น.237 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. หัวข้อบรรยายในวันนี้ของเรามีอยู่ดังที่ท่าน ทั้งหลายทราบแล้ว ว่า เรียนพุทธศาสนาอย่างไร จึงจะรู้ พุทธศาสนา ? หัวข้อนี้ฟังดูที่หนึ่งก็คล้าย ๆ กับว่าเป็นเรื่อง ที่ง่าย ๆ ตื้น ๆ สำหรับเด็ก ๆ เสียเต็มที่ แต่ที่จริงเป็นหัวข้อที่ลึก ที่มีความหมายลึก หรือยากที่จะทำความเข้าใจกันได้ จึงขอ เตือนท่านทั้งหลายว่า อย่าได้ประมาทเสีย เดี๋ยวจะไม่ตั้งใจฟัง เพราะเห็นว่าเรื่องมันง่ายเกินไป. ความประมาทว่าง่ายเกินไป นี่แหละ ได้ทำลายโอกาส ได้ทำลายประโยชน์ หรืออะไร ที่ควรจะได้มาเสียแล้วอย่างมากมาย ในเรื่องราวแต่หนหลัง ของเราเอง. ๒๑๐
น.238 แต่ละคนอาจจะคิดว่า เรารู้พุทธศาสนากันอยู่แล้ว โดยเฉพาะคิดว่า ตัวเองรู้พุทธศาสนาอย่างยิ่ง. ความคิดเช่นนี้มันมีได้ตามธรรมชาติ ตามธรรมดา ต่างคนต่างก็จะรู้สึกว่าตัวรู้อะไร หรือมีอะไรไม่น้อย ; ทั้งที่เมื่อกล่าวตามหลัก พุทธศาสนาแล้วยังไม่รู้ หรือยังไม่มีสิ่งที่ควรจะรู้-ควรจะมี อย่างถูกต้องและ พอเพียง. เพราะฉะนั้นอาตมาจึงขออภัยที่จะเอาเรื่องชนิดนี้มาพูดอีก มันฟังดู คล้าย ๆ กับว่าเป็นการดูหมิ่นท่านผู้ฟังอยู่สักหน่อย. โดยเนื้อแท้แล้ว มันก็เป็นเรื่องยาก และยังเป็นเรื่องยาก แม้สำหรับ แก่ตัวอาตมาผู้พูดนี้เอง ทั้งที่อาตมาก็เป็นผู้ที่เรียนพุทธศาสนามาตั้งหลายสิบปี คือสนใจมาตั้งแต่ก่อนบวช. บวชตั้ง ๔๐ กว่าปีแล้ว แล้วก็สนใจมาตั้งแต่ก่อนบวช ก็ยังรู้สึกว่า ยังไม่รู้พุทธศาสนาถูกต้องเพียงพอเต็มตามที่ควรจะมี. และก็เคยคิด ว่าเคยรู้มาก ต่อมาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันยังไม่รู้มากขึ้นด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เคยผ่านมาแล้ว ทั้งที่มันถูกต้องหรือที่มันผิดพลาดบกพร่องอย่างไร ก็จะได้เอามา ประมวลกันเข้า และมากล่าวให้ท่านทั้งหลายฟัง นี้ก็คือข้อที่จะต้องขอร้องในเบื้องต้นว่า ขออย่าได้ประมาทเลย จงตั้งใจ ฟัง หรือสนใจที่จะเข้าใจเรื่องนี้ และแก้ปัญหาข้อนี้ให้ลุล่วงไป โดยหัวข้อว่า “เรียนพุทธศาสนาอย่างไร จึงจะรู้พุทธศาสนา ?" โดยหัวข้อนี้ มันก็แสดงอยู่แล้วว่า เรียนอย่างไร ? หมายความว่ามันมี วิธีเรียนหลายอย่างหลายสิบอย่าง เราต้องเรียนอย่างไหนอย่างไรจึงจะรู้พุทธศาสนา. นี้ย่อมหมายความว่า เรียนบางอย่าง เรียนจนตายก็ไม่รู้พุทธศาสนา. อาตมา เคยไปพูดในที่บางแห่ง ไม่มีใครเชื่อ คือพูดว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้ พุทธศาสนา ไม่มีใครเชื่อ ; ก็เลยพูดเสียเลยว่า ยิ่งเรียนพุทธศาสนานั้นแหละ
น.239 ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ยิ่งเรียนพุทธศาสนาอย่างที่เขาเรียนกันเดี๋ยวนี้ อย่างที่พวก ฝรั่งเรียนพุทธศาสนานี้ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. พวกฝรั่งเขาเรียนพุทธศาสนากัน อีกแบบหนึ่ง เรียนเท่าไรก็ไม่รู้จักตัวแท้ของพุทธศาสนา; นี่เป็นเรื่องที่พูดแล้ว ไม่น่าเชื่อ แล้วก็จะต้องคอยฟังกันต่อไปว่า ทำไมจึงพูดว่า ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา แต่ก็ตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า เพราะมันเรียนไม่ถูกวิธี จึงได้ เกิดมีหัวข้อขึ้นมาว่า "เรียนพุทธศาสนาอย่างไร หรือโดยวิธีใด จึงจะรู้พุทธศาสนา" ทีนี้ เราจะตั้งต้นพิจารณากันอย่างละเอียดละออถี่ถ้วน เพื่อให้เกิด ประโยชน์แก่การเรียนทุกชนิด ทุกสาขา แก่ผู้ฟังทุก ๆ แขนงของวิชา แม้ที่ไม่ใช่ พุทธศาสนาก็จะพลอยได้รับประโยชน์ ; ฉะนั้น ขอให้สนใจฟังตอนแรก ๆ นี้เป็น การวินิจฉัยกันอย่างละเอียดในคำพูดนั้น ๆ หรือเรื่องนั้น ๆ : ข้อแรกก็อยากจะขอร้อง ให้สนใจในคำสำคัญคำนั้นเองคือคำว่า "เรียน" คำว่า เรียน นี้มันหมายความได้หลายอย่างหลายระดับ แต่คนก็ไม่ค่อยจะสนใจกัน พอพูดว่าเรียนก็หมายถึงเข้าโรงเรียน แล้วก็เรียนที่โรงเรียน. อย่างเด็กเรียน หนังสือหรือพระเณรเรียนนักธรรม นี้เรียกว่าเรียน. ถ้าเรียนเพียงเท่านี้ พระ พุทธเจ้าท่านยังไม่เรียกว่าเรียน, ชาวบ้านหรือพวกเราจะเรียกว่าเรียนก็ตามใจ. คำว่า "เรียน" ที่แท้จริงมันมีอยู่ยิ่งไปกว่านั้น ฉะนั้นเรามาพูดกันให้หมดว่า ‘เรียน" นี้มันมีกี่อย่าง : - เรียนอย่างแรก หมายถึง การฟัง การอ่าน การศึกษา อย่างที่ใช้ในการ เรียนทั่ว ๆ ไป นี้เรียกว่าการพึ่ง มันก็เป็นการเรียน. อย่างเราพูดว่า สุ. จิ. ปุ. ลิ. วินิมุตฺโต กถํ โส ปณฺฑิโต ภเว -ให้ฟัง ให้คิด ให้ถาม ให้จำ อย่างนี้ มันเป็นเรื่อง เรียนธรรมดาอย่างเรียนหนังสือ เรื่องสามัญ แม้ที่สุดแต่บาลีที่ว่า สุสฺสูสํ ลภเต
น.240 ปญฺญํ -ฟังด้วยดีจึงจะได้ปัญญา อะไรทำนองนี้ มันเป็นการเรียนธรรมดาทั้งนั้น เป็นการฟังการเรียนตามธรรมดา. สมัยก่อนเขาไม่มีหนังสือให้อ่าน ฉะนั้นการ เรียนก็คือฟังนั่นเอง. เดี๋ยวนี้สะดวกขึ้น มีกระดาษ มีหนังสือให้อ่าน มันก็แทน การฟังเป็นการพึ่งทางตา. นี่เรียกว่าเป็นการเรียนอย่างหนึ่ง. เรียนอย่างที่ ๒ เรียนคือทำลงไปจริง ๆ ปากไม่ต้องพูด หูไม่ต้องพึ่ง แต่ว่าทำลงไปจริง ๆ นั่นแหละ ปฏิบัติลงไปจริง ๆ ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาที่เรียกว่า ไตรสิกขา นั่นแหละคือการเรียน ภาษาบาลีว่า สิกขา ภาษาสันสกฤตว่า ศึกษา ภาษาไทยว่า ศึกษา สามคำนี้ก็หมายถึงการเรียน แต่หมายถึงการทำลงไปจริง ๆ. ไตรสิกขาในพุทธศาสนาคือศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๓ อย่างนี้ หมายถึงการทำลงไป จริง ๆ ไม่ใช่การเรียนจากหนังสือ เหมือนที่เราเรียนกันแต่ปาก อย่างนกแก้ว นกขุนทอง ถ้าเรียนอย่างนี้มันไม่สำเร็จประโยชน์ มันไม่เป็นสิกขา หรือศึกษา ขึ้นมาได้. ถ้าไม่เรียกอย่างสิกขา ๓ ก็เรียกว่า พรหมจรรย์ ดีกว่า พรหมจรรย์ นั่นแหละคือเรียน. ประพฤติพรหมจรรย์ในพุทธศาสนาคือไตรสิกขา ; ปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เรียกว่า ประพฤติพรหมจรรย์. พรหมจรรย์นี้มีอยู่ ๒ ระดับ : ระดับแรกคือพรหมจรรย์สำหรับผู้ยัง ไม่เป็นพระอรหันต์ นี้ก็เรียกว่า "พรหมจรรย์". พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เอหิ ภิกฺขุ พฺรหฺมจริยํ จรหิ ทุกฺขสฺส อนุตกิริยาย" - เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งความทุกข์, จงมาประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้เป็นผู้ดับทุกข์ให้ได้. ระดับที่ ๒ เป็นพระอรหันต์มาก่อนบวช เพราะได้ฟังคำสั่งคำสอนคำอบรมหรือ อะไรก็ตามแต่ เป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ยังไม่ได้บวช พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เอหิ ภิกฺขุ พฺรหฺมจริยํ จรถ" อีกนั่นแหละ ว่า จงมาประพฤติพรหมจรรย์. แต่ ไม่มีคำว่า "เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ" เพราะท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว.
น.241 นี่ขอให้เข้าใจว่า คำว่า "พรหมจรรย์" นี้ ยังใช้ได้แม้แก่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์มาแล้ว ตั้งแต่ก่อนบวชเข้ามาประพฤติพรหมจรรย์. ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ก็มาประพฤติ พรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ก็เพื่อเป็นพระอรหันต์ ; แต่ถ้าเป็น มาแล้วก็มาประพฤติพรหมจรรย์เฉย ๆ. การประพฤติพรหมจรรย์ นี้คือการศึกษา หรือการเรียน เป็นการเรียนด้วยการปฏิบัติลงไปจริง ๆ ไม่ใช่มัวแต่อ่าน ฟัง นั่งคำนึงคำนวณอะไรอยู่. เรียนอย่างที่ ๓ เป็นการเรียนในตัวของชีวิตโดยชีวิต คือว่าเรียน เพราะมันได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ ไปมาก ตั้งแต่เกิดจนบัดนี้. นี้ก็มีเรียนกันทุกคนโดยไม่ รู้สึกตัว ยิ่งอายุมากก็มีเรียนมาก ; แต่คนบางคนนั้นโง่ไม่สนใจกับการเรียนชนิดนี้. ภาษาบาลีเรียกว่า "รัตตัญญู" แปลว่าผู้รู้ราตรีมาก คือมันเกิดนาน. สมัยใหม่นี้ เขาเรียกกันว่า “เจนจัด" มีความเจนจัดในสิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็หมายถึงชีวิตที่มันอยู่นาน มันเจนจัดในตัวชีวิตนั่นเอง. บาลีเรียกว่า รัตตัญญู - มีราตรีมาก มีราตรีนาน ; ความหมายเหมือนกัน. ฉะนั้นขอให้ถือเสียว่าชีวิตนี้ยังไม่ตายเสียเพียงไร มันย่อม เป็นการเรียนอยู่ในตัวมันเอง โดยไม่รู้สึกตัวอยู่เพียงนั้น ; นี้ก็เป็นการเรียน การเรียนอย่างที่ ๑ นี้ เป็นการฟัง การอ่าน ตามที่ทำกันอยู่ในเวลานี้ ภาษาโลก ภาษาชาวบ้าน ภาษาคน เขาหมายความอย่างนั้น. การเรียนอย่างที่ ๒ ในภาษาผู้ปฏิบัติธรรม เขาหมายถึงการปฏิบัติลงไปจริง ๆ, และการเรียน อยู่โดย ธรรมชาติที่ได้ผ่านไป ๆ วันหนึ่ง คืนหนึ่ง, วันหนึ่ง คืนหนึ่ง โดยไม่รู้สึกตัว. ท่านทั้งหลายลองไปเปรียบเทียบดูเอาเองเถิดว่า เรียนอย่างไหนมันจะจริงกว่ากัน หรือมันจะมีค่ามีคุณมีผลประโยชน์อะไรมากกว่ากัน หรือมันช่วยเราได้มากกว่ากัน. อีกทางหนึ่งพอที่จะเปรียบเทียบได้ก็คือ วิธีเรียนซึ่งแบ่งประเภท ตามการสอน. การสอนกับการเรียนมันต้องคู่กันไป จะมีแต่การสอนไม่มีการ
น.242 เรียนไม่ได้ ; มีแต่การเรียนไม่มีการสอนก็ไม่ได้. ทีนี้ผู้สอนนั้นเป็นคนก็ได้ เป็นธรรมชาติก็ได้ เป็นตัวชีวิตนั้นเองก็ได้. เอาละถ้าคนสอนโดยมากมันสะดวกดี แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีหลายอย่าง หลายระดับตื้นลึกกว่ากัน : อย่างที่ ๑ สอน ด้วยการพูดให้ฟัง นี้อย่างหนึ่ง. อย่างที่ ๒ เขาสอนโดยไม่ต้องพูด แต่ว่าทำให้ดู ปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง เหมือนกับสัตว์มันสอนลูกมัน มันไม่ได้พูดกัน มันทำให้ดู ลูกมันก็ทำตาม ; นี่ครูบางคนไม่พูด แต่ว่าทำให้ดู. นี้ดีกว่า มัวแต่นั่งพูด กันอยู่. อย่างที่ ๓ สอนด้วยการรับประโยชน์ให้ดู คือมีความสุขให้ดู เป็นผู้มี ความสุขอย่างน่าเลื่อมใส น่านับถือให้ดู ; แม้ไม่พูดสักคำหนึ่ง. การสอนอย่างหลังนี้แหละคนกลับยินดีรับเอา ทำตาม โดยไม่ต้องกะ ไม่ต้องเกณฑ์ ไม่ต้องเชื้อไม่ต้องเชิญ. การสอนอย่างแรกนั้นไม่แน่ สอนแล้ว สอนอีก มันไม่สนใจ มันไม่นับถือ มันไม่เชื่อฟัง เพราะมันสอนแต่ปาก. แม้ ทำให้ดู มันก็ยังไม่ค่อยแน่ แต่ถ้ามีความสุขให้ดู ได้รับประโยชน์ให้ดู แล้วจะ เอาอย่างกันใหญ่. เหมือนทำไร่ทำนาทำสวนนี้ พอเห็นใครทำได้ผลดีรวยก็เอาอย่าง กันใหญ่ เพราะมันต้องการประโยชน์. ความต้องการประโยชน์นั้นบังคับให้เรียน จริง ให้ทำตามจริง ๆ. นี้คำว่า "เรียน" มันก็ยังมีอยู่หลายชั้นอย่างนี้. ลักษณะการเรียนที่แบ่งประเภทตามผล เอาผลของการเรียนทาง ธรรมะโดยตรง มาเป็นเครื่องพิจารณาอีกสักทีหนึ่งก็ยังได้ : ผลของการเรียนมันก็ แตกต่างกันไปตามลักษณะของการเรียน. เรียนอย่างที่ ๑ มีผลทำให้มีความรู้ สอบไล่ได้ มีความรู้เป็นปริญญา เป็นบัณฑิต เป็นมหาบัณฑิต มาจากมหาวิทยาลัย นี้เรียนเพื่อให้มีความรู้ อย่างนี้อาศัยการอ่าน การจำ การทำตามธรรมดา
