของวัฏฏสงสารอย่างนี้ นี่แหละคือโลก. เพราะฉะนั้นจึงว่า โลกคือสิ่งที่ต้องเป็น ไปตามกรรม ตามกฎของเหตุและปัจจัย. เราต้องรอบรู้เรื่องนี้ เพื่อจะแก้ไข อย่าให้ต้องทนทรมาน เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารตามกรรม ; แต่จะให้ลุถึงภาวะ ที่เรียกว่าสิ้นกรรมหรือหมดกรรม หรือดับสนิทไม่มีเหลือ คือนิพพาน. ทั้งหมดนี้ เรายินดีรับเอาโลกในแง่ดี คือว่ามันมาให้เราแสดงความ สามารถ อย่าหาว่ามันมีไว้สำหรับทรมานเลย : มีไว้สำหรับเป็นบทเรียนสำหรับ จะทำทุกอย่างในแง่ของจริยธรรมนานาชนิดดังที่กล่าวมาแล้ว, สรุปแล้วให้สนใจใน แง่ที่ทำให้มีความหวัง ว่า มันเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีเหตุมีปัจจัย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกฎของเหตุของปัจจัย. เมื่อเรารู้เรื่องกฎของเหตุ ปัจจัยดีแล้ว เราก็ควบคุมได้ เลยเป็นไปแต่ในทางที่น่าปรารถนา จนกระทั่งสูงสุด แล้ว ไม่ปรารถนาอะไร คือไม่มีกิเลสเพราะไม่มีกรรมและไม่มีผลกรรม ; นี้เรียก ว่า ที่สุดของมนุษย์ไปจบอยู่ที่นั้น คืออยู่เหนือโลก สิ้นกรรมและอยู่เหนือโลก เราจะอยู่เหนือโลก เราต้องรู้จักว่าโลกนี้มันคืออะไร อยู่ที่ตรงไหน เป็นอย่างไร เราจึงจะสามารถอยู่เหนือโลกได้. เดี๋ยวนี้เรารู้จักโลกในลักษณะ

น.202 ต่าง ๆ กันอย่างนี้ ; แต่ที่เป็นความหวังที่สุดก็คือว่า มันเป็นกฎแห่งกรรม เราก็ ทำให้ถูกต้องตามกฎแห่งกรรม : ละกรรมชั่วเสียทำกรรมดี ทำกรรมดีถึงที่สุดแล้ว ก็ทำกรรมที่จะเลิกล้างเสียทั้งกรรมชั่วและกรรมดี คือไม่ยึดมั่นถือมั่นเรื่องชั่วเรื่องดี แล้วก็เป็นการดับสนิทแห่งตัวกูของกู เป็นนิพพานไม่มีความทุกข์ ไม่มีการเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร ; แล้วความหวังอันนี้มันก็อยู่ใกล้ ๆ ที่นี่ คือว่า ที่ไหนมีความทุกข์ ที่นั่นมีช่องทางที่จะดับทุกข์ ; ฉะนั้นจงยินดีเผชิญกับความทุกข์ แล้วหาช่อง ทางที่จะดับความทุกข์นั้นเสีย. ที่ไหนร้อนก็จะต้องหาความเย็นที่นั่น คือดับ ความร้อนนั้นเสีย. เดี๋ยวนี้ โลกคือของร้อนเป็นไฟ ไม่มีอะไรจะร้อนเป็นไฟยิ่งกว่าโลก เราก็หาความดับเย็นที่ตรงโลกนั่นเอง. แล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกและ ความดับโลกนั้นมันก็อยู่ในร่างกายเราที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ที่ยังเป็น ๆ มันจึง ไม่เหลือวิสัย ขอให้ไปคิดไปดู, ไปพิจารณาให้ดีว่าในตัวคนที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ มีอะไรครบหมด จะเลือกเอาอะไรก็ได้ จะเลือกเอาความทุกข์ก็ได้ จะเลือกเอาความ ดับทุกข์ก็ได้ แต่ทางที่ดีก็คือใช้มันให้เป็นการปฏิบัติ เพื่อความดับทุกข์ เราก็จะ ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. พุทธบริษัทมองดูโลกในทรรศนะอย่างนี้ จึงได้ทำตนให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้จริง. หวังว่าท่านทั้งหลายจะช่วยเอาไปคิดพิจารณา ช่วยกันทำโลกนี้ ให้มันดีขึ้น คือให้มันเป็นไปในทางดีขึ้น สมตามความปรารถนาที่เราจัดให้มีการ บรรยายที่นี่ทุกวันเสาร์ด้วยกันจงทุก ๆ คนเถิด. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต