น.203 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาได้เลือกเอาเรื่องสำหรับพูดกับเพื่อนเกิดแก่ เจ็บตายด้วยกันมาพูดอีกตามเคย : วันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อ ตามที่ได้กำหนดไว้แล้วคือเรื่อง สิ่งสำคัญในพุทธศาสนาที่ได้ กล่าวไว้โดยภาษาธรรม. ทำไมจึงพูดโดยหัวข้อนี้ ที่พูดถึง สิ่งที่สำคัญในพุทธศาสนาพูดไว้โดย ภาษาคน แต่ต้องถือเอาตาม ความหมายตาม ภาษาธรรม ? เพราะว่าคำพูดที่เกี่ยวกับหลัก ธรรมในพุทธศาสนานั้น มันเป็นเรื่องที่สูงที่ลึก มีภาษาพูด เป็นของตัวเองเฉพาะ ; แต่ทีนี้มันก็พูดไม่ได้เสมอไป คือมัน ยากเกินไปบ้าง มันเข้าใจไม่ได้สำหรับคนทั่วไปบ้าง ก็ต้องพูด โดยภาษาที่คนธรรมดาพูด แต่ให้มีความหมายพิเศษแปลก ออกไป เป็นความหมายของผู้ที่รู้ธรรม. ๑๗๖
น.204 สิ่งสำคัญในพระพุทธศาสนา ก็ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าเรื่องการปฏิบัติเพื่อ ความดับทุกข์ ที่เรียกว่าการประพฤติพรหมจรรย์ หรือว่าการเดินไปตามอริยมรรค มีองค์แปด ; นี้คือสิ่งสำคัญที่สุดและสิ่งเดียวด้วยในพุทธศาสนา. มีความสำคัญ ในที่นี้ก็หมายความว่า มันเป็นของจำเป็นสำหรับเราทุกคน ที่จะต้องปฏิบัติให้ สำเร็จ คือเดินให้สำเร็จ ; แล้วปัญหานี้ก็เกิดอยู่จริง ๆ กับเราทุกคน แม้ว่าเรา จะไม่รู้สึกตัว คือไม่ค่อยจะมีใครคิดนึกหรือมองเห็นว่า ชีวิตนี้มันเหมือนกับการ เดินทาง เพราะว่าเขามัวแต่ที่จะเที่ยวไปหลงใหลมัวเมาในสิ่งอะไรต่าง ๆ แล้วหยุด ชะงักอยู่ที่นั่น ชีวิตมันก็ไม่เป็นการเดินทาง. ไม่รู้สึกว่าเป็นการเดินทาง เพราะว่า มัวแต่เที่ยวหลงติดอะไรอยู่ตามทาง จนไม่รู้ว่านี้มันเป็นหนทางหรือกลางทาง. เขาพอใจอะไรเขาก็ทำอย่างนั้น ทำอยู่แต่อย่างนั้น แล้วก็ทำให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไปเสีย ด้วย. ตัวชีวิตแท้ ๆ แทนที่จะเป็นการเดินทางไปข้างหน้า ไปในทางที่สูงกว่า ดีกว่า มันก็ไม่ค่อยจะมี. ข้อนี้ก็เนื่องจากเราไม่เข้าใจในความหมายที่ว่า ชีวิตนี้ เป็นการเดินทาง. เมื่อพูดว่า ชีวิตเป็นการเดินทาง แม้แต่เป็นคำพูดในภาษาคนธรรมดา มันก็ยังฟังไม่ถูกว่า จะเดินทางกันอย่างไร นั่นจึงต้องถือเอาความหมายในภาษา ธรรม เพราะว่าคำชนิดนี้เป็นคำกล่าวอย่างภาษาธรรม. ชีวิตเป็นของเดินทาง เป็นการเดินทาง นี้ก็เป็นการกล่าวอย่างภาษาธรรมไม่ใช่ภาษาคน. แล้วสิ่งที่สำคัญ ที่สุดในพระพุทธศาสนากล่าวในภาษาธรรมอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นความหมาย ที่เป็นภาษาธรรม มันมีอยู่ในภาษาคน ก็เลยต้องตีความหมายกันให้ถึงความจริง คือความหมายที่ลึกซึ้ง แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นไปในรูปของการอุปมาคือ เปรียบเทียบ เช่นว่าชีวิตเป็นการเดินทาง อย่างนี้มันก็เป็นอุปมา อุปมาชนิดนี้มีอยู่แล้วใน พระพุทธภาษิต เป็นพระพุทธภาษิตตรง ๆ มีอยู่ในพระบาลี ในพระไตรปิฎก. แต่ แล้วก็มีบ้างเหมือนกันที่ผู้รู้ในชั้นหลัง ได้ผูกขึ้นในทำนองเดียวกันเป็นอุปมาอย่าง
น.205 เดียวกัน แต่ก็ไม่ทิ้งหลักที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสอุปมา. ขอแต่ให้รู้ว่า คำกล่าว ในภาษาธรรมที่เป็นอุปมาอย่างลึกซึ้งนี้ ก็เป็นพระบาลีพุทธภาษิตแทบทั้งนั้น ; มีที่เราพูดกันขึ้นในทีหลัง ตอนหลัง ๆ นี้มันก็มีเป็นส่วนน้อย แต่แล้วก็แอบอิงอยู่ กับพระพุทธภาษิตนั้น. สิ่งสำคัญในพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์เรานี้ ไม่มีอะไร นอกจากการทำความดับทุกข์. การทำความดับทุกข์ เราเปรียบเทียบเป็นอุปมา ได้หลายอย่าง : เป็นการเดินทางก็มี เป็นการอะไรก็มี หลายอย่างด้วยกัน ซึ่งจะ ยกตัวอย่างมาให้ดูสัก ๑๒ อย่างคือโหลหนึ่งพอดี. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ถ้าหากท่าน ทั้งหลายเข้าใจความหมายของคำพูดเหล่านี้โดยถูกต้องแล้ว จะมีประโยชน์มาก จะสะดวกมากในการที่จะฟังธรรมะ ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะต่อ ๆ ไปข้างหน้า. ทีนี้ลองฟังดู ในขั้นแรกนี้จะยกหัวข้ออุปมานั้นมาพูด คือพูดแต่โดยหัวข้อก่อน แล้วก็พูดรายละเอียดทีหลัง. ข้อที่ ๑ ข้อที่สำคัญที่สุด คือมีมากที่สุดที่ใช้พูดกัน ก็คือว่า ชีวิตนี้ เหมือนกับการเที่ยวเรือไปในทะเล เหมือนกับพ่อค้าเรือท่องเที่ยวไปในทะเล เพื่อหาสิ่งที่ต้องประสงค์. สมัยก่อนนี้เห็นได้ง่าย เขาไม่มีรถไฟ ไม่มีเรือบิน มันมีเรือเดินทะเล เขาก็เที่ยวกันไปกระทั่งทั่วโลกได้เหมือนกัน ลงเรือไปในทะเล ก็เพื่อไปหาอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเขา จนกว่าจะได้. พอได้ แล้วก็หยุด, หยุดเลิกเที่ยว. ชีวิตของคนเราเหมือนกับลงเรือค้า เที่ยวไปค้าขาย หาอะไรที่ต้องการ คือเงิน ตามถิ่นต่าง ๆ จนกว่าจะหยุด. ข้อที่ ๒ ชีวิตนี้เหมือนกับเดินทางไกล เดินทางบก เดินทางเท้าไป ที่เมือง ๆ หนึ่งที่เรียกว่าเมืองนิพพาน หรือเมืองอมตะก็แล้วแต่จะเรียก มันก็ต้อง เดินทางไกล ก็ไปด้วยความยากลำบาก. อริยมรรคมีองค์แปดเปรียบเหมือนกับ
น.206 เดินทางไกลก็ได้. คนจะเดินทางไกลต้องมีความรู้ เช่นแผนที่ ที่เราจะเดินไป ต้องมีการตระเตรียม ต้องมีการอารักขา ต้องมีเสบียงอาหาร ต้องมียานพาหนะ แม้ที่สุดแต่รองเท้าหรือร่ม นี้ก็เรียกยานพาหนะ จนกว่าจะไปถึงเมืองนั้น. ชีวิตนี้ ก็เหมือนกันก็เดินทางวิญญาณ เดินทางนามธรรม เดินอยู่ภายใน จนกว่ามันจะ ถึงจุดหมายปลายทาง. การปฏิบัติอริยมรรคมีองค์แปด เป็นการเดินทางอยู่ข้างใน. ข้อที่ ๓ ชีวิตเปรียบเหมือนกับว่าออกไปสู่ฝั่งโน้น : แผ่นดินฝ่ายนี้ มีแต่เรื่องร้ายกาจทั้งนั้น ก็อยากจะออกไปสู่ฝั่งโน้น. ฝั่งนี้เรียกว่า ตีระ ฝั่งโน้น เรียกว่า ปาระ ; นิพพานเป็นชื่อของปาระ คือฝั่งโน้น, โลกิยะเป็นชื่อของตีระ คือฝั่งนี้. แต่ว่าน้อยคนนักที่จะออกไปสู่ฝั่งโน้นได้ ส่วนมากก็วิ่งเลาะอยู่ตาม ฝั่งนี้ อย่างบทสวดมนต์ที่เราสวดกันอยู่ทุกวัน. ข้อที่ ๔ ชีวิตเปรียบเหมือนออกจากโลกไปสู่โลกอุดร ฟังดูคล้ายว่า โลกนี้มันไม่ไหว จะไปสู่โลกอื่นคือโลกอุดร. ที่แท้คำว่า "โลกอุดร" แปลว่า เหนือโลก พ้นโลกไม่เกี่ยวกับโลก. โลกหรือโลกิยะนี้มันเหลือทน ทีนี้ต้องการ จะออกไปเสียจากโลก ไปสู่นอกโลก คือ โลกุตตระ. นี้ก็เรียกว่า ๔ อย่างที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่อง "ไป" ชีวิตไม่ได้หยุดนิ่ง เป็นชีวิตที่ ไข่-ไป-ไป ฯลฯ เที่ยวเรือไป ในทะเล ไปหาที่ต้องการ หรือว่าเดินทางไกลไปสู่เมืองนิพพาน หรือว่าออกไป เสียจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น หรือออกไปเสียจากโลกไปสู่โลกุตตระ. ข้อที่ ๕ อุปมาอีกพวกหนึ่ง เป็นเรื่องจะได้เอาอะไร เช่นเปรียบชีวิต หรือการปฏิบัติธรรมเหมือนกับการทำนา. การทำนาทุกคนรู้จักดีว่าทำอย่างไร. แต่ทำนาตามแบบของพระพุทธเจ้ายังไม่รู้จัก เป็นการทำนาที่มีอมตะเป็นข้าวเปลือก. เนื่องจากมีคนต่อว่าพระพุทธเจ้า ทำนองค่าใส่หน้า ว่าดีแต่กิน ไม่เห็นทำอะไร.
