Buddhadasa.org

สันทัสเสตัพพธรรม ตอนที่ ๘ — การหลงเอาศีลธรรมและอื่น ๆ มาเป็นตัวศาสนา

สันทัสเสตัพพธรรม — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.282 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย. การบรรยายวันนี้มีโดยหัวข้อ ตามที่ท่านทั้งหลาย ก็เห็นอยู่แล้วว่า "การหลงเอาศีลธรรมและอื่น ๆ มาเป็นตัว พุทธศาสนา". เหตุผลที่ได้บรรยายในหัวข้อนี้ก็มีอยู่ว่า โลก เราในทุกวันนี้กำลังไม่มีศาสนายิ่งขึ้นทุกที หันหลังให้ศาสนา กันยิ่งขึ้นทุกที ; แต่แม้ที่หันหน้าให้ศาสนาก็ยังมีที่หันหน้า ไปผิด ๆ คือไปหลงเอาศีลธรรมหรืออื่น ๆ มาเป็นตัวพุทธ- ศาสนานั่นเอง. การที่หลงเอาสิ่งอื่นมาเป็นตัวศาสนานี้ ถ้ากล่าวโดยกว้างขวางแล้ว ก็มีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน คือพวกที่เป็นนักศึกษาก็ยังหลง แล้วนับประสาอะไร กับพวกที่ไม่เป็นนักศึกษาจะไม่หลง. นี้พูดโดยคร่าว ๆ ก็พูดได้อย่างนี้. ที่น่า ๒๕๕

น.283 ประหลาดใจก็คือว่า ยิ่งเป็นนักศึกษายิ่งหลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาของสมัย ปัจจุบัน ที่อวดตัวว่าก้าวหน้าในการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ โลกตะวันตก ที่เราเรียกกันว่าพวกฝรั่ง ที่เขาถือกันว่าเป็นผู้ก้าวหน้าในการศึกษา. นักศึกษา ชนิดนี้ ยิ่งหลงตัวพุทธศาสนายิ่งขึ้นไปอีก คือยิ่งไปกว่าชาวบ้านธรรมดา. โดยมากการศึกษาสมัยใหม่นี้เขามีระบบการศึกษาที่ใช้เหตุผล หรือใช้ หลักวิชา หรือใช้วิธีการแบบใหม่ของเขา ฉะนั้นจึงมองเห็นไปแต่ในสิ่งที่มัน ไปด้วยกันได้กับวิธีการอย่างนั้น. ที่นี้ตัวศาสนาจริง ๆ นั้น มันไม่ใช่เรื่องวิชา ไม่ใช่ปรัชญา. พวกที่ศึกษามากในสมัยปัจจุบันนี้เมาปรัชญา พยายามแต่จะมอง ศาสนาในแง่ของปรัชญา และยิ่งเมื่อเห็นว่าพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าไม่มีอะไร ทำนองนั้นแล้ว เขาก็ยิ่งมองในแง่ปรัชญา จนพวกฝรั่งเขาพูดกันเสียเกร่อไปว่า พุทธศาสนาเป็นปรัชญา. เรื่องนี้มันไม่ถูก คือไม่ถูกตรงตามที่เป็นจริง. พุทธศาสนาตัวจริงไม่ใช่ปรัชญา แต่ว่าเราอาจจะมองพุทธศาสนาโดย วิธีของปรัชญา แล้วทำให้เป็นปรัชญาขึ้นมาก็ได้. พวกฝรั่งจะมองพุทธศาสนา แต่ในแง่ปรัชญาแล้วก็ถือว่าเป็นปรัชญา เพราะว่าไม่มีพระเจ้า. นี้แหละยิ่งผิดมาก : จะมีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้านั้นไม่สำคัญ ข้อสำคัญมันอยู่ที่ว่า ถ้าดับทุกข์ได้แล้ว ก็เป็นศาสนา เพราะศาสนาเขามีไว้เพื่อจะดับทุกข์ ไม่ใช่มีไว้เพื่ออวดภูมิรู้ทาง สติปัญญาทางปรัชญา. ฉะนั้นหัวข้อของเราที่มีว่า การหลงเอาศีลธรรมและ อื่น ๆ มาเป็นตัวพุทธศาสนานั้น คำว่า "อื่น ๆ" ในที่นี้มันหมายถึงที่พวกสมัยนี้ เขาหลงกัน เช่น ปรัชญาเป็นต้น เอามาเป็นตัวพุทธศาสนา. ที่เห็นได้ง่าย ๆ อย่างหนึ่งก็คือเรื่องศิลปะ พวกฝรั่งเรียกพระพุทธรูป หรือหินสลัก หรืออะไรนี้ว่าเป็น “พุทธศิลป์ ตามความคิดของเขา สิ่งเหล่านี้

น.284 เป็นพุทธศิลป์ เขามาเที่ยวหาพุทธศิลป์ Buddhist Art พุทธศิลป์นี่. ครั้งหนึ่ง เคยพบคุยกัน อาตมาบอกเขาว่า นั่นไม่ใช่พุทธศิลป์ มันเป็นศิลปะทางวัตถุของ คนธรรมดา ; พระพุทธเจ้าท่านไม่รู้จักพุทธศิลป์ เช่นพระพุทธรูป เป็นต้นนี้. พุทธศิลป์ คือ วิธีปฏิบัติที่น่าสนใจที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ทำให้คนดับทุกข์ได้ นั่นคือ พุทธศิลป์ (พุทธะ + ศิลปะ). แม้เพียงเท่านี้มันก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดไป เสียแล้ว ไปเอาศิลปะที่ตัวพระพุทธรูป ที่เรื่องแกะสลักเรื่องขีดเรื่องเขียนอะไร พวกนี้ ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนามาเป็นพุทธศิลป์ ; ไม่ใช่วิธีปฏิบัติที่น่าสนใจที่ลึกซึ้ง แยบคาย ว่าเป็นพุทธศิลป์. นักศึกษาบางพวกมาเรียนพระไตรปิฎก แล้วเกิดความเข้าใจผิดอย่างใด อย่างหนึ่งขึ้นมา ถือเอาวิชาหลักจิตวิทยาในอภิธรรมปิฎกนี่เป็นตัวพุทธศาสนาไป ก็มี. พวกอภิธรรมพวกนี้เขาพูดว่า ถ้าไม่เรียนอภิธรรมปิฎกแล้ว ก็ไม่ถึงตัว พุทธศาสนา ไม่มีทางที่จะบรรลุมรรคผล ; นี้เป็นความเข้าใจผิดงมงาย หรือ หลับตาพูด. ในพระไตรปิฎกนั้นตัวพุทธศาสนาแท้ ๆ ที่เป็นการปฏิบัติโดยตรง บรรยายไว้ชัดนั้นแทบทั้งหมดอยู่ในสุตตันตปิฎก. เรื่องอภิธรรมปิฎกนี้เป็นเรื่อง จิตวิทยาที่ละเอียดละออลึกซึ้งแยบคาย ไม่แสดงหลักปฏิบัติอะไรไว้โดยตรง; แต่ ไปแสดงการแยกแยะทางจิตวิทยา ทางปรัชญา ทางตรรกวิทยาเป็นต้น ไว้มากมาย เหลือเกิน นั่นคืออภิธรรมปีฎก. บางพวกก็ถือเอาว่า นี้เป็นตัวพุทธศาสนา อย่างนี้ก็มี. นี่แหละขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่า ยิ่งเป็นนักศึกษายิ่งหลงผิดตัวพุทธศาสนา เดี๋ยวก็จะได้เห็นกันว่ามันเป็นอยู่อย่างไร. นี้เพียงแต่แสดงให้เห็นว่า หลงเอา ศีลธรรมบ้างและอื่น ๆ นอกไปจากศีลธรรมบ้าง มาเป็นตัวพุทธศาสนากันอยู่ทั่วไป ในโลกนี้ ; แม้ในหมู่นักศึกษาที่ก้าวหน้าก็ยิ่งหลงอย่างนี้ ฉะนั้นเลยไม่ได้รับ ประโยชน์จากตัวแท้ของพุทธศาสนา.

น.285 ขอให้ระลึกนึกถึงการบรรยายครั้งที่ ๔ ที่นี่ ที่บรรยายโดยหัวข้อว่า "ศาสนาที่แท้จริงมีเพียงศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ" ท่านทั้งหลายลองระลึกนึกดู อีกครั้งหนึ่ง ว่าได้พูดกันอย่างไร. ในการบรรยายครั้งนั้นได้ชี้ให้เห็นว่า ศาสนา ที่แท้จริงมีเพียงศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ หมายความว่ามันจะมีกี่หมื่นโลกก็ตาม กี่ยุคกี่สมัยก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนาที่แท้จริง" มีเพียงศาสนาเดียว คือว่า ถ้าเป็นศาสนาที่ถูกต้องแล้วจะตรงกันหมดเป็นศาสนาเดียว และนั้นก็คือการ ปฏิบัติ ; ขอย้ำลงไปว่าคือการปฏิบัติ ไม่ใช่การศึกษา ไม่ใช่การพูดจา. ช่วยจำไว้เป็นประโยคสั้น ๆ เป็นวลีสั้น ๆ ว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาติจนดับทุกข์ได้จริง นั้นคือ ตัวแท้ของศาสนา ที่แท้จริง ที่มีเพียง ศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ. และพุทธศาสนาของเราก็รวมอยู่ในข้อนี้. พุทธ- ศาสนาคือตัวการปฏิบัติที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ พรหมจรรย์นี้ คือตัวการ ปฏิบัติ แล้วมันถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. กฎเกณฑ์ในที่นี้ก็เรื่อง ความทุกข์. เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับสนิทแห่งทุกข์, หนทางที่ทำให้ ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์. นี้เรียกว่าเป็นกฎธรรมชาติทั้งนั้น. เมื่อถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์นี้แล้ว มันดับทุกข์ได้จริง ; ถ้าไม่ถูกต้องไม่ดับทุกข์ได้จริง หรือ ถ้าดับทุกข์ไม่ได้จริงก็ยังไม่ถูกต้อง. ฉะนั้นศาสนาไหนก็ตาม ถ้าเป็น ศาสนาแท้จริงถูกต้องแล้ว มันจะ เหมือนกันหมดตรงนี้ ตรงที่ว่าเป็นการปฏิบัติ แล้วถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ จนดับทุกข์ได้จริง. เพราะฉะนั้นเราไม่ถือว่า เป็นศาสนาแท้จริงแต่เพียง พุทธศาสนา จะเป็นศาสนาไหนก็ได้ ถ้ามีการปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ แล้วดับทุกข์ได้จริง ; แม้ว่าจะดับได้ไม่ถึงที่สุดแต่ว่าดับได้จริงตามลำดับ ตามขั้น

น.286 ตามเหตุผลที่สมควรก็เรียกว่า ดับทุกข์ได้จริง นั่นแหละคือตัวศาสนา. ฉะนั้น มันจึงไม่ใช่วัตถุศิลปะ ไม่ใช่ปรัชญาเพ้อเจ้อที่ไม่มีการปฏิบัติ ; ยิ่งพูดยิ่งไม่มีการ ปฏิบัติ มีแต่ตัวหนังสือมีแต่เหตุผลสำหรับพูด. ขอให้มองดูให้ใกล้ชิดพวกเราสักหน่อยว่า แม้การถือสรณคมน์ที่เราถือ หรือรับกันทุกวันว่า พุทฺธฺ สรณ์ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฆ์ สรณ์ คจฺฉามิ นี้ก็ขอให้ระวังให้ดี ๆ มันอาจจะเป็นเรื่องละเมอ เรื่องหลงก็ได้. มัวแต่ พูดว่า พุทฺธํ สรณ์ คจฺฉามิ แล้วไม่รู้ว่าอะไร. แล้วก็มัวแต่คิดว่าถือพระพุทธ ถือพระธรรม ถือพระสงฆ์ อย่างนี้แล้ว มันก็ไม่เป็นตัวพุทธศาสนาขึ้นมาได้ มันต้องปฏิบัติถูกต้องแล้วดับทุกข์ได้ จึงจะเป็นตัวพุทธศาสนาขึ้นมาได้. เพียง แต่คิดว่าถือ ๆ ถือพระพุทธ ถือพระธรรม ถือพระสงฆ์อย่างนี้ มันเป็นจุดตั้งต้น เป็นจุดเริ่มต้น เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ ถ้าพูดว่า "ถึง" พูดว่าถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ นี้แหละ มันแน่นอนหน่อย คือว่าจะถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติ แล้วเท่านั้น ; เมื่อยังไม่ปฏิบัติยังไม่มีการถึง. เมื่อยังไม่มีการเดิน ย่อมยังไม่มี การถึง. ที่นี้เมื่อมีการปฏิบัติใน ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น แล้ว มันจึงถึง คือถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ หลังจากการปฏิบัติแล้ว : มีจิตอย่าง พระพุทธเจ้าก็ชื่อว่าถึงพระพุทธเจ้า, มีจิตเป็นพระธรรมก็ชื่อว่าถึงพระธรรม, มีจิตเป็นพระสงฆ์ก็ชื่อว่าถึงพระสงฆ์. นี้มันเป็นผลของการปฏิบัติทั้งนั้น ฉะนั้น ขอให้สนใจสักหน่อยที่มัวแต่พูดว่า พุทฺธิ สรณ์ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ, สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ อยู่ตั้งหลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง แล้ว บางคนอาจจะถึงหลายพันครั้งก็ได้ ที่ขยันรับศีล แต่แล้วก็ไม่ถึงอะไร มันก็กลาย

น.287 เป็นเอาตัวคำพูดที่พูดว่า ถือ ๆ ถึง ๆ นี้เป็นศาสนาไป มันก็น่าสงสารเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น อย่าไปพูดว่าเขาข้างเดียว ต้องนึกถึงตัวเราเองด้วย ที่มัวแต่พูดอยู่ อย่างนี้ มันก็เป็นการหลงเอาคำพูดที่ ถือ ๆ ถึง ๆ นั้นมาเป็นตัวศาสนา มันก็น่า ละอาย. นี้ขอให้เข้าใจเรื่องที่ ถือสรณคมน์ หรือ ถึงสรณคมน์ นี้ให้มันถูกต้อง. คำว่า "สรณคมน์" แปลว่า ถึง ไม่ได้แปลว่า ถือ.สรณะก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, แล้ว คะมะนะ หรือ อาคมนะ มันแปลว่าถึง ถึงทั่ว ทั่วถึง. การถึงทั่วซึ่งสรณะ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมายความว่า ปฏิบัติแล้ว ได้ผลเป็นการดับทุกข์ได้ นี้เรียกว่าถึงสรณะ. ถึงสรณะเรียกว่า สรณาคมน์. เดี๋ยวนี้มันพูดแต่ปากว่า พุทฺธํ สรณ์ คจฺฉามิ แล้วก็ว่าถือ สรณคมน์ ; มันก็ถูกเหมือนกัน. เรื่องมันก็กลายเป็นเพียงการจดทะเบียน เป็นพิธีการรับเข้าเป็นสมาชิกในพุทธศาสนานี้เท่านั้น มันยังไม่ถึงตัวพุทธศาสนา ก็ได้ ; เป็นเพียงพิธีการรับเข้ามาเป็นสมาชิกในขั้นแรก ว่าคนนี้จะถือพุทธศาสนา แล้วก็ปฏิบัติตามพุทธศาสนา อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ยิ่งวันเราจะต้องยิ่งถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ มากขึ้น มันจึงจะไม่เป็นการที่มัวหลงนั่น หลงนี่อยู่ เอานั่นเอานี่เป็นตัวศาสนาอยู่. ถ้าเป็นตัวศาสนาที่แท้จริงต้องเป็นการปฏิบัติ แล้วก็ถูกต้อง ถูกต้องตามกฎของ ความจริง คือธรรมชาติ จนกระทั่งดับทุกข์ได้จริง จึงจะเรียกว่าถึงตัวแท้ของศาสนา. ทีนี้ เราจะดูกันให้กว้างออกไปจนเห็นว่า ส่วนมากที่สุดในเวลานี้ ก็เป็นเรื่องหลงเอาศีลธรรมมาเป็นตัวศาสนา. พูดล่วงหน้าก็พูดว่า หลงเอา เปลือก เอากะพี้มาเป็นแก่น. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้มากในเรื่องนี้ เดี๋ยวจะ เอามาอ่านให้ฟัง. ส่วนใหญ่ในหมู่พุทธบริษัทในประเทศไทยหรือประเทศไหน

น.288 ก็ตาม ยิ่งหลงเอาเปลือกหรือกะพี้เป็นแก่นมากขึ้นทุกที ; คือหลงเอาศีลธรรม สักแต่เพียงแค่ศีลธรรมมาเป็นตัวพุทธศาสนา. นี่มันมีผลทำให้เกิดความเสียหาย ขึ้นมาก็คือว่าไม่มีตัวศาสนาที่แท้จริง มีแต่ศีลธรรม. การมีแต่ศีลธรรมนี้มันไม่ใช่ มีศาสนา ถ้ามีแต่ศีลธรรมแล้วไม่มีศาสนา มันก็ไม่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์. มนุษย์ จะเป็นมนุษย์สมบูรณ์ก็ต้องเป็นมนุษย์ที่มีศาสนาสมบูรณ์ ไม่เพียงแต่มีศีลธรรม มีแต่ศีลธรรมไม่มีศาสนา นี่ยังไม่เป็นพุทธบริษัท ; ถึงจะเรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท ก็ยังไม่ใช่พุทธบริษัท. เพราะว่า การเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงนั้นมีได้ด้วยการ มีศาสนา ไม่ใช่มีเพียงสักว่าศีลธรรม. เมื่อผู้ใดอยากจะเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัท ก็ต้องสนใจที่จะมีศาสนา ให้ถูกต้องและครบถ้วน ไม่ใช่มีแต่เพียงศีลธรรม. เดี๋ยวนี้มาหลงเอาศีลธรรม เป็นตัวศาสนา ก็เลยเข้าใจว่าเรามีหมด ก็เลยประมาท. คำว่า "ประมาท" นี้คือ หลับตาโง่หรือลืมตาโง่. หลับตาโง่ มันก็หมายความว่าไม่รู้อะไรเสียเลย ; ลืมตาโง่ นี้คิดว่าตนรู้ คิดว่ารู้หมด มักพูดมากแล้วเถียงเก่งด้วย อย่างนี้เขาเรียกว่าลืมตาโง่. ทั้งหลับตาโง่และลืมตาโง่ มันใช้ไม่ได้ทั้งนั้น ; มันต้องไม่เป็นเรื่องโง่ ถ้าเป็น เรื่องโง่ก็เป็นเรื่องประมาท นี่แหละเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นเวลาที่สมควรแล้วที่เราจะพูด กันถึงเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงเอามาพูด. ไม่ใช่พูดด้วยเจตนาร้าย อยาก กระทบกระทั่งผู้ใดหรืออะไรก็หามิได้. แต่พูดเป็นเรื่อง การปรับทุกข์อย่างที่เคย พูดมาแล้วว่า พูดกับเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ร่วมสุขร่วมทุกข์กันโดยเปิดเผย ไม่ต้อง ปิดบังอะไร. เดี๋ยวนี้เรามาหลงเอาศีลธรรมหรือการปฏิบัติเพียงสักว่า ศีลธรรม เป็นตัวศาสนา. เพียงว่าไม่ทำอะไรที่เขาไม่ชอบ ที่เขาไม่นิยมกันแล้วก็พอแล้ว ; อย่างนี้มันไม่พอ. ถ้าจะให้พอมันต้องให้เป็นตัวศาสนาขึ้นมา

น.289 เพราะฉะนั้น เราจึงต้องรู้จักความแตกต่างระหว่าง ๒ สิ่งนี้ คือสิ่งที่ เรียกว่า "ศีลธรรม" และ "ศาสนา". ถ้าพูดโดยกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไปก็อาจจะพูดได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" นี้ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสนารวมอยู่ในศาสนาด้วยก็ได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; อย่างน้อยมันก็เล็กใหญ่กว่ากัน. ถ้าศีลธรรมเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา มันก็แปล ว่าเป็นส่วนน้อยส่วนหนึ่งของศาสนา ยังไม่ใช่ตัวแท้ของศาสนา. เราลอง มาเปรียบเทียบกันดูระหว่างศีลธรรมกับศาสนาว่ามันมีความต่างกันอย่างไร ? สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม มันจำกัดเขตอยู่เพียงเพื่อประโยชน์ทางร่างกาย หรือทางวัตถุของเอกชน หรือของสังคมที่ผูกพันกัน. ศีลธรรมมันมุ่งหมายจะแก้ ปัญหาทางสังคม และเพื่อประโยชน์ทางฝ่ายวัตถุของบุคคล ขอบเขตมันมีได้เพียง เท่านี้ มันไปไกลกว่านี้ไม่ได้. ส่วนสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา นั้นมัน มุ่งไปยัง ประโยชน์ทางวิญญาณทางจิตใจ ไม่ใช่ทางวัตถุหรือทางร่างกาย ; แล้วมันไปได้ ไกลมาก เพราะ ไม่ผูกพันกันเป็นสังคม. ถ้าเราถือศาสนาหมายความว่าเราไปได้ โดยลำพังในทางจิตทางใจ มีความฉลาดเท่าไร อุปนิสัย ปัจจัย เท่าไร ก็ไปได้ไกล จนบรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่ต้องรอใคร และไม่ผูกพันกับใคร ; แล้วประโยชน์ นั้นเป็นประโยชน์สูงสุดทางจิตทางวิญญาณโดยเฉพาะ. ส่วนเรื่องศีลธรรมนั้น มันเป็นความจำเป็นของสังคม อยู่กันเป็นสังคม ผูกพันกันเป็นสังคม มันก็เหนี่ยว รั้งซึ่งกันและกัน แล้วประโยชน์ของสังคมนี้ก็เป็นเพียงความสงบในทางฝ่ายโลก ๆ หรือฝ่ายสังคมนั่นเอง ไม่ไกลถึงมรรค ผล นิพพานได้. ที่เราจะมีหุ้นส่วนกันไป นิพพานอย่างนี้มันก็ไม่ได้ จะไปนิพพานรวมกันร่วมกันก็ไม่ได้ ; มันเป็นเรื่อง ทางสังคม. ศีลธรรมมันหยุดอยู่เพียงแค่นี้ คือประโยชน์ของสังคม. แต่ทาง ศาสนานั้น เปิดโอกาสให้ต่างคนต่างไป ไปโดยจิตใจ ไม่ใช่ไปโดยร่างกาย.

น.290 ร่างกายก็อยู่ที่นี่และอยู่ในสังคมนี้ แต่ว่า จิตใจไปไกลมาก ไกลถึงขนาดที่ไม่มี ความทุกข์เลย. ทีนี้ เราจะต้องนึกดูให้ดีว่า เรื่องทางศีลธรรมนั้นมันไม่พอ เรื่องทาง ศีลธรรมมันไม่พอที่จะทำให้คนมีความสุขถึงที่สุดได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเป็นอยู่ กันอย่างถูกต้องในส่วนศีลธรรม แล้วก็มีลูกดี เมียดี เงินดี มีเกียรติยศชื่อเสียงดี อะไรก็ดีไปหมด แต่แล้วก็ยังต้องร้องไห้. ลูกเมียยิ่งดีเท่าไรพอตายลง เจ้าของมัน ยิ่งร้องไห้มากเท่านั้น. นี่แสดงว่าเรื่องศีลธรรมมันช่วยให้มีลูกมีเมียดีมีอะไรดีต่าง ๆ แต่แล้วพอตายลงก็ต้องร้องไห้ ; แล้วอะไรจะมาแก้ร้องไห้ได้ ? มันก็ต้องเป็น เรื่องของศาสนา อย่างน้อยก็เรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ที่จะช่วยได้ ให้เราไม่ต้อง ร้องไห้ เมื่อลูกตายเมียตายอะไรตายพลัดพรากจากกันไปอะไรนี้. เรื่องศีลธรรม อย่างเดียวมันช่วยมนุษย์ได้ไม่พอ ไม่หมด ; ช่วยให้อยู่ดีกินดีอะไรทำนองนี้ได้ แต่แล้วก็ช่วยแก้ปัญหาทางจิตทางวิญญาณ เช่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายอย่างนี้มันช่วยไม่ได้ มันจึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" เข้ามาอีก ส่วนหนึ่ง. นี่แหละศีลธรรมกับศาสนามันต่างกันอย่างนี้. โลกนี้ มันมาในลักษณะที่เรียกว่าเป็นตัวอย่างที่ดี คือมีปัญหาเกิดขึ้น แล้วก็มีเครื่องแก้ไขเรื่อยมา มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ในสูตรที่เป็นพุทธภาษิตตรัสไว้ ก็มี จะยกตัวอย่างเช่นเรื่องพระเจ้าสมมุติราช ในทีฆนิกาย : ครั้งแรกมนุษย์ อยู่กันเหมือนกับสัตว์ก็ว่าได้ คือเกิดมีมนุษย์ขึ้นในโลก แล้วก็อยู่กันมาจนกระทั่ง มันมากคนเข้า. เพราะมันมากคนนี่มันเกิดเรื่องทุกที พอมากคนเข้ามันก็มีคนที่ อุตริทำผิดที่ไม่เคยทำ เกิดการลัก เกิดการขโมย เกิดการเอาเปรียบอะไรกันขึ้น. เรื่องมันไปไกลจนถึงกับว่า เมื่อก่อนนี้มนุษย์ไปเก็บข้าว ข้าวสาลี หรือข้าวอะไร ก็ตาม ที่มันเกิดโดยธรรมชาติในป่า ที่มันเกิดเองไม่ได้ปลูก มากินเลี้ยงชีวิตกันไป วันหนึ่ง ๆ กินเมล็ดสารของหญ้าบางชนิดนี้.

น.291 พอมนุษย์มีมากคนเข้า มันไม่พอ ก็มีคนคิดที่เอามาปลูกขึ้น. เมื่อต่าง คนต่างปลูกขึ้นมันก็พอ. ต่อมามันเกิดมีคนคิดที่ว่าขโมยของเพื่อนดีกว่าปลูกเอง. ปัญหามันเกิดขึ้นอย่างนี้ มันก็ต้องมีเรื่องแก้ มนุษย์จึงสมมุติให้คน ๆ หนึ่งเป็นผู้ ทำหน้าที่ดูแลปกครอง. ถ้าใครทำผิดเรื่องขโมยหรือเรื่องเบียดเบียน หรือเรื่อง ล่วงเกินของรัก พูดเท็จพูดอะไรก็ตาม ให้คน ๆ นี้มีอำนาจลงโทษหรือจัดการ นี่เขาเรียกว่า "สมมุติราช" พระยาสมมุติราชคนแรกในโลก ทั้งหมดนี้เป็นเรื่อง ศีลธรรมไม่ใช่เรื่องศาสนา. เป็นมนุษย์อยู่กันสบาย นอนไม่ต้องปิดประตูเรือน ทำบ้านไม่ต้องทำประตูก็ได้ ไม่มีใครเบียดเบียนใคร ดีวิเศษถึงเพียงนี้มันก็เป็น เพียงเรื่องของศีลธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องศาสนา เรื่องในบาลีก็มีต่อไปว่า ต่อมาคนบางคนในหมู่คนเหล่านั้น มันเบื่อ เบื่อที่เป็นอยู่อย่างซ้ำซากอย่างนั้น หลีกออกไปนั่งคิด นั่งนึกอยู่ในป่า ก็ไปพบ ความสงบใจอย่างอื่นในป่า พบความที่ไม่มีกิเลสรบกวน ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลงรบกวน นั่นแหละมันจึงจะเป็นสุขจริง ; เกิดมีบุคคลพวกนี้ขึ้นมาในโลก คือเป็นต้นตอ หรือเป็นเจ้าตำรับของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" เป็นฤๅษี มุนี สมณะ อะไรขึ้นมาในป่า เพราะว่าเบื่อบ้านเบื่อโลก. สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" จึงเริ่ม ตั้งต้นขึ้นมาแก้ปัญหาในทางจิตใจโดยเฉพาะ ไม่มีปัญหาทางวัตถุ หรือทางกาย ทางสังคมอีกต่อไป ; แต่มีปัญหาเหลืออยู่ทางจิตใจ ฉะนั้นเขาก็ไปคิดหาทางแก้. ทีแรกทำใจให้สงบ ก็เป็นสุขพอแล้ว คิดว่านี่ดีที่สุดกันพักหนึ่ง ต่อมาพบว่า ถ้าใจสงบ แต่กิเลสยังอยู่ มันก็รบกวนอย่างละเอียดอย่างอื่นอีก ก็ต้องทำกิเลส ให้หมดไป นี่แหละจนถึงเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาเป็นเจ้าตำรับทางศาสนาที่สูงสุด ขึ้นมาอย่างนี้. ความต่างระหว่างศีลธรรมและศาสนามันมีอยู่อย่างนี้. เราจะมี แต่อย่างเดียว มันก็ไม่สมบูรณ์.

น.292 คนที่พูดว่าเอาแต่ศีลธรรมดี ก็พอแล้วนั้น เป็นคนหลับตาพูด หรือ บางทีก็โง่อย่างลืมตา. มีวิชาความรู้มาก แต่ก็ยังพูดผิด ๆ โดยที่แท้แล้ว คนเราต้องมีทั้งศีลธรรมและมีทั้งศาสนา. เหมือนตัวอย่างที่ว่ามาแล้ว มีลูกดี เมียดี เงินดี เกียรติยศดี อะไรดี ดีไปหมด แล้วก็ยังร้องไห้อย่างนี้. มันมีแต่เพียง ศีลธรรมก็มีผลเพียงเท่านั้น คือยังร้องไห้. ถ้ามีศาสนามันก็หยุดร้องไห้. เลยพูด เป็นภาษาโลกโคกเหมือนชาวบ้านเขาพูดกันบ้างว่า ต้องมีทั้งศีลธรรม และศาสนา เป็นคู่กัน จึงจะรับประกันได้ว่าไม่ต้องอกหักทั้งทางกายและทางวิญญาณ. อกหัก ในทางร่างกายก็หมายความว่ามันเดือดร้อนในทางร่างกาย ไม่มีกินไม่มีใช้ ไม่มี ลูกดี, ไม่มีเมียดี, ผัวดีอะไรนี้ เรียกว่าอกหักทางร่างกาย. อกหักทางวิญญาณ นั้น มันคือถูกกิเลส มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ครอบงำเอา นั่นแหละเรียกว่า อกหักในทางวิญญาณ. ถ้าคนเราไม่ต้องมีอาการอกหักอกพัง ทั้งทางกายและทาง วิญญาณแล้วมันก็ใช้ได้. ฉะนั้นเลย ต้องมีทั้งศีลธรรม ต้องมีทั้งศาสนา. ทีนี้ คนมันไม่รู้จักศาสนา ก็เลยมองสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นผิด ๆ และ ศาสนานี้เป็นสิ่งที่เข้าถึงยากกว่าศีลธรรม ศีลธรรมนี้มันรู้ได้ง่าย ลองทำไม่ดีตำรวจ ก็จับแล้ว มันจึงรู้ได้ง่ายกว่าสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. สิ่งที่เรียกว่าศาสนา เป็นเรื่อง ปจฺจตฺตํ เป็นเรื่องสนุทิฏฐิโก รู้เองเฉพาะตน คนอื่นไม่รู้ มันก็ยังมีอาการเป็น ทุกข์ทรมาน หรือว่าเป็นสุขก็ได้แล้วแต่กรณี. แต่ถ้าเรื่องทางศีลธรรมนี้ลองไม่มี หรือทำไม่ดี เพื่อนบ้านก็จะรุมกันแช่ง รุมกันด่า รุมกันลงโทษ หรือตำรวจจับเอาไป. ฉะนั้น เราจึงมีทั้งสองอย่าง คือทั้งศีลธรรมและศาสนา แล้วก็อย่าให้ มันไปสับสนปนเปกันเหมือนอย่างที่ว่า หลงเอาศีลธรรมไปเป็นตัวศาสนา เลย ไม่ต้องมีศาสนาอะไรกันอีก ; มีศีลธรรมง่าย ๆ ตามที่รู้จัก. หรือบางคนก็ถือเสียว่า มีแต่ศีลธรรมก็พอแล้ว นั่นแหละเป็นตัวศาสนา ; นี่เขาไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม

น.293 เขาไม่รู้ว่าปัญหาของชีวิตมนุษย์ทั้งหมดมีอย่างไร มนุษย์เกิดมาเพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ; นี้มันไม่ใช่เพียงแต่เงินทองข้าวของบุตร ภรรยา สามี มันต้อง หมายสูงไปถึงความสุขที่แท้จริงทางจิตทางใจ เย็นแสนจะเย็น ในทางจิตทางใจด้วย จึงจะเรียกว่า "สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้". ปัญหาของชีวิตนี้มันไม่ใช่มีเพียงแต่ว่าไม่มีข้าวกิน ไม่มีบ้านอยู่ ; แม้มี ข้าวกิน มีบ้านอยู่ มีอะไรทุกอย่างแล้ว มันยังต้องการความสงบสุขแห่งจิตใจ ; ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นโรคเส้นประสาท ทั้งที่อยู่ในตึกในวิมานในรถยนต์ที่มีกันนัก นั่นแหละ. ฉะนั้น บ้านเรือนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ เต็มไปด้วยโทรทัศน์ เต็ม ไปด้วยอะไรก็ตามในสมัยนี้ที่เขามี ๆ กัน มันก็ยังเต็มไปด้วยโรคประสาทนั่นเอง .. เพราะว่ามันขาดสิ่งที่ดีที่สุดที่จะคุ้มครองมนุษย์คือความปกติทางวิญญาณ ที่เรียกว่า "นิพพาน" นี้มันมีไม่เพียงพอ. สำหรับตอนนี้ก็อยากจะพูดกันลืมว่า ชีวิตนี้ต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว เสมอไป จะเป็นเรื่องลากเกวียน จะเป็นเรื่องไถนา หรือจะเป็นเรื่องอะไรก็สุดแท้ ชีวิตนี้ต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว. ควายตัวหนึ่งแข็งแรงมาก เพื่อให้เกิดประโยชน์ ทางวัตถุทางศีลธรรม ควายอีกตัวหนึ่งไม่แข็งแรงก็ได้ แต่มีสติปัญญามากสำหรับ ทำให้เกิดประโยชน์ทางฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายจิตใจหรือฝ่ายศาสนา. ชีวิตนี้ถ้ามัน ถูกเทียมด้วยควาย ๒ ตัวอย่างนี้แล้ว เป็นอันว่ารอดตัว คือมีศีลธรรมดี มีศาสนาดี ทั้งสองอย่าง. ฉะนั้น เรา ต้องมีทั้งศีลธรรม และ ต้องมีทั้งศาสนา แล้วก็อย่า เอาไปไขว้กันเสีย ให้เห็นชัดว่ามันทำหน้าที่คนละอย่าง แล้วก็ต้องมีให้ครบถ้วน. ต่อไปนี้ก็จะพูดกันถึงเรื่องการหลงเอาศีลธรรมมาเป็นตัวศาสนา อย่าง ไขว้กันอยู่นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้เข้าใจ แล้วจะได้ระวังไม่ให้

น.294 มันเกิดไขว้กันขึ้นมา เราจะพูดถึงเรื่องการหลงเอาเรื่องศีลธรรมมาเป็นตัวศาสนา กันก่อนโดยละเอียด : ศีลธรรมนี้มันมีหลายชนิด หลายระดับ หลายประเภท. การหลงเอา ศีลธรรม เก่าแก่ ก่อนพุทธกาลมาเป็นตัวศาสนานี้เป็นปัญหาใหญ่. ศีลธรรม เก่าแก่ก่อนพุทธกาล ฟังดูดี ๆ แล้วจำไว้ให้แม่นยำด้วย ว่าตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้า เกิด เขาก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" นั้นเรียกว่าศีลธรรมเก่าก่อนพุทธกาล ไปหลง เอาศีลธรรมชนิดนี้มาเป็นตัวศาสนา. นี้มันก็คล้ายๆ กับที่ว่ามาแล้วเมื่อตะกี้ แต่ ระบุให้ชัดลงไป เช่น เรื่องพระเจ้าสมมุติราช เรื่องไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่อะไรเป็น ศีลธรรมเกิดขึ้น อย่างนี้ก็เรียกว่าเก่าแก่ก่อนพุทธศาสนามากมายทีเดียว. ที่นี้ ศีลธรรมนี้มันเดินมาใกล้ศาสนา คือจะไปหาศาสนานั่นแหละ มันก็เดินไปลึกเข้า ๆ จึงเกิดศีลธรรมเกี่ยวกับเรื่องจิตเรื่องวิญญาณบ้างตามเท่าที่จะรูได้ ของบุคคลสมัย นั้น ; แต่แล้วก็รู้ไม่จริง รู้เท่าไรก็ยึดถือกันเท่านั้น. ฉะนั้น จึงมีศีลธรรมอันแรก เช่น ศีลธรรมเรื่องเชื่อ การเชื่อว่ามีผี มีเจตภูต มีวิญญาณ ; มีผีหรือมีวิญญาณอยู่ ในวัตถุ หรือในธรรมชาติ ; มีเทวดาอารักษ์ที่หากินกับมนุษย์ แล้วก็เรียกว่ายักษ์. นี้คงจะแปลกหูสำหรับท่านทั้งหลาย เทวดาอารักษ์ที่หากินกันเองไม่ได้ ต้องหากินกับมนุษย์ ; แล้วมนุษย์ก็เรียกมันว่า "ยักษ์". คำว่า "ยักษ์" เรายัง เข้าใจผิดกันอยู่ คำว่า "ยักษ์" นี้แปลว่า ผู้ที่ใคร ๆ ต้องบูชา ขอให้จำไว้ให้แม่นยำ ศัพท์ว่ายักษ์นี้มาจากรากศัพท์ว่า ยะชะ แปลว่า บูชา. คำว่า ยักขะ หรือ ยักษะ ในภาษาไทยนี้แปลว่า ผู้ที่ใครๆต้องบูชา. ทีนี้ในระดับแรกที่สุดที่มนุษย์ยังป่าเถื่อน อยู่มากนี้ มันก็บูชาคนที่เก่งกว่าเรา. ใครเก่งกว่าเราก็บูชา มันก็บูชาผู้หรือสิ่งที่ เชื่อว่าเก่งกว่าเรา นี่จึงบูชาผีสางเทวดากระทั่งยักษ์ที่มันหน้าตาดุร้ายน่ากลัว เพราะ ว่าถ้าไม่บูชาหรือเอาอกเอาใจมัน มันก็ฆ่าเรา กินเรา อย่างนี้เป็นต้น แต่คำว่า

น.295 ยักษ์นั้นแปลว่าผู้ที่ใครๆต้องบูชา. เทวดาก็เรียกว่ายักษ์. เทวดาเรียกพระพุทธเจ้า ว่า "ยักษ์" ก็ยังมีในบาลี เพราะคำว่ายักษ์นี้เขาแปลว่า ผู้ที่ใคร ๆ ควรบูชา. ในยุคที่กล่าวนี้ศีลธรรมเรื่องยักษ์มันเกิดขึ้นมาแล้วในหมู่มนุษย์ แม้ ในสมัยป่าเถื่อน ก็ต้องบูชาอะไรที่เขาเรียกว่ายักษ์ ก็ต้องบูชา เทวดาอารักษ์ก็ เรียกว่า "ยักษ์" ก็ต้องบูชา. ยักษ์ที่มันดุร้ายก็ต้องกลัวมัน ต้องหลีกหนีมัน หรือว่า ต้องทำตามที่มันต้องการพอที่จะให้มันไม่เบียดเบียนเรา. ผู้ที่เราเอาใจเขา ตาม ใจเขา อย่าให้เบียดเบียนเราเรียกว่า "ยักษ์" ทั้งนั้น. เวลานี้มันก็มีมากทั่วไปในโลก. คนไหนถ้าไม่เอาอกเอาใจเขา เขาแกล้งเรา เบียดเบียนเรา คนนั้นเรียกว่า "ยักษ์" ได้ทั้งนั้น คือผู้ที่ใคร ๆ ต้องบูชา ต้องเอาอกเอาใจ. แต่ของเดิมในสมัยโบราณ ก่อนพุทธกาลนั้นเขาหมายถึงเทวดาอารักษ์ หรือยักษ์ที่มันมีฤทธิ์มีเดชใครไม่กลัว มันไม่ได้. นี่ศีลธรรมเรื่องผี เรื่องยักษ์ เรื่องเทวดาอารักษ์มันเกิดขึ้นแล้วในหมู่ คนป่าเถื่อนเหล่านั้น นั่นเป็นศีลธรรม เรียกว่าขั้นเริ่มแรกที่มันรู้จักกลัว ; ดีกว่า วัว ควาย สุนัขอะไรที่มันไม่รู้จักกลัว ; นี่มนุษย์ก้าวหน้ามาในทางที่รู้จักแยกคน เป็นประเภทว่าดีกว่า เก่งกว่า อะไรขึ้นมาแล้ว. นี้ก็เป็นศีลธรรมอันหนึ่ง. เดี๋ยวนี้ถ้าใครมามัวถือพวก ผีสางเทวดาอารักษ์ มันก็เท่ากับว่าย้อนไป ถือศีลธรรมเก่าแก่ก่อนพุทธกาลว่าเป็นศาสนา. คนในเมืองไทยเวลานี้หวังพึ่ง ผีสางเทวดา ยิ่งกว่าหวังพึ่งพระพุทธเจ้า ; ปากมันโกหกว่าพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ใจนั้นหวังพึ่งผีสางเทวดาอารักษ์ยิ่งกว่า ในเมืองไทยเวลานี้ก็มีมาก นั่นแหละเขาเอาศีลธรรมนั้นมาเป็นตัวศาสนา ศีลธรรมพึ่งผีสางเทวดาอารักษ์ ของคนสมัยหลาย ๆ แสนปีมาโน่น กลับมาเป็นศาสนาเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้ก็ยังหวังพึ่ง เทวดาอารักษ์ หวังพึ่งยักษ์เหล่านี้อยู่ ; กลัวมัน ต้องประจบประแจงมัน ถือรูป เจ็ดก็มี. พวกยักษ์มันได้เปรียบถึงขนาดว่าไม่เป็นผู้เป็นคนอะไร เป็นรูปเจว็ด

น.296 ทำด้วยหินด้วยไม้อะไร คนก็ยังกลัว. นี่แหละ ศีลธรรมบรมโบราณเก่าแก่ มันก็ พื้นชีพขึ้นมาอีก มาให้คนถือกันว่าเป็นศาสนา แม้ในกรุงเทพ ฯ นี้ ในเมืองหลวง ที่เจริญที่สุด ; หลงเอาศีลธรรมชนิดนี้มาเป็นศาสนาก็มี ปากพูดว่าถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ใจมันถือผี ถือวิญญาณ. ศีลธรรมที่ถัดมาคือ ศีลธรรมเรื่องเวียนว่ายตายเกิด นี้เป็นความเชื่อ ที่จะมาในรูปของศาสนายิ่งขึ้นทุกที. ครั้งแรกที่สุดในสมัยโบราณก่อนพุทธกาลโน้น เชื่อว่ามันไม่มีความรู้เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด. ทีแรกไม่สนใจกันเลยเรื่องเกิด หรือไม่เกิดนี่ ต่อมามันตั้งต้นด้วยความคิดว่า คนตายลงไปแล้วนี้มันคงจะไม่สิ้นสุด ลงเพียงแค่นี้ มันคงมีอะไรเหลืออยู่สำหรับไปเกิดใหม่. เมื่อคนหนึ่งเกิดเข้าใจ อย่างนี้ แล้วเป็นหัวหน้าหัวตา สอนผู้อื่น ผู้อื่นก็พลอยเชื่อกันไปในรูปนี้. ที่เขาสอนนี้ไม่ใช่ในรูปของศาสนาแต่ในรูปของศีลธรรม คือเพื่อให้เกิด วัตรปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งทางสังคมเท่านั้น : ให้เชื่อว่าตายแล้วเกิดนี้จะได้ปฏิบัติ เพื่อคนที่ตายไปแล้ว และเพื่อประโยชน์ทางสังคมอยู่เย็นเป็นสุข ; เขาไม่รู้เรื่อง กิเลส เขาไม่รู้เรื่องมรรค ผล นิพพาน เขารู้แต่เพียงว่าทำอย่างไรสังคมของเรา จะอยู่ดีกินดีสบายดี มีโชคดี ก็เลยเกิดความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิด เกิดความเชื่อ ว่าตายแล้วเกิด สอนกันขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนกลัวไว้ให้มาก ว่าเราตายแล้วไม่ได้ สิ้นสุด มันยังต้องไปเกิดอีก ฉะนั้นต้องอุตส่าห์ทำดีให้มาก ๆ เข้าไว้ จะต้อง พยายามทำดีที่ว่าอะไรดีแล้วต้องทำ แล้วผู้สอนก็สอนเรื่องทำดีอย่างไรให้มันมาก เข้าไว้. สมาชิกทั้งหลายก็ปฏิบัติดีให้มากเข้าไว้ เพราะว่า "เรา" ไม่ได้ตายเลย “เรา" ยังเหลืออยู่สำหรับเกิดต่อไปอีก. นี่พวกแรกไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องนี้; แล้วพวกที่ ๒ เกิดเชื่อ เรื่องวิญญาณนี้ไม่ตายขึ้นมา. ที่นี้ต่อ ๆ มา เมื่อเร็ว ๆ นี้ หยก ๆ นี้

น.297 สมัยพุทธกาลนี้เอง ความคิดมันกลับหลังไปอีกที่ว่าไม่เกิดก็ได้ บางพวกถือว่าตาย แล้วไม่มีอะไรเกิด สิ้นสุดลงแค่ขี้เถ้าที่เอาศพไปเผา ไม่มีอะไรเหลือ. ฉะนั้นขอให้ เข้าใจว่าพวกที่เชื่อว่าตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิดนั้นมันเก่า เก่าแก่กว่าพวกที่ว่า ตายแล้วไม่เกิด. พวกที่ว่าตายแล้วไม่เกิดนี้มันเพิ่งอวดดีขึ้นมาเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง เพราะมันเป็นพวกที่หลงทางวัตถุมากขึ้น เห็นแก่ปากแก่ท้องเอร็ดอร่อยทางตา ทางหูจมูกมากขึ้น ความคิดจึงน้อมไปในทางที่ว่าตายแล้วไม่ต้องมีอะไรเหลือไว้ สำหรับเกิด. พวกที่ว่าตายแล้วเกิดนั้น เก่ากว่า แก่กว่า ก่อนพุทธกาลนานไกล ทีเดียว ; พวกที่ว่าตายแล้วไม่มีอะไรเกิด ให้สิ้นสุดกันนี้ มันแค่ ๆ สมัยพุทธกาล นี่เอง. ตรงนี้อย่าเอาไปปนกับพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้พูดว่า ตายแล้วเกิด, หรือตายแล้วไม่เกิด ; ท่านไม่ได้พูด. ท่านพูดว่า คนไม่มี ไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด เพราะว่าคนไม่มี ; ไม่ใช่ตัวตน ตัวตนไม่มี. แต่ถ้าใครอยากจะถือศีลธรรม ถือเพียงขั้นศีลธรรม ก็ให้ถือตายแล้วเกิดเถอะ มันได้เปรียบกว่า เพราะว่ามันจะได้ทำดี; ถ้าตายแล้วเกิดอีก มันก็จะได้รับผล ของการทำดี ถ้าตายแล้วหากไม่เกิดอีก เราก็ยังได้รับความดีที่เราทำอยู่เดี๋ยวนี้ ; มันไม่มีทางขาดทุน. ฉะนั้น ในทางศีลธรรม พุทธศาสนาสอนให้ถือว่า ตายแล้วเกิด นั่นแหละดี จะได้ทำดี ได้รับดีเดี๋ยวนี้ ; ถ้าชาติหน้ามีอีกก็จะได้รับอีกไม่ขาดทุน. แต่ส่วนทางศาสนาแท้ ๆ ทางธรรมะแท้ ๆ บอกว่ามันไม่มีคน เพราะฉะนั้นไม่มี ใครตายไม่มีใครเกิด เพราะที่อยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีคน. นี่แหละอย่าเอาไปปนกัน ศีลธรรมมันเป็นเรื่องชั้นต่ำ ๆ เพื่อให้ทุกคนรวมกันประพฤติและอยู่เย็นเป็นสุขกัน ในโลกนี้เท่านั้น ; ส่วนศาสนานั้นมันเพื่อจะเป็นอยู่เหนือโลกพ้นโลก.

น.298 นี่เรียกว่าศีลธรรมในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด มันก็เกิดขึ้นแล้วในหมู่คน เหล่านั้น. ถ้าเอาหลักอันนี้มาถือเป็นตัวศาสนา มันก็ยังโง่อยู่นั่นแหละ เพราะว่า ความจริงหรือชั้นปรมัตถธรรมนั้น มันไม่ได้มีคนที่ตายหรือเกิดอยู่. ถ้าถือหลัก อันนี้ เรื่องตายแล้วเกิด มันก็เป็นศีลธรรมต่ำ ๆ ศีลธรรมเก่าแก่ : ตายแล้วเกิด อย่างนี้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ, ตายแล้วไม่เกิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ; เพราะว่าที่แท้คน มันมิได้มี มันเป็นอนัตตาหรือสุญญตาอย่างนี้เป็นต้น. ส่วนที่ว่าทำไปมันก็มีผล สมควรกับการกระทำนั้น มันก็เป็นหลักทั่วไป ; จึงได้มีศีลธรรม ทำบุญอุทิศให้ แก่ผู้ตาย. ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คนพวกหนึ่งเชื่อว่าตายแล้วไม่สิ้นสุด มันยัง ไปเกิดอีก ฉะนั้น ก็เกิดศีลธรรมขึ้นมาแขนงหนึ่ง คือการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย. นี้มันเป็นศีลธรรมแขนงกตัญญูกตเวที เรารักพ่อแม่รักลูกเมียอะไรก็ตามที่เถอะ เมื่อเขาตายไปแล้วเรายังรักอยู่ ฉะนั้น เรามีหน้าที่ที่จะต้องทำอะไรส่งไปให้เขา. อันนี้เก่าก่อนพุทธกาลนานไกลมาก. ลัทธิเรื่องทำอะไรเพื่ออุทิศแก่คนตายที่ตาย ไปแล้วนั้น มันเก่าก่อนพระพุทธเจ้า มีมาก่อนพระพุทธเจ้านานไกลมาก ; แล้ว วิธีทำก็ต่าง ๆ ต่างกันตามที่โง่มาก โง่น้อย, ฉลาดมาก ฉลาดน้อย. รวมความแล้วมันสรุปได้ ๒ อย่าง คือทำการเซ่นไหว้วิญญาณที่ว่าเหลือ อยู่นั้นแหละ ด้วยการเชิญวิญญาณมาสำหรับเซ่นไหว้ จัดของอร่อย ของดีอะไร จัดขึ้นเซ่นไหว้ เชิญวิญญาณมากิน. แล้วอีกทีหนึ่งก็ตรงกันข้าม คือส่งไปให้ ไม่ต้องมา. ทำบุญอุทิศให้ผู้ตายมันมี ๒ อย่างเท่านั้น. ของที่จัดไว้ให้กินนี้ ตรงกับ บทที่ว่า อาหุเนยฺโย, ของที่ส่งไปให้กินเรียกว่า ปาหุเนยฺโย. ผีนั้นจะมากินหรือ นั่งคอยรับกินอยู่ที่โน้นก็ตามใจ มนุษย์นี้มีจัดของเป็นแบบ อาหุเนยฺย ปาหุเนยุย ขึ้นมา. ทีนี้ต่อมาคำนี้ยืมมาใช้ในพุทธศาสนาเรา พระสงฆ์ต่างหากที่จะเป็น

น.299 อาหุเนยฺโย หรือ ปาหุเนยฺโย ไม่ใช่ผี. ของที่จัดไว้สำหรับต้อนรับนี้ พระสงฆ์ ควรแก่ของต้อนรับ ; ของที่นำไปให้หรือนำไปคำนับ พระสงฆ์นี้ควรแก่ของ ที่นำไปคำนับ. นี่แหละยืมศีลธรรมบรมโบราณมาตั้งแต่เซ่นผีเชิญให้มากิน หรือว่า เขาเผาไฟเอาควันไฟส่งไปให้ผี; ถ้าเชื่อว่าผีอยู่ที่ไหนก็หาวิธีส่งไปที่นั่น มีการทำ หลายอย่างลอยไปในน้ำก็มี เผาไฟไปก็มี ฝั่งดินก็มี อะไรก็มี แล้วแต่เขาจะเชื่อว่า ผีมันอยู่ที่ไหน คือบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ลูก เมีย อะไรที่ตายไปแล้ว มันไปอยู่ ที่ไหนก็ทำ โดยความหมายว่าส่งไปให้ที่นั่น ; หรือบางทีก็เชิญมากินที่นี่. นี้แหละศีลธรรมที่เป็นการทำบุญทำกุศล หรือทำสิ่งที่ควรทำ อุทิศให้ แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว เป็นของเก่าก่อนพุทธกาล ไปเชิญมากินก็ได้ ส่งไปให้กินก็ได้ อย่าลืมว่าก่อนพุทธกาลนานไกล เขารู้จักทำอย่างนี้กันมาแล้ว. ฉะนั้นเดี๋ยวนี้ ถ้ายังทำกันอยู่ มันก็ไม่ฉลาดกว่าคนสมัยโน้น ยังโง่หรืออะไร เท่าคนสมัยโน้นอยู่ นั่นเอง; แล้วเอาลัทธินี้มาถือเป็นตัวศาสนามันก็ได้เหมือนกัน แต่เป็นที่น่า หัวเราะ เพราะมันเป็นเพียงศีลธรรมของคนเก่าบรมโบราณ ที่เพิ่งจะพ้นมาจาก ความเป็นสัตว์ไม่นานนั่นเอง. ทีนี้ก็เลื่อนขึ้นไปถึง ศีลธรรมการบูชาอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์. สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่ระบุในพระพุทธภาษิตในบาลีในคัมภีร์ของเราก็มีต้นไม้ มีภูเขา มีหยูกยา แม่น้ำ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว อะไรที่เขาบูชากันในครั้งกระโน้นก่อน พระพุทธเจ้า. เราก็สวดมนต์บท พาหุง เว สรณัง ยันติ ปีพพตานิ วนานิ จ กันอยู่ นี้คือข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านเอามาตรัส หมายถึงสิ่งที่เขาทำกันอยู่ก่อน ก่อนพระองค์ คนเหล่านั้นเขามีศีลธรรมในการบูชาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ หยูกยาศักดิ์สิทธิ์ หมายความว่า ต้นไม้ หัวไม้ เง่าไม้ที่เขาถือว่า ศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ เขาก็บูชาเหมือนกัน เรื่อยไปจนถึงดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์อะไร

น.300 ตามที่เห็นว่ามันน่ากลัว น่าอัศจรรย์ก็บูชา. นี้มันเป็นของง่าย ๆ อะไรที่เขาถือ กันว่าศักดิ์สิทธิ์ เราก็พลอยศักดิ์สิทธิ์ด้วย แล้วก็บูชาตาม ๆ กันไป. จะเอา ศีลธรรมอันนี้มาเป็นศาสนา มันก็กลายเป็นของเก่าแก่ป่าเถื่อนบรมโบราณเกินไป เหมือนกัน. นี่หมายความว่าตัวธรรมชาติ ตัววัตถุก็ถูกเอามาทำให้ศักดิ์สิทธิ์ จน กระทั่งเทวดาก็ถูกทำให้มันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นมา เป็นสถาบันเทวดา เป็นเทวโลก หรือเป็นสถาบันเทวดา สูงขึ้นมา ๆ กระทั่งมีพระเจ้า. "พระเจ้า" ในความหมาย ทีแรก ๆ นี้ ไม่ใช่พระเจ้าในความหมายที่เราพูดกันใหม่ ไม่ใช่พระเจ้าคือธรรม : แต่เป็นพระเจ้าตามความคิด ความนึก ความเชื่อของคนสมัยโบราณโน้น ; พระเจ้า ผู้สร้าง พระเจ้าผู้ควบคุม พระเจ้าผู้ทำลาย พระเจ้าผู้สร้างใหม่ ควบคุมใหม่ ก็คือยอด หรือจอมของเทวดา. คนก็กลัวก็บูชาอ้อนวอน เพราะพระเจ้านี้เป็น ผู้รับการบูชาที่เรียกว่า บูชายัญ. การบูชายัญนั้น บูชาด้วยสิ่งที่มีชีวิต เอาสัตว์มีชีวิตเป็น ๆ มาฆ่าบูชายัญ ให้ถูกใจพระเจ้า, นี้เพื่อบูชาพระเจ้า. แล้วต่อมาก็เอาคนเป็น ๆ ว่าพระเจ้าถูกใจ กว่าที่จะเอา วัว ควาย แพะ แกะ ไปบูชา ให้เอาคนเป็น ๆ ฆ่าบูชายัญ. แล้วต่อมา ก็หนักขึ้นไปอีกถึงขนาดว่าต้องเอาคนที่รัก เช่นลูก เช่นเมีย เอามาฆ่าบูชายัญ .. นี่มีอยู่ในเรื่องราวมากมาย กระทั่งว่าบูชายัญด้วยตัวเอง ฆ่าตัวเองบูชาพระเจ้า. นี่แหละความเชื่ออย่างนี้มันมีได้อย่างไม่น่าจะมี ; คนมันโง่ได้อย่างไม่น่าจะโง่ พูดอย่างนี้ดีกว่า. นี้ไม่ใช่ศาสนา มันเป็นศีลธรรม โดยหวังว่าจะอยู่เป็นสุขกัน ในปัจจุบันนี้. เพื่อจะเลิกล้างโชคร้ายของบ้านเมืองหรือของสังคม ไม่ใช่ศาสนา. แต่บางคนอาจจะเรียกว่านี้เป็นศาสนา อาตมาไม่เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นศาสนา เพราะมันไม่ได้แก้ปัญหาในทางจิตใจหรือดับทุกข์สิ้นเชิง มันเป็นแต่เพียงสังคม

น.301 ต้องการความเป็นสุขของสังคม. ทั้งเจ้านายทั้งราษฎรรวมกันแล้วก็จะทำเพื่อให้ พวกเราทั้งหมดอยู่เป็นสุข มีแต่เท่านี้แหละ พวกเราทั้งหมดอยู่เป็นสุขนี้ อย่างนี้ ที่แท้มันเป็นศีลธรรม ไม่ใช่เป็นศาสนาของคนคนหนึ่ง ๆ ที่จะไปให้ไกลถึงนิพพาน .. นี้ เรื่องผีมันก็มาเป็นสถาบันขึ้นมา, ที่ว่าเป็นสถาบันก็คือว่า มีการ นับถือกันหมดทั้งบ้านทั้งเมือง นี้เลยเป็นสถาบันขึ้นมา. ที่กลายเป็นพระเจ้าไป เสียเลยก็มี. ที่ไม่ถึงเป็นพระเจ้า ก็เป็นผีบ้านผีเรือน พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระอะไรก็ตามใจ มีพระภูมิ มีศาลพระภูมิ แม้ในยุคจรวด. ยุคปัจจุบันนี้ เราเรียกกันว่ายุคปรมาณู หรือกระทั่งยุคจรวด ยุคไปโลกพระจันทร์ ก็ยังมีผีบ้าน ผีเรือน พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ที่เก่าแก่ก่อนพุทธกาลอยู่นั่นแหละ ทรากของ ศีลธรรมขั้นนั้นมันยังเหลืออยู่. ที่มาอยู่ในรูปของวัตถุก็มี คืออยู่ในรูปเคารพ ที่ทำขึ้นแสนจะงมงาย จนกระทั่งเป็นพระเครื่องแขวนคอของคนขี้ขลาด. คนยุค ดึกดำบรรพ์เคยขี้ขลาดอย่างไร คนยุคสมัยปัจจุบัน ยุคจรวดก็ยังขี้ขลาดอย่างนั้น ก็ต้องมีเรื่องที่จะช่วยป้องกันความขี้ขลาด. ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องศีลธรรม ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องผิด แต่มันเป็น เรื่องถูกเพียงศีลธรรม เพื่อให้สบายใจ เพื่อให้สังคมเป็นไปได้ ยังไม่ใช่เรื่อง ศาสนา. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ติเตียนถึงที่สุด แต่ท่านไม่รับว่ามันเป็น ที่พึ่งถึงที่สุด. อย่างผู้ที่จะถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่า มันบ้า หรือมันอะไร หรือมันผิดไปเสียหมด แต่ท่านตรัสว่าไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม ไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด; มันเป็นเพียงที่พึ่งที่หลอกให้อุ่นใจสบายใจไปพัก ๆ หนึ่ง มัน เป็นที่พึ่งได้เหมือนกัน เป็นที่พึ่งเพียงเท่านี้. เชื่อผี เชื่อเทวดา เชื่อพระเจ้า เชื่ออะไรชนิดที่เก่าแก่บรมโบราณนี้ มันช่วยให้ใจสบายไปพักหนึ่ง. หรือจะพูด ในแง่ป้องกันโรคเส้นประสาท มันก็ป้องกันได้ในบางแง่ แต่มันก็ไปเพิ่มให้

น.302 ในบางแง่ ; ฉะนั้น จึงว่าไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม. ต้องถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต้องรู้อริยสัจจ์ ๔ ประการซึ่งเป็นตัวศาสนานั้น จึงจะมีที่พึ่งอันประเสริฐ อันสูงสุดได้. นี้เราจะมองกันให้เห็นในข้อที่ว่า แม้ในยุคปัจจุบันนี้ ยุคไปโลกพระจันทร์ กันแล้วนี้ มันก็ยังมีผีสางเทวดาที่ถูกเอามากระทำให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นับถือเป็น สิ่งสูงสุด. คนเขลาหรือคนขลาดเหล่านี้จะนับถือเครื่องรางของขลังนี้ยิ่งกว่านับถือ พระพุทธเจ้า ; หรือว่าเขาเข้าใจว่าแทนพระพุทธเจ้า. แต่การที่เขาจะเข้าใจว่า แทนพระพุทธเจ้านั้นมันไม่มีใครรับผิดชอบว่า มันแทนได้หรือไม่ได้, มันจะถูก หรือไม่ถูก ; มันจึงดีอยู่เพียงว่า เมื่อยังถึงพระพุทธเจ้าที่แท้จริงไม่ได้ ก็ถือพระ พุทธเจ้าอย่างสัญญลักษณ์หรือผู้แทนนี้ไปก่อน ก็ยังดีกว่าไปถือผีสางเทวดาอารักษ์ อะไรที่มันต่ำลงไปอีก. เอาพระเครื่องมาแขวนคอ รู้จักทำจิตใจให้ถูกต้องในฐานะ แทนพระพุทธเจ้า อย่างนี้ยังดีกว่าไปถือผีสาง ถือเทวดาอะไร ที่มันโง่ไปอย่าง ดึกดำบรรพ์อีก. นี้ ถ้าใครย้อนหลังไปถือสิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่า ล้วนแต่เป็นผู้ที่หลงเอา ศีลธรรมขั้นต่ำ ๆ ต้น ๆ มาเป็นตัวศาสนาทั้งนั้น. ระวังให้ดี ขออย่าให้มีในหมู่ พุทธบริษัทเลย ช่วยกันเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงยิ่งขึ้น รู้อริยสัจจ์ ๔ แล้วปฏิบัติให้ได้ยิ่งขึ้น นี้จะคุ้มครองไม่ให้ต้องตาย. เพราะถ้ารู้ ธรรมะถึงที่สุดแล้ว จะรู้ถึงความที่มันไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ไม่มีใครฆ่าให้ตายได้ จิตใจสบาย. ถ้าไม่ถึงนี้ มันยังมีเกิด มีตาย มีกลัวอยู่. พวกโจรก็แขวนพระเครื่อง ตำรวจก็แขวนพระเครื่อง แล้วก็มายิงกัน ตายทั้ง ๒ ฝ่าย นี้ใครมันดีกว่าใคร. มันก็ไม่มีอะไรที่เรียกว่าใครดีกว่าใคร. แต่ ถ้าใครมีจิตใจที่สูงกว่านั้น รู้ธรรมะชนิดที่อยู่เหนือความตาย นั้นแหละเป็นผู้ที่มี

น.303 ศาสนาแท้จริงประจำอยู่ในใจ เป็นผู้ที่ยิ้มเสมอไม่มีตาย คือ ไม่มีตัวคน ตัวตนที่ จะต้องตาย มีแต่ธรรมชาติที่ยิ้มเสมอ คือไม่มีความทุกข์ ; แง่นี้เป็นส่วนของ ศาสนา. ส่วนที่จะป้องกันกันชั่วครั้งชั่วคราวไปตามประสาคนขลาดนั้น เป็นเรื่อง ของศีลธรรม. ทีนี้ ดูกันอีกแง่หนึ่ง ศีลธรรมนี้มันเป็นเรื่องของการชักจูงเกลี้ยกล่อม บังคับให้ทำ. เช่น กฎหมายนี้รวมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" ไม่ทำไม่ได้ บังคับให้ทำ คือชักจูงเกลี้ยกล่อมกันให้ทำ. ส่วนศาสนานั้นเขาให้เป็นเรื่องของ เห็นเอง รู้ด้วยใจเอง ศรัทธาเอง จึงจะเป็นเรื่องของศาสนา. ถ้ามันขึ้นกับการ ชักชวนของผู้อื่น แวดล้อมมาจากผู้อื่นแล้ว มันก็เป็นเรื่องศีลธรรม. ฉะนั้น กฎหมายจึงรวมอยู่ในพวกศีลธรรม. ขนบธรรมเนียมประเพณีอะไรหลายๆ อย่าง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางกาย ทางสังคมละก็เป็นเรื่องศีลธรรมหมด. แต่ถ้ามันเป็น เรื่องของเอกชนจะมีจิตใจหลุดพ้นออกไปจากความทุกข์ทั้งปวง มันจึงเป็นศาสนา. ทีนี้มันก็ฝั่งแน่น ; ความยึดมั่นถือมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของคนที่ไม่รู้จัก ศาสนา แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นด้วยความกลัวอย่างยิ่งนี้ มันฝั่งแน่นลงไปในจิตใจ มันติดแน่นในจิตใจยิ่งกว่าติดผืน ติดกัญชา อะไรหลายร้อยเท่า. ติดผืนติดกัญชา นี้ยังละได้ง่ายไม่ลำบาก แต่ว่าติดผืนทางวิญญาณคือยึดมั่นถือมั่น สำคัญผิดด้วย โมหะนี้มันละยากมาก มันจึงสืบต่อมาได้นานตั้งแต่ก่อนพุทธกาลไม่รู้เท่าไรแล้ว คือว่าดึกดำบรรพ์นั่นแหละ ยังเหลือมาจนกระทั่งบัดนี้. แล้วมันกลายเป็นพื้นฐาน เป็นรากฐานแห่งจิตใจของคนทั่วไป ทั่วไปทั้งชมพูทวีป ทั่วไปทั้งทวีปไหน ๆ ที่มัน เนื่องกัน คือคนทั้งโลกนี้. มันติดผืนทางวิญญาณ คือยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เข้าใจ ไม่ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ จนกว่าจะมาถึงยุคที่สว่างไสวแจ่มแจ้งรุ่งเรือง คือยุคที่ศาสนา เกิดขึ้น ยุคที่พุทธศาสนาเกิดขึ้น แล้วก็สอนสิ่งที่มันถูกต้องหรือจริง หรือมีเหตุผล ยิ่งกว่าเรื่องยึดมั่นถือมั่นในศีลธรรม.

น.304 ครั้นมาถึงยุคพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พวกที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ยอมเชื่อพระพุทธเจ้า ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง มันก็ยังมีอยู่ตามเดิม แล้วจะมี มากกว่าเสียด้วย. นี้แหละคือคนที่เกิดในอินเดียครั้งพุทธกาล เห็นพระพุทธเจ้า เดินไปเดินมาอยู่แท้ ๆ ก็ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ไม่ยอมรับเอา ไม่ยอมรับนับถือ พวกนี้ก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง พวกนี้ก็ยังถือศีลธรรมบรมโบราณอย่างที่ว่ามาแล้ว เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่ออะไรไปตามเดิม ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง. พระพุทธเจ้าจะเทศน์ ก็ไม่พัง สอนก็ไม่เชื่อ ในครั้งพุทธกาลเป็นอย่างนั้น ; แล้วต่อมาเดี๋ยวนี้มันก็ยัง เหลืออยู่. นี้พระพุทธเจ้าจะมีประโยชน์อะไร พระพุทธเจ้าก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างสูงสุด แต่ว่าน้อยคนจะได้รับ. พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้สิ่งสูงสุด แล้วก็สอน สิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด สูงสุด แต่น้อยคนที่จะได้รับ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง นับตั้งแต่ตรัสว่า ไม่สอนละโว้ย สิ่งที่ตรัสรู้นี้ไม่มีใครเข้าใจ. แล้วตอนหลัง ๆ ก็ยังมีตรัสว่า "น้อยคนที่จะออกไปข้างนอก คือไปฝั่งโน้น ไปนิพพานได้". แล้ว ก็เทียบจำนวนพระอรหันต์ กับบุคคลในโลกแล้ว เรียกว่าน้อยจนเกือบไม่มี. จำนวนพระอรหันต์ในโลก เมื่อเทียบกับคนทั้งหมดในโลกแล้ว ก็จะพูดได้ว่า มันมีน้อยเหมือนกับไม่มี. นี้แปลว่า แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะได้เกิดขึ้นในโลกแล้ว เป็นต้นตอแห่งศาสนาที่จะดับทุกข์ทั้งปวงได้ คนก็ยังไม่สนใจอยู่นั่นแหละ. ทีนี้ ปัญหามันก็มีขึ้นทันที คนเขาเชื่อผี เชื่อเทวดา เชื่ออะไรต่าง ๆ อยู่ก่อนแล้ว. พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นจะมาสอนอย่างใหม่นี้มันก็สอนไม่ได้ นอกจากว่า มันมีคนบางคนไม่กี่คน ที่จะพอเข้าใจได้. คนที่สนใจไปตามแนวของพระพุทธเจ้า ก็มีอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่รู้ ยังไม่ถึงที่สุด คนพวกนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านสอนได้ ; ท่านเรียกว่าเป็นคนพวกที่มีขี้ฝุ่นในดวงตาแต่เพียงเล็กน้อย คือใช้คำว่า อปฺปรชกุข ชาติกา เมื่ออาราธนาธรรมก็มีคำว่า พวกที่มีขี้ฝุ่นในดวงตาแต่เพียงเล็กน้อยนี้ยังมี อยู่ ก็แสดงธรรมเพื่อจะโปรดคนเหล่านี้. แต่แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็เป็นผู้ที่รู้

น.305 สิ่งทั้งปวงประเสริฐที่สุด อะไรที่สุดจริง ๆ เหมือนกัน คือท่านไม่ไปว่าเขา ไม่ไป ทำลาย ไม่ไปหักล้างอะไรเขา ; แล้วก็คอยหาโอกาสที่จะสอนคนที่ไม่เชื่อ หรือ คนที่อยากจะถือไปตามเดิมนี้ โดยวิธีที่แยบคาย. มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "เทวดามีไหม?” ในบาลีแห่งหนึ่ง มีอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านตอบว่า จะพูดอะไรกันอีกล่ะ เพราะมันเชื่อกันไป ทุกหัวระแหงเสียแล้ว. ท่านตอบอย่างนี้ฟังดูซิ : ชาวบ้านไปถามพระพุทธเจ้าว่า เทวดามีไหม ? ท่านว่าจะพูดอะไรกันอีกเล่า มันเชื่อกันไปทุกหัวระแหงแล้ว ; แต่แล้วในที่สุดถ้าถามว่า "ทำอย่างไรจึงจะเป็นเทวดา?" พระพุทธเจ้าท่านกลับบอก ว่าทำอย่างนี้ ๆๆ ๆ คือประพฤติดี ประพฤติเป็นสัมมาทิฏฐิ ประพฤติให้ถูกต้อง ในทางที่จะดับทุกข์ได้ นี้เป็นเทวดา. ถ้ามีคนไปถามพระพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ? ท่านก็ตอบ อย่างเดียวกันอีกล่ะว่า จะพูดอะไรกันอีกเล่า ? ก็แกหรือคนทุกคนมันก็เชื่อว่า ตายแล้วเกิดอยู่แล้วนี่. ทีนี้ เราไม่พูดว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด แต่เราจะพูดว่า ที่กำลังเกิดอยู่นี่จะต้องทำอย่างไร. ขออย่าให้ฉันต้องตอบปัญหาว่าตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด มันไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ไม่ใช่อาทิของพรหมจรรย์ คือ ไม่ใช่เงื่อนต้นของการที่จะดับทุกข์ ในการจะไปมัวถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ? อะไรไปเกิด ; มันไม่ใช่เงื่อนต้นที่จะดับทุกข์. ให้เปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า ที่เกิดอยู่นี้จะต้องทำอย่างไร ? ถ้าตั้งปัญหา อย่างนี้มันเป็นอาทิพรหมจรรย์ มันจะเป็นเงื่อนต้นสำหรับไต่ไปหาการดับทุกข์. ที่เกิดอยู่นี้จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ มีการประพฤติกระทำอะไรให้มันถูกต้อง ; ในที่สุดมันก็รู้ว่า อ้าว, มันไม่มีคน แล้วก็ไม่มีใครเกิดมา, หรือเกิดอยู่. ทีนี้

น.306 ถ้าจะพูดสำหรับพวกที่มันคะยั้นคะยอจะให้พระพุทธเจ้าท่านตอบให้ได้ ว่าเกิด หรือ ไม่เกิด ; บางทีพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสในทำนองว่า ถ้ามันมีเหตุปัจจัยให้เกิด เหลืออยู่ มนก็เกิด, ถ้ามันไม่มีเหตุปัจจัยเหลืออยู่สำหรับให้เกิด มันก็ไม่เกิด ; อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน. นี่ ลองคิดดูว่าเป็นคำตอบที่ฉลาด แหลมหลัก เป็น วิทยาศาสตร์สักเท่าไร. ทีนี้ ท่านมาตรัสเรื่อง "ความเกิด" ของท่านเสียเอง เช่น ในเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เป็นความเกิดทางวิญญาณ เกิดอหังการ มมังการครั้งหนึ่ง เรียกว่า เกิดครั้งหนึ่ง เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที หน้าที่ของคนเราที่มีอยู่ในโลกนี้ เวลานี้ ก็คือ อย่าได้เกิดกิเลสยึดมั่นเป็นตัวกูเป็นของกู นี้แหละคือไม่เกิด. ทีนี้ ถามว่า มีอะไรอีกไหม ? ทุกคนก็ไม่มี ปัญหามันหมด ไม่มีปัญหาอะไรที่สำคัญกว่านี้เหลืออยู่ อีกแล้ว เพราะมันถึงจุดสุดปลายทาง ที่ว่ามันไม่มีคนเกิดอยู่ ไม่มีความทุกข์เลย. นี้ เรียกว่าพระพุทธเจ้าท่านตอบ หรือว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเกี่ยวกับ ความเชื่อที่มันไม่เหมือนกันในทางศีลธรรมกับทางศาสนานั้น ท่านแก้ปัญหาไป อย่างนี้. ที่รองลงไปจากนั้นท่านก็แก้ไข เปลี่ยนความหมายเสียใหม่ คือให้เป็น เรื่องทางที่มันฉลาดกว่า ตัวอย่างมีอยู่หลายเรื่อง : ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องเมื่อก่อนนี้เขานับถือพระจันทร์ พระอาทิตย์ ดวงดาว ต้นไม้เหล่านี้ เขาก็เลยไหว้สิ่งเหล่านั้น เรียกว่าไหว้ทิศ ไหว้ทิศทั้ง ๖. พอคนพวกนี้มาพบกับพระพุทธเจ้า ท่านก็แนะเสียใหม่ว่า ไหว้ทิศอย่างนั้น มัน เป็นเรื่องหนึ่งละ ที่ทำกันมาแต่บรมโบราณ ; แต่ลองไหว้ทิศอย่างแบบของเรา ตถาคตดูบ้างซิ.

น.307 ไหว้ทิศของเรานี้ก็คือ การปฏิบัติหน้าที่ อย่างถูกต้องต่อคนทุก ๆ คน ในที่ทุกทิศทุกทาง : ต่อบิดามารดา เป็นทิศเบื้องหน้าจะปฏิบัติอย่างไร ? ต่อบุตร ภรรยาทิศเบื้องหลังจะปฏิบัติอย่างไร ? ทิศเบื้องซ้ายเพื่อนฝูงจะปฏิบัติต่อเขา อย่างไร ? ข้างขวามิตรสหาย ครูบาอาจารย์จะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร ? ข้างล่าง บ่าวไพร่จะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร ? ข้างบนสมณพราหมณ์จะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร ? จงปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลเหล่านั้นให้ถูกต้อง ทุกทิศทุกทางโดยรอบตัว นี้คือไหว้ทิศ ตามแบบของพุทธศาสนา. แทนที่จะไหว้ทิศอย่างบรมโบราณ ซึ่งมีผีมีเทวดา ประจำทิศอะไรอย่างนั้น ; มันเปลี่ยนเป็นอย่างนี้. ตัวอย่างอย่างอื่น เช่น การทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ที่เขาเอาไปโยนน้ำบ้าง เผาไฟบ้าง บูชายัญบ้าง อะไรบ้าง ; พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติการทำทักษิณาทาน ในหมู่สงฆ์ แทนที่จะไปทำพิธีรีตอง นั่งร้องไห้เป็นชั่วโมง ๆ หรือว่าเผาของ ส่งไปให้กิน หรือทำพิธีตามแบบที่มีอยู่มาแต่ดึกดำบรรพ์ แล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังมีเหลือ อยู่ในประเทศอินเดีย เมื่ออาตมาไป ก็ยังเห็นที่ทำบูชาอุทิศข้าวบิณฑ์แก่ผู้ที่ตายแล้ว ตามแบบบรมโบราณ ก็ยังมีอยู่. พระพุทธเจ้าท่านแนะวิธีว่าลองบำเพ็ญทักษิณาทานในหมู่สงฆ์ ไม่ต้อง ทำพิธีรีตองอย่างนั้น. คำว่า "หมู่สงฆ์" หมายความว่าผู้ปฏิบัติดับทุกข์ได้, แล้ว ก็ทำทักษิณาทาน ก็หมายความว่า ช่วยบำรุงให้ภิกษุสงฆ์นี้อยู่ในโลกได้ ; แล้วก็ ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอะไร บูชาด้วยข้าวปลาอาหารตามธรรมดา เครื่องนุ่งห่ม ตามธรรมดา เท่าที่จำเป็นแก่ชีวิตของบุคคลผู้สันโดษ เพื่ออุทิศแก่บุคคลผู้ตาย. มันเลยเกิดผลกว้างขวางว่าผู้ตายก็ได้รับ ถ้ามันมีและมันคอยรับอยู่ มันก็ได้รับ ; ยิ่งไปกว่านั้น อย่างน้อยคนทุกคนที่อยู่ที่นี่มันก็ได้รับ เพราะว่าปฏิบัติดีปฏิบัติถูก นี่มันให้ผลอยู่ที่ผู้ปฏิบัติแล้ว.

น.308 ถ้าเราเอาของไปทิ้งน้ำ ไปเผาไฟ หรือฆ่าคนบูชายัญเผาไฟให้เป็นควัน ส่งไป อย่างนี้มันก็ไม่รู้จะไปที่ไหน. เพราะฉะนั้นสู้ทำชนิดที่มันเห็นอยู่ชัด ๆ ว่า มันเป็นประโยชน์แก่โลกแก่มนุษย์ทุกคนที่นี่ไม่ได้. ในพุทธศาสนามีการบูชายัญ อย่างนี้ ; ในเมื่อนอกพุทธศาสนาเขามีการบูชายัญอย่างโน้น อย่างที่ฆ่าคนฆ่าสัตว์ เป็นต้นนั้น. แล้วก็ถือว่าบูชายัญนี้เป็นทักษิณาทานที่ควรกระทำขึ้นมา ถ้าทำ ตามแบบของพุทธศาสนา. นี้ เรียกว่าพระพุทธเจ้าท่านปรับปรุงแก้ไขความคิดนึกรู้สึกของมนุษย์ที่ ยังงมงายอยู่ ให้ค่อยเปลี่ยนมาในทางที่ถูกต้องอย่างนี้ : แก้ไขศีลธรรมที่ไม่น่าดู ให้มันกลายเป็นน่าดูขึ้นมาอย่างนี้. แทนที่จะฆ่าสัตว์ ฆ่าลูก ฆ่าเมียบูชายัญนี้ ก็เอาข้าวเปลือก เอาผลไม้นี้มาบูชายัญดีกว่า. แต่ถึงอย่างไรก็ตามในคัมภีร์พระไตรปิฎกของเราในพุทธศาสนานี้ ก็ได้ รับเอาของเดิม ๆ ของเก่าก่อนพุทธกาลเข้ามาไว้ในคัมภีร์ของพุทธศาสนาทั้งคุ้น ๆ ก็มีเหมือนกัน ตัวอย่าง เช่น คัมภีร์เรื่องมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งเป็นของ พวกพราหมณ์แท้ ๆ ก่อนพุทธกาลนั้น ก็พลัดเข้ามาอยู่ในคัมภีร์ของพุทธศาสนา แล้วก็เป็นหลักที่เชื่อถือหรือยอมรับอย่างนี้เป็นต้น ; แล้วบางทีเชื่อถือกันมาก เกินของเดิมไปเสียอีก. การจัดพระศพของพระมหาจักรพรรดิอย่างไรนี้ก็เป็น ตำรับของพวกพราหมณ์ แล้วในพุทธศาสนาก็ยังรับเข้ามาว่า จัดศพของพระ- พุทธเจ้าอย่างศพของพระจักรพรรดิ นี่มันเป็นเรื่องของศีลธรรม มันไม่ใช่เรื่อง ศาสนา. ฉะนั้นเราจะเอาศีลธรรมมาปนกับศาสนา สับสนปนเปกันนี้ มันไม่มี ผลดีเลย. เท่าที่กล่าวมานี้ ก็เป็นตัวอย่างพอแล้วที่แสดงให้เห็นว่า ศีลธรรมนั้น มันอย่างหนึ่ง ศาสนานั้นมันอีกอย่างหนึ่ง คนเราต้องมีทั้ง ๒ อย่าง. แล้วครั้งแรก

น.309 มนุษย์ไม่รู้จักศาสนา มีแต่ศีลธรรมขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ง่าย ๆ แล้วค่อยสูงขึ้นมา ๆ จนกระเดียดเป็นเรื่องทางจิตใจ ทางวิญญาณ มันก็ยังเป็นเรื่องศีลธรรมอยู่ เพราะ เขามุ่งหมายความสงบสุขของพวกเราร่วมกัน ; ไม่ใช่เป็นเรื่องของศาสนา ซึ่ง เป็นเรื่องของปัจเจกชน เฉพาะคนที่จะไปให้ลึกให้ไกล. อันนี้เราพูดกันเป็น วงกว้างจนคาบเกี่ยวกันระหว่างลัทธิอื่น ศีลธรรมอื่น ศาสนาอื่นมาเปรียบเทียบ กันกับพุทธศาสนา. ทีนี้ ก็จะพูดให้แคบเข้ามา แคบที่สุดแต่ในวงพุทธศาสนา และที่มัน เกี่ยวกับพวกเราโดยตรงด้วย. คือเรื่องคน :- พุทธบริษัท ภิกษุ สามเณร บรรพชิตนี้เข้าใจผิด ว่าอะไรเป็นตัวพรหมจรรย์หรือเป็นตัวศาสนา. ตัวแท้หรือ ตัวจริงของศาสนานั้นคืออะไร ? แต่แล้วก็ไปจับฉวยเอาผิด ถูกเอาส่วนนอกของ สิ่งนั้น แล้วมาเข้าใจว่าเป็นตัวแท้. ที่มีเป็นพุทธภาษิตตรัสไว้แจ่มแจ้งครบถ้วน ก็เปรียบเทียบกับเรื่องแก่นไม้ แก่นไม้นั้นมันไม่ใช่กะพี้ไม้ แล้วก็ไม่ใช่เปลือกไม้ แล้วก็ไม่ใช่ผิวแห้ง ๆ ที่อยู่ที่นอกของเปลือกไม้ แล้วก็ไม่ใช่ใบอ่อนใบแก่อะไร ของต้นไม้. แก่นไม้มันอยู่ที่ตรงไหน ? คนสมาชิกในพุทธศาสนานี้แหละ เข้าใจผิดในเรื่องนี้ ไปเอายอด อ่อน ๆ ใบอ่อน ๆ ว่าเป็นแก่นไม้ คิดดูทีเถอะว่ามันน่าสงสารสักเท่าไร. ทีนี้ถ้าดี กว่านั้นก็มาเอาที่ผิวแห้ง ๆ ที่เปลือกของไม้ แล้วเอาตัวเปลือกไม้ แล้วเอากะพี้ไม้ นี่ยังดีกว่า ; แต่แล้วก็ยังไม่ใช่แก่นไม้อยู่นั่นเอง จนกว่าเมื่อไรมันจะถึงแก่นไม้ นี้ก็รวมอยู่ในพวกที่เอาศีลธรรมเป็นตัวศาสนาเหมือนกัน เพราะระบุข้อแรกขึ้นมา ว่าเอาลาภสักการะนั่นแหละว่าเป็นตัวพรหมจรรย์. เดี๋ยวนี้มี อยู่มากมายทั่วไป ในครั้งพุทธกาลก็เคยมี ไม่ใช่ไม่มี ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าท่านคงไม่ตรัสอย่างนี้

น.310 ว่าภิกษุบางพวกนี้ เอาลาภสักการะเสียงสรรเสริญนี้เป็นตัวพรหมจรรย์ ประพฤติ พรหมจรรย์เพื่อสิ่งนี้. มีพระบาลีที่เป็นพระพุทธภาษิต จะอ่านให้ฟัง : "ภิกษุทั้งหลาย ! กุลบุตรบางคนมีศรัทธาออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศกเศร้ารำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ครอบงำแล้วตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉนการทำที่สุดแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จักพึงปรากฏชัดแก่เราได้ ; กุลบุตรนั้นจึงออกบวชจากเรือน ด้วยศรัทธา. ครั้นออกบวชแล้วสามารถทำลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเยินยอ ให้เกิดขึ้นได้ เธอนั้นมีใจยินดีแล้ว มีความดำริเต็มรอบในลาภสักการะ เสียง สรรเสริญเยินยอนั้น ; ภิกษุนั้นทะนงตัวเพราะลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ เยินยอนั้น ว่าเราเป็นผู้มีลาภสักการะ ภิกษุอื่น ๆ เหล่านั้นต่ำต้อยน้อยศักดิ์ ไม่มี ลาภสักการะ. ภิกษุนั้นมัวเมาอยู่ ถึงความประมาทอยู่ เพราะลาภสักการะนั้น. เมื่อประมาทมัวเมาแล้ว เธอก็อยู่ด้วยความเป็นอยู่ที่น่าชัง ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษคนหนึ่งต้องการจะได้แก่นไม้ เสาะหา แก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้อยู่ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ก็มองข้ามพ้นแก่น ไม่รู้จักแก่น, ไม่รู้จักกะพี้, มองข้ามพ้นกะพี้, ไม่รู้จักเปลือกสด มองข้ามพ้น เปลือกสด, ไม่รู้จักสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก มองข้ามสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก ; แล้วก็ได้เด็ดใบอ่อนที่ปลายกิ่งปลายยอดถือเอาไป ด้วยเข้าใจว่านี่เป็นแก่นไม้ ยังมีบุรุษตาดีคนหนึ่ง เห็นเขาผู้นั้นแล้วก็กล่าวว่า ท่านผู้เจริญคนนี้ ช่างไม่รู้จักแก่นไม้, ไม่รู้จักกะพี้ไม้, ไม่รู้จักเปลือกสด, ไม่รู้จักเปลือกแห้ง, ไม่รู้จักใบอ่อนที่ปลายกิ่ง. ผู้เจริญคนนี้ต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวหา

น.311 แก่นไม้ ถึงต้นไม้ใหญ่ที่มีแก่นแล้ว ก็มองไม่เห็นแก่น ไม่เห็นกะพี้ ไม่เห็นเปลือก ไม่เห็นสะเก็ดแห้งตามเปลือก เด็ดเอาใบอ่อนที่ปลายกิ่งถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้. ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการจะทำด้วยแก่นไม้ก็ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์อะไรแก่ เขาเลย ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกนักบวชชนิดนี้ว่า ได้ถือเอา พรหมจรรย์ตรงที่ใบอ่อน ที่ปลายยอดของต้นไม้ และเขามีพรหมจรรย์ด้วยการ กระทำเพียงให้ลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเยินยอเกิดขึ้นเท่านั้นเอง". นี้เป็นข้อแรกที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงผู้ที่หลง เอาสิ่งที่มิใช่พรหมจรรย์ มาเป็นพรหมจรรย์. ลองฟังสำนวนดูเถอะจะเห็นได้ว่าท่านทรงมุ่งหมายอย่างไร. แล้วเดี๋ยวนี้ภิกษุในพระพุทธศาสนาในโลกปัจจุบันนี้ ก็มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่เรื่องลาภ สักการะ หมกจมอยู่ในเรื่องลาภสักการะ เป็นใหญ่เป็นโตร่ำรวย ว่านี่พอแล้ว ๆ ไม่มีอะไรที่จะต้องขวนขวายต่อไปอีกแล้ว. ในประเทศไทยก็ดี ในประเทศอื่น ๆ ที่นับถือพุทธศาสนาด้วยกันหลาย ๆ ประเทศก็ดี มันมาติดต้นอยู่ที่นี่ เรียกว่า ตายด้านอยู่ที่นี่ อยู่ที่หลงเอายิ่งกว่าเปลือก ยิ่งกว่ากะพี้ เอามาเป็นแก่น คือยอด ใบอ่อน ; เด็ดมาเดี๋ยวเดียวก็เหี่ยวแห้งวอดวายไป ว่านี้เป็นแก่นไม้ ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าเรื่องลาภเรื่องสักการะนี้เป็นเรื่องของศีลธรรม. ในโลกนี้ทั้งโลก เขาถือเอาการได้ลาภสักการะวัตถุปัจจัยที่ควรจะได้นั้นแหละว่า เป็นผลที่มุ่งหมายของการงาน. นั้นมันเป็นเรื่องของศีลธรรม. ลาภสักการะ เกียรติยศอะไรก็ตาม นี้เป็นผลของศีลธรรม เป็นเพียงขั้นศีลธรรม เป็นความ ถูกต้องเพียงขั้นศีลธรรม คล้าย ๆ กับว่าพอแล้ว ๆ. นี้ก็เรียกว่า หลงเอาศีลธรรม มาเป็นตัวศาสนา มีได้แม้ในหมู่บรรพชิตในพุทธศาสนาในโลกสมัยปัจจุบันนี้. ที่สูงขึ้นไปถัดขึ้นไป พระองค์ก็ตรัสด้วยข้อความยืดยาวอย่างเดียวกันอีก ถ้าจะอ่านเต็มที่หมดเดี๋ยวเวลามันไม่พอ ก็ขอเล่าแต่ใจความว่า อันอื่นต่อไปอีก