น.243 เรียนอย่างที่ ๒ เรียนเพื่อให้เกิดความฉลาดหรือความเข้าใจ. นี้ ไม่ต้องอาศัยการฟังหรือการเรียนตามธรรมดา แต่อาศัยการใช้เหตุผล จะต้องเป็น คนใช้เหตุผล มีการใช้เหตุผลอยู่เรื่อย มันจึงจะได้ผลเป็นความฉลาด หรือความ เข้าใจ; ซึ่งต่างจากความรู้ เรียนอย่างที่ ๓ มันมีผลทำให้เกิดความซึมซาบทางวิญญาณ โดย เฉพาะการเรียนด้วยการปฏิบัติลงไปจริง ๆ หรือว่าการเรียนด้วยชีวิต มันสอนอยู่ ในตัวมันเองนั้น ผลก็คือการซึบซาบทางวิญญาณเฉพาะตนด้วย ใครก็มารู้แทน กันไม่ได้ แล้วจะไปสอนผู้อื่นมันก็สอนไม่ได้ด้วย. ผลที่เป็นความซึมซาบทาง วิญญาณนี้ บางทีพูดเป็นคำพูดไม่ได้ เขียนเป็นตัวหนังสือไม่ได้. ธรรมะที่ลึก ที่แท้จริง มันมีลักษณะอย่างนั้น. ขอให้จำไว้เป็นของแถมพก แต่ว่าสำคัญที่สุด กล่าวคือมันเป็นเรื่อง เป็นประโยชน์ทั่วไปว่า ตัวธรรมะ หรือ ความจริง ของจริง ที่ถึงที่สุดนั้นจะเป็น สิ่งที่พูดบรรยายด้วยคำพูดไม่ได้ เขียนเป็นตัวหนังสือไม่ได้. "ส่ง" ชนิดนี้ มันจะเป็นผลของการที่เรียนมาอย่างถูกวิธี และลึกซึ้งคือเรียนในตัวชีวิต คือเรียน ด้วยการผ่าน-ผ่านสิ่งนั้นลงไปด้วยชีวิตจริง ๆ ฉะนั้น ขอให้ทุกคนนึกย้อนหลัง ถึงการที่เราได้ผ่านมาตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ เรารู้อะไรมากอย่าง ซึ่งคนอื่นเขา มารู้กับเราด้วยไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกเฉพาะคน ; แล้วมันก็ยังสอนกันไม่ได้ จะสอนคนที่มีนิสัยอย่างหนึ่งให้เปลี่ยนนิสัย อย่างนี้มันยากเหลือประมาณ. นิสัย สันดานของเขาเป็นอย่างอื่น มันก็เปลี่ยนยาก. เขาจะต้องเรียนของเขาเอง โดย วิธีลึกซึ้งอย่างที่ว่ามาแล้ว จึงจะเปลี่ยนได้. ครูจะช่วยบอกให้ที่หนึ่ง ก็เพียงแต่ว่า จงไปทำอย่างนั้น ๆ ไปสังเกตอย่างนั้น ๆ โดยรอบ ๆ ทั่ว ๆไป โดยรอบ ๆ ด้าน ดูแล้วก็จะพบวิธีที่เหมาะ ที่เฉพาะแก่ตน แล้วก็ลองไปทำ มันก็พบได้. มันเหมือน
น.244 กับชี้ทางให้เดิน มันเดินแทนกันไม่ได้. หรือว่าบอกให้ไปทำอะไรกินดู ชิมดู แล้วมันก็รู้รสแทนกันไม่ได้. นี้แหละเพียงแต่คำว่า "เรียน" มันก็มีความหมายหลายชั้นเสียอย่างนี้แล้ว ฉะนั้นขอให้ถือเอาประโยชน์จากคำว่า "เรียน" นี้ ให้ได้ลึกที่สุด สูงที่สุด เพื่อ จะเรียนพุทธศาสนา ให้รู้พุทธศาสนา. ข้อต่อไปก็อยากจะตั้งเป็นปัญหาขึ้นมาเลยว่า เรียนอะไร? เมื่อพูดถึง การเรียน วิธีเรียน ลักษณะการเรียน หมดแล้วก็จะมาถามว่า เรียนซึ่งอะไร. นี้ก็อย่างเดียวกันอีกนั่นแหละ มันมากมายหลายอย่าง. ถ้าเราไปเรียนในสิ่งที่ ไม่ควรเรียน มันก็เท่ากับไม่ได้เรียน. ฉะนั้น เราต้องเลือกให้ถูก เรียนสิ่งที่เรา ควรเรียน อย่าไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องเรียน ; แต่แล้วคนเราก็ชอบ ไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็นมากขึ้นทุกทีในโลกนี้. นี้จะประมวลมาให้ฟังพอเป็น เครื่องสังเกต : เมื่อถามว่าเรียนอะไร ? มันก็มีอยู่ว่า อย่างที่ ๑ เรียนทั้งหมด มันเป็น คนบ้าเรียน ตั้งใจจะเรียนทั้งหมด จะรู้ไปเสียทั้งหมด นี้เรียกว่าเรียนทั้งหมด อะไรเรียนได้กูจะเรียน. การเรียนอย่างนี้ มันเพื่อเป็นนักปราชญ์ชนิดที่บ้าหอบฟาง ไม่รู้อะไรจริง แต่รู้ไปเสียทุกอย่าง. "บ้าหอบฟาง" หมายความว่า มันหอบฟางไว้ ท่วมหัว ท่วมตัว มองไม่เห็นตัว แต่ในสิ่งที่หอบไว้นั้นมันเป็นฟาง ไม่มีข้าวเปลือก สักเม็ดเดียว. ถ้ามีข้าวเปลือกติดอยู่บ้างที่ฟางนั้น ก็เป็นข้าวเปลือกลีบ. นี้มัน เรียนทั้งหมด มากเกินไปจนใช้อะไรไม่ได้. แม้เรียนพระไตรปิฎก จนจบพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าท่านก็ยังเรียกว่า "โมฆะบุรุษ" คือเป็นผู้กำมือเปล่า เรียนพระไตรปิฎกจบ พระพุทธเจ้าก็ยังเรียกเขา
น.245 ว่า "กำมือเปล่า" อย่างนี้ก็มี. จะว่าเรียนธรรมวินัยทั้งหมด ตามหลักปริยัตินี่หมด ก็เรียกว่าเรียนจบพระไตรปิฎก แม้ในสมัยที่ไม่มีการแบ่งเป็นพระไตรปิฎก ก็เรียก ว่าพระไตรปิฎกอย่างที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ก็ได้เหมือนกัน คือเรียนกันทั้งหมด โดย ทฤษฎีแล้วเรียนหมด. พอเรียนหมดแล้วพระพุทธเจ้าเรียกว่า "โมฆะบุรุษ" คือ เป็นคนกำมือเปล่า ในมือมีแต่ลม. มันกำมือก็จริง แต่ว่าในมือไม่มีอะไร มีแต่ลม. หรือเรียกว่าคนเลี้ยงโค ฉลาดเลี้ยงโค เลี้ยงโคเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น แต่ไม่ใช่ เจ้าของโค ไม่มีโอกาสจะกินนมโค เพราะเป็นลูกจ้างเลี้ยงโค. คนเดี๋ยวนี้ก็เรียนมาก เพื่อเป็นลูกจ้างสอนหนังสือ แต่ไม่ได้รับประโยชน์ของพระธรรม ที่เป็นความ สะอาด สว่าง สงบ หรืออะไรทำนองนั้นเลย ; เป็นบ้าหอบฟาง เป็นโมฆะบุรุษ เป็นคนเลี้ยงโค แล้วแต่จะเรียก. นี้แหละ คือคนเรียนทั้งหมด เรียนเพื่อเป็น นักปราชญ์ ตามที่ตลาดเขาต้องการจะจ้าง. อย่างที่ ๒ เรียนเฉพาะที่พระพุทธเจ้าท่านขอให้เรียน เรียนเฉพาะ เท่าที่พระพุทธเจ้าท่านขอให้เรียน. อย่างนี้ เรียนกำมือเดียว โดยเปรียบเทียบว่า ความรู้ทั้งหมดที่ตถาคตได้ตรัสรู้นั้น มีปริมาณมากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า ทั้งดง ทั้งประเทศ แต่ว่าที่เอามาสอนเธอทั้งหลายนี้เท่ากับใบไม้กำมือเดียว. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ปุพฺเพ จาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ, ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ, ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี เราบัญญัติสอน เฉพาะเรื่องความทุกข์ กับเรื่องความดับทุกข์เท่านั้น. ก็หมายความว่า ถ้ามันไม่. เกี่ยวกับความดับทุกข์ละก็ไม่ต้องสอน ไม่ทรงเอามาสอน แล้วเราก็ไม่ต้องเรียน. เดี๋ยวนี้ เราไปเรียนสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ ที่ไม่ใช่เป็นเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์. มัวแต่เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลัง โกรธวิวาทกันไป เรื่องตายแล้ว เกิด เรื่องผีมีหรือไม่มี เรื่องวิญญาณคืออะไร นี้มันไม่มาสู่จุดที่ว่าดับทุกข์อย่างไร ,
น.246 มันขยายไปไกลเรื่อย ๆ ต้องตั้งปัญหาว่า ความทุกข์คืออะไร มาจากอะไร ดับได้ โดยวิธีใด แล้วก็ทำให้ได้อย่างนั้น อย่างนี้เรียกว่าใบไม้กำมือเดียว. แม้เป็นเรื่อง ทางโลก เราก็ควรจะเรียนชั่วใบไม้กำมือเดียว อย่าไปเรียนให้มันเกินความจำเป็น มันจะหละหลวม มันจะกะพร่องกะแพร่งไปหมด. ถ้าเราเป็นชาวนา สมัครจะ เป็นชาวนา ก็เรียนเรื่องทำนาให้มันถึงที่สุด จะค้าขาย ก็เรียนเรื่องค้าขายให้มัน ถึงที่สุด ให้มันถนัดทั้งโดยวิชาและทั้งโดยการปฏิบัติ ทั้งโดยทฤษฎีและโดยวิธีการ อย่างนี้เรียกว่า "เรียนกำมือเดียว" คือเท่าที่จำเป็นจริงๆ มันต่างกับเรียน ทั้งหมดอย่างพร่า ๆ หรือว่าอย่างที่ไปรับจ้างสอนหนังสือ ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติ. อย่างที่ ๓ คืออย่างที่สมัยนี้เขาเรียนกัน เรียกว่าเรียนเฉพาะที่กิเลส มันต้องการ. ฟังดูออกจะแปลก อย่างที่ ๑ เรียนทั้งหมด, อย่างที่ ๒ เรียน เฉพาะที่พระพุทธเจ้าท่านขอให้เรียน, แต่คนสมัยนี้เรียนอย่างที่ ๓ คือเรียนเฉพาะ ที่กิเลสมันต้องการ. การเรียนการศึกษาในโลกสมัยนี้ เรียนกันเฉพาะที่กิเลส ของโลกมันต้องการ แล้วก็อวดกันนักหนา ยกหูชูหางว่า จัดการศึกษาวิเศษ ประเสริฐก้าวหน้าในโลกนี้. แต่หารู้ไม่ว่า มันเรียนเฉพาะเท่าที่กิเลสต้องการ. แล้วกิเลสก็ยิ่งหนามากขึ้น การเรียนก็ก้าวหน้าขึ้นไปตามความหนา ความมาก ? ของกิเลส. เดี๋ยวนี้ กิเลสต้องการแต่เรื่องเนื้อหนัง กินดี - อยู่ดี ประเภทเนื้อหนัง คือความเอร็ดอร่อยสนุกสนานทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ; นี่แหละคือกิเลสสมัยนี้ที่เจริญงอกงามก้าวหน้า และก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นทุกที. ทีนี้ เขาก็ต้องการสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียว ก็หาเหตุหาปัจจัยเพื่อให้ได้สิ่งนี้ แล้วก็แข่งขันกัน แย่งชิงกัน รบราฆ่าฟันกัน เอาพวกมาตายเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน เอามาฆ่า
น.247 กันเสีย ก็เพื่อสิ่งนี้. ลองคิดให้ดีเถิดว่า เพื่อเนื้อหนังทั้งนั้น เพื่อเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ ทั้งนั้น เขาจึงต่อสู้. พวกกรรมกรก็อยากได้เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ก็คิดทำลายนายทุน ; นายทุนก็ต้องการจะสงวนไว้รักษาไว้ ซึ่งเนื้อหนัง จึงปราบปรามกรรมกร. โลกทั้งโลกมีแต่ ๒ พวกนี้ : คนหนึ่งโชคมันดีมันรวย คนหนึ่งโชคมันไม่ดีมันจน มันก็ต่อสู้กันเพื่อจะให้ได้มา หรือรักษาไว้ซึ่งเนื้อหนัง ; แต่เขากลับไปพูดเป็น อย่างอื่น เพื่ออุดมคติบ้าง เพื่อประเทศชาติบ้าง เพื่ออะไรบ้าง; แต่แล้ว ประเทศชาติของเขาก็เพื่อเขาจะอยู่ มีชีวิตอยู่เพื่อเนื้อหนังของเขา ประเทศชาติ ของเขาไม่ใช่อะไรอื่น ไม่ใช่ความเป็นธรรม หรือความถูกต้อง เป็นเพียง ประโยชน์ที่จะต้องรักษาไว้. เรื่องเนื้อหนังนี้ ขยายออกไปสัก ๓ อย่างก็คือเรื่องกิน เรื่องกาม แล้ว ก็เรื่องเกียรติ นี่แหละเรื่องเนื้อหนัง เรื่องกิน นี้ก็รู้กันอยู่แล้วไม่ต้องอธิบาย พอหลังจากกินแล้วก็ต้องการ เรื่องกาม, เขยิบเข้าไปอีกก็เป็น เรื่องเกียรติ เรื่องหน้าเรื่องตา. แต่ที่แท้เรื่องเกียรติของคนสมัยนี้ เป็นบริวารของเรื่องกิน และเรื่องกาม เพราะว่าเขามีเกียรติไว้เพื่อเป็นเครื่องมือแสวงหา กิน และแสวง หากาม ; ไม่ใช่มีเกียรติเพื่อความดีความงามความสามารถที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง มีเกียรติ เพียงเพื่อเป็นอำนาจสำหรับเกิดโอกาสเพื่อจะหากิน และหากาม. มันเลยเป็นเรื่อง เนื้อหนังไปเสียทั้งหมดแม้แต่เรื่องเกียรติ. เกียรติอย่างบริสุทธิ์ นั้นมันไม่เป็นทาส ของกินและของกาม แต่เดี๋ยวนี้เกียรติมันปลอม มันคดโกง เป็นเกียรติเลว ๆ ต่ำ ๆ เป็นบริวารของเรื่องกินและเรื่องกาม. ทุกคนในโลกกำลังศึกษาเพื่อประโยชน์แก่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ จริงหรือไม่จริงไปคิดดู. ทุกคนในโลกเวลานี้กำลังศึกษากำลังเรียน เพื่อให้ได้ดี
น.248 ที่สุดในเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติ. ที่แตกแยกแขนงเป็นวิชา หรือเป็น การงาน เป็นวิธีการ เป็นอะไรไปมาก ๆ นั้น มันไม่ต่างกันเลย มันมารวมกันอยู่ ที่นี่หมด. ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องทหาร เรื่องการเมือง เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่มันใหญ่โตในโลกเวลานี้ ผลสุดท้ายมันก็อยู่ที่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. มีเศรษฐกิจดี อย่างน้อยก็เพื่อมีทหารดีไปรบเขาให้ชนะ ; เดินแต้มการเมืองดี ก็เพื่อให้ชนะเขา ; ชนะเขาแล้วเอาอะไร ? ก็เอาปัจจัยของเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. ฉะนั้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการทหาร เรื่องการเมือง มันเป็นทาส หรือเป็นบริวารของเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. นั่นแหละคือนาย นั่นแหละ คือกิเลส ที่ต้องการ ; แล้วเราก็เรียนเฉพาะที่กิเลสมันต้องการ นอกนั้นไม่เรียน ไม่ขวนขวาย. ฉะนั้นมันจึงเป็น การก้าวหน้าหรือเจริญรุ่งเรืองขึ้นเพื่อเชือดคอ ตัวเอง. ฟังดูให้ดีอาจจะไม่เข้าใจ ว่าความเจริญความก้าวหน้าอะไรของโลกมนุษย์ สมัยนี้ คือเพื่อเชือดคอตัวเอง. ทุกสิ่งทุกอย่าง ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทาง การเมือง ทางทหาร อะไรก็ตามเถอะ เพื่อจะเป็นทาสของ กิน กาม เกียรติ ให้มากขึ้น ทำตัวให้เลวลงในทางธรรม นี้เรียกว่า "เชือดคอตัวเอง" ในทางวิญญาณ ทีนี้ เอาทางวัตถุ เจริญก้าวหน้ากัน สมมุติว่าเดี๋ยวนี้มีเครื่องรับวิทยุ กันทุกบ้านทุกเรือน แล้วก็ทำอะไร ฟังเพลง ฟังดนตรี ฟังบทความชนิดที่ ส่งเสริมกิเลส ; ถึงตอนเรื่องที่ไม่ส่งเสริมกิเลส เรื่องธรรมะ เรื่องความจริงนั้น รีบปิดวิทยุเสีย. พอมีเรื่องเพลงเรื่องส่งเสริมกิเลส แล้วก็เปิด น้อยคนไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ที่จะฟังเรื่องธัมมะธัมโม ที่ส่งอยู่ทางวิทยุ. นี้ สรุปแล้วผลมันมีอยู่ว่า เมื่อก่อนนี้คนยากที่จะได้ฟัง เรื่องอบายมุข. เดี๋ยวนี้สะดวกที่สุด จะพังเมื่อไรก็ได้ มีให้ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง เพราะเหตุที่มีวิทยุนี้เอง
น.249 สามารถที่จะฟังเพลงที่ย้อมใจให้เลวลงนี้ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง นี้จะไม่เรียกว่า มีขึ้น เจริญขึ้น เพื่อเชือดคอตัวเอง แล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร. ตัวอย่าง เช่นมีโทรทัศน์ ก็ให้มันมีการแสบตามากขึ้น ให้เด็กๆ เรียนหนังสือเลวลง เพราะมันไปนั่งเฝ้าจอโทรทัศน์ ; นี่มันก็เสื่อมสุขภาพ ความเสื่อมทางจิตใจ. แล้วเรื่องที่มาส่งทางโทรทัศน์ มันก็เป็นเรื่องส่งเสริม กิเลสอีก. มันทำลายทั้งร่างกาย มันทำลายทั้งจิตใจอย่างนี้แล้ว จะไม่ให้ เรียกว่า เจริญขึ้นเพื่อเชือดคอตัวเอง แล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร. ลองเอาไปทิ้งเสีย ก็ไม่มีใครตาย หรือไม่มีใครโง่ลง หรือไม่มีใครเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ; มันกลับ จะตรงกันข้าม. นี้เรียกว่าเราไปทำในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำหรือต้องมี ; แต่มันก็ พยายามทำ หรือมีเพื่อเป็นทาสของกิเลส เพราะกิเลสมันบังคับให้ทำ ; มันก็อุตส่าห์ เรียน เพื่อให้มีสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมี เหล่านี้กันทั้งโลก. นี่ตัวอย่างเล็กๆ เรื่อง โทรทัศน์ เรื่องวิทยุนี้ ยังมีอย่างอื่นกันอีกมากมาย แล้วก็ใหญ่โตมโหฬารกว่านี้ มากมาย ประดิษฐ์ประดอยกันขึ้นมา เพื่อให้มนุษย์ต้องทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ. สิ่งที่ไม่ทำดีกว่าทำนั้น เขากลับเห็นว่ามันต้องมีต้องทำ; ทำนั่นทำนี่ที่มนุษย์ ไม่จำเป็นจะต้องทำ ก็ล้วนแต่เพื่อให้กิเลสมันได้อย่างใจ. นี้เรียกว่าเป็นการเรียน อย่างที่ ๓ คือเรียนสิ่งที่กิเลสต้องการ เรียนตามความต้องการของกิเลส. นี้แหละ "เรียนอะไร ?" มันมี ๓ เรียนอย่างนี้ เรียนทั้งหมดเพื่อ เป็นบ้าหอบฟาง, แล้วก็เรียนเฉพาะกำมือเดียวที่พระพุทธเจ้าท่านแนะให้เรียน แต่แล้วเราก็ไม่เอา, เราก็เรียนตามที่นายของเรา คือกิเลสมันต้องการ. นี้เรียก ว่าเรียนอะไร. หัวข้อต่อไปก็จะตั้งในรูปคำถามว่า "เรียนโดยวิธีใด ?" นี้มันยากมาก ที่จะสรุปมาพูดให้หมด ให้ละเอียดละออ. แต่เรามีทางทำได้โดยอาศัยหลักของ
น.250 พระพุทธเจ้า เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าทุกกระเบียดนิ้ว ฉะนั้นเมื่อเรา ต้องการคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร เราจะนึกถึงหลักของพระพุทธเจ้าก่อน. ฉะนั้นเมื่อตั้งปัญหาขึ้นมาว่า "เรียนโดยวิธีใด ?" ก็นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องกาลามสูตรขึ้นมาทันที เอามาปรับเข้ากันได้กับการเรียน. กาลามสูตรนั้นสอนไปในทำนองว่า อย่าเชื่อนะ อย่าเชื่อโดยอย่างนั้น อย่าเชื่อโดยอย่างนั้น ๆ ๆ. ทีนี้เอามาปรับเข้าเป็นการเรียนได้อย่างไร ? มัน ก็เห็นได้ง่ายๆ นิดเดียวที่เราไปเชื่อใคร เพราะเราอยากเรียน. ใครมาบอกอะไร ให้เราฟัง แล้วเราเชื่อนั้น เพราะเราอยากเรียน เราขอความรู้จากเขา. เพราะฉะนั้น หลักเรื่องเชื่อนั้น เอามาจับกันได้กับเรื่องเรียน, หลักเรื่องเรียน ก็เอามาจับกันได้กับหลักเรื่องสอน เรื่องเรียน เรื่องสอน เรื่องเชื่อ นี้มันเป็น เรื่องที่เนื่องกันแยกกันไม่ออก. นี้เราจะเอาหลักของกาลามสูตรของพระพุทธเจ้ามา กล่าวโดยตอบปัญหาว่า "เรียนโดยวิธีใด ?" แล้วจะพูดพร้อมกันไปทั้งคู่ คือทั้งฝ่าย ที่ไม่ควรทำ หรือใช้ไม่ได้ กับฝ่ายที่ควรทำหรือใช้ได้ โดยหัวข้อเดียวกัน น่าแปลก ! เดี๋ยวจะลองว่าให้ฟัง ถ้าถือตามหลักกาลามสูตรจะเรียนโดยวิธีใดแล้ว ก็พอจะกล่าวได้ว่า มันมีอยู่ ๔ ทางด้วยกัน คือ ๑. ทางการสดับตรับฟัง เรียนโดยวิธีสดับตรับฟัง ๒. ให้เรียนโดยวิธีฝากไว้กับตำรา ๓. โดยทางคำนึงคำนวณเอาเอง และ ๔. ทางบุคคลอื่น. พระพุทธเจ้าตรัสหลักกาลามสูตรไว้ ๑๐ ข้อ แต่แบ่งจัดเป็นหมวด ๆ ได้ ว่า ๔ หมวด อย่างนี้.
น.251 หมวดที่ ๑ การสดับตรับฟัง นั้นมีอยู่ ๓ ทาง ที่พระพุทธเจ้าท่านห้าม นะ ว่าอย่ารับเอามาเชื่อ หรือรับเอามาเรียนโดยสักว่าฟังบอกกันมา มา อนุสฺสเวน - อย่าถือเอาโดยสักว่าฟังบอกกันมา ; แล้วก็ มา ปรมปราย - อย่าถือเอาโดยเหตุ สักว่ามันสืบกันมาอย่างนี้ตั้งแต่ดึกดำบรรพ, มา อิติกิราย - อย่าถือเอาโดยเหตุ สักว่าเดี๋ยวนี้มันกำลังเลื่องลือกันอยู่กระฉ่อนไปทั้งเมือง. เรื่องของการสดับตรับฟัง นี้มีอยู่ ๓ ความหมาย คือ - ฟังบอกกันมา คนนั้นบอกคนนี้ คนนี้บอกคนนั้น วนเวียนกันอยู่ที่นี่ นี้อย่างหนึ่ง ; แล้วอีกอย่างหนึ่งถือกันว่าสืบมาแต่ดึกดำบรรพ์ เขามีเป็นหลักมาแล้วอย่างตายตัว ; แล้วอีกอย่างคือว่ากำลังลือกันอยู่กระฉ่อน คือเชื่อกันทั้งเมือง เล่าลือกันอย่างไรก็ตาม อย่างที่ไม่น่าเชื่อนั่นแหละ มันลือ กันกระฉ่อนทั้งเมือง มันก็พลอยเชื่อ. ที่กรุงเทพฯ มีอะไรบ่อย ๆ เรื่องลือกระฉ่อน กันทั้งเมือง แล้วเชื่อกันอย่างน่าละอาย. หมวดที่ ๒ ทางตำรานี้มีตรัสไว้ว่า มา ปิฎกสมฺปทาเนน - อย่าเชื่อ อย่าถือ เอาด้วยเหตุสักว่าฝากไว้กับตำรา คือมันมีตำราอ้าง. หมวดที่ ๓ การคำนึงคำนวณเอาเอง นี้มีอยู่ ๔ หัวข้อ : ๑. มา ตกฺกเหตุ - อย่าถือเอามาเชื่อด้วยเหตุผลทางตรรกวิทยา ด้วยเหตุสักว่าตรรก. แล้วก็ ๒. มา นยเหตุ -อย่าถือเอามาเชื่อโดยเหตุผลทางปรัชญา ; น ย คือการ คำนึงคำนวณทางปรัชญา. แล้วก็ ๓. มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าถือเอามา เชื่อโดยเหตุผลสักว่าคิดไปตามสามัญสำนึก. เรามีปรกติคิดอย่างไรตามสามัญสำนึก เราก็คิด คิดออกอย่างไร เราก็ถือเอาอย่างนั้น ; เรียกว่าคิดเอาด้วยสามัญสำนึก. อย่าถือเอามาเชื่อโดยเหตุที่คิดเอาตามสามัญสำนึก. แล้วก็ ๔. มา ทิฏฺฐิ นิชฌานฺ ขนฺติยา-อย่าถือเอามาเชื่อโดยเหตุสักว่ามันทนต่อความเห็นของเรา. ทิฏฐิแปลว่า ความเห็น สิ่งใดมันเข้ากับความเห็นของเรา มันไม่ขัดกับความเห็นของเรา แล้วเรา
น.252 ใช้ความเห็นของเราพิสูจน์ มันก็ทนต่อความเห็นของเรา. แต่พระพุทธเจ้าท่าน ก็ยังตรัสว่า อย่าถือเอามาเชื่อโดยเหตุผลเพียงเท่านั้น. เพราะว่าเมื่อความเห็น ของเรามันผิดแล้ว เรื่องมันก็ต้องผิด. หมวดที่ ๔ ทางบุคคลอื่น เรียนโดยวิธีทางบุคคลอื่น มีอยู่ ๒ ข้อว่า : มา ภพฺพรูปตาย - อย่าถือเอามาเชื่อด้วยเหตุสักว่า ผู้นี้อยู่ใน ฐานะที่ควรเชื่อ, ก็อย่าเพ่อเชื่อ. อย่ามีเหตุผลเพียงว่าผู้นี้อยู่ในฐานะที่ควรเชื่อ. แล้วอีกข้อหนึ่ง ก็ว่า มา สมโณ โน ครูติ - อย่าถือเอามาเชื่อด้วยเหตุผลสักว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของ ข้าพเจ้า เป็นครูของเรา. นี้แหละคือข้อสุดท้าย อย่ารับเอามาเชื่อ อย่าถือเอา มาเชื่อ ด้วยเหตุผลสักว่าพระสมณะผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา. นี่พระพุทธเจ้าท่าน ว่าอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เราจะไม่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้ากันเสียเลยหรือแทบทั้งนั้น ว่านี้อาจารย์ของเรา เราต้องเชื่อ. เข้าข้างอาจารย์ สนับสนุนอาจารย์ เถียงกัน หน้าดำหน้าแดง ชกต่อยกันเลย เพราะผู้นี้เป็นครูของเรา เราต้องเชื่อ นี้แหละ หลัก ๑๐ ประการในกาลามสูตร แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท : ประเภทการสดับตรับฟัง ก็อย่าเชื่อโดยสักว่าฝั่งบอกกันมา หรือสืบมาแต่ ดึกดำบรรพ์ หรือกำลังลือกระฉ่อนไปทั้งเมือง. ประเภททางหนังสือตำรา ก็มี ข้อเดียวว่าอย่าเชื่อเพราะเหตุที่ว่ามันมีอยู่ในตำรา. การคำนึงคำนวณเอง ก็อย่า ใช้วิธีทางตรรก ทางปรัชญา ทางสามัญสำนึก หรือทางที่มันเข้ากันได้กับความ คิดเห็น. ทางบุคคลก็ว่าอย่าเชื่อว่า เพราะว่าคนนี้มันน่าเชื่อ หรือเพราะว่า คนนี้มันเป็นครูของเรา. นี้ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านทรงวางหลักไว้อย่างนี้ แล้วเราจะเรียนกันโดยวิธีใด ? เมื่อท่านไม่ให้เชื่อโดย ๑๐ ประการนี้แล้ว เรา
น.253 จะเรียนโดยวิธีใด ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสุดท้ายที่ว่า อย่าเชื่อด้วยเหตุผล สักว่า ผู้นี้เป็นครูของเรา. แล้วเมื่อตะก็ได้พูดว่าหลักกาลามสูตร นี้ถ้าพูดกันอย่างโลก ๆ อย่างชาวบ้านธรรมดาแล้วใช้ได้ แล้วก็ใช้อยู่ด้วย แต่ทางจะศึกษาพุทธศาสนาแล้ว ใช้ไม่ได้เลย. ถ้าจะเล่าเรียนตามธรรมดาสามัญของชาวบ้านชาวโลก ที่เป็น ๆ กันอยู่ เป็นวิชาโลก ๆ นี้ใช้ได้ หลัก ๑๐ ประการนี้มันใช้ได้. แต่ถ้าจะเรียนตัวพุทธศาสนา ไปนิพพาน บรรลุนิพพานแล้วมันกลับใช้ไม่ได้. มองดูก็เห็นได้ง่าย ๆ ที่ว่าใช้ได้ เดี๋ยวนี้เราก็เรียนในโลกนี้ มีการศึกษาฟังบอกกันมาบางอย่าง มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ บางอย่างกำลังลือกระฉ่อน นี่เรามันใช้ได้ รับมาได้ เอามาเป็นประโยชน์ได้ และเชื่อได้ มันเป็นเรื่องโลก ๆ ง่าย ๆ. แล้วเดี๋ยวนี้คือสมัยที่ใช้ตำรามากที่สุด. ที่นี่มีตำราขนาดที่ว่าเอาช้าง มาขน ๑๐ ตัวไม่หมด ที่วัดนี้วัดเดียว แล้วที่อื่นมันมากกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่า ก็แปลว่าโลกนี้กำลังเป็นโลกที่ติดตำรา ฝากไว้กับตำรา ; ในเมื่อพระพุทธเจ้า ตรัสว่าอย่าฝากความเชื่อไว้กับตำรา. แต่ในทางโลกเขากลับใช้กันได้ และก้าวหน้า. เดี๋ยวนี้ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ไปโลกพระจันทร์ก็ได้ ทำอะไรก็ได้ มันก็อาศัย ตำรา อาศัยความรู้สืบ ๆ กันมา. แล้วทางโลกปัจจุบันนี้ เขาใช้ตรรกวิทยา ใช้ปรัชญา ใช้สามัญสำนึก common-sense ใช้วิชาการ ใช้ความคิดความเห็น หรือเหตุผล เขาใช้กันอย่างเต็มที่ ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านว่า "อย่า อย่า" นั่นน่ะ. เดี๋ยวนี้เราก็มีหลักว่าคนนี้มัน น่าเชื่อก็เชื่อ คนนี้เป็นครูของเราเราก็เชื่อ อย่างนี้เป็นต้น. ทางโลกใช้ได้ และกำลังใช้อยู่อย่างหลับหูหลับตา ในทุกแขนงเลย.
น.254 ทีนี้พอถึงที่จะเรียนธรรมะเรียนพุทธศาสนาแล้วมันกลับใช้ไม่ได้ เพราะ ว่าตัวพุทธศาสนาที่แท้จริง มันไม่ใช่วิชาอย่างที่ชาวโลกเขาเรียน มันเป็นตัวธรรมะ ที่เป็น ปจฺจตฺตํ เป็น เวทิตฺโพ วิญญูหิ เป็น สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก มันกลับใช้ไม่ได้ ลองพิจารณากันต่อไป : ให้พิจารณาได้จากเรื่องที่มันเป็นที่มาของสูตร ๆ นี้ ว่าหมู่บ้าน ๆ หนึ่ง เรียกว่าหมู่บ้านของชาวกาลามะ เกสปุตตะเป็นชนชาวกาลามะ : และหมู่บ้าน เกสปุตตะ พระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงหมู่บ้านนั้น พ่อบ้านของหมู่บ้านนั้น ก็พา พรรคพวกไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ดีใจเหลือประมาณที่ว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาที่ หมู่บ้านนี้ เข้าไปถวายความเคารพ ทำทุกอย่างเท่าที่ใครจะทำอย่างไร และแล้ว ก็ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า หมู่บ้านเกสปุตตะนี้เป็นทางผ่าน เดี๋ยวก็มีศาสดา คณาจารย์ก๊กหนึ่งผ่านมาสอนอย่างนี้ ๆ ๆ ๆ ให้ท่านทั้งหลายถือเอาอย่างนี้ เป็น ความถูกต้อง อย่างอื่นผิด. ต่อมาอีกไม่กี่วันก็มีคณาจารย์อีกหมู่หนึ่งมา แล้วก็มา สอนว่า อย่างนี้ ๆ ๆ ๆ อย่างอื่นผิด. แล้วต่อมาอีกไม่กี่วันคณาจารย์อื่น ก็ผ่านมาอีก ก็สอนอย่างนี้ ๆๆ ๆๆ อย่างอื่นผิด. แล้วมันไม่เคยตรงกันเลย ในข้อที่คณาจารย์ ทั้งหลายสอนนั้น พวกข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร ไม่รู้ จะเชื่อพวกไหน ในบรรดาคณาจารย์เหล่านั้น". พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสสูตรนี้ว่า "กาลามะ เอ๋ย ! อย่าเชื่อโดยเหตุ สักว่าบอกกันมา, อย่าเชื่อโดยเหตุสักว่าสืบมาแต่ดึกดำบรรพ์, อย่าเชื่อที่มันเล่าลือ สรรเสริญกันไปกระฉ่อน, แล้วอย่าเชื่อโดยฝากความเชื่อไว้กับตำราหรือปีฎก, อย่าเชื่อทางตรรก, อย่าเชื่อทางปรัชญา. (นี้ ถ้าภาษาสมัยโน้นเขาเรียกว่า อย่าเชื่อทางตรรกะ, อย่าเชื่อทางนัย, อย่าเชื่อทางอาการปริวิตกกะ) แล้ว ก็อย่าเชื่อว่ามันเข้ากับความเห็นของเรา, แล้วก็อย่าเชื่อว่าผู้นี้มันน่าเชื่อ, หรือผู้นี้
น.255 เป็นครูของเรา. แต่ถ้าเมื่อใดเธอรู้ด้วยความรู้สึกอันแท้จริง เมื่อนั้นแหละเชื่อได้ คือไม่ต้องมีเหตุผลข้างนอก หรือไม่ต้องอาศัยเหตุผลก็ได้" ยกตัวอย่างเช่นว่า โลภะ ความโลภเป็นอย่างไร เกิดขึ้นในใจแล้ว มันร้อนหรือไม่ร้อนนี้อย่างนี้เป็นต้น. คือทุกคนเคยโลภ พอโลภจัด ก็ร้อนหูฉี่ เพราะความโลภ นี้ มันไม่ต้องใช้เหตุผลแล้ว ไม่ต้องคำนวณ ไม่ต้องฟังจากใคร ไม่ต้องไปเปิดตำราดู ว่าความโลภเป็นของร้อน แล้วไม่ต้องเชื่อครู ไม่ต้องเชื่อ อาจารย์คนไหน เพราะมันร้อนหูฉี่ เมื่อเกิดโลภขึ้นมา เมื่อเกิดโกรธขึ้นมา เมื่อ เกิดโง่ขึ้นมา. นี่ก็เหมือนกัน เรียกว่าศึกษาจากตัวเอง จากสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง แล้วประจักษ์ชัดอยู่ ในตัวเอง ไม่ต้องอาศัยเหตุผลเป็นอย่างนี้. นั่นแหละเราเดี๋ยวนี้เราไม่ทำอย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า คือพระพุทธเจ้า ท่านว่าธรรมะนี้เป็น สนฺทิฏฐิโก - เห็นได้ด้วยตน คนอื่นจะมาร่วมเห็นหรือให้ คนอื่นเห็นด้วยไม่ได้. สนฺทิฏฐิโกนี้เราไม่สนใจ เราอยากแต่จะให้คนอื่นมาช่วย แนะ ช่วยสอน ช่วยอะไรกันเสียเรื่อย. แล้วที่สำคัญต่อไปก็คือ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ ถึงแม้เป็นคนฉลาด ก็รู้ เฉพาะตนเท่านั้น จะรู้หรือจะเห็นแทนกันไม่ได้. ถ้าเราถือหลักอย่างนี้ไม่เท่าไร เราจะถึงตัวธรรมะเร็วเข้า แล้วจริง แล้วไม่มีทางผิด. แต่ถ้าเราไม่ถือหลัก ๑๐ ประการนี้ เราจะได้สิ่งซึ่งไม่ใช่ตัวธรรมะ แต่เป็นเพียงคำพูด เป็นเพียงเสียง เล่าลือ เป็นเพียงคำพูดเพ้อเจ้อมากเหมือนฟาง. แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับที่ว่า มันไม่มีประโยชน์อะไร. ความรู้ที่มันได้มาโดยวิธีอื่นนอกจากวิธี ปจฺจตฺตํ แล้วมัน ไม่มีประโยชน์ในการที่จะดับทุกข์. ถ้าไม่ดับทุกข์ก็ยังไม่เป็นพุทธศาสนา แม้จะ ขีดป้ายว่าพุทธศาสนา มันก็ไม่ใช่พุทธศาสนา. มันเป็นเพียงเปลือก เปลือก ของพุทธศาสนา.
น.256 ตัวพุทธศาสนาเป็นนามธรรมที่มิใช่เสียง มิใช่แสง ; มันเป็นตัวธรรม ที่ปราศจากวัตถุ ที่จะสัมผัสได้ทางวัตถุ. ถ้าถามว่าอะไร เป็นตัวพุทธศาสนา ต้องชี้ระบุไปยังตัว ความดับทุกข์ : จะหมายถึงกิริยาอาการที่ดับทุกข์ก็ได้, หรือ วิธีที่ดับทุกข์ก็ได้, หรือดับทุกข์เสร็จแล้วสบายอยู่ก็ได้ ; ต้องชี้ไปที่ตัวความ ดับทุกข์ ออกจากทุกข์ วิธีการออกจากทุกข์ได้นั้นแหละคือตัวพุทธศาสนา. ส่วน พระไตรปิฎกนี้คือตัวหนังสือที่เขียนไว้มาก ๆ ในกระดาษ แล้วก็มากจนไม่รู้ว่าจะ เอาอย่างไรดี แล้วมีความไพเราะมากมายทางวรรณคดี ก็เลยไปบ้าวรรณคดีใน พระไตรปิฎกจนตาย. พวกฝรั่งเรียนพระไตรปิฎกในลักษณะนี้กันทั้งนั้น. ทีนี้ ในเมืองเราก็เรียนพระไตรปิฎกกันในลักษณะนี้. หรือว่าเรียนในแง่ของภาษา ได้เป็นเปรียญ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค ก็เก่งไปในภาษาของพระไตรปิฎก ไม่ถึง ตัวพุทธศาสนา. นี้แหละคือข้อที่ว่าเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา เพราะมันไปเมาภาษาทางไวยากรณ์ ทางภาษา ทางศัพทศาสตร์ ทางอะไรในภาษาก็มี ทางวรรณคดีคือเนื้อความอันไพเราะจับอกจับใจเสียก็มี. ฟังเทศน์มหาชาติ น้ำตา ไหลตลอดเวลา นี้ก็เหมือนกับว่าเรียนพระไตรปิฎกเหมือนกัน ก็ไม่มีทางจะรู้พุทธ- ศาสนา. มันก็รู้แต่ผิวเปลือกของพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก แล้วบางทีทำให้เกิด ตัณหาอุปาทานอย่างอื่นใหม่ขึ้นมาอีก มีอุปาทานในพุทธศาสนา ถึงกับเป็นพุทธ- ศาสนาของกูขึ้นมา. ขอให้เข้าใจไว้เถอะว่า ถ้าความรู้สึกถึงขนาด "พุทธศาสนาของกู" ขึ้นมานั้นมันบ้าแล้ว อย่าว่าแต่จะเป็นคนดีหรือเป็นคนรู้ธรรมะเลย. ถ้ามันเกิดมี ของกู - ของสูอะไรขึ้นมาแล้วมันเป็นเรื่องบ้า เรื่องพญามาร เรื่องซาตาน เรื่อง ยักษ์มารไปแล้ว. ถ้าเรียนพระไตรปิฎกแล้วมันยิ่งหมดความยึดมั่นถือมั่น มันเป็น เรื่องปล่อยวาง นั่นแหละจึงจะเรียกว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งรู้พุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้ยิ่งเรียนพระไตรปิฎกยิ่งลืมตัว ยิ่งเหลิงเจิ้ง ยิ่งยกหูชูหาง มันก็ยิ่งไม่รู้
น.257 พุทธศาสนา. แล้วมันก็น่าประหลาดที่ว่า ทำไมมันเป็นอย่างนี้ไปเสียหมด. เพราะว่าเรียนไม่ถึงตัวพุทธศาสนา มันก็ทำให้เกิดการมึนเมาไปที่เปลือกนั่นเอง. นี้ก็คือข้อที่ว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎกยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา มันเป็นข้อเท็จจริงอยู่ อย่างนี้. ที่พูดว่า ยิ่งเรียนพุทธศาสนา แล้วยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ข้อนี้ได้แก่พวก ฝรั่งเป็นส่วนมาก และได้แก่พวกไทยเราด้วยเหมือนกัน ที่ว่ากูจะเรียนพุทธศาสนา อย่างนี้เลยยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ฝรั่งเขาจะเรียนพุทธศาสนา เขาจะเรียนตามหลัก การ หรือวิธีการของเขา เช่นพุทธศาสนามันเกิดขึ้นในประเทศไหน เขาจะเอา อย่างนั้นก่อนทีเดียว. ว่ามันเกิดในประเทศอินเดีย เขาก็ต้องศึกษาเรื่องประเทศ อินเดียเสียเป็นวรรคเป็นเวร เรียกว่าวิชา Indiaology เขาเรียนวิชาความรู้เกี่ยวกับ ประเทศอินเดีย เรียนหมด. ที่จริงเรียนแต่วิชาเกี่ยวกับประเทศอินเดียนี้ เรียน ให้หมดอาจจะตายเสียก่อนก็ได้ เรียนแต่เพียงประเทศอินเดียเท่านั้นเรียนกันจริงๆ แล้วอาจตายก่อนก็ได้จึงจะจบ. แต่ฝรั่งเขาก็ยังอยากจะเรียน ว่าถ้าเราจะเรียน พุทธศาสนา เราต้องเรียนวิชาว่าด้วยเรื่องประเทศอินเดียก่อน ภูมิประเทศเป็น อย่างไร คนเป็นอย่างไร วัฒนธรรมเป็นอย่างไร ปรัชญาดั้งเดิมเป็นอย่างไร ; แล้วก็เรียนอะไรที่มันพ้องสมัยกันกับประเทศอินเดีย หรือความคิดนึกของชาว อินเดีย. ต่อไปอีก ก็มาอีกขั้นหนึ่งที่ว่า ไหนหลักฐานอยู่ที่ไหน ? พระพุทธเจ้า มีตัวจริงหรือเปล่า ? เอ้า ! ยืนยันว่าพอจะมีตัวจริง คือมีคำสอนเหลืออยู่เป็นรูป พระไตรปิฎก นี้ฝรั่งจึงติดพระไตรปิฎก. เราจะพูดอะไรกับฝรั่ง เราต้องกาง พระไตรปิฎกให้เขาเห็น หน้านั้นบรรทัดนั้น เขาจึงจะเชื่อ. ถ้าเราจะพูดกัน ด้วยเหตุผลตามหลักของธรรมชาตินี้เขาไม่เชื่อ เขาไม่ยอมเชื่อเป็นอันขาดเลย
น.258 เขาหาว่าเราว่าเอาเอง ; ต้องเอาพระไตรปิฎกมาให้ดูว่า ว่าอย่างนั้น. ทีนี้มันก็ ลำบากตรงที่ว่าพระไตรปิฎกนั้น มันมิได้รวมเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกันอยู่ใน ที่เดียวกัน และมันยังตีความหมายยาก ยิ่งตีความหมายให้คนต่างชาติฟังแล้ว มันยิ่งตียาก มันเลยพูดกันไม่ได้เพราะเหตุนี้. ฉะนั้น เขาจะเรียนพุทธศาสนาจาก ตำรานั้น เขาก็เลยต้องเรียนจากคัมภีร์ของเถรวาทกองเท่าภูเขา, แล้วไปเรียน คัมภีร์ของฝ่ายมหายานอีกกองเท่าสองภูเขา แล้วคำอธิบายเนื่อง ๆ ต่อ ๆ กันไป อีกมากมาย. ฝรั่งเลยจมอยู่ในความรู้เรื่องพุทธศาสนาโดยไม่รู้พุทธศาสนาอย่างนี้ คือไม่มีจิตใจที่จะเข้าถึง ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ บรรลุมรรคผล นิพพานอะไรได้. นี้เรียนพุทธศาสนา แต่ไม่รู้พุทธศาสนา. ยิ่งเรียนพุทธ- ศาสนาตามวิธีนั้นแล้ว ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ขอให้เข้าใจ. ทีนี้ หลักธรรมที่ว่า อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา หรือว่ามีมาแล้วแต่ ดึกดำบรรพ์ หรือว่าลือกันอยู่กระฉ่อน นี้มันเป็นข้อปลีกย่อย ที่รัดกุมเข้ามาอีก. นี้เรียกว่านอกจากจะไม่เชื่อคัมภีร์แล้ว หลักฐานที่ว่าพระคัมภีร์นี้เขาสอนกันมาแต่ ดึกดำบรรพ์ หรือเขาบอกกันมาอย่างถูกต้อง หรือเขาพอใจกันอยู่ทั่วไป นี้ก็อย่า เอามาใช้ เหตุผลอย่างนี้. ส่วนปัญหาที่ว่าการคำนึงคำนวณเอาเองนี้. การคำนึงคำนวณเอาเอง มันมีหลายอย่าง แต่พอจะแบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือมันไปในทางที่ยึดมั่นถือมั่น ในหลักวิชานี้อย่างหนึ่ง, แล้วในทางที่เป็นอิสระแก่ความรู้สึกของตัวเองนี้อีก อย่างหนึ่ง. อย่างหลังนี้ใช้ได้ เรามีความรู้สึกอย่างเป็นอิสระอย่างไร •ใช้ความ รู้สึกอันนั้นเป็นหลัก อย่าเอาเหตุผลทางปรัชญาทางตรรกวิทยา ทางจิตวิทยา หรือ ทางอื่น ๆ ซึ่งมันมีวิธีการที่บัญญัติขึ้นมาอย่างตายตัวตามแบบนั้น ๆ แล้วอยู่ที่การใช้ เหตุผล ไม่ใช่อยู่ที่ความรู้สึกในใจ.
น.259 สองคำนี้ ช่วยจำกันให้ดีไว้ทุกคนว่า การใช้เหตุผลหรือ reasoning นี้ เป็นคนละอย่างต่างจากความรู้สึกที่รู้สึกอยู่ในใจ ที่เขาเรียกว่า spiritual experience ความรู้สึกที่รู้สึกอยู่ในใจ. ที่เขาเรียกว่า spiritual - experience ความรู้สึกในจิตใจที่ มันเจนจัดมาแต่หนหลัง. เพราะฉะนั้นการใช้เหตุผล มันเป็นเรื่องคนละเรื่อง กับความรู้สึกที่รู้สึกจริงอยู่ในใจ. การใช้เหตุผลนั้นมีทางผิดได้ หลายทาง คือ เหตุผลมันผิดนี้อย่างหนึ่ง, แล้วเหตุผลมันเปลี่ยนได้นี้อย่างหนึ่ง, แล้ววิธีใช้ เหตุผลนั้นมันผิดอีกทีหนึ่งก็ยังได้. เหตุผลจะถูกหรือจะไม่เปลี่ยนก็ตามใจ แต่ การใช้หรือวิธีใช้เหตุผลมันผิดก็ได้ ; ฉะนั้นมีทางผิดได้มาก. ฉะนั้นอย่าพูด อย่างโก้ ๆ เหมือนกับที่เขาพูดกันว่าอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล ใช้เหตุผล. มันผิด ก็ได้. ฉะนั้นวิชาที่ว่าด้วยการใช้เหตุผล เช่นตรรกศาสตร์ นี้มันช่วยอะไรใครไม่ได้ มีแต่ทำให้เวียนหัว. แต่มันไปใช้หากินได้ เพราะคนเขาชอบกันอย่างนั้น แต่ สำหรับปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานแล้วไม่ต้องใช้เลย สำหรับเหตุผลหรือ การใช้เหตุผลโดยวิธีนั้น. ให้ใช้ความรู้สึกเป็นครูสอนให้เรื่อย มันร้อนก็รู้ว่าร้อน แล้วอย่าไปทำมันก็แล้วกัน. นี่มันง่ายถึงขนาดว่าเดี๋ยวเดียวก็รู้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันร้อน เราก็อย่าก่อมันขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ เรามันชอบร้อน นี้พูดอย่างนี้ฟังดูก็ไม่น่าเชื่อ ว่าสัตว์ทั้งหลาย กลัวความทุกข์ แต่กลับชอบความทุกข์ คือไปทำแต่เรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์ อย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่รู้อยู่ว่าอย่างนี้มันเป็นทุกข์. นั้นมันอยู่ ที่ การบังคับตัวเอง ไม่ได้ ฉะนั้นบทต่อไป มันก็มีบทที่ว่าบังคับตัวเองให้ได้ มันเป็นหลักทั่วไปที่จะใช้ในทุก ๆ อย่าง. เดี๋ยวนี้ เราพูดกันว่าให้ทำดี ให้ทำความดี ; แต่แล้วมันไม่มีใคร ทำความดี เพราะว่ามันบังคับตัวให้ทำความดีไม่ได้. แล้วบางคนมีเจตนาบริสุทธิ์
น.260 อยากจะทำดีจริง ๆ เหมือนกัน แต่แล้วทำไม่ได้เพราะมันบังคับตัวให้ทำดีไม่ได้. นี่เพราะว่าเราไม่ได้พูดกันถึงเรื่อง วิธีการที่จะบังคับตัวเองให้ทำดี. บังคับตัวเอง ให้เกลียดความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้เกลียดความชั่วนี้ เราไม่สนใจ เราไปสนใจแต่เรื่องเหตุผลซึ่งเป็นลม ๆ แล้ง ๆ เสียเรื่อยไป ฉะนั้นกี่ปี ๆ ก็บังคับ ตัวเองไม่ได้ มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นในทางจิตทางวิญญาณ ; แล้วพอเผลอเข้า มันก็ไปสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังอยู่เรื่อยไป. นี้คืออุปสรรคของการ บรรลุธรรม ของการรู้พุทธศาสนาตัวจริงมันมีอยู่อย่างนี้. เรื่องไม่เชื่อครูบาอาจารย์ ไม่เชื่อผู้ที่น่าเชื่อนี้ นี่ก็ไม่ยากไม่ลึกซึ้ง อะไร พอที่จะเข้าใจกันได้. แต่มันมีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเรามันก็มักจะไปทำให้ ตรงกันข้ามกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนอีกนั่นแหละ คือว่าเป็นคนเชื่อง่ายไม่มีเหตุผล ก็ยังเชื่อง่าย ก็ยังเชื่อได้ ที่กลางกรุงที่กรุงเทพฯ กลางกรุงนั่นแหละมีการเชื่อ อย่างไม่มีเหตุผล. ไม่ใช่ว่าเชื่อเพราะว่ามันน่าเชื่อหรืออยู่ในฐานะที่ควรเชื่อ เดี๋ยวนี้เขาว่าแม้อยู่ในฐานะที่ควรเชื่อก็อย่าเพ่อเชื่อ ; ระบุตรงไปที่พระพุทธเจ้า นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราพูดก็อย่าเพ่อเชื่อ “สมณะนี้เป็นครูของเรา" นี้ใช้ได้หมด. พระองค์นี้เป็นครูของเรา นี้ก็อย่าเชื่อ ; กระทั่งพระพุทธเจ้า ตรัสเองก็อย่าเชื่อ อย่าเพ่อเชื่อ. ต้องให้ความรู้สึกที่แท้จริงในภายใน มันบอก เสียก่อนว่า มันจะต้องจริงอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าอย่างไร ให้ความรู้สึกของเรามันรู้สึก อย่างนั้นจริง ๆ มันจึงจะเชื่อ. แต่ถ้ายังไม่รู้สึกก็ต้องรอไปก่อน รอไปจนกว่ามันจะ เกิดความรู้สึกอันนี้. นี่เขาเรียกว่าศรัทธาที่ถูกต้อง ศรัทธาที่แท้จริง มันประกอบ อยู่ด้วยปัญญาอย่างนี้. ถ้าไม่อย่างนั้นมันเป็นศรัทธางมงาย เป็นความเชื่องมงาย ; แล้วจะเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ให้ลำบากยืดยาวเพราะความเชื่ออย่างงมงาย. ถ้าเชื่อ
น.261 อย่างไม่งมงาย ระยะเวลามันสั้นเข้า คือมันตัดกิเลสอะไรได้. ความเชื่อตัวเอง ไม่งมงายนี้ มันช่วยตัดกิเลสได้ ; ส่วนความเชื่องมงาย มันช่วยให้ยืดยาว ช่วยทำ กิเลสให้ยืดยาวออกไป. ทั้งหมดนี้มันน่าแปลกตรงที่ว่า ชาวโลกในสมัยนี้เขาทำผืนคำแนะนำ ของพระพุทธเจ้า แล้วมันก็ใช้ได้ตามเรื่องของเขา เพราะว่าเขาต้องการสิ่งที่ หลอกลวง. อย่าหาว่าด่าว่ากระแนะกระแหนกระทบกระเทียบเลย เพราะว่า ชาวโลกทั้งหมดในปัจจุบันนี้ต้องการสิ่งที่หลอกลวง ต้องการสิ่งที่มีความเกิด ความ แก่ ความเจ็บ เป็นธรรมดา ต้องการสิ่งที่สะสมกิเลส ส่งเสริมกิเลสเป็นธรรมดา ไม่ต้องการความดับเย็นเป็นนิพพาน ฉะนั้นเขาก็เลยใช้หลักนี้ได้ หลักที่จะเชื่อ ไปตาม ๑๐ ประการนี้ได้. แต่ถ้าเมื่อใดเกิดต้องการธรรมะจริง ดับทุกข์จริง ขึ้นมาแล้ว ก็ต้อง เปลี่ยนเป็นทิ้งสิ่งเหล่านี้หมดเลย เหลืออยู่แต่ความรู้สึก เอาความรู้สึกเป็นหลัก ; ปัญญาออกมาจากความรู้สึก ไม่ใช่มาจากเหตุผล. เพราะฉะนั้น ธรรมะที่แท้จริง เขาว่ามันอยู่ที่ชีวิตนั้นเอง อยู่ที่ความรู้สึกนั้นเอง; ไม่อยู่ที่เหตุผล ไม่อยู่ใน พระไตรปิฎก. นี่แหละควรจะละอายพวกนิกายเซ็นกันเสียบ้าง ที่เขาพูดว่า เซ็น หรือธรรมะนั้นไม่เนื่องกับพระไตรปิฎก ไม่อยู่ในพระไตรปิฎก แล้วไม่เนื่อง กับเหตุผล ; แต่เนื่องอยู่กับเซ็นคือตัวชีวิต หมายถึงความรู้สึกที่มันรู้สึกอยู่จริง ๆ ไปจัดการที่ตรงนั้น. แล้วถ้าไปมัวใช้เหตุผล มันก็เป็นเรื่องไกลออกไป ๆ ๆ ไม่ สำเร็จ เหมือนกับเอาลูกน้ำเต้ากลม ๆ มาใช้เป็นเครื่องมือช้อนปลาดุกที่แสนจะลื่น. มันช้อนไม่ติด. มันต้องมีเครื่องมือเฉพาะมาซ้อนปลาดุก แม้แสนจะลื่นอย่างไร มันก็ช้อนได้. ฉะนั้นเราต้องเอาความรู้สึกที่เป็นของจริงมาเป็นหลัก สำหรับจะ รู้สึก สำหรับจะรู้จัก สำหรับจะแก้ปัญหาหรืออะไรต่างๆ. นี่แหละคือหลักของ
น.262 กาลามสูตรมันมีอยู่อย่างนี้ แต่เราก็ประพฤติตนผืนหลักนี้กันอยู่ตลอดเวลา เพราะ ว่าเราต้องการเรื่องทางโลก ๆ ต้องการผลทางโลก ๆ ต้องการผลที่หลอกลวง ต้องการสิ่งที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา ; ไม่ได้ต้องการสิ่งที่อยู่เหนือการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันจึงใช้ได้. ขอให้รู้ข้อเท็จจริงอันนี้ไว้ว่า เรียนโดยวิธีใด ? เมื่อถามว่า เรียนโดยวิธีใด ? แล้วก็อย่างชาวโลกเขาเรียนโดยวิธีสดัง ตรับฟัง ทางตำรา ทางคำนึงคำนวณเอาเอง ทางเชื่อบุคคลอื่น ; แต่ถ้าเรียน ธรรมะแท้จริง ธรรมะตัวจริงแล้วต้องให้เรียนจากความรู้สึก คือยังมีความหมาย กว้างออกไป หมายความว่าความรู้สึกมันจะมาจากทางใด มันมีวิถีทางที่จะสร้าง ความรู้สึก หรือว่าเพิ่มความรู้สึก หรือว่าควบคุมความรู้สึกให้มันถูกต้อง ร์โดย น้ำมือของธรรมะนั้นเอง. ธรรมะจะช่วยธรรมะเองยิ่งขึ้นไปทุกที. ทีนี้เราจะมีปัญหาข้อต่อไปว่า เราจะ เรียนจากอะไร? ที่ว่าเรียนโดยวิธี ดังที่กล่าวมานั้นแล้วยังจะถามว่าเรียนจากอะไร ? อันนี้มากมายจะเอาตามชอบใจ จะพูดให้ฟัง : อย่างที่ ๑ เรียนจากพระเจ้า ; นี่แกล้งพูดให้คนโง่ ๆ ที่ยังไม่รู้จัก พระเจ้า รู้จักพระเจ้ากันเสียที ก็เลยพูดว่าเรียนจากพระเจ้า. พระเจ้าคือธรรมชาติ หรือหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เนื่องอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากธรรมชาติ. อะไร ๆ มันก็เป็นธรรมชาติ : รูปธรรม นามธรรม มรรคผล นิพพาน อะไรๆ ก็ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ. วัตถุธรรมทั้งหลายเป็นธรรมชาติ แล้วมีกฎธรรมชาติ เหมือนกันกับเรื่องทางจิตใจ. ฉะนั้นถ้าว่าเรียนจากอะไร ? ก็เรียนจากพระเจ้า. พระเจ้าคือธรรมชาติ : ตัวธรรมชาติอย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาตินี้อย่างหนึ่ง, แล้ว
น.263 ก็ผลที่จะได้จากการปฏิบัติหน้าที่นั้นอีกอย่างหนึ่ง, รวมเป็น ๔ อย่าง ; อธิบาย ไว้ละเอียดแล้วในหนังสือหลายเล่ม ไปหาอ่านดูเอาเอง, มันไม่เสียเวลาในที่นี้. นี้อย่าลืมตรงที่ว่า ธรรมชาตินั้นมันคือทั้งหมด ตัวเราที่นั่งกันอยู่ที่นี่ทุกคน เนื้อหนัง ร่างกาย ชีวิตจิตใจอะไรของเราก็เป็นธรรมชาติ แล้วข้างนอกตัวเราต้นไม้ ก้อนหิน ก้อนดิน อะไรก็ตามข้างนอกตัวเรานี้ มันก็ธรรมชาติ. ทีนี้ ในธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้มีสิ่งที่เรียกว่า กฎของธรรมชาติ นั่นแหละคือตัวพระธรรมในฐานะที่เป็นกฎ พระธรรมในฐานะที่เป็นกฎ. ตัว ธรรมชาติแท้ ๆ เป็นพระธรรมในฐานะที่เป็น สภาวะธรรม คือเป็นอยู่เอง. กฎของธรรมชาติในตัวธรรมชาติทั้งหลายนั้น เป็นพระธรรมในฐานะ ที่เป็นกฎ เรียกว่า สัจจะธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก. ทีนี้ กฎมันมีอย่างนั้น มันไม่ยอมกะใคร มันไม่ไว้หน้ากะใคร มันตายตัว เราสิเป็นผู้ที่จะต้องเข้าไปรู้กฎ แล้วปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎ ; นี้เรียกว่าหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ นี้คือพระธรรมที่เป็นตัวการปฏิบัติ. พระธรรมที่เป็นเพียง กฎมันก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ ช่วยได้แต่เพียงว่าให้รู้ว่าต้องทำอย่างไร. พระธรรมที่เป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัตินี่คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เป็น ตัวพระธรรมแท้ขึ้นมา จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ แล้วทีนี้ ไม่ต้องกลัว ผลจะเกิดขึ้น เป็นผลอย่างใด แล้วแต่ว่าได้ปฏิบัติอย่างไร ผิดหรือถูก ถ้าถูกก็มีเป็นชั้นมรรคผลนิพพานไปเลย. นี้คือผลที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตาม ธรรมชาติ เรื่องอื่น ๆ เรื่องทำมาหากินเรื่องอื่น ๆ ก็ไม่พ้นจากกฎเหล่านี้ เพราะว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ตัวเราเองทั้งเนื้อทั้งตัวก็เป็นธรรมชาติ สิ่งที่เราจะไป
น.264 ทำไปจับนอกตัวเรา มันก็เป็นธรรมชาติ ; เป็นผลเข้ามาหาเรา ก็มาในฐานะที่ว่า เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. ฉะนั้น ถ้าเราจะเรียนพุทธศาสนากันให้จริง ๆ ให้ลูกตัวจริงก็ต้องเรียนที่ตัวธรรมชาติ ซึ่งพวกอื่นเขาเรียกว่าพระเจ้า. ถ้าคนอื่น เขาจะหมายความให้แก่คำว่า "พระเจ้า" อย่างอื่นก็ตามใจเขา เดี๋ยวนี้เราเอาคำว่า “พระเจ้า" นี้ให้เป็นชื่อของธรรมชาติ เพราะว่ามันสูงสุดมันเด็ดขาด มันเป็นทุกสิ่ง มันควบคุมทุกสิ่ง มันทำลายทุกสิ่ง มันอะไรทุกสิ่งแล้วสูงสุดไปหมด ฉะนั้น ควรเรียกมันว่า "พระเจ้า" ดีกว่า คือธรรมชาติ. เรียนจากธรรมชาตินี้มันง่าย มันไม่ต้องเชื่อตามใคร ไม่ต้องเชื่ออะไรอย่าง ๑๐ ประการที่ว่ากันนั้นเลย มัน เรียนได้โดยตรงจากธรรมชาติ เพราะว่ามันเป็นอยู่ที่เนื้อที่ตัวอยู่ในจิตใจรู้สึกไปได้. เอาละทีนี้จะยอมให้ถึงกับว่า แม้ธรรมชาติที่เป็นวัตถุภายนอกนี้ มัน ก็ยังสอน. ที่เคยพูดว่าเรียนจากธรรมชาตินี้กินความกว้างตั้งแต่ลึกที่สุดมาถึงตื้น ที่สุด. จะเล่าเรื่องส่วนตัวว่าที่นี่เลี้ยงปลา เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว เลี้ยงไก่ เลี้ยงนก แล้วก็มีต้นไม้ ก้อนหินก้อนดิน บ่อห้วย หนองคลอง ลำธารนี่ ‘มีธรรมชาตอย่างนี้. ธรรมชาติเหล่านี้มันมีประโยชน์ในฐานะเป็นผู้สอน คราวหนึ่งพระเยอรมันองค์หนึ่ง มาที่นี่ใหม่ ๆ ก็ถามว่า อ้าว ทำไมท่านเลี้ยงหมา ? ก็เลยบอกว่า ทำไมจะไม่เลี้ยงล่ะ มันเป็นอาจารย์นี่ ! หมามันเป็นอาจารย์ ทำไมจะไม่เลี้ยง ท่านก็เลยทำหน้าย่น. ทีนี้ก็ถามอีกว่า เลี้ยงปลาทำไม ? ก็ว่าปลามันเป็นอาจารย์ก็ต้องเลี้ยง แมวก็เป็น อาจารย์ หมาก็เป็นอาจารย์ ไก่ก็เป็นอาจารย์ นก, ต้นไม้เป็นอาจารย์. เป็น อาจารย์อย่างไร ? เป็นอาจารย์สอนให้ฉันรู้จัก "พระเจ้า". ฉันรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" เพราะแมว หมา นก ปลา นี้ มันสอนให้. โดยเฉพาะปลานี้มันเกิดมาใหม่ ๆ มันแปลกออกมา ทำให้เข้าใจคำว่า พระเจ้าสร้างโลก. โลกนี้ไม่เคยมี มันก็มี ; สัตว์ชนิดนี้ไม่เคยมีมันก็มี. มีขึ้น
น.265 มาโดยน้ำมือของใคร เรารู้ได้จากสิ่งเหล่านี้. นี้เรียกว่าโดยทั่วไปแล้ว มันสอน เรื่องธรรมชาติ : ผิดธรรมชาติ ถูกธรรมชาติ ครึ่งผิดครึ่งถูก ดูได้จากสัตว์ เดรัจฉาน. ธรรมะทุกข้อที่มนุษย์จะต้องรู้ดูได้จากสัตว์เดรัจฉาน. โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องกิเลส ปลาชนิดหนึ่งมีกิเลสอย่างร้าย แต่ปลาชนิดหนึ่งไม่ปรากฏเลย. ปลาชนิดหนึ่งไม่เคยกัดกันเลย ไม่เคยโกรธกันเลย ไม่ถือว่าคู่ผัวตัวเมีย ไม่ถือว่า นี่เป็นที่ของกู มึงอย่าเข้ามา. แต่ว่าปลาอีกชนิดหนึ่งไม่ได้ มันตรงกันข้าม มันกัดกันเรื่อย แล้วถือคู่ครอง นี้คู่ของกู นี้ที่ตรงนี้ที่ของกู. จึงทำให้รู้เรื่องกิเลส ในจุดเริ่มแรก ในจุดตั้งต้นที่ต่ำที่สุดขึ้นมา รู้จักเรื่องตัณหา รู้จักเรื่องอุปาทาน จากสิ่งเหล่านี้ ที่มันแสดงให้เห็นชัด. การที่มันไปตรงตามคัมภีร์นั้น ไว้ว่ากันทีหลัง. เพราะว่าเมื่อเราอ่าน คัมภีร์ เราไม่เกิดความเข้าใจอะไรเลย ; แต่พอเรามาดูสิ่งเหล่านี้ เราก็เข้าใจ ว่ากิเลสตัณหาอุปาทานคืออย่างไร ไม่มีคืออย่างไร มีมากมีน้อยคืออย่างไร มัน เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร มันคืออาจารย์ เป็นอาจารย์อย่างยิ่งตรงที่ว่าเราละอายมัน. เราเป็นคน เรายังโกรธเก่ง โมโหเก่งกว่าปลาที่เราเลี้ยงไว้ กว่าหมาที่เราเลี้ยงไว้ เรารู้สึกละอาย. ฉะนั้นหมาก็เป็นอาจารย์ แมวก็เป็นอาจารย์ ปลาก็เป็นอาจารย์ นก หนู มด แมลงมันก็เป็นอาจารย์. เพราะฉะนั้นจึงถือว่านี้ก็คือเรียนจากธรรมชาติ เรียนจากพระเจ้า มันไม่เสียที ที่เราเลี้ยงมันไว้ จนกว่าจะหมดความจำเป็น. หรือว่าอย่างน้อยก็เผื่อไว้เพื่อคนอื่นบ้าง หรือว่าเลี้ยงไว้เพื่อจะสืบต่อรักษากันไว้ดู. นี้ก็เป็นเพียงแขนงน้อย ๆ แขนงหนึ่งเท่านั้น ที่ว่าเราจะเรียนจากธรรมชาติ อย่างที่หนึ่งก็เรียนจาก พระเจ้าคือธรรมชาติ อย่างที่ ๒ อยากจะพูดเอาเองตามชอบใจว่า เรียนจากมหร สพทาง วิญญาณ. ไม่ค่อยมีใครเคยรู้ หรือว่าเคยคิด หรือไม่ยอมคิดด้วยซ้ำไปว่ามหรสพ
น.266 ทางวิญญาณนี้มันมีอยู่. รู้จักแต่ว่ามีมหรสพทางเนื้อหนังที่ตลาด เป็นหนังเป็นละคร ที่ตลาด นั่นมันทางเนื้อหนัง ; มหรสพทางวิญญาณนี้วิเศษเหลือเกินเหลือประมาณ แต่ไม่มีใครสนใจ. เอาละจะเริ่มเรื่องตั้งแต่ต้นไปว่า การที่ทุกคนมานั่งอยู่ที่นี่ กำลังได้รับ ประโยชน์จากมหรสพทางวิญญาณ และทำให้ติดใจและมาอีกบ่อย ๆ เพราะมันมี มหรสพทางวิญญาณที่ตรงที่เรานั่งอยู่ที่นี่. จะเอาที่อะไร มันได้ทั้งนั้น เพราะ มหรสพทางวิญญาณนั้นคือตัวธรรมะที่แท้จริง. ธรรมะที่แท้จริงปรากฏในใจเมื่อไร แก่ใจเมื่อไร เมื่อนั้นเรียกว่า ใจมันได้ดูมหรสพทางวิญญาณ. ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คือว่า ก้อนหิน ก้อนดิน ต้นไม้ต้นไร่ ภูมิประเทศ ที่เรานั่งอยู่ที่นี่ มันเป็นอุปกรณ์ หรือเป็นเครื่องมือ หรือเป็นโรงมหรสพทาง วิญญาณ. อยู่ที่บ้านมันมีแต่เรื่องตัวกูของกูกลุ้มไปอยู่ตลอดเวลา. ทีนี้พอมานั่ง ลงตรงนี้ ที่นี่ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางจิตมันเปลี่ยนหมด ; เพราะต้นไม้ เพราะก้อนหิน เพราะกรวดดิน มดแมลงที่นี่มันล้วนแต่หยุดและ เย็น, ทีนี้มันก็ดึงดูดจิตใจของคนที่มานั่งแถวนี้ให้ลืม ให้ลืมตัวกูของกู ให้ลืมความ เห็นแก่ตัวที่กลัดกลุ้มอยู่ในใจ ที่เอามาจากบ้าน. ที่บ้านเต็มไปด้วยเรื่องตัวกูเรื่องของกู นั่นนี้อย่างโน้นอย่างนี้ เดี๋ยว โลภนิด เดี๋ยวโกรธหน่อย เดี๋ยวโง่หน่อย สลับวนเวียนกันอยู่แต่เรื่องตัวกูของกู อยู่ที่บ้าน. พอมาที่วัดนั่งลงตรงนี้ อำนาจหรืออิทธิพลของพระเจ้า กล่าวคือของ ต้นไม้ของใบไม้ ของก้อนหิน นี้มันดึงดูดจิตใจ จูงจิตใจไปแต่ในทางให้ลืมเรื่อง บ้าที่สุด โง่ที่สุด ที่บ้านเสียให้หมด ; จิตมันก็เลยว่างจากตัวกูของกู ; ความ สะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นตามธรรมชาติโดยบังเอิญมันก็เกิดขึ้นในใจ. เราก็รู้สึก สบายใจบอกไม่ถูกเพราะนั่งอยู่ที่นี่ ; แล้วก็โง่จนไม่รู้ว่าทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น
น.267 ควรจะนึกสักหน่อยว่า เพราะสิ่งเหล่านี้มันดึงดูดจิตใจไปแต่ในทาง ให้หยุด ; ไม่ยุให้ยุ่ง ไม่ยุให้วุ่น ; มันดึงดูดไปแต่ในทางให้หยุด เราก็เลยแพ้มัน จิตมันหยุด หยุดตัวกูของกู มันก็เลยเย็น. นี่พอหยุด แล้วก็เย็น เย็นแล้ว มันก็สบาย สบายใจบอกไม่ถูก. นี่อำนาจของพระเจ้าคือธรรมชาตินี้ ให้เกิด ความรู้สึกพอใจชนิดหนึ่งในทางวิญญาณ มีความเอร็ดอร่อยเหมือนเรื่องของกิเลส แต่ไม่เป็นอย่างเดียวกัน ; มีความเอร็ดอร่อยเท่ากัน แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน .. มหรสพทางเนื้อหนังมันก็เอร็ดอร่อยไปตามแบบของกิเลส, มหรสพทางวิญญาณ นี้มันก็เอร็ดอร่อยไปตามแบบของวิญญาณ. เดี๋ยวนี้มันก็ประจักษ์แก่ใจเราเองแล้ว ว่ามันสบายจริง มันสบายใจบอกไม่ถูก ลืมความตาย ลืมความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และลืมตัวกู ลืมของกู ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง เหลืออยู่แต่ความ ว่าง คือความสงบ หรือความสะอาด แล้วแต่จะเรียก. ความรู้สึกชนิดนี้ที่กำลังได้รับอยู่ที่จิตใจนั้น คือ มหรสพทางวิญญาณ. ขอให้ท่านทั้งหลาย เรียนพุทธศาสนาตัวจริงจากตัวมหรสพทางวิญญาณ คือความ สบายใจที่แท้จริงที่กำลังได้รับอยู่ว่ามันคืออะไร ? มันมาจากอะไร ? มันจะมาได้โดย วิธีใด ? อย่างนี้ให้มากขึ้น ; ไม่เท่าไรก็จะรู้เรื่องพระนิพพาน คือความว่างจากตัวกู ไม่มีตัวกูไม่มีของกู นั้นแหละคือมหรสพทางวิญญาณ. เมื่อใดมันปรากฏแก่ใจ จงรีบเรียน ๆ ๆ ๆ ให้รู้จักสิ่งนี้ให้มากที่สุด. เดี๋ยวนี้โอกาสมันมีแล้ว มันปรากฏ แก่ใจบ้างแล้วก็รีบเรียนเสีย. เรียนจากหนังสือไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเรียนจากพระไตร ปิฎก ไม่มีทางที่จะเรียนจากครูบาอาจารย์ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า บ้าเปล่า ๆ. เรียนโดยอาการ ๑๐ ประการอย่างในกาลามสูตรนั้นใช้ไม่ได้ ต้องเรียนจากความ รู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกที่เป็นมหรสพทางวิญญาณ คือ มันน่ารัก น่าพอใจ น่าปรารถนา น่าไปตามแบบของธรรมะ ไม่เกี่ยวกับกิเลส. พูดให้ชัดลงไปอีกที ว่าเมื่อใดมีความสบายใจในลักษณะนี้ ในลักษณะนี้โดยเฉพาะขอให้รีบเรียนมัน ;
น.268 เรียนที่ตัวลักษณะนี้ เรียนที่ตัวสิ่งนี้ แล้วก็จะพบได้เองว่า นี้คือความสบายใจ ที่แท้จริง. ความสบายใจที่มีเงินมาก มีอะไรมาก มีลูกหลานดี ลูกหลานพะเน้า พะนอดี ความสบายใจชนิดนั้นมันคนละแบบ คนละอย่าง แล้วหลอกลวง ; สู้ความ สบายใจตามแบบของพระพุทธเจ้าไม่ได้ คือสบายใจเมื่อได้ชมมหรสพทางวิญญาณ ด้วยวิญญาณ แล้วก็รีบศึกษามันให้ก้าวหน้า ๆ ๆ ๆ จนกระทั่งเป็นมรรคผลนิพพาน ที่ถาวร. เดี๋ยวนี้มันเป็นมรรคผลนิพพานชั่วคราวชั่วขณะไปเสียหมด. อย่างนี้ อาตมาเรียกเอาเอง ใครจะว่าบ้าบอก็ตามใจ ว่า "เรียนจากมหรสพทางวิญญาณ". เอาละทีนี้จะพูดอย่างธรรมดา ๆ บ้าง : อย่างที่ ๓ เรียนจากสิ่งทั้งปวง ที่ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ถ้าใครเข้าใจพุทธภาษิตนี้มันก็ง่าย ว่าท่านทั้งหลาย จงเรียนพุทธศาสนาตัวจริงตัวแท้จากสิ่งทั้งปวงที่ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. เรา ก็เคยรู้กันมาแล้วว่า พระพุทธภาษิตมีอยู่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย-ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นหัวใจของพระไตรปิฎกทั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์. นี้เป็นหัวใจพุทธศาสนา พึ่งดูให้ดี หัวใจพระพุทธศาสนาอยู่ที่สิ่งทั้งปวง เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า สิ่งทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ความไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่สิ่งทั้งปวง ฉะนั้นต้องเรียนความไม่ยึดมั่นถือมั่นที่สิ่งทั้งปวง. เราจึงเรียนพุทธศาสนาที่สิ่ง ทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น .. ทีนี้ คนที่โง่อย่างเด็ก ๆ แม้หัวหงอกก็จะคิดว่า โอ๊ยมันมากมาย มัน จะไปเรียนอะไรที่ไหนไหว ; เด็กโง่ที่หัวหงอกจะคิดอย่างนี้ ว่าสิ่งทั้งปวงมากมาย หลายร้อยหลายหมื่นหลายแสนหลายล้านสิ่ง จะไปเรียนมันไหวอย่างไร. นั่น
น.269 เพราะว่าไม่ฟังคำสั่งสอนชนิดที่ว่าดูให้ดี อย่าไปเชื่อใคร สิ่งทั้งปวงนี้มันรวมอยู่ที่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์. สิ่งทั้งปวงมันรวมอยู่ที่ ๖ สิ่งเท่านั้น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ความรู้สึกที่เข้ามาทางตา ความรู้สึกที่เข้ามาทางหู ความรู้สึกที่เข้า มาทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง แล้วก็ทางใจเอง ๖ อย่างนี้ แล้วรวมเรียกเพียง อย่างเดียวว่า "อารมณ์". คำว่า อารมณ์ แปลว่า สิ่งที่มาทำให้จิตเกาะหรือยึด คำว่าอารมณ์ แปลว่า เกาะหรือยึด คือยินดีนั่นแหละ ถ้ายินดีก็คือเกาะหรือยึด เอามาแปลอีกทีว่ายินดี ตัวมันแปลว่าเกาะหรือยึด. สิ่งที่มาทำให้รู้สึกยินดียินร้ายนี้ เรียกว่า "อารมณ์". พูดกลาง ๆ ก็ว่าสิ่งที่ทำให้จิตเกาะ เกาะสำหรับยินดีก็ได้ เกาะสำหรับยินร้ายก็ได้ เพราะมันไม่เหมือนกัน. สิ่งที่คนหนึ่งชอบ อีกคนหนึ่ง ไม่ชอบก็ได้ ฉะนั้นอย่าไปพูดว่า สิ่งใดมันจะดีหรือจะน่ารักเสมอไป สำหรับ ทุกคนมันไม่เหมือนกัน. ถ้าเอาคนไปเปรียบกับสุนัขแล้วยิ่งไกลกันใหญ่ มันอาจจะชอบไม่ เหมือนกันเลยก็ได้ ตรงกันข้ามก็ได้. และในคนเองยังไม่เหมือนกัน. นี้เรียกว่า สิ่งทั้งปวงคืออารมณ์ เท่านั้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จัดได้เป็น ๖ อย่างเท่านั้น แต่ถ้าไปจำแนกมันแล้วเป็น หมื่นอย่าง แสนอย่าง อสงไขยอย่างไปเลย ไม่ไหวจริงเหมือนกัน. แต่มันไม่จำเป็นที่จะไปดูกันทุกอย่าง อย่างนั้น ความหมายมันมาอยู่ตรงที่ทำให้จิตใจเข้าไปเกาะหรือไปยึด ฉะนั้นก็ดูว่าเมื่อไรมีสิ่งไรมาทำให้จิตใจมันเกาะมันยึด แล้วก็ระวังให้ดี ๆ นี่คือตัวร้ายตัวมารร้าย ตัวเหตุที่จะทำให้เกิดความทุกข์. แล้วก็ให้ดูทีเดียว ดูรวบรัด ทีเดียวว่า ไม่ว่าอะไรพอเข้าไปเกาะไปยึดด้วยยินดี หรือยินร้ายก็ตาม มันเป็น
น.270 "ของกู่" เป็นสำหรับรักหรือสำหรับเกลียดขึ้นมา : เกลียดก็ของกู รักก็ของกู. นี้มันก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะเป็นของกู เพราะเป็นตัวกู. ฉะนั้นจึงมีความจำกัด ลงไปว่า สิ่งทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวกู หรือว่าเป็น ของกู รวมความให้สั้นอีกทีก็ว่า อย่าได้เกิดความรู้สึกในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวกู ว่าของกู ฉะนั้นอะไรมันเข้ามาทางตาก็ดูมันอย่างนั้น อะไรมันเข้ามาทางหูก็ดูมัน อย่างนั้น อะไรมันเข้ามาทางจมูกก็ดูมันอย่างนั้น เข้ามาทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิตใจ ก็ดูมันอย่างนั้น มันก็ง่ายนิดเดียว มันไม่ต้องไปเที่ยวดูให้ทั่วจักรวาล อะไรที่ไหน นั่งอยู่ที่ตรงนี้ สติมีอยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เข้ามานี้ก็ว่าเป็นธรรมชาติ นามรูปตามธรรมชาติ ตามสภาวะธรรม ไม่ใช่ตัวกูไม่ใช่ของกู. ทำอย่างนี้เรียกว่า เรียนจากสิ่งทั้งปวงที่ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. นั่งอยู่ตรงนี้เรียนได้ทั้งสากล จักรวาล. โดยมันทำให้รู้สึกขึ้นมาได้ว่าทั้งสากลจักรวาลนี้ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น อะไรเลย ว่าเป็นตัวกูว่าเป็นของกู อย่างนี้ก็ได้ เรียกว่าเรียนจากทุกสิ่ง หรือสิ่ง ทั้งปวงที่ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. หรือจะพูดไปอีกแบบหนึ่งก็ได้ คือ อย่างที่ ๔ เรียนจากพระธรรมชนิดที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเราผู้นั้น เห็นธรรม". "พระธรรม" ชนิดนี้เป็นสิ่งที่ควรเรียน. ตรงนี้ขอทบทวนอีกที เดี๋ยวจะฟันเผือกันใหญ่ คำว่า "ธรรม - ธรรม" คำเดียวนี้ แต่มีหลายความหมาย เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดว่า "ธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ใดเห็นแล้วนั้น คือเห็นพระพุทธเจ้า" อันนี้มันรวมหมดทั้งตัวความทุกข์ ตัวเหตุให้เกิดทุกข์ ตัวความดับทุกข์ และทางแห่งความดับทุกข์ไว้หมดเลย. ผู้ใดเห็นธรรม ๔ ประการนี้ หรือจะเห็นเพียงอย่างเดียวก็เอาที่ตัว ความดับทุกข์. ใครเห็น
น.271 ธรรมนี้ คนนั้นเห็นพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้ามีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ ไม่มี ทุกข์ มีความสะอาด สว่าง สงบ นี้คือไม่มีทุกข์. ใครเห็น สภาพอันนี้ เรียกว่า คนนั้นเห็น พระพุทธเจ้า. นี่พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็น ตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม. ผู้ไม่เห็นธรรมไม่เห็นตถาคต แม้ว่าจะ เกาะแข้ง เกาะขา เกาะจีวรของตถาคตอยู่ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นตถาคต" ฉะนั้น เราต้องเรียนให้เห็นธรรมชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านั่นแหละ คือตถาคต. นี้มันกลายเป็นเรียนข้างในโดยตรง : เมื่อใดมีความรู้สึกเป็นทุกข์ ก็รู้ว่าทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์ก็รู้ว่าเหตุให้เกิดทุกข์, และความไม่มีทุกข์ว่างจากทุกข์ ก็รู้ว่าความไม่มีทุกข์ ; ให้รู้อย่างนี้อยู่เสมอโดยไม่ผิดพลาด ไม่ต้องใครสอน แต่ ไม่มีทางผิดพลาด. ทุกข์มันก็รู้ และเหตุไรจึงทุกข์มันก็รู้ เหตุไรจึงไม่ทุกข์มันก็รู้ อยู่ที่บ้านเป็นทุกข์เพราะตัวกูของกู มานั่งตรงนี้ไม่ทุกข์เพราะมันไม่มีตัวกูของกู มันกำลังไม่ทุกข์ ; ให้เห็นในข้อเท็จจริงเหล่านี้อยู่ด้วยความรู้สึก ไม่ใช่เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยปัญญา หรือยิ่งกว่าปัญญา คือเห็นด้วยความรู้สึก เมื่อนั้นเห็น พระพุทธเจ้า. จงศึกษาพุทธศาสนาด้วยการเห็นสิ่งนี้ นั่นแหละคือตัวแท้ของ พระพุทธศาสนา ซึ่งเรียนไม่ได้จากครูบาอาจารย์หรือจากพระไตรปิฎก ต้องเรียน จากข้างใน เรียนจากตัวธรรมะนั้นเอง. สำหรับ "พระธรรม" ยังมีตรัสไว้อีกว่า ธรรมวินัยจะอยู่เป็นศาสดา แก่พวกเธอ หลังจากที่เราล่วงลับไปแล้ว อย่างนี้ก็มี. มีคนเขาอธิบายกันไปเสียว่า ธรรมวินัยนี้คือการเล่าเรียนที่โรงเรียน และถือว่าอยู่เป็นพระศาสดา นี้มันไม่ถูก มันถูกเพียงนิดเดียว. ธรรมวินัย หมายถึงธรรมวินัยที่ได้มีการปฏิบัติและมีผล ของการปฏิบัติควบกันอยู่อย่างนี้จึงจะเรียกว่า "ธรรมวินัย" ที่อยู่เป็นพระศาสดา ของพวกเธอ หลังจากการล่วงลับไปแล้วแห่งเรา.
น.272 นี้ ยกตัวอย่างมาบ้างเท่านั้น มันไม่อาจจะยกมาทุกอย่างได้ ว่าจะเรียน พุทธศาสนาจะต้องเรียนตัวจริงของจริงคือ "ตัวธรรม". ทีนี้ นอกจากจะเรียน จากตัวจริงของจริง คือตัวธรรมแล้ว ก็ยังต้องรู้จักการเปรียบเทียบตัวธรรมเหล่านั้น ที่มันสัมพันธ์กันอยู่ในระหว่างธรรม ๒ ประเภท คือธรรมที่ทำความยึดมั่นถือมั่น และธรรมที่ไม่ทำความยึดมั่นถือมั่น. ธรรมที่ทำความปล่อยวางก็ดี ธรรมที่ทำความยึดมั่นถือมั่นนี้ก็ดี มัน ก็ธรรมด้วยกันทั้งนั้น ; มันสำคัญ หรือมันขึ้นอยู่กับความต้องการของกิเลสตัณหา มันจึงทำให้เกิดเป็นธรรม ๒ ประเภทขึ้นมา. เมื่อตรงกับกิเลสตัณหา มันก็ยึดมั่น ; และมันยึดมั่นสองชั้นก็คือว่า กลัวว่าสิ่งที่ตรงกับกิเลสตัณหาจะสูญหายไปเสียอีก มันก็เลยเกิดความโกรธความกลัว. ทีนี้เรารู้ข้อเท็จจริงลึกลงไปถึงขนาดที่ว่าเรา มันโง่ ไปยึดมั่นถือมั่นมันเข้า มันจึงเกิดมีราคาขึ้นมาสำหรับเรา. ถ้าเราอย่าไป ยึดมั่นถือมั่นมันก็ไม่มีราคาอะไรสำหรับเรา. ที่นี้เราไปหลงไปลำบากไปอะไรกับมัน เพราะเราไปหลงยึดมั่นถือมั่น ไปให้ค่า ให้ราคามันเข้า. ทีนี้ ก็ฉลาดขั้นที่สองต่อไปอีกว่า ค่า หรือราคานี้ที่แท้ก็เป็นของ หลอกลวง เป็นมายา มิได้มีตัวค่าหรือราคาที่แท้จริง มันมีเพราะความโง่ของเรา ที่ไปเปรียบเทียบกันเข้าระหว่างความดีกับความชั่ว ระหว่างสิ่งที่มันเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ แล้วมันไปทำการเปรียบเทียบโดยไม่รู้สึกตัวระหว่างสิ่งที่มันต่างกันนี้ มันเลยเกิดค่า ขึ้นมา. ความดีมีค่าเพราะมีความชั่วเป็นคู่เปรียบ ; ความชั่วมันมีความหมาย หรือมีค่า ก็เพราะมีความดีเป็นคู่เปรียบ. ลองไม่มีความชั่วความดีก็มีไม่ได้. นี้เราโง่รักความดีเพราะเราไปเกลียดความชั่ว ความดีก็เลยมีค่าสำหรับเรา สำหรับ ความโง่ของเรา. ที่แท้ความชั่วมันก็มีค่า มีค่าสำหรับทรมานใครเข้าก็ได้ แต่เรา มันเห็นแก่ตัว เขาข้างตัว ก็เลยเอาแต่ที่เราเรียกว่าดี ซึ่งดีสำหรับเรา ไม่ใช่ดีสำหรับ
น.273 ความจริง หรือว่าดีสำหรับธรรมะ. อะไรมันถูกใจเรา มันก็ดีสำหรับเรา ; เราเกลียดสิ่งใด มันก็ไม่ดีสำหรับเรา. เราก็ถูกหลอกให้เกลียดข้างหนึ่ง ให้รัก ข้างหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่แท้มันไม่ควรจะเกลียดหรือรักข้างใดเลย. นี้คือสิ่งที่เรียกว่า "ค่า" ในทางธรรมะมันเป็นอย่างนี้. แม้ค่าในทาง วัตถุ ทางเศรษฐกิจ ทางวัตถุมันก็มีความหมายอย่างนี้ เพราะมีของเป็นคู่เปรียบ ที่ตรงกันข้าม ค่ามันก็เกิดขึ้น เพราะความต้องการมันเกิดขึ้นในจิตใจของคนที่ ต้องการสิ่งที่ตัวต้องการ. ทีนี้เราเลิกต้องการ แล้วก็เลิกโง่ว่ามันตรงกันข้าม มันอย่างนั้นอย่างนี้เสีย มันก็อยู่เป็นกลาง ๆ คือเฉยได้. นี้ก็เรียนตัวพุทธศาสนาจากความโง่ของตัวเอง ที่ไปให้ค่าหรือราคา แก่อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น อย่างนั้นอย่างนี้ อย่างโน้น ตรงกันข้าม เป็นคู่ ๆ ไปเลย ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ อร่อย-ไม่อร่อย สวย-ไม่สวย หอม-ไม่หอม อะไรก็ตามใจ มีเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ นับด้วยกี่หมื่น กี่พันคู่ ก็ตามใจ. เป็นเรื่องความโง่ของคน สิ่งที่เป็นคู่มันก็เกิดขึ้น. ที่จริงมันเป็นธรรมชาติ เหมือนกันหมด เป็นธรรมดา ธรรมชาติตามธรรมดาไม่ควรจะเรียกว่าอะไร เหมือนกันหมด คือ มันเป็นอย่างนั้นเอง. คนไปบัญญัติตามความโง่ของตัวว่า นี้หอม-นี้ไม่หอม นี้อร่อย-นี้ไม่อร่อย เป็นต้น. ฉะนั้นถ้าจะเรียนให้รู้ พุทธศาสนาตัวจริงต้องเรียนจากความโง่เหล่านี้จึงจะรู้ตัวพุทธศาสนา. นี้จะพูดไปอีกก็ไม่จบ ก็พูดตัดบทเสียเลยเป็น อย่างที่ ๖ ว่าเราจะ เรียนพุทธศาสนาจากตัวชีวิตและการงาน ; จากตัวชีวิตและการงานที่มีอยู่เป็น ประจำวันนี้เราจะเรียนพุทธศาสนาจากสิ่งนี้. เพราะว่าในตัวชีวิตและการงานนี้มี ความผิด มีความถูก มีความโง่ มีความฉลาด มีอะไรทุกอย่าง และโดยเฉพาะที่
น.274 สำคัญที่สุดก็คือ ความผิดและความถูก : พอผิดก็เป็นทุกข์ทรมานอย่างเปิดเผย ; พอถูกก็สนุกสนานเอร็ดอร่อยเป็นทุกข์ทรมานอย่างเร้นลับ. ความชั่วความดีก็ เหมือนกัน : ความชั่วทรมานคนอย่างเปิดเผย ; ความดีทำให้เอร็ดอร่อยแล้ว ทรมานคนอย่างเร้นลับ. ฉะนั้นต้องเลิกเสียทั้งผิดทั้งถูก ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งแพ้ทั้งชนะ ต้องเลิกเสียทั้งหมด. ในชีวิตการงานนั้นมันมีความผิดความถูก มีความได้ความเสีย มีการแพ้ การชนะ มีที่เป็นคู่ ๆ นี้ เราก็เรียนตัวชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยของหลอกลวงเป็นคู่ ๆ และอย่าลืมว่าความผิดนั้นเป็นครูดีกว่าความถูก. ความถูกนั้นมันหมายถึงได้ผล ตามต้องการ แล้วมันก็ลืมตัวไปเลย เตลิดเปิดเปิงไปเลย. ความผิดมันทำให้ เจ็บปวด มันก็นึกได้. เพราะฉะนั้นความผิดนี้สอนดีกว่าความถูก เป็นครูดีกว่า ความถูก. คนโบราณเขาพูดไว้ว่า "ความผิดก็เป็นครู ความถูกก็เป็นครู" คล้าย ๆ กับว่ามันเสมอกัน ; แต่อาตมามีความเห็นว่าความผิดนี้เป็นครูมากกว่า ความถูกมันมีแต่ทำให้เหลิงเจิ้ง มันพะเน้าพะนอคน ความผิดนี้มันกัดเอา ขบเอา ตบหน้าเอา อะไรนี้ คนมันก็รู้สึกตัวได้ง่าย ควรจะถือว่าความผิดเป็นอาจารย์ดีกว่า ความถูก มันทำให้ไม่ประมาท ทำให้ระมัดระวัง ทำให้อะไรมากขึ้น. นี้เราก็รู้สึกหรือเห็นกันได้อยู่แล้ว ว่าในชีวิตและการงานเป็นประจำวัน นั้นเราจะรู้สึกว่ามีความผิดมากกว่าความถูก เพราะมันมีความไม่ได้อย่างใจเสียเป็น ส่วนมาก. เอาเถอะจะผิดหรือถูก จะไม่พูดกันแล้ว แต่จะเอาที่มันรู้สึกเป็นสุข หรือเป็นทุกข์. ทีแรก ๆ ส่วนมากเรารู้สึกเป็นทุกข์ ฉะนั้นต้องรับเอาความทุกข์นี้ เป็นครูที่ดีที่สุด มันมาเขย่า มันมาเตือน หรือมันมาเฆี่ยน มาตี มาขบ มากัด ให้ระวังอย่าไปมัวโง่ ไปหลงยึดมั่นเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ทำเสียใหม่ให้ถูกต้อง.
น.275 เพราะฉะนั้นจึงควรกตัญญูต่อความทุกข์ ชอบความทุกข์ รักความทุกข์ รับเอาเป็นอาจารย์แล้วมันก็จะดีขึ้นเร็ว ชีวิตเป็นทุกข์ เพราะส่วนมากมันอยู่ด้วย ความโง่หรือความยึดมั่นถือมั่น แต่แล้วในทางที่ตรงกันข้ามมันมาสอน มาสอน อย่างดีที่สุด ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เหล่านี้มันมาสอน สอนให้ รู้ว่าอย่าไปมัวโง่ ไปหลงยึดมั่นเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย กูเกิด กูแก่ กูตาย นี้อย่าไป เข้าใจอย่างนั้น จิตใจมันก็จะเป็นอิสระคือหลุดพ้นไปจากความคุกคามของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. นี่เรียนจากชีวิตและการงานเป็นอย่างนี้ ; หรือพูดอีกทีก็ว่า เรียนจากวัฏฏสงสาร. ชีวิตประจำวันนี้มันคือวัฏฏสงสาร มันเวียนวนอยู่ในความอยาก, แล้ว ก็ทำตามความอยาก, แล้วก็ได้ผลมาตรงหรือไม่ตรงกับความอยาก, แล้วมัน เป็นเหตุให้อยากอื่นอีก แล้วทำอีก แล้วได้ผลอีก แล้วอยากอีก ทำอีก ได้ผลอีก นี่วัฏฏสงสารในชีวิตประจำวัน ; จงเรียนจากสิ่งนี้ในชีวิตประจำวัน แล้วพร้อม กันนั้นก็ดูให้ดีว่า บางระยะบางเวลามันไม่เกิดวัฏฏสงสาร มันยังว่าง ๆ อยู่บ้าง เหมือนกัน อย่างน้อยก็เวลานอนหลับ หรืออย่างน้อยก็เวลาที่เราตั้งจิตใจไว้ถูกต้อง ไม่เป็นวัฏฏสงสาร ขณะนั้นมันเป็นนิพพานน้อยๆ นิพพานตัวอย่าง นิพพานชิมลอง นิพพานบังเอิญ ; ไม่ใช่ฝีไม้ลายมือของเราก็ได้ เป็นนิพพานบังเอิญ มันเกิดฟลุค เหมาะสมสำหรับที่จะหยุดสักครู่หนึ่ง มันก็สบายเป็นนิพพาน นิพพานตัวอย่าง นิพพานบังเอิญ สลับกันอยู่กับวัฏฏสงสาร ; แล้วมันอยู่ด้วยกันที่จิต อยู่ในจิต ในชีวิต ในการงาน. ดูให้ดีในการงานนั้นแหละมันมีระยะที่เป็นวัฏฏสงสารก็มี มีหยุดเป็น นิพพานน้อย ๆ แทรกอยู่ในระหว่าง ๆ ก็มี. อย่ามองกันไปในแง่มืดมนหรือมีแต่ ความทุกข์ โดยไม่มีทางที่จะแก้ไขหรือควบคุม. นี้เรียกว่าถ้าเราเรียนข้อนี้ คือ
น.276 เรียนพุทธศาสนา : เรียนวัฏฏสงสารในชีวิต เรียนนิพพานในชีวิต เรียนความผิด ความถูกอะไรในชีวิต ในการงานนั้นแหละ. เรียนพุทธศาสนาที่แท้จริงต้องเรียน ที่นั่น อย่าไปเรียนในพระไตรปิฎก ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา แต่ว่าจะรู้ พระไตรปิฎก. เราอย่าเรียนพุทธศาสนาอย่างพวกฝรั่งเรียน เรียนพุทธศาสนา อย่างนั้นยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ต้องเรียนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านแนะให้เรียน ว่าจง เรียนที่ความรู้สึก เหมือนที่แนะไว้ในกาลามสูตร. เอาละทีนี้พูดเลยไปเสียที ปัญหาข้อต่อไปว่า จะเรียนกันที่ไหน ? นี้มันก็พูดได้หลายอย่าง ยิ่งพูดเล่นลิ้นกันด้วยแล้ว ยิ่งพูดได้มากมายหลายร้อยอย่าง. ที่นี้อยากจะพูดสัก ๓ อย่าง : เมื่อถามว่าเรียนที่ไหน ? ๑. เรียนในโรงเรียน คือร่างกายยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมทั้ง สัญญาและใจ นี้พระพุทธเจ้าท่านว่า ไม่ใช่อาตมาว่า. คือพระพุทธเจ้าท่านตรัส ไว้เองว่า "โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทของโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับ สนิทของโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ที่ร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมทั้ง สัญญาและใจ". ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง แล้วก็ยังเป็น ๆ คือยังมีชีวิตอยู่ มีสัญญาและใจ ในนั้นมีโลกทั้งหมด มีเหตุให้เกิดโลกทั้งหมด มีความดับสนิท ของโลกทั้งหมด มีทางให้ถึงความดับสนิทของโลกด้วย ๔ อย่าง คืออริยสัจจ์ โลกในที่นี้คือความทุกข์ นั้นแหละคือโรงเรียน, โรงเรียนของเรายาววาเดียวแต่ ยังเป็น ๆ แล้วก็ในนั้นมีทั้งโลกและทุก ๆ โลก, แล้วแถมต้นเหตุให้เกิดโลกก็อยู่ ที่นั่น, แล้วความที่โลกจะว่างไปจะหมดไป หรือทำให้หมดไปได้อย่างไรก็อยู่ ที่นั่น ; นั่นแหละโรงเรียนของเรา. ไม่ใช่ในพระไตรปิฎก ไม่ใช่ในโรงเรียน ปริยัติธรรม หรืออะไรที่ไหนอื่น แต่ว่าในโรงเรียนที่ยาวสักวาหนึ่งนี้ มีเรื่องที่เป็น ตัวแท้ของพุทธศาสนาให้เรียน. นี้เรียนที่โรงเรียน คือกายอันยาววาหนึ่ง. นี้มัน พูดเป็นเนื้อที่ พูดเป็นสถานที่ไป.
น.277 เรียนที่ความรู้สึกที่กำลังปรากฏอยู่ในจิต ในภาษาศาสนาเขา เรียกว่า "ธรรม" เรียนที่ธรรมะที่กำลังปรากฏอยู่ในจิต. ธรรมนี้จะเป็นอะไร ก็ได้ เป็นกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ อัพยากฤตก็ได้ เป็นเหตุก็ได้ เป็นผลก็ได้ เป็นรูป ก็ได้ เป็นนามก็ได้ เป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะอะไรก็ตาม เรียกว่า "ธรรม" ทั้งนั้น ที่มันกำลังปรากฏอยู่แก่จิต รู้สึกอยู่กับจิตจริง ๆ ไม่ใช่ตัวหนังสือ ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่ความจำ ; มันเป็นตัวที่กำลังปรากฏอยู่กับจิตจริง ๆ ว่าอะไรเป็นอย่างไร. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเล็งถึงเวทนา เวทนา คือสุข ทุกข์ และอทุกชมสุข ๓ อย่างนี้. เราอยู่ด้วยความรู้สึกนี้เป็นส่วนใหญ่ และความรู้สึกอื่น ๆ มันเนื่องอยู่กับความ รู้สึกนี้ ฉะนั้นเราเรียนแต่ความรู้สึกนี้ก็พอ คือ สุข, ทุกข์, อทุกขมสุข. เรียน พุทธศาสนาตัวจริงต้องเรียนที่นี่. ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้สึก เพราะถ้า ไม่มีความรู้สึก มันก็ตายแล้ว. ที่นี้ยังเป็นอยู่ ร่างกายยาววาหนึ่งนี้ยังเป็นอยู่ มันก็มีความรู้สึก ก็เรียนที่ตัวความรู้สึก. นี้เล็งถึงเวทนา. ๓. เรียนที่ตัวจิต หรือตัววิญญาณนั้นเอง. ข้อนี้อย่าลืมว่าตาม ธรรมดาเราก็มีความโง่ ว่ามีตัวมีตนอยู่แล้ว มีตัวกูของกู มีตัวมีตนอยู่แล้ว. อะไรมันเป็นตัวเป็นตน ? คนทั่วไปก็ว่าวิญญาณ เจตภูต หรือตัวตน ; เรียก วิญญาณนั่นแหละเรียกกันมาก. แต่อย่าประมาทกับคำว่า "วิญญาณ" คำ ๆ นี้ หลอกลวงมากที่สุด เพราะมันเป็นคำเดียวกับคำว่า "ตัวตน". คำว่าตัวตน มันหลอกคนอย่างไร คำว่าวิญญาณมันก็หลอกคนอย่างนั้น เพราะแต่แรกเริ่ม เดิมที่มันมีรากเง่ามาจากคำนี้ : วิญญาณมาเกิด วิญญาณจุติไปแล้ว วิญญาณ ปฏิสนธิมาอีก เป็นตัวตนตายไปแล้วจุติไปแล้วกลับมาอีก; ใช้คำว่า "วิญญาณ". ถ้าเราศึกษาสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณนี้ให้ถูกต้อง ก็จะรู้พุทธศาสนาตัวจริง เหมือนกัน. วิญญาณที่แท้จริงนั้นเป็นวิญญาณที่ควรศึกษา ; วิญญาณลม ๆ.
น.278 แล้ง ๆ ไม่จำเป็น. วิญญาณที่แท้จริงมีอยู่ ๒ ชนิด ช่วยจำไว้ให้ดี ๆ ว่าวิญญาณ ที่แท้จริงที่มีจริงมีอยู่ ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นวิญญาณที่ปรุงมาจากอวิชชา. เมื่อ ตาได้ผ่านรูป หูได้ผ่านเสียง มีคู่กระทบเข้ามานี้ ถ้าปราศจากสติก็คือมีอวิชชา ; แล้วความเห็นแจ้งที่เป็นวิญญาณทางตา ทางหู ทางจมูกนั้นถูกปรุงขึ้นมาโดยอวิชชา สำหรับจะเป็นทุกข์โดยถ่ายเดียว นี้คือ "วิญญาณ" ในปฏิจจสมุปบาทที่ถูกปรุง ขึ้นมาสำหรับจะทำให้เป็นนามรูปที่เป็นของอวิชชา ผัสสะของอวิชชา เวทนาของ อวิชชา ตัณหาของอวิชชา ก็เลยเป็นทุกข์ นี้วิญญาณที่ปรุงขึ้นมาจากอวิชชา ชั่วขณะๆๆ ๆ คือมันปรุงขึ้นมาขณะหนึ่ง แล้วไม่เท่าไรมันก็ดับไป. ฉะนั้น จึงมีวิญญาณเกิดขึ้นไม่รู้กี่ครั้งกี่หนในคราวหนึ่ง ๆ เป็นวิญญาณที่ปรุงจากอวิชชา. วิญญาณ อีกชนิดหนึ่งเป็นวิญญาณที่เนื่องอยู่กับจิตประภัสสร เพราะว่า จิตมีลักษณะเป็นประภัสสร อวิชชาไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ มันก็ยังเป็นประภัสสร ไม่เป็นอวิชชา ; วิญญาณนี้ไม่มีทุกข์ เป็น วิญญาณตามธรรมดาธรรมชาติที่ปราศจากความทุกข์. วิญญาณอย่างนี้บางทีเรียกว่า "นิพพาน". ต้องศึกษาพระไตรปิฎกให้ทั่วถึงจึงจะพบความหมายของวิญญาณ ชนิดนี้ ซึ่งเล็งถึงนิพพานเหมือนกับจิตประภัสสร แต่ว่าเป็นของชั่วคราว เป็น ของชั่วขณะยังไม่เด็ดขาด เป็นอกุปปธรรม. ฉะนั้นวิญญาณที่ไม่ประกอบอยู่ด้วย อวิชชาก็มีอยู่พวกหนึ่ง สำหรับจะไม่เป็นทุกข์ นี้เราสบาย เราฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสอะไรได้เหมือนคนทั่วไป แต่ไม่ประกอบด้วยอวิชชา เพราะฉะนั้นเรา จึงสบาย. แต่ว่าทีนี้บางคราวบางโอกาส หรือว่าส่วนมากที่สุดมันไม่เป็นอย่างนั้น มันเผลอสติ มันใช้อวิชชาเป็นต้นเงื่อน ปรุงความรู้สึกทางอายตนะ ด้วยอำนาจ ของอวิชชานั้น. ฉะนั้นวิญญาณนั้นก็ออกมาจากอวิชชา ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา
น.279 เป็นวิญญาณสำหรับเป็นทุกข์. ฉะนั้น วันหนึ่ง ๆ เดี๋ยวเรามีวิญญาณอย่างอวิชชา เดี๋ยวเรามีวิญญาณอย่างจิตประภัสสร สลับกันอยู่อย่างนี้. รู้จักว่ามันมีเพียงเท่านี้ แล้วนี่จะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดคำพูดมากมาย พูดกันไม่สิ้นสุด แต่ที่แท้มันเป็น แต่เพียงว่า ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา หรือ ไม่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ; อย่างนี้ ถูกกว่า. ความรู้สึกคิดนึกจิตใจอะไรก็ตาม ที่จะบัญญัติว่าเป็นตัวกูนั้น บางเวลา มันประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เป็นวิญญาณของอวิชชา เป็นทุกข์ ; บางเวลา ไม่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา มันก็ไม่เป็นทุกข์ ; เอาตัวกูอย่างนี้ดีกว่า. เอาตัวกู ที่ไม่เป็นทุกข์ คือวิญญาณที่เนื่องกันอยู่กับจิตประภัสสร อย่าให้เป็นวิญญาณที่ เนื่องอยู่กับอวิชชา. ฉะนั้นเวลาที่เราสบายที่สุดอย่างเวลาดูมหรสพทางวิญญาณ อย่างนี้เรารู้สึกเป็นสุขที่สุด ; แต่ความรู้สึกหรือเวทนาอะไร หรือวิญญาณ นี้มันไม่ เนื่องด้วยอวิชชาเลย. ฉะนั้น ขอให้รู้จัก "ตัวกู่" ๒ ชนิด คือวิญญาณ ๒ ชนิด : วิญญาณที่ ปรุงจากอวิชชานี้ชนิดหนึ่ง เป็นตัวกูที่เป็นทุกข์ เพราะความเข้าใจว่าเป็น "ตัวกู" วิญญาณที่ไม่ประกอบด้วยอวิชชา แต่เนื่องอยู่ด้วยกับจิตประภัสสร ไม่มีความรู้สึก ว่าเป็นตัวกู ขณะนี้ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู. เหมือนที่เรานั่งอยู่ที่นี่ กำลังลืม ความเป็นตัวกู แต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ยังสัมผัสรู้สึกได้ เรไรร้อง จั๊กจั่นร้อง ยังได้ยิน แต่ไม่มีปรุงเป็นตัวกูเป็นของกู เป็นยินดียินร้าย เป็นอะไร. นี่ ดูให้ดีว่า "วิญญาณ - วิญญาณ" นี้มีเพียงเท่านี้. แล้ววิญญาณ ประเภทที่ไม่ประกอบด้วยอวิชชานั้นเป็นฝ่ายนิพพาน; แล้ววิญญาณฝ่ายที่ประกอบ ด้วยอวิชชานั้นเป็นฝ่ายวัฏฏสงสาร. แล้วทั้ง ๒ อย่างนั้นที่แท้ไม่เป็นตัวกูของกู แต่คนที่ยังมีอุปาทานต่างหากไปยึดเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตัวกูของกู ; ใช้ความโง่ ที่ไม่รู้จักนิพพานยึดนิพพานว่าเป็นตัวกูของกูก็มี นี่โง่ขนาดหนัก. ถ้าไม่โง่ก็คือ
น.280 ไม่ยึดอะไรว่าตัวกู ว่าของกู. ฉะนั้นขอให้เรียนพุทธศาสนาจากสิ่งนี้โดยตรงเถิด จะรู้จักพุทธศาสนา. ยิ่งเรียนจากพระไตรปิฎกยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา จะรู้แต่วรรณคดี รู้ปริยัติ รู้ภาษา อย่าเรียนจากพระไตรปิฎกเลย จงเรียนจากตัวความทุกข์ จะรู้ พุทธศาสนา. ยิ่งไปเรียนพุทธศาสนาเหมือนพวกฝรั่งเรียนยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; อย่า เรียนพุทธศาสนาจากพุทธศาสนาเลย จงเรียนพุทธศาสนาจากตัวเอง. เรียน พุทธศาสนาจากตัวเอง อย่าเรียนพุทธศาสนาจากพุทธศาสนา. "ตัวเอง" ในที่นี้ หมายถึงที่ได้พูดมาแล้วว่า อะไรมันปรุงแต่งกันในใจอย่างไร ? มันไม่ใช่ตัวตน แต่โง่ว่าตัวตนอย่างไร ? เป็นวิญญาณ ๒ ชนิดอย่างไร ? นี้จงเรียนจากตัวเอง แล้วจะรู้พุทธศาสนา. ที่นี้อยากจะพูดต่อไปว่า ยิ่งอยากเก่งในทางธรรมะแล้ว ยิ่งไม่ถูกตัว พุทธศาสนา. ท่านผู้ใดมีความปรารถนาต้องการว่าจะเป็นคนเก่งในทางธรรม ทางศาสนา นั้นแหละจะยิ่งไม่ถูกต้องกับตัวพุทธศาสนา. มันต้องการจะเก่งเพื่อ ตัวกูของกู ยกหู ชูหาง ว่ามีความรู้ในทางธรรมมาก หรือปฏิบัติธรรมะได้มาก หรือมีธรรมะได้มาก เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ทั้งนั้น. ยิ่งอยากเก่งในทางธรรม ยิ่งไม่ถูกตัวพุทธศาสนา มันกลายเป็นตัวกูของกูไปหมด. ต้องมุ่งแต่จะดับทุกข์ อย่างเดียว อย่ามุ่งเก่งในทางธรรม อย่ามุ่งเป็นครูบาอาจารย์. ภิกษุ อาจารย์ วิปัสสนาเสียสติเป็นบ้าเป็นบอทั่วไปหมด เพราะมันอยากเก่งในทางธรรม ; ไม่มุ่ง จะดับทุกข์ มุ่งแต่จะเป็นอาจารย์ มุ่งจะเก่งในทางธรรม ; มันจึงไม่ถูกตัวพุทธศาสนา มันไปถูกของล่อของพญามารไปเสียหมด. อันสุดท้ายก็อยากจะพูดว่า ยิ่งยึดมั่นถือมั่นในพุทธศาสนายิ่งไม่เป็น พุทธศาสนา ใครยิ่งยึดมั่นถือมั่นในพุทธศาสนาแล้วจะยิ่งไม่ถูกตัวพุทธศาสนา.
น.281 เพราะตัวแท้ของพุทธศาสนาไม่มีทางจะยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้มีไว้สำหรับให้ยึดมั่น ถือมั่น. ต้องยิ่งปล่อยวาง ยิ่งปล่อยยิ่งวางมันจะยิ่งเป็นตัวพุทธศาสนาขึ้นมาเอง ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น. นี่ขอให้จำคำพูดชนิดนี้ไว้เพื่อกันลืม มันเป็นคำพูดที่ ประหลาดเหมือนคำพูดที่วิกลจริตบ้า ๆ บอ ๆ แต่มันเป็นความจริง ยิ่งเรียนพระไตรปิฎกยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; ต้องเรียนที่ตัวความทุกข์ โดยตรง มันจะสอนพุทธศาสนาให้. ยิ่งเรียนพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา เขาว่าบ้าเต็มที่ ; แต่อาตมา ว่าจริงที่สุด. นี่คือข้อที่ฝรั่งไม่รู้จักตัวพุทธศาสนาเพราะมันยิ่งเรียนพุทธศาสนา. ยิ่งอยากเก่งในทางธรรม ; ความอยากเก่งนั้น ยิ่งทำให้ไกลจาก ตัวพุทธศาสนา. ยิ่งยึดมั่นถือมั่นพุทธศาสนาแล้ว จะยิ่งไม่ถูกตัวพุทธศาสนา. เพราะ พุทธศาสนาไม่เกี่ยวกับการยึดมั่นถือมั่นแม้แต่ประการใด. นี่ขอให้ท่านทั้งหลายไปคิด ไปนึก ไปตรึกตรองดูเถิดว่า เรียนพุทธ- ศาสนาอย่างไรจึงจะรู้พุทธศาสนา? ตามหัวข้อบรรยายของเราในวันนี้ มันมีอยู่ อย่างนี้ ว่าเรียนพุทธศาสนาอย่างไร จึงจะรู้พุทธศาสนา แล้วก็แตกแขนงออกไปว่า คำว่า "เรียน" นี้หมายความว่าอย่างไร ? แล้วเรียนอะไร ? เรียนโดยวิธีใด ? เรียนจากอะไร ? เรียนที่ไหน ? ตอบคำถามเหล่านี้ให้ถูกทั้งหมด แล้วก็จะรู้ได้เอง ไม่ต้องมีใครมาบอกมาสอน ว่า เรียนอย่างไรจึงจะรู้พุทธศาสนา ? เหมือนกับ อย่างที่ได้พูดมาเป็นวรรคเป็นเวรนี้ ล้วนแต่แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าเรียนอย่างไร จึงจะรู้พุทธศาสนา. ฉะนั้น ขอยุติคำบรรยายที่สมควรแก่เวลาไว้เพียงเท่านี้ก่อน.
Buddhadasa