น.207 พระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า ท่านก็ ทำนา เหมือนกัน ทำนาที่มี อมตะ เป็นผล, มี ศรัทธา เป็นข้าวพืช เป็นข้าวกล้า เป็นเม็ดข้าวพืช, มี ตบะ เป็นน้ำฝน, มี ปัญญา เป็นตัวไถ่สำหรับไถนา เพราะมันคม, มี หิริ ความละอายบาปที่ทำให้ งามเป็นงอนไถ, มี ใจ เป็นเชือกชักไถ มีครบทุกอย่างเหมือนกัน แล้วมีการ บรรลุมรรคผลนี้ เป็นการสิ้นฤดูทำนา หยุดการทำนา ได้ผลเป็นข้าวเปลือก เป็น อมตะ. ถ้าพูดอย่างนี้กับคนทำนา เขาเข้าใจได้ง่าย. ตาพราหมณ์คนนั้นกำลัง ไถนาอยู่ พระพุทธเจ้าท่านแกล้ง ท่านทรงแกล้งเข้าไปให้มันค่าเล่น แล้วท่านก็ตอบ คำถามนี้. นี้เรียกว่าชีวิตนี้เป็นการทำนา การปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดนี้เป็นการ ทำนา จนกว่าจะได้ข้าวเปลือกเป็นอมตะมา. ข้อที่ ๖ ว่า ชีวิตนี้เหมือนกับการรักษาตนให้หายจากโรค คนที่เป็น โรคภัยไข้เจ็บอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ก็พยายามรักษาตนให้หายจากโรค ; แต่นั่น มันเป็นโรคทางกาย อย่างดีก็เป็นโรคทางจิต ไปโรงพยาบาลธรรมดาไปโรงพยาบาล โรคจิต แล้วก็ไปรักษาให้หาย. แต่โรคที่ร้ายนั้นคือโรคทางวิญญาณ ต้องไป โรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า. โรคทางวิญญาณ ก็คือความโลภ ความโกรธ ความหลง อะไรเหล่านี้ที่มันเสียบแทงเผาลนอย่างยิ่ง ทนทรมานอย่างยิ่ง ต้องไปหา โรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า แล้วรักษาให้โรคนี้หายไป. เปรียบชีวิตนี้ก็เหมือน กับการรักษาตนให้หายโรค เพราะเราเกิดมาก็มีโลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นงอกงาม ขึ้นมาเรื่อยก็เป็นโรคที่เจริญขึ้นเรื่อย ก็หาทางรักษาให้หายไป. ชีวิตนี้ ก็เหมือน การรักษาตนให้หายจากโรค. ข้อที่ ๗ ว่า ชีวิตนี้เหมือนกับการถอนลูกศรที่กำลังเสียบอยู่ คือว่า ใครคนหนึ่งถูกลูกศรเสียบอยู่ที่ตัว ก็ต้องรีบพยายามอย่างยิ่งที่จะถอนออกมาเสีย แล้วก็รักษาแผลให้หายเสีย ; อย่าไปมัวโง่ไปเที่ยวถามอยู่ว่าใครยิงกู, ยิงเพราะ
น.208 เหตุไร, มันเอาอะไรทำลูกศร, มันเอาอะไรทำสายศร, นั่นมันเป็นความคิด ที่จะคิดไปโง่ ๆ เสียเวลาเปล่า. มันต้องรีบคิดรีบทำไปในทำนองว่า จะเอาออก ได้อย่างไร จะรักษาหายได้โดยเร็วอย่างไร. อย่าไปมัวโง่ถามว่า วิญญาณมีหรือ ไม่มี ตายแล้วอะไรไปเกิด เกิดด้วยอะไรอย่างไร มันเป็นคำถามที่โง่ ๆ ไปมัวคิด เรื่องที่ไม่จำเป็น. ต้องมีคำถามว่า มันเกิดอยู่แล้วอย่างนี้ มันมีปัญหาคืออะไร จะแก้ปัญหานี้อย่างไร ; มันมีความทุกข์ มันจะต้องดับทุกข์ ทุกข์มันเกิดจากอะไร ก็ต้องแก้ที่นั่น. ไม่ต้องมัวถามว่าตายแล้วเกิด, หรือไม่เกิดเป็นต้น มันควรจะถามว่า ที่เกิดอยู่นี่ทำอย่างไร. ถ้าทำให้เสร็จเรื่องมันก็จบ. ถ้าทำเสร็จคือรู้ว่าดับทุกข์อย่างไร ดับได้แล้วนี้มันดับตัวกูของกูหมด ดับตัวตนเสียหมด ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ; นั้นปัญหาเรื่องเกิดเรื่องตายมันก็สูญหายไปเลย เหลือแต่ว่ามีความทุกข์ แล้ว ก็ดับทุกข์เสียได้. นี้แหละชีวิตนี้เหมือนการถอนลูกศรที่กำลังเสียบอยู่ที่ตัว เรามี หน้าที่ถอนออกให้ได้เท่านั้น. ข้อที่ ๔ ชีวิตเหมือนกับการดับไฟที่ไหม้อยู่ที่ศีรษะ นี้ก็คล้ายกับ ที่แล้วมา เพียงแต่เขาเปรียบเป็นไฟที่กำลังไหม้อยู่บนศีรษะ นี่ก็เพื่อให้มองเห็นว่า เป็นเรื่องรีบด่วนเหลือเกิน รีบด่วนอย่างยิ่ง อย่าไปมัวรอช้าอย่างอื่น ต้องรีบดับ ไฟที่ไหม้อยู่ที่ศีรษะ. ไฟนี้มีความหมายร้อน ร้อนก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ อีก นั่นแหละ : ราคัคคินา ร้อนด้วยไฟ คือราคะ โทสัคคินา ร้อนด้วยไฟ คือโทสะ โมหักคินา ร้อนด้วยไฟ คือโมหะ ; หมายถึงมันร้อนมันเผา. ส่วนลูกศรนั้น หมายถึงเสียบแทง มันต่างกันเพียงความหมายที่ว่าร้อนหรือเสียบแทง ; แล้วก็ ต้องรีบดับโดยไม่ต้องไปมัวค้นว่าต้นไฟอยู่ที่ไหน ใครมันจุด ; นั่นไว้ทีหลัง หรือ ไม่ต้องก็ได้. ดับไฟให้ได้แล้วอย่าให้มันลุกขึ้นมาได้อีกก็พอแล้ว.
น.209 ข้อที่ ๙ ชีวิตนี้เปรียบเหมือนการพยายามติดตามฆ่ายักษ์มาร ยักษ์ มารในภาษาคนมันก็รู้กันอยู่แล้วในนิยายนิทานว่ามีอยู่อย่างนั้น ๆ ติดตามกันด้วย ความยากลำบาก อุบายฉลาดฆ่ายักษ์ฆ่ามารสำเร็จไปได้ ; แต่ความหมายทาง ภาษาธรรมนั้นมันก็ละเอียด เพราะยักษ์มารนี้ยังไม่รู้อยู่ที่ไหนด้วยซ้ำไป จะไปฆ่ามัน อย่างไร. กิเลสมาร ขันธมาร สังขารมาร มัจจุมาร เทวปุตตมาร ล้วนแต่เป็น มารทั้งนั้น. กิเลสก็เป็นมาร, ร่างกายตามธรรมชาติก็เป็นมาร, ผลกรรม ก็เป็นมาร, ความตายก็เป็นมาร, เทวดาอีกประเภทหนึ่งก็เป็นมาร เทวดา ประเภทนี้หมายถึงกามารมณ์มันเป็นมาร. เมื่อเราไม่รู้จักมาร มันก็เป็นมาร เสียเอง ตัวเองก็เป็นมารเสียเอง จะไปฆ่ามารอะไรได้. ฉะนั้นเป็นหน้าที่ที่จะ ต้องรู้จักมารและเครื่องมือเครื่องใช้อุบายวิธีที่จะฆ่ามาร. ชีวิตนี้มันเหมือนกับ การพยายามติดตามฆ่ามาร มิฉะนั้นมารก็จะเจริญงอกงามมากขึ้นๆ. นี้ให้รู้จักว่า มารอยู่ที่ตรงไหนคืออะไรบ้าง. อุปมาเรื่องมารนี่เขียนเป็นนิยายกันสนุกสนานมาก .. ข้อที่ ๑๐ สูงขึ้นไปในทางธรรม ชีวิตนี้เปรียบเหมือนการทำลาย เปลือกหุ้มฟองไข่ ออกจากที่มืดมาสู่ที่สว่าง. ฟองไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกอะไรก็ตาม มันหุ้มสัตว์ตัวเล็ก ๆ ไว้ในไข่นั้น ถ้าสัตว์ตัวเล็ก ๆ นั้น ทำลายเปลือกฟองออกมา ไม่ได้ มันต้องตายแน่ มันต้องตายอยู่ในเปลือกไข่ ; แล้วมันก็ได้ตายไปเป็น ส่วนมากเหมือนกัน. สำหรับคนเราเปลือกฟองไข่นั้น คืออวิชชา พระพุทธเจ้า ท่านตรัสอย่างนั้น.พระพุทธเจ้าท่านเป็นบุคคลแรก เป็นลูกไก่ตัวแรกที่ทำลาย เปลือกฟอง คืออวิชชา ออกมาได้ ; นี้เป็นพุทธภาษิตที่ท่านตรัสเอง ไม่ใช่ว่าเรา พูด. อวิชชาเป็นเปลือกหุ้มเหมือนกับเปลือกไข่หุ้มลูกไก่ในฟองไข่ มันก็ใช้ปาก คันออกมาให้ทะลุ ใช้เท้าถีบให้แตกออกไป มันออกมาได้ นั้นแหละคือผู้สามารถ ทำลายเปลือกฟองไข่ คืออวิชชา. ผิดกันแต่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นตัวแรก ท่าน
น.210 เรียกพระองค์เองว่า ลูกไก่ตัวพี่ที่สุด ที่สามารถออกเป็นตัวอย่างเป็นตัวแรก แล้วก็มี ลูกไก่มากมาย ทำได้ตามอย่างออกมาเป็นพระอรหันต์อีกมาก. เดี๋ยวนี้ คนเราไม่รู้สึกตัวว่า เรานี้กำลังอยู่ในเปลือกฟองไข่ก็เลยอวดดี ยกหูชูหางอย่างนั้นอย่างนี้ มันหารู้ไม่ว่ามันกำลังอยู่ในเปลือกฟองไข่. ที่เรา นั่งนอนยืนเดิน ทำอะไรวุ่นไปหมดอยู่เดี๋ยวนี้ มันอยู่ในเปลือกฟองไข่อย่างไรไม่รู้ ; อวิชชามันห่อหุ้มไว้อย่างไร เป็นไปในอำนาจของอวิชชา ตัณหา อย่างไรก็ไม่รู้ ทั้งนั้น ; ฉะนั้น ส่วนมากที่สุดมันจึงตายอยู่ในเปลือกฟองไข่ ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิด มาจนเข้าโลงไป มันมีอาการเหมือนกับตายอยู่ในเปลือกฟองไข่จนตลอดชีวิต. ชีวิต ที่เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ออกมาได้นี้นับว่าประเสริฐ เป็นอุปมาที่เป็นธรรมะ มากขึ้น. ข้อที่ ๑๑ ที่สูงขึ้นไปเป็นธรรมะยิ่งขึ้นไปคืออุปมาที่ ๑๑ ว่า ชีวิตนี้มัน เหมือนกับการหาจุดเย็นที่สุดในกลางเตาหลอม. ขอให้นึกถึงเตาหลอม หลอม เหล็ก หลอมอะไรก็ตามใจ มันต้องใช้ความร้อนสูงมากมันจึงจะทำให้โลหะละลายได้ แล้วเขาบอกให้หาจุดเย็นที่สุดตรงจุดศูนย์กลางของเตาหลอม ก็ลองหลับตามอง เห็นภาพเตาหลอมขนาดใหญ่ หลอมเหล็กทีละร้อยต้น มันใหญ่เท่าไร ? มันร้อน เท่าไร ? แล้วก็หาจุดเย็นที่จุดศูนย์กลางเตาหลอมได้อย่างไร. นั้นมันเป็นเรื่องวัตถุ ส่วนเรื่องของจิตใจนี้เราต้องรู้ว่า สัตว์ที่เวียนว่ายอยู่นี้มันเหมือนกับอยู่กลางเตา หลอม คือว่าโลกทั้งโลกใหญ่เท่าไรก็ตามใจ รู้เอาเองก็แล้วกัน ว่าโลกทั้งโลกมันเป็น เตาหลอม แล้วมันเต็มอยู่ด้วยไฟ คือโลภะ โทสะ โมหะ. ยิ่งสมัยนี้แล้วไฟร้อน จัดขึ้นทุกที. สมัยปัจจุบันนี้ความเจริญก้าวหน้าแบบใหม่ของเขานี้ก็คือ ทำโลกให้เป็น เตาหลอมมากขึ้นทุกที. ถ้าเราไม่มีปัญญาจะต่อสู้ เราจะสุกไหม้อยู่ในเตาหลอม
น.211 นั้นแหละ แต่ถ้าเรามีปัญญาของพระพุทธเจ้า หรือหลักของพระศาสนามาช่วยเรา ก็หาพบจุดเย็นที่สุดท่ามกลางเตาหลอม ; ยิ่งร้อนเท่าไรยิ่งเย็นเท่านั้น คือมัน เท่ากัน : ไฟดวงน้อย ๆ เราดับมันลงไป มันก็เย็นน้อย ๆ, ไฟดวงใหญ่ดับได้มาก มันก็เย็นมาก, ไฟใหญ่ที่สุด ดับได้ มันก็เย็นที่สุด. เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว มันจะร้อนเท่าไรก็ตามใจ เราดับได้มันก็เป็นเรื่องเย็นที่สุด. มันอยู่ที่ตรงกลาง ท่ามกลางความร้อนที่สุด ความเย็นที่สุดมันอยู่ที่นั่น. แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ปรากฏ เพราะว่ามันเป็นความร้อนอยู่ เราโง่ดับไม่ได้ พอดับได้มันก็เป็นความเย็นที่สุด อยู่ที่ตรงนั้นเอง ไม่ต้องไปหาที่อื่น ที่สวนโมกข์นี้ เรามีสัญญลักษณ์ข้อเท็จจริงข้อนี้ ที่ว่ามะพร้าวนาฬิเกร์ อยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง : ทะเลขี้ผึ้งคือวัฏฏสงสารที่เวียนไปตามอำนาจของกิเลส เป็น ของร้อน, มะพร้าวนาฬิเกร์คือนิพพานอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของวัฏฏสงสาร หรือ ทะเลขี้ผึ้ง. หยุดไม่ทำขี้ผึ้งให้มันเป็นขี้ผึ้ง คือเดี๋ยวเหลว-เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวดี- เดี๋ยวชั่ว เดี๋ยวบุญ-เดี๋ยวบาป เดี๋ยวสุข-เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวอะไรสลับกันไป อย่า ให้มันเป็นอย่างนั้น มันก็หยุดและเย็น อยู่ที่ตรงนั้นเอง. ความร้อนมันก็อยู่ตรงที่ ความเย็น. ความเย็นมันก็อยู่ตรงที่ความร้อน : เอาความร้อนออกไป ความเย็น ก็อยู่ที่นั่น ; ความเย็นออกไปความร้อนเข้ามา มันก็อยู่ที่นั่น สภาพที่ตรงกันข้ามอย่างนี้ ถือว่ามันอยู่ที่นั่นโดยไม่ต้องแยกกันไว้ คนละทาง. ถ้าเอาไว้คนละทางจะหาไม่พบ คือถ้าเอาพระนิพพานไปไว้เสียทิศหนึ่ง แล้วเอาวัฏฏสงสารไปไว้ทิศหนึ่ง อย่างนี้มันไม่มีวันหาพบทั้งสองอย่าง ; แล้วโดย แท้จริงมันอยู่ในใจของคน. ใจของคน เดี๋ยวเป็นวัฏฏสงสาร เดี๋ยวเป็นนิพพาน, เดี๋ยวเป็นวัฏฏสงสาร เดี๋ยวเป็นนิพพาน ; สลับกันอยู่อย่างนี้ อยู่ที่ใจนั้น. แล้วแต่ว่าการปรุงแต่งมันจะมีขึ้นอย่างไร. ถ้ามีการปรุงแต่งขึ้นมาก็เป็นวัฏฏสงสาร
น.212 ร้อนไป ถ้าหยุดการปรุงแต่งเสีย มันก็เย็นอยู่ที่นั่น ฉะนั้นจึงอุปมาเหมือนกะว่า ท่านทั้งหลายจงหาจุดเย็นท่ามกลางเตาหลอม. ข้อที่ ๑๒ อุปมาสุดท้ายนี้พูดว่า ชีวิตนี้ หาให้พบเพชรที่มีอยู่แล้ว ที่หน้าผาก. มันมีคนโง่ไปเที่ยวหาเพชร มันก็หาไปจนตายมันก็ไม่พบ เพราะว่า เพชรมันอยู่เสียที่หน้าผากของคน ๆ นั้น. นี้เป็นอุปมาทางวัตถุทางภาษาคน แต่ ความหมายในทางภาษาธรรมมันมีอยู่ว่า ในร่างกายนี้ มันมีความดับทุกข์ หรือ นิพพานอยู่แล้ว คู่กันกับความทุกข์. ทีนี้เรามันมองไม่เห็น ด้วยอำนาจอวิชชา จากความโง่เขลา มันมองไม่เห็นทั้งที่มันมีอยู่แล้ว เหมือนกับว่ามันมีอะไรอยู่ที่ หน้าผาก แล้วมองไม่เห็น. ถ้าเอาอวิชชาหรือความโง่เขลาออกไปเสีย มันก็จะว่า อ้าว, มันอยู่ที่ตรงนี้เอง มันใกล้เสียยิ่งกว่าใกล้. ฉะนั้นชีวิตที่แท้จริงนั้น ถ้าทำ ให้ดีแล้ว มันเหมือนกับหาให้พบเพชรที่มีอยู่แล้วที่หน้าผาก มันไม่ยากเย็นลำบาก มันไม่เหลือวิสัย มันไม่อะไรเลย. แต่ถ้าหาไม่เป็นแล้วมันยิ่งกว่าเหลือวิสัยนะคิดดู. บางทีแว่นตาสวมอยู่แท้ ๆ มันลืมไป ก็เที่ยวหาแว่นตาอย่างนี้ก็ยังเคยมี. เรื่อง จะหานิพพานมันก็เหมือนกัน ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่เพียงพอ มันก็จะหาพบง่าย ๆ เหมือนกับหาพบเพชรที่อยู่ที่หน้าผาก. นี้เท่าที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างก็มากแล้วตั้ง ๑๒ อย่าง พอกันที. ใน ๑๒ อย่างนี้ ให้เอาไปพิจารณาดูให้ดี มันก็จะตรงเรื่องของเราเข้าสักอย่างเป็นแน่. ทีนี้ จะบอกเคล็ดอันสุดท้ายให้ ซึ่งจะเรียกว่าอุปมาหรือ เคล็ด หรือเรียก อะไรก็ได้ ว่า "อยู่เฉย ๆ ดีกว่า ไม่ต้องทำอะไร" อย่าทำอะไรขึ้นมา อย่าสร้าง อะไรขึ้นมา คำนี้ฟังยาก นักปราชญ์ราชบัณฑิตในกรุงเทพฯหลายคนพังไม่ถูก ค่า อาตมาอยู่เรื่อย. ที่ว่า "อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร" มันมีความหมายพิเศษ ; บอกแล้ว
น.213 ว่าเป็นภาษาธรรมไม่ใช่ภาษาคน. ในภาษาคน การอยู่เฉย ๆ คือไม่กระดุกกระดิก ไม่เคลื่อนไหวมือเท้าอะไร นี่ก็คือไม่ทำอะไร ; แต่ ในภาษาธรรม นั้น คำว่าอยู่ เฉย ๆ นั้นคือว่าอย่าให้สังขารปรุงแต่งอะไรขึ้นมา. อย่าปรุงแต่งตัวกูของกูขึ้นมา อยู่เฉย ๆ เสีย อย่าให้ความคิดเกิดปรุงแต่งเป็นตัวกูของกูขึ้นมา อยู่นิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ อยู่ว่าง ๆ หรือจะพูดอีกทีว่า รักษาสภาพเดิมแท้ไว้ซิ เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็ ตรัสว่า ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ - จิตนี้มีธรรมชาติเป็นประภัสสร คือไม่มีกิเลส ใสกระจ่างอยู่, ไม่มีตัวกู ไม่มีของกูอยู่ในความรู้สึกนั้น ; อาคฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฺจํ - แต่จิตมันเปลี่ยนไปสู่ความมืดมัวเศร้าหมอง เพราะว่ามีอาคันตุกะ คือกิเลสเข้ามาแทรกแซง. นี้หมายความว่ากิเลสนี้มันถูกปรุงขึ้นมาเป็นของใหม่ เรียกว่าอาคันตุกะ ; ถ้าเราอย่ารับเอาของใหม่ คงเหลือไว้แต่ของเก่า มันก็ ประภัสสรอยู่ตามเดิม. ฉะนั้นอยู่นิ่ง ๆ อย่าซุกซน อย่าแส่ไปหาเรื่อง ให้เกิดการ ปรุงแต่งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เป็นตัวกูของกูขึ้นมา. นี้อันสุดท้ายจะเรียกว่า ข้อที่ ๑๓ ก็ได้ ว่าอยู่เฉย ๆ อยู่เฉย ๆ ชีวิตนี้ที่แท้จริง อยู่เฉย ๆ ก็เป็นความดับทุกข์ เป็นการถึงสิ่งที่ควรถึงคือนิพพาน. ยิ่งเดินยิ่งไม่ถึง ยิ่งอยู่เฉย ๆ ยิ่งถึง ; ยิ่งเอายิ่งไม่ได้ อยู่เฉย ๆ ยิ่งได้ ; นี่เป็นอุปมาอย่างนี้ ทีนี้ มันมี ปัญหาหนักอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะเฉยได้ มันเฉยไม่เป็น มันคอยแต่จะสัปคนอุตริอยู่นิ่งไม่ได้ ปรุงแต่งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อยู่เรื่อย ตัวกูของกูมันคั้นอยู่เรื่อย มันกระวนกระวายอยู่เรื่อย นึ่งไม่ได้ เฉยไม่ได้. นี้ถ้าใครชอบอุปมานี้ก็ศึกษาในแง่ของความเฉย ทำอย่างไรจึงจะเฉยได้ แล้วเรื่องมันก็หมด ปัญหามันก็หมด. ใครสนใจในแง่การเดินทาง ก็ศึกษาเรื่องวิธีการเดินทาง เดินให้มัน ถูกต้อง. ใครสนใจในเรื่องการทำนา ก็สนใจวิธีทำนาอมตะนี้ให้มันถูกต้อง
น.214 มันก็ได้ผลเป็นข้าวเปลือกอมตะ. ใครมองในแง่ร้ายว่าชีวิตนี้เหมือนกับไฟไหม้ศีรษะ ลูกศรเสียบอกหรืออะไร ก็สนใจศึกษาวิธีที่จะดับไฟเสีย หรือจะถอนออกมาเสีย, ที่จะดับเสีย ใครรู้สึกเรื่องเป็นเหมือนมารก็ฆ่ามารเสีย. ถ้าละเอียดสูงขึ้นไปใน ทางธรรมถึงกับว่า เพราะอวิชชา ก็ฆ่าอวิชชาเสีย ก็หาจุดเย็นท่ามกลางความร้อน คือกิเลส หรือโลกที่กำลังกลุ้มไปด้วยกิเลส. คนฉลาดเพียงไม่กี่คนในหมู่มนุษย์ ทั้งหลายก็หาพบได้ที่หน้าผาก ; ทุก ๆ อย่างหาพบได้ที่หน้าผาก. รวม ๑๒ ข้ออย่างนี้ ใครชอบข้อไหนก็เอาข้อนั้นไปนึก ให้เข้าใจ แจ่มแจ้งในความหมายนั้น แล้วในที่สุดก็ไปพบกันเอง กี่คนหรือว่ากี่วิธี วิธีไหน ก็ตามทีเถิด ในที่สุดก็จะไปพบกันที่จุดหนึ่ง คือปลายทาง คือความไม่มีทุกข์ หรือความดับทุกข์เสียได้. สำหรับวันนี้ก็อยากจะพูดอุปมาที่ ๑ เป็นหลัก เพราะว่ามันกินความ กว้าง ครอบคลุมไปทั่วทั้งพระคัมภีร์ทั้งหมด คือเรื่องที่ว่า ชีวิตนี้เหมือนกับการ เดินทางไปในทะเล อย่างที่พูดแล้วในอุปมาที่ ๑ จะชอบหรือไม่ชอบลองฟัง ก็แล้วกัน คือให้มองด้วยสติปัญญา หาความหมายในทางภาษาธรรม จากคำพูด ที่เป็นโลก ๆ : สมมุติว่าคน ๆ หนึ่งเป็นนายอุปาทาน เป็นลูกของอวิชชา มีชื่อว่า ‘ตัวกูของกู" นายตัวกูของกู คนนี้แหละมันอยากรวย เหมือนที่เขาอยากกันทุกคน มันก็อยากรวย อยากดิบอยากดีอยากวิเศษ เห็นว่าความรวยมันช่วยได้ก็อยากรวย ก็เลยไปค้าเรือ. คน ๆ นี้มันก็ลงเรือลำใหญ่ไปค้าในทะเลอย่างที่เขาก็ทำกันโดยมาก เช่นอยู่อินเดียมาค้าทางสุวรรณภูมิ เอาทองคำกลับไปอินเดียแยะจนที่นี่หมดไปมาก ไปอยู่เสียที่อินเดีย. ค้าเรือมันก็ต้องไปในทะเล ไม่เหมือนค้าบนบก เพราะว่า เรือมันต้องลอยไปในทะเล ในมหาสมุทรที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่. ความหมายของ
น.215 คำว่าทะเลมีอยู่มากก็ต้องเผชิญภัย ภัยหลายๆ ชนิด เช่นว่าโจรสลัดบ้าง หรือว่าพายุ ร้ายบ้าง หรือว่าสัตว์ร้ายในทะเลบ้าง นี้ก็เห็นกันอยู่. ลำเรือของแกก็แตกแล้ว แตกอีก ส่วนตัวแกมันก็ไม่รู้จักตาย. อวิชชา อุปาทานยังเหลืออยู่เพียงใด ตัวกู ของกู มันก็ไม่รู้จักตาย เรือแตกแล้วแตกอีกมันก็หาเรือใหม่ได้ มันก็เปลี่ยน เรือเรื่อย สินค้านี้ไม่ดีมันก็เปลี่ยนสินค้าอื่นได้ มันก็หาสินค้าที่ดี ๆ ที่เป็นกุศล เป็นมหากุศลอะไรไปตามเรื่อง มาค้ากันใหม่ เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก เปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนอีก; เดี๋ยวขาดทุน เดี๋ยวได้กำไร เดี๋ยวขาดทุน เดี๋ยวได้กำไร สลับกันไป มันก็ทำได้ แล้วคอยจ้องโอกาสร่ำไป ; หนักๆ เข้า มันชักจะเบื่อเหมือนกัน ทะเล ที่กว้างขวางไม่มีที่สิ้นสุด แล้วเรือก็แตกแล้วแตกอีก เผชิญภัยแล้วเผชิญภัยอีก. ครั้งหลังนี้ ปรากฏว่าเรือแตกต้องว่ายน้ำ แกก็ว่ายน้ำ เผอิญมันว่ายน้ำ ไปทิศทางหนึ่ง มันเกิดไปพบเกาะแห่งหนึ่ง มันก็ขึ้นไปบนเกาะ เมื่อเกิดไปพบ สิ่งที่ทำให้จิตใจเปลี่ยนหมด ก็เกิดไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ไม่อยากมีอะไร ; ตัวกู มันก็เกิดเอือมระอาตัวเอง ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ไม่อยากเอาอะไรขึ้นมา เพราะว่าที่นั่นมันมีน้ำอมฤตให้กิน พอกินน้ำอมฤตเข้าไปแล้วมันเปลี่ยนจิตใจหมด มันก็ไม่อยากจะไปหาเรือลำใหม่ สินค้าอันใหม่ มันไม่อยากอะไร ; มันก็เลยหยุด สลายตัวเสียที่นั่น. นี่เรื่องโดยใจความมันมีอย่างนี้. ชีวิตของคนเรามันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ก็ลองคิดดู ที่นั่ง ๆ กันอยู่ที่นี่ ทุกคนมันก็มีชีวิต และชีวิตก็มีลักษณะอย่างนี้ เหมือนกับการเดินทางไปในทะเล เที่ยวค้าขายซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะพบสิ่งที่มันทำให้หยุด เบื่อระอาที่จะทำอย่างนั้น อีก. เดี๋ยวนี้เรากำลังอยู่ในสภาพอย่างไร หยุดหรือยัง เบื่อหรือยัง หยุดได้หรือยัง หรือว่ากำลังว่ายทะเล หรือว่ากำลังนั่งอยู่บนเรือ เที่ยวค้าขายอยู่เมืองนั้นเมืองนี้ หรือว่าเรือแตกเที่ยวลอยคออยู่ ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน.
น.216 เดี๋ยวนี้ อยากจะอธิบายให้เห็นโดยรายละเอียดออกไปอีก สำหรับจะได้ ไปคิดให้เข้าใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ที่พูดไว้โดยภาษาคน แต่มี ความหมายเป็นภาษาธรรม. ถ้าถือเอาตามความหมายในภาษาคนแล้วไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราว เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เลอะเทอะ ; ถ้าพูดในภาษาธรรมแล้วมีเรื่องมาก และน่าสนใจด้วย. นี้ถ้าจะให้เข้าใจก็ลองใคร่ครวญต่อไปตามที่จะวิสัชนาให้ฟัง ตามหัวข้อของการบรรยายวันนี้ : - นายอุปาทานมันเป็นลูกของอวิชชา. อุปาทานคือความสำคัญมั่นหมาย ว่านั่น ว่านี้ ว่าเป็นตัวกู ของกู นายคนนี้เป็นลูกของอวิชชา ก็เพราะว่าถ้าไม่มี อวิชชาแล้ว นายคนนี้ไม่มีทางจะเกิด จึงว่ามันมีพ่อเป็นอวิชชา มีแม่เป็นตัณหา เกิดมาเป็นอุปาทานมีนามว่า "ตัวกู ของกู" ก็คือกลุ่มสังขารนี้ทั้งหมด ทั้งกลุ่มนี้. เราเข้าใจว่าสิ่งใดเป็นตัวกู เป็นของกู ก็คืออันนั้นแหละ ที่เป็นลูกของอวิชชาและ ตัณหา. ที่ว่ามันไปเที่ยวค้าทางเรือ เพราะมันอยากตามความต้องการของแม่ ของมันคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. เพราะมันมีอวิชชามันโง่ มันไม่รู้ ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะอยากเลย ; ไปอยากเข้าด้วยอวิชชาเมื่อไร ก็มีความทุกข์ เมื่อนั้น. นี่เราก็ยังอยากกันอยู่ด้วยอวิชชา อยากอย่างนั้นอยากอย่างนี้ แล้วได้ เป็นทุกข์ทุกที. ส่วนที่อยากด้วยสติปัญญาด้วยญาณทัศนะนั้น อยากไม่เป็น ต้องการไม่เป็น ; ต้องการแต่ด้วยอวิชชาตัณหาไปทุกที. ทีนี้มันก็ทำไปตาม ความอยาก คือไปเที่ยวค้าเรือ. เรือก็ต้องมีนายเรือ มีเจ้าของเรือ มีอุปกรณ์ในเรือ : ลำเรือคือร่างกาย แท้ ๆ ล้วน ๆ, นายเรือก็คือจิต, แล้วอุปกรณ์นอกนั้นทุกอย่างก็คือ เจตสิก,
น.217 คือสิ่งที่เป็นสมบัติของจิต ปรุงแต่งจิตอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นกลาง ๆ ก็มี ; ฉะนั้นคำว่าเรือครบชุดก็คือ ลำเรือ, นายเรือ, อุปกรณ์เรือ , ได้แก่ร่างกายนี้เป็นเรือ จิตนี้เป็นนายเรือ เจตสิกธรรมทั้งหลาย ก็เป็นอุปกรณ์ในเรือ ลูกเรือ และเครื่องใช้ ; เรียกอย่างอื่นก็เรียกว่าขันธ์ ๕. รูปขันธ์ คือลำเรือ วิญญาณขันธ์ คือนายเรือ เวทนา สัญญา สังขารนี้เป็นเจตสิก- ธรรม เป็นอุปกรณ์ในเรือ. ถ้าเรียกว่าขันธ์ ๕ ก็ต้องเรียกอย่างนี้ แล้วก็เป็น เรือครบชุด. ย่อเหลือ ๓ ก็คือ ร่างกาย จิต กับเจตสิก ได้แก่ร่างกาย จิต และ ความรู้สึกของจิต. ย่อเหลือ ๒ ก็คือ นาม และรูป : คำว่า นาม มันรวมจิตกับ เจตสิก ๒ อย่างเข้าไว้ ; นาม-รูป นี้เองเป็นเรือครบชุดทั้งนายเรือและลูกเรือ. ทีนี้เรือก็ต้องแล่นไปในทะเล. "ทะเล" ในเรื่องนี้หมายถึงอันตราย คือว่าถ้าจมลงไปก็อันตราย แม้ไม่จมก็มีพายุ มีสัตว์ร้าย มีโจรสลัดอะไรอย่างที่ว่า แล้ว แต่ความหมายใหญ่ของมันก็คืออันตรายต่อเมื่อจมลงไป ฉะนั้นเขาจึงเรียกว่า จมน้ำ หรือน้ำท่วม เรียกว่า โอฆะ ซึ่งมีอยู่ ๔ อย่าง : กามโอมะ จมลงไปในกาม, ทิฏโฐมะ จมลงไปในความโง่ ทิฏฐิความเห็นที่มันโง่, ภโวฆะ จมลงในความ เป็นนั่นเป็นนี่ยกหูชูหาง, อวิชโชมะ นี้จมลงไปในความมืด. (ต่างกับทิฏฐิ ทิฏฐิมันหมายถึงยึดมั่นถือมั่นทางความคิดความเห็นทางทิฏฐิ ส่วนอวิชชานี้มันมืด ไปตะพึดเลย). ๔ อย่างนี้เป็นทะเลสำหรับให้จมอยู่เรื่อย เดี๋ยวจมในกาม เดี๋ยวจม ในทิฏฐิ เดี๋ยวจมในความมีความเป็น เดี๋ยวก็จมในอวิชชา วันหนึ่ง ๆ จมไม่รู้กี่ครั้ง. คน ๆ หนึ่งจมทะเลไม่รู้สักกี่ครั้งหรือกี่อย่าง. แถมทะเลนี้เป็นทะเลขี้ผึ้ง หมายความว่ามันมีอยู่ใน ๒ แง่ คือทำให้รักอย่างหนึ่ง ทำให้เกลียดอย่างหนึ่ง : เหมือนกับขี้ผึ้ง เดี๋ยวก็เหลว เดี๋ยวก็แข็ง นี่คือ ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ ฯลฯ.
น.218 อย่าเข้าใจว่าดี ๆ ดีนั้นมันไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ทะเล แต่ที่แท้มันเป็นทะเลเหมือนกัน : ชั่วมันก็เป็นทะเล ดีมันก็เป็นทะเล. มันจะต่างกันอย่างไรก็ตามใจ แต่ว่ามันก็ยัง เป็นอันตรายในเมื่อจมลงไปทั้งนั้น จะเป็นน้ำชนิดไหนเมื่อจมลงไปแล้วมันก็แย่ ทั้งนั้น ; ไม่ว่าน้ำแข็งหรือน้ำเหลวหรืออะไรก็ตาม ถ้ามันจมลงไปแล้วก็เป็นทุกข์ ทั้งนั้น แม้ที่สุข และที่ทุกข์ ก็เป็นทะเล คนเรายังต้องจมอยู่ในกองสุข จมอยู่ใน กองทุกข์ ; มันต้องไม่จมอะไรเลย มันจึงจะไม่เป็นทะเล. ทะเลนี้เราเลยเรียกว่า ทะเลขี้ผึ้ง คือทะเลที่ตีสองหน้า อย่างนั้นก็จม อย่างนี้ก็จม มันจมทั้งขึ้นทั้งล่อง. ทีนี้ เรื่องของนาย "ตัวกู - ของกู" นี้มันแล่นไปในทะเลขี้ผึ้ง เผชิญภัย. “ภัยในทะเล" ก็คือความทุกข์ คือตัวความทุกข์ ที่มาจากอุปาทานในเบญจขันธ์. นี้ต้องรู้เรื่องเบญจขันธ์ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณให้ถูกต้อง. ตามปกติ เราก็มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ถ้าไม่มีอุปาทานเจืออยู่ก็ไม่เป็นทุกข์ ; อย่าไปเข้าใจตามที่เขาพูดกันผิด ๆ อยู่ ว่าขันธ์แล้วก็ต้องเป็นทุกข์. มันต้องพูดให้ ชัดลงไปว่าขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน คือมีตัวกูของกู เป็นเจ้าของเป็นอุปาทาน ; ถ้าขันธ์เฉย ๆ ขันธ์บริสุทธิ์ยังไม่เป็นทุกข์. เรามีร่างกายชีวิตจิตใจพร้อมอยู่นี้ ถ้าไม่เกิดอุปาทาน หรือยังไม่เกิด อุปาทาน มันยังไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้นเกิดอุปาทานเป็นคราว ๆ มันเป็นทุกข์เป็น คราว ๆ. ถ้ากิเลสตัณหาอุปาทานหมด เป็นเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ถาวรอย่างพระ อรหันต์ นี้มันก็ไม่มีทุกข์ ไม่มีอุปาทานที่จะเป็นทุกข์. ส่วนปุถุชนคนธรรมดานี้ บางเวลาหรือส่วนมากมันมีอุปาทานยึดครองว่าตัวกูของกู บางทีหลับแล้วมันก็ยัง ทำหน้าที่ยึดครองได้ คือผันไปในทางยึดมั่นถือมั่น ; มันก็เป็นทุกข์ทั้งฝันอย่างนั้น. ตื่นอยู่มันก็ยึดถือมากอยู่เหมือนกัน ประเดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวทางจมูก เดี๋ยวทางลิ้น ฉะนั้นจึงมีความทุกข์ทุกวัน ๆ หนึ่งมาก คือจมทะเล เผชิญภัยในทะเล ;
น.219 ถูกปลาร้าย หรือโจรสลัด หรือพายุร้ายกาจ กล่าวคือความทุกข์นานาชนิดเกิดมา จากเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ที่มันปรุงขึ้นมาเป็นตัวกูของกูครั้งหนึ่ง ๆ ในวันหนึ่ง ๆ นี้เรียกว่าทุกข์หรือโทษหรือภัยหรืออันตรายที่มีอยู่ในทะเล. ทีนี้ ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่การเวียนว่าย ถ้าเรารู้จักเข็ดรู้จักหลาบ เรา ขึ้นจากการเวียนว่ายเสีย มันก็หมดเรื่อง ; แต่นี้เรามันไม่รู้จักเข็ดรู้จักหลาบ เรามันเวียนว่ายเพราะว่ามันมีอะไรที่หลอกให้เวียนว่าย คือมันสร้างอวิชชา ตัณหา อุปาทานขึ้นมาได้เรื่อย ไม่มีหยุด มันเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาหลอก สร้างอวิชชา ตัณหา อุปาทานได้เรื่อย มันก็เกิดการเวียนว่าย คือไม่อยากออกไปจากการ เวียนว่าย สมัครที่จะเวียนว่ายอยู่เรื่อยไป ฉะนั้นปัญหาใหญ่ก็คือการเวียนว่าย. สิ่งสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา ฝ่ายที่ไม่พึงปรารถนาก็คือการเวียนว่าย เรียกว่าวัฏฏสงสาร ; และ ฝ่ายที่พึงปรารถนาคือหยุดการเวียนว่าย ก็เรียกว่า นิพพาน ; นี้มี ๒ สิ่งเท่านั้น. ถ้าไม่เป็นนิพพานก็เป็นวัฏฏสงสาร ถ้าไม่เป็น วัฏฏสงสารก็เป็นนิพพาน ; มันมีสองสิ่งนี้เท่านั้น. สำหรับนิพพานนั้นไม่เป็นปัญหา เพราะมันไม่ทำอะไรเรา แต่ส่วน วัฏฏสงสารนี้เบียดเบียนอยู่เรื่อย ฉะนั้นควรจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "วัฏฏสงสาร" หรือการเวียนว่ายนี้ให้เพียงพอ ฉะนั้นเราจะพูดกันเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอื่น. การเวียนว่าย นี้จะจำแนกให้เป็นส่วน ๆ ให้เห็นลักษณะอาการ เป็นส่วน ๆ : (๑) ถ้าว่าโดยอารมณ์ การเวียนว่ายก็เวียนว่ายไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ คือสิ่งที่เป็นเหยื่อที่เข้ามาล่อให้รักหรือให้เกลียด ให้รัก หรือให้ชัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราเรียกกันว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
น.220 ธัมมารมณ์ นี้เวียนว่ายก็เวียนอยู่ในนี้ ; เวียนอยู่ใน ๖ อย่างนี้. ภาพวงกลม ภาพปริศนาธรรมที่เขียนไว้ในตึกนั้น ก็มีวงกลม มีคน ๖ คนเวียนอยู่รอบ ๆ วง เพราะมันเวียนว่ายอยู่ในอารมณ์ทั้ง ๖ มันไม่เบื่อได้ง่าย ๆ เพราะมันมีทั้งรูป ทั้งเสียง ฯลฯ ตั้ง ๖ อย่าง และในแต่ละอย่างมันเปลี่ยนได้ไม่มีที่สิ้นสุด. (๒) ว่าโดยสถานที่หรือแดน ก็เวียนว่ายอยู่ในสุคติ ทุคติ : ทุคตินั้น มี ๔ สุคติก็มี ๔ นับกันง่าย ๆ ดีกว่า มันจำง่าย. ทุคติ ๔ สุคติ ๔ รวม เป็น ๘. ในภาพเขียนปริศนาธรรมก็เขียน นก ๘ ตัว เวียนอยู่ในวงกลม : ทุคติ ๔ คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เวียนไปเล่นสนุก ; ทีนี้ สุคติ ๔ ก็คือมนุษย์ ๑, แล้วก็เทวดาอย่างกามาวจร ๑, เทวดาอย่างรูปาวจร ๑, เทวดาอย่าง อรูปาวจร ๑, รวมเป็น ๔. มนุษย์ ๑. แล้วก็เทวดาหรือเทพ มี ๓. อย่างชั้น กามาวจร ๖ ชั้น เต็มไปด้วยกามารมณ์ รวมเรียกว่ากามาวจรพวกเดียว. แล้วพวก รูปพรหมมีความสุขที่ไม่เกี่ยวกับกาม ถือเอารูปบริสุทธิ์เป็นอารมณ์นี้ ก็พวกหนึ่ง. แล้วอรูปพรหมเอาสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์นี้อีกพวกหนึ่ง. สุคติก็เลยมี ๔ ทุคติมี ๔ รวมกันก็เลยเป็น ๘ เป็นสถานที่ ๘ แห่ง ให้เวียนว่ายตามพอใจ : คิดอย่างไร ได้อย่างนั้น คิดอย่างสัตว์เดรัจฉานก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานขึ้นมาทันที, คิดอย่าง เป็นคนร้อนใจก็เป็นสัตว์นรกขึ้นมาทันที, กลัวก็เป็นอสุรกายทันที, หิวก็เป็น เปรตทันที ; เหงื่อไหลไคลย้อยดิ้นรนทะเยอทะยานเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนากันอยู่ ตามปกติ นี้ก็เป็นมนุษย์ เดี๋ยวก็มีกาม เดี๋ยวก็ไม่มี. ทีนี้ ถ้าได้กามารมณ์ ตามต้องการก็เป็นเทวดากามาวจร. ที่มันเอือมระอา เช่นคนแก่คนเฒ่าเอือมระอา เรื่องกามารมณ์ก็อยู่เฉย ๆ ไปเล่นกับของมีรูปก็อยู่ชั้นรูป ไปเล่นกับของที่ไม่มีรูป ก็อยู่ชั้นอรูป ; แต่ตามตัวหนังสือที่ในคัมภีร์โบราณเขาถือว่า รูปพรหม อรูปพรหม, อยู่ที่โลกอื่น ไม่ใช่อยู่ที่นี่ ; แต่นั่นมันดูยาก.
น.221 ฉะนั้นชี้กันที่นี่ดีกว่า ว่าคน ๆ หนึ่งนี้ เดี๋ยวก็เกิดเป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เดี๋ยวก็เกิดเป็นมนุษย์อีก เดี๋ยวก็เป็นเทวดา กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร สลับกันอยู่อย่างนี้. แล้วคล้าย ๆ กับว่าธรรมชาตินี้มันกำหนดมาให้ เพราะว่าคน ๆ หนึ่งเกิดมา ตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตายนั้น มันหยุดนิ่งอยู่ได้เมื่อไร มันเปลี่ยนเรื่อย : เด็ก ๆ ก็ชอบอย่าง, โตขึ้นก็ชอบอย่าง, หนุ่มสาวก็ชอบอย่าง, พ่อบ้านแม่เรือนก็ชอบอย่าง, คนแก่ก็ชอบอย่าง, คนแก่หง่อมก็ชอบอีกอย่าง ; มันเปลี่ยนไปตามนั้น มันครบตามนี้พอดี. เมื่อใดร้อนใจ เมื่อนั้นตกนรก, เมื่อใดหิวเมื่อนั้นเป็นเปรต, เมื่อใดโง่เมื่อนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน, เมื่อใดกลัว เมื่อนั้นเป็นอสุรกาย, เมื่อใดเหงื่อไหลไคลย้อยก็เป็นมนุษย์, เมื่อใดบ้ากามารมณ์ ก็เป็นเทวดากามาวจร, เมื่อใดไปชอบรูปบริสุทธิ์ก็ไปเป็นรูปพรหม, เมื่อใดไป ชอบอรูปก็เป็นอรูปพรหม, อยู่ที่นี่. อย่างนี้เห็นได้ง่าย ไม่อยากจะไปพูดถึงสิ่ง ที่มองไม่เห็น ไม่รู้อยู่ที่ไหน. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า เราก็เปลี่ยนสถานที่ของการ เวียนว่าย เวียนว่ายไปมาอยู่ใน ๘ สถานที่นี้. เมื่อว่าโดยสถานที่แล้วก็เวียนว่าย อยู่ในสุคติ ๔ ทุคติ ๔. (๓) การเวียนว่ายนี้ ถ้าว่าโดยกิริยาอาการ มันก็แบ่งเป็น กิเลส กรรม และวิบาก. - กิเลส คือความอยาก, - กรรม คือการกระทำลงไปตาม อำนาจของความอยาก, - วิบาก คือผลที่เกิดขึ้นจากกรรมนั้น, - วิบากก็ทำ ให้เกิดกิเลสรายใหม่อีก คือมีกิเลสอีก ทำกรรมอีก ได้ผลกรรมอีก, - แล้วก็เกิด กิเลสอีก ทำกรรมอีก ได้ผลอีก เป็นวงกลมอยู่อย่างนี้. ความต้องการ แล้ว กระทำไป แล้วก็ได้ผลของการกระทำ แล้วมันก็ย้อนไปหาความต้องการอีก ; แล้วกระทำอีก มีผลอีก ; เป็นวงกลมอย่างนี้เรียกว่า "ไตรวัฏฏ์", ไตรวัฏฏ์แปลว่า วัฏฏะสาม ก็คือความวนเวียนใน ๓ ตอน ๓ ระยะ. เราจะขยายให้ละเอียดออกไป มันก็เป็นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อาการ. นี้เวลาไม่พอที่จะพูด พูดแต่เรื่องว่า
น.222 กิเลส กรรม วิบาก, กิเลส กรรม วิบาก, นี้มันก็พอแล้ว. ในวันหนึ่ง ๆ เรา มีกี่วัฏฏะ ในวันหนึ่งเราอยาก แล้วเราทำ แล้วได้ผล แล้วอยากอีก แล้วทำอีก แล้วได้ผลอีก ในวันหนึ่ง ๆ ก็มีหลายวัฏฏะ หลายวงหลายรอบของวัฏฏะ ; เดือนหนึ่งปีหนึ่งจะมีเท่าไรก็ลองคิดดู มันคงมีเป็นหลายร้อยหลายพันหลายหมื่น ; ให้มองเห็นกันเสียบ้าง จะได้รู้จักเบื่อ. นี่ว่าโดยอาการความว่ายเวียนมันมีอยู่ ๓ อย่าง อย่างนี้. (๔) ถ้าว่าโดยผลที่ได้มาเป็นปฏิกิริยาออกมา ก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ; มันจะเวียนอยู่ในเรื่องเกิดแก่เจ็บตายในฐานะเป็นผลของวัฏฏะ. การ เวียนว่ายอยู่ในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย นี้เรียกว่าการเวียนว่าย โดยผลเป็นหลัก มองที่ผลของมันเป็นหลัก. เรื่องนี้ได้ยินได้ฟังกันมามาก ก็ไม่ ต้องอธิบายอะไรนัก เราเกิดมาแล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย แต่ไม่ใช่หมาย ในทางวัตถุอย่างเดียว ไม่ได้หมายแต่ทางร่างกายนี้อย่างเดียว ; ให้หมายถึง ทางจิตใจด้วย : ตัวกูมันเป็นอุปาทานเกิดขึ้นมา แล้วเดี๋ยวตัวกูมันก็ค่อยๆ เสื่อม ก็ค่อย ๆ เปลี่ยน แล้วตัวกูมันก็ดับลงไป, เดี๋ยวตัวกูมันก็เกิดขึ้นมาอีก มันก็ เปลี่ยนไป เดี๋ยวมันก็ดับลง ; อาการอย่างนี้มีได้มากมายหลายครั้งในวันหนึ่ง ๆ. นี้เรียกว่าเป็นการเกิดแก่เจ็บตายของตัวกู ในฐานะที่มันเป็นผล เป็นผลเกิดขึ้นแก่ ตัวกูนั้น ได้ผลเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. อย่างทางร่างกายนี้ ก็ได้ ตามที่เขาเชื่อกันอยู่ คือเกิดมาจากท้องแม่แล้วก็แก่ลงทุกวัน แล้วก็มีเจ็บไข้บ้าง แล้วก็ตายเข้าโลง แล้วก็เชื่อกันว่าไปเกิดใหม่ ; เกิดขึ้นมาใหม่ก็มีแก่เจ็บตายอีก เวียนไปอย่างนี้ก็มี ; นั้นเป็นภาษาคนพูด, แต่ภาษาธรรมะหมายถึงว่า "ตัวกู" เกิดจากอุปาทานครั้งหนึ่งแล้วเดี๋ยวก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวก็ทุรนทุรายไป เดี๋ยวก็เสื่อมไป เดี๋ยวก็ดับไป แล้วก็เกิดใหม่อีก วันหนึ่งไม่รู้กี่รอบ.
น.223 (๕) นัยสุดท้ายก็คือว่า เมื่อดูโดยสภาวะธรรม การเวียนว่ายนึ้กไม่มี อะไรนอกจากการเกิดขึ้น เปลี่ยนไป และดับลง. คำว่า "เกิด" นี้เราไม่ได้หมาย ถึงเกิดของร่างกาย เกิดของอะไรก็ได้ คือมีขึ้นมาก็แล้วกัน แล้วก็เปลี่ยนไป แล้วก็สิ้นสุดลง จะของร่างกายก็ได้ ของจิตใจก็ได้ ของวัตถุล้วน ๆ ของดิน ทราย หิน ไม้ อะไรก็ได้ มีสภาวะธรรม คือปรากฏขึ้นมา แล้วก็เปลี่ยนไป แล้วก็สิ้นสุดลง แล้วก็ปรากฏขึ้นมา แล้วก็เปลี่ยนไป แล้วก็สิ้นสุดลง ; นี้ก็เรียกว่าเวียนว่าย. เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร มีอาการอย่างนี้. นายคนนั้นมันไปเที่ยวด้วยเรือในทะเล แห่งวัฏฏสงสาร มันก็มีการ เวียนว่ายอย่างนี้ คือนาม รูป กาย ใจ นี้เป็นเรือ เป็นนายเรือ เป็นลูกเรือครบชุด เวียนว่ายไปในลักษณะอย่างนี้ เที่ยวหารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เที่ยวเปลี่ยน สถานที่ มีการต้องการและทำตามที่ต้องการ แล้วก็ได้ผลมา แล้วก็ต้องการอีก มันจึงซ้ำซากอยู่. การเกิดขึ้น เปลี่ยนไป ดับลง, เกิดขึ้น เปลี่ยนไป ดับลงนี้ มีบางคน เขาว่าตั้งอยู่ นั้นอย่าพูดดีกว่า มันเป็นภาษาเด็กเกินไป เป็นภาษาคนเกินไป ; มันเกิดขึ้นมาแล้วมันก็เปลี่ยนไป ตรงเปลี่ยนไปนี้ บางคนเรียกว่าตั้งอยู่ ; แล้วมัน ก็สิ้นสุดลงคือดับไป. ที่แท้ไม่มีอะไรที่จะตั้งอยู่ได้เป็นการถาวร เป็นการเปลี่ยน ไปอย่างเร็ว ; จะถือเอาการเปลี่ยนไปนั้น เป็นการตั้งอยู่ชั่วขณะจิตหนึ่งก็ได้ แต่ถ้ามันเกินขณะจิตแล้วมันก็ต้องเปลี่ยน. ถ้ามันตั้งอยู่เกินขณะจิตหนึ่งแล้ว มัน ต้องเปลี่ยนความคิดของเราเกิดขึ้นมาและ ความคิดนั้นก็เปลี่ยนไป ๆ จนกว่า จะสิ้นสุดลง ฉะนั้นดูให้ดีจะเห็นว่าไม่มีอะไรนอกจากเกิดขึ้น เปลี่ยนไป แล้วดับลง. ทีนี้อยากจะพูดว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับลงก็ได้ ในเมื่อเอาทั้งหมดนั้นเป็นความเปลี่ยน ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ; แต่ที่แท้นั้นในระหว่างเกิด กับ ดับ มันก็มีการเปลี่ยน เพราะ มันตั้งอยู่ไม่เกินหนึ่งขณะจิต ก็ต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยน.
น.224 ทีนี้ เล่านิทานต่อไปก็คือว่า มันก็เที่ยวค้าขาย ค้าขายมันก็ค้าขายด้วย ความอยากความต้องการที่จะได้กำไร กำไรคือสิ่งที่ตนปรารถนา. มันก็มีกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง ไปตามเรื่องของการค้าขาย : เมื่อใดเป็นกำไรก็หมายถึงเป็นกุศล คือเป็นเรื่องฝ่ายดี, เมื่อใดเป็นเรื่องขาดทุนก็เป็นเรื่องอกุศลคือฝ่ายชั่ว, เมื่อใด เสมอตัวเมื่อนั้นคืออัพยากฤต. ธรรมทั้งหลายทั้งปวงจะถูกแบ่งออกเป็นเพียง ๓ อย่างคือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต. ทีนี้การค้าขายของนายคนนี้ เดี๋ยวก็ ได้กำไร เดี๋ยวก็ขาดทุน เดี๋ยวก็เสมอตัว ; รวมอยู่ในหลักที่ว่าเดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล เดี๋ยวเป็นอัพยากฤต คน ๆ หนึ่ง ในชีวิตหนึ่ง ส่วนที่ทำบุญทำกุศล มันเป็นกำไร ส่วนที่ทำชั่วทำบาปมันเป็นขาดทุน และในบางเวลาก็ไม่เป็นบุญ เป็นบาป ก็คือกลาง ๆ เสมอตัวอยู่อย่างนี้ หมุนเวียนไปจนตาย. แต่แล้ว เรื่องของเราไม่ใช่ต้องการกำไร เรื่องของเราต้องการจะออกไปให้พ้นจากการ ขาดทุนและมีกำไร. เรื่องนิพพาน เรื่องอมตะนั้นไม่ใช่ขาดทุนและกำไรและก็ไม่ใช่เสมอตัว มันเป็นเรื่องที่ไม่เอาอะไรทั้งนั้นเลย ไม่มีตัวตนที่จะสมมุติว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นดี เป็นชั่ว เป็นบุญ เป็นบาป ต้องการจะไม่มีทุกข์เลย คืออยู่เหนือกำไรและขาดทุน มีกำไรก็ทำให้มีความทุกข์อย่างมีกำไร นอนไม่หลับ, ขาดทุนยิ่งนอนไม่หลับ. หรือว่ากำไรนั่นแหละมันทำให้โง่มากขึ้น ทำให้หลงใหลมากขึ้น ทำให้จมอยู่ใน กองทุกข์มากขึ้น ; มันก็เลยถอนตัวไม่ออกจากการหาเงิน. พวกนักธุรกิจการค้า หาเงิน นักทำเงินนั้น มันถอนตัวออกมาไม่ได้ เพราะกำไรและขาดทุนนี้แหละ. พอมีกำไรก็อยากมีอีก มันก็ไม่หยุด ; พอขาดทุน มันอยากแก้ตัวใหม่ มันก็ไม่หยุด. ฉะนั้นเลยไม่มีเวลามาวัด เพราะเรื่องกำไรและขาดทุนดึงเอาไว้. เรื่องที่หยุด เรื่องนิพพานนี้ มันต้องเหนือนั้น : เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ นั่นก็หมายความว่าเหนือขาดทุนและเหนือได้กำไร.
น.225 เดี๋ยวนี้ นายคนนี้ยังเที่ยวค้าขายไปในวัฏฏสงสาร เดี๋ยวขาดทุน เดี๋ยว กำไร เดี๋ยวเสมอตัว วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่ากรรม และ ผลกรรม. ในการที่แกเที่ยวทำการค้าขายเป็นกรรม แล้วมันก็มีผลกรรม คือ ขาดทุน กำไร เสมอตัว นี้เป็นวิบาก. ฉะนั้นการค้าของแกก็ไม่มีอะไรนอกจาก กรรมและวิบาก การเป็นไปตามกระแสแห่งกรรมและวิบาก. ขึ้นชื่อว่ากรรมและ วิบากแล้วจะเป็นอย่างไหน ก็ไม่ไหวทั้งนั้น ต้องเหนือกรรม : กรรมดีก็ไม่ไหว กรรมชั่วก็ไม่ไหว ต้องกรรมพิเศษเป็นที่สิ้นสุดแห่งดีและชั่วนั้นแหละจะไหว คือ อริยมรรคมีองค์แปดที่จะนำไปสู่นิพพาน นี้เรียกว่ากรรมที่ทำให้อยู่เหนือดีเหนือชั่ว. บุญหรือกุศลนี้มันดี, บาปหรืออกุศลนี้มันชั่ว, นี้มันมอมแมมกันไปตามเรื่อง ; ต่อเมื่อเหนือบุญเหนือบาปคือเหนือกรรมดีกรรมชั่ว สิ้นกรรม มันจึงจะได้พักผ่อน ได้เป็นความสงบสุขที่แท้จริง. ถ้ายังต้องเป็นไปตามกรรมก็คือไม่มีอิสระภาพ. ที่พูดเปรียบว่าเรือแตกแล้วแตกอีก แตกแล้วแตกอีกนี้ ก็พอจะเห็นได้. ถ้าพูดภาษาคนเอาร่างกายเป็นหลักก็คือว่าเกิดมาตาย แล้วเข้าโลงไป เวียนมา เกิดอีก เข้าโลงไป, เวียนมาเกิดอีก เข้าโลงไป ถือว่าจิตใจยังไม่ตาย มันหาร่างกาย ใหม่ได้เรื่อย ถ้านายเรือยังไม่ตาย มันหาเรือลำใหม่แทนลำเก่าได้เรื่อย. แต่นี้พูด อย่างภาษาเด็ก ๆ พูดมาก่อนพระพุทธเจ้าพูด ไม่อยากจะสนใจ. ถ้าพูดอย่าง พระพุทธเจ้าพูดก็ว่าในวันหนึ่งนี้ ในวันหนึ่งไม่ต้องตั้งปี มันก็มีเรือแตกหลายๆ หน ตัวกูของกูเกิดขึ้นมา ยึดครองร่างกายนี้พักหนึ่งก็เรียกว่าเรือลำนี้ ตัวกูของกูดับไป เรือลำนี้ก็หมดความมีเจ้าของ จนกว่าตัวกูของกูจะเกิดใหม่ อย่างนี้ก็เรียกว่า เรือแตกแล้วแตกอีก,แตกแล้วแตกอีกได้เหมือนกัน ; แล้วในวันเดียวกัน แตกได้หลายหนหลายสิบหน ; ปรุงแล้วปรุงอีก, ปรุงแล้วปรุงอีก ในวันหนึ่ง ๆ นี่แหละเรือแตกแล้วแตกอีก ๆ แตกแล้วได้มาใหม่ แล้วแตกอีก แตกแล้ว ได้มาใหม่ แล้วแตกอีก.
น.226 ฉะนั้นคำว่าชาติ ความเกิดนี้มันมี ๒ ความหมาย : ชาติของร่างกายนั้น ราว ๑๐๐ ปีก็เข้าโลงไป, ส่วนชาติทางวิญญาณ ทางนามธรรมนี้ บางที ๒ นาที ๓ นาทีนี้ก็ตายอีก แล้วเกิดอีก บางทีก็ชั่วโมงหนึ่งอย่างมาก ก็เกิดอีกตายอีก. ที่ว่า ภพนี้ หรือ ภพอื่น มันมีความหมายอย่างนี้ : ภพนี้ คือภพในปัจจุบันนี้ที่กำลัง รู้สึกอยู่, ภพอื่น คือภพที่จะรู้สึกข้างหน้า หลังจากนั้นไป อีกกี่นาที กี่ชั่วโมงกี่วัน ก็ตามใจ นี้เรียกว่าภพอื่น. โลกนี้ และ โลกอื่น ก็หมายความอย่างนี้ ; ไม่จำเป็น จะต้องเข้าโลงแล้ว. ที่เข้าใจผิดกันอยู่มากก็เรื่อง ทิฏฐธัม กับ สัมปรายิกะ : ทิฏฐธัม เขาเข้าใจกันว่าชาตินี้ทั้งชาติ และสัมปรายิกะ หลังจากเข้าโลงแล้ว จึงจะเป็น สัมปรายิกะ. ที่จริงตามตัวหนังสือ หรือตามหลักธรรมะก็ตาม สัมปรายิกะ ก็คือ อื่นจากนี้ คืออื่นจากที่กำลังรู้สึกอยู่นี่. เดี๋ยวนี้รู้สึกในใจเป็นปัจจัยตั้งอยู่อย่างไร นี้เรียกว่า ทิฏฐธัม - ทิฏฐธัมมิก กำลังรู้สึกอยู่เดี๋ยวนี้ในใจ ส่วน สัมปรายิกะ คืออื่นจากนี้ที่ยังไม่เกิด จนกว่าเมื่อไรจะเกิด. เราจะพบคำอธิบายของคำ ๆ นี้ที่ดีที่สุดในเรื่องนิพพานสอง กล่าวคือ คนเขาเข้าใจผิดต่อความหมายของคำ ๆ นี้ ก็เลยเข้าใจไปว่า สอุปาทิเสสนิพพานนั้น คือพระอรหันต์ยังไม่ตาย อนุปาทิเสสนิพพานนั้น พระอรหันต์ตายแล้วจึงไปถึง. นี่ลองฟังดูมันเป็นเรื่องที่น่าหวัวอย่างยิ่ง. คำอธิบายในบาลี ที่มาของเรื่องนิพพานนี้เห็นได้ชัดว่า คนสิ้นกิเลสลง เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นทิฏฐธัมมิกะ คือรู้ว่าสิ้นกิเลสลงไป แต่ว่าไออุ่น ยังไม่ดับ ความร้อนที่เหลือเศษมันยังไม่หมด ต้องต่อไปอีกที่หนึ่ง ต่อไปอีก ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นระยะสัมปรายิกะ มันจึงจะหมดความอุ่นหรือไออุ่นนั้น.
น.227 นิพพานแปลว่าดับเย็น นี้เราเปรียบเทียบกันได้ง่ายๆ กับของร้อน ยกตัวอย่างในทางวัตถุว่า ถ่านไฟแดง ๆ ลุกโชนนี้ เป็นวัฏฏสงสาร เป็นทุกข์เต็มที่ ; แล้วเอาน้ำสาดตูมลงไปดับทันที เปลี่ยนจากลุกโชนมาเป็นดำสนิท แต่แล้วไปจับ มันซ มันยังร้อนมันยังไหม้มือ. ทั้งที่ไฟไม่มีแล้ว แต่ไออุ่นยังเหลืออยู่ ; ต้อง รออีกสักครู่หนึ่งมันจึงจะหมดร้อน คือเย็นสนิท ตอนนี้เป็นสัมปรายิกะ. ตอนที่ เอาน้ำสาดตูมลงไป เป็นทิฏฐธัมมิกะ ไม่ต้องรอต่อชาติหน้าชาติไหน ต่อตาย แล้วหรอก ติด ๆ กันไปนั่นแหละ. เมื่อถ่านไฟแดง ๆ ถูกน้ำสาดลงไป ถ่านนี้ มันก็ดำ แต่มันก็ยังอุ่น ทีนี้รอไปจนเป็นสัมปรายิกะ มันจึงจะทั้งดำและทั้งเย็น. เพราะฉะนั้น "เสสะ" คือเศษเหลือในที่นี้หมายถึงไออุ่น ดับแล้วมีไออุ่นเหลือ แล้วเย็นสนิท ไม่มีไออุ่นเหลือ. ในคำอธิบายใช้คำว่า "ทิฏฐธัมมิกะ" แต่ อย่างหลังคือไออุ่นดับไปหมด ในสัมปรายิกะ. ฉะนั้น ขอให้เข้าใจกันเสียใหม่ แม้จะแปล คำว่า ทิฏฐธัมมิกะ และ สัมปรายิกะนี้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงต่อเข้าโลงแล้ว หรือชาติปัจจุบันนี้ หลังจาก เข้าโลงแล้ว. ในวันหนึ่งๆ นี่แหละยังมีทิฏฐธัมมิกะและสัมปรายิกะสลับกันไปได มากมาย. เพราะฉะนั้นเรือของเราแตกแล้วแตกอีกๆ เป็นทิฏฐธัมมิกะ สัมปรายิกะ ชาตินี้ - ชาติหน้า, ชาตินี้ - ชาติหน้า ฯลฯ อยู่ได้ในวันหนึ่ง ๆ นี้นับไม่ไหว นับไม่ถ้วนว่ากี่ครั้ง. เรือแตกแล้วแตกอีก ๆ เรียกว่าความไม่สิ้นแห่งกรรม ความที่กรรมยังมีสืบเนื่องกันอยู่ เรื่องผลกรรมให้เกิดอันใหม่. ความไม่สิ้น ไปแห่งกรรมนี้ ทำให้เกิดมีอาการเหมือนเรือแตกแล้วแตกอีก ๆ ตัวกูของกูตัวนี้ ดับไป เดี๋ยวตัวกูของกูรูปอื่นมันก็โผล่ขึ้นมา นี่เรือแตกแล้วแตกอีก ๆ. ทีนี้มัน แตกหลายร้อยครั้ง หลายพันครั้ง หลายหมื่นครั้ง หลายแสนครั้ง อสงไขยครั้ง อะไรก็ตามใจ แล้วแต่คนมันหนาหรือบางกี่มากน้อย ; มันก็ถึงจุดหนึ่งที่มันจะ เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เป็นการแตกครั้งสุดท้าย ก็ลงว่ายทะเล มันใกล้ชิด วัฏฏสงสารมากขึ้นไปอีก.
น.228 นายคนนี้เรือของแกแตกก็ต้องว่ายน้ำ มันเผอิญตรงนั้นมีเกาะก็บ่ายหน้า ไปที่เกาะ. เรือแตกแกลงว่ายน้ำอยู่เป็นวันเป็นคืน เป็นเดือนเป็นปีสู้ว่ายน้ำอยู่. ทีนี้ถึงวันดีคืนดี มันก็มองเห็นทิศทางที่เป็นเกาะ ก็ว่ายเข้าไปหา. เรือแตก ครั้งสุดท้ายว่ายทะเลนี้ก็หมายความว่า เรากำลังพยายามปฏิบัติธรรมะอย่างเต็มที่ ด้วยมือด้วยเท้าตะกุยน้ำอย่างเต็มที่ นี้คือ การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง. ก่อนนี้มัน เหลวไหลโลเลเหลาะแหละพูดแต่ปาก เดี๋ยวนี้มันจมลงไปลอยคออยู่แล้ว ลองไม่ เอาจริงสิมันจะต้องตาย. บัดนี้เกิดการเอาจริงในเรื่องการปฏิบัติธรรม พยายาม ด้วยมือด้วยเท้าสุดความสามารถ ก็เพื่อว่ายน้ำเอาตัวรอด มาถึงบทที่ว่าตนเป็น ที่พึ่งแก่ตนโดยเฉพาะ. ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน หมายความว่าทำตนให้เป็นธรรม ทำธรรมให้เป็นตน ; อย่าเอาตัวกูของกูเป็นตนเหมือนที่แล้ว ๆ มา. ที่พูดว่า "เอาตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" นี้ มันคนละตน เขาอธิบายกันสั้นๆ ตื้น ๆ ง่ายๆ ว่าตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแก่ตน อย่างนั้นมันไม่สำเร็จ ; มันต้องทำ ตนให้กลายเป็นธรรมขึ้นมาใหม่อีกตนหนึ่ง มันจะได้เป็นที่พึ่งแก่ตนที่ไม่ใช่ธรรม ที่โง่เขลานั้น. หรือจะพูดกลับว่าทำตนให้กลายเป็นธรรมเสีย อย่าให้มันมีตน เหลืออยู่อีกต่อไป อย่างนี้ก็ได้. นี้คือตัวการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ที่คนตกทะเลจะเอาตัวรอดได้ .. เอาละเรื่องของเราก็ควรจะจบไปตอนหนึ่ง คือตอนที่เป็นการท่องเที่ยวเวียนว่าย อยู่ในกองทุกข์ ; ตอนที่หนึ่งจบที่. ทีนี้ เปิดฉากตอนที่สอง มันก็จะขึ้นฝั่งแล้ว : นี้ก็เริ่มด้วยที่ว่านายคนนี้ อุตส่าห์ว่ายน้ำข้ามทะเลช่วยตัวเองมาเรื่อย จนถึงขณะหนึ่งถึงขีดที่มันจะช่วยตัวได้ แน่นอน มองไปยังทิศทางหนึ่งมันเห็นเกาะตะคุ่ม ๆ ว่าเป็นเกาะแน่ มันก็มีความ
น.229 แน่ใจว่า ไปข้างนั้นน่ะดีแล้ว ทางข้างหลังนี้พอกันที พอกันทีโว้ย ที่แล้วมา แต่หลังนี้. อาการที่ พอกันทีโว้ย ! นี้เราเรียกกันอยู่ติดปากว่า "นิพพิทา" นิพพิทา มันเป็นความเบื่อหน่าย พอกันทีโว้ย ล้วนแต่สั่นหัวเอือมระอาไปทั้งนั้น แหละ : เป็นพ่อเขาก็ไม่สนุก เป็นแม่เขาก็ไม่สนุก เป็นเมียเขาก็ไม่สนุก เป็นผัวเขา ก็ไม่สนุก เป็นอะไรก็ล้วนแต่ไม่สนุก. พอกันทีโว้ย นี่คือมีอาการของนิพพิทา ; เป็นมนุษย์ก็ไม่สนุก เป็นเทวดาก็ไม่สนุก เป็นพรหมก็ไม่สนุก เป็นอบายทุคติ ก็ไม่สนุก ไม่มีอะไรสนุก พอกันทีโว้ย ไม่มีที่จะเที่ยวค้าขายหากำไรที่ไหนอีกแล้ว มันเบื่อทั้งกำไรและขาดทุนแล้ว ก็พอกันที. ที่มองไปเห็นฝั่งฝ่ายโน้น คือไม่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป มันเป็น ฝั่งโน้นฝั่งนอก ฝั่งนอกโน้นไม่ใช่ฝั่งในนี้ มันอยู่นอกออกไป แต่ว่ามันก็หาพบที่นี่ .. มันอยู่นอกออกไปตรงกันข้าม แต่มันก็หาพบที่นี่. นี่เห็นฝั่งแน่นอน มีความ ตัดสินใจแน่นอนไม่มีถอยกลับเป็นธรรมดา นี่ก็เรียกอาการของ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล คือพระโสดาบันเกิดขึ้น. ความเป็นพระโสดาบันเกิดขึ้นในความหมาย ที่ว่า แน่ต่อฝั่งโน้น ไม่มีอาลัยอาวรณ์ในฝั่งนี้หรือฝ่ายนี้ ไม่มีถอยหลังกลับ แล้วก็แน่นอนที่จะถึงข้างหน้า อย่างนี้เรียกว่าเป็นพระโสดาบัน. ครั้นเขาว่ายไป ๆ ใกล้จุดนั้นเข้าทุกที จนถึงเขตน้ำตื้นหยั่งถึงแล้ว จะเดินไปบ้างก็ได้แล้ว มันใกล้เกาะนั้นเต็มที่ ก็เป็นพระสกิทาคามี. ทีนี้เดิน ต่อไปอีกมาถึงริมทราย ริมน้ำ ริมทรายนี่เป็นพระอนาคามี. แล้วก็ขึ้นบก ที่แห้งสนิทก็เป็นพระอรหันต์. นี่การขึ้นบกของคน ๆ นี้เป็นระยะ ๆ ไปอย่างนี้. ทีนี้ขึ้นไปบนบกแห้งสนิทมันเป็นอมตะ เป็นเกาะ. เมืองนิพพาน อมตะนคร นี้มัน หมายถึงนิพพาน. มีบาลีหลายแห่งเรียกนิพพานว่าเกาะ ทีปะ (ทวีปะในภาษา สันสกฤต ที่ปะในภาษาบาลี ภาษาไทยแปลว่าทวีป คือเกาะ เป็นเกาะนิพพาน).
น.230 นี่แหละพบมะพร้าวนาฬิเกร์ในทะเลขี้ผึ้งด้วยอาการอย่างนี้ คือว่าเราพบนิพพาน ในท่ามกลางวัฏฏสงสาร. ฉะนั้น บทร้องกล่อมลูก เรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลาง ทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง นี่มันไม่ใช่ของเล่น ๆ มีความหมายสูงลึก. ยังมีบทที่ร้องว่า "มะม่วงหิมพานต์ สุกงอมหอมหวาน อยู่กลางแม่น้ำทะเลหลวง พ้นลิงพ้นค่าง พ้นสัตว์ทั้งปวง" ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คือนั่นมันพ้นจาก อะไรหมดเลย. เรียกอย่างหนึ่งว่ามะพร้าว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามะม่วงหิมพานต์ เมื่อขึ้นไปบนเกาะนั้น มันก็ได้กินน้ำมะพร้าว พูดอย่างภาษาคนก็ว่า กินน้ำมะพร้าวบนเกาะนั้น นี้ว่าน้ำอมฤต อมฤตธรรม อมตธรรมเป็นน้ำอมฤต กินได้บนเกาะนั้น จากเกาะนั้น. นี้มันเป็นวิมุตติสุขหรือนิพพานสุขที่มี ที่หาพบได้ ที่เกาะนั้น แล้วก็กินเข้าไป ดื่มเข้าไป เป็นการเสวยวิมุตติสุข. ทีนี้ก็ไม่มีอะไร นอกจากแกว่ามันพอกันที มันสิ้นสุด ในใจก็สลัดหมด ตัวกูของกูมันก็สลัดหมด เพราะกินน้ำนั้นเข้าไป : สลัดเรือ, สลัดสินค้า, สลัดอะไรจากจิตใจ สลัดหมดเลย สละทิ้งเลย. นี้คือคำว่า "ปฏินิสสัคคะ" เราสวดอานาปานสติขั้นสุดท้ายบทจบว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี วิหรติ. ปฏินิสสัคคะ คือขว้างคืนไปให้เจ้าของเดิม. เรื่องบ้า ๆ บอๆ ดีชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ขว้างไปให้เจ้าของเดิมคือธรรมชาติ หรือสภาวะธรรมตามปกติ เราไม่เอา ; เราขว้างคืนเจ้าของเดิม. เป็นปฏินิสสัคคะ แปลว่าขว้างคืน ขว้างกลับ มันก็เลยเป็นการสูญตัวกูของกู ไม่มีตัวกูของกู เหลืออยู่ในจิตใจ ในความรู้สึก อีกต่อไป ก็ถึงสูงสุดจุดหมายปลายทาง เป็นชีวิตนิรันดร หรือจะเรียก สุญญตา นิรันดร ก็ได้.
น.231 ถ้าพูดอย่างคน จะเอาสำนวนโลก ๆ ภาษาคน ก็เรียก "ชีวิตนิรันดร์" ได้ความไม่ตาย ได้ชีวิตนิรันดร. แต่ถ้าพูดอย่างภาษาธรรม ก็พูดว่า "สุญญตา นิรันดร" ความว่างที่เป็นนิรันดร. อย่างนี้ไม่เป็นอันตราย ถึงไม่เข้าใจก็ไม่เป็น อันตราย. แต่ถ้าพูดว่า "ชีวิตนิรันดร” นี้ไม่แน่ เข้าใจผิดก็เกิดยึดถือขึ้นมาอีก มันก็เลยไม่ได้ประโยชน์อะไร. นี่ก็แปลว่า นายคนนี้ถึงที่สุดแห่งความสลายตัวเอง ตัวกูของกูสลายตัวไป เพราะไม่มีตัณหาอุปาทาน อวิชชา มาหล่อเลี้ยงขึ้นอีก. นี่ใจความสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ที่ได้พูดไว้ในภาษาธรรม แต่ อาศัยคำพูดภาษาคน เราจึงเปรียบเทียบเรื่องนี้ ว่าเหมือนคนเที่ยวค้าเรือในทะเล เป็นอย่างนั้น ระหกระเหินจนกว่าจะพบเกาะ คือนิพพานเป็นที่สลายไปแห่ง ตัวกูของกู. เวลาเราพูดอย่างภาษาธรรมก็ไม่ต้องพูดเป็นนายคนนั้น นายคนนี้ พูดเป็นเรื่องนามและรูป และกิเลส และความทุกข์ แล้วปฏิบัติ และก็ดับทุกข์ ก็เป็นนิพพาน. ภาษาคนกับภาษาธรรมมันเคียงคู่กันไปอยู่อย่างนี้. สำหรับคนที่ พูดภาษาธรรมไม่รู้เรื่อง หรือขี้ลืม ก็พูดภาษาคนให้เอาไปคิดไปนึกพลาง ๆ ก็แล้วกัน. ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา มีอยู่อย่างนี้ พูดไว้ โดยภาษาคน-ภาษาธรรม ประกับกันเข้าไว้ อย่าให้มันเขวไปได้ในลักษณะอย่างนี้. บัดนี้ ก็มาถึงข้อเท็จจริง ที่มันมีอยู่ตรงที่ว่าเรามันมักจะพูดกันแต่เรื่อง ที่เป็นฝ่ายภาษาคน แล้วก็คนเอามาก ๆ คือจะยึดถือเอาเสียเรื่อย ฉะนั้นจึงเกิด ยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องวิญญาณของกู วิญญาณของคนนั้นคนนี้ เขาตายไปแล้ว เผาเสร็จแล้ว. มันก็ยังมีตัวเขาเหลืออยู่เวียนว่ายไป เป็นตัวตนของเขาที่ถาวร. อย่างนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา เพราะว่าเป็นสัสตทิฏฐิ ถือว่ามีตัวตนที่ถาวรของคนใด คนหนึ่ง นี้เป็นสัสตทิฏฐินอกพุทธศาสนา มีพูดอยู่ก่อนพุทธศาสนา.
น.232 พุทธศาสนาจะไม่มีตัวตนที่ถาวรอย่างนี้ มีแต่การเกิดดับ ๆ เกิดดับ ของตัวกูของกู เพราะฉะนั้นวิญญาณก็เกิดดับ-เกิดดับอยู่ : วิญญาณของตัวกูของกู นี้มันเกิดดับ - เกิดดับอยู่ เป็นสิ่งเดียวกันกับตัวกูของกู ฉะนั้นวิญญาณไม่ใช่สิ่ง ที่จะถาวรอะไรได้ แต่เป็นสิ่งที่เกิดดับ - เกิดดับอยู่. คำว่า "วิญญาณ" มันมี ๒ แง่ คือว่าถ้ามันเกิดขึ้นมาด้วยอวิชชา มัน เป็นวิญญาณที่จะเป็นทุกข์ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท, กล่าวคือวิญญาณนี้มันเกิด ขึ้นมาด้วยอำนาจของอวิชชามันก็ต้องนำไปสู่ภพ ชาติ และทุกข์ ตามนัยแห่งปฏิจจ- สมุปบาท ; ที่นี้อีกวิญญาณหนึ่งมันไม่ได้เกิดมาจากอวิชชา หรือมันเกิดขึ้นมาโดย ไม่ต้องเกี่ยวกับอวิชชา มันเป็นความรู้แจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีอวิชชาเจืออยู่ วิญญาณนี้เป็นนิพพาน. ในพระบาลีมีอยู่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกนิพพานว่า "วิญญาณ" แปลว่าสิ่งที่บุคคลควรรู้แจ้ง หรือความรู้แจ้ง ก็ได้ นี่มันไม่เกี่ยวกับอวิชชา. ฉะนั้น วิญญาณมันจึงเกิดเป็น ๒ ชนิดขึ้นมา : วิญญาณที่มาจากอวิชชา เกิดดับ-เกิดดับอยู่ ตามอวิชชา มันก็เป็นทุกข์เรื่อยไป ; วิญญาณที่มันไม่เกี่ยวกับอวิชชา มันเกี่ยวกับ ปัญญา เกี่ยวกับวิชชาเสีย มันก็ไม่มีความทุกข์เลย มันก็เป็นนิพพานไป มีความ หมายเป็นนิพพาน เป็นฝ่ายไม่มีทุกข์ตลอดกาลไป. นี้แหละถ้ามันเกี่ยวกับฝ่ายอวิชชาเป็นวิญญาณโง่ มันก็เกี่ยวกับความทุกข์ มีความทุกข์ตามนยแห่ง ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด ก็เกิดทุกข์. ทีนี้ถ้าไม่มีอวิชชา เพราะอวิชชาดับ วิญญาณก็ไม่มีที่จะเป็นทุกข์ แต่เป็นวิญญาณที่ไม่ทุกข์ เช่นรู้แจ้ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ไปตามเรื่องตามราว แต่ไม่ปรุงความทุกข์ เพราะมันไม่มาจากอวิชชา. พระอรหันต์ก็มีวิญญาณ ไม่ใช่ว่าดับวิญญาณไปหมด แต่มีวิญญาณที่ประกอบอยู่ด้วยวิชชา. ฉะนั้น พระอรหันต์จึงรู้แจ้งรูป เสียง
น.233 กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ด้วยวิญญาณชนิดนี้ มันจึงไม่ก่อให้เกิดทุกข์ มันจึงเป็น ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร คือดับ. พวกเราตามธรรมดามีวิญญาณที่เนื่องอยู่กับอวิชชา มันจึงเป็นปฏิจจ- สมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร คือเกิดทุกข์เรื่อย เกิดความทุกข์เรื่อย. อีกทางหนึ่ง มันดับทุกข์เรื่อย ทางนี้มันเกิดทุกข์เรื่อย. ฉะนั้น ขอให้มีวิญญาณที่ไม่เนื่องด้วย อวิชชา มันจะป้องกันความทุกข์ไม่ให้เกิดขึ้นมา อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรก็ไม่มี ความทุกข์เกิดขึ้นมาได้ เดี๋ยวนี้มามัวโง่ มามัวหลง เรื่องความหมายของคำว่า "วิญญาณ" แล้วไปยึดมั่นวิญญาณว่าเป็นตัวกูของกู คนเดียวกันตลอดกี่ชาติ ๆ นี้มันผิด. ที่แท้ วิญญาณเป็นสิ่งที่เกิดดับ ๆ ๆ อยู่ตามเหตุปัจจัยที่แวดล้อมทางตา ทางหู ฯลฯ ฉะนั้น วิญญาณเป็นของชั่วขณะ ชั่วขณะ ๆ ๆ ถ้ายังมีเหตุมีปัจจัย มัน เกิดดับ ๆ ๆ ได้เรื่อยไป ; หมดเหตุหมดปัจจัย ก็เลิกเกิดเลิกดับ. ทีนี้ เราไม่ต้องให้มันหยุดดับหยุดเกิดอะไรโดยตัวมันเองนัก คือเรา อย่าไปยึดถือมันว่า ตัวกูของกู ก็มีค่าเท่ากับดับไม่มีเหลือเหมือนกัน. มันจะเป็น อะไรก็ช่างมัน จิตนี้อย่าไปมีอวิชชา ไปหลงยึดถือว่านั่นแหละคือตัวกู วิญญาณ ก็จะกลายเป็นของดับไปตลอดกาล ; เหลือแต่ความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นเป็นต้น ที่ทำอะไรใครไม่ได้ ที่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ได้. ขอให้ศึกษา สนใจศึกษาฝึกฝนและปฏิบัติอย่างนี้ คือให้เหลืออยู่แต่วิญญาณที่ไม่เกี่ยวข้องกับ อวิชชา ตัณหาอุปาทาน มันก็จะมีปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับอยู่เสมอไป ทุกครั้งที่ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง เป็นต้น.
น.234 ฉะนั้น ใครต้องการที่จะไม่ต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารเหมือนนาย คนนั้นแล้ว ก็จงพยายามควบคุมความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในขณะที่ตาเห็นรูป หูฟัง เสียงเป็นต้น ให้มันคงเป็นแต่วิญญาณทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รับอารมณ์มา รู้ว่าเป็นอะไร แล้วมีปัญญารู้แจ้งว่าควรทำกับมันอย่างไร อย่าไปหลงรัก หลงเกลียด หลงชัง เกิดตัณหาอุปาทานขึ้น ก็จะเป็นผู้ที่อยู่เหนือกองทุกข์. พระอรหันต์ ท่านมีชีวิตอยู่ด้วยวิญญาณที่เป็นนิพพานอยู่ตลอดเวลา พวกเรานี้มันโง่ มันจึงมี วิญญาณชนิดที่เป็นวัฏฏสงสารอยู่ตลอดเวลา ; แล้วยังจะเพิ่มหนักขึ้นไปอีก ที่จะ เอามาเป็นวิญญาณตัวเดียวคนเดียวกันเรื่อย กี่ร้อยชาติพันชาติ. เดี๋ยวนี้ ที่กรุงเทพ ฯ กำลังเข้าใจกันอย่างนี้ ที่จะให้วิญญาณใดวิญญาณ หนึ่งเป็นวิญญาณที่ถาวรตลอดกาลนั้น มันไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ไม่ใช่พุทธศาสนา ดับทุกข์ไม่ได้. มันต้องเป็นวิญญาณตามสภาวะธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวกูของกู ไม่ยึดถือเอาเป็นตัวกูของกู นี่แหละวิญญาณนิพพาน วิญญาณที่เป็นนิพพาน. ถ้าไม่อย่างนั้นจะเป็นวิญญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร. ฉะนั้นป่วยการที่จะมาเถียงกันว่า วิญญาณนั้นมีหรือไม่มี เสียเวลาเปล่า ๆ. วิญญาณต้องมีแน่ แต่เป็นของชั่วขณะ- ชั่วขณะ : ชนิดหนึ่งเป็นความทุกข์เป็นวัฏฏสงสาร. อีกชนิดหนึ่งเย็นสนิท เป็นนิพพาน. วิญญาณที่เย็นเป็นนิพพานนี้ ใครมี มันก็หมดปัญหา ไม่มีเรื่องที่จะ ต้องลำบากต่อไป ; วิญญาณที่เป็นตัวกูของกูนั้นอย่าเอากับมันเลย ให้มันเกิดแต่ วิญญาณที่เป็นขันธ์ที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ไม่เจืออยู่ด้วยอุปาทาน ให้เป็นขันธ์ที่ไม่เจืออยู่ ด้วยอุปาทาน เป็นวิญญาณตามธรรมชาติล้วน ๆ จิตนั้นก็จะเป็นประภัสสรอยู่เอง ตามธรรมชาติ ไม่มีปัญหาเรื่องความทุกข์. เผลอเมื่อไรโง่เมื่อไร อวิชชา อุปาทาน เข้ามาครอบครองก็เป็นวิญญาณที่อยู่ในวัฏฏสงสารเป็นความทุกข์. ใครฉลาดมาก พอ คนนั้นจะมีบุญมาก คือมีการได้ที่ดีมาก คือจะไม่ต้องเป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ต้อง
น.235 ลงทุนอะไรด้วย อยู่เฉย ๆ ก็ได้หมด ถึงหมด ดับหมด เย็นหมด ; ดับทุกข์ได้ เพราะอยู่เฉย ๆ. นี่ เป็นอุปมาข้อสุดท้าย ไม่ต้องขวนขวายหาอะไร ไม่ต้องสร้างอะไร ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉย ๆให้ถูกวิธี ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สเจเม ภิกชู สมฺมาวิหเรยยํ - ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้; อสุญโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส - โลกนี้ก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อยู่ให้ถูกต้อง อยู่ให้ชอบเท่านั้น ไม่ต้องทำ อะไร ; แต่มันมีความหมายอยู่ในตัว “เป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่าจาก พระอรหันต์" เป็นอยู่โดยชอบ นี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าอยู่ให้นึ่ง ๆ อยู่นิ่ง ๆ อย่าไป แส่ปรุงแต่งนั่นนี่ ยึดถือนั่นนี่ขึ้นมา หาวิธีอยู่นิ่ง ๆ ให้ได้ ; นี้เพราะว่ามารู้เรื่อง ที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา คือวิธีที่จะออกไปเสียจากความทุกข์ โดยวิธี ที่สมมุติไว้ต่าง ๆ กัน หลายอย่างหลายประการจนเวียนหัว. ถ้าพูดอย่างเต็มที่ พูดอย่างให้เรื่องมันมากก็พูดว่า ต้องทำนั้น ต้องทำนี่ ต้องทำบุญ ต้องทำกุศล ไม่รู้จักสิ้นรู้จักสุด หรือว่าต้องแล่นไปในวัฏฏสงสารไม่รู้ กี่พันกี่หมื่นชาติ กื่อสงไขยชาติ นี้เป็นต้น เรื่องมันยาวเช่นเดียวกับที่เล่านิทาน ให้ฟังมาแล้ว. แต่ถ้าฉลาดเรื่องมันกลายเป็นสั้นสิ้นสุดลงเดี๋ยวนี้ ที่นี่ ว่าอยู่เฉย ๆ ให้ถูกวิธี แล้วจะไม่มีความทุกข์อะไรเกิดขึ้นมาได้ มันจะเป็นนิพพานอยู่ที่ความ เฉยได้ในสิ่งทั้งปวง - ความเฉยได้ต่อสิ่งทั้งปวง ; ไม่ต้องเหนื่อยอะไร ไม่ต้อง ยากอะไร ไม่ต้องลำบากอะไร ไม่ต้องลงทุนอะไร ดังพระบาลีที่ว่า ลทฺธา มุธา นิพพุตี ภุญฺขมานา - นิพพานเป็นของให้เปล่าไม่เก็บสตางค์. เดี๋ยวนี้คนลงทุน ทำบุญกันมากมาย เป็นหมื่นเป็นแสนจะซื้อนิพพาน มันไขว้กันอยู่อย่างนี้.
น.236 ฉะนั้นหวังว่าทุกคนจะได้กำหนดเอาใจความสำคัญตรงที่ว่า สิ่งสำคัญใน พระพุทธศาสนานั้น เขาพูดไว้ในภาษาธรรมเสมอไป แม้ว่าจะยืมคำภาษาคนมาพูด ก็เป็นเพียงเปลือกหรือภาชนะ สำหรับจะใส่ของที่มีค่าเป็นเนื้อใน มันก็เรียกว่า ไปด้วยกันได้ ไม่ต้องแยกกัน. ถ้าเรามีเพชรพลอย เราก็ต้องมีหีบ มีตู้ มีอะไร ที่จะใส่มันให้มันอยู่ด้วยกัน ขออย่างเดียวแต่ว่าอย่าไปเข้าใจกลับกันเสีย คือไป บูชาเปลือก แล้วก็ไม่สนใจสิ่งที่เป็นเนื้อใน ; ที่แล้วมาเป็นอย่างนั้น เพราะคน ส่วนมากไม่สนใจในภาษาธรรม ไปสนใจแต่เปลือก คือภาษาคน. ขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้
Buddhadasa