น.312 ก็คือว่าบวชแล้วภิกษุบางรูปนี้ไปหลงใหลในเรื่องศีล ว่าเรามีศีล ภิกษุเหล่าอื่น ไม่มีศีล กูมีศีล อย่างนี้แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องศีลที่ตัวมีอยู่ ว่านี้เป็นยอดสุด ของการประพฤติปฏิบัติ. สำหรับภิกษุชนิดนี้ พระองค์ตรัสเรียกว่า เหมือนกับ ผู้ที่ถือเอาสะเก็ดแห้ง ๆ ตามผิวเปลือกต้นไม้ ว่ามันเป็นแก่นไม้ ต่อไปอีกก็ตรัสว่าภิกษุบางรูปประพฤติสมาธิให้เกิดขึ้นได้ แล้วก็ถือว่า เราเป็นผู้มีสมาธิ ภิกษุเหล่าอื่นไม่มีสมาธิ แล้วยกหูชูหางตัวเองว่า มีสมาธิเป็น ที่สุดของพรหมจรรย์อย่างนี้. ภิกษุเหล่านี้ประเภทนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เหมือนกับคนที่เอาเปลือกของต้นไม้มา แล้วคิดว่านี่เป็นแก่นไม้. ภิกษุอีกพวกหนึ่งดีขึ้นไปกว่านั้นอีก สูงขึ้นไปกว่านั้น ได้ทำญาณทสสนะ ให้เกิดขึ้น ญาณทัสสนะเห็นธรรม อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาอะไรบ้างนี้ แต่ยังไม่หลุดพ้น ยังไม่ถึงกับหลุดพ้น แล้วก็อวดตัวว่าเราถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะ ภิกษุเหล่าอื่น มีบุญน้อยมีอะไรน้อยไม่มีญาณทัสสนะ : แล้วภิกษุนี้ก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วยการบรรลุ ญาณทัสสนะของตัว. อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเหมือนกับบุคคลที่เอากะพี้ ถากเอากะพี้ล้วน ๆ ไปจากต้นไม้ ด้วยคิดว่านี้เป็นแก่นไม้. นี้ ๔ พวกนี้เป็นพวก เอาเปลือกข้างนอก ผิวข้างนอกที่มิใช่ตัวพรหมจรรย์ หรือความมุ่งหมายของ พรหมจรรย์ว่าเป็นตัวพรหมจรรย์. พวกสุดท้าย ก็คือพวกที่บรรลุเจโตวิมุตติ คือหลุดพ้นจากความทุกข์ แล้วก็รู้ว่านี่เป็นความหลุดพ้นจากความทุกข์ แล้วก็ไม่ยกหูชูหาง ไม่ประณามผู้อื่น ว่ามีแต่เรา พวกเหล่าอื่นวิมุตตินี้ไม่มี. เพราะว่าถ้าบรรลุถึงวิมุตติ คือหลุดพ้น ออกไปได้แล้ว มันก็ไม่มีกิเลสจะมาดูหมิ่นผู้อื่น ว่าดีกว่า เลวกว่า เสมอกันอะไรไม่มี. นี้เป็นตัวผู้ที่ได้ถึงตัวพรหมจรรย์ ไม่หลงเอาศีลธรรมเป็นตัวศาสนา ; เอาตัว

น.313 พรหมจรรย์แท้เป็นตัวพรหมจรรย์ เป็นที่สุดของความมุ่งหมายแห่งพรหมจรรย์ คือวิมุตติ. เดี๋ยวนี้ เอาลาภสักการะ เป็นที่มุ่งหมายของพรหมจรรย์กันเสียเป็น ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมด หรือบางทีมีศีลบ้างก็อวดดี ยกหูชูหาง บางทีทำสมาธิ ให้เกิดขึ้นได้บ้าง ญาณทัสสนะเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นได้บ้าง เหมือนอาจารย์วิปัสสนา โดยมากแต่เป็นส่วนน้อย ก็ยกหูชูหางว่านี่ประเสริฐ อย่างนี้เป็นต้น. อาจารย์ วิปัสสนามีเป็นส่วนน้อยที่จะทำสมาธิให้เกิดขึ้นได้ หรือญาณทัสสนะให้เกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่มีใครจะไปรู้ ก็อวดได้เหมือนกัน ; ก็เลยเป็นเรื่องอวด มันก็ไม่ใช่ ตัวแท้ของพรหมจรรย์. ถ้าตัวแท้ของพรหมจรรย์ต้องดับทุกข์ได้ แล้วก็ไม่อวด นั่นแหละคือตัวแท้ของศาสนา. การที่ไปเอาศีลธรรม อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดลาภสักการะ เสียง สรรเสริญเยินยอจากประชาชน นั่นมาเป็นตัวของประเสริฐ แล้วก็ยังแถม โอ้อวดด้วย. นี้ก็อยู่ในพวกที่เรียกว่า หลงด้วยเจตนาบ้างไม่เจตนาบ้าง ; หลง มีทั้งเจตนาและไม่เจตนา เอาศีลธรรมมาเป็นตัวแท้ของศาสนา แล้วมีอยู่โดยมาก. นี่ เป็นสิ่งที่น่าเศร้า น่าสลดใจ จึงได้เอามาพูดให้ฟัง ว่าอันตราย ที่ร้ายกาจกำลังครอบงำเราอยู่ ก็คือการหลงเอาสิ่งที่ไม่ใช่ศาสนามาเป็นศาสนา, หลงเอาสิ่งที่มิใช่แก่นมาเป็นแก่น ; แล้วความรู้ของคนสมัยใหม่ นี้เขาต้องการ แต่เพียงวัตถุ ความเจริญของโลกปัจจุบัน นักศึกษายุคปัจจุบันนี้ต้องการเพียงวัตถุ ของกินได้เอร็ดอร่อยสนุกสนานทางเนื้อ ทางหนัง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ก็ว่าพอแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องการแล้ว. ทีนี้โลกมันก็เป็นอย่างนี้มากขึ้น ผลกำลัง เกิดเป็นปัญหาอยู่ในที่ทั่วไป.

น.314 ในประเทศไทยเรานี้เอง นักปราชญ์บางคนในประเทศไทยเรานี้เองก็เอา ศีลธรรมอย่าง คิหิปฏิบัติ นั้นแหละเป็นตัวศาสนา และพอแล้วสำหรับฆราวาส อย่างนี้ก็มี. บางคนก็เอาศีลธรรมที่สูงไปกว่านั้นเป็นตัวศาสนา. บางพวกก็เอา การทำบุญแลกเอาสวรรค์วิมานในชาติหน้าเป็นตัวศาสนา. บางคนยิ่งไปกว่านั้น ทำบุญต้องเอาหน้าเอาตา ต้องให้มันโด่งดัง จะทำบุญอะไรต้องไปผ่านมือเจ้าใหญ่ นายโต ให้มันมีชื่อเสียงประกาศในวิทยุ ประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์ อย่างนี้ก็มี เป็นของดีที่สุด. บางคนก็ถือศีลแต่พอให้คนอื่นเห็น เท่านี้ก็พอ ๆ แต่พระพุทธเจ้า ท่านว่า แม้มีศีลจริงๆ มันก็ยังไม่พอ ยังไม่ถึงตัวแท้ของศาสนา. บางอาจารย์ สอนว่าทำวิปัสสนาเพียงแค่ช้างปรบหู เพียงเจริญเมตตาแค่ช้างปรบหู เท่านี้ ก็พอ นี้ก็เป็นตัวศาสนาพอ. หรือทำอานาปานสติตามธรรมเนียมนี้ก็พอ ; แต่ พระพุทธเจ้าท่านว่า แม้ทำวิปัสสนาจริงๆ จัง ๆ ถูกต้องนี้ มันก็ยังไม่ใช่แก่น ของพรหมจรรย์ ไม่ใช่ตัวแท้ของพรหมจรรย์ มันต้องไปจนถึงวิมุตติ. เดี๋ยวนี้ทำสมาธิสำเร็จแล้ว ก็ใช้สมาธิช่วยไปในทางให้มีฤทธิ์มีเดชก็มี ใช้สมาธิหาความสงบสุขในสมาธินั้นเสีย ไม่ทำปัญญาต่อไปก็มี ; แต่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า แม้ว่าได้ทำญาณทัสสนะให้เกิดขึ้น มันก็ยังไม่ใช่แก่นแท้ของพรหมจรรย์ เพราะมันยังไม่ถึงวิมุตติ. ฉะนั้นจึงคล้าย ๆ กับว่า เดี๋ยวนี้มันมาตกปลักตกหนอง จมโคลนอะไรอยู่เป็นขั้น ๆ ขั้น ๆ ก้าวเข้าไปไม่ได้ถึงตัวแท้ของพรหมจรรย์ แล้ว ก็ไม่ต้องการด้วย. สิ่งที่เรียกว่าวิมุตตินั้นไม่มีใครจะต้องการกันเสียแล้วในสมัยนี้ เพราะ ไม่เข้าใจ เพราะฟังแล้วมันน่ากลัว. วิมุตติหลุดพ้นนี้มันน่ากลัว เพราะการศึกษา

น.315 ไม่พอ ไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ ในชื่อเหล่านี้อย่างถูกต้อง เลยกลัว กลัวกระทั่งนิพพาน กลัวสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา. ยิ่งเรียนอย่างสมัยใหม่มากเท่าไร ก็ยิ่งเกลียด ยิ่งกลัวสิ่งเหล่านี้มากเท่านั้น มันยิ่งตีตนห่างออกไป ๆ; เลยเกิดการยุติว่า เพียงแค่ศีลธรรมของฆราวาสนี้ก็พอแล้ว สำหรับการเป็นพุทธบริษัทในพระพุทธ- ศาสนาของพวกเราในยุคนี้. นี่ขอให้พิจารณาดูให้เห็นความน่าสลดสังเวชที่สุด ที่กำลังเป็นอยู่ในหมู่ พุทธบริษัทเรา เพราะฉะนั้นจึงเลยเอามาพูดในหัวข้อว่า การหลงเอาศีลธรรม และอื่นๆ มาเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. ศีลธรรมให้ผลเพียงลาภสักการะ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนใบอ่อนที่ปลาย ในเมื่อมาเปรียบกับแก่นไม้ที่แท้จริง .. ทีนี้ยิ่งเตลิดเปิดเปิงออกไป เอาเรื่องปรัชญา เอาเรื่องจิตวิทยา เอาเรื่องศิลปะอะไร มาเป็นตัวพุทธศาสนานี้ มันก็ยังไม่ถึงแก่น ไม่ใช่แก่น ; มันรวมอยู่ในพวกเปลือก พวกกะพี้ พวกผงแห้ง ๆ ตามสะเก็ดของเปลือกอยู่นั่นเอง ; ยิ่งไปไกลออกไป ๆ แล้วบางทีจะยิ่งไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับต้นไม้นี้ด้วยซ้ำไป เพราะไปหลงในเรื่องของ สมัยใหม่ที่มุ่งหมายแต่เรื่องทางวัตถุ หรือเรื่องทางเนื้อหนังอย่างเดียว. หวังว่าจะได้พิจารณาดู แล้วเกิดความสลดสังเวชแล้วช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน กำจัดความหลงเหล่านี้เสียให้หมดไป ๆ จะได้ชื่อว่าไม่เสียทีที่เป็นพุทธบริษัท ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บำเพ็ญประโยชน์ตน แล้วก็ช่วยเหลือผู้อื่น แล้วก็ช่วยให้ พระศาสนาที่ถูกต้องยังคงมีอยู่เป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงสืบไปตลอดกาลนาน. คำบรรยายพอสมควรแก่เวลาก็ยุติไว้เพียงเท่านี้ในวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต